16
2.3 การบริการทางด้านการพักผ่อนหย่อนใจ (Leisure-Time Services)เป็นการบริการด้าน
ความบันเทิง และการบริการด้านการเดินทาง การบริการด้านการท่องเที่ยวธุรกิจประเภทนี้ ได้แก่ บริษัท
นาเทยี่ ว โรงแรม สนามกอลฟ์ โรงภาพยนตร์ ฯลฯ
2.4 การบริการด้านการซ่อมแซม (Repair Services) การบริการทางด้านการซ่อมแซม ได้แก่
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ การซ่อมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า นาฬิกาเครื่องประดับบ้านธุรกิจ
ประเภทนจ้ี ะเสนอขายช้นิ สว่ นประกอบกบั บริการซอ่ มด้วย
2.5 การบริการส่วนบุคคล (Personal Services) เป็นบริการที่ผู้ให้บริการทาหน้าที่บริการ
โดยตรง เชน่ ร้านถา่ ยรปู ร้านตัดผม รา้ นเสรมิ สวย รา้ นซกั แหง้ ฯลฯ
3. การคา้ ปลีกแบบดั้งเดิม
ลักษณะการดาเนินงาน ผสมผสานวฒั นธรรมท้องถิ่นความเป็นพ้ืนเมอื ง ความสามารถในการเจรจา
ต่อรอง ความเป็นมิตร ความเห็นอกเห็นใจกัน การดาเนินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมจึงมีท้ังขายเงินสดและ
เงินเช่ือ มีความยืดหยุ่นเร่ืองสินค้า ราคา และสถานที่ ซึ่งเป็นลักษณะการดารงชีวิตของคนส่วนใหญ่ใน
ประเทศไทย ธรุ กิจคา้ ปลกี แบบด้งั เดมิ จึงมีการดาเนินธรุ กิจแบบพอเพียงโดยมีลักษณะการดาเนนิ งานดังน้ี
3.1 ธุรกจิ ค้าปลีกแบบด้ังเดิมมีตน้ ทุนในการประกอบการ
3.2 สถานท่ีประกอบการส่วนใหญ่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นร้านค้าปลีก ซึ่งเดิมท่ีเป็นการซ้ือเพ่ือเป็นที่อยู่
อาศยั ต่อมาเห็นว่าสามารถทาการคา้ ขายได้ จงึ จดั หาสนิ ค้ามาขาย การตกแต่งร้านก็ทาเทา่ ทจ่ี าเปน็
3.3 ไม่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากร ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน เพราะไม่มีพนักงานขายแต่ผูข้ ายคือบุคคล
ที่อาศัยอยู่ในบา้ น
3.4 ไม่มีต้นทุนการบริหารจัดการ เพราะไม่ต้องซื้อเคร่ืองมืออุปกรณ์ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ไม่
ตอ้ งลงทนุ เร่ืองอนามยั ของสินค้ามาก
3.5 ทาเลที่ตั้ง ร้านค้าปลีกด้ังเดิมส่วนใหญ่จะตั้งในย่านชุมชนหรือแหล่งท่ีอยู่อาศัยใกล้ชิดกับ
ผู้บริโภค ซ่งึ ถอื วา่ มีกาลังซอ้ื พอเหมาะกับขนาดการลงทนุ อยูแ่ ลว้ ฉะนน้ั ร้านคา้ จึงต้งั อยู่ในทาเลท่ีเหมาะสม
3.6 มีการบริหารไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อน มีคนขายเพียงคนเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการเอง
ทาให้การตัดสินใจทาได้รวดเร็ว สามารถปรบั เปลยี่ นสินค้าตามความต้องการของลกู ค้า
3.7 ความเป็นกันเอง จากการท่ีเจ้าของธุรกิจเป็นผู้ขายเอง และเป็นคนในพ้ืนที่หรือในชุมชนน้ันๆ
ทาใหผ้ ู้ขายสว่ นใหญ่จะมีความเปน็ กนั เองกับผู้ซอ้ื โดยธรรมชาติอยู่แลว้
4. การค้าปลกี สมัยใหม่
เป็นระบบการค้าท่ีมีประสิทธิภาพสูง มีระบบการจัดการท่ีดี ลักษณะเด่นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ มี
ดังนี้
4.1 ความหลากหลายของสนิ คา้ แบ่งเป็นกลุ่มสนิ ค้าบริโภค และอปุ โภค
4.2 มีการนา ระบบเทคโนโลยมี าใชด้ าเนนิ การความรวดเร็วในการใหบ้ รกิ าร
4.3 การบริหารจัดการ โดยความรูค้ วามชานาญอยา่ งมอื อาชพี
17
4.4 มีการตกแต่งร้านที่สวยงามสะอาดตา มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย จัดเรียงสินค้าหลากหลาย
ชนิดอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกซ้ือได้เองตามความพอใจ หรือท่ีรู้จักกันในศัพท์ Self Service
ซ่งึ เปน็ การบริการตนเอง
4.5 ตั้งอยู่ในทาเลที่การเดินทางไปมาสะดวก มีการบริการต่าง ๆ ที่ให้สะดวกประหยัดเวลาในการ
จบั จ่ายใช้สอย
4.6 จัดรายการส่งเสริมการขายท่ีจูงใจและมีการใช้ระบบการส่ือสารการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
ทาใหเ้ กิดประสิทธิผลการทางานทดี่ ี
ลักษณะของกิจการค้าสง่
กิจการค้าส่งเป็นกิจการท่ีมีความแตกต่างจากธรกิจประเภทอื่น ๆ เนื่องจากกิจกรรมของการค้าส่ง
น้ันเป็นกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับการซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบมาเพื่อจาหน่ายต่อให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ค้า
ส่งรายอื่น หรือผู้ค้าปลีก จะเห็นได้ว่าลูกค้าของผู้ค้าส่งก็คือกลุ่มที่ซื้อไปเพ่ือการผลิตหรือเพื่อการขายต่อ
ไม่ใช่ซ้ือไปเพื่อการบริโภคเหมือนลูกค้าของผู้ค้าปลีก ซ่ึงรูปแบบของการค้าส่งแบบดั้งเดิมในประเทศไทย
น้ัน เราจะเรียกว่า “ย่ีป๊ัว” ซึ่งมีความสาคัญต่อระบบการจัดจาหน่ายสินค้าที่มีอยู่หลายประเภทโดยจะ
กระจายสินค้าให้ครอบคลุมพ้ืนที่อย่ากว้างขวาง โดยอาศัยร้านค้าส่งเป็นตัวจักรกลท่ีสาคัญ ซึ่งร้านค้าส่ง
ต่าง ๆ ในอดีตนั้นเป็นผูท้ รงอิทธพิ ลทางการค้าที่มีผลต่อความสาเร็จของสินค้าตา่ งๆ เป็นอย่างมาก จึงอาจ
กล่าวได้ว่าพ่อค้าส่งจะมีบทบาทสาคัญในการช่วยให้ผู้ผลิตวัตถุดิบหรือผู้ผลิตสินค้าสา เร็จรูปสามารถ
กระจายวัตถุดบิ หรือสนิ ค้าสาเร็จรูปไปสูต่ ลาดไดโ้ ดยผา่ นคนกลางประเภทอน่ื ๆ
ประเภทของกจิ การคา้ ส่ง
การแบ่งประเภทของผู้ประกอบการค้าส่งน้ัน อาจจะแบ่งตามหน้าที่ท่ีผู้ประกอบการค้าส่งจะมีต่อ
ลูกคา้ อันไดแ้ ก่ ผู้ประกอบการค้าปลีกและผซู้ ื้อสนิ ค้าอุตสาหกรรม
การค้าส่งเป็นการค้าท่ีแตกต่างจากการค้าชนิดอื่น โดยลูกค้าท่ีได้รับการบริการนั้นส่วนใหญ่จะเป็น
ผู้ค้าปลีก หรือพ่อค้าอ่ืน ๆ หรือผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม หรือผู้ใช้ทางด้านการค้าหรือสถาบัน ส่วนการขาย
สินคา้ ใหก้ บั ผบู้ รโิ ภคคนสุดทา้ ยน้ันจะมีเปน็ จานวนนอ้ ยมากเมอ่ื เปรยี บเทยี บเปน็ เปอรเ์ ซน็ ต์ของการค้า
ประเภทของผู้ประกอบการค้าส่ง ได้แก่
1. พอ่ ค้าสง่
2. นายหน้าและตัวแทน
3. สานกั งานขายและสาขาขาย
4. ผู้คา้ ส่งผลติ ภัณฑเ์ กษตรกรรม
1. พอ่ ค้าส่ง (Merchant Wholesalers)
พ่อค้าส่ง คือ คนกลางที่ทาหน้าท่ีจัดซ้ือสินค้าจากผู้ผลิตเป็นจานวนมากเพ่ือจาหน่ายให้แก่พ่อค้า
ปลีกหรอื ผใู้ ช้ทางอุตสาหกรรมหรือการค้า พอ่ คา้ ส่งจะมีอสิ ระไม่ขึน้ ต่อใครดาเนินการขายตามประเภทของ
สนิ คา้ ทีข่ าย ผ้ปู ระกอบการค้าส่งประเภทนส้ี ามารถแบง่ ออกได้เปน็ 2 ประเภท คอื
18
1.1 พ่อค้าส่งท่ีให้บริการอย่างเต็มที่ (Full-Service Wholesalers) เป็นผู้ประกอบการค้าส่งท่ี
จาหนา่ ยสนิ คา้ พร้อมมีการบรกิ าร ต้ังแต่การให้คาแนะนาปรึกษา บริการด้านสินเช่ือ บรกิ ารดา้ นการขนส่ง
บรกิ ารส่งมอบสนิ ค้า ไดแ้ ก่
1) พ่อค้าส่งหรือผู้จัดจาหน่ายส่ง (Wholesale Merchants or Distribu-tors) เป็นผู้ทาหน้าที่ซ้ือ
และขายสินค้าภายในประเทศ ลูกค้าของเขาคือ ผู้ค้าปลีก ผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม ผู้ใช้ทางการพาณิชย์ ผู้ใช้
สินค้าทางสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรยี นโรงพยาบาล ฯลฯ
2) พ่อค้าส่งช้ันวางของ (Rack Jobber) คือผู้ประกอบการค้าส่งที่ขายสินค้าจาพวกเคร่ืองสาอาง
วารสาร เคร่ืองใช้ในบ้านราคาถูก เป็นต้น ลูกค้าท่ีสาคัญของพ่อค้าประเภทน้ีคือ Supermarket พ่อค้าส่ง
ประเภทนีจ้ ะจดั สง่ สนิ คา้ พรอ้ มจัดวางจัดแสดงสนิ ค้าบนชน้ั วางสินค้า โดยบรกิ ารฟรี
3) พ่อค้าสง่ สายผลติ ภัณฑ์ (Single-Line Wholesaler) เป็นพ่อคา้ สง่ ท่ขี ายสินค้าหลายชนดิ แตเ่ ป็น
สินค้าทีอ่ ยใู่ นสายผลติ ภณั ฑ์เดียวกัน
1.2 พ่อค้าส่งที่ให้บริการอย่างจากัด (Limited-Service Wholesaler) เป็นผู้ประกอบการค้าส่งที่
ให้บริการอย่างจากัด ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานของกิจการได้ ทาให้สินค้าท่ี
จาหน่ายมรี าคาถกู ลง แบ่งออกไดด้ งั นี้
1) พ่อค้าขายสินค้าเงินสดและขนสนิ ค้าเอง (Cash and Carry Wholesal-ers) พ่อค้าส่งประเภทน้ี
จะไม่มีบริการให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อ หรือการขนส่งสินค้าลูกค้าจะต้องชาระค่าสินค้าเป็น
เงินสด และขนสินคา้ กลบั ไปเอง พอ่ ค้าส่งประเภทน้ี ไดแ้ ก่ ห้างแมค็ โคร
รปู ภาพท่ี6 ตวั อย่างพ่อค้าส่งแบบ Cash and Carry
ทมี่ าของรูปภาพ : https://www.facebook.com/siammakro/posts/548622868809078/
2) พ่อค้าส่งสินค้าท่ีรับคาสั่งซ้ือ (Drop Shipper or Desk Jobber) คือ พ่อค้าส่งท่ีทาหน้าที่แต่เพียงรับคา
ส่ังซื้อจากลูกค้าผ่านไปยังผผู้ ลิต แล้วขนส่งสินค้ามาให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องเก็บสินค้าไว้ที่ตนเอง การจ่ายเงนิ
จะทาผ่านพ่อคา้ สง่ สินคา้ ผคู้ า้ สง่ ประเภทน้ี เช่น วัสดุก่อสรา้ ง ผลิตผลจากเกษตรกรรม ฯลฯ
3) พ่อค้าส่งรถบรรทุก (Truck Wholesaler or Jobber) คือ พ่อค้าส่งท่ีทาหน้าที่เป็นท้ังพนักงาน
ขายและคนส่งมอบสินค้า ปกติจะขายเป็นเงินสด สินค้าเป็นสินค้าประเภทอาหาร ของใช้ประจาวัน เป็น
สนิ ค้าทีม่ ีตราย่ีหอ้ เปน็ ท่รี จู้ กั กนั เป็นอยา่ งดี เพราะผลติ ภณั ฑม์ กี ารโฆษณา
19
4) พ่อค้าส่งทางไปรษณีย์ (Mail-Order Wholesalers) คือ พ่อค้าส่งท่ีติดต่อกับลูกค้าโดยทาง
ไปรษณีย์ แล้วจดั ส่งสินค้าใหท้ างไปรษณีย์ หรอื โดยผา่ นบรษิ ัทขนส่ง
2. นายหนา้ และตวั แทน (Merchandise Agents)
ตัวแทนจาหนา่ ยสนิ ค้าจะมีลักษณะคล้ายกับพ่อค้าส่ง แตต่ ่างกันที่ตวั แทนไม่มีกรรมสิทธิ์ในสินค้าแต่
พอ่ ค้าส่งจะมกี รรมสทิ ธใ์ิ นสนิ คา้ ไดร้ บั ค่าตอบแทนเปน็ คา่ นายหน้า(Commission) ได้แก่
2.1 นายหน้า (Broker) เป็นคนกลางท่ีทาหน้าท่ีติดต่อซ้ือขายสินค้า โดยการนาผู้ซ้ือและผู้ขายมา
พบเพื่อตกลงเงือ่ นไขในการซ้ือขาย นายหน้าไดร้ ับคา่ ตอบแทนเปน็ ค่านายหนา้ (Commission)
2.2 ตัวแทนขายฝาก (Commission Merchants) เป็นคนกลางที่ทาหน้าเป็นตัวแทนจาหน่าย
และดาเนนิ การจาหนา่ ยในนามของตัวเอง
2.3 ตวั แทนจาหน่าย (Selling Agents) เป็นกจิ การที่ทาหน้าท่ีจาหน่ายสนิ คา้ ใหผ้ ู้ผลิตรายใดราย
หนึ่ง ทาหน้าที่ขายสินค้าทุกชนิดให้แก่ผู้ผลิต แต่ไม่มีกรรมสิทธ์ิในสน"เหมาะกับผู้ผลิตสินค้าที่ขาดความรู้
ความชานาญและประสบการณ์ทางดา้ นการตลาด
2.4 บริษัทรับทาการทอดตลาด (Auction Company) เป็นกิจการค้าส่งอิสระมีความชานาญ
พเิ ศษในการตดิ ต่อขายสนิ ค้าโดยวธิ ีการประมลู ราคา เช่น การขายรถยนตม์ อื สอง ฯลฯ
3. สานักงานขายและสาขาขาย
3.1 สานักงานขาย (Sales Offices) ในบางครั้งผู้ผลิตจะตั้งสานักงานอยู่ในบริเวณที่ไกลจาก
โรงงานผลิตสินค้าของผู้ผลิต หรือตั้งอยู่คนละท้องถ่ินกับสานักงานใหญ่ของผู้ผลิต และจะไม่เก็บสินค้า
สารองไว้ใน Stock ส่วนสินค้าน้ันจะเช่าที่เก็บสินค้าของคลังสินค้าสาธารณะ หรือเก็บไว้ท่ีโรงงาน เมื่อมี
ลกู ค้าสงั่ ซอื้ สินคา้ กจ็ ะเบิกสินค้าจากคลังหรอื โรงงานแล้วนาสง่ ให้ผ้ซู ้ือ
3.2 สาขาขาย (Sales Branches) เป็นสาขาของบริษัทผู้ผลิตสินค้า ต่างจาก Sales Offices
ตรงที่มีท่ีสาหรับเก็บสินค้าคงคลัง เพื่อการส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าตามคาสั่งซ้ือรวมทั้งการให้บริการติดต้ัง
สนิ คา้ บารงุ รักษา และซ่อมแซมสนิ คา้ จะมีจานวนพนกั งานมากกวา่ Sales Offices
4. ผคู้ า้ สง่ ผลติ ภณั ฑเ์ กษตรกรรม
4.1 ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ทางเกษตรกรรม คือผู้ค้าส่งที่ทาหน้าท่ีรวบรวมพืชผลจากเกษตรกรหลาย
ๆ รายมารวมกันแลว้ นาออกจาหน่าย ปกติจะมีตลาดกลางสาหรบั การรวบรวม แบ่งออกเปน็
1) ผู้ซ้อื อสิ ระหรือพอ่ ค้าอิสระ จะทาหน้าทีร่ วบรวมสนิ คา้ และตง้ั ช่อื สินค้าทีซ่ อ้ื จากตลาดท้องถ่นิ
20
รปู ภาพที่7 ตวั อย่างพอ่ ค้าอิสระ
ท่มี าของรูปภาพ : https://www.kasetkaoklai.com/home/
2) สมาคมสหกรณ์การตลาด เป็นสมาคมทจ่ี ัดต้ังข้ึนโดยเกษตรกรในรปู สหกรณ์ มีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือ
จะทาใหส้ นิ ค้าทพ่ี วกตนผลติ ขายได้ในราคาที่สงู โดยเพิ่มกาลังในการต่อรองของผผู้ ลติ ประจาท้องถิ่น
สรุปสาระการเรียนรู้บทท่ี 2
กิจการค้าปลกี แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะใหญ่คอื
1. การค้าปลีกทีข่ ายสนิ คา้
2. การคา้ ปลกี ท่ีขายบริการ
การดาเนนิ กิจการคา้ ปลีก น้ันสามารถจาแนกได้ดังน้ี
1. ขนาดของกจิ การ
1.1 กจิ การค้าปลกี ขนาดเล็ก (Small Sale Retailer)
1.2 กจิ การค้าปลกี ขนาดใหญ่ (Large Sale Retailer)
2. จานวนของสายผลิตภัณฑ์ การแบง่ ประเภทของรา้ นคา้ โดยพิจารณาจานวนสายของผลติ ภณั ฑ์
2.1 ร้านคา้ ทั่วไป (General Stores)
2.2 รา้ นสรรพสินคา้ (Department Stores)
2.3 รา้ นสรรพาหาร (Supermarket)
2.4 ร้านขายสินค้าผลิตภัณฑ์เคียว (Single-Line Store)
2.5 รา้ นขายสินคา้ เฉพาะอย่าง (Specialty Stores)
3. นโยบายราคาของกจิ การ เป็นการแบง่ ประเภทโดยพิจารณาจากราคาของสินค้าท่จี าหน่ายของ
กิจการแตล่ ะประเภท ได้แก่
3.1 ร้านขายสินค้าราคาถกู (Discount Stores)
3.2 ร้านค้าปลีกทางไปรษณีย์หรือร้านค้าปลีกแบบแคตตาล็อก (Mail-Order or
Catalog)
4. ลกั ษณะของการขยายกจิ การ
21
4.1 ร้านค้าปลกี แบบลกู โซ่ (Chain Stores)
4.2 รา้ นคา้ ปลกี ระบบแฟรนไชส์ (Franchise Chains)
5. วิธีการดาเนินกิจการ การแบ่งประเภทของร้านค้าปลีกตามวิธีการดาเนินกิจการ แบ่งออกเป็น
2 ประเภท คือ
5.1 การคา้ ปลีกแบบมีที่ตัง้ รา้ นค้า (In-Store Retailing)
5.2 การคา้ ปลกี แบบไมม่ ที ี่ต้งั รา้ นค้า (Non-Store Retailing)
ประเภทของผู้ประกอบการคา้ ส่ง ไดแ้ ก่
1. พ่อค้าส่ง
2. นายหน้าและตวั แทน
3. สานักงานขายและสาขาขาย
4. ผคู้ า้ ส่งผลติ ภัณฑเ์ กษตรกรรม
แบบฝึกหัดบทที่ 2
ประเภทของการค้าปลกี และการคา้ สง่
ตอนท1ี่ จงหาความหมายดังต่อไปนี้
1. ลักษณะของกิจการค้าปลีกแบง่ ออกเปน็ ก่ปี ระเภท แตล่ ะประเภทมีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย
2. ยกตัวอย่างของกจิ การค้าปลกี ขนาดใหญ่ พร้อมทั้งอธิบายลักษณะของกจิ การคา้ ปลีกที่นักศึกษา
ยกตวั อย่าง
3. รา้ นค้าปลีกทวั่ ไปกับร้านสรรพสินคา้ มลี ักษณะเหมือนกันและตา่ งกันอย่างไร อธบิ าย
4. อธบิ ายความแตกต่างของร้านคา้ ปลกี ที่ขายสนิ คา้ อย่างเดียวกบั รา้ นคา้ ปลีกทขี่ ายสินคา้ เฉพาะ
อยา่ งมาให้เข้าใจ
5. อธบิ ายลกั ษณะของรา้ นคา้ ปลีกแบบลูกโซ่ พร้อมยกตัวอย่างมาใหเ้ ข้าใจ
6. รา้ นค้าปลีกแบบบริการเต็มท่กี ับรา้ นค้าปลีกแบบบริการตัวเองมีข้อดีและข้อเสยี อยา่ งไร
7. เขยี นโครงสรา้ งของการค้าสง่
8. พอ่ คา้ สง่ แบ่งออกเป็นก่ปี ระเภท อธิบาย
9. ตัวแทนฝากขายต่างกบั ตวั แทนนายหน้าอย่างไร
10. อธบิ ายลกั ษณะของผู้ค้าส่งผลิตภณั ฑท์ างการเกษตรมาใหเ้ ข้าใจพร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ
22
ใบงานที่ 2
ประเภทของการค้าปลกี
ตอนที2่ กิจกรรมการเรยี นรู้
คาชแ้ี จ้ง
1. ให้นักศกึ ษาหาภาพของรา้ นค้าปลีกตามท่ีกาหนดไว้ ดงั ต่อไปนี้
1.1 รา้ นค้าสะดวกซอ้ื
1.2 ห้างสรรพสนิ คา้
1.3 Supermarket
1.4 รา้ นขายสนิ ค้าเฉพาะอยา่ ง
2. ให้อธิบายลักษณะของธุรกิจในแต่ละลักษณะตามที่กาหนดไว้ พร้อมภาพธุรกิจและการ
จาหนา่ ยสินคา้ ประกอบ
บทท่ี 3 โครงสร้างหนว่ ยงานธรุ กิจ
การค้าปลีกและการค้าส่ง
สาระสาคัญ
โครงสร้างองค์การเป็นการศึกษาถึงเรื่องต่าง ๆ เก่ียวกับความหมาย ความสาคัญของการจัด
โครงสร้างองค์การ รวมถึงหลกั การจัดองค์การ และประเภทของโครงสร้างองค์การโดยมจี ดุ มุง่ หมายเพื่อให้
การส่งั การและการประสานงานตอ่ การทางานของพนกั งานบรรลเุ ป้าหมายขององค์กร
โครงสร้างองคก์ ารเป็นการสร้างระบบความสัมพันธ์ของงาน ความรับผิดชอบต่อการทางานและการ
ใช้อานาจในการปฏิบัติงานขององค์กรเพ่ือให้เกิดความสาเร็จ โครงสร้างขององค์กรเป็นสิ่งท่ีแสดงด้วย
แผนภูมิองค์กรและหน้าที่ซึ่งเป็นกิจกรรมขององค์กร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การสั่งการและการ
ประสานงานต่อการทางานของพนักงานบรรลุเป้าหมายขององค์กร ซึ่งกิจการค้าปลีกและค้าส่งต่างก็มี
ลักษณะขององค์กรอยู่ในตัวเช่นเดียวกับกิจการอ่ืน ๆ ทั่วไป โดยโครงสร้างขององค์กรจะเป็นตัวบ่งชี้ให้
ทราบถึงความสัมพันธ์ของตาแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในระดับเดียวกันหรือคนละ
ระดบั กนั
23
ในหน่วยน้ีจะเป็นการศึกษาถึงเร่ืองต่าง ๆ เกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญของการจัดโครงสร้าง
องค์กร รวมถงึ หลกั การจดั องค์กร และประเภทของโครงสรา้ งองคก์ ร
ความหมายของการจัดองคก์ ร
ความหมายของการจัดองค์กร มีผู้ให้ความหมายไว้หลายความหมายด้วยกัน บางความหมายเป็น
การกล่าวถึงกระบวนการในการจัดสรรและจัดระบบทรัพยากรมนุษย์ เพ่ือให้แผนการทางานสามารถ
ดาเนินไปได้และประสบความสาเร็จตามเป้าหมายที่ได้กาหนดไว้บางความหมายเป็นความพยายามของ
ผู้บริหารในการสร้างหนทางสาหรับการปฏิบัติงานให้สาเร็จตามแผนงานที่วางไว้ แต่อย่างไรก็ตาม
การศกึ ษาของเราจะให้คาจากดั ความขององค์กรไว้ โดยสรปุ ดงั นี้
การจัดองค์กร (Organizing) หมายถึง การจัดระเบียบของกิจกรรมท่ีผู้ค้าปลีกหรือค้าส่งได้
ตัดสินใจท่ีจะปฏิบัติในกลุ่ม เพื่อมอบหมายงานให้แต่ละส่วนทางานตามอานาจหน้าที่และความรบั ผดิ ชอบ
ให้เหมาะสม โดยให้มกี ารประสานงานกันระหว่างแผนกงานต่าง ๆ เพ่ือใหก้ ารดาเนนิ งานขององค์กรบรรลุ
เปา้ หมายท่ีได้กาหนดไว้อย่างมปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล
ความสาคัญของการจัดองคก์ ร
การจัดองค์กรนั้นมีความสาคัญต่อองค์กร ต่อผู้บริหารและต่อผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้พนักงานของ
องค์กรปฏิบัติงานได้อย่างเต็มท่ีและเต็มสามารถ จึงจาเป็นต้องจัดแบ่งหน้าท่ีการงานกันทา และมอบ
อานาจให้รับผิดชอบตามความสามารถและความถนัด เน่ืองจากปัจจุบันองค์กรมีขนาดใหญ่ข้ึน จึงทาให้
การปฏิบัติงานของพนักงานในองค์กรอาจเกิดความสับสนในเร่ืองหน้าท่ีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน
ดังนั้นการจัดองค์กรจึงทาให้ทราบแนวทางในการปฏิบัติงานอีกทั้งยังช่วยลดความซ้าซ้อนของงาน ทาให้
ง่ายต่อการบริหารและมอบหมายงาน ตลอดจนงานท่ีต้องทานั้นมีมาก ก็จาเป็นต้องจัดหมวดหมู่ของงาน
อย่างเดียวกันหรือลักษณะใกล้เคียงกันมารวมเข้าด้วยกันเรียกว่า ฝ่ายหรือแผนกงาน แล้วจึงจัดคนท่ีมี
ความสามารถในงานนน้ั ๆ มาปฏบิ ตั ิงารวมกนั ในแผนกน้นั และตง้ั หวั หนา้ ขน้ึ รบั ผิดชอบควบคุม
ดงั นั้นการจดั องค์กรจงึ มคี วามจาเปน็ และก่อให้เกิดประโยชน์หลายดา้ นดงั น้ี
1. เปน็ ประโยชนต์ ่อองค์กร
1) ทาใหอ้ งคก์ รบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์และเจรญิ ก้าวหน้า
2) ทาใหก้ ารทางานไมซ่ า้ ซอ้ น ไม่มงี านมากเกนิ ไป เปน็ การประหยดั ตน้ ทนุ ไปด้วย
3) องคก์ รสามารถปรบั ตวั เขา้ กับสภาพแวดล้อมทเ่ี ปลยี่ นไปได้
2. เปน็ ประโยชน์ต่อผ้บู รหิ าร
1) ทาใหก้ ารบริหารงานสามารถทาไดง้ า่ ย รู้หน้าที่และความรบั ผิดชอบของแตล่ ะคน
2) สามารถแกไ้ ขปญั หาทเี่ กิดจากการทางานซา้ ซ้อนไดง้ า่ ย
3) ทาใหง้ านสาเรจ็ ไดร้ วดเร็ว ไม่ค่งั คา้ ง และสามารถตดิ ตามแก้ไขได้ง่าย
4) สามารถขจัดปญั หาการเกย่ี งกนั ทางานหรอื การปัดความรับผดิ ชอบได้
3. เป็นประโยชน์ต่อผปู้ ฏิบตั งิ าน
1) ทาใหร้ ้ขู อบเขตการทางานของตนและอานาจหน้าที่
24
2) สามารถแบ่งงานให้พนักงานได้อย่างเหมาะสม และช่วยสร้างความพึงพอใจแก่พนักงาน ไม่ให้
เกิดความร้สู กึ วา่ งานท่ไี ด้รับมอบหมายน้ันมากหรอื น้อยเกินไป
3) กอ่ ให้เกดิ ความคดิ ริเรม่ิ ในการทางาน
4) ทาใหพ้ นักงานเขา้ ใจความสมั พนั ธ์ของตนตอ่ ฝา่ ยอื่น ๆ ทาให้สามารถตดิ ต่อกันไดด้ ยี ิ่งขึ้น
วตั ถุประสงค์ของการจัดองค์กร
การจัดองคก์ รมวี ัตถุประสงคเ์ พ่อื ให้การทางานเกิดประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ดงั นี้
1. เพือ่ แบ่งงานกันทา โดยแยกงานออกเปน็ แต่ละงาน แต่ละหนว่ ย เปน็ กลุ่มตามลักษณะงานตาม
ความเหมาะสม
2. เพื่อมอบหมายงานและความรับผิดชอบ โดยให้แต่ละคนทาตามความรู้ ความสามารถ ตามที่
ตนความถนัด
3. เพื่อกาหนดการประสานงานต่าง ๆ ให้การทางานดาเนินไปอย่างสอดคล้องกันตั้งแต่เริ่มตน้ จน
งานนั้นสาเร็จ
4. เพื่อกาหนดอานาจหนา้ ท่อี ยา่ งเปน็ ทางการตามสายการบงั คับบญั ชา
5. เพื่อจัดสรรและให้มีการใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และทาง"เกิดประโยชน์
สูงสดุ
6. เพอื่ กาหนดความสัมพนั ธ์ระหว่างบคุ คล ระหวา่ งกล่มุ คน และระหวา่ งหนว่ ยงานหรอื แผนกงาน
หลกั การจดั องค์กร
เพอื่ ใหก้ ารทางานในองค์กรมีประสิทธภิ าพ องคก์ รจะต้องมหี ลกั การจดั องค์กรที่ดี ดังน้ี
1. การแบ่งงานให้รับผิดชอบเฉพาะด้าน (Division of Work) เป็นการแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ
โดยผู้รับผิดชอบปฏบิ ัติงานจะเป็นผู้ท่ีมีความรู้ความชานาญเฉพาะด้าน จึงทาให้ผลของงานมีประสิทธภิ าพ
สามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการอบรม และลดความผิดพลาดแต่จะทาให้พนักงานมีทักษะใน
การทางานค่อนขา้ งจากดั เนอื่ งจากการแบง่ งานเฉพาะดา้ นมากเกินไป
2. การมีผู้บังคับบัญชาคนเดียว (Unity of Command) เป็นการกาหนดให้พนักงานแต่ละคน
ขึ้นตรงกับผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว การทาเช่นนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนในการส่ังงาน
และมอบหมายงาน
3. การสร้างสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) เป็นการแบ่งระดับการบังคับบัญชา
ตามระดับชั้นความรับผิดชอบของสายการบังคับบัญชาท่ีอยู่ในแผนผังองค์การ ทาให้พนักงานเข้าใจ
ขอบเขตของงานแต่ละฝ่าย ตลอดจนความรับผดิ ชอบตามอานาจหน้าท่ี
4. การมอบหมายอานาจหน้าที่ (Delegation of Authority) เป็นการมอบหมายภาระงานตาม
อานาจหน้าท่ีและความรับผิดชอบให้ผู้อื่นกระทาแทน ช่วยทาให้ภาระงานของผู้บริหารลดลง เพ่ือให้
ผู้บริหารมีเวลาในการวางแผนการดาเนินงานในเร่ืองท่ีสาคัญ ซึ่งเป็นการฝึกฝนทักษะเพ่ือให้พนักงานได้
เรียนรกู้ ารทางานจากประสบการณจ์ ริง
25
5. การมีขนาดของการควบคุม (Spain of Control) ท่ีเหมาะสม เป็นการกาหนดจานวน
ผู้ใต้บงั คบั บัญชาทผ่ี ู้บังคับบญั ชาสามารถควบคุมได้ ซ่ึงอาจจะไมเ่ ท่ากัน ขนึ้ อยูก่ ับลักษณะของงานและการ
บังคบั บญั ชา
6. การมีวัตถุประสงค์เดียวกัน (Unity of Objective) เป็นการกาหนดวัตถุประสงค์หลักร่วมกัน
ในการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องและประสานงานกันได้อยา่ งกลมกลืน เป็นผลทาให้ธรุ กิจสาเร็จลุล่วงไป
ได้อย่างรวดเร็ว
การจดั โครงสร้างขององคก์ ร (Organization Structure)
การจัดโครงสร้างขององค์กรมีหลายแบบ ซ่ึงแต่ละแบบอาจจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย
ด้วยกัน การจดั โครงสร้างขององค์กรสามารถแบ่งแยกออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 5 ประเภท ดงั น้ี
1. โครงสร้างองค์กรตามหน้าท่ีการงาน (Functional Organization Structure) หมายถึง
การจัดโครงสร้างข้ึนโดยแบง่ ประเภทหรอื หน้าที่การงาน โดยแสดงหน้าท่ีที่ต้องทาในแคละแผนก ทาให้ได้
คนมีความสามารถในการทางานในแผนกนั้น ๆ อีกท้ังยังช่วยฝึกบุคคลในๆ ให้มีความชานาญเก่ียวกับ
หน้าที่ของงานน้ัน สาหรับฝ่ายบริหารระดับสูงนั้นก็เป็นเพียงแต่กาหนดนโยบายไว้กว้าง ๆ เพราะมี
ผู้เช่ยี วชาญเฉพาะดา้ นคอยป้อนข้อมลู ทถี่ ูกต้องใหพ้ ิจารณาตดั สินใจและใหม้ ีความผิดพลาดได้น้อยมาก อีก
ประการหน่ึงในแต่ละแผนกน้ัน เมื่อคนมีความเช่ียวชาญงานในหน้าท่ีชนิดเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดการ
ประสานงานได้ง่ายเน่ืองจากแต่ละคนมีความสนใจในงานและใช้ภาษาเดียวกัน ทาให้สามารถสร้าง
บรรยากาศการทางานท่ีดี นอกจากนั้น การบริหารงานก็เกิดความประหยัดด้วย เพราะแต่ละแผนกได้ใช้
ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสรา้ งผลิตผลได้เต็มเม็ดเตม็ หนว่ ย การใช้เครื่องจักรและแรงงานก็ใช้ได้ผลคุ้มค่า
อย่างไรกต็ าม การจัดรูปแบบองค์กรแบบนีก้ ็มีผลเสยี ในทางการบรหิ ารหลายประการ
2. โครงสร้างองค์กรตามสายงานหลัก (Line Organization Structure) หมายถึง การ
จัดรูปแบบโครงสร้างสายงานหลัก มีการบงั คบั บญั ชาจากบนลงลา่ ง ไม่มีการสั่งการแบบขา้ มขั้นตอนในสาย
งาน ซ่ึงโครงสร้างแบบนี้เหมาะสมสาหรับองค์กรต่าง ๆ ท่ีต้องการให้มีการขยายตัวในอนาคตได้ เพราะ
เพียงแต่เพิ่มเติมโครงสร้างในบางสายงานให้มีการควบคุมบังคับบัญชาลดหล่ันลงไปอีกได้ การจัดองค์กร
แบบน้ีจัดโดยคานึงถึงสภาพของงานท่ีเป็นจริง เช่น แบ่งตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ หรือแบ่งตามอาณา
เขต หรือแบ่งตามประเภทของลูกค้า หรือแบ่งตามกระบวนการ ผลดีของโครงสร้างแบบน้ี เช่น การจัด
โครงสร้างด้วยรูปแบบทเี่ ข้าใจงา่ ย การบงั คบั บญั ชาตามสายงานเป็นขน้ั ตอน ฉะน้นั จดุ ใดทม่ี กี ารปฏิบัติงาน
ล่าช้าก็สามารถตรวจสอบได้รวดเร็วจากผู้บังคับบัญชาในระดับน้ันได้ง่าย นอกจากนั้นผู้ปฏิบัติงานได้คลุก
คลีกับสภาพของปัญหาที่เป็นจริงและเกิดขึ้นเสมอ ทาให้การตัดสินใจต่าง ๆ มีข้อมูลท่ีแน่นอน และ
สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็ว โครงสร้างขององค์กรก็สามารถเปล่ียนได้สะดวก เนื่องจากการ
จัดรปู แบบ ไมส่ ลบั ซบั ซอ้ นมากนกั ประการสดุ ทา้ ย องค์กรนี้เหมาะสาหรับการจัดรูปแบบองค์กรขนาดเล็ก
แตไ่ มเ่ หมาะท่จี ะจัดในลักษณะองค์กรขนาดใหญ่ท่ีมีการปฏิบัตงิ านสลบั ซับซ้อน สว่ นข้อเสยี น้ันได้ก่อให้เกิด
ปัญหาดังนี้คือ ประการแรก ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้ทางานมีความเช่ียวชาญเฉพาะด้านนอกจากน้ัน บางขณะ
ปริมาณของงานมีมาก จนต้องใช้เวลาทางานประจาให้เสร็จ ไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาถึงระบบการทางานท่ี
26
ดีกว่า อีกประการหนึ่งลักษณะของโครงสร้างเช่นน้ีเป็นอุปสรรคต่อการดาเนินงาน เพราะไม่สามารถ
ครอบคลุมขอบข่ายของงานได้ทั้งหมดได้ และประการสุดท้ายผู้บริหารระดับสูงอาจจะไม่ยอมมอบหมาย
งานให้ผู้บริหารงานระดับรอง ๆ ลงมา หรือพยายามกีดกันหรือส่งเสริมคนอื่นให้ข้ึนมาแทนตน ทาให้ขวัญ
ของผู้ปฏิบัติงานในระดับรอง ๆ ไปไม่ดีหมดกาลังใจในการปฏบิ ัติงาน เน่ืองจากโครงสร้างแบบนี้ใหอ้ านาจ
ควบคมุ โดยตรงตอ่ ผ้บู ังคับบญั ชา ระดับสงู เท่านน้ั
3. โครงสร้างองค์กรแบบคณะท่ีปรึกษา (Staff Organization Structure) หมายถึง การจัด
โครงสร้างโดยการให้มีที่ปรึกษามาช่วยการบริหารงาน เพราะที่ปรึกษาจะมีความรู้ ความชานาญเฉพาะ
ด้าน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญมาช่วยหรือคอยแนะนา ทาให้องค์กร
มองเห็นความสาคัญของการมีที่ปรึกษาข้ึน อย่างไรก็ตาม พวกที่ปรึกษาไม่มีอานาจในการสั่งการใด ๆ
นอกจากคอยป้อนข้อมูลให้ผู้บริหารเป็นผู้ช้ีขาดอีกช้ันหน่ึง ซ่ึงการจัดองค์กรรูปแบบน้ีมีผลดีคือ ทาให้การ
ดาเนินงานต่าง ๆ มีการวางแผนและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ มีท่ีปรึกษาคอยให้ความกระจ่างและ
ประสานงานกับหน่วยงานอ่ืน ๆ และทาให้การทางานใช้หลักเหตุและผลมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือท่ี
ทันสมัย และคนมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน นอกจากนั้น ยังทาให้งานตามสายงานและงานของคณะท่ีปรึกษา
สัมพันธ์กัน และเข้าใจบทบาทซึ่งกันและกัน แต่ผลเสียของการใช้ท่ีปรึกษาอาจมีการปีนเกลียวกัน
เนื่องจากความเห็นไม่ลงรอยกัน และฝ่ายคณะท่ีปรึกษาอาจท้อถอยในการทางานได้ เพราะมีหน้าท่ีเพียง
เสนอแนะแต่ไมม่ อี านาจสง่ั การ
4. โครงสร้างองค์กรแบบคณะกรรมการบริหาร (Cornmittees Organization Structure)
หมายถึงการจัดโครงสร้างองค์กรโดยให้มีการบริหารงานในลักษณะคณะกรรมการ การบริหารงานองค์กร
โดยให้มีคณะกรรมการบริหารเช่นนี้ ผลดีจะช่วยขจัดปัญหา การบริหารงานแบบผูกขาดคน หรือการใช้
แบบเผด็จการเข้ามาบรหิ ารงาน การต้ังคณะกรรมการจะประกอบด้วยบุคคลมาจากหลาย ๆ ฝ่ายจะทาให้
ทุกคนเข้าใจปัญหาและก่อให้เกิดการยอมรับปญั หาที่ฝ่ายอ่ืนเผชิญอยู่ ทาให้การประสานงานเป็นไปไดง้ ่าย
ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการใช้ระบบคณะกรรมการคือเกิดการสูญเสียทรัพยากร เน่ืองจาก
เสียเวลาและหาข้อยุติ ซ่ึงอาจจะทาให้ไม่ทันการต่อการวินิจฉัยสั่งการได้ หรืออาจเป็นการแลกเปลี่ยน
ผลประโยชน์ในระดับคณะกรรมการหรือยอมประนีประนอมกันเพ่ือให้ได้ข้อยุติท่ีรวดเร็ว ทาให้การต้ัง
คณะกรรมการไมไ่ ดร้ บั ผลรับ
5. โครงสร้างองค์กรงานอนุกรม (Auxiliary) คือ หน่วยงานช่วย เป็นงานเกี่ยวกับธุรการ และ
อานวยความสะดวก เช่น งานเลขานกุ ารและงานตรวจสอบภายใน เป็นต้น
สรุปสาระการเรยี นรู้บทท่ี 3
โครงสร้างองค์กรเป็นการสร้างระบบความสัมพันธ์ของงาน ความรับผิดชอบต่อการทางานและการ
ใช้อานาจในการปฏิบัติงานขององค์กรเพื่อให้เกิดความสาเร็จ โครงสร้างขององค์กรเป็นส่ิงท่ีแสดงด้วย
แผนภูมิองค์กรและหน้าท่ีซึ่งเป็นกิจกรรมขององค์กร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การส่ังการและการ
ประสานงานตอ่ การทางานของพนักงานบรรลุเป้าหมายขององค์กร
27
การจดั องคก์ รมคี วามจาเปน็ และกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์หลายดา้ นคือ
1. เปน็ ประโยชนต์ ่อองคก์ ร
2. เปน็ ประโยชนต์ อ่ ผบู้ รหิ าร
3. เปน็ ประโยชนต์ ่อผ้ปู ฏิบตั ิงาน
การจดั โครงสร้างขององค์กร (Organization structure)
1. โครงสร้างองค์กรตามหน้าที่การงาน (Functional Organization Structure) หมายถึง
การจัดโครงสร้างขึ้นโดยแบง่ ประเภทหรอื หน้าท่ีการงาน โดยแสดงหน้าท่ีท่ีต้องทาในแต่ละแผนก ทาให้ได้
คนมีความสามารถในการทางานในแผนกนัน้ ๆ
2. โครงสร้างองค์กรตามสายงานหลัก (Line Organization Structure) หมายถึง การ
จดั รูปแบบโครงสรา้ งสายงานหลกั มกี ารบงั คบั บญั ชาจากบนลงล่าง ไมม่ กี ารสง่ั การแบบขา้ มขัน้ ตอนในสาย
งาน ซง่ึ โครงสรา้ งแบบน้เี หมาะสมสาหรับองคก์ รตา่ ง ๆ ทีต่ ้องการให้มกี ารขยายตัวในอนาคตได้
3. โครงสร้างองค์กรแบบคณะที่ปรึกษา (Staff Organization Structure)หมายถึง การจัด
โครงสร้างโดยการให้มีที่ปรึกษามาช่วยการบริหารงาน เพราะที่ปรึกษาจะมีความรู้ ความชานาญเฉพาะ
ด้าน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซ่ึงต้องอาศัยผู้เช่ียวชาญมาช่วยหรือคอยแนะนา ทาให้องค์กร
มองเหน็ ความสาคัญของการมีที่ปรึกษา
4. โครงสร้างองค์กรแบบคณะกรรมการบริหาร (Committees Organization Structure)
หมายถึง การจัดโครงสร้างองค์กรโดยให้มีการบริหารงานในลักษณะคณะกรรมการการบริหารงานองค์กร
โดยใหม้ ีคณะกรรมการบริหารเช่นนี้ ผลดจี ะช่วยขจัดปัญหาการบริหารงานแบบผูกขาดคนหรือการใช้แบบ
เผด็จการเขา้ มาบริหารงาน
แบบฝึกหดั บทท่ี 3
โครงสรา้ งของหน่วยงานธุรกจิ การคา้ ปลีก
และการค้าส่ง
ตอนท่ี1 จงอธิบายความหมาย ดังต่อไปนี้
1. กจิ การคา้ ปลกี ขนาดเล็ก คือ
2. การจัดองค์การหมายถึง
3. การจดั องค์กรมีประโยชน์ตอ่ องค์การ คือ
4. โครงสร้างตามหน้าท่กี ารงานหมายถึง
5. โครงสรา้ งองค์การตามสายงานหลัก หมายถึง
6. โครงสร้างองคก์ ารแบบคณะกรรมการบริหาร หมายถึง
7. การตดั องคก์ รมีความสาคัญในเรื่องใดบ้าง ให้อธิบายให้เขา้ ใจ
28
8. ใหเ้ ขยี นโครงสร้างขององค์กรตามหน้าที่งาน
9. จงเปรียบเทยี บโครงสรา้ งแบบหนว่ ยงานที่ปรกึ ษากบั องค์การแบบคณะกรรมการบริหารมาใหเ้ ขา้ ใจ
10. วตั ถุประสงค์ของการจดั องคก์ รมีอะไรบ้าง จงอธบิ าย
ใบงานที่ 3
โครงสร้างขององคก์ ร
ตอนที2่ กิจกรรมการเรียนรู้
คาชแี้ จ้ง
1. ให้นักศกึ ษาหาภาพโครงสรา้ งของหนว่ ยงาน มา 1 ประเภท การ
2. นาภาพลงติดในกระดาษ A4
3. อธิบายลกั ษณะของโครงสรา้ งท่นี ักศึกษาหามาไดว้ ่าตรงกบั โครงสร้างหน่วยงานแบบใด
บทท่ี 4 การเลอื กทาเลทีต่ ั้ง
สาระสาคญั
ในการจัดตั้งธุรกิจน้ัน ปัจจัยท่ีสาคัญประการหน่ึงที่การค้าปลีกและการค้าส่งต้องคานึงถึง ก็คือ
การตัดสินใจว่าจะเลือกสถานท่ีใดเป็นสถานที่ในการจัดต้ังธุรกิจ การเลือกทาเลท่ีต้ังของกิจการมีผลต่อ
ความสาเร็จ หรือความล้มเหลวของการดาเนินธุรกิจ ดังนั้นการตัดสินใจเลือกทาเลท่ีต้ังของกิจการจึงเป็น
เรอ่ื งทีต่ ้องพิจารณาอยา่ งละเอียด และรอบคอบเพอ่ื ให้ไดท้ าเลทตี่ ั้งทีด่ ีที่สุด
ในการจัดตั้งธุรกิจนั้น ปัจจัยท่ีสาคัญประการหนึ่งท่ีการค้าปลีกและการค้าส่งต้องคานึงถึงก็คือการ
ตัดสินใจว่าจะเลือกสถานท่ีใดเป็นสถานที่ในการจัดตั้งธุรกิจ การเลือกทาเลที่ตั้งของกิจการมีผลต่อ
ความสาเร็จหรือความล้มเหลวของการดาเนินธุรกิจ ดังน้ันการตัดสินใจเลือกทาเลที่ตั้งของกิจการจึงเป็น
เร่ืองทต่ี ้องพจิ ารณาอยา่ งละเอียดและรอบคอบเพ่ือให้ได้ทาเลที่ต้ังทีด่ ีที่สุด
29
ความหมายของทาเลท่ตี ง้ั
ทาเลที่ต้ัง (Location) หมายถึง แหล่งท่ีธุรกจิ สามารถประกอบกิจกรรมได้สะดวกโดยคานึงถงึ ผลกาไร
คา่ ใช้จา่ ย ความสัมพันธก์ บั ลกู คา้ เปน็ บรเิ วณพน้ื ทีโ่ ดยกวา้ งที่แสดงสภาพทางการตลาด บริเวณยา่ นการค้า
ถนน ชมุ ชน เชน่ บริเวณย่านประตนู ้า ถนนรัชดาภเิ ษกย่านสาเพ็ง ฯลฯ
ตาแหน่งที่ต้ัง (Site) หมายถึง ตาแหน่งที่เฉพาะเจาะจงลงไปว่าท่ีตั้งของธุรกิจน้ันอยู่ณ เลขที่ ถนน
หรอื อาคารใดภายในทาเลที่ตง้ั เชน่ ร้านค้าของเราตัง้ อยู่ ณ เลขที่ 66/254 อาคารใบหยก ฯลฯ
ย่านการค้า (Business (Quarter) หมายถึง อาณาเขตทางภูมิศาสตร์ท่ีประชากรอาศัยอยู่หรือมี
ร้านค้าต้ังอยู่เป็นจานวนมากหรอื ย่านท่ีประชากรชอบไปจับจ่ายซื้อขายสินค้ากัน เช่น สาเพ็ง ประตูน้า โบ้
เบ้ ฯลฯ
การเลือกทาเลท่ีตั้งจึงเป็นการพิจารณาคัดเลือกสถานท่ีใหเ้ หมาะกับการดาเนินธุรกิจ ซึ่งต้องคานึงถึง
ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความหนาแน่นของประชากร อานาจในการซื้อของคนในชุมชนการแข่งขันของร้านค้า
ตา่ ง ๆ ฯลฯ
ความสาคัญของทาเลท่ตี ั้ง
ทาเลที่ตงั้ น้นั มคี วามสาคญั ตอ่ ธุรกิจการค้าปลกี และการคา้ สง่ ในดา้ นตา่ ง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ด้านผลตอบแทนต่อการลงทุน ในการดาเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
จาเป็นต้องใช้เงินลงทุนในการดาเนินธุรกิจท้ังส้ิน และจานวนท่ีต้องใช้การลงทุนน้ันส่วนใหญ่จะแบ่ง
ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนท่ีลงทุนในด้านอาคารสถานท่ีตั้ง กับส่วนที่นามาใช้หมุนเวียน แต่ในส่วนของ
อาคารสถานที่ต้ังน้ันเป็นส่วนที่มีการใช้มากกว่าคร่ึงหนึ่งของเงินท่ีนามาลงทุน ดังน้ันการหาสถานที่ตั้งที่
เหมาะสมน้ันจะทาให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในเวลาท่ีเหมาะสม รวดเร็ว และคุ้มค่ามาก
ทสี่ ุด
2. ด้านการสร้างผลกาไร การค้าทุกประเภทจาเป็นต้องมีกาไรและผลตอบแทนที่คุ้มค่าธุรกิจค้าปลกี
และค้าส่งน้ันถกู จากัดดว้ ยกลไกทางการคา้ หลายอยา่ ง จึงเป็นข้อจากดั อย่างหนึ่งซ่ึงสง่ ผลต่อการเลือกทาเล
ที่ต้ังที่สามารถสร้างกาไรให้ได้รวดเร็ว ถ้าธุรกิจต้ังอยู่ในทาเลที่ดีก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถ
สรา้ งกาไรได้มาก
3. ด้านการอานวยความสะดวกแก่ลูกค้า สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการที่จะได้รับจากการเดินทางมา
เลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าก็คือความสะดวกในการเดินทางมายังร้านค้า ดังน้ันทาเลใดที่สามารถต้ังอยู่ใกล้
ลกู คา้ มากเทา่ ใด ทาเลน้ันจงึ จัดวา่ เป็นทาเลท่ีดี
ประเภทของทาเลท่ตี ั้ง
1. ศนู ยก์ ลางธรุ กจิ (Central Business Districts)
เปน็ ธรุ กจิ ท่รี วมศนู ยก์ ลางการคา้ อยใู่ นเขตเกา่ แก่ของเมือง ประกอบดว้ ยร้านค้าปลกี จานวนมากใน
บริเวณเดียวกัน เช่น ย่านพาหุรัดขายผ้า ย่านประตูน้า สาเพ็ง เป็นแหล่งที่มีการแข่งขันกันสูง มีประชากร
อยอู่ ยา่ งหนาแนน่ มีสง่ิ อานวยความสะดวกครบครนั การคมนาคมสะดวก แต่มปี ัญหาในเรื่องการจราจร มี
ท่จี อดรถนอ้ ย การขยายพ้ืนทีท่ าไดค้ อ่ นขา้ งลาบากจึงทาใหก้ ารลงทุนด้านสถานท่ีมตี ้นทุนสงู
30
2. ศูนยก์ ารค้า (Shopping Center)
ศูนย์การค้าจะมีสินค้าหลากหลายที่จะอานวยความสะดวก ทั้งท่ีจอดรถ โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร
และติดเครื่องปรับอากาศทาให้มีความสะอาดและสิ่งแวดล้อมดี ทาเลประเภทน้ีแบ่งออกเป็น 6 ประเภท
คือ
2.1 รา้ นค้าปลกี ใกล้กับท่ีอยอู่ าศัย เชน่ รา้ นขายยา ร้านอาหาร รา้ นขายของเบ็ดเตล็ด ฯลฯ
2.2 ศูนย์การค้าชุมชน จะมีพ้ืนที่ครอบคลุมพ้ืนที่มากกว่าแบบแรก เช่น ห้างสรรพ สินค้าขนาดเล็ก
และ Supermarket เป็นหลัก
2.3 ศูนยก์ ารคา้ เขต เปน็ ศนู ย์การคา้ ขนาดใหญใ่ นเขตเมอื ง มพี ื้นท่ีจอดรถกวา้ งขวาง ใหบ้ รกิ ารในแบบ
One Stop Shopping
2.4 ศูนย์การค้าเขตใหญ่ มีลักษณะคล้ายศูนย์การค้าเขต แต่มีขนาดใหญ่กว่า ภายใน ตัวอย่าง
ศนู ยก์ ารค้าขนาดใหญ่อาจมีศูนย์การค้าหลายศนู ย์ มสี ินคา้ หลากหลายกว่า สาหรบั ดงึ ดดู ลกู คา้ จานวนมาก
จากเขตใกล้เคียง
2.5 ศนู ย์การคา้ เฉพาะอย่าง เป็นศนู ย์การคา้ ทมี่ เี ร่อื งราว เชน่ อาจต้ังอยูใ่ กลแ้ หลง่ ประวัติศาสตร์ หรอื
พิพิธภณั ฑ์ เพอ่ื รองรับนกั ท่องเที่ยว ศนู ยก์ ารค้าประเภทน้มี ีขนาดไม่ใหญม่ ากและมักขายสนิ ค้าเฉพาะ
2.6 ร้านค้าของโรงงานผู้ผลิตหรือมักรู้จักในชื่อ Outlet Center มักต้ังอยู่ชานเมืองส่วนใหญ่ขาย
สนิ คา้ ท่มี คี ณุ ภาพรองลงมา ร้านคา้ ขายสนิ ค้าเหล่าน้ใี นราคาพิเศษ
3. ยา่ นการค้าอยูใ่ กล้ที่พักอาศยั (Neighborhood Shopping Districts)
ศูนย์การค้าที่ต้ังอยู่ในย่านท่ีคนอาศัย มุ่งขายเฉพาะคนที่อยู่ในบริเวณท่ีพักอาศัย มักเป็นร้านค้าขนาด
เล็ก เช่น รา้ นค้าของเบด็ เตลด็ ในซอยหรอื ในหมบู่ ้าน ฯลฯ
4. ยา่ นการคา้ ตามแนวถนน (String Streets)
เป็นร้านคา้ ทีม่ สี องขา้ งถนนที่เช่ือมไปสู่ตวั เมือง ต้องการขายสนิ คา้ ให้กบั ลกู ค้าทีผ่ ่านไปมา เชน่ รา้ นขาย
อาหารข้างทาง ปมั้ น้ามนั รา้ นขายผลไม้ตามถนนแถวฝัง่ ธนฯ ฯลฯ
5. ธุรกจิ ต้ังโดยลาพัง (Stand-Alone Location)
เป็นธรกิจที่ต้ังแยกเฉพาะธุรกิจของตนเอง เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน มีการส่งเสริมการขาย มีท่ีจอดรถ
สะดวก แต่ลูกค้ามาซ้ือสินค้าเฉพาะธุรกิจน้ันเท่านั้น เช่น ร้านขายเคร่ืองใช้ไฟฟ้า หรือร้านท่ีขายเครื่อง
เฟอรน์ เิ จอร์ ฯลฯ
ขอ้ ควรพจิ ารณาในการเลือกทาเลที่ตง้ั
ถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์ในการเลือกทาเลที่ต้ังจะมีความแตกต่างกันในลักษณะของธุรกิจแต่ละประเภท
ของกิจการ แต่มีข้อพิจารณาบางประการในการพิจารณาทาเล นอกจากนี้ การพิจารณาเลือกทาเลที่ตั้ง
แบ่งตามประเภทของกจิ การหลัก ๆ ได้ดังน้ี
1. การเลือกทาเลที่ตั้งสาหรับกิจการค้าปลีก การตัดสินใจเลือกทาเลถือเป็นหวั ใจสาคัญที่สุด ซ่ึง
จะต้องสอดคล้องกับแนวคิดของร้านค้าปลีกแต่ละประเภท และยังสัมพันธ์กับการตัดสินใจลงทุนด้วย
ปัจจัยในการพิจารณาทาเลแตกต่างกันตามประเภทของรา้ นค้าปลีก เชน่ หา้ งสรรพสินค้ามักจะเปิดผ่านใจ
31
กลางเมือง Discount Store เลือกชานเมืองบริเวณเขตที่อยู่อาศัยและการจราจรสะดวก ร้านสะดวกซื้อ
ตดั สินใจเลือกทาเลโดยพิจารณาจานวนคนทเ่ี ดินผ่าน (Traffic Count) ซุปเปอรม์ าเกต็ เลือกทาเลใกล้เขตที่
อยู่อาศัย เป็นต้น เน่ืองจากทาเลท่ีตั้ง คือหัวใจสาคัญของร้านค้าปลีกทุกประเภท การแข่งขันปัจจุบันจึง
เป็นสงครามแย่งชิงพื้นที่กันระหว่างร้านค้าปลีกต่าง ๆ เพื่อยึดครองทาเลทอง (Prime Area) ไว้ให้ได้มาก
ที่สุด ท้ังนี้เพราะร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ดาเนินธุรกิจในรูปแบบร้านค้าเครือข่าย (Chain Store) ซ่ึงต้อง
ขยายสาขาเข้าถึงกลมุ่ ผูบ้ รโิ ภคให้มากทีส่ ุด
2. การเลอื กทาเลท่ตี ัง้ สาหรับกิจการค้าสง่ ร้านคา้ สง่ แตกต่างจากร้านไมจ่ าเป็นต้องเลอื กทาเลอยู่
ในใจกลางเมืองหรือทาเลท่ีมีผู้คนหนาแน่น เน่ืองจากไม่ได้คาดหวังผู้บริโภคคนสุดท้าย การตัดสินใจเลือก
สถานท่ีจึงคานึงถึงค่าเช่าพื้นที่ ค่าส่ิงปลูกสร้าง จะต้องมีพ้ืนที่สาหรับสร้างคลังสินค้า จอดรถขนถ่ายสินค้า
สะดวกโดยทค่ี า่ ใชจ้ า่ ยเกีย่ วกับสถานทไี่ มส่ งู มากนกั
การตัดสนิ ใจเช่า สร้าง หรอื ซื้อ
เมื่อมีการตัดสินใจเลือกทาเลที่ต้ังจากแหล่งใดแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจ จะต้องมาตัดสินใจเกี่ยวกับ
การเลือกทางเลือกวา่ จะใช้วธิ ใี ด ใน 3 ทางเลือกดว้ ยกัน คือ
1. การเช่า คือการตัดสินใจเช่าสถานท่ี เพื่อดาเนินการก่อต้ังกิจการ ผู้เช่าจะต้องพิจารณาในเร่ือง
เง่ือนไขข้อตกลงเก่ียวกับการปรับปรุงอาคารสถานท่ีเช่า การจ่ายชาระเงินค่าเช่าล่วงหน้า การจ่ายค่า
สาธารณูปโภค คา่ ดูแลรกั ษาส่วนกลาง ภาษี และอืน่ ๆ โดยควรทาเป็นสัญญาเช่าให้เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
ข้อดขี องการเช่า
1. เสยี คา่ ใช้จา่ ยนอ้ ยทาใหม้ เี งนิ มาใช้ในการลงทนุ เพิน่
2. ลดภาระการเสีย่ งภัย
3. การโยกยา้ ยสถานทีท่ าได้ง่ายกวา่
ขอ้ เสยี ของการเช่า
1. เม่ือสน้ิ สดุ สัญญาเช่า ผใู้ ห้เชา่ อาจจะไมต่ ่ออายุสญั ญา
2. ต้องลงทนุ ปรับปรงุ สถานทเ่ี อง
2. การก่อสร้างอาคารใหม่ คือการตัดสินใจลงทุนในการก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อเป็นการสร้าง
เอกลักษณ์เฉพาะตัวของธุรกิจและเพ่ือให้เกิดการจดจา เป็นการลงทุนในระยะยาว ดังน้ัน ค่าใช้จ่ายที่
เกิดขึ้นในระยะแรกจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเช่า แต่ในระยะยาว ธุรกิจก็ไม่
จาเป็นตอ้ งเสยี คา่ เชา่ ดงั นัน้ จึงตอ้ งวเิ คราะหถ์ ึงความคุ้มคา่ ของคา่ ใชจ้ ่ายและรายไดท้ ่จี ะเกิดข้ึนในอนาคต
ขอ้ ดขี องการกอ่ สร้างอาคารใหม่
1. เป็นการสรา้ งเอกลกั ษณใ์ ห้กับธุรกิจ
2. ทาใหจ้ ดจาได้ง่าย หาได้ง่าย
3. เกดิ ผลกาไรในระยะยาว
4. สามารถตกแตง่ ไดต้ ามใจชอบ
32
ข้อเสยี ของการกอ่ สรา้ งอาคารใหม่
1. ค่าใช้จ่ายสูง
2. ธรุ กจิ ขนาดเล็กไมค่ ุ้มทุน
3. ถ้าทาเลนั้นไม่ดีเท่าท่ีคาดการณ์ไว้หรือเปล่ียนแปลงไปในทางลบในระยะยาวจะทาการโยกยา้ ย
ยาก
3. การซอ้ื อาคาร คือการลงทุนที่ใชเ้ งินในการลงทนุ ค่อนข้างสูง แตน่ อ้ ยกวา่ การลงทุนในการก่อสร้าง
อาคารใหม่ ในการซ้อื อาคารน้ีอาจจะใชเ้ ป็นที่พกั อาศยั ควบคู่ไปด้วย
ขอ้ ดขี องการซ้อื อาคารใหม่
1. มกี รรมสิทธิ์ในรา้ นของกิจการโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องพะวงกับการหมดอายุสญั ญาเช่า
2. สามารถปรบั ปรงุ เปลีย่ นแปลงการตกแต่งไดต้ ามใจชอบ
ข้อเสยี ของการซ้ืออาคารใหม่
1. ต้องลงทุนเปน็ จานวนมาก อาจทาให้มีผลกระทบต่อสภาพคลอ่ งของกจิ การ
2. การซอ้ื จะทาการโยกยา้ ยยากกวา่ การเชา่
องค์ประกอบทีม่ ีอทิ ธพิ ลต่อการเลือกทาเลทต่ี ้ัง
1. ความหนาแนน่ ของประชากร
ร้านคา้ ท่จี ะประสบความสาเร็จได้ควรต้ังอยู่ในย่านที่ลูกค้าหนาแน่นพอสมควร ดงั นั้นเพ่อื ให้ทราบ
ลักษณะของจานวนประชากรในชุมชนแต่ละชุมชนว่ามีเป็นจานวนเท่าใดน้ัน อาจจะทาได้หลายวิธี ถ้าใน
กรณีท่ีเป็นร้านค้าปลีกก็อาจจะพิจารณาถึงประชากรท่ีอยู่อาศัยในพ้ืนท่ีจานวนรถยนต์ บ้านพักอาศัย เป็น
ต้น แต่ถ้าเป็นร้านค้าส่งอาจจะพิจารณาถึงจานวนร้านค้าปลีกความสะดวกในการบริการแก่ลูกค้าบริเวณ
ใกล้เคียง พิจารณาเส้นทางการขนสง่
เขตการค้าทมี่ ปี ระชากรมากกวา่ 50%
เขตการค้าทม่ี ีประชากรไมเ่ กนิ 25%
ประชากรสว่ นทเี่ หลอื
แผนภาพแสดงเขตการคา้ และความหนาแนน่ ของประชากร
2. สภาพทางเศรษฐกจิ
แนวโน้มการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อการตั้งร้านค้า รวมท้ังมีผลกระทบต่ออานาจ
การซื้อของประชากรในย่านการค้าน้ัน พ้ืนท่ีในแต่ละเขตยอ่ มแตกต่างกัน ดังน้ัน การพิจารณาสภาพท่ัวไป
ทางเศรษฐกิจในเขตนั้น ๆ รวมทั้งรายได้และอานาจในการซื้อของผู้บริโภคย่อมทาให้เราได้ทราบลักษณะ
ของการใช้จ่ายในการเลือกซ้ือสินค้าของประชากรในย่านการค้าน้ันว่ามีลักษณะเช่นไร นั่นหมายความว่า
33
ถ้าประชากรมีรายได้สูงย่อมมีอานาจในการซ้ือสูง ซึ่งปัจจัย ดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุสาคัญประการหน่ึงใน
การพจิ ารณาเลือกย่านการค้า
3. การแข่งขนั
ร้านค้าบางประเภทอาจได้รับประโยชน์เนื่องจากการมีคู่แข่งขันของร้านค้าประเภทเดียวกันหรือ
คล้ายกันตั้งอยู่ในย่านเดียวกัน ย่อมทาให้ประชาชนมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าได้มากทาให้กลายเป็นแหล่ง
ดึงดูดคนให้มาซ้ือสินค้าในย่านนั้นมากข้ึนด้วย แต่ถ้าจานวนร้านค้าท่ีเหมือนกันมีมากเกินไป อาจจะทาให้
การแข่งขนั ในด้านต่าง ๆ มีมากข้ึน เชน่ การบริการ การตกแตง่ หน้าร้าน การแขง่ ขันด้านราคา ฯลฯ ซึ่งสิ่ง
ต่าง ๆ เหล่าน้ีอาจจะเป็นผลร้ายต่อร้านค้าที่ต้ังใหม่แต่มีข้อที่น่าสังเกตก็คือ ถ้าร้านค้าที่ขายสินค้าต่าง
ประเภทกัน ถ้ามาตั้งอยู่ใกล้กันก็อาจจะเป็นการส่งเสริมเอ้ืออานวยต่อกัน เช่น ร้านเคร่ืองเหล็กตั้งอยู่ใกล้
ร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านอาหาร หนงั สือ โรงภาพยนตรต์ ง้ั อยใู่ กล้เคยี งกนั ฯลฯ
4. อายุและเพศของกลมุ่ ลกู ค้า
ความสาเร็จของร้านค้าข้ึนอยู่กับลักษณะนิสัยของลูกค้า จึงเป็นเรื่องที่ร้านค้าจะต้องศึกษาถึงวัย-
เพศ และสถานภาพของครอบครัวของลูกค้าเป้าหมาย เช่น ย่านคนโสด ย่านการศึกษา ย่านที่มีครอบครัว
ฯลฯ ซ่ึงยุทธวิธีของการขายสนิ ค้าในแต่ละชนิดท่ีจะใช้จึงควรต้องตอบสนองกลุ่มเป้าหมาย ก่อนลงทุนเปิด
ร้านค้าน้ัน ต้องดูว่ามีกลุ่มลูกค้าของเราอย่มู ากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่ท่ีจะเปิดร้าน ผู้ค้าจึงควรศึกษาว่า
ควรจะขายสินค้าอะไรเพือ่ ให้เหมาะกบั กลุม่ เปา้ หมายนัน้ เพราะในแต่ละกลมุ่ เปา้ หมายจะมีลกั ษณะนิสัยใน
การซื้อของลกู ค้าทแี่ ตกตา่ งกัน
5. ขอ้ บังคับทางกฎหมายและศาสนา
ในบางสถานที่ดูแล้วเห็นว่าเป็นสถานที่ท่ีเหมาะสมในการที่จะเปิดร้านค้าปลีก แต่ไม่มีร้านค้าใดมา
จัดตั้งหรือเลือกสถานที่น้ีเลย เน่ืองจากมีกฎของสังคมหรือข้อบังคับทางกฎหมายห้ามตั้งร้านค้าในบริเวณ
ดงั กลา่ ว ดงั น้ันผ้ลู งทนุ จึงควรศกึ ษาขอ้ กาหนดเหลา่ นดี้ ้วยเพอ่ื ให้การลงทุนไม่เกดิ ความศนู ย์เปลา่ ได้
6. เสน้ ทางการสญั จร
การเลือกเปิดธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบใด ส่ิงท่ีต้องคานึงถึงคือ ความสะดวกของลูกค้าท่ีจะมาถึง
ซ่ึงเราจะตอ้ งพจิ ารณาในเรอ่ื งดังต่อไปน้ี
- เป็นจุดท่ียานพาหนะทั้งส่วนตัวและสาธารณะผ่านเป็นจานวนมากต่อวัน เช่น สถานีรถไฟฟ้า BTS ป้าย
รถเมล์
- จดุ ทม่ี ีลูกค้าเดนิ ผา่ นเป็นประจาและเป็นจานวนมาก
34
รปู ภาพที่8 ตวั อย่างเสน้ ทางการสญั จรของลูกคา้
ที่มาของรปู ภาพ : https://holidayclip.co.th/blog-post/myeongdong-map/
7. ธรุ กิจอ่นื ๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ ง
ในการเลือกทาเลร้านค้า บางคร้ังเราไม่เคยคานึงถึงร้านค้ารอบข้างว่ามีทั้งการสนับสนุนการค้า
ของเราให้ขายดีขึ้น หรือในบางคร้ังก็ทาลายเราโดยท่ีเราไม่รู้ตัว ร้านค้าที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าปลีก ซึ่ง
รา้ นค้าบางประเภทจะต้งั อยู่ในบรเิ วณที่มธี รุ กจิ ประเภทท่ีเกีย่ วข้องกนั สนิ ค้าท่ีรา้ นคา้ ของเราขายอยู่ จงึ เป็น
การสนับสนุนการค้าของเราให้ดียิ่งขึ้น เช่น ร้านขายผ้าย่านสาเพ็ง จะมีท้ังร้านค้าผ้าและอุปกรณ์เกี่ยวกับ
การตัดเย็บ เน่ืองจากลูกค้าจะรับความสะดวกรวมท้ังประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าท่ี
ต้องการ แต่ในบางครั้งก็อาจจะเป็นการทาลายโดยไม่รู้ตัว เช่น ร้านซ่อมรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ ร้านขาย
หีบศพ รา้ นเหล็กดดั ฯลฯ การเลือกเปิดรา้ นจึงควรพิจารณาในประเด็นนด้ี ว้ ย
ดังนั้นในการเลือกการจัดต้ังธุรกิจน้ันมิใช่เพียงมองเร่ืองทาเลการค้าเท่านั้น แต่ยังต้องมีปัจจัยอื่น ๆ อีก
มากมายท่เี กีย่ วข้องและตอ้ งพจิ ารณาร่วมกัน
แนวทางในการพจิ ารณาเลือกทาเลที่ต้ัง
หลกั เกณฑ์ในการพจิ ารณาเลือกที่ตัง้ รา้ นค้า ได้แก่
1. แนวความคิดของธรุ กิจ
ผู้ค้าปลีกจะต้องเข้าใจถึงลักษณะของธุรกิจที่กาลังจะดาเนินกิจการให้ดีเสียก่อน ว่าธุรกิจของเรา
น้ันจาหน่ายสินค้าอะไร มีบริการหรือไม่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นใคร ซึ่งลักษณะทางที่ใกล้ไกลต่อกลุ่ม
ลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งถ้าสินค้าท่ีของธุรกิจนั้นจะเป็นตัวช่วยในการบอกถึงระยะทางท่ีใกล้ไกลต่อกลุ่มลูกค้า
เป้าหมายเราจาหน่ายหรือให้บริการเป็นสินค้าท่ีมีลกั ษณะท่ัวไปและมีจาหน่ายกันอย่างแพร่หลาย จุดที่ต้ัง
ของร้านค้าก็จาเป็นจะต้องวางไว้ให้ใกล้กับกลุม่ เป้าหมายให้มากที่สุด เพ่ืออานวยความสะดวกให้กับลูกค้า
เช่น ร้านขายสินค้าสะดวกซ้ือจะต้องต้ังอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชน หรือแหล่งท่ีมีการสัญจรไปมาสะดวก ใกล้
หมบู่ ้าน บา้ นพกั อาศยั แตถ่ ้าเปน็ สนิ คา้ ท่ีมีการจาหน่ายเฉพาะอย่างเป็นสินค้าทม่ี ีลักษณะพิเศษ จะต้งั อยู่ท่ี
35
แหง่ ใดก็สามารถจาหน่ายได้ ดงั นัน้ จงึ ไมจ่ าเปน็ ต้องต้ังใหใ้ กล้แหล่งชมุ ชนก็ได้ เพราะลักษณะเฉพาะตัวของ
สินค้าเป็นส่วนช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าเป็นพลังท่ีดึงดูดที่ทาให้ลูกค้าต้องใช้ความพยายามในการ
แสวงหาทตี่ ง้ั ของร้านค้า
2. ความสมั พันธ์ระหวา่ งชนิดของสินคา้ และพฤติกรรมในการซ้ือ
การใช้เส้นทางในการเดินทางน้นั จะมผี ลต่อพฤตกิ รรมในการเลือกซ้ือสินค้า จะเหน็ วา่ เสน้ ทางที่เรา
มักใช้ประจาวัน คือเส้นทางระหว่างที่ทางานและบ้าน ส่วนเส้นทางจากบ้านไปยังสถานที่ท่องเท่ียวหรือ
แหล่งชอปป้ิงเซ็นเตอร์ มักจะเป็นเส้นทางที่เราใช้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้น พฤติกรรมในการใชช้ ีวติ
จึงเป็นส่ิงท่ีเราต้องทาความเขา้ ใจเกย่ี วกบั เสน้ ทางในการจบั จ่ายใช้สอยของผูบ้ รโิ ภค
3. ความสัมพนั ธข์ องรา้ นค้ากบั คู่แขง่ ขนั
ร้านค้าปลีกท่ีจาหน่ายสินค้าประเภทเดียวกันจะอยู่ในย่านเดียวกัน เพราะร้านค้าปลีกหลาย ๆ
ร้านรวมกันเปรียบเสมอื นแม่เหลก็ หลาย ๆ ก้อนท่ีมพี ลังรวมกัน ดงึ ดดู ให้ลกู คา้ มาเลือกซอ้ื สินค้า
4. การสัญจรไปมาของลูกค้า
ร้านค้าและประเภทของลูกค้าท่สี ญั จรไปมาในแตล่ ะวันย่อมมผี ลต่อการเลอื กสถานท่ีต้ังของร้านค้า
ปลกี โดยมหี ลกั ยึดถือว่าย่งิ คนสญั จรมามากเทา่ ใด โอกาสทจี่ ะจาหน่ายสนิ คา้ ก็ยอ่ มจะมมี ากเท่าน้ันปริมาณ
ผ้คู นทส่ี ัญจรไปมาบรเิ วณทีต่ ั้งร้านคา้
รูปภาพท่ี9 ปรมิ าณผคู้ นทส่ี ญั จรไปมาบริเวณทตี่ ั้งร้านคา้
ท่มี าของรปู ภาพ : https://www.change.org/
5. การพจิ ารณาคา่ ใช้จ่ายในการซือ้ หรือเช่า
เจ้าของกจิ การจะต้องระบุความต้องการการเลือกทาเลทีต่ ัง้ โดยการซ้ือหรอื เชา่ ใหช้ ัดเจน เพราะจะ
มผี ลตอ่ ค่าใชจ้ ่าย ซ่ึงจะมคี วามแตกตา่ งกัน
36
6. การประเมนิ การขายเพ่ือเปรยี บเทียบกับการเชา่
การเลือกต้งั ธุรกจิ ในตาแหน่งที่เปน็ ย่านธุรกิจ แม้วา่ จะมคี า่ ใชจ้ า่ ยสูง แต่จะเป็นย่านทอี่ ยู่ใกล้ลูกค้า
การจราจรสะดวก ทาให้การติดต้ังซ้ือขายทาได้ง่ายและสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและ
แนะนาธุรกิจดว้ ย
ปญั หาในการเลือกทาเลทต่ี ง้ั
การพิจารณาเลอื กทาเลท่ีต้งั กจิ การจะเกดิ ขึน้ ในกรณีดังตอ่ ไปนี้
1. การเคลื่อนยา้ ยประชากรและการเข้าออกของผ้คู า้ รายอื่น ๆ ทาใหเ้ มอ่ื เริ่มตน้ ธุรกจิ เราจาเป็นต้องมี
การประเมินถงึ ปัญหาเหล่าน้ี เพราะอาจจะทาให้ทาเลทีต่ ้ังที่เคยดีอยกู่ ่อนกลับกลายเป็นไม่ดีได้
2. เมื่อสัญญาเช่าที่ดินที่ต้ังกิจการในปัจจุบันกาลังจะหมดสัญญาการเช่าลง และเจ้าของท่ีดินไม่ยอม
ตอ่ อายุสญั ญาให้ เพราะต้องการใช้ทีด่ ินเพอื่ การทากิจการดา้ นอนื่
3. ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเปลี่ยนแปลงของตลาดสินค้า อัตราค่าขนส่งท่ีสูงข้ึน ความ
ยงุ่ ยากท่ีเกดิ จากแรงงาน ความผันผวนทางการเมือง ความหวาดเกรงอันตรายทเ่ี กดิ กบั ผู้ประกอบการ ฯลฯ
ซ่ึงสง่ิ ตา่ ง ๆ เหลา่ นม้ี ผี ลกระทบตอ่ การเลอื กทาเลท่ีต้ังทงั้ ส้ิน
สรุปสาระการเรียนรหู้ น่วยท่ี 4
ทาเลที่ต้ัง ในการจัดตั้งธุรกิจนั้นเป็นปัจจัยที่สาคัญต่อการค้าปลีกและการค้าส่ง ดังน้ัน การเลือก
ทาเลทตี่ ั้งจงึ จาเป็นตอ้ งพิจารณาอยา่ งรอบคอบเพื่อให้ไดท้ าเลท่ดี ีท่ีสุด
ทาเลทต่ี งั้ นั้นมีความสาคัญต่อธรุ กิจค้าปลกี และค้าส่งในหลายดา้ น ดังน้ี
1. ผลตอบแทนต่อการลงทนุ
2. การสร้างผลกาไร
3. การอานวยความสะดวกแก่ลูกคา้
ซึง่ ในการพิจารณาเลือกทาเลท่ีตงั้ ของกจิ การน้ันจะเกิดขึ้นไดใ้ นหลายกรณดี ว้ ยกนั เชน่ การเริม่ ต้น
ธุรกิจ หรือเม่ือสัญญาเช่ากาลังจะหมดสัญญา หรืออาจจะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ ซึ่งสิ่ง
ต่าง ๆ เหลา่ นี้จะมผี ลกระทบต่อการเลอื กทาเลท่ีตั้ง
ทาเลที่ต้ังนั้นมีหลากหลายประเภทด้วยกัน ต้ังแต่เป็นศูนย์กลางการค้าอยู่ในเขตเก่าแก่ของเมือง
หรือเป็นศนู ย์การคา้ ท่มี สี นิ คา้ หลากหลายที่จะอานวยความสะดวกไปจนถึงยา่ นการค้าต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ท่ีพัก
อาศัย รวมทัง้ ธรุ กจิ ทเี่ ปน็ แบบ Stand Alone Location
องคป์ ระกอบท่มี ีอิทธิพลต่อการเลือกทาเลทตี่ ั้ง มีหลายด้านด้วยกนั คอื
1. ความหนาแน่นของประชากร
2. สภาพทางเศรษฐกิจ
3. การแขง่ ขนั
4. อายแุ ละเพศของกลมุ่ ลูกคา้
5. ขอ้ บงั คบั ทางกฎหมายและศาสนา
6. เส้นทางการสญั จร
37
7. ธุรกิจอ่ืน ๆ ท่เี ก่ียวข้อง
หลกั เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกท่ีตั้งร้านคา้ เร่ิมจาก
1. แนวความคิดของธรุ กจิ
2. ความสัมพันธร์ ะหว่างชนิดของสินคา้ และพฤตกิ รรมในการซื้อ
3. ความสมั พันธข์ องรา้ นคา้ กบั ค่แู ข่งขัน
4. การสัญจรไปมาของลูกคา้ n
5. การพิจารณาคา่ ใชจ้ ่ายในการซอ้ื หรือเชา่
6. การประเมินการขายเพอ่ื เปรยี บเทียบกับการเช่า
ส่ิงท่ีควรพิจารณาในการเลือกทาเลที่ต้งั ได้แก่ ราคาที่ดิน คุณภาพและปริมาณของแรงงาน การ
เข้าถึงลูกค้า คู่แข่งขัน กฎหมาย ข้อกาหนด ระดับรายได้ของประชาชน ลักษณะของการปลูกสร้างอาคาร
ต้นทนุ ในการลงทุนทเ่ี หมาะสม ซ่ึงสิง่ เหลา่ น้ีจะมีความแตกตา่ งกันในแตล่ ะลกั ษณะของธุรกิจ จงึ จาเป็นต้อง
นามาวเิ คราะห์อย่างรอบคอบ
แบบฝกึ หัดบทที่ 4
การเลือกทาเลทีต่ ั้ง
ตอนท่ี1 จงหาความหมายดงั ตอ่ ไปนี้
1. ทาเลทตี่ ้ังมีความสาคญั ต่อธุรกจิ การค้าปลกี และการค้าส่งอยา่ งไรจงอธบิ ายให้เข้าใจ
2. การเลอื กทาเลทตี่ งั้ มปี ัญหาในเรื่องใดบ้างจงบอกเปน็ ข้อ ๆ
3. ถา้ นักศกึ ษาต้องการจดั ตั้งธุรกจิ จะมีวธิ กี ารในการเลือกทาเลทีต่ ง้ั อยา่ งไร
4. การสัญจรไปมาของลกู คา้ มีความสาคญั ต่อทาเลทีต่ ง้ั หรือไม่ จงอธิบายให้เขา้ ใจ
5. ในการเลอื กทาเลที่ตัง้ มขี ้อควรพิจารณาในเร่ืองใด
6. ศนู ย์กลางธรุ กจิ มีลกั ษณะอย่างไร
7. แนวโน้มของเศรษฐกิจ มคี วามสาคญั ตอ่ การเลอื กทาเลท่ีต้ัง อย่างไร
8. ขอ้ ดีและข้อเสยี ของการเช่าคือ
9. การก่อสร้างอาคารใหม่ คือ
10. การซือ้ อาคารใหม่ คือ
38
ใบงานท่ี 4
การเลอื กทาเลที่ต้งั
ตอนท2่ี กิจกรรมการเรียนรู้
คาช้ีแจง้
ถ้านักศึกษาเปิดกิจการค้าปลีกเอง นักศึกษาจะเลือกทาเลท่ีตั้งใด โดยกาหนดให้นักศึกษากาหนด
ประเภทของธุรกิจว่าเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าหรือขายบริการ การเลือกทาเลท่ีต้ังพร้อมท้ังให้แสดงเหตุผล
ประกอบการเลือกทาเลนั้น
บทท่ี 5 หลกั การจดั ซอ้ื สนิ ค้า
สาระสาคัญ
การจัดซื้อความสาคัญต่อธุรกิจการค้าปลีกและการค้าส่งเป็นอย่างมาก โดยผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่ง
จะต้องยึดหลักความถูกต้องทั้ง 5 ประการเพื่อให้ได้สินค้าที่ดีท่ีสุดและพร้อมจาหน่ายให้กับผู้บรโิ ภค โดยผู้
จัดซอื้ จะต้องมีคณุ สมบตั ทิ ีจ่ ะเป็นผจู้ ัดซอ้ื ทดี่ ี ซ่ึงจาเปน็ ต้องมกี ารวางแผนการจดั ซ้ืออย่างเป็นระบบ
การจัดซ้ือน้ันมีความสาคัญต่อการค้าปลีกและการค้าส่งเป็นอย่างมาก โดยผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่ง
ต่างก็ยึดหลักความถูกต้อง 5 ประการ คือ Right Gools, Right Time, Right Priceนินงานเพ่ือให้ได้มาซึ่ง
วัสดุอุปกรณ์และบริการ Right Customer การจัดซ้ือน้ันเป็นกระบวนการดาเนินงานเพื่อให้ได้มาซึ่งที่
จาเป็นตอ้ งใช้ในการผลติ และการตลาด ในปรมิ าณ คณุ ภาพ และเวลาที่ต้องการ ในราคาท่ีเหมาะสมทีส่ ุด
ความหมายของการจดั ซอ้ื
การจัดซื้อ (Purchasing) หมายถึง การดาเนินงานตามข้ันตอนการจัดซ้ือ เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่
ถูกต้อง จานวนที่ถูกต้อง ราคาที่ถูกต้อง และจากแหล่งขายที่ถูกต้อง ในการผลิตสินค้าขององค์การ
อุตสาหกรรมหน่ึง ๆ จาเป็นอย่างย่ิงจะต้องมีวัตถุดิบหรือพัสดุต่าง ๆ อย่างเพียงพอไม่น้อยเกินไปหรือมาก
เกินไป เพราะถ้าหากมีวัตถุดิบน้อยเกินไปอาจทาให้วัตถุดิบขาดมือและถ้าหากมีวัตถุดิบมากเกินไป จะทา
ให้มีค่าจ่ายสูงเกินความจาเป็น และจะส่งผลต่อราคาสินค้าต่อหน่วยท่ีจะมีราคาสูงตามด้วย ในทางการ
บริหารจาเป็นอย่างย่ิงที่จะทาให้วัตถุดิบมีเพียงพอต่อการผลิต การจัดซ้ือและการบริหารเก่ียวกับสินค้าคง
คลงั จงึ เป็นงานหลกั อยา่ งหนงึ่ ในการประกอบธรุ กจิ
39
วัตถุประสงค์ของการจดั ซอื้
วัตถุประสงค์ของการจัดซื้อ ก็คือ การจัดหาหรือให้ได้มาซ่ึงวัตถุดิบสินค้า อุปกรณ์หรือบริการท่ี
จาเป็นต่อการดาเนินการผลิต (หรือการดาเนินงานอย่างอ่ืน เช่น การตลาดก็ได้) ถ้ากิจการมีการจัดซ้ือท่ีมี
คุณภาพ ทาให้บริษัทมีปัจจัยการผลิตท่ีจาเป็น (ยกเว้นแรงงาน) อยู่ในระดับท่ีพอเพียงทั้งปริมาณและ
คณุ ภาพในราคาท่ีเหมาะสมท่ีสุด และทนั ต่อเวลา
1. เพือ่ ใหม้ สี นิ คา้ สนองตอบความตอ้ งการของลูกคา้
2. เพื่อให้ไดส้ นิ ค้าท่ีมีคุณภาพ เหมาะสมกบั ผซู้ อื้ และผู้ใช้
3. เพอื่ ใหไ้ ด้สินค้าในราคาตา่ สุด เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั คุณภาพและบริการ
4. เพ่อื ใหก้ ิจการมกี าไร อยใู่ นสภาวะการแข่งขันไดเ้ ปน็ อย่างดี
5. เพื่อไม่ให้เงินทนุ ไปจมอยู่กบั สินคา้ คงคลังมากเกินไป
6. เพอ่ื หลกี เลีย่ งปญั หาการซ้อื สินค้าซ้าซ้อน สินค้าชารุด ล้าสมยั
7. เพอ่ื รักษาภาพพจน์ของธุรกิจ
ความสาคัญของการจัดซอื้
การจดั ซ้อื ทดี่ ยี ่อมเทา่ กบั เปน็ การขายสนิ ค้าไดไ้ ปคร่ึงหน่งึ แล้ว ในธุรกจิ การคา้ ปลกี และการคา้ สง่ ผู้
จัดซื้อสินค้าจะต้องมีความรับผิดชอบทั้งฝ่ายลูกค้าและร้านค้า ในขณะเดียวกัน ผู้จัดซื้อไม่อาจที่จะเช่ือ
สินค้าได้ตามใจชอบของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวะการท่ีมีค่อนข้างสูง ปัจจุบันผู้จัดซ้ือจะต้อง
ทาหน้าท่ีพิจารณาคัดเลือกสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสามารถสร้าง
ความพึงพอใจให้กับเขาเหล่านั้น ซ่ึงในขณะเดียวกันก็จะต้องสามารถสร้างผลกาไรให้กับธุรกิจอีกด้วย จะ
เห็นไดว้ ่าการจดั ซ้ือน้ันมคี วามสาคัญตอ่ การดาเนนิ ธุรกจิ ทงั้ การค้าปลีกและการค้าสง่ ดงั นี้
1. ช่วยให้การบริหารการจัดส่งสินค้าได้ทันตามกาหนดเวลาที่ลูกค้าต้องการ เพราะกับ
การจัดซ้ือล่าช้าจะทาให้การปัญหาในการรับวัตถุดิบ ช้ินส่วน หรืออุปกรณ์ไม่ทันตามกาหนดเวลา
ซึ่งเป็นสาเหตทุ ที่ าให้การจดั สง่ สนิ ค้าไมท่ นั ตามกาหนดเวลา จนเกดิ ความสญู เสยี ดา้ นการขาย
2. เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตเพิ่มผลกาไร การจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีมีความสาคัญ
อย่างยิ่งในกระบวนการผลิตสินค้าการเพิ่มประสิทธิภาพ การทากาไรของกิจการท่ีเป็นผลมาจาก
การจัดซ้ือ มีส่วนหนึ่งที่มาจากลักษณะการต่อรองเพ่ือหาราคาที่ดีท่ีสุด ประหยัดท่ีสุด ภายใต้
คุณภาพของวัตถุดิบหรือสินค้าท่ีกาหนดจากผู้เสนอขาย (Suppliers) หลาย ๆ รายทาให้เกิดการ
ประหยดั เก่ียวกับต้นทนุ และกาไรของบริษัทเพ่ิมข้นึ
3. การควบคุมคุณภาพการผลิต การจัดซื้อท่ีดีโดยการคัดเลือกสินค้า หรือวัตถุดิบจาก
ผู้ขาย ต่อรองเพ่ือให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพเพื่อใช้ในการผลิตสินค้นค้าให้ได้คุณภาพ ก็เป็นส่วน
สาคัญในการสรา้ งจุดเด่นของสนิ ค้า ได้แตกตา่ งกวา่ สนิ ค้าตามท้องตลาด
คุณสมบตั ขิ องผมู้ ีหน้าที่จดั ซื้อ
การจัดซอื้ เปน็ หนา้ ที่ทส่ี าคญั ตอ่ องคก์ ร มผี ลต่อต้นทุนและกาไรของกจิ การ โดยคณุ สมบตั ิ
ของผู้มหี น้าท่ีจดั ซ้อื ทดี่ ี มีดังนี้
40
1. ซื่อสัตยแ์ ละมจี รรยาบรรณ (Honesty and Ethics)
2. มคี วามจงรกั ภักดตี อ่ องค์กร (Loyalty)
3. ต้องมีความสามารถในดา้ นการเจรจาต่อรอง (Negotiation Skills)
4. ต้องมีหวั การคานวณ (Numerical Skills)
5. พร้อมท่ีจะเรียนรู้ พัฒนากับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา (Ready to
Learn)
6. เป็นผมู้ องการณไ์ กลและมีไหวพรบิ (Vision)
7. มีความสามารถในการวางแผน การเตรียมงาน และควบคุมการจัดซื้อให้เป็นระบบ
(Systerm & Planning)
ปัจจัยทีต่ ้องพจิ ารณาในการจดั ซือ้
เป้าหมายของการทาธุรกิจก็คือผลกาไรหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราที่สูงท่ีสุดในการ
สนองตอบตอ่ เป้าหมายทางธุรกจิ สามารถทาได้หลายวธิ ี การจัดซ้อื หรือจดั หาสนิ คา้ หรือวตั ถุดิบในการผลิต
เพื่อจาหนา่ ย และประสบความสาเร็จตามทคี่ าดหวงั ได้ราคาตามทต่ี ้องการมี ปัจจยั ที่ต้องพจิ ารณาดังน้ี
1. คุณภาพท่ีถูกต้อง หมายถึง ความเหมาะสมของสินค้าในการนาไปใช้ ดังน้ันการซ้ือสินค้านั้น
ต้องให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับการใช้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คุณภาพท่ีดีที่สุดก็ตาม การกาหนด
คุณภาพนัน้ ถูกกาหนดขึน้ ตามลักษณะสาคัญของสินคา้ เช่น รูปร่าง ความแขง็ แรง สี ขนาด ความคล่องตัว
หรือรูปร่างลักษณะ รวมท้ังการวิเคราะห์มูลค่าโดยคานึงถึงสินค้าทดแทน การจัดส่ง การจัดเก็บ และการ
ใช้
2. ปรมิ าณทถ่ี กู ต้อง หมายถึง การจัดซือ้ ในปริมาณท่ีพอดี ไมม่ ากหรอื นอ้ ยเกนิ ไปทงั้ น้ีเพื่อป้องกัน
การขาดแคลนวัสดุ การท่ีเงินทุนไปจมกับสินค้า และลดการเสี่ยงภัย ซ่ึงถ้าการจัดซื้อสินค้ามีปริมาณมาก
เกนิ ไป ยอ่ มทาให้เงนิ ทุนจมอยู่กับตวั สินค้าทาให้เกิดค่าใช้จ่ายเก่ยี วกับการเก็บรักษาและการเสื่อมคุณภาพ
แตถ่ ้าซื้อในปริมาณน้อยเกนิ ไป ก็ทาให้ตอ้ งสัง่ ซื้อบ่อยครัง้ อาจจะทาให้เสยี ค่าใช้จ่ายมากขึน้ อาจเปน็ ผลให้
สนิ คา้ ขาดแคลน ไม่อาจผลติ ได้ทันเวลา
3. ราคาท่ีถูกต้อง หมายถึง ราคายุติธรรม ซ่ึงไม่จาเป็นต้องเป็นราคาที่ต่าท่ีสุดเสมอไป แต่เป็น
ราคาที่เมื่อซ้ือแล้วนามาจาหน่ายต่อแล้วได้กาไรตามที่ต้องการ ในขณะเดียวกันผู้ขายสินค้าให้เราก็มีกาไร
พอสมควร ดังน้ันงานการจัดซ้ือจึงต้องมีการตรวจสอบเสียก่อนว่าสินค้ามีคุณภาพตรงกับความต้องการ
หรือไม่ เม่ือเห็นว่าคุณภาพตรงกับความต้องการแล้วจึงตรวจสอบราคา โดยพยายามเปรียบเทียบจากผู้
จาหนา่ ยหลาย ๆ ราย หรือการใช้การประกวดราคา
4. เวลาท่ีถูกต้อง หมายถึง การจัดซ้ือสินค้าน้ันจะต้องคานึงถึงทั้งเวลาท่ีสงั่ ซ้ือการขนส่ง และการ
ได้รับสนิ คา้ ดังน้ันการส่งั ซื้อต้องใหเ้ หมาะสมกับการจัดส่งสินคา้ ด้วยจึงตอ้ งมกี ารวางแผนเพ่ือใหม้ กี ารจัดส่ง
สินค้าได้ตรงเวลาท่ีต้องการใช้ โดยไม่มีสินค้าคงเหลือมากเกินไปและไม่ขาดสินค้าท่ีต้องการ ผู้ช่ือจึงต้อง
ตัดสินใจโดยใช้คลยพินิจในการดาเนินธุรกิจ รู้ถึงความสามารถของผู้จัดจาหน่าย เข้าใจสถานการณ์ทาง
เศรษฐกจิ
41
5. แหล่งขายท่ีถูกต้อง หมายถึง ผู้ขายสามารถนาสินค้ามาส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อได้ในปริมาณ ราคา
และคุณภาพที่เหมาะสม โดยผู้จัดซื้อจะต้องมีการคัดเลือกผู้ขายที่มีประสิทธิภาพสามารถสนองตอบความ
ต้องการของผู้ซ้ือในเรื่องคณุ ภาพ ปริมาณ ราคา และเวลาได้
การจดั ทาแผนการจัดซื้อ
ในการจัดทาแผนการจัดซื้อของกิจการแต่ละแห่งน้ันจะมีวิธีการท่ีแตกต่างกันข้ึนอยู่กับธุรกิจและ
ประเภทของสนิ คา้ ทีจ่ ดั จาหน่าย ซ่งึ จะต้องพจิ ารณาจากสิง่ ต่าง ๆ ดังตอ่ ไปน้ี
1. กาหนดนโยบายการจัดซ้ือ
ผู้ทาหน้าท่ีจัดซื้อจะต้องกาหนดนโยบายให้ชัดเจนในเรื่องของการเลือกแหล่งซื้อว่าซื้ออะไร ซื้อที่
ไหน ซ้อื อย่างไร ซอื้ จากใคร เชน่ จากพอ่ ค้าส่ง จากโรงงาน หรือจากตัวแทนจาหน่าย เพราะผขู้ ายมากราย
มคี วามแตกต่างกนั ในเรอ่ื งคุณภาพสนิ ค้า ราคา ความสามารถในการจัดสง่ แตกตา่ งกัน การกาหนดนโยบาย
ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กรด้วยว่าต้องการขายสินค้าแบบใด และสนองความต้องการของ
ผู้บรโิ ภคในระดบั ใด
2. กาหนดปรมิ าณการจดั ซื้อ
ผู้ทาหน้าที่จัดซ้ือจะต้องพิจารณาในเรื่องความต้องการของลูกค้า ว่าต้องการอะไรปริมาณเท่าใด
โดยการสารวจสินค้าคงเหลือท่ีอยู่ในคลังสินค้าก่อนทาการส่ังซ้ือ และตรวจสอบปริมาณการขายท่ีคาดว่า
จะขายได้
3. กาหนดเกณฑก์ ารเลอื กแหล่งสนิ คา้ และคดั เลือกสนิ คา้
ก่อนทาการจัดซ้ือ ผู้ทาหน้าท่ีจัดซื้อจะต้องรู้จักแหล่งของสินค้า ตัวแทนจาหน่ายโรงงานท่ีผลิต
ต้องมคี วามรู้เกย่ี วกับสินค้า รายละเอียดของสนิ คา้ คณุ ภาพของสนิ ค้า เพื่อจะพจิ ารณาเลอื กแหลง่ ขาย
4. กาหนดนโยบายดา้ นการเงนิ
ผู้ทาหน้าท่ีจัดซ้ือจะต้องสารวจวงเงินที่ต้องการจัดซ้ือในแต่ละคร้ัง วิธีการชาระเงิน ค่าสินค้า
เง่อื นไขการให้สว่ นลดและการชาระเงิน และอน่ื ๆภาพเทคนิคการซ้ือสนิ ค้าปลีกเข้าร้าน
การคัดเลือกแหล่งจัดซอ้ื สนิ คา้
การคดั เลอื กแหล่งจัดซอ้ื สินคา้ สามารถพจิ ารณาได้ดงั น้ี
1. การจัดซ้ือจากแหลง่ ผลติ
เป็นการส่ังซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง ทาให้ได้สินค้าในราคาถูก ทาในสินค้ารุ่นใหม่
สาหรับสินค้าประเภทแฟชั่นท่ีต้องการความรวดเร็วในการจัดจาหน่าย หรือสินค้าต้องการความใหม่สด
เช่น อาหารสด ขนมหวาน อาหารพร้อมปรุง ซ่ึงจะทาให้ได้สินค้าใหม่สด สามารถกาหนดแบบ ขนาด สี
ชนดิ ลักษณะของสนิ คา้ ได้ตามทตี่ ้องการ
2. ศนู ยร์ วมผูผ้ ลติ
คือแหล่งขายส่งสินค้าเฉพาะอย่างท่ีผู้ผลิตเป็นผู้นาสินค้ามาเปิดร้านขายส่งเอง เช่น ตึกใหยก
ประตูน้าเซ็นเตอร์ โม้เบ๊ทาวเวอร์ ฯลฯ จัดเป็นศูนย์รวมจาหน่ายเส้ือผ้าแฟชั่นเป็นผู้ออกแบบตัดเย็บเอง
และขายสง่ เพือ่ ให้ผู้คา้ ปลีกซื้อไปขายอกี ทอดหน่งึ
42
รูปภาพที1่ 0 ตัวอย่างศนู ยร์ วมผู้ผลิต
ทม่ี าของรูปภาพ :https://www.smeleader.com/
3. การจัดซือ้ สนิ ค้าผา่ นคนกลาง
คนกลางทที่ าหน้าท่ีจดั ซอ้ื สนิ ค้านัน้ มีหลายประเภทด้วยกัน ดังน้ี
3.1 นายหน้า (Brokers) เป็นคนกลางที่ทาหน้าที่ช่วยให้ผู้ซ้ือและผู้ขายมาพบกัน เพ่ือเสนอขาย
สินค้า เป็นผู้ให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านเทคนิค คาแนะนาราคา เงื่อนไข ระยะเวลาการชาระเงิน
ใหแ้ ก่ผ้ซู ื้อ ตัวแทนนายหนา้ จะไดร้ บั ผลตอบแทนจากเปอรเ์ ซ็นต์ของยอดขาย
3.2 ตัวแทนผู้ผลิต (Manufacturers Agents) เป็นคนกลางท่ีเป็นตัวแทนในการจาหน่ายให้
ผู้ผลิตหลาย ๆ ราย เปน็ สินค้าท่ีไม่มีการแข่งขันกนั ตวั แทนผผู้ ลิตจะต้องเป็นผู้มีความรูเ้ กี่ยวกับลูกค้า และ
สินคา้ ท่จี ดั จาหนา่ ย
3.3 ตัวแทนจาหน่าย (Distributors) เป็นตัวแทนให้กับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ท่ีช่วยในการหา
ช่องทางในการจัดจาหน่ายสินค้าของร้านค้า โดยให้ความช่วยเหลือในการจัดแสดงสินค้า ต้ังราคาสินค้า
พร้อมการจัดส่งสินค้า
3.4 ตัวแทนขาย (Sales Agents) เป็นตัวแทนท่ีมีลักษณะเหมือนกับตัวแทนผู้ผลิต แต่เป็นผู้ที่
รบั ผิดชอบสว่ นใหญ่เกย่ี วกับการขายรวมท้ังการตกลงราคา
4. การจัดซ้อื จากเกษตรกร
ผู้ค้าปลีกบางรายอาจจะขับรถไปซื้อผัก ผลไม้จากสวนหรือไร่ของเกษตรกรโดยตรงและน้ามาขาย
ในร้านของตนเอง หรือผู้ค้าส่งผักผลไม้ในปากคลองตลาดหรือตลาดส่ีมุมเมืองจะทาหน้าที่รวบรวมสินค้า
เกษตรจากแหลง่ เกษตรกรรม
5. การจดั ซื้อจากตลาดกลางขายส่งสนิ คา้
เป็นการจัดซ้ือจากแหล่งรวมขายส่งสินค้าหลายชนิด เช่น สาเพ็ง สะพานหัน ซ่ึงมีจะมีร้านขายส่ง
สินคา้ หลายชนดิ รวมกนั ถึงแมว้ า่ บางแหง่ จะมชี อ่ื เสยี งในการขายสนิ คา้ ประเภทหนง่ึ เช่น สะพานหนั จะมีผ้า
มากกวา่ อย่างอ่นื แต่มีร้านขายสง่ สนิ คา้ อื่น ๆ ใหเ้ ลอื กซ้อื ดว้ ย
วธิ ีการจดั ซื้อ
วธิ ีการจัดซอ้ื นัน้ มีหลายวธิ ี ซงึ่ จะตอ้ งนามาพิจารณาว่าวิธใี ดจึงจะเหมาะสมกับลักษณะของการค้า
ปลกี และการคา้ ส่ง
43
1. ซื้อร่วมกัน (Corporative Buying) เป็นการรวมกลุ่มกันระหว่างรา้ นคา้ ปลีกขนาดใหญ่ หรือ
บริษัทที่ดาเนินธุรกิจแบบเดียวกันรวมตัวกันจัดต้ังเป็นหน่วยงานอิสระทาหน้าที่ในการจัดซื้ อให้สมาชิกใน
กลุ่ม ซึ่งการรวมตวั กนั นจ้ี ะทาใหป้ รมิ าณการสง่ั ซอื้ มากพอ ทาให้เกดิ อานาจในการตอ่ รอง
2. ศูนยก์ ลางการจัดซื้อ (Centralized Buying) เป็นการรวมกันของผคู้ า้ ปลกี ต้ังแต่ 2 คนข้นึ ไป
จัดต้ังหน่วยจัดซ้ือกลางขึ้น หรือเป็นการใช้กับรา้ นค้าท่ีมีหลายสาขามีศูนย์กลางการจดั ซ้อื อยู่ท่ีเดียว และมี
โกดังเกบ็ สนิ ค้ารวมกนั แห่งเดียว แตจ่ ะมีการเบิกจ่ายสินคา้ ไปยังสาขาตา่ ง ๆ จากแหลง่ น้ี
3. คณะกรรมการจัดซ้ือ (Committee Buying) วิธีการจัดซื้อแบบน้ีจะใชก้ ับกิจการค้าปลีกทมี่ ี
สาขาหรือร้านค้าลูกโซ่ในเครือบริษัทเป็นจานวนมากนับร้อยแห่ง มีศูนย์กลางการจัดซื้อโดยมี
คณะกรรมการร่วมกันในการตัดสินใจและรับผิดชอบต่อสินค้าที่เลือกซื้อแล้ว คณะกรรมการจะตัดสนิ ใจใน
เรื่องใหญ่ ๆ
4. การฝากขาย (Consignment) ในปัจจุบันการฝากขายจัดเป็นวิธีการจัดซื้อวิธีหน่ึงที่นิยมใช้
กัน โดยเจ้าของสินค้าที่เป็นผู้ผลติ ผู้ค้าส่ง หรือผู้ค้าปลีก จะนาสินค้าของตนไปฝากให้ห้างสรรพสินค้าเพ่ือ
จัดจาหน่าย ในกรณีที่ห้างสรรพสินค้าน้ันไม่มีนโยบายในการจัดจาหน่ายสินค้าประเภทน้ัน ๆ โดยเจ้าของ
สินค้าจะนาสินค้าของตนมาจัดวางเพ่ือจาหน่ายในบริเวณท่ีเจ้าของสถานท่ีกาหนดไว้ เจ้าของสินค้าจะจัด
โชว์สินค้าเองและมีพนักงานขายของตนเองไปขายประจานอกจากนั้นเจ้าของยังรับผิดชอบในเรื่องสต๊อก
สนิ คา้ และค่าใช้จ่ายของพนักงานขายเอง
5. การเช่าสถานท่ีขาย (Leased Departments) วิธีการจัดซ้ือวิธีน้ีจะใช้กับการค้าปลีกที่ขาย
สินค้าหรือบริการเฉพาะอย่าง ซึ่งต้องอาศัยผู้เช่ียวชาญเฉพาะวิชาชีพเป็นผู้ดาเนินการโดยส่วนใหญ่จะใช้
วิธกี ารเช่าสถานทจ่ี ากหา้ งสรรพสนิ คา้ หรือศูนยก์ ารคา้ เพื่อดาเนินกิจการเอง เชน่ รา้ นขายเครือ่ งประดับท่ีมี
ราคาแพง ร้านเสรมิ สวย รา้ นอาหาร ฯลฯ
การตกลงเก่ยี วกบั เงอ่ื นไขตา่ ง ๆ
เงอื่ นไขและขอ้ ตกลงตา่ ง ๆ เกี่ยวกับการจัดซอ้ื มีดังน้ี
1. สว่ นลดเงนิ สด (Cash Discounts) คอื สว่ นลดท่ผี ูข้ ายให้กบั ผู้ซอ้ื ท่ชี าระเงนิ ค่าสินค้าทันทีเม่ือ
ซื้อสินค้า ผู้ขายจะให้ส่วนลดตามเง่ือนไขที่กาหนดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการจงใจที่ช่วยเร่งให้มีการชาระเงินใหเ้ รว็
ขนึ้ เชน่ 2/10, n/30 ฯลฯ
2. ส่วนลดปริมาณ (Quantity Discounts) คือส่วนลดที่เสนอให้แก่ลูกค้าทุกรายท่ีส่ังซื้อสินค้า
ในปริมาณท่ีมากพอที่จะได้รับส่วนลด หรือซื้อในปริมาณเล็กน้อยแต่เก็บสะสมยอดไว้ได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็
จะได้รบั สว่ นลดตามยอดท่สี ั่งซ้ือ เป็นสว่ นแบบปรมิ าณแบบสะสม ส่วนลดปรมิ าณนม้ี ี 2 ประเภท คือ
2.1 ส่วนลดปริมาณแบบสะสมยอด คือส่วนลดที่คิดจากปริมาณการภายในระยะเวลาที่
กาหนด อาจเป็นจานวนเงินหรือจานวนหน่วยทก่ี าหนด
44
2.2 ส่วนลดปริมาณแบบไม่สะสมยอด คือส่วนลดที่ให้แก่ผู้ซ้ือสินค้าแต่ละคะในปริมาณ
มาก เชน่
ปริมาณสนิ คา้ (หน่วย) ส่วนลดท่ใี ห้
100-999 3%
1,000-9,999 5%
10,000-99,999 10%
เอกสารที่เก่ียวขอ้ งกบั การจัดซ้อื
เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งและมีความสาคัญในการจดั ซ้ือ ได้แก่
1. ขอ้ มูลของผขู้ าย (Vendor List)
เปน็ ขอ้ มูลทแ่ี สดงรายละเอียดของ Supplier ที่ขายสนิ ค้าใหก้ ับร้านค้าไวต้ ดิ ตอ่ กนั มรี ายละเอียด ดงั นี้
- รหัสและช่ือของผู้ขาย
- ชอื่ ผตู้ ิดตอ่
- ท่ีอยู่ เบอร์โทรศพั ท์
- เครดิตการชาระเงิน
2. ร้านสาขา (Store Branch)
เปน็ ข้อมูลทใ่ี ช้อ้างถึงในการเปดิ ใบส่งั ซอ้ื และตดิ ต่อกบั รา้ นสาขา โดยมรี ายละเอียดดังนี้
- รหัสและชื่อสาขา
- ท่อี ยู่ เบอร์โทรศพั ท์
3. ใบสงั่ ซอื้ (Purchase order)
เป็นข้อมูลและหลักฐานในการสั่งซ้ือสินค้ากับ Supplier และเป็นการตรวจสินค้าระหว่างร้านค้าสาขากับ
Supplier
- ช่ือและทอ่ี ย่ขู องผ้ขู าย
- วันทีแ่ ละสง่ สนิ คา้
- สถานท่จี ัดส่งสนิ คา้
- เครดิตการชาระเงิน
- รหัสและชอ่ื สินคา้
- ราคาสงั่ ซ้อื
- ขนาด/หน่วยบรรจุ
- รวมจานวนเงิน
- ปริมาณการสง่ั ซื้อ
- ส่วนลดพิเศษ
45
- ผูจ้ ดั ทาและผูม้ ีอานาจในการลงนามการสงั่ ซ้ือ
4. เอกสารการโอนสินค้าจากคลงั สินค้า (Product Transfer Documents)
เป็นเอกสารที่ใช้ในการส่ังสินค้า โดยฝ่ายจัดซื้อส่ังสินค้าจากคลังสินค้าให้กับร้านสาขาที่เปิดใหม่ โดยฝ่าย
จดั ซื้อเปน็ ผู้กาหนด
- รหัสและชอื่ สาขาทรี่ บั โอน
- ขนาด/หน่วยบรรจุ
- วนั ที่โอน/สง่ สนิ คา้
- จานวนทโ่ี อน
- รหสั และช่ือสินคา้
- ผู้จัดทา ผู้อนุมตั ิ
5. รายงานการเปลี่ยนแปลง (Report of Changes)
เปน็ ข้อมูลทีม่ ไี วเ้ พ่ือดคู วามเปลีย่ นแปลงและการเคลอ่ื นไหวของสนิ ค้าและผูข้ าย
- วัน/เดือน/ปี ที่เปล่ียนแปลง
- ช่อื ทอ่ี ยขู่ องผู้ขาย
- รหัสสนิ ค้าและรหสั ผู้ขาย
- รายละเอยี ดของสินคา้
ปจั จัยทใี่ ช้ในการเลอื กแหลง่ ขาย
การเลือกแหล่งขายที่ดีจะส่งผลดีต่อองค์กรหลายด้าน โดยปัจจัยที่ใช้พิจารณาในการเลือกแหล่ง
ขายมดี ังน้ี
1. ความน่าเช่ือถือ เปน็ การประเมนิ ความสามารถจดั ส่งสนิ ค้าได้ทันเวลา
2. การให้บรกิ าร เปน็ การประเมินเปรยี บเทยี บการบรกิ ารและการบารุงรักษา
3. สถานทตี่ ัง้ เป็นแหลง่ ขายทก่ี ารจดั สง่ ไดส้ ะดวกหรอื ไม่
4. เงือ่ นไขการชาระเงนิ เปน็ การคัดเลือกผู้ขายทเี่ สนอเงือ่ นไขทีใ่ ห้ประโยชนต์ อ่ ผู้จัดซื้อมากที่สดุ
5. ข้อมูลข่าวสาร แหลง่ ขายจะตอ้ งได้รับข้อมูลขา่ วสารทจี่ าเป็นเกย่ี วกับสินคา้
6. จริยธรรม แหล่งท่ีจาหน่ายสินค้าให้น้ันควรเป็นแหล่งขายท่ีมีความซ่ือสัตย์ สุจริต รู้จักใฝ่หา
ความรเู้ พอ่ื นาไปพัฒนาสินค้าทจี่ าหน่าย
7. การรับประกนั สินคา้ กรณที สี่ นิ คา้ ชารุดเสียหายทเี่ กิดจากการจดั ส่งสินค้า
8. ระยะเวลาในการจัดสง่ สามารถจดั สง่ ไดร้ วดเรว็ เพียงใด
สรุปสาระการเรยี นร้หู นว่ ยที่ 5
การจดั ซ้อื เป็นกระบวนการดาเนินงานเพื่อให้ได้มาซงึ่ อุปกรณแ์ ละบริการท่ีจาเปน็ ในการผลิต
และการตลาดโดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือให้มีสนิ ค้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านคุณภาพทด่ี ี
ที่สุดและในราคาที่เหมาะสมท่ีสุด โดยปัจจัยสาคัญท่ีใช้ในการพิจารณาในการจัดซื้อคือ คุณภาพที่
ถูกต้อง ปริมาณท่ีถูกต้อง ราคาที่ถูกต้อง เวลาท่ีถูกต้อง และแหล่งขายท่ีถูกต้อง การจัดซ้ือท่ีดีคือการ
46
ปฏบิ ัติตามแผนการจัดซ้ือที่ถูกตอ้ ง การเลอื กวธิ กี ารจัดซอื้ ท่เี หมาะสมการตกลงเก่ียวกับเง่ือนไขต่าง ๆ
และการจัดเตรียมเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดซ้ือที่เหมาะสมได้แก่ มีความซ่ือสัตย์ มีทักษะในการ
เจรจาตอ่ รอง หม่นั ศึกษาหาความรูใ้ หม่ ๆ อยเู่ สมอมองการณ์ไกล และรู้จกั วางแผนอย่างมีระบบ
แบบฝึกหัดบทท่ี 5
หลักการจดั ซ้ือสินคา้
ตอนที่1 จงหาความหมายดงั ต่อไปนี้
1. การจดั ซอ้ื หมายถึง
2. คณุ สมบัตขิ องการจัดซ้ือมีอะไรบ้าง.
3. คุณภาพทถี่ ูกต้องหมายถงึ
4. ราคาที่ถกู ต้องหมายถึง
5. การจดั ซ้อื รว่ มคือ
6. ศนู ยก์ ลางการจดั ซ้ือคือ
7. จงอธบิ ายแผนการจัดซื้อให้เขา้ ใจ
8. การคดั เลือกแหลง่ จดั ซ้ือมีลกั ษณะอย่างไร
9. ศูนย์รวมผู้ผลิตมลี กั ษณะอย่างไร
10. จงเขยี นแผนผงั โครงสรา้ งการจัดซอื้
ใบงานที่ 5
ขั้นตอนการจัดซ้ือ
ตอนที่2 กจิ กรรมการเรียนรู้
คาช้แี จ้ง
1. ใหน้ กั ศกึ ษาเขียนโครงสรา้ งข้นั ตอนการจัดซอื้ สินค้า
2. กาหนดลกั ษณะของสนิ ค้าทจ่ี ัดซื้อ
3. กาหนดเอกสารท่ีใชใ้ นการจัดซ้ือ
47
บทท6่ี การควบคมุ สนิ คา้ คงคลงั
สาระสาคัญ
การควบคุมสินค้าคงคลังนั้นมีวัตถุประสงค์ตั้งแต่การทาให้การลงทุนในสินค้าคงคลังให้น้อยท่ีสุด
ไปจนถึงการลดปัญหาการซื้อสินค้าซ้าซ้อนตลอดจนการทาเครื่องหมายและติดราคาสินค้า ดังน้ันจึงควรมี
ความรู้เกย่ี วกบั วธิ กี ารควบคุมและการติดเครื่องหมายและติดราคารวมท้งั มีความรูเ้ กยี่ วกบั บาร์โค้ด
การควบคุมสินค้าคงเหลือน้ันมีความสาคัญต่อการดาเนินงานการค้าปลีกและการะเน่ืองจากสินค้า
คงเหลือท่ีอยู่ในระดับที่เหมาะสมย่อมช่วยให้ธุรกิจมีกาไรเพ่ิมข้ึน ถ้าการสินค้าคงเหลือขาดประสิทธิภาพ
จะมีผลทาให้มีค่าใช้จ่ายท่ีเกินจาเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายเก่ียวกับการเก็บรักษา ค่าคอกเบ้ีย ค่าสินค้าเสื่อม
คุณภาพและล้าสมัย ฯลฯ แต่ถ้ามีสินค้าน้อยเกินไปก็จะทาให้เสียโอกาสในการจาหน่ายสินค้า เกิดการ
หยุดชะงักในการผลติ ซง่ึ มีผลกระทบตอ่
ความหมายของการควบคมุ สนิ ค้าคงคลัง
สินค้าคงคลัง (Inventory) หมายถึง สินค้าท่ีมีไว้ในกิจการ ในจานวนท่ีเหมาะและเตรียมพร้อม
สาหรบั การจาหน่ายในระดับหนึง่ เพ่ือปอ้ งกนั การขาดแคลนสินคา้
สนิ ค้าทีอ่ ยู่ในรา้ นค้าทั้งหมดน้นั จดั เปน็ สนิ คา้ คงคลงั ทงั้ สน้ิ ซ่ึงแบง่ ออกเปน็ 2 ส่วน คือ
1. สนิ คา้ ทีอ่ ยู่หน้ารา้ นหรือสนิ ค้าทว่ี างไว้ตามช้นั วางสินค้า เป็นสินคา้ ท่ีพรอ้ มสาหรับการจาหน่าย
2. สนิ คา้ ทอ่ี ยู่หลงั รา้ นหรอื สินค้าทอ่ี ยูใ่ นคลงั เก็บสินคา้
สินค้าคงคลังจัดเป็นส่ิงท่ีมีความสาคัญในการบริหารงานอย่างหน่ึง ถ้าสามารถควบคุมสินค้าคงคลัง
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทาให้ธุรกิจมีความคล่องตัวสูง มีสินค้าเพียงพอต่อการจาหน่ายไม่ขาดตอน
ขณะเดยี วกันกส็ ามารถใช้เงนิ ลงทนุ ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งลงทุนในสินคา้ คงคลังมากเกินไป
ประโยชน์ของสนิ คา้ คงคลงั มมี ากมาย ดังนี้
1. ตอบสนองความต้องการของลูกคา้ ทีป่ ระมาณการไวใ้ นแตล่ ะช่วงเวลา ทง้ั ในและนอกฤดูกาล โดย
ธรุ กจิ ต้องเก็บสนิ คา้ คงคลงั ไว้ในคลงั สินค้า
2. รักษาการผลิตให้มีอัตราคงท่ีสม่าเสมอ เพ่ือรักษาระดับการว่าจ้างแรงงาน การเดินเครื่องจักร
ฯลฯ ใหส้ ม่าเสมอได้
3. ทาให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณจากการจัดซ้ือจานวนมากต่อครั้ง ป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคา
และผลกระทบจากเงินเฟ้อเม่อื สินค้าในทอ้ งตลาดมีราคาสูงข้ึน
4. ปอ้ งกันของขาดมอื หรือสัง่ ซ้ือเพ่ิมข้นึ อย่างกะทนั หัน
48
5. ทาให้กระบวนการผลิตสามารถดาเนินการต่อเน่ือง ไม่มีการหยุดชะงักเพราะสินค้าขาดมือจนเกิด
ความเสียหาย
การบริหารสินคา้ คงคลัง (Inventory Management) หมายถึง การรวบรวมสินค้าและจดบันทึกสินคา้
ในคลงั สนิ ค้า โดยมีจดุ มงุ่ หมายเพ่ือรายงานให้ผบู้ ริหารไดท้ ราบว่าราชการสินคา้ ใดขายได้คล่องตัว รายการ
ใดบ้างไม่สามารถขายสินค้าได้เลย หรือรายการใดบ้างที่ความสามารถในการขายลดลง และจาเป็นต้องมี
การล้างสต็อกสินค้าเพื่อเป็นการตัดยอดออกการควบคุมสต็อกท่ีดีที่เหมาะสมจะช่วยป้องการรัวไหลของ
สินค้า รวมท้ังสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดซื้อสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าสินค้าใด
ขายสินคา้ ในคลังสนิ ค้า Inventory Manage สามารถในการบางตัว รายการใดบา้ งไมอ่ งหมายเพื่อรายงาน
ใหม้ ายถึง การรวบรวมสินค้า
รูปภาพท1่ี 1 ตัวอย่างสนิ คา้ คงคลัง
ทม่ี าของรูปภาพ : http://youngandhighclub.com/
วตั ถปุ ระสงค์ของการควบคมุ สนิ คา้ คงคลัง
การควบคุมสินคา้ คงคลังของกิจการค้าปลีกและค้าส่ง มีวตั ถุประสงคด์ งั น้ี
1. เพ่ือทาให้การลงทุนในสนิ คา้ คงคลงั นอ้ ยที่สดุ
2. เพื่อกาหนดระดบั การบรกิ ารทีใ่ หแ้ ก่ลูกคา้ ได้อยา่ งเหมาะสม
3. เพ่อื ป้องกนั การส่ังซ้อื สินค้าซ้าซ้อน
4. เพอ่ื ทาใหค้ ่าใช้จา่ ยในการจัดหาและค่าใชจ้ ่ายในการเกบ็ รักษาตา่ สดุ
5. เพื่อรายงานใหผ้ ูบ้ รหิ ารไดท้ ราบความเคลอื่ นไหวในการขายสนิ ค้า
6. เพื่อให้เกิดความสมดลุ ระหวา่ งอุปทานและอุปสงค์ของสนิ คา้ ตามฤดูกาล
7. เพอ่ื รกั ษาสินค้าไมใ่ หช้ ารดุ เสยี หาย
8. เพ่อื ทาเครอื่ งหมายและติดราคาสินค้า
วิธกี ารควบคุมสนิ ค้าคงคลงั
การควบคุมสินค้าคงคลงั นน้ั มีวธิ กี ารควบคมุ 2 แบบ คือ
1. การควบคุมสินค้าเป็นจานวนเงิน (Dollar Control) คือการควบคุมสินค้าคงคลังทางด้าน
มูลค่า เป็นการวางแผนควบคุมสินค้าจากจานวนเงินที่ได้รับจากการบันทึกการขายสินค้า เป็นจานวนเงิน
เป็นระบบการทางานท่ีพนักงานจะรายงานเฉพาะจานวนเงินที่แสดงราคาขายหรือราคาต้นทุนของสินค้า
จึงทาใหท้ ราบเฉพาะยอดเงินเท่านนั้ ส่วนรายละเอียดอยา่ งอ่นื เช่น แบบ สี ขนาด จะไม่ทราบ
49
การใชว้ ิธกี ารควบคุมสินค้าเป็นจานวนเงนิ น้ี ทาใหผ้ จู้ ดั ซ้อื สนิ คา้ รจู้ านวนเงินท่ีขายไดส้ ามารถช่วยให้
ประมาณการได้จากจานวนเงินท่ีขายนั้นว่าทาเงินให้กับร้านค้าเท่าใด ควรจัดซ้ือสินค้าอีกเป็นจานวนมาก
น้อยแคไ่ หนจึงจะเพียงพอกับความต้องการของลกู คา้ อีกทงั้ ยงั ช่วยจัดเตรยี มสินคา้ ไวข้ ายในครงั้ ตอ่ ไป
2. การควบคุมสินค้าคงคลังเป็นจานวนหน่วย (Unit Control) คือการควบคุมสินะคงคลัง
ทางด้านปริมาณว่ามีสินค้าคงเหลือเป็นจานวนเท่าใด เป็นการวางแผนการควบคุมโดยการแจ้งรายการ
สินค้าที่มีอยู่ในสต็อกสินค้า การควบคุมแบบนี้ กิจการจะทราบรายละเอียดสินค้าท่ีมีอยู่ในคลังสินค้า
ดังตอ่ ไปนี้
1) จานวนของสนิ ค้าท่ีมอี ย่ใู นสตอ๊ กหรอื คลังสนิ ค้า
2) ลกั ษณะของสินคา้ แบบ ขนาด สี น้าหนกั ของสินคา้ รวมทง้ั ตราและยหี่ อ้
3) ซ้ือมาจากทใี่ ด เวลาใด
4) ส่ังซื้อเพมิ่ เติมอกี เปน็ จานวนเท่าใด คงเหลอื เทา่ ใด
5) จาหนา่ ยไปแล้วเป็นจานวนเทา่ ใด
การควบคุมโดยวิธีน้ีจะเป็นลักษณะของการรายงานรายละเอียดของสินค้าแต่ละรายการเหมาะกับ
สินคา้ ท่มี ีราคาต่อหน่วยสงู หรอื สนิ คา้ ท่มี ีการนาตัวอย่างของสนิ ค้าออกมาให้ลูกค้าดูแต่สินค้าที่ขายจริงนั้น
จะอยูใ่ นคลังสนิ คา้ เช่น รองเท้า เสอ้ื ผา้ สาเร็จรปู เครอ่ื งใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
การรับสินคา้ เข้าคลงั สินค้า
เปน็ กิจกรรมทต่ี อ้ งทาทันทีหลังจากขนสนิ ค้าลงจากยานพาหนะ มีวิธกี ารปฏบิ ัติดังต่อไปนี้
1. การรบั สินคา้ โดยปกติการรับมักจะทา ณ สถานท่ที ี่เปน็ ทีเ่ ก็บสินค้าของรา้ นค้าการปฏิบัติในด้าน
น้มี ีขั้นตอนดงั ต่อไปน้ี
1.1 รบั สินค้า โดยเริ่มจากขนสินค้าลงจากยานพาหนะอย่างระมดั ระวงั
1.2 นับจานวนหีบห่อและตรวจดูสภาพของหีบห่อที่บรรจุสินค้ามา ถ้าสินค้าห่อใดชารุดเสียหายให้
ทาเครื่องหมายไวเ้ ป็นหลกั ฐาน
1.3 การออกหลักฐานในการรับสินค้า ในการรับสินค้านั้นตามธรรมดาจะต้องมีหลักฐานการรับ
(Receiving Records) สาหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจใช้หลักฐานง่าย ๆ เช่นสมุดโน้ต หรือใบนาส่งของ แต่
โดยปกติแล้วทางฝ่ายผู้ขายจะมีใบกากับสินค้าหรือใบส่งของแนบมาด้วย ผู้รับจะเซ็นช่ือไว้เป็นหลักฐาน
โดยมสี าเนาเอกสารเกบ็ ไวเ้ พ่อื ใหผ้ ู้ขายใชเ้ ปน็ หลกั ฐานในการวางบลิ เพอ่ื นดั เวลารบั เงินอีกครัง้ หน่ึง
2. การตรวจสอบสินค้า เป็นการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพของสินค้าท่ีส่งมา โดยมีเจ้าหน้าที่
เฉพาะเป็นผู้ตรวจสอบ เน่ืองจากสินค้าบางประเภทจะมีลกั ษณะพิเศษไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยการนับ
แบบทั่วไปได้ ซ่ึงในบางคร้ังจาเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบในการตรวจสอบนั้นผู้ตรวจสอบ
อาจจะใช้วิธีใดวธิ หี นึ่ง ดังตอ่ ไปนี้
2.1 แบบ Open Check การตรวจสอบแบบน้ีจะส่งใบกากับสินค้าและใบส่ังซื้อให้กับผู้ตรวจสอบ
เพื่อเทยี บเคยี งกบั ผลการตรวจสอบ
50
2.2 แบบ Blind Check เป็นการตรวจสอบสินค้าโดยไม่ทราบจานวน เป็นแบบท่ีไม่ส่งใบกากับ
สนิ คา้ และใบส่ังซ้ือใหก้ ่อน
รูปภาพท่ี12 ตัวอย่างการรับสินค้าเขา้ คลังสินคา้
ทม่ี าของรปู ภาพ : http://www.bangkokdistributionlogistics.com/index.php/services-mind
2.3 แบบ Spot Check ใช้สาหรับการตรวจสอบสินค้าจานวนมาก และเป็นสินค้ามีรายการ
ปลีกย่อย ราคาไม่แพง เพราะจะเป็นการเสียเวลาถ้าตรวจสอบทุกหีบห่อ ดังน้ันจึงใช้วิธีตรวจสอบแบบสุ่ม
ตัวอย่าง
3. การขนส่งสินค้า เป็นการส่ังซื้อสินค้าจากผู้ขายโดยมีเง่ือนไขในการจัดส่งท่ีผู้ซ้ือจะต้องกาหนด
วิธีการขนส่ง โดยผู้จัดซ้ือจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากแบบของการขนส่ง โดยคานึงถึง
ความสะดวกรวดเรว็ และความปลอดภัยในการขนส่ง
4. การจดั ส่งคืนสนิ คา้ การสง่ คืนสนิ คา้ จะเกิดขึน้ ไดใ้ น 3 กรณีดว้ ยกันคอื
4.1 สนิ คา้ มีคณุ ภาพ สี ขนาด ไมต่ รงกบั ท่สี ่ังซอื้
4.2 สินคา้ ที่ได้รับมสี ภาพชารุด
4.3 สินค้าท่ีฝากขายนนั้ ไม่สามารถขายได้
การทาเคร่อื งหมายและตดิ ราคา
การทาเครื่องหมายและตดิ ราคา เป็นกระบวนการหนึ่งที่แผนกรบั สนิ คา้ จะจัดทาป้ายแสดงราคา ซึง่
มีรายละเอียดท่ีแสดงรหัสของสินค้ารวมทั้งราคาของสินค้าอย่างชัดเจน และนาไปติดไว้ท่ีตัวสินค้า ก่อนที่
จะทาการจดั สง่ ไปยงั แผนกขายสนิ ค้า
เหตุผลที่ต้องทาเคร่อื งหมายสนิ ค้า มีดงั น้ี
1. ช่วยให้ความสะดวกกับลกู คา้ ทาใหเ้ กิดความสะดวกในการขาย
2. ป้องกันการขายสินค้าผดิ ราคา
3. ป้องกนั การตอ่ รองราคา
4. ช่วยทาใหก้ ารควบคุมสนิ ค้าคงคลังทาไดง้ ่าย
51
รายการในป้ายหรือสลากของเคร่ืองหมายสินค้า จะแตกต่างกันไปตามความคิดเห็นของแต่ละ
รา้ นคา้ วา่ ควรจะบรรจุรายการอะไรบา้ ง ซึ่งตามปกตจิ ะมรี ายการ ดังน้ี
1. ราคาตน้ ทุนของสินคา้ สว่ นมากมักกาหนดเปน็ Code
2. ชอื่ ของผูผ้ ลิตหรือพ่อคา้ ส่งท่ซี ้อื สนิ คา้ อาจจะใชเ้ ป็นอกั ษรย่อหรือเลขรหสั
3. วันท่ีซอื้ สินคา้ มา เพ่ือจะได้ตรวจสอบวา่ สนิ ค้าตกค้างอยนู่ านเพียงใด
4. ราคาจาหน่ายปลีก ส่วนมากใชบ้ อกเป็นตัวเลขธรรมดา เพ่อื ใหล้ ูกคา้ อา่ นได้เอง
แบบของการทาเคร่ืองหมาย อาจแตกต่างกนั ดงั น้ี
1. ใชแ้ บบเขียนลงไปบนกล่องหรอื หีบห่อของสินค้านั้นเองเองได้
2. ใช้ตรายางประทบั
3. ใชป้ า้ ยหรอื สลาก ซ่งึ มหี ลายชนดิ เช่น ปา้ ยกาว ปา้ ยตดิ ด้วยเข็มหมดุ ป้ายผกู ด้วยเชอื ก ฯลฯ
การดูแลสินค้าเพ่อื ขาย
ร้านคา้ ปลีกไมว่ ่าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ จะมเี จา้ หนา้ ทคี่ อยดูแลสินคา้ ใหส้ ะอาดอยู่ในสภาพพร้อม
ที่จะขาย ถ้าเป็นร้านค้าขนาดเล็กก็อาจจะให้พนักงานขายเป็นผู้ทาหน้าท่ีดูแลสินค้าพร้อมไปด้วย แต่ถ้า
เป็นรา้ นค้าขนาดใหญ่ กอ็ าจจะแยกหนา้ ที่ขายต่างหากจากการดูแลสนิ คา้ โดยเจา้ หนา้ ทเี่ ฉพาะนี้จะเรยี กว่า
Stock Keepers ทาหน้าทีด่ แู ลสตอ็ กสนิ ค้าและจัดส่งจากหอ้ งเก็บขนึ้ ไปให้ฝ่ายขาย การดแู ลสินคา้ เพื่อขาย
นัน้ อาจจะมีวธิ กี ารดแู ลแตกต่างกันตามชนิดของสนิ ค้าหรือแบบของการขายคือ
1. การขายแบบให้ลูกค้าบริการตนเอง (Self-Service Stores) พนักงานจะต้องดูแลสินค้าให้สด
สะอาดและมวี างขายในจานวนทพ่ี อเหมาะ จะต้องมีการตรวจนับสินค้าเปน็ ประจา
2. การขายในร้านค้าที่ต้องใช้พนักงานขาย (Salesperson Service Stores)พนักงานขายจะมี
หน้าท่ีและความรับผิดชอบในร้านค้าหลายอย่าง เช่น การนาสินค้าออกให้ลูกค้าชม จัดสินค้าท่ีขายให้เป็น
ระเบียบ คอยระวังไม่ใหล้ ูกคา้ ทาสินค้าเสยี หาย คอยเติมสนิ คา้ มิใหพ้ ร่องจากช้นั วางสินคา้
ทัง้ สองวิธดี งั กล่าวจะต้องมีใบรายการแสดงจานวนขั้นต่าของสนิ ค้า (Basic Stock List) และจะต้อง
นาวางไว้เพ่ือเป็นเกณฑ์ในการจัดวางสินค้าบนชน้ั วางสนิ ค้า
วิธกี ารดูแลสินค้าเพือ่ ขาย
1. ดแู ลสนิ ค้าให้ใหม่สด สะอาดอยู่เสมอ และมสี ินค้าวางขายอย่างเหมาะสม จัดไปเปน็ ระเบียบตาม
หมวดหม่แู ละประเภทของสนิ ค้า
2. นาสินค้าออกให้ลูกค้าชมด้วยความระมัดระวัง เม่ือลูกค้าชมเสร็จแล้วต้องเก็บไว้ให้อยู่ในสภาพ
เรียบร้อย
3. จดั วางสนิ คา้ ที่ขายใหเ้ ปน็ ระเบียบ ทาความสะอาดปัดฝ่นุ ละอองทกุ วัน
4. ทาหน้าที่จดั แสดงสนิ คา้ ณ แหลง่ ขาย ทาให้สนิ คา้ สะดุดตา
5. การจัดวางสนิ คา้ ต้องเอาด้านท่ีมีเครื่องหมายการค้าหรือตราแสดงใหเ้ ห็นชดั เจนอยู่เสมอ ดแู ลติด
ป้ายราคาให้ครบทุกช้ิน ป้ายราคาควรติดไว้ในตาแหน่งที่อยู่ด้านล่างของขอบหรือกล่อง หรือชิดมุมใดมุม
หนงึ่ เสมอ
52
รูปภาพที่13 การรักษาความสะอาดของร้านคา้ มผี ลต่อผ้ซู ื้อ
ท่ีมาของรูปภาพ : https://www.ryt9.com/s/prg/3101868
การรักษาสนิ คา้ ในสตอ๊ ก
การรักษาสินค้าในสต๊อก เป็นเรื่องเก่ียวกับการรักษาสภาพของสินค้าให้ดี พร้อมท่ีจะจาหน่าย ซึ่งมี
เกณฑ์ในการปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
1. ป้องกันสินค้า โดยการรักษาความสะอาดของสินค้า โดยการนาสินค้าบรรจุในกล่องหรือถุงเพื่อ
ป้องกนั ฝนุ่ ละอองทจี่ ะทาให้สินค้าเสียหายได้
2. จดั สนิ คา้ ใหห้ าได้ง่าย โดยการจัดวางสินค้าให้เป็นระเบียบ ตามแผนผังท่กี าหนดไว้ เพ่อื ให้ง่ายต่อ
การค้นหา
3. เพิ่มเติมและตกแตง่ สนิ ค้าทว่ี างขาย พนกั งานจะตอ้ งคอยดแู ลสนิ ค้าอย่าใหพ้ ร่องจากชั้นวางสินค้า
และตอ้ งรูจ้ ักการจดั ตกแตง่ เพ่อื เปน็ การกระตุ้นใหล้ ูกค้าเกดิ ความต้องการสินคา้
4. ปรับปรุงและแก้ไขสภาพของสินค้าที่เส่ือมหรือชารุด พนักงานตอ้ งคอยตรวจดูว่ามสี ินค้าใดบ้างที่
ชารดุ เสียหาย ถ้าสามารถซ่อมแซมไดก้ ใ็ หส้ ่งไปยังแผนกซ่อมแซม เป็นการป้องกนั ไม่ให้ร้านคา้ เสยี ภาพพจน์
เกย่ี วกบั คณุ ภาพของสินคา้ ท่ีจาหน่าย
5. รายงานสนิ คา้ ท่ชี ารดุ บกพรอ่ งต่อหวั หน้าควบคุมสนิ ค้า
6. ช่วยเหลือในการพิจารณาว่าควรซื้อสินค้าไดมาจาหน่าย ซึ่งร้านค้าปลีกจะใช้ Want Slips ให้
พนักงานขายกรอกรายการสนค้าทีล่ ูกค้าต้องการ เพื่อผู้จดั ซอื้ จะได้จดั ซ้ือต่อไป
การนบั จานวนสนิ ค้าคงคลัง
การนับสินค้าคงคลงั มี 4 วธิ ี คอื
1. การบันทึกโดยพนกั งาน
เป็นการบันทึกโดยใช้พนกั งานสต็อกเป็นผูบ้ ันทึก เป็นวิธีการนยิ มใช้กันในการควบคุมปริมาณสนิ คา้
โดยใชบ้ ตั รสนิ คา้ (Stock Card) ควบคมุ ผใู้ ชว้ ธิ ีน้สี ว่ นใหญ่เปน็ ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก จะมีรายการสินค้าใน
บัตรสินค้าไม่มาก จะมีท้ังหมดเพียง 50-100 ใบ บันทึกการรับ-จ่ายสินค้าในแต่ละชนิด ทาให้ทราบความ
เคลื่อนไหวของสินค้าแตล่ ะชนดิ
53
2. การใช้เครอ่ื งเกบ็ เงินแบบธรรมดา
ในการขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า จะใช้เคร่ืองเก็บเงินบันทึกสินค้าของแต่ละแผนกสินค้า การ
บนั ทึกโดยใชเ้ ครื่องเกบ็ เงนิ แบบธรรมดาน้จี ะเปน็ การบันทึกแบบ Dollar Control จึงเหมาะกบั การควบคุม
สินค้าหน้าร้าน เพราะข้อมูลท่ีได้จากเคร่ืองเก็บเงินแบบนี้จะสามารถนาไปใช้ในการควบคุมปริมาณสินค้า
คงคลัง และสามารถนาไปวเิ คราะหก์ ารขายของร้านคา้ ได้อกี ด้วย
3. การใช้เครอ่ื งเก็บเงนิ แบบอิเลก็ ทรอนิกส์
การใช้เครื่องเก็บเงินแบบนี้จะเหมาะกับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ในการบันทึกข้อมูลน้ันเครื่องจะ
สามารถคานวณระดับปริมาณของสินค้าคงคลังได้ทันที และเม่ือถึงจุดท่ีสินค้าลดลงในระดับที่กาหนด
ปริมาณขั้นต่าไว้ เคร่ืองจะทาการส่ังซ้ือสินค้าโดยอัตโนมัติ และสามารถนามาบันทึกข้อมูลเก่ียวกับการให้
เครดิตของลกู คา้ ได้ รวมทั้งการนาเอาขอ้ มูลจากเคร่อื งทบี่ ันทึกนามาคานวณตามตารางราคาได้
4. การใชพ้ นกั งานนบั
คอื การนบั สนิ ค้าโดยการใชพ้ นักงานในการนับตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป ช่วยกนั นับและบนั ทึกสินคา้ ที่นับได้
มีลักษณะการทางานเป็นทีม เป็นการตรวจนับเพ่ือให้ทราบจานวนของสินค้าคงคลังท่ีแท้จริงที่อยู่ใน
คลังสนิ คา้ เพื่อนามาเปรียบเทยี บกบั ข้อมูลทางบญั ชี
การใช้ระบบ Barcode และคอมพิวเตอร์ชว่ ยในการบรหิ ารสินคา้ คงคลงั
Barcode หรือ รหัสแท่ง คือ สัญลักษณ์ (Symbol) ที่อยู่ในรูปของแท่งบาร์สามารถอ่านได้ด้วย
เครื่องสแกนเนอร์ (Scanner) รหัสแท่งจะประกอบด้วยบาร์ท่ีมีสีเข้มและช่องว่างสีอ่อน บาร์เหล่าน้ีเป็น
ตวั แทนของตวั เลขหรือตัวอักษร
ประเภทของบาร์โคด้
1. โค้ดภายใน (Internal Code) เปน็ บารโ์ คด้ ทีท่ าข้นึ ใช้เองในองค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถนาออกไป
ใชภ้ ายนอกได้
2. โค้ดมาตรฐานสากล (Standard Code) ทเ่ี ปน็ ทีร่ ู้จกั และนิยมใช้กนั อยา่ งแพร่หลายท่ัวโลกมี 2
ระบบ คอื
2.1 ระบบ EAN (European Article Numbering) เร่ิมใช้เมื่อปี พ.ศ. 2519 มีประเทศต่าง ๆ
ใช้มากกว่า 90 ประเทศท่ัวโลกในภาคพื้นยุโรป เอเชีย และแปซิฟิก ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา รวมทั้ง
ประเทศไทย
2.2 ระบบ UPC (Universal Product Code) เรม่ิ ใช้เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยมกี ารใชแ้ พร่หลายใน
ประเทศสหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
54
EAN UCC
(EAN International) (Uniform Code Council)
กาหนดเลขรหสั ใหป้ ระเทศ กาหนดเลขรหสั ให้บริษัทผ้ผู ลติ โดยตรง
(ปจั จบุ ันจดทะเบยี นท่ี EAN Thailand)
กาหนดเลขรหสั ประจาตวั บริษัท
(GLN) ใหแ้ ก่สมาชิก
ผู้ผลติ กาหนดเลขรหัสสินค้า ผผู้ ลติ
(GTIN) ให้ตนเอง กาหนดเลขรหัสใหส้ นิ ค้าตนเอง
ระบบ UPC
ระบบ EAN
ความหมายของเลขหมายประจาตวั สนิ ค้า
เลขหมายประจาตัวสินค้า คือ เลขหมายที่ระบุบนตัวสินค้าชนิดใดชนิดหน่ึง ที่มีลักษณะเฉพาะตัว
ระบบหมายเลขน้ีเป็นท่ีเข้าใจถึงตัวสินค้า เช่นเดียวกับในระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดจาหน่าย ผู้ค้าปลีก และ
ผบู้ รโิ ภค โดยไมซ่ ้าซอ้ นกบั สินคา้ อนื่ ๆ ตัวอย่างของเลขหมายประจาตัวสนิ คา้ ไดแ้ ก่
8850000000000 (EAN-13)
88500000 (EAN-8)
รูปภาพที่14 ตวั อยา่ ง8850000000000 (EAN-13)
55
ท่ีมาของรปู ภาพ : http://www.batc.co.th/knowledge.htm
รูปภาพท่ี15 ตวั อยา่ ง88500000 (EAN-8)
ทม่ี าของรปู ภาพ : https://cloudshop.ru/portal/
EAN International กาหนดรหัสประเทศ
รหัส ชอ่ื ประเทศ รหัสประเทศ ชอื่ ประเทศ
ประเทศ
จีน
00-13 สหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา 690-693 เกาหลีใต้
880 ไทย
20-29 เลขหมายทีใ่ ชภ้ ายใหน่วยงาน 885 สงิ คโปร์
888 วารสาร (ISSN)
30-37 ฝรัง่ เศส 977 หนงั สือ (ISBN)
978
400-440 เยอรมนี
460-489 รัสเซยี
471 ไตห้ วนั
54 เบลเยยี ม/ลักเซมเบิร์ก
ประโยชนข์ องการตดิ บารโ์ ค้ดมาตรฐานสากลกับตัวสนิ คา้
การนาบารโ์ ค้ดมาตรฐานสากลมาใชใ้ นธุรกจิ การค้า จะมีคณุ ประโยชนห์ ลายประการ คือ
1. ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการทางาน การซ้ือขายสินค้าจะมีความสะดวกรวดเร็วมากข้ึน
โดยเฉพาะการรบั ชาระเงนิ การออกใบเสรจ็ การตดั สนิ ค้าคงคลัง
2. ง่ายต่อระบบสินค้าคงคลัง คอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมกับเคร่ืองสแกนเนอร์ จะตัดยอดสินค้าโดย
อัตโนมัติ จึงสามารถให้ข้อมูลเก่ียวกับการหมุนเวยี นสินค้า สินค้ารายการใดจาหน่ายได้ดีหรือมีสินค้าเหลือ
เทา่ ใด
56
3. ยกระดับมาตรฐานสินค้า การระบุบาร์โค้ดแสดงข้อมูลสินค้าของผู้ผลิตแต่ละรายผู้ผลิตคานึงถึง
ก า ร ป รั บ ป รุ ง คุ ณ ภ า พ สิ น ค้ า เพ่ื อ รั ก ษ า ภ า พ ลัก ษ ณ์ ข อ ง สิ น ค้ า แ ล ะ ส อ ด ค ล อ ง ม า ต ร ฐ าน
ผลิตภณั ฑอ์ ตุ สาหกรรม เรอ่ื งการแสดงขอ้ มลู สนิ ค้า
4. สร้างศักยภาพเชิงแข่งขันในตลาดตา่ งประเทศ บาร์โค้ดมาตรฐานสากลเปน็ เครื่องบ่งช้ีถึงสนิ คา้ ที่
เช่ือถือได้ การมีเลขหมายประจาตัวสินค้า ทาให้ผู้สนใจสามารถทราบถึงแหล่งผู้ผลิตและติดต่อซ้ือขายกัน
ได้สะดวกโดยตรง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑเ์ พอ่ื ส่งเสริมการสง่ ออก
5. เพิ่มประสิทธิภาพในระบบการบริหารจัดการ ซัปพลายเชน โดยการใช้ข้อมูลจากบาร์โค้ด
มาตรฐานสากล ชว่ ยให้ผ้ปู ระกอบธรุ กจิ สามารถไดร้ ับข้อมลู ทางการผลิต การค้าได้ทนั ทีและถกู ต้องแม่นยา
ทาให้สามารถตัดสินใจวางแผนบริหารงานด้านการผลิต สินค้าคงคลัง ด้านการขนส่ง การจัดซื้อ และ
การตลาดเปน็ ไปอย่างรวดเร็วและมปี ระสิทธภิ าพ
ความหมายของ EDI
ปัจจุบันข้อมูลที่อยู่ในเอกสารส่วนมากจะพิมพ์มาจากคอมพิวเตอร์ และเป็นข้อมูลก่อนที่จะอัปเดต
ข้อมูลทไ่ี มอ่ ัปเดตเหล่าน้ี ผู้ทีร่ ับไป (เช่น ลกู ค้า ฯลฯ) จะนาไปเขา้ คอมพิวเตอรอ์ ีกเมื่อเวลาผ่านไปถ้านาเอา
ขอ้ มูลเหล่านี้ไปใช้ เชน่ บริษัทตอ่ บริษัทติดต่อกนั ระบบคอมพวิ เตอร์จะทางานชา้ ส้นิ เปลอื งคา่ ใช้จ่าย และ
ได้ข่าวสารข้อมูลที่ไม่น่าเช่ือถือ ทั้งหมดน้ีคือปัญหาสรุปแล้ว การติดต่อในวงการธุรกิจ (หรือวงการใด ๆ ก็
ตาม) ข่าวสารข้อมูลจะตอ้ งรวดเรว็ ไม่สนิ้ เปลืองคา่ ใชจ้ า่ ยและช่วยให้สามารถตัดสินใจไดถ้ ูกตอ้ ง
EDI หรือ Electronic Data Interchange คือ ระบบส่งถ่ายทอดข่าวสารข้อมูลจากคอมพิวเตอร์
เครื่องหนึ่งไปยงั อกี เครอื่ งหน่ึง ในรูปของสญั ญาณอเิ ล็กทรอนกิ ส์โดยมนุษยเ์ ราเข้าไปยุ่งเกย่ี วน้อยทีส่ ุด
ประโยชนข์ องการใช้ EDI
1. EDI ชว่ ยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านงานธุรการและขั้นตอนดาเนินการ
2. กระบวนการธรุ กจิ รวดเรว็ คลอ่ งตัว
3. EDI ช่วยวางแผนและกลยทุ ธ์ทางธรุ กิจ
EDI กบั Product Numbers
การท่ีรู้ว่าเป็นสินค้าตัวใด วิธีที่ดีท่ีสุดคือ บอกเลขรหัสหรือ Code บางแห่งอาจใช้ป้ายติดซ่ึงจะไม่
ชัดเจนแม่นยาเท่ารหัส นอกจากน้ี Standard Messages EDI ยังใช้กับ International Codes ต่ไปใน
อนาคตจะชว่ ยให้การทาธรุ กจิ งา่ ยข้นึ และ EAN ได้จดั วางโครงสรา้ งพนื้ ฐานเตรยี มพรอ้ มไวใ้ หแ้ ลว้
ในระบบจาหน่ายแบบโลกาภิวัตน์เช่นปัจจุบัน International มากเป็นพิเศษ ในระบบรหัสตัวเลข
สากลของ EAN นน้ั สินค้าทุกชนดิ ทกุ ประเภทไมว่ ่าจะผลติ หรือจาหน่ายที่ใด จะมรี หัสประจาทีแ่ น่นอน ไม่
มีการคลาดเคลื่อนสับสน และในกรณีจาเป็นก็จะสามารถเขียนหรือติดท่ีสินค้าได้ ซึ่งจะสามารถอ่านได้ทั้ง
โดยคนและเครื่องช่วย ทาให้สามารถระบุหรอื จาแนกได้อยา่ งรวดเร็ว แนน่ อน และชัดเจน
ประโยชน์และข้อได้เปรยี บจากการใช้ EDI
1. ประหยัดเวลาและลดค่าใช้จา่ ยในการบริหารงานและจัดเก็บเอกสารตา่ ง ๆ
2. ลดคา่ ใชจ้ า่ ยในการจัดส่งเอกสารและปญั หาการสูญหาย
57
3. ลดปญั หาและเวลาในการจัดเกบ็ สนิ คา้ คงคลัง
4. มีระบบฐานขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง
5. ลดความผิดพลาดอันเน่ืองมาจากการบนั ทึกข้อมลู ซ้าซ้อน
6. มีระบบข้อมลู ข่าวสารทีท่ นั สมัยพรอ้ มทจ่ี ะนามาใชใ้ นการบรหิ ารงานได้ทนั ต่อความต้องการ
7. ช่วยให้การเก็บเงินเร็วขึ้น และลดปัญหาการดาเนินการเก่ียวกับการดูแลเงินสดและเช็ค ด้วย
ระบบชาระเงินผ่านธนาคารทางอิเลก็ ทรอนกิ ส์ (EFT)
8. เพม่ิ โอกาสทางการตลาด ซ่งึ จะทาใหไ้ ดเ้ ปรยี บในการดาเนินธรุ กจิ เหนอื คแู่ ข่งท่ีอยนู่ อกระบบ
ท่ีมา : สถาบนั รหัสสากล
สภาอตุ สาหกรรมแห่งประเทศไทย
www.eanthai.org
สรุปสาระการเรยี นรู้บทที่ 6
สินค้าคงคลัง คือ สินค้าท่ีมีไว้ในกิจการในจานวนท่ีเหมาะสมและเตรียมพร้อมสาหรับการจาหน่าย
เพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้า โดยวิธีการควบคุมสินค้าคงคลังมี 2 วิธี ได้แก่ การควบคุมสินค้าเป็น
จานวนเงินและจานวนหน่วย นอกจากนี้ การควบคุมสินค้าคงคลังท่ีมีประสิทธิภาพจะต้องคานึงถึงการ
รับเขา้ คลงั สนิ ค้าและการตรวจสอบสินค้าเปน็ จานวนหน่วย
แบบฝกึ หัดบทที่ 6
การควบคุมสนิ ค้าคงคลัง
จงหาความหมายดังต่อไปน้ี
1. การควบคมุ สนิ ค้าคงคลงั มีวัตถปุ ระสงค์ในเรื่องใด
2. จงอธบิ ายข้ันตอนในการรับสินค้ามาใหเ้ ข้าใจ
3. การทาเคร่อื งหมายและติดราคามคี วามสาคญั อยา่ งไรจงอธิบายให้เข้าใจ
4. จงอธบิ ายวธิ ีการดูแลสนิ ค้าเพ่ือขายมาใหเ้ ขา้ ใจ
5. การรักษาสนิ คา้ ในสต๊อกมีหลักเกณฑใ์ นการปฏบิ ัติอย่างไรจงอธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจ
6. การนับจานวนสินคา้ คงคลังมกี ี่วธิ จี งอธิบายทุกวธิ ี
7. บารโ์ คด้ แบ่งเป็นก่ปี ระเภทแตล่ ะประเภทมลี ักษณะอย่างไร
8. จงเขียนโครงสรา้ งของระบบบาร์โคด้
9. จงอธบิ ายความหมายของเลขหมายประจาตวั สินค้า
10. การจดั สง่ คนื สนิ คา้ จะเกิดข้นึ ได้
58
ใบงานท่ี 6
บนั ทึกสินคา้ (Stock Card)
ตอนท2่ี กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาชแี้ จง้
1. ให้นกั ศกึ ษาทาใบโบรช์ ัวร์สนิ คา้
2. ให้ออกแบบใบบนั ทกึ สินค้า (Stock Card)
3. นาสินค้าท่อี ยู่ในใบโบรชวั ร์มาบันทึกลงในใบบันทกึ สนิ ค้า โดยกาหนดจานวนในการบนั ทึกเอง
บทท7ี่ การกาหนดราคาขายปลีก
และขายสง่
สาระสาคญั
การดาเนินงานทางการตลาดมีปัจจัยท่ีสามารถควบคุมได้หรือส่วนผสมทางการตลาด เป็นสิ่งที่
จะต้องนามาผสมผสานกันอยา่ งเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพือ่ ความสาเรจ็ ในการดาเนินงาน และชว่ ยให้
กจิ การบรรลถุ ึงเปา้ หมายทวี่ างไว้ ซ่งึ ประกอบไปดว้ ย 4 P’s ไดแ้ ก่ Product (ตวั ผลติ ภณั ฑ์), Price (ราคา),
Place (ชอ่ งทางการจาหนา่ ย), Promotion (การส่งเสริมการตลาด) ซ่ึงราคาขายเป็นปจั จัยทีม่ ีความสาคัญ
ต่อการค้าปลีกและการค้าส่งเป็นอย่างมาก การกาหนดราคาขายท่ีไม่ถูกต้องอาจทาให้ธุรกิจล้มเหลวได้
ดังนั้นผู้ค้าปลกี และผคู้ ้าส่งจึงต้องศกึ ษาถึงปจั จัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการกาหนดราคาขาย กลยุทธ์ท่ีใช้ในการ
กาหนดราคาขาย วิธกี ารกาหนดราคา รวมถึงวธิ กี ารในการลดราคาสินคา้ อีกด้วย
ราคาขายเปน็ ปจั จยั ที่มคี วามสาคญั ต่อการคา้ ปลีกและการค้าสง่ เป็นอย่างมาก การกาหนดราคาขาย
ท่ีไม่ถูกต้องอาจทาให้ธุรกิจล้มเหลวได้ ดังนั้นผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่งจึงต้องศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ท่ีเก่ียวกับ
การกาหนดราคาขาย กลยุทธท์ ่ีใชใ้ นการกาหนดราคาขาย วธิ ีการกาหนด
ความหมายของการกาหนดราคาขาย
การกาหนดราคา (Pricing) หมายถึง การบวกเพ่ิม (Mark-up) จานวนเงินบวกเข้าไปในราคาของ
ตน้ ทุนสนิ คา้ ราคาทอ่ี อกมาคือราคาขาย
ส่วนบวกเพิ่ม (Mark-up) = ราคาขาย - ตน้ ทนุ สินค้า
หรือ ราคาขาย = ตน้ ทุนสินคา้ + ส่วนบวกเพิม่
59
ลักษณะการกาหนดราคาขาย
การกาหนดราคาขายในการขายปลีก ขายส่ง มีลกั ษณะท่สี าคญั ดงั นี้
1. การกาหนดราคาต่ากว่าคู่แข่งขัน
การกาหนดราคาต่ากว่าคู่แข่งขันนั้น เป็นการกาหนดราคาเพ่ือจูงใจให้ผู้ซื้อซื้อสินค้ามากขึ้น ทาให้
สนิ ค้าหมุนเวยี นอยา่ งรวดเร็ว เป็นการลดค่าใชจ้ ่ายดา้ นบริการต่าง ๆ เช่น การสง่ ของ การให้เครดิต รวมท้ัง
เปน็ การลดต้นทุนด้านสนิ คา้ คงคลังใหน้ ้อยลง
2. กาหนดราคาสงู กว่าคูแ่ ขง่ ขัน
การกาหนดราคาสูงกว่าคู่แข่งขันน้ันเป็นการต้ังราคาโดยให้ผู้ซื้อมีความรู้สึกว่าได้รับสิ่งตอบแทน
คมุ้ คา่ กับที่ตอ้ งจ่ายค่าสินคา้ ในราคาสูง สง่ิ ตอบแทนเหลา่ น้ี ไดแ้ ก่
1) ชื่อเสียงของร้านค้า ร้านค้าท่ีจาหน่ายแต่สินค้าคุณภาพ จะได้รับความไว้วางใจจากผู้ซอ้ื
ทาใหผ้ ซู้ ื้อเต็มใจท่ีจะจ่ายเงนิ เพ่ิมสงู ขึ้นเพ่ือจะแลกกับความมีช่ือเสียงของทางร้านคา้ ที่ขายสินค้าที่
มีคุณภาพ
2) ความสะดวกในการเดนิ ทางไปยังรา้ นค้า ร้านค้าทตี่ ัง้ อยู่ในบรเิ วณท่ีผู้บรโิ ภคสะดวกท่ีจะ
ไปหาซ้อื สินคา้ จะสามารถกาหนดราคาไวส้ งู กวา่ คู่แข่งขนั ไดม้ ากกว่ารา้ นคา้ รายอ่นื ๆที่อยหู่ ่างไกล
ออกไป เช่น ร้านค้าท่ีอยู่ในหมู่บ้าน ใกล้บ้านพักอาศัย จะสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงกว่า
ร้านค้าอ่นื ทีไ่ กลออกไป
3) การขยายเวลาในการจัดจาหน่ายผู้ค้าปลีกท่ีสามารถขยายเวลาในการจาหน่าย
สินค้าออกไปได้มากกวา่ คู่แข่งขัน จะทาให้กาหนดราคาไดส้ ูงกวา่ ในระดับปกติได้ เช่น รา้ นสะดวก
ซื้อที่เปิดขายตลอด 24 ช่ัวโมง
4) สินค้าท่ีขายไม่มีคู่แข่งขัน ร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าชนิดใดก็ตามที่ไม่มีคู่แข่งขันชื่อ
ร้านคา้ ทีไ่ ดร้ บั สิทธิพิเศษเปน็ ตัวแทนจาหนา่ ยแต่เพียงผกู้ ส็ ามารถกาหนดราคาได้สงู กว่าปกตไิ ด้
5) สินค้าสมัยนิยม ผู้ค้าปลีกท่ีขายสินค้าประเภทสมัยนิยม เช่น เส้ือผ้าสาเร็จรูปมักจะ
กาหนดราคาสินค้าได้สูงกว่าคู่แข่งขันที่ขายสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าสมัยนิยม เพราะผู้ซ้ือความเต็มใจที่
จะจ่ายเงินซือ้ สินค้านัน้ แมว้ า่ ราคาจะแพงกต็ าม
3. การกาหนดราคาเท่ากบั คแู่ ขง่ ขัน
เพื่อป้องกันการแข่งขันในด้านราคาในสินค้าบางชนิด แต่ต้องการให้ไปแข่งขันในด้านอ่ืน ๆ
แทน ท้งั นีเ้ พ่ือต้องการทีจ่ ะดงึ คลผู้ซ้ือโดยทางอื่นมากกว่าทางดา้ นราคา เช่น การแขง่ ขันทางดา้ นการ
ส่งเสริมทางการตลาด สินค้าประเภทท่ีรู้จกั ย่ีหอ้ หรือตราของสนิ ค้าเป็นอย่างดี เช่น สบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ
ผู้ค้าปลีกจะกาหนดสนิ ค้าในราคาเดียวกันหมด เนื่องจากเป็นสินค้าที่ขายประจาจงึ ทาให้รู้ระดับราคา
ท่เี สนอขายเปน็ อยา่ งดี
ปจั จัยท่ีใช้ในการพิจารณาในการกาหนดราคาขาย
ในการกาหนดราคาขายน้นั นอกจากปัจจยั เก่ียวกับต้นทนุ ซื้อ ค่าใชจ้ ่าย และกาไรที่ต้องการแล้ว ยงั
มีปจั จยั อื่น ๆ ท่คี วรพจิ ารณาในการกาหนดราคาขาย ดังตอ่ ไปนี้
60
1. ความต้องการในสนิ ค้า
ความต้องการในสินค้า คือความต้องการของผู้บริโภคท่ีเกิดจากความแตกต่างกันในชนิดของสินค้า
เชน่ สนิ คา้ ประเภทเส้อื ผา้ สาเร็จรปู เครื่องตกแตง่ บ้านที่เน้นดา้ นศลิ ปะ ฯลฯ สินคา้ เหล่านี้จะมมี าตรฐานไม่
แน่นอนในความต้องการของลูกค้า เน่ืองจากความต้องการในสายตาลูกค้าน้ันมีความแตกต่างกัน ทาให้
การกาหนดราคาขายของสินค้าแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเดียวกัน และมีราคา
ต้นทนุ ในการผลิตเท่ากันกต็ าม
2. ชนิดของสนิ คา้
ชนิดของสินค้า หมายถึง ลักษณะของสินค้าท่ีจัดจาหน่ายจะมีความแตกต่างกันทาให้การกาหนด
ราคาของสินค้าแตกตา่ งกนั ไปดว้ ย
1) ชนิดของสินค้าท่ีเน่าเสียง่ายหรือเส่ือมคุณภาพเร็ว ในครั้งแรกจะต้ังราคาไว้ค่อนข้างสูง
เพือ่ ใหก้ าไรในระยะแรกไปชดเชยกบั การขาดทุนในภายหลังอนั เกิดจากสินค้าน้ันเน่าเสียหรือเส่ือม
คุณภาพ หรือเสื่อมความนิยมลง และจาเป็นต้องล้างสต๊อกในราคาต่า เช่น ผัก ผลไม้ เสื้อผ้า
ประเภทแฟชนั่ ฯลฯ
2) ชนิดของสนิ ค้าท่ีเน่าเสียยาก เปน็ สินค้าทเี่ ปน็ มาตรฐาน ไมจ่ าเปน็ ต้องดูแลรักษามากนัก
ไม่มีเงื่อนไขวันหมดอายุ หรือสินค้าที่ใช้เป็นประจา การกาหนดราคาจะเป็นไปตามมาตรฐานของ
ราคา เช่น สบู่ ยาสีฟนั ผงซักฟอก ฯลฯ
3. สภาพการแข่งขนั
เป็นการกาหนดราคาสินค้าโดยคานงึ ถงึ ร้านคา้ ที่ขายสนิ ค้าประเภทเดียวกนั วา่ มนี โยบายการต้งั ราคา
อย่างไร ลักษณะของร้านค้าของคู่แข่งขันเป็นอย่างไร มีรูปแบบการบริการแบบใด ส่ิงเหล่านี้จะเป็น
ตัวกาหนดว่าราคาสินค้าจะสูงหรือต่ากว่าคู่แข่งขัน เช่น ร้านค้าของเราบริการที่ประทับใจ การจัดตกแต่ง
รา้ นสวยงามนา่ สนใจ การกาหนดราคาสินค้าท่จี าหน่ายก็อาจจะราคาท่ีสงู กวา่ คแู่ ข่งขันได้ แต่ถ้าร้านคา้ ของ
เรามีการจากัดในเรื่องการบริการหรือจัดตกแต่งร้าน เพ่ือประหยัดค่าใช้จ่าย ในการกาหนดราคาสินค้าก็
อาจจะกาหนดให้ตา่ กว่าคูแ่ ข่งขนั ได้
4. นโยบายในการใหบ้ ริการ
นโยบายการให้บริการคือการให้บรกิ ารในรูปแบบต่าง ๆ เชน่ การใหส้ ินเช่อื การจัดส่งสนิ ค้าถงึ บ้าน
บริการท่ีจอดรถ ฯลฯ การให้บริการต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนหน่ึงที่จะนาไปบวกเพิ่มในราคา
สินค้า ซึง่ ลกู คา้ ยินดีที่จะจ่ายเพมิ่ เพ่ือความสะดวกของลกู คา้ เอง
61
รปู ภาพท่ี16 ตวั อย่างการให้บริการแก่ลกู คา้
ที่มาของรูปภาพ : https://www.techxcite.com/mobile/topic.html?id=28319
5. ความเคยชินเก่ยี วกบั ราคาสินคา้ ของผู้บริโภค
เป็นความคุ้นเคยต่อการจ่ายค่าสินค้าในราคาใดราคาหน่ึงมาเป็นระยะเวลานานเป็นราคาที่ลูกค้า
ยอมรบั ในระดบั ราคาน้ัน ๆ มาโดยตลอด ถ้าราคาสนิ คา้ ดังกลา่ วมรี าคาลดลงก็อาจจะทาให้ลูกค้าเกดิ ความ
สงสัยในตัวสินค้าวา่ จะมคี ุณภาพหรือไม่ แต่ถา้ ราคาสนิ ค้าดงั กลา่ วมีราคาสูงขึ้นก็จะทาใหล้ ูกคา้ ไมย่ อมรับใน
ราคาสินค้านัน้ เนือ่ งจากลูกคา้ จะมองวา่ รา้ นคา้ เอาเปรียบผู้บริโภค ขายสินค้าในราคาแพงเกินไปได้
การลดราคา
สินคา้
การตดั สนิ ใจ
ดา้ นราคา
การคานวณ กลยทุ ธใ์ นการ
ราคาสนิ คา้ กาหนดราคา
ขาย
แผนภาพแสดงการตัดสินใจดา้ นราคา
กลยุทธ์ในการกาหนดราคาขาย
1. การตัง้ ราคาตามหลักจติ วทิ ยา
การตัง้ ราคาตามหลกั จติ วทิ ยา เป็นการตงั้ ราคาโดยเอาความรูส้ กึ ทางด้านคณุ ค่าสนิ คา้ ของสนิ ค้าของ
ลกู คา้ มาเป็นแนวทางในการกาหนดราคา ไดแ้ ก่
1.1 การต้ังราคาขายแบบราคาเดียว (One-Price Selling) เป็นการต้ังราคาโดยกาหนด
ราคาสนิ ค้าในทุกรายการให้มรี าคาเดียว เชน่ ราคารองเท้าคูล่ ะ 199 บาททกุ คู่ ผู้ซอ้ื จะตอ้ งจ่ายเงินค่า
62
รองเท้า ละ 199 บาททุกคน การกาหนดราคาแบบนี้เป็นการสร้างความเช่ือมั่นให้กับลูกค้า เพราะ
ลูกค้าจะไม่ต้องกังวลกับการท่ีจะต้องจ่ายเงินสูงกว่าลูกค้ารายอื่น และไม่ต้องเสียเวลาในการต่อรอง
ราคากับผู้ซื้อ ทาให้การบริการและการควบคุมทาได้ง่าย ทาให้ผู้ค้าปลกี ประหยัดค่าใช้จา่ ยในการจ้าง
พนักงานขาย และมีเวลาไปทากจิ กรรมอยา่ งอ่ืน เชน่ การตกแต่งชัน้ วางสนิ ค้า การจดั วางสินคา้ ฯลฯ
1.2 การต้ังราคาแบบเลขค่ี (Odd-Number Pricing) เป็นการต้ังราคาให้ลูกค้ามีความรู้สึก
ว่าสินค้าที่จาหน่ายน้ันมีราคาถูก โดยการต้ังราคาหน่วยสุดท้ายให้ลงท้ายเป็นเลขค่ี เช่น การตั้งราคา
ให้ลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น เส้ือยืดราคาตัวละ 69, 99, 199 บาท ฯลฯ ทาให้มีความรู้สึกว่าราคาไม่สูง
กวา่ ราคาท่เี ป็นจานวนเตม็
รปู ภาพทึ่17 ตัวอย่างการตง้ั ราคาแบบเลขคี่
ทีม่ าของรูปภาพ : https://jiradabbc.wordpress.com/
1.3 การตั้งราคาสูงพิเศษ (Premium Pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าให้สูงกว่าสินค้าตรา
อ่ืน เพ่ือแสดงให้เหน็ ถึงความแตกต่างของสินค้า เป็นการสรา้ งความภูมิใจให้กับลูกค้าที่ได้ใชส้ ินค้านั้น
โดยใหค้ วามร้สู ึกว่าราคาสนิ ค้าทีแ่ พงน้นั เป็นสินค้าที่มีคณุ ภาพท่ีดเี ย่ียมและลูกค้าที่อยใู่ นกลุ่มชนช้ันสูง
เทา่ น้ันที่สามารถซอ้ื ได้ เชน่ นาฬกิ าโรเลก็ ซ์ ฯลฯ
1.4 การตัง้ ราคาล่อใจ (Leader Pricing) เปน็ การต้งั ราคาโดยการนาสินคา้ บางชนดิ มาขาย
ลดราคา เพ่ือเป็นการล่อใจให้ลูกค้าเข้ามาในร้าน โดยกาหนดราคาสินค้าที่เป็นตัวนาในราคา ต่ากว่า
ทุน ส่วนใหญ่จะใช้กับสินค้าท่ีมีราคาต่อหน่วยไม่สงู มากนัก มีการจากัดการซ้ือคนละไม่มาก และเป็น
สินค้าท่ีมีตราย่หี ้อทีท่ ุกคนรจู้ กั กนั เป็นอยา่ งดี
1.5 การตง้ั ราคาแบบเหย่ือล่อ (Bait Pricing) เป็นการตง้ั ราคาสนิ ค้าโดยการโฆษณาในราคา
ขายทีต่ ่ากวา่ คแู่ ขง่ ขนั เช่น การลดราคาในชว่ งเทศกาล ฯลฯ
63
รปู ภาพท่ี18 ตัวอยา่ งตงั้ ราคาแบบเหยอื่ ล่อ
ท่มี าของรูปภาพ : https://www.thpromotion.com/big-c-11-22-dec-2014/
2. การต้ังราคาโดยพจิ ารณาจากวงจรชีวิตสินคา้
เป็นการกาหนดราคาโดยการนาวงจรชีวิตสินค้ามาใช้ในการกาหนดราคาสินค้าในแต่ละช่วงเวลา
ไดแ้ ก่
2.1 การต้ังราคาแบบน้าขึ้นให้รีบตัก เป็นการตั้งราคาสูงในช่วงแนะนาสินค้าเข้าสู่ตลาด เน่ืองจาก
ต้องการให้คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาสินค้า ก่อนทจ่ี ะมสี ินค้าของคู่แข่งขันออกมาตัด
ราคา ส่วนมากจะใช้กับสินค้าประเภทที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ สินค้าประเภทนี้ เช่น แท็บเล็ต
โทรศัพท์มือถือ โนต้ บกุ๊ คอมพวิ เตอรร์ ่นุ ใหม่ ฯลฯ
2.2 การต้ังราคาเพอ่ื เจาะตลาด เป็นการตั้งราคาสินคา้ ให้ตา่ ในชว่ งแรกของการนาสินคา้ เขา้ สู่ตลาด
เพื่อต้องการให้สินค้าติดตลาด และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค การตั้งราคาแบบนี้จะใช้กับสินค้าอุปโภค
บริโภค ท่มี สี นิ ค้าอืน่ ทดแทนกันได้ เช่น สินคา้ ประเภทขนมขบเคียว ถา้ มรี าคาแพง ลกู คา้ จะหันไปซื้อสินค้า
ของคแู่ ข่งขัน แต่ถา้ สนิ คา้ นั้นอย่ใู นช่วงวงจรชวี ิตสนิ ค้าในชว่ งของการเติบโตเต็มท่ี ซึ่งมคี ู่แขง่ ขันเป็นจานวน
มาก อย่างเชน่ โทรศัพท์มือถอื จะมีราคาสงู ในชว่ งแรก แต่ราคาจะลดลงในชว่ งเวลาตอ่ มา
3. การตั้งราคาโดยพจิ ารณาจากนโยบายอนื่ ๆ
3.1 การตัง้ ราคาโดยการรวมสินค้า
คือการกาหนดราคาขายโดยการนาสินค้าหลายชิ้นมารวมกันเป็นชุด เช่น สบู่ 6 ก้อนแพ็ค
รวมกนั หรือการนาสินค้าท่ีมีลักษณะการใช้ควบคู่กนั แพ็ครว่ มกัน เช่น แชมพูสระผมรวมกับครีมนวด
ผม ฯลฯ
64
รปู ภาพท่ี19 ตวั อย่างการตง้ั ราคาโดยรวมสินค้า
ทม่ี าของรปู ภาพ : https://shopkaidee43.blogspot.com/
3.2 การต้ังราคาเพ่ือขจดั คู่แข่งขนั
เป็นการกาหนดราคาใหต้ ่ากว่าทุน เพ่ือเป็น การเจาะตลาดคู่แข่งขัน การตั้งราคาแบบน้จี ะ
ใช้ในช่วง
ระยะเวลาสั้น ๆ เท่าน้ัน
3.3 การต้งั ราคาแบบกลอบุ าย
เป็นการต้ังราคาโดยการปิดป้ายราคาสินค้าว่ามีการลดราคาสินค้าลงจากปกติ ซึ่งในความเป็น
จริงแล้วเป็นการลดราคาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ร้านค้าปลีกจะใช้ วิธีนี้ เช่น ร้านขายเส้ือผ้าติด
ป้ายราคาจากเดิม 100 บาท เหลือเพยี ง 89 บาท
รปู ภาพท2่ี 0 ตัวอยา่ งการต้งั ราคาแบบกลอุบาย
ที่มาของรูปภาพ : https://www.matichon.co.th/publicize/news_64174
65
วิธกี ารคานวณราคาสินค้า
การคานวณราคาของการคา้ ปลีก
การคิดส่วนบวกเพ่ิม (Mark-up) คือ ผลต่างระหว่างจานวนมาจากผู้ผลิตและขายไปให้แก่ลูกค้า
อีกราคาหนง่ึ การคิดสว่ นบวกเพ่ิม (Mark-up) แบง่ ออกเป็น
1. การตงั้ ราคาแบบบวกเพ่มิ จากราคาขาย (Mark-up on Sale)
เป็นการตั้งราคาโดยกาหนดส่วนท่ีเพิ่มข้ึนเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย การตั้งราคาแบบน้ีทาได้ 3
วิธี คือ
1.1 วธิ กี าหนดโดยราคา คอื การตั้งราคาขายโดยกาหนดราคาไว้ก่อน แล้วจงึ คานวณ
ส่วนบวกเพ่ิม เป็นวิธีท่ีจะทราบราคาขายและต้นทุน และต้องการทราบเปอร์เซ็นต์ของส่วน
บวกเพิ่ม มสี ตู รในการคานวณ ดงั น้ี
สูตร MU = R - C x 100
R
MU = สว่ นบวกเพม่ิ
R = ราคาขายปลีก
C = ราคาทุน
ตัวอยา่ ง ตน้ ทุนสนิ ค้า 40 บาท ตง้ั ราคาขาย 100 บาท ร้านค้าปลกี คดิ ส่วนบวกเพิม่ เปน็ เทา่ ใด
สตู ร MU = R - C x 100
R
MU = ?
R = 100
C = 40
วธิ ีทา MU = 100 - 40 x 100
100
MU = 60%
1.2 วิธีกาหนดโดยเปอร์เซ็นต์ คือการบวกเปอร์เซ็นต์ท่ีผู้ขายกาหนดให้ วิธีน้ี จะทาให้ทราบว่า
ตน้ ทนุ และเปอร์เซ็นต์จากส่วนบวกเพมิ่ เปน็ เทา่ ใด
สตู ร ราคาขาย = 100 x ตน้ ทุน
100 - MU
MU = สว่ นบวกเพ่ิม
R = ราคาขายปลกี
C = ราคาทนุ