เอกสารประกอบการสอนรายวิชา
การคา้ ปลกี และการค้าส่ง
รหัสวิชา 2202-2103
จดั ทาโดย
อาจารย์ ประไพวัลย์ คาหลิ้ม
แผนก การตลาด
ประจาภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
วทิ ยาลัยเทคโนโลยีพายัพและบริหารธรุ กจิ
ก
คานา
เอกสารประกอบการสอน/เอกสารคาสอนรายวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง รหัส 2202-2103
ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ฉบับน้ีได้จัดทาข้ึนเพ่ือให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ
จุดมุ่งหมายรายวิชาและคาอธิบายรายวิชา โดยได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากตาราและเอกสารประกันหลาย
เล่ม รวมทั้งคน้ หาขอ้ มลู ตา่ งๆ จากทางอินเตอรเ์ นต็ โดยไดแ้ บ่งเนอ้ื หาออกเป็น10บท คอื
บทท1่ี ความร้ทู วั่ ไปเกี่ยวกบั การคา้ ปลกี และการคา้ สง่
บทที่2 ประเภทของการคา้ ปลกี และการค้าสง่
บทท3่ี โครงสรา้ งของหน่อยงานธุรกจิ การค้าปลกี และการค้าสง่
บทที4่ การเลือกทาเลทต่ี งั้
บทที่5 หลักการจัดซอ้ื สินค้า
บทที่6 การควบคมุ สนิ คา้ คงคลัง
บทท7่ี การกาหนดราคาขายปลกี และราคาขายสง่
บทท8่ี การใหบ้ รกิ ารลกู ค้า
บทที่9 กฎหมายท่เี กีย่ วข้องกับการคา้ ปลีกและคา้ ส่ง
บทท1ี่ 0 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั แนวโน้มการค้าปลกี และการคา้ ส่ง
ในการจัดทาเอกสารประกอบการสอนรายวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง ฉบับน้ี ผู้จัดทา
ขอขอบคุณตารา และเอกสารต่างๆท่ีมีส่วนช่วยทาให้หนังสือเล่มนี้สาเร็จลุล่วงไปด้ายดี หากมีส่ิงใด
บกพร่อง ผู้เรียบเรียงขอน้อมรับข้อบกพร่องน้ีไว้ด้วยความยินดีอย่างย่ิง เพื่อจะนาไปปรับปรุงแก้ไขให้ดี
ยิ่งข้ึนในโอกาสหน้า ซงึ่ ผู้จัดทาหวงั เปน็ อย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการสอนฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อการ
เรียนการสอนในรายวิชาการคา้ ปลีกและการค้าสง่
ประไพวัลย์ คาหลมิ้
10 เมษายน 2563
สารบัญ ข
คานา หน้า
สารบญั
สารบญั ตาราง ก
สารบญั ภาพ ข
นโยบายรายวชิ า ฉ
กาหนดการสอน ช
ตารางวเิ คราะหจ์ ุดประสงค์การสอน ซ
บทท่ี 1 ความรู้ทั่วไปเก่ียวกับการค้าปลีกและการค้าสง่ ฎ
ต
รปู แบบของธุรกิจ 1
ความหมายของการคา้ ปลีก 1
ลักษณะสาคญั ของการค้าปลีก 4
บทบาทและหนา้ ทข่ี องผปู้ ระกอบการค้าปลีก 4
ความหมายของการค้าสง่ 5
ลักษณะสาคญั ของการค้าสง่ 5
บทบาทและหน้าที่ของผปู้ ระกอบการคา้ ส่ง 5
ประโยชน์ของผู้ค้าส่งทีม่ ตี ่อผู้ผลติ และผคู้ ้าปลกี 6
ความแตกต่างระหว่างการค้าปลกี กับการคา้ ส่ง 6
สาเหตทุ ่ตี อ้ งมกี ิจการค้าปลีกและคา้ สง่ 7
สรุปสาระการเรยี นร้บู ทที่ 1 7
แบบฝกึ หัดบทท่ี 1 8
ใบงานท่ี 1 8
บทที่ 2 ประเภทของการค้าปลกี และการคา้ สง่ 8
ลักษณะของกิจการค้าปลีก 9
ประเภทของกจิ การคา้ ปลีก 10
ลกั ษณะของกิจการคา้ ส่ง 10
ประเภทของกจิ การค้าสง่ 17
สรุปสาระการเรยี นรู้บทที่ 2 17
แบบฝึกหดั บทท่ี 2 20
21
ใบงานที่ 2 ค
บทที่ 3 โครงสร้างหน่วยงานธุรกจิ การคา้ ปลกี และการคา้ สง่
22
ความหมายของการจัดองค์กร 22
ความสาคญั ของการจดั องค์กร 23
วตั ถปุ ระสงค์ของการจัดองค์กร 23
หลกั การจัดองค์กร 24
การจัดโครงสรา้ งขององค์กร 24
สรปุ สาระการเรียนรู้บทท่ี 3 25
แบบฝึกหัดท่ี 3 26
ใบงานที่ 3 27
บทที่ 4 การเลือกทาเลที่ตง้ั 28
ความหมายของทาเลท่ีต้ัง 28
ความสาคัญของทาเลทีต่ ้ัง 29
ประเภทของทาเลท่ีต้งั 29
องค์ประกอบท่มี ีอทิ ธิพลตอ่ การเลอื กทาเลท่ีต้งั 29
แนวทางในการพิจารณาเลือกทาเลทต่ี ้ัง 32
ปัญหาในการเลือกทาเลทต่ี ัง้ 34
สรปุ สาระการเรียนรู้บทที่ 4 36
แบบฝึกหัดทบที่ 4 36
ใบงานท่ี 4 37
บทที่ 5 หลักการจัดซอื้ สนิ คา้ 38
ความหมายของการจดั ซ้ือ 38
วัตถปุ ระสงค์ของการจดั ซื้อ 38
ความสาคัญของการจัดซื้อ 39
คณุ สมบตั ิของผู้มีหน้าทจี่ ดั ซื้อ 39
ปจั จยั ท่ตี ้องพจิ ารณาในการจัดซ้อื 39
การจดั ทาแผนการจัดซื้อ 40
การคดั เลือกแหล่งจดั ซอ้ื สินค้า 41
วธิ ีการจัดซื้อ 41
การตกลงเก่ียวกับเงื่อนไขตา่ ง ๆ 42
เอกสารทเ่ี กีย่ วข้องกบั การจดั ซื้อ 43
ปัจจยั ทใ่ี ช้ในการเลือกแหลง่ ขาย 44
สรุปสาระการเรียนรู้บทที่ 5 45
แบบฝกึ หดั บทท่ี 5 45
46
ใบงานท่ี 5 ง
บทที่ 6 การควบคุมสนิ คา้ คงคลงั
46
ความหมายของการควบคุมสนิ คา้ คงคลัง 47
วตั ถุประสงค์ของการควบคุมสนิ คา้ คงคลงั 47
วิธกี ารควบคุมสินค้าคงคลงั 48
การรบั สินคา้ เข้าคลงั สินคา้ 48
การทาเครื่องหมายและติดราคา 49
การดแู ลสนิ ค้าเพอื่ ขาย 50
การนบั จานวนสนิ ค้าคงคลงั 51
การใช้ระบบ Barcode และคอมพวิ เตอร์ช่วยในการบริหารสินค้าคงคลงั 52
สรุปสาระการเรยี นรบู้ ทที่ 6 53
แบบฝึกหัดบทที่ 6 57
ใบงานที6่ 57
บทที่ 7 การกาหนดราคาขายปลกี และราคาขายส่ง 58
ความหมายของการกาหนดราคาขาย 58
ลกั ษณะการกาหนดราคาขาย 58
ปจั จัยทใี่ ชใ้ นการพิจารณาในการกาหนดราคาขาย 59
กลยทุ ธ์ในการกาหนดราคาขาย 59
วธิ ีการคานวณราคาสินค้า 61
การลดราคาสนิ คา้ 65
สรุปสาระการเรยี นรู้บทที่ 7 69
แบบฝึกหัดบทท่ี 7 69
ใบงานที่ 7 70
บทท่ี 8 การให้บรกิ ารลูกค้า 71
ความหมายของการให้บริการลกู คา้ 71
ความสาคัญของการให้บริการ 72
หลักพ้ืนฐานสาหรบั การบริการ 72
หวั ใจการบรกิ าร 73
ระดับการให้บรกิ ารลกู คา้ 74
การควบคุมการบริการลูกคา้ 75
ลกั ษณะเฉพาะของการบริการ 75
สรุปสาระการเรยี นร้บู ทที่ 8 76
แบบฝกึ หดั ที่ 8 77
ใบงานที่ 8 77
78
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการค้าปลกี และค้าส่ง จ
กฎหมายท่เี กย่ี วกับธุรกจิ การคา้ ปลกี และคา้ ส่ง
พระราชบญั ญตั ิทะเบยี นพาณิชย์ 78
พระราชบัญญัติส่งเสรมิ การลงทนุ 78
ทรพั ยส์ ินทางปัญญา 79
พระราชบัญญัตลิ ิขสิทธิ์ 81
สิทธบิ ตั ร 82
เคร่อื งหมายการค้า 83
พระราชบัญญตั ิคุ้มครองผบู้ รโิ ภค 84
สรุปสาระสาคญั ของประกาศคณะกรรมการวา่ ด้วยสัญญา 84
องค์กรทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับการคา้ ปลีกและการค้าสง่ 85
สรุปสาระการเรยี นรู้บทท่ี 9 85
แบบฝกึ หดั บทที่ 9 89
ใบงานที่ 9 90
90
บทที่ 10 เทคโนโลยสี ารสนเทศกับแนวโน้มการคา้ ปลกี และการคา้ ส่ง 91
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร 91
ความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร 92
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารที่มีต่อสงั คม 92
ประโยชน์ของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร 93
แนวโน้มการคา้ ปลีกและการค้าสง่ 93
สรปุ สาระการเรยี นรู้บทที่ 10 94
แบบฝึกหัดท่ี 10 95
ใบงานท่ี 10 96
96
บรรณานุกรม 97
สารบญั ตาราง ฉ
ตารางท่ี 1 ส่วนลดปรมิ าณแบบไมส่ ะสมยอด หน้า
ตารางท่ี 2 EAN International กาหนดรหัสประเทศ 44
55
สารบญั ภาพ ช
รูปภาพที่ 1 ตัวอยา่ งร้านค้าปลกี ขนาดเลก็ หน้า
รูปภาพที่ 2 ตวั อย่างรา้ นขายสินคา้ ผลิตภัณฑ์เดียว
รปู ภาพท่ี 3 ตวั อย่างร้านขายสินคา้ เฉพาะอยา่ ง 11
รูปภาพท่ี 4 ตวั อยา่ งรา้ นค้าปลกี แบบใหบ้ รกิ ารเต็มท่ี 12
รูปภาพที่ 5 ตัวอยา่ งรา้ นค้าปลกี แบบบริการตวั เอง 13
รูปภาพท่ี 6 ตวั อยา่ งพ่อค้าสง่ แบบ Cash and Carry 14
รูปภาพท่ี 7 ตัวอย่างพ่อค้าอสิ ระ 14
รปู ภาพท่ี 8 ตวั อย่างเส้นทางการสญั จรของลกู คา้ 18
รูปภาพที่ 9 ปรมิ าณผู้คนทีส่ ัญจรไปมาบริเวณทต่ี งั้ ร้านค้า 20
รปู ภาพท่ี 10 ตัวอย่างศูนย์รวมผูผ้ ลติ 34
รปู ภาพที่ 11 ตัวอย่างสินคา้ คงคลัง 35
รูปภาพที่ 12 ตัวอยา่ งการรับสนิ คา้ เข้าคลังสนิ คา้ 42
รูปภาพท่ี 13 การรักษาความสะอาดของร้านค้ามีผลต่อผู้ซ้ือ 48
รปู ภาพที่ 14 โครงสรา้ งเลขหมายประจาตวั EAN.UPC 13 50
รปู ภาพที่ 15 โครงสร้างเลขหมายประจาตัว EAN.UPC 8 52
รูปภาพที่ 16 ตัวอย่างการให้บริการแกล่ ูกคา้ 54
รูปภาพที่ 17 ตัวอย่างการตั้งราคาแบบเลขคี่ 55
รูปภาพท่ี 18 ตัวอยา่ งต้งั ราคาแบบเหยอื่ ลอ่ 61
รปู ภาพท่ี 19 ตวั อย่างการตั้งราคาโดยรวมสนิ ค้า 62
รูปภาพท่ี 20 ตัวอยา่ งการตั้งราคาแบบกลอบุ าย 63
รปู ภาพที่ 21 การใหบ้ รกิ ารท่ีดีจะช่วยสรา้ งภาพลักษณ์ทดี่ ใี หแ้ ก่องคก์ าร 64
รปู ภาพที่ 22 การให้บรกิ ารของเจา้ หน้าที่ Call Center 64
72
76
ซ
นโยบายประจาวิชา (Class Policy)
ลกั ษณะรายวิชา
1. ชือ่ วิชา การคา้ ปลกี และการคา้ สง่ รหัสวิชา 2202-2103
2. ระดบั ชั้น ประกาศนียบัตรวชิ าชีพ (ปวช.)
3. จานวนหน่วยกิต 4 หนว่ ยกิต /ท-ป-น ( 2-2-4) เวลาเรียน 5 คาบ/สัปดาห์
4. หมวดวชิ า ทกั ษะวิชาชีพ กลุ่มสมรรถนะ กล่มุ ทักษะวชิ าชพี เลอื ก
5. จุดประสงค์รายวิชา
1. เขา้ ใจหลกั การกระบวนการค้าปลกี และการคา้ ส่ง
2. เข้าใจโครงสร้างของหน่วยธุรกิจค้าปลีกและการค้าส่ง กฎหมายและองค์การท่ีเก่ียวข้องกับ
การค้าปลีกและการค้าส่ง แนวโนม้ การค้าปลกี และการค้าสง่
3. มีทกั ษะในการดาเนินงานการค้าปลกี และการคา้ ส่ง
4. มีเจตคติและกิจนิสัยท่ีดีในการทางานด้วยความอดทนอดกล้ัน ความซื่อสัตย์สุจริต ความ
ขยันหมั่นเพียร และความกระตือรอื รน้
6. สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรูเกย่ี วกบั หลักการ กระบวนการคา้ ปลกี และการค้าสง่
2. แสดงความรู้เก่ียวกับโครงสร้างของหน่วยธุรกิจค้าปลีกและการค้าส่ง กฎหมายและองค์การท่ี
เกยี่ วขอ้ งกับการค้าปลกี และการค้าสง่ แนวโนม้ การค้าปลกี และการคา้ สง่
3. วางแผนและดาเนินการการคา้ ปลีกและการค้าสง่ ตามหลักการ
4. ประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารในการดาเนินการค้า
7. คาอธบิ ายรายวิชา
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการค้าปลีกและการค้าส่ง ประเภทของการค้าปลีกและการค้าส่ง
โครงสร้างของหน่วยงานธุรกิจการค้าปลีกและการค้าส่ง การเลือกทาเลท่ีตั้ง การจัดซ้ือสินค้า การควบคุม
สินค้าคงคลัง การกาหนดราคาขายปลีกและราคาขายส่ง การให้บริการลูกค้า กฎหมายและองค์การท่ี
เก่ียวข้องกับการค้าปลีกและการค้าส่ง แนวโน้มการค้าปลีกและการค้าส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สอื่ สารการคา้
8. การวัดผล ฌ
ลาดบั รายละเอยี ด คะแนน
1 คะแนนเจตคติ (Moral Score) 10 คะแนน
1.1 คะแนนมาตรฐานการอยรู่ ว่ มกัน 5 คะแนน
1.2 คะแนนคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ (Core Skill) 10 คะแนน
1.3 คะแนนการเข้าเรียนของนกั ศึกษา
15 คะแนน
2 คะแนนด้านทกั ษะ (Working & Practical Skill) 10 คะแนน
2.1 งานทมี่ อบหมายในห้องเรียน (Assignment ) 15 คะแนน
2.2 การบา้ น (Homework)
2.3 สอบทกั ษะรายหน่วย (Practical test) 10 คะแนน
15 คะแนน
3 คะแนนด้านความรู้ (Knowledge Test) 10 คะแนน
3.1 สอบกลางภาคเรยี น 100 คะแนน
3.2 สอบสมรรถนะประจาวิชา (Occupational Test)
3.3 สอบปลายภาคเรียน
รวม
9. การประเมนิ ผล 80 – 100 เกรด 4
คะแนน 75 – 79 เกรด 3.5
คะแนน 70 – 74 เกรด 3
คะแนน 65 – 69 เกรด 2.5
คะแนน 60 – 64 เกรด 2
คะแนน 55 – 59 เกรด 1.5
คะแนน 50 – 54 เกรด 1
คะแนน 0 – 49 เกรด 0
คะแนน
ญ
10. เอกสารประกอบการสอน :
1.เอกสารประกอบการสอน การค้าปลีกและการค้าสง่ รหสั วชิ า 2202-2103 อ.ประไพวัลย์ คาหลม้ิ
2. PowerPoint
11. ชั่วโมงท่เี ข้าพบอาจารย์ได้ :
วนั จันทร์ เวลา 12.00 - 13.00
วนั อังคาร เวลา 12.00 - 13.00
วนั พธุ เวลา 12.00 - 13.00
วันพฤหัสบดี เวลา 12.00 - 13.00
12. ข้อตกลงร่วมกัน (Class Management), การสง่ การบา้ น)
1. นักศึกษาต้องจัด Class Management กอ่ นและหลังเรยี นทกุ ครงั้ ถา้ ไม่สะอาดเชค็ ขาดทัง้
หอ้ ง และรักษาความสะอาดของหอ้ งเรยี นตลอดท้งั คาบ
2. นักศึกษาต้องมีอุปกรณก์ ารเรียนวางบนโตะ๊ ครบทุกคร้ัง ถ้าไม่ครบจะถูกเตอื นถา้ เตือนเกิน3
ครง้ั เทา่ กับขาดเรยี น1คร้ัง
3. ก่อนเรียนใหน้ ักศึกษานาโทรศัพท์มือถือมาใสก่ ลอ่ งพร้อมกับเชค็ ช่อื ทุกครง้ั เพื่อ“ลดเวลาไลน์
เพิ่มเวลาเรียนรู้”
4. นกั ศึกษาเขา้ ห้องเรยี นชา้ เกนิ 15 นาทีถือว่าสาย ถ้าสายเกิน3ครั้งเท่ากับขาด1ครงั้
5. อนุญาตใหน้ ักศึกษาเขา้ หอ้ งน้าไดท้ ีละ 1 คน ใครไม่ไดอ้ นุญาตแล้วออกไปเชค็ ขาดในคาบนัน้
6. การแต่งกายต้องถูกระเบียบวิทยาลัยเทา่ นน้ั ตง้ั แตห่ ัวจรดเทา้ ถา้ พบว่าไมเ่ รยี บร้อยจะให้
บนั ทกึ Fu.05 พรอ้ มหักคะแนนรายวิชา
7. ห้ามแต่งหนา้ ในคาบเรยี น ถ้าพบจะยดึ อปุ กรณ์แตง่ หน้าพร้อมบัตรนักศึกษาแล้วให้ทา 5ส.ท้งั
หอ้ ง
8. นกั ศกึ ษาไมค่ ุยกัน ไมเ่ สียงดงั ในคาบเรียนถา้ พบจะยึดบัตรพรอ้ มกับหักคะแนน
9. การสง่ การบ้านต้องสง่ ตอนเช้ากอ่ น 7 โมง50 นาทเี ทา่ นัน้ หลงั จากน้ันไม่รบั
10. ห้ามลอกการบา้ นเด็ดขาด คนท่ีเปน็ ตน้ ฉบบั และสาเนาจะถูกหกั คะแนนการบา้ นและตอ้ งนา
การบ้านกลับไปทาใหม่และคัดการบา้ นนน้ั ซา้ 10 จบ
11. หา้ มหลบั ในหอ้ งเรียนเด็ดขาดถ้าพบจะเชค็ ขาดในคาบเรยี นนั้นพรอ้ มหักคะแนนและบาเพ็ญ
ประโยชน2์ 0ชัว่ โมง
12. นกั ศึกษาจะต้องมาเรียนไมต่ า่ กวา่ 80% ของคาบเรียนทง้ั หมด มเิ ช่นนัน้ จะหมดสทิ ธิ์สอบ
ในรายวชิ าน้ี
กา
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ / จดุ ประสงค์เชิงพฤ
รายการสอน
1. อธบิ ายความหมายของการค้า
1. ความร้ทู ่ัวไปเกี่ยวกับการค้าปลกี ค้าส่ง 2. อธบิ ายลักษณะของการค้าปลกี
1.1 ความหมายของการค้าปลกี 3. บอกบทบาทและหน้าท่ขี องผู้ค
1.2 ความหมายของการค้าส่ง 4. อธิบายความหมายของการคา้
1.3 หน้าท่ขี องผูป้ ระกอบการค้าส่ง 5. บอกหน้าท่ขี องผปู้ ระกอบการ
1.4 ความแตกต่างระหว่างการคา้ ปลีกกบั 6. อธิบายความแตกต่างระหว่าง
ส่งได้
การคา้ สง่ 7. บอกสาเหตุท่ีตอ้ งมีกิจการคา้ ป
1.5 สาเหตทุ ่ีตอ้ งมีกิจการค้าปลกี และค้าส่ง 8. อธบิ ายรูปแบบของธุรกจิ ได้
1.6 รปู แบบของธรุ กจิ
2. ประเภทของการคา้ ปลกี และการคา้ สง่ 1. บอกลกั ษณะของการธุรกจิ ค้าป
2.1. ลกั ษณะของธุรกจิ การค้าปลกี 2. บอกประเภทของร้านค้าปลีกไ
2.1.1 ประเภทของร้านค้าปลีกท่ีขายตัว 3. บอกประเภทของรา้ นคา้ ส่งได้
สินค้า 4. อธบิ ายลกั ษณะของพ่อคา้ ส่งได
2.1.2 ประเภทของร้านค้าปลีกท่ีขาย 5. อธิบายลกั ษณะของนายหนา้ แ
บรกิ าร 6. อธิบายลกั ษณะของสานักงาน
2.2. ประเภทของร้านค้าสง่ 7. อธบิ ายลกั ษณะผู้ค้าสง่ ผลติ ภัณ
ฎ
าหนดการสอน
ฤติกรรม สมรรถนะประจาหนว่ ย สัปดาห์ จานวน
ท่ี ชว่ั โมง
าปลีกได้ สมรรถนะ 1
5
กได้ 1.แสดงความรูเ้ ก่ียวกับความหมายและลักษณะ
คา้ ปลีกได้ ของการคา้ ปลีกและคา้ สง่
าส่งได้
รคา้ ส่งได้
งการค้าปลีกกับการค้า
ปลกี และการคา้ สง่ ได้
ปลกี ได้ สมรรถนะ 25
ได้ 1.แสดงความรูเ้ กย่ี วกับความแตกต่างของ
ประเภทของรา้ นค้าปลีกและร้านค้าสง่
ด้
และตัวแทนได้
นขายและสาขาขายได้
ณฑเ์ กษตรกรรมได้
2.2.1 พอ่ ค้าส่ง
2.2.2 นายหนา้ และตวั แทน
2.2.3 สานักงานขายและสาขาขาย
2.2.4 ผคู้ า้ สง่ ผลิตภณั ฑ์เกษตรกรรม
3.โครงสร้างของหน่วยงานธุรกิจการค้าปลีก 1. บอกลักษณะความหมายของก
และการค้าส่ง 2. บอกความสาคญั ของการจดั อง
3.1. ความหมายของการจดั องค์การ 3. บอกหลกั การของการจัดองคก์
3.2. ความสาคญั ของการจดั องคก์ าร 4. อธบิ ายประเภทของโครงสร้าง
3.3. หลกั การจัดองค์การ
3.4. ประเภทโครงสร้างองค์การ
4. การเลือกทาเลทต่ี งั้ 1. อธิบายความหมายของทาเลท
4.1. ความหมายของทาเลท่ตี ั้ง 2. อธบิ ายความสาคัญของทาเลท
4.2. แนวทางในการพจิ ารณาเลอื กทาเลท่ตี ง้ั 3. ยกตัวอย่างปัญหาของการเลือ
4.3. องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเลือก ปลีกได้
ทาเลท่ีต้ัง 4. บอกหลักการในการพิจารณา
ขายปลีกได้
5. อธิบายองค์ประกอบที่มีอิทธ
ท่ตี ง้ั ของรา้ นขายปลกี ได้
ฏ
การจดั องค์การได้ สมรรถนะ 35
งคก์ ารได้ 1.แสดงความรู้เก่ยี วกับโครงสร้างขององคก์ ร
การได้
งขององคก์ ารได้
ทีต่ ัง้ ได้ สมรรถนะ 45
ที่ตัง้ ได้ 1. สามารถวางแผนและจัดหาวัสดุอุปกรณ์
อกทาเลท่ีต้ังของร้านค้า ท่ใี ช้ในการจดั แสดงสินค้าไดเ้ หมาะสม
เลือกทาเลที่ต้ังของร้าน
ธิพลต่อการเลือกทาเล
5. หลกั การจัดซอื้ สนิ ค้า 1. อธบิ ายความหมายของการจัด
5.1. ความหมายของการจดั ซือ้ 2. บอกวตั ถุประสงคข์ องการจัดซ
5.2. วัตถปุ ระสงคข์ องการจดั ซื้อ 3. บอกความสาคัญของการจดั ซื้อ
5.3. ความสาคญั ของการจดั ซ้อื 4. บอกคณุ สมบตั ขิ องผู้มหี นา้ ทจ่ี ดั
5.4. คุณสมบัตขิ องผูม้ ีหนา้ ท่ีจัดซ้ือสินค้า 5. อธิบายปัจจยั ทตี่ ้องพิจารณาใน
5.5. ปจั จัยท่ีต้องพิจารณาในการจัดซอื้ 6. อธบิ ายการคดั เลอื กแหล่งจดั ซ
5.6. การคดั เลอื กแหลง่ จัดซ้ือสนิ คา้ 7. บอกวิธีการจัดซื้อได้
5.7. วิธีการจดั ซือ้ 8. บอกการตกลงเกีย่ วกับเง่ือนไข
5.8. การตกลงเกยี่ วกับเง่อื นไขตา่ ง ๆ 9. บอกเอกสารท่เี ก่ยี วขอ้ งกับการ
5.9. เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการจัดซือ้
6. การควบคุมสนิ ค้าคงคลัง 1.อธบิ ายความหมายของการควบ
6.1.ความหมายของการควบคมุ สนิ ค้าคงคลงั 2.บอกวัตถุประสงค์ของการควบค
6.2.วัตถุประสงค์ของการควบคุมสินค้าคง 3.อธบิ ายวธิ ีการควบคุมสนิ ค้าคงค
คลงั 4.อธบิ ายวธิ กี ารรับสนิ คา้ เข้าคลงั ส
6.3.วิธีการควบคุมสินค้าคงคลังได้และวิธีการ 5.อธิบายการทาเคร่อื งหมายและ
รบั สนิ ค้าเขา้ คลังสนิ คา้ 6.อธิบายวิธีการดูแลสินคา้ เพื่อขา
6.4.การทาเคร่ืองหมายและติดราคารวมถึง 7.อธบิ ายวธิ ีการรักษาสินค้าในสต
วธิ ีการดแู ลสินค้าเพ่ือขาย 8.อธบิ ายวิธกี ารนบั จานวนสินค้าค
9.อธบิ ายการใชร้ ะบบ Bar Code
ฐ
ดซ้ือได้ สมรรถนะ 55
ซือ้ ได้ 1.แสดงความรเู้ กี่ยวกับข้ันตอนการจดั ซอื้
อได้
ดซ้ือสนิ ค้าได้
นการจัดซื้อได้
ซื้อสินคาได้
ขต่าง ๆ ได้
รจัดซอ้ื ได้
บคมุ สินค้าคงคลังได้ สมรรถนะ 65
คมุ สนิ ค้าคงคลงั ได้ 1.แสดงความรู้เกยี่ วกบั การบนั ทึกสนิ คา้
คลงั ได้
สนิ คา้ ได้
ะติดราคาได้
ายได้
ตอ๊ กได้
คงคลังได้
e ได้
6.5.วิธีการรักษาสินค้าในสต๊อกและวิธีการ 10.บอกความหมายของเลขหมาย
นบั จานวนสนิ คา้ คงคลงั 11.บอกความหมายของ EDI ได้
6.6.การใชร้ ะบบ Bar Code และความหมาย
ของเลขหมายประจาตัวสินคา้ ได้
6.7.ความหมายของ EDI ได้
7.การกาหนดราคาขายปลกี และขายสง่ 1. บอกความหมายของการต้ังรา
7.1. ความหมายของการตัง้ ราคาขาย 2. อธบิ ายความแตกตา่ งของลักษ
7.2. ลักษณะการต้งั ราคาขาย ละประเภทได้
7.3. ปจั จัยทีใ่ ช้ในการพิจารณาในการกาหนด 3. อธิบายปจั จัยทใ่ี ช้ในการพิจาร
ราคาขาย ขายได้
7.4. กลยทุ ธใ์ นการกาหนดราคาขาย 4. อธบิ ายกลยุทธใ์ นการกาหนดร
7.5. วธิ กี ารคานวณราคาสินคา้ 5. บอกวธิ ีการคานวณราคาสินค้า
7.6. การลดราคาสินคา้ 6. บอกการลดราคาสนิ ค้าได้
7.7. สาเหตุของการลดราคาสินคา้ 7. ระบุสาเหตขุ องการลดราคาสิน
8. การให้บริการลูกคา้ 1. บอกความหมายของการใหบ้ ร
8.1. ความหมายของการใหบ้ ริการลูกค้า 2. บอกความสาคัญของการบริกา
8.2. ความสาคญั ของการบริการ 3. บอกระดับการให้บรกิ ารลูกค้า
8.3. ระดับการใหบ้ ริการลกู ค้า 4. อธบิ ายการควบคมุ การบริการ
8.4. การควบคุมการบรกิ ารลกู คา้ 5. อธบิ ายลักษณะเฉพาะของการ
ฑ
ยประจาตวั สินค้าได้
าคาขายได้ สมรรถนะ 7 5
5
ษณะการตั้งราคาขายแต่ 1.แสดงความรเู้ กย่ี วกับลกั ษณะการต้งั ราคาและ
กลยทุ ธ์ในการกาหนดราคาขาย
รณาในการกาหนดราคา
ราคาขายได้
าได้
นคา้ ได้
ริการลกู ค้าได้ สมรรถนะ 8
ารได้
าได้ 1. แสดงความรู้เกย่ี วกับการบริการ
รลูกค้าได้
รบริการได้
8.5. ลกั ษณะเฉพาะของการบริการ
9. กฎหมายท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การคา้ ปลกี และค้าส่ง 1. บอกความหมายของเครื่องหม
9.1. ความหมายของเครอ่ื งหมายการค้า 2. อธบิ ายลกั ษณะของเคร่ืองหมา
9.2. ประเภทของเคร่ืองหมายการคา้ ได้
9.2.1 เครอื่ งหมายการค้า (TRADEMARKS) 3. อธิบายความแตกต่างของปร
9.2.2 เ ค รื่ อ ง ห ม า ย บ ริ ก า ร ( SERVICE การคา้ ได้
MARKS) 4. จาแนกตวั อยา่ งเคร่อื งหมายกา
9.2.3 เคร่ืองหมายรับรอง (CERTIFCATION 5.อธบิ ายความหมายของการค้มุ ค
MARKS) 6.บอกความจาเปน็ ในการค้มุ ครอ
9.2.4 เ ค ร่ื อ ง ห ม า ย ร่ ว ม ( COLLECTIVE 7.บอกสิทธิคุ้มครองผบู้ รโิ ภค 5 ป
MARKS) 8.ระบุเอกสารที่จาเป็นเม่ือต้องก
9.3. ความหมายของการคุ้มครองผูบ้ ริโภค ได้
9.4. ความจาเปน็ ในการค้มุ ครองผบู้ รโิ ภค
9.5. สิทธคิ ุ้มครองผูบ้ ริโภค 5 ประการ
9.5.1. สิทธิท่ีจะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องและ
เพยี งพอเก่ียวกบั สนิ คา้ หรอื บริการ
9.5.2. สทิ ธทิ ีจ่ ะมอี สิ ระในการเลือกหาสินค้า
หรอื บริการ
9.5.3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจาก
การใช้สินค้าหรอื บริการ
ฒ
มายการค้าได้ สมรรถนะ
ายการค้าแต่ละประเภท 1. แสดงความร้เู ก่ียวกบั ความหมายและ 95
ประเภทของเครื่องหมายการคา้ และการ
ระเภทของเคร่ืองหมาย ค้มุ ครองผูบ้ รโิ ภค
ารค้าแตล่ ะประเภทได้
ครองผบู้ ริโภคได้
องผบู้ รโิ ภคได้
ประการ ได้
การยื่นร้องเรียนกับสคบ.
9.5.4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการ
ทาสัญญา
9.5.5. สิทธิท่ีจะได้รับการพิจารณาและ
ชดเชยความเสียหาย
10. เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั แนวโนม้ การคา้ 1. บอกความหมายของเทคโนโลย
ปลีกและค้าสง่ สอ่ื สารได้
2. บอกความสาคัญของเทคโนโล
10.1. ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ สอ่ื สารได้
และการส่ือสาร 3. อธบิ ายบทบาทของเทคโนโลย
สอื่ สารท่มี ตี ่อสังคมได้
10.1.1 เทคโนโลยสี ารสนเทศ 4. บอกประโยชน์ของเทคโนโลยีส
10.1.2 สารสนเทศ สอื่ สารได้
10.1.3 การสอ่ื สาร 5. อธิบายแนวโน้มการค้าปลีกแล
10.1.4 เทคโนโลยสี ารสนเทศ
10.1.5 เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สอ่ื สาร
10.2. ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร
10.3. บทบาทของเทคโนโลยสี ารสนเทศและ
การสื่อสารทม่ี ีตอ่ สงั คม
ณ
ยสี ารสนเทศและการ สมรรถนะ 10 5
1. แสดงความรู้เกยี่ วกับเทคโนโลยขี องการสื่อสาร
ลยีสารสนเทศและการ
ยสี ารสนเทศและการ
สารสนเทศและการ
ละการคา้ สง่ ได้
10.4. ประโยชนข์ องเทคโนโลยสี ารสนเทศ
และการส่ือสาร
10.5. แนวโนม้ การค้าปลกี และการคา้ ส่ง
10.5.1 แนวโน้มของการคา้ ปลกี
10.5.2 แนวโน้มของการค้าสง่
ด
ตารางวเิ ครา
ระดบั พฤตกิ รรมทตี่ อ้ งการ
หนว่ ย ชือ่ หน่วย / หัวข้อการเรยี นรู้
ที่
1 ความรู้ทัว่ ไปเกยี่ วกบั การค้าปลกี และการค้าส่ง
1.1. ความหมายของการคา้ ปลีก
1.2 ความหมายของการคา้ ส่ง
1.3 หน้าทีข่ องผปู้ ระกอบการค้าส่ง
1.4 ความแตกต่างระหว่างการคา้ ปลกี กับการคา้ สง่
1.5 สาเหตุท่ีตอ้ งมีกิจการคา้ ปลีกและคา้ สง่
1.6 รปู แบบของธรุ กจิ
2 ประเภทของการคา้ ปลีกและการคา้ ส่ง
2.1 ลักษณะของธุรกจิ การค้าปลกี
2.1.1 ประเภทของร้านคา้ ปลีกทข่ี ายตวั สนิ ค้า
2.2..2 ประเภทของร้านคา้ ปลีกท่ีขายบรกิ าร
2.2 ประเภทของร้านคา้ ส่ง
าะห์จุดประสงคก์ ารสอน ต
ความรู้ คณุ ลักษณ
ทกั ษะ ะท่พี งึ
ความจา
ความเข้าใจ ประสงค์
การนาไปใช้
การวิเคราะห์
การประมาณ ่คา
ความคิดสร้างสรร ์ค
2.2.1 พอ่ คา้ ส่ง
2.2.2 นายหน้าและตัวแทน
2.2.3 ผูค้ ้าส่งผลติ ภณั ฑ์เกษตรกรรม
3 โครงสรา้ งของหน่วยงานธุรกจิ การคา้ ปลกี และการคา้ ส่ง
3.1 ความหมายของการจดั องคก์ าร
3.2 ความสาคญั ของการจดั องค์การ
3.3 หลักการจดั องคก์ าร
3.4 ประเภทโครงสรา้ งองค์การ
4 การเลือกทาเลทต่ี ัง้
4.1 ความหมายของทาเลท่ีตง้ั
4.2 แนวทางในการพจิ ารณาเลอื กทาเลทีต่ ง้ั
4.3 องค์ประกอบทม่ี อี ิทธิพลต่อการเลอื กทาเลทตี่ ง้ั
5 หลักการจัดซอื้ สนิ คา้
5.1 ความหมายของการจดั ซ้อื
5.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการจัดซือ้
5.3 ความสาคญั ของการจัดซ้ือ
5.4 คุณสมบตั ิของผูม้ หี น้าที่จดั ซอ้ื สนิ คา้
5.5 ปัจจัยทีต่ ้องพิจารณาในการจดั ซอื้
5.6 การคดั เลอื กแหลง่ จดั ซ้อื สนิ คา้
ถ
5.7 วธิ กี ารจดั ซือ้
5.8 การตกลงเกย่ี วกับเงอ่ื นไขต่าง ๆ
5.9 เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การจดั ซื้อ
6 การควบคมุ สนิ ค้าคงคลงั
6.1 ความหมายของการควบคุมสนิ ค้าคงคลงั
6.2 วัตถุประสงค์ของการควบคมุ สินคา้ คงคลงั
6.3 วธิ ีการควบคมุ สนิ ค้าคงคลังไดแ้ ละวิธีการรบั สนิ คา้ เข้าคลงั สินคา้
6.4 การทาเครือ่ งหมายและตดิ ราคารวมถึงวิธกี ารดูแลสนิ ค้าเพอื่ ขาย
6.5 วิธีการรกั ษาสนิ คา้ ในสตอ๊ กและวิธกี ารนบั จานวนสนิ คา้ คงคลัง
6.6 การใชร้ ะบบ Bar Code และความหมายของเลขหมายประจาตัวสนิ
6.7 ความหมายของ EDI ได้
7 การกาหนดราคาขายปลีกและขายส่ง
7.1 ความหมายของการตง้ั ราคาขาย
7.2 ลกั ษณะการตงั้ ราคาขาย
7.3 ปจั จยั ท่ีใช้ในการพจิ ารณาในการกาหนดราคาขาย
7.4 กลยุทธ์ในการกาหนดราคาขาย
7.5 วิธีการคานวณราคาสนิ ค้า
7.6 การลดราคาสนิ คา้
7.7 สาเหตขุ องการลดราคาสนิ ค้า
ท
นคา้ ได้
8 การใหบ้ ริการลูกคา้
8.1 ความหมายของการใหบ้ รกิ ารลกู คา้
8.2 ความสาคญั ของการบรกิ าร
8.3 ระดับการให้บริการลกู คา้
8.4 การควบคุมการบรกิ ารลูกค้า
8.5 ลกั ษณะเฉพาะของการบริการ
9 กฎหมายทเี่ กยี่ วข้องกบั การค้าปลีกและค้าส่ง
9.1 ความหมายของเคร่อื งหมายการคา้
9.2 ประเภทของเครื่องหมายการค้า
9.2.1 เคร่อื งหมายการค้า (TRADEMARKS)
9.2.3 เคร่อื งหมายรบั รอง (CERTIFCATION MARKS)
9.2.4 เครอ่ื งหมายร่วม (COLLECTIVE MARKS)
9.3 ความหมายของการคมุ้ ครองผูบ้ ริโภค
9.4 ความจาเป็นในการคุ้มครองผบู้ รโิ ภค
9.5 สทิ ธิคุม้ ครองผบู้ ริโภค 5 ประการ
9.5.1. สทิ ธทิ ่จี ะไดร้ ับขา่ วสารท่ถี กู ต้องและเพียงพอเกย่ี วกับสินคา้ หร
9.5.2. สทิ ธทิ จี่ ะมีอิสระในการเลือกหาสินคา้ หรือบริการ
9.5.3. สิทธิทจ่ี ะไดร้ ับความปลอดภยั จากการใช้สนิ คา้ หรอื บรกิ าร
9.5.4. สิทธทิ ่จี ะไดร้ ับความเปน็ ธรรมในการทาสัญญา
รอื บรกิ าร ธ
9.5.5. สทิ ธทิ ี่จะไดร้ บั การพจิ ารณาและชดเชยความเสยี หาย
10 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั แนวโนม้ การคา้ ปลกี และค้าส่ง
10.1 ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร
10.1.1 เทคโนโลยีสารสนเทศ
10.1.2 สารสนเทศ
10.1.3 การสอ่ื สาร
10.1.4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
10.1.5 เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
10.2 ความสาคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร
10.3 บทบาทของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารท่ีมีตอ่ สังคม
10.4 ประโยชนข์ องเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร
10.5 แนวโน้มการค้าปลีกและการค้าสง่
10.5.1 แนวโนม้ ของการค้าปลกี
10.5.2 แนวโน้มของการค้าสง่
น
1
บทท่ี 1 ความร้ทู วั่ ไปเกี่ยวกับการค้าปลีก
และการคา้ สง่
สาระสาคญั
การค้าปลีกเป็นกิจกรรมท่ีเก่ียวกับการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย ซ่ึงในปัจจุบันการค้า
ปลีกน้ันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท้ังในด้านสภาพแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี
เป็นธุรกิจที่มีอัตราการแข่งขันกันสูงมากมีรูปแบบของการค้าปลีกสมัยใหม่ที่เรียกว่า โมเดิร์นเทรด
(Modern Trade) และการค้าส่งเป็นการซ้ือขายที่เน้นผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีก โดยผู้ค้าปลีกจะเป็นผู้นาสินค้า
ตา่ งๆไปขายใหก้ ับผบู้ ริโภคคนสุดทา้ ย ดงั นน้ั จะเหน็ ได้วา่ การคา้ ส่งนน้ั จะเกิดก่อนการค้าปลีกและมลี ักษณะ
ของการซอ้ื ขายท่เี นน้ ทางดา้ นอุตสาหกรรม
ปัจจุบันการค้าปลีกและการค้าส่งมีความสาคัญต่อระบบเศรษฐกิจในปะเพราะเป็นจุดเช่ือมโยงที่
จะนาสินค้าไปส่ผู ูบ้ รโิ ภค ซง่ึ กิจกรรมทเี่ กี่ยวกบั การค้านนั้ จะเริ่มตน้ จากการนาสินคา้ จากผู้ผลิตเพื่อส่งต่อให้
ผคู้ า้ รายยอ่ ยเพื่อนาไปจาหนา่ ยต่อใหผ้ ้บู รโิ ภคโดยตรง
รูปแบบของธุรกจิ
ในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกหรือการค้าส่งผู้ประกอบธุรกิจสรูปแบบของธุรกิจได้
หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นจานวนเงินความสามารถในการบริหารกิจการซ่ึงรูปแบบ
ของธุรกิจนน้ั มี 4 รปู แบบดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ธรุ กิจแบบเจา้ ของคนเดียว
2. ห้างหุ้นส่วน
3. บรษิ ทั จากัด
4. บรษิ ทั มหาชนจากดั ประกอบธุรกิจสามารถเลอื กจานวนเงนิ ลงทนุ และ
1. ธรุ กิจแบบเจ้าของคนเดียว
รูปแบบการดาเนินธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียวเป็นรูปแบบท่ีนิยมกันมากท่ีสุดในประเทศไทยการ
ดาเนินธรุ กิจประเภทน้ีจะมีความคล่องตวั ในการดาเนินงานสูงสามารถปรบั เปลย่ี นวธิ ีการดาเนนิ งานได้ง่าย
ส่วนในด้านผลประโยชน์น้ันเจ้าของกิจการจะเป็นผู้ได้รับผลกาไรแต่เพียงผู้เดียวแต่ขณะเดียวกันก็ ต้อง
รับภาระหน้ีสนิ และความเสยี่ งเพยี งคนเดยี วเช่นกนั ลักษณะสาคญั ของธุรกิจแบบเจา้ ของคนเดยี วมดี ังน้ี
1. เจา้ ของคนเดียวเปน็ ระบบการบริหารแบบครอบครวั
2. การจัดต้งั ทาไดง้ ่ายไมต่ อ้ งจดทะเบียนนิตบิ ุคคล
3. ค่าใช้จ่ายในการจดั ตัง้ มไี ม่มาก
4. รบั ผิดชอบในหนีส้ ินไม่จากัดจานวน
2
5. เจ้าของกิจการเปน็ ผู้ควบคมุ ดแู ลเอง
6. ไมจ่ าเป็นต้องแสดงบญั ชงี บแสดงฐานะการเงนิ หรืองบกาไรขาดทุนเบด็ เสร็จเนอื่ งจากกจิ การไม่ใช่
นติ ิบุคคล
ในการดาเนนิ ธรุ กิจแบบเจา้ ของคนเดียวนีม้ ขี อ้ ดีและขอ้ เสียดังน้ี
2. หา้ งหนุ้ ส่วน
เป็นการดาเนินธุรกิจโดยการลงทุนร่วมกันของบุคคลต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป รับผิดชอบร่วมกันในการ
ดาเนินธุรกิจ โดยตกลงทาสัญญากันและยื่นขอจดทะเบียนต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อจัดต้ังเป็นห้างหุ้นส่วน
ซ่งึ สามารถแยกออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คือ
2.1 หา้ งหนุ้ ส่วนสามญั
หา้ งห้นุ ส่วนสามัญ คอื ห้างห้นุ สว่ นท่หี ุ้นส่วนทุกคนจะต้องร่วมกันรับผดิ ชอบร่วมกันในหนีส้ ้ินท้ังหมด
ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่จากัดจานวน หุ้นส่วนทุกคนยอมรับใช้หนี้ท้ังหมดจนครบโดยไม่จากัดจานวน ซึ่งใน
การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทาเป็นหนังสือ จะกระทาด้วยวาจาหรือด้วย
กิริยาอาการว่าเคยปฏิบัติต่อกันมาก็ได้ ดังน้ันจึงไม่ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และเสียภาษีเงินได้
ประเภทบคุ คลธรรมดา
2.2 ห้างหนุ้ สว่ นจากัด
หา้ งหนุ้ สว่ นจากดั คือห้างหุน้ ส่วนท่ตี ้องจดทะเบียนเป็นนิติบคุ คล โดยมีหนุ้ ส่วน 2 ประเภท คอื
1. ผู้ถือหุ้นจากัดความรับผิดชอบ คือการกาหนดความรับผิดชอบเฉพาะเพียงไม่เกินเงินท่ีตนตกลง
นามาลงในหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นประเภทนี้ไม่มีอานาจในการจัดการ เป็นเพียงผู้ออกความคิดเห็นเท่าน้ัน และ
สามารถลงคะแนนเสยี งไดใ้ นบางเรือ่ งเทา่ นนั้
2. ผู้ถือหุ้นท่ีไม่จากัดความรับผิดชอบ คือหุ้นส่วนประเภทท่ีต้องรับผิดชอบร่วมกันในบรรดาหนี้สิน
ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จากัดจานวน มีอานาจในการจัดการและการบริหารงาน และถ้าหุ้นส่วนประเภทไม่
จากดั ความรบั ผิดชอบตาย ลม้ ละลาย หรอื เป็นบุคคลไรค้ วามสามารถ ห้างหนุ้ ส่วนนน้ั ต้องเลกิ กจิ การไป
ห้างหุ้นส่วนจากัดน้ันต้องทาการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ให้เป็นนิติบุคคลมี การแต่งต้ัง
หนุ้ สว่ นผจู้ ดั การ ตามทีก่ ฎหมายกาหนดไวใ้ หร้ บั ผดิ ชอบในหน้ีสนิ ของห้างเต็มจานวนสาหรบั หนุ้ สว่ นคนอ่ืน
ๆ คงรับผิดชอบในหนี้สนิ ของห้างห้นุ ส่วนไมเ่ กนิ จานวนเงินทีไ่ ด้รว่ มลงทุนไป
2.3 ห้างหนุ้ ส่วนสามญั นติ ิบุคคล
เป็นห้างหุ้นส่วนท่ีมีบุคคล 2 คนขึ้นไปมาลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
เปน็ "หุ้นสว่ นไมจ่ ากัดความรับผดิ " หมายถึง ถา้ หา้ งหนุ้ ส่วนมีหนีท้ เ่ี กดิ ขน้ึ จากการประกอบกิจการ ทุกคนที่
เป็นหุ้นส่วน ต้องรับผิดชอบหนี้ท้ังหมด โดยไม่จากัดจานวนและหุ้นส่วนแต่ละคนมีอานาจในการจัดการ
กิจการของห้างหุ้นส่วน
3. บรษิ ทั จากดั
บริษัทจากัด คือ บุคคลตั้งแต่ 3 คนข้ึนไปร่วมกันทากิจการโดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อแสวงหากาไรจาก
การดาเนินกิจการนั้นมาแบ่งกัน โดยบริษัทจากัดจะแบ่งทุนออกเป็นหุ้น มูลค่าหุ้นละเท่าๆ กัน ผู้ลงทุนใน
3
บริษทั เรียกวา่ ผถู้ อื หุน้ โดยผถู้ ือหุน้ รบั ผดิ ไม่เกินจานวนเงินทต่ี นถือห้นุ เมอื่ จดทะเบยี นบรษิ ัทจากดั แล้ว จะ
มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกกับผู้ถือหุ้น และได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซ่ึงจะถูกใช้
เป็นเลขประจาตวั ผู้เสียภาษีอากรของกรมสรรพากร
ขนั้ ตอนในการจัดตัง้ บริษทั จากดั มดี ังน้ี
1. ผู้เร่ิมก่อการจัดตั้งบริษัทตั้งแต่ 3 คนข้ึนไปเข้าช่ือกันทาหนังสือบริคณห์แล้วนาไปจดทะเบียนตอ่
นายทะเบียนบรษิ ทั ท่กี รมทะเบียนการคา้ กระทรวงพาณิชย์
2. นายทะเบียนบริษัทได้รับจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เร่ิมก่อการจัดต้ังบริษัทจัดทา
หนังสือช้ีชวนเพ่ือโฆษณาให้ประชาชนได้ทราบ โดยการนาหนังสือช้ีชวนไปจดทะเบียนก่อนนาไปแจกจ่าย
ให้ประชาชนมาซอื้ หุ้น แต่ถ้าผ้เู ร่ิมก่อการไดซ้ ้อื หุ้นของบรษิ ทั จนหมดแล้วกไ็ มจ่ าเปน็ ต้องทาหนังสือชี้ชวน
3. เมือ่ มีการแสดงความจานงซือ้ หุ้นจนหมดแล้ว ให้ผเู้ ริม่ กอ่ การจัดตงั้ ประชุมผูถ้ อื ห้นุ
4. เรยี กประชมุ บรรดาผถู้ อื หุ้น โดยส่งหนังสือจดั ประชมุ พร้อมวาระการประชุมล่วงหน้าอยา่ งน้อย 7
วัน การประชมุ นเี้ รียกวา่ การประชุมจดั ตั้งบรษิ ทั โดยจะมวี าระประชมุ ในเรื่องตอ่ ไปน้ี
1) การจัดทาขอ้ บงั คับของบรษิ ัท
2) การให้สัตยาบันแก่สัญญาต่าง ๆ ซ่ึงผู้เร่ิมก่อการได้กระทาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท
และรบั รองอนมุ ัติค่าใชจ้ า่ ยตา่ ง ๆ ทไ่ี ด้จ่ายไปเพอื่ การจัดตั้งบริษทั
3) กาหนดเงินตอบแทนแก่ผเู้ ร่ิมกอ่ การ
4) การเลอื กตงั้ กรรมการและผ้ตู รวจสอบบัญชปี ระจาปชี ุดแรกของบริษัท
5) เรอื่ งอืน่ ๆ
5. ผู้เริ่มก่อการจัดต้ังส่งรายงานและระเบียบวาระการประชุมไปยังผู้ถือหุ้นพร้อมสาเนาการประชุม
ไปยังนายทะเบียนบรษิ ทั ภายในเวลา 14 วนั นับแต่วันประชุม
6. ผู้เร่ิมก่อการมอบอานาจการดาเนินงานให้กรรมการท่ีได้รับเลือกต้ังจากที่ประชุมให้ดาเนินการ
ตอ่ ไป
7. กรรมการชุดแรกเรียกให้ผู้ถือหุ้นชาระเงินค่าหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าท่ีจองไว้ทั้งหมด
เมื่อได้รับชาระค่าหุ้นแล้วกรรมการจะต้องไปจดทะเบียนบริษัทภายในกาหนด 3 เดือน นับแต่วันประชุม
จัดตง้ั บรษิ ทั
4. บริษทั มหาชนจากัด
บริษัทมหาชนจากัด เป็นบริษัทท่ีจัดต้ังและดาเนินการภายใต้พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจากัด
พ.ศ. 2535 มลี ักษณะคลา้ ยบริษัทจากดั ทง้ั การจดั ตงั้ และการดาเนินการ
ลักษณะสาคัญของบรษิ ทั มหาชนจากัด มดี ังน้ี
1. จานวนผูถ้ ือหนุ้ มผี ู้ถอื หนุ้ ตัง้ แต่ 15 คนขึ้นไป
2. ทุนจดทะเบยี น ไม่มกี ารกาหนดจานวนทุนจดทะเบยี นขั้นต่าไว้
3. มูลค่าหุ้นและการชาระเงนิ คา่ ห้นุ หุ้นของบริษัทมหาชนจากดั แตล่ ะหนุ้ จะตอ้ งมีมลู คา่ เท่ากนั และ
ตอ้ งชาระคา่ หนุ้ ครง้ั เดียวเตม็ มูลค่าหนุ้
4
4. จานวนกรรมการ ต้องมีจานวนกรรมการของบริษัทไม่น้อยกว่า 5 คน และกรรมการไม่น้อยกว่า
กง่ึ หนึง่ ตอ้ งมีที่อย่ใู นประเทศไทย
ความหมายของการคา้ ปลีก
การค้าปลีกเป็นธุรกิจท่ีมีบทบาทในชีวิตประจาวันของทุกคน มีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับธุรกิจมา
อย่างยาวนาน ซึ่งทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเร่ิมตั้งแต่สินค้าท่ีขายตามถนนหนทาง หรือร้านค้า
ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจค้าปลีกทั้งส้ินเราจึงควรเรียนรู้เก่ียวกับการค้าปลีก
โดยเรม่ิ ตั้งแต่ความหมาย ดังนี้
การค้าปลีก (Retailing) หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวกับการขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคคน
สดุ ทา้ ย สาหรับนาไปใชใ้ นการบรโิ ภคภายในครอบครวั
รา้ นคา้ ปลกี (Retail Store) หมายถงึ องคก์ รทางธุรกิจทีท่ าหนา้ ทจ่ี าหนา่ ยสนิ ค้าให้กบั ผู้บริโภคคน
สดุ ทา้ ย โดยเป็นผูอ้ านวยความสะดวกในการจัดสถานทีท่ ่ีเหมาะสมให้กบั ผบู้ รโิ ภคในการเลือกซื้อสนิ ค้าและ
บรกิ าร (ดารงศักด์ิ ชัยสนทิ และวนี สั อัศวสทิ ธิถาวรการบริหารการค้าปลีก, 2544)
ซ่ึงร้านค้าปลีกได้เข้ามามีบทบาทและมีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของประชาชน ในปัจจุบัน
เนื่องจากรา้ นค้าปลีกน้ันเป็นที่รวมสินคา้ จากผผู้ ลิตหลาย ๆ ราย เพอ่ื ใหผ้ ูบ้ ริโภคได้มีโอกาสในการเลือกซ้ือ
สนิ คา้ รวมท้งั ยงั ชว่ ยจดั แบง่ สินคา้ ออกเปน็ หนว่ ยขอปลีกยังมีบทบาทต่อผู้ผลิตหรือพ่อคา้ ส่ง ในด้านการจัด
แสดงสินค้า การทาหนาวของผู้ผลิตและร้านค้าส่งไว้ ยังรวมถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของ
ผบู้ ริโภคเทหรือร้านค้าสง่ เพอื่ นามาใช้ในการวางแผนดา้ นการตลาด
พ่อค้าปลีก (Retailer) หมายถึง พ่อค้าคนกลางที่ทาหน้าที่จาหน่ายสินค้าและบริการให้กับ
ผูบ้ รโิ ภคคนสดุ ทา้ ย
ลกั ษณะสาคญั ของการคา้ ปลกี
การคา้ ปลีกเป็นกิจกรรมท่ีเกย่ี วกับการขายสินค้าให้กับผูบ้ รโิ ภคคนสุดทา้ ย ซงึ่ ในปจั จุบนั การค้าปลีก
น้นั มีการเปลีย่ นแปลงไปอย่างรวดเรว็ ท้ังในดา้ นสภาพแวดลอ้ มทางสงั คม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม เทคโนโลยี
เป็นธุรกิจท่ีมีอัตราการแข่งขันกันสูงมาก มีรูปแบบของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ที่เรียกว่า “โมเดิร์นเทรด”
(Modern Trade) เป็นร้านค้าท่ีมีการตกแต่งและจัดวางสินค้าไว้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมท้ังติดป้ายแสดง
ราคาไว้ให้ลูกค้าได้ใช้ในการเปรียบเทียบเพื่อตัดสินใจซื้อลักษณะของร้านค้าปลีกที่เปิดใหม่ในปัจจุบันน้ัน
นอกจากจะเปิดร้านค้าสะดวกซ้ือตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ยังสามารถเปิดเป็นร้านค้าที่ขายสินค้าทาง
อนิ เทอร์เนต็ ทีเ่ รียกวา่ รา้ นค้าออนไลน์ ซ่ึงเป็นการเปดิ ชอ่ งทางการจดั จาหนา่ ยอกี ทางหนงึ่ ด้วย
การค้าปลกี มลี กั ษณะสาคญั ดังนี้
1. จัดหาสินค้ามาจาหนา่ ยใหต้ รงตามความตอ้ งการของลูกค้า โดยศึกษาเกี่ยวกบั
พฤติกรรมและความตอ้ งการของผู้บริโภค
2. จัดสนิ คา้ ไวบ้ รกิ ารใหเ้ พียงพอตอ่ ความตอ้ งการของลูกค้า เพือ่ ใหล้ กู ค้าเกิดความ
สะดวก รวดเร็ว
3. โฆษณาประชาสัมพนั ธ์เพ่อื ใหล้ กู คา้ ไดร้ ้จู ักการค้าปลกี
5
4. มเี งินทนุ หมนุ เวยี นและไม่จาเป็นตอ้ งลงทุนสูง
5. รา้ นค้าปลีกขนาดเล็กจะมกี ารจัดการไม่ยงุ่ ยากซับซอ้ น
บทบาทและหนา้ ท่ขี องผู้ประกอบการค้าปลีก
ผปู้ ระกอบการค้าปลกี มบี ทบาทหนา้ ทเ่ี ชื่อมโยงระหวา่ งผผู้ ลิต พ่อค้าส่ง และคนกลาง
อ่ืน ๆ บทบาทและหนา้ ทีท่ พี่ อสรปุ ได้ ดังน้ี
1. ช่วยอานวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค เป็นผู้ให้ความสะดวกกับลูกค้าท้ังทางด้านสถานที่และ
เวลาในการเลอื กซื้อสินค้า โดยเลอื กทาเลทีต่ ัง้ ทส่ี ะดวกต่อการสัญจรไปมา รวมทง้ั สร้างความเพลิดเพลินใน
ขณะทเ่ี ลือกซื้อสนิ คา้
2. ทาให้เลือกสินค้าได้ง่าย เป็นการช่วยลูกค้าให้เลือกซ้ือสินค้าได้ง่าย โดยการจัดการส่งเสริมการ
ขาย การโฆษณา การจดั แสดงสินค้า
3. เป็นตัวแทนซื้อสาหรับประชาชน หมายความว่าผู้ค้าปลีกจะเป็นผู้ทาหน้าที่เป็นตัวแทนลูกค้า ใน
การจัดหาสินคา้ ทีด่ ีมคี ุณภาพมาใหล้ กู คา้ ซือ้ ได้ตามความต้องการของลกู ค้า
4. ทาหน้าท่เี ปน็ คลงั สนิ ค้าประเภทตา่ ง ๆ
5. ช่วยยกมาตรฐานการครองชีพ หมายถึง การจัดการสินค้าที่มีประสิทธิภาพจะชว่ ยทาให้ผูบ้ รโิ ภค
สามารถซ้ือหาสินค้าเกินความจาเป็นมาเพื่อความสุขภายในครอบครัวได้ ซึ่งถ้าไม่มีการจัดการสินค้าท่ีดี ก็
อาจจะไมม่ ีการบรโิ ภคเกิดขึน้
6. หน้าท่ีในการแกะหีบห่อและติดราคาขาย ซ่ึงเป็นหน้าท่ีที่แตกต่างจากการค้าส่งเพราะผู้ค้าปลีก
จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานเพ่ือแกะหีบห่อและติดราคา เพ่ือให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซ้ือ
สนิ คา้ ไดง้ ่าย
ความหมายของการค้าสง่
การค้าส่งเป็นการซื้อขายท่ีเน้นผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีก โดยผู้ค้าปลีกจะเป็นผู้นาสินค้าต่าง ๆไปขาย
ให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย ดังนน้ั จะเหน็ ไดว้ า่ การค้าสง่ น้ันจะเกดิ ก่อนการคา้ ปลกี และมลี ักษณะของการซื้อ
ขายทเ่ี น้นทางดา้ นอุตสาหกรรม
การค้าส่ง (Wholesaling) หมายถึง กิจกรรมท่ีเก่ียวข้องกับการขายสินค้าและบริการให้กับพ่อคา้
ปลกี หรอื ผใู้ ช้ทางอุตสาหกรรม โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือนาไปจาหนา่ ยต่อหรือนาไปใชใ้ นทางธรุ กิจ
พอ่ คา้ สง่ (Wholesaler) หมายถึง คนกลางทีท่ าหนา้ ที่จดั ซอื้ สนิ คา้ จากผ้ผู ลติ เพือ่ นามาจาหน่ายต่อ
ให้กับผ้คู ้าปลีกหรือผ้บู ริโภคทเ่ี ปน็ องคก์ าร (สภุ าภรณ์ ธีระจันทร์, การขายปลีกและการขายสง่ , 2547)
การค้าส่งน้ันมีบทบาทและความสาคัญต่อผู้ผลิตในด้านการขายสินค้าแทนผู้ผลิต รวมทั้งยังช่วยลด
ภาระในการจดั จาหน่ายและยังทาหน้าที่เก็บรักษาสินคา้ ให้กบั ผผู้ ลติ
ลกั ษณะสาคัญของการคา้ สง่
การคา้ สง่ เป็นลกั ษณะการคา้ ท่ีมีความแตกตา่ งจากการค้าชนดิ อนื่ เน่อื งจากลูกค้าที่ไดร้ บั บริการจาก
ผู้ค้าส่งส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าปลกี หรือพ่อค้าอ่ืนๆ หรือผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม หรือสถาบันต่างๆ ดังน้ันลักษณะ
6
ของการค้าส่งจึงอาจเป็นผู้ผลิตหรือคนกลางที่ทาการค้าส่ง โดยลูกค้าของธุรกิจค้าส่งจะได้แก่ ผู้ค้าปลีก
และผูใ้ ชท้ างอตุ สาหกรรม ซ่งึ กิจกรรมท้ังหมดนนั้ จะเกย่ี วขอ้ งกบั การขายสนิ คา้ ใหก้ ับองค์การ
ดังนั้นลักษณะของการค้าสง่ จงึ มกี ารแบ่งตามลักษณะของผใู้ ช้ในด้านตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
1. ผใู้ ช้ดา้ นอุตสาหกรรม คอื ผ้ใู ช้ประเภทโรงงานอตุ สาหกรรมต่าง ๆ ท่ีซอ้ื สนิ คา้ จาก
ผู้ค้าส่งไปใช้ในการผลิตหรือกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับการผลิต เช่น ซ้ือวัตถุดิบไปเพ่ือใช้ในการ ผลิต
สนิ คา้ สาเรจ็ รปู ออกจาหนา่ ย ฯลฯ
2. ผู้ใช้ด้านสถาบัน คือผู้ซ้ือสินค้าจากผู้ค้าส่งไปเพ่ือใช้ภายในสถาบันนั้น ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ
เป็นการบริการให้แกส่ มาชกิ ของสถาบันน้นั ๆ หรือใหบ้ รกิ ารแกป่ ระชาชน ไดแ้ ก่สมาคม สโมสร หน่วยงาน
ราชการตา่ ง ๆ
3. ผใู้ ช้ด้านการค้า คือผู้ค้าปลกี หรือผู้คา้ ที่ซ้ือสนิ ค้าจากผคู้ ้าส่งเพื่อนามาประกอบกิจการค้าหรือเพ่ือ
ขายตอ่ เช่น โรงแรมซ้อื สบู่ แชมพูสระผม ผา้ เช็ดตวั ไว้เพือ่ บริการลูกคา้ ทม่ี าพกั ฯลฯ
บทบาทและหน้าทีข่ องผ้ปู ระกอบการคา้ สง่
ผู้ประกอบการค้าสง่ มีบทบาทและหน้าท่ใี นหลายดา้ น ไดแ้ ก่
1. หน้าท่ีในการซื้อสินค้า ผู้ค้าส่งจะทาหน้าท่ีในการจัดหาสินค้าให้กับผู้ค้าปลีกและผู้ใช้ทาง
อุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องทราบความต้องการของลูกค้าท้ัง 2 ประเภท ผู้ค้าส่งจะต้องมีความรู้และความ
ชานาญ
2. หน้าท่ใี นการขายสนิ ค้า เนื่องจากผู้ผลิตไม่มีความสามารถและประสบการณ์ในการขายสินค้า จงึ
เปน็ หนา้ ทข่ี องผคู้ ้าสง่ ในการขายสนิ คา้ รวมท้ังการแนะนาสนิ คา้ ใหม่ ๆ ด้วย
3. หน้าที่ในการขนส่งสินค้า เม่ือผู้ประกอบการค้าปลีก หรือผู้ซื้อสินค้าเพื่อนาไปใช้ในอุตสาหกรรม
ส่ังซ้ือสินค้าจากผู้ค้าส่ง ผู้ค้าส่งจะให้บริการการขนส่งด้วย โดยจะรวมค่าขนส่งไว้ในราคาขายสินค้า
เรียบรอ้ ยแลว้ และในขณะเดยี วกัน ผู้คา้ ส่งทม่ี ีประสิทธิภาพก็จะสามารถประหยัดค่าใชจ้ ่ายในเรอ่ื งเกี่ยวกับ
สินคา้ คงคลัง เพราะถา้ การขนสง่ ทาได้รวดเรว็ กไ็ มจ่ าเป็นต้องสารองสนิ คา้ ไวใ้ นคลังสนิ คา้
4. หน้าที่ในการเก็บรักษาสินค้าในโกดังสินค้า เพื่อให้สินค้าที่เพียงพอกับความต้องการผู้ค้าส่งจึง
จาเป็นต้องมีโกดังสาหรับเก็บสินค้า การมีสินค้าไว้ให้เพียงพอจึงถือว่าเป็นปัจจัยท่ีสาคัญอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะในบางท้องถิ่นท่ีลูกค้าอยู่ห่างไกลจากแหล่งชุมชน แม้ว่าจะมีการโฆษณาสินค้าได้ดีเพียงใด ก็ไม่
สามารถสนองความตอ้ งการของผบู้ ริโภคได้หากขาดสินค้าท่ีจะจาหน่าย
5. หน้าที่ในการให้สินเชื่อแก่ลกู ค้า ผู้ค้าส่งมีหน้าที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ค้าปลีกด้วยการให้เครดิตแก่
ผู้คา้ ปลกี เพอื่ ใหผ้ ้คู ้าปลีกเขา้ สู่ระบบการขายของตน
6. หน้าท่ีในการให้คาแนะนาและบริการแก่ลูกค้าที่เป็นผ้ปู ระกอบการค้าปลีก เก่ียวกับการเลือกซ้อื
สินค้าเข้าร้าน การจัดหน้าร้าน การฝึกอบรม รวมท้ังการควบคุมสินค้าคงคลัง เพื่อให้ลูกค้าเสียค่าใช้จ่าย
น้อยที่สดุ
ประโยชนข์ องผคู้ ้าส่งทมี่ ีตอ่ ผ้ผู ลิตและผคู้ ้าปลีก
ผู้คา้ สง่ มีส่วนชว่ ยทาใหผ้ ู้ผลติ และผคู้ า้ ปลกี ในเร่อื งตา่ ง ๆ ดงั น้ี
7
1. ชว่ ยใหผ้ ผู้ ลิตผลติ สินค้าไดใ้ นจานวนมาก ทาให้ตน้ ทุนในการผลิตตอ่ คร้งั ต่า
2. ช่วยทาหน้าท่ที างการตลาดแทนผผู้ ลิต
3. ช่วยแบง่ เบาภาระของผู้ผลติ ในการรกั ษาสนิ ค้าคงคลังและพร้อมสง่ ต่อใหผ้ ู้คา้ ปลีก
4. ชว่ ยจดั หาสินคา้ หลายประเภทไว้บริการใหผ้ ูค้ ้าปลีก
5. ช่วยแบง่ เบาภาระของผคู้ ้าปลกี ในการจดั เกบ็ สินคา้ ไว้เปน็ จานวนมาก
ความแตกต่างระหวา่ งการค้าปลีกกบั การค้าส่ง
การค้าปลีกและการคา้ ส่งนั้นจะมีความแตกตา่ งในดา้ นต่าง ๆ ดังตอ่ ไป
1. ด้านวัตถุประสงค์ในการซื้อของผู้บรโิ ภค คือการพิจารณาในด้านการนาไปใช้ว่ามีวัตถุประสงค์ใน
การซือ้ เพื่ออะไร
ถ้าผู้ซ้ือซ้ือสินค้าแล้วนาไปขายต่อ ก็ถือว่าเป็นการค้าส่ง เช่น บริษัทซ้ือเคร่ืองคอมพิวเตอร์ไปใช้ใน
เชิงธุรกิจก็ถือว่าเป็นการค้าส่งแต่ถ้าผู้ซ้ือซื้อสินค้าแล้วนาไปใช้กายในครอบครัว ก็ให้ถือว่าเป็นการค้าปลี ก
เน่อื งจากเป็นการนาไปใช้ส่วนตวั เช่น นกั ศึกษาซ้ือเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ไปใชใ้ นการพิมพ์รายงานหรือใช้เล่น
เกม
2. ด้านปริมาณของสินค้าในการซ้ือขายในแต่ละคร้ัง คือการพิจารณาจานวนของในการซ้ือในแต่ละ
ครั้งว่าเป็นจานวนเท่าใดถ้าผู้ซื้อซื้อเป็นจานวนน้อยแต่มีปริมาณมากรายการ ถือว่าเป็นการค้าปลีกถ้าผู้ซ้ือ
ซ้ือเป็นจานวนมากรายการเพ่ือนาไปขายต่อถือเป็นค้าส่งแต่ในบางคร้ังอาจจะเป็นการแยกลาบากเพราะ
สินค้าชนิดเดียวกัน ซ้ือในปริมาณเท่ากัน เช่น ลูกค้าซ้ือน้าปลาเป็นโหลมาเพ่ือเก็บไว้กับพ่อค้าซื้อน้าปลา
เป็นโหลมาเพอื่ ใช้ในรา้ นอาหาร
3. ดา้ นวิธกี ารในการปฏิบัติที่แตกต่างกนั คอื ในการดาเนินกิจการของการคา้ ปลกี และการค้าส่งจะมี
ความแตกต่างกัน เชน่ ในเร่อื งการบริการลูกค้าของร้านค้าปลีก จะเป็นการให้บริการลูกค้ามากกว่าร้านค้า
ส่ง และนโยบายการให้ส่วนลด ร้านค้าส่งจะให้สินเช่ือและส่วนลดแก่ลูกค้าในกรณีซ้ือเป็นจานวนมากหรอื
ชาระเงนิ ตรงเวลา
สาเหตุท่ตี อ้ งมีกิจการค้าปลีกและค้าส่ง
การหาสถานท่ีจัดจาหน่ายน้ันเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้ผลิตต้องเผชิญ เนื่องจากการขาดความ
ชานาญในการจัดจาหน่าย รวมทั้งการท่ีต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจานวนมาก เพ่ือท่ีจะนาสินค้าไปให้ถึงมือ
ผู้บริโภคให้รวดเร็วที่สดุ ดังนั้นทางเลือกหนึ่งท่ีผผู้ ลิตอาจจะเลอื กก็คือการใช้การจาหน่ายโดยผ่านคนกลาง
เพื่อที่จะทาใหส้ นิ ค้าน้ันกระจายไปถึงผู้บรโิ ภคให้มากท่สี ุดเทา่ ทจ่ี ะทาได้ และเสียค่าใชจ้ ่ายนอ้ ยทสี่ ุด ซึ่งการ
ท่ีผผู้ ลติ เลอื กทีจ่ ะจาหน่ายสินค้าโดยผ่านคนกลางน้นั เกดิ จากเหตผุ ลดงั ตอ่ ไปนี้
1. ผู้ผลิตสินค้ามีเงินทุนน้อย การมีเงินลงทุนน้อยทาให้ไม่สามารถดาเนินการตามนโยบายทางการ
ตลาดเองได้ ดงั น้นั จึงจาเป็นต้องอาศยั คนกลางเพ่ือชว่ ยในการกระจายสนิ คา้
2. ผู้ผลิตไม่สามารถเปิดร้านค้าปลีกหรือค้าส่งเพ่ือขายสินค้านั้นได้เอง เน่ืองจากสินค้าบางชนิด
จาเปน็ ต้องขายในร้านขายสนิ ค้าอย่างอืน่ เช่น ยาอม หมากฝรง่ั ฯลฯ
8
3. ผู้ผลิตสินค้าไม่มีความชานาญและประสบการณ์ทางด้านการตลาดเหมือนคนกลางเนอื่ งจากการ
ขายสินค้าและบริการน้ัน จัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งความรู้ทางการตลาดประสบการณ์ ความ
ชานาญ ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะด้านอย่างหน่ึง ดังน้ันจึงจาเป็นต้องอาศัยคนกลางที่มีความชานาญและมี
ประสทิ ธภิ าพมากกว่า
4. การดาเนินงานขายเองอาจจะทาใหต้ ้องเสยี คา่ ใช้จา่ ยในการดาเนินงานสูงเมอื่ เปรียบเทียบกับการ
จาหน่ายโดยผ่านคนกลาง
5. การใช้คนกลางเป็นช่องทางการจาหนา่ ย เป็นการลดปรมิ าณงานของการผลติ ให้น้อยลง
สรุปสาระการเรียนรู้บทที่ 1
รูปแบบของธุรกิจสามารถแบ่งออกได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ ธุรกิจเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้น ส่วนบริษัท
จากัด และบรษิ ัทจากัดมหาชน
การค้าปลีกเป็นกิจกรรมท่ีเกี่ยวกับการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย จึงเป็นธุรกิจท่ีมี
อัตราการแข่งขันสูงมาก ส่วนการค้าส่งเป็นกิจการท่ีเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือบริการใหก้ ับพ่อค้า
ปลีกเพื่อนาไปจาหน่ายต่อไปอีกทอดหน่ึง การค้าส่งจึงอาจเป็นท้ังผผู้ ลติ หรือคนกลางที่กาลังค้าสง่ โดย
ลูกค้าส่วนใหญ่ของธุรกิจค้าส่งคือพ่อค้าและผู้ค้าปลีก ดังน้ัน การค้าปลีกและการค้าส่งน้ันจะมีความ
แตกต่างในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ในการซื้อของผู้บริโภค ด้านปริมาณของสินค้าในการซ้ือ
ขายแตล่ ะครั้ง รวมทง้ั วธิ ีการในการปฏิบตั ทิ ีแ่ ตกต่างกัน
แบบฝกึ หดั บทท่ี 1
ความร้ทู วั่ ไปเกี่ยวกับการค้าปลีกคา้ ส่ง
ตอนที่1 จงหาความหมายดงั ต่อไปน้ี
1. Retailing หมายถึง
2. Wholesaling หมายถึง
3. ธุรกจิ เจา้ ของคนเดยี ว คือ
4. บริษทั จากดั คือ
5. ห้างหนุ้ ส่วนจากดั คือ
6. ผูค้ ้าส่งมีหนา้ ท่ี ดงั ตอ่ ไปนี้คือ
7. หนงั สือบรคิ ณห์สนธิ คือ
8. อธบิ ายความแตกต่างระหว่างการคา้ ส่งกับการคา้ ปลกี มาใหเ้ ข้าใจ
9. อธิบายขัน้ ตอนของการจัดต้ังบริษัทมาให้เขา้ ใจ
10. อธิบายบทบาทและหน้าที่ของผ้คู า้ ปลกี มาพอเข้าใจ
9
ใบงานที่ 1
ลกั ษณะของการคา้ ปลกี และการค้าสง่
ตอนที2่ กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาชีแ้ จ้ง
1. ใหน้ ักศกึ ษาอธิบายความหมายของการค้าปลีกและการคา้ สง่
2. ใหย้ กตวั อยา่ งร้านค้าทข่ี ายปลีกและขายส่ง พรอ้ มท้ังระบวุ า่ ขายสนิ ค้าอะไร
3. ให้นักศกึ ษาค้นหาข้อมูลประวัติความเป็นมาของธุรกจิ ท่ีนักศึกษายกตัวอยา่ ง
บทที่ 2 ประเภทของการค้าปลีก
และการคา้ สง่
สาระสาคัญ
ร้านค้าปลีกที่มีอยู่ในประเทศไทยทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่ามีอยู่เป็นจานวนมากหลากหลายรูปแบบ
นับตั้งแต่ร้านท่ีมีขนาดเล็กไปจนกระท่ังร้านท่ีมีขนาดใหญ่ มียอดขายต่อวันเพียงไม่ก่ีร้อยบาท จนถึงมี
ยอดขายต่อวันนับเป็นล้านบาท ร้านค้าปลีกบางร้านจากัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ เช่น ร้านขายอาหาร ร้านขาย
เส้ือผ้า เป็นต้น แต่ร้านค้าบางประเภทจะจาหน่ายสินค้าท่ีมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เช่น
หา้ งสรรพสนิ คา้ ดังนน้ั การศึกษาเร่ืองร้านค้าปลีกจึงจาเปน็ ทจี่ ะต้องเขา้ ใจถงึ ความหลากหลายของประเภท
ทีม่ คี วามแตกตา่ งกันของร้านค้าปลีกแตล่ ะประเภท
ร้านคา้ ปลีกท่ีมีอยู่ในประเทศไทยทุกวนั น้ี จะเห็นได้วา่ มีอยู่เป็นจานวนมากรูปแบบ นับตัง้ แตร่ ้านค้า
ท่ีมีขนาดเล็กไปจนกระท่ังถึงร้านค้าท่ีมีขนาดใหญ่ มียอดขายต่อไม่ก่ีร้อยบาท จนถึงมียอดขายต่อวัน
นับเป็นล้านบาท ร้านค้าปลีกบางร้านจากัดเฉพาะผลเช่น ร้านขายอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ฯลฯ แต่ร้านค้า
บางประเภทจะจาหน่ายสนิ คา้ หมกหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เช่น ห้างสรรพสินคา้ ฯลฯ ดังนัน้ การศึกษา
เรื่องร้านค้าปลีกจึงจาเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงความหลากหลายของประเภทของร้านค้าปลีก ท่ีมีความ
แตกตา่ งกันของรากปลีกในแต่ละประเภท
10
ลกั ษณะของกิจการคา้ ปลีก
การค้าปลีกเป็นการขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย โดยมีร้านค้าปลีกเป็น
องค์ประกอบที่สาคัญ กิจการค้าปลีกในประเทศไทยนั้นจึงมีหลากหลายประเภทด้วยกันท้ังนี้ขึ้นอยู่กับ
เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาลักษณะของการขายสินค้าหรือบริการ ในท่ีนี้จะแบ่งการค้าปลีกออกเป็น 4
ลักษณะ ดังนี้
1. เป็นการค้าปลีกที่ขายสินค้า หมายถึง ร้านค้าท่ีขายสินค้าโดยเน้นท่ีตัวสินค้าเป็นหลักในการ
จาหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค โดยเน้นความหลากหลายของสินค้าท่ีจาหน่ายเพื่อสนองความต้องการของ
ผบู้ ริโภคเปน็ หลกั รา้ นค้าปลกี ท่ีขายตัวสินค้าเป็นหลักนี้อาจจะมกี ารบรกิ ารเพ่ือสง่ เสริมการขายสินค้าได้
2. เป็นการค้าปลีกท่ีขายบริการ หมายถึง ธุรกิจการค้าปลีกท่ีเน้นการบริการเป็นหลักให้แก่
ผู้บริโภค โดยเน้นที่กิจกรรมหรือกระบวนการในการให้บริการเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการและ
ความพงึ พอใจใหก้ ับผู้บรโิ ภค ซง่ึ การบรกิ ารน้ันจะมลี กั ษณะเฉพาะแตกตา่ งไปตามลักษณะของการบริการ
3. เป็นการค้าปลีกแบบดั้งเดิม ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม คือ ร้านค้าขายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคโดย
ผ่านบุคคลท่ีเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่มีระบบการจัดการบริหารงาน มีรูปแบบท่ีหลากหลายขายสินค้าใน
พื้นฐานความจาเป็นในการดารงชีวิต ลักษณะการดาเนินงาน แสดงลักษณะวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของ
ประชาชนในถิ่นนนั้ และในการเจรจาตอ่ รอง ความเปน็ มิตร ความเหน็ อกเห็นใจกนั และความเป็นกันเอง
4. เป็นการค้าปลีกสมัยใหม่ คือ รูปแบบการค้าปลีกท่ีมีกระบวนการจัดจาหน่ายท่ีมุ่งเน้นในการ
นาเสนอสินค้าท่ีมีความหลากหลาย มีระบบการจัดการ ท่ีอาศัยความรู้ความชานาญและเทคโนโลยีมาชว่ ย
ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า นาไปสู่ความสัมพันธ์ท่ีเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้าปลีกและ
ลกู ค้า
Modern Trade หรือการค้าขายปลีกสมัยใหม่ นับเป็นแนวโน้มท่ีสาคัญของสังคมทั่วโลก เพราะ
เป็นระบบการค้าท่ีมีประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย และมีต้นทุนต่าเนื่องจากมีการประหยัดจากขนาด
ปัจจุบันร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เกิดข้ึนในประเทศไทยแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป ตั้งแต่
แนวคิดหลกั เงินลงทนุ ทต่ี ้งั ลกั ษณะขนาดโครงสรา้ งของอารวมไปถงึ การตกแต่งขนาดพนื้ ที่ใช้สอยหรือพื้น
ที่ต้งั วางสินคา้ ลูกคา้ กลมุ่ เปา้ หมายทแี่ ตกต่างกันไป สินค้าท่วี างจาหน่าย ปรมิ าณสินค้า และประเภทสินค้า
ท่ีวางจาหนา่ ยตลอดจนบริการตา่ งๆ
ประเภทของกิจการคา้ ปลกี
1. การคา้ ปลกี ท่ขี ายสนิ คา้
การดาเนนิ กจิ การคา้ ปลกี น้ันสามารถจาแนกไดห้ ลายแบบ ขน้ึ อย่กู บั หลักเกณฑ์ที่นามาใชใ้ นการแบ่ง
ประเภทของการค้าปลีก ดงั ตอ่ ไปน้ี
1.1 ขนาดของกจิ การ
เป็นการแบง่ ประเภทของรา้ นค้าตามขนาดของกิจการที่ทาการจัดต้งั ซง่ึ แบง่ ออกเป็น2 ประเภท คอื
1) กิจการค้าปลีกขนาดเล็ก (Small Sale Retailer) เป็นร้านค้าปลีกที่มีเป็นจานวนมาก ตั้งอยู่
ทวั่ ทกุ แหง่ ทม่ี โี อกาสจะขายสินค้าได้ ทง้ั ในหมู่บ้าน ตามตรอกซอยตา่ ง ๆเจ้าของร้านทาหน้าที่เป็นผ้จู ัดการ
11
และอาจจะเป็นผู้ขายสินคา้ เอง จึงทาให้ขาดความชานาญในด้านการจัดการ เพราะเจ้าของร้านต้องทางาน
เองทุกอย่าง ตั้งแต่การจัดซื้อสินค้า การต้ังราคาขาย การทาบัญชี การตกแต่งร้าน และการควบคุม
พนักงานขาย
รปู ภาพท1่ี ตวั อยา่ งร้านคา้ ปลีกขนาดเล็ก
ท่ีมาของรปู ภาพ : https://support.google.com/legal/answer/3463239?hl=th
2) กิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ (Large Sale Retailer) เป็นกิจการที่มีการแบ่งสัดส่วนการทางาน
และสนิ คา้ ออกเปน็ แผนก ตามลักษณะของสินคา้ ท่ีจัดจาหน่ายร้านคา้ ปลกี ขนาดใหญ่น้นั จะมีหลายประเภท
ด้วยกัน เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสรรพาหาร ฯลฯ ลักษณะของการทางานจะเป็นการแบ่งงานกันทา มี
สัดส่วนของความรับผิดชอบในหน้าท่ีน้ัน ๆชัดเจน ตามความรู้ความชานาญเฉพาะด้านของผู้รับผิดชอบ
ลักษณะของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่น้ันจะมฐี านะการเงินทด่ี ีกว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็ก เนือ่ งจากมีการระดม
เงินทุนเพ่ือการจัดการได้มากกว่า อีกทั้งยังมีผู้ร่วมรับภาระความเส่ียงภัยท่ีอาจจะเกิดจากการบริหารได้
และยังสามารถทดลองใช้วิธีการใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการได้อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพงาน
ได้ผลดีกว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ซ่ึงทาให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่นั้นเป็นที่รู้จักของประชาชนอย่าง
แพร่หลาย
1.2 จานวนของสายผลิตภณั ฑ์
การแบ่งประเภทของร้านค้าโดยพิจารณาจานวนสายของผลิตภัณฑ์ เป็นการแบ่งตามประเภทตาม
ลักษณะของผลิตภัณฑ์ทจี่ าหนา่ ย ดงั นี้
1) ร้านค้าทั่วไป (General Stores) เป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าหลายอย่างจานวนไม่มาก แต่มี
สินค้าหลายประเภท เชน่ อาหารแหง้ ของชา ขนม ของขบเคียวเครอ่ื งใช้ในครวั เรือน ฯลฯ ร้านค้าประเภท
นี้ เช่น รา้ นขายของชา รา้ นขายของเบ็ดเตล็ด ฯลฯ
2) ร้านสรรพสินค้า (Department Stores) เป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าหลายอย่างที่มีขนาด
ใหญ่ มีจานวนสินค้าจาหน่ายหลายประเภท และมีเป็นจานวนมาก ลักษณะของร้านค้าจะมีการแบ่งเป็น
แผนกตามประเภทของสินค้าที่จาหน่าย วิธีการดาเนินงานทาอย่าเป็นระบบ มีการวางแผนการขาย การ
โฆษณา การควบคุม สต็อกสินค้า และการบัญชี ปกติร้านค้าปลีกประเภทน้ีจะอยู่ในย่านชุมชนของเมือง
ใหญ่หรอื ย่านการค้า
12
3) ร้านสรรพาหาร (Supermarket) เป็นร้านค้าที่จาหน่ายสินค้าประเกนอาหารท่ีมีความ
หลากหลาย ลักษณะของร้านค้าเป็นลักษณะที่ให้ผู้ซ้ือบริการตนเอง (Sel Service) โดยทางร้านค้าจะจัด
อุปกรณ์ช่วยอานวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเลือกหยิบสินค้า เช่น ตะกร้า รถเข็น ฯลฯ สินค้าท่ี
จาหน่ายจะมีราคาถูกกว่าร้านขายของชาท่ัวไป เนื่องจากทางร้านค้าได้ตัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการบริการ
ออกไป ทาให้ต้นทุนในการจาหน่ายถกู ลงจนสามารถจาหน่ายสินค้าได้ในราคาที่ถูกกวา่ สินค้าท่จี าหน่ายใน
ร้านสรรพาหารจะมีสินค้าประเภทอาหารสดเช่น ผัก ผลไม้ เน้ือสัตว์ ฯลฯ หรือสินค้าประเภทอาหารแห้ง
และเครอ่ื งใช้ในครวั เรือนคละกนั ไป
4) ร้านขายสินค้าผลิตภัณฑ์เดียว (Single-Line Store) เป็นร้านค้าท่ีจาหน่ายสนิ ค้าเฉพาะเพียง
ประเภทเดียว เช่น ร้านขายเคร่ืองใช้ไฟฟ้า ก็จะขายเฉพาะเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยจะมีสินค้า
หลายขนาด หลายแบบหลายตรายี่ห้อ มีขนาดและแบบต่าง ๆ ให้เลือกซื้อและถ้าเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ก็
อาจจะมกี ารแบง่ สินคา้ ออกเป็นแผนก
รปู ภาพที่2 ตวั อย่างร้านขายสินค้าผลติ ภณั ฑเ์ ดยี ว
ท่มี าของรูปภาพ : http://www.futureav.co.th/
5) ร้านขายสินค้าเฉพาะอย่าง (Specialty Stores) เป็นร้านค้าที่จาหน่ายสินค้าเฉพาะของ
ผลิตภัณฑ์ใดเพียงผลิตภัณฑ์เดียว สินค้าท่ีมีลักษณะพิเศษ เช่น ร้านขายหนังสือ ร้านขายดอกไม้ ร้านขาย
รองเท้าหรือร้านค้าท่ีเป็นคลังสินค้าของผู้ผลิตโดยเฉพาะเป็นร้านค้าที่ขายสินค้านาสมัย สินค้าตามแบบ
นิยมรา้ นคา้ ประเภทนคี้ ัดเลอื กสนิ ค้าท่มี กี ารออกแบบที่แปลก หรอื พิสดารมาจาหนา่ ย เช่น ร้านกฟิ ต์ชอป
13
รูปภาพท่ี3 ตัวอย่างร้านขายสินค้าเฉพาะอย่าง
ท่มี าของรูปภาพ : https://www.thailandtopvote.com/
1.3 นโยบายราคาของกิจการ
การแบ่งประเภทของตามนโยบายราคาของกิจการ เป็นการแบ่งประเภทโดยพจิ ารณาจากราคาของ
สนิ ค้าท่จี าหน่ายของกิจการแตล่ ะประเภท ได้แก่
1) ร้านขายสินค้าราคาถูก (Discount Stores) เป็นร้านขายสินค้าโดยใช้กลยุทธ์ราคาถูกเป็น
เครื่องมอื ในการจูงใจ โดยการลดราคาใหต้ ่ากว่าราคาขายของผลิตภัณฑต์ ามท้องตลาด โดยยอมขาดทุนใน
ส่วนที่เป็นกาไรบางส่วน เพื่อให้ขายสินค้าได้เป็นจานวนมาก ทาให้สามารถขาย สินค้าได้ในปริมาณมาก
เพอ่ื ให้สินคา้ สามารถหมุนเวยี นไดร้ วดเรว็ ยง่ิ ขึ้น
2) ร้านค้าปลีกทางไปรษณีย์หรือร้านค้าปลีกแบบแคตตาล็อก (Mail-Order or Catalog) เป็น
ร้านค้าปลีกที่ผู้ค้าปลีกใช้วิธีการสง่ จดหมายขาย และ Catalog สินค้าให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ เพ่ือลดต้นทุน
ในการดาเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่ทาให้สามารถลดราคาสินค้าลงได้ ผู้ซื้อไม่ต้องเสีย
ค่าใช้จ่ายในการเดนิ ทางมาซ้ือสนิ คา้ โดยสามารถส่งั ซ้อื ได้จาก Catalog รวมคา่ ขนสง่
1.4 ลกั ษณะของการขยายกิจการ
ลกั ษณะของการขยายกจิ การทาได้หลายรปู แบบ ดังน้ี
1) ร้านค้าปลีกแบบลกู โซ่ (Chain Stores) เป็นลักษณะของร้านค้าปลีกท่ีเจ้าของกิจการเดียวกนั
เปดิ สาขาหลาย ๆ แห่ง มศี นู ยก์ ลางการบริหารงานโดยเจา้ ของกลุ่มเดียวกนั เชน่ โลตสั บ๊กิ ซี คาร์ฟูร์ ฯลฯ
2) ร้านค้าปลีกระบบแฟรนไชส์ (Franchise Chains) เป็นร้านค้าปลีกท่ีมีการขยายตัวอย่าง
รวดเรว็ เกิดจากความเชือ่ ถือในระบบการบริหารของกจิ การ โดยผเู้ ปน็ เจ้าของแฟรนไชส์จะเรม่ิ ต้นด้วยการ
ประกาศให้ผู้ที่อยากจะเข้ามาร่วมทากิจการใหม่ เข้าร่วมธุรกิจกับเขาโดยเจ้าของกิจการจะเปน็ ผูช้ ่วยเหลอื
ในการบริหารงาน การฝึกอบรมพนักงาน การส่งเสริมการขายการตกแต่งร้าน การผลิต และขายสินค้า
เหมือนกบั ธรุ กจิ ของบริษทั เช่น รา้ น KFC แมคโดนลั ด์ ฯลฯ
1.5 วิธีการดาเนินกจิ การ
การแบง่ ประเภทของร้านค้าปลีกตามวิธกี ารดาเนินกจิ การ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
14
1) การคา้ ปลกี แบบมีทีต่ ้ังรา้ นค้า (In-Store Retailing) เป็นการคา้ ปลีกทีจ่ ะตอ้ งจัดหาสถานที่ตั้ง
เพื่อการจาหนา่ ย มีการจดั ตกแต่งร้านเพื่อความสวยงามและเกิดความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า ร้านค้า
แบบมที ่ตี ้งั รา้ นค้าน้นั มีหลายประเภท ดงั นี้
- ร้านค้าปลีกแบบให้บริการเต็มท่ี (Full-Service Retailing) เป็นกิจการค้าปลีกท่ีมีพนักงานคอย
ใหบ้ รกิ ารอย่างเตม็ ที่ และชดเชยกับรายจ่ายทเ่ี พ่ิมข้ึน เพราะรา้ นค้าประเภทนีจ้ ะตั้งราคาสนิ คา้ สงู เช่น รา้ น
สรรพสินคา้ ภตั ตาคาร ร้านอาหาร ฯลฯ
รปู ภาพที่4 ตัวอยา่ งรา้ นคา้ ปลกี แบบใหบ้ ริการเต็มท่ี
ท่มี าของรูปภาพ : https://www.brandbuffet.in.th/2014/05/picturehouse-popuprestaurant-london/
- รา้ นค้าปลกี แบบบรกิ ารตวั เอง (Self-Service) เป็นร้านคา้ ท่ีใหล้ ูกค้าบริการตวั เอง โดยทางร้านจะ
จัดหาอปุ กรณ์ ตะกรา้ รถเข็นสาหรบั ใส่สนิ คา้ บรกิ ารตวั เอง
รปู ภาพที่5 ตัวอยา่ งรา้ นคา้ ปลีกแบบบริการตัวเอง
ท่ีมาของรปู ภาพ : https://www.brandbuffet.in.th/2017/08/kantar-worldpanel-brand-footprint-report/
- รา้ นสะดวกซอ้ื (Convenience Stores) เป็นร้านขายสนิ ค้าสะดวกซ้ือ เปน็ กิจการทพ่ี ัฒนามาจาก
Supermarket แต่ขายสินค้าในปริมาณน้อยกว่า ในช่วงเวลาที่นานกว่า อาจจะเปิดตลอดคืน เพ่ืออานวย
ความสะดวกแก่ผซู้ ้อื
- รา้ นขายสินคา้ ราคาถูก (Discount Stores)
- รา้ นอาหาร (Restaurants) รา้ นอาหารในทีน่ จ้ี ะรวมถึงร้านอาหารประเภท
Coffee Shop
15
- ร้านค้าประเภทโชห่วย (Variety Stores) เป็นร้านค้าที่ขายสินค้ามากมายหลายชนิด โดยแต่ละ
ชนิดมจี านวนน้อย
2) การค้าปลีกแบบไม่มีท่ีตั้งร้านค้า (Non-Store Retailing) เป็นการค้าปลีกท่ีไม่จาเป็นต้อง
จัดหาสถานท่ีตั้ง จะจัดต้ังอยู่ท่ีใดก็ได้ เพราะเป็นเพียงจัดส่งพนักงานหรอจัดส่งเอกสารให้กับกลุ่มลูกค้า
เปา้ หมาย จงึ ไม่จาเป็นตอ้ งมีการตกแต่งร้านค้าเพ่อื ความสวยงามการคา้ ในแบบน้ี ได้แก่
-การขายตามบ้าน (Door to Door Selling) เป็นการขายโดยพนักงานขายจะเดินเข้าเยี่ยมลูกค้า
ตามบ้านพร้อมเสนอขายสนิ คา้ จัดเป็นการขายทม่ี คี วามเก่าแกท่ ่ีสดุ แบบหน่งึ
- การขายตรง (Direct Selling) เป็นการขายโดยผู้จาหน่ายอิสระออกไปขายสินค้าโดยตรงกับ
ผู้บริโภค ได้รับผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย นิยมใช้กับสินค้าประเภทแฟชั่นสินค้าพิเศษ เช่น
เคร่อื งสาอาง อาหารเสรมิ ฯลฯ
- การขายโดยเคร่ืองจักรอัตโนมัติ (Automatic Vending Machine) เป็นการค้าปลีกโดยการใช้
เครอ่ื งจักรในการขายแทนการใช้พนกั งาน สินค้าทเ่ี หมาะกับการขายโดยเครื่องจกั รอตั โนมัติ เชน่ เคร่อื งดื่ม
ชนิดตา่ ง ๆ ขนมขบเค้ียว กระดาษทชิ ชู ฯลฯ
-การขายทางไปรษณีย์ (Mail-Order Selling) เป็นการขายโดยผู้ค้าปลีกจะจัดส่ง Catalog ที่แสดง
รายละเอียดสินค้าและราคาให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทางไปรษณีย์ โดยให้ลูกค้าสั่งซ้ือสินค้าทางไปรษณีย์
ดังนัน้ จงึ ไม่จาเปน็ ตอ้ งมรี า้ นค้าอยู่ในทาเลทีด่ ี และไมจ่ าเป็นต้องจา้ งพนักงานเปน็ จานวนมาก
-การขายทางอินเทอร์เน็ต (E-commerce) เป็นการขายโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การขายผ่าน
อนิ เทอร์เน็ต เนอื่ งจากการสือ่ สารได้มกี ารพัฒนาก้าวหนา้ มเี ครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตครอบคลุมไปทั่วโลก
2. การคา้ ปลีกทขี่ ายบรกิ าร
เป็นธุรกิจท่ีเน้นการให้บริการแก่ลูกค้าเป็นหลัก สามารถแบ่งประเภทตามลักษณะการให้บริการ
ดังนี้
2.1 การบริการด้านความเผอื่ แผ่ (Hospitality Services) คาว่า “Hospitality”
หมายถึง ความมีน้าใจ ความมีมิตรไมตรีจิต ความเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ ความเอาใจใส่ในการต้อนรับต่อผู้
มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นแขกหรือคนแปลกหน้าด้วยความยินดีในฐานะเจ้าของบ้านที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นวา่ คน
ไทยมีอัธยาศัยที่ดีในการต้อนรับแขก นั้นก็คือ คนไทยมี “Hospitality” (รศ.ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์, จุล
สารสาขาวทิ ยาศาสตร์สขุ ภาพออนไลน์ 2554)
ธุรกจิ บริการทีเ่ กี่ยวเน่ืองกับภาคการท่องเทีย่ ว (Hospitality) เช่น โรงแรม ท่พี กั ร้านอาหาร บริการ
สุขภาพ/การแพทย์ MICE ธุรกิจนาเที่ยว สปา แพทย์แผนไทย ผลิตภัณฑ์สมุนไพร บริการรับ-ส่ง
นกั ทอ่ งเท่ียว ธรุ กิจจาหน่ายของท่รี ะลกึ ฯลฯ
2.2 การบริการด้านการเงิน (Financial Services) ธุรกิจท่ีให้บริการด้านการเงิน ครอบคลุมถึง
การบริการด้านการประกันภยั การธนาคาร ธุรกิจหลักทรัพยแ์ ละการบรกิ ารด้านการเงนิ อน่ื ๆ เช่น ธนาคาร
บรษิ ทั เงินทุน บรษิ ทั ประกันภยั