The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

3418014TM-คู่มือครูเคมี-ม4-1[211119]

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หมอกจาง จาง, 2022-07-05 00:25:56

3418014TM-คู่มือครูเคมี-ม4-1[211119]

3418014TM-คู่มือครูเคมี-ม4-1[211119]

นาํ สอน สรุป ประเมนิ

ขน้ั สรปุ ตัวอย่างโมเลกลุ ท่ีมีพนั ธะโคออดิเนตโคเวเลนต์

ขยายความเขา้ ใจ OO H O H+ H O H+ NN
O OOO H H OOOO
1. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี H3O+
ม.4 เลม 1 O3 NO2
ภาพท่ ี 3.28 ภาพท ่ี 3.29 ภาพท่ ี 3.30
2. ครูใหนักเรยี นแบงกลุม ออกเปน 5 กลุม เขียน
แสดงการเกดิ พันธะโคเวเลนต สูตรโครงสรา ง ท แ�บาหบฝนกึ4้าห.ท ัด่ีเโปม็นจเองลเะขกตยี ุลอนกมสูตรกรดลโคอารงอง กสกรซ้าา1งี รแเกบขรบียดเนสอน้สอขูตกอรซงโโคี มร(เลHงกสnุลXรโ้าOคงเmวขเ)อล นงจกตัดต์รเ่อดปไอ็นปอนสก ้ีาSซรOีปจ3ะรเะNปก2็นอOไบ4ป โแตคลาเะวม Nเกล2ฎOน5อตอ์ทก่ีมเี ตXต
แบบจุด และสูตรโครงสรางแบบเสนของ
สารประกอบโคเวเลนตท กี่ าํ หนดให ดังนี้ ซ่งึ มหี ลกั การเขยี น ดงั นี้
กลมุ ที่ 1 BeCl2 PCl5 PH3 1) หาอะตอมกลาง โดยสงั เกตว่าอะตอมกลางจะเปน็ ธาตุทมี่ ีขนาดใหญ่ หรอื ธาตทุ ม่ี คี ่า
กลมุ ท่ี 2 BeH2 AsF5 SF4 อิเลก็ โทรเนกาติวติ ตี า�่ ท่ีสุด
กลุมท่ี 3 HgCl2 CH4 NH3 2) น�า H ไปสร้างพันธะเดย่ี วกับ O (สงั เกตจากสตู รโมเลกุลว่าม ี H กต่ี วั กจ็ ะมี O ที่มา
กลุมที่ 4 BF3 CCl4 H2O ต่อกับ H จ�านวนเทา่ กัน) ซึ่งจะได้โครงสร้าง ดงั รปู
กลมุ ที่ 5 BCl3 SF6 SiH4 3) น�า O ทีต่ ิดกับ H ไปสร้างพนั ธะเดี่ยวกบั อะตอมกลางกอ่ น
จากน้ันใหตัวแทนนักเรียนแตละกลุมออกมา
อธิบายเกี่ยวกับสารประกอบโคเวเลนตท่ีกลุม OH
ไดรับมอบหมายใหเพื่อนกลุมอื่นๆ ฟง หนา
ชัน้ เรยี นโดยนําเสนอในรปู แบบที่นาสนใจ ภาพท่ี 3.31

3. ครูใหนักเรียนทําผังมโนทัศนสรุปความรูเร่ือง 4) ใสธ่ าตทุ เี่ หลอื โดยถา้ อะตอมกลางมอี เิ ลก็ ตรอนครบ 8 อาจใสธ่ าตทุ เ่ี หลอื โดยใชพ้ นั ธะ
การเกิดพันธะโคเวเลนต โคออดเิ นตโคเวเลนต์
ตัวอย่างโมเลกุลกรดออกซี
4. ครใู หน กั เรยี นทาํ สรปุ ความรเู รอ่ื ง การเขยี นสตู ร
ของสารประกอบโคเวเลนต ออกมาในรปู แบบ O O O
ทเ่ี ขาใจไดง าย H O Cl O HO S OH HO P OH

O O O
H
HClO4 H2SO4
H3PO4

ภาพที ่ 3.32 ภาพที ่ 3.33 ภาพท ี่ 3.34

แบบฝกึ หดั จงเขยี นสตู รโครงสร้างแบบจดุ ของโมเลกลุ กรดออกซตี อ่ ไปน ้ี HNO3 และ H2CO3

5. อนมุ ลู ของไอออน เปน็ กลมุ่ ของสารประกอบทมี่ กี ารใหแ้ ละเสยี อเิ ลก็ ตรอน ซง่ึ แบง่ ออก

ไเเขปด้า็้เนปมต็นา้นใ น 2โ กมป1าเร)รล ะสกไเังภอลุ เอท ก1อ ต นดอวลังิเ่านลบธก็้ี าเตกตดริุตอจัวนาใกด หกในารรืออร นบSั ุมOอูเลิ42ล-ขก็ อจตะงรมไออีกนอาเขอราร้นมับเปาอใิเ็นนลตโก็ มัวตเรลรับกออลนุ ิเ เเลขช็กา้น่ ตม NราอOในน3-โ นจม้ัะนเมล กีกใาหลุ ร ้พร2บัิจ ออาเิรเิลลณ็กก็ ตาตทรรออ่ีคนน่า
อเิ ลก็ โทรเนกาติวติ ี (EN) ซ่ึงธาตุทมี่ ีค่าอิเล็กโทรเนกาตวิ ติ ีสูงจะเปน็ ธาตทุ ีร่ บั อิเล็กตรอน ตวั อย่าง
11เ0ชน่ NO3- CN- CO32- PO43- เปน็ ต้น

นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
สูตรโครงสรางแบบเสน ในขอ ใดไมถ ูกตอง
1 กรดออกซี เปนกรดท่ีประกอบดวยธาตุไฮโดรเจน อโลหะ และออกซิเจน
เชน HNO3 HClO4 เปนตน ความแรงของกรดประเภทน้ีจะเพิ่มขึ้นตามคา 1. O S O 2. H O O H
อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ีของอโลหะ เชน HClO4 > H2SO4 > H3PO4 หรอื HClO4 >
HBrO4 > HIO4 เปน ตน สว นกรดออกซที มี่ ธี าตอุ งคป ระกอบเหมอื นกนั ความแรง 3. H C N 4. F Be F
ของกรดจะเพ่ิมข้ึนตามคาเลขออกซิเดชันที่เพ่ิมข้ึน เชน HClO4 > HClO3 >
HClO2 > HClO เปน ตน 5. Cl P O Cl
Cl
T122
(วิเคราะหคําตอบ O

Cl P O Cl Cl P Cl
Cl Cl

✗ ✓

ดังนัน้ ตอบขอ 5.)

นาํ สอน สรปุ ประเมิน

กรณขี อง NO3- ค่า EN ของ O > N แสดงวา่ O 1 อะตอม จะรบั อเิ ลก็ ตรอนเพ่มิ ขนั้ ประเมนิ
เข้ามา 1 อิเลก็ ตรอน ท�าให ้ O มีเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนเท่ากับ 7 ซงึ่ จะสร้างเป็นพันธะเดยี่ ว 1 พนั ธะ
กรณีของ CO32- คา่ EN ของ O > C แสดงว่า O 2 อะตอม จะรบั อิเลก็ ตรอน ตรวจสอบผล
เพม่ิ เขา้ มาตวั ละ 1 อเิ ลก็ ตรอน ทา� ให ้ O มเี วเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนเทา่ กบั 7 ซงึ่ จะสรา้ งเปน็ พนั ธะเดย่ี ว 1
พนั ธะ 1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรียน
กรณีของ PO43- ค่า EN ของ O > P แสดงวา่ O 3 อะตอม จะรบั อเิ ลก็ ตรอน 2. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม
เพิม่ เขา้ มาตวั ละ 1 อเิ ล็กตรอน ทา� ให ้ O มีเวเลนซ์อเิ ลก็ ตรอนเท่ากับ 7 ซึง่ จะสรา้ งเป็นพนั ธะเด่ียว
1 พันธะ การรว มกนั ทาํ งานและการนาํ เสนอผลงานหนา
ช้ันเรยี น
ON O O OP O 3. ครตู รวจสอบผลจากการทําใบงาน เรอื่ ง การ
OO OC O O เขียนสตู รเคมแี สดงพันธะโคเวเลนต
4. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ แบบฝกหดั
5. ครูวัดและประเมินผลจากช้ินงานที่นักเรียนได
สรา งขึน้ จากขนั้ ขยายความเขาใจ

NO3- CO32- PO43-
ภาพท ี่ 3.35 ภาพท ี่ 3.36 ภาพที ่ 3.37

แบบฝึกหัด จงเขียนสตู รโครงสร้างแบบจดุ ของไอออนลบตอ่ ไปน้ี CN- และ SO42-

2) ไอออนบวก เกิดจากการจ่ายอิเล็กตรอนออกจากโมเลกุล การสังเกตว่าธาตุตัวใด
ในอนุมูลของไอออนเป็นตัวจ่ายอิเล็กตรอนนั้นให้พิจารณาท่ีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN) เช่นกัน
ซงึ่ ธาตุท่มี คี ่าอิเล็กโทรเนกาติวิตตี ่�าจะเปน็ ธาตทุ จี่ า่ ยอเิ ล็กตรอนได้งา่ ย ตัวอยา่ งเชน่ H3O+ NH4+
เปน็ ตน้
1 อิเล็ก ตรอ น ก(นรณยิ มขี เอขงยี นHเ3ปO็น+ คH่า+ ) EทN�า ใขหอ้ Hง +O ต >้อง ยHืม แอสิเลดก็ งตวร่าอ Hน ค1่โู ดอดะเตดอ่ยี มว จจาะกเ สOยี อทิเลี่เปก็ ็นตอระอตนอไมป
กลาง 1 คู่ สว่ น H ที่เหลอื จะสรา้ งพันธะเดย่ี วตามปกติ
อิเล ็กตร อน กทรณา� ใีขหอ้ Hง +N ตHอ้ 4+ง คยืม่า อEิเNลก็ ขตอรอง นNค ่โู >ดด Hเด ีย่ แวสจดางกว า่ N H ท 1เี่ ป อ็นะอตะอตมอ มจกะลเสางีย อ1เิ ลคก็ ่ ูตสรว่อนน ไHป
1
ทเ่ี หลอื จะสร้างพันธะเดีย่ วตามปกติ
H+
+
HNH
HOH H

H

H3O+ NH4+

ภาพท ่ี 3.38 ภาพท่ ี 3.39

พันธะเคมี 111

ขอสอบเนน การคิด แนวทางการวัดและประเมินผล

สารในขอใดมีสูตรโครงสรางแบบจุดไมเ ปน ไปตามกฎออกเตต ครสู ามารถวดั และประเมนิ ความเขา ใจในเนอ้ื หา เรอ่ื ง การเกดิ พนั ธะโคเวเลนต
1. CH4 2. SO2 ไดจากผงั มโนทัศนส รปุ ความรู เรอื่ ง การเกดิ พันธะโคเวเลนตและการเขียนสตู ร
3. H2O 4. HCN ของสารประกอบโคเวเลนต ท่ีนักเรียนไดสรางข้ึนในข้ันขยายความเขาใจ โดย
5. BeCl2 ศกึ ษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด)
(วิเคราะหคาํ ตอบ CH4 มีสูตรโครงสรางเปน H CHH H ที่อยูในแผนการจัดการเรยี นรูห นวยที่ 3 พันธะเคมี

แบบประเมินชิน้ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่ 1, 7, 11, 12

SO2 มสี ตู รโครงสรา งเปน O S O แบบประเมนิ ผงั มโนทัศน์

คาช้แี จง : ให้ผ้สู อนประเมินชน้ิ งาน/ภาระงานของนักเรียนตามรายการท่ีกาหนด แล้วขีด  ลงในช่องท่ีตรง
กบั ระดบั คะแนน

H2O มสี ตู รโครงสรา งเปน H O H ลาดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
1 ความสอดคล้องกับจดุ ประสงค์ 4321
2 ความถูกต้องของเนือ้ หา รวม
3 ความคิดสร้างสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา

HCN มีสตู รโครงสรางเปน H C N ลงช่ือ ................................................... ผ้ปู ระเมนิ
................./................../..................

เกณฑ์การประเมนิ ผังมโนทัศน์

BeCl2 มสี ูตรโครงสรางเปน Cl Be Cl ประเดน็ ทป่ี ระเมนิ 4 ระดับคะแนน 1
ดงั นัน้ ตอบขอ 5.) 32 ผลงานไม่สอดคล้องกับ
1. ความ ผลงานสอดคลอ้ งกบั ผลงานสอดคล้องกบั ผลงานสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์
สอดคล้องกับ จดุ ประสงค์ทกุ ประเด็น จุดประสงค์เป็นส่วน จุดประสงคบ์ างประเดน็
จุดประสงค์ ใหญ่

2. ความถกู ตอ้ ง เนือ้ หาสาระของผลงาน เนื้อหาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน เนือ้ หาสาระของผลงาน
ของเนอ้ื หา ถูกตอ้ งครบถว้ น ถกู ต้องเป็นสว่ นใหญ่ ถกู ต้องบางประเด็น ไม่ถกู ต้องเปน็ สว่ นใหญ่

3. ความคิด ผลงานแสดงถงึ ความคดิ ผลงานแสดงถงึ ความคดิ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ ผลงานไมม่ ีความ
สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ สรา้ งสรรค์ แปลกใหม่ แตย่ ังไมม่ แี นวคิดแปลก นา่ สนใจ และไม่แสดง
และเปน็ ระบบ แต่ยงั ไมเ่ ป็นระบบ ใหม่ ถึงแนวคิดแปลกใหม่
4. ความตรงตอ่ ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาท่ี สง่ ชิ้นงานช้ากวา่ เวลาท่ี ส่งชิ้นงานชา้ กวา่ เวลาท่ี
เวลา กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วนั กาหนด 3 วนั ข้ึนไป

เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ T123
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14-16 ดีมาก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ตา่ กวา่ 8 ปรับปรงุ

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ 6. โครงสรา้ งของโมเลกลุ ของธาตบุ างตวั ธาตบุ างตวั จะมกี ารสรา้ งพนั ธะเฉพาะตวั เชน่

กระตนุ้ ความสนใจ ฟอสฟอรสั ขาว (P4) จะมรี ปู รา่ งเปน็ ทรงสหี่ นา้ และกา� มะถนั รอมบกิ (S8) จะมรี ปู รา่ งเปน็ วง เปน็ ตน้
P
1. ครูทบทวนความรูในเรื่อง เวเลนซอิเล็กตรอน
และคา อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ี (EN) ของธาตตุ า งๆ P SS SSS
ในตารางธาตุ P S SS

2. ครูถามคําถามกระตุน นกั เรยี นวา P ก�ามะถันรอมบกิ (S8)
• นักเรียนคิดวา เวเลนซอิเล็กตรอน และคา ฟอสฟอรัส (P4)
อิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN) เก่ียวของกับการ
เขียนสูตรสารประกอบโคเวเลนตหรือไม 7. โมเลกุลขอ งภสาพาทร่ี ป3.4ร0ะกอบไฮโดรคาร์บอน1 ภาพท ี่ 3.41
อยางไร
(แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุล
โดยขึน้ อยูก ับดุลยพินจิ ของครผู ูส อน) ทีม่ ธี าตุ C และ H เป็นองคป์ ระกอบเท่าน้ัน โดย C ท�าหน้าที่เป็นอะตอมกลาง ส่วน H จะท�าหนา้ ท่ี
เปน็ อะตอมท่อี ยู่ลอ้ มรอบ ซง่ึ แบ่งออกได้เปน็ 3 ประเภท ดงั นี้
ขนั้ สอน แ ละ C - H1 )เ ชแน่ อ ลCเ3คHน8 มCีส4ูตHร1ท0 วั่ เไปป็นเตปน้็น CnH2n+2 ภายในโมเลกลุ จะมีเฉพาะพันธะเดีย่ วของ C - C

สาํ รวจคน้ หา HHH HHHH
HCCCH HCCCCH
1. ครูใหนักเรียนศึกษาเร่ือง การเขียนสูตรและ
เรียกชื่อสารประกอบโคเวเลนต จากหนังสือ HHH HHHH
เรียนเคมี ม.4 เลม 1 หนา 113-114
C3H8 C4H10
2. ครูสรุปหลักการในการเขียนสูตรโมเลกุลของ
สารประกอบโคเวเลนต ภาพที่ 3.42 ภาพท่ ี 3.43

3. ครูสรุปหลักการในการเรียกชื่อสารประกอบ แบบฝกึ หัด จงเขยี นสตู รโครงสรา้ งแบบเส้นของแอลเคนต่อไปน ้ี C2H6 และ C6H14
โคเวเลนต

2) แอลคนี มสี ตู รทั่วไปเปน็ CnH2n ภายในโมเลกุลจะมีพนั ธะคขู่ อง C C 1 พนั ธะ
ซึง่ จะอยู่ต�าแหน่งใดก็ไดใ้ นโครงสรา้ ง สว่ นพันธะท่เี หลอื จะเปน็ พันธะเดย่ี วของ C C และ C H
เช่น C3H6 C4H8 เป็นต้น
HHH HHHH
HCCCCH
HCCCH
H HH

C3H6 C4H8

ภาพท ่ี 3.44 ภาพที่ 3.45

แบบฝึกหัด จงเขียนสูตรโครงสร้างแบบเสน้ ของแอลคนี ต่อไปนี ้ C2H4 และ C6H12

112

นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ขอใดเรยี กช่อื สารโคเวเลนตไ มถูกตอ ง
1 สารประกอบไฮโดรคารบ อน แบงออกไดเปน 3 กลมุ ดงั น้ี 1. SF4 ซลั เฟอรเ ตตระฟลูออไรด
• อะลิฟาติกไฮโดรคารบอน (aliphatic hydrocarbon) หมายถึง 2. PBr3 ฟอสฟอรสั ไตรโบรไมด
3. CCl4 คารบอนเตตระคลอไรด
สารประกอบไฮโดรคารบอนท่ีภายในโมเลกุลมีอะตอมของ C ตอกันเปนลูกโซ 4. SiO2 มอนอซลิ ิคอนไดออกไซด
ในลกั ษณะปลายเปด ซง่ึ อาจเปน โซต รง (straight chain) หรอื โซท ม่ี กี ง่ิ กา นสาขา 5. N2O5 ไดไนโตรเจนเพนตะออกไซด
(branched chain) และพนั ธะระหวาง C อะตอม อาจเปนพันธะเดีย่ ว พันธะคู
หรอื พนั ธะสาม หรือมีพนั ธะมากกวา หนึ่งชนดิ ผสมกันก็ได (วเิ คราะหค ําตอบ SiO2 อานวา ซิลิคอนไดออกไซด ดังน้ัน
ตอบขอ 5.)
• อะลิไซคลิกไฮโดรคารบอน (alicylic hydrocarbon) หมายถึง
สารประกอบไฮโดรคารบอนที่โซของคารบอนตอกนั เปนวง เชน ไซโคลแอลเคน
ไซโคลแอลคีน และไซโคลแอลไคน

• อะโรมาตกิ ไฮโดรคารบอน (aromatic hydrocarbon) คือ สารประกอบ
ไฮโดรคารบอนที่คารบอนตอกันเปนวง พันธะระหวางคารบอนอะตอมที่ตอกัน
เปน วงมคี วามยาวพนั ธะอยรู ะหวา งพนั ธะเดย่ี วกบั พนั ธะคู และมคี วามยาวพนั ธะ
เทากนั คอื 139 พิโกเมตร เชน เบนซนี เปน ตน

T124

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน

อธบิ ายความรู้

ซ ่งึ จะอ ยู่ต�า3แ)ห แนอง่ ลใดไคกนไ็ ด ์ ม้ในสี โตู ครรทงวั่สไรป้าเงป น็ ส ่ว CนnพHนั 2nธ-ะ2ท ภ่ีเหายลใือนจโะมเเปล็นกพลุ จนั ะธมะพีเดนั ยี่ ธวะขสอามง ขCอ ง- CC แ Cละ 1 Cพ นั-ธ Hะ 1. ครูตงั้ คําถามใหนกั เรยี นรวมกันอภิปราย เรือ่ ง
ก า ร เ ขี ย น สู ต ร แ ล ะ เ รี ย ก ชื่ อ ส า ร ป ร ะ ก อ บ
เช่น C3H4 C4H6 เปน็ ต้น H. O. T. S. โคเวเลนต เชน
H H H คาํ ถามทา ทายการคิดขนั้ สูง
HCCCH HCCCCH H เพราะเหตุใด • จงเขียนสูตรของสารท่ีเกิดจากการรวมตัว
H HH ระหวา งอะตอมคตู อไปน้ี
CH โมเลกลุ ที่ ก. Be กับ H ข. As กบั F
C3H4 C4H6 HH ไม่เป็นไปตาม

ภาพท ่ี 3.46 ภาพท่ ี 3.47 กฎออกเตต จงึ มีความเสถียร ค. S กับ O ง. H กับ S

แบบฝกึ หัด จงเขียนสตู รโครงสร้างแบบเสน้ ของแอลไคนต์ อ่ ไปนี้ C2H2 และ C6H10 (แนวตอบ ก. BeH2 ข. AsF5 ค. SO2 ง. H2S)
• จงเรียกชื่อสารประกอบออกไซดของ
1.6 การเขียนสูตรและเรยี กช่ือสารประกอบโคเวเลนต์ ไนโตรเจนตอ ไปนี้ NO NO2 และ N2O
(แนวตอบ NO = ไนโตรเจนมอนอออกไซด
การเขียนสูตรโมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนต์ ให้เขียนสัญลักษณ์ของธาตุที่เป็น หรอื ไนโตรเจนมอนอกไซด
องคป์ ระกอบ โดยเขยี นสญั ลกั ษณข์ องธาตทุ เ่ี ปน็ อะตอมกลางและตามดว้ ยธาตทุ ลี่ อ้ มรอบ โดยเรยี ง NO2 = ไนโตรเจนไดออกไซด
ลา� ดบั จากธาตทุ มี่ คี า่ อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ตี า่� ตามดว้ ยธาตทุ มี่ คี า่ อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ สี งู และถา้ ธาตใุ ด N2O = ไดไนโตรเจนมอนอ-
มจี า� นวนอิเล็กตรอนมากกว่า 1 อะตอม ให้ระบจุ า� นวนอะตอมของธาตุนนั้ ไวม้ มุ ลา่ งดา้ นขวาของ ออกไซด หรือไดไนโตรเจนมอนอกไซด)
ส ญั ลักกษาณรเ ์ รเชีย่นกช ื่อNสOาร2 ปรHะ2กOอ บโHค2เSวOเล4น ตเป์มน็ีหตล้นักการ ดังน้ี 2. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามขอสงสัยใน
1. สารประกอบโคเวเลนตท์ โี่ มเลกลุ ประกอบดว้ ยธาตเุ พยี งชนดิ เดยี ว ใหเ้ รยี กชอ่ื ตามชอื่ ของ เน้ือหา วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจ และให
ธาตุน้นั ซึ่งโดยส่วนใหญ่โมเลกลุ เหล่านมี้ ีสถานะเป็นแก๊สทอี่ ุณหภมู ิห้อง จงึ นิยมเรยี กชอ่ื โดยระบุ ความรเู พม่ิ เตมิ ในสว นนน้ั เพอ่ื จะใชเ ปน ความรู
แสถกาส๊ นไนะดโต้วรยเ จเพน อื่ เใปห็นแ้ ตต้นกต่างจากอะตอมของธาตนุ ั้น เชน่ O2 เรยี กว่า แก๊สออกซิเจน N2 เรียกวา่ เบอ้ื งตน สาํ หรบั การเรียนในเนอ้ื หาตอๆ ไป
2. สารประกอบโคเวเลนต์ทีโ่ มเลกลุ ประกอบดว้ ยธาตุ 2 ชนดิ ให้เรยี กช่อื ธาตุที่อยูด่ ้านหน้า
กอ่ น แลว้ ตามดว้ ยธาตทุ ่ีอยู่ดา้ นหลัง และเปล่ยี นเสยี งพยางคท์ า้ ยเปน็ ไ-ด ์ (-ide) แนวตอบ H.O.T.S.
• การระบุจา� นวนอะตอมของแตล่ ะธาตทุ ่ีเป็นองคป์ ระกอบในโมเลกลุ จะระบดุ ้วยภาษากรกี
ดงั ตารางท ่ี 3.2 จากศึกษา พบวา สารประกอบบางชนดิ ถงึ จะ
ไมเปน ไปตามกฎออกเตต แตกอ็ ยูในภาวะที่เสถยี ร
ตารางที่ 3.2 : จํานวนอะตอมในภาษากรกี ท่ใี ชเ้ รียกสารประกอบโคเวเลนต์ ซ่ึงจัดวาเปนขอยกเวนสําหรับกฎออกเตต โดยสาร
ประกอบของธาตุในคาบที่ 2 ของตารางธาตุ ที่มี
จ�านวนอะตอม ภาษากรีก จา� นวนอะตอม ภาษากรกี เวเลนซอิเล็กตรอนนอยกวา 4 เมื่อเกิดเปนสาร
1 มอนอ (mono) 6 เฮกซะ (hexa) ประกอบโคเวเลนตท ว่ั ๆ ไปจะไมค รบออกเตต สว น
สารประกอบของธาตุท่ีอยูในคาบท่ี 3 ของตาราง
2 ได (di) 7 เฮปตะ (hepta) ธาตุ เปนตนไป สามารถสรางพันธะแลวทําให
อิเล็กตรอนเกิน 8 ได (ตามกฎการจัดอิเล็กตรอน
3 ไตร (tri) 8 ออกตะ (octa) 2n2 ในคาบที่ 3 สามารถมีอิเล็กตรอนไดเต็มท่ีถึง
18 อิเล็กตรอน)
4 เตตระ (tetra) 9 โนนะ (nona)

5 เพนตะ (penta) 10 เดคะ (deca)

พันธะเคมี 113

ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู

ขอใดเปน ชอื่ ทถ่ี ูกตองของสารประกอบ P2O5 ครอู าจใหค วามรเู พม่ิ เตมิ แกน กั เรยี นวา การเรยี กชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต
1. ฟอสฟอรสั ออกไซด ของธาตทุ ่อี ยดู า นหลังน้นั ใหเ ปล่ยี นเสยี งพยางคทายเปน ไ-ด แตจ ะมีขอ ยกเวน
2. ฟอสฟอรสั (II) ออกไซด โดยธาตุ H N O และ P ถา อยูดา นหลังใหอ า น ดงั นี้
3. ฟอสฟอรัสเพนตะออกไซด
4. ไดฟอสฟอรสั เพนตะออกไซด - ไฮโดรเจน (H) ใหอ านวา ไฮไดรด (ไมใช ไฮโดรไจด)
5. ฟอสฟอรสั (II) เพนตะออกไซด - ไนโตรเจน (N) ใหอ านวา ไนไตรด (ไมใช ไนโตรไจด)
(วเิ คราะหคําตอบ P2O5 เรียกวา ฟอสฟอรัสเพนตะออกไซด - ออกซเิ จน (O) ใหอ านวา ออกไซด (ไมใช ออกซไิ จด)
- ฟอสฟอรัส (P) ใหอ านวา ฟอสไฟด (ไมใช ฟอสฟอไรด)
ดงั นั้น ตอบขอ 3.)

T125

นาํ สอน สรุป ประเมนิ

ขนั้ สรปุ • ในกรณีที่ธาตุแรกมีเพียงอะตอมเดียว ไม่ต้องระบุจ�านวนอะตอมของธาตุน้ัน แต่ธาตุ
หลงั ยังคงระบจุ �านวนอะตอมแมว้ ่าจะมีเพยี งอะตอมเดียวก็ตาม
ขยายความเขา้ ใจ • การอ่านช่ือสารประกอบโคเวเลนต์บางชนิด เช่น สารประกอบออกไซด์ นิยมเรียกชื่อ
โดยตัดตัวอักษรสดุ ทา้ ยของภาษากรีกทร่ี ะบจุ า� นวนอะตอมออก เชน่ CO คารบ์ อนมอนอออกไซด ์
1. ครใู หน กั เรยี นจบั คกู บั เพอ่ื นทน่ี งั่ ขา งกนั จากนนั้ (carbon monooxide) นยิ มเรยี กเปน็ คารบ์ อนมอนอกไซด ์ (carbonmonoxide)
ใหผ ลดั กนั เขยี นสตู รสารประกอบโคเวเลนตใ ห
เพอื่ นทจ่ี บั คกู นั เรยี กชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต ตารางที่ 3.3 : ตัวอย่างการเขียนสูตรและเรียกช่อื สารประกอบโคเวเลนต์
นัน้ ประมาณคนละ 5 สาร
สาร ชอื่ สาร ช่อื
2. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง การเขียนสูตร
และการเรยี กชื่อสารประกอบโคเวเลนต P4O10 เตตระฟอสฟอรสั เดคะออกไซด์ SiO2 ซิลิคอนไดออกไซด์
SiH4 ซิลิคอนเตตระไฮไดรด์ P2O5 ไดฟอสฟอรสั เพนตะออกไซด์
3. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี BF3 โบรอนไตรฟลอู อไรด์
ม.4 เลม 1 N2O5 ไดไนโตรเจนเพนตะออกไซด์ S2F2 ไดซลั เฟอร์ไดฟลูออไรด์
PCl3 ฟอสฟอรัสไตรคลอไรด์
ขนั้ ประเมนิ
1.7 พลงั งานพนั ธะและความยาวพันธะ
ตรวจสอบผล
โมเลกลุ ของสารทม่ี าสรา้ งพนั ธะโคเวเลนตต์ อ้ งมพี ลงั งานพนั ธะและความยาวพนั ธะทเ่ี หมาะสม
1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม จงึ จะเกิดเปน็ สารประกอบโคเวเลนต์
และการรวมกนั ทาํ ผลงาน
1. พลังงานพันธะ เป็นพลังงานปริมาณน้อยที่สุดที่ใช้ในการสลายพันธะโคเวเลนต์
2. ครตู รวจสอบผลจากการทําใบงาน เร่อื ง การ
เ ขี ย น สู ต ร แ ล ะ ก า ร เ รี ย ก ช่ื อ ส า ร ป ร ะ ก อ บ หรือเป็นพลงั งานปริมาณน้อยทีส่ ดุ ท่คี ายออกมาเมอื่ มีการสรา้ งพันธะโคเวเลนต์ ตวั อย่างเช่น
โคเวเลนต การสรา้ งพนั ธะของแก๊สไฮโดรเจน (H2) ดังสมการ

3. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝกหดั H (g) + H (g) H2 (g) + 436 kJ

จากสมการ จะเห็นว่าการสร้างพันธะของแก๊สไฮโดรเจน (H2) 1 โมล จากอะตอม
ของธาตุไฮโดรเจน (H) ในสถานะแกส๊ 2 อะตอม จะมีการคายพลังงานอยา่ งนอ้ ย 436 กิโลจูล
ซง่ึ เรยี กพลังงานท่ใี ช้ในการสร้างพันธะนว้ี ่า พลังงานพนั ธะ
ในทางตรงกันขา้ ม การสลายพันธะของแกส๊ ไฮโดรเจน (H2) 1 โมล ใหก้ ลายเปน็ อะตอม
ของธาตไุ ฮโดรเจน (H) ในสถานะแกส๊ 2 อะตอม จ�าเป็นต้องใช้พลงั งานอยา่ งน้อย 436 กิโลจลู
ซึง่ เรยี กพลังงานที่ใชน้ ีว้ ่า พลังงานพันธะ เช่นเดียวกนั
ในบางกรณีการสลายพันธะชนิดเดียวกันในสารประกอบต่างชนิดกัน จะใช้พลังงาน
ในการสลายพนั ธะไมเ่ ท่ากนั เช่น การสลายพันธะของ C - H ใน CH4 และ C2H6 เปน็ ต้น

114

แนวทางการวัดและประเมินผล ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET

ครูสามารถวัดและประเมินความเขาใจในเน้ือหา เร่ือง การเขียนสูตรและ ขอ ใดเปนสตู รโมเลกลุ ท่ีถกู ตองของไดไนโตรเจนไตรออกไซด
การเรียกชื่อสารประกอบโคเวเลนต ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการทําใบงาน 1. NO
เร่ือง การเขียนสูตรและการเรียกช่ือสารประกอบโคเวเลนต โดยศึกษาเกณฑ 2. NO3
การวัดและประเมินผลจากแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคลที่อยูใน 3. N2O
แผนการจัดการเรียนรหู นวยที่ 3 พันธะเคมี 4. N2O3
5. N2O4
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล (วิเคราะหค าํ ตอบ ไดไนโตรเจนไตรออกไซด สามารถเขียนสูตร

คาชีแ้ จง : ใหผ้ ูส้ อนสังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงในช่องท่ี โมเลกุลได ดงั นี้ N2O3 ดงั นั้น ตอบขอ 4.)
ตรงกับระดบั คะแนน

ลาดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 1
32 
1 การแสดงความคิดเหน็  
2 การยอมรับฟงั ความคดิ เห็นของผูอ้ น่ื  
3 การทางานตามหน้าที่ทไ่ี ด้รับมอบหมาย  
4 ความมนี า้ ใจ  
5 การตรงต่อเวลา 

รวม

ลงชือ่ ................................................... ผู้ประเมนิ
............/.................../................

เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบ่อยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง

เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
T126 ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14–15 ดมี าก
11–13 ดี
8–10 พอใช้
ต่ากวา่ 8 ปรบั ปรุง

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

การสลายพนั ธะชนดิ เดยี วกนั ในสารประกอบชนดิ เดยี วกนั จะใชพ้ ลงั งานในการสลายพนั ธะ ขน้ั นาํ
ไมเ่ ทา่ กนั เชน่ การสลายพันธะ C - H ใน CH4 ดังสมการ
CCCCHHHH 432( g(((ggg) ))) + 435 kJ CCCHHH 32( g((gg) )) +++ HHH (((ggg))) กระตนุ้ ความสนใจ
+ 464 kJ C (g) + H (g)
+ 422 kJ 1. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี น
+ 339 kJ ดงั นี้
• นักเรียนคิดวา พลังงานที่ใชในการสลาย
พันธะหวา ง C C ในอีเทน (C2H6) และ
เมือ่ รวมทัง้ 4 สมการเข้าดว้ ยกัน จะได้ว่า พลังงานที่ใชในการสลายพันธะระหวาง
CH4 (g) + 1,660 kJ C (g) + 4H (g) C C ในอีทีน (C2H4) จะมีคาเทากัน
หรือไม อยา งไร
จะเหน็ ไดว้ า่ พลงั งานในการสลายพนั ธะระหวา่ ง C - H จะมคี า่ แตกตา่ งกนั ไปในโมเลกลุ ของ (แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน
สารท่ีต่างกัน ดังนั้น ในการระบุพลังงานพันธะของพันธะใด ๆ จะนิยมใช้พลังงานพันธะเฉลี่ย โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
(average bond energy) ซงึ่ ตวั อยา่ งพลงั งานพนั ธะเฉลยี่ ระหวา่ งอะตอมคตู่ า่ ง ๆ แสดงดงั ตารางท ่ี 3.4 แนวตอบ คือ ไมเ ทากัน เน่อื งจากพลังงาน
ที่ใชในการสลายพันธะตางชนิดกันจะมีคา
ตารางท่ี 3.4 : ตัวอยา่ งพลงั งานพนั ธะเฉล่ยี ระหว่างอะตอมคู่ตา่ งๆ ไมเ ทา กัน โดยพันธะคจู ะใชพ ลังงานในการ
สลายพันธะสูงกวา พันธะเดย่ี ว)
พนั ธะ พลงั งาน (kJ) พันธะ พลงั งานพันธะเฉลย่ี พลงั งาน (kJ) พันธะ พลงั งาน (kJ) • นักเรียนคิดวา พลังงานที่ใชในการสลาย
พ ันธHHะเดFHย่ี ว พลงั งาน (kJ) พันธะ ~221213212221132171995675104641273513129358786370 พันธะหวา ง C H ในโมเลกลุ CH4 และ
พลังงานที่ใชในการสลายพันธะระหวาง
H Cl 443233244352323235633696145007153641538569975163 N H 142223312222222160930967050046352131903443054197 Si H 233225421323233923220176812682030054241663808 S H 945 C H ในโมเลกุล CH3 จะมีคาเทากัน
H Br N N Si Si S S หรอื ไม อยา งไร
HI NP Si O SF (แนวตอบ พิจารณาคําตอบของนักเรียน
CH NO Si S S Cl โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
CC NF Si F S Br แนวตอบ คือ ไมเทา กนั เนอื่ งจากพลงั งาน
C Si N Cl Si Cl SI ในการสลายพันธะระหวาง C H จะมีคา
CN N Br Si Br FF แตกตางกนั ไปในโมเลกลุ ของสารทีต่ า งกนั )
CO NI Si I F Cl
CP OH PH F Br
CS OP P Si FI
CF OO PP Cl Cl
C Cl OS PF Cl Br
C Br OF P Cl Cl I
CI O Cl P Br Br Br
O Br PI Br I
OI II

พันธะคู่และ
พันธะสาม
(7C6679O1149554 2)in NN 644901887 CC 1880397190 NN
CC NO CN
CN OO CO
CO

พันธะเคมี 115

ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

ปฏิกริ ยิ าในขอ ใดเปน การเปลย่ี นแปลงแบบคายพลงั งาน ในการเรียนการสอน เร่ือง พลังงานพันธะ ครูควรยกตัวอยางโจทยการ
1. H2O (l) H2O (g) คํานวณพลงั งานในการสรา งหรอื การสลายโมเลกุล แลวใหน ักเรยี นฝก แกป ญหา
2. CH4 (g) C (g) + 4H (g) ในโจทยน้ัน แลวสุมตัวแทนนักเรียนออกมาแสดงวิธีทําหนาช้ันเรียน พรอมให
3. C (g) + 4H (g) CH4 (g) เพอ่ื นนกั เรยี นคนอน่ื รว มกนั พจิ ารณาวา ทาํ ไดถ กู ตอ งแลว หรอื ไม ถา ยงั ไมถ กู ตอ ง
4. CCl4 (g) C (g) + 4Cl (g) ใหชวยกันแกไขใหถูกตอง เพ่ือทําใหนักเรียนเกิดความเขาใจในเร่ือง พลังงาน
5. C2H6 (g) 2C (g) + 6H (g) พนั ธะมากขึ้น
(วิเคราะหคาํ ตอบ ขอ 1. เปน การเปลย่ี นจากนา้ํ เปน ไอนา้ํ จงึ ตอ ง

มีการใชพ ลังงาน ขอ 2. 4. และ 5. เปนการสลายพันธะ จงึ เปนการ
เปลยี่ นแปลงแบบดดู พลงั งาน ขอ 3. เปน การสรา งพนั ธะ จงึ เปน การ
เปลยี่ นแปลงแบบคายพลังงาน ดงั น้ัน ตอบขอ 3.)

T127

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ข้อสงั เกตเกี่ยวกับพลงั งานพนั ธะ มีดังนี้
1) พลงั งานทใี่ ชใ้ นการสลายพนั ธะจา� นวน 1 โมล หรอื พลงั งานทที่ า� ใหเ้ กดิ พนั ธะจา� นวน
สาํ รวจคน้ หา 1 โมล เรียกวา่ พลงั งานพันธะ มหี น่วยเปน็ กิโลจูล/โมล (kJ/mol) หรือกโิ ลแคลอรี/โมล (kcal/
mol)
1. ครูใหน ักเรียนศกึ ษาเรอื่ ง พลังงานพันธะ จาก 2) พลงั งานท่ใี ชใ้ นการสลายพนั ธะชนิดเดยี วกันจะมคี ่าเท่ากัน เรียกวา่ พลงั งานพนั ธะ
หนังสือเรียนเคมี ม.4 เลม 1 หนา 114-116 เฉลยี่ แต่พลงั งานท่ใี ชใ้ นการสลายพันธะตา่ งชนิดกันจะมีคา่ แตกตา่ งกัน
3) พลงั งานพนั ธะบอกใหท้ ราบถงึ ความแขง็ แรงของพนั ธะ ซงึ่ พนั ธะทต่ี อ้ งใชพ้ ลงั งานในการ
2. ครูใหนักเรียนจับคูกับเพ่ือนที่นั่งขางกัน แลว สลายพนั ธะสูง จะมีความแขง็ แรงมาก โดยท่ัวไปความแข็งแรงของพันธะจะเรยี งตามล�าดบั ดงั น้ี
รวมกันศึกษาและฝกทําตัวอยางการคํานวณ
พลังงานที่เก่ียวของกับพลังงานพันธะ จาก พนั ธะเด่ียว < พันธะค ู่ < พันธะสาม
หนังสอื เรียนเคมี ม.4 เลม 1 หนา 117-119

4) ปฏกิ ริ ยิ าเคมใี ด ๆ ทมี่ กี ารสลายพนั ธะเดมิ (ดดู พลงั งาน) และการสรา้ งพนั ธะใหม ่ (คาย
พลงั งาน) โดยพลังงานทีเ่ ปลยี่ นแปลงในการเกิดปฏิกริ ยิ า (∆H) จะเทา่ กับผลต่างระหวา่ งพลังงาน
ท่รี ะบบดูดเขา้ ไปเพ่ือสลายพันธะเดมิ กับพลังงานทรี่ ะบบคายออกมาเมื่อสรา้ งพนั ธะใหม่ ดังน้ี

∆H = พลงั งานท่ีระบบดดู - พลงั งานทีร่ ะบบคาย

ถา้ ระบบดดู พลงั งาน > คายพลงั งาน (ปฏกิ ริ ยิ าดดู พลงั งาน) คา่ ∆H จะมเี ครอ่ื งหมาย
เป็น บวก
ถา้ ระบบดดู พลงั งาน < คายพลงั งาน (ปฏกิ ริ ยิ าคายพลงั งาน) คา่ ∆H จะมเี ครอ่ื งหมาย
เปน็ ลบ
5) ปฏกิ ริ ยิ าเคมที มี่ เี ฉพาะการสลายพนั ธะ ไมเ่ กดิ พนั ธะใหม ่ จะเปน็ ปฏกิ ริ ยิ าดดู พลงั งาน

เช่น CH4 (g) C (g) + 4H (g) : ∆H = +1,600 kJ

6) ปฏกิ ริ ยิ าเคมที มี่ เี ฉพาะการสรา้ งพนั ธะ ไมม่ กี ารสลายพนั ธะ จะเปน็ ปฏกิ ริ ยิ าคายพลงั งาน

เชน่ C (g) + 4H (g) CH4 (g) : ∆H = -1,600 kJ

7) ปฏิกิริยาเคมีใด ๆ ท่ีมีท้ังการสร้างพันธะ และการสลายพันธะ ปฏิกิริยานั้นจะเป็น
ปฏกิ ริ ยิ าคายพลงั งานหรอื ดดู พลงั งานจะขนึ้ อยกู่ บั วา่ พลงั งานทใ่ี ชใ้ นการสลายหรอื การสรา้ งพนั ธะ
มีค่ามากกวา่ กนั
8) ถ้าไม่ทราบพลังงานพันธะอาจท�านายได้โดยการสังเกตจากจ�านวนพันธะทั้งหมด
ท่ีต้องสลาย และพันธะท้งั หมดท่ตี ้องการสร้างในผลติ ภัณฑ ์ โดยถา้ มจี �านวนพันธะที่สลายมากกว่า
พันธะที่สร้าง จะเป็นปฏิกิริยาดูดพลังงาน แต่ถ้ามีจ�านวนน้อยกว่าจะเป็นปฏิกิริยาคายพลังงาน
หรอื อาจพจิ ารณาจากลกั ษณะของปฏิกริ ยิ า โดยถ้าเป็นการสลายโมเลกุลใหญอ่ อกเปน็ โมเลกลุ เล็ก
จะเป็นปฏกิ ริ ิยาดูดพลังงาน แตถ่ ้าเปน็ การรวมกนั ของโมเลกลุ เลก็ เปน็ โมเลกลุ ใหญ ่ หรือปฏกิ ริ ิยา
การเผาไหม ้ สว่ นมากจะเปน็ ปฏิกริ ิยาคายพลงั งาน

116

ขอสอบเนน การคิด

จงคาํ นวณหาพลงั งานทใ่ี ชในการสลายแกส C2H4 จาํ นวน 2 โมล (กาํ หนดพลงั งานพันธะให
ดงั นี้ C H = 413 kJ/mol C C = 347 kJ/mol และ C C = 614 kJ/mol)

1. 1,374 kJ 2. 1,999 kJ 3. 2,266 kJ 4. 3,998 kJ 5. 4,532 kJ

(วเิ คราะหคําตอบ โครงสรา งของแกส C2H4 เปน ดังนี้ H
H H
H C C

ในโครงสรา งประกอบดว ย C C 1 พันธะ คิดเปนพลงั งาน 614 kJ/mol
C H 4 พนั ธะ คิดเปนพลงั งาน 4 × 413 = 1,652 kJ/mol
คิดเปนพลังงานรวม 2,266 kJ/mol

ในการสลายแกส C2H4 จํานวน 1 โมล จะตอ งใชพลงั งาน 2,266 กโิ ลจูล
ในการสลายแกส C2H4 จาํ นวน 2 โมล จะตองใชพ ลงั งาน 2 × 2,266 = 4,532 กโิ ลจูล
ดังน้ัน ตอบขอ 5.)

T128

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

การค�านวณพลงั งานทีเ่ กย่ี วข้องกบั พลังงานพันธะ แบ่งออกได้เป็น 2 กรณ ี ดังน ้ี ขนั้ สอน
1) การค�านวณเกีย่ วกับการสร้างหรือการสลายโมเลกลุ มวี ธิ ีการค�านวณ ดงั น้ี
ข้ันที ่ 1 วาดโครงสรา้ งของโมเลกุลท่ีโจทยถ์ าม อธบิ ายความรู้
ขน้ั ที ่ 2 สงั เกตพนั ธะท่ีมีในโครงสรา้ งของโมเลกลุ นั้น
ข้ันท่ ี 3 รวมพลังงานพันธะของโมเลกุล 1. ครตู ้ังโจทยการคาํ นวณพลังงานท่ีเกีย่ วขอ งกบั
พลังงานพันธะใหนักเรียนทําลงในสมุดบันทึก
ตัวอย่างที่ 3.1 ของนกั เรียน เชน
• จงคาํ นวณหาพลงั งานทคี่ ายออกมาจากการ
Cจงค�าCน วเทณา่ หกาบั พ 8ล3งั 9ง าkนJท/mีใ่ ชo้ใlน แกลาะรพสลลาังยงาแนกพส๊ อนั ะธเะซขทอลิงนี C (CH2H เ2ท) า่ 1ก ับโ ม4ล1 3( กk�าJห/mนoดlใ)ห ้ พลงั งานพนั ธะของ สรา งไฮดราซีน (N2H4) 1 โมล (กาํ หนดให
พลงั งานพนั ธะของ N N เทา กบั 163 kJ/mol
วธิ ีทา� ข้นั ท่ ี 1 วาดโครงสรา้ งแบบเส้นของแก๊สอะเซทิลนี และพลังงานพนั ธะของ N H เทา กับ 391
HC CH kJ/mol)
ขนั้ ที่ 2 สังเกตพันธะที่มีในโครงสร้างของแก๊สอะเซทิลีน • จงคาํ นวณหาพลงั งานในการสงั เคราะห HCl
ในโครงสร้าง ประกอบดว้ ย C C 1 พันธะ คิดเปน็ พลังงาน 839 kJ/mol 1 โมล จาก H2 และ Cl2 (กาํ หนดให พลงั งาน
C H 2 พันธะ คิดเปน็ พลังงาน 2 × 413 kJ/mol พันธะของ H H เทากับ 436 kJ/mol
ข้นั ที่ 3 รวมพลังงานพันธะท้ังหมด คดิ เปน็ พลังงานรวม 1,665 kJ/mol พลังงานพนั ธะของ Cl Cl เทากบั 243
kJ/mol และพลังงานพันธะของ H Cl
ดังนัน้ ในการสลายแกส๊ อะเซทลิ ีน 1 โมล จา� เป็นตอ้ งใช้พลงั งาน 1,665 กิโลจลู เทา กับ 431 kJ/mol)

ตัวอยา่ งท่ี 3.2 2. ครูสุมตัวแทนนักเรียน 2 คน ออกมาแสดง
วิธีทําโจทย แลวใหเพ่ือนนักเรียนคนอ่ืน
จ ขงอคงา� CนวณCห าเทพ่าลกงั ับง า3น4ท7่ีใ ชkใ้ Jน/mกาoรl ส ลพาลยงัเองาทนลิ พแันอลธะกขออฮงอ ลC ์ (CH2H เ5ทOา่ Hก)บั 1 4 โ1ม3ล k(Jก/�าmหoนl ดพใหลัง้ พงาลนังพงานั นธพะขนั อธงะ ตรวจสอบวาคําตอบถูกตองหรือไม หากยัง
C O เทา่ กับ 358 kJ/mol และพลังงานพันธะของ O H เท่ากบั 467 kJ/mol) ไมถูกตอง ใหชวยกันเฉลยจนไดคําตอบที่
ถูกตอง โดยครูคอยใหคําแนะนําจนนักเรียน
วิธที �า ข้นั ท ี่ 1 วาดโครงสรา้ งแบบเสน้ ของเอทลิ แอลกอฮอล์ ทกุ คนมีความเขาใจทถี่ กู ตอ งตรงกนั
HH

HCCOH

HH
ข้ันที่ 2 สงั เกตพันธะที่มใี นโครงสรา้ งของไฮดราซีน
ในโครงสร้าง ประกอบด้วย C C 1 พนั ธะ คดิ เปน็ พลังงาน 347 kJ/mol
C H 5 พนั ธะ คิดเปน็ พลงั งาน 5 × 413 kJ/mol
C O 1 พันธะ คิดเป็นพลังงาน 358 kJ/mol
O H 1 พนั ธะ คิดเปน็ พลังงาน 467 kJ/mol

ขน้ั ท ่ี 3 รวมพลังงานพนั ธะทั้งหมด
คดิ เป็นพลงั งานรวม 3,237 kJ/mol
ดังนน้ั ในการสลายเอทลิ แอลกอฮอล์ 1 โมล จะต้องใชพ้ ลังงาน 3,237 กิโลจูล

พันธะเคมี 117

ขอสอบเนน การคิด

จงคํานวณหาพลังงานท่เี ปล่ยี นแปลงไปเนื่องจากการเกิดปฏิกิริยา ดังน้ี
H2(g) + F2(g) 2HF(g)
(กําหนดพลังงานพันธะให ดงั นี้ H H = 436 kJ/mol F F = 159 kJ/mol และ H F = 565
kJ/mol)
1. ดูดพลังงาน 30 kJ 2. คายพลงั งาน 30 kJ 3. ดดู พลงั งาน 535 kJ
4. คายพลงั งาน 535 kJ 5. คายพลังงาน 1,160 kJ

(วิเคราะหค าํ ตอบ พลังงานทีใ่ ชใ นการสลายพนั ธะ (ดดู พลงั งาน) มดี งั นี้ T129
H H 1 โมล คิดเปนพลงั งาน 436 kJ
F F 1 โมล คดิ เปนพลังงาน 159 kJ
รวมคิดเปนพลงั งาน 595 kJ
พลังงานท่ีใชใ นการสรางพันธะ (คายพลังงาน) มดี ังน้ี
H F 2 โมล คดิ เปนพลังงาน 2 × 565 kJ = 1,130 kJ
ปฏกิ ริ ิยานี้เปน ปฏิกิรยิ าคายพลังงาน = 1,130 - 595 = 535 kJ

ดังน้ัน ตอบขอ 4.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน 2) การค�านวณเก่ียวกับพลังงานในปฏิกิริยาเคมี จากหัวข้อที่ผ่านมา ได้แสดงวิธีการ
ค�านวณพลังงานในการสร้างและการสลายของสารเพียง 1 โครงสร้าง ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการ
สาํ รวจคน้ หา คา� นวณพลงั งานจากสมการเคม ี ในสมการเคมนี นั้ จะประกอบดว้ ยสารตง้ั ตน้ และสารผลติ ภณั ฑ ์ โดยใน
การคา� นวณจะตอ้ งคา� นวณพลงั งานทด่ี ดู เขา้ ไปเพอื่ ใชส้ ลายพนั ธะในสารตง้ั ตน้ ใหเ้ ปน็ อะตอมเดยี่ ว ๆ
1. ครทู บทวนความรเู ดิมโดยแสดงกราฟพลงั งาน และค�านวณพลงั งานทีค่ ายออกมาจากการสร้างพนั ธะในผลิตภัณฑ์ ซง่ึ ผลต่างของพลังงานทัง้ สอง
กับระยะหางระหวางนิวเคลียสของไฮโดรเจน จะเป็นพลังงานการเปลี่ยนแปลงในปฏิกิริยาเคมีน้ัน ๆ โดยในการค�านวณพลังงานท่ีเกี่ยวข้องกับ
แลว สรปุ วา การเกดิ โมเลกลุ ของแกส ไฮโดรเจน ปฏกิ ิริยาเคม ี มีขั้นตอน ดังน้ี
อะตอมของไฮโดรเจนจะเคลื่อนท่ีใกลกันได ข้นั ท ี่ 1 เขียนสมการเคมีของปฏกิ ิริยา พรอ้ มท้งั ดุลสมการ
มากทีส่ ดุ และจะเกิดสมดุลระหวา งแรงดึงดูด ขน้ั ท ่ี 2 สังเกตพันธะท่ีมีในโครงสร้างของสารต้ังตน้ และสารผลติ ภณั ฑ์
กับแรงผลักที่ระยะ 74 pm ถาเขาใกลกัน ขั้นที่ 3 เปรยี บเทียบและหาผลต่างของพลงั งาน ดงั น้ี
มากกวา น้ี แรงผลกั จะเพม่ิ มากขน้ึ และโมเลกลุ ∆H = ผลรวมของพลงั งานดา้ นสารตั้งต้น - ผลรวมของพลังงานดา้ นสารผลิตภณั ฑ์
จะไมเ สถยี ร ระยะ 74 pm จึงเปน ระยะที่สนั้ ถ้า ∆H มคี ่าเปน็ ลบ แสดงว่าปฏกิ ริ ยิ าเคมเี ป็นแบบคายพลงั งาน
ทส่ี ดุ ทน่ี วิ เคลยี สของอะตอมทงั้ สองสรา งพนั ธะ ถ้า ∆H มีค่าเปน็ บวก แสดงวา่ ปฏิกิริยาเคมีเปน็ แบบดดู พลังงาน
กันในโมเลกุล ระยะนี้จึงเรียกวา ความยาว
พันธะ ตัวอยา่ งที่ 3.3

2. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา ในสารประกอบแตล ะชนดิ จขงอคงา� PนวณCหl าเทพ่าลกงั บังา น32ใน8 กkาJร/สmงั oเคl รแาละะหพ ์ ลPงัCงlา5 น1พ ันโมธละข อจงา กC lPCCl3l แเทลา่ะ กCับl 22 4(ก3�า kหJน/mดใoหl)้ พลังงานพนั ธะ
จะมีคาความยาวพันธะระหวางคูอะตอมที่
แตกตางกัน ดังนั้น ความยาวพันธะคูหนึ่ง วธิ ที �า ข้ันที ่ 1 เขยี นสมการเคมีของปฏิกิริยา PCl3 + Cl2 PCl5
จงึ แสดงเปนคาความยาวพันธะเฉล่ีย ขน้ั ท ่ี 2 สังเกตพนั ธะท่ีมีในโครงสร้างของสารในปฏิกริ ยิ าเคมี
สารตั้งตน้ ประกอบดว้ ย P Cl 3 พนั ธะ คดิ เป็นพลังงาน 3 × 328 kJ/mol
3. ครูใหน ักเรยี นเขยี นโครงสรา งลวิ อิสของโอโซน Cl Cl 1 พนั ธะ คิดเปน็ พลงั งาน 243 kJ/mol
แลวรวมกันอภิปรายเก่ียวกับความยาวพันธะ รวมคิดเปน็ พลังงาน 1,227 kJ/mol
ระหวางอะตอมของออกซิเจน เพ่ือนําเขาสู
ความเขาใจเร่ืองโครงสรา งเรโซแนนซ

4. ครูใหน กั เรียนศกึ ษาเรือ่ ง ความยาวพันธะและ
ปรากฏการณเรโซแนนซ จากหนงั สอื เรยี นเคมี
ม.4 เลม 1 หนา 119-121

ผลติ ภัณฑ ์ ประกอบด้วย P Cl 5 พันธะ คิดเป็นพลังงาน 5 × 328 kJ/mol
รวมคดิ เปน็ พลงั งาน 1,640 kJ/mol
ข้นั ท่ี 3 เปรยี บเทยี บและหาผลต่างของพลังงาน
∆H = 1,227 1,640 kJ = -413 kJ
แสดงว่า การสังเคราะห์ PCl5 จะมีการคายพลังงาน 413 กิโลจลู /โมล

118

ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
จงคาํ นวณหาพลังงานทีเ่ ปลย่ี นแปลงในปฏกิ ริ ยิ า 2H2(g) + O2(g) 2H2O(g)
เม่อื มี H2O เกดิ ขน้ึ 3.6 กรมั (กําหนดให พลงั งานพนั ธะของ H H = 436 kJ/mol
O O = 498 kJ/mol และ H O = 467 kJ/mol และมวลโมเลกุลของ H = 1 และ O = 16)
1. 12.4 kJ 2. 24.9 kJ 3. 49.8 kJ 4. 249 kJ 5. 498 kJ

(วิเคราะหคําตอบ H2O มีมวลโมเลกลุ = 2 + 16 = 18
2H2(g) + O2(g) 2H2O(g)
2H H + O = O 4H O
(2 × 436) + 498 4 × 467
1,370 kJ 1,868 kJ
เมอ่ื เกดิ H2O 2× 18g (2 mol) คายพลังงานเทา กบั 1,868 - 1,370 = 498 kJ
เมื่อเกิด H2O 3.6 g คายพลังงานเทา กับ 4928××138.6 = 49.8 kJ

ดังนนั้ ตอบขอ 3.)

T130

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ตวั อย่างที่ 3.4 มีการคายพลังงานออกมา 558 kJ ขน้ั สอน
พลังงานพันธะของ C O เท่ากับ
กจงาครเ�ากนิดวแณกพ๊ส ลCังงOา2น พจัานกธปะขฏอิกงิร ิยCาระหOว ่าใงนแแกก๊ส๊ ส CCOO แ ล(กะแ�าหกน๊ส ดOให2 ้ อธบิ ายความรู้
745 kJ/mol และพลังงานพนั ธะของ O O เทา่ กับ 498 kJ/mol)
1. ครูตั้งคําถามใหนักเรียนรวมกันอภิปรายเร่ือง
วิธที า� ขั้นท่ี 1 เขยี นสมการเคมีของปฏิกริ ยิ า 2CO + O2 2CO2 พลังงานพันธะและความยาวพันธะ เชน
ขั้นท ่ี 2 สงั เกตพนั ธะทม่ี ใี นโครงสรา้ งของสารในปฏกิ ริ ยิ าเคม ี เนอ่ื งจากโจทยใ์ หห้ าพลงั งานพนั ธะ • กําหนดพลังงานพันธะระหวางอะตอมของ
ของ C O ในแก๊ส CO ดังนัน้ จงึ กา� หนดให้พลังงานพนั ธะของ C O คิดเป็นพลงั งาน C กบั C เปน 347 614 และ 839 กโิ ลจูล
Y kJ ตามลําดับ จงระบุชนิดของพันธะและ
สารต้งั ตน้ ประกอบด้วย C O 2 พันธะ คดิ เปน็ พลงั งาน 2 × Y kJ/mol เปรยี บเทยี บความพันธะ
O O 1 พนั ธะ คดิ เปน็ พลังงาน 498 kJ/mol (แนวตอบ พลังงานพันธะ 347 kJ คือ พนั ธะ
รวมคิดเป็นพลังงาน 498 + 2Y kJ/mol เดีย่ ว มีความยาวพันธะมากที่สุด
ผลติ ภณั ฑ์ ประกอบดว้ ย C O 4 พันธะ คดิ เป็นพลังงาน 4 × 745 kJ/mol พลังงานพันธะ 614 kJ คอื พันธะ
รวมคิดเป็นพลังงาน 2,980 kJ/mol คู มคี วามยาวพนั ธะนอ ยกวา พนั ธะเด่ยี ว
พลังงานพนั ธะ 839 kJ คอื พนั ธะ
ขัน้ ที ่ 3 เปรยี บเทียบและหาผลตา่ งของพลงั งาน สาม มีความยาวพนั ธะนอยทสี่ ดุ )
∆H = ผ ลรวมของพลงั งานดา้ นสารตงั้ ตน้ - ผลรวมของพลงั งานดา้ นสารผลติ ภณั ฑ์ • จงเปรยี บเทยี บพลงั งานพนั ธะและความยาว
-558 = 498 + 2Y - 2,980 พันธะระหวางอะตอมของไนโตรเจนใน N2
2Y = 1,924 N2H2 และ N2H4
Y = 962 (แนวตอบ พลงั งานพนั ธะระหวา งอะตอมของ
แสดงว่า พลังงานพนั ธะของ C O ในแกส๊ CO มคี ่าเทา่ กับ 962 กิโลจลู /โมล ไนโตรเจนของ N2 > N2H2 > N2H4
ความยาวพันธะระหวางอะตอม
2. ความยาวพันธะ คือ ระยะทางระหว่างนิวเคลียสของอะตอมคู่หน่ึงที่สร้างพันธะ ของไนโตรเจนของ N2 < N2H2 < N2H4 )
รโคังเสวีเเอลกนซต1์ ์ต(่อXก-ันr aใyน ทdาiงffปrฏacิบtัตioิกnา)ร หผา่าคนวโาคมรยงาผวลพึกันขธอะงจสะทาร�าหจารืกอกอาารจศคึก�าษนาวหณาไกดา้จรากกระผจลาบยวตกัวขขอองง
รัศมีอะตอมของธาตุที่มาสร้างพันธะกัน เช่น
r1 r2 ความยาวพนั ธะของ HCl เมอื่ รศั มอี ะตอมของ H
มีค่า 0.037 pm ส่วนรัศมอี ะตอมของ Cl มคี า่
0.099 pm ดังนน้ั ตามทฤษฎคี วามยาวพนั ธะ
ของ HCl ควรจะมคี า่ เปน็ 0.037 + 0.099 เทา่ กบั
0.136 pm แต่จากการทดลองจริง พบว่า
r3 > r1 + r2 ความยาวพนั ธะของ HCl มคี า่ เพยี ง 0.127 pm

เท่าน้ัน ซึ่งมีค่าน้อยกว่าค่าตามทฤษฎี ทั้งนี้
ก็เนื่องมาจากการเกิดพันธะโคเวเลนต์นั้นจะมี
ภาพท ่ี 3.48 สารประกอบโคเวเลนต์จะมกี ารซ้อนทับกนั การซ้อนกันของอะตอมที่มาสร้างพันธะกัน
ของอะตอมที่มาสร้างพันธะกนั จึงท�าให้ความยาวพันธะ จงึ ท�าให้ความยาวพันธะมีค่านอ้ ยลงนัน่ เอง
มีคา่ น้อยกวา่ ค่าตามทฤษฎี

พันธะเคมี 119

ขอ สอบเนน การคิด นักเรียนควรรู

จากการทดลอง พบวา พนั ธะระหวาง S กบั O ใน SO2 มี 1 รังสีเอกซ เปนรังสีแมเหล็กไฟฟาที่มีคุณสมบัติเปนท้ังคล่ืนและอนุภาค
ความยาวพันธะและพลังงานพันธะเทากัน เพราะเหตุใดจึงเปน เชน เดยี วกบั รงั สแี กมมา แตม ชี ว งความยาวคลน่ื ตาํ่ กวา รงั สแี กมมา คอื ประมาณ
เชน น้นั 0.1 - 100 องั สตอม (AÅ ํ ) หรอื 0.01 - 10 นาโนเมตร (nm) ถกู คน พบโดยศาสตราจารย
1. S กับ O มกี ารใชอ เิ ล็กตรอนรวมกัน 2 คู เรนิ ตเกน (Wilhelm Conrad Rnö tgen) ขณะทีก่ ําลังศกึ ษารังสแี คโทด แลวพบวา
SพS นั กกธับบั ะรOOะหมมวกีีกาาางรรใใSชชกออ บัเิเิ ลลก็็กOตตเรรปออนนนพรรววันมมธกกะนันัคูแ12ล1122ะพคคันูู ธะเด่ยี ว แผนกรองแสงท่ีทําจากกระดาษและเคลือบดวยสารประกอบแบเรียมแพลทิโน-
2. ไซยาไนด (barium platinocyanide) เรืองแสง ขณะท่ีวางอยูหางหลอดรังสี
แคโทดออกไป 120 เซนติเมตร และขณะเดียวกัน เขายังสังเกตเห็นตัวอักษร
3. “A” ท่เี คลอื บสารแบเรียมแพลทโิ นไซยาไนด ทอี่ ยูหางออกไปประมาณ 20 ฟุต
4. กเ็ กดิ การเรอื งแสงขึ้นเชน กนั ท้ังทไ่ี มไดอ ยูใ นระยะของหลอดรังสแี คโทด เขาจึง
ตั้งขอสังเกตวา จะตอ งมรี ังสีชนดิ หนงึ่ ท่มี องไมเห็น และมอี าํ นาจทะลุทะลวงสงู
5. สามารถเขียนสูตรโครงสรางแบบจุดเพียงโครงสรางเดียว สามารถผานออกจากหลอดรังสีแคโทดไปกระทบแผนเรืองรังสี ซึ่งในครั้งแรก
ก็สามารถแทนสมบัตขิ อง SO2 ได ที่พบน้ัน ไมท ราบวาคือรงั สีอะไร จึงเรยี กรังสีน้วี า รังสีเอกซ

(วเิ คราะหคาํ ตอบ พนั ธะระหวา ง S กบั O มีการใชอ เิ ล็กตรอน T131
รวมกันทั้งหมด 3 คู จากการทดลอง พบวา มีความยาวพันธะ
แอละตะพอมลจงั งะามนกี พานัรใธชะอ เทเิ ลา ็กกตันรแอสนดรวงมวากันพัน1ธ21ะรคะู หดวงั านงัน้ Sตกอบั บOขอแ2ต.ล) ะ

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สรปุ เชน่ เดยี วกบั พลงั งานพนั ธะ ในสารประกอบตา่ งชนดิ กนั แตม่ พี นั ธะชนดิ เดยี วกนั ความยาว
พนั ธะอาจมคี า่ แตกตา่ งกนั หรอื ในสารประกอบชนดิ เดยี วกนั และมพี นั ธะชนดิ เดยี ว อาจมคี วามยาว
ขยายความเขา้ ใจ พนั ธะแตกตา่ งกนั ไดเ้ ชน่ กนั แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ความยาวพนั ธะเหลา่ นน้ั มกั มคี า่ ใกลเ้ คยี งกนั ดงั นน้ั
การบอกความยาวพนั ธะจงึ นยิ มใช้เป็นคา่ ความยาวพันธะเฉล่ีย (average bond lengths)
1. ครใู หนักเรียนแบงกลมุ กลุมละ 3 คน สืบคน ข้อสังเกตเกีย่ วกับความยาวพนั ธะมี ดังนี ้
ขอ มลู เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั ปรากฏการณเ รโซแนนซ 1) ความยาวพนั ธะ มหี นว่ ยเป็น พิโกเมตร (pm = 10-12 m)
จากแหลงขอมูลตางๆ จากนั้นรวบรวม 2) ความยาวพนั ธะจะมีคา่ มากหรอื น้อยข้นึ อยู่กบั ชนิดของพันธะและพลังงานพนั ธะ
สารประกอบโคเวเลนตที่เกิดปรากฏการณ 3) ในการเปรียบเทียบความยาวพันธะท่ีเกิดจากคู่ของอะตอมชนิดเดียวกัน จะมีล�าดับ
เรโซแนนซไ ด เขียนลงในกระดาษ A4 แลวนํา ความยาวพนั ธะ ดงั น ้ี พันธะเด่ียว > พันธะค ู่ > พนั ธะสาม
ไปแปะที่บอรดหนาหองเรียน เพ่ือใหนักเรียน 4) ในพันธะท่ีเกิดจากคู่ของอะตอมชนิดเดียวกัน ความยาวพันธะจะแปรผกผันกับ
กลุม อ่นื ไดศกึ ษา พลงั งานพันธะ

2. ครูใหนักเรยี นทําใบงาน เรื่อง พลังงานพนั ธะ ความสมั พนั ธร ะหวา งความแขง็ แรง พลงั งาน ความยาว และความเสถยี รของพนั ธะ
และความยาวพนั ธะ
ค วามแขง็ แรงของพนั ธะ : พนั ธะสาม > พันธะค่ ู > พนั ธะเดย่ี ว
3. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี พลงั งานของพนั ธะ : พันธะสาม > พนั ธะค่ ู > พันธะเดย่ี ว
ม.4 เลม 1 ค วามยาวของพนั ธะ : พนั ธะเด่ียว > พันธะค ู่ > พนั ธะสาม
ค วามเสถียรของพันธะ : พันธะเดี่ยว > พนั ธะคู ่ > พนั ธะสาม
ขน้ั ประเมนิ
ปรากฏการณ์เรโซแนนซ ์ เป็นปรากฏการณ์ที่สารประกอบหรือไอออนของสารประกอบ
ตรวจสอบผล โคเวเลนตส์ ามารถเขยี นสตู รโครงสรา้ งไดม้ ากกวา่ 1 แบบ โดยปรากฏการณเ์ รโซแนนซน์ น้ั เกดิ จากการ
ทอ่ี เิ ลก็ ตรอนครู่ ว่ มพนั ธะคหู่ นง่ึ หรอื ประจสุ ามารถเคลอ่ื นทไี่ ปมาในโมเลกลุ ไดอ้ ยา่ งอสิ ระ มกั เกดิ กบั
1. ครูประเมินผลโดยการสังเกตการตอบคําถาม โครงสร้างทม่ี พี นั ธะคูอ่ ยตู่ ิดกับพนั ธะเดยี่ ว ตัวอย่างเชน่
และการรว มกนั ทําผลงาน SO2 ในโมเลกุลประกอบดว้ ย S ทีเ่ ป็นอะตอมกลาง และมี O สร้างพันธะคกู่ บั S 1 คู่
และ O สรา้ งโคออดิเนตโคเวเลนตก์ บั S อกี 1 ค ู่ ซึ่งการเกดิ พันธะระหวา่ ง S กับ O ทงั้ 2 ตวั นี้
2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงาน เร่ือง อาจเกิดสลบั ซา้ ยขวาได ้ กล่าวคอื O ดา้ นซ้ายอาจเกิดพันธะค่ ู ส่วน O ดา้ นขวาอาจเกิดพันธะ
พลงั งานพันธะและความยาวพนั ธะ โคออดิเนตโคเวเลนต์ หรือ O ด้านซ้ายอาจเกิดพันธะโคออดิเนตโคเวเลนต์ ส่วน O ด้านขวา
อาจเกดิ พันธะค ู่ ซง่ึ การสลับซ้ายขวาของพันธะนเ้ี องท�าให้เกิดปรากฏการณเ์ รโซแนนซ์ข้ึน
3. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝก หดั
4. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงานท่ีนักเรียนได

สรา งขึ้นจากขั้นขยายความเขาใจ

S S
OO OO

SO2
ภาพท่ี 3.49
120

เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด

ครอู าจใหความรูเ พิม่ เติมแกนกั เรียนวา ฟลุ เลอรีน (fullerene) เปน รูปหน่งึ พนั ธะในขอ ใดมพี ลงั งานของพนั ธะสงู ท่สี ดุ
ของธาตคุ ารบอนทีม่ ีโครงสรา งเรโซแนนซ ถกู คน พบในปลายป พ.ศ. 2528 โดย 1. C S 2. C F
โครงสรางของฟุลเลอรนี มีหลายแบบ แตท ี่มคี วามเสถียรทส่ี ุด คือ บักมนิ สเตอร 3. C Cl 4. C O
ฟลุ เลอรนี (buckminsterfullerene ) หรอื เรยี กงา ยๆ วา บกั กบี้ อลล (buckyball) 5. C H
ซงึ่ มีพันธะระหวา งคารบ อนอะตอมตอเนือ่ งกนั คลายรอยตะเข็บบนลกู ฟุตบอล
(วเิ คราะหค ําตอบ ขนาดของอะตอมเรยี งลาํ ดบั ได ดงั น้ี F < H <
O < Cl < S อะตอมทม่ี ขี นาดเล็กกวา เมอ่ื เกิดพนั ธะกับ C จะมี
ความยาวพันธะสนั้ กวา หรอื มีพลังงานของพนั ธะมากกวา ดังนน้ั
คา พลังงานของพนั ธะจงึ เรยี งลาํ ดับได ดังนี้ C F > C H >
C O > C Cl > C S ดังน้นั ตอบขอ 2.)

T132

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

จากการวิเคราะห์ พบว่า พันธะทเ่ี กดิ เรโซแนนซจ์ ะมคี วามเหมอื นกัน เท่าเทียมกนั และ ขนั้ นาํ
ไม่แตกตา่ งกนั ดังนั้น พันธะทเ่ี กดิ จากปรากฏการณเ์ รโซแนนซ์จึงไมจ่ ัดเปน็ พันธะเดยี่ ว พันธะคู่
หรือพนั ธะสาม แตอ่ าจจดั เป็นอนั ดับของพันธะ 32 หรอื 34 (ซง่ึ เปน็ พนั ธะท่อี ยรู่ ะหวา่ งพันธะเด่ยี ว กระตนุ้ ความสนใจ
กับพนั ธะคู่) ซ่งึ การค�านวณอนั ดับของพันธะในสารประกอบทีม่ เี รโซแนนซ ์ ทา� ได้โดยใชส้ ูตร ดงั นี้
1. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี น
อนั ดับของพันธะ = จ�านวนจอา�ะนตวอนมพทันีส่ รธา้ะงพนั ธะ ดังน้ี
• นักเรียนคิดวาโมเลกุลโคเวเลนตแตละชนิด
เ กิดขน้ึ ได ้ ต2วั พอยนั า่ธงะเ ชด่นัง นใั้นน โอมนั เลดกับุลขขอองงพ นัSธOะ2จ งึมมอี ีคะ่าตเอปม็นท 32ส่ี รเา้ ปงน็พตนั ้นธะกัน 3 อะตอม และมพี ันธะที่ จะมีรปู รางเหมอื นกันหรือไม อยา งไร
การเขียนสูตรสารประกอบท่ีเกิดปรากฏการณ์เรโซแนนซ์นั้น บริเวณพันธะที่มีการเกิด (แนวตอบ : พิจารณาคําตอบของนักเรียน
โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
เรโซแนนซ ์ นยิ มเขยี นแทนด้วยสญั ลกั ษณ์ ตัวอยา่ งเชน่ แนวตอบ คอื ไมเ หมอื นกนั เนอื่ งจากการจดั
เรียงอะตอมตางๆ ในโมเลกุลโคเวเลนต
แตละชนิดจะมีลักษณะและตําแหนงท่ี
แนนอน ทําใหโมเลกุลโคเวเลนตมีรูปราง
แตกตา งกันออกไป)

O 2- O-
OC O ONO

คาร์บอเนตไอออน (CO32-) ไนเตรตไอออน (NO3-)
ภาพที่ 3.50 ภาพท่ี 3.51

1.8 รปู รา่ งของโมเลกลุ โคเวเลนต์

การจัดเรียงอะตอมต่าง ๆ ในโมเลกุลโคเวเลนต์แต่ละชนิดจะมีลักษณะและต�าแหน่งท่ี
แน่นอน ท�าให้โมเลกุลโคเวเลนต์มรี ปู ร่างทแี่ ตกตา่ งกันออกไป ซ่งึ จะมีความสัมพนั ธ์กบั สมบัติของ
สารประกอบ ดังนน้ั การศึกษารูปรา่ งของโมเลกุลโคเวเลนตก์ เ็ พ่ือใชใ้ นการอธบิ ายสมบตั ขิ องสาร
โคเวเลนตน์ น่ั เอง เชน่ เอทานอลและเมทอกซมี เี ทนเปน็ สารประกอบทมี่ สี ตู รโมเลกลุ เหมอื นกนั คอื
C2H6O แตม่ สี ตู รโครงสรา้ งหรอื รปู รา่ งโมเลกลุ แตกตา่ งกนั จงึ ทา� ใหส้ ารทงั้ สองมสี มบตั แิ ตกตา่ งกนั
โดยเอทานอลจะเปน็ ของเหลว ใส ไมม่ สี ี ละลายนา้� ได้ มจี ุดหลอมเหลว -117 องศาเซลเซยี ส และ
จดุ เดอื ด 78.5 องศาเซลเซยี ส สว่ นเมทอกซมี เี ทนจะเปน็ แกส๊ ไมม่ สี ี ไมล่ ะลายนา้� มจี ดุ หลอมเหลว
-138.5 องศาเซลเซียส และจดุ เดือด -23 องศาเซลเซยี ส เป็นต้น

พันธะเคมี 121

ขอ สอบเนน การคิด

โมเลกลุ ในขอ ใดมีรูปรางเปนทรงสหี่ นา 3. NO3- 4. XeF4 5. CCl4
1. SF4 2. NH3

(วิเคราะหคาํ ตอบ FF S FF NH3 มีรปู รา งเปนพีระมดิ ฐานสามเหลย่ี ม ดงั นี้ H N H
SF4 มรี ปู รา งเปน ทรงสี่หนาบดิ เบยี้ ว ดังนี้ H
-
O F F
NO3- มรี ปู รางเปน สามเหลี่ยมแบนราบ ดงั นี้ O N O XeF4 มีรปู รา งเปน สเี่ หลีย่ มแบนราบ ดงั นี้ F Xe F

Cl
CCl4 มีรปู รา งเปน ทรงสห่ี นา ดังนี้ C
Cl Cl Cl

ดงั นัน้ ตอบขอ 5.)

T133

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ นาํ HH HH

กระตนุ้ ความสนใจ HC COH HC O CH
HH HH
• นักเรียนคิดวารูปรางของโมเลกุลโคเวเลนต
ขึ้นอยกู ับปจจัยใดบาง เอทานอล เมทอกซีมเี ทน
(แนวตอบ : พิจารณาคําตอบของนักเรียน ภาพท ่ี 3.52 ภาพท ี่ 3.53
โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน โดยมี
แนวตอบ คอื ความยาวพนั ธะ และมมุ พนั ธะ การบอกรปู ร่างของโมเลกลุ โคเวเลนต์ต้องอาศยั ปจั จัยท่ีส�าคญั 2 ปัจจัย ดังน้ ี
ซึ่ ง เ กิ ด จ า ก แ ร ง ผ ลั ก ข อ ง อิ เ ล็ ก ต ร อ น คู  1. ความยาวพันธะ (bond length) คือ ระยะทางระหว่างนิวเคลียสของอะตอมคู่ที่สร้าง
โดดเดี่ยว) พนั ธะโคเวเลนต์ระหวา่ งกัน
2. มุมพันธะ (bond angle) คือ มุมท่ีเกิดข้ึนเมื่ออะตอม 2 อะตอม มาสร้างพันธะกับ
อะตอมกลาง โดยมุมระหวา่ งพนั ธะจะกว้างหรอื แคบน้นั ขนึ้ อยกู่ ับแรงผลกั ระหว่างอิเลก็ ตรอนท่ีอยู่
รอบ ๆ อะตอมกลาง ซง่ึ มมุ ระหวา่ งพนั ธะจะตอ้ งเปน็ มมุ ทท่ี า� ใหโ้ มเลกลุ นน้ั เสถยี รหรอื มพี ลงั งานตา�่
หรือมีแรงผลักของอเิ ล็กตรอนระหวา่ งอะตอมน้อยที่สดุ เรยี กทฤษฎีนว้ี ่า แบบจา� ลองแรงผลักของ
คู่อเิ ล็กตรอนช้นั นอกสุด (Valence-shell electron-pair repulsion model, VSEPR)

การท�านายรูปรา่ งของโมเลกุลโคเวเลนต์สามารถท�าได้ ดงั น้ี
1. เลอื กอะตอมกลาง ซงึ่ เป็นอะตอมท่ีสรา้ งพันธะมากท่สี ุด
2. นับจ�านวนพนั ธะทอ่ี ะตอมกลางสร้างได้
3. นบั จ�านวนอิเลก็ ตรอนคโู่ ดดเดี่ยวทอ่ี ยลู่ ้อมรอบอะตอมกลางนนั้
4. แรงจากอเิ ลก็ ตรอนทสี่ รา้ งพนั ธะและไมไ่ ดส้ รา้ งพนั ธะ จะทา� ใหโ้ มเลกลุ มรี ปู รา่ งแบบตา่ ง ๆ
โดยรปู รา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์จะแบง่ ออกเปน็ 2 กล่มุ ตามการมีหรอื ไมม่ ีอเิ ล็กตรอนคู่โดดเดย่ี วท่ี
อะตอมกลาง ดังนี้

1. กลมุ่ ทไ่ี มม่ อี เิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดยี่ วทอี่ ะตอมกลาง เพอื่ ใหง้ า่ ยตอ่ การพจิ ารณารปู รา่ ง

จงึ จะพจิ ารณาสารประกอบทม่ี ธี าตเุ ปน็ องคป์ ระกอบเพยี ง 2 ชนดิ โดยสมมตใิ ห ้ A เปน็ อะตอมกลาง
และ X เป็นอะตอมทอี่ ยลู่ ้อมรอบ โดยท่วั ไปสตู รโมเลกุลของสารประกอบจะเปน็ AXn โดยท ่ี n
เป็นจ�านวนอะตอมที่อย่ลู ้อมรอบอะตอมกลาง และ n มีคา่ ต้ังแต ่ 2 ถงึ 6

จะเหน็ วา่ รปู รา่ งของสารประกอบโคเวเลนตก์ ลมุ่ ทไ่ี มม่ อี เิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดย่ี วทอี่ ะตอมกลาง
ทีเ่ ปน็ ไปได้จะมอี ย ู่ 5 แบบ คอื AX2 AX3 AX4 AX5 และ AX6 ซึ่งสารประกอบเหลา่ น้ี
จะพยายามจัดตัวให้เกิดแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนภายในโมเลกุลน้อยที่สุด จึงท�าให้เกิดรูปร่าง

ได้ 5 ลกั ษณะ ดังตารางที่ 3.5

122

ขอ สอบเนน การคิด 5. BeCl2

โมเลกุลในขอใดมรี ูปรา งเปนมุมงอ
1. I3- 2. BF3 3. H2S 4. HgBr2
(วเิ คราะหค าํ ตอบ I3- มีรปู รา งเปน เสนตรง ดงั นี้ I I I -
F
BF3 มรี ูปรางเปนสามเหลี่ยมแบนราบ ดงั น้ี F B F
H2S มรี ปู รา งเปนมุมงอ ดงั น้ี H S H

HgBr2 มีรูปรา งเปน เสนตรง ดังน้ี Br Hg Br
BeCl2 มีรูปรางเปนเสน ตรง ดงั น้ี Cl Be Cl
ดังนน้ั ตอบขอ 3.)

T134

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ตารางที่ 3.5 : รปู รา่ งของโมเลกลุ โคเวเลนตก์ ลมุ่ ทไ่ี มม่ อี เิ ล็กตรอนคูโ่ ดดเดย่ี วที่อะตอมกลาง ขนั้ สอน

สตู รโมเลกลุ จา� นวนคู่ รูปรา่ งของโมเลกุล ชื่อรปู รา่ ง ตัวอยา่ ง สาํ รวจคน้ หา
อิเลก็ ตรอน ของโมเลกุล HBgeCCll22
BBCFl33 1. ครูทบทวนเรื่อง ความยาวพันธะของสาร
AX2 2 180 � หรือ เส้นตรง ประกอบโคเวเลนต
สามเหลย่ี ม CCCHl44
XAX แบนราบ 2. ครใู หน ักเรียนแบงกลุม กลุม ละ 4 คน แลวทาํ
กิจกรรมในใบงาน เรื่อง รูปรางของโมเลกุล
AX3 3 X ทรงส่ีหนา้ โคเวเลนต พรอ มบันทึกผลลงในใบงาน
A 120 �
XX หรอื 3. ครูสุม ตัวแทนนกั เรียน 2 กลุม ออกมาสรปุ ผล
จากการทาํ กจิ กรรมหนา ชน้ั เรยี น หากมกี ลมุ ใด
X ไดผลท่ีแตกตางออกไป ใหนักเรียนทุกกลุม
AX4 4 109.5 � หรอื รวมกันอภิปรายจนไดผ ลทตี่ รงกนั
A XX
X 4. ครูใหนักเรียนศึกษาเรื่อง รูปรางของโมเลกุล
X โคเวเลนต จากหนังสือเรียนเคมี ม.4 เลม 1
X 90 � A พรี ะมดิ คู่ หนา 121-128 หรือจาก PPT
AX5 5 XX1929000 ��� XAXX XX 120 � หรอื ฐานสามเหล่ยี ม PCl5
XX 90 � หรอื
AX6 6 ทรงแปดหนา้ SF6

หมายเหตุ : หมายถึง พันธะทีอ่ ย่บู นระนาบกระดาษ
หมายถึง พันธะที่พุ่งไปข้างหลังระนาบกระดาษ
หมายถงึ พันธะทพ่ี ุ่งออกจากระนาบกระดาษ

( จะเป็นพัน1ธ)ะ ชกนรณิดใ ี ดAกX็ได2 ้)โ มแเลละกไุลมท่ม่ีมีอสี ิเตูลร็กทต่วัรไอปนเคปู่โน็ ด ดAเดXี่ย2 วหทรี่ออื ะโตมอเมลกกุลลทาง่อี ะเตพอื่อมใกหล้มาีแงรมง ี ผ2ล ักพขันอธงะ
อิเลก็ ตรอนในโมเลกลุ น้อยทส่ี ุด โมเลกลุ เหล่าน้ีจะมีรปู รา่ งเป็น เส้นตรง (linear) ทีม่ ีมุมพนั ธะเป็น
1 80 องศา เช่นพ จิ าBรeณCาl2โ ม HเลgกCลุ l 2B eHCgl22C จl2ะ ม Hโี คgร2งBสrร2 า้ งCแOบ2บ จCุดSแ2ล ะNแบ2Oบ เ สH้นC Nดงั Aนี้g(NH3)2+ เป็นต้น

Cl Be Cl Cl Be Cl

ภาพที ่ 3.54 180 �

หน้าที่เป็น อะตใอนมโคกรลงาสงร ้าซงจึ่งะมเีเหวน็เลวนา่ ซB์อeิเ ลใ็กนตโมรอเลนกทลุ ั้ง หBมeดC l22 ทค�าู ่ Cl Be Cl
และทั้ง 2 ค่ ู เป็นอเิ ล็กตรอนคู่ร่วมพนั ธะ เพ่อื ให้มแี รงผลกั ของ
อิเล็กตรอนในโมเลกลุ นอ้ ยทสี่ ุด อเิ ล็กตรอนทงั้ 2 คจู่ ะถกู ผลกั ให้ BeCl2
อยู่ห่างกนั มากท่ีสุด จึงทา� ให้โมเลกลุ มรี ปู รา่ งเป็นเส้นตรงท่มี ีมุม
พนั ธะเป็น 180 องศา ดังรูป ภาพท่ี 3.55

พันธะเคมี 123

ขอสอบเนน การคดิ

สารคูใดมีรูปรา งเปนเสนตรงทงั้ คู 5. CO32- และ ClO4-
1. CH4 และ SO3 2. HCN และ BF3 3. XeF2 และ CO2 4. COCl2 และ CS2
O
(วเิ คราะหคําตอบ H
ขอ 1. CH4 มีรูปรางเปนทรงส่หี นา ดังน้ี C SO3 มรี ูปรา งเปนสามเหล่ียมแบนราบ ดังนี้ S
H H H O F O

ขอ 2. HCN มรี ปู รางเปน เสน ตรง ดงั นี้ H C N BF3 มีรูปรา งเปน สามเหล่ียมแบนราบ ดังนี้ OF B F
ขอ 3. XeF2 มรี ปู รา งเปน เสน ตรง ดังน้ี F Xe F CO2 มรี ูปรางเปน เสนตรง ดงั น้ี O C
O
ขอ 4. COCl2 มีรูปรา งเปนสามเหล่ียมแบนราบ ดงั น้ี Cl C CS2 มีรปู รา งเปน เสน ตรง ดงั นี้ S CS
O Cl 2- O
-
ขอ 5. CO32- มีรปู รางเปนสามเหลยี่ มแบนราบ ดังนี้ O C O
ดังนัน้ ตอบขอ 3.) ClO4- มรี ูปรา งเปน ทรงสี่หนา ดงั น้ี O Cl O
O
T135

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน 2) กรณ ี AX3 โมเลกลุ ท่ีมสี ตู รท่วั ไปเป็น AX3 หรือโมเลกลุ ท่ีอะตอมกลางมี 3 พันธะ
(จะเป็นพันธะชนิดใดก็ได้) และไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวท่ีอะตอมกลาง เพ่ือให้มีแรงผลักของ
อธบิ ายความรู้ อเิ ลก็ ตรอนในโมเลกลุ นอ้ ยทสี่ ดุ โมเลกลุ เหลา่ นจ้ี ะมรี ปู รา่ งเปน็ สามเหลย่ี มแบนราบ (trigonal planar)
ที่มีมุมพนั ธะเปน็ 120 องศา เชน่ BF3 BCl3 NO3- CO32- SO3 GaI3 HCHO COCl2
1. ครูต้ังคําถามใหนักเรียนรวมกันอภิปรายเร่ือง เป็นตน้
รูปรางของโมเลกุลโคเวเลนต เชน พิจารณาโมเลกุล BCl3 จะมีโครงสรา้ งแบบจุดและแบบเส้น ดังน้ี
• จงระบรุ ูปรา งของโมเลกุลโคเวเลนตต อ ไปน้ี
CO2 NO3- OF2 ClO4- PCl3 และ BrF5 Cl Cl
(แนวตอบ CO2 = เสน ตรง Cl B Cl Cl B Cl
NO3- = สามเหล่ียมแบนราบ
OF2 = มุมงอ ภาพท ่ี 3.56
ClO4- = ทรงส่ีหนา
PCl3 = พีระมิดฐานสามเหลยี่ ม ในโครงสรา้ งจะเหน็ วา่ B ในโมเลกลุ BCl3 ทา� หนา้ ที่ Cl
BrF3 = ตวั ท)ี เป็นอะตอมกลาง ซึ่งมีเวเลนซ์อเิ ล็กตรอนทง้ั หมด 3 ค่ ู และท้ัง

3 ค ู่ เปน็ อเิ ลก็ ตรอนครู่ ว่ มพนั ธะ เพอ่ื ใหม้ แี รงผลกั ของอเิ ลก็ ตรอน B

ในโมเลกลุ น้อยที่สุด อเิ ลก็ ตรอนทัง้ 3 คจู่ ะถูกผลักใหอ้ ยูห่ ่างกัน Cl 120 � Cl
มากทสี่ ดุ จึงท�าใหโ้ มเลกุลมีรูปรา่ งเป็นสามเหลี่ยมแบนราบ ท่ีมี
มุมพันธะเปน็ 120 องศา ดงั รูป BCl3

ภาพท่ี 3.57
( จะเป็น พัน3ธ) ะกชรนณิด ี ใAดกX็ไ4ด โ้)ม เแลกลุละไทม่ีม่มสี ีอูติเรลท็กว่ั ตไปรอเปน็นค ู่โAดXด4เ ดหี่ยรวือทโ่ีอมะเลตกอลุมทก่ีอละาตงอ มเพกลื่อาใงหม้ม ี ีแ4ร งพผันลธักะ
ของอิเล็กตรอนในโมเลกุลน้อยที่สุด โมเลกุลเหล่านี้จะมีรูปร่างเป็น ทรงส่ีหน้า (tetrahedral)
M แทบ่ีมnบมีOจุม4-ุด พ แนัCลธr ะOะแเ42บปพใ-นบ็น จิ โเ าคZส1รรน้nณ0ง( 9สาNด.โร5Hมังา้ นเง3อล)จ้ี ก4+งะ ศลุเเห าปCน็ ็นHเวชต4า่ น่้นจ Cะ ม ในCโี คโHรมง4เส ล รกาC้ ลุงCl4 BH4- H PHHCH4+ AHsO43- ClOH4- HCHPO43H- SO42-
CH4 ท�าหน้าท่ีเป็นอะตอมกลาง ซ่ึงมีเวเลนซ์ ภาพท่ี 3.58

อเิ ลก็ ตรอนทง้ั หมด 4 ค ู่และทงั้ 4 ค ู่เปน็ อเิ ลก็ ตรอน H H
ครู่ ่วมพนั ธะ เพอ่ื ให้มแี รงผลกั ของอเิ ลก็ ตรอนใน CH109.5H �
โมเลกลุ นอ้ ยท่สี ุด อเิ ลก็ ตรอนทั้ง 4 คูจ่ ะถูกผลกั C 109.5 � หรือ H
ให้อย่หู ่างกนั มากทีส่ ดุ จึงทา� ใหโ้ มเลกลุ มีรูปรา่ ง
เปน็ ทรงส่ีหน้า ท่มี ีมุมพันธะเป็น 109.5 องศา H HH
ดงั รปู
CCHH44

ภาพที ่ 3.59

124

ขอ สอบเนน การคิด

โมเลกลุ โคเวเลนตในขอ ใดมรี ูปรางโมเลกลุ เหมอื น CH4
1. SO42- 2. AsF5 3. XeF4 4. HCOH 5. XeO2F2

(วเิ คราะหคาํ ตอบ H O 2-

CH4 มรี ปู รางเปนทรงสีห่ นา ดงั น้ี H C H SO42- มรี ปู รา งเปน ทรงส่หี นา ดงั นี้ O S O
H O
F F F
AsF5 มรี ปู รา งเปน พรี ะมิดคฐู านสามเหลย่ี ม ดังนี้ F As F XeF4 มีรูปรางเปนสเี่ หล่ียมแบนราบ ดังน้ี F Xe F
F F
O
HCOH มรี ูปรางเปนสามเหล่ยี มแบนราบ ดงั นี้ H C H XeO2F2 มีรปู รางเปน ทรงส่ีหนา บดิ เบย้ี ว ดงั น้ี FO Xe OF

ดงั นัน้ ตอบขอ 1.)

T136

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน

อธบิ ายความรู้

( จะเป็น พัน4ธ)ะ ชกนรณิดใ ี ดAกX็ได5 ้)โ มแเลละกไลุ มท่ม่ีมีอีสิเูตลร็กทต่ัวรไอปนเคปู่โน็ ด ดAเดXี่ย5 วหทร่ีออื ะโตมอเมลกกุลลทางอ่ี ะเตพอื่อมใกหล้มาีแงรมงี ผ5ล ักพขันอธงะ • จงยกตัวอยางโมเลกุลโคเวเลนตท่ีมีรูปราง
อิเล็กตรอนในโมเลกลุ น้อยท่ีสุด โมเลกลุ เหล่านี้จะมีรูปร่างเปน็ พรี ะมดิ ค่ฐู านสามเหล่ียม (trigonal ตอไปน้ี เสนตรง สามเหลี่ยมแบนราบ ทรง
b ipyram id al) พทจิ มี่ าีมรณมุ พาโันมธเละเกปลุ น็ P1C2l05 จแะลมะีโ ค9ร0ง อสรง้าศงาแ เบชบ่นจ ุด PแCลlะ5แ บ AบsเFส5น้ ดMังoนCี้ l5 เปน็ ต้น สหี่ นา พรี ะมดิ คฐู านสามเหลย่ี ม ทรงแปดหนา
มุมงอ พีระมิดฐานสามเหลี่ยม ทรงส่ีหนา
บดิ เบย้ี วหรอื มา กระดก พรี ะมดิ ฐานสเ่ี หลยี่ ม
Cl Cl ตวั ที และสีเ่ หล่ียมแบนราบ
Cl P Cl Cl P Cl (แนวตอบ เสนตรง เชน HCN BeH2 C2H2
เปนตน
Cl Cl Cl Cl

ภาพที่ 3.60 Cl สามเหลี่ยมแบนราบ เชน BF3
Cl P
เปน็ อะต อม กลใานงโ คซรง่ึงมสรีเวา้ เงลจนะเซหอ์ น็ ิเวลา่็ก ตP รใอนนโมทเั้งลหกมลุ ด P C5l 5ค ท ู่ า�แหลนะทา้ ทั้ง่ี 90 � CO32- SO3 เปน ตน เชน SiCl4 SO42- PO43-
5 ค ู่ เปน็ อเิ ลก็ ตรอนครู่ ว่ มพนั ธะ เพอื่ ใหม้ แี รงผลกั ของอเิ ลก็ ตรอน Cl ทรงส่ีหนา
ในโมเลกลุ นอ้ ยทีส่ ดุ อเิ ลก็ ตรอนทงั้ 5 คจู่ ะถกู ผลักให้อยหู่ า่ งกัน Cl 120 � Cl เปนตน

มากที่สุด จงึ ทา� ใหโ้ มเลกลุ มีรปู รา่ งเปน็ พีระมดิ ค่ฐู านสามเหล่ียม PCl5 พีระมิดคูฐานสามเหล่ียม เชน
ทม่ี มี ุมพันธะเป็น 120 และ 90 องศา ดงั รูป SbCl5 AsF5 PF3Cl2 เปนตน
ภาพท ่ี 3.61 ทรงแปดหนา เชน TeF6 SeI6

(จะเป็นพัน5ธ)ะ ชกนรณิดใี ดAกX็ได6 ้)โ มแเลละกไุลมท่มม่ี ีอสี ิเตูลร็กทตั่วรไอปนเคปู่โ็นด ดAเXดี่ย6 วหทรี่อือะโตมอเลมกกลุลทางอี่ ะตเพอ่ือมใกหล้มาีแงมรงี ผ6ล พักขันอธงะ เปน ตน
มมุ งอ เชน SCl2 NO2- เปนตน
อิเล็กตรอนในโมเลกุลน้อยที่สุด โมเลกุลเหล่านี้จะมีรูปร่างเป็น ทรงแปดหน้า (octahedral) ท่ีมี พรี ะมิดฐานสามเหลยี่ ม เชน PBr3
มุมพันธะเปน็ 90 องศา เชน่ SF6 UF6 WF6 Fe(CN)63- Fe(CN)64- เป็นตน้ SOCl2 XeO3 เปน ตน
ม โี ครงสรา้ ง แบพบิจจาุดรแณลาะโแมบเลบกเสุล้น S ดF6ัง นจ้ีะ ทรงส่ีหนาบิดเบี้ยวหรือมากระดก
ในโครงสรา้ งจะเหน็ วา่ S ใน F F F F F F เชน TeCl4 เปน ตน
ซโม่ึงเมลีเกวุลเ ลSนFซ6 ์อทิเา� ลห็กนตา้ รทอ่เี นปทน็ อ้ังหะตมอดม ก6ล าคงู ่ F S F F S F พีระมิดฐานส่ีเหล่ียม เชน BrF5
F F
เปน ตน
ภาพท่ี 3.62

และท้ัง 6 ค ู่ เปน็ อิเลก็ ตรอนครู่ ่วมพนั ธะ F F F F ตัวที เชน BrF3 เปนตน
เพื่อให้มีแรงผลักของอิเล็กตรอนใน F S ส่ีเหลี่ยมแบนราบ เชน XeF4
โมเลกุลน้อยที่สุด อิเล็กตรอนทั้ง 6 คู่ 90 � F S 90 � F เปน ตน )
จะถูกผลักให้อยู่ห่างกันมากท่ีสุด จึง F 90F �
ท�าให้โมเลกุลมีรูปร่างเป็นทรงแปดหน้า F หรอื
ทม่ี ีมมุ พันธะเปน็ 90 องศา ดังรูป
F 90 � F

SF6

ภาพท่ ี 3.63 พันธะเคมี 125

ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
ธาตฟุ ลอู อรนี รวมตวั กบั ธาตใุ นขอ ใดจงึ จะไดโ มเลกลุ เปน ทรงแปดหนา
1. ธาตุ A (เลขอะตอม 10) 2. ธาตุ B (เลขอะตอม 14) ครูอาจใช PowerPoint เร่ือง รูปรางของโมเลกุลโคเวเลนต ประกอบ
3. ธาตุ C (เลขอะตอม 21) 4. ธาตุ D (เลขอะตอม 34) การเรียนการสอน
5. ธาตุ E (เลขอะตอม 41)
T137
(วเิ คราะหคําตอบ ธาตุ D จัดเรียงอิเล็กตรอนเปน 2 8 18 6
จงึ มเี วเลนซอ เิ ลก็ ตรอนเทา กบั 6 สว นฟลอู อรนี มเี วเลนซอ เิ ลก็ ตรอน
เทากับ 7 ฟลูออรีนแตละอะตอมตองการ 1 อิเล็กตรอน ดังนั้น
ธาตุ D จงึ สามารถรวมตวั กบั ฟลอู อรีนไดส งู สดุ 6 อะตอม ไดสาร
DF6 เวเลนซอิเล็กตรอนรอบอะตอมกลางเทากับ 12 คู และเกิด
พนั ธะทง้ั 12 คู (6 พนั ธะ) โมเลกลุ จงึ มรี ปู รา งเปน ทรงแปดหนา ดงั น้ี
F
ดังน้นั ตอบขอ 4.) F D F
F F F

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน 2. กลุ่มที่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวที่อะตอมกลาง ในโมเลกุลโคเวเลนต์บางโมเลกุลที่

สาํ รวจคน้ หา อะตอมกลางยงั มอี เิ ลก็ ตรอนทยี่ งั ไมส่ รา้ งพนั ธะเหลอื อย ู่ เรยี กอเิ ลก็ ตรอนนว้ี า่ อเิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดยี่ ว
(lone pair electron) ซ่ึงตามปกตแิ ล้วอเิ ลก็ ตรอนจะสง่ แรงผลกั ระหว่างกัน โดยเรยี งลา� ดับความ
1. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3 คน แลว ศกึ ษา แรงของแรงผลกั ได ้ ดังนี้
เรอ่ื ง มมุ ระหวา งพนั ธะในโมเลกลุ โคเวเลนต จาก
หนังสือเรียนเคมี ม.4 เลม 1 หนา 128-131 อเิ ล็กตรอนคู่โดดเดย่ี ว อเิ ล็กตรอนค่โู ดดเดีย่ ว อิเล็กตรอนคู่รว่ มพนั ธะ
และใหแ ตล ะกลมุ สง ตวั แทนออกมาอธบิ ายการ กบั > กับ > กบั
เกิดมุมในลักษณะตา งๆ หนา ชั้นเรียน
อเิ ล็กตรอนคโู่ ดดเดย่ี ว อเิ ลก็ ตรอนคูร่ ่วมพันธะ อิเลก็ ตรอนคู่รว่ มพนั ธะ

เพอื่ งา่ ยตอ่ การพจิ ารณารปู รา่ ง จงึ จะพจิ ารณาสารประกอบทม่ี ธี าตเุ ปน็ องคป์ ระกอบเพยี ง
2 ชนิด โดยสมมติให้ A เป็นอะตอมกลาง X เป็นอะตอมทีอ่ ยู่ล้อมรอบ และ E เป็นอิเลก็ ตรอนคู่
โดดเด่ียวที่อะตอมกลาง โดยทั่วไปสูตรโมเลกุลของสารประกอบจะเป็น AXnEm โดยที่ n เป็น
จา� นวนอะตอมทอี่ ยู่ลอ้ มรอบอะตอมกลาง ซ่ึง n มคี ่าตง้ั แต ่ 2 ถงึ 5 และ m เปน็ จ�านวนอิเลก็ ตรอน
คโู่ ดดเด่ียวท่ีเหลืออยู่ทีอ่ ะตอมกลาง
โครงสร้างของสารประกอบโคเวเลนต์ในกลุ่มที่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวที่อะตอมกลางท่ี
สามารถเปน็ ไปได้ มอี ย่ ู 8 ลกั ษณะ ดงั ตารางที ่ 3.6

ตารางท่ี 3.6 : รูปรา่ งของโมเลกลุ โคเวเลนต์กลุม่ ทีม่ อี เิ ล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวท่อี ะตอมกลาง

จา� นวนคู่อเิ ลก็ ตรอน รูปร่างของโมเลกุล ชอ่ื รูปรา่ ง ตัวอยา่ ง
สตู รโมเลกลุ ทสี่ รา้ งพนั ธะ โดดเดี่ยว ของโมเลกุล

AX2E 2 1 A หรอื มมุ งอ SOO32
X <120 � X

AX3E 3 1 A XX หรอื พรี ะมิดฐาน NPHH33
AX4E 4 X <109 � สามเหล่ยี ม

X <9XX0 � <120 � หรอื ทรงสีห่ นา้ XeSOF24F2
บิดเบย้ี ว
1 A หรือมา้ กระดก
X

126

ขอสอบเนน การคดิ

ขอ ใดระบรุ ูปรา งโมเลกลุ ของสารโคเวเลนตไดถ กู ตอ ง
1. O3 มุมงอ 2. SeF2 เสนตรง 3. XeO4 ทรงสีห่ นา บิดเบีย้ ว
4. NF3 สามเหลีย่ มแบนราบ 5. POCl3 พีระมดิ ฐานสามเหลยี่ ม

(วเิ คราะหค ําตอบ SeF2 มีรปู รา งเปน มมุ งอ ดังนี้ F Se F
O3 มีรปู รางเปน มมุ งอ ดงั นี้ O O O
O NF3 มีรปู รางเปน พรี ะมดิ ฐานสามเหลีย่ ม ดงั น้ี N
XeO4 มีรูปรางเปน ทรงสหี่ นา ดังน้ี F
O Xe O F F
O
O

POCl3 มรี ูปรา งเปน ทรงสีห่ นา ดงั น้ี Cl P Cl
Cl

T138 ดังน้นั ตอบขอ 1.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ตารางท่ี 3.6 : รปู รา่ งของโมเลกุลโคเวเลนต์กลุ่มทีม่ ีอเิ ลก็ ตรอนค่โู ดดเด่ยี วท่อี ะตอมกลาง (ตอ่ ) ขน้ั สอน

จา� นวนคูอ่ เิ ลก็ ตรอน รปู ร่างของโมเลกุล ช่ือรปู ร่าง ตวั อยา่ ง อธบิ ายความรู้
สูตรโมเลกลุ ทสี่ รา้ งพนั ธะ โดดเดย่ี ว ของโมเลกลุ
1. ครูตั้งคําถามใหนักเรียนรวมกันอภิปรายเรื่อง
AX5E 5 1 XX 90 � XA XX<90 � หรือ พีระมดิ ฐาน XeIFO5F4 มุมระหวา งพนั ธะในโมเลกลุ โคเวเลนต เชน
สี่เหล่ยี ม • NH3 และ PH3 โมเลกุลโคเวเลนตใ ด มมี ุม
พันธะใหญก วากนั
AX2E2 2 2 X A X<<109 � หรอื มมุ งอ HH22OS (แนวตอบ NH3 มีมุมพันธะใหญกวา PH3
เนอ่ื งจากทงั้ สองโมเลกลุ มรี ปู รา งเปน พรี ะมดิ
ฐานสามเหลยี่ มทม่ี ี 1 อเิ ลก็ ตรอนคโู ดดเดยี่ ว
ทั้งคู แต N มคี าอเิ ล็กโทรเนกาตวิ ติ มี ากกวา
P ดังน้ัน N จึงดึงดูดอิเล็กตรอนเขาใกล
อะตอมกลางไดมากกวา ดังนั้น มุมพันธะ
ของ NH3 > PH3)

AX3E2 3 X< 90 � หรอื ตวั ที ClF3
2 XA

X

AX4E2 4 2 XX A XX 90 � หรอื สีเ่ หล่ยี ม XeF4
แบนราบ

AX2E3 2 X หรือ เสน้ ตรง I3-
3 180 � A XeF2

X

ให้ = A = X = อิเล็กตรอนคูโ่ ดดเดีย่ วที่อะตอมกลาง

พันธะเคมี 127

ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู
ClF3 และ ICl4- มรี ปู รา งโมเลกุลอยางไร ตามลาํ ดับ
1. ตวั ที ทรงสหี่ นา ในการเรียนการสอน เรื่อง รูปรางของโมเลกุลโคเวเลนต เน่อื งจากรปู รา ง
2. ตวั ที ส่เี หลยี่ มแบนราบ ของโมเลกลุ สว นใหญจ ะอยูในรูป 3 มติ ิ ดงั นั้น ครูอาจหาคลิปวดิ ีโอทแี่ สดงรปู
3. สามเหล่ยี มแบนราบ ทรงส่หี นา 3 มติ ิของโมเลกุล มาเปดใหนักเรยี นดู เพ่ือใหนกั เรยี นเห็นภาพของโมเลกลุ จรงิ
4. สามเหล่ียมแบนราบ สีเ่ หลีย่ มแบนราบ ไดงายข้ึน โดยอาจใชค าํ คน ตอ ไปน้ี
5. พีระมดิ ฐานสามเหลยี่ ม ส่เี หลยี่ มแบนราบ
• รปู รา งโมเลกุลโคเวเลนต
(วิเคราะหค าํ ตอบ F Cl F • VSEPR Theory
ClF3 มีรูปรางเปน ตวั ที ดงั น้ี F • VSEPR Models
- • Molecular Geometry
ICl4- มีรปู รางเปนสีเ่ หล่ยี มแบนราบ ดงั น้ี Cl I Cl • Chemistry VSEPR Theory
Cl Cl • Valence Shell Electron Pair Repulsion Theory (VSEPR Theory)

ดังนั้น ตอบขอ 2.) T139

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน จากทกี่ ลา่ วมาขา้ งตน้ เปน็ การพจิ ารณารปู รา่ งของโมเลกลุ ทมี่ อี ะตอมกลางเพยี งอะตอมเดยี ว
แต่ในความจริงแล้วโมเลกุลโคเวเลนต์อาจมีอะตอมกลางได้หลายโมเลกุล ซึ่งแต่ละอะตอมกลาง
อธบิ ายความรู้ กอราดจมแอีรูปซรตี ่าิก1ง ท(C่ีแHตก3CตO่างOกHัน)อ จอะกมไโีปค รขงส้ึนรอ้ายงู่กแับบอบะเสตน้อ มดทงั ี่มนาี้ ล้อมรอบ ตัวอย่างเช่น ในโมเลกุลของ

• โมเลกลุ CS2 H2S และ CO2 มรี ปู รา งโมเลกลุ HO
เหมือนกัน และมุมระหวางพันธะเทากัน H C(1) C(2) O H
หรือไม เพราะเหตุใด
(แนวตอบ CS2 และ CO2 มีรูปรางเปน H
เสน ตรง และมมี มุ ระหวา งพนั ธะเทา กนั คอื
180 ํ เนื่องจากมีอะตอมกลางเปนคารบอน ภาพที ่ 3.64
เหมือนกนั มจี ํานวนอเิ ล็กตรอนครู วมพนั ธะ
เทากัน และไมมีอิเล็กตรอนคูโดดเดี่ยว ถ้าใช้ C (1) เป็นอะตอมกลาง จะได้รูปร่างโมเลกุลเป็นทรงส่ีหน้า ถ้าใช้ C (2) เป็น
เหมอื นกนั สว น H2S มรี ปู รา งเปน มมุ งอ และ อะตอมกลาง จะไดร้ ปู ร่างโมเลกลุ เป็นสามเหล่ยี มแบนราบ แตถ่ า้ ใช้ O เป็นอะตอมกลาง จะได้
มมี มุ ระหวา งพันธะ < 109.5 ํ เนอ่ื งจากผล รูปรา่ งโมเลกลุ เป็นมุมงอ
ของอิเล็กตรอนคูโดดเด่ียว 2 คู ท่ีอยูรอบ
อะตอมกลาง) 1.9 มุมระหวา่ งพนั ธะในโมเลกุลโคเวเลนต์

มุมพันธะ (bond angle) คือ มุมท่ีเกดิ ขึน้ เมือ่ อะตอม 2 อะตอม มาสรา้ งพันธะกับอะตอม
กลาง โดยมมุ พันธะจะมากหรอื นอ้ ยน้นั จะขึ้นอยกู่ ับปัจจัยตา่ ง ๆ ได้แก่ อเิ ล็กตรอนคโู่ ดดเดยี่ วท่ีอยู่
รอบอะตอมกลาง รปู รา่ งของโมเลกลุ จา� นวนพนั ธะทอี่ ยรู่ อบอะตอมกลาง และคา่ อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ติ ี
หลักเกณฑ์ในการพิจารณามมุ พนั ธะในโมเลกุลโคเวเลนต์ทา� ได้ ดงั น้ี

1. โมเลกุลโคเวเลนต์ท่ีอะตอมกลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว มีแต่อิเล็กตรอน
ครู่ ว่ มพนั ธะ ใหพ้ จิ ารณาจากจา� นวนพนั ธะ หากโมเลกลุ ใดมจี า� นวนพนั ธะทอ่ี ยลู่ อ้ มรอบอะตอมกลาง
มาก โมเลกลุ นนั้ จะมีมุมพันธะนอ้ ย ตวั อย่างเชน่ โมเลกลุ BeCl2 มีรูปรา่ งเปน็ เสน้ ตรง Be มีการ
สรา้ งพนั ธะทง้ั หมด 2 พนั ธะกบั อะตอมทอ่ี ยรู่ อบขา้ ง โมเลกลุ BF3 มรี ปู รา่ งเปน็ สามเหลย่ี มแบนราบ
B มกี ารสร้างพนั ธะท้ังหมด 3 พันธะกบั อะตอมท่ีอยูร่ อบข้าง โมเลกุล CH4 มรี ปู รา่ งเปน็ ทรงสห่ี นา้
C มีการสรา้ งพันธะท้ังหมด 4 พันธะกับอะตอมทอ่ี ยู่รอบขา้ ง และโมเลกลุ SF6 มรี ปู ร่างเปน็ ทรง
แปดหนา้ S มีการสรา้ งพนั ธะทัง้ หมด 6 พนั ธะกับอะตอมท่ีอยรู่ อบขา้ ง ดังนั้น จึงเรยี งลา� ดับขนาด
ของมุมพนั ธะจากมากไปน้อยได ้ ดงั น้ี BeCl2 > BF3 > CH4 > SF6

180 � F 120 � 109.5 � H FF 90 � F FF 90 �
90 � S
Cl Be Cl F B F H C HH F

BeCl2 BF3 CH4 SF6

ภาพที่ 3.65 ภาพท ี่ 3.66 ภาพท ่ี 3.67 ภาพท่ี 3.68

128

นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ

1 กรดแอซีติก หรือกรดน้ําสม เปนสารประกอบอินทรียชนิดหน่ึงท่ีนํามาใช จงเรยี งลําดบั มมุ ระหวางพนั ธะในโมเลกลุ โคเวเลนต ตอ ไปนี้
ทํานํา้ สมสายชู (ไมใชพืชตระกลู สม ซงึ่ ใหก รดซิตริก) มรี สเปรยี้ ว และมกี ล่นิ ฉนุ CH4 NH3 SO3 และ H2O จากมากไปนอ ย
กรดแอซีติกแขง็ ตัวที่อณุ หภมู ิตาํ่ กวา 16.7 องศาเซลเซียส มีลักษณะเปน ผลกึ ใส 1. CH4 > SO3 > NH3 > H2O
กรดชนิดน้ีมีฤทธ์ิกัดกรอน ไอของกรดสามารถทําใหเกิดการระคายเคืองตา 2. H2O > NH3 > CH4 > SO3
และจมกู แตห ากนาํ มาละลายในนา้ํ จะมสี มบตั เิ ปน กรดออ น ซงึ่ นาํ มาใชป ระโยชน 3. NH3 > CH4 > SO3 > H2O
ในการกําจัดตะกรนั ในทอนํ้า ในดา นอุตสาหกรรมอาหาร มกี ารนํากรดแอซตี กิ 4. SO3 > CH4 > NH3 > H2O
มาใชเ ปน วตั ถุเจือปนอาหารเพอ่ื ควบคุมความเปนกรด 5. SO3 > NH3 > H2O > CH4

T140 (วเิ คราะหคาํ ตอบ H
O C N HOH
S H H
O O 10H9.5 ํ H H 10H7 ํ 105 ํ
120 ํ

มุมระหวางพันธะในโมเลกุล SO3 > CH4 > NH3 > H2O
ดังนนั้ ตอบขอ 4.)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

90 � Cl CCll 120 � จะเห็นวา่ ในตวั อย่างท่กี ลา่ วมา ไมไ่ ดก้ ลา่ วถงึ โมเลกุลที่มี ขน้ั สรปุ
Cl P รูปร่างเป็นพีระมิดคู่ฐานสามเหลี่ยม ที่เป็นเช่นน้ีก็เน่ืองมาจาก
โมเลกุลท่ีมีรูปร่างเป็นพีระมิดคู่ฐานสามเหลี่ยมจะมีมุมได้หลาย ขยายความเขา้ ใจ
120 � Cl คา่ คอื มมุ พนั ธะทฐ่ี านจะเปน็ 120 องศา และมมุ พนั ธะทตี่ ง้ั ฉาก
PCl5 กบั ฐานจะเป็น 90 องศา 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน สรุป
เรอ่ื ง รูปรางและมุมระหวา งพนั ธะของโมเลกลุ
ภาพท่ ี 3.69 โคเวเลนต ลงในกระดาษ A4 โดยนาํ เสนอใน
รปู แบบทน่ี า สนใจและเขา ใจงา ย แลว นาํ ไปแปะ
2. โมเลกลุ โคเวเลนตท์ อ่ี ะตอมกลางไมม่ อี เิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดยี่ ว มรี ปู รา่ งแบบเดยี วกนั ทบี่ อรดหนา หองเรียน เพื่อใหนกั เรยี นกลุมอน่ื
CแลCะl4ม พี Siนั Cธl4ะ รแอลบะ อGะeตCอlม4 เมหรี มูปอืรา่นงกเปนั น็ โทมรเงลสกห่ี ลุ นข้าอเงหสมาอืรเนหกลันา่ ทน้งัจี้ หะมมมีดมุ ดพงั นันธนั้ ะ เมทุมา่ พกนันั เธสะมในอท เกุชโน่ ม เ CลกHลุ 4 ไดศ กึ ษา

จงึ มคี า่ เทา่ กนั คอื 109.5 องศา 2. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เร่ือง รูปรางและมุม
ระหวา งพันธะของโมเลกลุ โคเวเลนต
H Cl Cl Cl
3. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก หดั ในแบบฝก หดั เคมี
ม.4 เลม 1

109.5 � C HH 109.5 � C CCll 109.5 � Si CCll 109.5 � Ge CCll

H Cl Cl Cl

CH4 CCl4 SiCl4 GeCl4

ภาพท ่ี 3.70 ภาพท่ ี 3.71 ภาพท ่ี 3.72 ภาพท่ี 3.73

3. โมเลกลุ โคเวเลนตท์ อี่ ะตอมกลางไมม่ อี เิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดย่ี ว มรี ปู รา่ งแบบเดยี วกนั
แตม่ พี นั ธะรอบอะตอมแตกตา่ งกนั โมเลกลุ ของสารเหลา่ นจี้ ะมมี มุ พนั ธะเทา่ กนั เสมอ เชน่ BeCl2

CO2 HCN และ CS2 มรี ูปรา่ งเปน็ เสน้ ตรงเหมือนกนั ทงั้ หมด ดังนนั้ มมุ พันธะในทุกโมเลกุลจงึ มี
คา่ เทา่ กัน คอื 180 องศา

Cl Be Cl OCO

BeCl2 CO2
ภาพท ่ี 3.74 ภาพที่ 3.75

HCN SCS

HCN CS2
ภาพท่ ี 3.76 ภาพท ี่ 3.77

4. โมเลกุลโคเวเลนต์ที่อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว ให้พิจารณาจ�านวน

อเิ ลก็ ตรอนคู่โดดเด่ยี ว โดยในโมเลกุลใดมีจา� นวนอเิ ล็กตรอนคโู่ ดดเดี่ยวท่ีอยู่ล้อมรอบอะตอมกลาง
มาก โมเลกลุ นัน้ จะมมี มุ พันธะนอ้ ย ตวั อย่างเช่น

พันธะเคมี 129

ขอ สอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

โมเลกุลโคเวเลนตใ นขอ ใดมมี ุมระหวา งพนั ธะนอ ยทส่ี ดุ ในการเรียนการสอน เรอื่ ง มุมระหวางพันธะในโมเลกุลโคเวเลนต ครอู าจ
1. SF6 2. CF4 หาคลิปวิดีโอท่ีแสดงมุมพันธะของโมเลกุลโคเวเลนตหลายๆ ชนิด มาเปดให
3. CCl4 4. OCl2 นกั เรียนดู เพ่อื เสริมความเขาใจของนกั เรียน โดยอาจใชคําคน ตอไปน้ี
5. BeCl2
• มมุ ระหวางพนั ธะ
(วิเคราะหคําตอบ • Bond Angles
• Lone Pairs & Bond Angles
F F 90Fํ F F 109.5 ํ Cl Cl 109.5 ํ • VSEPR : Hybridization Geometries & Bond Angles
F S F C C
F F F Cl Cl T141

Cl O Cl Cl 1B8e0 ํ Cl

< 109.5 ํ

ดังนน้ั ตอบขอ 1.)


Click to View FlipBook Version