The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

3418014TM-คู่มือครูเคมี-ม4-1[211119]

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หมอกจาง จาง, 2022-07-05 00:25:56

3418014TM-คู่มือครูเคมี-ม4-1[211119]

3418014TM-คู่มือครูเคมี-ม4-1[211119]

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั ประเมนิ และมีอ เิ ล็กพติจราอรนณคาูโ่ ดโมดเเลดกีย่ ลุ วขเหอลง ือSอOย2ู่ 1แ ลคะ ู่ สO่วCนlใ2น พโมบเวล่าก ลุ ใ นOโมCเlล2ก มลุ ี SOO 2เ ปม็น ี อSะ ตเปอ็นมอกะลตาอง มแกลละามงี
อิเล็กตรอนคูโ่ ดดเดีย่ วเหลอื ยู ่ 2 ค่ ู จะเห็นว่า O มจี า� นวนอิเลก็ ตรอนค่โู ดดเดีย่ วมากกว่า S จงึ ท�าให้
ตรวจสอบผล มมุ พนั ธะของ OCl2 มขี นาดเล็กกว่า SO2

1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม S O
และการรว มกันทําผลงาน O <120 � O Cl <<109 � Cl

2. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ ใบงาน เรอื่ ง รปู รา ง SO2 OCl2
ของโมเลกุลโคเวเลนต ภาพท ่ี 3.78 ภาพท่ ี 3.79

3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ ใบงาน เรอ่ื ง รปู รา ง พิจารณาโมเลกุลของ H2O และ NH3 พบว่า ในโมเลกลุ H2O ม ี O เป็นอะตอมกลาง
และมมุ ระหวางพนั ธะของโมเลกุลโคเวเลนต และมอี ิเล็กตรอนคโู่ ดดเดย่ี วเหลอื อย ู่ 2 ค่ ู ส่วนในโมเลกลุ NH3 ม ี N เปน็ อะตอมกลาง และมี
อิเล็กตรอนคูโ่ ดดเด่ยี วเหลอื อยู ่ 1 ค ู่ จะเหน็ วา่ O มจี �านวนอิเล็กตรอนคโู่ ดดเดยี่ วมากกว่า N จึง
4. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด ทา� ใหม้ มุ พันธะของ H2O มขี นาดเล็กกวา่ NH3
5. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงานที่นักเรียนได

สรา งขึน้ จากขั้นขยายความเขาใจ

O H N HH
H 105 � H
107 �

H2O NH3

ภาพท่ ี 3.80 ภาพที่ 3.81

5. โมเลกุลโคเวเลนต์ที่มีรูปร่างเหมือนกัน โดยอะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว
เหลืออยู่เท่ากัน แต่มีอะตอมกลางไม่เหมือนกัน หรืออะตอมที่มาสร้างพันธะด้วยไม่เหมือนกัน
โมเลกุลเหล่านี้จะมีมุมพันธะต่างกัน การพิจารณามุมพันธะของโมเลกุลเหล่าน้ีแบ่งออกได้เป็น
2 กรณ ี ดังนี้
1) โมเลกลุ โคเวเลนตม์ รี ปู รา่ งเหมอื นกนั แตม่ อี ะตอมกลาง
แนวตอบ H.O.T.S. ไมเ่ หมอื นกนั เนอื่ งจากขนาดของมมุ ขน้ึ อยกู่ บั แรงผลกั ของโมเลกลุ H. O. T. S.
โมเลกุลท่ีมีแรงผลักของอิเล็กตรอนบริเวณอะตอมกลางมาก
เน่ืองจากโมเลกุล CH4 ไมมีอิเล็กตรอนคู โมเลกลุ นน้ั จะมขี นาดโมเลกลุ ใหญ่ ซึ่งการพิจารณาวา่ บริเวณใด คําถามทาทายการคดิ ข้ันสงู
โดดเด่ียวเหลือ สวนโมเลกุล NH3 มีอิเล็กตรอนคู จะมีอิเล็กตรอนมากหรือน้อยนั้นจะอาศัยค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี เหตุใดมุม
โดดเดีย่ วเหลือ 1 คู ซง่ึ แรงผลักระหวา งอิเล็กตรอน เปน็ เกณฑ ์ ดงั นนั้ โมเลกลุ ทม่ี รี ปู รา่ งแบบเดยี วกนั แตม่ อี ะตอมกลาง H N H ระหวา่ งพนั ธะ
คูโดดเด่ียวกับอิเล็กตรอนคูรวมพันธะในโมเลกุล ที่ต่างกนั โมเลกลุ ทอี่ ะตอมกลางมคี ่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูงจะมี H H ในโมเลกลุ
NH3 จะมีคามากกวาแรงผลักระหวางอิเล็กตรอน การดึงอิเลก็ ตรอนเข้าหามาก ท�าให้มมุ มขี นาดใหญ่
คูรวมพันธะกับอิเล็กตรอนคูรวมพันธะในโมเลกุล H C H
CH4 จงึ สงผลใหโ มเลกุล NH3 มมี มุ ระหวางพนั ธะ H
นอ ยกวา โมเลกุล CH4
มขอุมงร ะNหHว่า3 งจพงึ ันมธคี ะ่าในน้อโมยเกลวกา่ ุล
ของ CH4

130

แนวทางการวัดและประเมินผล ขอสอบเนน การคิด

ครสู ามารถวดั และประเมนิ ความเขา ใจในเนอื้ หาเรอื่ ง รปู รา งและมมุ ระหวา ง จงเรียงลําดับมุมระหวางพันธะในโมเลกุลโคเวเลนตตอไปน้ี
พนั ธะของโมเลกุลโคเวเลนต ไดจ ากใบสรปุ ความรเู รือ่ ง รูปรา งและมุมระหวาง H2Te H2O H2Se และ H2S จากมากไปนอย
พนั ธะของโมเลกลุ โคเวเลนต ที่นกั เรยี นไดส รา งขน้ึ ในขนั้ ขยายความเขาใจ โดย
ศกึ ษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) 1. H2S > H2Se > H2Te > H2O
ท่ีอยใู นแผนการจดั การเรียนรหู นวยที่ 3 พนั ธะเคมี 2. H2Te > H2Se > H2S > H2O
3. H2O > H2S > H2Se > H2Te
แบบประเมนิ ช้นิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ท่ี 1, 7, 11, 12 4. H2Se > H2S > H2O > H2Te
5. H2O > H2Se > H2Te > H2S
แบบประเมนิ ผังมโนทศั น์
(วิเคราะหค ําตอบ ทงั้ 4 โมเลกลุ มรี ปู รา งเปน มมุ งอทมี่ อี เิ ลก็ ตรอน
คาชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิน้ งาน/ภาระงานของนักเรียนตามรายการท่ีกาหนด แล้วขีด  ลงในช่องท่ีตรง คโู ดดเดยี่ ว 2 คเู หมอื นกนั มอี ะตอมทม่ี าลอ มรอบอะตอมกลางเปน
กบั ระดับคะแนน H เหมอื นกนั แตมีอะตอมกลางตา งกัน ดังน้นั มุมระหวางพันธะ
จะพจิ ารณาทอ่ี ะตอมกลาง โดยโมเลกลุ ทอี่ ะตอมกลางมคี า EN สงู
ลาดบั ที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน จะมมี ุมระหวา งพนั ธะมากกวา โดยคา EN ของ O > S > Se > Te
1 ความสอดคล้องกับจดุ ประสงค์ 4321 ดงั นั้น มุมระหวางพันธะใน H2O > H2S > H2Se > H2Te ดงั นน้ั
2 ความถูกต้องของเนอ้ื หา รวม ตอบขอ 3.)
3 ความคิดสร้างสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา

ลงชื่อ ................................................... ผูป้ ระเมิน
................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมินผังมโนทศั น์

ประเด็นทีป่ ระเมนิ 4 ระดบั คะแนน 1
32 ผลงานไมส่ อดคลอ้ งกับ
1. ความ ผลงานสอดคล้องกบั ผลงานสอดคล้องกับ ผลงานสอดคลอ้ งกับ จุดประสงค์
สอดคลอ้ งกับ จดุ ประสงค์ทุกประเดน็ จุดประสงค์เป็นส่วน จุดประสงคบ์ างประเดน็
จดุ ประสงค์ ใหญ่

2. ความถูกต้อง เน้ือหาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน
ของเนอ้ื หา ถกู ตอ้ งครบถว้ น ถูกต้องเป็นสว่ นใหญ่ ถูกต้องบางประเด็น ไมถ่ ูกต้องเป็นส่วนใหญ่

3. ความคิด ผลงานแสดงถึงความคดิ ผลงานแสดงถึงความคดิ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ ผลงานไมม่ คี วาม
สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยงั ไมม่ ีแนวคิดแปลก น่าสนใจ และไม่แสดง
และเปน็ ระบบ แตย่ ังไมเ่ ป็นระบบ ใหม่ ถึงแนวคิดแปลกใหม่
4. ความตรงต่อ สง่ ชิน้ งานภายในเวลาท่ี ส่งชน้ิ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชน้ิ งานช้ากว่าเวลาที่ สง่ ชิน้ งานชา้ กว่าเวลาท่ี
เวลา กาหนด กาหนด 1 วัน กาหนด 2 วนั กาหนด 3 วนั ข้นึ ไป

T142 เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
14-16 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ากวา่ 8 ปรับปรุง

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

พจิ ารณาโมเลกลุ ของ H2O และ H2S ทัง้ สองโมเลกลุ มีรูปรา่ งเป็นรปู มุมงอทีม่ ี 2 ขน้ั นาํ
อเิ ลก็ ตรอนค่โู ดดเดี่ยวท้งั คู่ แต่ O มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวติ ีมากกว่า S ดงั นน้ั จงึ ทา� ให้ O ดึงดูด
อิเล็กตรอนเข้ามาใกลอ้ ะตอมกลางได้มากกว่า ดงั น้ัน มุมพนั ธะของ H2O > H2S กระตนุ้ ความสนใจ

O S 1. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี น
HH HH ดังนี้
• นักเรียนคิดวา สภาพขั้วท่ีพบในโมเลกุล
มมุ HOH = 105 ํ มมุ HSH = 93.3 ํ โคเวเลนตแบง ออกเปน กล่ี กั ษณะ อะไรบาง
(แนวตอบ : พิจารณาคําตอบของนักเรียน
ภาพที่ 3.82 ภาพท ี่ 3.83 โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
แนวตอบ คอื 2 ลักษณะ คือ สภาพขั้วของ
2) โมเลกุลโคเวเลนต์มีรูปร่างเหมือนกัน แต่มีอะตอมท่ีล้อมรอบไม่เหมือนกัน พนั ธะ และสภาพข้ัวของโมเลกลุ )
ให้พิจารณาจากค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีของอะตอมท่ีมาล้อมรอบ โดยอะตอมที่มาล้อมรอบที่มี • สภาพขวั้ ของพนั ธะและสภาพขวั้ ของโมเลกลุ
ค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูงกว่า โมเลกุลนั้นจะดึงดูดอิเล็กตรอนออกมาจากอะตอมกลางได้มากกว่า แตกตา งกันอยา งไร
จงึ ท�าให้มุมมีขนาดเลก็ (แนวตอบ : พิจารณาคําตอบของนักเรียน
พจิ ารณาโมเลกลุ ของ NH3 และ NF3 ทงั้ สองโมเลกลุ มรี ปู รา่ งเปน็ พรี ะมดิ ฐานสามเหลยี่ ม โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
ทม่ี ี 1 อเิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดีย่ วทงั้ คู่ แต่ F มีคา่ อิเลก็ โทรเนกาติวิตสี งู กวา่ H ดังนัน้ จงึ ท�าให้ F แนวตอบ คอื สภาพขวั้ ของพนั ธะเปน ผลตา ง
ดึงดดู อิเลก็ ตรอนออกมาจากอะตอมกลางได้มากกว่า ดังน้ัน มุมพนั ธะของ NH3 > NF3 ของคา EN ของธาตุที่มาสรางพันธะกัน
สวนสภาพขั้วของโมเลกุลเปนผลรวมของ
H N HH F N FF สภาพขว้ั ของพนั ธะ)

มมุ HNH = 107 ํ มุม FNF = 102 ํ

ภาพท ่ี 3.84 ภาพท ่ี 3.85

1.10 สภาพขวั้ ของโมเลกุล

เมื่ออะตอม 2 อะตอมมาสร้างพันธะโคเวเลนต์กัน จะมีการน�าอิเล็กตรอนมาใช้ร่วมกัน
แตเ่ นอื่ งจากความสามารถในการดงึ ดดู อเิ ลก็ ตรอนของธาตแุ ตล่ ะชนดิ อาจเทา่ กนั หรอื ไมเ่ ทา่ กนั กไ็ ด ้
ดงั นั้น การกระจายตวั ของอิเลก็ ตรอนจึงไม่เท่ากัน เรียกว่า ไดโพลโมเมนต์ (Dipole Moments)
ดงั รปู δ−
δ+

ภาพที่ 3.86 การกระจายตวั ของอเิ ลก็ ตรอนในโมเลกุลโคเวเลนต์

พันธะเคมี 131

ขอ สอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

ขอ ใดแสดงเครอื่ งหมายแสดงขัว้ บนพันธะไดถ ูกตอ ง ครูอาจสรุปความรู เรื่อง มุมระหวางพันธะในโมเลกุลโคเวเลนต เพ่ือให
δ− δ+ δ− δ+ δ+ δ− นักเรียนเกิดความเขาใจมากขึน้ ดงั น้ี

1. H F 2. C H 3. F CI • มุมระหวางพันธะในโมเลกุลโคเวเลนตใหพิจารณาท่ีระยะหางของ
δ+ δ− δ− δ+ อิเล็กตรอนคูรวมพันธะเปนเกณฑ กลาวคือ ถาอิเล็กตรอนคูรวมพันธะอยูหาง
อะตอมกลาง มุมระหวางพันธะจะแคบ แตถาอิเล็กตรอนคูรวมพันธะอยูใกล
4. S H 5. C Br อะตอมกลาง มมุ ระหวางพนั ธะจะกวา ง

(วิเคราะหคําตอบ อะตอมของธาตุที่มคี า EN สูง จะมีประจุเปน • ถาโมเลกลุ โคเวเลนตม อี ะตอมกลางตา งชนดิ กนั แตมีอะตอมทล่ี อ มรอบ
ลบ (δ−) สว นอะตอมของธาตทุ ม่ี คี า EN ตา่ํ จะมปี ระจเุ ปน บวก (δ+) อะตอมกลางชนิดเดยี วกนั มมุ ระหวา งพนั ธะจะแปรผนั ตามคา EN ของอะตอม
กลาง
ขอ 1. ผดิ F มี EN สงู กวา H ดงั นนั้ F จะเปน δ− สว น H จะเปน δ+
ขอ 2. ถกู ตอ ง C มี EN สูงกวา H ดงั นัน้ C จะมปี ระจุเปน δ− • ถา โมเลกลุ โคเวเลนตม อี ะตอมกลางชนดิ เดยี วกนั แตม อี ะตอมทล่ี อ มรอบ
สวน H จะเปนบวก δ+ อะตอมกลางชนดิ เดยี วกนั มมุ ระหวา งพนั ธะจะแปรผกผนั กบั คา EN ของอะตอม
ขอ 3. ผดิ F มี EN สงู กวา Cl ดงั นน้ั F จะเปน δ− สว น Cl จะเปน δ+ ท่มี าลอ มรอบอะตอมกลาง
ขอ 4. ผดิ S มี EN สงู กวา H ดงั นน้ั S จะเปน δ− สว น H จะเปน δ+
ขอ 5. ผดิ Br มี EN สงู กวา C ดงั นนั้ Br จะเปน δ− สว น C จะเปน δ+ T143
ดงั นนั้ ตอบขอ 2.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ค่าท่ีบอกถึงความสามารถในการดึงดูดอิเล็กตรอนของธาตุในรูปสารประกอบ เรียกว่า
ค่าอิเล็กโทรเนกาตวิ ติ ี (Electronegativity; EN) ซ่ึงค่า EN จะมคี า่ มากหรือน้อยข้นึ อยูก่ ับประจุ
สาํ รวจคน้ หา ทอ่ี ยู่ในนิวเคลียส และระยะห่างระหว่างนวิ เคลียสกับเวเลนซ์อิเล็กตรอน
H1 18
1. ครูทบทวนความรู พรอมยกตัวอยางการเกิด 1 B2e
พันธะในโมเลกุลโคเวเลนตตางๆ ท่ีมีการใช 2.20 He
อิเล็กตรอนรวมกันเปนคู แลวนําอภิปรายให Li 1.57 B13 C14 N15 O16 1F7 Ne
นักเรียนคิดตอไปวา อิเล็กตรอนคูรวมพันธะ 2
ควรอยูบริเวณใดระหวางอะตอมคูสรางพันธะ 0.98 2.04 2.55 3.04 3.44 3.98
เพอ่ื นาํ เขา สเู รอ่ื ง สภาพขว้ั ของพนั ธะและสภาพ Na Mg Ai Si P S Cl Ar
ขัว้ ของโมเลกุลโคเวเลนต 3 S3c T4i V5 C6r M7n F8e C9o N10i C11u Z12n Kr
0.93 1.31 1.61 1.90 2.19 2.58 3.16
2. ครูตั้งคําถามใหนักเรียนรวมอภิปรายเกี่ยวกับ K 1.36 1.54 1.63 1.66 1.55 1.83 1.88 1.91 0.89 0.89
ความมีขั้วในโมเลกุลของนํ้า โดยนักเรียน 4 Ca Ga Ge As Se Br
ควรอธิบายไดว า พนั ธะ O H ทง้ั สองเปน 0.82
พันธะมีขว้ั ท่มี ีอาํ นาจไฟฟา เทากัน แตอะตอม 1.00 1.81 2.01 2.18 2.55 2.96
ของ O มีอิเล็กตรอนคูโดดเดีย่ ว 2 คู ทําให Rb Sr Y Zr Nb Mo Tc Ru Rh Pd Ag Cd In Sn Sb Te I Xe
โมเลกลุ ของนา้ํ มรี ปู รา งเปน มมุ งอ ทาํ ใหอ าํ นาจ 5
ไฟฟาของพันธะหักลางกันไมหมด น้ําจึงเปน 0.82 0.95 1.22 1.33 1.6 2.16 2.10 2.2 2.28 2.20 0.89 0.89 1.78 1.96 2.05 2.1 2.66
โมเลกุลโคเวเลนตมีขั้ว โดยดาน O แสดง Cs Ba La Hf Ta W Re Os Lr Pt Au Hg Ti Pb Bi Po At Rn
อํานาจไฟฟาคอนขางลบ สวนดาน H แสดง 6
อํานาจไฟฟา คอนขา งบวก 0.79 0.89 1.10 1.3 1.5 1.7 1.9 2.2 2.2 2.2 2.4 0.89 1.62 2.33 2.02 2.0 2.2
Fr Ra Ac
3. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเรอ่ื ง สภาพขวั้ ของโมเลกลุ 7 Rf Db Sg Bh Hs Mt Ds Rg Cn Nh Fl Mc
โคเวเลนต จากหนังสือเรียนเคมี ม.4 เลม 1 0.7 0.9 1.1
หนา 131-136
6 Ce Pr Nd Pm Sm Eu Gdi Tb Dy Ho Er Tm Yb Lu

1.12 1.13 1.14 1.17 1.20 1.22 1.23 1.24 1.25 1.0
Th Pa U Np Pu Am Cm Bk Cf Es Fm Md No Lr
7
1.3 1.5 1.7 1.3 1.3

ภาพท ่ี 3.87 คา่ อิเล็กโทรเนกาตวิ ติ ีของธาตุบางชนดิ ในตารางธาตุ

หมายเหตุ : ลา� ดบั ค่า EN ท่ีควรทราบ : F > O > Cl > N > Br > I > S > C > H > P > As > T

สภาพข้ัวท่พี บในโมเลกุลโคเวเลนต์สามารถแบง่ ออกได้เปน็ 2 ลักษณะ คือ สภาพข้ัวของ
พันธะ ซง่ึ เปน็ ผลต่างของค่า EN ของธาตุที่มาสรา้ งพนั ธะกัน และสภาพขว้ั ของโมเลกลุ ซ่ึงเป็น
ผลรวมของสภาพข้วั ของพนั ธะ

1. สภาพขั้วของพันธะ เป็นการพิจารณาสภาพขั้วเฉพาะคู่ของธาตุท่ีมาสร้างพันธะกัน
โดยแบง่ สภาพขั้วของพันธะออกได้เปน็ 2 แบบ ดังนี้
1) พันธะไม่มีข้ัว (non-polar covalent bond) เป็นพันธะท่ีเกิดจากธาตุชนิดเดียวกัน
มาสรา้ งพนั ธะรว่ มกัน จงึ ท�าให้มกี ารกระจายของอิเลก็ ตรอนเทา่ ๆ กนั ระหวา่ ง 2 อะตอม พนั ธะ
โคเวเลนต์แบบไมม่ ีข้วั เม่ือนา� ไปไวใ้ นสนามแมเ่ หลก็ จะไม่เกดิ การเบ่ียงเบน พนั ธะโคเวเลนตแ์ บบ
ไมม่ ีขวั้ อาจพบได้ทัง้ ในพันธะเดยี่ ว เช่น H2 Cl2 พันธะคู่ เช่น O2 และพนั ธะสาม เช่น N2 เป็นตน้
พจิ ารณาโมเลกลุ ของ Cl2 เนอ่ื งจากอะตอมของ Cl
ท่มี าสรา้ งพันธะด้วยกันนัน้ มคี า่ อเิ ล็กโทรเนกาติวติ เี ท่ากนั ดงั น้ัน
อิเล็กตรอนจึงถูกแรงดึงดูดจากนิวเคลียสของทั้งสองอะตอม Cl Cl
ดว้ ยแรงเทา่ ๆ กนั จงึ ทา� ใหม้ กี ารกระจายตวั ของอเิ ลก็ ตรอนเทา่ กนั
Cl2 จงึ เปน็ พันธะไมม่ ีข้วั ดงั รปู
ภาพท ี่ 3.88
132

เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ

ครูอาจสรุปเกี่ยวกับสภาพข้ัวของพันธะ เพ่ือใหนักเรียนเกิดความเขาใจ โมเลกลุ ในขอใดทม่ี ีพันธะโคเวเลนตแบบมขี ว้ั มากทีส่ ุด
ที่มากข้นึ ดงั น้ี 1. HF 2. BF3
3. NH3 4. CCl4
ลกั ษณะของพนั ธะโคเวเลนตไ มม ีขวั้ เปนดังนี้ 5. BeCl2
• อะตอมท่ีมาลอมรอบอะตอมกลางเปน ธาตุเดียวกนั
• อะตอมที่มาลอ มรอบอะตอมกลางมีคา EN เทา กนั (วเิ คราะหค ําตอบ เน่ืองจาก B และ F มีคาอิเล็กโทรเนกาติวิตี
• โมเลกลุ ทีเ่ กิดจากขัว้ ของพันธะหกั ลางกันหมด แตกตา งกันมากท่ีสดุ จึงทาํ ใหพ ันธะ B F เปน พนั ธะท่ีมขี ั้วมาก
• เชน N2 F2 H2 Cl2 O2 เปนตน ที่สุด ดังนนั้ ตอบขอ 2.)
ลักษณะของพันธะโคเวเลนตม ีขั้ว เปนดังนี้
• อะตอมที่มาลอ มรอบอะตอมกลางเปนธาตตุ างชนิดกนั
• อะตอมทมี่ าลอ มรอบอะตอมกลางมคี า EN ตางกนั
• โมเลกลุ ทเี่ กดิ จากขว้ั ของพนั ธะหกั ลา งกนั ไมห มด จงึ แสดงทศิ ทางของขวั้

โดยทศิ จะหันไปทางขวั้ ลบ
• เชน H2O SO2 NH3 HCN เปนตน

T144

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

2) พนั ธะมขี วั้ (polar covalent bond) เปน็ พนั ธะทเ่ี กดิ จากธาตตุ า่ งชนดิ สรา้ งพนั ธะรว่ มกนั ขนั้ สอน
ทา� ใหม้ ีการกระจายของอิเลก็ ตรอนไมเ่ ท่ากนั ระหวา่ ง 2 อะตอม โดยด้านอโลหะท่มี ีคา่ EN สงู กว่า
จะมีการกระจายตวั ของอเิ ล็กตรอนสูง จะมสี ภาพเป็นประจุลบ เขียนแทนดว้ ย δ− ส่วนด้านอโลหะ อธบิ ายความรู้
ทม่ี คี า่ EN ตา�่ กว่าจะมกี ารกระจายตัวของอเิ ลก็ ตรอนนอ้ ย จะมีสภาพเปน็ ประจุบวก เขยี นแทน
ดว้ ย δ+ การแสดงสภาพขวั้ ของพนั ธะนิยมใช้เครือ่ งหมาย โดยทีด่ ้านหัวลูกศรเปน็ ดา้ น 1. ครตู ้งั คําถามใหนกั เรียนรวมกนั อภิปราย เรอ่ื ง
ท่แี ทนประจุลบ ส่วนอีกดา้ นหน่ึงจะแทนประจุบวก พันธะมขี ัว้ เมือ่ น�าไปไวใ้ นสนามแมเ่ หล็กจะเกดิ สภาพขัว้ ของโมเลกุลโคเวเลนต เชน
การเบีย่ งเบน ตวั อย่างของพันธะมขี ั้ว เชน่ พันธะในโมเลกุลของ HF HCl HBr ClF เปน็ ตน้ • เขียนสภาพขั้วของพันธะโดยใชสัญลักษณ
พิจารณาในโมเลกุลของ HF เนื่องจากอะตอมของ F มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี δ+ และ δ− แสดงสภาพขัว้ คอนขางเปนบวก
สงู กวา่ H อเิ ลก็ ตรอนจงึ ถกู แรงดงึ ดดู จากนวิ เคลยี สของอะตอม F ดงึ เขา้ มามากกวา่ จงึ ทา� ใหม้ กี าร และสภาพข้ัวคอนขางเปนลบ ตามลําดับ
กระจายตวั ของอเิ ลก็ ตรอนบรเิ วณ F มากกวา่ H ดงั นนั้ ทางดา้ น F ของพนั ธะตอ ไปนี้
จึงมปี ระจเุ ปน็ ลบ (δ−) สว่ นด้าน H เปน็ ด้านทีม่ อี ิเล็กตรอนอยู่ δ+ δ− C H O S H S NO
นอ้ ยกวา่ จงึ มปี ระจเุ ปน็ บวก (δ+) สามารถเขยี นสญั ลกั ษณแ์ ทนขวั้ B Cl H Br C Cl H Si
HF (แนวตอบ

ของพันธะได ้ ดงั รปู สญั ลักษในณโม์แBเทลeนCกขlุล2วั้ ขHอFงพนั ธะ δ− δ+ δ− δ+ δ+ δ− δ+ δ−
พิจารณาโมเลกุลของ ClF เนื่องจากอะตอม ภาพท ่ี 3.89
ของ F มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูงกว่า Cl อิเล็กตรอนจึงถูก CH OS HS NO

δ+ δ− δ+ δ− δ+ δ− δ− δ+

B CI H Br C CI H Si)

แรงดงึ ดดู จากนวิ เคลยี สของอะตอม F ดงึ เขา้ มามากกวา่ จงึ ทา� ให้ δ+ δ−
มกี ารกระจายตวั ของอเิ ล็กตรอนบรเิ วณ F มากกว่า Cl ดงั นั้น
ทางดา้ น F จงึ มปี ระจุเปน็ ลบ (δ−) ส่วนดา้ น Cl เป็นด้านที่มี Cl F
อิเล็กตรอนอย่นู ้อยกว่า จงึ มีประจเุ ป็นบวก (δ+) สามารถเขยี น
สัญลกั ใษนณโม์แBเทลeนCกขลุl2ัว้ CขอlFงพนั ธะ

สัญลักษณ์แทนขว้ั ของพนั ธะได ้ ดงั รูป ภาพท่ี 3.90

ความแรงของขวั้ ในพนั ธะโคเวเลนตจ์ ะพจิ ารณาจากผลตา่ งของคา่ อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ี
(EN) ของอะตอมที่มาสร้างพันธะกนั โดยถ้าอะตอมท่มี าสร้างพันธะกนั มผี ลตา่ งของค่า EN มาก
พนั ธะนน้ั จะมสี ภาพขวั้ ไฟฟา้ มาก แตถ่ า้ ผลตา่ งของคา่ EN นอ้ ย พนั ธะนน้ั จะมสี ภาพขวั้ ไฟฟา้ นอ้ ย เชน่
HF H มีค่า EN = 2.20 สว่ น F มีคา่ EN = 3.98
ผลตา่ งของค่า EN มคี ่าเท่ากบั 3.98 - 2.20 = 1.78
HCl H มคี า่ EN = 2.20 สว่ น Cl มคี า่ EN = 3.16
ผลตา่ งของค่า EN มีคา่ เท่ากับ 3.16 - 2.20 = 0.96
จะเห็นว่า ผลตา่ งของคา่ EN ที่เกดิ ในพันธะ HF > HCl ดังนนั้ สภาพขวั้ ของพนั ธะ
HF > HCl ด้วย

แบบฝกึ หัด พไมิจม่ าีขรณ้ัว าถโา้มเเปล็นกโุลมโเคลเกวุลเลมนขี ตวั้ ์ตให่อเ้ไขปยี นนี้ สHัญCลNกั ษBณF์แ3สดHง2สOภาพCHข้ัว4ขแอลงะพ ันCธHะCดlว้ 3ยแลว้ ระบุว่ามีข้วั หรอื

พันธะเคมี 133

ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

ขอ ใดเรียงลําดบั สภาพขวั้ ของพันธะจากนอ ยไปมากไดถ ูกตอง ในการเรยี นการสอน เรอ่ื ง สภาพขวั้ ของพนั ธะ และสภาพขว้ั ของสารโคเวเลนต
1. C C < C Cl < H S < B F นกั เรยี นอาจเกดิ ความสบั สนระหวา งสภาพขว้ั ของพนั ธะ และสภาพขวั้ ของโมเลกลุ
2. C Cl < H S < B F < C C ดงั นนั้ ครจู งึ ควรยกตวั อยางสารโคเวเลนตทมี่ ีสภาพข้ัวทหี่ ลากหลาย เชน
3. H S < B F < C C < C Cl
4. B F < C Cl < H S < C C • สารทีเ่ ปนพนั ธะไมม ีขัว้ และเปน โมเลกลุ ไมมีข้ัว
5. C C < H S < C Cl < B F • สารที่เปนพันธะมีขัว้ และเปน โมเลกุลมขี ั้ว
• สารทเ่ี ปน พนั ธะมขี ว้ั แตเ ปน โมเลกลุ ไมมขี ้วั
(วเิ คราะหค าํ ตอบ C C เปนพนั ธะไมม ขี ั้ว จงึ มีสภาพขัว้ ของ แลวใหน ักเรียนพจิ ารณาวา สารนนั้ มสี ภาพข้ัวของพันธะ และสภาพขวั้ ของ
พันธะนอ ยทสี่ ุด สว นสภาพขัว้ ของพันธะ H S < C Cl < โมเลกุลเปน อยา งไร เพ่อื ใหนักเรียนเกดิ ความเขา ใจท่ถี ูกตองมากขึน้
B F เพราะผลตางของคา อิเล็กโทรเนกาติวิตีเพ่มิ ข้ึน ตามลาํ ดบั
สภาพขวั้ ของพันธะจึงเรยี งลาํ ดบั ได ดังน้ี C C < H S <
C Cl < B F ดงั น้ัน ตอบขอ 5.)

T145

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน 2. สภาพขั้วของโมเลกุล เป็นผลรวมของสภาพขั้วของพันธะแบบเวกเตอร์ ซ่ึงในการ

อธบิ ายความรู้ พจิ ารณาวา่ โมเลกลุ ใดเปน็ โมเลกลุ โคเวเลนตแ์ บบมขี ว้ั หรอื ไมม่ ขี ว้ั นนั้ สามารถพจิ ารณาได ้ 2 กรณ ี
ดงั น้ี
• สารโคเวเลนตที่กําหนดใหตอไปน้ี F2 HCl กรณีท่ี 1 โมเลกุลทมี่ เี พียง 2 อะตอม การพิจารณาสภาพขว้ั ของโมเลกลุ ทา� ได้ ดังนี้
CH4 H2S CH3Cl SF6 CO2 และ NH3 เปน • ถา้ โมเลกลุ โคเวเลนตท์ ่ีพิจารณามเี พียง 2 อะตอม และท้งั 2 อะตอมนน้ั เป็นธาตุชนิด
โมเลกุลมขี วั้ หรือไมมีขั้ว เดียวกนั โมเลกุลน้นั จะเป็นโมเลกุลไม่มขี วั้ เช่น H2 F2 O2 N2 เป็นต้น
(แนวตอบ F2 CH4 SF6 และ CO2 เปน โมเลกลุ • ถา้ โมเลกุลโคเวเลนตท์ ่ีพิจารณามีเพยี ง 2 อะตอม และท้ัง 2 อะตอมนั้นเปน็ ธาตตุ ่าง
ไมม ีข้ัว ชนิดกนั โมเลกลุ นน้ั จะเปน็ โมเลกุลมขี วั้ เช่น HF HCl HBr HI ClF เป็นตน้
HCl H2S CH3Cl และ NH3 เปน กรณที ี ่ 2 โมเลกลุ ทีม่ ีตง้ั แต่ 3 อะตอมข้นึ ไป พิจารณาสภาพข้วั ของโมเลกุลได ้ ดงั น้ี
โมเลกุลมีข้วั ) 1. วาดรูปรา่ งของโมเลกลุ โคเวเลนตท์ ีต่ อ้ งการพจิ ารณาให้ถูกตอ้ ง
2. เขียนลูกศรแสดงสภาพขวั้ ของพนั ธะ
3. หาแรงลพั ธ์ของสภาพขวั้ แบบเวกเตอร ์ โดย
ถา้ แรงลัพธ์ไมเ่ ป็นศูนย์ แสดงวา่ โมเลกลุ น้นั เป็นโมเลกลุ มขี ้วั (dipole molecule)
ถา้ แรงลพั ธเ์ ปน็ ศนู ย ์ แสดงวา่ โมเลกลุ นนั้ เปน็ โมเลกลุ ไมม่ ขี ว้ั (non-dipole molecule)

Chemistry การระบชุ นดิ ของพนั ธะจากผลตา่ งของคา่ อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ี

Focus

ผลต่างของคา่ อิเลก็ โทรเนกาตวิ ิตขี องอะตอมท่ีมาสร้างพนั ธะกนั นัน้ เป็นปจั จยั หนง่ึ ที่ใชใ้ นการบอก
ความเปน็ พันธะไอออนกิ หรอื พนั ธะโคเวเลนต์ของสารประกอบได ้ ดังนี้
• พนั ธะโคเวเลนต์แบบไมม่ ีข้วั จะมีผลต่างของคา่ EN น้อยกว่า 0.4
• พนั ธะโคเวเลนตแ์ บบมขี ัว้ จะมีผลต่างของคา่ EN อยู่ระหวา่ ง 0.4 ถึง 2.0
• พนั ธะไอออนิก จะมีผลต่างของค่า EN มากกว่า 2.0

δ+ δ− -+

พนั ธะโคเวเลนตแ์ บบไม่มีขวั้ พนั ธะโคเวเลนตแ์ บบมีข้วั พันธะไอออนิก

0.0 0.4 2.0 4.0
ภาพท ่ี 3.91 ผลตา่ งของค่าอเิ ล็กโทรเนกาติวิตี

134

เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด

ครูอาจสรุปเกี่ยวกับสภาพข้ัวของโมเลกุล เพ่ือใหนักเรียนเกิดความเขาใจ โมเลกุลในขอใดเปน โมเลกลุ ไมมขี วั้ ทุกชนิด
ที่มากข้ึน ดังนี้ 1. SO2 และ HF 2. CH4 และ NH3
3. AsF5 และ BF3 4. HCN และ CHCl3
ลักษณะของโมเลกลุ โคเวเลนตไมม ขี ว้ั เปน ดังน้ี 5. H2O และ CH2O
• อะตอมคูท ีเ่ ปนธาตุเดียวกัน
• สารประกอบไฮโดรคารบ อน (CxHy) (วเิ คราะหคาํ ตอบ SO2 HF NH3 HCN CHCl3 H2O และ CH2O
• สารประกอบท่ีมีรูปรางเปนเสนตรง สามเหล่ียมแบนราบ ทรงสี่หนา เปนโมเลกุลมขี ว้ั CH4 AsF5 และ BF3 เปนโมเลกุลไมม ีข้ัว ดงั นนั้
ตอบขอ 3.)
พรี ะมดิ คฐู านสามเหล่ยี ม โดยตองมอี ะตอมที่ลอมรอบเปน ธาตุเดยี วกัน
• เชน F2 C2H6 CCl4 BeCl2 เปน ตน
ลกั ษณะของโมเลกุลโคเวเลนตมีข้ัว เปนดังน้ี
• อะตอมคูท ี่เปน ธาตุคนละตวั
• สารประกอบที่มีรปู รางเปน มุมงอ และพรี ะมิดฐานสามเหลย่ี ม
• สารประกอบที่มีธาตุท่ลี อมรอบอะตอมกลางตางชนดิ กัน
• เชน HF H2O NH3 CH3Cl เปนตน

T146

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ตวั อยา่ งการพจิ ารณาสภาพขวั้ ของโมเลกลุ ทม่ี ตี ง้ั แต ่ 3 อะตอมขน้ึ ไป แสดงดงั ตารางท ่ี 3.7 ขน้ั สรปุ

ตารางที่ 3.7 : สภาพข้ัวของโมเลกลุ โคเวเลนต์บางชนิด ขยายความเขา้ ใจ

โมเลกลุ ทิศทาง รปู รา่ ง แรงลัพธ์ สภาพขวั้ ของโมเลกลุ 1. ครูใหน กั เรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน สบื คน
ของขัว้ พนั ธะ โมเลกลุ ของสภาพขวั้ มีขัว้ ไม่มีขวั้ ขอมูลเพิ่มเติมเก่ียวกับสภาพข้ัวของพันธะ
และสภาพขว้ั ของโมเลกลุ โคเวเลนต จากแหลง
BeCl2 Cl Be Cl เสน้ ตรง เป็นศนู ย์ ✓ ขอมูลตางๆ จากน้ันเลือกสารโคเวเลนตมา
20 ชนิด พรอมเขียนแสดงข้ัวของพันธะและ
HCN HCN เส้นตรง ไมเ่ ปน็ ศูนย์ ✓ สภาพข้ัวของโมเลกุล ลงในกระดาษ A4 แลว
นาํ ไปแปะทบ่ี อรด หนา หอ งเรยี น เพอื่ ใหน กั เรยี น
O กลุม อ่นื ไดศกึ ษา

CH2O C สามเหลีย่ ม ไม่เปน็ ศนู ย์ ✓ 2. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เร่ือง สภาพขั้วของ
HH แบนราบ พันธะและสภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต

3. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี
ม.4 เลม 1

H

CH4 HCH ทรงสี่หน้า เป็นศูนย์ ✓

H
Cl

CH3Cl C ทรงสี่หน้า ไม่เปน็ ศนู ย์ ✓
HH
H

F
F As F
AsF5 FF พีระมดิ คู่ฐาน เป็นศนู ย์ ✓
สามเหล่ียม

SO2 O S O มมุ งอ ไม่เปน็ ศูนย์ ✓

พันธะเคมี 135

ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

สารทุกตัวในขอใดมีพันธะโคเวเลนตแบบมีข้ัว แตเปนโมเลกุล ครูอาจอธิบายเพ่มิ เติมเกีย่ วกับการละลายนํา้ ของโมเลกลุ โคเวเลนต ดงั น้ี
ไมมขี ว้ั • โมเลกุลมีขั้วจะละลายในน้ําได เพราะโมเลกุลมีข้ัวสามารถสอดแทรก
1. H2 SF6 SiH4 2. H2 HF SiH4 เขาไปในโมเลกุลของนํ้า แลวเกิดแรงดึงดูดระหวางโมเลกุลของนํ้ากับข้ัวของ
3. SF6 CO2 HF 4. H2 CO2 PCl5 โมเลกลุ มีขั้วน้ัน
5. SiH4 PCl5 SF6 • โมเลกุลไมมีขั้วจะไมละลายน้ํา เพราะโมเลกุลไมมีขั้วไมเกิดแรงดึงดูด
ระหวางขั้วของโมเลกุลของสารกับโมเลกุลของนํ้า ทําใหไมมีการสอดแทรกกัน
(วเิ คราะหคําตอบ H2 เปนพันธะไมมขี ัว้ และเปนโมเลกุลไมมขี ัว้ ระหวา งโมเลกุลของสารกบั โมเลกลุ ของนํ้า
SF6 เปน พนั ธะมีขัว้ แตเปน โมเลกลุ ไมม ขี ัว้ • ปรากฏการณที่โมเลกุลมีขั้วเขาลอมรอบไอออน เรียกวา โซลเวชัน
SiH4 เปน พันธะมีขั้ว แตเ ปนโมเลกุลไมมขี วั้ (solvation) แตถ า เปน ปรากฏการณท น่ี ํา้ เขา ลอมรอบไอออน เรยี กวา ไฮเดรชนั
HF เปนพันธะมขี ั้ว และเปนโมเลกุลมขี ้ัว (hydration)
CO2 เปน พนั ธะมขี ั้ว แตเ ปนโมเลกุลไมม ีขัว้ • โมเลกุลมีข้ัวจะละลายไดในโมเลกุลมีข้ัว เชน แกสไฮโดรเจนคลอไรด
PCl5 เปน พนั ธะมขี วั้ แตเปน โมเลกุลไมม ีขว้ั (HCl) ละลายไดใ นนํ้า (H2O) และโมเลกุลไมม ขี ว้ั จะละลายไดใ นโมเลกุลไมมีข้วั
ดังน้ัน ตอบขอ 5.) เชน มเี ทน (CH4) ละลายไดในเบนซนี (C6H6) คารบ อนเตตระคลอไรด (CCl4)

Tเปน ตน 147

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั ประเมนิ ในโมเลกุลโคเวเลนต์บางโมเลกุลอาจเป็นไดท้ ้งั โมเลกลุ ท่ีมีขัว้ หรอื ไม่มขี ั้วกไ็ ด้ ซึง่ ทง้ั นี้
ข้ึนอยูก่ บั การเขยี นสตู รโครงสร้าง ตัวอย่างเชน่
ตรวจสอบผล กรณี C2H2Cl2 สามารถเขียนสูตรโครงสรา้ งได้ 3 แบบ ดังน้ี

1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม H Cl H Cl Cl Cl
และการรวมกนั ทําผลงาน CC CC CC

2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงาน เรื่อง Cl H H Cl HH
สภาพข้ัวของพันธะและสภาพขั้วของโมเลกุล
โคเวเลนต โครงสรา้ งน้ีผลรวมของขั้วของพนั ธะ โครงสร้างนผ้ี ลรวมของขั้วของพนั ธะ โครงสรา้ งนผี้ ลรวมของขว้ั ของพนั ธะ
เทา่ กับศนู ย์ จึงเปน็ โมเลกลุ ไม่มขี วั้ ไมเ่ ท่ากบั ศูนย์ จงึ เป็นโมเลกุลมีข้ัว ไมเ่ ทา่ กบั ศนู ย ์ จงึ เปน็ โมเลกลุ มขี วั้
3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ แบบฝก หัด
4. ครูวัดและประเมินผลจากช้ินงานท่ีนักเรียนได ภาพท ่ี 3.92 ภาพที่ 3.93 ภาพท ี่ 3.94

สรา งข้นึ จากขั้นขยายความเขา ใจ

กรณี PH2Cl3 สามารถเขยี นสูตรโครงสรา้ งได ้ 3 แบบ ดังนี้

H Cl Cl H Cl
Cl P Cl P Cl

H Cl Cl H Cl P
H

H

โครงสร้างน้ผี ลรวมของขั้วของพนั ธะ โครงสร้างน้ีผลรวมของขว้ั ของพนั ธะ โครงสร้างนผ้ี ลรวมของข้วั ของพนั ธะ
เท่ากบั ศนู ย ์ จงึ เป็นโมเลกลุ ไม่มีขั้ว ไมเ่ ท่ากับศูนย์ จึงเป็นโมเลกลุ มขี ัว้ ไมเ่ ท่ากบั ศูนย ์ จงึ เปน็ โมเลกุลมีขวั้

ภาพท ่ี 3.95 ภาพที่ 3.96 ภาพท ่ี 3.97

จากที่ได้ศึกษามา จะสามารถสรุปเกี่ยวกับสภาพข้ัว Chemistry
ของโมเลกลุ โคเวเลนต์ได ้ ดงั น้ี
• โมเลกุลโคเวเลนต์ที่มีพันธะโคเวเลนต์แบบไม่มีขั้ว in real life
โมเลกุลจะไม่มีข้ัวด้วย
• โมเลกุลโคเวเลนต์ท่ีมีพันธะโคเวเลนต์แบบมีขั้ว เตาไมโครเวฟให้ความร้อนแก่
โมเลกุลอาจจะมีขั้วหรือไม่มีข้ัวก็ได้ โดยสภาพข้ัวของโมเลกุล อาหาร โดยการแผค่ ลนื่ ไมโครเวฟ
จะขึน้ อยกู่ บั ผลรวมเวกเตอร์ของทุกพนั ธะในโมเลกลุ ดังน้ี ชว่ งความถ ี่2.45 GHz ผา่ นเขา้ ไป
- ถา้ ผลรวมเวกเตอรห์ กั ลา้ งกนั หมด (ผลรวมเทา่ กบั ในอาหาร โดยหลักการที่ท�าให้
ศูนย์) แสดงว่าเป็นโมเลกลุ ไมม่ ีขัว้ อาหารสกุ ไดเ้ กดิ จากอตั รากริ ยิ า
- ถ้าผลรวมเวกเตอร์หักล้างกันไม่หมด (ผลรวม ระหวา่ งสนามไฟฟา้ ของรงั สกี บั
ไมเ่ ทา่ กับศูนย)์ แสดงวา่ เป็นโมเลกุลมขี ว้ั โมเลกุลมีข้ัวในอาหาร (น�้า)
ส่งผลโมเลกุลเหล่าน้ีหมุนสลับ
ไปมาทา� ให้เกิดความร้อนขน้ึ

136

แนวทางการวัดและประเมินผล ขอสอบเนน การคดิ

ครูสามารถวัดและประเมินความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง สภาพข้วั ของพนั ธะ โมเลกลุ ในขอใดเปน โมเลกุลมีขั้วทุกชนดิ
และสภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต ไดจากใบสรุปความรู เร่ือง สภาพข้ัวของ 1. NH3 CO2 และ HF
พนั ธะและสภาพขว้ั ของโมเลกลุ โคเวเลนต ทนี่ กั เรยี นไดส รา งขน้ึ ในขนั้ ขยายความ 2. PH3 H2O และ HCN
เขา ใจ โดยศกึ ษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ชนิ้ งาน/ภาระงาน 3. OF2 CH2O และ SF6
(รวบยอด) ที่อยใู นแผนการจัดการเรียนรหู นวยท่ี 3 พันธะเคมี 4. C2H4 N2O และ PCl5
5. SiH4 NCl3 และ CCl4
แบบประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่ 1, 7, 11, 12
(วิเคราะหค ําตอบ NH3 HF PH3 H2O HCN OF2 CH2O และ
แบบประเมนิ ผงั มโนทัศน์ NCl3 เปน โมเลกุลมขี วั้

คาชแ้ี จง : ให้ผสู้ อนประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงานของนักเรียนตามรายการที่กาหนด แล้วขีด  ลงในช่องท่ีตรง CO2 SF6 C2H4 N2O PCl5 SiH4 และ CCl4
กบั ระดับคะแนน เปนโมเลกลุ ไมมขี ้ัว
ดังน้ัน ตอบขอ 2.)
ลาดับท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
1 ความสอดคล้องกับจดุ ประสงค์ 4321
2 ความถกู ตอ้ งของเนอ้ื หา รวม
3 ความคดิ สร้างสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา

ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมนิ
................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมนิ ผังมโนทศั น์

ประเดน็ ทีป่ ระเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32 ผลงานไมส่ อดคล้องกับ
1. ความ ผลงานสอดคลอ้ งกบั ผลงานสอดคลอ้ งกบั ผลงานสอดคล้องกับ จดุ ประสงค์
สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์ทุกประเด็น จุดประสงค์เป็นส่วน จดุ ประสงคบ์ างประเดน็
จุดประสงค์ ใหญ่

2. ความถูกตอ้ ง เนอื้ หาสาระของผลงาน เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน
ของเน้ือหา ถูกตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องเป็นสว่ นใหญ่ ถกู ต้องบางประเด็น ไมถ่ กู ต้องเปน็ ส่วนใหญ่

3. ความคดิ ผลงานแสดงถึงความคิด ผลงานแสดงถงึ ความคดิ ผลงานมคี วามน่าสนใจ ผลงานไม่มีความ
สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ แปลกใหม่ สรา้ งสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยงั ไมม่ แี นวคิดแปลก น่าสนใจ และไม่แสดง
และเป็นระบบ แต่ยงั ไมเ่ ปน็ ระบบ ใหม่ ถงึ แนวคิดแปลกใหม่
4. ความตรงต่อ สง่ ชนิ้ งานภายในเวลาท่ี สง่ ชิน้ งานช้ากว่าเวลาท่ี สง่ ช้นิ งานชา้ กวา่ เวลาที่ สง่ ชน้ิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
เวลา กาหนด กาหนด 1 วัน กาหนด 2 วัน กาหนด 3 วนั ข้ึนไป

T148 เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
14-16 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ากวา่ 8 ปรับปรุง

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

1.11 แรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งโมเลกุล ขน้ั นาํ

แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลเป็นแรงที่ยึดระหว่างโมเลกุลกับโมเลกุล ซ่ึงเป็นแรงที่ใช ้ กระตนุ้ ความสนใจ
ในการอธบิ ายสมบตั ิทางกายภาพของสารประกอบ เช่น จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความหนาแนน่
การละลายของโมเลกลุ โคเวเลนต ์ เปน็ ตน้ โดยแรงยดึ เหนย่ี วระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนตม์ หี ลายชนดิ 1. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี น
ดังน้ี ดงั น้ี
• นักเรียนคิดวา สารโคเวเลนตแตละชนิด
1. แรงลอนดอน (London force) หรอื แรงกระจาย (Disperse force) เปน็ แรงทพ่ี บใน จะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวตางกัน
หรือไม
สารประกอบโคเวเลนตท์ กุ ๆ โมเลกลุ แตจ่ ะเหน็ ไดช้ ดั เจนในโมเลกลุ ทไ่ี มม่ ขี วั้ เกดิ จากการทโี่ มเลกลุ (แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน
มีการส่ันอยู่ตลอดเวลา ท�าให้การกระจายตัวของอิเล็กตรอนไม่สม�่าเสมอ จึงท�าให้เกิดสภาพข้ัว โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
ช่ัวคราวในโมเลกุลข้ึน เม่ือสภาพขั้วช่ัวคราวท่ีเกิดขึ้นมาอยู่ใกล้กันจะเกิดแรงดึงดูดซึ่งกัน แนวตอบ คือ สารโคเวเลนตแตละชนดิ จะมี
และกัน ท�าให้เกดิ แรงลอนดอนขน้ึ ตัวอยา่ งโมเลกุลทมี่ แี รงระหว่างโมเลกุลเปน็ แรงลอนดอน เชน่ จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวแตกตางกัน)
H2 F2 Cl2 Br2 I2 CH4 CO2 BCl3 เป็นต้น • จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสาร
โคเวเลนตขึน้ อยูกับส่งิ ใด
เกิดสภาพขวั้ ช่ัวขณะ เหน่ียวนา� โมเลกุลขา้ งเคียงให้เกดิ สภาพขวั้ ดว้ ย (แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน
โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
(NAe) δ− (NAe) δ− (NAe) แนวตอบ คอื แรงยดึ เหนย่ี วระหวา งโมเลกลุ )

δ+ δ+
δ−

(NBe) (NBe) แรงลอนดอน (NBe) δ+

ภาพท ี่ 3.98 ลกั ษณะการเกดิ แรงลอนดอนในโมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนต์

แรงท่ียึดระหว่างโมเลกุลกับโมเลกุลเป็นแรงที่ใช้ในการอธิบายการหลอมเหลวและการ
เดอื ดของสาร ตวั อยา่ งเช่น เมือ่ ท�าลายแรงลอนดอนท่ยี ึดเหนย่ี วโมเลกุลของผลึก I2 จะทา� ให ้ I2
มีการหลอมเหลวขึ้น แต่ถ้าให้พลังงานเพิ่มอีกจะท�าให้แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลหมดไป I2
จะกลายเปน็ แกส๊ I2

พันธะเคมี 137

ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู

แรงยดึ เหนย่ี วในขอ ใดเปน แรงยึดเหน่ยี วระหวางโมเลกุล ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ เกย่ี วกับแรงยดึ เหนย่ี วของสารวา แรงยดึ เหนย่ี วของสาร
1. แรงลอนดอนและพนั ธะโลหะ แบง ออกเปน 2 ประเภท ดงั แผนภาพ
2. แรงลอนดอนและพันธะไฮโดรเจน
3. พนั ธะไอออนกิ และพนั ธะโคเวเลนต แรงยึดเหนยี่ วของสาร
4. พันธะไฮโดรเจนและพันธะโคเวเลนต
5. แรงดงึ ดูดระหวา งขวั้ และพันธะไอออนกิ แรงยึดเหนี่ยวภายในโมเลกลุ แรงยึดเหนีย่ วระหวา งโมเลกลุ (โคเวเลนต)

(วเิ คราะหคาํ ตอบ แรงลอนดอน พนั ธะไฮโดรเจน และแรงดงึ ดดู พันธะโคเวเลนต แรงแวนเดอรว าลส พนั ธะไฮโดรเจน
ระหวางขั้ว เปน แรงยึดเหน่ยี วระหวา งโมเลกุล พันธะโลหะ
พันธะไอออนกิ มีขวั้ -มีขั้ว ไมม ีขั้ว-ไมม ขี ้ัว
พนั ธะโลหะ พนั ธะไอออนกิ และพนั ธะโคเวเลนต แรงดงึ ดดู ระหวา งขวั้
เปนแรงยึดเหนี่ยวภายในโมเลกุล ดงั นั้น ตอบขอ 2.) แรงลอนดอน

T149

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน สา� หรบั จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวของโมเลกลุ ทม่ี แี รงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ เปน็ แรง
ลอนดอนนน้ั จะมีค่ามากขึน้ เมือ่ ขนาดของโมเลกลุ เพิม่ ขนึ้ ดงั ตารางท ่ี 3.8
สาํ รวจคน้ หา
ตารางท่ี 3.8 : จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวของโมเลกลุ ทม่ี แี รงยดึ เหนย่ี วระหวา่ งโมเลกลุ เปน็ แรงลอนดอน
1. ครูทบทวนความรูเก่ียวกับแรงยึดเหนี่ยว
ระหวางอนุภาคของสารในสถานะตางๆ เพื่อ สาร มวลโมเลกุล จุดเดือด ( �C) จุดหลอมเหลว ( ํC)
ใหไดแนวคิดวาจุดเดือดและจุดหลอมเหลว
เปน ปจ จยั ประการหนง่ึ ทแ่ี สดงถงึ แรงยดึ เหนย่ี ว F2 38 -220 -188
ระหวา งโมเลกลุ ของสาร Cl2 71 -101 -35
Br2 160 -7 59
2. ครยู กตัวอยางจุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวของ I2 254 114 184
แกส เฉอ่ื ยและสารโคเวเลนตบ างชนดิ จากน้นั CH4 16 -182 -161
นํานักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับแรงยึดเหน่ียว SiH4 32 -185 -112
ระหวางโมเลกุล เพอ่ื ใหไดข อสรุป ดงั นี้ GeH4 77 -165 -88
• จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารมีความ
สัมพันธโดยตรงกับแรงยึดเหน่ียวระหวาง SnH4 123 -150 -52
โมเลกุล
• แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลมีขั้วจะมีคา แตใ่ นความเปน็ จรงิ แรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ ทเี่ ปน็ แรงลอนดอนนน้ั ไมไ่ ดข้ นึ้ อยกู่ บั
สงู กวา แรงยดึ เหนย่ี วระหวา งโมเลกลุ ไมม ขี ว้ั ขนาดของโมเลกุลเสียทีเดียว แต่จะข้ึนอยู่กับพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างโมเลกุลมากกว่า หลักฐาน
• แรงยดึ เหนย่ี วระหวา งโมเลกลุ ของแกส เฉอื่ ย ท่ีส�าคัญอย่างหน่ึงท่ีแสดงให้เห็นว่า แรงลอนดอนนั้นขึ้นอยู่กับพ้ืนท่ีผิวสัมผัสระหว่างโมเลกุล
และสารโคเวเลนตไมม ีขั้วจะมีคา ตาํ่ คือ โครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น 2,2-ไดเมทลิ โพรเพน และเพนเทน พบว่า
สารทง้ั 2 มีมวลโมเลกลุ เท่ากัน แตเ่ พนเทนเปน็ สารทีม่ ีพน้ื ท่ผี ิวสัมผัสมากกวา่ จึงทา� ให้มีจุดเดอื ด
3. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่ือง แรงยึดเหน่ียว สงู กวา่ ดงั รปู
ระหวางโมเลกุลโคเวเลนต จากหนังสือเรียน
เคมี ม.4 เลม 1 หนา 137-143 หรือจาก PPT

2,2-ไดเมทิลโพรเพน (72 g/mol, b.p. 9.5 �C) เพนเทน (72 g/mol, b.p. 36.1 �C)

ภาพท่ี 3.99 เพนเทนมพี น้ื ท่ผี วิ สมั ผัสมากกว่า 2,2-ไดเมทิลโพรเพน จงึ มจี ุดเดอื ดสูงกว่า

138

เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ

ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับแรงแวนเดอรวาลสวา แรงแวนเดอรวาลสเปน สารในขอใดมีแรงยึดเหนยี่ วระหวา งโมเลกุลเปนแรงลอนดอน
แรงยดึ เหนย่ี วโมเลกลุ โคเวเลนตใ หอ ยดู ว ยกนั แรงนจี้ ะมคี า นอ ยมากเมอ่ื เทยี บกบั 1. นาํ้ 2. แอมโมเนีย
แรงในพันธะไอออนิก หรอื พันธะโคเวเลนต แบง ออกเปน 2 ประเภท ดงั นี้ 3. แกส ไนโตรเจน 4. เอทิลแอลกอฮอล
5. กรดไฮโดรคลอรกิ
• แรงทเี่ กดิ จากการกระทาํ ระหวางโมเลกลุ แบบมีขว้ั ซงึ่ มีไดโพลแบบถาวร
เรียกวา แรงดงึ ดดู ระหวางขวั้ (วิเคราะหคําตอบ โมเลกลุ ของแกส ไนโตรเจน (N2) ประกอบดว ย
อะตอมของไนโตรเจนท่ีเหมือนกัน 2 อะตอม โมเลกุลจึงไมมีข้ัว
• แรงระหวางโมเลกุลที่ไมมีขั้วดวยกัน เปนแรงระหวางขั้วแบบเหนี่ยวนํา แรงยึดเหน่ียวระหวางโมเลกุลจึงเปนแรงลอนดอน ดังนั้น ตอบ
หรือแบบช่วั คราว เรยี กวา แรงลอนดอน ขอ 3.)

T150

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

2. แรงดึงดดู ระหว่างขั้ว (Dipole force) เปน็ แรงทพี่ บในโมเลกลุ ท่มี ีข้ัว เช่น HCl HI ขนั้ สอน

HBr H2S เป็นต้น แรงดึงดูดระหว่างข้ัวเกิดจากการท่ีโมเลกุลมีการกระจายตัวของอิเล็กตรอน อธบิ ายความรู้
ไม่เท่ากัน จึงท�าให้เกิดสภาพข้ัวในโมเลกุลข้ึน เมื่อขั้วต่างกันมาอยู่ใกล้กันจะเกิดแรงดึงดูด
ซง่ึ กนั และกนั ทา� ให้เกิดแรงดึงดูดระหวา่ งขว้ั ขึ้น ดังรปู 1. ครูต้งั คาํ ถามใหนักเรยี นรวมกันอภปิ ราย เรือ่ ง
แรงยดึ เหน่ยี วระหวางโมเลกุลโคเวเลนต เชน
δ+ δ− δ+ δ− • สารโคเวเลนตท่ีกําหนดใหตอไปนี้ F2 HCl
δ+ δ− H2O H2S CO2 และ CH3COOH มีแรง
δ+ δ− δ+ δ− δ− δ+ ยึดเหน่ยี วระหวา งโมเลกุลเปน แรงชนดิ ใด
δ− δ+ (แนวตอบ F2 และ CO2 มีแรงยึดเหนี่ยว
δ+ δ− ระหวา งโมเลกุลเปนแรงลอนดอน
HCl และ H2S มีแรงยึดเหน่ียว
แรงดึงดูด แรงดึงดดู แรงผลกั แรงผลกั ระหวางโมเลกุลเปน แรงดึงดดู ระหวางขั้ว
H 2O แ ล ะ C H 3C O O H มี
ภาพท่ี 3.100 ลกั ษณะการเกิดแรงดึงดูดระหว่างขัว้ ในโมเลกุลสารประกอบโคเวเลนต์ แรงยึดเหน่ียวระหวางโมเลกุลเปนพันธะ
ไฮโดรเจน)
แรงดึงดูดระหว่างข้ัวเป็นแรงท่ีใช้ในการอธิบายการหลอมเหลวและการเดือดของสาร • จงเรียงลําดับจุดเดือดของสารตอไปนี้ NH3
เช่นเดียวกับแรงลอนดอน ตัวอย่างเช่น เมื่อท�าลายแรงดึงดูดระหว่างข้ัวที่ยึดเหนี่ยวโมเลกุล CH4 PH3 จากสูงไปตา่ํ
ของผลึก HCl จะท�าให้ HCl มีการหลอมเหลวขึ้น แต่ถ้าให้พลังงานเพิ่มข้ึนอีก จะท�าให้ (แนวตอบ จุดเดอื ดของ NH3 > PH3 > CH4)
แรงยดึ เหนีย่ วระหว่างโมเลกลุ หมดไป HCl จะกลายเป็นแก๊ส HCl ดังรปู

C-l H+ C-l H+ หเหลลอวม H+ C-l เดอื ด H Cl

โมเลกลุ มีขว้ั H Cl +-

+- H Cl

+-

ภาพท่ี 3.101

ส�าหรับโมเลกลุ ทม่ี ีแรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งโมเลกุลเปน็ แรงดึงดดู ระหว่างข้ัว จะมจี ดุ เดือด
และจดุ หลอมเหลวสงู หรอื ตา่� ขนึ้ อยกู่ บั สภาพขวั้ ของโมเลกลุ ถา้ โมเลกลุ มขี วั้ มาก แรงดงึ ดดู ระหวา่ งขว้ั
ก็จะมาก จึงท�าให้สารน้ันมีจุดเดือดสูง ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า แรงดึงดูดระหว่างขั้ว
เป็นแรงท่ีขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุล แต่ในความเป็นจริงแรงดึงดูดระหว่างข้ัวจะข้ึนอยู่กับสภาพขั้ว
ของโมเลกุลนนั้ มากกว่า ดงั ตวั อย่างในตารางท ี่ 3.9

พันธะเคมี 139

ขอสอบเนน การคดิ ส่ือ Digital

จงเรยี งลาํ ดบั แรงยดึ เหนยี่ วระหวา งโมเลกลุ P4 H2 N2 และเพชร ศึกษาเพมิ่ เตมิ ไดจากภาพยนตรสารคดสี ัน้ Twig เรื่อง แรงแวนเดอรวาลส
จากมากไปนอ ย https://www.twig-aksorn.com/filfi m/glossary/van-der-waals-force-6896/
1. เพชร > P4 > N2 > H2 2. N2 > เพชร > P4 > H2
3. H2 > N2 > P4 > เพชร 4. P4 > H2 > เพชร > N2 T151
5. เพชร > H2 > N2 > P4

(วเิ คราะหคาํ ตอบ เพชรเปนสารโคเวเลนตโครงผลึกรางตาขาย
แรงยึดเหน่ียวระหวางอนุภาคจึงเปนพันธะโคเวเลนต ซึ่งมีความ
แขง็ แรงสูงทีส่ ดุ สวน P4 H2 และ N2 เปน โมเลกุลโคเวเลนตไ มมีขัว้
แรงยดึ เหนยี่ วระหวา งอนภุ าคจงึ เปน แรงลอนดอน ซง่ึ แรงลอนดอน
จะมีคาเพ่ิมขึ้นตามมวลโมเลกุล ดังนั้น แรงยึดเหนี่ยวระหวาง
โมเลกลุ ของ P4 > N2 > H2 เพราะมวลโมเลกลุ ลดลง ตามลาํ ดับ
ดงั นน้ั จงึ เรยี งลาํ ดบั แรงยดึ เหนย่ี วระหวา งโมเลกลุ ได ดงั นี้ เพชร >
P4 > N2 > H2 ดังนัน้ ตอบขอ 1.)

นาํ สอน สรุป ประเมนิ

ขนั้ สรปุ ตารางที่ 3.9 : จดุ เดือดของโมเลกลุ ท่มี ีแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกลุ เป็นแรงดงึ ดดู ระหวา่ งข้ัว

ขยายความเขา้ ใจ สาร มวลโมเลกลุ ไดโพลโมเมนต์ (D) จุดเดือด (K)

1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน แลว โพรเพน (CH3CH2CH3) 44 0.1 231
สงตัวแทนออกมาจับฉลากเลือกหัวขอที่จะได
ศกึ ษา ดงั น้ี ไดเมทลิ อเี ทอร ์ (CH3OCH3) 46 1.3 248
• แรงลอนดอน
• แรงดงึ ดดู ระหวางขั้ว เมทลิ คลอไรด ์ (CH3Cl) 50 1.9 249
• พันธะไฮโดรเจน
แลว ใหแ ตล ะกลมุ สรปุ ความรใู นเรอื่ งทจี่ บั ฉลาก อะเซตัลดไี ฮด ์ (CH3CHO) 44 2.7 294
ได ลงในกระดาษ A4 ในรูปแบบที่นาสนใจ
จากน้ันนําไปแปะที่บอรดหนาหองเรียน เพ่ือ แอซโี ตไนไตรล ์ (CH3CN) 41 3.9 355
ใหนักเรยี นกลุม อ่นื ไดศ กึ ษา
เมื่อเปรียบเทียบจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารท่ีมีมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน แต่มี
2. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง แรงยึดเหนี่ยว แรงยดึ เหนยี่ วตา่ งกนั จะพบวา่ สารทม่ี แี รงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ เปน็ แรงดงึ ดดู ระหวา่ งขว้ั จะม ี
ระหวางโมเลกลุ โคเวเลนต จดุ เดอื ดสงู กวา่ โมเลกลุ ทมี่ แี รงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ เปน็ แรงลอนดอน ตวั อยา่ งดงั ตารางท ่ี 3.10

3. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี ตารางที่ 3.10 : การเปรยี บเทยี บจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารท่ีมแี รงยึดเหนี่ยวระหว่าง
ม.4 เลม 1 โมเลกลุ แตกตา่ งกนั
สาร ชนดิ ของแรงระหว่างโมเลกุล มวลโมเลกุล จดุ เดอื ด( C� ) จุดหลอมเหลว ( C� )

SiH4 แรงลอนดอน 32 -185 -112
H2S แรงดงึ ดูดระหวา่ งขว้ั 34 -86 -60
SnH4 แรงลอนดอน 123 -150 -52
HI แรงดึงดดู ระหวา่ งข้ัว 128 -51 -35

ในความเป็นจรงิ ความสัมพนั ธน์ ี้จะไม่เป็นจรงิ เสมอไป ตัวอย่างเชน่
ส มแภตจี ่ดุาPพเCดขlอื 5้วั ด ขม 1•อจี 0งดุ ก6โเรมด.5ณเอื ลอดีขกงสอลุศงูงาก เPวซCา่ ล lPเ3ซC ยีแl3สล ซะจ ง่ึะPแเCหสlน็ด5ว งพใา่ ห บPเ้ หCว่าน็l3 ว Pเา่ปC น็ขl3นโ มามเดลีจโุดกมลุเเดลทือกม่ี ดลุขี มวั้7คี 6แว.ล1าะ ม อPสงCา� ศคlา5ญั เเซปตลอน่็ เจโซมดุ ยี เเลสดก อื สลุด่วทมนไ่ีาม กPม่กCขีวlาว่้ั5
มแสภตจี ุ่ดาSพเOดขือ2 ัว้ ดมข จี•อ4 ดุง5กเโ ดรมอณอืเงลดศีขกตาอุลา�่เงซก ลวSาเ่Oซ S2ีย Oสแ3 ลจซะะง่ึ เแหSสน็Oดว3ง่า ใ พหSบเ้Oหว3น็่า เวปSา่ น็ Oขโ2นม าเมลดีจกโุดมลุ เเทดล่ีไือกมดลุ ่ม มีข-คี ัว้1ว 0าแ มลอสะงา� ศSคาOญั เ2ซต ลเอ่ ปเจซน็ดุ ยีโเมสด เอื ลสดก่วมลุนาท ก่ีมSกีขOวัว้า่3
ซSแ Fลึ่ง4แะ สมSดีจ Fงดุใ4ห เ•ดเ้ เหปืออดน็็นีก วโกม-่าร 3เณสล8ภกหี ุลอานพทง่ึงศ ี่ขมาเ้วัีขชเขซ้ัว่นอ ล งสเSโซ่วมFียน2เส ล กSSสุลFF่วม64น คี เแวปSลาF็นมะ6 โส มSา�มเFคลจี 6ัญกุด ุลพเตดทอ่บอื ่ีไจวดมดุา่ ่ม เ-ดSีข6ือFั้ว4ด2 มพอมางบีจกศวดุกา่าเวเด ซา่ อืSขลดFนเ ซ2า 5ยีดม9สข ีจ ออุดจงงะเโศดเมหาือเเ็นลดซกวสล่าุลูงเ ทซSี่สยี Fุดส2

140

ขอ สอบเนน การคดิ

เพราะเหตุใด NH3 จึงมีจดุ เดอื ดสูงกวา PH3
1. แรงแวนเดอรว าลสร ะหวา งโมเลกุลของ NH3 สูงกวา แรงลอนดอนระหวา งโมเลกุลของ PH3
2. พันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกลุ ของ NH3 แรงกวา พนั ธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของ PH3
3. พนั ธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของ NH3 แรงกวา แรงแวนเดอรว าลสร ะหวางโมเลกุลของ PH3
4. แรงแวนเดอรว าลสระหวางโมเลกลุ ของ NH3 สูงกวา แรงแวนเดอรว าลสระหวา งโมเลกุลของ PH3
5. พนั ธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกลุ ของ NH3 แรงกวาแรงดงึ ดูดระหวางขว้ั ระหวางโมเลกุลของ PH3

(วเิ คราะหคําตอบ เนอื่ งจาก N มีคา EN สงู และมีขนาดเล็ก เม่อื รวมตัวกบั H จะเกิดพันธะมีขวั้ และ
โมเลกุลมีข้ัว จงึ ทาํ ใหเกิดพันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของ NH3 ดงั น้ี
Nδ− HHδδ++
δH+ δH+ δH+ Nδ− Hδ+

T152 สวน P และ H มีคา EN เกือบเทากัน จึงเกิดพนั ธะและโมเลกลุ ไมมีขวั้ แรงยึดเหน่ยี วระหวางโมเลกุล
จึงเปน แรงแวนเดอรวาลสช นิดแรงลอนดอน ดงั นนั้ ตอบขอ 3.)

นาํ สอน สรปุ ประเมิน

3. แรงไอออน-ไดโพลเหนยี่ วนา� (Ion induced dipole Interaction) และแรงไดโพล- ขนั้ ประเมนิ
ไดโพลเหนย่ี วน�า (Dipole induced dipole Interaction) โดยแรงไอออน-ไดโพลเหนีย่ วนา�
ตรวจสอบผล
เป็นแรงที่เกิดจากการเหน่ียวน�าโมเลกุลที่ไม่มีข้ัวด้วยไอออน เช่น เม่ือน�าคลอไรด์ไอออน (Cl-)
ใสล่ งในสารละลายของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน ซงึ่ เปน็ สารทไ่ี มม่ ขี ว้ั สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน 1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม
จะถูกคลอไรด์ไอออนเหน่ียวน�าให้เกิดข้ัวข้ึน ดังรูป (ซ้าย) ส่วนแรงไดโพล-ไดโพลเหนี่ยวน�า และการรวมกนั ทําผลงาน
เป็นแรงที่เกิดจากการเหน่ียวน�าโมเลกุลท่ีไม่มีข้ัวด้วยโมเลกุลท่ีมีขั้ว เช่น เม่ือน�าสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอนซ่ึงเป็นสารท่ีไม่มีข้ัวมาละลายในสารละลายแอซีโตน ซึ่งเป็นสารละลายท่ีมีขั้ว 2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงาน เร่ือง แรง
อย่เู ล็กนอ้ ย สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนจะถูกแอซโี ตนเหน่ยี วน�าให้เกดิ ขัว้ ขึ้น ดังรูป (ขวา) ยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลโคเวเลนต

3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ แบบฝกหดั
4. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงานท่ีนักเรียนได

สรางข้นึ จากขน้ั ขยายความเขา ใจ

Cl-

เฮกเซน แอซโี ตน เฮกเซน

ภาพที ่ 3.102 ลกั ษณะของแรงไอออน-ไดโพลเหนีย่ วน�า (ซ้าย) และแรงไดโพล-ไดโพลเหน่ยี วนา� (ขวา)

4. แรงไอออน-ไดโพล (Ion Dipole Interaction) เปน็ แรงทเี่ กดิ จากแรงดงึ ดดู ระหวา่ ง

ไอออนกบั โมเลกุลท่มี ขี วั้ ซ่งึ จัดเป็นแรงดงึ ดูดระหวา่ งโมเลกุลทม่ี คี วามแข็งแรงมากทีส่ ุด ตัวอย่าง
เช่น ไอออนทอ่ี ยใู่ นน้�า ดงั รูป

Na+ Cl-

ภาพท่ี 3.103 ลักษณะของแรงไอออน-ไดโพลที่เกิดข้ึน ภาพที่ 3.104 ลักษณะของแรงไอออน-ไดโพลที่เกิดขึ้น
ระหว่าง Na+ (ไอออนบวก) กบั นา้� ซึ่งเปน็ โมเลกลุ ทม่ี ขี ้ัว ระหว่าง Cl- (ไอออนลบ) กับน้า� ซ่งึ เปน็ โมเลกุลท่ีมขี วั้

พันธะเคมี 141

ขอสอบเนน การคดิ แนวทางการวัดและประเมินผล

จงเรยี งลาํ ดับจดุ เดือดของโมเลกุล CO2 C6H6 CCl4 และ SiH4 ครสู ามารถวดั และประเมนิ ความเขา ใจในเนอื้ หา เรอ่ื ง แรงยดึ เหนยี่ วระหวา ง
จากมากไปนอ ย โมเลกุลโคเวเลนต ไดจากใบสรุปความรู เร่ือง แรงยึดเหน่ียวระหวางโมเลกุล
โคเวเลนต ทนี่ กั เรยี นไดส รา งขน้ึ ในขน้ั ขยายความเขา ใจ โดยศกึ ษาเกณฑก ารวดั
1. SiH4 > CO2 > C6H6 > CCl4 และประเมินผลจากแบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) ที่อยูในแผน
2. CCl4 > C6H6 > CO2 > SiH4 การจดั การเรยี นรหู นวยที่ 3 พนั ธะเคมี
3. C6H6 > CCl4 > SiH4 > CO2
4. CCl4 > CO2 > C6H6 > SiH4 แบบประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่ 1, 7, 11, 12
5. CO2 > CCl4 > SiH4 > C6H6
(วเิ คราะหคาํ ตอบ โมเลกุลท้ัง 4 ชนิด มีแรงยึดเหนี่ยวระหวาง แบบประเมินผงั มโนทศั น์
โมเลกุลเปนแรงลอนดอนท้ังหมด ดังนั้น จึงเปนโมเลกุลไมมีข้ัว
ซึ่งจุดเดือดจะเพิ่มข้ึนตามมวลโมเลกุลท่ีเพ่ิมขึ้น โดยมวลโมเลกุล คาช้ีแจง : ให้ผู้สอนประเมนิ ชิน้ งาน/ภาระงานของนักเรียนตามรายการท่ีกาหนด แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรง
ของ CCl4 > C6H6 > CO2 > SiH4 ดังนน้ั จุดเดอื ดของ CCl4 > กับระดบั คะแนน
C6H6 > CO2 > SiH4 ดงั น้นั ตอบขอ 2.)
ลาดับที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
1 ความสอดคล้องกบั จุดประสงค์ 4321
2 ความถูกต้องของเนอ้ื หา รวม
3 ความคิดสรา้ งสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา

ลงชอ่ื ................................................... ผู้ประเมิน
................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมนิ ผังมโนทศั น์

ประเดน็ ท่ีประเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32 ผลงานไม่สอดคล้องกับ
1. ความ ผลงานสอดคลอ้ งกับ ผลงานสอดคลอ้ งกบั ผลงานสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์
สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์ทุกประเด็น จุดประสงคเ์ ปน็ สว่ น จดุ ประสงคบ์ างประเด็น
จุดประสงค์ ใหญ่

2. ความถกู ตอ้ ง เนื้อหาสาระของผลงาน เน้ือหาสาระของผลงาน เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนื้อหาสาระของผลงาน
ของเนือ้ หา ถกู ตอ้ งครบถว้ น ถูกตอ้ งเป็นสว่ นใหญ่ ถูกต้องบางประเด็น ไม่ถูกตอ้ งเป็นส่วนใหญ่

3. ความคิด ผลงานแสดงถงึ ความคิด ผลงานแสดงถึงความคดิ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ ผลงานไมม่ คี วาม
สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ แปลกใหม่ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แตย่ ังไมม่ แี นวคดิ แปลก นา่ สนใจ และไม่แสดง
และเป็นระบบ แต่ยงั ไมเ่ ปน็ ระบบ ใหม่ ถึงแนวคิดแปลกใหม่
4. ความตรงตอ่ ส่งช้ินงานภายในเวลาท่ี สง่ ชิ้นงานชา้ กว่าเวลาที่ สง่ ชนิ้ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี สง่ ช้นิ งานชา้ กว่าเวลาท่ี
เวลา กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วัน กาหนด 3 วนั ขึ้นไป

เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพ T153
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
14-16 ดีมาก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ากวา่ 8 ปรับปรงุ

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ 5. พนั ธะไฮโดรเจน (Hydrogen bond) เกดิ ในโมเลกลุ ทม่ี พี นั ธะ H-N H-O หรอื H-F

กระตนุ้ ความสนใจ อยูใ่ นโมเลกุล เน่อื งจาก EN ของ F O และ N มคี ่าสูงกว่า H ดงั นน้ั อะตอมของ F O และ N
จึงดึงอิเล็กตรอนของ H มาอยู่ล้อมรอบอะตอมของมัน แต่ H ก็ต้องการอิเล็กตรอนล้อมรอบ
1. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี น ตวั มนั 2 ตวั H จงึ ไปดงึ อเิ ลก็ ตรอนจาก N O หรอื F ของโมเลกลุ ทอี่ ยขู่ า้ งเคยี ง และเรยี กแรงดงึ ดดู
ดงั นี้ นแเ(Rชอีว้ น่-่าลC กCOพอHฮันO3อธHNละ)Hไ ์ ฮ2เ(ช โRดเน่-ปร O็นเกจHตรนน้)ด ฟตเเชออวั ่นไอรม์ม ยดกิ่าเม์ ง (ขท(RHอา-CงนCสOอOาลOรN ทHH(่ีสC)2 าH)กม 3รเาOชดร่นHแถ อเ)C กซิดHเีตอพ3ิกทCัน าO(ธนCะNอHไHลฮ3 2โCด (OเCรปเO2น็จHHนต5)ไ้นO ดเH้ ป)ไน็ ดตเ้แป้นก็น ่ ตเHอ้นมF ีน กH ร(ด2ROอ- นิ NNทHHร2ยี 3) ์
• จากท่ีไดศึกษาไปแลว สารโคเวเลนต
สวนใหญจะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลว H δ− Oδ− Hδ+ Oδ−H F H FH FH HH HH
เปน อยา งไร H Oδ− F H FH FH NH N
(แนวตอบ สารโคเวเลนตสวนใหญจะมี O Hδ+ NH H
จุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวตา่ํ ) δ+ HF
• นักเรียนคิดวา จะมีสารโคเวเลนตชนิดใด O Hδ− δ+ HH
หรือไมท่ีมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง HH HH
ถามีเพราะเหตุใดสารโคเวเลนตชนิดนั้น H2O NH3
จงึ มจี ดุ เดือดและจุดหลอมเหลวสงู
(แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน ภาพท่ ี 3.105 พนั ธะไฮโดรเจนในโมเลกุลท่ีมีพันธะ H-O H-F และ H-N
โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
แนวตอบ คือ มี เน่ืองจากสารโคเวเลนตน ัน้ ลกั ษณะสา� คญั ของพันธะไฮโดรเจน มดี ังนี้
มีการสรางพันธะเชื่อมตอกันเปนโครงสราง 1. สารทม่ี พี นั ธะไฮโดรเจนจะมจี ดุ เดอื ดสงู กวา่ สารทมี่ แี รงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ เปน็
ขนาดใหญ จึงทําใหมีจุดเดือดและ แรงแวนเดอร์วาลส์
จุดหลอมเหลวสงู ) 100 H2O

ุจดเ ืดอด ( � C) HF H2S H2Se H2Te VIA
0 AsH3 SbH3 VIIA

NH3 HI VA
IVA
HCl HBr
-100 PH3 GeH4 SnH4
-200 CH4 Si H4

มวลโมเลกุล

ภาพท่ ี 3.106 จุดเดอื ดของสารชนิดต่าง ๆ

14ท ไเ2นดุกื่อเ้ ตพงัวจยี างจ กพะ พันH บธ2ะOวเจ่าด าส ียลกาวา�กม ดราแับารตฟขถ่ อส HNรงF้าจH งดุ 3มพ เีมHดันวอื2ธOลดะโ เไมแรฮียลเโลงดะกจ รHาลุเจกFมนม ามไกาดีแกก ้รไ4วงป ่ารพน ะจัน้อหงึ ธยวทะไา่ �า ดงสใโ้ หว่มดน้ ังเHล นNกFี้ HHุล มเ32ป Oจี แน็ดุ ล>พเะด ัน ือHHธดFFะส ไเ>ูงฮกกโ ิดดNวพรา่Hเ นั จ3Nธ นทHะเไ่เีห3ฮปมโ็นดอื เรชนเน่กจนนันี้

ขอ สอบเนน การคดิ

จดุ เดอื ดของสารประกอบของไฮโดรเจนกับธาตุหมู 6A เปน ดังน้ี H2O > H2Te > H2Se > H2S
เพราะเหตุใด H2S จงึ มจี ดุ เดอื ดตาํ่ ท่ีสดุ
1. เพราะ H2S มีแรงลอนดอนต่าํ ที่สดุ 2. เพราะ H2S มีแรงลอนดอนสูงท่ีสุด
3. เพราะ H2S ไมเ กดิ พนั ธะไฮโดรเจน 4. เพราะ H2S มแี รงแวนเดอรว าลสต่าํ ทสี่ ุด
5. เพราะ H2S มีแรงแวนเดอรวาลสสูงทีส่ ดุ

(วิเคราะหค ําตอบ H2O มแี รงยดึ เหนย่ี วระหวา งโมเลกลุ เปน พนั ธะไฮโดรเจน และแรงแวนเดอรว าลส
ชนิดแรงลอนดอน สว น H2Te H2Se และ H2S มีแรงยดึ เหนยี่ วระหวา งโมเลกลุ เปน แรงลอนดอน
และดึงดูดระหวางขั้ว ซ่ึงเปนแรงแวนเดอรวาลสท้ังคู โดยแรงแวนเดอรวาลสชนิดแรงลอนดอน
ขึ้นอยกู ับมวลโมเลกุล เนื่องจาก H2S มมี วลโมเลกุลนอ ยกวา H2Se และ H2Te ทาํ ให H2S มแี รง
T154 แวนเดอรวาลสช นิดแรงลอนดอนนอยกวา H2Se และ H2Te ทาํ ใหผลรวมของแรงแวนเดอรว าลส
ท้ังสองของ H2S นอยกวา H2Se และ H2Te จึงทําให H2S มีจดุ เดือดตาํ่ กวา H2Se และ H2Te สวน
H2O มแี รงลอนนอยกวา H2O แตเ น่ืองจากมพี ันธะไฮโดรเจน จึงทําใหผลรวมของแรงยึดเหน่ียว
ระหวา งโมเลกุลแขง็ แรงกวา H2S ทาํ ให H2O มีจุดเดือดสงู กวา H2S ดงั น้ัน ตอบขอ 4.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

2. ท�าให้สารบางอย่างละลายกันได้ เช่น เอทานอล (C2H5OH) หรือกรดแอซีติก ขน้ั สอน
(CH3COOH) สามารถละลายน�้าได้ เพราะสารทง้ั 2 ตัวสร้างพันธะไฮโดรเจนกับน้า� ได้ ดงั รูป
สาํ รวจคน้ หา
H O HO H
HCC C CH 1. ครหู ารปู หรอื แบบจาํ ลองอะตอมของโครงสรา ง
H OH O H ของเพชร แกรไฟต หรือซิลิคอนไดออกไซด
มาใหนักเรยี นศกึ ษา
ภาพที่ 3.107
2. ครใู หน ักเรียนศกึ ษา เร่ือง สารโคเวเลนตโ ครง
แต่สาม ารถ3ส. รโ้ามงเพลันกุลธะบไาฮงโโดมรเเลจกนุลกไับมโ่สมาเมลากรุลถอส่ืนรไ้าดง้ พเันชธ่นะ ไฟฮโอดรร์มเจาลนดกีไับฮโดม1์ไเมลก่สุลามชนาริดถเดสีรย้าวงกพันันเอธงะ ผลึกรางตาขาย จากหนังสือเรียนเคมี ม.4
ไฮโดรเจนกับฟอร์มาลดีไฮด์ด้วยกันเองได้ เพราะความแรงของขั้วชั่วคราวของโมเลกุลของ เลม 1 หนา 143-144 หรือจาก PPT
ฟอร์มาลดีไฮด์ไม่แรงพอที่จะดึงอิเล็กตรอนของออกซิเจนในโมเลกุลของฟอร์มาลดีไฮด์ได้
แตฟ่ อรม์ าลดีไฮด์จะสรา้ งพันธะไฮโดรเจนกบั นา้� ได้ ดังรปู 3. ครูใหนักเรียนรวมกันสรุปความรูที่ไดศึกษา
ซง่ึ นกั เรียนควรสรปุ ไดว า เพชร แกรไฟต และ
HH H H O H ซิลิคอนไดออกไซดเปนโมเลกุลโคเวเลนตที่มี
O O O การจดั อะตอมภายในเปน ผลกึ รา งตาขา ย ทาํ ให
H OH สารกลมุ นม้ี จี ดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวสงู กวา
O H H H H สารโคเวเลนตโดยท่วั ไป
HH H O
C O H CH อธบิ ายความรู้
O H H O H
O HH 1. ครูตั้งคําถามใหนกั เรยี นรว มกนั อภปิ ราย เรื่อง
H HH H HH สารโคเวเลนตโ ครงผลึกรางตาขาย เชน
O O • เพราะเหตใุ ดเพชรจงึ ไมน าํ ไฟฟา แตแ กรไฟต
สามารถนาํ ไฟฟา ได
H O (แนวตอบ ในโครงสรางของเพชร คารบอน
แตละอะตอมใชเวเลนซอิเล็กตรอนท้ังหมด
ภาพที ่ 3.108 สรางพันธะโคเวเลนซกับอะตอมอีก 4
อะตอมท่ีอยูลอมรอบ จึงไมมีอิเล็กตรอน
4. พนั ธะไฮโดรเจนเป็นพันธะท่มี คี วามแข็งแรงสงู มคี า่ พลังงานพนั ธะสงู ถงึ 40 kJ/mol อิสระเหลืออยู เพชรจงึ ไมนําไฟฟา )
และถูกเรียกว่า พนั ธะไฮโดรเจน ไม่ใช่แรงเหมอื นกับแรงยดึ เหน่ียวระหว่างโมเลกุลชนิดอน่ื ๆ • เพราะเหตุใดจึงนิยมนําแกรไฟตมาทํา
ไสด ินสอ
1.12 สารโคเวเลนต์โครงผลกึ ร่างตาข่าย (แนวตอบ เน่ืองจากระหวา งช้นั ของแกรไฟต
ยดึ กนั ดว ยแรงลอนดอน ซง่ึ เปน แรงอยา งออ น
สารโคเวเลนต์โครงผลึกร่างตาข่าย เป็นสารประกอบโคเวเลนต์ที่มีการสร้างพันธะเชื่อมต่อ จึงทําใหโมเลกุลของแกรไฟตลื่นไถลได จึง
กันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ จึงส่งผลให้สารโคเวเลนต์โครงผลึกร่างตาข่ายมีจุดหลอมเหลวและ นิยมนํามาทาํ สารหลอ ลืน่ และไสด นิ สอดาํ )
จุดเดือดสงู มาก สารโครงผลึกร่างตาขา่ ยจะไมม่ ีสตู รโมเลกลุ มเี พียงสตู รอย่างง่ายเท่าน้ัน ตัวอยา่ ง
ของสารที่มโี ครงสรา้ งเปน็ โครงผลกึ รา่ งตาขา่ ย มดี ังน้ี
พันธะเคมี 143

ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู

เพราะเหตใุ ดแกรไฟตจงึ สามารถนําไฟฟา ได 1 ฟอรมาลดีไฮด เปนสารประกอบอินทรียประเภทแอลดีไฮด มีสูตรเคมี
1. พันธะระหวา งคารบอนในแกรไฟตเ ปน พันธะโลหะ CH2O หรอื HCHO มชี อ่ื สามญั วา ฟอรม าลนี เปน แกส ไมม สี ี ระเหยได มกี ลนิ่ ฉนุ
2. แรงยดึ เหนย่ี วระหวา งชนั้ ของแกรไฟตเ ปน แรงแวนเดอรว าลส มีความเปนพิษสูงตอเซลลและเน้ือเย่ือของสัตวทุกชนิด และเปนสารกอมะเร็ง
3. คารบอนใชเวเลนซอิเล็กตรอนในการเกิดพันธะโคเวเลนต ถาบริโภคเขาไปโดยตรงจะเกิดอาการเปนพิษเฉียบพลัน ปวดทอง อาเจียน
ไมห มด อุจจาระรวง หมดสติ และอาจเสียชีวิตได หากสูดดมไอของฟอรมาลดีไฮด
4. พันธะระหวางอะตอมของคารบอนไมแ ข็งแรง สลายไดงาย จะทําใหร ูส กึ แสบตา แสบจมูก แสบคอ หายใจลําบาก และถา ไดร บั ในระยะยาว
เมอื่ ผานกระแสไฟฟา จะทาํ ใหเ กิดผลเสียกบั ระบบรา งกายตางๆ หรือกอใหเ กดิ มะเรง็ ได
5. พันธะท่ีสรางข้ึนระหวางอะตอมของคารบอนที่อยูในชั้น
เดยี วกันมคี วามก้ําก่ึงระหวางพันธะเดย่ี วและพนั ธะคู T155
(วิเคราะหคําตอบ อะตอมของคารบอนมีเวเลนซอิเล็กตรอน

เทากับ 4 แตเกิดพันธะโคเวเลนตกับคารบอนอะตอมรอบขาง
เพยี ง 3 อะตอม ทาํ ใหมีเวเลนซอ เิ ลก็ ตรอนเหลืออยู 1 อิเลก็ ตรอน
ซงึ่ สามารถเคลอื่ นทไ่ี ดอ สิ ระ จงึ ทาํ ใหแ กรไฟตส ามารถนาํ ไฟฟา ได
ดงั น้นั ตอบขอ 3.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สรปุ 1. เพชร มลี กั ษณะสา� คัญ ดงั น้ี
• คารบ์ อนทกุ อะตอมในเพชรยดึ เหนย่ี วกนั ดว้ ยพนั ธะเดย่ี ว
ขยายความเขา ใจ มีความยาวพันธะระหว่างอะตอมของคาร์บอน 154 พิโกเมตร
และคารบ์ อน 1 อะตอม จะยดึ กบั อะตอมรอบขา้ ง 4 อะตอม ทา� ให้ 154 pm
1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน แลว ไม่มีอเิ ลก็ ตรอนอิสระเหลืออย่ ู เพชรจงึ น�าไฟฟา้ ไมไ่ ด้
สืบคนขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารโคเวเลนต • มีโครงสร้างเป็นทรงส่ีหน้า เช่ือมโยงเป็นโครงผลึก
โครงผลึกรางตาขาย จากนั้นรวบรวมขอมูล ร่างตาขา่ ยสามมิติยึดกนั เหนยี วแน่น จงึ มีความแขง็ มากทีส่ ดุ
มาทําใบความรูในรูปแบบท่ีนาสนใจ และ • มีจดุ หลอมเหลว 3,550 Cํ และจดุ เดือด 4,830 Cํ
เขาใจงาย นําไปแปะท่ีบอรดหนาหองเรียน • นา� มาใช้ท�าเป็นเครื่องประดบั
เพอื่ ใหนักเรียนกลมุ อืน่ ไดศ กึ ษา ภาพท ่ี 3.109 โครงสรา้ งของเพชร

2. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี 2. แกรไฟต ์ มีลกั ษณะส�าคญั ดงั นี้
ม.4 เลม 1 • คารบ์ อนในแกรไฟตจ์ ะมโี ครงสรา้ งซอ้ นกนั เปน็ ชนั้ ๆ 141.5 pm
โดยในชั้นเดียวกันคาร์บอน 1 อะตอม จะจับกับอะตอมของ
3. ครูใหนักเรยี นทาํ ผงั มโนทศั นส รุปความรู เรื่อง คารบ์ อนรอบขา้ งอกี 3 อะตอม ทา� ใหม้ อี เิ ลก็ ตรอนอสิ ระเหลอื อยู่
พนั ธะโคเวเลนต แกรไฟต์จึงน�าไฟฟ้าได้ แต่อิเล็กตรอนไม่สามารถเคล่ือนไหว 340 pm
ไปมาระหวา่ งชนั้ ได ้ จงึ ทา� ใหแ้ กรไฟตน์ า� ไฟฟา้ ไดใ้ นทศิ ทางเดยี ว
ขนั้ ประเมนิ • พันธะที่สร้างข้ึนระหว่างอะตอมของคาร์บอนท่ีอยู่
ในชั้นเดียวกัน จะมีความก้�าก่ึงระหว่างพันธะคู่และพันธะเดี่ยว
ตรวจสอบผล โดยมคี วามยาวพันธะประมาณ 140 พิโกเมตร
• ระหว่างช้ันของแกรไฟต์จะยึดกันด้วยแรงลอนดอน
1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม ระยะห่างระหว่างช้ันของแกรไฟต์เท่ากับ 340 พิโกเมตร
และการรว มกันทาํ ผลงาน

2. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ แบบฝก หดั
3. ครูวัดและประเมินผลจากช้ินงานท่ีนักเรียนได

สรางข้ึนจากข้นั ขยายความเขา ใจ

เนอื่ งจากแรงระหวา่ งชน้ั ของแกรไฟตเ์ ปน็ แรงอยา่ งออ่ นจงึ ทา� ให้ ภาพท ่ี 3.110 โครงสรา้ งของแกรไฟต์
โมเลกุลของแกรไฟต์ล่ืนไถลได้ จึงนิยมน�ามาใช้ท�าสารหล่อลื่น
และไส้ดนิ สอด�า
• มีจุดหลอมเหลว 3,727 Cํ และจดุ เดือด 3,640 Cํ ซลิ ิคอน

สา� คญั ด3ัง.น ซ้ี ิลิคอนไดออกไซด ์ หรอื ซลิ กิ า (SiO2) มลี ักษณะ ออกซิเจน

• อะตอมของซลิ คิ อนจดั เรยี งเหมอื นคารบ์ อนในเพชร
เพยี งแต่มีออกซเิ จนอยู่ระหว่างอะตอมของซิลิคอนแตล่ ะคู่
• ในธรรมชาติสามารถพบได้หลายรูป เช่น ควอตซ์
ไตรดไี มด ์ คริสโทบาไลท์ เปน็ ต้น
• มีจุดหลอมเหลว 1,730 Cํ
ภาพท ่ี 3.111 โครงสรา้ งของ
• นา� มาใช้ท�าแกว้ กระจกนาฬกิ า และใยแกว้ น�าแสง ซลิ ิคอนไดออกไซด์

144

สื่อ Digital กิจกรรม 21st Century Skills

ศึกษาเพิ่มเตมิ ไดจ าก QR Code เร่ือง โครงสรา งของเพชร และโครงสรา ง ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3 คน สบื คน ขอ มลู เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั
ของแกรไฟต ฟุลเลอรีนในหัวขอตา งๆ ดงั นี้

โครงสรางของเพชร • ลกั ษณะและรูปราง
• สมบัติ
www.aksorn.com/interactive3D/RKA35 • การนาํ มาใชประโยชน
จากน้ันทําใบสรปุ ความรอู อกมาในรูปแบบทนี่ าสนใจ

โครงสรา งของแกรไฟต

www.aksorn.com/interactive3D/RKA34

T156

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

Prior Knowledge 2. พันธะไอออนิก ขน้ั นาํ

เม่ือโลหะทําปฏิกิริยากับ กระตนุ ความสนใจ
อโลหะจะเกิดการสราง
พนั ธะเคมีกนั ใน พนั ธะไอออนกิ (Ionic bonding) เกดิ จากธาตทุ เ่ี ปน็ โลหะซงึ่ มี 1. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับการ
ลักษณะใด ค่าพลังงานไอออไนเซชันต่�า จึงมีแนวโน้มที่จะเสียอิเล็กตรอน เปล่ยี นแปลงของสารจากเหตกุ ารณตอ ไปนี้
(เกดิ เปน็ ไอออนบวก) ใหก้ บั อโลหะซง่ึ มคี า่ พลงั งานไอออไนเซชนั สงู • การหลอมเหลวของโลหะ
จึงมแี นวโนม้ ท่จี ะรับอเิ ล็กตรอน (เกิดเป็นไอออนลบ) ซ่งึ ไอออน • การหลอมเหลวของโซเดยี มคลอไรด
บวกและไอออนลบทเ่ี กดิ ขน้ึ จะดงึ ดดู กนั ดว้ ยแรงดงึ ดดู ระหวา่ งประจไุ ฟฟา้ ทา� ใหเ้ กดิ เปน็ สารประกอบ • การสลายโมเลกุลของไฮโดรเจน
ไอออนิกขึ้น
2.1 การเกิดพนั ธะไอออนิก 2. ครทู บทวนความรู เรอื่ ง คา พลงั งานไอออไนเซชนั
เมื่อโลหะรวมตัวกับอโลหะเกิดเป็นสารประกอบไอออนิก โลหะและอโลหะน้ันจะต้องมีการ ลําดับที่ 1 ของโลหะและอโลหะ เพื่อนําไปสู
ปรบั ตวั ใหม้ คี วามเสถยี รทสี่ ดุ โดยปรบั ใหม้ จี า� นวนเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนเทา่ กบั 8 หรอื เทา่ กบั เวเลนซ์ เนอ้ื หา เร่อื ง การเกิดพันธะไอออนิก
อเิ ล็กตรอนของแกส๊ เฉอื่ ย ตวั อย่างการเกดิ พันธะไอออนกิ เชน่
• การเกดิ สารประกอบลเิ ทยี มฟลอู อไรด ์ (LiF) ลเิ ทยี มมกี ารจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนเปน็ 1s2 2s1 ขน้ั สอน
ซงึ่ จะเปน็ ฝา่ ยใหอ้ เิ ลก็ ตรอน 1 อเิ ลก็ ตรอน แลว้ กลายเปน็ ไอออนบวก (ลเิ ทยี มไอออน, Li+) ทมี่ กี าร
จดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนเหมอื น He คอื 1s2 ในขณะทฟ่ี ลอู อรนี มกี ารจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนเปน็ 1s2 2s2 2p5 สาํ รวจคน หา
ซึ่งจะเป็นฝ่ายรับอิเล็กตรอน 1 อิเล็กตรอน แล้วกลายเป็นไอออนลบ (ฟลูออไรด์ไอออน, F-)
ทมี่ กี ารจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนเหมอื น Ne คอื 1s2 2s2 2p6 จากนน้ั ลเิ ทยี มไอออนและฟลอู อไรดไ์ อออน 1. ครูเปดส่ือการสอนเกี่ยวกับการเกิดพันธะ
จะดึงดูดกันเกิดเป็นสารประกอบลเิ ทียมฟลอู อไรด์ ไอออนิกใหนักเรียนดู เชน https://www.
Li+ + F- youtube.com/watch?v=DEdRcfyYnSQ
เปนตน พรอมตั้งคําถามใหนักเรียนอภิปราย
1s2 1s2 2s2 2p6 ดังน้ี
ลเิ ทียมฟลูออไรด ์ (LiF) • ธาตุท่ีมีความเสถียรของจะตองมีเวเลนซ
เป็น 1s•2 ก2าsร2เ ก2ิดp6ส า3รsป2 รหะกรืออ บ[แNมe]ก น3sีเซ2 ยี ซมึ่งคจละเอปไน็รดฝ์ า่ (ยMใหgC้อlิเ2ล)็ก แตมรกอนนเี ซ2ยี อมเิ มลกีก็ าตรรจอดั นเ รแยี ลงอว้ กเิ ลล็กาตยรเปอนน็ อิเลก็ ตรอนจํานวนเทาใด
แมกนเี ซียมไอออน (Mg2+) ซ่ึงมีการจดั เรียงอเิ ล็กตรอนเหมอื น Ne คอื 1s2 2s2 2p6 ในขณะที่ • สารประกอบไอออนิกเกิดข้นึ ไดอยา งไร
คลอรนี มกี ารจดั เรียงอิเลก็ ตรอนเป็น 1s2 2s2 2p6 3s2 3p5 หรอื [Ne] 3s2 3p5 ซึง่ จะเป็นฝา่ ยรับ
อิเล็กตรอน 1 อเิ ล็กตรอน แลว้ กลายเปน็ คลอไรดไ์ อออน (Cl-) ทีม่ กี ารจัดเรียงอิเลก็ ตรอนเหมอื น 2. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การเกิดพันธะ
Ar แต่เนอ่ื งจากแมกนีเซยี ม 1 อะตอม ใหอ้ เิ ลก็ ตรอน 2 อเิ ล็กตรอน ดังนัน้ จึงตอ้ งใช้คลอรนี ไอออนิกและโครงสรางของสารประกอบ
2 อะตอม มารับอเิ ล็กตรอนน้ัน เพื่อเกิดเปน็ สารประกอบแมกนเี ซียมคลอไรด ์ ไอออนิก จากหนังสือเรียนเคมี ม.4 หนา
Mg2+ + 2Cl- 145-147 หรอื จาก PPT

1s2 2s2 2p6 [Ne] 3s2 3p6 แนวตอบ Prior Knowledge
[Ne] 3s2 3p6
โลหะมคี า พลังงานไอออไนเซชนั ตํ่า มีแนวโนม
แมกนเี ซียมคลอไรด์ (MgCl2) เสยี อเิ ลก็ ตรอน เกดิ เปน ไอออนบวก สว นอโลหะมคี า
พลังงานไอออไนเซชันสูง มีแนวโนมรับอิเล็กตรอน
จากตัวอย่างการเกิดสารประกอบไอออนิก จะเห็นได้ว่า สารประกอบไอออนิกจะเกิดจาก เกดิ เปนไอออนลบ ซึ่งไอออนบวกและไอออนลบจะ
การรวมตัวของไอออนด้วยอัตราส่วนท่ีท�าให้ผลรวมของประจุบวกเท่ากับประจุลบ และอัตราส่วน ดงึ ดดู กนั ดว ยแรงดงึ ดดู ระหวา งประจไุ ฟฟา เกดิ เปน
ของไอออนในสารประกอบไอออนกิ จะเป็นเลขลงตวั น้อย ๆ ดงั ตารางท ่ี 3.11 สารประกอบไอออนิก

พันธะเคมี 145

ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET สื่อ Digital

พันธะไอออนกิ จะเกดิ กับธาตทุ ่ีมลี ักษณะอยา งไร ศกึ ษาเพิม่ เตมิ ไดจ าก QR Code เรื่อง การเกดิ พันธะไอออนกิ
1. ธาตทุ ี่มีคาอิเล็กโทรเนกาติวติ เี ทากัน
2. ธาตุท่ีมีคาอเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ีใกลเคียงกัน การเกดิ พันธะไอออนกิ
3. ธาตุทีม่ ีพลงั งานไอออไนเซชนั ตา งกันมาก
4. ธาตทุ อี่ ยูดา นบนและดา นลางทางขวาของตารางธาตุ www.aksorn.com/interactive3D/RKA39
5. ธาตทุ ี่อยูดานบนและดานลางทางซา ยของตารางธาตุ
(วเิ คราะหคําตอบ พันธะไอออนิกเกิดจากธาตุท่ีมีพลังงาน

ไอออไนเซชันตางกันมากๆ โดยโลหะมีพลังงานไอออไนเซชันต่ํา
จึงเสียอิเล็กตรอน เกิดเปนไอออนบวก สวนอโลหะมีคาพลังงาน
ไอออไนเซชนั สงู จึงรับอิเล็กตรอน เกดิ เปนไอออนลบ ซง่ึ ไอออน
บวกและไอออนลบจะดึงดูดกันดวยแรงดึงดูดระหวางประจุไฟฟา
เกดิ เปน สารประกอบไอออนกิ ดงั น้ัน ตอบขอ 3.)

T157

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ตารางท่ี 3.11 : อตั ราส่วนระหวา่ งไอออนบวกและไอออนลบทรี่ วมตวั กนั เกดิ เปน็ สารประกอบไอออนกิ

อธบิ ายความรู้ โลหะไอออน อโลหะไอออน อัตราส่วนของจ�านวนไอออน ตัวอยา่ ง

1. ครยู กตวั อยา งสารประกอบไอออนกิ เชน SrCl2 หมู่ 1A (+1) หม ู่ 5A (-3) 3 : 1 LLNiia3B2NSr NKKa2C3OPl
KCl Li3N NH4Cl AlP เปนตน จากน้ันสุม หมู่ 6A (-2) 2 : 1
ตัวแทนนักเรียนออกมาอธิบายการเกิดพันธะ หม ู่ 7A (-1) 1 : 1
ไอออนิก โดยแสดงการจัดเรียงอิเล็กตรอน
การแลกเปลีย่ นอเิ ล็กตรอน ธาตุใดเปน ไอออน หม่ ู 2A (+2) หม ู่ 5A (-3) 3 : 2 CCaaS3N 2 MMgg3PO2
บวก และธาตใุ ดไอออนลบ และสารประกอบ หมู่ 3A (+3) หมู่ 6A (-2) 1 : 1
มโี ครงสรางแบบใด หม ู่ 7A (-1) 1 : 2 CaF2 SrCl2
หมู่ 5A (-3) 1 : 1 AlN AlP
2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับการ หมู่ 6A (-2) 2 : 3 AAll2FO3 3 AAllB2Sr33
เกิดพันธะไออออนิก และโครงสรางของสาร หม ู่ 7A (-1) 1 : 3
ประกอบไอออนกิ เพื่อใหไ ดขอสรุป ดงั น้ี
• อะตอมของธาตุโลหะมีคา IE1 ตํ่า จึงเสีย 2.2 โครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิก
อิเล็กตรอนไดงาย เกิดเปนไอออนบวก สารประกอบไอออนกิ มสี ถานะเปน็ ของแขง็ ทอ่ี ณุ หภมู หิ อ้ ง ในผลกึ จะประกอบดว้ ยไอออนบวก
ท่ีมีประจุเทากับจํานวนอิเล็กตรอนท่ีเสียไป และไอออนลบเรยี งสลบั กนั เปน็ โครงผลกึ ขนาดใหญ ่ ดงั นนั้ สารประกอบไอออนกิ จงึ ไมม่ สี ตู รโมเลกลุ
สวนอะตอมของธาตอุ โลหะมีคา IE1 สงู จงึ แตม่ เี พยี งสูตรเอมพิรคิ ลั
รับอิเล็กตรอนไดงาย เกิดเปนไอออนลบ ภายในโครงผลึกของสารประกอบไอออนิก ไอออนบวกจะถูกล้อมรอบด้วยไอออนลบ และ
ท่ีมีประจุเทากับจํานวนอิเล็กตรอนที่รับมา ในขณะเดียวกันไอออนลบก็ถกู ล้อมรอบดว้ ยไอออนบวก โดยจ�านวนไอออนท่มี าลอ้ มรอบ เรียกว่า
และเม่ืออะตอมของโลหะรวมตัวกับอะตอม เลขโคออดเิ นชนั (Co-ordination number) ซง่ึ จา� นวนไอออนทมี่ าลอ้ มรอบนจ้ี ะขน้ึ อยกู่ บั ขนาดของ
ของอโลหะจะมีการใหและรับอิเล็กตรอน ไอออนบวกและไอออนลบ โดยอาศยั หลกั การท่สี า� คัญ คือ ต้องทา� ใหม้ ีแรงผลกั กันระหวา่ งไอออน
เพื่อปรับใหมีเวเลนซอิเล็กตรอนเปนไปตาม ชนิดเดยี วกนั น้อยที่สดุ และมีแรงดึงดูดระหว่างไอออนต่างชนดิ กันให้มากท่ีสุด ซง่ึ โครงสร้างผลกึ
กฎออกเตต ของของแขง็ ไอออนกิ แบง่ ออกได้เป็น 4 แบบ ดงั นี้
• ไอออนบวกและไอออนลบยดึ เหนย่ี วกนั ดว ย 1. โครงสรา้ งผลกึ แบบโซเดยี มคลอไรด ์ (NaCl) โครงสรา้ งผลึกของ NaCl มรี ูปร่าง
แรงดึงดูดระหวางประจุไฟฟาตางชนิดกัน เป็นทรงเหลีย่ มแปดหนา้ ทมี่ ีเลขโคออดิเนชันเปน็ 6 : 6 หมายความวา่ ไอออนบวกแต่ละไอออน
เกดิ เปน พันธะ เรยี กวา พันธะไอออนิก ถูกล้อมรอบด้วยไอออนลบจ�านวน 6 ไอออน ไอออนลบ
• โครงสรางของสารประกอบไอออนิกแตละ แต่ละไอออนจะถูกล้อมรอบด้วยไอออนบวกจ�านวน 6 ไอออน
ชนิดจะมีลักษณะแตกตางกัน ขึ้นอยูกับ ซ่ึงจะเห็นว่าอัตราส่วนระหว่างไอออนบวกกับไอออนลบเป็น
สดั สวนของจาํ นวนประจุ ขนาดของไอออน 6 : 6 หรือ 1 : 1 โครงสรา้ งผลกึ แบบ NaCl เปน็ ผลึกทพ่ี บมาก
และโครงสรา งผลกึ ของสารนนั้ ๆ ในสารประกอบไอออกนกิ โดยสว่ นใหญเ่ ปน็ สารประกอบไฮไดรด ์
ของหมู ่ 1A และสารประกอบเฮไลดข์ องหมู ่ 1A เช่น LiF NaF
KF LiCl RbCl LiBr NaBr LiI NaI KI RbI เปน็ ต้น และ
ออกไซดก์ ับซัลไฟด์ของโลหะหมู่ 2A และธาตุแทรนซซิ นั เชน่
MgO CaO SrO BaO NiO CdO และสารประกอบเฮไลด์ = Na+ = Cl-
ของธาตแุ ทรนซซิ ัน เชน่ AgF AgCl AgBr NH4I เปน็ ตน้ ภาพท่ี 3.112 โครงสรา้ งผลกึ แบบ
โซเดยี มคลอไรด์

146

ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
พิจารณาตารางธาตทุ ่ีกําหนดให

หมู 1 2 3 4 5 6 7 8 การรวมตวั ของธาตใุ ดทจี่ ะมโี อกาส
เกดิ พนั ธะไอออนกิ ไดมากท่ีสุด
(1) He คาบท่ี 1 1. (3) กับ P
(2) Be B C N O (10) Ne 2 2. Na กับ (9)
3 3. (4) กบั (8)
Na (4) (6) (7) P (9) CI (11) 4. K กบั (10)
(3) (5) (12) 4 5. (3) กบั (10)
(1) Xe 5
Cs (13) 6

(วิเคราะหค ําตอบ ผลตา งของคา พลังงานไอออไนเซชนั ของ K กบั (10) มคี า มากทสี่ ุด (ธาตุท่ีอยู
มุมขวาบนในตารางธาตุจะมีคาพลังงานไอออไนเซชันสูง สวนธาตุท่ีอยูมุมซายลางในตารางธาตุ
จะมคี าพลงั งานไอออไนเซชันต่าํ ) จงึ มโี อกาสเกดิ พันธะไอออนกิ ไดม ากทส่ี ดุ ดังนน้ั ตอบขอ 4.)

T158

นาํ สอน สรุป ประเมิน

2. โครงสร้างผลึกแบบซีเซียมคลอไรด์ (CsCl) ขนั้ สรปุ
โครงสร้างผลึกของ CsCl มีรูปร่างเป็นรูปลูกบาศก์ ที่มีเลข
ขยายความเขา้ ใจ
โคออดิเนชนั เปน็ 8 : 8 หมายความวา่ ไอออนบวกแตล่ ะไอออน
1. ครูใหนักเรียนจับคูกับเพื่อนที่นั่งอยูขางกัน
ถูกล้อมรอบด้วยไอออนลบจ�านวน 8 ไอออน และไอออนลบ แลวเขียนแสดงการเกิดสารประกอบไอออนิก
ท่เี กดิ จากการรวมกนั ของธาตตุ อไปน้ี
แต่ละไอออนถูกล้อมรอบด้วยไอออนบวกจ�านวน 8 ไอออน • ธาตุหมู 1A กับธาตุหมู 5A
• ธาตุหมู 1A กับธาตหุ มู 6A
จะเหน็ วา่ อตั ราสว่ นระหวา่ งไอออนบวกกับไอออนลบเปน็ 1 : 1 = Cs+ = Cl- • ธาตุหมู 2A กบั ธาตหุ มู 5A
ซึ่งตัวอย่างของสารประกอบไอออนิกท่ีมีโครงสร้างผลึกแบบ • ธาตหุ มู 2A กับธาตหุ มู 6A
CsCl เช่น CsBr CsI RbF RbBr3 NH4Cl NH4Br TlCl • ธาตหุ มู 3A กบั ธาตหุ มู 5A
TiBr เป็นต้น ภาพท ี่ 3.113 โครงสร้างผลึกแบบ • ธาตหุ มู 3A กับธาตุหมู 6A
ซีเซียมคลอไรด์ • ธาตุหมู 3A กบั ธาตุหมู 7A
แลว บันทกึ ลงในสมุด สงในชว่ั โมงถัดไป
โ ครงส3ร้า. งผโลคึกรขงสองร า้ CงaผFล2 กึมแรี ปูบรบา่ แงคเปล็นเซทรียงมเหฟลลยี่ อู มอสไ่หี รนดา้ ์ (ทCมี่ aีเFล2ข)
2. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี
โคออดเิ นชนั เปน็ 8 : 4 หมายความว่า ไอออนบวกแต่ละไอออน ม.4 เลม 1

ถกู ลอ้ มรอบดว้ ยไอออนลบจา� นวน 8 ไอออน และไอออนลบแตล่ ะ ขนั้ ประเมนิ

ไอออนถกู ลอ้ มรอบดว้ ยไอออนบวกจา� นวน 4 ไอออน ซง่ึ จะเหน็ วา่ ตรวจสอบผล

อัตราส่วนระหวา่ งไอออนบวกกบั ไอออนลบเปน็ 1 : 2 ตัวอยา่ ง = Ca2+ = F- 1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม
ของสารประกอบไอออนกิ ทม่ี ีโครงสร้างแบบ CaF2 เช่น BaF2 ภาพท ่ี 3.114 โครงสรา้ งผลึกแบบ และการรว มกันทาํ ผลงาน
SrF2 SrCl2 BaCl2 CdF2 HgF2 GeO2 UO2 เปน็ ต้น แคลเซยี มฟลอู อไรด์
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝก หัด
4. โครงสร้างผลึกแบบซิงค์ซัลไฟด์ หรือซิงค์เบลน 3. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงานท่ีนักเรียนได
(ZnS) โครงสร้างผลึกของ ZnS มีรูปรา่ งเป็นทรงเหลยี่ มสห่ี นา้
ที่มีเลขโคออดเิ นชนั เป็น 4 : 4 หมายความว่า ไอออนบวกแต่ละ สรา งขึน้ จากข้ันขยายความเขา ใจ

ไอออนถกู ลอ้ มรอบดว้ ยไอออนลบจา� นวน 4 ไอออน และไอออนลบ

แต่ละไอออนจะถูกล้อมรอบด้วยไอออนบวกจ�านวน 4 ไอออน

ซงึ่ จะเหน็ วา่ อตั ราสว่ นระหวา่ งไอออนบวกกบั ไอออนลบเปน็ 1 : 1 = Zn2+ = S2-
ตัวอยา่ งของสารประกอบไอออนิกทม่ี ีโครงสร้างผลึกแบบ ZnS
เชน่ CuCl BeS CuBr CuI AlP GaP InP AgI CdS ภาพท ี่ 3.115 โครงสร้างผลึกแบบ
MgS HgS SiC เปน็ ต้น ซิงคซ์ ัลไฟด์

โครงสร้างของสารประกอบไอออนิก พันธะเคมี 147

ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
พิจารณากราฟคาพลังงานไอออไนเซชันลําดับท่ี 1 ของธาตุ
ท่มี เี ลขอะตอมตา งๆ ทก่ี ําหนดให สารประกอบระหวาง M กบั F ในการเรยี นการสอน เรือ่ ง โครงสรา งของสารประกอบไอออนกิ เนอ่ื งจาก
ควรมสี ตู รอยา งไร โครงสรางของสารประกอบไอออนิกมีลกั ษณะเปน 3 มิติ ดงั นนั้ ครอู าจหาคลิป
1. MF IE1 วิดโี อที่แสดงรปู 3 มติ ิโครงสรา งของสารประกอบไอออนกิ มาเปดใหน กั เรียนดู
เพือ่ ใหน กั เรยี นเห็นภาพของโครงสรา งจริงไดงายข้นึ โดยอาจใชค าํ คน ตอไปนี้
2. MF2 FB
• ionic structure
3. M2F E CMD • Structure of NaCl
4. M2F3 A • Structure of CsCl
5. M3F5 • Structure of CaF2
เลขอะตอม • Structure of ZnS
(วิเคราะหคําตอบ
จากรปู M อยหู มู 3A และ F อยหู มู 5A T159
M+F MF
ให 3e- รับ 3e-
ดงั นนั้ ตอบขอ 1.)

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ 2.3 การเขยี นสูตรและเรียกชอ่ื สารประกอบไอออนกิ

กระตนุ้ ความสนใจ การเขยี นสูตรของสารประกอบไอออนิกมีหลกั เกณฑ ์ ดังนี้
1. แสดงประจุบวกของโลหะหรือกลุ่มของประจุบวกที่มีอยู่ในสูตรก่อน จากนั้นตามด้วย
1. ครูทบทวนความรูในเรื่อง การเกิดพันธะ ประจุลบของอโลหะหรือกลุ่มของประจุลบ ยกเว้นในกรณีที่สารประกอบไอออนิกน้ันเป็นเกลือ
ไอออนิกและโครงสรางไอออนิกท่ีเกิดจาก ของกรดอินทรีย์ เช่น แอซิเตตไอออน (CH3COO-) จะน�าด้วยประจุลบก่อนแล้วจึงตามด้วย
แรงดึงดดู ระหวา งไอออนบวกและไอออนลบ ประจบุ วก เชน่ โซเดียมแอซีเตต (CH3COONa) แคลเซยี มแอซเี ตต ((CH3COO)2Ca)
2. เม่ือรวมประจบุ วกกบั ประจุลบเขา้ ด้วยกันต้องมีคา่ เท่ากับศนู ย์
2. ครูถามคําถามกระตนุ นักเรยี นวา 3. ถ้ามีประจุบวกหรือประจุลบมากกว่า 1 กลุ่ม ให้ใส่วงเล็บและระบุจ�านวนกลุ่มไว้ทาง
• นักเรียนคิดวา การเขียนสูตรและเรียกชื่อ มุมล่างด้านขวามอื
สารประกอบไอออนกิ แตกตา งจากการเขยี น ตวั อยา่ งการเขยี นสูตรสารประกอบไอออนกิ แสดงดังตารางท ่ี 3.12
สูตรและเรียกชื่อสารประกอบโคเวเลนต
หรือไม อยา งไร ตารางท่ี 3.12 : การเขยี นสตู รสารประกอบไอออนิก
(แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน ตวั อยา่ งการเขยี นสตู รสารประกอบไอออนิก
โดยข้ึนอยูก ับดุลยพินจิ ของครูผสู อน)
โซเดยี มกับออกซเิ จน แมกนเี ซียมกับคลอรนี
ขนั้ สอน
สตู รท่ีได ้ คือ Na2O1 สูตรทีไ่ ด ้ คอื MgCl22
สาํ รวจคน้ หา
อะลูมเิ นียมกับซัลเฟต แอมโมเนยี มกบั คลอไรด์
1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การเขียนสูตรและ
เรยี กชอ่ื สารประกอบไอออนกิ จากหนงั สอื เรยี น
เคมี ม.4 เลม 1 หนา 148-151

2. ค รู ส รุ ป ห ลั ก ก า ร ใ น ก า ร เ ขี ย น สู ต ร ข อ ง
สารประกอบไอออนิก

3. ครูสรุปหลักการในการเรียกชื่อสารประกอบ
ไอออนกิ

สตู รท่ีได ้ คือ Al2(SO4)33 สตู รทไ่ี ด้ คอื NH4C4l

การเรียกช่ือสารประกอบไอออนิกแบ่งตามชนิดของสารประกอบได้เป็น การเรียกช่ือ
สารประกอบท่มี ีธาตอุ ย ู่ 2 ชนิด (binary compound) และการเรยี กชือ่ สารประกอบท่มี ีธาตุอย่ ู 3
ชนิด (ternary compound) ดงั นี้

148

นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
สารประกอบโพแทสเซียมเปอรคลอเรต แมกนีเซียมซัลเฟต
1 Na2O หรอื โซเดยี มออกไซด นาํ มาใชเ ปนวตั ถุดิบในอตุ สาหกรรมแกว และ และอะลูมิเนียมออกไซดมสี ตู รวาอยา งไร
เซรามกิ และใชเปนสารตัง้ ตนในการเตรยี มโซเดยี มไฮดรอกไซด หรือโซดาไฟ 1. KCl MgSO4 Al3O2 2. KClO3 MgSO4 AlO
2 MgCl2 หรือแมกนีเซียมคลอไรด นํามาใชเปนสารต้ังตนในการผลิต 3. KCl Mg2SO4 Al2O3 4. KClO4 MgSO4 Al2O3
สารประกอบแมกนีเซียมตัวอื่นๆ นอกจากน้ียังนํามาใชในอุตสาหกรรมสิ่งทอ 5. KClO4 Mg(SO4)2 AlO
วตั ถุกันไฟ ซเี มนต และอาหารบางประเภท เชน การทําเตาหู โดยจะเตมิ ลงไป
เพอ่ื ทาํ ใหโ ครงสรา งของสินคา แข็งยิ่งข้ึน (วิเคราะหค ําตอบ โพแทสเซยี มเปอรคลอเรต มสี ตู ร คอื KClO4
3 Al2(SO4)3 หรอื อะลมู เิ นียมซัลเฟต นํามาใชใ นการยอ มสี ทาํ โฟม เส้อื ผา แมกนเี ซยี มซลั เฟต มีสูตร คือ MgSO4
ปอ งกนั ไฟ เปน ตวั เรง ปฏกิ ริ ยิ าในการผลติ อเี ทน ใชค วบคมุ คา pH ในอตุ สาหกรรม อะลมู เิ นยี มออกไซด มสี ตู ร คือ Al2O3
กระดาษ
4 NH4Cl หรือแอมโมเนียมคลอไรด นํามาใชเปนสวนผสมของยาสระผม ดงั นน้ั ตอบขอ 4.)
ใชผสมหมึกพิมพในอุตสาหกรรมผา ในกาวผลิตไมอัด ใชผสมในผลิตภัณฑ
ทําความสะอาด และใชเ ปนสว นผสมในยาแกไ อ

T160

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

1. การเรยี กช่ือสารประกอบไอออนิกทีม่ ีธาตุอย่ ู 2 ชนดิ มีหลกั เกณฑ ์ ดงั น้ี ขน้ั สอน
• กรณีทส่ี ารประกอบเกดิ จากโลหะรวมกบั อโลหะ ให้เรยี กไอออนบวกซึ่งเปน็ โลหะกอ่ น
แลว้ ตามดว้ ยไอออนลบซ่งึ เป็นอโลหะ แล้วเปลย่ี นท้ายเสียงเป็น “ไอด์ (ide)” อธบิ ายความรู้
ตัวอยา่ งการเรยี กช่ือไอออนบวก แสดงดังตารางท่ ี 3.13
1. ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายและเขียนสูตร
ตารางท่ี 3.13 : สตู รและช่ือของไอออนบวก เอมพิริคัลของสารประกอบไอออนิกท่ีเกิดจาก
ธาตหุ มู 1A 2A และ 3A กับธาตหุ มู 5A โดย
ไอออนบวก ชอื่ ไอออนบวก ชื่อ ให M แทนธาตุหมู 1A 2A หรอื 3A และ X
แทนธาตุหมู 5A ซง่ึ นกั เรยี นควรเขียนได ดังนี้
Li+ ลเิ ทียมไอออน (lithium ion) NH4+ แอมโมเนยี มไอออน (ammonium ion) M3X M3X2 และ MX
Na+ โซเดยี มไออน (sodium ion) Ba2+ แบเรยี มไอออน (barium ion)
2. ครูตั้งคําถามใหนักเรียนรวมกันอภิปราย
H+ ไฮโดรเจนไอออน (hydrogen ion) Al3+ อะลูมิเนียมไอออน (aluminium ion) เร่ือง การเขียนสูตรและเรียกช่ือสารประกอบ
โคเวเลนต เชน
ตวั อย่างการเรยี กชอื่ ไอออนลบ แสดงดังตารางท ี่ 3.14 • จงเขียนสูตรของสารท่ีเกิดจากการรวมตัว
ระหวา งธาตุหรอื ไอออนคูตอไปนี้
ตารางที่ 3.14 : สตู รและชอ่ื ของไอออนลบ ก. โพแทสเซียมกบั ไอโอดีน
ข. แบเรยี มกบั กาํ มะถัน
ไอออนลบ ช่อื ไอออนลบ ชอื่ ค. อะลูมิเนียมกบั ออกซิเจน
F- ฟลอู อไรดไ์ อออน (fluoride ion) ง. โซเดยี มกบั ไนเตรตไอออน
S2- ซัลไฟดไ์ อออน (sulfide ion) จ. แมกนีเซยี มกบั ซลั เฟตไอออน
ฉ. ลเิ ทียมกับฟอสเฟตไอออน
H- ไฮไดรด์ไอออน (hydride ion) P3- ฟอสไฟดไ์ อออน (phosphide ion) (แนวตอบ ก. KI ข. BaS ค. Al2O3
ง. NaNO3 จ. MaSO4 ฉ. Li3PO4)
O2- ออกไซด์ไอออน (oxide ion) C4- คารไ์ บด์ไอออน (carbide ion) • จงเรียกชื่อสารประกอบไอออนิกตอไปน้ี
Al(OH)3 CuSO4 NH4NO3 CoCl2 Na3O2
O22- เปอรอ์ อกไซดไ์ อออน (peroxide ion) Si4- ซิลไิ ซด์ไอออน (silicide ion) และ CaF2
(แนวตอบ
ตวั อยา่ งการเรยี กชอื่ สารประกอบไอออนกิ ทเ่ี กดิ จากโลหะรวมกบั อโลหะ แสดงดงั ตารางท ี่ 3.15 Al(OH)3 = อะลูมเิ นยี มไฮดรอกไซด
CuSO4 = คอปเปอร (II) ซัลเฟต
ตารางท่ี 3.15 : การเรยี กชอ่ื สารประกอบไอออนกิ ทเ่ี กิดจากโลหะรวมกบั อโลหะ NH4NO3 = แอมโมเนยี มไนเตรต
CoCl2 = โคบอลต (II) คลอไรด
สาร การเรยี กช่ือ สาร การเรยี กชื่อ Na3O2 = โซเดยี มออกไซด
CaF2 = แคลเซียมฟลอู อไรด)
NaCl โอแซะคเลลดมู เียซเิ มนยี ยคีมมลคออาไอรรกไ์ ดบไ ์ซด1(ดs ์2o( ์ c(daailluucmmiuimcnhiulcomarribdoiexd)ied)e) Li3N ลิเทียมไนไตรด ์ (lithium nitride)
NH4Cl แอมโมเนยี มคลอไรด ์ (ammonium chloride)
CaC2 K2O2 โพแทสเซยี มเปอรอ์ อกไซด ์ (potassium peroxide)
Al2O3

• กรณีท่ีสารประกอบไอออนิกมีไอออนบวกที่มาจากโลหะที่มีค่าประจุบวกหลายค่า
รวมตัวกับอโลหะ ให้เรียกชื่อไอออนบวกซึ่งเป็นโลหะแล้วตามด้วยประจุของไอออนโลหะน้ันเป็น
เลขโรมันอยู่ภายในวงเล็บก่อน แล้วตามด้วยไอออนลบซ่ึงเป็นอโลหะ แล้วเปลี่ยนท้ายเสียงเป็น
“ไอด ์ (ide)”

พันธะเคมี 149

ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู

ขอใดคือชอื่ ท่ีถูกตองของสารประกอบตอ ไปน้ี AgHCO3 PbCl2 1 แคลเซียมคารไบด ใชเปนสารตั้งตนในการผลิตแกสอะเซทิลีน โดยเม่ือ
Cr2(SO4)3 แคลเซยี มคารไ บดท าํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั นาํ้ จะใหแ กส อะเซทลิ นี ออกมา ซงึ่ แกส อะเซทลิ นี
เปน แกส ทีต่ ดิ ไฟใหค วามรอน และแสงสวา งมาก จึงถกู นําไปใชงานหลากหลาย
1. ซิลเวอรค ารบ อเนต เลดคลอไรด โครเมยี มซลั เฟต เชน อตุ สาหกรรมเช่อื มโลหะ ใชเปน ตะเกยี งสองสวางในเหมืองใตดิน และใชใ น
2. ซิลเวอรคารบ อเนต เลด (ll) คลอไรด โครเมียม (lll) ซลั เฟต การผลิตพลุ นอกจากน้แี คลเซียมคารไ บดย งั นิยมนาํ มาใชในการบม ผลไมใหส ุก
3. ซลิ เวอรไ ฮโดรเจนคารบ อเนต เลดคลอไรด โครเมยี มซลั เฟต เร็วข้ึนอีกดวย เน่ืองจากแกสอะเซทิลีนที่เกิดข้ึน (จากการท่ีแคลเซียมคารไบด
4. ซิลเวอรไ ฮโดรเจนคารบอเนต เลดคลอไรด สัมผัสความชื้นในอากาศ) สามารถทําปฏิกิริยากลายเปนแกสเอทิลีน ซ่ึงเปน
ตัวเรง การสกุ ของผลไม
โครเมยี ม (lll) ซลั เฟต 2 อะลูมิเนียมออกไซด หรืออะลูมินา นํามาใชเปนสวนผสมในผลิตภัณฑ
5. ซลิ เวอรไฮโดรเจนคารบอเนต เลด (ll) คลอไรด เซรามิก เพ่ือใหเกิดความแข็งแรง ใชทําวัสดุทนไฟในเตาเผาและเตาหลอม
วัสดุขัดถู ลูกบดและผนังกรุหมอบดสําหรับอุตสาหกรรมเซรามิก ถวยเผาสาร
โครเมยี ม (lll) ซลั เฟต (crucible)
(วิเคราะหคําตอบ AgHCO3 เรยี กวา ซลิ เวอรไ ฮโดรเจนคารบ อเนต
T161
PbCl2 เรียกวา เลด (ll) คลอไรด
Cr2(SO4)3 เรยี กวา โครเมยี ม (lll) ซลั เฟต
ดังนั้น ตอบขอ 5.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สรปุ ตารางที่ 3.16 : สตู รและช่อื ของไอออนบวกทมี่ ีประจบุ วกหลายค่าบางชนิด

ขยายความเขา้ ใจ ไอออน ชื่อ ไอออน ชื่อ
บวก บวก
1. ครใู หน กั เรยี นจบั คกู บั เพอื่ นทน่ี งั่ ขา งกนั จากนนั้ Cr2+ โครเมยี ม (II) ไอออน (chromium (II) ion) Pb2+ เลด (II) ไอออน (lead (II) ion)
ใหผ ลัดกนั เขียนสูตรสารประกอบไอออนิก ให
เพอ่ื นทจี่ บั คกู นั เรยี กชอ่ื สารประกอบไอออนกิ นน้ั Cr3+ โครเมยี ม (III) ไอออน (chromium (III) ion) Pb4+ เลด (IV) ไอออน (lead (IV) ion)
ประมาณคนละ 5 สาร
Co2+ โคบอลต์ (II) ไอออน (cobalt (II) ion) Mn2+ แมงกานสี (II) ไอออน (manganese (II) ion)
2. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง การเขียนสูตร
และการเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก Co3+ โคบอลต์ (III) ไอออน (cobalt (III) ion) Mn3+ แมงกานสี (III) ไ อออน (manganese (III) ion)

3. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี Cu+ คอปเปอร ์ (I) ไอออน (copper (I) ion) Hg22+ เมอรค์ วิ ร ่ี (I) ไอออน (mercury (I) ion)
ม.4 เลม 1 Cu2+ คอปเปอร์ (II) ไอออน (copper (II) ion) Hg2+ เมอรค์ วิ ร่ี (II) ไอออน (mercury (II) ion)

ขนั้ ประเมนิ Fe2+ ไอรอ์ อน (II) ไอออน (iron (II) ion) Sn2+ ทิน (II) ไอออน (tin (II) ion)

ตรวจสอบผล Fe3+ ไอร์ออน (III) ไอออน (iron (III) ion) Sn4+ ทนิ (IV) ไอออน (tin (IV) ion)

1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม ตารางท่ี3.17 : การเรยี กชอื่ สารประกอบไอออนกิ ทเี่ กดิ จากโลหะทมี่ คี า่ ประจบุ วกหลายคา่ รวมกบั อโลหะ
และการรว มกันทําผลงาน
สาร การเรียกชอื่ สาร การเรียกช่อื
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงาน เรื่อง
การเขียนสูตรและการเรียกชื่อสารประกอบ FeCl2 ไอรอ์ อน (II) คลอไรด ์ (iron (II) chloride) CuS คอปเปอร ์ (II) ซัลไฟด์ (copper (II) sulfide)
ไอออนิก FeCl3 ไอรอ์ อน (III) คลอไรด ์ (iron (III) chloride) MnO แมงกานสี (II) ออกไซด ์ (manganese (II) oxide)
Cu2S คอปเปอร ์ (I) ซลั ไฟด ์ (copper (I) sulfide) Mn2O3 แมงกานสี (III) ออกไซด ์ (manganese (III) oxide)
3. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด

2. การเรยี กช่ือสารประกอบไอออนิกทมี่ ีธาตุอย ู่ 3 ชนดิ มหี ลักเกณฑ ์ ดงั น้ี
• กรณีที่สารประกอบเกิดจากโลหะรวมกับกลุ่มของอโลหะ ให้เรียกชื่อไอออนบวกของ
โลหะกอ่ น แล้วตามดว้ ยกล่มุ ไอออนลบของอโลหะ

ตารางท่ี 3.18 : สูตรและชอ่ื ของกลมุ่ ไอออนลบบางชนดิ

ไอออนลบ ชอื่ ไอออนลบ ชื่อ

OH- ไฮดรอกไซด์ไอออน (hydroxide ion) BrO- ไฮโปโบรไมตไ์ อออน (hypobromite ion)

CN- ไซยาไนดไ์ อออน (cyanide ion) BrO2- โบรไมตไ์ อออน (bromite ion)

SCN- ไทโอไซยาเนตไอออน (thiocyanate ion) BrO3- โบรเมตไอออน (bromate ion)
NO2- ไนไตรท์ไอออน (nitrite ion) BrO4- เปอรโ์ บรเมตไอออน (perbromate ion)
NO3- ไนเตรตไอออน (nitrate ion) CO32- คารบ์ อเนตไอออน (carbonate ion)

150

แนวทางการวัดและประเมินผล ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET

ครูสามารถวัดและประเมินความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การเขียนสูตรและ ขอใดเรียกชือ่ สารประกอบไอออนิกไดถูกตอง
การเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการทําใบงาน 1. FeCl3 อานวา ไอรออนคลอไรด
เรื่อง การเขียนสูตรและการเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก โดยศึกษาเกณฑ 2. NaNO2 อา นวา โซเดยี มไนเตรต
การวดั และประเมนิ ผลจากแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คลทแี่ นบมา 3. BaSO4 อา นวา แบเรยี ม (II) ซัลเฟต
ทา ยแผนการจัดการเรียนรหู นวยท่ี 3 พนั ธะเคมี 4. Ba3(PO4)2 อา นวา แบเรยี มฟอสเฟต
5. KCN อานวา โพแทสเซยี มคารบ อนไนเตรต
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล (วิเคราะหคาํ ตอบ ขอ 1. FeCl3 อา นวา ไอรอ อน (III) คลอไรด
ขอ 2. NaNO2 อานวา โซเดยี มไนไตรท
คาชีแ้ จง : ใหผ้ ูส้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงในชอ่ งที่ ขอ 3. BaSO4 อานวา แบเรียมซัลเฟต
ตรงกับระดบั คะแนน ขอ 5. KCN อานวา โพแทสเซยี มไซยาไนด
ดงั นนั้ ตอบขอ 4.)
ลาดับที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 1
32 
1 การแสดงความคิดเหน็  
2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  
3 การทางานตามหน้าท่ีทไี่ ด้รับมอบหมาย  
4 ความมีนา้ ใจ  
5 การตรงต่อเวลา 

รวม

ลงชือ่ ................................................... ผู้ประเมิน
............/.................../................

เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมบางครัง้

เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ
T162 ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14–15 ดมี าก
11–13 ดี
8–10 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรบั ปรงุ

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ตารางท่ี 3.18 : สูตรและช่อื ของกลมุ่ ไอออนลบบางชนดิ (ต่อ) ขนั้ นาํ

ไอออนลบ ชอ่ื ไอออนลบ ช่ือ กระตนุ้ ความสนใจ
HCO3- (ไhฮyโดdrรoเจgนenคcาaรr์บbอonเนatตeไอioอnอ)น SO32- ซัลไฟตไ์ อออน (sulphite ion)
1. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ นกั เรยี นวา นกั เรยี นคดิ วา
MSOnO42-4- ซัลเฟตไอออน (sulphate ion) HS2SOO324-- ไทโอซลั เฟตไอออน (thiosulphate ion) พลงั งานในการเกดิ สารประกอบโคเวเลนตแ ละ
(เpปeอrรm์แaมnงgกaาnเaนteตไiอoอnอ) น ไ(hฮyโดdrรoเจgนenซsัลuเlฟphตaไtอeอiอoนn ) การเกิดสารประกอบไอออนิกมีความเหมือน
MnO42- แมงกาเนตไอออน (manganate ion) HSO3- ไ(hฮyโดdrรoเจgนenซsัลuไlpฟhตi์ไteออioอnน) หรอื แตกตางกันหรอื ไม อยา งไร
(แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน
ตารางท่ี 3.19 : การเรียกชอ่ื สารประกอบไอออนกิ ท่เี กิดจากโลหะรวมกบั กลมุ่ ของอโลหะ โดยขน้ึ อยูก บั ดุลยพินจิ ของครผู สู อน)

สาร โแ((scซคoaเลldดcเiยี iuซuมmยี mซมัลsกคcuเาaาฟlรrรpbตเ์บh1รoียaอntกเeaนช)tตe่อื 2) สาร การเรียกช่อื ขนั้ สอน
Na2SO4 (NH4)3PO4
แ(aอmมmโมoเnนiuยี mมฟpอhสoเsฟpตh ate) สาํ รวจคน้ หา
CaCO3 K2Cr2O7 (โpพoแtทasสsเiซumียมdไดicโhคrรoเmมตat e)
1. ครูใหนักเรียนจับคูกับเพื่อนที่น่ังขางกัน แลว
• กรณีที่สารประกอบไอออนิกมีไอออนบวกที่มาจากโลหะที่มีค่าประจุบวกหลายค่า ศกึ ษา เรือ่ ง พลังงานกับการเกิดสารประกอบ
รวมตัวกับกลุ่มของอโลหะ ให้เรียกชื่อไอออนบวกซึ่งเป็นโลหะตามด้วยประจุของไอออนโลหะน้ัน ไอออนิก จากหนังสือเรียนเคมี ม.4 เลม 1
เปน็ เลขโรมนั อยูภ่ ายในวงเลบ็ ก่อน แล้วตามดว้ ยกลุม่ ไอออนลบของอโลหะ หนา 151-153

ตารางที่ 3.20 : การเรยี กช่อื สารประกอบไอออนิกท่ีเกิดจากโลหะทม่ี คี ่าประจุบวกหลายค่า 2. ครูใหนักเรียนทุกคนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับ
รวมกบั กล่มุ ของอโลหะ พลังงานในการเกิดโซเดียมคลอไรด โดยครู
คอยชวยเสริมความรู จนนักเรียนทุกคนเกิด
ความเขาใจท่ีถูกตอ งตรงกนั

สาร การเรยี กชือ่ สาร การเรยี กชอื่

CrSO4 โ(cคhรrเoมmยี มiu m(II )( IซI) ลั sเuฟlตph ate) Hg(NO3)2 เ(mมอeรrcค์ uวิ rรyี ((IIII)) ไnนitเrตaรteต)

Cr2(SO4)3 โ(cคhรrเoมmียมiu m(II I()I IซI) ลั sเuฟlตph ate) Co(CO3)2 โ(cคoบbอaลltต (์ I(II)I )c คarาbรoบ์ nอaเtนe)ต

แบบฝกึ หดั เรยี กชอื่ สารประกอบไอออนกิ ตอ่ ไปน ี้ Li2SO4 AgCl Be(OH)2 ZnH2PO4 Hg(NO3)2 และ Co(CO3)3

2.4 พลังงานกับการเกดิ สารประกอบไอออนิก

กระบวนการเกดิ สารประกอบไอออนกิ จะมกี ารเปลย่ี นแปลงพลงั งานเกดิ ขนึ้ ดว้ ย อาจพจิ ารณา
จากวัฏจักรบอร์นฮาร์เบอร์ (Born-haber cycle) โดยอธิบายว่าการเกิดสารประกอบไอออนิก
มหี ลายขน้ั ตอน ในแตล่ ะขนั้ ตอนจะมกี ารเปลย่ี นแปลงพลงั งานเกดิ ขนึ้ ดว้ ย โดยใหพ้ จิ ารณาการเกดิ
โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) จากNปaฏ(sกิ ) ริ +ิย า12ร ะCหl2ว(า่gง)โ ล หะโซเดยี ม N(NaCa)l (sก)ับแก๊สคลอรนี (Cl2) ดังน้ี

พันธะเคมี 151

ขอ สอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู

ขั้นตอนการเกิดผลึก MgCl2 ขั้นใดที่เปนการเปลี่ยนแปลง ในการเรยี นการสอน เรอื่ ง พลงั งานกบั การเกดิ สารประกอบไอออนกิ ครคู วร
ประเภทคายความรอ น ยกตวั อยางสารประกอบไอออนกิ หลายๆ ชนิด แลวใหนักเรยี นฝก เขียนวฏั จกั ร
1. Mg(s) Mg(g) บอรน -ฮาเบอรข องสารประกอบนน้ั แลว สมุ นกั เรยี นออกมาเขยี นวฏั จกั รบอรน -ฮาเบอร
2. Cl2(g) 2Cl(g) ของสารประกอบแตล ะตวั หนา ชนั้ เรยี น พรอ มใหเ พอ่ื นคนอน่ื รว มกันพจิ ารณาวา
3. Mg(g) Mg2+(g) + 2e- เขยี นไดถกู ตองหรือไม ถายังไมถกู ตอ งใหชว ยกันแกไ ขใหถ ูกตอง
4. 2Cl(g) + 2e- 2Cl-(g)
5. Mg(s) + Cl2(g) MgCl2(s)
นักเรียนควรรู
(วเิ คราะหค ําตอบ ขอ 1. เปนพลังงานการระเหิด ขอ 2. เปน
พลังงานการสลายพันธะ และขอ 3. เปนพลังงานไอออไนเซชัน 1 โซเดยี มซลั เฟต นาํ มาใชในอุตสาหกรรมผลติ สบู ผงซักฟอก สียอ ม แกว
ซ่ึงเปนการเปลี่ยนแปลงแบบดูดพลังงาน ขอ 4. เปนพลังงาน กระดาษ สง่ิ ทอ และใชป รบั ความเปน กรดใหล ดลง
สมั พรรคภาพอเิ ลก็ ตรอน ซง่ึ เปน การเปลย่ี นแปลงแบบคายพลงั งาน
ขอ 5. เปนพลังงานรวมของการเกิดปฏิกิริยา ซ่ึงเปนไดทั้งการ 2 แคลเซยี มคารบ อเนต นาํ มาใชป ระโยชนห ลายดา น เชน อตุ สาหกรรมเหลก็
เปลย่ี นแปลงแบบดดู หรือคายพลังงาน ดงั นน้ั ตอบขอ 4.) อตุ สาหกรรมผลติ นาํ้ มนั กระบวนการผลติ ผา ออ มสาํ เรจ็ รปู สาํ หรบั ทางเภสชั กรรม
นักวิทยาศาสตรไดนํามาผลิตเปนยาไดหลายชนิด เชน ยากลุมวิตามินบํารุง
Tกระดูก ยาลดกรด ยาชว ยยอย ยาแกทอ งอดื และยาแกท องเสยี
163

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน พลงั งานกบั การเกิดสารประกอบไอออนกิ

อธบิ ายความรู้ Na+(g) + Cl(g) + e-

1. ครตู ั้งคําถามใหน กั เรยี นรวมกันอภิปราย เรื่อง พ(ioลnงั iงzาaนtiไoอnอeอnไeนrเgซyซัน: IE) IE = 496 kJ/mol พ(eลleังcงtาroนnสมั aพffรinรiคtyภา:พEอAิเล) ก็ ตรอน
พลงั งานกบั การเกิดสารประกอบไอออนกิ เชน เป็นพลังงานที่ท�าให้อะตอมของโซเดียม EA = 349 kJ/mol เปน็ พลงั งานทท่ี า� ใหอ้ ะตอมของคลอรนี ใน
• พลังงานในการเกิดสารประกอบไอออนิก ในสถานะแก๊สเสียอิเล็กตรอนออกไป สถานะแก๊สรับอิเล็กตรอนท่ีหลุดจาก
มีกี่ข้ันตอน อะไรบาง และแตละขั้นตอน กลายเปน็ โซเดยี มไอออน อะตอมของโซเดียมกลายเป็นคลอไรด์
เปนปฏกิ ริ ิยาประเภทใด ไอออน
(แนวตอบ 5 ขน้ั ตอน ดังนี้
- พลังงานการระเหิด ซ่ึงเปนปฏิกิริยาดูด Na+(g) + Cl-(g)
พลังงาน
- พลงั งานการสลายพนั ธะ ซึง่ เปน ปฏกิ ิรยิ า Na(g) + Cl(g) D = 122 kJ/mol
ดดู พลังงาน พ(dลisงั sงoาcนiaกtาioรnสลeาnยeพrgันyธะ: D)
- พลังงานไอออไนเซชัน ซึ่งเปนปฏิกิริยา เป็นพลังงานที่ท�าให้โมเลกุลของแก๊ส ∆Hsub = 107 kJ/mol U = 787 kJ/mol พลงั งานโครงผลึก
ดูดพลังงาน คลอรีนแตกออกเป็นอะตอมของคลอรีน (หlaรtอื tiพcลeังeงnาeนrแgลyต:ทUิซ)
- พลงั งานสมั พรรคภาพอเิ ลก็ ตรอน ซงึ่ เปน ในสถานะแก๊ส เป็นพลังงานที่ระบบคายออกมา เม่ือ
ปฏิกิรยิ าคายพลังงาน โซเดียมไอออนและคลอไรด์ไอออนใน
- พลังงานโครงผลึก หรือพลังงานแลตทิซ Na(g) + 12Cl2(g) สถานะแก๊สมารวมตัวกันเป็นโซเดียม
ซ่ึงเปนปฏกิ ริ ิยาคายพลงั งาน) พ(sลubังงliาmนaกtาioรnระeเหneิดrgy : ∆∆ Hsub) คลอไรด์
เป็นพลังงานที่ท�าให้โลหะโซเดียมใน
2. ครูใหความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังงานกับการ สถานะของแข็งระเหิดกลายเป็นอะตอม ∆Hf = 411 kJ/mol
เกิดสารประกอบไอออนิก ซึ่งเมื่อเรียนจบ ในสถานะแก๊ส
หัวขอน้ีแลว นักเรียนควรสรุปสาระสําคัญได
ดงั นี้ Na(s) + 21Cl2(g)
• การเกิดสารประกอบไอออนิกมีปฏิกิริยา พลงั งานรวมของ
เกิดขึ้นหลายขั้นตอน ในแตละขั้นตอนจะ (กhาeรaเtกดิofปฏfoกิ rิรmยิ aาtion : Hf)
มีการเปล่ียนแปลงพลังงาน โดยอาจเปน
การดูดพลังงานหรอื คายพลงั งาน NaCl (s)
• ปฏกิ ริ ยิ าทม่ี กี ารดดู พลงั งานมากกวา การคาย
พลังงาน จัดเปนปฏิกิริยาแบบดูดพลังงาน ดูดพลังงาน คายพลังงาน
คา ∆H จะมคี า เปนบวก 152 ภาพที่ 3.116 พลงั งานในการเกิดโซเดียมคลอไรด์ (NaCl)
• ปฏิกิริยาที่มีการดูดพลังงานนอยกวาการ
คายพลังงาน จัดเปนปฏิกิริยาแบบคาย
พลังงาน คา ∆H จะมีคาเปนลบ

ขอ สอบเนน การคดิ

พจิ ารณาแผนภาพพลังงานกบั การเกิดสารประกอบไอออนกิ ที่กาํ หนดให
A(s) ∆E1 A(g) ∆E3 A+(g)
21 B2(g) ∆E2 B(g) ∆E4 B-(g) ∆E5 AB(s)

การเปล่ยี นแปลงพลังงานในขอ ใดทท่ี าํ ใหก ารเปล่ียนแปลงนี้เปน ประเภทดูดพลงั งาน
1. (∆E1 + ∆E2 + ∆E3 + ∆E4) > ∆E5 2. (∆E1 + ∆E2 + ∆E3) > (∆E4 + ∆E5)
3. (∆E3 + ∆E4 + ∆E5) > (∆E1 + ∆E2) 4. (∆E1 + ∆E2) > (∆E3 + ∆E4 + ∆E5)
5. (∆E4 + ∆E5) > (∆E1 + ∆E2 + ∆E3)

T164 (วเิ คราะหค าํ ตอบ ∆E1 คือ พลังงานการระเหิด (ดูดพลังงาน) คือ พลังงานการสลายพันธะ
(ดูดพลังงาน) ∆E3 คือ พลังงานไอออไนเซชัน (ดูดพลังงาน) ∆E4 คือ พลังงานสัมพรรคภาพ
อิเล็กตรอน (คายพลังงาน) ∆E5 คือ พลังงานโครงผลึก หรือพลังงานแลตทิซ (คายพลังงาน)
การเปลย่ี นแปลงน้ีจะดดู พลงั งานเมอ่ื (∆E1 + ∆E2 + ∆E3) > (∆E4 + ∆E5) ดังนั้น ตอบขอ 2.)

นาํ สอน สรปุ ประเมิน

คา่ พลังงานแลตทซิ จะมคี วามสมั พันธ์กับจุดหลอมเหลวของสารประกอบไอออนิก ดงั แสดง ขน้ั สรปุ
ในตารางที ่ 3.21
ขยายความเขา้ ใจ
ตารางท่ี 3.21 : ความสมั พันธ์ระหว่างพลังงานแลตทิซกบั จดุ หลอมเหลวของสารประกอบไอออนิก
1. ครูใหนักเรยี นแบง กลมุ กลุมละ 3 คน แลวทาํ
สารประกอบ พลังงานแลตทซิ (kJ/mol) จดุ หลอมเหลว ( �C) การสืบคนขอมูลเพ่ิมเติมจากแหลงขอมูล
ตา งๆ เกย่ี วกบั พลงั งานกบั การเกดิ สารประกอบ
LiF 1,017 845 ไอออนิก จากน้ันเขียนวัฏจักรบอรน-ฮาเบอร
แสดงการเกิดสารประกอบไอออนิกของสาร
LiCl 828 610 ตอไปน้ี
• LiF
LiBr 787 550 • CaS
• MgCl2
LiI 732 450 • Al2O3
แลวบนั ทกึ ลงในสมดุ สงในช่วั โมงถดั ไป
NaCl 787 801
2. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี
NaBr 736 750 ม.4 เลม 1

NaI 686 662 ขน้ั ประเมนิ

KF 808 858 ตรวจสอบผล

KCl 701 772 1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม
และการรว มกนั ทาํ ผลงาน
KBr 671 734
2. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝก หัด
MgCl2 2,527 714 3. ครูวัดและประเมินผลจากช้ินงานที่นักเรียนได

Na2O 2,570 ระเหดิ ท่ ี 1,275 สรา งข้ึนจากขนั้ ขยายความเขาใจ

MgO 3,890 2,800

จากตาราง สามารถสรุปได้ ดังน้ี
1. พลังงานแลตทิซท่ีมีค่ามากขึ้นจะบ่งบอกถึงความมีเสถียรภาพของของแข็ง และการ
ยึดเกาะกันระหว่างไอออนที่เพ่ิมขึ้น จึงส่งผลให้ต้องใช้พลังงานในการหลอมเหลวของแข็งชนิด
น้นั ๆ มากข้นึ ของแข็งจงึ มจี ดุ หลอมเหลวสูงขน้ึ ตามคา่ พลังงานแลตทซิ ท่ีมากขนึ้
2. ไอออนที่มีประจุบวกหรือประจุลบมากขนึ้ เชน่ Mg2+ หรือ O2- จะทา� ใหเ้ กดิ แรงดงึ ดดู
ระหวา่ งประจเุ พมิ่ ขนึ้ ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ ทา� ใหส้ ารประกอบ MgCl2 Na2O และ MgO มคี า่ พลงั งานแลตทซิ
ทสี่ งู กวา่ ปกตเิ มอื่ เทยี บกบั สารประกอบอน่ื ๆ สว่ นจดุ หลอมเหลวทมี่ คี า่ แปรเปลยี่ นไปตา่� บา้ งสงู บา้ ง
เนื่องจากมปี จั จยั ที่เกี่ยวข้องกบั ระยะหา่ งระหวา่ งประจบุ วกและประจุลบเขา้ มาเกยี่ วข้องด้วย

พันธะเคมี 153

ขอสอบเนน การคดิ แนวทางการวัดและประเมินผล
พจิ ารณาวฏั จกั รบอรน -ฮาเบอรข องการเกดิ MgO ทกี่ าํ หนดให
คาพลงั งานของการเกิดเปน MgO และคาพลังงานโครงผลึกของ ครูสามารถวัดและประเมินความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง พลังงานกับการ
MgO คอื ขอ ใด ตามลาํ ดับ เกิดสารประกอบไอออนิก ไดจากการเขียนวัฏจักรบอรน-ฮาเบอรแสดงการเกิด
Mg(g) + 12 O2(g) A kJ 1. E และ D สารประกอบไอออนิก ที่นกั เรียนไดสรางขึ้นในข้ันขยายความเขาใจ โดยศึกษา
I F k21JO2(g) Mg(g) + O(g) 2. E และ B + C เกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) ทอ่ี ยู
+ II 3. D และ E + F ในแผนการจัดการเรยี นรูห นว ยที่ 3 พนั ธะเคมี
Mg(s) III B kJ 4. E - F และ B + C
Mg2+(g) + O(g) 5. E + F และ A + B + C
แบบประเมินชนิ้ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่ 1, 7, 11, 12
IV C kJ
แบบประเมินผงั มโนทศั น์

VI Mg2+(gV) + O2-(g) คาชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ชิ้นงาน/ภาระงานของนักเรียนตามรายการที่กาหนด แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรง
กบั ระดับคะแนน
E kJ D kJ
MgO ลาดับที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
1 ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ 4321
2 ความถูกตอ้ งของเน้อื หา รวม
3 ความคดิ สรา้ งสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา

(วิเคราะหคาํ ตอบ ขัน้ ที่ I คอื พลงั งานการระเหิด = F ขั้นท่ี II คอื ลงชื่อ ................................................... ผปู้ ระเมิน
พลงั งานการสลายพันธะ = A ขน้ั ที่ III คือ พลงั งานไอออไนเซชนั ................./................../..................
= B ข้นั ท่ี IV คอื พลงั งานสมั พรรคภาพอิเล็กตรอน = C ขนั้ ที่ V
คอื พลังงานโครงผลกึ หรอื พลังงานแลตทิซ = D และข้ันท่ี VI คือ เกณฑก์ ารประเมนิ ผงั มโนทัศน์
พลังงานรวมของการเกดิ ปฏิกิริยา = E ดงั นนั้ ตอบขอ 1.)
ประเด็นทป่ี ระเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32 ผลงานไมส่ อดคล้องกับ
1. ความ ผลงานสอดคล้องกบั ผลงานสอดคล้องกบั ผลงานสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์
สอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์ทุกประเด็น จุดประสงคเ์ ป็นสว่ น จุดประสงค์บางประเด็น
จดุ ประสงค์ ใหญ่

2. ความถูกตอ้ ง เน้ือหาสาระของผลงาน เนื้อหาสาระของผลงาน เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน
ของเนอ้ื หา ถูกตอ้ งครบถ้วน ถูกตอ้ งเป็นส่วนใหญ่ ถูกตอ้ งบางประเดน็ ไมถ่ กู ต้องเป็นสว่ นใหญ่

3. ความคิด ผลงานแสดงถงึ ความคดิ ผลงานแสดงถึงความคดิ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ ผลงานไมม่ คี วาม
สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ แปลกใหม่ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยังไมม่ แี นวคดิ แปลก นา่ สนใจ และไม่แสดง
และเปน็ ระบบ แตย่ งั ไมเ่ ป็นระบบ ใหม่ ถึงแนวคิดแปลกใหม่
4. ความตรงต่อ ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชน้ิ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชิ้นงานชา้ กวา่ เวลาท่ี ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาท่ี
เวลา กาหนด กาหนด 1 วัน กาหนด 2 วนั กาหนด 3 วนั ข้นึ ไป

เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ T165
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
14-16 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรับปรุง

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ 2.5 สมบตั ขิ องสารประกอบไอออนกิ

กระตนุ้ ความสนใจ 1. สารประกอบไอออนกิ มจี ดุ หลอมเหลวและจดุ เดอื ดสงู เนือ่ งจากพนั ธะไอออนิกเกิดจาก
แรงยึดเหน่ียวของประจุไฟฟ้าซ่ึงมีความแข็งแรงสูง จึงท�าให้แยกออกจากกันได้ยาก นอกจากนี้
1. ครูนํารูปสารประกอบไอออนิกท่ีพบไดในชีวิต ลักษณะการยึดเหนี่ยวของสารประกอบไอออนิกยังต่อเนื่องกันเป็นผลึก การท�าให้สารประกอบ
ประจําวัน เชน เกลอื แกงหรอื โซเดยี มคลอไรด ไอออนิกเปลี่ยนสถานะจึงต้องอาศัยพลังงานจ�านวนมากในการท�าลายแรงยึดเหนี่ยว ดังน้ัน
(NaCl) โซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด สารประกอบไอออนกิ จงึ มีจุดหลอมเหลวและจุดเดอื ดสงู กว่าสารประกอบโคเวเลนต์
(NaOH) อะลูมินาหรืออะลูมิเนียมออกไซด
(Al2O3) ดินประสิวหรือโพแทสเซียมไนเตรต ตารางท่ี 3.22 : จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารประกอบไอออนกิ บางชนดิ
(KNO3) มิลคออฟแมกนีเซียหรือแมกนีเซียม
ไฮดรอกไซด (Mg(OH)2) เปน ตน มาใหน กั เรยี น โโซพเแดทยีสสมาเรไซปฮยี รดะมรกไออนกบเไตไซอรดอต21อ์ ((นNKิกaNOOH3)) จุดเดือด ( C� ) จดุ หลอมเหลว ( C� )
พจิ ารณา แลว ตงั้ คาํ ถามกระตนุ ความสนใจของ 318 1,390
นักเรียน ดังน้ี 334 400
• สารประกอบไอออนิกมีสมบตั ิเปนอยางไร
(แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) 772 มากกวา่ 1,600
โดยข้ึนอยูกับดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
แนวตอบ คือ มีสถานะเปนของแข็งท่ี โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) 801 1,465
อุณหภูมิหอง เปราะและแตกหักงาย มี
จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวสงู ละลายนาํ้ ได อะลมู ิเนยี มออกไซด์ (Al2O3) 2,054 2,980
แตกตางกัน บางชนิดละลายไดดี บางชนดิ แมกซเี ซียมออกไซด ์ (MgO) 2,800 3,600
ละลายไดนอย และบางชนิดไมละลายน้ํา
เปน ตน) 2. สารประกอบไอออนิกมคี วามแขง็ แต่เปราะ เม่ือทุบหรอื เคาะจะทา� ให้เกิดการเคล่อื นที่
ของไอออนทอ่ี ยใู่ นผลกึ ซง่ึ การเคลอื่ นทเี่ พยี งเลก็ นอ้ ยกอ็ าจทา� ใหไ้ อออนชนดิ เดยี วกนั มาอยใู่ กลก้ นั
ซึ่งจะเกิดแรงผลักกัน และเกิดการแตกของผลึกไอออนิก และพบว่า การแตกของผลึกไอออนิก
จะเป็นเหลยี่ ม ซ่งึ จะไม่โคง้ มน

ภาพท ่ี 3.117 การจัดเรียงไอออนในผลึกของสารประกอบไอออนิกเมื่อถูกแรงกระทา�

154

นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
Y เปนสารประกอบของธาตุ F และ Ca มีจุดหลอมเหลวสูง
1 โซเดียมไฮดรอกไซด หรือโซดาไฟ นํามาใชในการผลิตเยื่อและกระดาษ ไมนําไฟฟาท่ีอุณหภูมิหอง และลายนํ้าไดนอยมาก ขอสรุปใด
สบแู ละผลติ ภณั ฑซ กั ฟอก เคมภี ณั ฑ การทาํ ความสะอาดโรงกลน่ั นาํ้ มนั การใชง าน ไมสอดคลองกบั ขอมลู ขา งตน
ทางอุตสาหกรรมโลหะ อตุ สาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเสนใยเรยอน ส่ิงทอ
และอ่นื ๆ 1. สาร Y มีความแข็ง แตเปราะ
2 โพแทสเซียมไนเตรต หรือดินประสิว นํามาใชเปนสวนผสมของ 2. สาร Y เมือ่ หลอมเหลวจะนําไฟฟา ได
ดอกไมเพลิง ใชทําดินปน หรือใชใสอาหารหมักดอง เชน ปลารา ปลาเจา 3. พันธะในสารประกอบ Y เปน พันธะไอออนกิ
แหนม เพ่ือปองกันไมใหอาหารบูดเนา และยังใชเปนสารถนอมสีของเน้ือสัตว 4. เมอ่ื สาร Y ละลายน้ํา จะดดู ความรอ น ทาํ ใหล ะลายไดนอย
ใหดูสดอยูเสมอ แตด นิ ประสิวนัน้ มอี นั ตรายเปนอยางมาก เนอื่ งจากเปนสารกอ 5. สาร Y มสี ตู รเปน CaF2 ผลกึ มคี วามแขง็ แรงมาก จงึ ละลายนา้ํ
มะเร็ง
ไดน อย
T166 (วเิ คราะหค าํ ตอบ การละลายของสารในนา้ํ เปน การเปลย่ี นแปลง
ประเภทดดู ความรอ น ซงึ่ สารนนั้ อาจจะละลายไดม ากหรอื นอ ยกไ็ ด
ดังนนั้ ตอบขอ 4.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

3. สารประกอบไอออนิกจะไม่น�าไฟฟ้าในสถานะของแข็ง แต่จะน�าไฟฟ้าในรูปของเหลว ขน้ั สอน
หรือสารละลาย เน่ืองจากในสถานะของแข็งไอออนท่ีอยู่ในผลึกไอออนิกไม่สามารถเคลื่อนท่ีได้
แต่ในรูปของของเหลวหรือสารละลายน้ัน ไอออนสามารถเคล่ือนท่ีได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ สาํ รวจคน้ หา
ยงั พบอกี วา่ สารละลายของสารประกอบไอออนกิ สามารถนา� ไฟฟา้ ไดด้ กี วา่ ไอออนกิ ในสถานะทเ่ี ปน็
ของเหลว เพราะในสภาพทเ่ี ปน็ สารละลายไอออนของสารประกอบไอออนกิ จะเคลอ่ื นทไ่ี ดส้ ะดวกกวา่ 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่ือง สมบัติของ
สารประกอบไอออนิก จากหนังสือเรียนเคมี
นา�้ สารประกอบไอออนิกในสถานะของแข็ง สารละลายของสารประกอบไอออนกิ ม.4 เลม 1 หนา 154-155
ภาพท ี่ 3.118 สภาพน�าไฟฟ้าของสารประกอบไอออนกิ
2. ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงสมบัติของ
4. สภาพละลายได1้ของสารประกอบไอออนิก โดยสภาพละลายได้ของสารน้ันเป็นความ สารประกอบไอออนิก โดยครูคอยใหคํา
สามารถของสารที่ละลายได้ในตัวท�าละลายจนกระทั่งเกิดการอิ่มตัว สภาพละลายได้ส่วนใหญ ่ เสนอแนะ ซ่งึ เมอ่ื อภปิ รายจบนกั เรยี นควรสรปุ
หมายถึง การละลายของสารในน�้า ซงึ่ การบอกสภาพการละลายได้โดยท่ัวไปมี 3 ระดับ ดังน ้ี สาระสาํ คญั ได ดงั นี้
• ละลายไดด้ ี หมายถึง ละลายไดม้ ากกว่า 1 กรัม ในน้า� 100 กรัม • สารประกอบไอออนิกมีสถานะเปนของแข็ง
• ละลายได้เล็กน้อยหรือละลายได้บางส่วน หมายถึง ละลายได้มากกว่า 0.1 กรัม ท่ีอุณหภูมิห อง แ ล ะ มี จุ ด เ ดื อ ด แ ล ะ
แต่ไม่เกนิ 1 กรัม ในน้�า 100 กรัม จุดหลอมเหลวสูง เนื่องจากพันธะไอออนิก
• ไม่ละลาย หมายถงึ ละลายไดน้ ้อยกว่า 0.1 กรมั ในน้�า 100 กรมั เกิดจากแรงยึดเหน่ียวของประจุไฟฟาซ่ึงมี
สารประกอบไอออนิกบางชนิดมีค่าสภาพละลายได้ในน้�าสูง บางชนิดมีค่าสภาพการ ความแข็งแรงสูง จึงทําใหแยกออกจากกัน
ละลายได้ในน�้าต�่ามาก และบางชนิดไม่ละลายในน้�า เหตุใดสารประกอบไอออนิกแต่ละชนิดจึงมี ไดยาก
สภาพละลายไดใ้ นนา้� แตกตา่ งกนั และการละลายของสารประกอบไอออนกิ ในนา�้ มกี ารเปลย่ี นแปลง • สารประกอบไอออนิกจะประกอบดวย
พลงั งานหรอื ไม ่ ใหน้ ักเรียนศกึ ษาจากการทดลองต่อไปน้ี ไอออนบวกและไอออนลบยึดเหน่ียวกัน
อยางแข็งแรง เมอื่ ทุบผลึกของสารประกอบ
พันธะเคมี 155 ไอออนิก ไอออนชนิดเดียวกันจะเลื่อนไป
อยูตรงกัน จึงเกิดแรงผลักระหวางไอออน
จึงทาํ ใหผ ลกึ เปราะและแตกไดง าย
• สารประกอบไอออนิกเมื่อเปนของแข็งจะ
ไมนําไฟฟา เน่ืองจากไอออนที่เปนองค
ประกอบยึดเหน่ียวกันอยางแข็งแรง ทําให
ไมสามารถเคลื่อนที่ได แตเมื่อทําให
หลอมเหลวหรือละลายน้ํา ไอออนจะ
สามารถเคลอ่ื นทไ่ี ด จงึ นําไฟฟาได
• สารประกอบไอออนกิ มสี ภาพการละลายนา้ํ
ไดแ ตกตา งกัน บางชนดิ มสี ภาพละลายไดด ี
บางชนิดมสี ภาพละลายไดต ่ํา และบางชนิด
ไมล ะลายในน้ํา

ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู

ขอใดทาํ ใหร ะบไุ ดว า แคลเซียมคลอไรดเ ปนสารประกอบไอออนกิ 1 สภาพละลายได การที่สารประกอบไอออนิกละลายไดนอยหรือไมละลาย
1. แคลเซียมคลอไรดละลายไดด ีมาก เปนเพราะไอออนบวกและไอออนลบยึดเหน่ียวกันดวยแรงสูงมากจนโมเลกุล
2. แคลเซียมคลอไรดเ มื่อหลอมเหลวจะนาํ ไฟฟา ได ของนํ้าไมสามารถทําใหไอออนท้ังสองแยกออกจากกัน หรือแยกออกจากกัน
3. เมอื่ แคลเซยี มคลอไรดล ะลายนํา้ แลว จะดดู ความรอ น ไดยากมาก การกําหนดวาสารใดละลายไดมากนอยเพียงใดสามารถพิจารณา
4. เม่ือแคลเซียมคลอไรดละลายน้ํา สารละลายที่ไดจะมี ไดจากขอมูลเก่ียวกับสภาพละลายไดในน้ําของสารนั้น รวมกับเกณฑการบอก
จุดเยอื กแข็งลดลง สภาพละลายไดทั้ง 3 ระดับ คือ ละลายไดดี ละลายไดเล็กนอยหรือละลาย
5. ในโมเลกุลของแคลเซียมคลอไรดประกอบดวยไอออนบวก ไดบ างสวน และไมล ะลาย
และไอออนลบ
(วเิ คราะหค ําตอบ สารประกอบไอออนิกในภาวะปกติจะไมนํา

ไฟฟา แตเมอื่ หลอมเหลวจะนาํ ไฟฟาได ดงั นน้ั ตอบขอ 2.)

T167

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน การทดลอง ทกั ษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
• การสังเกต
สาํ รวจคน หา การละลายของสารประกอบไอออนิกในนา้ํ • การเปรยี บเทยี บ
• การระบุ
1. ครูใหนกั เรียนแบงกลมุ กลุมละ 5 คน แลวทํา
การทดลอง เรื่อง การละลายของสารประกอบ จิตวทิ ยาศาสตร์
ไอออนกิ ในนาํ้ จากหนงั สอื เรยี นเคมี ม.4 เลม 1 • ความสนใจใฝร่ ู้
หนา 156 จดุ ประสงค์ • ความรับผิดชอบ

2. ครูใหสมาชิกทุกคนในกลุมชวยกันลงมือทํา 1. ท �าการทดลองเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพลังงานเมื่อสารประกอบ • การท�างานรว่ มกบั ผูอ้ ่นื
การทดลอง ไอออนิกละลายในนา�้ ได้
2. อธบิ ายการเปลยี่ นแปลงพลังงานเม่ือสารประกอบไอออนกิ ละลายในน้�าได้
3. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนมานาํ เสนอ
ผลการทดลอง หลังจากนั้นใหนักเรียนทุกคน วสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละสารเคมี
รวมกันอภิปรายผลการทดลองจนมีความ
เขาใจทตี่ รงกัน 1. กระบอกตวง 4. น�้า 7. แแอคมลเโซมียเนมยี คมาครลบ์ ออไเรนดต ์ ( N H 4Cl)
2. แคลอริมิเตอร์ 5. คโซอเปดเยี ปมอครล ์ (อIไI)ร ดซ์ ลั (NเฟaตC l)( CuSO4) 8.
4. ครูใหนกั เรยี นศกึ ษา เรอ่ื ง การละลายของสาร 3. เทอรม์ อมิเตอร์ 6. (CaCO3)
ประกอบไอออนิกในนํ้า จากหนังสือเรียนเคมี
ม.4 เลม 1 หนา 157-159 วธิ กี ารทดลอง

แนวตอบ คาํ ถามทายการทดลอง 1. ใ สน่ า�้ ปรมิ าตร 25 cm3 ลงในแคลอรมิ เิ ตอร ์ จากนนั้ ใชเ้ ทอรม์ อมเิ ตอร์ น�า้ เทอรม์ อมิเตอร์

1. CuSO4 ละลายน้ําไดอยางชาๆ NaCl วัดอณุ หภมู ิของน้า� แลว้ บันทึกผล CuSO4
ละลายนา้ํ ไดดี NH4Cl ละลายน้ําอยางรวดเร็ว และ ภาพที่ 3.119
CaCO3 ละลายน้าํ ไดน อยมาก 2. ใคสน ่ สCาuรSใOห4ล้ ะทลีป่ ารยาแศลจว้ ารกบี นปา�้ ดิ 1ฝ าgแ คในลแอครมิลเิอตรอิมริเ ์ตบอนั รท์ทกึ ่เี ตอรณุ ยี หมภไวมู ใ้ขิ นอขงอ้ ส า1ร.

2. การละลายของ CuSO 4 เปนการ ทเ่ี ปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากทสี่ ุด
เปลยี่ นแปลงแบบคายพลังงาน เพราะอุณหภูมิของ 3. ท �าการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 1. และ 2. แต่เปล่ียนมาใช้ NaCl
สารละลายสูงขนึ้ การละลายของ NH4Cl เปนการ
เปล่ียนแปลงแบบดูดพลังงาน เพราะอุณหภูมิของ NH4Cl และ CaCO3 ตามล�าดบั
สารละลายลดลง สว นการละลายของ NaCl มกี าร
เปลยี่ นแปลงพลังงานนอ ยมาก เพราะอุณหภูมขิ อง ? คา� ถามทา้ ยการทดลอง
สารละลายไมเปลีย่ นแปลง
1. สารแตล่ ะชนดิ ที่นา� มาทา� การทดลองละลายนา�้ ไดแ้ ตกตา่ งกันหรือไม ่ อย่างไร
3. พลงั งานโครงรา งผลกึ หรอื พลงั งานแลตทซิ 2. การละลายของสารแตล่ ะชนดิ มกี ารเปลย่ี นแปลงพลังงานหรือไม่ อย่างไร
และพลังงานไฮเดรชัน 3. การละลายของสารเกย่ี วขอ้ งกบั พลงั งานชนดิ ใดบ้าง
4. อุณหภูมมิ ผี ลตอ่ การละลายน�้าของสารประกอบไอออนกิ หรือไม ่ อย่างไร
4. อุณหภูมิมีผลตอการละลายน้ําของสาร
โดยสารที่ละลายในตัวทําละลายไดมากขึ้น เม่ือ อภปิ รายผลการทดลอง
อุณหภูมิสูงขึ้น จะมีข้ันตอนในการละลายแบบ
ดูดพลังงาน สวนสารที่ละลายในตัวทําละลายได คอปเปอร์ (II) ซลั เฟตจะละลายน�า้ ได้อยา่ งช้าๆ และอุณหภูมิของสารละลายจะเพมิ่ สงู ข้ึนกวา่ อุณหภมู ิ
นอยลง เม่ืออุณหภูมิสูงขึ้น จะมีขั้นตอนในการ ของน้�า ส่วนแอมโมเนียมคลอไรด์จะละลายน้�าได้อย่างรวดเร็ว แต่อุณหภูมิของสารละลายลดต่�าลงกว่า
ละลายแบบคายพลงั งาน อุณหภูมิของน้�า โซเดียมคลอไรด์ละลายน้�าได้ แต่ไม่ท�าให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง แคลเซียมคาร์บอเนต
ละลายน�้าได้น้อยมาก จึงสรุปได้ว่า สารประกอบไอออนิกละลายน้�าได้ไม่เท่ากัน บางชนิดละลายได้ดี
บางชนิดละลายได้ช้า บางชนิดละลายได้น้อยหรือแทบไม่ละลายเลย นอกจากน้ีการละลายของ
สารประกอบไอออนิกในน้�ามีการเปล่ียนแปลงพลังงานเกิดข้ึนด้วย ซ่ึงอาจเป็นการคายพลังงานหรือ
ดูดพลังงานขนึ้ อยูก่ บั ชนดิ ของสาร

156

บนั ทกึ การทดลอง ขอ สอบเนน การคดิ

บนั ทึกผลท่ไี ดตามผลการทดลองจรงิ โดยมีแนวตอบ ดังนี้ ถา XY เปนสารประกอบไอออนิกชนิดหนงึ่ ประกอบดวยธาตุ

สาร อณุ หภูมขิ องนา้ํ ( Cํ ) อุณหภูมิของสารละลาย ( Cํ ) X กับธาตุ Y ปฏิกริ ิยาใดเกย่ี วของกับพลงั งานไฮเดรชนั
1. X(g) + Y(g) XY(s)
CuSO4 32.0 36.0 2. X+(aq) + Y-(aq) XY(s)
NaCl 32.0 32.0 3. XY(s) X+(g) + Y-(g)

NH4Cl 32.0 29.5 4. X+(aq) + Y-(aq) X+(g) + Y-(g)
CaCO3 32.0 สารไมละลายในนํา้ 5. X+(g) + Y-(g) X+(aq) + Y-(aq)

(วิเคราะหค าํ ตอบ พลงั งานไฮเดรชัน คอื พลังงานที่คายออกมา
เม่ือไอออนบวกหรือไอออนลบในสถานะแกสรวมตัวกับโมเลกุล
ของน้ํา ดังนี้ X+(g) + Y-(g) X+(aq) + Y-(aq) ดังน้ัน
ตอบขอ 5.)

T168

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

การละลายของสารประกอบไอออนกิ ในน้�าจะมีพลงั งานเข้ามาเกีย่ วขอ้ ง 2 พลังงาน ดงั น้ี ขนั้ สอน

1. พลงั งานโครงรา่ งผลกึ หรอื พลงั งานแลตทซิ (lattice energy :∆Hlatt) เปน็ พลงั งานท่ี อธบิ ายความรู้

ต้องใช้ในการแยก 1 โมลของสารประกอบไอออนิกในสถานะของแข็งให้เปลี่ยนไปเป็นไอออนใน 1. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกับการ
สถานะแก๊ส ตวั อยา่ งเช่น ละลายของสารประกอบไอออนิกในนํ้า ซง่ึ เมอ่ื
อภปิ รายจบนักเรยี นควรสรปุ สาระสําคญั ไดว า
NaCl(s) Na+(g) + Cl-(g) ∆Hlatt = +776 kJ • การละลายของสารประกอบไอออนิกในนํ้า
ประกอบดว ย 2 ข้ันตอน ดงั นี้
2. พลงั งานไฮเดรชัน (hydration energy : (∆Hhyd) เปน็ พลังงานทค่ี ายออกมาเม่ือ ขั้นท่ี 1 ผลึกของสารประกอบไอออนิก
สลายตัวออกเปน ไอออนบวกและไอออนลบ
ไอออนบวกหรือไอออนลบในสถานะแกส๊ รวมตัวกบั โมเลกุลของน้�า ตวั อย่างเชน่ ในสภาวะแกส ขั้นนี้ตองใชพลังงานเพ่ือ
สลายผลึก โดยพลังงานท่ีใชนี้ เรียกวา
Na+(g) + Cl-(g) Na+(aq) + Cl-(aq) ∆Hhyd = -771 kJ พลังงานโครงรา งผลกึ (lattices energy ;
E1)
สมการรวมสามารถเขียนได ้ ดงั นี้ ∆Hsoln = +5 kJ ขน้ั ท่ี 2 ไอออนบวกและไอออนลบในสภาวะ
NaCl(s) Na+(aq) + Cl-(aq) แกสรวมตัวกับน้ํา ข้ันน้ีมีการคายพลังงาน
โดยพลงั งานทค่ี ายออกมา เรยี กวา พลงั งาน
δ+ δ+ HH ไฮเดรชนั (hydration energy ; E2)
• การละลายนา้ํ ของสารประกอบไอออนกิ อาจ
HH O เปนการเปล่ียนแปลงประเภทดูดความรอน
หรอื คายความรอ นกไ็ ด ขนึ้ อยกู บั คา พลงั งาน
O δ− δ− δ− แลตทิซและพลังงานไฮเดรชัน ซ่ึงสามารถ
δ− δ− พิจารณาได ดงั นี้
δ− - ถา E1 > E2 จัดเปนการเปล่ียนแปลง
ประเภทดดู ความรอ น
โมเลกลุ น�้า - ถา E1 < E2 จัดเปนการเปลี่ยนแปลง
ประเภทคายความรอ น
Cl- HO - ถา E1 = E2 ไมม กี ารเปลยี่ นแปลงพลงั งาน
Na+ - ถา E1 >> E2 แสดงใหเ หน็ วา สารประกอบ
δ+ H ไอออนิกนัน้ ละลายนา้ํ ไดน อยมาก จนถือ
ผลกึ โซเดยี มคลอไรด์ δ+δ+ วาไมละลาย เน่ืองจากแรงยึดเหน่ียว
δ+ δ+ ระหวางไอออนบวกกับไอออนลบแข็งแรง
มาก โมเลกุลของนํ้าจึงไมสามารถดึงให
δ+ แยกออกจากกนั ได
δ+

ภาพท ่ี 3.120 การละลายของสารประกอบไอออนกิ ในนา้�

การละลายของสารประกอบไอออนิกในน้�าอาจมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานแบบดูดพลังงาน
หรอื คายพลังงานก็ได ้ ขึ้นอยกู่ ับค่าพลงั งานแลตทิซและพลงั งานงานไฮเดรชัน ดงั นี้

พันธะเคมี 157

ขอสอบเนน การคิด

การละลายของเกลือ KCl(s) ในนํา้ มขี ้นั ตอน ดังนี้
ขัน้ ที่ 1 KCl(s) K+(g) + Cl-(g)
ข้ันท่ี 2 K+(g) + Cl-(g) K+(aq) + Cl-(aq)
รวม KCl(s) K+(aq) + Cl-(aq)
กาํ หนดให พลงั งานแลตทซิ = 686 kJ/mol และพลงั งานไฮเดรชนั
= 701 kJ/mol อยากทราบวา ปฏกิ ริ ยิ าทงั้ สามเปน ปฏกิ ริ ยิ าชนดิ ใด (วิเคราะหคําตอบ
ข้ันที่ 1 KCl(s) K+(g) + Cl-(g) ขน้ั นด้ี ดู พลงั งาน
และข้ันตอนรวมมีพลังงานท่เี กีย่ วขอ งกก่ี โิ ลจลู ตอ โมล เทา กบั พลังงานแลตทซิ = 686 kJ/mol

ขอ ชนิดของปฏกิ ริ ยิ า รวม (พkลJ/งั mงาoนl) ขั้นที่ 2 K+(g) + Cl-(g) K+(aq) + Cl-(aq) ขนั้ นี้
ขน้ั ที่ 1 ข้ันที่ 2 15 คายพลงั งานเทา กบั พลังงานไฮเดรชัน = 701 kJ/mol
1. คายพลังงาน ดดู พลงั งาน คายพลงั งาน 15
2. ดดู พลงั งาน คายพลังงาน คายพลังงาน 1,387 เนื่องจากพลังงานไฮเดรชันมีคามากกวาพลังงาน
15 แลตทิซ ดังนัน้
3. คายพลังงาน คายพลงั งาน ดูดพลงั งาน 1,387 KCl(s) K+(aq) + Cl-(aq) ซึ่งเปนข้ันรวม
4. คายพลงั งาน ดดู พลังงาน ดูดพลังงาน
5. ดูดพลังงาน ดดู พลงั งาน คายพลังงาน จงึ คายพลังงาน = 701 - 686 = 15 kJ/mol T169
ดงั น้นั ตอบขอ 2.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน • ถา้ พลงั งานแลตทซิ (ดดู พลงั งาน) > พลงั งานไฮเดรชนั (คายพลงั งาน) การละลายจะเปน็
แบบดดู พลังงาน ซึ่งสงั เกตได้จากอณุ หภูมขิ องสารละลายจะต่า� ลงหลังจากทีส่ ารนัน้ ละลายหมด
สาํ รวจคน้ หา • ถา้ พลงั งานแลตทซิ (ดดู พลงั งาน) < พลงั งานไฮเดรชนั (คายพลงั งาน) การละลายจะเปน็
แบบคายพลงั งาน ซึง่ สงั เกตไดจ้ ากอุณหภูมขิ องสารละลายจะสงู ขึน้ หลงั จากที่สารน้นั ละลายหมด
1. ครูทบทวนสมบัติและการละลายในนํ้าของ • ถา้ พลงั งานแลตทซิ (ดดู พลงั งาน) = พลงั งานไฮเดรชนั (คายพลงั งาน) การละลายจะเปน็
สารประกอบไอออนิกซ่ึงจะมีไอออนบวกและ แบบไม่ดูดและไม่คายพลังงาน ซ่ึงอาจสังเกตได้จากอุณหภูมิของสารละลายจะไม่เปล่ียนแปลง
ไอออนลบเกิดขึ้น และถาหากนําสารละลาย หลงั จากทส่ี ารนัน้ ละลายหมด
2 ชนดิ มารวมกนั จะมกี ารเปลยี่ นแปลงเกดิ ขน้ึ • ถ้าพลังงานแลตทิซ (ดูดพลังงาน) >>> พลังงานไฮเดรชัน (คายพลังงาน) สารนั้น
หรอื ไม จะไมล่ ะลายนา้�
ความสามารถในการละลายน้�าของสารประกอบไอออนิกแต่ละชนิดจะมีค่าไม่เท่ากัน
2. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน แลว ซง่ึ สามารถพิจารณาได้จากตารางที ่ 3.23
ทาํ การทดลอง เรอื่ ง การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าของสาร
ประกอบไอออนิก จากหนังสือเรียนเคมี ม.4 ตารางที่ 3.23 : ความสามารถในการละลายนําของสารประกอบไอออนกิ
เลม 1 หนา 160 โดยกาํ หนดใหส มาชกิ แตล ะคน
ภายในกลมุ มีบทบาทหนา ท่ขี องตนเอง สารประกอบทล่ี ะลายน�้ ได้ สารประกอบทไ่ี ม่ละลายน้�

3. ครูใหสมาชิกทุกคนในกลุมชวยกันลงมือทํา ไไออออออนนขลบองทโุกลชหนะแิดอลคาไล (+1) และ NH4+ รวมกับ ไอออนบวกทกุ ชนดิ (ยกเวน้ ไอออนของโลหะแอลคาไล
การทดลอง (+1) และ NH4+) รวมกบั คารบ์ อเนตไอออน (CO32-)
ไอออนบวกทุกชนิดรวมกับไนเตรตไอออน (NO3-) (ไ+อ1อ)อ นแบลวะ กNทHกุ ช4+น) ดิร ว(ยมกกเบัวน้ซไัลอไอฟอตน์ไขออองอโนลห (ะSแOอ3ล2-ค)าไล
4. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนมานาํ เสนอ
ผลการทดลอง หลังจากน้ันใหนักเรียนทุกคน ไอออนบวกทุกชนิดรวมกบั แอซเี ตตไอออน ไอออนบวกทกุ ชนดิ (ยกเวน้ ไอออนของโลหะแอลคาไล
รว มกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเขา ใจ (CH3COO-) (+1) และ NH4+) รวมกบั ฟอสเฟตไอออน (PO3-)
ทต่ี รงกนั ไอออนบวกทุกชนิด (ยกเวน้ Ag+ Pb2+ Cu+ และ ไอออนบวกทกุ ชนดิ (ยกเวน้ ไอออนของโลหะแอลคาไล
H(Bgr2-2+) ) แรลวะมไกอบัโอคไลดอดไ์ไรอดอ์ไออนออ (นI- ()Cl-) โบรไมดไ์ อออน (ไ+อ1อ)อ NนH (4+O BHa-2)+ แSrล2ะ+อ แอลกะไ Cซaด2์ไ+อ) อรวอมนก บั(Oไฮ2-ด)รอกไซด-์
5. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่ือง การเขียนสมการ
แสดงการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าของสารประกอบไอออนกิ ไอออนบวกทุกชนดิ (ยกเว้น Ag+ Pb2+ Ba2+ Sr2+ ไอออนบวกทกุ ชนดิ (ยกเวน้ ไอออนของโลหะแอลคาไล
จากหนงั สอื เรียนเคมี ม.4 เลม 1 หนา 161 และ Ca2+) รวมกับซัลเฟตไอออน (SO42-) (+1) ไอออนของโลหะแอลคาไลน์เอิร์ธ (+2) และ
NH4+) รวมกบั ซลั ไฟด์ไอออน (S2-)
แนวตอบ H.O.T.S.
สารประกอบไอออนกิ ท่ไี มล่ ะลายน�้าท่คี วรทราบ ตวั อยา่ ง H. O. T. S.
อณุ หภมู มิ ผี ลตอ การละลายนา้ํ ของสารประกอบ ใเชห่นต้ ะ กAอgนCสlเี ห ใลหือ้ตงะ ก Fอeน(สOขี Hา)ว3 Aใหgต้ I ะ กใหอน้ตะวกุ้นอสนแี สดขีง าแวลนะว ล M PnbOI22
ไอออนิก โดยเมื่ออุณหภูมิเพิ่มข้ึน สารประกอบ ให้ตะกอนสีน�า้ ตาลดา� คําถามทา ทายการคดิ ขน้ั สูง
ไอออนกิ สว นใหญจะละลายไดดีข้นึ อณุ หภูมมิ ี
158 ผลต่อการ
ละลายน�า้

ของสารประกอบไอออนิก
หรือไม่ อยา่ งไร

เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด

การเรียนการสอน เรื่อง พลังงานกับการละลายของสารประกอบไอออนิก สารประกอบในขอ ใดละลายน้ําไดทุกตวั
ครูอาจเขียนแผนภาพแสดงพลังงานกับการละลายของสารประกอบไอออนิก 1. MgO HgS CuBr
ประกอบการสอน เพื่อใหนักเรียนเกิดความเขาใจมากย่ิงข้ึน ตัวอยางเชน 2. PbCl2 Ca(OH)2 Al2O3
การละลายของ NaCl ในน้ํา เปนปฏกิ ริ ยิ าดูดความรอน สามารถเขยี นแผนภาพ 3. K2SO3 BaSO4 LiNO3
แสดงพลงั งานกบั การละลายได ดงั นี้ 4. Ca(PO3)2 NaI AgNO3
5. (NH4)2CO3 CH3COONa MgSO4
Na+(g) + CI-(g)
(วเิ คราะหคําตอบ MgO HgS CuBr PbCl2 Al2O3 BaSO4 และ
1 2 Ca(PO3)2 ไมล ะลายน้ํา ดงั น้นั ตอบขอ 5.)
∆Hlatt = +776 kJ ∆Hhyd = -771 kJ
Na+(aq) + CI-(aq)

NaCI(s) ∆Hsoln = +5 kJ (พลงั งานของการละลาย)

T170

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ตัวอย่างความสามารถในการละลายของสารประกอบไอออนิกท่ีละลายน�้าได้เล็กน้อย และ ขนั้ สอน
ละลายนา้� ได้ด ี แสดงดังตารางท่ี 3.24 และ 3.25
อธบิ ายความรู้
ตารางที่ 3.24 : ความสามารถในการละลายของสารประกอบไอออนกิ ที่ละลายนาํ ได้เล็กนอ้ ย
1. ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับปฏิกิริยาเคมีที่เกิด
สารประกอบไออนกิ ทลี่ ะลายน�า ได้เลก็ นอ้ ย สภาพการละลายในนา� (g/นา� 100 cm3) ข้ึน การเขียนสมการไอออนิก และสมการ
ไอออนิกสุทธิ แลวสรุปหลักการเขียนสมการ
KClO4 1.5 ไอออนกิ สาํ หรบั สารประกอบไอออนิก ดงั นี้
Ag2SO4 1.2 • หาไอออนในสารละลายทนี่ าํ มาผสมกนั เพอ่ื
PbCl2 0.45 ใชเ ปน สตู รของสารใหมท เี่ กดิ จากการรวมตวั
0.042 ระหวา งไอออนบวกกับไอออนลบ
BCPbaaSSSOOO44412 0.20 • ตองทราบวาไอออนบวกกับไอออนลบคูใด
0.00020 ไดส ารประกอบทไ่ี มล ะลายในนา้ํ ซง่ึ จะทาํ ให
Fe(OH)2 0.00015 ไอออนในน้ํากลายเปนไอออน หรือผลึก
0.00005 ตะกอน
AgCl • นําไอออนคูที่ทําปฏิกิริยากันแลวไดสารที่
ไมล ะลายนา้ํ มาเขยี นสมการและดลุ สมการ
ใหถูกตอง

ตารางท่ี 3.25 : ความสามารถในการละลายของสารประกอบไอออนกิ ทลี่ ะลายนํา ไดด้ ี
สภาพการละลายในนา� (g/นา� 100 cm3)
สารประกอบไออนิกที่ละลายน�าได้ดี

NMag2SSOO344 4.7
25.5
KCl 34.4

NaCl 35.8

Al2(SO4)3 36.4
AlCl3 45.8
MgCl2 54.3
CaCl2 74.5

2.6 ปฏกิ ิริยาของสารประกอบไอออนกิ

เมอื่ นา� สารละลายของสารประกอบไอออนิก 2 ชนิด มาผสมกันจะเกดิ การเปลย่ี นแปลงไป
อย่างไร ให้นักเรียนศกึ ษาจากการทดลองต่อไปน้ี

พันธะเคมี 159

ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู

ขอใดประกอบดว ยสารประกอบท่ีละลายนา้ํ และไมละลายน้าํ 1 CaSO4 หรือแคลเซียมซัลเฟต นํามาใชเปนสารเพ่ิมความแข็งแรงในการ
1. CaCO3 และ AgCl ผลติ แผน กระดาษทท่ี าํ จากยิปซัม พลาสเตอร ซเี มนต วสั ดทุ ใี่ ชในงานกอ สราง
2. LiNO3 และ NH4Br ใชเปนสารผสมในสี ใชเปนสารผสมอาหาร และใชเปนสารดูดความชื้นในหอง
3. NaCl และ Al2(SO4)3 ทดลอง
4. CuSO4 และ Mg(OH)2 2 BaSO4 หรือแบเรียมซัลเฟต นํามาใชในทางการแพทย เปนสารทึบแสง
5. Cu(OH)2 และ Mg3(PO4)2 หรอื เรดิโอคอนทราสตส ําหรบั รงั สีเอกซ เพื่อการถา ยภาพทางการแพทย สาํ หรับ
(วเิ คราะหค ําตอบ CaCO3 AgCl Mg(OH)2 Cu(OH)2 และ การวนิ จิ ฉยั โรคตา งๆ โดยเฉพาะโรคในชอ งทอ งและทางเดนิ อาหาร
3 MgSO4 หรือแมกนีเซียมซัลเฟต นํามาใชในการเกษตรและการทําสวน
Mg3(PO4)2 ไมละลายน้ํา สวน LiNO3 NH4Br NaCl Al2(SO4)3 โดยใชแ กไ ขและรกั ษาดนิ ทขี่ าดธาตแุ มกนเี ซยี ม และใชใ นบอ กงุ เพอื่ เพมิ่ ปรมิ าณ
และ CuSO4 ไมล ะลายนํ้า ดังนน้ั ตอบขอ 4.) แมกนีเซยี มชวยใหกงุ สามารถสรา งเปลือกใหมไดใ นชวงลอกคราบ

T171

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน การทดลอง

อธบิ ายความรู การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าของสารประกอบไอออนกิ

2. ครูตั้งคาํ ถามใหน ักเรียนรว มกนั อภิปราย เชน ทักษะกระบวนการวทิ ยาศาสตร์
• ผสมสารละลาย AlCl3 กบั สารละลาย NaOH • การสงั เกต
จะเกิดปฏิกิริยาหรือไม ถาเกิดใหเขียน • การเปรยี บเทียบ
• การระบุ

สมการไอออนกิ แสดงการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า จดุ ประสงค์ จิตวิทยาศาสตร์
(แนวตอบ ขั้นที่ 1 หาไอออนบวกและไอออน • ความรอบคอบ
• ความมีเหตผุ ล

ลบในสารละลายทง้ั 2 ชนดิ เพอื่ ใชเ ขยี นสตู ร 1. ทา� การทดลองเพ่อื ศกึ ษาการเกดิ ปฏิกิรยิ าของสารประกอบไอออนกิ ได้
ของสารใหม 2. อ ธบิ ายผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการทส่ี ารประกอบไอออนกิ ทา� ปฏกิ ริ ยิ ากนั พรอ้ มทง้ั เขยี นสมการไอออนกิ และสมการ
Al3+(aq) + 3Cl-(aq)
ไอออกนิกสทุ ธิแสดงปฏกิ ริ ยิ าทีเ่ กิดขึ้นได้

AlCl3(aq) วสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละสารเคมี

NaOH(aq) Na+(aq) + OH-(aq) 1. หลอดทดลองขนาดเลก็ 4. หลอดหยด 1 8790.... สสสสาาาารรรรลลลละะะะลลลลาาาายยยย NNNAagaH22N4SCCOOOl343
2. กรวยและกระดาษกรอง 5. สสาารรลละะลลาายย CKaI (OH)2
สารใหมท จี่ ะเกดิ จากไอออนบวกและไอออน 3. บีกเกอร์ 6.

ลบคใู หม คอื วธิ กี ารทดลอง
Al3+ + OH- Al(OH)3
Na+ + Cl- NaCl 1. ใ1ส cส่ mาร3 ลละงลในายห ลCอaด(OทHดล)2อ จงขา� นนวานด 2. ท �าการทดลองเช่นเดียวกับ 3. ในหลอดทดลองที่มีตะกอน
เกิดขึ้น ให้น�ามากรองตะกอน
ขัน้ ที่ 2 วิเคราะหก ารละลายน้าํ ของสารใหม เล็ก จา� นวน 3 หลอด เติมสาร ขอ้ 1. แตเ่ ปลยี่ นจากสารละลาย ออก แลว้ เปรยี บเทยี บปรมิ าณ
ลหAะลgลNอาดOยท 3N ี ่ อa1ย2 C่า2งO ล3แะ ล1Nะ cHm34 C3ห lล ลแงอลในดะ สNCังaaเ(2กOSตOHก4) า2ร แเลไปปะล เี่ยปKน็นI แสตปาาลรมลงล ะ�าลแดาลบัยะ ตะกอนท่ีไดก้ บั หลอดอ่ืน และ
NaCl ละลายนํ้าได สวน Al(OH)3 ไม บนั ทกึ ผล บันทึกผล
ละลายนา้ํ
ขัน้ ที่ 3 เขยี นสมการไอออนิกได ดังน้ี ละชนิด ตามลา� ดับ สังเกตการ Na2SO4
เปลี่ยนแปลง และบนั ทกึ ผล
Al3+(aq) + OH-(aq) Al(OH)3(s) Na2CO3 NH4Cl AgNO3

แนวตอบ คําถามทายการทดลอง KI

1. เมื่อผสมสารละลาย 2 ชนิด เขาดวยกัน Ca(OH)2 ภาพที่ 3.121
แลว มตี ะกอนเกดิ ขน้ึ แสดงวา ไอออนในสารละลาย
รวมตัวกัน เกิดสารใหมที่ไมละลายนํ้า หรือมี ? คา� ถามทา้ ยการทดลอง
ปฏกิ ริ ิยาเคมเี กิดขนึ้
2. ตัวอยางเชน 1. ทราบไดอ้ ยา่ งไรวา่ สารละลายผสมคใู่ ดเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
2. สมการแสดงการเกิดปฏิกริ ยิ าของสารในการทดลองเปน็ อยา่ งไร

Ca(OH)2 (aq) กบั Na2CO3 (aq) อภปิ รายผลการทดลอง
สมการไอออนกิ :
Ca2+ (aq)+ 2OH- (aq) + 2+N2aO+(Ha-q()a+qC) O+322-(Naaq+)(aq) สารประกอบไอออนิกที่ละลายน�้าได้จะแตกตัวเป็นไอออนบวกและไอออนลบ ซ่ึงเมื่อผสมสารละลาย
CaCO3 (s) ของสารประกอบไอออนิกท่ีมีไอออนต่างชนิดเข้าด้วยกัน ไอออนบวกและไอออนลบที่ท�าปฏิกิริยากันได้
สมการไอออนกิ สทุ ธิ : จะทา� ให้เกดิ สารประกอบทไี่ มล่ ะลายน�า้ โดยจะมีตะกอนเกดิ ขน้ึ และสามารถน�ามาเขียนสมการไอออนิกได้

160

Ca2+ (aq) + CO32- (aq) CaCO3 (s)

บันทึก การทดลอง ขอ สอบเนน การคิด

สารละลาย การเปล่ียนแปลงเม่ือเตมิ สารละลาย การผสมสารละลายในขอใดไมมเี กดิ ตะกอน
Na2CO3 NH4Cl AgNO3 1. NaNO3 กับ KCl 2. AgNO3 กับ HCl
3. K2SO4 กับ BaCl2 4. Na2CO3 กับ CaCl2
Ca(OH)2 เกดิ ตะกอนสีขาว ไมเกดิ ตะกอน เกดิ ตะกอนสีขาว 5. Li2SO4 กับ Pb(NO3)2

Na2SO4 ไมเ กิดตะกอน ไมเกดิ ตะกอน เกดิ ตะกอนสีขาว (วเิ คราะหค ําตอบ
ขอ 1. NaNO3(aq) + KCl(aq) NaCl(aq) + KNO3(aq)
KI ไมเ กิดตะกอน ไมเกดิ ตะกอน เกดิ ตะกอนสเี หลอื ง ขอ 2. AgNO3(aq) + HCl(aq) AgCl(s) + HNO3(aq)
ขอ 3. K2SO4(aq) + BaCl2(aq) BaSO4(s) + 2KCl(aq)
T172 ขอ 4. Na2CO3(aq) + CaCl2(aq)

CaCO3(s) + 2NaCl(aq)
ขอ 5. Li2SO4(aq) + Pb(NO3)2(aq)

PbSO4(aq) + 2LiNO3(aq)
ดงั น้ัน ตอบขอ 1.)

นาํ สอน สรุป ประเมนิ

การเขียนสมการแสดงการเกิดปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิกน้ัน สามารถเขียนได้ 3 ขน้ั สรปุ
ประเภท ดังน้ี
ขยายความเขา้ ใจ
1. สมการโมเลกลุ (molecular equation) เป็นสมการท่ีเขยี นแสดงสูตรโมเลกลุ ของ
1. ครใู หน กั เรียนทําใบงาน เร่อื ง การละลายของ
สารตัง้ ต้น และสารผลติ ภณั ฑ์ทีเ่ ข้าท�าปฏิกริ ยิ ากนั ตัวอย่างเช่น สารประกอบไอออนกิ ในนาํ้ และการเขยี นสมการ
Na2S(aq) + CdCl2(aq) 2NaCl(aq) + CdS(s) ไอออนิก

2. สมการไอออนิกรวม (total ionic equation) เป็นสมการท่ีเขียนเฉพาะไอออนที่ 2. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ หลกั การเปรยี บเทยี บ
คณุ สมบัตติ า งๆ ของโมเลกุลไอออนกิ
เข้าทา� ปฏิกริ ิยากนั เท่านนั้ สว่ นสารประกอบใดทีไ่ ม่เกิดการแตกตัวจะไม่เขยี นเป็นไอออน ตวั อยา่ ง
เช่น 3. ครูต้ังประเด็นคําถามวา จากความรูในเรื่อง
สารประกอบไอออนกิ นกั เรยี นสามารถอธบิ าย
2Na+(aq) + S2-(aq) + Cd2+(aq) + 2Cl-(aq) 2Na+(aq) + 2Cl-(aq) + CdS(s) สมบัติของสารประกอบไอออนิกในเหตุการณ
ตา งๆ ตอไปนไี้ ดห รอื ไม
3. สมการไอออนิกสุทธิ (net ionic equation) เป็นสมการที่เขียนไอออนที่เข้าท�า • ความสามารถในการนําไฟฟา
• การเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารประกอบ
ปฏิกริ ยิ ากนั ได้เกลอื ท่ีไมล่ ะลายนา�้ หรือแก๊ส โดยจะหกั ล้างไอออนบวกและไอออนลบท่ีเหมอื นกัน ไอออนกิ
ทางด้านสารตงั้ ต้นและผลติ ภัณฑ์ออก ตัวอยา่ งเช่น
Cd2+(aq) + S2-(aq) CdS(s) 4. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี
การเขียนสมการแสดงการเกดิ ปฏิกริ ยิ าระหวา่ งหนิ ปูนกับกรดไฮโดรคลอรกิ แสดงได้ดงั น้ี ม.4 เลม 1
สมการโมเลกลุ : CaCO3(s) + 2HCl(aq) CaCl2(aq) + H2O(l) + CO2(g)
สมการไอออนิก : CaCO3(s) + 2H+(aq) + 2Cl-(aq) Ca2+(aq) + 2Cl-(aq) + H2O(l) + CO2(g) 5. ครใู หนักเรยี นทาํ ผังมโนทศั นส รุปความรู เร่อื ง
สมการไอออนิกสุทธ ิ : CaCO3(s) + 8H+(aq) Ca2+(aq) + H2O(l) + CO2(g) พนั ธะไอออนกิ
การเขยี นสมการแสดงการเกิดปฏกิ ริ ิยาระหวา่ งทองแดงกับกรดไนตรกิ แสดงได้ดังนี้
สมการโมเลกลุ : 3Cu(s) + 8HNO3(aq) 3Cu(NO3)2(aq) + 4H2O(l) + 2NO(g) ขนั้ ประเมนิ
สมการไอออนกิ : 3Cu(s) + 8H+(aq) + 8NO3-(aq) 3Cu2+(aq) + 6NO3(aq) + 4H2O(l) + 2NO(g)
สมการไอออนกิ สุทธ ิ : 3Cu(s) + 8H+(aq) + 2NO3-(aq) 3Cu2+(aq) + 4H2O(l) + 2NO(g) ตรวจสอบผล

พันธะเคมี 161 1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม
การรวมกันทํางานและการนําเสนอผลงาน
หนาชัน้ เรียน

2. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ ใบงาน เรอื่ ง การ
ละลายของสารประกอบไอออนิกในนํ้าและ
การเขยี นสมการไอออนกิ

3. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝก หัด
4. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงานที่นักเรียนได

สรา งขึ้นจากขน้ั ขยายความเขา ใจ

ขอสอบเนน การคดิ แนวทางการวัดและประเมินผล

เมื่อผสม Na2SO4 กับ BaCl2 เขาดว ยกัน ปรากฏวา มีตะกอน ครูสามารถวดั และประเมินความเขาใจในเนอื้ หา เรอ่ื ง สมบตั ิและปฏกิ ิริยา
สีขาวเกดิ ขึ้น จงเขียนสมการไอออนิกสุทธิของปฏกิ ริ ยิ าทเี่ กดิ ข้นึ ของสารประกอบไอออนิก ไดจากการปฏิบัติการทดลอง เรื่อง การละลาย
1. 2Na+(aq) + 2Cl-(aq) 2NaCl(s) ของสารประกอบไอออนกิ ในนํา้ และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าของสารประกอบไอออนิก
2. Ba2+(aq) + SO42-(aq) BaSO4(s) ของนกั เรยี น โดยศกึ ษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
3. Na2SO4(aq) + BaCl2(aq) BaSO4(s) + 2NaCl(aq) การท่ีอยใู นแผนการจัดการเรียนรหู นว ยท่ี 3 พนั ธะเคมี
4. 2NNaa2S+O(a4q(a) q+) S+OB42a-(Caql2()Ba+aqS)BOa42(+s()a+qB)a2N+SOa24+C((aal-q(qa))q++) 2NaCl(s)
5. 2Cl-(aq) แบบประเมนิ การปฏบิ ัตกิ าร แผนฯ ที่ 11 เกณฑ์การประเมนิ การปฏิบัติการ

คาชแี้ จง : ใหผ้ สู้ อนประเมินการปฏิบัติการของนักเรียนตามรายการท่ีกาหนด แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรงกับ ประเดน็ ท่ี ระดบั คะแนน
ระดบั คะแนน ประเมนิ 4 32 1
เขา้ ใจปัญหาตง้ั สมมติฐาน เข้าใจปัญหาตง้ั สมมติฐาน เข้าใจปญั หาตงั้ สมมติฐาน
ลาดบั ท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน 1. การออกแบบ เข้าใจปัญหาตงั้ สมมตฐิ าน ไดถ้ กู ต้อง ออกแบบการ ไดถ้ ูกตอ้ ง ออกแบบการ ได้ถูกตอ้ ง ตอ้ งอาศัยการ
1 การออกแบบการทดลอง 32 การทดลอง ไดส้ อดคลอ้ งกบั ปญั หา ทดลองและใชเ้ ทคนคิ วธิ ี ทดลองและใช้เทคนิควธิ ี แนะนาในการออกแบบ
2 การดาเนินการทดลอง 4 1 ออกแบบการทดลองและ ถูกต้อง ยังไมถ่ ูกต้อง การทดลอง
3 การนาเสนอ รวม
ใชเ้ ทคนคิ วธิ ีถูกตอ้ ง
แสดงถึงความคดิ ริเรม่ิ

(วิเคราะหคําตอบ สมการไอออนกิ สทุ ธิ เปน สมการทเี่ ขยี นไอออน ลงช่ือ ................................................... ผ้ปู ระเมนิ 2. การ การดาเนนิ การทดลอง การดาเนนิ การทดลอง การดาเนินการทดลอง การดาเนนิ การทดลอง
................./................/................ ดาเนินการ มขี ้นั ตอนครบถ้วนถกู ตอ้ ง มขี ้นั ตอนครบถว้ นถูกตอ้ ง มขี น้ั ตอนถกู ต้องเป็นสว่ น ไมถ่ กู ต้องเปน็ สว่ นใหญ่
ทดลอง มกี ารทาซา้ และการเก็บ แต่ไมม่ ีการทาซา้ และการ ใหญ่ และการเก็บขอ้ มลู และการเกบ็ ข้อมลู
ขอ้ มลู ได้ละเอียดรอบคอบ เก็บข้อมลู ได้ครบถ้วน ได้ครบถว้ นตามที่ต้องการ ไมค่ รบถ้วน
3. การนาเสนอ ครบถว้ นตามทตี่ ้องการ ตามท่ีตอ้ งการ
ทเ่ี ขา ทาํ ปฏิกริ ิยากนั ไดเ กลือทไ่ี มละลายนํา้ โดยจะหักลางไอออน เหมาะสมกบั ลักษณะของ นาเสนอขอ้ มลู ถกู ตอ้ ง นาเสนอขอ้ มลู ถกู ต้อง นาเสนอขอ้ มูลถูกต้อง
ขอ้ มลู แสดงถงึ ความคดิ ครบถ้วน วิเคราะห์ขอ้ มูล วเิ คราะห์ขอ้ มูลได้ครบถว้ น วเิ คราะห์ขอ้ มูล
สร้างสรรค์ในการนาเสนอ ได้ครบถ้วน สรปุ ผลการ นาเสนอผลการทดลอง ไม่ครบถว้ น สรปุ ผลการ
วิเคราะหข์ ้อมลู ได้ ทดลองถกู ต้อง มกี ารนา ถูกต้อง ทดลองไม่ถกู ต้อง
ครบถว้ นเหมาะสม เหตผุ ลและความรูม้ า
บวกและไอออนลบท่ีเหมือนกันทางดานสารต้ังตนและผลิตภัณฑ สรปุ ผลการทดลองถกู ต้อง อา้ งอิงประกอบการ
มีการนาเหตผุ ลและ สรุปผลการทดลอง
ความรู้มาอา้ งองิ
ประกอบการสรปุ

ออก โดย BaSO4 ไมละลายน้ํา ดังนัน้ ตอบขอ 3.)

เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ T173
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
11-12 ดมี าก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ตา่ กวา่ 6 ปรับปรุง

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ Prior Knowledge 3. พนั ธะโลหะ

กระตนุ้ ความสนใจ โลหะจะยดึ เหนยี่ วกนั ดว ย
พนั ธะชนดิ เดยี วกบั
1. ครูตั้งคําถามจากตารางธาตุ เพ่ือนําเขาสู สารประกอบไอออนกิ โลหะมีค่าพลังงานไอออไนเซชันต�่า จึงเสียเวเลนซ์
บทเรยี นเกยี่ วกบั พนั ธะโลหะ โดยการตงั้ คาํ ถาม หรอื โคเวเลนตห รอื ไม อิเล็กตรอนได้ง่ายและกลายเป็นไอออนบวก ซ่ึงเวเลนซ์
กระตุน ความสนใจ ดงั นี้ อิเล็กตรอนที่หลุดออกมานี้จะเคลื่อนท่ีอย่างอิสระไปได้ท่ัว
• พันธะโลหะเปนพันธะระหวางธาตุที่มี ทงั้ กอ้ นโลหะ เสมอื นเป็นทะเลอเิ ลก็ ตรอน จงึ ท�าให้เกิดเป็นแรง
สมบัติใด ยึดเหน่ียวที่แข็งแรงระหว่างไอออนบวกกับเวเลนซ์อิเล็กตรอนที่เป็นอิสระนี้ท่ัวทุกต�าแหน่งภายใน
(แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน ก้อนโลหะ เรยี กว่า พนั ธะโลหะ (metallic bond)
โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
แนวตอบ คอื พันธะโลหะเปนพนั ธะระหวา ง 3.1 สมบตั ิของโลหะ
ธาตทุ ่มี คี าอิเลก็ โทรเนกาติวิตีตํ่า)
• นักเรียนคิดวาธาตุหรือสารประกอบที่เกิด สมบตั ิที่ส�าคัญของโลหะม ี ดังนี้
จากพันธะโลหะควรมสี มบตั ิอยา งไร
(แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน 1. มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง เน่ืองจากพันธะ
โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี โลหะเกิดจากแรงดึงดูดทางไฟฟ้าระหว่างไอออนบวกกับ
แนวตอบ เชน จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวสงู อเิ ลก็ ตรอนทเี่ คลอ่ื นทอ่ี ยา่ งอสิ ระซง่ึ ยดึ เหนยี่ วกนั แนน่ มาก ดงั นน้ั
นาํ ความรอ นและนําไฟฟาไดด ี สะทอนแสง จงึ ทา� ใหพ้ นั ธะโลหะมคี วามแขง็ แรงมาก สง่ ผลใหโ้ ลหะมจี ดุ เดอื ด
ได เคาะแลวมเี สยี งกังวาน เปนตน ) และจดุ หลอมเหลวทีส่ ูงมาก เวเลนตอ์ ิเล็กตรอน ไอออนบวก

จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของโลหะจะแปรผันตรง ภาพท่ี 3.122 การเคล่ือนท่ีของ
กับความแข็งแรงของพันธะ และแปรผกผันกับขนาดโมเลกุล เวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนอย่างอิสระและ
หมายความว่า โลหะที่มีอะตอมขนาดเล็กจะมีจุดเดือดสูงกว่า ไอออนบวกทั่วท้งั ก้อนโลหะ

โลหะท่ีมีอะตอมขนาดใหญ่ เช่น โซเดียมมีจุดเดือดสูงกว่าโพแทสเซียมเพราะโซเดียมมีขนาด
อะตอมที่เล็กกว่าโพแทสเซียม จึงท�าให้การหลุดและจับของอิเล็กตรอนเกิดได้ง่าย พันธะมีความ
แข็งแรงสูงจุดเดือดและจุดหลอมเหลวจึงสูงตามไปด้วยในทางกลับกัน แคลเซียมจะมีจุดเดือดต่�า
กว่าแมกนีเซียม เพราะแคลเซียมมีขนาดอะตอมใหญ่กว่าแมกนีเซียม จึงท�าให้การหลุดและจับ
ของอิเลก็ ตรอนเกิดได้ยาก พนั ธะไมค่ อ่ ยมคี วามแข็งแรง จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวจึงต�า่

2. น�าความร้อนและน�าไฟฟาได้ดี เนื่องจากเวเลนซ์อิเล็กตรอนเคลื่อนท่ีได้ ซ่ึงเม่ือ

ให้ความร้อนแก่โลหะ เวเลนซ์อิเล็กตรอนจะมีพลังงานสูงขึ้นจึงเคล่ือนท่ีได้เร็วขึ้น เม่ือเกิดการ
ชนกันจะถ่ายโอนพลังงานบางส่วนแก่กันและถูกถ่ายโอนต่อเน่ืองไปจนทั่วท้ังก้อนโลหะ โลหะจึง
น�าความร้อนได้ และการที่โลหะมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนท่ีสามารถเคล่ือนท่ีไปมาทั่วท้ังก้อนโลหะได้
ทุกทิศทุกทาง จึงท�าให้โลหะน�าไฟฟ้าได้ แต่การน�าไฟฟ้าของโลหะจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงข้ึน
เพราะความตา้ นทานเพ่ิมขึ้น เนือ่ งจากเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนจะเคล่ือนที่ชนกนั มากขน้ึ

162

สื่อ Digital ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET

ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง พันธะเคมี เพราะเหตใุ ดโลหะจึงมีผวิ มันวาว
https://www.twig-aksorn.com/fifilm/metallic-bonding-8169/ 1. เพราะพนั ธะในโลหะเกดิ จากกลมุ ไอออนบวกและกลมุ หมอก
อิเล็กตรอน
T174 2. เพราะกลุมไอออนบวกในกอนโลหะมีการจัดเรียงตัว
อยางเปนระเบยี บ
3. เพราะไอออนบวกในกอนโลหะแตละไอออนอยูในสภาพ
เดยี วกนั และไดรบั แรงดึงดดู จากประจลุ บเทา กนั
4. เพราะกลุมอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไดอยางอิสระ เม่ือกระทบ
กบั แสง จงึ สะทอ นแสงได
5. เพราะอะตอมของโลหะจดั เรยี งเปน ชั้นๆ อยางมีระเบียบ
(วิเคราะหค าํ ตอบ เน่ืองจากกลุมอิเล็กตรอนในโลหะเคลื่อนที่ได

อยา งอสิ ระ เมอื่ กระทบกบั แสงจงึ รบั และกระจายแสงออก ทาํ ใหผ วิ
ของโลหะเกดิ การสะทอนแสง เหน็ เปน มันวาว ดงั นน้ั ตอบขอ 4.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

3. สามารถสะทอ้ นแสงได้ หรือมผี ิวมันวาว เนื่องจาก ภาพท่ี 3.123 กระทะทอดอาหาร ขน้ั สอน
นยิ มทา� มาจากโลหะหรอื โลหะผสม
กลุ่มอิเล็กตรอนเคลื่อนท่ีได้โดยอิสระไปกระทบกับแสงท่ีเป็น เช่น อะลูมิเนียมเหล็ก สเตนเลส สาํ รวจคน้ หา
คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า จงึ รบั และกระจายแสงออกมา ท�าใหผ้ วิ ของ ทองเหลือง เปน็ ตน้ เพราะสามารถ
โลหะเกิดการสะทอ้ นแสงไดด้ ี จึงเห็นผวิ ของโลหะเปน็ มนั วาว น�าความร้อนไดด้ ี 1. ครูใหนักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 3 คน สืบคน
ภ าพที่ 3.124 ภาชนะทท่ี า� มาจาก ขอมูลเก่ียวกับพันธะโลหะ หรือศึกษาจาก
4. สามารถตีเป็นแผ่นหรือดึงเป็นเส้นได้ เน่ืองจาก โลหะอะลูมิเนียมจะมีผิวมันวาว หนังสือเรียน เคมี ม.4 เลม 1 หนา 162-163
เนอ่ื งจากสามารถสะท้อนแสงไดด้ ี
อะตอมโลหะจัดเรียงตัวเป็นชั้น ๆ อย่างมีระเบียบ เม่ือทุบแผ่น ภาพที่ 3.125 โลหะทองแดง 2. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนกลมุ ออกมา
โลหะจะเป็นการผลักให้ช้ันของอะตอมโลหะเลื่อนไถลไปจาก สามารถน�ามาดึงให้เป็นเส้น และ นําเสนอหนา ชัน้ เรยี น จากนนั้ ครูต้ังคาํ ถามให
ตา� แหนง่ เดมิ แผน่ โลหะจงึ ยาวออกและบางลง แต่ต�าแหน่งใหม่ ดดั ใหโ้ คง้ งอเปน็ รปู ทรงตา่ ง ๆ ได้ นกั เรียนรวมกนั อภปิ ราย ดังน้ี
ในอะตอมของโลหะไม่หลุดออกจากกัน เพราะอนุภาคถูกยึดไว้ • อะตอมของอโลหะสามารถเกิดพันธะโลหะ
ดว้ ยกลุม่ เวเลนซอ์ ิเล็กตรอนทีเ่ คลือ่ นท่ีได้อยา่ งอิสระ ดังน้ัน จึง ไดห รอื ไม ลกั ษณะใด
ตีหรือทบุ โลหะให้แผ่ออกเป็นแผ่นบาง ๆ ได ้ ดดั ใหโ้ คง้ งอ หรอื (แนวตอบ อะตอมของอโลหะไมสามารถเกิด
ดงึ ให้เปน็ เส้นได้ พันธะโลหะได เน่ืองจากอโลหะสูญเสีย
อิเลก็ ตรอนไดย าก)
5. เคาะแล้วมีเสียงกังวาน เน่ืองจากแรงยึดเหนี่ยว • อะตอมของโลหะมีการดึงดูดกันในลักษณะ
ใด
ระหว่างไอออนบวกและเวเลนซ์อิเล็กตรอนของโลหะมีความ (แนวตอบ อะตอมของโลหะจะเกิดการ
แข็งแรงมาก รวมท้งั ไอออนบวกอย่ใู กลช้ ดิ กันมาก จึงสง่ แรงสัน่ ยึดเหนี่ยวระหวางไอออนบวกกับเวเลนซ
สะเทอื นไปถึงกันอย่างรวดเร็ว เม่ือมกี ารเคาะโลหะจึงท�าใหเ้ กดิ อิเล็กตรอนที่เคล่ือนที่อยางอิสระทั่วทุก
เปน็ เสียงดังกงั วานออกมา ตาํ แหนง ภายในกอนโลหะ)
• จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของธาตุที่เกิด
6. ไม่มีสูตรโมเลกลุ เน่อื งจากเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนของ พันธะโลหะมีแนวโนมลักษณะใด เพราะ
เหตุใดจงึ เปนเชน นั้น
อะตอมโลหะยึดอะตอมไว้อย่างเหนียวแน่น โลหะจึงไม่อยู่ใน (แนวตอบ ธาตทุ เี่ กดิ พนั ธะโลหะจะมจี ดุ เดอื ด
รูปอะตอมเดีย่ ว โลหะจึงมแี ต่สตู รอย่างงา่ ย และจดุ หลอมเหลวสงู เนื่องจากพันธะโลหะ
เกิดจากแรงดึงดูดทางไฟฟาระหวางไอออน
Chemistry บวกกบั อเิ ลก็ ตรอนทเี่ คลอ่ื นทอี่ ยา งอสิ ระ ซงึ่
ยดึ เหนย่ี วกนั แนน มาก พนั ธะโลหะจงึ แขง็ แรง
in real life มาก)
• เพราะเหตุใดโลหะจงึ มผี ิวมันวาว
ปัจจุบันมีการน�าโลหะหลายชนิดมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม โดยน�ามาท�าเป็นเคร่ืองใช้ต่าง ๆ (แนวตอบ เนอื่ งจากกลมุ อเิ ล็กตรอนเคล่อื นท่ี
ชนิ้ สว่ นของเครอ่ื งจกั รกล เครอ่ื งอา� นวยความสะดวกตา่ ง ๆ นอกจากนย้ี งั มกี ารคน้ ควา้ หาโลหะหรอื โลหะผสม อยางอิสระไปกระทบกับแสงที่เปนคลื่น
ท่มี ีคุณสมบตั ิเด่นเฉพาะมากขน้ึ แมเหลก็ ไฟฟา โลหะจึงรบั และกระจายแสง
เชน่ โลหะท่ีมีนา้� หนกั เบา ออกมา ทําใหผิวของโลหะเกิดการสะทอน
และมีความแขง็ แรงสงู เพือ่ ใชก้ บั แสงไดด ี จึงเหน็ ผวิ ของโลหะเปนมันวาว)
อากาศยานหรือโลหะที่ทนความร้อนสูง
ทนตอ่ การสึกกร่อน เปน็ ต้น
ภาพท ่ี 3.126

พันธะเคมี 163

ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู

ขอความเก่ียวกบั พันธะเคมีในขอใดไมถูกตอง ครอู าจสรปุ เกยี่ วกบั พนั ธะโลหะอกี ครง้ั วา พนั ธะโลหะ หมายถงึ แรงยดึ เหนย่ี ว
1. พันธะโลหะเปน พันธะไอออนกิ ทีม่ ที ศิ ทางแนน อน ท่ีทําใหอะตอมของโลหะอยูดวยกันในกอนของโลหะ โดยมีการใชเวเลนซ
2. พันธะโคเวเลนตเ กดิ จากอโลหะนาํ อิเลก็ ตรอนมาใชร วมกนั อิเล็กตรอนรวมกันของอะตอมของโลหะ โดยท่ีเวเลนซอิเล็กตรอนนี้ไมไดเปน
3. พนั ธะจะเกดิ ขนึ้ เมอ่ื เกดิ สมดลุ ระหวา งแรงดงึ ดดู และแรงผลกั ของอะตอมใดอะตอมหนง่ึ โดยเฉพาะ เนอ่ื งจากเวเลนซอ เิ ลก็ ตรอนมกี ารเคลอื่ นที่
4. โดยทั่วไปพันธะไอออนิกและพันธะโคเวเลนตจะมีความ ตลอดเวลา และทกุ ๆ อะตอมของโลหะจะอยตู ิดกนั กับอะตอมอ่นื ๆ ตอเน่ืองกนั
แข็งแรงพอๆ กัน ไมมที ีส่ ้นิ สดุ จึงทาํ ใหโลหะไมมสี ตู รโมเลกุล ซึง่ จะเขยี นแทนดว ยสตู รอยา งงา ย
5. พนั ธะเกดิ จากการทอี่ เิ ลก็ ตรอนทงั้ คถู กู ดงึ ดดู จากประจบุ วก หรอื สญั ลกั ษณข องธาตนุ นั่ เอง
ของนิวเคลียสท้ังสอง
(วเิ คราะหคําตอบ พันธะโลหะไมใชพันธะไอออนิก ดังนั้น

ตอบขอ 1.)

T175

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน Summary

อธบิ ายความรู้ พนั ธะเคมี

1. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การเกดิ พนั ธะโลหะ พนั ธะโคเวเลนต
และสมบตั ิของพนั ธะโลหะ ดังนี้
• การเกิดพันธะโลหะ เปนพันธะที่เกิดใน การเกิดพันธะโคเวเลนต์
อะตอมของโลหะกบั โลหะ เกดิ จากใชเ วเลนซ • เกิดจากอะตอมของอโลหะน�าคอู่ เิ ล็กตรอนมาใช้ร่วมกนั
อเิ ลก็ ตรอนรว มกนั ทวั่ ทงั้ กอ นโลหะ หรอื อาจ ชนิดของพันธะโคเวเลนต์
กลาวไดวา เกิดจากแรงยึดเหน่ียวระหวาง
ไอออนบวกที่เรียงชิดกัน (นิวเคลียส) กับ H + Cl H Cl O + C + O O C O N+N NN
ไอออนลบท่ีวิ่งอยูโ ดยรอบอะตอม
- ความแข็งแรงของพันธะโลหะ > พันธะ พันธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ พันธะสาม
ไอออนกิ > พนั ธะโคเวเลนต
- ความแข็งแรงของพันธะโลหะข้ึนอยูกับ พนั ธะเดยี่ ว เกดิ จากอะตอมของอโลหะ พ นั ธะคู ่ เกิดจากอะตอมของอโลหะทม่ี าสร้าง พนั ธะเดย่ี ว เกดิ จากอะตอมของอโลหะ
จํานวนเวเลนซอ เิ ลก็ ตรอน และประจขุ อง ทม่ี าสรา้ งพนั ธะกนั มกี ารใชอ้ เิ ลก็ ตรอน พันธะกนั มีการใชอ้ เิ ล็กตรอนร่วมกัน 2 คู่ ทม่ี าสรา้ งพนั ธะกนั มกี ารใชอ้ เิ ลก็ ตรอน
ไอออนบวกของโลหะ รว่ มกนั 1 คู่ รว่ มกัน 1 คู่
• สมบัติของโลหะ มีดังนี้
- นําไฟฟาไดดี การเขียนสูตรเคมีแสดงพันธะโคเวเลนต์ ภาพท่ี 3.127
- นําความรอ นไดดี
- จดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวสงู • ส ูตรโมเลกุล เป็นสูตรที่สามารถบอกจ�านวนและธาตุท่ีเป็นองค์ประกอบในโมเลกุล แต่ไม่สามารถท่ีจะบอกรายละเอียด
- ผวิ มนั วาว เกย่ี วกับการสร้างพันธะกนั ระหว่างอะตอมในโมเลกุล
- เคาะแลวมีเสียงดังกังวาน • สตู รอยา่ งงา่ ย เปน็ สตู รทแ่ี สดงใหท้ ราบวา่ สารประกอบนน้ั ประกอบดว้ ยธาตชุ นดิ ใดบา้ ง และมอี ตั ราสว่ นของอะตอมเปน็ เทา่ ใด
- รดี เปน แผน บางๆ ได • สูตรโครงสร้าง เป็นสูตรท่ีสามารถบอกจ�านวนและธาตุที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลได้ และสามารถท่ีจะบอกรายละเอียด
เกย่ี วกับการสร้างพนั ธะกันระหว่างอะตอมในโมเลกลุ ดว้ ย

ธาตุกับการเกิดพันธะโคเวเลนต์
• ธ าตทุ ่ีมาสร้างพันธะกันแลว้ เกิดเป็นพนั ธะโคเวเลนต์ ได้แก่ ธาตอุ โลหะรวมตัวกบั ธาตอุ โลหะ และธาตุโลหะบางชนดิ รวมตวั
กบั ธาตอุ โลหะ

การเขียนสูตรของสารประกอบโคเวเลนต์
• เลือกอะตอมกลาง โดยอะตอมกลางตอ้ งเปน็ ธาตุที่มคี ่าอเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ีน้อยท่ีสุด
• เลือกรปู แบบของอะตอมกลางทเี่ หมาะสม และเลอื กรปู แบบของอะตอมท่อี ยรู่ อบขา้ ง
• รวมอะตอมกลางกบั อะตอมรอบขา้ งเข้าไว้ดว้ ยกัน แล้วเปลย่ี นจากเส้นเป็นจดุ

การเขียนสูตรและเรียกชื่อสารประกอบโคเวเลนต์
• การเขยี นสตู ร ใหเ้ ขยี นสญั ลกั ษณข์ องธาตทุ เ่ี ปน็ อะตอมกลาง และตามดว้ ยธาตทุ ล่ี อ้ มรอบโดยเขยี นเรยี งลา� ดบั จากธาตทุ ม่ี คี า่
อิเล็กโทรเนกาตวิ ิตนี อ้ ยแล้วตามด้วยธาตทุ ่ีมีค่าอิเลก็ โทรเนกาตวิ ติ ีมาก
• ก ารเรียกชอ่ื ใหเ้ รยี กชอ่ื ธาตุทอ่ี ยดู่ า้ นหนา้ กอ่ น แล้วตามดว้ ยธาตุทอี่ ยู่ด้านหลัง และเปล่ียนเสยี งพยางคท์ า้ ยเป็น ไ-ด์ (-ide)
โดยระบุจา� นวนอะตอมที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลด้วยภาษากรีก

พลังงานพันธะและความยาวพันธะ
• พ ลงั งานพนั ธะ เปน็ พลงั งานปรมิ าณนอ้ ยทสี่ ดุ ทใ่ี ชใ้ นการสลายพนั ธะโคเวเลนต ์ หรอื เปน็ พลงั งานปรมิ าณนอ้ ยทส่ี ดุ ทค่ี ายออกมา
เมอ่ื มกี ารสรา้ งพนั ธะโคเวเลนต์
• ความยาวพันธะ คอื ระยะทางระหวา่ งนวิ เคลียสของอะตอมคู่หนง่ึ ที่สร้างพนั ธะโคเวเลนต์ตอ่ กัน
• ปรากฏการณเ์ รโซแนนซ ์ เปน็ ปรากฏการณท์ ส่ี ารประกอบหรอื ไอออนของสารประกอบโคเวเลนตส์ ามารถเขยี นสตู รโครงสรา้ ง
ไดม้ ากกว่า 1 แบบ
164

สื่อ Digital กจิ กรรม สรา งเสรมิ

ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เร่ือง พันธะเคมี ใหนักเรียนเปรียบเทียบสมบัติของสารประกอบโคเวเลนต
https://www.twig-aksorn.com/fifilm/introduction-to-chemical-bonding- สารประกอบไอออนิก และโลหะ โดยสรุปลงในกระดาษ A4
8166/

กจิ กรรม ทา ทาย

ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเพิ่มเติมเก่ียวกับการนําสารประกอบ
โคเวเลนต สารประกอบไอออนกิ และโลหะมาใชประโยชนใ นชีวติ
ประจําวนั จากน้นั เลือกสารมาประเภทละ 1 สาร สรุปประโยชน
ทไ่ี ดจ ากสารนน้ั โดยจัดทําเปน ใบความรูใ นรูปแบบที่นา สนใจ

T176

นาํ สอน สรุป ประเมิน

รูปร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ ขน้ั สรปุ
• ก ลุ่มท่ีไม่มีอิเลก็ ตรอนคู่โดดเดีย่ วท่ีอะตอมกลาง อาจมรี ปู ร่างเปน็ เสน้ ตรง สามเหล่ียมแบนราบ ทรงส่หี นา้ พีระมิดคู่ฐาน
ขยายความเขา้ ใจ
สามเหลยี่ ม หรือทรงแปดหน้า
• ก ลุ่มที่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวท่ีอะตอมกลาง อาจมีรูปร่างเป็นมุมงอ พีระมิดฐานสามเหล่ียม ทรงสี่หน้าบิดเบี้ยวหรือ 1. ครใู หนักเรียนทําใบงาน เรื่อง พันธะโลหะ
2. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี
ม้ากระดก พรี ะมดิ ฐานส่เี หล่ยี ม ตวั ที สเี่ หลีย่ มแบนราบ หรอื เสน้ ตรง
มุมระหว่างพันธะในโมเลกุลโคเวเลนต์ ม.4 เลม 1
• มุมพันธะ คอื มุมท่ีเกดิ ขนึ้ เมือ่ อะตอม 2 อะตอม มาสรา้ งพันธะกับอะตอมกลาง 3. ครูใหนักเรียนทาํ ผังมโนทัศนสรปุ ความรู เรอ่ื ง
• ม ุมพันธะจะมากหรือน้อยนั้นจะข้ึนกับอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวที่อยู่รอบอะตอมกลาง รูปร่างของโมเลกุล จ�านวนพันธะท่ีอยู่
พันธะโลหะ
รอบอะตอมกลาง และค่าอเิ ล็กโทรเนกาติวติ ี 4. ครูใหนักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 3 คน ทําผัง
สภาพข้ัวของโมเลกุล
• พนั ธะไมม่ ขี ัว้ เปน็ พันธะทเ่ี กิดจากธาตชุ นิดเดียวกันมาสร้างพันธะรว่ มกัน มโนทัศนเปรียบเทียบสมบัติของสารประกอบ
• พันธะมขี ้ัว เปน็ พันธะทเ่ี กดิ จากธาตุตา่ งชนดิ มาสร้างพนั ธะรว่ มกนั ไอออนิก สารโคเวเลนต และโลหะ พรอม
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ยกตัวอยางการนําสารตางๆ ไปใชประโยชน
• แรงแวนเดอรว์ าลส ์ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ ไดแ้ ก ่ แรงลอนดอนเปน็ แรงทพี่ บในสารประกอบโคเวเลนตท์ กุ ๆ โมเลกลุ แตจ่ ะเหน็ ในชีวติ ประจําวนั
5. ครูใหนักเรียนอาน summary ประจําหนวย
ไดช้ ัดเจนในโมเลกลุ ทไี่ มม่ ีขั้ว และแรงดงึ ดดู ระหว่างข้ัว เปน็ แรงท่พี บในโมเลกลุ ทีม่ ีขัว้ การเรียนรทู ่ี 3 พันธะเคมี เพือ่ เปนการทบทวน
• พนั ธะไฮโดรเจน จะเกิดในโมเลกุลที่มพี นั ธะ H-N H-O หรือ H-F อยู่ในโมเลกลุ ความเขา ใจในเนือ้ หาท่เี รยี นมา
สารโคเวเลนต์โครงผลึกร่างตาข่าย 6. ครใู หน กั เรยี นทาํ Self Check จากหนงั สอื เรยี น
• เ ปน็ สารประกอบโคเวเลนตท์ ม่ี กี ารสรา้ งพนั ธะเชอ่ื มตอ่ กนั เปน็ โครงสรา้ งขนาดใหญ ่ จงึ สง่ ผลใหม้ จี ดุ หลอมเหลวและจดุ เดอื ด เคมี ม.4 เลม 1 หนา 166 เพ่ือตรวจสอบตวั เอง
7. ครใู หน กั เรยี นทาํ Unit Question 3 จากหนงั สอื
สงู มาก เชน่ เพชร แกรไฟต์ เปน็ ต้น เรยี นเคมี ม.4 เลม 1 หนา 167-169
8. ครูใหนักเรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น
พันธะไอออนกิ
ขน้ั ประเมนิ
การเกิดพันธะไอออนิก
• พ ันธะไอออนิก เกิดจากธาตุท่ีเป็นโลหะเสียอิเล็กตรอน (เกิดเป็นไอออนบวก) ให้กับอโลหะซ่ึงจะรับอิเล็กตรอน (เกิดเป็น ตรวจสอบผล

ไอออนลบ) จากน้ันไอออนบวกและไอออนลบท่เี กดิ ข้นึ จะดงึ ดดู กันดว้ ยแรงดึงดูดระหว่างประจไุ ฟฟ้า 1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม
และการรว มกันทาํ งาน
โครงสร้างของสารประกอบไอออนิก
• โครงสรา้ งผลึกของของแขง็ ไอออนกิ แบง่ ออกได้เปน็ 4 แบบ ได้แก่ 2. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ ใบงาน เรอ่ื ง พนั ธะ
โลหะ
โครงสรา้ งผลึกแบบโซเดียม โครงสร้างผลกึ แบบซีเซยี ม โครงสรา้ งผลกึ แบบแคลเซยี ม โครงสรา้ งผลกึ แบบซงิ คซ์ ลั ไฟด์
คลอไรด์ (NaCl) มีรูปรา่ ง คลอไรด ์ (CsCl) มรี ปู ร่าง ฟเปล็นูอทอรไงรเดห์ ล(่ยี CมaสFหี่ 2)น า้ มีรูปร่าง หรอื ซงิ คเ์ บลน (ZnS) มรี ปู รา่ ง 3. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ แบบฝกหดั
เปน็ ทรงเหลีย่ มแปดหนา้ เป็นรปู ลกู บาศก์ เป็นทรงเหลย่ี มสี่หน้า 4. ครตู รวจสอบผลจากการทํา Self Check
5. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ Unit Question 3
= Na+ = Cl- = Cs+ = Cl- = Ca2+ = F- = Zn2+ = S2- 6. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบทดสอบ

ภาพที ่ 3.128 พันธะเคมี 165 หลังเรยี น
7. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงานที่นักเรียนได

สรา งขึน้ จากข้ันขยายความเขาใจ

ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET แนวทางการวัดและประเมินผล
กาํ หนดจุดหลอมเหลวและสมบตั ขิ องสาร 4 ชนิด ดังตาราง
ครูสามารถวัดและประเมนิ ความเขาใจในเน้ือหา เรื่อง พนั ธะโลหะ ไดจ าก
สาร จดุ หลอมเหลว ( ํC) สมบัติ ผังมโนทัศนสรุปความรู เร่ือง พันธะโลหะ ที่นักเรียนไดสรางและนําเสนอใน
A 2,100 แข็ง เปนเงา นําไฟฟาไดด ี ข้ันขยายความเขาใจ โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมิน
B 5 นาํ ไฟฟา ไดนอยมาก ชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) ทอี่ ยใู นแผนการจดั การเรยี นรหู นว ยท่ี 3 พนั ธะเคมี
C 947 แขง็ แตเปราะ เมอ่ื หลอมเหลวจะนําไฟฟา ได
D -92 ไมน าํ ไฟฟา
แบบประเมนิ ช้นิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่ 1, 7, 11, 12

แบบประเมินผงั มโนทศั น์

คาชแี้ จง : ให้ผู้สอนประเมนิ ชิน้ งาน/ภาระงานของนักเรียนตามรายการที่กาหนด แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรง
กบั ระดับคะแนน

สาร D มแี รงยดึ เหน่ยี วระหวา งโมเลกุลเปน แรงชนิดใด ลาดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
1. พันธะโลหะ 2. พนั ธะไอออนกิ 1 ความสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ 4321
2 ความถกู ต้องของเน้ือหา รวม
3 ความคดิ สรา้ งสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา

3. พันธะไฮโดรเจน 4. พนั ธะโคเวเลนต ลงชือ่ ................................................... ผูป้ ระเมิน
................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมนิ ผงั มโนทัศน์

5. แรงแวนเดอรวาลส ประเด็นทปี่ ระเมนิ 4 ระดบั คะแนน 1
32 ผลงานไมส่ อดคล้องกับ
1. ความ ผลงานสอดคลอ้ งกบั ผลงานสอดคลอ้ งกบั ผลงานสอดคล้องกบั จุดประสงค์
สอดคลอ้ งกบั จุดประสงคท์ ุกประเดน็ จดุ ประสงค์เป็นส่วน จุดประสงค์บางประเด็น
จุดประสงค์ ใหญ่

2. ความถกู ต้อง เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอ้ื หาสาระของผลงาน
ของเนื้อหา ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถูกตอ้ งเป็นสว่ นใหญ่ ถกู ต้องบางประเดน็ ไมถ่ ูกตอ้ งเปน็ ส่วนใหญ่
(วเิ คราะหค าํ ตอบ สาร D มีจดุ หลอมเหลวตา่ํ มาก แสดงวา แรง
ยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลมีคานอย ซึ่งคือ แรงแวนเดอรวลาส 3. ความคิด ผลงานแสดงถงึ ความคดิ ผลงานแสดงถึงความคดิ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ ผลงานไมม่ คี วาม
(แรงลอนดอน) ดงั นัน้ ตอบขอ 5.) สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ แปลกใหม่ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยังไมม่ ีแนวคิดแปลก น่าสนใจ และไมแ่ สดง
และเปน็ ระบบ แต่ยงั ไมเ่ ป็นระบบ ใหม่ ถงึ แนวคดิ แปลกใหม่
4. ความตรงตอ่ ส่งชน้ิ งานภายในเวลาท่ี ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาท่ี สง่ ชน้ิ งานช้ากวา่ เวลาท่ี ส่งชนิ้ งานชา้ กว่าเวลาท่ี
เวลา กาหนด กาหนด 1 วัน กาหนด 2 วัน กาหนด 3 วันข้ึนไป

เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14-16 ดีมาก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรบั ปรงุ T177

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

แนวตอบ Self Check 3. ถกู

1. ผิด 2. ถูก การเขียนสูตรและเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก
4. ผิด 5. ผดิ • การเขียนสูตร ให้แสดงประจุบวกของโลหะหรือกลุ่มของประจุบวกที่มีอยู่ในสูตรก่อน จากนั้นตามด้วยประจุลบของอโลหะ

เฉลย Unit Question หรอื กลมุ่ ของประจลุ บ เมอ่ื รวมประจบุ วกกบั ประจลุ บเขา้ ดว้ ยกนั ตอ้ งมคี า่ เทา่ กบั ศนู ย ์ และถา้ มปี ระจบุ วกหรอื ประจลุ บมากกวา่
1 กล่มุ ให้ใสว่ งเล็บและระบจุ า� นวนกลมุ่ ไว้ทางมุมลา่ งด้านขวามอื
1. IF7 = โคเวเลนต • การเรยี กช่ือ เรียกไอออนบวกซ่งึ เปน็ โลหะกอ่ นแลว้ ตามด้วยไอออนลบซ่ึงเป็นอโลหะ แลว้ เปลี่ยนทา้ ยเสยี งเปน็ “ไอด์ (ide)”
H2SO3 = โคออรด เิ นตโคเวเลนต พลังงานกับการเกิดสารประกอบไอออนิก
CO32- = โคออรด เิ นตโคเวเลนต • ก ระบวนการเกดิ สารประกอบไอออนิกจะมีพลงั งาน 5 พลงั งาน เข้ามาเกีย่ วข้อง คือ พลงั งานการระเหิด พลังงานการสลาย
N2H4 = โคเวเลนต พนั ธะ พลังงานไอออนไนเซซนั พลังงานสัมพรรคภาพอเิ ล็กตรอน และพลงั งานโครงผลึกหรือพลงังงานแลตทซิ
PH3 = โคเวเลนต สมบัติของสารประกอบไอออนิก
HSO4- = โคออรดเิ นตโคเวเลนต • ส ารประกอบไอออนกิ มีจุดเดือดและจดุ หลอมเหลวสงู มคี วามแข็ง แตเ่ ปราะ ไมน่ า� ไฟฟา้ ในสถานะของแขง็ แต่จะนา� ไฟฟ้า
C3H4 = โคเวเลนต ในรปู ของเหลวหรอื สารละลาย และมีค่าสภาพละลายไดใ้ นน้า� แตกตา่ งกนั
H2CO3 = โคเวเลนต ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก
N2O = โคออรดิเนตโคเวเลนต • สมการแสดงการเกดิ ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนกิ มี 3 ประเภท ดงั น้ี
PSOF542- = โคเวเลนต 1. สมการโมเลกุล เป็นสมการที่เขยี นแสดงสตู รโมเลกลุ ของสารต้งั ตน้ และสารผลติ ภณั ฑท์ ่เี ข้าทา� ปฏกิ ริ ยิ ากนั
= โคออรดิเนตโคเวเลนต 2. สมการไอออนกิ รวม เปน็ สมการทเี่ ขยี นไอออนทเ่ี ขา้ ทา� ปฏกิ ริ ยิ ากนั สว่ นสารประกอบทไ่ี มเ่ กดิ การแตกตวั จะไมเ่ ขยี นเปน็
XeF4 = โคเวเลนต
ไอออน
2. H3PO4 O 3. สมการไอออนกิ สทุ ธ ิ เปน็ สมการทเ่ี ขยี นไอออนทเี่ ขา้ ทา� ปฏกิ ริ ยิ ากนั ไดเ้ กลอื ทไ่ี มล่ ะลายนา้� หรอื แกส๊ โดยจะหกั ลา้ งไอออน
HOPOH
บวกและไอออนลบท่ีเหมือนกนั ทางดา้ นสารต้ังตน้ และผลติ ภัณฑอ์ อก
O
H พนั ธะโลหะ

การเกิดพันธะโลหะ

• เกิดจากโลหะเสียอิเล็กตรอนกลายเป็นไอออนบวกแล้วอิเล็กตรอนท่ีหลุดออกมาจะเคล่ือนที่ไปท่ัวท้ังก้อนโลหะ ท�าให้เกิดแรง
ยดึ เหย่ยี วระหว่างไอออนบวกกับอเิ ลก็ ตรอนทว่ั ทุกตา� แหน่งในกอ้ นโลหะ

สมบัติของโลหะ
• โลหะมสี มบัติทสี่ า� คัญ ดงั น้ี มีจดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวสงู นา� ความร้อนและไฟฟ้าได้ดี สามารถสะท้อนแสงได้หรอื มผี วิ

มันวาว สามารถตเี ป็นแผ่นหรอื ดึงเป็นเสน้ ได้ เม่อื เคาะจะมเี สยี งกงั วาน

(C6H5)3C+ C+ Self Check

ให้นกั เรยี นตรวจสอบความเข้าใจ โดยพจิ ารณาข้อความวา่ ถูกหรือผิด แล้วบันทกึ ลงในสมดุ
หากพจิ ารณาขอ้ ความไม่ถูกต้อง ให้กลบั ไปทบทวนเนอ้ื หาตามหัวข้อที่กา� หนดให้

ถกู /ผิด ทบทวนทห่ี วั ขอ

(NH2)2CO O 1. พันธะทเ่ี กดิ จากแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอะตอมของโลหะกบั อโลหะ คือ ับ น ทึ ก ล ง ใ น ส ุม ด 1.
HNCNH พันธะโคเวเลนต์ 1.
2. พ ลังงานพนั ธะบง่ บอกถึงความแข็งแรงของพันธะ
HH
3. สารประกอบไอออนกิ มแี ต่สตู รอย่างง่าย ไม่มีสตู รโมเลกุล 2.

4. พ ลงั งานไฮโดรชนั เปน็ พลังงานทใี่ ช้แยกโมเลกุลของสารประกอบ 2.
ไอออนกิ ในสถานะของแขง็ ให้เปลยี่ นเป็นไอออนในสถานะแก๊ส

5. โลหะน�าไฟฟ้าไดด้ ีทอ่ี ุณหภูมติ ่า� 3.

O 166
HClO3 O Cl O H

SiF4 F BF4- F- 3. OF2 / ออกซิเจนไดฟลอู อไรด ICl3 / ไอโอดีนไตรคลอไรด
H3CNH2 F Si F FBF SiCl4 / ซิลคิ อนเตตระคลอไรด NCl3 / ไนโตรเจนไตรคลอไรด
PH3 / ฟอสฟอรสั ไตรไฮไดรด SO2 / ซลั เฟอรไ ดออกไซด
F F 2) H C C H
F 4. 1) H C N 4) H O F
HH CF2Cl2 F C Cl 3) O Sn O 6) F B F
HC NH Cl
F
H

5) H C F
O

7) F N F
F

T178

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

U nit Question 3คําช้แี จง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 6. PCl3 = พรี ะมดิ ฐานสามเหลีย่ ม
CHCl3 = ทรงสี่หนา
SiH4 = ทรงส่ีหนา
TeCl4 = ทรงสี่หนา บิดเบยี้ ว
AlCl3 = สามเหลย่ี มแบนราบ
1. จงระบุชนิดของพนั ธะโคเวเลนตท์ ่มี ีอยใู่ นสารประกอบโคเวเลนตห์ รอื ไอออนตอ่ ไปน้ี ZZnnCCll242- = เสน ตรง
ICF37H 4 HH22CSOO33 CNOO322 - NPF2H5 4 SPHO432 - XHSeFO44- = ทรงสห่ี นา


2. จงเขียนสูตรโครงสร้างแบบเสน้ หรอื แบบจุดของสารประกอบโคเวเลนต์หรือไอออนตอ่ ไปนี้ CBr4 = ทรงสหี่ นา
SHi3FP4O 4 (BCF64-H 5)3C+ (HN3HCN2)2HC2O HCFC2lCOl32 BCl3 = สามเหล่ยี มแบนราบ
NF3 = พรี ะมดิ ฐานสามเหล่ยี ม
3. จงเขียนสตู รและเรยี กช่อื สารประกอบโคเวเลนตท์ เ่ี กิดจากการรวมตัวของธาตคุ ่ตู อ่ ไปนี้ H2Se = มมุ งอ
O กบั F I กับ Cl Si กบั C
N กับ Cl P กบั H S กับ O NO2- = มมุ งอ

4. จงแก้ไขสูตรโครงสร้างลวิ อิสตอ่ ไปน้ีใหถ้ ูกต้อง 7. สภาพข้วั ของโมเลกลุ ของ HF > H2O > CO2 >
NH3 > CBr4 > H2S
1) 2) 3) 4)
H C N H C C N O Sn O H O F 8. BeCl2 มีมุมพนั ธะเทากบั 180 องศา
BCl3 มีมุมพันธะเทากับ 120 องศา
5) H 6) F F 7) F F CCl4 มีมุมพนั ธะเทากบั 109.5 องศา
HgCl2 มีมุมพันธะเทา กบั 180 องศา
OC F C N SnCl2 มมี มุ พนั ธะนอยกวา 120 องศา
F F PH3 มีมมุ พันธะนอ ยกวา 109 องศา
SF6 มมี มุ พันธะเทากบั 90 องศา
ภาพท ่ี 3.129

5. จงเขยี นสูตรโครงสร้างลวิ อสิ และแสดงเรโซแนนซข์ องไอออนตอ่ ไปน้ี
HCO2- CH2NO2- ClO3- OCN- N2O
9. C6H6 = แรงลอนดอน
6. จงทา� นายรูปร่างโมเลกลุ ของสารประกอบต่อไปน้ี TBeCCl3l 4 NAlFC3l3 CH3Cl = แรงลอนดอน และแรงดึงดดู
ZHPCn2SCl3el 2 ZNCnHOCC2-ll423- SCiBHr44
ระหวางข้ัว
PF3 = แรงลอนดอน และแรงดึงดดู
ระหวางข้ัว
7. จงเรียงลา� ดับสภาพขั้วโมเลกลุ ของสารประกอบต่อไปน ี้ จากนอ้ ยไปหามาก CS2 = แรงลอนดอน และแรงดึงดดู
H2O CBr4 H2S HF NH3 CO2 ระหวา งข้ัว

8. จงทา� นายมุมพันธะของโมเลกุลต่อไปน ้ี C2H6 = แรงลอนดอน
BPHeC3 l2 SBFC6l3 CCl4 HgCl2 SnCl2 HI = แรงลอนดอน และแรงดึงดดู


พันธะเคมี 167 ระหวา งข้วั
CH3COOH = แรงลอนดอน และพันธะ
ไฮโดรเจน

5. HCO2- O O
CH2NO2- H CO HCO
ClO3-
OCN- H C N O H C N O H C N O
H O H O H O

O C O O C O O C O
O O O

O C N- O C N- O C N-

N2O N N O N N O

T179

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

10. CS2 ไมม ขี ้ัว S C S

9. จงระบชุ นดิ ของแรงระหวา่ งโมเลกลุของสารประกอบตอ่ ไปนี้
CH6IH 6 CCHH33CClO OH PF3 CS2 C2H6
Cl

CH2Cl2 มขี ว้ั CH 10. จงทา� นายสภาพขั้วและทศิ ทางของขวั้ ในโมเลกลุ โคเวเลนตต์ อ่ ไปนี้
H อคฟอาอรกสบ์ ซฟอเิ นจน นไ(ดไPดซHโัล3บ)ไร ฟไดม ์ด(์ C(SO2B) r2) อไฟดาอครสเ์ลซฟอนอโรกิรมัสเพไเี ทตนนรตค ะ(ลคCอลHไอร2ไดCร์ lด2(P)์ (CAls3)C l5)
Cl


11. ก�าหนดจดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวของสารให ้ ดงั นี้

PH3 มขี ว้ั H PH สาร จุดหลอมเหลว ( C� ) จดุ เดือด ( �C)
H
กรดแอซตี กิ (CH3COOH) 16.5 118.1
ไดเอทิลอีเทอร์ (C2H5OC2H5) -116.3 34.6

Cl Cl Cl สารเหตใุ ดมีแรงดงึ ดดู ระหวา่ งโมเลกุลเปน็ พันธะไฮโดรเจนดว้ ย เพราะเหตุใด
As
12. เพราะเหตใุ ดแก๊สคลอรนี จึงมจี ดุ เดอื ดสูงกว่าแก๊สออกซเิ จน
Cl Cl
AsCl5 ไมม ีขวั้ 13. จงบอกชือ่ การเปลยี่ นแปลงพลงั งานของปฏกิ ริ ยิ าตอ่ ไปน้ี
1) F(g) + e- F-(g)
2) F2(g) 2F(g)
3) Na(g) Na+(g) + e-
4) Na(s) + 12 F(g) NaF(s)

OBr2 มีข้วั Br O Br 14. จงเขยี นสตู รของสารประกอบต่อไปนี้
1) rubidiumnitrite 2) potassiumsulfide 3) magnesiumphosphate
4) silverperchlorate 5) borontrichloride 6) calciumhydrogenphosphate
7) sodiumhydrogensulfide 8) potassiumdihydrogenphosphate

15. จงเขียนสมการไอออนกิ สุทธิของปฏกิ ิริยาต่อไปนี้
1) BaCl2(aq) + Na2SO4(aq) BaSO4(s) + 2NaCl(aq)
PCl3 มีข้ัว Cl P Cl 2) 2HCl(aq) + Mg(s) MgCl2(aq) + H2(g)
Cl
3) 2K3PO4(aq) + 3Ca(NO3)2(aq) Ca3(PO4)2(s) + 6KNO3(aq)
4) HCl(aq) + NaHCO3(s) NaCl(aq) + H2O(l) + CO2(g)
จงระบุว่าสารประกอบไอออนิกแต่ละคู่ต่อไปน ้ี HCl กบั MgO LiF กับ LiBr Mg3N2
16. กับ NaCl สารชนดิ ใดใหค้ ่าพลังงานแลตทซิ สูงกวา่ พร้อมให้เหตผุ ลประกอบ และ

168

11. กรดแอซีติกนาจะมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลเปนพันธะไฮโดรเจน 14. 1) RbNO2 2) K2S
เนอื่ งจากมจี ดุ หลอมเหลวและจดุ เดอื ดสงู กวา ไดเอทลิ อเี ทอร จงึ ทาํ นายไดว า 3) Mg3(PO4)2 4) AgClO4
กรดแอซตี กิ ตอ งมแี รงยดึ เหนย่ี วระหวา งโมเลกลุ ทแ่ี ขง็ แรงกวา ไดเอทลิ อเี ทอร 5) BCl3 6) CaHPO4
มาก 7) NaHSO3 8) KH2PO4

12. เน่ืองจากท้ังแกสคลอรีนและแกสออกซิเจนมีแรงยึดเหน่ียวระหวางโมเลกุล 15. 1) Ba2+(aq) + SO42-(aq) BaSO4(s) 2) -
เปนแรงลอนดอน ซ่ึงโมเลกุลท่ียึดเหน่ียวกันดวยแรงลอนดอนจะมีจุดเดือด 3) 3Ca2+(aq) + 2PO43-(aq) Ca3(PO4)2(s) 4) -
และจุดหลอมเหลวสูงขึ้น เม่ือโมเลกุลมีขนาดใหญข้ึน ดังนั้น แกสคลอรีน
มีขนาดโมเลกุลใหญกวาแกสออกซิเจน แกสคลอรีนจึงมีจุดเดือดสูงกวา 16. MgO ใหค า พลังงานแลตทิซสูงกวา เน่อื งจาก MgO มีแรงยึดเหน่ยี ว
แกสออกซเิ จน ระหวา งไอออนบวกและไอออนลบมากกวา HCl
LiF ใหค าพลังงานแลตทิซสงู กวา เนอื่ งจาก LiF มีแรงยดึ เหนย่ี วระหวาง
13. 1) พลงั งานสัมพรรคภาพอิเล็กตรอน ไอออนบวกและไอออนลบมากกวา LiBr
2) พลังงานการสลายพันธะ Mg3N2 ใหค า พลงั งานแลตทซิ สงู กวา เนอ่ื งจาก Mg3N2 มแี รงยดึ เหนย่ี ว
3) พลังงานไอออไนเซชัน ระหวา งไอออนบวกและไอออนลบมากกวา NaCl
4) พลงั งานโครงผลกึ หรือพลงั งานแลตทซิ

T180

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

17. สารประกอบไอออนกิ เมอื่ หลอมเหลวจะสามารถนา� ไฟฟา้ ไดแ้ ตกตา่ งจากตอนเปน็ ของแขง็ หรอื ไม ่ 17. สารประกอบไอออนิกเมื่อเปนของแข็งจะไม
อย่างไร สามารถนําไฟฟาได เนื่องจากไอออนท่ีอยูใน
ผลึกไอออนิกไมสามารถเคล่ือนท่ีได แตเม่ือ
18. จงใช้วงจรบอร์น - ฮาร์เบอร ์ คา� นวณหาพลังงานแลตทซิ ของ NaCl สารประกอบไอออนิกหลอมเหลวจะสามารถ
ก�าหนด ความรอ้ นของการระเหิดของ Na เท่ากบั 108 kJ/mol นําไฟฟาได เน่ืองจากไอออนสามารถเคลื่อนท่ี
พคพวลลางังั มงงาารนนอ้ นไทอขใี่ อชออ้แงไยกนกาเร ซก12ช่อ นัmเกลoดิ�าlด (ขับ∆อทHง ่ีof 1 C) lขข2 ออเงปง น็NNอaaะ Cตเทlอ า่ เมกท ับ่าCก l4 บั เ9 ท5-า่.49ก1 ับk1 J 1/km2J/1om.l4o lkJ ไดอยางอสิ ระ

19. ลเิ ทียมกบั คลอรีน
พลงั งานไอออไนเซชนั ล�าดับที่ 1 ของ Cl เท่ากบั 1,251 kJ/mol
Li+ (g) + Cl (g) + e-

พลังงานสัมพรรคภาพอเิ ล็กตรอนของ Na เทา่ กบั 53 kJ/mol Li (g) + Cl (g) Li+(g) + Cl- (g)
พลงั งานสัมพรรคภาพอเิ ล็กตรอนของ Cl เท่ากับ 349 kJ/mol Li (g) + 12 Cl2 (g) LiCl (s)
Li (s) + 12 Cl2 (g)
19. จงเขยี นแผนภาพแสดงการเปลีย่ นพลงั งานในการเกิดสารประกอบไอออนิกจากธาตุที่กา� หนดให ้
ตอ่ ไปนี้
ลิเทยี มกบั คลอรีน แมกนเี ซียมกบั ฟลอู อรีน

20. สารประกอบไอออนิกและโลหะเมื่อเป็นของแข็งและเม่ือหลอมเหลวจะสามารถน�าไฟฟ้าได้ แมกนีเซยี มกบั ฟลอู อรนี
แตกต่างกนั หรอื ไม ่ อย่างไร
Mg2+ (g) + 2F (g) + 2e-

Mg (g) + 2F (g) Mg2+ (g) + 2F - (g)
Mg (g) + F2 (g)

Mg (s) + F2 (g) MgF2 (s)

พันธะเคมี 169

18. Na+ (g) + Cl (g) + e-

4 ∆NaH+4 =- 349 kJ
(g) + Cl- (g)
3 ∆∆H3 = + 495.6 kJ

พลังงาน Na (g) + Cl (g)

Na (g) + 12 Cl2 (g) 2 ∆H2 = + 121.4 kJ

Na (s) + 21 Cl2 (g) 1 ∆∆H1 = + 108 kJ 5 ∆H5 = - 787.3 kJ

∆Hf = [NaCl (s)] = - 411 kJ NaCl (s)
สดุ ทาย

20. สารประกอบไอออนกิ เมอ่ื เปน ของแขง็ จะไมน าํ ไฟฟา เพราะไอออนบวกและไอออนลบถกู ยดึ ไวแ นน แตเ มอื่ หลอมเหลวจะนาํ ไฟฟา ได เพราะไอออนบวก
และไอออนลบเคลือ่ นที่ได โลหะเม่ือเปน ของแขง็ จะนาํ ไฟฟาไดดี เพราะมีอิเลก็ ตรอนอิสระเคล่อื นที่ไดท่วั ทง้ั กอนโลหะ เม่ือหลอมเหลวจะนาํ ไฟฟาได
ลดลง เพราะอะตอมของโลหะอยูหางกนั และไมเ ปน ระเบียบ ทาํ ใหอิเล็กตรอนเคลือ่ นทไ่ี ดไมสะดวก
T181

S T E M Project

กระเปาเคลือ่ นยา ยไขงู

บ้านนอ้ งนุ้ยปลูกต้นไม้ไวจ้ �านวนมาก วนั หนงึ่ น้องนุย้
พบไข่งูอยู่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน จึงต้องการน�าไข่งูไปให้ท่ีสถาน
เสาวภา เพอ่ื ใหน้ า� ไขง่ ไู ปฟกั เพอ่ื ใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป ซงึ่ ตอ้ งใช้
เวลาเดินทางประมาณ 1 ช่ัวโมง และอุณหภูมิท่ีเหมาะสม
ในการเก็บรักษาไข่งู คือ 28-32 องศาเซลเซียส แต่วันท่ี
น้องนุ้ยพบไข่งูนั้นมีอากาศหนาวเย็น โดยมีอุณหภูมิแค่ 19
องศาเซลเซียส

สถานการณ
น้องนยุ้ ต้องการท�ากระเปา เคล่ือนยา้ ยไข่งู เพ่ือใหส้ ามารถเดนิ ทางไปถงึ สถานเสาวภาไดอ้ ยา่ งปลอดภัย

ขอ จาํ กดั Science เช่ือมโยงสูไอเดีย
• ก ระเปา เคล่อื นย้ายไขง่ ูมขี นาดเหมาะสม นา�้ หนักเบา และ
Technology แคลเซียมคลอไรด์เมื่อละลายน�้าแล้วจะท�าให้
กนั กระแทกได้ Engineering อุณหภูมิของสารละลายลดลง ส่วนเบกกิ้ง
• ก ระเปาเคลื่อนย้ายไข่งูต้องมีอุณหภูมิประมาณ 28-32 Mathematics โซดาเม่ือละลายน�้าแล้วจะท�าให้อุณหภูมิของ
สารละลายสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อน�าแคลเซียม
องศาเซลเซียส และรักษาอุณหภูมิได้ตามระยะเวลาท่ี คลอไรดแ์ ละเบกกง้ิ โซดามาผสมกนั ในสดั สว่ น
ต้องการ ที่เหมาะสมแล้วน�าไปละลายในน้�า จะได้
• ใชส้ ารเคมใี นปริมาณทเี่ หมาะสม อุณหภูมิของสารละลายที่เหมาะสมส�าหรับ
น�ามาใช้ควบคุมอุณหภูมิในกระเปาเคล่ือน
วสั ดแุ ละอปุ กรณ ย้ายไขง่ ู
1. แคลเซยี มคลอไรด์ กระเปา เคลือ่ นย้ายไข่งูและถุงควบคมุ อณุ หภมู ิ
2. เบกก้งิ โซดา ออกแบบกระเปาเคลื่อนย้ายไข่งูให้ตรงตาม
3. น้า� เงอ่ื นไขและความตอ้ งการของผใู้ ช้
4. ถว้ ยพลาสติก 2 ใบ รูปทรงเรขาคณิตสองมิติท่ีเลือกใช้ในการ
5. กระบอกตวง 1 อัน ออกแบบกระเปาเคลื่อนย้ายไข่งู เพ่ือให้มี
6. เทอรม์ อมิเตอร์ 2 อัน ขนาดเหมาะสม น�า้ หนกั เบา และกันกระแทก
7. ชอ้ นชาขนาด 1/8 1/4 และ 1/2 ชอ้ นชา ได้
8. ถงุ ซปิ ล็อก
9. แว่นตานริ ภยั
10. วัสดปุ ้องกนั การกระแทก เชน่ กระดาษหนงั สือพมิ พ์

กระดาษทิชชู ส�าล ี เป็นตน้

T182

1 ระบุปญหา

วิเคราะห์สถานการณ์ และระบุ
แนวทางการแก้ปัญหา เพื่อเป็น
แนวทางในการสรา้ งสรรคช์ น้ิ งาน

6 นาํ เสนอวธิ กี ารแกป ญ หา 2 รวบรวมขอ มลู และแนวคดิ

รวบรวมแนวคดิ ท่ีได้ และปญั หา สืบค้นความรู้ และรวบรวม
ท่พี บในกิจกรรม เพอื่ น�าเสนอวิธี ขอ้ มลู ท่ีน�าไปแกป้ ญั หา แลว้
การแก้ปัญหา สรุปข้อมูลความรู้ท่ีได้มาโดย
สังเขป

ขน้ั ตอน

การทาํ กจิ กรรม

5 ทดสอบ ประเมินผล 4 วางแผนและดําเนินการ 3 ออกแบบวธิ กี ารแกป ญ หา
และปรับปรงุ แกไ ข แกปญหา
บันทึกรายละเอียดของชิ้นงาน ร่วมกันวางแผนการสร้างสรรค์ คิ ด วิ ธี ก า ร แ ก ้ ป ั ญ ห า แ ล ะ
แล้วทดสอบเพื่อหาแนวทางการ ชิ้นงานอย่างเป็นล�าดับขั้นตอน ออกแบบชน้ิ งาน ตามแนวทาง
ปรบั ปรงุ ช้ินงาน แล้วตรวจสอบการด�าเนินการ ทเ่ี ตรยี มไว้
หากไม่ตรงตามแผนจะมีวิธีการ
แกไ้ ขอยา่ งไร ระดบั คณุ ภาพ
12345
การประเมินผลงาน

เกณฑก์ ารประเมนิ

• สามารถเคล่อื นยา้ ยไขง่ ไู ดโ้ ดยมีอณุ หภมู แิ ละระยะเวลาทเี่ หมาะสม
• ใช้วัสดุและอุปกรณไ์ ดเ้ หมาะสม
• ใชป้ ริมาณสารเคมีไดเ้ หมาะสม
• มีความแขง็ แรง ทนทาน และกนั กระแทกได้

T183

บรรณานุกรม

พงศธร นนั ทธเนศ และสนุ ทร ภูรีปรีชาเลศิ . 2555. สารและสมบัตขิ องสาร. กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทัศน์.
วรรณทิพา รอดแรงคา้ . 2544. การสอนวทิ ยาศาสตร์ทีเ่ นน้ ทกั ษะกระบวนการ. พิมพ์ครั้งท่ี 5. กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั

พฒั นาคุณภาพวิชาการ.
ศึกษาธิการ, กระทรวง. (ม.ป.ป.). ตัวช้วี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ

พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.
ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. สถาบัน. ม.ป.ป. คู่มือการใช้หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

สำ� หรบั หลกั สตู รอนาคต ระดบั มธั ยมศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี
_____ . 2555. หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม เคมี เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว.
Brand, I., and Grime, R. 2002. Chemistry 11-14. Pearson Education Ltd.
Heyworth, R.M., and Briggs, J.G.R. 2007. Chemistry Insights ‘O’ level. 2nd edition. Singapore : Pearson Education Ltd.
Jess, T. et al. 2007. Complete Text & Guide Chemistry SPM. Malaysia : KHL Printing Co. Sdn. Bhd.
Steven, S.Z. et al. 2006. World of Chemistry. Boston : Houghton Mifflin Company.
Tan, Y.T. et al. 2016. Chemistry Matters GEC ‘O’ level. 2nd edition. Singapore : Marshall Cavendish Education Pte Ltd.
Tan, Y.T. et al. 2010. Discovery Chemistry Noemal (A) 3N/4N. Singapore : Marshall Cavendish Education Pte Ltd.

T184


Click to View FlipBook Version