๑ บทที่ ๑ กล่าวโดยทั่วไป ความมุ่งหมายของต าราเรียนเล่มนี้ เพื่อใช้เป็นต าราในการสอนให้ความรู้แก่นักเรียนที่เข้ารับ การศึกษาอบรม ในหลักสูตรต่าง ๆ ที่โรงเรียนการขนส่งทหารเรือ เปิดเข้ารับการอบรม โดยมุ่งเน้น เนื้อหา ในการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินทางยุทธวิธี และการฝึกการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินภาคสนามเป็นหลัก นอกจากนี้แล้วยังสามารถน าความรู้ในต าราเล่มนี้ไปใช้ในสอบเพื่อเลื่อนฐานะของเหล่าทหารขนส่งได้เป็นอย่างดี ๑. ขอบเขต และความรับผิดชอบ ขอบเขตเนื้อหาของต าราเรียน ได้กล่าวถึงเรื่องการเรือในภาคปฏิบัติ การฝึกก าลังพลภายในเรือ ที่ใช้ในล าน้ า การจัดสถานีเรือต่างๆ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในเรือ การน าเรือทางยุทธวิธี การจัดรูป กระบวนเรือ การแปรรูปกระบวนเรือ การเดินเรือในเวลากลางคืน การเดินเรือโดยใช้ไฟพราง การหลบภัย ทางอากาศ การพรางเรือ การระวังป้องกันการซุ่มโจมตี การพักแรม การพยาบาลและการส่งกลับ นอกจากนั้นยังให้ความรู้ความช านาญในการเดินเรือในล าน้ าที่จ ากัด การเดินเรือในร่องน้ าแคบและมีอุปสรรค การเทียบเรือในภูมิประเทศที่ท่าเทียบเรือไม่อ านวยหรือไม่มีท่าเทียบเรือ อีกทั้งยังให้ความรู้และให้การฝึก การใช้สัญญาณในเวลากลางวันและเวลากลางคืน และในบทสุดท้ายของต าราเรียนเล่มนี้ได้กล่าวถึง การฝึก การกล และการป้องกันความเสียหาย ภารกิจการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินได้แก่ งานการเคลื่อนย้ายสัมภาระ สิ่งอุปกรณ์และก าลังพล ของทางราชการทหาร ด้วยวิธีการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดิน จากท่าเรือหรือหัวหาด หรือเส้นทางน้ าที่มีอยู่ ภายในแผ่นดินที่ยังสามารถใช้งานได้ โดยเริ่มท าการขนส่งสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เขตภายในไปจนถึงเขตหลัง ของเขตยุทธบริเวณ ตามพระราชบัญญัติกฤษฎีกาที่ ๕ ส ๐๙๕ ในกฎกระทรวง พ.ศ.๒๔๙๕ ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา ตั้งแต่ ๕ ส.ค.๒๔๙๕ ก าหนดให้ กรมการขนส่งทหารบก กองทัพบก มีหน้าที่รับผิดชอบในงานการ ขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินของทางราชการทหาร และมีหน้าที่ดังนี้ - วางแผนและก าหนดนโยบายการใช้ประโยชน์ให้บังเกิดขึ้นจากบริการ การขนส่งทางน้ าภายใน แผ่นดิน ตามความมุ่งหมายของทางราชการทุกประการ เฉพาะในส่วนที่ไม่ใช่กิจการในทางพาณิชย์ - วางหลักเกณฑ์การใช้เส้นทางน้ าภายในแผ่นดิน ในดินแดนโพ้นทะเลตามแผนทางยุทธศาสตร์ - เสนอแนะหลักเกณฑ์ และวิธีการในทางปฏิบัติเกี่ยวกับก าลังพล และอุปกรณ์ - เสนอแนะโครงการงานด้านค้นค้า และพัฒนาการในอันที่จะปรับปรุงอุปกรณ์ทางน้ าซึ่งใช้งาน ในระบบการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินให้ใช้งานได้ผลดียิ่งขึ้น - ติดต่อประสานงานกับเจ้ากรมการทหารช่าง และหน่วยงานราชการอื่น ๆ ของรัฐบาลเกี่ยวกับ เรื่องการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดิน
๒ ดังนั้นภารกิจที่ส าคัญในการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินทางทหาร สสภาวะไม่ปกติ จึงเป็นหน้าที่ ของกองทัพบก โดยกรมการขนส่งทหารบก เป็นผู้ด าเนินการ ในส่วนของกองทัพเรือ ได้มอบหมายให้กรมการ ขนส่งทหารเรือ มีภารกิจในการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดิน สในสภาวะปกติ และให้การสนับสุนนเมื่อมีการ ร้องขอ โดยมีขอบเขตตามขีดความสามารถของเรือในสังกัด ในยามปกติ “กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ” ได้รับมอบหมายภารกิจหน้าที่ การขนส่ง ทางน้ าภายในแผ่นดิน อยู่หลายประการ ซึ่งเส้นทางในการขนส่งจะอยู่เขตภายในเป็นส่วนใหญ่ ให้การ สนับสนุนล าเลียงก าลังพล สิ่งอุปกรณ์ วัสดุสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้รับมอบ โดยใช้เรือประเภทต่าง ๆ ที่อยู่ในสังกัด เป็นพาหนะ เช่น เรือเวรด่วนธุรการ เรือลากจูง เรือล าเลียง และเรือใช้สอยอื่น ๆ ให้การบริการให้กับหน่วย ต่าง ๆ ใน ทร. ทั้งนี้การใช้เรือประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับภารกิจ พัสดุหรือสิ่งอุปกรณ์ โดยค านึงถึงสิ่งที่อ านวยให้ เป็นหลัก ๒. การจัดแบ่งเขตสงคราม ในยามสงครามพื้นที่ทั้งหมดภายในประเทศ หรือในเขตยึดครองประเทศคู่สงครามย่อมมีความ ปลอดภัยไม่เท่ากันทุกภาค อาทิเช่น ในบริเวณที่มีการสู้รบย่อมมีอันตรายอันจะบังเกิดขึ้นโดยการโจมตีจาก ข้าศึกได้ง่ายมาก ส่วนในพื้นที่อยู่ห่างออกไป ภัยอันตรายจากการโจมตีย่อมลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการ จัดแบ่งเขตสงคราม สTheater or Area of War) ของประเทศออกเป็นเขตต่าง ๆ เพื่อสะดวกในการเตรียมการ และด าเนินการส่งก าลังสนับสนุนหน่วยปฏิบัติงานรบ และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตลอดจนก าหนดเขตของความ ปลอดภัยในการที่จะวางมาตรการในการส่งก าลังบ ารุงในแต่ละเขตให้เหมาะสมกับสภาพและไม่ให้บังเกิดความล่าช้า ๒.๑ เขตสงคราม ประกอบด้วยพื้นที่ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องโดยอ้อม หรือเกี่ยวข้อง โดยตรงกับการด าเนินการสงคราม อาจแบ่งออกตามลักษณะของการยุทธทางบก ทางทะเลและทางอากาศ ตามที่ได้มีแผนไว้ เขตสงครามจัดแบ่งออกได้เป็น เขตภายใน เขตยุทธบริเวณ และหน่วยบัญชาการเขตทั้งปวง ๒.๑.๑ เขตภายใน สZone of Interior) ได้แก่ดินแดนทั้งหมดของประเทศ ยกเว้นดินแดนที่เป็น ยุทธบริเวณ บางเหตุการณ์อาจรวมถึงดินแดนต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นพันธมิตร ประเทศเป็นกลาง หรือของ ข้าศึกก็ได้ ๒.๑.๒ เขตยุทธบริเวณ สTheater or Area of operation) ได้แก่ ยุทธบริเวณแห่งหนึ่ง ประกอบขึ้นจากส่วนหนึ่งของเขตสงคราม ซึ่งจ าเป็นต่อการด าเนินการทางทหารทั้งปวงตามภารกิจที่ได้รับมอบ และจ าเป็นแก่การด าเนินงานทางด้านการช่วยรบ ส าหรับภารกิจนั้น ขอบเขตแห่งยุทธบริเวณก าหนดขึ้นเพื่อให้จัดวางพื้นที่ส าหรับด าเนินการยุทธ การรักษาความ ปลอดภัยและด าเนินการเกี่ยวกับเส้นทางคมนาคมต่าง ๆ การจัดยุทธบริเวณในด้านการช่วยรบก็เพื่อสนองความต้องการของก าลังที่ปฏิบัติการในยุทธ บริเวณนั้น ในขั้นแรกเริ่มการจัดยุทธบริเวณอาจก าหนดไว้ในแผนทั่วไป ส่วนการพัฒนาการจัดทางการช่วยรบ
๓ ในขั้นต่อมาย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บัญชาการยุทธบริเวณกับอาศัยความรุนแรงของเหตุการณ์ในยุทธ บริเวณเป็นมูลฐาน เขตยุทธบริเวณได้จัดแบ่งออกเป็น ๑ เขตหน้า สCombat Zone) ประกอบด้วยพื้นดิน, ทะเล และท้องฟ้า ที่จ าเป็นแก่การรบ และจ าเป็นแก่การช่วยรบซึ่ง ต้องกระท าได้โดยฉับพลันของก าลังที่ปฏิบัติการอยู่ในเขตหน้า เป็นส่วนหนึ่งของยุทธบริเวณซึ่งหน่วยรบทั้งหลายปฏิบัติการอยู่ รวมเอาพื้นที่อันจ าเป็น ส าหรับการปฏิบัติของการรบต่าง ๆ ลึกลงไปข้างหลังจนถึงเส้นเขตหน้าของเขตหลัง ความลึกของเขตหน้าขึ้นอยู่กับ ส๑ ขนาดของก าลังที่ได้รับมอบ ส๒ ลักษณะของการยุทธที่ได้วางแผนไว้ ส๓ ลักษณะเส้นทางคมนาคม ส๔ ลักษณะภูมิประเทศ ส๕ ขีดความสามารถของข้าศึก การบังคับบัญชาขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชากองพลฯ ผู้บัญชาการกองก าลังทางเรือ และผู้ บัญชาการกองก าลังทางอากาศ แล้วแต่กรณี ๒ เขตหลัง สCommunication Zone) ประกอบด้วยพื้นดิน, ทะเล และท้องฟ้า ที่จ าเป็นแก่การช่วยรบในยุทธบริเวณเป็น ส่วนรวม เป็นส่วนหนึ่งของยุทธบริเวณ ระหว่างเส้นเขตหลังของยุทธบริเวณกับเส้นเขตหลังของเขตหน้า สหรือเส้นเขตหน้าของเขตหลังนั่นเอง เป็นส่วนเชื่อมต่อสายการส่งก าลัง และการส่งกลับระหว่างเขตหน้ากับเขตภายใน เขตหลัง อาจรวมพื้นที่อันจ าเป็นต่อการปฏิบัติการหรือจ าเป็นต่อการสนับสนุนหน่วยทัพต่าง ๆ ซึ่งมีฐานทัพอยู่นอกเขต หน้าก็ได้ ในบางสถานการณ์ยุทธบริเวณ อาจมีเฉพาะเขตหน้าโดยไม่มีเขตหลังก็ได้ เช่น ในดินแดน ที่มีพื้นที่แผ่นดินจ ากัด หรือในสงครามทางเรือ การบังคับบัญชาขึ้นอยู่กับบัญชาการเขตหลัง เข ต ห ลั งยั งอาจ จัด แ บ่ งย่ อย ออกเป็ น ส่ วน ห น้ า สAdvance Section) ส่ วน กล าง สIntermidiate Section) และส่วนฐาน สBase Section) อีกก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ความจ าเป็น ซึ่งขึ้นอยู่กับ ขนาดของการด าเนินการสนับสนุน และขอบเขตของดินแดนเขตหลัง ๒.๒ การด าเนินการขนส่งทางยุทธวิธี ในเขตหน้าของยุทธบริเวณนั้น เป็นเขตซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยน้อยมากการโจมตีเส้นทางขนส่ง อาจเกิดขึ้นได้ทุกโอกาสโดยไม่อาจป้องกันตัวเองได้ทันท่วงที เช่น การโจมตีจากหน่วยจู่โจมของข้าศึก ส่วนในเขต
๔ หลังของยุทธบริเวณ อันตรายจะค่อยลดน้อยลงตามล าดับจนถึงเขตภายใน การขนส่งอาจด าเนินไปได้ตามปกติ แม้จะมีการโจมตีเป็นครั้งคราวก็มีระบบเตือนภัยให้รู้ล่วงหน้าซึ่งท าให้สามารถสั่งการให้ขบวนเดินทางหลบหลีก การโจมตีได้ทันที ดังนั้นการขนส่งทางยุทธวิธีจึงต้องแบ่งขั้นของการขนส่งออกเป็น ๓ ขั้น ดังนี้ ๒.๒.๑ ขั้นสะสมและรวบรวม อยู่ในเขตภายใน มีคลัง, ท่าเรือต้นทางรวบรวมเสบียงยุทธภัณฑ์ และก าลังพลเตรียมไว้สนับสนุนให้แก่หน่วยปฏิบัติการในยุทธบริเวณ ๒.๒.๒ ขั้นส่งผ่านและพักรอ อยู่ในเขตหลังของยุทธบริเวณ มีคลังสนามหรือคลังสาขา สถานี ถ่ายล าเลียง สะสมเสบียงยุทธภัณฑ์และก าลังบ ารุง เท่าที่จ าเป็นเตรียมไว้สนับสนุนให้แก่หน่วยปฏิบัติการใน เขตหน้าในทันที่ที่ได้รับการขอร้อง ๒.๒.๓ ขั้นส่งแจกจ่ายถึงหน่วยรบอยู่ในเขตหน้าของยุทธบริเวณมีคลังชั่วคราวเตรียมสนับสนุนหน่วย รบในทันทีที่ได้รับการร้องขอเพิ่มเติม หรือด าเนินการส่งก าลังตามแผนการขนส่ง ในขั้นนี้เป็นงานที่สัมพันธ์กับ การรบและจะต้องมียุทธวิธีร่วมกับหน่วยรบโดยตรง การวางแผนแต่ละคราวต้องขึ้นอยู่กับสถานะของการรบใน ขณะนั้น การที่ต้องจัดการขนส่งทางยุทธวิธีออกเป็นขั้นๆ ตามที่ได้กล่าวมาก็เพื่อให้มีการจัดวิธีการปฏิบัติ ในการขนส่งได้เหมาะสมถูกต้องกับความปลอดภัยและรวดเร็ว จุดประสงค์ของการแบ่งขั้นการขนส่งก็คือเป็น การแบ่งเขตความปลอดภัยในส่วนต่างๆ ของดินแดนนั้นเอง เพราะในทางปฏิบัติถ้าการขนส่งในเขตภายในต้อง ปฏิบัติเช่นเดียวกับในเขตยุทธบริเวณ หรือเขตหน้าแล้วการขนส่งก็ย่อมล่าช้าและเป็นการปฏิบัติในทางป้องกัน เกินความจ าเป็น อีกประการหนึ่งในการแบ่งดินแดนและแบ่งขั้นของการขนส่งออกเป็น ๓ ขั้นนี้ จะท าให้เกิด ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายเป็นการยืดหยุ่นทั้งในทางรุกและทางรับ และป้องกันการเสียหายได้อย่างดียิ่ง คือกองทัพ สามารถคืบไปข้างหน้าหรือละทิ้งพื้นที่เพื่อถอยมารวมก าลังได้รวดเร็ว เพราะภาระที่จะต้องปฏิบัติ ในการขนส่งในเขตยุทธบริเวณจะมีไม่มากนัก ด้วยเหตุผลตามที่ได้กล่าวมานี้ การขนส่งทางยุทธวิธีจึงไม่สามารถกระท ากันได้ทุกประเภทของ การขนส่ง เพราะบางประเภทนั้นอาจถูกท าลาย หรือก่อวินาศกรรมได้ง่ายมาก เช่น การขนส่งทางท่อใน ระยะไกล ดังนั้นการพิจารณาการขนส่งทางยุทธวิธีในเขตบริเวณจึงพิจารณากระท าการ ๓ ทาง คือ ส๑ การขนส่งทางบก ส๒ การขนส่งทางน้ า ส๓ การขนส่งทางอากาศ ซึ่งในต าราเล่มนี้จะกล่าวถึง การขนส่งทางน้ า โดยมุ่งเน้นเฉพาะการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดิน สการขนส่งภายในประเทศ เท่านั้น
๕ เขตสงคราม เขตภายใน สะสมรวบรวม ส่วนหน้า เขตหลงัส่วนกลาง ส่งผ่านพักรอ ส่วนฐาน เขตหน้า แจกจ่ายถึงหน่วยรบ เขตยุทธบริเวณ
๖ บทที่ ๒ การเรือ ๑. กล่าวโดยทั่วไป เรือที่ใช้ในเส้นทางน้ าภายในแผ่นดินในสังกัด กองเรือเล็ก ขส.ทร. มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ซึ่งใน วิชาการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินทางธุรการเล่มที่ ๑ ได้บรรยายรายละเอียดไว้แล้ว ส่วนเรือที่กล่าวถึง ต่อไปนี้เป็นเรือที่ใช้ในการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินทางทหาร ซึ่งเหมาะที่จะน าไปใช้ในภูมิประเทศ จากเขต ภายในไปสู่เขตหลังของยุทธบริเวณ ได้แก่ ก ประเภทเรือด่วน ข ประเภทเรือลากจูง ค ประเภทเรือล าเลียงพัสดุ ง ประเภทเรือบรรทุกน้ า จ เรือประเภทเบ็ดเตล็ด เช่น เรือรับรองผู้บังคับบัญชา , เรือท้องแบน ๑.๑ ความรู้เกี่ยวกับเรือโดยสังเขป ๑.๑.๑ ประเภทเรือด่วน คุณลักษณะ เป็นเรือยนต์เร็ว สามารถบรรทุก ล าเลียงก าลังพลได้ จ านวนมาก ตั้งแต่ ๕๐ – ๒๐๐ นาย เรือมีความเร็วสูง คล่องตัว อุปสรรคขัดข้องน้อย สามารถแล่นในล าน้ า หรือคลองเล็กๆ ได้เป็นอย่างดี เหมาะที่จะล าเลียงก าลังพลขึ้นตามท่าเรือต่าง ๆ ๑.๑.๒ ประเภทเรือลากจูง ใช้ในงานลากจูงเรือขนาดใหญ่ เช่นเรือรบ ลากเรือปั้นจั่น และลาก ทุ่นสมอ ความเร็วช้า ต้นก าลังลากจูงสูง กินน้ าลึก ๑.๑.๓ ประเภทเรือล าเลียงพัสดุ เป็นเรือที่มีความกว้างในระวาง สามารถใช้ล าเลียงพัสดุและสิ่ง อุปกรณ์ที่มีจ านวนน้ าหนัก ตั้งแต่ ๒๐ - ๖๐ ตัน เรือมีลักษณะกินน้ าตื้น ความเร็วปานกลาง มีข้อจ ากัดไม่สามารถ เข้าคลองขนาดเล็กได้มีประโยชน์อย่างสูงในเขตภายใน หรือเขตหลังของยุทธบริเวณ ๑.๑.๔ ประเภทเรือบรรทุกน้ า ใช้ในการบรรทุกน้ าไปส่งให้เรือต่าง ๆ ที่เดินทางไปในภูมิประเทศ สามารถให้การสนับสนุนได้ทุกสภาวะ เหมาะในการส่งก าลังบ ารุงใน เขตภายใน เรือบรรทุกน้ าขนาด ตั้งแต่ ๒๐ – ๘๐ ตัน ๑.๑.๕ เรือประเภทเบ็ดเตล็ด เป็นเรือเล็กที่ใช้ในล าน้ า และคลองต่าง ๆ กินน้ าตื้น บังคับง่าย เหมาะส าหรับเป็นเรือใช้สอย ให้ผู้บังคับบัญชาโดยสาร ตรวจการณ์ฝึก หรือบังคับบัญชาสั่งการในกระบวน เช่น เรือยนต์โถง เรือท้องแบน เป็นต้น
๗ ๑.๒ การลงเรือ และการจัดระเบียบภายในเรือ เมื่อผู้เข้ารับการอบรม ได้ทราบถึงเรือที่ใช้ในเส้นทางน้ าภายในแผ่นดิน และขีดความสามารถของ เรือต่างๆ แล้ว ล าดับต่อไปจะให้เรียนรู้ถึง การลงเรือ และการจัดระเบียบภายในเรือ โดยจะเน้นเรือที่ใช้ส าหรับ การฝึกภาคสนามการขนส่งทางน้ าภายในแผ่นดินทางยุทธิวิธี ก่อนลงเรือให้ผู้รับการฝึกเก็บสัมภาระส่วนตัว และปฏิบัติในภาคพื้นดินให้เรียบร้อย ต่อจากนั้น ครูฝึกจะสั่งให้นร. ลงเรือ การลงเรือให้ลงล าที่อยู่ล านอกก่อน สกรณีจอดเทียบข้างหลายล า เมื่อลงไปในระวาง เรียบร้อยแล้วให้ปฏิบัติดังนี้ ๑.๒.๑ ของใช้ส่วนตัวของผู้รับการฝึก ให้วางชิดกงเรือกราบขวา – ซ้าย โดยวางเรียงตามล าดับ หมายเลขประจ าตัวของผู้รับการฝึก หมายเลขคี่ให้วางสัมภาระทางกราบขวา หมายเลขคู่ให้วางสัมภาระทาง กราบซ้าย เรียงจากเลขน้อยไปหาเลขมาก จากหัวเรือไปท้ายเรือ สกรณีใช้เป้สนามให้ปลายด้ามพลั่วชี้ไปทาง ท้ายเรือ ๑.๒.๒ อาวุธปืนประจ ากาย วางนอนตามความยาวของเรือโดย วางทับเป้สนามปากกระบอกปืน หันไปทางหัวเรือ โกร่งไก และซองบรรจุกระสุนหันไปทางกงเรือด้านข้างกราบขวา – ซ้าย ๑.๒.๓ อุปกรณ์ประจ าเรือและอุปกรณ์การฝึกที่ยังไม่ใช้งาน ให้จัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อยใน ระวางเรือด้านในสุด ๑.๒.๔ ผู้รับการฝึกเปลี่ยนชุดฝึกภาคสนามเป็นชุดฝึกการเรือ ดังนี้ ๑ เปลี่ยนรองเท้าคอมแบ็ทเป็นรองเท้าผ้าใบ โดยน ารองเท้าคอมแบ็ทไปวางไว้ด้านนอกคู่ กับเป้สนามหันหัวรองเท้าไปทางหัวเรือ ๒ เปลี่ยนหมวกเหล็กเป็นหมวกกระบังอ่อน น าหมวกเหล็กไปวางทับอาวุธปืนหันหน้าหมวก ไปทางหัวเรือ ๓ สวมเสื้อชูชีพให้เรียบร้อย สเมื่อถอดเสื้อชูชีพแล้วให้พับเก็บตามลักษณะเดิม และวางที่ ต าแหน่งเป้สนามของแต่ละบุคคล ๑.๓ การปฏิบัติขณะอยู่ในเรือ - ใช้ความระมัดระวังตลอดเวลา - ทวนค าสั่งและตะโกนต่อเมื่อได้รับค าสั่ง - ห้ามสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารใด ๆ ขณะท าการฝึก เว้นแต่เมื่อพักประจ าชั่วโมงหรือ ได้รับอนุญาต - ห้ามผู้รับการฝึกเข้าไปในห้องถือท้าย ห้องเครื่อง ห้องกลาสี เว้นแต่จะได้รับอนุญาต หรือเพื่อ การฝึก - รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของทหารเรืออย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามผิวปาก, ห้ามนั่งบนพุก, ห้ามนั่งห้อยเท้า
๘ ๑.๓.๑ การแถวในระวางเรือ เมื่อจัดวางสัมภาระ และสวมเสื้อชูชีพเรียบร้อยแล้ว ครูฝึกจะสั่ง “แถวในระวาง” ผู้รับการฝึก ทวนค าสั่ง “ แถวในระวาง” การแถวให้ปฏิบัติดังนี้ ๑ แถวตามล าดับหมายเลข จากน้อยไปหามากสนับจากหัวเรือ – ท้ายเรือ แถวตอนเรียงหนึ่ง ตามกราบ โดยหมายเลขคี่อยู่กราบขวา หมายเลขคู่อยู่กราบซ้าย หันหน้าไปทางหัวเรือ เว้นแต่ก าลังพลมีจ านวน มากให้เพิ่มจ านวนแถวตอนได้ในลักษณะเดียวกัน สแถวท่าตามระเบียบพัก ๒ เมื่อแถวพร้อมแล้ว ครูฝึกสั่งให้ ผู้อ านวยการสถานี รายงานว่า ๓ ผู้อ านวยการสถานี ท าท่าเคารพ รายงาน นามเรียกขานของเรือ เช่น “ตะเพียน ๑ พร้อม” ๔ ครูฝึกสั่ง “ตะเพียน ๑ รายงาน” ผู้รับการฝึกทั้งหมดอยู่ในท่าตรง สไม่ต้องท าท่าเคารพ พร้อมรายงานหมายเลขจากน้อยไปหามากโดยให้กราบขวาเป็นผู้รายงานก่อน เช่น ๑๐๑, ๑๐๒, ๑๐๓, ๒๐๑, ๒๐๒, ๒๐๓ เป็นต้น เมื่อรายงานครบทุกหมายเลขแล้วทั้งหมดแล้ว ให้ผู้รับการฝึกทั้งหมดกลับมาอยู่ในท่าตาม ระเบียบพัก เพื่อรอฟังค าสั่งการปฏิบัติต่อไป ๑.๓.๒ การตรวจสถานี การตรวจสถานี มีความมุ่งหมาย เพื่อตรวจความพร้อมในต าแหน่งและหน้าที่ของผู้รับการฝึก ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความถูกต้อง ชัดเจน ให้ปฏิบัติดังนี้ ๑ ครูฝึกสั่ง “ประจ าสถานี.........” ส ออกเรือ,จอดเรือ, พ่วงจูง ฯลฯ ๒ ผู้อ านวยการทวนค าสั่ง แล้วสั่งจ่ายาม จ่ายามทวนค าสั่ง และเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วย ประกาศ “ประจ าสถานี................” ส ออกเรือ, จอดเรือ, พ่วงเรือ ฯลฯ ๓ ผู้รับการฝึก ทวนค าสั่ง และวิ่งไปประจ าสถานีตามต าแหน่งที่ได้รับมอบหน้าที่ โดยหันหน้า เข้าหางานที่ท า ยืนท่าตรง สไม่ต้องท าท่าเคารพ แล้วรายงาน “ ...........พร้อม ” เช่น เชือกหัวพร้อม, สมอพร้อม ฯลฯ แล้วกลับมาอยู่ในท่าตามระเบียบพัก ๔ การรายงานให้รายงานเป็นภาคตามล าดับสภาคหัว,ภาคกลาง,ภาคท้าย โดยให้กราบขวา ของแต่ละภาคเป็นผู้รายงาน ผู้ที่รายงานเป็นล าดับสุดท้ายได้แก่ นายท้าย ตัวอย่าง เช่น ภาคหัว ................ เชือกหัว ไกหัว สมอ พร้อม ภาคกลาง ............ ลูกตะเพรา ติดต่อสื่อสาร พร้อม ภาคท้าย ............. เชือกท้าย ไกท้าย ธงท้าย ช่างเครื่อง พร้อม ............. สัญญาณ นายท้าย พร้อม ๕ การรายงานเมื่อผู้ตรวจ ส ครูฝึก ชี้ตัวถามผู้รับการฝึกว่า “ มีหน้าที่อะไร ” ให้ผู้นั้น รายงาน ยศ ชื่อ และ หน้าที่ ถ้าผู้ตรวจถามหมายเลขสถานีให้ตอบ หน้าที่ ถ้าถามหน้าที่ให้ตอบหมายเลข สถานี สไม่ต้องท าท่าเคารพ ตัวอย่าง เช่น ครูฝึก ถาม “มีหน้าที่อะไร” ผู้รับการฝึก ตอบ “จ่าเอก นที จ่ายาม”
๙ ครูฝึก ถาม “จ่ายาม” ผู้รับการฝึก ตอบ “หนึ่งศูนย์สอง” ครูฝึก ถาม “หนึ่งศูนย์สอง” ผู้รับการฝึก ตอบ “จ่ายาม” ๑.๓.๓ เลิกประจ าสถานี เมื่อผู้รับการฝึกได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนจนเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องเลิกประจ าสถานี ให้ปฏิบัติดังนี้ ๑ ครูฝึกสั่ง “เลิกประจ าสถานี” โดยก าหนดให้ผู้รับการฝึกไปอยู่ ณ ต าบลใด ต าบลหนึ่งใน เรือฝึก เช่น “เลิกประจ าสถานี แถวในระวาง” เป็นต้น ๒ ผู้อ านวยการทวนค าสั่ง และสั่งจ่ายาม จ่ายามทวนค าสั่ง เป่านกหวีด ยาว ๒ ครั้ง ต่อด้วย ประกาศ “เลิกประจ าสถานี แถวในระวาง” ผู้รับการฝึกทวนค าสั่ง “เลิกประจ าสถานี แถวในระวาง” แล้ววิ่ง ลงไปแถวในระวางเรือตามกราบ ตามหมายเลข ยืนในท่าตามระเบียบพัก เพื่อฟังค าสั่งต่อไป เพื่อความ รวดเร็ว การลงในระวางเรือให้ลงบันไดไหนก็ได้
๑.๔ การก าหนดหมายเลข และหน้าที่ประจ าสถานีเรือ หมายเลข สถานีออก จอดเรือ เทียบ ออกจากเทียบ สถานีพ่วงจูง พ่วงข้าง/พ่วงท้าย สถานีช่วยคนต กลางวัน/กลาง ๑๐๑ ผู้อ านวยการสถานี ผู้อ านวยการสถานี ผู้อ านวยการสถ ๒๐๙ พันจ่าเวร /จ่าเวร พันจ่าเวร /จ่าเวร พันจ่าเวร /จ่าเว ๑๐๒,๒๐๒ ประจ าหลักเดวิท เชือกหัว เชือกช่วยชีวิต ๑๐๓,๒๐๓ กว้านหลักเดวิท เชือกท้าย ขอตะเพรา ๑๐๔ ประจ าขอเกี่ยว ไกหัว ช่วยเหลือผู้ป่วย ๑๐๕,๒๐๕ จัดเลียงพัสดุ ไกท้าย จัดเลียงพัสดุ สมอ ๑๐๖,๒๐๖ ลูกตะเพรา ลูกตะเพรา ๑๐๗ สัญญาณ สัญญาณ สัญญาณ ๒๐๗ ติดต่อสื่อสาร ติดต่อสื่อสาร ติดต่อสื่อสาร ๑๐๘ ถือท้าย ถือท้าย ถือท้าย ๒๐๘ ห้องเครื่องยนต์ ห้องเครื่องยนต์ ห้องเครื่องยนต์ ๑๐๙ ธงท้าย ธงท้าย หมายเหตุ - หมายเลขที่ไม่มีหน้าที่ให้ประจ าแถวรอฟังค าสั่ง - กรณีมีก าลังพลมากให้เพิ่มหมายเลขในการปฏิบัติงานได้
๑๐ ตกน า งคืน สถานีบรรทุกและขน ถ่ายโดยหลักเดวิท สถานี สถานี านี ผู้อ านวยการสถานี วร พันจ่าเวร /จ่าเวร ประจ าหลักเดวิท กว้านหลักเดวิท ประจ าขอเกี่ยว จัดเลียงพัสดุ จัดเลียงพัสดุ ซี.โอ.ทู / ผงเคมี สัญญาณ ติดต่อสื่อสาร ถือท้าย ห้องเครื่องยนต์
๑๑ ๑.๕ การรับ – ส่งหน้าที่ยามถือท้าย การเข้ายามถือท้ายของเรือเล็กที่ใช้ในล าน้ า โดยปกติจะเข้ายามผลัดละไม่เกิน ๒ ชั่วโมงต่อหนึ่งนาย หรือแล้วแต่ก าลังพลที่บรรจุอยู่ในเรือที่สามารถถือท้ายได้ โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ควบคุมเรือ หรือครูฝึก ในเรือนั้น ๆ การรับ – ส่งหน้าที่ยามถือท้ายต้องพิจารณาความเหมาะสม ดังนี้ ก ไม่ได้อยู่ในช่วงขณะเปลี่ยนเข็มเดินเรือ ข ทัศนะวิสัยต้องเห็นชัดเจน ค มุมหางเสือขณะส่งเวร ต้องหางเสือตรง ง ไม่ได้ประจ าอยู่ในสภาวะเรือฉุกเฉิน เช่น ประจ าสถานีรบ หรือสถานีปคส. ๑.๖ การปฏิบัติการรับ – ส่งหน้าที่ยามถือท้าย ผู้รับยามถือท้าย เข้าห้องถือท้าย ยืนทางซ้ายมือของผู้ที่ก าลังถือท้าย หันหน้าไปทางผู้ควบคุมเรือ หรือครูฝึก ท าความเคารพและรายงาน “ยศ ชื่อ สกุล ขออนุญาตเข้ายามถือท้าย” ผู้ควบคุมเรือ หรือครูฝึก อนุญาตแล้ว จึงเลิกท าความเคารพ ผู้ส่งยามถือท้าย เมื่อเรืออยู่ในฐานะไม่เกิดอันตรายใดๆ แล้วและมุมหางเสือตรง สมือจับพังงา สายตามองตรงไปข้างหน้า ไม่ต้องท าความเคารพ กล่าวรายงาน “ส่งยามถือท้าย หางเสือ ตรง ตรง ตรง” ผู้รับยามถือท้าย ใช้มือขวาเข้าจับพังงา สายตามองตรงไปข้างหน้า และเข้าประจ าที่ต าแหน่งถือท้าย ผู้ส่งยามถือท้าย ละจากต าแหน่งถือท้าย ยืนทางขวาของผู้รับยามถือท้าย หันหน้าไปทางผู้ควบคุมเรือ หรือครูฝึก ท าความเคารพ กล่าวรายงาน “ยศ ชื่อ สกุล ขออนุญาตออกยามถือท้าย” ผู้ควบคุมเรือ หรือครูฝึก อนุญาตแล้ว จึงเลิกท าความเคารพ และออกจากห้องถือท้าย ๒. สถานีเรือและการปฏิบัติ ๒.๑ สถานีออกเรือ ๒.๑.๑ การน าเรือออกจากเทียบ เมื่อจอดเรือทวนน้ า ให้สั่งปลดเชือกทุกเส้นแล้วเดินเครื่องจักรช่วยเบา ๆ สเดินหน้า พอให้ เรือมีก าลังแล้วหักหางเสือออกเล็กน้อย เพื่อให้หัวเรือออกห่างจากท่า เมื่อเรือเดินหน้าออกไปจะต้องรีบรับ หางเสือให้หัวเรือปัดเข้าห่างจากท่าเล็กน้อย เพื่อรับท้ายเรือมิให้ท้ายเรือเหวี่ยงกระแทกกับท่า เมื่อเห็นว่า ท้ายเรือพ้นท่าแล้ว จึงใช้หางเสือบังคับให้เรือไปตามทิศทางที่ต้องการ
๑๒ เมื่อจอดเรือตามน้ า การน าเรือออกจะต้องถอยหลังออกก่อน ให้สั่งปลดเชือกหัวออกก่อน คงเหลือแต่เชือกท้ายไว้จนกระทั่งเรือเริ่มถอยหลังออกจากท่า แล้วจึงปลดเชือกท้าย เมื่อท้ายเรือออกพ้นท่า และปลอดภัยแล้วจึงเดินหน้าต่อไป ๒.๑.๒ การใช้หางเสือ เรือเดินหน้า หางเสือตรง เรือแล่นตรงไป เมื่อหันหางเสือขวา กระแสน้ าจะไหลมาปะทะ ด้านหน้าของหางเสือ ดันให้ท้ายเรือหันมาทางซ้าย หัวเรือหันไปทางขวา ตรงกันข้ามถ้าหันหางเสือซ้ายท้าย เรือจะไปทางขวา หัวเรือจะหันไปทางซ้าย เรือถอยหลัง หางเสือตรง เรือถอยหลังตรงไป เมื่อหันหางเสือขวา กระแสน้ าจะไหลมาทาง ท้ายเรือจะปะทะด้านหลังของหางเสือ ท าให้ท้ายเรือหันไปทางขวา หัวเรือหันไปทางซ้าย และตรงกันข้ามถ้า หันหางเสือไปทางซ้าย ท้ายเรือจะหันไปทางซ้าย หัวเรือหันไปทางขวา ๒.๑.๓ ขั้นตอนการปฏิบัติ - ครูฝึกสั่ง “ ประจ าสถานีออกเรือ ” - ผู้อ านวยการฯ ทวนค าสั่ง “ประจ าสถานีออกเรือ” แล้วสั่งจ่ายาม จ่ายามทวนค าสั่งและ เป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “ประจ าสถานีออกเรือ” - ผู้รับการฝึกทั้งหมดทวนค าสั่ง แล้ววิ่งไปประจ าสถานีตามต าแหน่งหน้าที่ โดยหันหน้าเข้าหางาน ท าท่าตรง แล้วรายงานความพร้อม เช่น เชือกหัวพร้อม ฯลฯ แล้วกลับมาอยู่ในท่าตามระเบียบพัก - ครูฝึกตรวจสถานี สถามหมายเลข....ตอบหน้าที่ , ถามหน้าที่....ตอบหมายเลข , ถามมีหน้าที่ อะไร......รายงาน ยศ...... ชื่อ........ และหน้าที่........ - สัญญาณ สธงสองมือ รับ – ส่ง สัญญาณธงจากเรือน า ส ส่วนใหญ่เป็นเรือล าแรกของ กระบวน หรือเรือที่ ผบ.ทางน้ า ฯ จะก าหนด สัญญาณที่ใช้ ดังนี้ * ระวัง สเตรียม , คอยฟังค าสั่ง * พร้อม ท่าน พร้อมหรือยัง * ติดเครื่อง * ปลดเชือก ส ปลดไกท้าย , ไกหัว , เชือกท้าย , เชือกหัว - ผู้รับการฝึกที่มีหน้าที่ต่าง ๆ ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามขั้นตอนเสร็จแล้ว รายงานความเรียบร้อย เช่น ปลดเชือกหัวเรียบร้อย เป็นต้น - สัญญาณให้สัญญาณธง ดังนี้ * ตั้งเรือ ลอยล า * เคลื่อนที่ไปข้างหน้า * เพิ่ม หรือ ลดความเร็ว
๑๓ * รูปกระบวนเรือต่าง ๆ เมื่อเรือออกเดินทางเรียบร้อยแล้ว ครูฝึกสั่ง “เลิกประจ าสถานี แถวในระวาง” ผู้อ านวยการ ฯ ทวนค าสั่งแล้วสั่งจ่ายาม จ่ายามเป่านกหวีดยาว ๒ ครั้งต่อด้วยประกาศ “เลิกประจ าสถานี แถวในระวาง” ผู้รับการฝึกทวนค าสั่งพร้อมปฏิบัติ แถวในระวางตามกราบตามหมายเลขในท่าตามระเบียบพัก รอการสั่งการต่อไป ๒.๒ สถานีจอดเรือ ๒.๒.๑ การน าเรือเข้าเทียบ ควรใช้วิธีการเข้าเทียบในลักษณะหัวเรือทวนกระแสน้ า จะเป็นการสะดวก เว้นแต่ในเวลา น้ าไหลอ่อน ๆ หรือน้ านิ่ง อาจจะใช้หัวเรือ หรือท้ายเรือเข้าเทียบก่อน แล้วแต่จะเห็นสมควร การน าเรือเข้าเทียบท่า หลักปฏิบัติโดยทั่วไป ควรให้หัวเรือท ามุมกับท่าเทียบเรือ ประมาณ ๓๐ ๐ โดยเอาหัวเรือเข้าเทียบท่าก่อน เมื่อผูกเชือกหัวเรือเรียบร้อยแล้ว จึงบังคับเรือให้หัวเรือเบนออก ท้ายเรือ จะได้ค่อย ๆ เข้าเทียบกับท่า ถ้าเห็นว่าหางเสือไม่สามารถจะบังคับท้ายเรือให้เข้าเทียบท่าได้ ควรใช้เครื่องจักร ช่วยโดยการเดินหน้า หรือถอยหลังเบา ๆ ขณะเรือแล่นเข้าเทียบท่าโดยหัวเรือแล่นทวนน้ า เมื่อกระแสลมพัดมาทางกราบที่อยู่นอกท่า ให้น าเรือมาหยุดให้พอดีกับท่า และให้หัวเรือห่างจากท่าเล็กน้อย เพราะเมื่อหยุดเรือแล้วกระแสลมจะพัดให้ หัวเรือเข้าหาท่าเอง ส่วนท้ายเรือก็จะถูกก าลังของกระแสน้ าส่งเข้ามาแนบกับท่า ถ้ากระแสลมพัดมาทางกราบใน คือ กราบที่จะใช้เทียบท่า ขณะน าเรือเข้าเทียบท่าจะต้องรีบ ผูกเชือกหัวเรือ และเชือกท้ายเรือโดยเร็ว มิฉะนั้นกระแสลมจะพัดให้เรือออกห่างจากท่า กรณีที่จ าเป็นจะต้องน าเรือเข้าเทียบท่าโดยหัวเรือตามน้ า สิ่งที่ส าคัญที่สุดเมื่อเรือเข้าเทียบท่า จะต้องรีบผูกเชือกท้ายให้เร็วที่สุด การน าเรือเข้าเทียบท่า จะต้องกระท าด้วยความนิ่มนวล และไม่กระแทกกับท่า ๒.๒.๒ ขั้นตอนการปฏิบัติ - ครูฝึกสั่ง “ประจ าสถานีจอดเรือ” - ผู้รับการฝึก ปฏิบัติเช่นเดียวกับสถานีออกเรือ - สัญญาณ สธงสองมือ รับ – ส่ง สัญญาณจากเรือน า หรือ รับ – ส่ง สัญญาณกับเรือล าอื่น ในกระบวน เพื่อทราบ สัญญาณที่ใช้ ดังนี้ * ระวัง สเตรียม , คอยฟังค าสั่ง * พร้อม ท่านพร้อมหรือยัง * ลดความเร็ว สขณะเรือเดิน - ครูฝึกสั่ง “ เตรียมการเทียบเรือกราบ...........” สขวา , ซ้าย
๑๔ - อ านวยการ ฯ ทวนค าสั่ง “เตรียมการเทียบเรือกราบ.........” สขวา , ซ้าย แล้วสั่งจ่ายาม จ่ายามทวนค าสั่ง และเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “ เตรียมการเทียบเรือกราบ....” สขวา,ซ้าย - สัญญาณธง ตีธงสองมือส่งสัญญาณ เทียบเรือกราบ..........สขวา , ซ้าย - ผู้รับการฝึก ทวนค าสั่งพร้อมตะโกนบอกต่อ “ เตรียมการเทียบเรือกราบ.......สขวา, ซ้าย ” และเข้าประจ าต าแหน่งหน้าที่ของตนเอง แล้วรายงานความพร้อม เช่น “ลูกตะเพรา....สขวา, ซ้าย พร้อม ” เป็นต้น - สัญญาณธง ส่งสัญญาณ * หยุดเครื่อง * ส่งเชือก ส ส่งเชือกหัว , ส่งเชือกท้าย , ไกหัว , ไกท้าย - ผู้รับการฝึกที่มีหน้าที่ต่าง ๆ ปฏิบัติหน้าที่ของตนจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รายงานความ เรียบร้อย เช่น ส่งเชือกหัวเรียบร้อย เป็นต้น - เลิกประจ าสถานี ปฏิบัติเช่นเดียวกับสถานีออกเรือ ๒.๓ สถานีพ่วงจูง กล่าวโดยทั่วไป ในการเดินทางไปปฏิบัติราชการด้วยกระบวนเรือตั้งแต่ ๒ ล าขึ้นไปนั้น สิ่งที่จ าเป็น และต้องเตรียมพร้อมเสมอ คือเชือกที่ใช้ในการพ่วงจูง เมื่อมีเหตุการณ์เรือล าหนึ่งล าใดเสียไม่สามารถเดินทาง ต่อไปได้ จึงจ าเป็นต้องท าการพ่วงจูงเพื่อเดินทางต่อไปหรือลากกลับที่ตั้ง เชือกที่นิยมใช้ ได้แก่ เชือกใยสังเคราะห์ ขนาด ๒ ๑/๒ หรือ ๓ นิ้ว ยาว ๕๐ เมตร จ านวน ๒ เส้น ค าว่า “เรือจูง” หมายความว่า เรือที่จูงเรืออื่นไป สเรือดี ค าว่า “เรือพ่วง” หมายความว่า เรือที่ถูกเรืออื่นจูงไป สเรือเสีย หรือไม่มีเครื่องยนต์ ๒.๓.๑ การพ่วงจูงแบบพ่วงท้าย สรูปที่ ๑ ในแม่น้ าล าคลองของประเทศไทย ส่วนใหญ่จะแคบและคดเคี้ยว มีเรือสัญจรจ านวนมาก การพ่วงจูง แบบพ่วงข้างอาจไม่สะดวก จึงจ าเป็นต้องท าการพ่วงจูงแบบพ่วงท้าย ซึ่งการพ่วงจูงแบบนี้เป็นที่นิยมกันมาก กว่าการพ่วงจูงแบบดันท้าย หรือแบบพ่วงข้าง ๑ การปฏิบัติของเรือพ่วง สเรือเสีย, เรือไม่อยู่ในบังคับ - นายท้ายเรือ ดับเครื่องยนต์ส สมมุติเหตุการณ์เครื่องยนต์ช ารุด ส่งสัญญาณเสียงหวูด หรือ แตร สหวูดยาว ๒ ครั้ง ติดต่อกัน ระยะเสียงหวูดแต่ละชุดห่างกันไม่เกิน ๒ นาที - ครูฝึกสั่ง “ประจ าสถานีพ่วงจูง” ผู้อ านวยการ ฯ ทวนค าสั่ง “ประจ าสถานีพ่วงจูง” แล้วสั่งจ่ายาม จ่ายามทวนค าสั่ง และเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “ประจ าสถานีพ่วงจูง”
๑๕ - ผู้รับการฝึกทวนค าสั่ง พร้อมตะโกนต่อ แล้ววิ่งไปประจ าสถานีตามต าแหน่งหน้าที่ โดย หันหน้าเข้าหางาน ท าท่าตรง แล้วรายงานความพร้อม เช่น เชือกหัวพร้อม ฯลฯ แล้วกลับมาอยู่ในท่า ตามระเบียบพัก พร้อมที่จะปฏิบัติงาน - เมื่อประจ าสถานีแล้วให้เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ปฏิบัติดังนี้ ส๑ เจ้าหน้าที่สัญญาณธง ตีสัญญาณธง ขอความช่วยเหลือ เมื่อเรือจูงรับทราบสัญญาณ แล้ว ให้เปลี่ยนท่าสัญญาณ เป็นท่าสัญญาณพ่วงท้าย ส๒ แสดงทุ่นเครื่องหมาย รูปทรงกลม หรือที่มีลักษณะคล้ายรูปทรงกลม ๒ ทุ่น ซ้อนกัน ในทางดิ่ง ณ ที่มองเห็นเด่นชัดที่สุด ส๓ เชือกหัวเตรียมท าบ่วง ส าหรับใช้เป็นเชือกพ่วง โดยผูกเป็นเงื่อนกะสองชั้น แล้วน า หางเชือกจากที่ผูกกะสองชั้นแยกออกเป็นสองเส้น น าไปผูกกับพุกหัวเรือทั้ง ๒ กราบ ปรับแต่งให้บ่วงเกิดความ สมดุลย์ และให้ประมาณการของบ่วงให้ห้อยพ้นหัวเรือพอประมาณ สระยะหางหัวเรือ ไม่เกิน ๓ เมตร ๒ การปฏิบัติของเรือจูง ส เรือดี - เมื่อได้รับสัญญาณหรือเห็นทุ่นเครื่องหมายแสดงเพื่อขอความช่วยเหลือให้จ่ายาม ประกาศ “ประจ าสถานีพ่วงจูง” - เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เตรียมเชือกส าหรับพ่วงจูง และอุปกรณ์อื่น ๆ บริเวณท้ายเรือ ระยะ เชือกพ่วงที่เหมาะสมต่อการพ่วงจูง ดังนี้ ส๑ ในแม่น้ า หรือล าคลองที่กว้าง ระยะเชือกพ่วง สจากท้ายเรือพ่วงถึงหัวเรือจูง ไม่น้อย กว่าความยาวของล าเรือ และไม่เกินกว่า สองเท่า ความยาวของเรือ ประมาณ ๓๐ – ๕๐ เมตร ส๒ ในที่แคบหรือคลองคดเคี้ยว ควรให้ระยะพ่วงสั้นที่สุดแต่ไม่ควรให้สั้นกว่าครึ่งระยะแห่ง ความยาวของเรือ ประมาณ ๕ - ๑๐ เมตร ตัวอย่าง ค าสั่งในการประจ าสถานี - เรือจูง “เตรียมจูงเรือ...........ท้ายเรือ” - เรือพ่วง “เตรียมพ่วงเรือ.........หัวเรือ” - เรือพ่วง แสดงสัญญาณ “พ่วงท้าย” - เรือจูง รับสัญญาณ “พ่วงท้าย” - เรือจูงน าเรือไปหาเรือพ่วงในระยะที่เหมาะสม ส่งสัญญาณ “ส่งเชือกพ่วง” - เรือพ่วงรับเชือกพ่วงจากเรือจูงแล้วให้น าเชือกมาผูกกับบ่วงที่เตรียมไว้ที่บริเวณหัวเรือ โดยให้ผูกเงือนกะชั้นเดียว สกระท าอย่างรวดเร็ว - เมื่อเรือพ่วงผูกเชือก ปรับแต่งเชือกให้เหมาะสมเรียบร้อยแล้ว เรือพ่วงส่งสัญญาณ “พร้อม” - เรือจูงรับสัญญาณ “พร้อม” และส่งสัญญาณ “จูง” ตอบ
๑๖ - นายท้ายเรือ สั่งเครื่องจักร “เดินหน้าเบา” โดยใช้เครื่องจักรด้วยความระมัดระวัง - ขณะเดินทาง เพื่อมิให้เรือส่ายไปมาเรือพ่วงควรถือท้ายช่วยเรือจูงด้วย - เมื่อเรือทั้งสองเข้าสถานีพ่วงท้ายเรียบร้อยแล้ว ให้เรือจูง สเรือดี แสดงทุ่นเครื่องหมาย รูปทรงกลม รูปสี่เหลี่ยมขนมเรียกปูน และรูปทรงกลม ซ้อนกันในแนวดิ่ง ณ ที่มองเห็นเด่นชัดที่สุด และถ้า ทัศนวิสัยไม่ดี ให้นายท้ายเรือส่งสัญญาณหวูด หรือแตร ดังนี้ หวูดยาว ๑ ครั้ง หวูดสั้น ๒ ครั้ง ส่งสัญญาณ เป็นชุด ๆ ละไม่เกิน ๒ นาที เพื่อเป็นการแจ้งเตือนว่า เรือขณะท าการพ่วงจูง ส่วนเรือพ่วงยังคงแขวนทุ่น รูปทรงกลม ๒ ทุ่น ซ้อนกันในทางดิ่ง ณ ต าแหน่งเดิม ๒.๓.๒ การพ่วงจูงแบบพ่วงข้าง สรูปที่ ๒ การจะเข้าจูงทางกราบใดของเรือพ่วงนั้น ให้พิจารณาถึงอาการของเรือพ่วงที่เกิดขึ้น ในขณะ นั้นเช่น ถ้าเรือพ่วงขวางลม หรือคลื่น และเป็นเรือขนาดใหญ่กว่าเรือจูง ให้เข้าจูงทางกราบใต้ลม หรือคลื่น ถ้าเรือพ่วงอยู่ในลักษณะหันหัวสู้คลื่น หรือตามลมตามคลื่น ให้เข้าจูงทางกราบใดก็ได้ ๑ การปฏิบัติของเรือพ่วง ส เรือเสีย , เรือไม่อยู่ในบังคับ - ดับเครื่องยนต์ส สมมุติเหตุการณ์เครื่องยนต์ช ารุด - ครูฝึกสั่ง “ประจ าสถานีพ่วงจูง” ผู้อ านวยการ ฯ ทวนค าสั่ง “ประจ าสถานีพ่วงจูง ” แล้วสั่งจ่ายาม จ่ายามทวนค าสั่ง และเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “ประจ าสถานีพ่วงจูง” - ผู้รับการฝึก ทวนค าสั่ง พร้อมตะโกนต่อ แล้ววิ่งไปประจ าสถานีตามต าแหน่งหน้าที่ โดย หันหน้าเข้าหางาน ท าท่าตรง แล้วรายงานความพร้อม เช่น เชือกหัวพร้อม ฯลฯ แล้วกลับมาอยู่ในท่าตาม ระเบียบพัก พร้อมที่จะปฏิบัติงาน - เมื่อประจ าสถานีแล้วให้เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ปฏิบัติดังนี้ ส๑ นายท้าย ส่งสัญญาณเสียง หวูด หรือแตร สหวูดยาว ๒ ครั้ง ติดต่อกัน ระยะเสียงหวูด แต่ละชุดห่างกันไม่เกิน ๒ นาที ส๒ เจ้าหน้าที่สัญญาณธง ตีสัญญาณธง ขอความช่วยเหลือ เมื่อเรือจูงรับทราบสัญญาณ แล้ว ให้เปลี่ยนท่าสัญญาณ เป็นท่าสัญญาณพ่วงจูง สกราบขวา หรือกราบซ้าย ส๓ แสดงทุ่นเครื่องหมาย รูปทรงกลม หรือ ที่มีลักษณะคล้ายรูปทรงกลม ๒ ทุ่น ซ้อนกัน ในทางดิ่ง ณ ที่มองเห็นเด่นชัดที่สุด - เมื่อเรือจูง สเรือดี เข้ามาในระยะใกล้ ผู้อ านวยการสั่ง “เตรียมรับเรือกราบ...สขวา – ซ้าย ” จ่ายามทวนค าสั่ง และเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “เตรียมรับเรือกราบ...สขวา – ซ้าย ” - ผู้รับการฝึก ทวนค าสั่ง พร้อมตะโกนบอกต่อ แล้วเตรียมการปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเอง
๑๗ ๒ การปฏิบัติของเรือจูง ส เรือดี - เมื่อได้รับสัญญาณ หรือ เห็นทุ่นเครื่องหมายแสดง เพื่อขอความช่วยเหลือ จากเรือพ่วง สเรือเสีย แล้ว ให้จ่าเวร เป่านกหวีดประกาศ “ประจ าสถานีพ่วงจูง” - ผู้รับการฝึก ทวนค าสั่ง ไปประจ าตามหมายเลขที่ของตน รายงานความพร้อม - สัญญาณ สธงสองมือ รับสัญญาณจากเรือพ่วงว่าจะให้เข้าพ่วงข้างทางกราบขวา หรือซ้าย - เจ้าหน้าที่ประจ าเชือกเตรียมเชือก และอุปกรณ์ ดังนี้ ส๑ ดิ่งทรายพร้อมอุปกรณ์ ส๒ เชือกหัว - เชือกที่ใช้ผูกระหว่างพุกหัวเรือ ส๓ เชือกท้าย - เชือกที่ใช้ผูกระหว่างพุกท้ายเรือ ส๔ ไกหัว - เชือกที่ผูกจากหัวเรือล าหนึ่งไปท้ายเรืออีกล าหนึ่ง ส๕ ไกท้าย - เชือกที่ผูกจากท้ายเรือล าหนึ่งไปหัวเรืออีกล าหนึ่ง ส๖ เชือกกันถ่าง - เชือกที่ผูกระหว่างพุก กราบขวา - ซ้าย ของเรือ ทั้ง ๒ ล า ๓ ค าสั่งในการประจ าสถานี * เรือจูง “เตรียมจูงเรือกราบ................. ส ขวา , ซ้าย ” * เรือพ่วง “เตรียมพ่วงเรือกราบ.............. ส ขวา , ซ้าย ” * เรือจูงแสดงสัญญาณจูงข้าง ขวา.............ส กราบขวา * เรือพ่วงแสดงสัญญาณพ่วงข้าง ซ้าย.......ส กราบซ้าย - เมื่อเรือจูงเข้ามาในระยะที่จะด าเนินการพ่วงจูงได้ ให้เรือทั้ง ๒ ล า สั่ง “ เตรียมรับเรือ กราบ........ สขวา, ซ้าย จ่ายามทวนค าสั่งเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “เตรียมรับเรือกราบ.... สขวา, ซ้าย ผู้รับการฝึกทวนค าสั่งทั้งเรือจูง และเรือพ่วงเตรียมการรับเรือ การสั่งการส่งเชือก ให้เรือจูง สเรือดี เป็นเรือสั่งการ และควบคุมการเดินทาง - เมื่อเรือทั้งสองเทียบข้างเรียบร้อยแล้ว ให้เรือจูง สเรือดี แสดงทุ่นเครื่องหมาย รูปทรง กลม รูปสี่เหลี่ยมขนมเรียกปูน และรูปทรงกลม ซ้อนกันในแนวดิ่ง ณ ที่มองเห็นเด่นชัดที่สุด และถ้าทัศนวิสัย ไม่ดี ให้นายท้ายเรือส่งสัญญาณหวูด หรือแตร ดังนี้ หวูดยาว ๑ ครั้ง หวูดสั้น ๒ ครั้ง ส่งสัญญาณเป็นชุด ๆ ละไม่เกิน ๒ นาที เพื่อเป็นการแจ้งเตือนว่า เรือขณะท าการพ่วงจูง ๔ การสั่งปลดเชือกเมื่อเลิกประจ าสถานี ผู้อ านวยการเรือจูงจะเป็นผู้ออกค าสั่งทั้งหมดโดยให้เจ้าหน้าที่สัญญาณส่งสัญญาณไปยัง เรือพ่วงตามล าดับดังนี้ สก ลดความเร็ว สข หยุดจูง
๑๘ สค ปล่อยเชือกพ่วง สง แยกกระบวน ๒.๓.๓ หลักปฏิบัติสถานีพ่วงจูงเรือ ๑ ในการส่งเชือกเพื่อท าการพ่วงจูง หรือ ปลดเชือกเมื่อเลิกสถานี ให้พิจารณาถึงสภาพ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนอุปสรรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายในการปฏิบัติ ซึ่งอาจเกิดจากการกระท าของมนุษย์ หรือ เกิดจากธรรมชาติ เช่น เครื่องมือท าการประมง กระแสน้ า กระแสลม เป็นต้น ๒ ในการส่งเชือกเพื่อท าการพ่วงจูง หากไม่สะดวก หรือเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยที่จะ น าเรือเข้าไปในระยะใกล้ ให้ใช้ดิ่งทรายในการส่งเชือก โดยเรือจูงจะเป็นผู้ออกค าสั่ง และส่งเชือกทุกเส้น ตามล าดับ ๓ เรือพ่วงเมื่อรับเชือกแล้วให้ต๋งไว้ก่อน เพื่อปรับแต่งระยะเรือ เมื่อท าการปรับระยะเรือ เรียบร้อยแล้ว ผู้อ านวยการ ฯ รายงาน “พ่วงจูงเรียบร้อย” สัญญาณส่งสัญญาณ “เคลื่อนที่ไปข้างหน้า” ๔ ขณะท าการพ่วงจูงในเวลากลางวัน ต้องแสดงทุ่นเครื่องหมาย สามทุ่นซ้อนกันในทางดิ่ง ณ ที่มองเห็นได้ชัดที่สุด ทุ่นลูกบนและล่างสุด เป็นรูปทรงกลม ลูกกลางเป็นรูปสีเหลี่ยมขนมเปียกปูน ในเวลา กลางคืน เปิดใช้โคมไฟมองเห็นได้รอบทิศ สามดวงซ้อนกันในทางดิ่ง ณ ที่มองเห็นได้ชัดที่สุด โคมไฟดวงบน และล่างสุด เป็นสีแดง ดวงกลางเป็นสีขาว ๕ ในทัศนวิสัยจ ากัดเรือขณะจูงต้องแสดงสัญญาณ เสียงหวูดยาว ๑ ครั้ง ตามด้วยหวูดสั้น ๒ ครั้ง ติดต่อกันเป็นชุด เว้นระยะเวลาแต่ละชุด ไม่เกิน ๒ นาที ๖ จัดให้ผู้รับการฝึกมีหน้าที่ระวังเหตุการณ์ไว้ให้พร้อม ทั้งเรือจูงและเรือพ่วง หน้าที่ส าคัญคือ ดูแลเชือกพ่วงจูงในขณะเมื่อจะพ่วงหรือปล่อยเชือกพ่วง ตลอดจนขณะ ท าการพ่วงจูงโดยจะต้องเป็นผู้มีไหว พริบ รู้เท่าทันเหตุการณ์ ว่าสมควรปล่อยหรือตัดเชือก ในเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ๗ นายท้ายเรือจูงจะต้องระมัดระวัง ห้ามใช้เครื่องจักรรุนแรง หรือ ออกเรือแบบกระตุก กระชาก เมื่อลดความเร็วเรือหรือจะเลี้ยวในที่แคบ เรือจูงจะต้องส่งสัญญาณให้เรือพ่วงทราบ เพื่อป้องกันเรือ พ่วงวิ่งเข้าชนเรือจูง หรืออาจพุ่งชนริมตลิ่งได้
๑๙ ในบางครั้งหรือบางสถานการณ์ การพ่วงจูงแบบพ่วงท้าย ไม่สามารถน าเรือพ่วง สเรือเสีย เข้าจอด เทียบท่าเรือได้ เนื่องจากเรือพ่วงไม่สามารถบังคับการเดินเรือได้ อาจเกิดอันตรายเรือชนท่าเทียบ จึงจ าเป็น ต้องเปลี่ยนการพ่วงจูงแบบพ่วงท้ายเป็นแบบพ่วงข้าง เพื่อสะดวกในการบังคับเรือ น าเรือพ่วงเข้าเทียบท่าได้ อย่างปลอดภัย การพ่วงจูงแบบนี้เรียกว่า การพ่วงจูงแบบผสม สรูปที่ ๓ ซึ่งจะต้องท าการฝึกฝนให้เกิดความ ช านาญอย่างมาก รูปแบบการพ่วงจูงเรือ ในเส้นทางน าภายในแผ่นดิน รูปที่ ๑ พ่วงท้าย รูปที่ ๒ พ่วงข้าง รูปที่ ๓ พ่วงผสม
๒๐ ๒.๔ การช่วยเหลือคนตกน า บรรดาเรือรบทั้งหลายนอกจากเรือเล็กๆ จะต้องมีเครื่องชูชีพอย่างธรรมดา และพวงชูชีพอย่างใหญ่ ส าหรับกลางคืนอย่างน้อยที่สุดสองเครื่องติดไว้บนสะพานเดินเรือ และท้ายเรือ เวลาคนตกน้ าจะได้ทิ้งพวงชูชีพ ลงไปให้ใกล้ที่สุด ขณะเมื่อคนตกน้ าลอยมาทางท้ายเรือ เครื่องชูชีพนี้ถ้าเป็นพวงชูชีพธรรมดาก็จับโยนลงไป ถ้าเป็นพวงชูชีพกลก็ใช้ทิ้งด้วยเครื่องกลไก โดยดึงเชือกลิ่มให้หลุด จะท าให้บานพับล้มลงโซ่หรือลวดที่คล้อง ก็จะหลุดออกจากเครื่องชูชีพ ยามจะต้องอยู่ใกล้กับเครื่องชูชีพนี้ เพื่อจะได้ปล่อยให้เร็วทันความต้องการ เมื่อทราบว่าคนตกน้ าทางกราบใด อันตรายเบื้องต้นอย่างส าคัญที่คนตกน้ าจะได้รับจนถึงแก่ชีวิตนั้น ย่อมเกิดจากการที่ใบจักรของเรือ ฟันถูกร่างกายเป็นอันดับแรก ถ้าเป็นเรือสองใบจักรหรือถ้าเรือหันท้ายไปทางกราบที่คนตกน้ าแล้ว อันตราย ในเรื่องน้ าก็จะมีขึ้นได้โดยง่าย ถ้าเอาวัตถุที่เบา เช่น ไม้สักหรือพวงชูชีพทิ้งลงไปในน้ าทางกราบใด ๆ เราจะเห็นได้ว่าเมื่อวัตถุ นั้นมาถึงท้ายเรือ ก็หลีกออกไปพ้นอ านาจของใบจักร ทั้งนี้เป็นด้านพลิ้วน้ าของใบจักรผลักดันเอาวัตถุนั้น ออกไปเสีย คนที่ตกน้ านั้น ความจริงก็ได้รับก าลังของพลิ้วน้ านี้ด้วยเหมือนกัน และบางทีถูกพุ้ยออกไปเป็น ระยะทางไกล ๆ ด้วย แต่เมื่อตกน้ าลงไปในทีแรกนั้น อาศัยที่ร่างกายมีน้ าหนักย่อมจมดิ่งลงไปลึก จนเกินอ านาจ ของพลิ้วน้ าใบจักร และซ้ าร้ายกลับเข้าไปอยู่ในอ านาจของการดูดแห่งใบจักรอีกด้วย ดังนั้นอาจถูกใบจักร ฟันเอาได้ง่าย อีกประการหนึ่งธรรมดามนุษย์เราเมื่อตกน้ าลงไป สัญชาตญาณจะมีแต่เพียงจะว่ายกลับเข้าหา เรือเท่านั้น จึงนับว่าอันตรายอันเกิดจากอ านาจของใบจักรเป็นสิ่งส าคัญมาก สาเหตุดังกล่าวแล้ว สิ่งแรกที่คนตกน้ าจะต้องท า ก็คือรีบว่ายหนีออกจากเรือ อย่าว่ายเข้าหาเรือ ส่วนนายยามต้องรีบสั่งหยุดเครื่องจักรก่อนอื่น ๆ อย่าสั่งถอยหลังเป็นอันขาด เมื่อได้ทราบแน่ว่าคนตกน้ าทาง กราบใด ก็ให้รีบหักหางเสือเบนหัวเรือไปทางกราบนั้น เพื่อหันท้ายเรือหนีคนตกน้ า ถ้าเรือแล่นเป็นขบวน การหักหางเสือดังกล่าวแล้ว ย่อมแล้วแต่รูปของขบวนเรือ และระยะระหว่างล าในขณะนั้น ข้อส าคัญนายยาม ต้องค านึงถึงอันตรายของตัวเรือเป็นใหญ่กว่าชีวิตคนคนเดียว หาใช่ต้องต้องหักหางเสือหันท้ายเรือหนีเสมอไปไม่ เพราะอาจเกิดโดนกันเป็นอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์อีกมากและทั้งตัวเรือด้วย ซึ่งเป็นการเสียหายยิ่งกว่า อาศัย เหตุที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งกลัวจะหักหางเสือผิดทางไป จึงมีหลักที่นิยมใช้หางเสือตรง และหยุดเครื่องก่อน ค าสั่งอื่น ดังนั้นนายยามที่ได้ยินเสียงตะโกนว่าคนตกน้ าก็ตาม เห็นเองก็ตามให้ร้องสั่งไปโดยเร็วว่า “หยุดเครื่อง” “หางเสือตรง” “เห็นแล้ว” ต้องหัดฝึกตนเองไว้ ส่วนการที่จะสั่งหางเสือนั้น ถ้าแล่นอยู่ล าเดียวและแน่ว่า คนตกกราบใดแล้ว จึงให้สั่งหันไปทางนั้น ในเรือที่มียามประจ าหน้าที่ หน้าที่ทิ้งพวงชูชีพย่อมเป็นหน้าที่ของยามนั้น ถ้าไม่มีก็เป็นหน้าที่ ของนายยามเอง ข้อส าคัญควรจัดประจ าไว้ที่เดียว และให้ทิ้งได้ในเวลาติด ๆ กันไปกับที่ได้เห็น หรือได้ยินว่า มีคนตกน้ านั้น การทิ้งถ้าแม้ว่าเห็นตัวคนตกน้ าให้ทิ้งลงไป ณ ที่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ แต่อย่าทิ้งลงไปทับตัวคน
๒๑ ถึงอย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมองไม่เห็นคนก็ทิ้งพวงชูชีพไปตามยถากรรม เพื่อคนตกน้ าจะได้เข้ามาเกาะเอาเอง ข้อส าคัญในการทิ้งก็คือ ต้องทิ้งโดยเร็วที่สุด ธรรมดาเรือรบต้องจัดคนตามสถานีต่าง ๆ ไว้พร้อม เรียกประจ าได้โดยเร็วทุกเมื่อ หน้าที่ประจ า เรือชูชีพก็ต้องจัดเอาไว้ด้วยเหมือนกัน หน้าที่เรือออกเดินทางเมื่อใดต้นเรือก็ต้องจัดใหม่ขึ้นเมื่อนั้น เป็นหน้าที่ ส าหรับช่วยคนตกน้ าต้องการให้ท าการได้รวดเร็วคล่องแคล่วว่องไว และกระฉับกระเฉงด้วย เมื่อได้ยินสัญญาณคนตกน้ าก็ตาม เห็นเองหรือได้ยินเสียงตะโกนบอกก็ตาม เจ้าหน้าที่เรือชูชีพ ต้องรีบไปประจ าหน้าที่และหย่อนเรือลงโดยเร็ว การหย่อนเรือชูชีพย่อมท าได้โดยปราศจากอันตราย ในเมื่อ ความเร็วของเรือใหญ่ลดลงถึง ๖ – ๑ น็อตแล้วถ้าความเร็วมากกว่านี้จะท าได้ยาก เมื่อได้หย่อนเรือลง เรียบร้อยแล้ว นายยามเห็นสมควรจะได้สั่งปล่อย เมื่อผละออกจากเรือใหญ่แล้ว ให้นายท้ายรีบน าเรือไปยัง คนตกน้ า ถ้ามองไม่เห็นคนตกน้ าก็ให้คอยฟังค าบอกเล่าของคนสัญญาณที่อยู่หัวเรือ ซึ่งคอยเฝ้าดูสัญญาณจาก เรือใหญ่จัดให้เป็นหน้าที่ของยามสัญญาณส าหรับชักธงตามค าสั่งของนายยาม ยามยอดเสาธงเป็นหน้าที่ของ ยามบนสะพานจะต้องขึ้นไปประจ า เพื่อคอยมองหาว่าคนตกน้ าจะอยู่ ณ ที่ใด แล้วรายงานมายังนายยาม เรื่องเรือชูชีพที่กล่าวมานี้ ย่อมใช้ได้เมื่อทะเลราบคาบ ซึ่งสามารถหย่อนเรือลงได้ ถ้าเป็นเวลามี คลื่นหรือลมตามหลังแรง ก็คงไม่สามารถหย่อนเรือลงได้ในขณะนั้น จ าต้องน าเรือใหญ่เลี้ยวอ้อมคนตกน้ าไป ทางต้นลม แล้วจึงหย่อนเรือลงได้ ถ้าเป็นเวลาที่คลื่นลมจัด ไม่สามารถที่จะหย่อนเรือลงได้แล้ว ก็ต้องน าเรือ ใหญ่ไปขวางลมไว้ทางต้นลมปล่อยให้ลอยตามน้ าตามลมเข้ามาจนถึงคนคือ หมายความว่าต้องรับคนตกน้ าเอา ด้วยเรือใหญ่นั่นเอง ค าแนะน าในการจะช่วยคนจะจมน า ๑ เมื่อเข้าไปใกล้คนก าลังจะจมน้ า ให้ตะโกนบอกเขาว่า “จะช่วยแล้ว” ๒ ก่อนที่จะกระโดดลงไปช่วยนั้น จะต้องเปลื้องเสื้อผ้าของตนออกโดยเร็ว เมื่อคับขัน จริง ๆ ควรฉีกก็ต้องฉีก ถ้าหากไม่มีเวลาฉีก จงแก้ปลายกางเกงในที่ผูกออกเสียทุกคราว สกางในฝรั่งขารัด แนบเนื้อหรือบางทีมีเชือกผูก ถ้าไม่แก้ออกน้ าจะเข้าไปถ่วงพาให้เราจมยิ่งขึ้น ๓ ถ้าคนจะจมน้ าในทะเลก าลังดิ้นรนอยู่ เมื่อเราเข้าไปใกล้อย่าฉวยตัวเขาทันทีในเวลานั้น ต้องอยู่ห่างนิดหน่อย สหมายความว่า เราก็อยู่ในน้ าด้วย สักครู่หนึ่ง รอจนเขาหยุดดิ้นรน ถ้าเราเข้าฉวยตัว เขาในขณะที่เขาดิ้นรนอยู่ เขาจะรัดเราจมหรือหมดโอกาสที่จะช่วย และจะพลอยกอดเราจมน้ าตามไปด้วย เพราะเวลาที่เขาดิ้นรนนั้น เขาก าลังบ้าหรือขาดสติ ยึดอะไรได้ก็จะไม่ยอมทิ้ง ๔ เมื่อเข้าชิดตัวแล้วจึงจับผมเอาไว้ให้แน่น กระชากให้หงายหน้าโดยเร็ว เพื่อให้ตัวเขา ลอยทับบนท้องของเรา สตัวเรานอนหงาย ท่าตีกระเชียง ถ้าเราช่วยวิธีนี้ เราจะว่ายเข้าหาฝั่งได้โดยเร็วและมี อันตรายน้อยกว่าวิธีอื่นตามที่ได้ทดลองมาแล้ว ปรากฏว่าคนเดียวสามารถช่วยคนจมน้ าสี่คนโดยวิธีลากผมพาไป ได้เป็นระยะทาง ๔๐ เมตรในทะเล วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมาก คือท าให้ศีรษะเราชูขึ้นเช่นเดียวกันกับศีรษะของคน
๒๒ จมน้ าเหมือนกัน เป็นสิ่งส าคัญมากในเบื้องต้น ที่เราจะต้องจับผมเขาไว้ให้แน่นและต้องให้ตัวคนจมน้ านอน หงายอยู่บนท้องเราด้วย ได้มีการทดลองหลายหน ปรากฏว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ตัวเราจะลอยอยู่ได้นานตาม ความต้องการ หรือนานจนกว่าจะมีเรือมาช่วย ๕ หากมีคนจมลงไปถึงพื้นดินแล้ว ถ้าน้ านิ่งเราอาจทราบที่ได้ โดยจะเห็นพรายน้ าผลุด ขึ้นมาเนือง ๆ ถ้ากระแสน้ าไหล เราก็พอคะเนได้ว่าคนจะอยู่ ณ บริเวณใด จงรีบด างมเอาขึ้นมาโดยเร็ว อย่าปล่อยไว้จนแก้ไม่ฟื้น ๖ เมื่อเราด าลงไปเพื่องมเช่นนี้ จงจิกผมแต่มือเดียวเท่านั้น มืออีกข้างหนึ่งกับเท้าทั้งสอง ช่วยกันพุ้ยน้ าให้ตัวลอย ๗ ถ้าอยู่ในทะเลการพยายามว่ายน้ าเข้าฝั่งนั้น บางทีเป็นการไม่ถูก ถ้ามีกระแสน้ าตั้งต้น แรง ท่านว่ายน้ าโดยล าพังก็ดี หรือจับคนที่ว่ายน้ าไม่เป็นไว้ด้วยก็ดี จงนอนหงายแล้วทรงตัวลอยอยู่จนกว่าจะ มีคนมาช่วย มีคนหลายคนทีเดียวที่พยายามว่ายฝ่ากระแสคลื่นเข้าหาฝั่ง จนถูกคลื่นพัดออกจากฝั่ง แต่ได้จม เสียเป็นส่วนมาก ถ้าเขาท าตัวให้ลอยอยู่แล้วรอให้เรือมารับ หรือคนอื่น ๆ อาจมาช่วยได้ ๘ ค าแนะน าเหล่านี้ใช้ได้ทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าในแม่น้ าหรือทะเล คลื่นจัดหรือสงบก็ได้ ๒.๔.๑ สถานีช่วยคนตกน า แบ่งลักษณะช่วยคนตกน้ า ออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. ช่วยคนตกน้ าในเวลากลางวัน สเห็นคนตกน้ า ๒. ช่วยคนตกน้ าในเวลากลางคืน สไม่เห็นคนตกน้ า ๑) การน าเรือช่วยคนตกน าในเวลากลางวัน การช่วยเหลือคนตกน้ าเวลากลางวัน ส่วนใหญ่จะเห็นคนตกน้ า เพราะล าน้ าไม่กว้างใหญ่ มากนักถึงแม้จะกว้างก็สามารถกลับล าเรือค้นหาได้ การช่วยคนตกน้ าวิธีนี้ไม่ยุ่งยากเท่าใด เพียงแต่มีขั้นตอนการ ช่วยคนตกน้ าดังนี้ ส๑ ลดความเร็วเรือลง ส๒ โยนชูชีพให้ใกล้คนตกน้ า สอย่าให้โดนคนตกน้ า ส๓ น าเรือเข้าช่วยโดยวิธีหมุนเรือเข้าเก็บคนตกน้ าทางด้านกราบใดกราบหนึ่ง ส๔ จัดพลประจ าเรือ เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยคนตกน้ า สใช้เชือก , ใช้ขอตะเพรา
๒๓ สถานีช่วยคนตกน าเวลากลางวัน การปฏิบัติเมื่อมีคนตกน้ า ในการฝึกอาจใช้ก าลังพลที่ว่ายน้ าเป็นสวมเสื้อชูชีพ หรือใช้วัสดุอื่นที่ ลอยน้ าแทนคนก็ได้ โดยมีการปฏิบัติ ดังนี้ - ผู้เห็นเหตุการณ์คนแรกตะโกน “คนตกน้ า”กราบ.....สขวา, ซ้าย, หัวเรือ, ท้ายเรือ - นายท้าย ตะโกน “ลดความความเร็ว...... หางเสือตรง” - ผู้ที่อยู่ใกล้พวงชูชีพโยนพวงชูชีพไปที่คนตกน้ า หรือให้ใกล้กับต าแหน่งที่คนตกน้ ามากที่สุด - ผู้อ านวยการฯ สั่ง “ประจ าสถานีช่วยคนตกน้ า” - จ่ายามเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “ประจ าสถานีช่วยคนตกน้ า” - ผู้รับการฝึกตะโกนต่อ สัญญาณธง ส่งสัญญาณ “ คนตกน้ า ” พร้อมตะโกนบอก และชี้ไปที่ ต าแหน่งคนตกน้ า เพื่อให้นายท้ายเรือทราบ “ คนตกน้ ากราบ....สขวา,ซ้าย,หัวเรือ,ท้ายเรือ ระยะ.....เมตร” ส่งสัญญาณเป็นระยะ ๆ จนกว่าจะช่วยคนตกน้ าได้ - เชือกช่วยชีวิต , ขอตะเพรา , เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย ประจ าสถานี แล้วรายงานความพร้อม เช่น “ ขอตะเพราพร้อม ” ฯลฯ - เมื่อน าเรือไปถึงต าบลที่เหมาะสม ผู้อ านวยการฯ สั่ง “ เก็บคนตกน้ า ” - เจ้าหน้าที่เชือกช่วยชีวิต โยนเชือกช่วยชีวิตให้คนตกน้ า ถ้าเป็นระยะใกล้ให้ใช้ขอตะเพราช่วย คนตกน้ าขึ้นมา - นักว่ายน้ าลงไปเก็บคนตกน้ า เมื่อเห็นว่าคนตกน้ ามีอาการบาดเจ็บไม่สามารถเกาะเชือก ช่วยชีวิตเองได้ ต าแหน่งคนตกน้ า ลดความเร็วลง วิธีน าเรือช่วยคนตกน า
๒๔ - เจ้าหน้าที่บันไดน าบันไดท้ายเรือลง เพื่อน าคนตกน้ าขึ้นมาบนเรือ - เจ้าหน้าที่เชือกช่วยชีวิต และเจ้าหน้าที่ขอตะเพรา ช่วยคนตกน้ าขึ้นมาบนเรือ บริเวณขึ้น เรือควรเป็นบริเวณที่กราบเรือต่ าที่สุด - เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยท าการปฐมพยาบาลขั้นต้น - ผู้อ านวยการช่วยคนตกน้ า ตรวจสอบการปฏิบัติงานต่างๆ ให้เรียบร้อยแล้วรายงานผลการ ปฏิบัติให้ครูฝึกทราบ แบบการรายงาน ยศ , ชื่อ , สกุล , ต าแหน่ง สผู้อ านวยการช่วยคนตกน้ า ช่วยคนตก น้ าเรียบร้อย คนตกน้ าปลอดภัย หรือ ตามความเป็นจริง - ผู้อ านวยการ ฯ สั่ง “ เลิกประจ าสถานี เก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อย แถวในระวาง ” - นายท้ายน าเรือเดินทางต่อไป สัญญาณแสดงสัญญาณเดินทางต่อไป เพื่อให้เรือล าอื่นทราบ ว่าเก็บคนตกน้ าเรียบร้อยแล้ว ๒) การน าเรือช่วยคนตกน าในเวลากลางคืน เมื่อมีความจ าเป็นและเร่งด่วน หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ออกเดินเรือใน เวลากลางคืน การเดินเรือในเวลากลางคืนมีอันตรายมากกว่า การเดินเรือในเวลากลางวันหลายเท่า ในบางครั้ง พลประจ าเรือ อาจเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากเรือลงน้ าได้ จึงจ าเป็นต้องเรียนรู้ และฝึกการช่วยเหลือคนตกน้ าใน เวลากลางคืน ให้เกิดความช านาญและเม่นย า เพราะถ้าไม่ฝึกฝนบ่อย ๆ การช่วยคนตกน้ าด้วยวิธีนี้อันตราย อาจถึงชีวิตได้ ส๑ การน าเรือเมื่อไม่รู้ว่าคนตกน้ าอยู่ต าแหน่งใด เมื่อผู้ควบคุมเรือได้รับแจ้งว่า มีคนตกน้ าในระหว่างเดินทาง ให้สั่งนายท้ายกลับเรือทันที โดยถือหลักเกณฑ์ว่าจะต้องเดินเรือในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เดินเรือมา ถ้าใช้เข็มเดินเรือจะต้องถือเข็มตรงกัน ข้ามกับเข็มที่แล่นอยู่เดิม เป็นการแล่นสวนทางค้นหาคนตกน้ า โดยปกติแล้วในขณะเรือวิ่งอยู่ในล าน้ าแล้วมีเหตุ คนตกน้ า โมเมนตัมของเรือจะพาเรือไปอีกไกล และเป็นเวลาค่ าคืนไม่รู้ว่าคนตกน้ าอยู่ต าแหน่งใดให้ปฏิบัติดังนี้ ก กลับเรือในทิศทางตรงกันข้ามหรือเปลี่ยนเข็มเดินเรือที่ตรงกันข้าม ข ใช้เครื่องจักร และเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ค ใช้สปอร์ตไลท์ส่องหาคนตกน้ า ง โยนชูชีพชนิดมีเรืองแสง ลงในล าน้ าเป็นระยะ ๆ จ ใช้เรือเล็ก หรือเรือท้องแบนค้นหา ฉ แจ้งให้เรือในกระบวนทราบเพื่อช่วยกันค้นหาตนตกน้ า ช เมื่อพบคนตกน้ าแล้วใช้วิธีลักษณะที่ ๑ สเห็นคนตกน้ า
๒๕ • วิธีน าเรือช่วยคนตกน าในเวลากลางคืน (ไม่เห็นคนตกน า) สถานีช่วยคนตกน าในเวลากลางคืน การปฏิบัติเมื่อมีคนตกน้ าในเวลากลางคืน การฝึกควรใช้วัสดุลอยน้ า เช่น ชูชีพ หรือขอนไม้ แทนคนตกน้ า ไม่ควรเสี่ยงให้ก าลังพลลงไปในน้ าจริงอาจเกิดอันตรายได้ สมมุติสถานการณ์ฝึกว่า ขณะเดินเรือ ในล าน้ า ได้ตรวจพบว่ามีก าลังพลประจ าเรือผู้หนึ่งได้ตกน้ าในช่วงเวลาใดไม่ทราบ ให้ปฏิบัติดังนี้ - จัดผู้รับการฝึกหนึ่งนายวิ่งมารายงาน ผู้อ านวยการสถานีเดินเรือว่า “มีคนตกน้ าระหว่าง เดินทาง ๑ นาย” - ผู้อ านวยการฯ สั่งนายท้าย “ลดความเร็ว กลับล าเรือ” - นายท้ายทวนค าสั่ง “ลดความเร็ว กลับล าเรือ” พร้อมกับปฏิบัติตามวิธีข้างต้น - ผู้อ านวยการฯ สั่ง จ่ายาม “ประจ าสถานีช่วยคนตกน้ า” - จ่ายามเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ต่อด้วยประกาศ “ประจ าสถานีช่วยคนตกน้ า” - ผู้รับการฝึกทวนค าสั่ง ตะโกนต่อ พร้อมกับไปประจ าสถานีที่ก าหนดไว้ “รายงานความพร้อม” - เจ้าหน้าที่สปอตไลท์ ประจ าที่ ส่องสปอตไลท์หาคนตกน้ า - เมื่อพบคนตกน้ า ให้เจ้าหน้าที่สัญญา ส่งท่าสัญญาณไฟ สท่าคนตกน้ า พร้อมตะโกนบอก และชี้ไปที่ต าแหน่งคนตกน้ า ให้นายท้ายเรือทราบ “คนตกน้ ากราบ....สขวา,ซ้าย,หัวเรือ,ท้ายเรือ ระยะ..... เมตร” ส่งสัญญาณเป็นระยะ ๆ จนกว่าจะเก็บคนตกน้ าได้ - เมื่อเรือเข้าใกล้คนตกน้ า ให้เจ้าหน้าที่พวงชูชีพโยนพวงชูชีพไปที่คนตกน้ า หรือให้ใกล้กับ ต าแหน่งที่คนตกน้ ามากที่สุด - เชือกช่วยชีวิต, ขอตะเพรา, เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย, เจ้าหน้าที่บันไดท้ายเรือ ปฏิบัติหน้าที่ - เมื่อน าเรือไปถึงต าบลที่เหมาะสม ผู้อ านวยการฯ สั่ง “เก็บคนตกน้ า” - เจ้าหน้าที่ช่วยคนตกน้ าทั้งหมด ทวนค าสั่ง “เก็บคนตกน้ า” - เจ้าหน้าที่เชือกช่วยชีวิต โยนเชือกช่วยชีวิตให้คนตกน้ า ถ้าเป็นระยะใกล้ให้ใช้ขอตะเพราช่วย คนตกน้ าขึ้นมา จุดเริ่มต้น จุดกลับเรือ ต าแหน่งคนตกน้ า
๒๖ - นักว่ายน้ าลงไปช่วยคนตกน้ า เมื่อเห็นว่าคนตกน้ ามีอาการบาดเจ็บไม่สามารถเกาะเชือก ช่วยชีวิตเองได้ - เจ้าหน้าที่เชือกช่วยชีวิต และเจ้าหน้าที่ขอตะเพราดึงคนตกน้ าขึ้นมาบนเรือ บริเวณขึ้นเรือ ควรเป็นบริเวณที่กราบเรือต่ าที่สุด เจ้าหน้าที่บันไดน าบันไดลง - เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยท าการปฐมพยาบาลขั้นต้น - ผู้อ านวยการช่วยคนตกน้ า ตรวจสอบการปฏิบัติงานต่าง ๆ ให้เรียบร้อยแล้วรายงานผล การปฏิบัติให้ครูฝึกทราบ แบบการรายงาน ยศ , ชื่อ , สกุล , ต าแหน่ง สผู้อ านวยการช่วยคนตกน้ า ช่วยคน ตกน้ าเรียบร้อย คนตกน้ าปลอดภัย หรือตามความเป็นจริง - ผู้อ านวยการฯ สั่ง “เลิกประจ าสถานี เก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อย แถวในระวาง” - นายท้ายน าเรือเดินทางต่อไป สัญญาณแสดงสัญญาณเดินทางต่อไป เพื่อให้เรือล าอื่นทราบว่า เก็บคนตกน้ าเรียบร้อยแล้ว ๒.๔.๒ ข้อควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ๑ การน าเรือเข้าช่วยคนตกน้ านั้น ก่อนอื่นต้องแน่ใจว่าคนตกน้ าอยู่ทางด้านใดของเรือ การปฏิบัติ ให้หันท้ายเรือออกห่างคนตกน้ า และหยุดเครื่องจักร เมื่อถึงต าแหน่งคนตกน้ า ห้ามใช้เครื่องยนต์ถอยหลังน า เรือเก็บคนตกน้ าโดยเด็ดขาด ๒ เรือที่เข้าช่วยคนตกน้ าให้มีระยะห่างจากคนตกน้ าไม่ใกล้กว่า ๓ เมตร เพื่อป้องกันเรือโดนคนตกน้ า ๓ การใช้นักว่ายน้ าลงไปช่วยคนตกน้ า ต้องแน่ใจว่านักว่ายน้ ามีความรู้ในการช่วยคนตกน้ าอย่างดี ๔ เจ้าหน้าที่ช่วยคนตกน้ า ต้องมีความช านาญในการโยนเชือกช่วยชีวิต รวดเร็ว แม่นย า ๕ นายท้ายเรือที่น าเรือเข้าช่วยคนตกน้ า ต้องรวดเร็ว มีทักษะในการน าเรือช่วยคนตกน้ าอย่าง ปลอดภัย ระมัดระวังทิศทางลม กระแสน้ า และสิ่งกีดขวาง ๖ การน าเรือเข้าช่วยคนตกน้ า หากภูมิประเทศเอื้ออ านวยให้น าเรือเข้าทางใต้ลม และทวน กระแสน้ า เพื่อป้องกันอันตรายจากเรือเข้าชน หรือทับคนตกน้ า เมื่อเครื่องยนต์ขัดข้อง หรือลมกระโชก ขณะจะช่วยคนตกน้ า ๒.๕ การบรรทุก และขนถ่ายโดยใช้หลักเดวิด ในการส่งก าลังบ ารุงในเขตยุทธบริเวณ เรือล าเลียงพัสดุขนาดใหญ่ เหมาะที่จะเป็นเรือในการ บรรทุกสิ่งอุปกรณ์ เช่นเสบียงอาหาร น้ ามันเชื้อเพลิง หรือยุทโธปกรณ์ ในการเดินทางบางครั้งเรือหรือ เครื่องจักรเรือล าหนึ่งอาจช ารุดเสียหายได้ และจ าเป็นอย่างยิ่งต้องเดินทางต่อเพื่อให้บรรลุภารกิจ ดังนั้นจึงต้อง ขนถ่าย สป.จากล าหนึ่งไปสู่ล าหนึ่งด้วยวิธี ใช้หลักเดวิทในขณะที่เรือทั้งสองล าก าลังแล่นอยู่ในแม่น้ าล าคลอง
๒๗ ๒.๕.๑ เรือที่ท าการบรรทุก และขนถ่ายต้องปฏิบัติดังนี ๑ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ท าการขนและท าการบรรทุก จะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย พร้อมใช้งาน ๒ ต้องเก็บสิ่งของที่กีดขวางรุงรัง เพื่อป้องกันการสะดุดล้มในบริเวณที่ท าการบรรทุก - ขนถ่าย ๓ ห้ามสูบบุหรี่หรือท าให้เกิดประกายไฟขณะท าการบรรทุก และขนถ่ายวัตถุระเบิดหรือวัตถุ เชื้อเพลิง ๔ แสดงเครื่องหมายว่าก าลังท าการบรรทุกและขนถ่ายสัมภาระอันตราย ในเวลากลางวัน จะต้องชักธงอักษร “ B ” สBRAVO สีแดง แสดงไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด ในเวลากลางคืนใช้โคมไฟสีแดง และต้อง ให้แสงสว่างบริเวณนั้นอย่างพอเพียง ๕ เรือที่ท าการบรรทุก และขนถ่ายวัตถุเชื้อเพลิง หรือวัตถุระเบิดจะต้องมีเครื่องมือดับเพลิง ไม่น้อยกว่า ๒ เครื่อง ส าหรับไว้ป้องกันเหตุ ๖ เจ้าหน้าที่ในเรือที่ท าหน้าที่บรรทุกและขนถ่ายต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น สวมถุงมือ สวมหมวกนิรภัย ๗ เรือที่จะท าการบรรทุก และขนถ่ายต้องท าการพ่วงจูงแบบพ่วงข้าง ส่วนใหญ่แล้วจะพ่วงข้าง ที่มีหลักเดวิทประจ าเรือที่แข็งแรง และใช้งานได้ดี ๒.๕.๒ การปฏิบัติสถานีบรรทุกและขนถ่าย ๑) เรือที่ท าการบรรทุก และเรือขนถ่าย - ผู้อ านวยการสถานีของเรือทั้งสองล า สั่ง “ประจ าสถานีบรรทุกและขนถ่าย” - จ่ายามทวนค าสั่ง แล้วเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ตามด้วยประกาศ “ประจ าสถานีบรรทุก และขนถ่าย” - ผู้รับการฝึกทวนค าสั่ง ตะโกนต่อแล้วแถวประจ าสถานีบรรทุกและขนถ่าย ดังนี้ ก เจ้าหน้าที่หลักเดวิด แถวด้านหลังหลักเดวิด หันหน้าไปทางหัวเรืออยู่ในท่าตาม ระเบียบพัก ข เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยว แถวในระวางบริเวณขอหลักเดวิด หันไปทางหัวเรืออยู่ในท่าตาม ระเบียบพัก ค เจ้าหน้าที่จัดเรียงพัสดุ แถวในระวางบริเวณพัสดุที่จะท าการขนถ่าย หันหน้าเข้าหาพัสดุ อยู่ในท่าตามระเบียบพัก ง เจ้าหน้าที่ประจ ากราบเรือ มีหน้าที่ช่วยเหลือในการบรรทุก – ขนถ่าย แถวกราบเรือ ด้านที่ท าการบรรทุก - ขนถ่าย หันหน้าไปทางหัวเรืออยู่ในท่าตามระเบียบพัก จ เจ้าหน้าที่ป้องกันความเสียหาย แถวในระวางหันหน้าไปทางหัวเรือ เตรียมอุปกรณ์ เช่น ซี.โอ.ทู ผงเคมี
๒๘ ฉ เจ้าหน้าที่อื่นๆ สเจ้าหน้าที่น าเรือ แถวประจ าสถานีตามต าแหน่งหน้าที่ของตนเอง - เมื่อประจ าสถานีทุกต าแหน่งเรียบร้อยแล้ว รายงานความพร้อมกับ ผู้อ านวยการสถานี เช่น “เจ้าหน้าที่หลักเดวิดพร้อม” หรือ “เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยวพร้อม” เป็นต้น ๒) การปฏิบัติของเรือขนถ่าย - ผู้อ านวยการเรือขนถ่าย สั่ง “เตรียมขนถ่ายพัสดุ” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิดทวนค าสั่ง “เตรียมขนถ่ายพัสดุ” พร้อมถอดสลักบังคับ หลักเดวิดออก และปลดสายสลิง ให้สลิงห้อยอยู่ หมุนคันบังคับให้สายสลิง หะเรียลงไปในปากระวางเรือ - เมื่อสายสลิงหะเรียลงถึงพื้นเรือแล้ว ให้เจ้าหน้าที่จัดเรียงพัสดุ น าพัสดุเข้ามาในบริเวณ ขอเกี่ยว - ผู้อ านวยการสั่ง “เกี่ยวขอเกี่ยว” - เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยวทวนค าสั่ง “เกี่ยวขอเกี่ยว” น าขอเกี่ยวเกี่ยวพัสดุ เสร็จเรียบร้อยแล้ว รายงาน “เกี่ยวขอเกี่ยวเรียบร้อย” - ผู้อ านวยการสั่ง “หะเบส” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิดทวนค าสั่ง “หะเบส” แล้วหมุนคันบังคับหะเบสสายสลิงยกพัสดุขึ้น ให้พ้นจากปากระวางเรือ แล้วหมุนหลักเดวิดหันออกไปทางกราบเรือด้านที่ต้องการขนถ่าย ด้วยการช่วยเหลือ ของเจ้าหน้าที่ประจ ากราบเรือทั้ง ๒ ล า - เมื่อหลักเดวิทถึงปากระวางเรือบรรทุกแล้วผู้อ านวยการสั่ง “หะเรีย” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิดทวนค าสั่ง “หะเรีย” แล้วหมุนคันบังคับหะเรียสายสลิงน าพัสดุลงใน ระวางของเรือที่ท าการบรรทุกด้วยการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ขอเกี่ยว และเจ้าหน้าที่จัดเลียงพัสดุของเรือบรรทุก - เมื่อเรือบรรทุกปลดขอเกี่ยวเรียบร้อยแล้ว สผู้อ านวยการเรือบรรทุก จะต้องรายงานต่อ ผู้อ านวยการเรือขนถ่ายว่า “ปลดขอเกี่ยวเรียบร้อย” จากนั้นผู้อ านวยการเรือขนถ่ายจึงสั่ง “หะเบส” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิดทวนค าสั่ง “หะเบส” แล้วหมุนคันบังคับหะเบสสายสลิงขึ้นมาให้พ้น ปากระวางเรือบรรทุก และหมุนหลักเดวิทกลับมาที่ระวางเรือขนถ่าย ต่อจากนั้นเริ่มขั้นตอนขนถ่ายเที่ยวต่อไป ๓) การปฏิบัติของเรือบรรทุก - ผู้อ านวยการบรรทุกสั่ง “เตรียมบรรทุกพัสดุ” - เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ยืนประจ าสถานีเหมือนเรือขนถ่าย สรอการปฏิบัติ - เมื่อเรือขนถ่ายพัสดุ น าพัสดุหะเรียลงถึงพื้นในระวางเรือเรียบร้อยแล้ว - ผู้อ านวยการสั่ง “ปลดขอเกี่ยว” - เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยวทวนค าสั่ง “ปลดขอเกี่ยว” ปลดพัสดุออกจากขอเกี่ยวแล้ว รายงาน “ปลดขอเกี่ยวเรียบร้อย”
๒๙ - ผู้อ านวยการเรือบรรทุกต้องแจ้งให้ ผู้อ านวยการขนถ่ายทราบด้วยว่า “ปลดขอเกี่ยว เรียบร้อย” เพื่อให้ผู้อ านวยการขนถ่าย จะได้ด าเนินการสั่งการเรือขนถ่ายเที่ยวต่อไป - เจ้าหน้าที่จัดเรียงพัสดุน าพัสดุจัดเก็บเข้า ที่เรีย บ ร้อย แ ล้ว รายงาน “จัดเก็บพัสดุ เรียบร้อย” ๒.๕.๓ การรายงานเมื่อบรรทุก – ขนถ่ายเสร็จเรียบร้อย การรายงานต้องภายหลังจากการบรรทุกและขนถ่ายเสร็จสิ้น รวมทั้งจัดเก็บอุปกรณ์และ เครื่องมือยกขนเรียบร้อยแล้ว ก าลังพลยืนประจ าสถานี ผู้อ านวยการสถานีทั้งสองล าเข้ารายงานต่อครูฝึกของแต่ละล า ดังนี้ ผู้อ านวยการเรือขนถ่าย รายงาน “ ยศ , ชื่อ , สกุล ต าแหน่ง ได้ท าการขนถ่าย ส พัสดุ .จ านวน ส ตัน , ถัง ขึ้นจากเรือ เรียบร้อย ” ผู้อ านวยการเรือบรรทุก รายงาน “ ยศ, ชื่อ, สกุล ต าแหน่ง ได้ท าการบรรทุก ส พัสดุ จ านวน ส ตัน , ถัง ลงเรือ เรียบร้อย ” เลิกประจ าสถานีบรรทุกขนถ่าย แถวในระวาง หรือหากต้องการจะเดินทางต่อ ไม่ต้องสั่ง เลิกประจ าสถานี ให้สั่งประจ าสถานีออกเรือต่อเนื่องเลยก็ได้ รูปการบรรทุกและขนถ่ายด้วยหลักเดวิท ๒.๖ การบรรทุกและขนถ่ายกรณีเรือจอดเทียบท่า ในกรณีมีท่าเทียบเรือ แต่ท่าเทียบไม่มีเครนหรือเครื่องมือยกขน เรือล าเลียงพัสดุจะต้องใช้ เครื่องมือประจ าเรือยกสิ่งของขึ้นบนท่า การปฏิบัติสถานีในเรือนั้นคงเหมือนสถานีบรรทุกขนถ่ายโดยใช้หลักเดวิท ทุกประการ แต่จะต้องเพิ่มก าลังพลในการปลดขอเกี่ยว เคลื่อนย้ายพัสดุ และรักษาความปลอดภัย ที่ประจ า อยู่บนฝั่งขึ้นอีก จ านวน ๓ ต าแหน่ง
๓๐ ๒.๖.๑ การปฏิบัติการขนถ่ายจากเรือขึ นบนฝั่ง หลังจากเลิกประจ าสถานีเทียบเรือเรียบร้อยแล้ว ผู้อ านวยการสั่งให้จ่ายามเป่าประกาศ “ประจ าสถานีบรรทุกและขนถ่ายบนฝั่ง” - จ่ายามทวนค าสั่ง แล้วเป่านกหวีดยาว ๑ ครั้ง ตามด้วยประกาศ “ประจ าสถานี บรรทุกและขนถ่ายบนฝั่ง ” - ผู้รับการฝึกทวนค าสั่ง ตะโกนต่อ แล้วแถวประจ าสถานีบรรทุกและขนถ่ายบนฝั่ง ดังนี้ เจ้าหน้าที่บนเรือ ก เจ้าหน้าที่หลักเดวิด แถวด้านหลังหลักเดวิด หันหน้าไปทางหัวเรืออยู่ในท่าตามระเบียบพัก ข เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยว แถวในระวางบริเวณขอหลักเดวิด หันไปทางหัวเรืออยู่ในท่าตามระเบียบพัก ค เจ้าหน้าที่จัดเรียงพัสดุ แถวในระวางบริเวณพัสดุที่จะท าการขนถ่าย หันหน้าเข้าหาพัสดุ อยู่ในท่าตามระเบียบพัก ง เจ้าหน้าที่ประจ ากราบเรือ มีหน้าที่ช่วยเหลือในการบรรทุก – ขนถ่าย แถวกราบเรือ ด้านที่ท าการบรรทุก - ขนถ่าย หันหน้าไปทางหัวเรืออยู่ในท่าตามระเบียบพัก จ เจ้าหน้าที่ป้องกันความเสียหาย แถวในระวางหันหน้าไปทางหัวเรือ เตรียมอุปกรณ์ เช่น ซี.โอ.ทู ผงเคมี เจ้าหน้าที่บนฝั่ง ก เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยว แถวบนฝั่งหันหน้าเข้าหาเรือ ข เจ้าหน้าที่ล าเลียงพัสดุ แถวบนฝั่งหันหน้าเข้าหาเรือ สแถวที่ ๒ ค เจ้าหน้าที่ป้องกันความเสียหายบนฝั่งแถวบนฝั่งหันหน้าเข้าหาเรือสแถวที่ ๓ - เจ้าหน้าที่อื่นๆ สเจ้าหน้าที่น าเรือ แถวประจ าสถานีตามต าแหน่งหน้าที่ของตนเอง - เมื่อประจ าสถานีเรียบร้อยทุกต าแหน่งแล้ว รายงานความพร้อมกับ ผู้อ านวยการ สถานีเช่น “เจ้าหน้าที่หลักเดวิดพร้อม” หรือ “เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยวบนฝั่งพร้อม” เป็นต้น . การปฏิบัติของเรือขนถ่าย - ผู้อ านวยการเรือขนถ่าย สั่ง “เตรียมขนถ่ายพัสดุ” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิด ทวนค าสั่ง “เตรียมขนถ่ายพัสดุ” พร้อมถอดสลักบังคับ หลักเดวิดออก และปลดสายสลิงให้สลิงห้อยอยู่ หมุนคันบังคับให้สายสลิง หะเรียลงไปในปากระวางเรือ - เมื่อสายสลิงหะเรียลงถึงพื้นเรือแล้ว ให้เจ้าหน้าที่จัดเรียงพัสดุ น าพัสดุเข้ามาใน บริเวณขอเกี่ยว - ผู้อ านวยการสั่ง “เกี่ยวขอเกี่ยว”
๓๑ - เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยวทวนค าสั่ง “เกี่ยวขอเกี่ยว” น าขอเกี่ยวเกี่ยวพัสดุ เสร็จเรียบร้อย แล้วรายงาน “เกี่ยวขอเกี่ยวเรียบร้อย” - ผู้อ านวยการสั่ง “หะเบส” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิดทวนค าสั่ง “หะเบส” แล้วหมุนคันบังคับหะเบสสายสลิงยกพัสดุ ขึ้นให้พ้นจากปากระวางเรือ แล้วหมุนหลักเดวิดหันออกไปทางกราบเรือด้านที่ต้องการขนถ่าย ด้วยการ ช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ประจ ากราบเรือทั้ง ๒ ล า - เมื่อพัสดุขึ้นบนฝั่งแล้ว ผู้อ านวยการสั่ง “หะเรีย” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิดทวนค าสั่ง “หะเรีย” แล้วหมุนคันบังคับหะเรียสายสลิงน าพัสดุ ลงวางกับพื้นบนฝั่งด้วยการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ขอเกี่ยว และเจ้าหน้าที่จัดเลียงพัสดุบนฝั่ง - ผู้อ านวยการสั่ง “ปลดขอเกี่ยว” - เจ้าหน้าที่ขอเกี่ยวบนฝั่งทวนค าสั่ง “ปลดขอเกี่ยว” ปลดพัสดุออกจากขอเกี่ยวแล้ว รายงาน “ปลดขอเกี่ยวเรียบร้อย” - เจ้าหน้าที่จัดเรียงพัสดุน าพัสดุจัดเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้ว รายงาน “จัดเก็บพัสดุ เรียบร้อย” - ผู้อ านวยการสั่ง “หะเบส” - เจ้าหน้าที่หลักเดวิดทวนค าสั่ง “หะเบส” แล้วหมุนคันบังคับหะเบสสายสลิงพร้อมกับ หมุนหลักเดวิทกลับมาที่เรือขนถ่าย ต่อจากนั้นเริ่มขั้นตอนขนถ่ายเที่ยวต่อไป การรายงานเมื่อบรรทุก – ขนถ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว การรายงานต้องภายหลังจากการบรรทุกและขนถ่ายเสร็จสิ้น รวมทั้งจัดเก็บอุปกรณ์และ เครื่องมือยกขนเรียบร้อยแล้ว ก าลังพลยืนประจ าสถานี ผู้อ านวยการสถานีเข้ารายงานต่อครูฝึก ดังนี้ - ผู้อ านวยการเรือขนถ่าย รายงาน “ยศ , ชื่อ , สกุล ต าแหน่ง ได้ท าการขนถ่าย ส พัสดุ .จ านวน ส ตัน , ถัง ขึ้นฝั่งเรียบร้อย” ๒.๖.๒ การบรรทุกสิ่งของจากบนฝั่งลงเรือ การปฏิบัติเช่นเดียวกับการยกขนพัสดุ - ผู้อ านวยการเรือบรรทุก รายงาน “ยศ , ชื่อ , สกุล ต าแหน่ง ได้ท าการบรรทุก ส พัสดุ .จ านวน ส ตัน , ถัง ลงเรือเรียบร้อย” - เลิกประจ าสถานีบรรทุกขนถ่าย แถวในระวาง หรือหากต้องการจะเดินทางต่อ ไม่ต้องสั่งเลิกประจ าสถานี ให้สั่งประจ าสถานีออกเรือต่อเนื่องเลยก็ได้
๓๒ รูปการบรรทุกและขนถ่ายบนฝั่ง ๓. การใช้อุปกรณ์ประจ าเรือ ๓.๑ ดิ่งน าตื น ดิ่ง เป็นเครื่องหยั่งน้ าเบื้องต้นที่เรือทุกล าต้องมี และใช้กันโดยทั่วไป เมื่อเราจะน าเรือเข้าจอด หรือฝ่าอันตราย ๓.๑.๑ การใช้ดิ่งน้ าตื้น ๑ หาอัตราน้ าลึก ๒ หาลักษณะพื้นท้องดินใต้น้ า ส ดูที่ก้นลูกดิ่งที่อัดจาระบีไว้ ๓.๑.๒ ลักษณะ ๑ ลูกดิ่งท าด้วยโลหะตะกั่วเป็นรูปกรวยตัดที่ก้นเจาะรูไว้ส าหรับอัดจาระบีเพื่อตรวจ ลักษณะพื้นท้องน้ า มีน้ าหนัก ๔ – ๖ ปอนด์ หรือ ประมาณ ๑.๘ – ๒.๗๒ กิโลกรัม ส๑ ปอนด์ เท่ากับ ๐.๔๕๓๕๙๒๓๗ กิโลกรัม ๒ สายดิ่งเป็นเชือกถักเกลียวขนาด ๑ – ๑ ๑/๘ มีความยาวไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร สเฉพาะ ที่มีเครื่องหมายใช้วัดอัตราลึกได้
๓๓ รูปสายดิ่ง ๓.๑.๓ เครื่องหมายของสายดิ่ง ปลายดิ่งถึงไม้ลูกคลัก ยาว ๒ เมตร หนังเจาะรู ๑ รู กับ ๑ แฉก ”๑๐ เมตร หนังเจาะรู ๑ รู กับ ๒ แฉก ” ๒๐ เมตร หนังเจาะรู ๑ รู กับ ๓ แฉก ”๓๐ เมตร หนังเจาะรู ๑ รู กับ ๔ แฉก ” ๔๐ เมตร ผ้าสีขาว ” ๕ เมตร ผ้าสีด า ” ๑๕ เมตร ผ้าสีแดง ” ๒๕ เมตร ผ้าสีเขียว ” ๓๕ เมตร หมายเหตุ - ทุก ๑ เมตร ท าเครื่องหมายเป็นปมเชือกไว้ - อัตราน้ าลึกที่หยั่งได้ตั่งแต่ ๑๐ เมตร ลงมา ให้หักอัตราลึกของน้ าออก ๑/๒ เมตรทุกครั้ง ๓.๑.๔ ลักษณะพื้นท้องดินใต้น้ า ๑ ดินเหนียว มีอาการต้านทานมาก เมื่อยกดิ่งขึ้นมาจะรู้สึกมีก าลังดูดมาก ๒ โคลน รู้สึกลูกดิ่งจมลงไป เมื่อยกขึ้นรู้สึกเกือบไม่มีก าลังดูดเลย ๓ ทราย มีก าลังต้านทานมากเกือบแข็ง แต่ไม่สะท้อน เมื่อยกขึ้นมีก าลังดูดเล็กน้อย ๔ ทรายปนโคลน มีก าลังต้านทานมากกว่าโคลน น้อยกว่าทราย เมื่อยกขึ้นจะมีก าลังดูดเล็กน้อย ๕ กรวด รู้สึก สาก ๆ ฝืด ๆ ที่มือ เมื่อยกขึ้นไม่มีแรงดึงดูดเลย ๖ หิน รู้สึกแข็งสะท้อน เมื่อยกขึ้นมาไม่มีแรงดึงดูดเลย ๓.๑.๕ การทิ้งดิ่ง มี ๓ วิธี คือ ๑ การทิ้งโดยวิธีแกว่ง ๒ การทิ้งโดยวิธีควง ๓ การทิ้งโดยหย่อนลงไปตรง ๆ ใช้ในขณะเรือจอดหรือหยุด ๓.๑.๖ การปฏิบัติในการฝึกดิ่งน้ าตื้น จัดผู้รับการฝึกออกเป็นชุดๆ ละ ๒ นาย - ครูฝึกสั่ง ชุดที่...............ประจ าที่ - ผู้รับการฝึก ท าท่าตรงยกมือขึ้นวิ่งเข้าประจ าที่ หมายเลข ๑ อยู่ทางหัวเรือ หมายเลข ๒ ต่อจาก หมายเลข ๑ มาทางท้ายเรือหันหน้าออกนอกเรือ - ครูฝึกสั่ง “นับ” หมายเลข ๑ “นับ ๑” , หมายเลข ๒ “นับ ๒”
๓๔ - ครูฝึกก าหนด หมายเลข ๑ เป็นคนทิ้ง หมายเลข ๒ เป็นคนสาว - หน้าที่ประจ าตัว หมายเลข ๑ “คนทิ้ง” ไปน าลูกดิ่ง สายดิ่ง และจาระบีมาบริเวณที่ทิ้งดิ่ง แต่งกายให้รัดกุม เสาะสายดิ่งไว้ในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งจับที่ไม้ลูกคลัก ปล่อยให้ลูกดิ่งห้อยอยู่ เมื่อเห็นทุกสิ่ง ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หันหน้าไปทางห้องถือท้าย รายงาน “ ดิ่ง..........สขวา, ซ้าย พร้อม” - หน้าที่ประจ าตัว หมายเลข ๒ “คนสาว” แต่งกายให้รัดกุม แล้วเข้าไปยืนอยู่ทางหลังคนทิ้ง ห่างไปทางท้ายเรือประมาณครึ่งเมตรเตรียมพร้อมที่จะสาวสายดิ่ง - ครูสั่ง “ทิ้ง” - ผู้รับการฝึก หมายเลข ๑ ทวนค่ าสั่ง “ทิ้ง” ให้เหวี่ยงดิ่งไปทางหัวเรือท ามุม ๔๕ องศา - หมายเลข ๒ ช่วยสาวสายดิ่งให้สายดิ่งตั้งฉากกับพื้นดิน หมายเลข ๑ รายงาน “.....เมตร ลักษณะพื้นใต้น้ า อาการของเรือ” เช่น “๑๐ เมตร ทรายปนโคลน เรือเดินเบา” - ครูฝึกสั่ง “เลิกทิ้งดิ่ง” - ผู้รับการฝึก “เลิกทิ้งดิ่ง” ทั้งสองหมายเลขช่วยกันเก็บสิ่งของเข้าที่ให้เรียบร้อยแล้วมายืน แถวบริเวณเดิม - ครูฝึกสั่ง “นับ” - หมายเลข ๑ “นับ ๑” หมายเลข ๒ “นับ ๒” - ครูฝึกสั่ง “เปลี่ยนที่” - หมายเลข ๑ ว่า “๑ ไป ๒” - หมายเลข ๒ ว่า “๒ ไป ๑ เปลี่ยนที่” - หมายเลข ๑ ก้าวถ้อยหลัง ทั้งสองหมายเลขก้าวแทนที่กันและเริ่มนับใหม่ - ครูฝึกสั่ง “พัก” และเริ่มต้นฝึกเหมือนข้างต้นต่อไป ๓.๒ เชือก ๓.๒.๑ การผูกเชือกเล็ก ๑. ผูกเจ๊ก (Timer Hitch) ประโยชน์ ใช้ในการผูกปลายเชือกเข้ากับเสา หลัก ท่อนไม้ หรือต้นไม้ เพื่อให้แน่น และแก้ง่าย รูดออกได้ง่าย และผูกหีบห่อที่ไม่สู้หนักนัก ผูกของที่บรรจุกระสอบ เช่น กระสอบข้าวสาร และกระสอบทราย เป็นต้น เพราะยิ่งดึงยิ่งรัดแน่นขึ้น
๓๕ ๒. ผูกเจ๊กลากซุง (Timer Hitch & Half Hitch) ประโยชน์ ใช้ในการผูกส าหรับดึงและลากสิ่งของยาวๆ เช่น ซุง การผูกวิธีนี้เชือกรูดเลื่อน ออกไม่ได้ ยิ่งดึงยิ่งแน่น หมายเหตุ การทดสอบ เมื่อแก้ทางด้านผูกเจ๊กออกก่อนแล้ว เมื่อรวมกันกับด้านลากซุงจะต้องเป็น เงื่อนตะกรุดเบ็ดชั้นเดียวจึงจะถูกต้อง สฉะนั้น การผูกเริ่มต้นของเงื่อนลากเจ๊กลากซุงนี้ ควรให้ ผู้รับการฝึก ผูกตะกรุดเบ็ดกับราวเสียก่อน แล้วจึงแยกเงื่อนตะกรุดเบ็ดออก ผูกเจ๊ก ด้านหางเชือกเป็น ๓. ผูกสอดสร้อย (Reef Knot) ประโยชน์ ใช้ในการต่อเชือกชั่วคราว หรือถักเป็นตาข่าย มีความมั่นคง แน่นดี ไม่รูดได้ง่าย ๔. ผูกยายแก่ (Carrick Bend) ประโยชน์ ใช้ในการต่อเชือกซึ่งต้องการก าลังดึงมาก
๓๖ ๕. ผูกขัดสมาธิห่วงชั นเดียว (Sheet Bend Irswab Hitch) ประโยชน์ ใช้ผูกกับของที่เป็นห่วง เช่น ห่วงธง หรือห่วงเชือก เป็นต้น ๖. ผูกขัดสมาธิห่วงสองชั น (Double Sheet Bend) ประโยชน์ เช่นเดียวกับเงื่อนขัดสมาธิห่วงชั้นเดียว แต่เพิ่มความแน่น และมั่นคงยิ่งขึ้น ไม่หลุดง่าย ๗. ผูกตีนแมว (Caspaw) ประโยชน์ ให้ท าห่วงยกกระสอบข้าวสาร หรือใช้แทนสลิง เพื่อน าขอรอกมาเกี่ยว ๘. ผูกเลขแปด (Figure of Eight Knot) ประโยชน์ ใช้ผูกหางเชือกให้เป็นปม ผูกหางเชือกที่ร้อยรอกเพื่อป้องกันมิให้เชือกหลุดจากช่อง ที่ร้อยรอก
๓๗ ๙. ผูกตราสังข์ (Maring Hitch) ประโยชน์ ใช้ผูกของที่เป็นห่อ หรือม้วน เช่น เปล หรือม้วนผ้าใบ ๑๐. ผูกรัสโต (Gasket Knot) ประโยชน์ ใช้ผูกกับของกลมหรือแบน เช่น เสา กระดาน เพื่อยกขึ้นลง และส าหรับใช้ผูกเชือก ชักใบ เป็นต้น ๑๑. ผูกเซ็กเล็ก (Ceiling Knot) ประโยชน์ ใช้ผูกเชือกมุมผ้าเพดาน หรืออย่างอื่นตามสมควร หรือของที่ต้องแขวน
๓๘ ๑๒. ผูกเซ็กใหญ่ (Hoop Knot) ประโยชน์ ใช้ส าหรับเกี่ยวรอก หรือที่ไม่มีห่วง หรือ สลิงเกี่ยวรอก เช่น ตามราว ตามต้นไม้ ๑๓. ผูกกระดานชุลี (Lowering Hitch) ประโยชน์ ใช้ผูกกับกระดาน ส าหรับห้อยหย่อนลงข้างเรือ เพื่อนั่งทาสี, ลับสี หรือเคาะสนิมข้างเรือ ๑๔. ผูกถังตั ง (Way of Slinging a Cash) ประโยชน์ ใช้ผูกกับสิ่งของที่มีรูปร่างคล้ายถังเพื่อยกขึ้น หรือหย่อนลงทางตั้ง ๓.๒.๒ การผูกเชือกใหญ่
๓๙ ๓.๒.๒ การผูกเชือกใหญ่ ๑. ผูกหักคอชั นเดียว (Single Knot) ประโยชน์ ใช้ผูกกับเสา, ห่วง เพื่อตั้งไว้ชั่วคราว แก้ง่าย และมักน าไปใช้ผูกประกอบกับเงื่อนอื่นๆ ๒. ผูกหักคอสองชั น (Double Knot) ประโยชน์ ใช้ผูกกับเสา, ขอ, ห่วง เพื่อตั้งไว้ในงานหนักกว่า และต้องการความมั่นคงมากกว่า ผูกหักคอชั้นเดียว ๓. ผูกตะกรุดเบ็ดชั นเดียว (The Clove Hitch) ประโยชน์ ใช้ในการผูกเชือกเล็กกับเชือกใหญ่ ซึ่งปล่อยหางเชือกไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีก ใช้ในการผูกกับเสากลม หรือเสาเหลี่ยม
๔๐ เพื่อมิให้รูดหลุดออกได้ง่าย ทั้งแน่นและมั่นคง สะดวกต่อการแก้ กับใช้ผูกสิ่งของยกขึ้นลงใน เวลาปัจจุบันทันด่วน ถ้าจะให้เงื่อนแน่นยิ่งขึ้นอีก ให้เอาหางเชือกผูกหักคอ แล้วเอาเชือกเล็กผูกหนีบอีกทีหนึ่ง ๔. ผูกตะกรุดเบ็ดสองชั น (Rolling Hitch) ประโยชน์ ใช้เช่นเดียวกับเงื่อนตะกรุดเบ็ดชั้นเดียว แต่แน่นและมั่นคงกว่า ๕. ผูกตะกรุดเบ็ดกลืนชั นเดียว (Round Turn and Two Half Hitch) ประโยชน์ ใช้ผูกกับสิ่งของที่เป็นห่วง เช่น ห่วงสมอ ห่วงโยธกา ส าหรับใช้กับเรือเล็ก ถ้าหาง เชือกผูกแน่นมิให้รูดได้แล้ว จะแน่นและมั่นคงดี และแก้ได้ง่าย ๖. ผูกตะกรุดเบ็ดกลืนสองชั น (Fisher Man’s Bend) ประโยชน์ ใช้ผูกสิ่งของเช่นเดียวกันกับผูกตะกรุดเบ็ดกลืนชั้นเดียว
๔๑ ส าหรับเรือที่มีขนาดใหญ่กว่า ถ้าหางเชือกผูกหนีบแน่นดีแล้ว การผูกตามวิธีนี้จะแน่น และมั่นคงดีกว่าผูก ตะกรุดเบ็ดกลืนชั้นเดียว แก้ออกได้ง่ายเช่นเดียวกัน
๔๒ ๗. ผูกกะชั นเดียว (Bowline Knot) ประโยชน์ ใช้ในการผูกสิ่งที่รูดไปมาได้ หรือกับสิ่งของที่จะไม่ให้หลุด และรูดออกได้ง่าย การ ผูกแบบนี้ใช้การได้มาก เงื่อนแน่นดีไม่รูดหลุด และแก้ออกได้ง่าย ที่นิยมใช้กันมาก คือ ๑. ผูกเรือกับห่วง เสา หรือหลักในน้ า ๒. ผูกคล้องเข้ากับหลัก หรือพุกผูกเรือ ๓. ใช้ต่อเชือกสองเส้นเข้าด้วยกัน ส าหรับใช้คนนั่งขึ้นหรือลงไปท างานข้างเรือ ๘. ผูกกะสองชั น (Bowline on the Bight) ประโยชน์ ใช้การผูกเชือกเงื่อนนี้ เป็นการผูกเชือกเปล่าๆ สไม่ได้ผูกติดกับสิ่งใด เพื่อหย่อนลง ไปโดยให้คนยืนหรือนั่ง เพื่อโหนตัวลงไปท างานต่างๆ เช่น ดูแนวน้ าของเรือ ท างานข้างเรือใหญ่ได้ และลับสีตามเสาหรือ ข้างเรือใหญ่ เป็นต้น
๔๓ ๙. ผูกกะบ่วง (Running Bowline) ประโยชน์ คล้ายกับผูกกะ แต่ได้ผลดียิ่งขึ้นไป คือ ใช้ผูกเป็นเงื่อนรูดเข้าไปกับสิ่งที่ผูกได้ด้วยบ่วง ๑๐. ผูกกะสองห่วง (French Bowline) ประโยชน์ ใช้ส าหรับให้คนนั่งออกไปท างานนอกเรือ เช่น เคาะสนิม ทาสี แก้เชือกทุ่นเสมอที่ พันหัวสมอโดยเอาปลายเชือกอีกด้านหนึ่งต๋งไว้กับที่ที่มั่นคงข้างบน ๑๑. ผูกร่น (Sheepshank) ประโยชน์ ผูกเชือกที่ยาวร่นให้สั้นเข้า หรือผูกเชือกตรงที่ช ารุดโดยไม่ต้องตัดเชือก
๔๔ ๑๒. ผูกต่อกะ (Two Bowline) ประโยชน์ ใช้ในการต่อเชือกชั่วคราว เพื่อให้แน่นและแก้ได้ง่าย ๑๓. ผูกต่อหักคอ (Hawser Bend) ประโยชน์ ใช้ต่อเชือกใหญ่ ส าหรับเงื่อนนี้จะต้องผูกหนีบที่หางเชือกด้วยทุกครั้งเพื่อกันหลุด ใช้ในการดึงได้ดี และแก้ออกได้ง่าย ๓.๓ สมอเรือเล็ก ๓.๓.๑ ชนิดของสมอ สมอที่ใช้ประจ าเรือต่าง ๆ ของราชนาวีไทย มีด้วยกันหลายชนิดหลายขนาดแตกต่างกันด้วยขนาด ของสมอที่ใช้กับเรือ และก าลังสมอที่ยึดเกาะเรือให้อยู่กับที่ ส่วนสมอเรือเล็กนั้น โดยปกติมีน้ าหนักประมาณ ๓๐ ปอนด์ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิดคือ ๑ สมอแบบมีกะ ๒ สมอแบบไม่มีกะ ๓.๓.๒ ประโยชน์ของสมอ โดยทั่วไปเป็นเครื่องมือที่ยึดเหนี่ยวสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ ๑ ยึดเรือให้อยู่กับที่ขณะจอดเรือในล าน้ า หรือทะเล
๔๕ ๒ ยึดทุ่น โป๊ะ หรืออุปกรณ์ลอยน้ า ให้อยู่กับที่ ๓ ช่วยยึดเรือ เมื่อกรณีเรือไม่อยู่ในบังคับ ๔ ย้ายที่จอดเรือโดยไม่ต้องใช้เครื่องจักรช่วย สวิธีกะสมอ ๕ ช่วยกลับล าเรือในที่จ ากัด ๓.๓.๓ การทิ งสมอเรือเล็ก การปฏิบัติ - กระท าต่อจากประจ าสถานีจอดเรือ ผู้อ านวยการสั่ง - “เตรียมทิ้งสมอ” เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ - ทวนค าสั่ง “เตรียมทิ้งสมอ” เจ้าหน้าที่ติดต่อสื่อสาร - ตะโกนบอกนายท้าย “เตรียมทิ้งสมอ” นายท้ายเรือ - ทวนค าสั่ง “เตรียมทิ้งสมอ” แล้วลดความเร็วเรือลงจนเรือ หยุดอยู่กับที่ ประจ าสมอคนที่ ๑ - ปลดเหล็กยึดตัวสมอและปลดล็อคโซ่สายสมอ ประจ าสมอคนที่ ๒, ๓ - น าทุ่นสมอ สอาจท าด้วยโลหะ หรือไม้แต่ต้องลอยน้ าได้ ไปผูก กับตัวสมอ พร้อมตรวจความเรียบร้อยของสมอ จากนั้นยกสมอ ไปห้อยไว้ที่หัวเรือโดยให้สายสมออยู่ในก้ามปูหัวเรือ ประจ าสมอคนที่ ๑ - ล็อคสายสมอให้แน่น แล้วรายงาน “สมอพร้อม” ผู้อ านวยการ ฯ สั่ง - “ทิ้งสมอ” เจ้าหน้าที่ติดต่อสื่อสาร - ตะโกนบอกนายท้าย “ทิ้งสมอ” นายท้ายเรือ - ทวนค าสั่ง“ทิ้งสมอ ถอยหลังเบา”และใช้เครื่องจักรถอยหลังเบา แล้วหยุด รายงาน “ถอยหลังเบาแล้ว” ประจ าสมอคนที่ ๑ - ขณะเรือก าลังถอยหลังอยู่ให้ประจ าสมอคนที่ ๑ ปลดล็อคโซ่สมอ ปล่อยตัวสมอลงน้ า พร้อมรายงาน “ทิ้งสมอ” ประจ าสมอคนที่ ๒ และคนที่ ๓ - หมุนคันบังคับหะเรียโซ่สายสมอที่อยู่ในรนออก เพื่อช่วยให้สมอลงน้ าได้สะดวก ทิ้งทุ่นสมอลงน้ า ประจ าสมอคนที่ ๑ - ตรวจสอบแล้วเห็นว่า สมอกินดินมั่นคงแล้วรายงาน ล็อคโซ่สมอ ให้แน่นหนา แล้วรายงาน “ทิ้งสมอเรียบร้อย” ผู้อ านวยการฯ รายงานครูฝึก - “ทิ้งสมอเรียบร้อย”
๔๖ ๓.๓.๔ การถอนสมอเรือเล็ก ผู้อ านวยการ ฯ สั่ง - “เตรียมถอนสมอ” ประจ าสมอคนที่ ๑ - ทวนค าสั่ง “เตรียมถอนสมอ” เจ้าหน้าที่ติดติดสื่อสาร - ตะโกนต่อบอกนายท้าย “เตรียมถอนสมอ” นายท้ายเรือ - ทวนค าสั่ง “เตรียมถอนสมอ” และใช้เครื่องจักร เดินหน้าเบาแล้วหยุด ประจ าสมอคนที่ ๑ - หมุนคันบังคับหะเบสสมอขึ้นจากน้ า โดยการช่วยเหลือของ ประจ าสมอคนที่ ๓ ประจ าสมอคนที่ ๒ - เมื่อสมอพ้นน้ าแล้วใช้ขอตะเพราเกี่ยวเชือกเก็บทุ่นสมอเข้ามา ในเรือ ประจ าสมอคนที่ ๑ - ล็อคสายสมอเก็บตัวสมอเข้าที่เรียบร้อยแล้ว รายงาน “ถอนสมอเรียบร้อย” ผู้อ านวยการฯ รายงานครูฝึก - “ถอนสมอเรียบร้อย” ผู้อ านวยการฯ สั่ง - “เลิกประจ าสถานี” แล้วเดินทางต่อไป ๓.๔ ดิ่งทราย ดิ่งทรายเป็นเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่ประจ าอยู่ในเรือไม่ว่าจะเป็นเรือขนาดเล็กหรือเรือใหญ่ ใช้ในการน าเชือก ลวดและสิ่งของ เพื่อส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งเราไม่สามารถจะส่งสิ่งของเหล่านั้นไปได้ ด้วยตัวของมันเองได้ เนื่องจากมีน้ าหนักมากและระยะไกลเกินไป หรือระยะที่ไกลเกินไปกว่าที่เราจะใช้ส่งด้วย ปืนส่งเชือก ดิ่งทรายจึงเป็นเสมือนตัวน าสิ่งเหล่านั้นไปส่งยังที่หมายที่ต้องการ ระยะที่ใช้ดิ่งทรายเป็นตัวน า ประมาณ ๓๐ – ๕๐ เมตร ซึ่งเป็นระยะที่แรงคนเราสามารถเหวี่ยงได้ไกลที่สุด
๔๗ ๓.๔.๑ ลักษณะดิ่งทราย มีส่วนประกอบดังนี้ ๑ ลูกดิ่ง หรือตัวดิ่ง ส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่ท าจากตะกั่ว หล่อให้มีรูปทรงกลมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ – ๕ นิ้ว และถักเชือกขนาด ๑ ๑/๔ นิ้ว คลุมไว้ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนจากวัสดุ ตะกั่วเป็นการใช้วัสดุผ้าอย่างหนาเย็บเป็นถุง เป็นรูปทรงรียาวประมาณ ๕ – ๘ นิ้ว บรรจุทราย หรือน็อต เพื่อเพิ่มน้ าหนักไว้ภายใน ส่วนหัวจะท าเป็นห่วงไว้ส าหรับผูกสายดิ่ง ๒ สายดิ่ง เป็นเชือกไนลอนหรือเชือกใยสงเคราะห์ขนาด ๓/๔ – ๑ นิ้ว ความยาวของ สายดิ่งประมาณ ๓๐ – ๕๐ เมตร ไม่ต้องมีเครื่องหมายบอกระยะ โดยปลายหางเชือกด้านหนึ่งผูกติดกับลูกดิ่ง หรือตัวดิ่ง ปลายหางเชือกอีกด้านหนึ่งผูกกับเชือกใหญ่ที่จะส่งขึ้นฝั่ง ๓.๔.๒ ประโยชน์ของดิ่งทราย ๑ ใช้ส่งน าเชือกหรือลวดในการที่เรือเข้าเทียบท่า เทียบเรือ หรือผูกทุ่น ๒ ใช้ส่งเชือกน าในการรับส่งสิ่งของในทะเล ๓ ใช้ส่งเชือกน าในการพ่วงจูง ๔ ใช้เป็นเชือกน าส่งหรือรับของอื่น ๆ ๓.๔.๓ วิธีใช้ดิ่งทราย มีวิธีปฏิบัติตามล าดับดังนี้ ๑ ผูกปลายข้างหนึ่งของสายดิ่งด้านที่ไม่มีลูกดิ่งเข้ากับเชือกหรือลวดหรือสิ่งของที่จะส่งโดย ใช้เงื่อนที่แน่นและแก้ง่าย ๒ เสาะสายดิ่งจากด้านที่ผูกเชือกหรือลวดไว้ในมือซ้าย ส าหรับคนถนัดขวาและเสาะใส่มือขวา ส าหรับคนถนัดซ้ายโดยหงายมือ วงโดยประมาณ ๕๐ ซม. ประมาณ ๒/๓ ของเชือกสายดิ่ง ๓ เสาะสายดิ่งที่เหลือประมาณ ๑/๓ ให้วงเล็กกว่าวงแรกเล็กน้อยใส่ในมือเดียวกันจนถึง ลูกดิ่ง และจับส่วนนี้ด้วยมือขวาหรือซ้ายแล้วแต่ถนัด คือมือข้างจะใช้เหวี่ยงดิ่ง โดยคว่ ามือ ให้ลูกดิ่งอยู่ ด้านหน้าและห้อยอยู่เลยวงเชือกเล็กน้อย ๔ การเหวี่ยง โดยยืนก้าวเท้าขวาหรือซ้ายด้านถนัดไปข้างหน้า ๑ ก้าว ตรงไปยังที่หมาย แกว่งแขนข้างที่ถือลูกดิ่ง แขนตึงไปข้างหลังแล้วเหวี่ยงไปข้างหน้า เล็งตรงไปยังที่หมายที่จะส่ง แขนซ้าย หรือข้างที่ถือเชือกที่ผูกติดกับเชือกหรือลวดเหยียดตรงไปยังที่หมายและแบมือ เพื่อให้เชือกคลายออกไปตาม แรงดึงของลูกดิ่ง และจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางที่ท าให้สายดิ่งเกี่ยวพันได้ ๕ เมื่อเหวี่ยงลูกดิ่งออกไปแล้ว ให้ลูกดิ่งออกไปเป็นมุมสูงที่สัมพันธ์กับระยะทางที่จะส่งมุม ประมาณ ๒๕ – ๔๐ องศา ลูกดิ่งจะไปได้ไกลที่สุด ๖ การหะเรียสายดิ่งส่วนที่เหลืออีกมือหนึ่งนั้น ต้องให้สายดิ่งออกไปแต่ละรอบด้วยแรงดึง ของลูกดิ่งที่เหวี่ยงออกไป ไม่ใช่ปล่อยทีเดียวหมด เพราะจะท าให้เกิดน้ าหนักถ่วงลูกดิ่งท าให้ลูกดิ่งไปได้ไม่ไกล
๔๘ ๗ ผู้รับเมื่อรับลูกดิ่งทรายได้แล้วให้สาวสายดิ่งจนถึงเชือกหรือลวด แล้วจึงน าเชือกหรือลวด ผ่านก้ามปูไปคล้องพุกและปลดสายดิ่งออกจากเชือก หรือลวดตามล าดับ ถ้าเป็นการส่งเชือกน าก็ให้สาวเชือก น าต่อไปจนถึงเชือกใช้งานนั้นๆ เพื่อด าเนินงานตามหน้าที่ของงานนั้นๆ เช่นการพ่วงจูงหรือรับ – ส่งสิ่งของใน ทะเลต่อไป ๘ ผู้รับ เมื่อรับเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสาะสายดิ่งให้เรียบร้อยคืนให้กับเรือส่งต่อไป รูปแสดงการเหวี่ยงดิ่งทราย ข้อควรระวัง ก การเหวี่ยงดิ่งให้ระมัดระวังอย่าไปถูก คน หรือสิ่งของบนฝั่ง ท าให้เกิดความเสียหาย ข สายดิ่งต้องเป็นเชือกที่เหนียว ไม่ช ารุด หรือเป็นเชือกที่ต่อปม ค หางเชือกดิ่งที่ผูกกับเชือกใหญ่ต้องผูกให้แน่นหนา แต่แก้ง่าย ง การสาวสายดิ่งให้ระมัดระวังจะไปติดกับสิ่งที่กีดขวางท าให้เชือกใหญ่ติด แก้ไขล าบาก
๔๙ ๓.๕ ขอตะเพรา ขอตะเพรา เป็นอุปกรณ์ประจ าเรืออีกชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ประจ าในเรือเล็ก หรือ เรือโบ๊ต ส่วนใหญ่ จะติดตั้งไว้บนหลังคาเรือ บริเวณหัวเรือ และท้ายเรือ หรือใต้ดาดฟ้าเรือ ปกติจะมีจ านวน ๒ ด้าม ขอตะเพรามี ไว้เพื่อดึงเรือเล็กให้ชิดกับเรือใหญ่ หรือ แต่งเรือเล็กให้อยู่ในต าแหน่งที่ต้องการ ๓.๕.๑ ลักษณะขอตะเพรา ๑ ส่วนหัวเป็นโลหะ ขึ้นรูปเป็นตะขอเกี่ยว ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง ขึ้นรูปส าหรับใช้ดัน โลหะที่ท าส่วนใหญ่เป็น ทองเหลือง เหล็กไร้สนิม หรือโลหะอื่นที่ไม่เป็นสนิม ๒ ส่วนด้ามจับ เป็นไม้ หรือโลหะกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ – ๑ ๑/๒ นิ้ว ความยาว ตั้งแต่ส่วนหัวถึงส่วนท้าย ประมาณ ๒ – ๓ เมตร ทาสีตามชนิดของเรือ แต่ปัจจุบันขอตะเพราได้ขึ้นรูปด้วย โลหะเบาตลอดทั้งด้าม เพื่อสะดวกในการใช้งาน รูปขอตะเพรา เตรียมใช้ขอตะเพรา การใช้ขอตะเพรา