The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การค้าปลีกและการค้าส่ง (2202-2103)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaiwan khamlim, 2020-06-11 03:55:40

การค้าปลีกและการค้าส่ง (2202-2103)

การค้าปลีกและการค้าส่ง (2202-2103)

66

ตวั อย่าง ต้นทุนสนิ ค้า 140 เจา้ ของต้ังราคาไว้ 60% ของราคาขาย จงหาราคาขายปลกี เท่าใด
สูตร ราคาขาย = 100 x ต้นทุน

100 - MU
MU = 60%

R=?
C = 140
วธิ ที า
ราคาขาย = 100 x 140

100 - 60
= 100 X 140

100 - 60
= 350 บาท

1.2 วธิ ีกาหนดโดยประมาณกาไรเปน็ ตัวเงิน

สตู ร ราคาขาย = ราคาทุน + ส่วนบวกเพม่ิ

ตัวอยา่ ง ต้นทุนสนิ คา้ 40 บาท ส่วนบวกเพิม่ 60 บาท ราคาขายปลกี จะเป็นเทา่ ใด
ราคาขาย = ราคาทุน + ส่วนบวกเพมิ่
ราคาขาย = 40 + 60
= 100 บาท

2. การตัง้ ราคาแบบบวกเพิ่มจากต้นทนุ (Mark-up on Cost or Mark on)
เป็นการตัง้ ราคาสินค้าใหเ้ ทา่ กบั ต้นทนุ สนิ ค้าบวกจานวนกาไรที่ต้องการ
ตัวอย่าง สินค้าชนิดหนึ่งมีต้นทุนหน่วยละ 10 บาท ตั้งราคาโดยบวกเพ่ิมจากต้นทุน 2556 ราคา
ขายจะเปน็ เทา่ ใด

จานวนบวกเพมิ่ = 10 x 25% = 2.50 บาท
ราคาขาย = 10 + 2.50 = 12.50 บาท

3. การตง้ั ราคาแบบบวกเพม่ิ จากต้นทนุ เฉลย่ี (Mark-up on Average Cost)
เป็นการต้งั ราคาสินค้าโดยอาศัยตน้ ทนุ เฉล่ยี เปน็ หลักแล้วบวกเพมิ่ ด้วยจานวนการท่ตี ้องการ

สตู ร ตน้ ทนุ รวม = ตน้ ทุนคงท่ี + ตน้ ทนุ แปรผัน
ตน้ ทุนเฉล่ยี = ตน้ ทนุ รวม
จานวนหน่วยท่ผี ลิต

67

ตัวอย่าง สินค้าชนิดหนึ่งมีต้นทุน1,000 บาท ต้นทุนแปรผัน 2,000 บาท สาหรับการผลิตจานวน

500 หน่วย ถา้ ต้องการต้ังราคาแบบบวกเพิม่ จากต้นทุนเฉล่ีย 25% ราคาขายจะเปน็ เทา่ ใด

สตู ร ตน้ ทนุ รวม = ตน้ ทุนคงท่ี + ต้นทนุ แปรผนั

= 1,000 + 2,000

= 3,000

ต้นทุนเฉล่ยี = 3,000

500

= 6 บาท

ส่วนบวกเพิม่ จากตน้ ทุนเฉลย่ี 25% = 25 x 6

100

= 6 + 1.50

= 7.50 บาท

การคานวณราคาของการคา้ สง่

การค้าส่งเป็นกิจการร้านค้าท่ีต้องใช้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าและบริการท่ีซื้อมาเพื่อเป็นฐานใน

การกาหนดราคาขายสินค้า โดยพ้ืนฐานของการกาหนดราคาก็คือส่วนบวกเพ่ิมของ ต้นทุนต่อหน่วย +

กาไร (ส่วนเพิม่ ) = ราคาขาย

การกาหนดราคาข้ันพื้นฐานในการตั้งราคาของการค้าส่ง การตั้งราคาในการค้าส่งโดยทั่วไปมี 3

วธิ ี ไดแ้ ก่

1. การตั้งราคาโดยยึดตน้ ทนุ เป็นเกณฑ์ แบ่งเปน็ 2 แบบ ดังตอ่ ไปนี้

1.1 ตั้งราคาโดยคิดต้นทุนบวกกาไร เป็นการกาหนดราคาโดยกาหนดเป็นจานวนท่ี

แน่นอน เช่น 3 บาท 10 บาท 25 บาท เป็นจานวนกาไรท่ีต้องการต่อหน่วย และนาต้นทุน บวก

กาไรที่ตอ้ งการ มวี ธิ ีการคานวณได้ดงั น้ี

ราคาขายต่อหน่วย = ตน้ ทนุ ทั้งหมด + กาไรทีต่ ้องการ

ตัวอย่าง ร้านค้าซ้ือผ้าห่มขนหนุมาจาหน่าย ในราคาผืนละ 100 บาท การต้ังราคาขายควรจะเป็น

เท่าไร ถ้ารา้ นค้าส่งต้องการกาไรดังต่อไปน้ี

ก. ตอ้ งการกาไรผนื ละ 25 บาท

ข. ตอ้ งการกาไร 25% ของตน้ ทุน

ค. ต้องการกาไร 20% ของราคาขาย

ก. กาหนดเป็นจานวนกาไรท่แี น่นอน

วิธที า ตอ้ งการกาไรผนื ละ 25 บาท

ราคาขายต่อหนว่ ย = ตน้ ทนุ ต่อหนว่ ย + กาไรท่ีต้องการ

= 100 + 25

= 125 บาท

68

ข. กาหนดเป็นเปอรเ์ ซน็ ตจ์ ากต้นทนุ ของสินคา้

วธิ ีทา ต้องการกาไร 25% ของตน้ ทนุ

ราคาขายต่อหน่วย = ต้นทนุ ต่อหน่วย + กาไรท่ีตอ้ งการ

กาไรท่ตี ้องการ 25% ของต้นทุน = 25 บาท

ราคาขายต่อหนว่ ย = 100 + 25

= 125 บาท

ค. กาหนดเปน็ เปอรเ์ ซ็นต์จากราคาขายของยอดขาย

วธิ ีทา ตอ้ งการกาไร 20% ของราคาขาย

ส่วนบวกเพิม่ 20% ของราคาขาย

จากสมการ ราคาขาย = ต้นทุน + สว่ นบวกเพมิ่

100% = 80% + 20%

หรือใช้อาจจะใชว้ ธิ เี ทยี บบญั ญตั ไิ ตรยางค์ ไดด้ งั นี้

80% = 100 บาท

100% = (100 x 100) / 80

= 125 บาท

หรอื 20% = (100 x 20) / 80

= 25 บาท

ราคาขาย = 100 + 25

= 125 บาท

2. การต้ังราคาโดยคานึงถึงความต้องการของตลาดเป็นเกณฑ์ การตั้งราคาในลักษณะนี้เป็นการ

ตั้งราคาโดยคานึงถึงความต้องการของตลาดเป็นเกณฑ์ ถ้าความต้องการของตลาดสูง ก็จะกาหนดราคาให้

สูง แต่ถ้าความตอ้ งการของตลาดต่า กจ็ ะกาหนดราคาสนิ ค้าให้ตา่ ลงทัง้ นจี้ ะไม่คานึงถึงตน้ ทนุ ของสนิ คา้ ซ่ึง

อาจจะกาหนดราคาให้สูงหรือต่ากว่ากันได้ในขณะที่ต้นทุนเท่ากัน การตั้งราคาในลักษณะนี้อาจจะกาหนด

ตามสถานที่ เช่น กิจการค้าส่งที่อยู่ในเมืองในทาเลที่ดี อาจจะตั้งราคาขายแพงกว่ากิจการค้าส่งท่ีอยู่นอก

เมืองทาเลไม่ดีเพราะอยู่ห่างไกลลูกค้าและชุมชน หรืออาจจะกาหนดราคาสินค้าตามเวลาในระยะเวลาท่ี

แตกต่างกัน เช่น การขายเครอ่ื งกันหนาวในฤดูหนาวย่อมจะต้งั ราคาได้สูงกวา่ การขายเครื่องกนั หนาวในฤดู

อื่น ท้งั ทต่ี น้ ทนุ ต่อหน่วยเทา่ กัน

3. การต้ังราคาโดยยึดการแข่งขันเป็นเกณฑ์ เป็นการตั้งราคาโดยคานึงถึงการแข่งขันเป็นเกณฑ์

เพือ่ ให้สอดคล้องกับราคาของคแู่ ข่งขนั ซ่ึงอยู่ในสายผลิตภัณฑเ์ ดียวกัน การต้งั ราคาในลักษณะน้ีอาจจะเกิด

ในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึงเพื่อต้องการเอาชนะคู่แข่งขัน โดยกาหนดราคาให้สูงกว่าหรือต่ากว่าคู่แข่งขัน การ

ตัง้ ราคาโดยยดึ การแข่งขันเปน็ เกณฑ์ ได้แก่

69

3.1 การกาหนดราคาตามคู่แข่งขัน เป็นการตั้งราคาตามคู่แข่งขันท่ีอยู่ในตลาดเดียวกัน
ส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดผู้ขายน้อยรายซึ่งจะมีการขายในราคาตามผู้นาตลาด ซึ่งวิธีนี้จะนิยมใน
กรณีทีค่ าดประมาณตน้ ทนุ ทาได้ยาก หรอื คาดประมาณการตอบโตจ้ ากคู่แข่งขันได้ยาก

3.2 การกาหนดราคาแบบประมูลราคาได้ เป็นการต้ังราคาโดยวิธีเปิดซองประมูลราคา
ผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีการซ้ือในปริมาณมาก หรือต้องการซื้อแบบทา
สัญญาการเสนอขาย เชน่ หนว่ ยราชการให้มีการยน่ื ซองประมูลราคาเครื่องเขียนเพื่อจัดซื้อเคร่ือง
เขียนไวใ้ ชใ้ นหน่วยงาน กจิ การค้าส่งจะต้องยืน่ ซองประกวดราคาให้ราคาตา่ กวา่ คแู่ ข่งขัน
การลดราคาสนิ ค้า (Markdown)
หมายถงึ ส่วนลดจากราคาขายที่ตง้ั ไว้คร้งั แรกแต่ไมต่ า่ กวา่ ราคาทนุ ของสินคา้
สาเหตุของการลดราคาสินคา้ ไดแ้ ก่
1. เพอ่ื จะแกไ้ ขราคาขายที่ลูกค้าไม่พงึ พอใจ ไม่สนใจ หรือเกดิ จากร้านคา้ ผดิ พลาดในเร่ืองการจัดซื้อ
การตง้ั ราคาสนิ ค้า และในเร่อื งการขาย
2. เกดิ จากสินค้าชารุดเสยี หาย สนิ ค้าเหลือเศษ อปุ กรณไ์ มค่ รบ

3. เปน็ เคร่ืองมือในการส่งเสริมการขายโดยใชร้ าคาเป็นเครือ่ งกระตุน้
ความผิดพลาดที่มผี ลใหเ้ กดิ การลดราคาสินคา้ ได้แก่
1. เกิดจากการจัดซื้อไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และการสั่งซ้ือสินค้ามาเป็นจานวนมาก
โดยคาดคะเนความต้องการของผู้บริโภคผิดไป เช่น สั่งซ้ือเร็วไปหรือช้าไป รวมท้ังความล้มเหลวในการจด
บันทึกผดิ พลาด
2. เกิดจากการต้ังราคาขายไว้สูงเกินไป หรือราคาไม่ต่าพอเมื่อเปรียบเทียบกับร้านค้าคู่แข่งขัน
รวมทง้ั การยดื เวลาการลดราคาสินคา้ ออกไป
3. เกิดจากพนักงานขายขาดความรเู้ ก่ียวกับสนิ ค้า และความล้มเหลวในการจดั แสดงสินค้าในชว่ งท่ี
ลูกคา้ ยังไม่มีความจาเป็นในการใช้สนิ คา้ สนิ คา้ เสอ่ื มคุณภาพเพราะขาดความระมัดระวังในการดูแลจัดเก็บ
สินค้า
สรปุ สาระการเรยี นรู้บทท่ี 7
การกาหนดราคา หมายถึง การบวกเพมิ่ (Mark-up) จานวนเงนิ บวกเข้าไปในราคาของต้นทนุ สินค้า
ราคาทอี่ อกมาคอื ราคาขาย

ส่วนบวกเพม่ิ (Mark-up) = ราคาขาย - ต้นทนุ สนิ ค้า
ลกั ษณะการกาหนดราคาขาย ไดแ้ ก่
1. การกาหนดราคาตา่ กว่าคู่แขง่ ขัน
2. กาหนดราคาสงู กวา่ คู่แข่งขัน
3. การกาหนดราคาเท่ากบั คแู่ ขง่ ขัน

70

ในการกาหนดราคาขายน้ัน นอกจากปัจจัยท่ีเกี่ยวกับต้นทุนซ้ือ ค่าใช้จ่าย และกาไรท่ีต้องการแล้ว
ยังมปี ัจจยั อนื่ ๆ ท่ีควรพิจารณาในการกาหนดราคาขาย เชน่ ความตอ้ งการในสินคา้ ชนิดของสนิ ค้า สภาพ
การแขง่ ขนั นโยบายในการให้บรกิ าร รวมทัง้ ความเคยชินเกย่ี วกบั ราคาสนิ คา้ ของผู้บรโิ ภค

กลยทุ ธ์ในการกาหนดราคาขาย ได้แก่
1. การตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา การต้ังราคาตามหลักจิตวิทยาเป็นการต้ังราคาโดยเอาความรู้สึก
ทางดา้ นคณุ คา่ สินคา้ ของลกู คา้ มาเปน็ แนวทางในการกาหนดราคา
2. การต้งั ราคาโดยพจิ ารณาจากวงจรชวี ิตสินค้า เปน็ การกาหนดราคาโดยการนาวงจรชีวิตสินค้ามา
ใชใ้ นการกาหนดราคาสนิ คา้ ในแต่ละช่วงเวลา
3. การตง้ั ราคาโดยพจิ ารณาจากนโยบายอ่นื ๆ

3.1 การกาหนดราคาโดยการรวมสนิ ค้า
3.2 การต้ังราคาเพื่อขจัดค่แู ข่งขัน
3.3 การตง้ั ราคาแบบกลอุบาย
วธิ ีการคานวณราคาสินคา้
การคดิ สว่ นบวกเพม่ิ (Mark-up) แบง่ ออกเปน็
1. การต้งั ราคาแบบบวกเพิ่มจากราคาขาย (Mark-up on Sale) |
2. การต้ังราคาแบบบวกเพิ่มจากต้นทุน (Mark-up on Cost or Mark on)
3. การตั้งราคาแบบบวกเพ่ิมจากตน้ ทุนเฉลี่ย (Mark-up on Average Cost)
การลดราคาสนิ คา้
การลดราคาสินค้า (Markdown) หมายถึง ส่วนลดจากราคาขายท่ีตั้งไว้ครั้งแรกแต่ไม่ต่ากว่าราคา
ทุนของสินค้า

แบบฝึกหดั บทที่ 7
การกาหนดราคาขายปลีกและขายส่ง

ตอนที่1 จงหาความหมายดังต่อไปนี้
1. ในการกาหนดราคาขายมีปัจจัยใดบ้างในการกาหนดราคาขาย
2. จงเขยี นโครงสร้างการตดั สินใจดา้ นราคา
3. จงอธิบายนโยบายการต้ังราคาโดยพิจารณาจากวงจรชีวิตสินค้ามาใหเ้ ข้าใจ
4. การตั้งราคาตามหลกั จิตวทิ ยามีลกั ษณะอย่างไร
5. จงอธบิ ายลกั ษณะการกาหนดราคาสูงกว่าคู่แขง่ ขนั
6. ตน้ ทนุ สินค้า 550 บาท เจา้ ของต้งั ราคาไว้ 40 % ของราคาขาย จงหาราคาขายปลกี เปน็ จานวนเท่าใด

71

7. ตน้ ทนุ สินคา้ 150 บาท สว่ นบวกเพ่มิ 120 บาท ราคาขายปลกี เปน็ เทา่ ใด
8. สินค้าชนิดหน่ึงมีต้นทุนหน่วยละ 150 บาท ต้ังราคาโดยบวกเพิ่มจากต้นทุน 25 % อยากทราบว่าราคา
ขายจะเปน็ เทา่ ใด
9. สินค้าชนิดหน่ึงมีราคาตน้ ทุนคงที่ 2,500 บาท ต้นทุนแปรผัน 2,300 บาท สาหรับการผลติ จานวน 300
หน่วย ถ้าตอ้ งการต้ังราคาแบบบวกเพิม่ จากตน้ ทุนเฉลย่ี 20 % ราคาขายจะเปน็ เท่าใด
10. ราคาเดิมของสินค้าราคาช้ินละ 450 บาท ต่อมาลดราคาลงเหลือเพียง 300 บาท อยากทราบว่าอัตรา
Markdown เป็นเท่าใด

ใบงานที่ 7
นโยบายราคา

ตอนที่2 กจิ กรรมการเรียนรู้
คาชีแ้ จ้ง

1. ให้นกั ศึกษาหาภาพการโฆษณาเกีย่ วกับราคาสนิ ค้าให้ตรงกบั นโยบายราคา
2. นาภาพราคามาติดในกระดาษ A 4
3. เขยี นบรรยายใตภ้ าพโฆษณาใหต้ รงกบั นโยบายราคาแต่ละลักษณะ

บทท่ี 8 การใหบ้ ริการลูกคา้

สาระสาคญั
การให้บริการลูกค้า เป็นการปฏิบัติและให้บริการลูกค้าตามแนวทางท่ีลูกค้ามุ่งหวังผู้ให้บริการ

จะต้องคานึงถึงหัวใจของการให้บริการ เป็นการให้บริการด้วยความเต็มใจ ใส่ใจ มีการนาเทคโนโลยีและ
เทคนิคต่าง ๆ มาให้บริการตั้งแต่ก่อนการขาย ระหว่างการขาย และหลังการขาย เพ่ือเสริมความพอใจ
รวมทั้งตดิ ตามและประเมินผลการบรกิ าร เพ่ือใหล้ กู ค้าเกิดความประทับใจและกลับมาใช้บริการซา้

ในการทาธุรกิจทุกประเภทให้ประสบความสาเร็จได้จะข้ึนอยู่กับปัจจัยในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ซึ่ง
ปจั จยั ที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลยน่ันคือปัจจัยในด้านการให้บรกิ ารลูกคา้ ปัจจัยดา้ นบรกิ ารนถี้ อื เป็นหัวใจ

72

สาคัญต่อการกาหนดแนวทางของธุรกิจสาหรับนาไปปรับใช้ การให้บริการที่ท่ีจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดี
ใหก้ บั ธรุ กิจ และนาพาธุรกจิ ไปสูค่ วามสาเรจ็ ในระยะยาวได้

รูปภาพท่ี21 การให้บรกิ ารที่ดีจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ทดี่ ีใหแ้ ก่องค์การ

ท่มี าของรปู ภาพ : https://www.sawasdeesocial.com/83812

ความหมายของการใหบ้ รกิ ารลูกคา้
จากคาจากดั ความตามพจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายไวด้ งั น้ี
“การ” หมายถงึ งาน สง่ิ หรือเร่ืองทที่ า
“บริการ” หมายถึง ปฏิบัติรับใช้ หรือให้ความสะดวกต่าง ๆ เช่น ร้านนี้ให้บริการลูกค้าดีดังน้ัน “การ
บริการ” หมายถงึ งานท่ีปฏิบตั ิรับใช้ หรืองานทใี่ ห้ความสะดวกต่าง ๆ เช่นให้บรกิ ารหรือใชบ้ ริการ เป็นตน้
คาว่า “การบริการ” ตรงกับคาภาษาอังกฤษว่า “Service” หมายถึง การให้ความช่วยเหลือเป็นการ
ดาเนนิ การเพือ่ อานวยประโยชนข์ องผอู้ ่นื การบริการไมใ่ ช่สง่ิ ท่ีมตี วั ตน แตเ่ ปน็ กจิ กรรมต่าง ๆ ท่ีเกิดข้นึ จาก
การปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างผู้ที่ต้องการใช้บรกิ ารกับผใู้ ห้บรกิ าร
การบริการ หมายถงึ กจิ กรรมของกระบวนการส่งมอบสนิ ค้าท่ีไม่มตี วั ตน (Intangible Goods) ของ
ธุรกิจให้กับผู้รับบริการโดยสินค้าท่ีไม่มีตัวตนนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการจนนาไปสู่
ความพึงพอใจได้ (ชัยสมพล ชาวประเสริฐ. 2549. หนา้ 18)
การให้บริการลูกค้า (Customer Service) หมายถึง การปฏิบัติต่อลูกค้าและการให้บริการตาม
แนวทางที่ลูกค้าคาดหวังหรือต้องการ ดังนั้น เมื่อลูกค้าซ้ือสินค้าและบริการย่อมคาดหวังการบริการใน
ระดับหน่ึง ซึ่งย่อมมากกว่าการจ่ายเงินและรับมอบสินค้า ลูกค้ามักต้องการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ
ผลติ ภัณฑ์ การบริการที่ดี พนกั งานขายท่ีมีความรู้ในผลติ ภัณฑ์ พร้อมให้คาแนะนาและมีอชั ฌาศัยดี ดังน้ัน
กจิ การตอ้ งมีระบบทด่ี ีในการรับรู้ถึงความต้องการของลูกคา้ เขา้ ใจลูกค้า และใหค้ วามสาคญั กับขอ้ ร้องเรียน
ทีก่ อ่ ให้เกดิ ความไม่พึงพอใจ ด้วยบุคลากรท่ไี ดร้ บั การฝึกฝนและมคี วามรู้ความชานาญ
ความสาคัญของการบรกิ าร
การบรกิ ารสามารถพิจารณาได้ใน 2 ดา้ น คอื (สมิต สัชญกร (2542 : 14-15)
1. บริการทีด่ ี ทาใหผ้ ้รู ับบริการมีความพงึ บริการและหน่วยงานท่ีให้บรกิ าร ดงั น้ี
1.1 ชนื่ ชมในตวั ผู้ให้บรกิ าร

73

1.2 นิยมในหนว่ ยงานที่ให้บรกิ าร
1.3 ระลกึ ถึงและยินดมี าขอรบั บริการอีก
1.4 มคี วามประทับใจทีด่ ไี ปอีกนาน
1.5 มกี ารบอกต่อไปยังผู้อื่นหรอื แนะนาให้มาใชบ้ รกิ ารเพ่ิมขนึ้
1.6 มีความภักดตี อ่ หนว่ ยบริการทใ่ี ห้บริการ
1.7 มีการพูดถงึ ผู้ให้บริการและหน่วยงานในทางท่ีดี
2. บริการท่ีไม่ดี ทาให้ผู้รับบริการไม่พึงพอใจและมีความรู้สึกไม่ชอบ ทั้งต่อตัวผู้ให้บริการและ
หนว่ ยงานที่ให้บริการ ดงั นี้
2.1 มีความรงั เกยี จตัวผู้ใหบ้ รกิ าร
2.2 เส่ือมศรทั ธาในหนว่ ยงานท่ีให้บรกิ าร
2.3 ผดิ หวังและไมม่ าใช้บรกิ ารอกี
2.4 มคี วามรสู้ กึ ทไ่ี ม่ดตี อ่ การบริการของหน่วยงานไปอีกนาน
2.5 มกี ารบอกตอ่ ไปยงั ผูอ้ ่ืนหรือแนะนาไม่ใหผ้ ู้อนื่ มาใช้บริการ
2.6 มกี ารพดู ถงึ ผู้ให้บริการและหนว่ ยงานในทางทไ่ี ม่ดี
หลักพ้ืนฐานสาหรับการบรกิ าร
ความพึงพอใจของลูกค้าถือเป็นหัวใจสาคัญของทุกธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความไม่พึงพอใจ หรือข้อ
ร้องเรียนของลูกค้าที่เกิดขึ้น ก็มีความสาคัญไม่น้อยกว่ากัน เมื่อเกิดข้อร้องเรียนขึ้น พนักงานผู้ให้บริการ
หัวหน้าทีมบริการ หรือหน่วยธุรกิจขององค์การจะต้องมีวิธีตอบสนองหรือสร้างระบบในการรับมือกับคา
ร้องเรียนน้ันอย่างมีประสิทธิภาพ ทาอย่างไรจึงจะเปล่ียนข้อร้องเรียนให้เป็นความประทับใจ ด้วย
กระบวนการหรือวิธีการแก้ไขข้อร้องเรียนๆ ได้อย่างทันท่วงที ข้อมูลการร้องเรียนเหล่าน้ี องค์การ
จาเป็นต้องรวบรวมและนามาพิจารณาถึงการป้องกันแก้ไข และการจัดการอย่างเป็นระบบ รวดเร็วแบบ
เชิงรุก
ขณะเดียวกัน การรับมือลูกค้าที่เข้ามาพร้อมกับความไม่พอใจสินค้าหรือบริการ แน่นย่อมต้องมา
พร้อมอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ บางครั้งอาจจะเจือปนด้วยความช้าใจมาด้วย เป็นเร่ืองที่ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยน
ความรู้สึกของลูกค้าให้เป็นความพึงพอใจ แต่ก็ไม่ถึงกับยากจนเป็นไปไม่ได้แน่นอนทุกองค์การจะมีการ
กาหนดวิสัยทัศน์และจุดหมายปลายทางท่ีองค์กรต้องการไปให้ถึงให้ได้และแน่นอนการจะไปให้ถึงจุดน้ัน
ลูกค้ามีส่วนสาคัญอย่างมากหรืออาจจะเรียกว่าสาคัญท่ีสุดก็ว่าไง ดังน้ัน ถ้าลูกค้าคือบุคคลสาคัญจริงดังท่ี
ประกาศ หรือคิดเปน็ คาขวัญไวท้ ี่ฝาผนังของสานักงานเพื่อให้ทุกคนตระหนักแลว้ คาชมและความพงึ พอใจ
ของลกู คา้ ก็คอื สง่ิ ท่จี ะนาพาเราไปสจู่ ุดหมายปลายทางทีก่ าหนดไว้
ด้วยแนวคิดที่เป็นทางเลือกใหม่ในการจัดการธุรกิจและการตลาด ได้ขยับปรับตัวไปส่ิงท่ีเรียกว่า
การตลาดเชงิ ความสัมพันธ์มากข้ึน ธรุ กจิ และธุรกรรมทป่ี ระสบความสาเรจ็ จะต้องตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่
ดีระหว่างลกู ค้าและผู้ให้บริการ หนา้ ท่ีขององค์กรหรอื หนว่ ยธรุ กจิ ต่าง ๆเพยี งแคท่ าให้มันมองเหน็ ได้ และดู
มีความหมายมากข้ึนในสายตาลูกค้าเท่านนั้ การมุ่งเนน้ เพยี งธุรกรรมและพยายามปดิ การขายให้ได้เป็นครั้ง

74

ๆ ไปนน้ั ดจู ะมคี วามหมายลดน้อยลงไปในทันทีเมื่อความสมั พนั ธ์กลายเป็นมูลค่าระยะยาวของธุรกจิ คาวา่
Loyalty customer หรือลูกค้าที่มีความช่ืนชอบและหลงใหลในสินค้าหรือบริการใด ๆ จึงกลายเป็นแก่น
ของการตลาดในยคุ ปจั จบุ นั ซึ่งความแตกตา่ งระหว่างคณุ ลักษณะของสินค้าและบริการ

โดยสรุป การให้บริการท่ีดีจะแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของการให้บริการน้ัน คือ การสร้างความพึง
พอใจสงู สุดแกผ่ ใู้ ช้บรกิ าร ดังน้ัน การที่จะวดั การให้บริการว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือไมน่ น้ั วิธหี นงึ่ คอื การ
วัดความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ เพื่อนาไปประเมินผลการบริการสามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ใหม้ ากน้อยเพียงใด

หัวใจการบรกิ าร
หัวใจของการให้บริการมีดังนี้
1. มีความรวดเร็วทันเวลาในภาวการณ์แข่งขันในปัจจุบันท่ีต้องการความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

เพอื่ สร้างความประทบั ใจเพราะลกู ค้าไม่ต้องเสียเวลารอคอย สามารถใช้เวลาได้คุ้มคา่
2. มีความถูกต้องในการให้ขา่ วสาร ข้อมลู ในการให้บรกิ ารท่ีถกู ตอ้ ง ชดั เจน
3. จัดจุดการให้บริการเป็น One Stop Service เพ่ือให้ผู้มาติดต่อสามารถติดต่อได้ด้วยตนเองโดย

ไม่ตอ้ งสอบถามใคร ไปแหง่ เดยี วงานก็สาเร็จได้
4. ให้บริการด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้นในการให้บริการท่ีสะท้อนมาจากใบหน้าและกิริยา

ท่าทางของผใู้ ห้บริการทยี่ ิม้ แย้มแจ่มใสทักทายด้วยไมตรีจติ
5. เอาใจเขามาใส่ใจเรา นกึ ถงึ ความรสู้ กึ ผมู้ าติดต่อขอรบั บรกิ าร ให้ได้รับความสะดวกสบาย รวดเรว็

และถูกต้อง แสดงออกด้วยความเอื้ออาทร ให้ความสนใจต่องานท่ีรับบริการอย่างเต็มที่ ทาให้ผู้ขอรับ
บรกิ ารเกดิ ความพึงพอใจ

6. นาเทคโนโลยีและเทคนิควธิ ีการใหบ้ ริการท่ดี มี าเสริมในการบริการอกี ทางหนงึ่
7. ตดิ ตามและประเมนิ ผลการบรกิ ารเพอ่ื นามาปรบั ปรุงแก้ไข
การสร้างหวั ใจนักบรกิ าร ทาไดด้ งั นี้
1. S = Service Mind คือ การมใี จใฝ่บรกิ ารปรารถนาให้ผู้อนื่ พึงพอใจและสนใจ
2. E = Enthusiasm คอื การมีความกระตอื รอื รน้ ในการให้บรกิ าร
3. R = Respectful คือ การแสดงออกถงึ ความนับถือและใหเ้ กยี รติ
4. V = Value คือ การตระหนักถึงคุณค่าในงานบริการที่ทาว่าเป็นงานท่ีมีประโยชน์ มีคุณค่า และ
สามารถสรา้ งความภาคภูมใิ จใหก้ บั ชวี ิตได้
5. I = Interested คือ มคี วามสนใจ ใสใ่ จ ในงานบริการทที่ าด้วยความเตม็ ใจ
6. C = Courtesy คอื มีความอ่อนนอ้ มและสุภาพ
7. E = Endurance คอื ความอดทน อดกล้ัน งานบริการจะตอ้ งพบเจอกับบคุ คลหลายประเภท ทง้ั
ประเภทเฉย ๆ ร้อนรน จุกจิกจูจีข้ ้ีบ่น ผู้ให้บริการตอ้ งมคี วามอดทน
8. S = Smile คือ ย้ิมแย้มแจ่มใส การมีมิตรภาพต่อผู้มารับบริการทุกคนโดยทั่วหน้า ไม่มีการแบ่ง
ชั้นวรรณะใด ๆ ทง้ั สนิ้

75

ระดับการให้บริการลกู คา้ (Customer Service Level)
การกาหนดระดับการให้บริการลูกค้า สามารถแบ่งรูปแบบของการให้บริการ ออกได้เป็น3 ระยะ
ดว้ ยกันคือ
1. การบริการลูกค้าที่ทาก่อนการขาย เป็นงานท่ีเก่ียวข้องกับผู้บริหาร เป็นงานวางนโยบายและ
กาหนดแผนงานเพื่อเตรียมงานเก่ยี วกบั การให้บริการลูกค้า
2. การบริการลูกค้าที่ทาระหว่างการขาย เป็นงานท่ีเกี่ยวกับการปฏิบัติถือเป็นหน้าท่ีหลักของการ
บรกิ ารลูกค้าและลูกคา้ สามารถรบั ทราบหรือรบั ความรสู้ ึกจากการบริการท่ไี ด้รับโดยตรง ดังน้ัน การบริการ
ลูกค้าที่ทาระหว่างการขาย ต้องพยายามทาให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุดเพราะทาให้มีผลกระทบกับ
การขายโดยตรง
3. การบริการลูกค้าที่ทาหลงั การขาย เป็นการบริการที่มีความสาคัญต่อการตัดสินใจซื้อสนิ ค้าของ
ลกู ค้าเปน็ อย่างมาก ซึ่งลูกค้าจะใช้พจิ ารณาระหว่างการตัดสนิ ใจซ้ือ ถ้าลูกค้าได้รบั ข้อเสนอการบรกิ ารหลัง
การขายที่น่าพอใจ ก็จะทาให้เกิดการตัดสินใจซ้ือสินค้า และถ้าลูกค้าได้รับบริการจริงตามข้อเสนอก็จะทา
ใหเ้ กดิ การตดั สนิ ใจซื้อซ้าและอาจชักชวนผทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ งมาซ้อื ด้วย
การควบคมุ การบรกิ ารลูกค้า
การควบคุมการบริการลูกค้า เป็นการติดตามผลหลังจากกิจการให้การบริการแก่ลูกค้าไปแล้ว เพ่ือ
จะไดน้ าข้อมลู มาเปน็ แนวทางในการปรบั ปรงุ และพัฒนาการให้บริการให้ดีขน้ึ ประกอบด้วย 4 ข้ันตอน คอื
1. การกาหนดมาตรฐานท่ีวัดได้สาหรับการบริการแต่ละรายการ โดยกาหนดระยะในการจัดส่งต่อ
การสั่งซ้ือทง้ั หมด เชน่ กิจการกาหนดมาตรฐานในการสง่ สนิ ค้าให้กับลูกค้าใน 5 วนั โดยจะตอ้ งขนสง่ สนิ ค้า
ให้ได้ตามท่ีกาหนดเวลา 95% น่ันหมายความว่า ถ้าลูกค้าซ้ือสินค้า 100 คร้ัง กิจการจะต้องใช้ระยะเวลา
ในการส่งสินค้าภายใน 5 วัน ให้ได้ 95 ครง้ั
2. การวัดผลการบริการที่เกิดข้ึนจริง หลังจากมีการให้บริการลูกค้าไปแล้ว กิจการจะทาการเก็บ
รวบรวมข้อมลู ในการใหบ้ ริการเพอ่ื วัดผลของการให้การบริการ
3. การประเมินผลการให้บริการ กิจการจะต้องทาการประเมินผลการให้บริการ โดยเปรียบเทียบ
การบริการทเ่ี กิดขน้ึ จริงกับมาตรฐานการให้บริการท่ีกาหนดไว้
4. การวางแผนแกไ้ ข หลังจากกิจการทราบสาเหตแุ ลว้ กจ็ ะตอ้ งดาเนินการแก้ไขการให้บริการลูกค้า
เพอ่ื ใหไ้ ด้เทา่ กับหรอื มากกวา่ มาตรฐานที่ได้กาหนดไว้

76

รูปภาพที่22 การใหบ้ รกิ ารของเจา้ หน้าที่ Call Center

ทีม่ าของรูปภาพ : http://www.tmccontactcenter.com/

ลักษณะเฉพาะของการบริการ
การบริการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากใจของผู้ให้บริการ มีลักษณะบางอย่างซ่ึงเป็นลักษณะเฉพาะเป็น

ลักษณะท่ีเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถจบั ต้องได้ มีความไม่แน่นอน ซ่ึงผู้บริโภคแต่ละรายจะรับรู้ได้แตกตา่ ง
กัน ลักษณะเฉพาะของการบริการมดี ังตอ่ ไปนี้

1. การบรกิ ารเปน็ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ การบริการไม่มรี ูปร่างและไม่มตี วั ตนเหมือนกับสินคา้ อ่ืน ๆ จึง
ไม่สามารถจับต้องได้และไม่สามารถทดลองใช้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจซ้ือ การตัดสินใจใช้บริการจึงข้ึนอยู่กับ
ความรูส้ กึ นกึ คิด เจตคติ คาบอกเลา่ และประสบการณ์เดมิ ทีเ่ คยไดร้ ับ

2. การบริการไม่มีความคงที่แน่นอน เน่ืองจากการบริการต้องอาศัยคนหรือพนักงานในการ
ให้บริการเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงพนักงานจะให้บริการด้วยจิตใจอย่างแท้จริงหรือไม่ต้องข้ึนอยู่กับองค์ประกอบ
อื่น ๆ ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ซ่ึงเป็นผลมากจากบุคลิกภาพ อารมณ์สภาพแวดล้อม และปัจจัยอื่น ๆ
อีกมากมาย ในหน่วยงานหนึ่งซ่ึงมีผู้ปฏิบัติงานให้บริการหลายคนผู้ปฏิบัติงานให้บริการแต่ละคนย่อม
ให้บริการไม่เหมือนกัน เช่น พนักงานคนหน่ึงเมื่อวานนี้ให้บริการดีมาก ย้ิมแย้มแจ่มใส ในขณะที่วันรุ่งขึ้น
พนักงานคนเดียวกันน้ีถูกร้องเรียนว่าบริการไม่ดีหน้าตาไม่ย้ิมแย้มแจ่มใส สาเหตุมาจากท่ีพนักงานคนน้ัน
ไมไ่ ด้นอนหลับอย่างเตม็ อิ่มเพราะตอ้ งดแู ลลกู ซึ่งปว่ ยตลอดคืนทผ่ี า่ นมา

3. การบริการไม่สามารถเรียกเก็บรักษาไว้ได้ ในการบริการใด ๆ ก็ตาม หากไม่มีผู้มาใช้บริการ
ภายในช่วงระยะเวลาใดเวลาหน่ึงหรือสถานท่ีใดสถานหน่ึงท่ีกาหนด ก็จะทาให้การบริการท่ีจัดเตรียมไว้
เกิดความสญู เปล่า

4. การบริการไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้ การบริการเป็นกิจกรรมหรือกระบวนการท่ี
เกิดข้ึนระหว่างผู้ปฏิบัติงานให้บริการและผู้รับบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ และสถานท่ีหนึ่ง ๆ เท่าน้ัน
เมื่อพ้นระยะเวลานั้น ๆ ไปแล้ว หรือสถานท่ีน้ัน ๆ ไม่เอื้ออานวยต่อการบริการแล้ว ผู้รับบริการก็ไม่
สามารถนาการบรกิ ารดังกล่าวติดตัวไปดว้ ยได้

77

5. การบริการต้องอาศัย “คน” เป็นหลัก เนื่องจากผู้รับบริการเป็นคนท่ีเกิดมาพร้อมกับความ
ต้องการที่ไม่มีขีดจากัดและเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนมีอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ เป็น
เครอื่ งปรงุ แตง่ ดงั นนั้ ส่ิงท่ีจะสามารถเขา้ ใจและตอบสนองความต้องการของคนได้ดที ่ีสุดก็คือคนนัน่ เอง

6. การบริการมักต้องให้ผู้รับบริการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตหรือกระบวนการ
บริการ การให้บรกิ ารและการรบั บริการเกดิ ขึน้ ในเวลาเดยี วกนั ทาให้ไมส่ ามารถแบง่ แยกกระบวนการผลิต
ออกจากกระบวนการบรโิ ภคได้

สรุปสาระการเรียนรู้หนว่ ยที่ 8
การให้บริการลูกค้า เป็นการปฏิบัติและให้บริการลูกค้าตามแนวทางที่ลูกค้ามุ่งหวังผู้ให้บริการ
จะต้องคานึงถึงหัวใจของการให้บริการ เช่น ความเร็ว ความถูกต้อง การให้บริการด้วยความเต็มใจและใส่
ใจ ความกระตือรือร้นในการให้บริการ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรานาเทคโนโลยีและเทคนิคต่าง ๆ มา
ให้บริการเพื่อเสริมความพอใจให้แก่ลูกค้า รวมท้ังการติดตามประเมินผลการบริการ โดยต้องให้
ความสาคัญในการการบริการลูกค้าในทุกระดับ ต้ังแต่ก่อนการขาย ระหว่างการขาย และหลังการขาย
เพือ่ ให้ลูกค้าเกดิ ความประทับใจมากท่ีและกลับมาใช้บริการซ้าอกี

แบบฝึกหดั บทที่ 8

การใหบ้ ริการลูกค้า

ตอนท1ี่ จงหาความหมายดังตอ่ ไปนี้
1. การใหบ้ ริการลกู คา้ (Customer Service)
2. “การบรกิ าร” หมายถงึ
3. จุดท่ใี ห้บริการเปน็ One stop service คอื
4. ยกตวั อยา่ งลกั ษณะของการบริการท่ีดแี ละบริการที่ไม่ดี ประเภทละ 3 ตวั อย่าง
5. อธบิ ายหลักพ้นื ฐานสาหรบั การบรกิ ารมาให้เขา้ ใจ
6. อธิบาระดบั การใหบ้ รกิ ารลูกค้ามาใหเ้ ขา้ ใจ
7. อธิบายลักษณะเฉพาะของการบริการมาให้เขา้ ใจ
8. อธิบายความสาคัญของการบริการมาให้เข้าใจ
9. จงบอกหวั ใจนกั บริการมาเปน็ ขอ้ ๆ
10. จงบอกขั้นตอนการควบคุมการบริการมาเปน็ ข้อ ๆ พร้อมทั้งอธิบายพอสงั เขป

78

ใบงานท่ี 8

การใหบ้ รกิ ารลกู ค้า

ตอนที่2 กิจกรรมการเรียนรู้
คาช้ีแจ้ง

1. ให้นักศึกษาหาธรุ กิจค้าปลกี หรือค้าสง่ มา 1 ธรุ กิจ
2. นาภาพลงติดในกระดาษ A4
3. อธบิ ายลกั ษณะการใหบ้ รกิ ารลูกคา้ และธุรกจิ นั้น ๆ

บทท่ี 9 กฎหมายและองคก์ รทีเ่ ก่ียวกับ
การค้าปลกี และการค้าสง่

สาระสาคญั
ในการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกหรือการค้าส่ง กฎหมายและข้อปฏิบัติต่างๆ เป็น

เร่ืองท่ีผู้ประกอบการธุรกิจจาเป็นต้องคานึงถึง เนื่องจากการประกอบการธุรกิจท่ีเกี่ยวกับการค้าปลีกและ
การค้าส่งนั้นเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนผู้บรโิ ภคสินค้าหรือบริการทั้งส้ิน ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของสิทธิ
ประโยชนห์ รือการบริโภคของผ้บู ริโภค

ในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกหรือการค้าส่ง กฎหมายและข้อปฏิบัติต่าง ๆเป็นเรื่อง
ท่ีผู้ประกอบการธุรกิจจาเป็นตอ้ งคานงึ ถึง เนื่องจากการประกอบธุรกิจท่เี ก่ียวกับการค้าปลีกและการค้าส่ง
นน้ั เป็นธุรกิจทเี่ กีย่ วขอ้ งกับประชาชนผู้บรโิ ภคสินคา้ หรอื บรกิ ารท้งั สนิ้ ไมว่ ่าจะเป็นเร่ืองของสทิ ธิประโยชน์
หรือการบรโิ ภคของผู้บริโภค

กฎหมายทีเ่ กยี่ วกบั ธุรกจิ การคา้ ปลีกและคา้ สง่
1. กฎหมายเก่ียวกบั การจดั ตง้ั และการส่งเสริมธรุ กจิ
กฎหมายที่เก่ียวกับการจัดต้ังธุรกิจและการส่งเสริมธุรกิจ เป็นส่ิงที่จะทาให้ภาครัฐได้ทราบว่าใน
ประเทศมีธุรกิจก่ีประเภทมีผู้ประกอบธุรกิจอยู่เป็นจานวนเท่าใด ใครเป็นเจ้าของใครเป็นหุ้นส่วน มีเงิน

79

ลงทนุ ในธุรกจิ แต่ละประเภทเปน็ จานวนเท่าใด และภาครัฐควรให้การสนับสนุนในเร่ืองใดบ้าง เพ่ือให้ธุรกิจ
ภายในประเทศสามารถแข่งขันกบั ธุรกิจต่างประเทศ หรอื ควรมีการสง่ เสรมิ การลงทุนในเรอ่ื งใด

2. กฎหมายเกีย่ วกบั การคุ้มครองธรุ กิจ
เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อให้การคุ้มครองป้องกันการล่วงละเมิดในสิทธิประโยชน์ของธุรกิจการค้า
ดว้ ยกันเอง เป็นกฎหมายทีเ่ ก่ียวกับการคมุ้ ครองสิทธปิ ระโยชน์ และสิทธใิ นการครอบครอง รวมทัง้ สทิ ธิทาง
ปญั ญาของผูค้ า้ ขายนั่นเอง
3. กฎหมายเก่ียวกับการคมุ้ ครองผู้บริโภค
เป็นกฎหมายท่ีเกี่ยวกับการควบคุมดูแลให้กิจการดาเนินธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและ
กฎระเบียบข้อบงั คับของภาครฐั เปน็ กฎหมายทีอ่ อกมาเพ่ือป้องกันการเอารัดเอาเปรียบระหว่างพ่อค้าด้วย
กันเอง และการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าท่ีมีต่อผู้บริโภค หรือกลโกงของพ่อค้าในเร่ืองเกี่ยวกับการค้า
กาไร การกักตุนสินค้า การขายสินค้าท่ีไม่มีคุณภาพ รวมท้ังการใช้โฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ ทาง
การตลาด

พระราชบญั ญัตทิ ะเบียนพาณชิ ย์
ในพระราชบัญญัตินี้ เป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนพาณิชย์ในประเภทตา่ ง ๆ เพื่อ
ประโยชน์ทางสถิติและเป็นหลักฐานของผู้ประกอบการพาณิชย์เพ่ิมรายการจดทะเบียนเงินทุนของ
ผู้ประกอบการ เพ่ือทราบฐานะการค้าของพ่อค้า แก้ไขอัตราค่าปรับให้สูงข้ึน เพ่ือป้องกันการกระทาผิด
กฎหมาย
การประกอบการพาณิชยกจิ ตามความหมายในพระราชบัญญตั นิ ้ี ได้แก่
(1) การซื้อ การขาย การขายทอดตลาด การแลกเปลี่ยน
(2) การให้เชา่ การให้เช่าซือ้
(3) การเปน็ นายหน้าหรือตัวแทนคา้ ตา่ ง
(4) การขนส่ง
(5) การหตั ถกรรม การอตุ สาหกรรม
(6) การรับจ้างทาของ
(7) การให้ก้ยู ืมเงิน การรบั จานา การรบั จานอง
(8) การคลงั สนิ คา้
(9) การรับแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อหรือขายตั๋วเงินการธนาคาร การ
เครดิตฟองซเิ อร์ การโพยกว๊ น
(10) การรบั ประกันภัย
(11) กิจการอืน่ ซงึ่ กาหนดโดยพระราชกฤษฎกี า
พระราชบญั ญัตนิ ย้ี กเวน้
(1) การค้าเร่ การคา้ แผงลอย
(2) พาณิชยกจิ เพ่ือการบารุงศาสนาหรอื เพอ่ื การกุศล

80

(3) พาณิชยกิจของนติ ิบุคคลซง่ึ ได้มีพระราชบัญญัตหิ รือพระราชกฤษฎกี าจัดตั้งข้นึ
(4) พาณชิ ยกจิ ของกระทรวง ทบวง กรม
(5) พาณชิ ยกิจของมลู นิธิ สมาคม สหกรณ์
(6) พาณชิ ยกิจซงึ่ รฐั มนตรไี ดป้ ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา
ตามพระราชบัญญัติน้ีผู้จดทะเบียนพาณิชย์จะต้องไปจดทะเบียนท่ีสานักงานกลางพาณิชย์อยู่ใน
ความควบคุมของกรมทะเบียนการค้า เพื่อรับจดทะเบียนพาณิชย์ในจังหวัดพระนครแต่จังหวดั ธนบุรี ส่วน
จังหวัดอื่น ให้รัฐมนตรีจัดต้ังสานักงานทะเบียนพาณิชย์เพ่ือรับจดทะเบียนพาณิชย์ ข้ึนตรงต่อสานักงาน
กลางทะเบยี นพาณิชย์
รายการท่ตี ้องการจดทะเบยี นพาณชิ ย์ มดี ังต่อไปน้ี
(1) ชื่อ อายุ เชอื้ ชาติ สัญชาติ และตาบลท่อี ยู่ของผู้ประกอบพาณชิ ยกิจ
(2) ชื่อทใ่ี ชใ้ นการประกอบพาณิชยกิจ
(3) ชนดิ แหง่ พาณิชยกิจ
(4) จานวนเงนิ ทุนซึง่ นามาใชใ้ นการประกอบพาณิชยกิจเปน็ ประจา
(5) ท่ีต้ังสานักงานแห่งใหญ่ สาขา โรงเก็บสินค้า และตัวแทนค้าต่าง
(6) ช่ือ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ตาบลที่อยู่ และจานวนทุนลงหุ้น ของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
และจานวนเงนิ ทุนของหา้ งห้นุ สว่ น
(7) จานวนเงินทุน จานวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของบริษัทจากัด จานวน และมูลค่าหุ้นท่ีบุคคลแต่ละ
สญั ชาติถอื อยู่ มาก ๆ
(8) วนั ที่เร่ิมต้นประกอบพาณชิ ยกิจในประเทศไทย
(9) วนั ขอจดทะเบียนพาณิชย์
(10) ชื่อท่ีใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ ชื่อสัญชาติ และตาบลท่ีอยู่ ของผู้โอนพาณิชยกิจให้ วันที่
และเหตุทีไ่ ด้รบั โอน
การเปลี่ยนแปลงรายการใด ๆ ตามท่ีระบุไว้ หรือการเลิกประกอบพาณิชยกิจโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม
ให้ยื่นคาขอจดทะเบียน ณ สานักงานทะเบียนพาณิชย์แห่งท้องที่ ตามแบบท่ีกาหนดในกฎกระทรวง
ภายในสามสบิ วนั นับแต่วันเปล่ยี นแปลงหรอื เลิก

81

รูปภาพที2่ 3 ตวั อย่างอัตราค่าธรรมเนียม

ทมี่ าของรูปภาพ : https://slideplayer.in.th/slide/16169293/

พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทนุ
ในพระราชบัญญัตินี้ เป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน โดยจัดต้ังคณะกรรมการ
เพ่ือทาการวิเคราะห์โครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ตรวจสอบและควบคุมตลอดจนการประเมินผล
การลงทุนตามโครงการที่ได้รับการสง่ เสรมิ โดยให้พนักงานเจา้ หน้าท่ีมีอานาจเข้าไปในสถานท่ีของผู้ขอรับ
การส่งเสริม และผู้ได้รับการส่งเสริมในระหว่างเวลาทาการเพ่ือสอบถามข้อเท็จจริง หรือเพื่อตรวจสอบ
เอกสารหรือสิ่งของใด ๆ ท่ีเก่ียวกับกิจการที่ขอรับการส่งเสรมิ หรือกิจการที่ได้รบั การสง่ เสริมจากบุคคลซง่ึ
อยู่ในสถานทีน่ ั้นไดต้ ามความจาเป็น
การขอและการใหก้ ารส่งเสริม
1. ต้องเป็นกิจการท่ีสาคัญและเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความม่ันคงของประเทศ
กิจการผลิตเพ่ือส่งออกไปจาหน่ายต่างประเทศ กิจการที่ใช้ทุน แรงงาน หรือบริการในอัตราสูงหรือกิจการ
ที่ใช้ผลิตผลการเกษตร หรือทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ ซ่ึงคณะกรรมการเห็นว่ากิจการนั้นยังไม่มีใน
ราชอาณาจกั รหรอื มีในราชอาณาจกั รไม่เพียงพอ หรือกรรมวิธกี ารผลิตยงั ไมท่ นั สมัย
2. คณะกรรมการประกาศกาหนดประเภทและขนาดของกิจการที่จะให้การส่งเสริมการลงทุน โดย
จะกาหนดเงอ่ื นไขในการให้การสง่ เสรมิ ไว้ด้วยก็ได้ และจะแกไ้ ขเพ่ิมเติมหรือยกเลกิ เง่ือนไขดงั กล่าวในเวลา
ใดก็ได้
3. ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า กิจการใดท่ีได้ประกาศให้การส่งเสริมการลงทุนตาม
วรรคสองหมดความจาเป็นท่ีจะต้องให้การส่งเสริมการลงทุนต่อไปแล้ว คณะกรรมการจะประกาศงดให้
การสง่ เสริมการลงทนุ กจิ การน้ันไว้ชั่วคราวหรอื เป็นการถาวรก็ได้

82

แผนภาพพระราชบญั ญตั ิทีเ่ ก่ียวกับการคุ้มครองธรุ กจิ

พ.ร.บ. พ.ร.บ. พ.ร.บ.
สิทธบิ ตั ร เครอ่ื งหมาย ลิขสทิ ธ์ิ

การค้า

กฎหมายเกี่ยวกับ
การคุ้มครอง
ธรุ กจิ

ทรพั ย์สินทางปัญญา
ทรัพย์สนิ ทางปญั ญา (Intellectual Property) หมายถึง ผลงานอนั เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของ
มนุษย์ ทรพั ย์สินทางปัญญาเปน็ ทรัพย์สนิ อีกชนิดหนงึ่ นอกเหนอื จากสงั หารมิ ทรัพย์ คอื ทรัพย์สนิ ทส่ี ามารถ
เคลื่อนทไ่ี ด้ สว่ นอสังหารมิ ทรัพย์ คอื ทรัพย์สนิ ทีไ่ ม่สามารถเคล่ือนที่ได้
ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา
1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property) เป็นแนวความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ท่ี
เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม ความคิดสร้างสรรค์น้ีจะเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น การออกแบบ
ผลิตภณั ฑ์ทางอุตสาหกรรม ซ่งึ อาจจะเป็นกระบวนการ หรอื เทคนิคในการผลิตท่ีไดป้ รับปรุงหรือคิดค้นขึ้น
ใหม่ หรือเก่ียวกับตัวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างสวยงามของผลิตภัณฑ์ รวมถึง
เคร่ืองหมายการคา้ ถ่นิ กาเนดิ สนิ ค้าและการปอ้ งกนั การแขง่ ขนั ทางการค้าท่ีไม่เป็นธรรม
ทรัพยส์ ินทางอุตสาหกรรม ไดแ้ ก่
1.1 สทิ ธบิ ัตร
1.2 เครอื่ งหมายการคา้
1.3 แบบผังภูมขิ องวงจรรวม
1.4 ความลับทางการค้า
1.5 ช่ือทางการค้า
1.6 ส่ิงบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
2. ลิขสิทธิ์ (Copyright) หมายถึง งานหรือความคิดสร้างสรรค์ในสาขาวรรณกรรม ศิลปกรรม
ดนตรีกรรม งานภาพยนตร์ หรืองานอื่นใดที่อยู่ในแผนกวิทยาศาสตร์ รวมทั้งสิทธิข้างเคียง โปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ งานฐานขอ้ มูล

83

พระราชบัญญตั ลิ ิขสทิ ธิ์
พระราชบัญญัติน้ี เป็นพระราชบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองผลงานท่ีเกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้
ความสามารถ และความมีวริ ิยอตุ สาหะในการสรา้ งสรรคง์ านให้เกิดข้นึ ซง่ึ ถอื เป็นทรพั ยส์ ินทางปญั ญา
งานสร้างสรรค์ทมี่ ีลขิ สทิ ธิ์ ประกอบดว้ ยประเภทงานต่าง ๆ ดังนี้
1 งานวรรณกรรม เช่น หนงั สอื จลุ สาร สงิ่ เขยี น ส่งิ พมิ พ์ โปรแกรมคอมพวิ เตอรฯ์ ลฯ
2. งานนาฏกรรม เชน่ งานเกย่ี วกับการรา การเตน้ การทาทา่ หรือการแสดงที่กอบข้ึนเป็นเร่ืองราว
การแสดงโดยวิธใี บ้ ฯลฯ
3. งานศิลปกรรม เช่น งานทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรมภาพถ่าย
ภาพประกอบแผนท่ี โครงสร้าง ศลิ ปะประยุกต์ และรวมทั้งภาพถา่ ยและแผนผงั ของงานดังกลา่ วดว้ ย
4. งานดนตรีกรรม เช่น ทานองและเน้ือร้อง หรือทานองอย่างเดียว และรวมถึงโน้ตเพลงท่ีได้แยก
และเรยี บเรยี งเสียงประสานแลว้
5. งานโสตทัศนวสั ดุ เชน่ วิดโี อเทป แผน่ เลเซอรด์ ิสก์ ฯลฯ
6. งานภาพยนตร์
7. งานสิ่งบนั ทึกเสียง เช่น เทปเพลง แผ่นคอมแพ็กดสิ ก์ ฯลฯ
8. งานแพรภ่ าพแพร่เสียง เชน่ การนาออกเผยแพรท่ างสถานวี ิทยกุ ระจายเสียงหรอื โทรทัศน์
9. งานอ่ืนใดอันเปน็ งานแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรอื แผนกศิลปะ
การไดม้ าซึง่ ลิขสทิ ธิ์ ทาไดด้ ังนี้
สิทธิในลิขสิทธ์ิ จะเกิดขึ้นได้ทันทีนับต้ังแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องจดทะเบียน
ดังน้นั เจ้าของลิขสทิ ธจ์ิ ึงควรที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเอง โดยการเก็บรวบรวมหลักฐานตา่ ง ๆ ทไี่ ด้
ทาการสร้างสรรคผ์ ลงานน้ันขึ้นมา เพื่อประโยชนใ์ นการพสิ จู น์สิทธิหรอื ความเป็นเจา้ ของในโอกาสต่อไป
เจ้าของลขิ สทิ ธิ์ มดี ังตอ่ ไปน้ี
1. ผสู้ ร้างสรรค์งานขนึ้ ใหมด่ ว้ ยตนเองเพยี งผเู้ ดยี ว
2. ผู้สร้างสรรค์ในฐานะพนักงานหรือลูกจา้ ง
3. ผูว้ า่ จ้าง
4. ผ้รู วบรวมหรอื ประกอบกันเขา้
5. กระทรวง ทบวง กรม หรอื หน่วยงานอ่ืนใดของรัฐหรือของท้องถน่ิ
6. ผรู้ บั สิทธโิ อน
7. ผสู้ ร้างสรรค์ทเี่ ป็นชนชาติภาคอี นุสัญญาระหวา่ งประเทศ
8. ผูพ้ ิมพโ์ ฆษณางานทีใ่ ชน้ ามแฝงหรอื นามปากกาที่ไม่ปรากฏชื่อผู้สรา้ งสรรค์
สถานทีต่ ดิ ตอ่ เก่ยี วกบั ลิขสิทธิ์ ได้แก่
1. การแจง้ ข้อมูลลขิ สิทธิ์ ณ สวนจดั การลิขสิทธิ์สานักลขิ สิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัด
2. การตรวจคน้ ข้อมูลลิขสทิ ธ์ิ ไดท้ ่ีส่วนจดั การลิขสทิ ธ์ กรมทรพั ย์สินทางปัญญา

84

สทิ ธิบัตร
สิทธิบัตร (Patent) เป็นการคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ท่ีมีลักษณะ
ตามท่ีกาหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2520 ซึ่งหากต้องการขอรับ
ความคุ้มครอง จะต้องย่ืนคาขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร พร้อมชาระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน
สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้ท่ี ส่วนบริหารงานจดทะเบียน สานักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0-
2547-4637 หรือสานกั งานพาณิชย์จงั หวัดทกุ แหง่
สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสาคัญท่ีรัฐออกให้เพ่ือคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการ
ออกแบบผลติ ภัณฑ์ ท่มี ลี กั ษณะตามที่กาหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบวา่ ด้วยสิทธิบัตร พ.ศ.
2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหน่ึง ที่เก่ียวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ เพ่ือให้ได้
ส่ิงของ เคร่ืองใช้ หรือสิ่งอานวยความสะดวกต่าง ๆท่ีเราใช้กันอยู่ในชีวิตประจาวัน เช่น การประดิษฐ์
รถยนต์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์หรือการออกแบบขวดบรรจุน้าดื่ม ขวดบรรจุน้าอัดลม หรือการ
ออกแบบลวดลายบนจานขา้ วถ้วยกาแฟ ไมใ่ ห้เหมอื นของคนอ่นื ฯลฯ
สิทธิบัตร คือ สิทธิพิเศษ ที่ให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ มีสิทธิที่จะผลิตสินค้า
จาหน่ายสนิ คา้ แตเ่ พียงผู้เดยี ว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ประเภทของสิทธิบัตร สิทธิบัตร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตร
การออกแบบผลติ ภัณฑ์
- การประดษิ ฐ์ หมายถงึ การคดิ คน้ เก่ียวกับกลไก โครงสร้าง ส่วนประกอบของส่ิงของเคร่ืองใช้ เช่น
กลไกของกล้องถ่ายรูป กลไกของเคร่ืองยนต์ ยารักษาโรค ฯลฯ หรือการคิดค้นกรรมวิธีในการผลิตส่ิงของ
เช่น วิธีการในการผลิตสินคา้ วธิ กี ารในการเกบ็ รกั ษาพชื ผกั ผลไมไ้ มใ่ หเ้ น่าเสียเรว็ เกินไป ฯลฯ
- การออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง การออกแบบรูปร่าง ลวดลาย หรือสีสันท่ีมองเห็นได้จาก
ภายนอก เช่น การออกแบบแกว้ น้าใหม้ ีรูปร่างเหมือนรองเทา้ ฯลฯ
การประดษิ ฐท์ ี่ขอรบั สิทธบิ ตั ร/อนุสิทธบิ ตั รไม่ได้
1. จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืชหรือสารสกัด
จากสัตวห์ รอื พชื เช่น แบคทเี รยี ทมี่ ีอยู่ตามธรรมชาติ พืชสมนุ ไพร ยารักษาโรคท่ีสกัดจากสมุนไพร ฯลฯ
2. กฎเกณฑแ์ ละทฤษฎที างวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณิตศาสตร์ เช่น สตู รคณู ฯลฯ
3. ระบบข้อมูลสาหรับการทางานของเครอื่ งคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ ฯลฯ
4. วธิ กี ารวินิจฉัย บาบดั หรือรกั ษาโรคมนุษย์หรือสัตว์
5. การประดิษฐ์ ท่ีขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี อนามัย หรือสวัสดิภาพของ
ประชาชน เช่น การคิดสูตรยาบ้า ฯลฯ

เคร่อื งหมายการค้า
เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือ
บริการ เครื่องหมายท่ีให้ความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเป็น

85

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543มี 4 ประเภท คือ เคร่ืองหมายการค้า
เครอ่ื งหมายบริการ เคร่อื งหมายรบั รอง และเคร่ืองหมายร่วม

การคุ้มครองเคร่ืองหมายการค้านั้นจะได้รับการคุ้มครองโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายเคร่ืองหมาย
การค้า เม่ือเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าน้ันได้นาเครื่องหมายที่สร้างสรรค์ ไปยื่นขอจดทะเบียน ณ กรม
ทรัพย์สินทางปัญญา หรือสานักงานพาณิชย์จังหวัดในส่วนภูมิภาค ซ่ึงเจ้าของเครื่องหมายจะต้องมีการ
จัดเตรียมเอกสารประกอบคาขอ การพิจารณาจาพวกและรายการสินค้าบริการท่ีประสงค์จะขอรับความ
คุม้ ครองใหช้ ัดเจน พร้อมท้งั ชาระคา่ ธรรมเนียมตามกฎหมาย

เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี เม่ือครบกาหนดสามารถที่จะต่อ
อายุได้เปน็ คราว ๆ คราวละ 10 ปี

เคร่ืองหมายการค้าจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือทางการตลาดหากได้มีการสร้างเคร่ืองหมายการค้านี้
ให้ตดิ ตลาดแลว้ ลกู ค้าจะจดจา “แบรนด์” นีไ้ ว้ เพื่อเลอื กสินคา้ ตามต้องการ

พระราชบัญญตั ิคุ้มครองผู้บริโภค
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคได้กาหนดอานาจหน้าท่ี ของสานักงานคณะกรรมการคุ้มครอง
ผู้บริโภค (สคบ.) ไว้ดงั น้ี
1. รับเร่ืองราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคท่ีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเน่ืองมาจากการกระทา
ของผปู้ ระกอบธรุ กิจ
2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาแก่ผู้บริโภคในทุกระดับการศึกษาเก่ียวกับความปลอดภัย
และอนั ตรายทไี่ ด้รบั จากสินค้าหรอื บรกิ าร
3. ประสานงานกับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอานาจหน้าท่ีเก่ียวกับการส่งเสริม หรือ
กาหนดมาตรฐานของสินค้าหรือบรกิ าร
4. ติดตามและสอดส่องพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจ ซ่ึงกระทาการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการ
ละเมดิ สทิ ธขิ องผบู้ ริโภค
5. สนับสนุนหรือทาการศึกษาและวิจัยปัญหาเกี่ยวกับก ารคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับ
สถาบันการศกึ ษาและหน่วยงานอ่ืน
6. ดาเนินการเผยแพรว่ ชิ าการและให้ความรแู้ ละการศึกษาแกผ่ บู้ รโิ ภคเพื่อสร้างนสิ ัยในการบริโภคที่
เปน็ การสง่ เสริมพลานามัย ประหยดั และใชท้ รพั ยากรของชาตใิ หเ้ ปน็ ประโยชนค์ วบคุม ส่งเสรมิ มากทสี่ ดุ
7. ปฏบิ ัตกิ ารอื่นใดตามทค่ี ณะกรรมการคุ้มครองผูบ้ รโิ ภคหรือคณะกรรมการเฉพาะเรอ่ื งมอบหมาย

สรปุ สาระสาคัญของประกาศคณะกรรมการวา่ ดว้ ยสญั ญา
เรอ่ื ง ให้ธรุ กจิ ใหบ้ ริการโทรศัพทเ์ คลื่อนที่เป็นธุรกจิ ท่คี วบคุมสัญญา พ.ศ. 2543
การระบอุ ตั ราค่าบรกิ าร
ผู้ประกอบธุรกจิ ต้องระบุอัตราการใช้บรกิ ารตา่ ง ๆ ได้แก่
- ค่าประกันการใชเ้ ลขหมาย
- ค่าใช้เลขหมายรายเดือน

86

- คา่ ใช้บริการ ค่าบริการพิเศษ
- ค่าขอเปดิ บริการใหม่
- คา่ ธรรมเนยี ม
ยกเว้น - คา่ โทรทางไกลระหวา่ งประเทศ
- ค่าโทรข้ามแดนระหวา่ งประเทศ
การส่งใบแจ้งหน้ี
- ผู้ประกอบธรุ กิจตอ้ งส่งใบแจ้งหนใ้ี หผ้ ู้บริโภคทราบก่อนถึงกาหนดชาระ 10 วัน
- ใบแจ้งรายการใชต้ า่ งพ้นื ท่ตี อ้ งมรี ายการวนั เดือน ปี เวลา การใชบ้ รกิ ารจานวนครง้ั ที่ใชบ้ รกิ าร
เลขหมายโทรศพั ท์ปลายทาง รายละเอยี ดและการคิดค่าตอบแทน
- ผบู้ ริโภคมีสิทธขิ อรบั ใบแจ้งรายการใช้โทรศัพท์ในพื้นทเี่ ดยี วกันไดข้ อยอ้ นหลงั ได้ไม่เกนิ 3 เดอื น
ผู้ประกอบธรุ กิจตอ้ งดาเนินการภายใน 30 วนั ผปู้ ระกอบธรุ กิจจะตดิ คา่ ใช้จา่ ยไมไ่ ด้
ยกเวน้ ค่าใชจ้ ่ายในการจัดส่งทางไปรษณียต์ ามความเปน็ จรงิ
สิทธิของผบู้ รโิ ภค
- ผู้บริโภคมีสิทธิระงับการใช้บริการช่ัวคราวได้ไม่เกิน 6 เดือน โดยแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบ
ล่วงหน้าไม่นอ้ ยกว่า 3 วนั
- ผ้บู รโิ ภคมีสทิ ธิยกเลิกสญั ญาเมอ่ื ใดกไ็ ด้
สทิ ธิของผู้ประกอบธุรกจิ
- ผ้ปู ระกอบธรุ กจิ มสี ิทธิระงับการให้บริการ ยกเลิกสัญญา หรอื หกั เงินประกันการใช้บริการได้เม่ือมี
เหตตุ ามท่รี ะบุไว้ในสัญญา
- การระงับการให้บริการ การยกเลิกสัญญา หรือการคืนเงินประกัน ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
30 วนั
ยกเว้น สามารถทาได้ทันที กรณี
1. ผ้บู ริโภคตาย
2. ผบู้ ริโภคใช้เอกสารปลอมในการขอใช้บริการ
3. ผปู้ ระกอบธรุ กิจพิสจู น์ไดว้ า่ มกี ารลักลอบจนู เลขหมายโทรศัพท์
4. ผู้ประกอบธุรกิจพิสูจน์ได้ว่าผู้บริโภคนาโทรศัพท์ไปให้ผู้อ่ืนใช้เพ่ือหารายได้ โดยเจตนาไม่จ่าย
คา่ ตอบแทน
หน้าทีข่ องผบู้ รโิ ภค
- เมือ่ โทรศพั ทส์ ญู หายหรอื ถกู โจรกรรม ผบู้ รโิ ภคตอ้ งแจง้ ตอ่ ผปู้ ระกอบธุรกิจทราบ
- ผ้บู ริโภคตอ้ งรับผดิ ชอบคา่ ใชจ้ า่ ยในการติดตามทวงถามตามทจ่ี า่ ยจรงิ
หน้าท่ีของผปู้ ระกอบธรุ กิจ
- เมอ่ื ผบู้ ริโภคแจ้งวา่ โทรศพั ท์สญู หาย ผปู้ ระกอบธุรกจิ ตอ้ งระงับการใหบ้ ริการโดยเรว็ ทสี่ ุด
- ผู้ประกอบธุรกิจจะคดิ คา่ ใชบ้ ริการภายหลังจากทไี่ ด้รับแจ้งไม่ได้

87

- เมื่อผู้บริโภคแจ้งขอระงับการใช้โทรศัพท์ชั่วคราวผู้ประกอบธุรกิจต้องระบุว่าจะลดค่าบริการราย
เดอื นได้เทา่ ใด
- เมอ่ื ครบกาหนดการขอระงบั ใช้ชั่วคราวแลว้ ผู้ประกอบธุรกจิ ตอ้ งเปิดให้บริการทันที
- ถ้าผู้บริโภคไม่ได้ใช้บริการ และไม่ได้ชาระค่าบริการในเดือนถัดมา ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิยกเลิก
สัญญาได้
การคืนเงินประกนั
- เมอื่ สญั ญาเลกิ กนั ผ้ปู ระกอบธุรกิจตอ้ งคนื เงนิ ประกนั ให้แก่ผบู้ รโิ ภคภายใน
1. 30 วนั นับแตว่ ันเลกิ สญั ญา กรณีผู้บรโิ ภคทั่วไป
2. 60 วนั นับแตว่ ันเลิกสัญญา กรณผี บู้ รโิ ภคทีใ่ ช้บรกิ ารขา้ มแดนระหวา่ งประเทศ
- การคนื ตอ้ งคืนแก่
1. บคุ คลทแี่ สดงหลักฐานว่าเป็นคนเดยี วกับเจา้ ของหมายเลข
2. ผ้รู บั มอบอานาจ
- วิธีการคนื
1. คืนดว้ ยเงนิ สด
2. คืนด้วยเชค็
3. เข้าบญั ชธี นาคาร
4. คนื ตามความประสงคข์ องผบู้ รโิ ภค
การเปล่ยี นแปลงขอ้ สญั ญา
- เป็นการเปลย่ี นแปลงหรือแก้ไขขอ้ สัญญาอัตราค่าบริการ
- ต้องแจง้ เป็นหนงั สือให้ทราบล่วงหน้าไมน่ ้อยกว่า 30 วัน
- กรณีเร่งด่วนต้องแจ้งทางจดหมายหรือประกาศหนังสือพิมพ์ล่วงหน้า 7 วัน และแจ้งเป็นหนังสือ
ซา้ อกี คร้ังหนึ่ง
ยกเว้น การเปลีย่ นแปลงดงั ต่อไปนี้ ที่ไม่ตอ้ งแจง้ ลว่ งหน้า
- การเปลี่ยนแปลงอตั ราคา่ โทรทางไกลระหวา่ งประเทศ
- การเปลยี่ นแปลงอตั ราค่าโทรข้ามแดนระหว่างประเทศ
- การเปลย่ี นแปลงอตั ราท่ีกฎหมายกาหนดใหม้ ีผลนอ้ ยกวา่ 30 วนั
ขอ้ หา้ มไม่ให้มีในสัญญา
1. หา้ มเรียกเบี้ยปรับกรณผี ดิ นัดเกนิ กวา่ 15% ต่อปี
2. หา้ มใชข้ ้อสญั ญาที่เปน็ การยกเว้นหรือจากดั ความรับผิด
3. ห้ามใชข้ อ้ สัญญาท่ีให้สทิ ธิผ้ปู ระกอบธรุ กิจเลิกสัญญา ในกรณีผบู้ รโิ ภคผิดบา้ งชาระคา่ บรกิ ารน้อย
กวา่ 35 วนั
4. ห้ามใช้ข้อสัญญาท่ีไม่ให้ผู้บริโภค อ้างเหตุใด ๆ ที่จะปฏิเสธความรับผิดหมายเหตุ ประกาศใช้
บังคับ 1 มกราคม 2544

88

สรปุ สาระสาคัญตามประกาศคณะกรรมการวา่ ด้วยสัญญาณ
เรือ่ ง ให้ธรุ กิจบัตรเครดติ เปน็ ธรุ กจิ ทค่ี วบคมุ สัญญา พ.ศ. 2542
ความหมาย “บตั รเครดติ ”
1. บัตรท่ผี ้ปู ระกอบธรุ กิจออกใหแ้ กผ่ ูบ้ ริโภคเพื่อ
- ใชช้ าระคา่ สินค้าหรอื บริการแทนเงนิ สด
- ใชเ้ บกิ ถอนเงนิ สด
2. รวมถงึ บตั รเดบติ ด้วย (บัตรทีม่ เี งินสดอยใู่ นบญั ชีของผถู้ อื บัตร)
ข้อกาหนดและรูปแบบของสญั ญา
1. ต้องเปน็ ภาษาไทย
2. ขนาดตวั อักษรไม่เล็กกว่า 2 มลิ ลเิ มตร
การเปลยี่ นแปลงเงื่อนไขต่าง ๆ
1. การเปลย่ี นแปลงเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญา
2. การเปลย่ี นแปลงอตั ราดอกเบ้ยี เบย้ี ปรบั ค่าธรรมเนยี ม หรือค่าบรกิ ารใด ๆ
3. การเปลี่ยนแปลงตาม 1. และ 2. ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าเป็น 2
ระยะ คอื
(1) กรณปี กติตอ้ งแจง้ ลว่ งหนา้ ไม่น้อยกวา่ 30 วัน
(2) กรณเี รง่ ดว่ นแจ้งทางจดหมายหรือประกาศทางหนังสือพิมพ์ลว่ งหน้าไมน่ ้อยกว่า7 วนั
สทิ ธบิ อกเลกิ สัญญาของผปู้ ระกอบธรุ กิจ
ผู้ประกอบธรุ กิจยกเลิกสญั ญา หรือระงบั การใหบ้ รกิ ารได้ตอ่ เมือ่
1. เป็นเหตุทมี่ กี ารระบไุ ว้ในสญั ญาเปน็ การเฉพาะ
2. การระบุเหตดุ ังกลา่ วต้องใช้ตวั อักษรสแี ดง สดี า หรอื ตวั เอนท่ีเด่นชดั กวา่ ขอ้ ความอนื่
สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้บรโิ ภค
1. ผู้บริโภคสามารถบอกเลกิ สญั ญาเมื่อใดกไ็ ด้
2. เม่อื บอกเลิกสัญญาแลว้ มสี ทิ ธไิ ด้รับคา่ ธรรมเนียมการใช้บรกิ ารในสว่ นท่ียงั ไม่ได้ใช้บริการได้
การระงบั การใช้บตั รชั่วคราว
1. ผบู้ รโิ ภคมสี ทิ ธิแจ้งขอระงับการใช้บตั รชว่ั คราวได้โดยแจ้งทางโทรศัพท์
2. เมื่อแจ้งแล้วผู้ประกอบธุรกิจต้องระงับการให้บริการทันที หรือไม่เกิน 5 นาทีนับแต่วันท่ีได้รับ
แจ้ง
3. ผบู้ ริโภคไมต่ อ้ งรับผดิ ชอบรายการใช้บัตรภายหลังการแจง้
การเรยี กเกบ็ เงนิ
1. ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งใบแจ้งรายการใช้บัตรให้ผู้บริโภคทราบก่อนถึงกาหนดชาระไม่น้อยกว่า
10 วัน
2. ผบู้ ริโภคมสี ิทธทิ กั ท้วงว่ารายการใดไมถ่ ูกตอ้ งได้ ภายใน 10 วนั

89

3. ผู้บริโภคยังอาจทักท้วงได้อีกภายใน 60 วัน ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ความผิดหรือความ
บกพร่องของผบู้ ริโภค
4. กรณีท่ีมกี ารส่ังซอื้ สนิ ค้าโดยใช้หมายเลขบตั รในการส่งั ซ้ือ
- เมื่อผู้บริโภคทักท้วงว่าไม่ได้ส่ังซ้ือ ผู้ประกอบธุรกิจต้องระงับการเรียกเก็บเงินหรือคืนเงินให้ทันที
ยกเวน้ กรณที ีพ่ สิ จู นไ์ ด้วา่ ผู้บรโิ ภคเป็นผู้ส่งั ซือ้ เอง
- ถ้าผู้บริโภคไม่ได้รับสินค้า ผู้บริโภคมีสิทธิยกเลิกการซ้ือสินค้า โดยผู้ประกอบธุรกิจจะคืนเงินให้
ภายใน 30 วัน ในกรณีที่มีการส่ังซื้อสินค้าภายในประเทศ และภายใน 60 วันในกรณีเป็นการสงั่ ซือ้
สินคา้ จากตา่ งประเทศ ดังน้ี
(1) ภายใน 45 วนั ในกรณีไม่ได้กาหนดเวลาส่งมอบสนิ ค้า
(2) ภายใน 30 วนั ในกรณมี ีการกาหนดเวลาสง่ มอบสินคา้
การจากัดความรับผดิ
1. ห้ามใช้ข้อสัญญาท่ีจะทาให้ผู้บริโภคต้องผูกพันตามสัญญาท่ีจะมีการแก้ไขโดยไม่มีการแจ้งให้
ทราบล่วงหนา้
2. หา้ มใชข้ อ้ สญั ญาท่เี ปน็ การยกเว้นหรอื จากดั ความรบั ผิดชอบของผู้ประกอบธุรกจิ
3. หา้ มใชข้ ้อสัญญาท่ีให้ผู้บริโภครบั ผดิ ชอบในค่าใชจ้ ่ายทไ่ี ม่ได้เป็นความผดิ ของผู้บริโภค
4. ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจเรียกบัตรคืนโดยไม่ต้องแจ้งผลให้ผู้บริโภคทราบ
ล่วงหน้า
5. หา้ มใชข้ ้อสญั ญาทไี่ ม่ให้ผ้บู ริโภคยกเหตใุ ด ๆ มาปฏเิ สธความรับผดิ ตอ่ ผูป้ ระกอบ
หมายเหตุ ประกาศมีผลใชบ้ ังคบั 1 มกราคม 2542

องคก์ รที่เกี่ยวขอ้ งกับการค้าปลีกและการคา้ สง่
องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการค้าปลีกและการค้าส่ง เป็นองค์กรที่มีหน้าท่ีดูแล ควบคุม และรับผิดชอบ
เก่ียวกับการจัดตั้งและการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง การคุ้มครองธุรกิจการค้าปลีกและการค้าส่ง
รวมท้ังการให้ความคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคด้วย องค์กรท่ีเก่ียวข้องกับการค้าปลีกและ
การคา้ สง่ ได้แก่
1. องค์กรเก่ียวกับการจัดตั้งและการส่งเสรมิ ธุรกจิ
1.1 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลและรับผิดชอบหน้าท่ีทเ่ี กี่ยวกับ การจดทะเบียนธุรกิจ การรับรอง
และตรวจค้นทะเบียนธุรกิจ งานบัญชีและสอบบัญชี การส่งงบการเงินและบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้น งาน
สง่ เสริมการพฒั นาธุรกจิ
1.2 สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. มีอานาจหน้าที่ในการกาหนด
นโยบายและแผนการส่งเสริมวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดย่อม
1.3 สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มีหน้าท่ีในด้านการส่งเสริมการลงทุน เช่น การ
ยกเวน้ /ลดหย่อนภาษีเงนิ ไดน้ ติ ิบุคคล การยกเวน้ /ลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดบิ วัสดจุ าเป็น
และสิทธปิ ระโยชน์ทไ่ี มเ่ กยี่ วขอ้ งกับภาษอี ากร

90

2. องค์กรเกีย่ วกบั การค้มุ ครองธุรกิจ
กรมทรัพย์สนิ ทางปัญญา มหี นา้ ที่ดแู ลเรอ่ื งสิทธิบัตร เคร่อื งหมายการค้า ลขิ สทิ ธิ์ ฯลฯ และอนื่ ๆ ที่
เก่ยี วข้อง
3. องคก์ รเกยี่ วกับการคุ้มครองผู้บรโิ ภค
สานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีหน้าที่ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคในด้านโฆษณา
ฉลาก สญั ญา สนิ ค้าที่อาจเป็นอันตราย การดาเนนิ คดีแทนผบู้ รโิ ภค การอทุ ธรณ์ของผปู้ ระกอบธุรกจิ และ
หนา้ ท่อี ืน่ ๆ ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง

สรุปสาระการเรียนรู้หนว่ ยท่ี 9
ในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกหรือค้าส่ง กฎหมายและข้อปฏิบัติต่าง ๆเป็นส่ิงที่
ผู้ประกอบการจะตอ้ งศึกษาและปฏิบตั ิตามแนวทางที่กฎหมายกาหนด โดยกฎหมายทเ่ี ก่ียวข้องกับธุรกิจค้า
ปลีกและค้าส่งน้ัน ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดต้ังและการส่งเสริมธุรกิจการคุ้มครองธุรกิจ และการ
คุม้ ครองผู้บรโิ ภค
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งควรศึกษาถึงสาระสาคัญของ
พระราชบัญญัติที่เก่ียวกับข้องกับธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ได้แก่ พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์
พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
พระราชบัญญัติลิขสิทธ์ สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า รวมท้ังการศึกษาถึงองค์กรที่เก่ียวข้อง
กบั การคา้ ปลีกและการคา้ ส่งซึ่งมหี นา้ ท่คี วบคุมดแู ลและรับผิดชอบในด้านต่าง ๆ อีกดว้ ย

แบบฝึกหดั บทท่ี 9
กฎหมายและองค์กรทเี่ ก่ยี วข้องกับการคา้ ปลีก

และการคา้ ส่ง

ตอนท่ี1 จงหาความหมายดงั ตอ่ ไปน้ี
1. พระราชบญั ญตั ิทะเบยี นพาณิชย์ เปน็ พระราชบัญญตั ิเก่ียวกับ
2. กฎหมายเกี่ยวกบั ธรุ กิจค้าปลีกและค้าส่งประกอบด้วย
3. การประกอบการพาณชิ ย์กิจ ตามความหมายในพระราชบัญญัตินี้ ไดแ้ ก่
4. ผปู้ ระกอบธรุ กจิ บัตรเครดิตยกเลิกสญั ญาหรือระงับการใหบ้ ริการได้ต่อเม่ือ
5. ผู้ประกอบการบตั รเครดิตสามารถระงับการใชบ้ ัตรช่ัวคราวในเรอื่ งใด
6. พระราชบัญญตั สิ ง่ เสรมิ การลงทนุ เป็นพระราชบัญญตั ทิ ่ีจดั ต้ังโดยคณะกรรมการ เพื่ออะไร
7. อธบิ ายพระราชบัญญตั ิเกี่ยวกับเครือ่ งหมายการคา้ มาให้เขา้ ใจ
8. พระราชบัญญตั ิทเ่ี ก่ยี วกบั ลิขสทิ ธเิ์ ป็นพระราชบัญญัติเกย่ี วกบั เรอื่ งใด อธบิ ายใหเ้ ข้าใจ
9. สรปุ สาระสาคัญของประกาศคณะกรรมการวา่ ดว้ ยสัญญาในเร่ืองบตั รเครดิตมาใหเ้ ข้าใจ

91

10. สรปุ สาระสาคัญของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาในเรอ่ื งการให้บริการ
โทรศัพท์เคล่ือนท่ีมาใหเ้ ขา้ ใจ

ใบงานที่ 9
ประเภทของการค้าปลีก

ตอนท2่ี กจิ กรรมการเรียนรู้
คาชีแ้ จ้ง
1. ใหห้ าข้อมูลแผ่นพับเกย่ี วกับพระราชบัญญัตกิ ารค้มุ ครองผู้บรโิ ภคทีเ่ กีย่ วกับข้อควรปฏิบัติในด้านต่าง ๆ
ของผู้บริโภค
2. ให้นาแผ่นพับมาเรียบเรียงจัดพิมพ์ พร้อมหาภาพของสินค้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ บริโภค
ประกอบการเรยี บเรยี งงาน
3. จดั สง่ ในรูปแบบของรายงาน

บทที่ 10 เทคโนโลยสี ารสนเทศ
กับแนวโนม้ การค้าปลีกและการค้าสง่

สาระสาคัญ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เปน็ เทคโนโลยที ่ีเกี่ยวขอ้ งกับข้อมลู ขา่ วสารและการส่ือสาร

เพื่อนามาวิเคราะหก์ ารรบั -ส่งข้อมลู จงึ ทาใหส้ ารสนเทศและการสื่อสารมคี วามสาคัญต่อธรุ กิจคา้ ปลีกและ
ค้าสง่ ทั้งดา้ นการเพ่ิมผลผลิต ลดตน้ ทนุ เพ่ิมประสิทธิภาพในการทางาน เกดิ นวัตกรรมใหม่ ๆ ชว่ ย
เผยแพร่ข่าวสารไปสสู่ งั คมไดร้ วดเรว็ และกวา้ งขวางมากยงิ่ ขึ้น

ปัจจุบันความเปล่ียนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารการค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์ จึงทาให้ธุรกิจมีความเจริญก้าวหน้า และมีบทบาทต่อ
ชีวิตประจาวัน ทาให้มีการนาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการทางานและใช้อินเทอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล หรือ
รบั ส่งข้อมลู ระหว่างกัน รวมถงึ การใชโ้ ทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone)มาใช้ในการติดต่อสื่อสารองค์กร
ท้ังภาครัฐและเอกชน มีการลงทุนเก่ียวกับโครงการพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
เป็นจานวนมาก เช่น มีการขยายระบบโทรศัพท์ และขยายเครือข่ายการส่ือสาร มีการสร้างระบบ

92

ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และการสร้างระบบจัดเก็บภาษีอากร ดังน้ันการเรียนรู้เก่ียวกับเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสอ่ื สารจงึ เปน็ สิ่งทจ่ี าเปน็ อยา่ งยงิ่ ในปจั จบุ นั

ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร
เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิด
ประโยชน์ทเ่ี กีย่ วขอ้ งการผลิต การสรา้ งวิธีการดาเนินงาน รวมถึงอุปกรณต์ ่าง ๆ ทีไ่ ม่ได้มตี ามธรรมชาติ ทา
ให้มนุษย์ได้รับสิ่งอานวยความสะดวกจากเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการดาเนินชีวิตประจาวันเป็นอย่าง
มาก
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ผลลัพธ์ท่ีเกิดจากการรวบรวมข้อมูลดิบมาผ่าน
กระบวนการต่างๆ ในการประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพ่ือนาเสนอในรูปแบบของรายงานที่เหมาะสมตาม
ความตอ้ งการของผ้ใู ช้ ทาใหไ้ ด้สิง่ ท่ีเป็นประโยชน์ มีคุณค่า และมสี าระ
การส่ือสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ความรู้
ประสบการณ์ ความคิดเห็น โดยผ่านช่องทางหรือสื่อต่าง ๆ เพ่ือให้เกิดความเข้าใจซ่ึงกันและกันระหว่างผู้
ส่งและผ้รู บั ข่าวสาร โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือใหเ้ กิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิรยิ าตอบสนองต่อกัน
เทคโนโลยสี ารสนเทศ (Information Technology: TT) หมายถงึ การนาความรนู้ ะทางดา้ น
วิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการสร้างหรือจัดการสารสนเทศให้เป็นระบบและรวดเร็วทันต่อการนาไปใช้
ประโยชน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีทางดา้ นคอมพิวเตอร์และเครอื ข่ายโทรคมนาคและการส่อื สาร
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Information and Communicatio Technology
: ICT) ตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประเทศไทย พ.ศ.2545 - 2549 หมายถึง
เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้างการนามาวิเคราะห์หรือการ
ประมวลผล การรับและการส่งข้อมลู การจดั เกบ็ และการนาขอ้ มูลกลบั ไปใช้งานใหม่

ความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ลักษณะสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศให้มีความ
เจริญก้าวหน้าได้ เน่ืองจากเป็นเร่ืองที่เก่ียวข้องกับความเป็นอยู่ของสังคมสมัยใหม่ ลักษณะเด่นท่ีสาคัญ
ของเทคโนโลยีสารสนเทศมดี งั นี้
1. ชว่ ยเพิม่ ผลผลติ ลดตน้ ทนุ และเพ่ิมประสิทธภิ าพในการทางาน เนอื่ งจากการประกอบการ
ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการอุตสาหกรรม จาเป็นต้องหาวิธีการเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน
และเพ่ือให้การทางานมีประสิทธิภาพเพ่ิมขึ้น จึงได้นาคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทางานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารจึงทาให้เกิดระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเคร่ือง
เอทเี อ็มไดต้ ลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีข้ึน ทาใหก้ ารบริการโดยรวมมีประสทิ ธิภาพ ในระบบ
การจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพ่ือการดาเนินการและการตดั สนิ ใจ ระบบธุรกิจจึงใชเ้ ครื่องมือเหลา่ น้ีชว่ ย
ในการทางาน เชน่ ใช้ในระบบจดั เก็บเงนิ สดจองต๋วั เครอ่ื งบนิ เปน็ ตน้
2. ชว่ ยเปล่ียนรปู แบบการบริการให้เป็นแบบกระจาย เม่อื มีการพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้
ข้อมูลได้ดี การบริการต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ซง่ึ ผใู้ ชส้ ามารถสั่งซื้อสนิ ค้าจากท่ีบ้าน

93

สามารถสอบถามข้อมูลผา่ นทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถาม
ผลสอบจากท่บี ้านได้

3. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จาเป็นสาหรับการดาเนินการในหน่วยงานต่าง ๆในทุก
หน่วยงานได้ดาเนินการพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพ่ือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลซ่ึงในองค์กรทุก
ระดับต่างก็เห็นความสาคัญต่อการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพ่ือพัฒนาการทางานของหน่วยงาน
โดยเฉพาะในองค์กรประเทศไทยซึ่งมีระบบทะเบียนราษฎร์ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการ
จัดเก็บขอ้ มลู ภาษี ล้วนนาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้

4. เทคโนโลยีสารสนเทศเก่ียวข้องกับคนทุกระดับ การพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทาให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนกับเทคโนโลยีมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน ดังจะเห็นได้จากการพิมพ์ด้วย
คอมพวิ เตอร์ การใช้ตารางคานวณ และใช้อปุ กรณส์ อ่ื สารโทรคมนาคมแบบต่าง ๆ เปน็ ต้น

บทบาทของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารที่มีตอ่ สงั คม
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเริ่มเข้ามามีบทบาทและทาให้เกิดประโยชน์ต่อการ
พัฒนาสังคมในหลายด้านดังนี้
1. ชว่ ยใหป้ ระชาชนมีคุณภาพชวี ิตทีด่ ีขึน้ จากการส่อื สารท่รี วดเรว็ และกว้างไกล
2. ช่วยทาให้วทิ ยาการตา่ ง ๆ เจรญิ กา้ วหนา้ และทันสมัยอยา่ งรวดเรว็
3. การรับรแู้ ละแลกเปลีย่ นข้อมูลขา่ วสารของโลกเป็นไปอยา่ งสะดวกและรวดเรว็
4. สามารถเข้าถึงคลังข้อมูลข่าวสารจานวนมากซึ่งสามารถนามาประยุกต์ในการพัฒนาอาชีพและ
คณุ ภาพชีวิต
5. สนับสนนุ การทางานและกระบวนการผลติ โดยการใช้คอมพวิ เตอร์ในการวางแผนการออกแบบและ
การควบคมุ ระบบการทางาน
6. ส่งเสริมระบบบริหารจัดการในรูปแบบใหม่เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหน่วยงาน
หรือองค์กร
7. ชว่ ยใหเ้ กิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างตอ่ เนื่อง
8. สามารถเผยแพร่สารสนเทศและภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ ส่สู ังคมโลกได้โดยง่าย
9. กระจายโอกาสด้านการศึกษาให้ผู้เรยี นที่อยู่ห่างไกลสามารถเรียนรูผ้ ่านระบบการสอนทางไกลหรอื
ผ่านดาวเทียมได้

ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร มีประโยชน์ต่อธุรกจิ คา้ ปลีกคา้ ส่ง ดงั น้ี

1. ความเร็ว เป็นการนาคอมพิวเตอร์มาใช้เพ่ือช่วยให้การทางานมีความรวดเร็วยิ่งข้ึนต้ังแต่การ
ประมวลผล การค้นหาขอ้ มูล สามารถทาไดส้ ะดวก รวดเรว็ และประหยดั เวลา

2. ความถูกต้อง คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการประมวลผลข้อนลงถูกต้อง แม่นยา
ทาให้ขอ้ มลู ทไี่ ด้จากการประมวลน้นั มีความผดิ พลาดน้อยกว่าการประมวลผลดา้ นมนุษย์

94

3. การเก็บบันทกึ ข้อมลู ข้อมูลท่เี กบ็ บันทึกในระบบคอมพวิ เตอร์จะเปน็ ขอ้ มูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมสี ่ือที่
ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลทาให้มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลได้จานวนมากและมีความคงทนถาวร
มากกว่าการจัดเกบ็ ข้อมลู ในรปู ของกระดาษ

4. การเผยแพร่ข้อมูล การรับส่งข้อมูลในปัจจุบันโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะทาให้การเผยแพร่
ข้อมูลทาไดอ้ ยา่ งกว้างขวางสามารถแพร่กระจายไปไดท้ ่ัวโลกอยา่ งไร้พรมแดน

แนวโนม้ การคา้ ปลกี และการค้าสง่
ปัจจุบันการทาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งยังมีแนวโน้มไปได้อีกไกล เนื่องจากมีการพัฒนาในด้านการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพิ่มมากข้ึน จึงเป็นช่องทางในการจาหน่ายสินค้าได้มากข้ึน ซ่ึงจะ
ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากยิ่งข้ึนจากข้อมูลของทางสมาคมผู้ค้าปลีกค้าส่งไทยได้ชี้ให้เห็นทิศทางในด้านการ
เติบโตของการคา้ ปลีกและการค้าสง่ ไวด้ งั นี้

1. ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซ้ือมีแนวโน้มในการเติบโตมากท่ีสดุ ซ่ึงเม่อื เฉลี่ยการเติบโตจะ
อยู่ที่ 18 เปอรเ์ ซ็นต์ ของผ้ทู าธรุ กิจคา้ ปลีกสินค้าและคา้ สง่ สนิ ค้าซ่งึ คิดเปน็ ผปู้ ระกอบการรายใหมท่ ้งั หมด

2. สินค้าประเภทความสวยความงาม สินค้าเพ่ือสุขภาพ จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมากและมี
แนวโนม้ ทจี่ ะเติบโตข้นึ อย่างต่อเน่ือง

3. สินคา้ คุณภาพดี ราคาสูง ไดร้ ับความสนใจจากผูบ้ รโิ ภคทม่ี องหาสนิ คา้ คณุ ภาพ ทส่ี าคญั บุคคลผู้
มีรายได้มากขนึ้ มกั จะมองหาคุณภาพมาก่อนเสมอและสนิ คา้ คณุ ภาพสว่ นใหญ่มักมีราคาสูงหรือราคาแพง

4. ธุรกิจค้าปลีกประเภทไฮเปอร์มาร์เกต มีการดาเนินการทากิจรรมในการกระตุ้นยอดขายผ่าน
รอยลั ต้ีโปรแกรม

5. ร้านค้าปลีกประเภทสุขภาพและความงามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทาให้ธุรกิจประเภทร้าน
ขายยาท่ีต้องหันมาเป็นพันธมิตรกับร้านค้าปลีกประเภทสุขภาพและความงามเศรษฐกิจแข็งแกร่งมาก
ยิง่ ขนึ้

6. ธุรกิจค้าปลีกประเภทตลาดสดกลับเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตลดลง เนื่องจากพฤติกรรมที่
เปลี่ยนแปลงการบริโภคไปเนื่องจากส่ือต่างๆ และตลาดสดกลายมาเป็นผู้บริโภคมีพฤติกรรมท่ีตลาดนัด
เพิม่ มากข้ึนอกี ด้วย

7. ร้านค้าปลีกประเภทอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน สาหรับธุรกิจน้ีมีการเติบโตไปตามธุรกิจ
สงั หาริมทรพั ย์ทฟี่ ้นื ตวั อยา่ งรวดเรว็

8. ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่จะมุง่ ทาตลาดเฉพาะ (Niche) มากขึน้
9. Online Marketing และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในการทาธุรกิจมากย่ิงข้ึน ซ่ึงสิ่งน้ี
สามารถตอบสนองความตอ้ งการผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วมาก
10. เทคโนโลยี Omni Channel จะได้รับการพัฒนาเพ่ือรวบรวมช่องทางท่ีหลากหลายจะเป็น
หน่ึงเดียวโดยไร้รอยต่อของการปฏิสัมพันธ์ ไม่ว่าจะจับจ่ายในร้านค้า หรือ จับจ่ายผ่านSmart Phone
ขอ้ มูลธุรกรรมของลูกค้าจะถูกบรู ณการในฐานข้อมูลและนาไปสู่การวเิ คราะห์พฤตกิ รรมได้อย่างสมบูรณ์

95

แนวโน้มของการคา้ ปลกี
ธุรกิจการค้าปลีกมีแนวโน้มที่จะมีรูปแบบการค้าปลีกแบบใหม่เกิดขึ้น วงจรชีวิตของธุรกิจค้าปลีก

ค่อนข้างส้ัน มีการเพ่ิมข้ึนของการค้าปลีกแบบไม่มีร้านค้า การเพ่ิมข้ึนของคู่แข่งขันการเปลี่ยนแปลงใน
รูปการเลือกซื้อโดยแวะซ้ือเพียงคร้ังเดียว มีการเจริญเติบโตของระบบการตลาดในแนวต้ัง การออกแบบ
ร้านค้าที่มีความทันสมัย มีการจัดกลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ การขยายตัวของ
พอ่ คา้ ปลกี ทสี่ าคญั ไปทั่วโลก และรา้ นคา้ ปลกี กลายเป็นศูนยก์ ลางของชุมชนมากขึน้
แนวโนม้ ของการคา้ ส่ง

เน่ืองจากในปัจจุบันผู้ผลิตมีแนวโน้มท่ีจะตัดช่วงผู้ค้าส่งหรือรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาแทนท่ีซ่ึงจาก
จากผู้ค้าส่งไม่ได้ส่งเสริมสายผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตอย่างเต็มท่ี และผู้ค้าส่งไม่สามารถส่ังสินค้าคงคลังให้มี
จานวนมากพอ จงึ ไมส่ ามารถจดั สง่ ได้รวดเรว็ กบั ความต้องการของลูกค้า อกี ทัง้ ไม่ให้ความรว่ มมือกับผู้ผลิต
ในการดาเนินนโยบายทางการตลาด ไม่มีการปรับปรุงการจัดการและดึงมืออาชีพที่มีความสามารถสูงเข้า
มาบริหาร

ดังน้ัน ผู้ค้าส่งหรือผู้จัดจาหน่ายที่ประสบความสาเร็จได้ จะต้องปรับตัวให้ตอบสนองต่อความ
ต้องการที่เปลี่ยนไปของกลุ่มเป้าหมายและผู้ผลิต ปรับปรุงบริการและลดต้นทุนการดาเนินงานอยู่
ตลอดเวลา โดยควรมีการลงทุนในด้านระบบข้อมูลและเทคโนโลยใี หม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในชว่ ง
เวลาทมี่ ธี ุรกจิ คา้ ส่งรูปแบบใหม่ ๆ จากตา่ งประเทศเขา้ มาแขง่ ขันมากขนึ้

สรปุ สาระการเรยี นรหู้ น่วยท่ี 10
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร เป็นเทคโนโลยีท่ีเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารและการส่ือสาร
เพ่ือนามาวิเคราะห์การรับและส่งข้อมูล บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความสาคัญ
และมีประโยชน์ต่อธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งหลายประการ ทั้งด้านการเพ่ิมผลผลิต ลดต้นทุน เพ่ิม
ประสิทธิภาพในการทางาน เปลี่ยนรูปแบบการบริการให้เป็นแบบกระจายทาให้วิทยาการต่าง ๆ
เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ช่วยเผยแพร่ข่าวสารไปสู่สังคมได้ง่ายข้ึน เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงมีความเก่ียวข้องกับบุคคลากรทุกส่วนในองค์กร และถือเป็นสิ่ง
สาคญั ในการดาเนนิ การของหน่วยงานตา่ ง ๆ อกี ด้วย

96

แบบฝกึ หดั บทท่ี 10
เทคโนโลยีสารสนเทศกับแนวโนม้

การคา้ ปลกี และการค้าสง่

ตอนท1่ี จงหาความหมายดงั ต่อไปน้ี
1. เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง
2. สารสนเทศ (Information) หมายถงึ
3. เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หมายถึง
4. เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร (Information and Communication Technology : ICT)
หมายถงึ
5. เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารมีความสาคญั ในเรื่องใด
6. จงอธบิ ายบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารท่มี ีตอ่ สังคมมาให้เข้าใจ
7. จงอธบิ ายแนวโน้มของการค้าปลกี ค้าสง่ มาให้เขา้ ใจ
8. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมปี ระโยชน์ตอ่ การค้าปลกี และการคา้ สง่ อย่างไร จงอธิบายให้
เขา้ ใจ
9. ยกตัวอย่างธุรกิจค้าปลกี ค้าส่งทีม่ แี นวโน้มการเตบิ โตอยา่ งตอ่ เน่ือง พร้อมอธบิ ายเหตุผลประกอบ 1
ตวั อยา่ ง
10. ยกตัวอย่างธุรกิจ SME ที่มุ่งทาตลาดเฉพาะ (Niche) มา 1 ตัวอยา่ ง

ใบงานที่ 10

เทคโนโลยีสารสนเทศกบั แนวโน้มการค้าปลกี
และค้าส่ง

ตอนท่2ี กิจกรรมการเรียนรู้
คาช้แี จ้ง
1. ใหน้ กั ศึกษาหาภาพเทคโนโลยที นี่ ามาใชใ้ นธรุ กิจคา้ ปลีกและคา้ ส่ง มา 1 ประเภท
2. นาภาพลงตดิ ในกระดาษ A4
3. อธิบายลักษณะของเทคโนโลยีท่นี ามาประยกุ ต์ใช้ในธุรกิจคา้ ปลีกและค้าส่ง

97

บรรณานกุ รม

คานาย อภิปรัชญาสกุล. หลักการจดั ซอื้ (PURCHASING PRINCIPLE). กรงุ เทพฯ : โฟกัสมีเดยี แอนด์
พบั ลิช ชง่ิ , 2553.
คานาย อภปิ รัชญาสกล, การบริหารรา้ นค้าปลกี (RETAIL STORE MANAGEMENT)กรงุ เทพฯ : โฟกัส
มีเดีย แอนด์ พับลิชชง่ิ , 2557.
จาลกั ษณ์ ขุนพลแก้ว, CEO Blog, กรงุ เทพฯ : ธรุ กิจออนไลน์, 2556.
ฐติ พิ ร จาตุรวงศ์, เจาะธรกจิ คา้ ปลีกสมัยใหม่ (Inside Modern Trade). กรงุ เทพฯ :นาอกั ษรการพิมพ์,
2551.
ธวชั ชัย จนิ ดาพาณชิ ย์, การจัดซือ้ เบื้องต้น. กรุงเทพฯ : พัฒนาวชิ าการ (2535), 2557.
ปิยะฉตั ร จารธุ ีรศานต์, ระบบสินคา้ คงคลัง, กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, ม.ป.ป.
วรดี จงอัศญากลุ . การจัดการองคก์ รอุตสาหกรรม กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, 2555
สมจติ ร ล้วนจาเรญิ . การบริหารการคา้ ปลกี , กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, ม.ป.ป.
สภุ าภรณ์ ธรี ะจนั ทร์, การขายปลกี และการขายส่ง, กรงุ เทพฯ : แม็ค, 2547.
สุรียพ์ ร สานกูล. การบริหารธุรกจิ ขนาดยอ่ ม. กรุงเทพฯ : แม็ค, 2547.

เวบ็ ไซต์
การจดั การการค้าปลีก. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก : http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/
data/sms/market/Units/Subm2/U621-2.htm
การจดั การการค้าส่ง. [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/
data/sms/market/Units/Subm2/U622-1.htm
ธรุ กิจค้าส่งคา้ ปลีก. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : http://www.dbd.go.th/ewt_news.
php?nid=5209 &filename=index
รปู แบบการค้าปลกี . [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก : http://www.thaiblogonline.com/sodpi
chai.blog?PostID=2038


Click to View FlipBook Version