The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสังคม ม.ต้น PDF

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by keng.160719788, 2022-05-28 10:37:32

หลักสูตรสังคม ม.ต้น PDF

หลักสูตรสังคม ม.ต้น PDF

หลกั สตู รโรงเรยี นเดอ่ื ศรไี พรวลั ย์
พุทธศักราช ๒๕๕๕

ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

กลุม่ สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

องคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั สกลนคร

ความนำ

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ให้เป็นหลักสูตร
แกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระดับโลก
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2544) พร้อมกันนี้ได้ปรับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่ง
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นการกระจาย
อำนาจทางการศึกษาให้ท้องถ่ินและสถานศึกษาได้มีบทบาทและมีสว่ นรว่ มในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับ
สภาพ และความตอ้ งการของท้องถ่นิ (สำนักนายกรฐั มนตรี, 2542)

จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรในช่วงระยะ 6 ปีที่ผ่านมา (สำนักวิชาการและมาตรฐาน
การศึกษา, 2546 ก., 2546 ข., 2548 ก., 2548 ข.; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2547; สำนักผู้ตรวจ
ราชการและติดตามประเมินผล, 2548; สุวิมล ว่องวาณิช และนงลักษณ์ วิรัชชัย, 2547; Nutravong, 2002;
Kittisunthorn, 2003) พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เช่น ช่วย
ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการศึกษาทำให้ท้องถิ่นและสถานศึกษามีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา
หลักสตู รให้สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของท้องถิ่น และมีแนวคดิ และหลักการในการส่งเสรมิ การพัฒนาผู้เรียนแบบองค์
รวมอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวยังได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นปัญหาและความไม่ชัดเจน
ของหลักสูตรหลายประการท้ังในสว่ นของเอกสารหลักสตู ร กระบวนการนำหลกั สตู รสกู่ ารปฏบิ ตั ิ และผลผลติ ที่เกิดจาก
การใช้หลักสูตร ได้แก่ ปัญหาความสับสนของ ผู้ปฏิบัติในระดับสถานศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
สถานศึกษาส่วนใหญ่กำหนดสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวังไว้มาก ทำให้เกิดปัญหาหลักสูตรแน่น การวัดและ
ประเมินผลไมส่ ะท้อนมาตรฐาน สง่ ผลตอ่ ปัญหาการจดั ทำเอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการเทียบโอนผลการเรียน
รวมทั้งปัญหาคุณภาพของผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์อันยั งไม่เป็นที่น่า
พอใจ

นอกจากนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ( พ.ศ. 2550 – 2554)ได้ชี้ให้เห็นถึงความ
จำเปน็ ในการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพคนในสงั คมไทยให้ มคี ุณธรรม และมคี วามรอบรู้อยา่ งเทา่ ทัน ให้
มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และศีลธรรม สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สังคม
ฐานความรู้ได้อย่างมั่นคง แนวการพฒั นาคนดังกลา่ วมงุ่ เตรียมเด็กและเยาวชนให้มพี ื้นฐานจิตใจท่ีดงี าม มจี ติ สาธารณะ
พร้อมทั้งมีสมรรถนะ ทักษะและความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน
(สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2549) ซึง่ แนวทางดงั กลา่ วสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
ในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่ โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มี
ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ สร้างสรรค์ มที ักษะดา้ นเทคโนโลยี สามารถทำงานรว่ มกบั ผู้อืน่ และสามารถอยรู่ ่วมกับผู้อื่นใน
สังคมโลกไดอ้ ย่างสันติ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551)

จากขอ้ ค้นพบในการศึกษาวจิ ัยและติดตามผลการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 ท่ีผ่าน
มา ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคนใน
สังคมไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 จึงเกิดการทบทวนหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช
2551 ที่มีความเหมาะสม ชัดเจน ทั้งเป้าหมายของหลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และกระบวนการนำ
หลักสูตรไปสกู่ ารปฏิบตั ิในระดบั เขตพนื้ ท่ีการศึกษาและสถานศึกษา โดยได้มีการกำหนดวสิ ัยทัศน์ จดุ หมาย สมรรถนะ
สำคญั ของผู้เรียน คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชวี้ ัดที่ชดั เจน เพ่อื ใชเ้ ปน็ ทศิ ทางในการจัดทำ
หลักสูตร การเรียนการสอนในแต่ละระดับ นอกจากน้ันได้กำหนดโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำของแต่ละกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ในแต่ละชั้นปีไว้ในหลักสูตรแกนกลาง และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพิ่มเติมเวลาเรียนได้ตามความพร้อมและ

จุดเน้น อีกทั้งได้ปรับกระบวนการวัดและประเมินผลผู้เรียน เกณฑ์การจบการศึกษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดง

หลักฐานทางการศึกษาใหม้ ีความสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรู้ และมคี วามชัดเจนตอ่ การนำไปปฏบิ ตั ิ

เอกสารหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 น้ี จดั ทำข้ึนสำหรบั ทอ้ งถ่ินและสถานศึกษา

ไดน้ ำไปใช้เปน็ กรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสตู รสถานศึกษา และจดั การเรยี นการสอนเพือ่ พัฒนาเด็กและเยาวชน

ไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มี

การเปลยี่ นแปลง และแสวงหาความร้เู พื่อพัฒนาตนเองอยา่ งต่อเนื่องตลอดชีวติ

มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในเอกสารนี้ ช่วยทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในทุก

ระดับเห็นผลคาดหวังทตี่ ้องการในการพัฒนาการเรยี นรู้ของผู้เรียนทชี่ ัดเจนตลอดแนว ซ่ึงจะสามารถช่วยให้หน่วยงานที่

เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมั่นใจ ทำให้การจัดทำหลักสูตรในระดั บ

สถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการ

เรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังนั้นในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับตั้งแตร่ ะดับชาติ

จนกระทงั่ ถึงสถานศึกษา จะต้องสะทอ้ นคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชว้ี ัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง

การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน รวมท้ังเปน็ กรอบทศิ ทางในการจดั การศกึ ษาทกุ รูปแบบ และครอบคลมุ ผเู้ รียนทุกกลุ่มเป้าหมาย

ในระดับการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน

การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาด หวังได้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง

ระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ในการ

วางแผน ดำเนนิ การ สง่ เสรมิ สนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรบั ปรุงแก้ไข เพอ่ื พัฒนาเยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพตาม

มาตรฐานการเรียนรูท้ ่กี ำหนดไว้

วิสัยทศั น์ พนั ธกิจ เป้าประสงค์

วิสัยทัศน์

โรงเรียนเดอื่ ศรีไพรวัลย์ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เปน็ บุคคลแห่งการเรยี นรู้เต็มตามศักยภาพ ใหเ้ ป็นคนดี มี
คุณธรรม จริยธรรม มีพลานามยั ท่ีสมบูรณ์ มจี ติ สำนึกในความเปน็ ไทยและพัฒนาให้เป็นโรงเรยี น ของชุมชนอยา่ ง
แท้จริง
พันธกจิ

◆ พัฒนาผู้เรยี นให้มีคุณธรรม จริยธรรม สขุ ภาพพลานามัยและคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์
◆ พัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
๓. ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมเสรมิ ความสามารถพเิ ศษทางด้านวชิ าการ ดนตรี กฬี า ศลิ ปะ
ภาษา วฒั นธรรม วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
➢ สง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รยี นพฒั นาทักษะ ดา้ นอาชีพ ตามความถนดั และความสามารถจากการ
สืบค้นภูมปิ ญั ญาท้องถิน่
➢ ส่งเสรมิ ให้มีการจดั บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมเอ้ือต่อการเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียนโดยเน้นนกั เรียนทกุ คนมสี ่วน
รว่ ม
➢ สง่ เสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ เ์ ป็นองค์ประมุข
➢ พัฒนาระบบบรหิ ารจัดการเสริมสรา้ งความเข้มแข็งโดยความร่วมมือของบุคลากรใน
โรงเรยี น ผปู้ กครอง ชุมชน และองค์กรทกุ ระดับ

เป้าประสงค์

➢ ผู้เรียนมคี ุณธรรมจริยธรรมและสขุ ภาพทีด่ ี มคี วามรบั ผดิ ชอบ มีวนิ ยั และซื่อสัตยส์ ุจรติ

➢ ผเู้ รยี นมนี ิสัยรกั การอา่ น มคี วามคิดริเริม่ สร้างสรรค์ ใฝร่ ู้ ใฝเ่ รียน รักการเรยี นและรัก
การคน้ ควา้

➢ ผูเ้ รียนมีความรูและมที ักษะในการจัดการส่ือสารและการใชเ้ ทคโนโลยี มวี ิธีคิด วิธีการ
ทำงานให้เหมาะสมกบั สถานการณ์

➢ มจี ิตสำนกึ ในการอนุรักษ์ภาษาไทย ภมู ิปญั ญาท้องถ่ิน ดนตรี กีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม
➢ ผ้เู รยี นมคี วามรูค้ วามสามารถในการจัดสภาพแวดล้อมแหล่งเรียนรใู้ นสถานศึกษา
➢ ผู้เรยี นมีสุขภาพพลานามยั ทส่ี มบูรณ์ หลีกเล่ียงจากอยายมุขและส่ิงเสพตดิ
7. ผเู้ รยี นมคี วามรักในประเทศชาติ ความเป็นไทย รักท้องถน่ิ แสร้างสิ่งท่ีดีงามให้แก่ โรงเรียน ชมุ ชนและ
สังคม
8. มีระบบดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรียนอย่างเปน็ ระบบมากข้ึน

สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรโรงเรียนเดื่อศรีไพรวัลย์ พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้
ผเู้ รียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้

สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน

หลกั สตู รโรงเรยี นเดื่อศรีไพรวัลย์ พุทธศักราช 2553 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน

พทุ ธศักราช 2551 มุง่ ใหผ้ ้เู รียนเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดงั นี้

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร เป็นความสามารถในการรบั และส่งสาร มวี ัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอด

ความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะ

เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การ

เลอื กรับหรือไม่รับขอ้ มูลข่าวสารดว้ ยหลกั เหตผุ ลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใชว้ ิธีการสื่อสาร ท่มี ีประสิทธิภาพ

โดยคำนึงถงึ ผลกระทบทม่ี ตี ่อตนเองและสงั คม

2. ความสามารถในการคิด เปน็ ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคดิ อยา่ งสร้างสรรค์

การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ

เก่ียวกับตนเองและสังคมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและอุปสรรคตา่ ง ๆ ที่เผชิญ

ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ

เปล่ยี นแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความร้มู าใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมี

การตดั สนิ ใจที่มีประสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบ ท่ีเกิดขนึ้ ตอ่ ตนเอง สังคมและส่ิงแวดล้อม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนิน

ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการ สร้าง

เสริมความสมั พันธ์อนั ดีระหวา่ งบคุ คล การจัดการปัญหาและความขดั แย้งตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทนั กบั การ

เปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและ

ผอู้ น่ื

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะ
กระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสารการทำงาน การแก้ปัญหา
อยา่ งสร้างสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม

คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

หลักสูตรโรงเรยี นเด่อื ศรพี รวลั ย์ พทุ ธศกั ราช 2553 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษา
ข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนใหม้ ีคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ เพ่อื ใหส้ ามารถ อยูร่ ่วมกบั ผ้อู น่ื ใน
สงั คมได้อยา่ งมีความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังน้ี

1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซอ่ื สัตย์สุจรติ
3. มวี ินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
6. มุ่งม่ันในการทำงาน
7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ติ สาธารณะ

มาตรฐานการเรยี นรู้

สารบัญ หน้า

เรื่อง ข
คำนำ 1
สารบัญ 2
ความสำคญั และความเป็นมา...................................................................................... 3
สมรรถนะสำคัญและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์และในประชาคมอาเซยี น..................... 5
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้..................................................................................... 6
การจดั ทำคำอธบิ ายรายวิชา........................................................................................ 7
ผังมโนทศั น.์ ................................................................................................................ 9
การกำหนดโครงสรา้ งรายวชิ า.....................................................................................
หนว่ ยการเรียนรู้.........................................................................................................
.

โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา

โรงเรยี นเด่ือศรีไพรวัลย์ ได้กำหนดโครงสรา้ งหลักสูตรสถานศึกษา ในเร่ืองต่อไปน้ี

การกำหนดรายวิชา ได้จัดแบง่ องค์ความร้แู ละทักษะตามมาตรฐานการเรยี นรู้ไว้
8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ได้แก่

1) ภาษาไทย
2) คณิตศาสตร์
3) วิทยาศาสตร์
4) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5) สุขศึกษาและพลศึกษา
6) ศิลปะ
7) การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8) ภาษาต่างประเทศ

ประเภทรายวิชา

รายวิชาพื้นฐาน เป็นรายวิชาทเ่ี ปิดสอนเพ่ือพัฒนาผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วดั และสาระการ
เรยี นรู้แกนกลางท่ีกำหนดไวใ้ นหลกั สูตรแกนกลาง ซึง่ เป็นส่ิงที่ผเู้ รยี นทุกคนในระดับการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานต้องเรียนรู้

รายวิชาเพิ่มเติม เป็นรายวิชาที่สถานศึกษาสามารถเปิดสอนเพ่มิ เติมจากส่ิงท่ีกำหนดไว้ในหลกั สตู ร
แกนกลาง เพ่ือให้สอดคล้องกับจุดเน้น ความต้องการและความถนัดของผูเ้ รียนหรือความต้องการของท้องถิ่น โดยมีการ
กำหนด “ผลการเรียนรู้” เป็นเปา้ หมายในการพฒั นาผู้เรยี นในรายวชิ าเพ่ิมเติมต่างๆ

การกำหนดรหสั วิชา

เพ่อื ใหเ้ กิดความสะดวกและความเข้าใจตรงกนั ในการส่อื สาร สถานศกึ ษาจำเปน็ ต้องกำหนดรหสั วชิ า
อย่างเป็นระบบ

ระบบรหัสวชิ า ควรใช้ตวั เลขฮนิ ดอู ารบิก เพื่อการส่ือสารและการจัดทำเอกสารหลักฐานการศึกษา
ระบบรหัสวิชาสำหรบั รายวิชาพ้นื ฐานและรายวิชาเพ่ิมเตมิ ประกอบด้วยตัวอกั ษรและตัวเลข 6 หลกั ดังน้ี

หลักที่ หลกั ท่ี หลกั ท่ี หลกั ที่ หลักที่ หลกั ที่
12 3 4 56

กลมุ่ ระดับ ปีในระดับ ประเภท ลำดับของรายวชิ า
สาระ การศึกษา การศึกษา ของ
การ รายวชิ า
เรยี นรู้

ท10 1 01 - 99
ค 21 2
ว 32

ส3
พ4
ศ5
ง6
 ใช้รหัสตามรายการรหัสตวั อักษรกลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาตา่ งประเทศ
หลักที่ 1 เป็นรหสั ตวั อกั ษรแสดงกล่มุ สาระการเรียนรู้ คือ
ท หมายถงึ กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ค หมายถงึ กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ว หมายถงึ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
ส หมายถึง กลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
พ หมายถงึ กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ุขศึกษาและพลศึกษา
ศ หมายถึง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ
ง หมายถงึ กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชพี และเทคโนโลยี
 หมายถึง กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ให้ใช้รหัสของแต่ละภาษาตามรายการ

หมายเหตุ รหสั ตัวอักษรกลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาต่างประเทศ

1) รายการรหสั ตัวอกั ษรกลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศท่จี ะนำไปใชแ้ ทน  มีดงั นี้

ก หมายถึง ภาษาเกาหลี ข หมายถึง ภาษาเขมร

จ หมายถงึ ภาษาจนี ซ หมายถงึ ภาษารสั เซีย

ญ หมายถงึ ภาษาญป่ี ่นุ ต หมายถงึ ภาษาเวียดนาม

น หมายถึง ภาษาลาติน บ หมายถึง ภาษาบาลี

ป หมายถึง ภาษาสเปน ฝ หมายถงึ ภาษาฝร่ังเศส

ม หมายถงึ ภาษามลายู ย หมายถงึ ภาษาเยอรมนั

ร หมายถงึ ภาษาอาหรบั ล หมายถึง ภาษาลาว

อ หมายถงึ ภาษาองั กฤษ ฮ หมายถึง ภาษาฮินดู

2) กรณีที่มีสถานศึกษาใดจัดทำรายวิชาภาษาต่างประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้

ให้สถานศกึ ษา ใชร้ หัสตวั อกั ษร “ ต ” แทนรายวิชาภาษาตา่ งประเทศอน่ื ๆ

หลักท่ี 2 เป็นรหัสตัวเลขแสดงระดับการศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย
สะทอ้ นระดบั ความรู้และทักษะในรายวิชาท่ีกำหนดไว้ คือ

1 หมายถงึ รายวิชาระดับประถมศึกษา
2 หมายถงึ รายวชิ าระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
3 หมายถงึ รายวชิ าระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

หลักท่ี 3 เปน็ รหัสตวั เลขแสดงปีท่เี รียนของรายวชิ า ซึง่ สะทอ้ นระดบั ความรูแ้ ละทักษะในรายวิชาที่กำหนดไว้ในแต่ละปี
คอื

0 หมายถึง รายวชิ าทีไ่ มก่ ำหนดปที ีเ่ รยี น จะเรยี นปีใดกไ็ ดใ้ นระดบั ประถมศึกษา
มธั ยมศกึ ษาตอนต้น และมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

1 หมายถงึ รายวิชาทเ่ี รยี นในปีท่ี 1 ของระดับประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
และมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ป.1 ม.1 และ ม.4)

2 หมายถงึ รายวชิ าที่เรียนในปีที่ 2 ของระดบั ประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนต้น
และมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ป.2 ม.2 และ ม.5)

3 หมายถงึ รายวชิ าทเ่ี รียนในปที ี่ 3 ของระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
และมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ป.3 ม.3 และ ม.6)

4 หมายถงึ รายวิชาทเ่ี รียนในปีท่ี 4 ของระดับประถมศกึ ษา (ป.4)
5 หมายถงึ รายวชิ าท่ีเรยี นในปที ี่ 5 ของระดบั ประถมศึกษา (ป.5)
6 หมายถึง รายวชิ าที่เรียนในปที ี่ 6 ของระดบั ประถมศึกษา (ป.6)
หลกั ที่ 4 เป็นรหัสตวั เลขแสดงประเภทของรายวิชา คือ
1 หมายถึง รายวิชาพ้นื ฐาน
2 หมายถงึ รายวิชาเพิม่ เติม

หลกั ท่ี 5 และหลักที่ 6 เป็นรหสั ตวั เลขแสดงลำดับของรายวชิ าแตล่ ะกลุ่มสาระการเรยี นรู้ในปี/ระดบั การศกึ ษาเดียวกัน
ในระดบั ประถมศกึ ษา มัธยมศึกษาตอนต้น หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย มจี ำนวนตงั้ แต่ 01 - 99 ดังน้ี

รายวชิ าท่ีกำหนดปีท่ีเรยี น ใหน้ บั รหสั หลักท่ี 5 - 6 ตอ่ เนอื่ งในปเี ดยี วกนั หากจัดรายวิชาเปน็ รายภาค
ใหก้ ำหนดเรียงลำดบั รายวิชาในกลุม่ สาระการเรียนรเู้ ดียวกันใหเ้ สร็จสิ้นในภาคเรยี นแรกก่อน แล้วจึงกำหนดตอ่ ในภาค
เรียนทีส่ อง

รายวชิ าที่ไม่กำหนดปีท่ีเรยี น ใหน้ บั รหัสหลกั ท่ี 5 - 6 ต่อเน่ืองในระดบั ประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษา
ตอนตน้ และมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ทั้งนี้ รหัสหลักที่ 5 และหลักท่ี 6 ของรายวิชาเพิ่มเติม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) กลุ่มสาระการ
เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ใหก้ ำหนดรหัสวชิ า เปน็ ชว่ งลำดบั ดงั นี้

กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
ลำดับที่ 01 - 19 หมายถึง รายวิชาในกลุ่มฟสิ กิ ส์
ลำดบั ท่ี 21 - 39 หมายถึง รายวิชาในกลมุ่ เคมี
ลำดับที่ 41 - 59 หมายถึง รายวชิ าในกลุ่มชีววทิ ยา
ลำดับที่ 61 - 79 หมายถึง รายวิชาในกลมุ่ โลกและอวกาศ
ลำดับท่ี 81 - 99 หมายถึง รายวิชาในกลุ่มวิทยาศาสตร์อ่ืน ๆ

ตัวชี้วัด เป็นการระบุสง่ิ ท่ีผเู้ รยี นพึงรแู้ ละปฏิบตั ิได้ รวมท้ังคณุ ลกั ษณะของผเู้ รียน
ในแตล่ ะระดบั ช้นั ซงึ่ สะท้อนถึงมาตรฐานการเรยี นรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมคี วามเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการ
กำหนดเน้อื หา จัดทำหนว่ ยการเรียนรู้ จัดการเรยี นการสอนและเปน็ เกณฑ์สำคญั สำหรบั การวัดประเมนิ ผลเพ่ือ
ตรวจสอบคุณภาพผู้เรยี น
หลักสูตรไดม้ ีการกำหนดรหสั กำกับมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชวี้ ัด
เพื่อความเขา้ ใจและให้ส่อื สารตรงกัน ดงั นี้

ว 1.1 ป.1/2 ว : กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
1.1 : สาระท่ี 1 มาตรฐานข้อท่ี 1
ป.1/2 : ตัวชวี้ ัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ข้อที่ 2

ต 2.2 ม.4-6/2 ต : กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ

2.2 : สาระท่ี 2 มาตรฐานขอ้ ท่ี 2

ม.4-6/2 : ตวั ชวี้ ัดชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ข้อที่ 2

โครงสรา้ งหลักสตู รสถานศกึ ษา ประกอบดว้ ย
1. โครงสร้างเวลาเรียน
2. โครงสร้างหลักสตู รชน้ั ปี

1. โครงสร้างเวลาเรียน

หลักสูตรโรงเรียนเดื่อศรีไพรวัลย์ พุทธศักราช 2552 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนา
ผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมได้ตามความพร้อมและจุดเน้น โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของ
สถานศึกษาและสภาพของผู้เรียน ดังน้ี

ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น (ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3) จัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มีเวลาเรยี นวนั ละไม่เกิน
6 ชว่ั โมง คดิ น้ำหนักของรายวชิ าที่เรียนเป็นหนว่ ยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชวั่ โมง/ภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวชิ าเท่ากับ 1 หนว่ ย
กติ (นก.)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย (ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 - 6) จดั เวลาเรียนเป็นรายภาค มีเวลาเรยี น วันละ
ไมน่ ้อยกว่า 6 ชวั่ โมง คดิ นำ้ หนกั ของรายวิชาท่ีเรยี นเป็นหน่วยกิต ใชเ้ กณฑ์ 40 ชัว่ โมงตอ่ ภาคเรยี น มีค่านำ้ หนกั วิชา
เท่ากับ 1 หนว่ ยกติ (นก.)

โครงสรา้ งเวลาเรยี น

หลักสูตรโรงเรียนศรีเดื่อศรีไพรวัลย์ พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียน ดังนี้

กลมุ่ สาระการเรียนร/ู้ เวลาเรยี น
กิจกรรม

ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ม.1 ม.2 ม.3 ม.4-6

 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ 120 120 120 240
(3) (3) (3) (6)
ภาษาไทย
120 120 120 240
คณิตศาสตร์ (3) (3) (3) (6)
วทิ ยาศาสตร์ 120 120 120 240
(3) (3) (3) (6)
สแงั ลคะมวศัฒึกนษธารรศมาสนา 160 160 160
(4 นก.) (4 นก.) (4 นก.) 320
 ประวัตศิ าสตร์ 40 (1) 40 (1) 40 (1)
 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม (8 นก.)
 หวนฒั า้ ทนีพ่ธรลรเมมแือลงะการ 120 120 120 80 (2)
(3) (3) (3)
ดำเนินชวี ิตในสงั คม 240
 เศรษฐศาสตร์ 80 80 80 (6)
 ภูมิศาสตร์ (2) (2) (2) 120
80 80 80 (3)
สขุ ศึกษาและพลศึกษา (2) (2) (2) 120
80 80 80 (3)
ศลิ ปะ (2) (2) (2) 120
120 120 120 (3)
การงานอาชพี และ (3 นก.) (3 นก.) (3 นก.) 240
เทคโนโลยี 880 880 880 (6 นก.)
ภาษาต่างประเทศ (22) (22) (22) 1640
120 120 120 (41)
รวมเวลาเรียน (พ้นื ฐาน) 360

 กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น ปีละไม่น้อยกวา่ 200 ชว่ั โมง ไมน่ อ้ ยกวา่ 1,600

โรรงาเรยียวนิชจาัด/เพกมิ่จิ เกตรมิ รตมาทมี ความ ไมน่ อ้ ยกวา่ 1,200 ชว่ั โมง/ปี รวม 3 ปีไมน่ อ้ ยกวา่ 3,600 ชวั่ โมง

พรอ้ มและจดุ เนน้
รวมเวลาเรยี นทัง้ หมด

โครงสร้างโรงเรยี นเดือ่ ศรไี พรวัลย์
ตามแนวหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 พ.ศ. 2553

ช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ (จำนวนชั่วโมง/เทอม ปี)

มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1

ภาคเรียนท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2

รหัส รายวชิ า นก./ชม. รหัสวชิ า รายวิชา นก./ชม.
วชิ า
1.5(60)
วชิ าพ้ืนฐาน วิชาพนื้ ฐาน 1.5(60)
ว21102 วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน 2 1.5(60)
ว21101 วิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 1 1.5(60) ค21102 คณติ ศาสตร์ 2 1.5(60)
1.5(60) อ21102 อังกฤษ 2 1.5(60)
ค21101 คณิตศาสตร์ 1 1.5(60) ท21102 ภาษาไทย 0.5(20)
1.5(60) ส21102 สงั คมศกึ ษา 2 0.5(20)
อ21101 อังกฤษ 1 1.5(60) ส21104 ประวตั ศิ าสตร์ 2 0.5(20)
0.5(20) พ21103 สุขศึกษา 2 1.0(40)
ท21101 ภาษาไทย 0.5(20) พ21104 เทเบลิ เทนนสิ 1.0(40)
0.5(20) ศ21102 ศิลปศึกษา 2 11/440
ส21101 สงั คมศกึ ษา 1 1.0(40) ง21102 การงานอาชพี และเทคโนโลยี2
1.0(40) 1.0(40)
ส21103 ประวตั ิศาสตร์ 1 11/440 รวม 1.0(40)
วิชาเพ่มิ เตมิ 1.0(40)
พ21101 สุขศึกษา 1 1.0(40) ค21202 คณติ ศาสตรเ์ พม่ิ เติม 2 2/ 80
1.0(40) ง21242 โปรแกรมประมวลผล
พ21101 ยดื หย่นุ 1.0(40) ........... ................................................. 15
3/120 20
ศ21101 ศิลปศึกษา 1 รวม 15
20 กจิ กรรม 10
ง21101 การงานอาชีพแลเทคโนโลยี1 20 แนะแนว 13/ 580
15 ลกู เสือ/เนตรนารี
รวม 5 ชมุ นุม
14/620 กจิ กรรมเพื่อสงั คม
วิชาเพม่ิ เติม
รวม
ค21201 คณิตศาสตร์เพ่มิ เติม 1 1,200 ช.ม.

อ21201 อังกฤษในชีวิตประจำวนั 1

ง21241 เทคโนโลยสี ารสนเทศ

รวม

กิจกรรม

แนะแนว

ลูกเสอื /เนตรนารี

ชมุ นุม

กจิ กรรมเพื่อสงั คม

รวม

รวมตลอดปีการศึกษา

โครงสร้างโรงเรียนเดือ่ ศรไี พรวัลย์
ตามแนวหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 พ.ศ. 2553

ชั้นมธั ยมศกึ ษาตอนต้น

มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3

ภาคเรยี นท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2

รหสั วชิ า รายวชิ า นก./ชม. รหสั วิชา รายวชิ า นก./ชม.

วชิ าพื้นฐาน วชิ าพ้นื ฐาน

ว23101 วิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน 1 1.5(60) ว23102 วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน 2 1.5(60)

ค23101 คณติ ศาสตร์ 3 1.5(60) ค23102 คณิตศาสตร์ 4 1.5(60)

อ23101 องั กฤษ 3 1.5(60) อ23102 อังกฤษ 4 1.5(60)

ท23101 ภาษาไทย 1.5(60) ท23102 ภาษาไทย 1.5(60)

ส23101 สังคมศึกษา 3 1.5(60) ส23102 สงั คมศึกษา 4 1.5(60)

ส23101 ประวัติศาสตร์ 5 0.5(20) ส23104 ประวัติศาสตร์ 6 0.5(20)

พ23101 สขุ ศึกษา 3 0.5(20) พ23103 สุขศกึ ษา 4 0.5(20)

พ23101 แบดมินตนั 0.5(20) พ23104 วอลเลย่ บ์ อล 0.5(20)

ศ23101 ศลิ ปศึกษา 5 1.0(40) ศ23102 ศิลปศกึ ษา 6 1.0(40)

ง23101 การงานอาชีพแลเทคโนโลยี5 1.0(40) ง23102 การงานอาชีพและเทคโนโลยี6 1.0(40)

รวม 11/440 รวม 11/440

วชิ าเพ่มิ เตมิ วิชาเพ่ิมเตมิ

ค23201 คณติ ศาสตรเ์ พิม่ เตมิ 5 1.0(40) ค23202 คณิตศาสตร์เพ่ิมเตมิ 6 1.0(40)

........... ................................................. 1.0(40) ........... ................................................. 1.0(40)

........... ................................................. 1.0(40) ........... ................................................. 1.0(40)

รวม 3/120 รวม 3/120

กิจกรรม กิจกรรม

แนะแนว 20 แนะแนว 15

ลูกเสอื /เนตรนารี 20 ลกู เสอื /เนตรนารี 20

ชมุ นมุ 15 ชุมนุม 15

กจิ กรรมเพือ่ สังคม 5 กจิ กรรมเพ่อื สังคม 10

รวม 60 รวม 60

รวมเวลาเรยี นตลอดปกี ารศึกษา 1,240 ช.ม.

โครงสรา้ งโรงเรียนเดอ่ื ศรไี พรวัลย์
ตามแนวหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 พ.ศ. 2553

ชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนตน้

โครงสรา้ งโรงเรียนเดอื่ ศรีไพรวลั ย์
ตามแนวหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 พ.ศ. 2553

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการเรียนวิทย์ – คณิต

มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4

รหัสวชิ า ภาคเรยี นท่ี 1 นก./ชม. รหัสวชิ า ภาคเรยี นที่ 2 นก./ชม.
รายวิชา รายวิชา
ว31101 1.5(60) ว31104 1.5(60)
ว31102 วิชาพ้นื ฐาน 1.5(60) ค31102 วชิ าพื้นฐาน 1.0(40)
ว31103 ฟสิ ิกส์ 1.5(60) อ31102 ดาราศาสตร์และอวกาศ 1.0(40)
ค31101 เคมี 1.0(40) ท31102 คณติ ศาสตร์ 1.0(40)
อ31101 ชีววทิ ยา 1.0(40) ส31102 อังกฤษ 1.0(40)
ท31101 คณิตศาสตร์ 1.0(40) ส31103 ภาษาไทย 0.5(20)
ส31101 องั กฤษ 1.0(40) ง31101 สงั คมศึกษา 1.0(40)
พ31101 ภาษาไทย 0.5(20) พ31102 ประวตั ศิ าสตร์ 1 0.5(20)
ศ31101 สงั คมศึกษา 0.5(20) ศ31102 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 1 0.5(20)
สุขศกึ ษา 9.5/380 สขุ ศกึ ษา 8/320
ค31201 ศิลปศกึ ษา ศลิ ปศกึ ษา
พ30201 1.5(60) ว30201 2.0(80)
............ รวม 0.5(20) ว30221 รวม 1.5(60)
............ วชิ าเพ่ิมเติม 1.0(40) ว30241 วิชาเพมิ่ เติม 1.5(60)
............ คณติ ศาสตร์ 1 1.0(40) ค31202 ฟสิ ิกส์ 1 1.5(60)
พลศึกษา 0.5(20) พ30202 เคมี 0.5(20)
........................................... 4.5/180 ชีววิทยา 7 /280
........................................... คณิตศาสตร์
........................................... 20 พลศกึ ษา 20
20 20
รวม 10 รวม 10
กจิ กรรม 14 / 610 กิจกรรม 15/650
แนะแนว แนะแนว
ชมุ นมุ /รด ชมุ นมุ /รด
กิจกรรมเพื่อสงั คม กิจกรรมเพอ่ื สังคม
รวมทั้งหมด รวมท้ังหมด

โครงสรา้ งโรงเรียนเดือ่ ศรไี พรวัลย์
ตามแนวหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 พ.ศ. 2553

ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรยี นวิทย์ – คณิต

มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5

ภาคเรียนท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2

รหัส รายวชิ า นก./ชม. รหัสวิชา รายวชิ า นก./ชม.
วชิ า
วชิ าพน้ื ฐาน 1.0(40) ค32102 วิชาพืน้ ฐาน 1.0(40)
ค32101 คณติ ศาสตร์ 1.0(40) อ32102 คณิตศาสตร์ 1.0(40)
อ32101 1.0(40) ท32102 1.0(40)
ท32101 องั กฤษ 1.0(40) ส32102 องั กฤษ 1.0(40)
ส32101 ภาษาไทย 0.5(20) ส32104 ภาษาไทย 0.5(20)
ส32103 สังคมศึกษา 0.5(20) ง31102 สงั คมศึกษา 1.0(40)
พ31101 ประวตั ศิ าสตร์ 2 0.5(20) พ32101 ประวตั ิศาสตร์ 3 0.5(20)
ศ32101 สุขศกึ ษา ศ32102 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 2 0.5(20)
ศิลปศึกษา 3 5.5/220 สขุ ศกึ ษา 6.5/260
ว30202 ศิลปศึกษา 4
ว30222 รวม 2.0(80) ว30203 2.0(80)
ว30242 วชิ าเพิ่มเติม 1.5(60) ว30223 รวม 1.5(60)
ค32201 1.5(60) ว30243 วชิ าเพม่ิ เติม 1.5(60)
พ30203 ฟิสกิ ส์ 2 1.5(60) ค32202 1.5(60)
............ เคมี 2 0.5(20) พ30204 ฟิสกิ ส์ 3 0.5(20)
ชวี วทิ ยา 2 1.5(60) ............ เคมี 3 1.0(40)
คณิตศาสตร์ 1 8.5/340 ชีววิทยา 3 8/320
พลศกึ ษา คณติ ศาสตร์
........................................... 20 พลศกึ ษา 20
รวม 20 ........................................... 20
กิจกรรม 10 รวม 10
แนะแนว 14/610 กิจกรรม 14.5/630
ชุมนมุ ,รด แนะแนว
กจิ กรรมเพื่อสงั คม ชมุ นมุ ,รด
รวม กจิ กรรมเพ่อื สังคม
รวม

มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6

ภาคเรียนท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 2

รหสั รายวิชา นก./ชม. รหัสวิชา รายวชิ า นก./ชม.
วชิ า
วิชาพื้นฐาน 1.0(40) ค31102 วชิ าพื้นฐาน 1.0(40)
ค33101 คณติ ศาสตร์ 1.0(40) อ31102 คณิตศาสตร์ 1.0(40)
อ33101 อังกฤษ 1.0(40) ท31102 องั กฤษ 1.0(40)
ท33101 ภาษาไทย 1.0(40) ส31102 ภาษาไทย 1.0(40)
ส33101 สงั คมศึกษา 0.5(20) พ33102 สังคมศึกษา 0.5(20)
ส33103 ประวัตศิ าสตร์ 4 0.5(20) ศ33102 สขุ ศกึ ษา 0.5(20)
พ33101 สุขศกึ ษา 0.5(20) ง31102 ศิลปศกึ ษา 6 1.0(40)
ศ33101 ศลิ ปศึกษา 5 5.5/220 การงานอาชพี และเทคโนโลยี 3 6/240
ว30205
ว30204 รวม 2.0(80) ว30225 รวม 2.0(80)
ว30224 วิชาเพม่ิ เติม 1.5(60) ว30245 วชิ าเพ่มิ เติม 1.5(60)
ว30244 ฟิสิกส์ 4 1.5(60) ค33202 ฟสิ กิ ส์ 5 1.5(60)
ค33201 เคมี 4 1.5(60) พ30206 เคมี 5 1.5(60)
พ30205 ชวี วิทยา 4 0.5(20) ............ ชวี วทิ ยา 5 0.5(20)
............ คณิตศาสตร์ 1 1.5(60) คณติ ศาสตร์ 1.0(40)
พลศึกษา 8.5/340 พลศกึ ษา 8/320
........................................... ...........................................
20 20
รวม 20 รวม 20
กจิ กรรม 10 กจิ กรรม 10
แนะแนว 14/610 แนะแนว 14/610
ชุมนุม,รด ชุมนมุ ,รด
กจิ กรรมเพือ่ สังคม กิจกรรมเพอ่ื สงั คม

รวม รวม

โครงสรา้ งโรงเรียนเดอ่ื ศรไี พรวลั ย์
ตามแนวหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 พ.ศ. 2553

ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรียนวทิ ย์ – คณติ

โครงสรา้ งโรงเรยี นเด่ือศรไี พรวลั ย์
ตามแนวหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พ.ศ. 2553

ชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการเรียนวทิ ย์ – คณิต

เกณฑก์ ารจบการศึกษา

โรงเรยี นเด่ือศรีไพรวัลย์กำหนดเกณฑ์การจบการศึกษาแยกตามระดับการศึกษา ดังนี้

เกณฑ์การจบระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
1. ผเู้ รยี นต้องไดห้ นว่ ยกติ ตลอดหลกั สูตร ไม่น้อยกว่า 77 หนว่ ยกติ โดยเปน็ รายวิชาพ้นื ฐาน

จำนวน 66 หน่วยกติ และรายวิชาเพม่ิ เติม ไมน่ ้อยกว่า 11 หน่วยกติ
2. ผเู้ รยี นต้องมผี ลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ระดับ “ผา่ น” ขน้ึ ไป
3. ผเู้ รียนต้องมผี ลการประเมิน คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ระดบั “ผา่ น” ข้ึนไป
4. ผู้เรยี นต้องเขา้ รว่ มกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน และได้รบั การตัดสินผลการเรียน “ผา่ น” ทกุ กจิ กรรม

เกณฑก์ ารจบระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
1. ผเู้ รียนต้องได้หน่วยกติ ตลอดหลักสตู ร ไมน่ ้อยกวา่ 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพ้นื ฐาน

จำนวน 41 หน่วยกติ และรายวชิ าเพ่มิ เติม ไมน่ ้อยกว่า 36 หน่วยกติ
2. ผู้เรยี นตอ้ งมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ระดับ “ผ่าน” ข้นึ ไป
3. ผู้เรียนตอ้ งมผี ลการประเมิน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั “ผา่ น” ขึน้ ไป

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ก า ร ว ั ด แ ล ะ ป ร ะ เ ม ิ น ผ ล ก า ร เ ร ี ย น ร ู ้ ข อ ง ผ ู ้ เ ร ี ย น ต ้ อ ง อ ย ู ่ บ น ห ล ั ก ก า ร พ ื ้ น ฐ า น ส อ ง ป ร ะ ก า ร คื อ

การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ประสบ
ผลสำเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อน
สมรรถนะสำคญั และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงคข์ องผู้เรยี นซ่ึงเปน็ เป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ใน
ทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดง
พัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรยี นของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เปน็ ประโยชน์ตอ่ การส่งเสริมให้
ผู้เรียนเกิดการพฒั นาและเรยี นรู้อย่างเตม็ ตามศกั ยภาพ

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขต

พ้นื ท่กี ารศกึ ษา และระดบั ชาติ มีรายละเอยี ด ดังน้ี

1. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอน

ดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การ

ซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้

แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน

ผู้ปกครองร่วมประเมนิ ในกรณที ไี่ มผ่ ่านตวั ช้วี ัดให้มกี ารสอนซอ่ มเสรมิ

การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าใน

การเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการ

พัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้

โดยสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ช้ีวัด

2. การประเมนิ ระดับสถานศึกษา เป็นการประเมนิ ทีส่ ถานศึกษาดำเนนิ การเพื่อตดั สินผล การเรียนของ

ผเู้ รยี นเปน็ รายปี/รายภาค ผลการประเมนิ การอา่ น คดิ วิเคราะห์และเขยี น คณุ ลักษณะ อันพงึ ประสงค์ และ

กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนเี้ พ่ือใหไ้ ดข้ ้อมลู เก่ยี วกับการจดั การศึกษา ของสถานศึกษา ว่าส่งผลตอ่ การ

เรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนใน

สถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการ

ปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ

การศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อ

คณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง

และชุมชน

3. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตาม

มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพ

การศึกษาของเขตพื้นท่ีการศึกษา ตามภาระความรบั ผิดชอบ สามารถดำเนนิ การโดยประเมินคณุ ภาพผลสัมฤทธิ์ของ

ผู้เรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้น

สงั กัด ในการดำเนนิ การจัดสอบ นอกจากนย้ี ังไดจ้ ากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดบั สถานศึกษาใน

เขตพ้นื ที่การศึกษา

4. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐาน

การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียน ในช้ัน

มัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียง

คุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศกึ ษา ตลอดจนเป็นข้อมูล

สนับสนุนการตดั สนิ ใจในระดบั นโยบายของประเทศ

ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒน า

คุณภาพผู้เรยี น ถือเป็นภาระความรับผดิ ชอบของสถานศกึ ษาท่ีจะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริม

สนบั สนนุ เพอื่ ใหผ้ เู้ รียนได้พฒั นาเตม็ ตามศักยภาพบนพนื้ ฐาน ความแตกต่างระหวา่ งบุคคลท่ีจำแนกตาม

สภาพปญั หาและความต้องการ ได้แก่ กลมุ่ ผูเ้ รียนทัว่ ไป กลุ่มผเู้ รยี นท่มี ีความสามารถพิเศษ กลุม่ ผ้เู รยี นทมี่ ีผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรยี นตำ่ กลุ่มผเู้ รียนที่มปี ญั หาดา้ นวนิ ยั และพฤตกิ รรม กลุม่ ผู้เรียนท่ีปฏิเสธโรงเรียน กล่มุ ผู้เรียนท่ีมปี ัญหาทาง

เศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางรา่ งกายและสตปิ ัญญา เปน็ ตน้ ขอ้ มลู จากการประเมนิ จึงเป็นหัวใจของสถานศึกษา

ในการดำเนนิ การช่วยเหลือผเู้ รียนได้ทนั ทว่ งที ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รบั การพัฒนาและประสบความสำเรจ็ ในการเรยี น

สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียน
ของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน เพือ่ ให้บคุ ลากรท่ีเกี่ยวขอ้ งทุกฝา่ ยถือปฏิบัติรว่ มกนั

เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรยี น

1. การตดั สนิ การให้ระดับและการรายงานผลการเรยี น
1.1 การตดั สินผลการเรียน
ในการตัดสนิ ผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การอ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละเขียน คุณลักษณะอันพึง

ประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนน้ัน ผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนเปน็ หลัก และต้องเก็บข้อมูลของ
ผู้เรยี นทุกด้านอยา่ งสม่ำเสมอและต่อเน่ืองในแตล่ ะภาคเรียน รวมท้งั สอนซ่อมเสริมผู้เรยี นใหพ้ ัฒนาจนเต็มตามศักยภาพ

ระดับมัธยมศกึ ษา
(1) ตดั สนิ ผลการเรียนเป็นรายวิชา ผเู้ รียนต้องมเี วลาเรียนตลอดภาคเรียน
ไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 80 ของเวลาเรียนทง้ั หมดในรายวิชาน้ัน ๆ
(2) ผู้เรียนตอ้ งไดร้ บั การประเมนิ ทุกตวั ชว้ี ัดและผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด

(3) ผู้เรียนต้องไดร้ ับการตดั สนิ ผลการเรยี นทุกรายวชิ า
(4) ผเู้ รยี นตอ้ งไดร้ ับการประเมิน และมีผลการประเมนิ ผา่ นตามเกณฑ์ที่
สถานศกึ ษากำหนด ในการอา่ น คิดวเิ คราะหแ์ ละเขยี น คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียน
การพิจารณาเลื่อนชั้นระดับมัธยมศึกษา ถ้าผู้เรียนมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และสถานศึกษาพิจารณา
เหน็ วา่ สามารถพัฒนาและสอนซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลพนิ จิ ของสถานศึกษา ที่จะผ่อนผันให้เล่ือนช้ันได้ แต่หากผู้เรียน
ไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้ง
คณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซ้ำชั้นได้ ทง้ั นี้ให้คำนงึ ถึงวุฒภิ าวะและความรคู้ วามสามารถของผเู้ รยี นเป็นสำคัญ

1.2 การใหร้ ะดับผลการเรยี น

ระดับมธั ยมศกึ ษา ในการตดั สินเพอ่ื ใหร้ ะดบั ผลการเรียนรายวิชา ให้ใช้ตัวเลขแสดง

ระดับผลการเรยี นเป็น 8 ระดับ
การประเมินการอา่ น คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ระดบั ผลการประเมนิ

เปน็ ดีเยย่ี ม ดี และผ่าน
การประเมินกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น จะต้องพิจารณาท้ังเวลาการเข้ารว่ มกจิ กรรม การปฏิบัติกจิ กรรม

และผลงานของผู้เรียน ตามเกณฑท์ ส่ี ถานศึกษากำหนด และใหผ้ ลการเข้าร่วมกจิ กรรมเป็นผ่าน และไม่ผา่ น

1.3 การรายงานผลการเรียน

การรายงานผลการเรียนเปน็ การสือ่ สารใหผ้ ู้ปกครองและผู้เรียนทราบความกา้ วหน้า ในการ

เรียนรูข้ องผู้เรยี น ซ่งึ สถานศึกษาตอ้ งสรุปผลการประเมินและจดั ทำเอกสารรายงานใหผ้ ู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ หรือ

อยา่ งน้อยภาคเรียนละ 1 คร้ัง

การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเปน็ ระดบั คุณภาพการปฏิบตั ิของผู้เรยี นที่สะทอ้ นมาตรฐานการ

เรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้

2. เกณฑ์การจบการศกึ ษา

หลกั สตู รสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน โรงเรียนเดือ่ ศรีไพรวัลย์ พทุ ธศกั ราช 2551 กำหนดเกณฑ์กลางสำหรับการจบ
การศกึ ษาเป็น 2 ระดับ คอื ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น และระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

2.1 เกณฑก์ ารจบระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
(1) ผ้เู รยี นเรียนรายวชิ าพ้ืนฐานและเพมิ่ เติมไมเ่ กนิ 81 หน่วยกิต โดยเป็นรายวชิ าพน้ื ฐาน 66 หนว่ ยกิต

และรายวิชาเพม่ิ เตมิ ตามท่ีสถานศกึ ษากำหนด
(2) ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66

หนว่ ยกิต และรายวิชาเพิ่มเตมิ ไม่นอ้ ยกว่า 11 หนว่ ยกิต
(3) ผเู้ รียนมผี ลการประเมินการอ่าน คิดวเิ คราะหแ์ ละเขียน ในระดบั ผา่ นเกณฑ์

การประเมินตามทส่ี ถานศึกษากำหนด
(4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่

สถานศึกษากำหนด
(5) ผ้เู รียนเข้ารว่ มกิจกรรมพฒั นาผ้เู รียนและมผี ลการประเมินผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ตามท่ีสถานศึกษา

กำหนด

2.2 เกณฑก์ ารจบระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

(1) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 81 หน่วยกิตโดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 41

หน่วยกติ และรายวิชาเพิ่มเตมิ ตามทส่ี ถานศึกษากำหนด

(2) ผูเ้ รียนตอ้ งได้หนว่ ยกิตตลอดหลักสตู รไมน่ ้อยกวา่ 77 หน่วยกิตโดยเปน็ รายวชิ าพ้นื ฐาน 41 หนว่ ย

กติ และรายวชิ าเพมิ่ เติม ไม่น้อยวา่ 36 หน่วยกติ

(3) ผเู้ รียนมีผลการประเมนิ การอ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละเขยี น ในระดับผา่ นเกณฑ์ การ

ประเมินตามที่สถานศกึ ษากำหนด

(4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่

สถานศึกษากำหนด

(5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี

สถานศึกษากำหนด

สำหรับการจบการศึกษาสำหรับกลุ่มเปา้ หมายเฉพาะ เชน่ การศกึ ษาเฉพาะทาง การศกึ ษาสำหรับผู้มี

ความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสำหรับผู้ดอ้ ยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย ให้คณะกรรมการของ

สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนว

ปฏบิ ตั กิ ารวดั และประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

เอกสารหลักฐานการศกึ ษา

เอกสารหลักฐานการศึกษา เป็นเอกสารสำคัญที่บันทึกผลการเรียน ข้อมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับ
พฒั นาการของผเู้ รยี นในดา้ นตา่ ง ๆ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี

1. เอกสารหลักฐานการศึกษาทกี่ ระทรวงศึกษาธิการกำหนด
1.1 ระเบียนแสดงผลการเรียน เป็นเอกสารแสดงผลการเรียนและรับรองผลการเรียนของผู้เรียนตาม

รายวิชา ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษา
และผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องบันทึกข้อมูลและออกเอกสารนี้ให้ผู้เรียนเป็นรายบุคคล
เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาภาคบังคับ(ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6) หรือเมื่อ
ลาออกจากสถานศกึ ษาในทุกกรณี

1.2 ประกาศนียบัตร เป็นเอกสารแสดงวุฒิการศึกษาเพื่อรับรองศักดิ์และสิทธิ์ของผู้จบการศึกษา ท่ี
สถานศึกษาให้ไว้แก่ผู้จบการศึกษาภาคบังคับ และผู้จบการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน

1.3 แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา เป็นเอกสารอนุมัติการจบหลักสูตรโดยบันทึกรายชื่อและข้อมูล
ของผจู้ บการศึกษาภาคบังคบั (ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3) และผูจ้ บการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน (ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6)

2. เอกสารหลกั ฐานการศึกษาท่ีสถานศกึ ษากำหนด
เป็นเอกสารที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกพัฒนาการ ผลการเรียนรู้ และข้อมูลสำคัญ เกี่ยวกับผู้เรียน

เช่น แบบรายงานประจำตัวนักเรียน แบบบันทึกผลการเรียนประจำรายวิชา ระเบียนสะสม ใบรับรองผลการเรียน
และ เอกสารอน่ื ๆ ตามวตั ถุประสงคข์ องการนำเอกสารไปใช้

การเทียบโอนผลการเรยี น

สถานศึกษาสามารถเทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียนในกรณีต่างๆได้แก่ การย้ายสถานศึกษา การเปลี่ยน

รูปแบบการศึกษา การย้ายหลักสตู ร การออกกลางคันและขอกลับเข้ารับการศึกษาตอ่ การศึกษาจากต่างประเทศและ

ขอเขา้ ศกึ ษาต่อในประเทศ นอกจากน้ี ยงั สามารถเทยี บโอนความรู้ ทักษะ ประสบการณจ์ ากแหล่งการเรียนรู้อ่ืนๆ เช่น

สถานประกอบการ สถาบันศาสนา สถาบนั การฝกึ อบรมอาชพี การจดั การศึกษาโดยครอบครัว

การเทียบโอนผลการเรียนควรดำเนินการในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนแรก หรือต้น ภาคเรียนแรกที่

สถานศึกษารับผ้ขู อเทียบโอนเป็นผเู้ รยี น ทัง้ น้ี ผูเ้ รียนท่ีไดร้ บั การเทยี บโอนผลการเรยี นต้องศกึ ษาต่อเนื่องในสถานศึกษา

ทรี่ ับเทยี บโอนอย่างน้อย 1 ภาคเรียน โดยสถานศกึ ษาทีร่ บั ผู้เรียนจากการเทยี บโอนควรกำหนดรายวิชา/จำนวนหน่วยกิ

ตทจ่ี ะรับเทียบโอนตามความเหมาะสม

การพจิ ารณาการเทยี บโอน สามารถดำเนนิ การได้ ดังนี้

1. พิจารณาจากหลักฐานการศึกษา และเอกสารอ่ืน ๆ ท่ีใหข้ ้อมูลแสดงความรู้ ความสามารถของผู้เรียน

2. พิจารณาจากความรู้ ความสามารถของผู้เรียนโดยการทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้ง ภาคความรู้

และภาคปฏบิ ตั ิ

3. พจิ ารณาจากความสามารถและการปฏบิ ตั ิในสภาพจริง

การเทยี บโอนผลการเรียนให้เปน็ ไปตามประกาศ หรือแนวปฏบิ ัติ ของกระทรวงศึกษาธกิ าร

การบรหิ ารจดั การหลักสูตร

ในระบบการศึกษาที่มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนาหลักสูตรน้ัน
หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับสถานศึกษา มีบทบาทหน้าที่

และความรับผิดชอบในการพัฒนา สนบั สนุน สง่ เสรมิ การใชแ้ ละพัฒนาหลักสตู รใหเ้ ปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ เพอ่ื ให้
การดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุดอันจะ
สง่ ผลให้การพฒั นาคุณภาพผ้เู รยี นบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรูท้ ่กี ำหนดไว้ในระดบั ชาติ

ระดับท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานต้นสังกัดอืน่ ๆ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทใน
การขบั เคลื่อนคณุ ภาพการจัดการศึกษา เปน็ ตัวกลางทีจ่ ะเชื่อมโยงหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานท่กี ำหนดใน
ระดับชาติให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การจัดทำหลักสูตรของสถานศึกษา
ส่งเสริมการใช้และพัฒนาหลักสูตรในระดับสถานศึกษา ให้ประสบความสำเร็จ โดยมีภารกิจสำคัญ คือ กำหนด
เป้าหมายและจดุ เน้นการพฒั นาคุณภาพผเู้ รียน ในระดับท้องถ่นิ โดยพิจารณาใหส้ อดคล้องกับสิ่งที่เป็นความต้องการใน
ระดับชาติ พัฒนาสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับท้องถิ่น รวมทั้งเพิ่มพูนคุณภาพการใช้
หลักสูตรด้วยการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร สนับสนุน ส่งเสริม ติดตามผล ประเมินผล วิเคราะห์ และ
รายงานผลคณุ ภาพของผเู้ รยี น

สถานศึกษามีหน้าที่สำคัญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนและดำเนินการใช้หลักสูตร การ
เพิ่มพูนคุณภาพการใช้หลักสูตรด้วยการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร จัดทำระเบียบการวัดและ
ประเมินผล ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และรายละเอียดที่เขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัดอื่นๆ ในระดับท้องถิ่นได้จัดทำเพิ่มเติม รวมทั้ง
สถานศึกษาสามารถเพ่มิ เติมในส่วนท่เี ก่ยี วกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถน่ิ และความตอ้ งการของ
ผ้เู รยี น โดยทุกภาคสว่ นเข้ามามีส่วนรว่ มในการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษา

กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม

ทำไมตอ้ งเรยี นสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

สงั คมโลกมีการเปลยี่ นแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ช่วยให้ผเู้ รียนมี
ความรู้ ความเขา้ ใจ วา่ มนษุ ย์ดำรงชีวิตอยา่ งไร ทั้งในฐานะปจั เจกบคุ คล และการอยู่รว่ มกันในสงั คม การปรับตัวตามสภาพแวดลอ้ ม การ
จัดการทรัพยากรท่มี อี ยอู่ ยา่ งจำกดั นอกจากน้ี ยังชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเขา้ ใจถงึ การพฒั นา เปลย่ี นแปลงตามยคุ สมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจยั

ต่างๆ ทำให้เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อ่ืน มีความอดทน อดกลนั้ ยอมรบั ในความแตกตา่ ง และมีคุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับ
ใชใ้ นการดำเนินชีวติ เปน็ พลเมืองดีของประเทศชาติ และสงั คมโลก

เรียนรูอ้ ะไรในสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

กลุ่มสาระการเรยี นร้สู งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมวา่ ดว้ ยการอยรู่ ่วมกันในสังคม ที่มีความเชอ่ื มสมั พันธ์กัน และมีความ
แตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้
ทักษะ คณุ ธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม โดยได้กำหนดสาระต่างๆไว้ ดังน้ี

• ศาสนา ศลี ธรรมและจริยธรรม แนวคดิ พ้ืนฐานเก่ียวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ
ศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มี
คา่ นยิ มท่ีดงี าม พฒั นาตนเองอยเู่ สมอ รวมท้งั บำเพ็ญประโยชน์ตอ่ สังคมและส่วนรวม

• หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสำคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการ
ดำเนินชีวิตอย่างสันตสิ ขุ ในสังคมไทยและสังคมโลก

• เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบรโิ ภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการทรัพยากรท่ีมอี ยู่อย่างจำกัด
อยา่ งมีประสิทธภิ าพ การดำรงชวี ติ อยา่ งมีดลุ ยภาพ และการนำหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งไปใช้ในชีวิตประจำวนั

• ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึง
ปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ตา่ งๆ ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลตอ่
การเปลยี่ นแปลงตา่ งๆในอดตี ความเป็นมาของชาตไิ ทย วฒั นธรรมและภูมิปญั ญาไทย แหลง่ อารยธรรมที่สำคัญของโลก

• ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และภูมิอากาศของประเทศไทย และ
ภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของ
มนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการ
พัฒนาทยี่ ่ังยืน

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

สาระที่ ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม

มาตรฐาน ส ๑.๑ รู้ และเขา้ ใจประวตั ิ ความสำคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาทตี่ นนบั ถอื และศาสนา

อื่น มีศรทั ธาทีถ่ ูกตอ้ ง ยึดม่ัน และปฏบิ ัติตามหลักธรรม เพ่อื อย่รู ว่ มกนั อย่างสันตสิ ขุ

มาตรฐาน ส ๑.๒ เขา้ ใจ ตระหนักและปฏิบัตติ นเปน็ ศาสนิกชนทีด่ ี และธำรงรกั ษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาทตี่ นนับถือ

สาระท่ี ๒ หน้าทพ่ี ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ในสงั คม

มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏบิ ัตติ นตามหน้าท่ีของการเปน็ พลเมอื งดี มคี า่ นิยมท่ีดีงาม และ

ธำรงรกั ษาประเพณแี ละวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกนั ในสังคมไทย และ สังคมโลกอย่างสนั ตสิ ขุ

มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ

สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์

มาตรฐาน ส.๓.๑ เข้าใจและสามารถบรหิ ารจดั การทรัพยากรในการผลติ และการบริโภคการใช้

ทรพั ยากรทม่ี อี ยู่จำกัดได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและคุ้มค่า รวมทัง้ เขา้ ใจ

หลกั การของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เพ่ือการดำรงชวี ิตอย่างมีดุลยภาพ

มาตรฐาน ส.๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ตา่ ง ๆ ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ

และความจำเปน็ ของการรว่ มมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก

สาระที่ ๔ ประวตั ศิ าสตร์

มาตรฐาน ส ๔.๑ เขา้ ใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยคุ สมยั ทางประวัตศิ าสตร์ สามารถใชว้ ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๔.๒
มาตรฐาน ส ๔.๓ มาวเิ คราะห์เหตกุ ารณต์ า่ งๆ อย่างเป็นระบบ

เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของ

เหตุการณอ์ ยา่ งตอ่ เน่ือง ตระหนกั ถงึ ความสำคัญและสามารถ วเิ คราะห์ผลกระทบท่เี กดิ ขึ้น

เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาไทย มีความรกั ความภมู ิใจและธำรง

ความเปน็ ไทย

สาระท่ี ๕ ภมู ิศาสตร์

มาตรฐาน ส ๕.๑ เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผล ต่อกันและกันในระบบของ

ธรรมชาติ ใชแ้ ผนท่ีและเครอ่ื งมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหาวเิ คราะห์ สรุป และใช้ขอ้ มูลภูมิสารสนเทศ

อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

มาตรฐาน ส ๕.๒ เขา้ ใจปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งมนุษย์กบั สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพท่กี ่อให้เกดิ

การสรา้ งสรรคว์ ัฒนธรรม มจี ติ สำนกึ และมสี ว่ นร่วมในการอนรุ ักษ์ ทรพั ยากรและส่งิ แวดล้อม เพือ่ การ

พฒั นาที่ยัง่ ยนื

คณุ ภาพผู้เรียน

จบชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓

• ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น ที่อยู่อาศัย และเชื่องโยง
ประสบการณ์ไปสูโ่ ลกกว้าง

• ผู้เรียนไดร้ บั การพฒั นาให้มที กั ษะกระบวนการ และมีขอ้ มูลทจี่ ำเปน็ ตอ่ การพัฒนาใหเ้ ป็น ผูม้ ีคุณธรรม จริยธรรม
ประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ มีความเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันและการทำงานกับ
ผู้อน่ื มสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมของหอ้ งเรียน และได้ฝึกหัดในการตดั สินใจ

• ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในลักษณะการบูรณาการ ผู้เรียนได้เข้าใจแนวคิด
เกี่ยวกับปัจจุบันและอดีต มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ข้อคิดเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต
ผู้บริโภค รู้จักการออมขัน้ ตน้ และวธิ กี ารเศรษฐกิจพอเพยี ง

• ไดร้ ับการพัฒนาแนวคดิ พืน้ ฐานเกยี่ วกบั ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม หน้าทพี่ ลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ และภูมิ
ปญั ญา เพอื่ เป็นพื้นฐานในการทำความเขา้ ใจในขัน้ ท่ีสูงต่อไป

จบชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖

• ได้เรยี นรู้เรอ่ื งของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ท้งั เชงิ ประวัตศิ าสตร์ ลกั ษณะทางกายภาพ สงั คม ประเพณี และ
วัฒนธรรม รวมทั้งการเมอื งการปกครอง สภาพเศรษฐกจิ โดยเนน้ ความเปน็ ประเทศไทย

• ไดร้ ับการพฒั นาความรูแ้ ละความเข้าใจ ในเร่อื งศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ปฏิบัตติ นตามหลักคำสอนของศาสนาทต่ี นนบั
ถือ รวมทั้งมสี ว่ นร่วมศาสนพิธี และพธิ ีกรรมทางศาสนามากยิง่ ข้นึ

• ได้ศึกษาและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีของท้องถิ่น จังหวัด ภาค และประเทศ
รวมท้ังไดม้ ีส่วนรว่ มในกจิ กรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ของท้องถิ่นตนเองมากย่ิงข้ึน

• ได้ศกึ ษาเปรียบเทียบเรือ่ งราวของจงั หวัดและภาคต่างๆของประเทศไทยกับประเทศเพือ่ นบ้าน ได้รับการพัฒนาแนวคิด
ทางสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์เพื่อขยาย
ประสบการณ์ไปสกู่ ารทำความเข้าใจ ในภูมภิ าค ซกี โลกตะวันออกและตะวันตกเก่ียวกบั ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยมความเชื่อ
ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี วฒั นธรรม การดำเนนิ ชีวิต การจัดระเบียบทางสงั คม และการเปลีย่ นแปลงทางสังคมจากอดตี ส่ปู จั จบุ นั

จบชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓

• ได้เรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก โดยการศึกษาประเทศไทยเปรียบเทียบ กับประเทศใน
ภมู ภิ าคต่างๆในโลก เพอื่ พัฒนาแนวคิด เร่อื งการอย่รู ่วมกนั อยา่ งสันตสิ ขุ

• ได้เรียนรู้และพัฒนาให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นนักคิดอย่างมีวิจารณญาณได้รับการพัฒนาแนวคิด และขยาย

ประสบการณ์ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ในโลก ได้แก่ เอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกา

เหนือ อเมริกาใต้ ในด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง

ประวตั ศิ าสตร์และภมู ิศาสตร์ ด้วยวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ และสงั คมศาสตร์

• ได้รบั การพัฒนาแนวคดิ และวเิ คราะหเ์ หตกุ ารณ์ในอนาคต สามารถนำมาใชเ้ ปน็ ประโยชน์ ในการดำเนินชีวิต

และวางแผนการดำเนินงานไดอ้ ย่างเหมาะสม

จบชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖

• ได้เรยี นรแู้ ละศึกษาความเป็นไปของโลกอย่างกวา้ งขวางและลกึ ซง้ึ ยิ่งข้นึ

• ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้พัฒนาตนเองเปน็ พลเมืองท่ีดี มีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาทีต่ น

นบั ถือ รวมทงั้ มคี ่านยิ มอนั พึงประสงค์ สามารถอยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ื่นและอยใู่ นสังคมไดอ้ ย่างมีความสุข รวมท้งั มศี กั ยภาพเพ่ือการศึกษาต่อใน

ชัน้ สูงตามความประสงค์ได้

• ได้เรยี นรูเ้ รือ่ งภูมปิ ญั ญาไทย ความภมู ใิ จในความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ของชาติไทย ยึดม่ันในวิถีชีวติ และ

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข

• ได้รับการส่งเสริมให้มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคได้อย่างเหมาะสม มีจิตสำนึก และมีส่วน

ร่วมในการอนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดล้อม มีความรักท้องถิ่นและประเทศชาติ มุ่งทำประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงาม

ให้กับสังคม

• เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ชี้นำตนเองได้ และสามารถแสวงหาความรู้จากแหล่ งการ

เรยี นรู้ตา่ งๆในสังคมไดต้ ลอดชวี ิต

ตัวชว้ี ดั และสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

สาระท่ี ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม

มาตรฐาน ส ๑.๑ รู้ และเขา้ ใจประวัติ ความสำคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนา
ทีต่ นนับถอื และศาสนาอ่ืน มีศรทั ธาทถ่ี กู ตอ้ ง ยดึ มั่นและปฏบิ ตั ติ ามหลักธรรม
เพอ่ื อยู่รว่ มกันอย่างสันตสิ ุข

ชนั้ ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑. อธิบายการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือ  การสังคายนา
ศาสนาทต่ี นนบั ถอื ส่ปู ระเทศไทย  การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่

ประเทศไทย

๒. วเิ คราะหค์ วามสำคญั ของพระพุทธศาสนา ➢ ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาตอ่ สงั คมไทยใน
หรอื ศาสนาทต่ี นนับถือ ที่มตี อ่ สภาพแวดลอ้ มใน ฐานะเปน็
สังคมไทย รวมท้งั การพฒั นาตนและครอบครวั  ศาสนาประจำชาติ
 สถาบนั หลกั ของสงั คมไทย
๓. วิเคราะห์พทุ ธประวตั ิตั้งแต่ประสูตจิ นถึง  สภาพแวดล้อมทกี่ ว้างขวาง และครอบคลมุ
บำเพญ็ ทกุ รกริ ยิ า หรือประวตั ศิ าสดาทตี่ นนบั สงั คมไทย
ถอื ตามที่กำหนด  การพฒั นาตนและครอบครัว

๔. วิเคราะหแ์ ละประพฤตติ นตามแบบอยา่ งการ  สรุปและวิเคราะห์ พุทธประวตั ิ
ดำเนินชวี ติ และขอ้ คดิ จากประวัตสิ าวก ชาดก/  ประสตู ิ
เรื่องเล่า และศาสนิกชนตวั อย่างตามท่กี ำหนด
 เทวทตู ๔
๕. อธิบายพุทธคณุ และขอ้ ธรรมสำคัญในกรอบ  การแสวงหาความรู้
อรยิ สัจ ๔ หรอื หลักธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถือ  การบำเพญ็ ทกุ รกิรยิ า
ตามทีก่ ำหนด เหน็ คุณคา่ และนำไปพัฒนา
แกป้ ญั หาของตนเองและครอบครวั ➢ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
 พระมหากสั สปะ
 พระอุบาลี
 อนาถบิณฑกิ ะ
 นางวสิ าขา

➢ ชาดก
 อัมพชาดก
 ติตตริ ชาดก

➢ พระรตั นตรัย
 พุทธคณุ ๙

➢ อรยิ สจั ๔
 ทุกข์ (ธรรมทคี่ วรร)ู้
o ขนั ธ์ ๕

- ธาตุ ๔
 สมุทยั (ธรรมทค่ี วรละ)

o หลกั กรรม

- ความหมายและคณุ คา่
o อบายมุข ๖
 นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ)
o สุข ๒ (กายกิ , เจตสิก)
o คิหสิ ุข

 มรรค (ธรรมท่ีควรเจรญิ )
o ไตรสิกขา
o กรรมฐาน ๒
o ปธาน ๔

ชน้ั ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

o โกศล ๓

o มงคล ๓๘

-ไมค่ บคนพาล

- คบบณั ฑติ

- บชู าผู้ควรบชู า

➢ พุทธศาสนสุภาษิต

 ยํ เว เสวติ ตาทโิ ส

คบคนเชน่ ใดเปน็ คนเชน่ น้ัน

 อตตฺ นา โจทยตตฺ านํ

จงเตือนตน ดว้ ยตน

 นสิ มฺม กรณํ เสยฺโย

ใครค่ รวญกอ่ นทำจงึ ดี

 ทรุ าวาสา ฆรา ทกุ ฺขา

เรอื นทีค่ รองไมด่ ีนำทกุ ข์มาให้

๖. เห็นคณุ คา่ ของการพฒั นาจติ เพอ่ื การเรยี นรู้ ➢ โยนิโสมนสกิ าร

และการดำเนนิ ชวี ติ ด้วยวธิ คี ดิ แบบโยนิโส  วิธีคิดแบบคุณค่าแท้ – คุณคา่ เทยี ม

มนสิการคือวธิ ีคดิ แบบคณุ ค่าแท้ – คุณคา่ เทียม  วธิ คี ดิ แบบคณุ - โทษและทางออก

และวิธีคดิ แบบคณุ – โทษ และทางออก หรอื

การพฒั นาจติ ตามแนวทางของศาสนาทต่ี นนับ

ถือ

๗. สวดมนต์ แผเ่ มตตา บริหารจติ และเจริญ  สวดมนต์แปล และแผ่เมตตา
ปัญญาดว้ ยอานาปานสติ หรือตามแนวทางของ  วิธีปฏิบตั แิ ละประโยชน์ของการบริหารจติ และ

ศาสนาท่ีตนบั ถือตามท่ีกำหนด เจริญปญั ญา การฝึกบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญั ญา

ตามหลกั สตปิ ัฎฐานเนน้ อานาปานสติ

 นำวิธีการบรหิ ารจิตและเจรญิ ปญั ญาไปใช้ใน

ชีวติ ประจำวัน

๘. วิเคราะหแ์ ละปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมทาง  หลกั ธรรม (ตามสาระการเรยี นรูข้ ้อ ๕)
ศาสนาท่ีตนนบั ถือ ในการดำรงชวี ติ แบบพอเพียง

และดูแลรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ มเพอื่ การอยู่รว่ มกันได้

อย่างสนั ตสิ ุข

๙. วิเคราะห์เหตผุ ลความจำเปน็ ทที่ กุ คนต้อง ◆ ศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ มกี ารประพฤติ

ศึกษาเรยี นรศู้ าสนาอ่นื ๆ ปฏิบตั ิตนและวถิ กี ารดำเนินชวี ิต

แตกต่างกนั ตามหลกั ความเชอ่ื และคำสอน ของ

ศาสนาทีต่ นนบั ถอื

๑๐. ปฏบิ ตั ติ นต่อศาสนิกชนอ่นื ในสถานการณ์ ◆ การปฏิบัตอิ ย่างเหมาะสมตอ่ ศาสนกิ ชนอื่นใน
ต่างๆไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
สถานการณ์ตา่ งๆ

๑๑. วิเคราะหก์ ารกระทำของบคุ คลที่เป็น ◆ ตวั อย่างบคุ คลในทอ้ งถนิ่ หรอื ประเทศท่ีปฏิบตั ติ น

แบบอยา่ งดา้ นศาสนสัมพันธ์ และนำเสนอแนว เป็นแบบอย่างดา้ นศาสนสมั พนั ธห์ รือมผี ลงาน

ทางการปฏบิ ัติของตนเอง ดา้ นศาสนสมั พันธ์

ม.๒ ๑. อธบิ ายการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา หรอื  การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเขา้ สู่ประเทศเพอื่ น

ศาสนาที่ตนนบั ถือส่ปู ระเทศ บ้านและการนับถือพระพทุ ธ -ศาสนาของประเทศ

เพือ่ นบา้ น เพื่อนบ้านในปจั จบุ นั

ช้นั ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

๒. วิเคราะห์ความสำคัญของพระพุทธ- ศาสนา  ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาที่ชว่ ยเสรมิ สรา้ ง

หรือศาสนาทต่ี นนับถือท่ชี ว่ ยเสรมิ สร้างความ ความเขา้ ใจอนั ดกี บั ประเทศเพอื่ นบา้ น

เข้าใจอนั ดกี บั ประเทศเพอื่ นบ้าน

๓. วเิ คราะห์ความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนา ➢ ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาตอ่ สังคมไทยใน

หรอื ศาสนาทต่ี นนบั ถือในฐานะทเี่ ป็นรากฐาน ฐานะเป็น

ของวัฒนธรรม เอกลักษณข์ องชาตแิ ละมรดกของ  รากฐานของวฒั นธรรม

ชาติ  เอกลกั ษณ์และ มรดกของชาติ

๔. อภปิ รายความสำคญั ของพระพทุ ธ -ศาสนา  ความสำคญั ของพระพุทธศาสนากับ การ

หรือศาสนาทตี่ นนับถอื กับ การพัฒนา พัฒนาชมุ ชนและการจดั ระเบียบสงั คม

ชุมชนและการจดั ระเบียบสงั คม

๕. วเิ คราะห์พุทธประวตั หิ รอื ประวตั ิศาสดาของ  สรุปและวิเคราะห์ พุทธประวตั ิ

ศาสนาทีต่ นนับถือตามทกี่ ำหนด  การผจญมาร

 การตรสั รู้

๖. วิเคราะห์และประพฤตติ นตามแบบอย่างการ  การสง่ั สอน พระ
ดำเนนิ ชีวิตและขอ้ คดิ จากประวัตสิ าวก ชาดก/ และ
เรื่องเลา่ และ  พระสารีบตุ ร
ศาสนิกชนตัวอย่างตามท่ีกำหนด  พระโมคคลั ลานะ
 นางขุชชุตตรา
๗. อธบิ ายโครงสรา้ ง และสาระสังเขปของ  พระเจา้ พิมพสิ าร
พระไตรปิฎก หรือคมั ภรี ์ของศาสนาทต่ี นนับถือ  มิตตวินทุกชาดก
 ราโชวาทชาดก

 โครงสร้าง และสาระสังเขปของ
วนิ ยั ปิฎก พระสตุ ตันตปฎิ ก
พระอภิธรรมปฎิ ก

๘. อธบิ ายธรรมคณุ และขอ้ ธรรมสำคัญในกรอบ ➢ พระรตั นตรยั
อรยิ สัจ ๔ หรือหลกั ธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ  ธรรมคณุ ๖
ตามท่กี ำหนด เห็นคุณคา่ และนำไปพัฒนา
แกป้ ัญหาของชมุ ชนและสงั คม ➢ อริยสัจ ๔

 ทกุ ข์ (ธรรมทค่ี วรร)ู้
o ขันธ์ ๕
- อายตนะ

 สมทุ ยั (ธรรมทคี่ วรละ)
o หลักกรรม
- สมบัติ ๔

- วบิ ัติ ๔
o อกุศลกรรมบถ ๑๐
o อบายมุข ๖
 นิโรธ (ธรรมท่ีควรบรรล)ุ
o สุข ๒ (สามสิ , นิรามสิ )

 มรรค (ธรรมทีค่ วรเจรญิ )
o บุพพนมิ ิตของมชั ฌิมาปฏปิ ทา
o ดรุณธรรม ๖

ชนั้ ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

o กุลจริ ฏั ฐติ ธิ รรม ๔

o กุศลกรรมบถ ๑๐

o สตปิ ัฏฐาน ๔

o มงคล ๓๘

- ประพฤตธิ รรม

- เว้นจากความชวั่

- เวน้ จากการดื่มนำ้ เมา

➢ พุทธศาสนสภุ าษิต

 กมมฺ ุนา วตฺตตี โลโก สตั ว์

โลกยอ่ มเปน็ ไปตามกรรม

 กลยฺ าณการี กลยฺ าณํ ปาปการี จ ปาปกํ ทำดี

ได้ดี ทำช่วั ได้ช่ัว

 สโุ ข ปญุ ฺญสฺส อจุ ฺจโย การสั่งสมบญุ นำ

สุขมาให้

 ปูชโก ลภเต ปูชํ วนทฺ โก ปฏวิ นฺทนํ

ผูบ้ ูชาเขา ย่อมได้รับการบูชาตอบ

ผไู้ หวเ้ ขาย่อมไดร้ ับการไหวต้ อบ

๙. เหน็ คณุ ค่าของการพฒั นาจติ เพอื่ การเรียนรู้ ➢ พฒั นาการเรยี นรดู้ ว้ ยวธิ ีคดิ แบบโยนิโส-มนสิการ

และดำเนินชีวิต ดว้ ยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ๒ วธิ ี คือ วธิ ีคดิ แบบอบุ ายปลกุ เรา้ คณุ ธรรม

คือ วธิ คี ิดแบบอุบายปลกุ เร้าคณุ ธรรม และวธิ คี ิด และวิธีคดิ แบบอรรถธรรมสมั พันธ์

แบบอรรถธรรมสมั พันธ์ หรอื การพฒั นาจิตตาม

แนวทางของศาสนาท่ตี นนบั ถอื

๑๐. สวดมนต์ แผเ่ มตตา บรหิ ารจติ และเจรญิ  สวดมนตแ์ ปล และแผ่เมตตา

ปัญญาด้วยอานาปานสติ หรือตามแนวทางของ  รแู้ ละเข้าใจวธิ ีปฏิบตั แิ ละประโยชนข์ องการ

ศาสนาท่ตี นนบั ถือ บรหิ ารจติ และเจริญปญั ญา

 ฝึกการบรหิ ารจิตและเจรญิ ปญั ญาตามหลักสตปิ ัฎ

ฐาน เนน้ อานาปานสติ

 นำวธิ ีการบริหารจติ และเจริญปัญญา ไปใช้ใน

ชวี ติ ประจำวัน

๑๑.วเิ คราะหก์ ารปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมทาง ➢ การปฏิบัตติ นตามหลักธรรม (ตามสาระ

ศาสนาทต่ี นนบั ถอื เพื่อการดำรงตนอยา่ ง การเรยี นรู้ ข้อ ๘.)

เหมาะสมในกระแสความเปลย่ี นแปลงของโลก และ

การอยู่รว่ มกนั อยา่ งสันตสิ ขุ

ม. ๓ ๑. อธบิ ายการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา หรือ  การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศตา่ ง ๆ

ศาสนาที่ตนนับถอื ส่ปู ระเทศต่างๆ ทวั่ โลก ทั่วโลก และการนบั ถอื พระพุทธศาสนาของประเทศ

เหลา่ นัน้ ในปัจจุบัน

๒. วเิ คราะหค์ วามสำคญั ของพระพทุ ธศาสนา  ความสำคัญของพระพทุ ธศาสนาในฐานะทีช่ ว่ ย

หรอื ศาสนาทตี่ นนับถือในฐานะท่ชี ่วยสรา้ งสรรค์ สร้างสรรคอ์ ารยธรรมและความสงบสุขใหแ้ กโ่ ลก

อารยธรรม และความสงบสขุ แก่โลก

๓. อภิปรายความสำคัญของพระพทุ ธศาสนา  สัมมนาพระพทุ ธศาสนากับปรัชญาของเศรษฐกิจ

หรอื ศาสนาทตี่ นนับถอื กับปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งและการพฒั นาอย่างยงั่ ยนื (ทส่ี อดคลอ้ ง

พอเพียงและ การพฒั นาอยา่ งย่ังยืน กับหลักธรรมในสาระการเรยี นรู้ ขอ้ ๖ )

ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

๔. วเิ คราะห์พทุ ธประวตั ิจากพระพุทธรปู ปาง  ศกึ ษาพทุ ธประวตั ิจากพระพทุ ธรปู ปาง ต่าง ๆ
ตา่ งๆ หรือประวตั ศิ าสดาทต่ี นนบั ถือ ตามท่ี
เช่น
กำหนด
o ปางมารวชิ ยั

o ปางปฐมเทศนา

o ปางลลี า

o ปางประจำวันเกดิ

 สรปุ และวิเคราะห์พทุ ธประวตั ิ

 ปฐมเทศนา

 โอวาทปาฏโิ มกข์

๕. วเิ คราะห์และประพฤตติ นตามแบบอยา่ งการ  พระอญั ญาโกณฑญั ญะ

ดำเนินชวี ติ และข้อคิดจากประวัตสิ าวก ชาดก/  พระมหาปชาบดเี ถรี

เรือ่ งเล่าและ  พระเขมาเถรี

ศาสนิกชนตวั อย่าง ตามทก่ี ำหนด  พระเจ้าปเสนทโิ กศล

 นนั ทิวิสาลชาดก

 สวุ ัณณหงั สชาดก

๖. อธิบายสังฆคณุ และข้อธรรมสำคญั ในกรอบ ➢ พระรัตนตรัย
อรยิ สจั ๔ หรือหลักธรรมของศาสนาทตี่ นนับถอื
 สังฆคุณ ๙
ตามท่กี ำหนด
➢ อรยิ สัจ ๔

 ทกุ ข์ (ธรรมท่คี วรรู้)

o ขนั ธ์ ๕

-ไตรลักษณ์

 สมุทยั (ธรรมที่ควรละ)

o หลักกรรม

-วฏั ฏะ ๓

-ปปัญจธรรม ๓ (ตณั หา มานะ

ทิฎฐิ)

 นโิ รธ (ธรรมท่คี วรบรรล)ุ

o อตั ถะ ๓

 มรรค (ธรรมที่ควรเจรญิ )

o มรรคมีองค์ ๘

o ปัญญา ๓

o สปั ปุรสิ ธรรม ๗

o บุญกริ ิยาวตั ถุ ๑๐

o อุบาสกธรรม ๗

o มงคล ๓๘

- มศี ลิ ปวิทยา

- พบสมณะ

- ฟังธรรมตามกาล

- สนทนาธรรมตามกาล

➢ พุทธศาสนสภุ าษติ

 อตฺตา หเว ชติ ํ เสยโฺ ย

ชนะตนนัน่ แลดีกวา่

 ธมฺมจารี สขุ ํ เสติ

ผู้ประพฤติธรรมยอ่ มอยูเ่ ป็นสุข

ชน้ั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

 ปมาโท มจจฺ โุ น ปทํ

ความประมาทเป็นทางแหง่ ความตาย

 สสุ ฺสสู ํ ลภเต ปญญฺ ํ

ผฟู้ ังดว้ ยดียอ่ มได้ปญั ญา

 เร่อื งนา่ รู้จากพระไตรปฎิ ก : พุทธปณธิ าน

๔ ในมหาปรินพิ พานสูตร

๗. เหน็ คณุ คา่ และวิเคราะหก์ ารปฏบิ ตั ติ นตาม  การปฏิบัตติ นตามหลักธรรม (ตามสาระ

หลักธรรมในการพัฒนาตน เพ่อื การเรยี นรู้ ข้อ ๖.)

เตรยี มพรอ้ มสำหรบั การทำงาน และการ

มีครอบครวั

๘. เห็นคณุ คา่ ของการพัฒนาจติ เพอ่ื การเรยี นรู้  พัฒนาการเรยี นรู้ดว้ ยวิธคี ดิ แบบ โยนิโส
และดำเนินชวี ติ ดว้ ยวธิ คี ิดแบบโยนิโสมนสิการ
มนสกิ าร ๒ วิธี คอื วธิ คี ดิ แบบอรยิ สัจ และวธิ คี ดิ
คอื วธิ คี ิดแบบอริยสจั และวิธคี ดิ แบบสืบสาวเหตุ แบบสบื สาวเหตปุ จั จยั
ปจั จยั หรือ การพฒั นาจิตตาม

แนวทางของศาสนาทีต่ นนับถอื

๙. สวดมนต์ แผเ่ มตตา บริหารจติ และเจรญิ  สวดมนตแ์ ปล และแผเ่ มตตา
ปัญญาด้วยอานาปานสติ หรอื ตามแนวทางของ  รแู้ ละเขา้ ใจวิธีปฏิบัติและประโยชนข์ องการ
ศาสนาท่ีตนนับถือ
บรหิ ารจติ และเจรญิ ปญั ญา
ม.๔-ม.๖ ๑๐. วเิ คราะหค์ วามแตกต่างและยอมรับวิถีการ  ฝึกการบริหารจติ และเจรญิ ปญั ญาตามหลกั สตปิ ัฎ
ดำเนินชวี ิตของศาสนกิ ชนในศาสนาอื่นๆ
ฐานเน้นอานาปานสติ
๑.วิเคราะห์สงั คมชมพทู วีป และคตคิ วามเชือ่  นำวธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญั ญา ไปใช้
ทางศาสนาสมยั ก่อนพระพุทธเจ้า หรอื สังคม
สมัยของศาสดาท่ีตนนบั ถือ ในชีวติ ประจำวัน
 วถิ ีการดำเนินชีวิตของศาสนิกชนศาสนาอ่นื ๆ

 ลักษณะของสงั คมชมพทู วีป และคตคิ วามเชือ่
ทางศาสนาสมยั กอ่ นพระพทุ ธเจา้

๒. วิเคราะห์ พระพทุ ธเจา้ ในฐานะเปน็ มนษุ ยผ์ ู้  พระพุทธเจ้าในฐานะเป็นมนษุ ย์ ผฝู้ กึ ตนได้อย่าง
ฝึกตนไดอ้ ยา่ งสงู สุดในการตรสั รู้ การกอ่ ต้ัง สูงสุด (การตรสั รู้)
วิธกี ารสอนและการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา หรอื
วเิ คราะหป์ ระวตั ศิ าสดาท่ีตนนับถอื ตามท่ี  การก่อตั้งพระพุทธศาสนา วิธกี ารสอน
กำหนด และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแนว
พุทธจริยา
๓.วเิ คราะหพ์ ุทธประวตั ิดา้ นการบรหิ าร และการ
ธำรงรักษาศาสนา หรือ วิเคราะหป์ ระวัตศิ าสดา  พุทธประวัติดา้ นการบรหิ ารและการธำรง
ทีต่ นนบั ถอื ตามทก่ี ำหนด รักษาพระพุทธศาสนา
๔. วเิ คราะห์ขอ้ ปฏิบัตทิ างสายกลางใน
พระพทุ ธศาสนา หรือแนวคิดของศาสนาที่ตนนบั  พระพทุ ธศาสนามที ฤษฎีและวธิ กี ารท่ีเป็นสากล
ถือ ตามทก่ี ำหนด และมขี ้อปฏบิ ตั ทิ ่ียึดทางสายกลาง

ช้นั ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

๕. วเิ คราะหก์ ารพฒั นาศรทั ธา และปัญญาท่ี  พระพทุ ธศาสนาเนน้ การพัฒนาศรทั ธาและปัญญา

ถกู ต้องในพระพทุ ธศาสนา หรอื แนวคิดของศาสนา ทถี่ กู ตอ้ ง

ทต่ี นนับถอื ตามทก่ี ำหนด  ลกั ษณะประชาธปิ ไตยในพระพทุ ธ- ศาสนา
๖. วเิ คราะห์ลักษณะประชาธปิ ไตยใน

พระพทุ ธศาสนา หรือแนวคิดของศาสนาทตี่ นนับ

ถอื ตามทก่ี ำหนด

๗. วเิ คราะห์หลักการของพระพุทธศาสนากับ  หลักการของพระพุทธศาสนากบั หลักวิทยาศาสตร์

หลกั วิทยาศาสตร์ หรือแนวคดิ ของศาสนาทีต่ น  การคิดตามนยั แหง่ พระพทุ ธศาสนาและการ

นบั ถือ ตามทก่ี ำหนด คิดแบบวทิ ยาศาสตร์

๘. วเิ คราะหก์ ารฝึกฝนและพัฒนาตนเอง การ  พระพทุ ธศาสนาเนน้ การฝกึ หัดอบรมตน การ

พ่งึ ตนเอง และการมงุ่ อสิ รภาพในพระพุทธศาสนา พึ่งตนเอง และการมงุ่ อิสรภาพ

หรือแนวคิดของศาสนาท่ีตนนบั ถือตามทก่ี ำหนด

๙. วิเคราะหพ์ ระพทุ ธศาสนาว่า เป็น  พระพทุ ธศาสนาเปน็ ศาสตรแ์ หง่ การศึกษา

ศาสตร์แหง่ การศึกษาซ่ึงเน้นความสมั พนั ธ์ของ  พระพทุ ธศาสนาเน้นความสมั พันธ์ ของเหตุ

เหตุปัจจยั กบั ปจั จัยและวิธกี ารแก้ปัญหา

วธิ กี ารแก้ปญั หา หรือแนวคดิ ของศาสนาทต่ี นนับ

ถือตามทีก่ ำหนด

๑๐. วิเคราะห์พระพุทธศาสนาในการฝกึ ตนไมใ่ ห้  พระพทุ ธศาสนาฝกึ ตนไม่ใหป้ ระมาท

ประมาท มงุ่ ประโยชน์และสันตภิ าพบุคคล  พระพทุ ธศาสนาม่งุ ประโยชน์สขุ และ

สังคมและโลก หรอื แนวคดิ ของศาสนาทีต่ นนบั สันตภิ าพแกบ่ ุคคล สงั คมและโลก

ถอื ตามทกี่ ำหนด  พระพทุ ธศาสนากับปรัชญาของเศรษฐกจิ
๑๑. วิเคราะหพ์ ระพุทธศาสนากบั ปรัชญาของ พอเพยี งและการพัฒนาแบบยั่งยืน
เศรษฐกิจพอเพยี งและการพัฒนาประเทศแบบ

ยงั่ ยืน หรอื แนวคิดของศาสนาท่ตี นนบั ถือตามท่ี

กำหนด

๑๒. วเิ คราะห์ความสำคญั ของพระพุทธศาสนา  ความสำคญั ของพระพุทธศาสนากบั การศกึ ษาที่
เกย่ี วกบั การศึกษา สมบูรณ์
ท่สี มบูรณ์ การเมอื งและสันตภิ าพ
 ความสำคญั ของพระพุทธศาสนากบั การเมือง

หรือแนวคดิ ของศาสนาทตี่ นนับถือ  ความสำคญั ของพระพุทธศาสนากบั สันติภาพ
ตามที่กำหนด
๑๓. วเิ คราะห์หลักธรรมในกรอบ อรยิ สัจ ๔ ➢ พระรตั นตรัย
หรอื หลกั คำสอนของศาสนา ทีต่ นนบั ถอื  วิเคราะห์ความหมายและคุณคา่ ของพุทธะ
ธรรมะ สงั ฆะ

➢ อรยิ สจั ๔

ช้นั ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
 ทุกข์ (ธรรมท่ีควรร้)ู

o ขันธ์ ๕
- นามรปู
- โลกธรรม ๘
- จิต, เจตสิก

 สมุทัย (ธรรมท่ีควรละ)
o หลักกรรม
- นยิ าม ๕
- กรรมนิยาม ( กรรม ๑๒)
- ธรรมนยิ าม(ปฏจิ จสมปุ บาท)
o วิตก ๓
o มจิ ฉาวณชิ ชา ๕
o นวิ รณ์ ๕
o อปุ าทาน ๔

 นิโรธ (ธรรมทคี่ วรบรรลุ)
o ภาวนา ๔
o วิมตุ ติ ๕
o นพิ พาน

 มรรค (ธรรมท่ีควรเจริญ)
o พระสัทธรรม ๓
o ปญั ญาวุฒธิ รรม ๔
o พละ ๕
o อุบาสกธรรม ๕
o อปริหานยิ ธรรม ๗
o ปาปณิกธรรม ๓
o ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔
o โภคอาทยิ ะ ๕
o อริยวฑั ฒิ ๕
o อธิปไตย ๓
o สาราณียธรรม ๖
o ทศพิธราชธรรม ๑๐
o วิปัสสนาญาณ ๙
o มงคล ๓๘
- สงเคราะหบ์ ตุ ร
- สงเคราะหภ์ รรยา

ช้นั ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

- สันโดษ

- ถกู โลกธรรมจติ ไมห่ วั่นไหว

- จิตไม่เศรา้ โศก

- จิตไม่มัวหมอง

- จิตเกษม

- ความเพียรเผากเิ ลส

- ประพฤตพิ รหมจรรย์

- เห็นอริยสัจ

- บรรลนุ ิพพาน

➢ พทุ ธศาสนสภุ าษิต

 จิตตฺ ํ ทนตฺ ํ สุขาวหํ

จิตท่ีฝึกดแี ลว้ นำสขุ มาให้

 นอุจจฺ าวจํ ปณฑฺ ติ า ทสสฺ ยนตฺ ิ

บณั ฑิตย่อมไมแ่ สดงอาการข้นึ ๆ ลง ๆ

 นตถฺ ิ โลเก อนินทฺ โิ ต

คนท่ไี ม่ถกู นนิ ทา ไม่มีในโลก

 โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ ฆา่

ความโกรธไดย้ ่อมอยู่เปน็ สุข

 ปฏิรูปการี ธุรวา อุฎฐฺ าตา วนิ ทฺ เต ธนํ

คนขยันเอาการเอางาน กระทำเหมาะสม

ยอ่ มหาทรัพยไ์ ด้

 วายเมถว ปรุ โิ ส ยาว อตถฺ สสฺ นิปฺปทา

เกิดเป็นคนควรจะพยายามจนกวา่ จะประสบ

ความสำเรจ็

 สนตฺ ฎฐฺ ี ปรมํ ธนํ

ความสนั โดษเปน็ ทรพั ยอ์ ย่างย่งิ

 อณิ าทานํ ทกุ ขฺ ํ โลเก
การเป็นหนเี้ ป็นทุกขใ์ นโลก

 ราชา มขุ ํ มนุสฺสานํ
พระราชาเปน็ ประมุขของประชาชน

 สติ โลกสมฺ ิ ชาคโร
สตเิ ป็นเครื่องตื่นในโลก

 นตถฺ ิ สนฺตปิ รํ สขุ ํ
สขุ อ่นื ย่ิงกวา่ ความสงบไมม่ ี

ช้นั ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

 นพิ ฺพานํ ปรมํ สุขํ

นิพพานเปน็ สขุ อยา่ งยิ่ง

๑๔. วเิ คราะหข์ ้อคดิ และแบบอยา่ ง ➢ พุทธสาวก พทุ ธสาวิก

การดำเนนิ ชีวติ จากประวตั สิ าวก ชาดก  พระอสั สชิ

เรื่องเลา่ และศาสนกิ ชนตัวอย่าง ตามท่ีกำหนด  พระกีสาโคตมเี ถรี

 พระนางมัลลิกา

 หมอชีวก โกมารภจั

 พระอนรุ ุทธะ

 พระองคลุ มิ าล

 พระธมั มทนิ นาเถรี

 จติ ตคหบดี

 พระอานนท์

 พระปฏาจาราเถรี

 จูฬสภุ ัททา

 สมุ นมาลาการ

➢ ชาดก

 เวสสันดรชาดก

 มโหสธชาดก

 มหาชนกชาดก

➢ ชาวพทุ ธตวั อยา่ ง

 พระนาคเสน - พระยามลิ ินท์

 สมเด็จพระวนั รตั (เฮง เขมจารี)

 พระอาจารยม์ ่ัน ภรู ทิ ตโฺ ต

 สุชพี ปุญญานุภาพ

 สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช

 พระธรรมโกศาจารย์ (พทุ ธทาสภิกข)ุ

 พระพรหมมงั คลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

 ดร.เอม็ เบดการ์

 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั

 พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทโฺ ท)

 พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โต)

 อนาคารกิ ธรรมปาละ

๑๕. วิเคราะหค์ ณุ ค่าและความสำคญั ของการ  วิธกี ารศกึ ษาและค้นคว้าพระไตรปิฏก และคัมภีร์

สังคายนา พระไตรปิฎก หรือคมั ภีร์ของศาสนาที่ ของศาสนาอื่น ๆ การสังคายนาและการเผยแผ่

ตนนบั ถอื และการเผยแผ่ พระไตรปฏิ ก

 ความสำคัญและคณุ ค่าของพระไตรปฏิ ก

๑๖. เชื่อมน่ั ต่อผลของการทำความดี ความชว่ั  ตวั อยา่ งผลทเ่ี กดิ จากการทำความดี ความช่วั

สามารถวิเคราะหส์ ถานการณท์ ่ีต้องเผชญิ และ  โยนิโสมนสกิ ารด้วยวิธคี ดิ แบบอริยสจั

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ตดั สินใจเลือกดำเนนิ การหรอื ปฏิบตั ิตนไดอ้ ย่างมี  หลกั ธรรมตามสาระการเรยี นร้ขู ้อ ๑๓

เหตุผลถกู ตอ้ งตามหลักธรรม จรยิ ธรรม และ
กำหนดเปา้ หมาย บทบาทการดำเนินชีวิตเพื่อ
การอยู่รว่ มกันอย่างสันตสิ ขุ และอย่รู ่วมกนั เปน็

ชาติอย่างสมานฉันท์

๑๗. อธบิ ายประวตั ศิ าสดาของศาสนาอนื่ ๆ ◆ ประวัติพระพทุ ธเจ้า มฮุ ัมมดั พระเยซู
โดยสงั เขป

๑๘.ตระหนกั ในคณุ คา่ และความสำคญั ของ ◆ คณุ ค่าและความสำคญั ของคา่ นิยมและจรยิ ธรรม
ค่านิยม จรยิ ธรรมที่เปน็ ตวั กำหนดความเช่ือและ ◆ การขจัดความขดั แยง้ เพอ่ื อยูร่ ว่ มกนั อย่างสันติสุข
พฤติกรรมทีแ่ ตกตา่ งกนั ของศาสนกิ ชนศาสนา

ตา่ งๆ เพ่อื ขจัดความขดั แย้งและอยู่ร่วมกันใน
สังคมอย่างสันติสขุ

๑๙. เหน็ คุณคา่ เชื่อมั่น และมุ่งมน่ั พฒั นาชวี ติ  พฒั นาการเรียนรดู้ ว้ ยวิธคี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร

ดว้ ยการพฒั นาจติ และพัฒนาการเรียนรดู้ ว้ ยวิธี ๑๐ วธิ ี (เน้น วิธีคิดแบบแยกแยะสว่ นประกอบ
คดิ แบบโยนโิ สมนสิการ แบบสามญั ญลกั ษณะ

หรอื การพัฒนาจติ ตามแนวทางของศาสนาท่ีตน แบบเปน็ อยู่ในขณะปจั จุบนั และแบบ วิภัช
นบั ถอื ชวาท )
๑) วธิ ีคิดแบบสบื สาวเหตปุ ัจจยั
๒๐. สวดมนต์ แผเ่ มตตา และบรหิ ารจิตและ ๒) วิธีคิดแบบแยกแยะสว่ นประกอบ
เจริญปญั ญาตามหลักสติปฏั ฐาน หรือตาม ๓) วิธีคิดแบบสามญั ลักษณะ
แนวทางของศาสนาทต่ี นนับถือ ๔) วธิ ีคิดแบบอริยสัจ
๕) วธิ ีคดิ แบบอรรถธรรมสัมพนั ธ์
๒๑. วเิ คราะหห์ ลักธรรมสำคญั ในการอยรู่ ่วมกนั ๖) วิธคี ดิ แบบคณุ ค่าแท้- คณุ ค่าเทยี ม
อย่างสันตสิ ุขของศาสนาอ่นื ๆ และชักชวน ๗) วิธีคิดแบบคณุ -โทษ และทางออก
สง่ เสริม สนับสนนุ ใหบ้ ุคคลอ่นื เห็นความสำคญั ๘) วธิ คี ิดแบบอบุ าย ปลกุ เรา้ คณุ ธรรม
ของการทำความดี ตอ่ กนั ๙) วิธคี ดิ แบบเป็นอยใู่ นขณะปัจจบุ นั
๑๐) วธิ คี ดิ แบบวิภัชชวาท

➢ สวดมนตแ์ ปล และแผเ่ มตตา

รู้และเข้าใจวธิ ปี ฏิบัตแิ ละประโยชน์ของการ
บรหิ ารจติ และเจริญปญั ญา

 ฝึกการบริหารจติ และเจรญิ ปญั ญาตามหลกั

สติปัฎฐาน
 นำวธิ ีการบริหารจติ และเจริญปญั ญาไปใช้ใน

การพฒั นาการเรียนรู้ คณุ ภาพชวี ติ และ
สังคม

◆ หลกั ธรรมสำคญั ในการอยรู่ ่วมกนั อย่างสันติ
สุข
o หลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา เชน่ สา
ราณยี ธรรม ๖ อธปิ ไตย ๓ มจิ ฉา
วณิชชา ๕ อริยวัฑฆิ ๕ โภคอาทยิ ะ ๕

◆ คริสตศ์ าสนา ไดแ้ ก่ บญั ญัติ ๑๐ ประการ
(เฉพาะท่ีเกยี่ วขอ้ ง)

ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

◆ ศาสนาอสิ ลาม ได้แก่ หลกั จรยิ ธรรม

(เฉพาะทเ่ี กีย่ วขอ้ ง)

๒๒. เสนอแนวทางการจดั กิจกรรม ความรว่ มมือ ◆ สภาพปญั หาในชุมชน และสงั คม

ของทุกศาสนาในการแกป้ ญั หาและพัฒนาสังคม

สาระที่ ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม

มาตรฐาน ส ๑.๒ เขา้ ใจ ตระหนักและปฏิบตั ติ นเปน็ ศาสนกิ ชนทด่ี ี และธำรงรักษาพระพุทธศาสนา
หรอื ศาสนาท่ตี นนับถือ

ช้ัน ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑. บำเพ็ญประโยชนต์ ่อศาสนสถานของศาสนาที่  การบำเพ็ญประโยชน์ และ

ตนนบั ถอื การบำรุงรกั ษาวดั

๒. อธบิ ายจริยวตั รของสาวกเพ่ือเป็นแบบอย่าง  วิถชี ีวติ ของพระภกิ ษุ

ในการประพฤติปฏบิ ัติ และปฏบิ ตั ติ นอยา่ ง  บทบาทของพระภิกษุในการเผยแผ่

เหมาะสมต่อสาวกของศาสนาทตี่ นนับถือ พระพทุ ธศาสนา เช่น การแสดงธรรม ปาฐกถา

ธรรม การประพฤตติ นใหเ้ ปน็ แบบอยา่ ง

 การเข้าพบพระภิกษุ

 การแสดงความเคารพ การประนมมือ การ

ไหว้ การกราบ การเคารพ พระ

รตั นตรยั การฟังเจรญิ

พระพทุ ธมนต์ การฟงั สวด

พระอภิธรรม การฟังพระธรรมเทศนา

๓. ปฏิบตั ิตนอย่างเหมาะสมต่อบคุ คลต่างๆ ตาม  ปฏิบัติตนอยา่ งเหมาะสมตอ่ เพอ่ื นตามหลัก

หลักศาสนาทต่ี นนับถอื ตามทีก่ ำหนด พระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาทตี่ นนบั ถอื

๔. จดั พธิ ีกรรม และปฏบิ ัติตนใน ศาสนพธิ ี  การจดั โต๊ะหมบู่ ูชา แบบ หม๔ู่ หมู่ ๕ หมู่ ๗ หมู่

พธิ ีกรรมไดถ้ กู ต้อง ๙

 การจดุ ธูปเทยี น การจดั เครื่องประกอบโต๊ะหมู่

ม.๒ บูชา

 คำอาราธนาต่างๆ

๕. อธิบายประวตั ิ ความสำคญั และ ปฏิบัติตนใน  ประวัตแิ ละความสำคญั ของวนั ธรรมสวนะ วนั

วันสำคัญทางศาสนา ที่ตนนับถอื ตามที่ เข้าพรรษา วนั ออกพรรษา วนั เทโวโรหณะ

กำหนด ได้ถกู ต้อง  ระเบียบพิธี พิธีเวียนเทียน การปฏิบตั ติ นในวัน
มาฆบชู า วันวิสาขบชู า วนั อัฏฐมีบชู า วนั

อาสาฬหบชู า วันธรรมสวนะและเทศกาล

สำคัญ

๑. ปฏบิ ตั ติ นอยา่ งเหมาะสมตอ่ บุคคล ต่าง ๆ  การเปน็ ลกู ทด่ี ี ตามหลกั ทิศเบอ้ื งหนา้ ในทศิ ๖
ตามหลักศาสนาทต่ี นนับถือ ตามทกี่ ำหนด

ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

๒. มมี รรยาทของความเปน็ ศาสนกิ ชนทดี่ ี ตามที่  การตอ้ นรบั (ปฏสิ ันถาร)

กำหนด  มรรยาทของผเู้ ปน็ แขก

 ฝึกปฏบิ ัตริ ะเบยี บพธิ ี ปฏบิ ตั ติ ่อพระภกิ ษุ การ

ยนื การใหท้ ่ีน่ัง การเดนิ สวน การ

สนทนา การรับสิ่งของ

 การแต่งกายไปวัด การแต่งกายไปงานมงคล

งานอวมงคล

๓. วิเคราะห์คณุ คา่ ของศาสนพิธี และปฏบิ ตั ิตน  การทำบญุ ตกั บาตร
ไดถ้ กู ตอ้ ง
 การถวายภตั ตาหารส่ิงของท่ีควรถวายและ

สิ่งของต้องห้ามสำหรบั พระภกิ ษุ

 การถวายสังฆทาน เครื่องสงั ฆทาน

 การถวายผา้ อาบนำ้ ฝน

 การจัดเครอื่ งไทยธรรม เครื่องไทยทาน

 การกรวดน้ำ

 การทอดกฐิน การทอดผา้ ป่า

๔. อธบิ ายคำสอนทเ่ี ก่ยี วเนื่องกับ วนั  หลกั ธรรมเบือ้ งต้นทเ่ี ก่ยี วเนื่องใน วนั
สำคญั ทางศาสนา และปฏิบตั ิตน ได้
ถูกต้อง มาฆบูชา วันวิสาขบชู า วัน

อฏั ฐมีบชู า วนั อาสาฬหบชู า

 วนั ธรรมสวนะและเทศกาลสำคญั

 ระเบียบพธิ ีและการปฏบิ ตั ิตน

ในวนั ธรรมสวนะ วนั เข้าพรรษา วันออก

พรรษา วนั เทโวโรหณะ

๕. อธิบายความแตกต่างของศาสนพิธี  ศาสนพิธ/ี พิธกี รรม แนวปฏิบตั ิของศาสนาอ่นื ๆ
พิธีกรรม ตาม แนวปฏิบัติของศาสนาอื่น
ๆ เพ่อื นำไปสู่การยอมรบั และความเขา้ ใจ
ซงึ่ กนั และกัน

ม.๓ ๑. วิเคราะห์หน้าทีแ่ ละบทบาทของสาวก และ  หน้าท่ีของพระภิกษใุ นการปฏบิ ตั ิ ตามหลกั

ปฏบิ ัตติ นต่อสาวก ตามทีก่ ำหนดไดถ้ กู ต้อง พระธรรมวนิ ัย และจรยิ วัตรอยา่ งเหมาะสม

 การปฏบิ ตั ติ นตอ่ พระภิกษใุ นงาน ศาสนพธิ ี

ที่บ้าน การสนทนา การแตง่ กาย มรรยาทการ

พดู กับพระภกิ ษตุ ามฐานะ

๒. ปฏิบตั ิตนอย่างเหมาะสมตอ่ บุคคล ตา่ ง ๆ  การเปน็ ศษิ ย์ที่ดี ตามหลักทศิ เบอ้ื งขวา ในทิศ ๖

ตามหลกั ศาสนา ตามทก่ี ำหนด ของพระพุทธศาสนา

๓. ปฏิบัติหนา้ ที่ของศาสนกิ ชนทด่ี ี  การปฏิบัตหิ นา้ ท่ชี าวพทุ ธตามพทุ ธปณธิ าน ๔

ในมหาปรนิ พิ พานสตู ร

๔. ปฏบิ ตั ติ นในศาสนพิธีพธิ ีกรรมไดถ้ ูกต้อง  พธิ ที ำบุญ งานมงคล งานอวมงคล

 การนมิ นต์พระภกิ ษุ การเตรยี มทตี่ ั้งพระพุทธรูป

และเคร่อื งบูชา การวงด้ายสายสญิ จน์ การปู

ชน้ั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ลาดอาสนะ การเตรยี มเคร่อื งรับรอง การจดุ ธูป

เทยี น

 ขอ้ ปฏิบัตใิ นวนั เลยี้ งพระ การถวายข้าวพระ

พทุ ธ การถวายไทยธรรม การ

กรวดนำ้

๕. อธิบายประวตั วิ นั สำคญั ทางศาสนาตามท่ี ➢ ประวตั ิวนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนาใน
กำหนดและปฏิบตั ติ นได้ถูกต้อง ประเทศไทย

 วนั วสิ าขบชู า (วนั สำคญั สากล)

 วันธรรมสวนะและเทศกาลสำคัญ

➢ หลกั ปฏบิ ตั ติ น : การฟังพระธรรมเทศนา

การแต่งกายในการประกอบ ศาสนพธิ ีท่ีวัด

การงดเวน้ อบายมุข

➢ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ นวนั ธรรมสวนะและ

เทศกาลสำคญั

๖. แสดงตนเปน็ พุทธมามกะ หรือ แสดง ➢ การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ
ตนเปน็ ศาสนิกชนของศาสนา ทต่ี นนับ  ขน้ั เตรียมการ
ถือ  ขัน้ พธิ กี าร

๗. นำเสนอแนวทางในการธำรงรกั ษาศาสนาท่ี  การศึกษาเรยี นรเู้ ร่อื งองค์ประกอบของ
ตนนบั ถือ
พระพทุ ธศาสนา นำไปปฏบิ ัติและเผยแผ่ตาม
ม.๔-ม.๖ ๑. ปฏิบตั ิตนเปน็ ศาสนกิ ชนที่ดตี อ่ สาวก สมาชกิ
ในครอบครัว และคนรอบข้าง โอกาส

 การศกึ ษาการรวมตัวขององคก์ ร

ชาวพุทธ

 การปลูกจติ สำนกึ ในดา้ นการบำรุงรักษาวดั และ

พทุ ธสถานให้เกดิ ประโยชน์

➢ ปฏบิ ตั ติ นเปน็ ชาวพุทธที่ดตี อ่ พระภกิ ษุ

 การเขา้ ใจในกิจของพระภกิ ษุ เช่น

การศึกษา การปฏบิ ัตธิ รรม และการเป็น

นักบวชทีด่ ี

 คณุ สมบตั ทิ ายกและปฏคิ าหก

 หนา้ ทแ่ี ละบทบาทของพระภิกษุ ในฐานะ

พระนักเทศก์ พระธรรม

ทตู พระธรรมจาริก พระวทิ ยากร พระ

วปิ ัสสนาจารย์ และพระนักพัฒนา

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

 การปกป้องคมุ้ ครอง พระพทุ ธศาสนาของ

พุทธบรษิ ทั ในสงั คมไทย

 การปฏบิ ตั ติ นต่อพระภกิ ษุทางกาย วาจา

และใจ ท่ปี ระกอบด้วยเมตตา

 การปฏสิ ันถารที่เหมาะสมตอ่ พระภิกษุ

ในโอกาสตา่ ง ๆ

➢ ปฏิบตั ติ นเปน็ สมาชิกที่ดีของครอบครัวและ

สงั คม

 การรกั ษาศลี ๘

 การเขา้ รว่ มกิจกรรมและเปน็ สมาชกิ ของ

องคก์ รชาวพุทธ

 การเปน็ ชาวพทุ ธทด่ี ี ตามหลักทิศเบอื้ งบน

ในทศิ ๖

๒. ปฏิบตั ติ นถกู ต้องตามศาสนพิธพี ธิ ีกรรมตาม  การปฏิบตั ติ นที่เหมาะสมในฐานะ
หลกั ศาสนาทตี่ นนับถอื ผปู้ กครองและ ผู้อย่ใู นปกครอง ตาม
หลกั ทศิ เบอ้ื งลา่ ง ในทศิ ๖

 การปฏิสันถารตามหลัก ปฏสิ นั ถาร ๒
 หนา้ ทีแ่ ละบทบาทของอุบาสก อบุ าสกิ า

ที่มตี อ่ สังคมไทยในปัจจุบัน
 การปฏบิ ตั ติ นเป็นสมาชิกท่ีดขี อง

ครอบครวั ตามหลักทศิ เบอื้ งหลัง
ในทศิ ๖
 การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ตอ่
ครอบครัว ชมุ ชน ประเทศชาติ และ
โลก
➢ ประเภทของศาสนพธิ ีในพระพุทธศาสนา
 ศาสนพธิ ีเน่อื งด้วยพทุ ธบญั ญตั ิ เช่น พธิ ี
แสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ พิธเี วียนเทียน
ถวายสังฆทาน ถวายผ้าอาบนำ้ ฝน พธิ ี
ทอดกฐิน พิธีปวารณา เป็นต้น
 ศาสนพิธีที่นำพระพทุ ธศาสนา เข้าไป
เก่ียวเนอื่ ง เช่น การทำบญุ เล้ียงพระใน
โอกาสต่างๆ

ช้นั ตัวชี้วดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

➢ ความหมาย ความสำคัญ คตธิ รรม ใน

พธิ ีกรรม บทสวดมนตข์ องนกั เรยี น งานพธิ ี

คุณคา่ และประโยชน์

➢ พิธีบรรพชาอุปสมบท คณุ สมบตั ิของ ผู้

ขอบรรพชาอปุ สมบท เครื่อง อัฏฐ

บริขาร ประโยชนข์ องการ บรรพชาอปุ สมบท

➢ บุญพธิ ี ทานพิธี กศุ ลพธิ ี

➢ คุณคา่ และประโยชน์ของศาสนพิธี

๓. แสดงตนเป็นพุทธมามกะหรอื แสดง ➢ การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
ตนเป็นศาสนกิ ชนของศาสนา ทต่ี นนับ
ถอื  ขัน้ เตรียมการ
๔. วิเคราะหห์ ลกั ธรรม คติธรรมที่เก่ยี วเนื่องกบั
วันสำคญั ทางศาสนา และเทศกาลท่ีสำคญั ของ  ข้ันพธิ ีการ
ศาสนาท่ีตนนับถอื และปฏบิ ตั ติ นได้ถกู ต้อง
 หลกั ธรรม/คติธรรมที่เกีย่ วเน่อื งกบั
๕. สมั มนาและเสนอแนะแนวทางในการธำรง
รักษาศาสนาทต่ี นนบั ถือ อันสง่ ผลถงึ การพฒั นา วนั สำคญั และเทศกาลที่สำคญั ใน
ตน พฒั นาชาตแิ ละโลก
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาอ่ืน

 การปฏิบัตติ นทถ่ี ูกตอ้ งในวันสำคญั

และเทศกาลทส่ี ำคัญในพระพุทธศาสนา หรือ

ศาสนาอื่น

 การปกปอ้ ง คมุ้ ครอง ธำรงรกั ษา

พระพุทธศาสนาของพทุ ธบริษทั ใน

สงั คมไทย

 การปลูกจติ สำนึก และการมีสว่ นรว่ ม ใน

สงั คมพุทธ

สาระที่ ๒ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชวี ิตในสงั คม

มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏบิ ตั ติ นตามหนา้ ทข่ี องการเป็นพลเมืองดี มคี า่ นยิ มทด่ี งี ามและธำรงรกั ษาประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย
ดำรงชวี ิตอยรู่ ่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันตสิ ขุ

ชน้ั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑. ปฏิบตั ติ ามกฎหมายในการคมุ้ ครองสทิ ธิของ  กฎหมายในการค้มุ ครองสทิ ธขิ องบคุ คล

บคุ คล - กฎหมายการคมุ้ ครองเดก็

- กฎหมายการศึกษา

- กฎหมายการค้มุ ครองผบู้ รโิ ภค

- กฎหมายลขิ สิทธ์ิ

 ประโยชนข์ องการปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมายการ

ค้มุ ครองสทิ ธิของบคุ คล

๒. ระบุความสามารถของตนเอง  บทบาทและหน้าท่ีของเยาวชนที่มีตอ่ สงั คมและ
ในการทำประโยชนต์ ่อสงั คมและประเทศชาติ ประเทศชาติ โดยเนน้ จติ สาธารณะ เชน่ เคารพ
กตกิ าสงั คม
๓. อภปิ รายเกี่ยวกับคณุ คา่ ทางวัฒนธรรมทเี่ ปน็ ปฏบิ ตั ิตนตามกฎหมาย มสี ว่ นร่วมและ
ปจั จัยในการสร้างความสัมพันธท์ ด่ี หี รืออาจ รบั ผดิ ชอบในกิจกรรมทางสงั คม อนรุ ักษ์
นำไปสคู่ วามเข้าใจผดิ ต่อกนั ทรัพยากรธรรมชาติ รกั ษาสาธารณประโยชน์

๔. แสดงออกถงึ การเคารพในสิทธขิ องตนเอง  ความคลา้ ยคลึงและความแตกตา่ งระหว่าง
และผ้อู ื่น วัฒนธรรมไทยกับวฒั นธรรมของประเทศในภูมภิ าค
เอเชยี ตะวันออก เฉยี งใต้

 วฒั นธรรมท่เี ปน็ ปจั จยั ในการสรา้ งความสมั พนั ธ์
ที่ดี หรืออาจนำไปสคู่ วามเข้าใจผดิ ต่อกนั

 วธิ ปี ฏิบัตติ นในการเคารพในสิทธขิ องตนเอง
และผู้อืน่

 ผลที่ได้จากการเคารพในสิทธิของตนเองและ
ผ้อู ่ืน

ชน้ั ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.๒ ๑. อธบิ ายและปฏิบตั ิตนตามกฎหมายที่
 กฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ตนเอง ครอบครวั เชน่
เกีย่ วขอ้ งกับตนเอง ครอบครวั ชมุ ชนและ
- กฎหมายเกย่ี วกับความสามารถของผูเ้ ยาว์
ประเทศ
- กฎหมายบัตรประจำตัวประชาชน

- กฎหมายเพง่ เกย่ี วกับครอบครัวและมรดก

เช่น การหมั้น การสมรส การ

รับรองบุตร การรับบตุ รบุญธรรม และมรดก

 กฎหมายทเ่ี กยี่ วกบั ชุมชนและประเทศ

- กฎหมายเกยี่ วกบั การอนรุ กั ษ์ธรรมชาตแิ ละ

สิง่ แวดลอ้ ม

- กฎหมายเกย่ี วกบั ภาษอี ากร และกรอกแบบ

แสดงรายการ ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา

- กฎหมายแรงงาน

๒. เหน็ คณุ คา่ ในการปฏบิ ตั ิตนตามสถานภาพ  สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ หนา้ ทใี่ น

บทบาท สิทธิ เสรีภาพ หนา้ ที่ในฐานะพลเมอื งดี ฐานะพลเมอื งดตี ามวิถีประชาธปิ ไตย

ตามวถิ ปี ระชาธิปไตย  แนวทางส่งเสริมใหป้ ฏบิ ตั ติ นเปน็ พลเมืองดตี าม

วิถีประชาธิปไตย

๓. วเิ คราะหบ์ ทบาท ความสำคญั และ  บทบาท ความสำคญั และความสัมพนั ธข์ อง

ความสัมพันธข์ องสถาบันทางสังคม สถาบันทางสังคม เชน่ สถาบนั ครอบครัว

สถาบันการศึกษา สถาบนั ศาสนา สถาบัน

เศรษฐกจิ สถาบนั ทางการเมืองการ

ปกครอง

๔.อธบิ ายความคล้ายคลึงและความแตกต่างของ  ความคล้ายคลงึ และความแตกตา่ งของ

วฒั นธรรมไทย และวฒั นธรรมของประเทศใน วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมของประเทศใน

ภมู ภิ าคเอเชยี เพือ่ นำไปสู่ความเข้าใจอนั ดี ภมู ิภาคเอเชียวฒั นธรรม เป็นปจั จยั

ระหวา่ งกนั สำคัญในการสรา้ งความเข้าใจอันดรี ะหวา่ งกนั

ม.๓ ๑. อธิบายความแตกต่างของการกระทำความผิด  ลักษณะการกระทำความผิดทางอาญา และโทษ

ระหวา่ งคดีอาญาและคดแี พ่ง  ลกั ษณะการกระทำความผดิ ทางแพ่ง และโทษ

 ตวั อยา่ งการกระทำความผดิ ทางอาญา เชน่

ความผิดเกย่ี วกบั ทรพั ย์

 ตัวอย่างการทำความผดิ ทางแพง่ เช่น การทำ

ผิดสญั ญา การทำละเมดิ

๒. มสี ่วนรว่ มในการปกปอ้ งคุ้มครองผอู้ นื่ ตาม  ความหมาย และความสำคัญของสทิ ธมิ นุษยชน

หลกั สิทธมิ นุษยชน  การมสี ่วนร่วมค้มุ ครองสิทธิมนุษยชนตาม

รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทยตามวาระ

และโอกาสทีเ่ หมาะสม

ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.๔-ม.๖
๓. อนรุ ักษ์วฒั นธรรมไทยและเลือกรับวฒั นธรรม  ความสำคญั ของวฒั นธรรมไทย ภมู ิ

สากลทเี่ หมาะสม ปญั ญาไทยและวฒั นธรรมสากล

 การอนุรกั ษว์ ัฒนธรรมไทยและ ภูมิ
ปญั ญาไทยทีเ่ หมาะสม

 การเลือกรับวัฒนธรรมสากลทีเ่ หมาะสม

๔. วิเคราะห์ปจั จยั ทีก่ ่อให้เกิดปัญหาความ  ปจั จัยทกี่ อ่ ใหเ้ กิดความขดั แยง้ เช่น การเมอื ง

ขัดแยง้ ในประเทศ และเสนอแนวคดิ ในการลด การปกครอง เศรษฐกิจ

ความขดั แยง้ สังคม ความเชอ่ื
 สาเหตปุ ญั หาทางสังคม เชน่ ปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม

ปัญหายาเสพตดิ ปญั หา

การทจุ รติ ปญั หาอาชญากรรม ฯลฯ
 แนวทางความร่วมมือในการลดความขดั แยง้ และ

การสรา้ งความสมานฉันท์

๕. เสนอแนวคิดในการดำรงชีวติ อยา่ งมคี วามสขุ  ปจั จยั ทส่ี ง่ เสรมิ การดำรงชีวติ ให้มคี วามสขุ เชน่

ในประเทศและสงั คมโลก การอย่รู ่วมกนั อย่างมี

ขนั ติธรรม หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

เห็นคุณคา่ ในตนเอง รจุ้ กั มองโลกในแงด่ ี สรา้ ง
ทักษะทางอารมณ์ รจู้ ักบรโิ ภคด้วยปญั ญา

เลือกรับ-ปฏเิ สธข่าวและวตั ถตุ ่างๆ ปรับปรุง

ตนเองและสง่ิ ตา่ งๆใหด้ ขี น้ึ อยเู่ สมอ

๑. วิเคราะหแ์ ละปฏิบตั ิตนตามกฎหมายที่  กฎหมายเพ่งเกยี่ วกบั นติ กิ รรมสัญญา เช่น ซ้ือ
เกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัว ชุมชน ขาย ขายฝาก เชา่ ทรพั ย์ เช่าซื้อ กูย้ มื เงนิ
ประเทศชาติ และสงั คมโลก จำนำ จำนอง

 กฎหมายอาญา เชน่ ความผดิ เกย่ี วกบั ทรพั ย์

ความผดิ เกยี่ วกับชวี ิตและร่างกาย

 กฎหมายอ่นื ท่สี ำคญั เชน่ รัฐธรรมนญู แห่ง

ราชอาณาจักรไทยฉบับปจั จุบัน กฎหมายการ

รับราชการทหาร กฎหมายภาษอี ากร กฎหมาย

คุ้มครองผบู้ รโิ ภค

 ขอ้ ตกลงระหว่างประเทศ เช่น ปฏญิ ญา

สากลวา่ ด้วยสทิ ธิมนษุ ยชน กฎหมาย

มนษุ ยธรรมระหวา่ งประเทศ

๒. วิเคราะหค์ วามสำคัญของโครงสร้างทางสงั คม  โครงสร้างทางสังคม

การขัดเกลาทางสงั คม และ การเปล่ียนแปลง - การจดั ระเบยี บทางสังคม

ทางสังคม - สถาบันทางสงั คม
 การขดั เกลาทางสังคม

 การเปลย่ี นแปลงทางสงั คม

 การแก้ปัญหาและแนวทางการพัฒนาทางสงั คม

ช้ัน ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

๓. ปฏิบตั ติ นและมสี ว่ นสนบั สนนุ ใหผ้ อู้ ่ืน  คณุ ลักษณะพลเมืองดขี องประเทศชาติ และ

ประพฤติปฏบิ ัตเิ พื่อเปน็ พลเมอื งดขี อง สังคมโลก เช่น

ประเทศชาติ และสังคมโลก - เคารพกฎหมาย และกติกาสังคม

- เคารพสทิ ธิ เสรภี าพของตนเองและบุคคล

อนื่

- มเี หตุผล รับฟังความคดิ เห็นของผู้อ่ืน

- มคี วามรับผดิ ชอบต่อตนเอง สงั คม ชมุ ชน

ประเทศชาติและสังคม

- เขา้ รว่ มกจิ กรรมทางการเมือง การ

ปกครอง

- มสี ว่ นร่วมในการปอ้ งกนั แก้ไขปญั หา

เศรษฐกจิ สงั คม

การเมอื งการปกครอง สง่ิ แวดล้อม

- มคี ณุ ธรรมจริยธรรม ใชเ้ ปน็ ตัวกำหนด

ความคดิ

๔. ประเมินสถานการณส์ ิทธมิ นษุ ยชนในประเทศ  ความหมาย ความสำคัญ แนวคดิ และหลกั การ

ไทย และเสนอแนวทางพัฒนา ของสิทธมิ นุษยชน

 บทบาทขององคก์ รระหว่างประเทศ

ในเวทีโลกทม่ี ผี ลต่อประทศไทย

 สาระสำคญั ของปฏิญญาสากลว่าดว้ ยสทิ ธิ

มนุษยชน

 บทบญั ญตั ิของรัฐธรรมนญู

แหง่ ราชอาณาจักรไทย ฉบบั ปัจจุบนั เกีย่ วกบั

สทิ ธมิ นุษยชน

 ปญั หาสทิ ธิมนุษยชนในประเทศ และ

แนวทางแกป้ ญั หาและพัฒนา

๕. วเิ คราะห์ความจำเป็นที่ต้องมกี ารปรับปรงุ  ความหมายและความสำคัญของวัฒนธรรม

เปลย่ี นแปลงและอนรุ ักษว์ ฒั นธรรมไทยและ  ลักษณะและ ความสำคญั ของวัฒนธรรมไทยที่

เลอื กรบั วัฒนธรรมสากล สำคญั

 การปรบั ปรุงเปลี่ยนแปลงและอนุรักษ์วัฒนธรรม

ไทย

 ความแตกตา่ งระหว่างวัฒนธรรมไทยกับวฒั นธรรม

สากล

 แนวทางการอนุรักษ์วฒั นธรรมไทย ที่ดีงาม

 วิธีการเลอื กรบั วฒั นธรรมสากล

สาระที่ ๒ หนา้ ทพี่ ลเมอื ง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชีวติ ในสงั คม ไวซ้ ่ึงการปกครองระบอบ

มาตรฐาน ส ๒.๒ เขา้ ใจระบบการเมอื งการปกครองในสังคมปจั จุบัน ยดึ มัน่ ศรทั ธาและธำรงรักษา
ประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ

ช้ัน ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑ . อ ธ ิ บ า ย ห ล ั ก ก า ร เ จ ต น า ร ม ณ์  หลกั การ เจตนารมณ์ โครงสรา้ ง และสาระสำคญั
ของรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบบั
โครงสร้าง และสาระสำคัญของ ปัจจบุ ัน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ฉบับปัจจบุ ันโดยสังเขป

๒. วเิ คราะห์บทบาทการถว่ งดุลของ  การแบ่งอำนาจ และการถว่ งดุลอำนาจอธิปไตยทั้ง

อำนาจอธิปไตยในรฐั ธรรมนูญแหง่ ๓ ฝ่าย คอื นติ ิบัญญตั ิ บรหิ าร ตุลาการ ตามที่
ราชอาณาจกั รไทย ฉบบั ปัจจุบนั ระบุในรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยฉบบั
ปจั จุบัน

๓. ปฏิบัติตนตามบทบญั ญตั ิของ  การปฏิบตั ติ นตามบทบญั ญัติของรฐั ธรรมนญู แห่ง

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบบั ราชอาณาจักรไทยฉบับปจั จบุ นั เกย่ี วกบั สทิ ธิ

ปัจจุบันที่เกีย่ วข้องกบั ตนเอง เสรภี าพและหน้าท่ี

ม.๒ ๑. อธบิ ายกระบวนการในการตรากฎหมาย  กระบวนการในการตรากฎหมาย
- ผู้มสี ทิ ธิเสนอรา่ งกฎหมาย
- ขัน้ ตอนการตรากฎหมาย
- การมีสว่ นร่วมของประชาชนใน
กระบวนการตรากฎหมาย

๒. วิเคราะหข์ อ้ มลู ขา่ วสารทางการเมืองการ  เหตุการณ์ และการเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบอบ
ปกครองท่มี ผี ลกระทบตอ่ สงั คมไทยสมัยปจั จบุ นั การปกครองของไทย

 หลกั การเลือกข้อมลู ขา่ วสาร

ม.๓ ๑. อธิบายระบอบการปกครองแบบต่างๆ ท่ีใชใ้ น  ระบอบการปกครอง แบบต่างๆ ทใี่ ชใ้ นยุค

ยคุ ปจั จุบนั ปัจจบุ นั เชน่ การปกครองแบบ

 เผด็จการ การปกครองแบบประชาธปิ ไตย

 เกณฑ์การตัดสนิ ใจ

๒. วเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บระบอบการปกครอง  ความแตกต่าง ความคล้ายคลึงของการปกครอง
ของไทยกับประเทศอนื่ ๆ ที่มกี ารปกครอง ของไทย กบั ประเทศอืน่ ๆ ทม่ี ี
ระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย

๓. วเิ คราะหร์ ฐั ธรรมนูญฉบบั ปจั จบุ ันในมาตรา  บทบัญญัติของรฐั ธรรมนญู ในมาตราตา่ งๆ ท่ี
ตา่ งๆ ที่เก่ยี วข้องกับการเลือกตั้ง การมีสว่ นรว่ ม เกยี่ วขอ้ งกบั การเลอื กต้งั การมีสว่ นรว่ ม และ
และการตรวจสอบการใช้อำนาจรฐั การตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรัฐ

 อำนาจหนา้ ที่ของรัฐบาล
 บทบาทสำคญั ของรัฐบาลในการบริหารราชการ

แผ่นดิน
 ความจำเป็นในการมรี ัฐบาลตามระบอบ

ประชาธิปไตย

ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

๔. วเิ คราะห์ประเด็น ปัญหาทเี่ ป็นอปุ สรรคตอ่  ประเดน็ ปัญหาและผลกระทบที่เปน็ อปุ สรรคต่อ

การพฒั นาประชาธิปไตยของประเทศไทยและ การพัฒนาประชาธปิ ไตยของประเทศไทย

เสนอแนวทางแก้ไข  แนวทางการแกไ้ ขปัญหา

ม.๔-ม.๖ ๑. วเิ คราะห์ปัญหาการเมอื งทสี่ ำคญั ในประเทศ  ปญั หาการเมืองสำคญั ท่ีเกิดขน้ึ ภายในประเทศ

จากแหลง่ ข้อมลู ต่างๆ พรอ้ มท้งั เสนอแนว  สถานการณก์ ารเมืองการปกครอง

ทางแกไ้ ข ของสงั คมไทย และสังคมโลก และ

การประสานประโยชนร์ ว่ มกัน

 อิทธิพลของระบบการเมืองการปกครอง

ทมี่ ีผลตอ่ การดำเนนิ ชีวิตและความสัมพันธ์

ระหวา่ งประเทศ

๒. เสนอแนวทาง ทางการเมืองการปกครองที่  การประสานประโยชนร์ ่วมกันระหว่างประเทศ

นำไปสคู่ วามเข้าใจ และ เชน่ การสร้างความสัมพันธร์ ะหวา่ งไทยกบั

การประสานประโยชนร์ ว่ มกนั ระหวา่ งประเทศ ประเทศต่าง ๆ

 การแลกเปลย่ี นเพอ่ื ช่วยเหลือ และส่งเสริมด้าน

วฒั นธรรม การศกึ ษา เศรษฐกิจ สังคม

๓. วเิ คราะหค์ วามสำคัญและ ความจำเป็นทตี่ อ้ ง  การปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมี
ธำรงรกั ษาไวซ้ ึ่งการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย พระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
อันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
- รปู แบบของรฐั

- ฐานะและพระราชอำนาจของ

พระมหากษัตริย์

๔. เสนอแนวทางและมสี ่วนร่วมในการตรวจสอบ  การตรวจสอบการใช้อำนาจรฐั ตามรฐั ธรรมนูญ
การใชอ้ ำนาจรฐั
แหง่ ราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจบุ ัน ทม่ี ีผลตอ่

การเปลย่ี นแปลงทางสังคม เชน่ การตรวจสอบ

โดยองค์กรอสิ ระ การตรวจสอบโดยประชาชน

สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์

มาตรฐาน ส ๓.๑ เข้าใจและสามารถบริหารจดั การทรัพยากรในการผลติ และการบรโิ ภค การใชท้ รพั ยากร ทมี่ ีอยู่จำกัดได้อยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพและคุ้มค่า รวมทัง้ เข้าใจหลกั การของเศรษฐกิจพอเพียง เพือ่ การดำรงชีวิตอยา่ งมีดลุ ยภาพ

ช้นั ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.๑ ๑. อธิบายความหมายและความสำคัญของ  ความหมายและความสำคญั ของเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ เบือ้ งตน้

ชน้ั ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

 ความหมายของคำวา่ ทรพั ยากรมจี ำกดั กบั ความ

ตอ้ งการมีไม่จำกดั ความขาดแคลน การเลือก

และคา่ เสยี โอกาส

๒. วิเคราะห์คา่ นยิ มและพฤตกิ รรมการบรโิ ภค  ความหมายและความสำคญั ของการบรโิ ภคอย่างมี

ของคนในสังคมซ่ึงส่งผลตอ่ เศรษฐกิจของชมุ ชน ประสิทธภิ าพ

และประเทศ  หลักการในการบรโิ ภคทีด่ ี

 ปจั จัยทม่ี ีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบรโิ ภค

 คา่ นยิ มและพฤตกิ รรมของการบรโิ ภคของคนใน

สังคมปจั จบุ ัน รวมทง้ั ผลดแี ละผลเสียของพฤติกรรม

ดงั กลา่ ว

๓. อธิบายความเป็นมาหลักการและความสำคญั  ความหมายและความเป็นมาของปรชั ญาของ
ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตอ่ สงั คมไทย
เศรษฐกิจพอเพียง

 ความเปน็ มาของเศรษฐกิจพอเพยี ง และหลักการทรง

งานของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั

รวมทัง้ โครงการตามพระราชดำริ

 หลักการของเศรษฐกิจพอเพียง

 การประยุกต์ใช้ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการ

ดำรงชีวติ

 ความสำคัญ คณุ ค่าและประโยชนข์ องปรชั ญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียงต่อสงั คมไทย
ม.๒ ๑. วเิ คราะหป์ จั จยั ที่มผี ลตอ่ การลงทนุ และการ  ความหมายและความสำคญั ของการลงทุนและการ

ออม ออมตอ่ ระบบเศรษฐกิจ

 การบรหิ ารจัดการเงนิ ออมและการลงทุน ภาค

ครัวเรือน

 ปัจจยั ของการลงทนุ และการออมคอื อตั ราดอกเบ้ยี

รวมทง้ั ปัจจัยอื่น ๆ เช่น คา่ ของเงิน เทคโนโลยี การ

คาดเดาเกย่ี วกับอนาคต

 ปญั หาของการลงทนุ และการออมในสงั คมไทย

๒. อธิบายปจั จยั การผลิตสินค้าและบรกิ าร และ  ความหมาย ความสำคัญ และหลกั การผลติ สินค้า

ปจั จยั ท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การผลิตสินคา้ และบรกิ าร และบริการอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

 สำรวจการผลติ สนิ คา้ ในท้องถิน่ วา่ มีการผลติ อะไรบา้ ง

ใช้วิธกี ารผลติ อยา่ งไร มีปญั หาดา้ นใดบา้ ง

 มกี ารนำเทคโนโลยีอะไรมาใช้ทม่ี ีผลต่อ การผลติ
สนิ คา้ และบริการ

 นำหลกั การผลิตมาวเิ คราะห์การผลติ สนิ คา้

และบรกิ ารในท้องถน่ิ ทงั้ ดา้ นเศรษฐกจิ สังคม และ
สง่ิ แวดลอ้ ม


Click to View FlipBook Version