ทักษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทกั ษะการคดิ
3) ทกั ษะการเรียนรู้
4) ทักษะการแก้ปญั หา
5) ทักษะกระบวนการทางานกลุ่ม
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
1) สบื คน้ ขอ้ มูล อภปิ ราย และอธบิ ายการถ่ายทอดยีนและโครโมโซมได้
2) อธิบายและสรุปไดว้ ่ายีนอยู่บนโครโมโซม
6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1) ใฝเ่ รยี นรู้
2) มงุ่ มั่นในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1) ครูทบทวนความรู้เกยี่ วกับพนั ธุศาสตรท์ ่ีนักเรียนไดเ้ รียนรู้มาแลว้ โดยเฉลยคาถามท้ายบทที่
นักเรียนได้ทามาแลว้ เพอ่ื ตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรียน
2) ครนู าเสนอ power point ใหน้ กั เรยี นดูรปู โครโมโซม แล้วตง้ั คาถามถามนักเรียน ดังนี้
- ส่งิ มีชวี ิตแต่ละชนดิ ท่ีมีลกั ษณะแตกต่างกนั จะมโี ครงสรา้ งและจานวนโครโมโซมแตกตา่ งกนั
หรือไม่
- ยนี และโครโมโซมเก่ียวขอ้ งกนั อยา่ งไร จงึ มบี ทบาทตอ่ การถ่ายทอดลักษณะของส่มิ ีชวี ิตได้
และถ้าโครงสร้างของโครโมโซมเปลี่ยนแปลงไป จะมผี ลต่อสง่ิ มชี วี ิตหรอื ไม่ อย่างไร
3) ครใู ห้นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายคาตอบ โดยครยู ังไม่เฉลยคาตอบท่ีถูกต้อง แลว้ ช้ีแจงให้นกั เรียนฟงั
วา่ ความคิดของนักเรียนจะถกู ตอ้ งหรอื ไม่ นักเรียนสามารถเรยี นรไู้ ดจ้ ากเรอ่ื งยีนและโครโมโซม
ข้นั จัดการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซง่ึ มีขน้ั ตอน ดังน้ี
1) ครูนาเสนอ power point ใหน้ กั เรยี นดูรูปการปฏิสนธิระหวา่ งสเปริ ์มกบั เซลล์ไข่ได้เป็นไซโกต
แล้วเจริญต่อไปเป็นเอ็มบริโอ แลว้ ตงั้ คาถามถามนกั เรยี นว่า “ยีนจากพอ่ แมถ่ า่ ยทอดไปสู่ลกู หลาน
ได้อย่างไร” ให้นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถามร่วมกนั
2) ครอู ธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจวา่ นกั วทิ ยาศาสตร์ได้ทาการศกึ ษา พบว่า เซลล์ซงึ่ เปน็ หน่วยพื้นฐานที่
สาคญั ของสง่ิ มชี วี ิตประกอบด้วยองค์ประกอบท่สี าคญั คือ นวิ เคลยี ส เมอื่ ใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศนส์ อ่ งดู
ภายในนวิ เคลยี สท่ยี ้อมสีแลว้ จะเหน็ โรงสร้างทม่ี ลี ักษณะเป็นเส้นเลก็ ๆ ขนกนั พนั เรยี กวา่
โครโมโซม ซง่ึ เปน็ โครงสร้างท่ีทาหนา้ ที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม เม่ือทาการศกึ ษาการ
เปลี่ยนแปลงของโครโมโซมจะพบวา่ มกี ารแบ่งเซลล์ 2 แบบ คอื การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และ
การแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ ซึง่ จะเห็นโครโมโซมชดั เจนมากในระยะเมทาเฟส
3) ครนู าเสนอ power point รูปแบบการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิส แลว้ อธบิ ายให้นกั เรยี นเข้าใจวา่
การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ เปน็ การแบง่ เซลล์เดมิ ออกเป็นเซลลใ์ หม่ 2 เซลล์ โดยเซลล์ใหมท่ ่ไี ดจ้ ะ
มีลกั ษณะทางพันธุกรรมเหมือนเดิมทกุ ประการ และมจี านวนโครโมโซฒเทา่ กับเซลล์เร่ิมต้นที่
เรียกวา่ ดพิ ลอยด์ (diploid)
4) ครูนาเสนอ power point รปู แบบการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส แลว้ อธบิ ายใหน้ กั เรียนเข้าใจวา่
เป็นการแบง่ เซลลท์ ่ีทาใหไ้ ดเ้ ซลล์ใหม่แต่ละเซลลท์ ่ีจานวนโรโมโซมลดลงคร่งึ หนง่ึ ของเซลล์เร่มิ ตน้
เรยี กวา่ แฮพพลอยด์ (haploid)
5) ครูตง้ั คาถามถามนกั เรียนว่า “นักเรยี นคิดว่ามหี ลกั ฐานอะไรท่ียืนยนั ได้วา่ ยีนอยบู่ นโครโมโซม”
นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคาถาม โดยไดข้ อ้ สรปุ รว่ มกนั ว่า การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม 7
ลกั ษณะที่เมนเดลได้ศึกษาไปนั้น ทาให้รวู้ ่าลักษณะดงั กลา่ วน้ีมียีนที่ควบคุมซ่งึ สามารถถ่ายทอด
มายงั ลกู ได้จากการปฏสิ นธริ ะหว่างเซลลไ์ ข่กบั สเปิร์มนัน้ สารพนั ธุกรรมจากพอ่ และแมจ่ ะ
ถ่ายทอดมายงั ลกู ไดจ้ ากการปฏิสนธริ ะหวา่ งเซลลไ์ ข่กยั สเปิร์ม ซง่ึ สารพนั ธุกรรมนน้ั กค็ อื ยนี บน
โครโมโซมนนั่ เอง
6) ใหน้ กั เรียนศึกษาทฤษฎโี ครโมโซมในการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมของวอตเตอร์ ซัตตนั ใน
หนงั สือเรยี น ซึง่ ซัตตัน ได้นาเสนอไว้ จนได้ข้อสรปุ รว่ มกันว่า ยีนอยบู่ นโครโมโซม
9. สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เร่อื ง การถา่ ยทอดยีนและโครโมโซม
2) หนังสือเรียนรายชวชิ า เพ่ิมเตมิ ชีววิทยา ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ของ สสวท
แหล่งการเรียนรู้
1) หนงั สอื หรือวารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ น็ต
10. การวดั และประเมินผล
เปา้ หมาย หลกั ฐาน เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
สาระสาคญั ถกู ตอ้ ง
-สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
-การถ่ายทอดยนี และโครโมโซม -สมดุ ถกู ต้อง
ผลการเรียนรู้ -สมุด -การถาม/ตอบ -การเขา้ ช้นั เรยี นสายไมเ่ กิน 15
นาที และจานวนครง้ั ทีเ่ ข้าเรยี น
-อธิบายและสรปุ การศกึ ษาพนั ธุ -ความตรงตอ่ เวลาและ มากกวา่ 80 %
จานวนคร้ังท่เี ขา้ เรยี น -สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
ศาสตร์ ของเมนเดล ความนา่ จะ ถูกตอ้ ง
เปน็ และกฎการแยก กฎแห่งการ
รวมกล่มุ อย่างอิสระ และการผสม
เพ่อื ทดสอบ รวมท้ังลกั ษณะทาง
พันธกุ รรมทน่ี อกเหนอื กฎของเมน
เดลได้
-ต้ังคาถามท่อี ย่บู นพ้นื ฐานของ
ความร้แู ละความเข้าใจทาง
วิทยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ
หรอื จากประเดน็ ทเ่ี กดิ ขึ้นใน
ขณะนัน้ ทสี่ ามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ ควา้ ได้
อย่างครอบคลุมและเช่อื ถือได้
คุณลักษณะ
-ใฝ่เรียนรู้ -การเขา้ ชน้ั
เรียน
-มงุ่ มน่ั ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทกึ หลงั การสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วธิ ีแกไ้ ข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทึกการส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจิราณัฐ สาธิพา
ความเห็นหวั หนา้ กลุ่มสาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทพิ วรรณ เมอื งมลู
ความเห็นของรองผู้อานวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเห็นของผอู้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นายปิยะ ใจชุ่ม
แผนการจัดการเรียนรู้
รหสั วิชา ว32142 ชอ่ื รายวิชา ชีววทิ ยา 2 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี 2
ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ยนี และโครโมโซม
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรอื่ ง การค้นพบสารพันธุกรรม เวลา 2 ชวั่ โมง
ผสู้ อน นางจิราณัฐ สาธพิ า
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม
วิวฒั นาการของสิ่งมีชวี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใช้เทคโนโลยีชวี ภาพทม่ี ผี ลกระทบต่อ
มนษุ ยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจติ วทิ ยาศาสตร์ สื่อสารสงิ่ ที่เรยี นร้แู ละนา
ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรียนรู้
1) อธบิ ายและสรปุ การถ่ายทอดยนี และโครโมโซม การคน้ พบสารพนั ธกุ รรม โครโมโซมองคป์ ระกอบ
ทางเคมีของดีเอ็นเอ และโครงสร้างของดีเอ็นเอ สมบัตขิ องสารพันธกุ รรม รวมทง้ั มิวเทชันได้
2) ต้งั คาถามที่อยู่ลนพ้นื ฐานของความรูแ้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรอื จาก
ประเดน็ ทเ่ี กิดขึ้นในขณะนัน้ ทีส่ ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาคน้ คว้าได้อย่าง
ครอบคลมุ และเช่อื ถอื ได้
3. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
นกั วทิ ยาศาสตร์ในสมันต่าง ๆ ไดท้ าการศึกษาพบว่า DNA เปน็ สารพันธกุ รรมของส่งิ มีชวี ิตชนิดตา่ ง ๆ
ท่ีสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลกู หลานได้ โดยเรียก DNA สว่ นท่ีควบคมุ ลักษณะทางพนั ธุกรรมวา่
ยนี และพบวา่ ไวรัสบางชนดิ มี RNA เป็นสารพันธกุ รรม
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้
การคน้ พบสารพันธกุ รรม
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ญั หา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกล่มุ
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) สบื ค้นข้อมูล วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรุปผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ เพอ่ื นาไปสกู่ าร
คน้ พบสารพันธกุ รรม
2) อธิบายและสรปุ ไดว้ ่ายนี เป็นสว่ นหนึ่งของ DNA ท่ีควบคมุ ลกั ษณะทางพันธกุ รรมและ DNA อยทู่ ี่
โครโมโซม
6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1) ใฝเ่ รียนรู้
2) มุ่งมั่นในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
8. กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ข้ันนาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1) ครทู บทวนความรเู้ ดิมให้นกั เรียนฟังวา่ ยนี คอื หนว่ ยทคี่ วบคมุ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ซง่ึ สามารถ
ถ่ายทอดจากพอ่ แม่ไปสลู่ กู หลานได้ แล้วถามคาถามนักเรียน ดังน้ี
- ยนี DNA โครโมโซม และลักษณะทางพันธกุ รรมของส่งิ มีชีวติ มีความเก่ยี วขอ้ งกันอย่างไร
2) ให้นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายคาตอบ โดยครสู รปุ ให้นักเรยี นฟงั ว่า ยนี เป็นส่วนหนงึ่ ของ DNA และ
DNA อยบู่ นโครโมโซม ซ่งึ DNA เปน็ สารพนั ธกุ รรมท่สี ามารถถ่ายทอดลกั ษณะต่าง ๆ ไปสู่
ลูกหลานได้
ขนั้ จัดการเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซง่ึ มีขั้นตอน ดงั นี้
1) ครูนาเสนอ power point ให้นักเรียนดรู ูปโครงสร้างของ DNA ทป่ี ระกอบไปดว้ ย นา้ ตาลดอี อกซี
ไรโบส ไนโตรจีนสั เบส และหมู่ฟอสเฟส ซึ่งนักเรียนได้เรยี นรูม้ าแลว้
2) ครอู ธิบายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจว่า การค้นพบโครงสรา้ งของ DNA น้ีเปน็ ผลมาจากการศกึ ษาคน้ ควา้
ทดลองของนักวิทยาศาสตร์หลานรนุ่ อยา่ งยาวนาน
3) ครูนาเสนอ power point แสดงการศึกษาสารพันธุกรรมของ เฟรดริช มเิ ชอร์ แล้วสรุปให้
นกั เรยี นฟงั ว่าจากการศึกษาน้ีพบว่า ในนิวเคลยี สมสี ารท่มี ีธาตไุ นโตรเจนและฟอสฟอรัสเป็น
องคป์ ระกอบ เรียกสารนีว้ า่ นวิ คลอี นิ
4) ครูนาเสนอ power point แสดงการศกึ ษาสารพันธกุ รรมของ โรเบริ ต์ ฟอยลเ์ กน แล้วสรปุ ให้
นกั เรยี นฟงั วา่ จากการศึกษาเมอ่ื ยอ้ มโครโมโซมดว้ ยสฟี ุคซินจะพบว่า DNA อยู่บนโครโมโซม
5) ครูนาเสนอ power point แสดงการศึกษาสารพนั ธุกรรมของ เฟรเดอริก กรฟิ ฟทิ แลว้ สรปุ ให้
นักเรียนฟงั ว่า เมอ่ื นาแบคทีเรยี สายพนั ธุ์ S ทท่ี าให้เกดิ โรคปอดบวมไปทาให้ตายดว้ ยความรอ้ น
แลว้ นาไปใสใ่ นอาหารเล้ยี งเช้ือที่เลย้ี งแบคทเี รยี สายพนั ธ์ุ R ทไี่ มท่ าให้เกดิ โรคปวดบวม พบว่า มี
สารบางอย่างบางแบคทเี รยี สายพันธ์ุ S ทท่ี าใหแ้ บคทีเรียสายพนั ธ์ุ R กลายเปน็ สายพันธุ์ทท่ี าให้
เกดิ โรคได้ และสามารถถา่ ยทอดลักษณะนไ้ี ปสแู่ บคทเี รียรนุ่ ต่อไปได้
6) ครูนาเสนอ power point แสดงการศึกษาสารพนั ธกุ รรมของ แอเวอรี่และคณะ แลว้ สรุปให้
นักเรียนฟงั ว่าจากการศกึ ษาจะเห็นวา่ DNA เป็นสารที่สามารถเปลี่ยนพันธุกรรมของแบคทเี รีย
สายพนั ธ์ุ R ใหเ้ ปน็ แบคทเี รยี สายพนั ธ์ุ S ได้ จงึ สรปุ ไดว้ า่ DNA เป็นสารพนั ธุกรรม ไม่ใช่โปรตนี
อย่างทนี่ กั วทิ ยาศาสตรใ์ นรุ่นคอ่ ย ๆ เคยเข้าใจ
กจิ กรรมรวบยอด
1) ให้นักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
- เพราะเหตุใดเมื่อนาแบคทีเรยี สายพนั ธ์ุ S ท่ีทาให้ตายด้วยความร้อนไปผสมกับสายพนั ธ์ุ R ท่ี
มีชีวติ จงึ ทาให้หนตู ายได้
- การศกึ ษาของกริฟฟิทสามารถอธบิ ายผลการทดลองทเ่ี กิดขึน้ ไดอ้ ยา่ งไร
- เพราะเหตใุ ดการทดลองของเอเวอรีจงึ ใชเ้ อนไซม์ RNase DNase และ protease ใส่ลงไป
รวมกบั สารสกดั จากแบคทเี รยี สายพนั ธุ์ S
- เพราะเหตุใดการศกึ ษาไวรัสของแบคทเี รยี จึงสามารถสนับสนนุ ไดว้ า่ DNA คอื สารพันธุกรรม
2) ครูตรวจสอบการบันทึกความรู้ที่ได้จากการเรยี นและการตอบคาถาม
9. ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เร่อื ง การค้นพบสารพนั ธุกรรม
2) หนงั สือเรียน รายวชิ าเพมิ่ เติม ชีววิทยา 2 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรียนรู้
1) หนงั สือหรอื วารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ น็ต
10. การวัดและประเมินผล
เปา้ หมาย หลักฐาน เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
สาระสาคญั ถูกต้อง
-สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
-การค้นพบสารพนั ธุกรรม -สมุด ถูกต้อง
ผลการเรยี นรู้ -สมดุ -การถาม/ตอบ -การเข้าชน้ั เรยี นสายไม่เกิน 15
นาที และจานวนครง้ั ท่เี ข้าเรียน
-อธบิ ายและสรุปการถ่ายทอดยนี -ความตรงตอ่ เวลาและ มากกว่า 80 %
จานวนครัง้ ทเี่ ข้าเรียน -สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
และโครโมโซม การคน้ พบสาร ถกู ตอ้ ง
พนั ธุกรรม โครโมโซม
องคป์ ระกอบทางเคมีของดเี อ็นเอ
และโครงสร้างของดเี อ็นเอ สมบัติ
ของสารพันธุกรรม รวมทง้ั
มิวเทชันได้
- ตัง้ คาถามท่ีอยบู่ นพน้ื ฐานของ
ความรู้และความเข้าใจทาง
วทิ ยาศาสตร์หรือความสนใจ หรือ
จากประเดน็ ที่เกดิ ข้ึนในขณะนน้ั ที่
สามารถทาการสารวจตรวจสอบ
หรอื ศกึ ษาค้นควา้ ได้อยา่ ง
ครอบคลุมและเช่อื ถอื ได้
คุณลกั ษณะ
-ใฝ่เรียนรู้ -การเข้าชน้ั
เรยี น
-มุ่งม่นั ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทกึ หลงั การสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วธิ ีแกไ้ ข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทึกการส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธพิ า
ความเห็นหวั หนา้ กลุ่มสาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมอื งมูล
ความเห็นของรองผอู้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤติมา มะโนพรม
ความเห็นของผอู้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นายปยิ ะ ใจช่มุ
แผนการจดั การเรียนรู้
รหสั วิชา ว32142 ชอื่ รายวิชา ชวี วิทยา 2 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี 2
ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ยีนและโครโมโซม
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 10 เร่อื ง โครโมโซม เวลา 2 ชว่ั โมง
ผูส้ อน นางจริ าณัฐ สาธพิ า
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
วิวัฒนาการของสิง่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใชเ้ ทคโนโลยชี วี ภาพท่ีมผี ลกระทบตอ่
มนุษยแ์ ละสิ่งแวดล้อม มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจติ วิทยาศาสตร์ สอ่ื สารสง่ิ ทเี่ รยี นรู้และนา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธบิ ายและสรปุ การถา่ ยทอดยนี และโครโมโซม การค้นพบสารพนั ธุกรรม โครโมโซมองคป์ ระกอบ
ทางเคมีของดีเอน็ เอ และโครงสรา้ งของดเี อ็นเอ สมบตั ขิ องสารพันธุกรรม รวมทง้ั มิวเทชันได้
2) ตง้ั คาถามท่อี ยู่บนพ้ืนฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ หรือจาก
ประเดน็ ทีเ่ กิดขึน้ ในขณะนน้ั ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศึกษาคน้ ควา้ ได้อยา่ ง
ครอบคลุมและเชอื่ ถอื ได้
3. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
โครโมโซมอยู่ภายในนวิ เคลียส มีลกั ษณะเป็นเส้นเลก็ ยาวขดพันกนั เรียกว่า โครมาทิน ซึง่
ประกอบดว้ ย DNA และโปรตนี ชนดิ ฮสี โตนและนอนฮิสโตน
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้
1) รปู ร่างลักษณะ และจานวนโครโมโซม
2) สว่ นประกอบของโครโมโซม
ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทักษะการแก้ปญั หา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลุม่
5. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1) สบื ค้นขอ้ มลู อภิปราย และอธบิ ายรปู รา่ ง ลักษณะโครโมโซมในเซลล์รา่ งกาย
2) สืบค้นข้อมลู อภิปราย และอธบิ ายสว่ นประกอบของโครโมโซม
6. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1) ใฝ่เรยี นรู้
2) มุ่งมัน่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น
1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ขัน้ นาเข้าสู่บทเรยี น
1) ครทู บทวนความร้เู ดมิ ของนักเรยี นเกีย่ วกับโครโมโซม โดยตัง้ คาถามถามนกั เรียน ดงั น้ี
- จากการศึกษาการแบง่ เซลล์ นกั เรียนจะเห็นโครโมโซมชัดเจนในการแบง่ เซลล์ระยะใด (ระยะ
เมทาเฟส)
- โครโมโซมของสงิ่ มีชีวติ ตา่ ง ๆ น่าจะมจี านวนโครโมโซมเทา่ กันหรอื ไม่ (ไม่เทา่ กัน)
2) ใหน้ ักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถามร่วมกนั เพอื่ เชื่อมโยงไปสู่การเรียนเรอื่ ง โครโมโซม
ขน้ั จดั การเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซงึ่ มีขัน้ ตอน ดงั น้ี
1) ครนู าเสนอ power point ใหน้ ักเรียนดรู ปู โครโมโซมแบบตา่ ง ๆ แลง้ ใหน้ ักเรียนร่วมกันอภปิ ราย
ประเดน็ คาถามต่อไปน้ี
- รูปรา่ งลกั ษณะของโครโมโซมในภาพแตกตา่ งกันหรอื ไม่ อย่างไร ใช้อะไรเป็นเกณฑ์
2) ให้นกั เรียนรว่ มกันอภิปรายคาตอบ โดยสรปุ รว่ มกนั ได้วา่ โครโมโซมมรี ปู รา่ งแตกตา่ งกัน และมี
ขนาดแตกตา่ งกันด้วย แล้วครอุ ธิบายเพ่ิมเติมใหน้ ักเรียนเขา้ ใจว่า นกั เรียนสามารถใช้ตาแหนง่ ของ
เซนโทรเมยี ร์ในการแบ่งรูปรา่ งและลกั ษณะของโครโมโซมได้ โดยโครโมโซมบางแท่งมีตาแหนง่
ของเซนโทรเมียร์ไมไ่ ด้อยู่ตรงกลางของโครโมโซม ทาให้แขนทั้ง 2 ขา้ งของโครโมโซมยาวไม่
เทา่ กนั ถา้ ตาแหน่งของเซนโทรเมยี ร์คอ่ นไปทางใดทางหนึง่ จะทาให้แขนขา้ งหนง่ึ ยาว และอกี ดา้ น
หนึง่ สนั้
3) ครูสรุปให้นักเรยี นเข้าใจวา่ สว่ นใหญ่ส่งิ มชี ีวติ แตล่ ะชนดิ จะมีจานวนโครโมโซมไม่เทา่ กัน แต่
สง่ิ มชี ีวิตบางชนิดมจี านวนโครโมโซมเท่ากนั ได้ เช่น สุนัขและไก่มีจานวนโครโมโซม 78 แท่ง
เทา่ กนั หรือในพืช เช่น กล้วยและแตงโมทมี่ ีจานวนโครโมโซม 22 แทง่ เทา่ กนั ทง้ั นส้ี ง่ิ มชี วี ติ แต่ละ
ชนดิ จะมจี านวนโครโมโซมทแ่ี นน่ อน และโครโมโซมแตล่ ะแท่งจะมรี ปู ร่าง และขนาดคงที่โดยให้
สง่ิ มชี วี ิตชนิดหน่ึง ๆ อาจมโี ครโมโซมที่มรี ปู ร่างแบบเดยี วหรอื หลายแบบกไ็ ด้
4) ใหน้ ักเรียนตอบคาถามในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
- นักเรียนสามารถใช้จานวนโรโมโซมระบุชนิดของสิง่ มชี ีวิตไดห้ รอื ไม่ เพราะอะไร (ไมส่ ามารถ
ระบุได้ เพราะ ส่ิงมชี วี ติ บางชนดิ มจี านวนโครโมโซมเท่ากนั )
- จานวนโครโมโซมมคี วามสมั พนั ธก์ ับระดับความซบั ซ้อนของสง่ิ มีชีวติ หรอื ไม่ (ไม่สัมพนั ธ์กนั
เช่น ไกม่ ีจานวนโครโมโซม 78 โครโมโซม ซ่งึ มากกวา่ คน แตม่ โี รงสร้างของอวยั วะต่าง ๆ
ซบั ซ้อนนอ้ ยกว่าคน)
5) ครูนาเสนอ power point แสดงส่วนประกอบของโครโมโซม แล้วอธบิ ายให้นกั เรยี นเข้าใจวา่ ใน
โครโมโซมนอกจากมี DNA แล้วยังพบว่าสารอ่นื อีก โดยโครโมโซมของยคู ารโิ อตจะมีลกั ษระเปน็
แท่ง ประกอบดว้ ย DNA 1 ใน 3 ส่วนอกี 2 ใน 3 เป็นโปรตนี ได้แก่ โปรตนี ฮสี โตนและโปรตีน
นอนฮีสโตน สว่ นโครโมโซมของโพรคาริโอตจะมลี กั ษณะเป็นวงแหวนขนาดเล็ก
6) ให้นักเรยี นศึกษาความหมายและขนาดของจโี นมของสงิ่ มีชีวิตต่าง ๆ ในหนังสือเรียนรายวชิ า
เพ่มิ เติม ชวี วทิ ยา เลม่ 4 หน้า 54 แลว้ ต้งั คาถามถามนักเรยี นวา่
- จโี นม หมายถงึ อะไร (ข้อมลู ทางพันธุกรรมทั้งหมดทจี่ าเป็นตอ่ การดารงชีวติ อย่างเปน็ ปกติ
ของส่งิ มีชีวิตชนิดใดชนดิ หนง่ึ )
7) นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายคาตอบ โดยสรปุ รว่ มกันไดว้ า่ สง่ิ มีชวี ิตแตล่ ะชนิดจะมขี นาดของจโี นม
แตกตา่ งกนั โดยสิ่งมชี ีวิตขนาดเล็ก เช่น แบคทเี รียจะมีขนาดของจีโนมค่อนขา้ งเล็ก
กจิ กรรมรวบยอด
นักเรยี นและครูรว่ มกันอภปิ ราย โดยใช้แนวคาถามต่อไปนี้
- โครโมโซมประกอบดว้ ย สว่ นประกอบอะไรบา้ ง (DNA และโปรตนี ฮีสโตนและนอนฮีสโตน)
- สิ่งมีชวี ติ แต่ละชนิดมีจานวนโครโมโซมคงท่หี รอื ไม่ (คงท่ี)
9. ส่อื และแหล่งการเรียนรู้
ส่ือ
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เรอ่ื ง โครโมโซม
2) หนังสอื เรยี น รายวชิ าเพ่มิ เติม ชีววทิ ยา 2 ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4-6 ของ สสวท
แหล่งการเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี นวารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอร์เน็ต
10. การวัดและประเมินผล
เปา้ หมาย หลกั ฐาน เครอ่ื งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
สาระสาคัญ
-รูปรา่ ง ลกั ษณะและจานวน -สมดุ -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
โครโมโซม ถกู ตอ้ ง
-สว่ นประกอบของโครโมโซม
ผลการเรยี นรู้ -สมุด -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
-อธบิ ายและสรุปการถา่ ยทอดยีน ถกู ต้อง
และโครโมโซม การคน้ พบสาร
พนั ธุกรรม โครโมโซม
องคป์ ระกอบทางเคมีของดเี อ็นเอ
และโครงสร้างของดีเอ็นเอ สมบัติ
ของสารพนั ธุกรรม รวมทัง้
มิวเทชันได้
- ต้งั คาถามทอ่ี ยบู่ นพนื้ ฐานของ
ความรู้และความเข้าใจทาง
วทิ ยาศาสตรห์ รือความสนใจ หรอื
จากประเด็นทเ่ี กิดข้ึนในขณะน้ันที่
สามารถทาการสารวจตรวจสอบ
หรอื ศกึ ษาค้นควา้ ไดอ้ ยา่ ง
ครอบคลมุ และเชือ่ ถอื ได้
เป้าหมาย หลกั ฐาน เคร่อื งมือวัด เกณฑก์ ารประเมิน
คุณลกั ษณะ
-ใฝเ่ รยี นรู้ -การเขา้ ชนั้ -ความตรงต่อเวลาและ -การเข้าชั้นเรยี นสายไม่เกิน 15
เรียน จานวนคร้ังที่เข้าเรยี น นาที และจานวนคร้งั ที่เขา้ เรียน
-มุ่งมนั่ ในการทางาน มากกว่า 80 %
-ความสนใจใน -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
การเรียน ถกู ต้อง
11. บนั ทกึ หลงั การสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วธิ ีแกไ้ ข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทึกการส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธพิ า
ความเห็นหวั หนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเห็นของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤติมา มะโนพรม
ความเห็นของผอู้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นายปิยะ ใจชุ่ม
แผนการจดั การเรียนรู้
รหสั วิชา ว32142 ช่อื รายวิชา ชีววิทยา 2 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2
ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ยีนและโครโมโซม
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 11 เร่อื ง โครโมโซม เวลา 2 ช่ัวโมง
ผู้สอน นางจริ าณฐั สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
วิวฒั นาการของสิ่งมชี วี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยชี วี ภาพที่มีผลกระทบตอ่
มนุษยแ์ ละสิง่ แวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ ละจิตวิทยาศาสตร์ ส่อื สารสิง่ ท่ีเรยี นรแู้ ละนา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรียนรู้
1) อธิบายและสรปุ การถา่ ยทอดยีนและโครโมโซม การคน้ พบสารพันธุกรรม โครโมโซมองคป์ ระกอบ
ทางเคมขี องดเี อน็ เอ และโครงสรา้ งของดีเอ็นเอ สมบัตขิ องสารพันธุกรรม รวมท้งั มิวเทชันได้
2) ต้งั คาถามทอ่ี ยู่ลนพน้ื ฐานของความรูแ้ ละความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือจาก
ประเดน็ ทเี่ กดิ ข้ึนในขณะน้นั ท่สี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาค้นควา้ ไดอ้ ย่าง
ครอบคลมุ และเชอ่ื ถอื ได้
3. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
DNA ทาหนา้ ท่ีเป็นสารพนั ธกุ รรมของสิง่ มชี ีวติ เป็นพอลิเมอร์ชนดิ หนงึ่ ทป่ี ระกอบดว้ ยมอนอเมอรท์ ี่
เรียกวา่ นวิ คลโี อไทด์ โดยแต่ละนวิ คลีโอไทด์ประกอบดว้ ยนา้ ตาลดีออกซไี รโบส ไนโรจีนัสเบส และหมู่
ฟอสเฟต นวิ คลีโอไทด์แต่ละนิงคลีโอไทด์จะเช่อื มตอ่ กันโดยการสร้างพนั ธะฟอสโฟไดเอสเอตร์เพ่อื เกิด
เป็นสายพอลินวิ คลีโอไทด์
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
องคป์ ระกอบทางเคมขี อง DNA
ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทกั ษะการคิด
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทักษะการแก้ปัญหา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลมุ่
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
1) สบื คน้ ขอ้ มูล อภิปราย และอธิบายถงึ สว่ นประกอบของนิวคลโี อไทดแ์ ละจาแนกชนดิ ของ
นวิ คลโี อไทด์ได้
2) อธิบายและสรุปไดว้ ่า DNA แต่ละโมเลกุลแตกต่างกนั ท่จี านวนและลาดบั ของนวิ คลีโอไทด์
6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) ใฝ่เรียนรู้
2) มุ่งมน่ั ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นนาเขา้ ส่บู ทเรียน
1) ครูทบทวนความรเู้ ดิมของนกั เรยี นว่า ยนี เปน็ สว่ นหนง่ึ ของ DNA และ DNA เปน็ สารพันธกุ รรมที่
อยู่ในโครโมโซม แลว้ ตัง้ คาถามถามนักเรียน ดงั นี้
- DNA มโี ครงสรา้ งและสว่ นประกอบอย่างไร จงึ สามารถควบคุมลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของ
สิ่งมีชีวิตได้
- ให้นกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายคาตอบของคาถามร่วมกัน โดยครยู งั ไมเ่ ฉลยคาตอบทีถ่ ูกต้อง เพ่อื
เชอื่ มโยงไปสกู่ ารเรียนรู้ เรอื่ ง องค์ประกอบของ DNA
ขน้ั จดั การเรยี นรู้
จดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซ่งึ มขี ัน้ ตอน ดังนี้
1. ครูนาเสนอ power point ใหน้ ักเรยี นดูโครงสร้างของ DNA โดยอธบิ ายใหน้ กั เรยี นเข้าใจว่า DNA
เปน็ กรดนิวคลอี ิกชนิดหนง่ึ ซึ่งเปน็ พอลเิ มอร์ทป่ี ระกอบไปด้วยมอนอเมอรข์ นาดเลก็ จานวนมากท่ี
เรยี กว่า นิวคลีโอไทด์ วึง่ แต่ละนิวคลีโอไทดป์ ระกอบด้วยน้าตาลดีออกซไี รโบส ไนโตรจีนสั เบส
และหมฟู่ อสเฟต
2. ครอู ธบิ ายให้นักเรียนเข้าใจว่า การประกอบขึ้นเป็นนวิ คลโี อไทดน์ ้นั น้าตาลดีออกซีไรโบส
ไนโตรจีนสั เบส และหมูฟ่ อสเฟต จะประกอบกัน โดยมนี า้ ตาลเป็นแกนหลัก มีไนโตรจนี สั เบสอยู่ท่ี
คารบ์ อนตาแหนง่ ที่ 1 และมหี มฟู่ อสเฟตอยูท่ ี่คาร์บอนตาแหนง่ ท่ี 5 โดยนิวคลโี อไทด์ใน DNA มี 4
ชนดิ ซึง่ แตกต่างกันตามองคป์ ระกอบสว่ นท่ีเปน็ เบส คอื อะดีนีน (A) กวานนี (G) ไซโทซีน (C)
และไทมีน (T) แลว้ ตงั้ คาถามถามนกั เรียนว่า
- ไนโตรจีนัสเบส ประกอบดว้ ยอะตอมของธาตุใดบ้าง จาแนกไดก้ ่ปี ระเภท แต่ละประเภทมี
ความเหมือนหรือแตกต่างกนั อย่างไร (ไนโรจนี สั เบส ประกอบดว้ ยโครงสรา้ งทีเ่ ปน็ วงแหวนที่
มีธาตุ C และ N เปน็ องคป์ ระกอบ ซ่ึงจาแนกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื เบสพวิ รีน และเบส
ไพริมิดนี )
3. ครนู าเสนอ power point เพือ่ ให้นกั เรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเบสพวิ รนี และเบส
ไพริมดิ ีน โดยให้นกั เรียนควรได้ขอ้ สรุปร่วมกนั วา่ เบสพวิ รนี มีโครงสร้างประกอบดว้ ยวงแหวน
1 วง มี 2 ชนิด คอื ไซโทซนี (C) และไทมีน (T) แลว้ ทบทวนโดยใหน้ ักเรยี นดูรปู ไนโรจีนัสเบส
และรูปน้าตาลดอี อกซีไรโบส ใหน้ ักเรียนระบรุ ูปทเี่ หน็ วา่ เปน็ เบสชนดิ ใดและเปน็ น้าตาลเพนโทส
ชนดิ ใด
4. ครูนาเสนอ power point ให้นกั เรียนดรู ูปการเชื่อมตอ่ กันระหว่างนวิ คลีโอไทด์แต่ละนวิ คลโี อไทด์
และรปู สายพอลินวิ คลีโอไทด์ท่เี กิดจากการเช่ือมตอ่ ระหวา่ งนวิ คลโี อไทด์ โดยอธบิ ายให้นกั เรียนเขา้ ใจ
ว่า นิวคลีโอไทดแ์ ต่ละโมเลกลุ จะมาเช่อื มตอ่ กนั เปน็ สายได้โดยจะสรา้ งพันธะฟอสโฟไดเอสเตอร์
ระหว่างหมู่ฟอสเฟตซง่ึ อยูท่ ่ีคาร์บอนตาแหนง่ ที่ 5 ของน้าตาลนวิ คลีโอไทดห์ น่ึงกบั หมู่ไฮดรอกซิลของ
คารบ์ อนตาแหนง่ ท่ี 3 ของนา้ ตาลในอีกนวิ คลีโอไทด์หน่งึ โดยเมื่อหลาย ๆ นิวคลีโอไทด์มาเช่อื มตอ่ กัน
จึงเกิดเปน็ สายพอลินิวคลีโอไทด์ได้
5. ครูใหน้ ักเรยี นสังเกตปลาย 5’ และปลาย 3’ โดยอธิบายให้นกั เรยี นเข้าใจว่าข้างหนงึ่ ของนวิ คลโี อไทด์
ตรงคาร์บอนตาแหน่งที่ 5 ของน้าตาลดีออกซีไรโบสท่ียึดกับหมู่ฟอสเฟต เรยี กปลายข้างน้ีวา่ ปลาย 5 ,
และอกี ตาแหนง่ หนง่ึ เป็นคารบ์ อนตาแหนง่ ท่ี 3 เรียกปลายด้านน้วี ่า ปลาย 3’ โดยสายพอลีนิวคลโี อ
ไทด์ในสิ่งมีชวี ิตที่มจี านวนนิวคลีโอไทด์เทา่ กนั อาจมีลาดับของนิวคลีโอไทดไ์ มเ่ หมือนกนั ได้ ทาให้
สง่ิ มชี ีวิตมีลักษณะทีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไป
6. ใหน้ ักเรียนศึกษาตางรางท่ี 16.3 แสดงผลการวเิ คราะหป์ รมิ าณเบสในโมเลกลุ DNA ในสิ่งมีชีวิตของ
ชาร์ลกาฟฟ์ ในหนงั สอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เติม ชวี วทิ ยา เลม่ 1 หนา้ 57 แลว้ ให้นกั เรียนร่วมกันอภิปราย
คาถามต่อไปนี้
- ปริมาณเบส 4 ชนิด ใน DNA ของส่ิงมชี วี ิตตา่ ง ๆ สมั พนั ธก์ ันอย่างไร (เบส A มีปรมิ าณใกล้เคียง
กบั เบส T และเบส C มีปรมิ าณใกลเ้ คียงกบั เบส G นน้ั คือ A : T มคี า่ ใกลเ้ คียง 1:1 และ C : G มี
ค่าใกล้เคยี ง 1:1)
- อัตราสว่ นของ A + T และ C + G ในโมเลกลุ ของ DNA ของสงิ่ มชี วี ติ ต่าง ๆ มีค่าใกล้เคยี งกนั
หรอื ไม่ (อตั ราส่วนของ A+T และ C+G ในสง่ิ มชี วี ิตแต่ละชนิดมคี า่ ไม่ใกลเ้ คียงกัน)
- อตั ราสว่ นของ A + G และ T + C ในโมเลกุลของ DNA ของสิ่งมีชวี ติ ชนิดต่าง ๆ มคี า่ ใกล้เคยี งกัน
หรอื ไม่ (อัตราสว่ นของ A + G และ T + C ในส่ิงมีชวี ิตแต่ละชนิดมีค่าใกล้เคียงกนั )
7. ครูสรปุ ใหน้ ักเรียนเขา้ ใจว่า ผลการทดลองของชาร์การฟฟ์ สามารถสรปุ ไดว้ ่า ใน DNA ของส่งิ มีชีวติ ทุก
ชนดิ เบส A จะมีปรมิ าณใกล้เคยี งกับเบส T และเบส C มีปริมาณใกล้เคียงกบั เบส G และปริมาณของ
A +T จะไม่เท่ากับปรมิ าณของ C+G
กจิ กรรมรวบยอด
นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภปิ ราย โดยใชแ้ นวคาถามต่อไปนี้
- นิวคลีโอไทด์แตล่ ะชนดิ แตกต่างกนั อย่างไร (นวิ คลีโอไทด์แต่ละชนดิ แตกต่างกนั ทีช่ นดิ ของเบสโดย
อาจเปน็ เบสอะดีนนี ไทมนี ไซโทซีน หรอื กวานนี เปน็ องคป์ ระกอบ)
- แต่ละนิวคลโี อไทด์เชอ่ื มต่อกันอยา่ งไร (แต่ละนวิ คลโี อไทดเ์ ช่ือมตอ่ กนั ด้วยหมฟู่ อสเฟต
หมูฟ่ อสเฟตของนวิ คลีโอไทด์หน่งึ จะเชอ่ื มต่อกับหมูไ่ ฮดรอกซิลของนา้ ตาลเพนโทสของอีก
นวิ คลีโอไทด์หนึง่ )
9. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้
ส่อื
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เรอื่ ง องค์ประกอบของ DNA
2) หนงั สือเรียน รายวิชาเพ่ิมเตมิ ชวี วทิ ยา 2 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ของ สสวท.
แหลง่ การเรยี นรู้
1) หนงั สอื หรือวารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวิทยาศาสตร์
3) อินเทอร์เนต็
10. การวัดและการประเมนิ ผล หลักฐาน เครื่องมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ
เปา้ หมาย -สมดุ -การถาม/ตอบ
-สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
สาระสาคญั ถูกต้อง
-องค์ประกอบทางเคมขี อง DNA -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
ถูกตอ้ ง
ผลการเรยี นรู้ -สมดุ -การถาม/ตอบ
-อธบิ ายและสรุปการถ่ายทอดยนี
และโครโมโซม การค้นพบสาร
พันธุกรรม โครโมโซม
องค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ
และโครงสรา้ งของดเี อ็นเอ สมบัติ
ของสารพนั ธุกรรม รวมท้งั
มิวเทชันได้
- ต้ังคาถามทอ่ี ยบู่ นพืน้ ฐานของ
ความรูแ้ ละความเขา้ ใจทาง
วทิ ยาศาสตรห์ รอื ความสนใจ หรอื
จากประเด็นที่เกิดข้ึนในขณะนัน้ ท่ี
สามารถทาการสารวจตรวจสอบ
หรือศึกษาค้นคว้าได้อยา่ ง
ครอบคลุมและเช่อื ถือได้
เป้าหมาย หลกั ฐาน เครอ่ื งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน
คณุ ลกั ษณะ
-ใฝเ่ รียนรู้ -การเข้าชนั้ -ความตรงตอ่ เวลาและ -การเขา้ ชน้ั เรยี นสายไม่เกิน 15
เรยี น จานวนคร้งั ท่เี ขา้ เรียน นาที และจานวนครัง้ ทีเ่ ขา้ เรียน
-มงุ่ มั่นในการทางาน มากกว่า 80 %
-ความสนใจใน -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
การเรียน ถกู ต้อง
11. บันทกึ หลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปัญหา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ขอ้ เสนอแนะ/วิธีแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บันทึกการสง่ แผนจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจิราณฐั สาธิพา
ความเหน็ หัวหน้ากลุ่มสาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเห็นของรองผู้อานวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเห็นของผอู้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นายปยิ ะ ใจชุ่ม
แผนการจัดการเรยี นรู้
รหสั วิชา ว32142 ชื่อรายวชิ า ชีววทิ ยา 2 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2
ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ยีนและโครโมโซม
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 12 เรอ่ื ง โครโมโซม เวลา 2 ช่วั โมง
ผู้สอน นางจิราณฐั สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ววิ ัฒนาการของสิ่งมชี ีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยชี วี ภาพท่ีมผี ลกระทบตอ่
มนุษยแ์ ละสิ่งแวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจติ วิทยาศาสตร์ สอ่ื สารสิ่งท่ีเรยี นรแู้ ละนา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรียนรู้
1) อธบิ ายและสรุปการถ่ายทอดยนี และโครโมโซม การคน้ พบสารพันธกุ รรม โครโมโซมองคป์ ระกอบ
ทางเคมีของดเี อน็ เอ และโครงสรา้ งของดเี อ็นเอ สมบัตขิ องสารพันธกุ รรม รวมทง้ั มวิ เทชันได้
2) ต้ังคาถามทอี่ ยู่ลนพ้ืนฐานของความร้แู ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ หรอื จาก
ประเดน็ ทเ่ี กิดขนึ้ ในขณะน้นั ทส่ี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศึกษาคน้ ควา้ ได้อย่าง
ครอบคลมุ และเช่อื ถือได้
3. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
DNA มีโครงสรา้ งเปน็ เกลียวคู่ประกอบด้วยสายพอลนิ วิ คลีโอไทด์ 2 สายวางขนาดกับทศิ ทางกัน มี
ลกั ษณะบิดเป็นเกลยี วเวยี นขวา ตามเข็มนาฬิกาคลา้ ยบนั ไดเวียน แต่ละสายจบั กนั ด้วยพันธะ
ไฮโดรเจน ที่เกิดขึ้นระหว่างคูเ่ บสท่ีเป็นเบสคู่สม คือ A กับ T ด้วยพันธะไฮโดรเจน 2 พันธะ และ G
กับ C ด้วยพันธะไฮโดรเจน 3 พนั ธะ
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
โครงสรา้ งของ DNA
ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรียนรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ัญหา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลมุ่
5. จุดประสงค์การเรยี นรู้
สบื คน้ ขอ้ มูล วเิ คราะห์ อภปิ ราย อธบิ ายและสรปุ ผลการศึกษาของนกั วิทยาศาสตรท์ ่เี ก่ียวกบั
สว่ นประกอบทางเคมีและโครงสรา้ งของ DNA
6. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) ใฝเ่ รยี นรู้
2) มุ่งมน่ั ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปัญหา
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ข้นั นาเข้าสบู่ ทเรียน
1) ครูทบทวนความรูเ้ ดมิ ของนกั เรยี นเก่ียวกบั การทดลองของชากาฟฟ์ ที่สรุปวา่ อตั ราส่วนระหวา่ ง
เบส A:T และ C:G คงท่เี สมอ แล้วถามคาถามนกั เรียนวา่
- ถ้าอัตราส่วนระหว่างเบสคงที่ เป็นไปไดห้ รอื ไมว่ ่าเบส A จบั คู่กับเบส T และเบส C จับค่กู ับ
เบส G ถ้าเป็นเชน่ นัน้ นักเรยี นคิดว่าโครงสรา้ งของ DNA จะเป็นอยา่ งไร
2) ใหน้ กั เรียนร่วมกันอภิปรายคาตอบของคาถามรว่ มกัน โดยครยู ังไมเ่ ฉลยคาตอบท่ีถูกตอ้ ง เพอื่
เชื่อมโยงไปสกู่ ารเรียนรู้ เรอื่ ง โครงสรา้ งของ DNA
ข้นั จดั การเรยี นรู้
จดั กจิ รรมโดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซ่ึงมขี ้ันตอน ดังน้ี
1) ครูนาเสนอ power point ให้นกั เรยี นดผู ลการศกึ ษาโครงสร้าง DNA ของวลิ คินสแ์ ละแฟรงคลนิ
ทใี่ ชเ้ ทคนิคเอกซเ์ รยด์ ฟิ แฟรกด้วยการฉายรังสเี อกซผ์ า่ นผลกึ DNA ทาให้เกิดการหักเหของรังสี
เอกซ์ เกดิ ภาพบนแผน่ ฟิล์ม โดยเมื่อนาแผ่นฟิล์มมาแปลขอ้ มูลพบว่า
- สิง่ มชี ีวิตต่าง ๆ มโี ครงสร้างของ DNA คลา้ ยกนั มาก
- DNA ประกอบด้วยพอลนิ วิ คลโี อไทดม์ ากกวา่ 1 สาย
- พอลินิวคลโี อไทดม์ ลี กั ษณะเป็นเกลยี ว
2) ครนู าเสนอ power point ให้นักเรยี นดผู ลโครงสรา้ ง DNA ของวตั สันคลิกทไี่ ด้เสนอแบบจาลอง
โมเลกลุ ของ DNA โดยอธบิ ายใหน้ ักเรยี นเข้าใจว่า พนั ธะเคมที เี่ ชอ่ื มพอลนิ ิวคลโี อไทด์ 2 สายให้
ติดกนั เปน็ พันธะไฮโดรเจน ท่เี กิดระหวา่ งคเู่ บส ซ่ึงพนั ธะเคมนี ี้ สามารถยึดสายพอลนิ ิวคลโี อไทด์
2 สายใหเ้ ขา้ คู่กันได้
3) ครูนาเสนอ power point รปู พนั ธะไฮโดรเจนระหวา่ งเบสทีเ่ ขา้ ค่กู ัน แล้วถามคาถามนกั เรียนว่า
- แรงยึดระหวา่ งคเู่ บส A กับ T และ G กบั C คูใ่ ดมีความแข็งแรงมากกว่ากัน เพราะอะไร
(แรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งเบส C กบั G แข็งแรงมากกวา่ เบส A กบั T เพราระหว่างเบส C กบั G
ยึดกนั ดว้ ยพันธะไฮโดรเจน 3 พนั ธะ แตเ่ บส A กับ T ยดึ กันดว้ ยพันธะไฮโดรเจน 2 พนั ธะ)
4) ครนู าเสนอ power point รูปโครงสร้างของ DNA แลว้ อธบิ ายให้นกั เรยี นเขา้ ใจว่า วอตสันและ
คลกิ ไดเ้ สนอแบบจาลองโมเลกลุ ของ DNA ว่าประกอบด้วยนิวคลโี อไทด์ 2 สาย เบสในแตล่ ะสาย
ของ DNA ท่ีเปน็ เบสคูส่ มยึดกันด้วยพนั ธะไฮโดรเจน ซึ่งจากการสังเกตผลการศกึ ษาของวตั สนั
และคลกิ นักเรียนควรได้ข้อสรปุ ร่วมกันว่า
- DNA ประกอบด้วนนิวคลีโอไทด์ 2 สาย โดยแตล่ ะสายมที ิศทางจากปลาย 5’ ไปยังปลาย 3’
เรยี งสลบั ทิศทางกัน
- มีการจบั คู่กนั อย่างจาเพาะ คือ เบส A จบั กับเบส T ด้วยพนั ธะไฮโดรเจน 2 พันธะ และเบส
C กับเบส G ดว้ ยพันธะไฮโดรเจน 3 พันธะ คล้ายขน้ั บันได
- เกลยี วแตล่ ะรอบห่างกนั 34 ๐A และคู่เบสแตล่ ะคู่ห่างกนั 3.4 ๐A ความห่างของแตล่ ะคเู่ บส
เปรยี บคล้ายกบั ความห่างของขนั้ บันได และพอลนิ ิวคลีโอไทด์ 2 สายหา่ งกนั 20 ๐A
5) ครูอธิบายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวา่ DNA มีนิวคลีโอไทด์ 4 ชนดิ แตจ่ ากการศกึ ษาพบว่าโครงสร้างของ
DNA ประกอบดว้ ยนวิ คลโี อไทดจ์ านวนมาก แสดงวา่ โมเลกลุ ของ DNA มคี วามแตกต่างกันได้ เชน่
ถา้ DNA ประกอบด้วยนิงคลีโอไทด์ 2 โมเลกุลเรียงต่อกัน จะสามารถเรยี งลาดับเบสแตกตา่ งกัน
ได้ 42 = 16 แบบ ดงั นนั้ ถา้ โมเลกลุของ DNA ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์จานวนมากจะมีการ
เรยี งลาดบั เบสแตกต่างกนั มากดว้ ยเชน่ กนั ทาใหเ้ กดิ รูปร่างของ DNA ไดอ้ ย่างหลากหลาย
6) ครตู ง้ั คาถามเพม่ิ เติมให้นักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายว่า
- แต่ละโมเลกุลของ DNA มจี านวนนิวคลโี อไทด์เทา่ กนั หรือไม่ เพราการจดั เรยี งตัวของเบสใน
แต่ละพอลนิ วิ คลีโอไทด์ใน DNA จะเหมือนกันหรอื ไม่ (แตล่ ะโมเลกลุ ของ DNA มีจานวนนิ
วคลโี อไทดไ์ ม่เทา่ กนั บางชนดิ มปี ระมาณพันคู่ แต่บางชนดิ มีประมาณแสนคู่ ทาใหก้ ารเรยี งตัว
ของเบสใน DNA น่าจะแตกตา่ งกนั ได้มากด้วย)
กจิ กรรมรวบยอด
1) ให้นักเรยี นตอบคาถามต่อไปน้ี
- แรงยดึ ระหวา่ งคเู่ บส A กับ T และ C กับ G คู่ใดมีความแขง็ แรงมากกวา่ กนั เพราะอะไร
- โมเลกุลของ DNA ประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สาย ถา้ สายพอลินวิ คลโี อไทด์สายหยงึ่ มี
ลาดับเบส 5’ A C G T C A G 3’ สายพอลินิวคลีโอไทดข์ องสายทเ่ี ปน็ ค่เู บสกันจะมลี าดบั
เบสอย่างไร
2) ครูตรวจสอบการบนั ทกึ ความรทู้ ไี่ ด้จากการเรยี นและการตอบคาถาม
9. สื่อและแหล่งการเรียนรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เร่ือง โครงสร้างของ DNA
2) หนงั สือเรียน รายวิชาเพิม่ เติม ชวี วิทยา 2 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรียนหรอื วารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์
3) อินเทอรเ์ นต็
10. การวัดและประเมนิ ผล หลกั ฐาน เครอื่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
เป้าหมาย
-สมุด -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
สาระสาคญั ถกู ต้อง
-โครงสรา้ งของ DNA -สามารถตอบคาถามได้อย่าง
ถกู ตอ้ ง
ผลการเรียนรู้ -สมดุ -การถาม/ตอบ
-อธิบายและสรุปการถ่ายทอดยีน
และโครโมโซม การคน้ พบสาร
พันธกุ รรม โครโมโซม
องค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ
และโครงสร้างของดเี อ็นเอ สมบตั ิ
ของสารพันธกุ รรม รวมทงั้
มวิ เทชันได้
- ตงั้ คาถามท่อี ยูบ่ นพืน้ ฐานของ
ความรูแ้ ละความเข้าใจทาง
วทิ ยาศาสตร์หรอื ความสนใจ หรอื
จากประเดน็ ทเ่ี กิดขึ้นในขณะนัน้ ที่
สามารถทาการสารวจตรวจสอบ
หรอื ศึกษาค้นคว้าได้อยา่ ง
ครอบคลุมและเช่อื ถือได้
เป้าหมาย หลกั ฐาน เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ
คุณลักษณะ
-ใฝ่เรยี นรู้ -การเข้าชนั้ -ความตรงตอ่ เวลาและ -การเขา้ ชนั้ เรยี นสายไมเ่ กิน 15
เรยี น จานวนคร้งั ท่ีเขา้ เรียน นาที และจานวนคร้ังทเ่ี ขา้ เรยี น
-มุ่งมั่นในการทางาน มากกวา่ 80 %
-ความสนใจใน -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
การเรยี น ถูกต้อง
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วิธแี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทกึ การสง่ แผนจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจิราณฐั สาธพิ า
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทพิ วรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปยิ ะ ใจชมุ่
แผนการจัดการเรียนรู้
รหสั วชิ า ว32142 ชื่อรายวิชา ชวี วิทยา 2 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี 2
ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ ยีนและโครโมโซม
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 13 เร่ือง สมบัติของสารพนั ธุกรรม (1) เวลา 2 ช่ัวโมง
ผ้สู อน นางจิราณฐั สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม
ววิ ัฒนาการของสิ่งมีชวี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใช้เทคโนโลยชี วี ภาพทม่ี ผี ลกระทบตอ่
มนษุ ยแ์ ละส่งิ แวดล้อม มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ สอ่ื สารส่ิงทเ่ี รียนรแู้ ละนา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธิบายและสรปุ การถ่ายทอดยีนและโครโมโซม การคน้ พบสารพนั ธุกรรม โครโมโซมองค์ประกอบ
ทางเคมีของดีเอน็ เอ และโครงสรา้ งของดีเอน็ เอ สมบตั ิของสารพนั ธกุ รรม รวมทงั้ มวิ เทชันได้
2) ตงั้ คาถามทอ่ี ยู่ลนพื้นฐานของความรแู้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรอื จาก
ประเด็นทเ่ี กิดข้ึนในขณะน้นั ทส่ี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาคน้ ควา้ ไดอ้ ย่าง
ครอบคลุมและเชอื่ ถือได้
3. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
1) การจาลอง DNA (DNA replication) พอลินิวคลโี อไทด์ 2 สายแยกออกจากกันโดยการสลาย
พันธะระหวา่ ง A กับ T และ G กับ C ทีละคู่ แล้วพอลินวิ คลโี อไทดแ์ ต่ละสายจะทาหน้าท่ีเป็นแมแ่ บบ
(DNA template) สาหรับการสรา้ ง DNA สายใหม่ได้ DNA สายใหม่ท่เี หมือนกับ DNA เดมิ ทกุ
ประการ
2) การสังเคราะห์ DNA สายใหม่ 2 สาย สายหน่งึ จะสรา้ งตอ่ เน่อื งกันเป็นสายยาว เรียกวา่ ลดี ดงิ ส
แตรนด์ (leading strand) ส่วนอีกสายหนงึ่ เป็นพอลนิ ิวคลโี อไทดส์ ายส้นั ๆ เรียกวา่ แลกกงิ สแตรนด์
(lagging strand) โดยมีเอนไซม์ไลเกส (ligase) ทาหน้าที่เชอื่ มตอ่ ให้เปน็ สายยาว
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้
1) การสงั เคราะห์ DNA
2) การควบคุมลกั ษณะทางพันธกุ รรมของ DNA
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ัญหา
5) ทักษะกระบวนการทางานกลุ่ม
5. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1) สบื คน้ ข้อมูล อภปิ ราย และอธิบายกระบวนการจาลอง DNA
2) สบื คน้ ข้อมลู อภิปราย การควบคมุ ลักษณะทางพนั ธุกรรมของ DNA
6. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) ใฝ่เรียนรู้
2) มุ่งม่ันในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการสือ่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรียน
1) ครูทบทวนความร้เู ดิมของนักเรียนเกย่ี วกบั โครงสรา้ งของ DNA และชนิดของนิวคลีโอไทด์ โดยต้ัง
คาถามถามนกั เรยี น ดงั น้ี
- โครงสร้างโมเลกลุ ของ DNA มลี กั ษณะใด (ประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายเรยี งสลับ
ทศิ กันพนั กันเป็นเกลยี วคู่ เวยี นขวาตามเข็มนาฬิกา โดยเบสในแต่ละสายของ DNA เปน็ เบสคู่
สมที่ยดึ กันดว้ ยพันธะไฮโดรเจน)
- นวิ คลโี อไทดซ์ ่ึงเป็นมอนอเมอรข์ อง DNA ประกอบด้วยอะไรบา้ ง (นา้ ตาลดีออกซีไรโบส
ไนโตรเจนจนี สั เบส และหมฟู่ อสเฟต)
- นวิ คลีโอไทด์มีกี่ชนิด อะไรบ้าง (4 ชนิด คอื อะดนี นี (A) กวานนี (G) ไซโทซนี (C) และไทมนี
(T))
-
2) นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม เพื่อนาไปสู่การเรยี นรู้ เรือ่ ง สมบัติของสารพนั ธุกรรม
ขัน้ จดั การเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซง่ึ มขี ั้นตอน ดงั น้ี
1) ครตู งั้ คาถามถามนกั เรียน ดงั น้ี
- DNA ของสงิ่ มชี ีวิตถ่ายทอดจากร่นุ หนึ่งไปยงั อีกรนุ่ หน่ึงได้อยา่ งไร (เมอ่ื มีการแบง่ เซลล์ ทาให้
มีการจาลอง DNA เพ่มิ ปริมาณเปน็ 2 ชุด โดยถา่ ยทอด DNA ชดุ หนึ่งใหล้ ูกรุ่นตอ่ ไป)
- DNA ในรนุ่ พอ่ แม่และ DNA ในรนุ่ ลูกจาเปน็ ตอ้ งเหมอื นกนั หรอื ไม่ เพราะอะไร (DNA รุน่ พอ่
แมจ่ าเปน็ ตอ้ งเหมอื น DNA ลูก จงึ จะสามารถถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมต่อไปได้)
- การที่ DNA ของรนุ่ ลูกจะเหมอื นกบั DNA ในรุ่นพอ่ แมน่ ั้นเกดิ ขึ้นไดอ้ ยา่ งไร (การจาลอง
DNA)
2) ครูนาเสนอ power point ใหน้ กั เรียนดูการจาลอง DNA จากการศกึ ษาของวอตสันและคลกิ โดย
ต้ังคาถามถามนักเรียน ดงั นี้
- การสังเคราะห์ DNA มีสิง่ จาเปน็ อะไรบ้าง
- การสังเคราะห์ DNA มขี ั้นตอนอย่างไร
- ลาดับเบสของ DNA ในแตล่ ะโมเลกุลเป็นอยา่ งไร
3) ให้ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั ลงขอ้ สรปุ ว่า
- การสงั เคราะห์ DNA จาเปน็ ต้องมเี อนไซม์ DNA พอลิเมอร์เรส ซง่ึ ทาหน้าท่ีเชอ่ื มนิวคลีโอไทด์
ให้เปน็ พอลนิ วิ คลโี อไทด์สายยาว โดยนิวคลีโอไทด์มี 4 ชนดิ คอื นิวคลีโอไทดท์ ม่ี ีเบส A T C
G และมี DNA เปน็ สายแมแ่ บบ
- ขน้ั ตอนการสงั เคราะห์ DNA ประกอบด้วย
นวิ คลีโอไทด์ของพอลนิ วิ คลโี อไทดแ์ ต่ละสายเปน็ สายแม่แบบ เพอื่ สงั เคราะหพ์ อลนิ วิ คลี
โอไทด์ของสายแมแ่ บบดด้วยพนั ธะไฮโดรเจน
การสังเคราะห์ DNA ทาใหม้ ีการเพ่มิ โมเลกุลของ DNA จาก 1 เป็น 2 โมเลกุล โดย DNA
แต่ละโมเลกุลมพี อนวิ คลีโอไทดส์ ายเดิม 1 สาย และสายใหม่ 1 สาย การจาลอง DNA จงึ
เป็นแบบกง่ึ อนรุ ักษ์
4) ครนู าเสนอ power point ใหน้ กั เรียนดูการศึกษาของอารเ์ ธอร์ คอนเบิรก์ ทีส่ ังเคราะหโ์ มเลกลุ
ของ DNA ในหลอดทดลอง โดยเนน้ ใหน้ กั เรียนเข้าใจหน้าท่ีของเอนไซม์ DNA พอลเิ มอร์เรสทเี่ ป็น
ตัวเชื่อมนวิ คลโี อไทดแ์ ตล่ ะนิวคลีโอไทด์ใหเ้ ข้ากันจนเปน็ สายยาว แลว้ ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาผลการ
ทดลองของคอนเบริ ก์ ในตารางท่ี 16.4 ในหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิ่มเตมิ ชีววิทยา เล่ม 4 หน้า 63
เพ่อื ให้นักเรียนเปรียบเทยี บอตั ราส่วนของเบสใน DNA ที่สงั เคราะห์ไดก้ บั DNA แมแ่ บบ ซึ่ง
นักเรยี นควรได้ข้อสรุปร่วมกนั วา่ อัตราส่วนของ A+T/C+G ใน DNA ท่ีสังเคราะหไ์ ด้กบั อตั ราส่วน
ของ A+T/C+G ใน DNA แมแ่ บบมีอตั ราสว่ นใกล้เคียงกนั จึงเปน็ ไปได้ว่า DNA ที่สงั เคราะห์ได้
นา่ จะประกอบดว้ ยจานวนนวิ คลีโอไทดใ์ กลเ้ คียงกบั DNA แมแ่ บบ และมโี ครงสรา้ งคล้ายกับ DNA
แม่แบบ
5) ครนู าเสนอ power point การสังเคราะห์ DNA โดยตงั้ คาถามถามนักเรียนว่า การสงั เคราะห์
DNA สายใหม่ทงั้ 2 สายเหมอื นหรอื แตกตา่ งกันอยา่ งไร แล้วให้นักเรียนศึกษาการสังเคราะห์
DNA ในหนงั สือเรยี นรายวิชาเพิ่มเตมิ ชีววิทยา เล่ม 4 หน้า 63-64 ซึ่งนกั เรียนควรไดข้ ้อสรปุ
รว่ มกนั ว่า
- DNA เกลยี วคจู่ ะคลายเกลยี วออกจากกัน DNA แมแ่ บบ 2 สายที่แยกออกจากกนั มีทิศทาง
จากปลาย 5’ ไปยงั ปลาย 3’ สวนทางกัน
- DNA สายท่มี ปี ลาย 3’ ไปยังปลาย 5’ จะเป็นแมแ่ บบในการสร้าง DNA สายใหมจ่ ากทิศทาง
5’ ไปยงั 3’ อยา่ งตอ่ เนอื่ งเป็นสายยาว DNA สายใหมน่ ี้เรียกว่า ลดี ดิงสแตรนด์ให้เปน็ สาย
ยาว
- DNA อกี สายหนึง่ ทมี่ ปี ลาย 5’ ไปยงั ปลาย 3’ ไม่สามารถเป็นแม่แบบเพอ่ื สร้างสาย DNA
จากทศิ ทางจากปลาย 3’ ไปยังปลาย 5’ ไดอ้ ยา่ งตอ่ เนื่อง การสร้าง DNA สายใหม่จงึ เปน็ การ
สร้างสายส้นั ๆ ทศิ ทางจากปลาย 5’ ไปยงั ปลาย 3’ และจะมีเอนไซม์ไลเกสเชอื่ ม DNA
สายใหม่ท่เี ปน็ สายสนั้ ๆ เขา้ ด้วยกนั เป็นสายยาว เรยี กว่า แลกกงิ สแตรนด์
6) ครอู ธบิ ายใหน้ ักเรียนเขา้ ใจว่าโครงสรา้ งของ DNA ประกอบด้วยพอลนิ วิ คลโี อไทด์ 2 สาย ที่มี
ความยาวหลายล้ายคู่เบส การเรยี งลาดับเบสมคี วามแตกตา่ งกนั หลายแบบ ทาให้ DNA แตล่ ะ
โมเลกลุ มีความแตกต่างกนั ทล่ี าดับและจานวนของคเู่ บสท้งั ท่ีมีเบสเพียง 4 ชนิด คือ A T C และ
G แล้วถามคาถามกับนกั เรียนวา่ ลาดับเบสใน DNA เกยี่ วขอ้ งกบั การแสดงออกทางพนั ธกุ รรม
หรือไม่ อยา่ งไร นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม โดยครยู ังไมเ่ ฉลยคาตอบท่ถี ูกต้อง
7) ครนู าเสนอ power point การศึกษาของอินแกรมเก่ียวกับโรคโลหิตจางชนดิ ซกิ เคิลเซลล์ โดย
อธิบายให้นักเรียนเขา้ ใจว่าการเปลยี่ นแปลงของ DNA ทาใหก้ ารสังเคราะห์ฮโี มโกลบนิ ผิดปกติ
คอื ลาดับของกรดอะมโิ นสว่ นหน่งึ ของสายบีตาของโมเลกุลฮโี มโกลบนิ ต่างไปจากปกติ ทาให้
เซลล์เมด็ เลือดแดงมลี ักษณะเปน็ รปู เคียว นาออกซิเจนไดน้ อ้ ยลง เกดิ เป็นโรคโรคหิตจางชนิด
ซิกเคิลเซลล์ได้ แสดงวา่ ลาดับเบสของ DNA ทาหนา้ ท่ีควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของส่งิ มชี ีวติ
โดยเมื่อลาดับเบสของ DNA เปลยี่ นแปลงจะมผี ลต่อการสงั เคราะหโ์ ปรตนี ทาให้ลักษณะทาง
พันธกุ รรมเปลีย่ นแปลงไปด้วย
8) ครตู งั้ คาถามถามนกั เรยี น ดังน้ี
- คนทเ่ี ป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์มีลาดบั ของกรดอะมิโนในฮโี มโกลบนิ สายบตี าแตกต่าง
จากคนปกตอิ ย่างไร (แตกต่างกัน คือ กรดอะมิโนตาแหนง่ ที่ 6 ของพอลินิวคลีโอไทดส์ ายบีตา
สายหน่ึงของฮีโมโกลบนิ ในคนปกตเิ ปน็ กรดกลูตามิก สว่ นในคนท่ีเป็นโรคจะเปน็ วาลนี )
- ลักษณะทางพนั ธุกรรมของโรคโลหติ จางชนดิ ซิกเคิลเซลล์เกยี่ วขอ้ งกับโปรตนี และ DNA
อย่างไร (เมื่อเบสของ DNA เปลยี่ นไป การสังเคราะหฮ์ ีโมโกลบนิ จะผิดปกติ ทาให้คนท่ีมี
ลกั ษณะทางพันธุกรรมนเ้ี ป็นโรคโลหิตจางชนดิ ซกิ เคลิ เซลล์)
กิจกรรมรวบยอด
นกั เรยี นและครูร่วมกันอภปิ ราย โดยใชแ้ นวคาถามตอ่ ไปนี้
- เอนไซมท์ ที่ าหนา้ ทเี่ ชอ่ื มต่อ DNA สายส้ัน ๆ ใหเ้ ป็นสายเดยี วกนั คือ (เอนไซมไ์ ลเกส)
- เพราะเหตใุ ดการสรา้ ง DNA สายใหม่จงึ ตอ้ งมีทศิ ทางจากปลาย 5’ ไปยงั ปลาย 3’ เสมอ
(เพราะ DNA พอลเิ มอเรสจะทางานโดยทาหนา้ ท่ีเชอื่ มนวิ คลโี อไทด์ให้ตอ่ กนั เปน็ สายยาวจาก
ปลาย 5’ ไปยงั ปลาย 3’)
- การจาลอง DNA แบบกึง่ อนรุ ักษ์คอื อะไร (การทาให้มีการเพิ่มโมเลกุลของ DNA จาก 1
โมเลกุล เปน็ 2 โมเลกลุ โดย DNA แตล่ ะโมเลกลุ มีพอลนิ วิ คลีโอไทดส์ ายเดิม 1 สาย และสาย
ใหม่ 1 สาย)
9. สื่อและแหลง่ การเรียนรู้
สอื่
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เรอ่ื ง สมบัตขิ องสารพันธุกรรม (1)
2) หนงั สอื เรยี น รายวชิ าเพม่ิ เติมชีววิทยา 2 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรยี นรู้
1) หนงั สือหรอื วารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อินเทอรเ์ นต็
10. การวัดและประเมินผล
เปา้ หมาย หลักฐาน เคร่อื งมือวัด เกณฑก์ ารประเมนิ
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
สาระสาคัญ -การถาม/ตอบ ถูกต้อง
-สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
-การสงั เคราะห์ DNA -สมดุ -ความตรงต่อเวลาและ ถูกต้อง
จานวนคร้งั ทเ่ี ขา้ เรียน
-การควบคมุ ลกั ษณะทาง -การเข้าชั้นเรียนสายไมเ่ กิน 15
นาที และจานวนครง้ั ที่เขา้ เรียน
พันธุกรรม มากกวา่ 80 %
-สามารถตอบคาถามได้อย่าง
ผลการเรยี นรู้ -สมุด ถกู ตอ้ ง
-อธบิ ายและสรปุ การถ่ายทอดยีน
และโครโมโซม การค้นพบสาร
พันธกุ รรม โครโมโซม
องคป์ ระกอบทางเคมีของดเี อ็นเอ
และโครงสร้างของดเี อ็นเอ สมบัติ
ของสารพันธกุ รรมรวมทัง้ มิวเทชัน
ได้
- ตั้งคาถามทีอ่ ยบู่ นพื้นฐานของ
ความรแู้ ละความเขา้ ใจทาง
วิทยาศาสตรห์ รือความสนใจ หรอื
จากประเดน็ ทีเ่ กิดขึ้นในขณะนน้ั ที่
สามารถทาการสารวจตรวจสอบ
หรอื ศกึ ษาค้นควา้ ได้อย่าง
ครอบคลมุ และเชือ่ ถือได้
คุณลกั ษณะ
-ใฝเ่ รียนรู้ -การเขา้ ชั้น
เรยี น
-มุง่ มนั่ ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรียน
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บันทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่
แผนการจดั การเรยี นรู้
รหัสวชิ า ว32142 ชอ่ื รายวิชา ชวี วทิ ยา 2 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนท่ี 2
ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ ยนี และโครโมโซม
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 14 เรื่อง สมบัติของสารพนั ธกุ รรม (1) เวลา 2 ชัว่ โมง
ผู้สอน นางจริ าณัฐ สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
วิวัฒนาการของสิง่ มชี ีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใชเ้ ทคโนโลยีชีวภาพท่มี ีผลกระทบตอ่
มนุษยแ์ ละส่ิงแวดลอ้ ม มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจติ วทิ ยาศาสตร์ สอื่ สารส่งิ ท่ีเรยี นรแู้ ละนา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธบิ ายและสรุปการถ่ายทอดยีนและโครโมโซม การคน้ พบสารพนั ธกุ รรม โครโมโซมองค์ประกอบ
ทางเคมขี องดเี อ็นเอ และโครงสรา้ งของดเี อน็ เอ สมบตั ขิ องสารพนั ธกุ รรม รวมทัง้ มวิ เทชนั ได้
2) ต้งั คาถามที่อยู่ลนพน้ื ฐานของความรูแ้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือจาก
ประเดน็ ท่ีเกดิ ข้ึนในขณะนนั้ ท่ีสามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาค้นควา้ ได้อย่าง
ครอบคลมุ และเชอื่ ถือได้
3. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
1) การสังเคราะห์โปรตีนจาก DNA มี m-RNA ทาหน้าท่ีนารหัสขอ้ มูลทางพันธกุ รรมจาก DNA ใน
นวิ เคลียสมายงั ไรโบโซมในไซโทพลาสซมึ เพือ่ ให้สงั เคราะหโ์ ปรตีน เรยี กกระบวนการถอดรหสั
DNA ใหเ้ ป็นสาย m-RNA ว่า การถอดรหัสหรือทรานสครปิ ชัน (transcription)
2) การเรยี งลาดบั ของนวิ คลีโอไทด์ชนิดต่าง ๆ ของ mRNA ท่มี ี DNA เปน็ แม่แบบ จะเป็นตัว
กาหนดการเรยี งลาดับของกรดอะมิโนท่ีใชใ้ นการสังเคราะห์โปรตีนทเี่ รยี กวา่ รหัสพันธกุ รรม
(genetic code)
3) กระบวนการแปลรหัส (translation) เกดิ ขน้ึ โดย tRNA ที่ทาหน้าท่ีนากรดอะมิมาเรียงตอ่ กนั ตาม
รหัสพนั ธกุ รรมของ mRNA ไดเ้ ปน็ สายพอลเิ พปไทดท์ ่ีสมบรู ณ์ กลายเปน็ โปรตนี ที่มีความ
เหมาะสมและพรอ้ มทางานไดต้ อ่ ไป
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
1) การสังเคราะห์ mRNA จาก DNA แมแ่ บบ
2) รหัสพนั ธุกรรม
3) การสังเคราะห์โปรตนี ท่ีไรโบโซม
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคดิ
3) ทักษะการเรียนรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ญั หา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลุม่
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
1) สบื ค้นขอ้ มลู อภปิ ราย และอธบิ ายกระบวนการสงั เคราะห์โปรตนี
2) สบื ค้นขอ้ มลู วเิ คราะห์ อภปิ ราย เปรียบเทยี บ และสรปุ การสงั เคราะห์ DNA กับการสงั เคาะห์
mRNA
3) วิเคราะห์ อภิปราย และเปรียบเทียบการสังเคราะหโ์ ปรตีนของโพรคารโิ อตและยูคารโิ อต
6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1) ใฝ่เรยี นรู้
2) มุ่งมัน่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรียน
1) ครทู บทวนความรู้เดิมของนกั เรียนเกยี่ วกบั โครงสรา้ งของ DNA ทน่ี ักเรียนได้เรยี นรูม้ าแล้ว แล้ว
อธิบายว่ากรดนิวคลอี ิกที่อย่ใู นเซลล์มที งั้ DNA และ RNA ซง่ึ มลี กั ษณะแตกตา่ งกัน
2) ครนู าเสนอ power point แสดงโครงสรา้ งของ DNA และ RNA แลว้ ต้งั คาถามถามนักเรยี น ดงั น้ี
- RNA มีโครงสรา้ งแตกต่างจาก DNA อยา่ งไร
3) นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม ในรปู แบบของตารางเปรียบเทยี บ โดยควรไดข้ อ้ สรปุ
รว่ มกัน เพื่อเชอ่ื มโยงไปสู่การเรยี นรู้ เรื่อง สมบตั ิของสารพันธกุ รรม (2)
ข้อเปรียบเทยี บ DNA RNA
จานวนพอลินิวคลโี อไทด์ 2 สาย 1 สาย
โครงสรา้ ง บิดเป็นเกลยี ว ไม่บิดเป็นเกลยี ว
ชนดิ ของเบส อะดีนนี กวานนี ไทมีน และ อะดนี ีน กวานนี ยูเรซิล และ
ไซโทซนี ไซโทซนี
ชนิดของน้าตาล ดีออกซไี รโบส ไรโบส
ขัน้ จดั การเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งทีขั้นตอน ดังน้ี
1) ครนู าเสนอ power point แสดงตาแหน่งท่ีอย่ขู อง DNA ในนิวเคลยี ส แลว้ อธบิ ายให้นักเรยี น
เข้าใจว่า DNA อยใู่ นนวิ เคลียส แต่เอนโดพลาสมกิ เรติคูลมั แบบผวิ ขรุขระ ซง่ึ มีไรโบโซมทท่ี าหน้าท่ี
สงั เคราะห์โปรตีนอยู่ในไซโทพลาสซึม แล้วตั้งคาถามถามนกั เรยี น ดังนี้
- DNA สามารถควบคุมการสงั เคราะห์โปรตนี ในไซพลาสซมึ ไดอ้ ยา่ งไร
- เปน็ ไปไดห้ รอื ไม่ว่า DNA ส่งสารบางอย่างออกมาเพือ่ ควบคมุ การสังเคราะหโ์ ปรตีนไซ
โทพลาสซมึ
- สารท่ี DNA สง่ ออกมาน้นั คืออะไร รบั คาส่งั จาก DNA ไดอ้ ย่างไร และมกี ระบวนการ
สังเคราะหโ์ ปรตีนไดอ้ ย่างไร
2) นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม โดยให้สบื ค้นขอ้ มูลสมมติฐานของจาค๊อปและโมนอด
จากการสบื ค้นข้อมูล นกั เรียนควรได้ขอ้ สรุปรว่ มกนั ว่า mRNA เป็นสารตวั กลางท่นี าขอ้ มูลทาง
พันธกุ รรมจาก DNA เกี่ยวกับการสงั เคราะหโ์ ปรตีนมายังไรโบโซมทีอ่ ยใู่ นไซโทพลาสซมึ ซ่งึ เป็น
บรเิ วณทม่ี กี ารสังเคราะหโ์ ปรตีน แล้วครูสรุปใหน้ ักเรียนเขา้ ใจร่วมกนั ว่ากระบวนการสงั เคราะห์
โปรตนี ประกอบดว้ ยข้ันตอน 2 ขัน้ ตอน คอื การสังเคราะห์ RNA จาก DNA และการสังเคราะห์
โปรตีนในไรโบโซม
3) ครูอธิบายให้นักเรยี นเข้าใจวา่ การสังเคราะห์ mRNA จาก DNA แม่แบบจะคลา้ ยกบั การจาลอง
DNA แต่การสงั เคราะห์ mRNA จะใช้ DNA เพยี งสายเดียวเป็นแม่แบบ แล้วตั้งคาถามถาม
นกั เรยี น ดงั น้ี
- การสงั เคราะห์ mRNA มีข้นั ตอนอยา่ งไรบา้ ง
- RNA พอลเิ มอร์เรสมีบทบาทอยา่ งไรในการสังเคราะห์ mRNA
- กระบวนการสังเคราะห์ mRNA จาก DNA แมแ่ บบ เรยี กว่ากระบวนการอะไร
นักเรียนร่วมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถาม โดยครูยังไมเ่ ฉลยคาตอบที่ถูกตอ้ ง
4) ครูนาเสนอ power point การสงั เคราะห์ mRNA ขัน้ เรม่ิ ตน้ ขัน้ การต่อสายยาว และขนั้ สนิ้ สุด
โดยครูนักเรยี นควรได้ขอ้ สรปุ ร่วมกัน ดังนี้
- เอนไซม์ RNA พอลิเมอรเ์ มส จะไปจับกับ DNA บรเิ วณท่ีจะสังเคราะห์ mRNA
- DNA 2 สายคลายเกลยี วออกจากกนั โดยมี DNA สายหนึง่ เปน็ แมแ่ บบ
- นิวคลโี อไทดท์ มี่ ีเบสคู่สมจะเขา้ ไปจับกับเบสของสายแม่แบบ โดยนิวคลโี อไทดท์ ม่ี ีเบสคูส่ มจะ
เช่อื มต่อกนั เปน็ สายยาวมีทิสทางจากปลาย 5’ ไปยงั ปลาย 3’ ซ่งึ สลับทิศทางกบั สาย DNA
แม่แบบ จนได้ mRNA
- mRNA แยกออกจาก DNA ไปยังไรโบโซม เพื่อสงั เคราะหโ์ ปรตนี ตอ่ ไป
5) ครูสรปุ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจร่วมกันว่า RNA พอลเิ มอเรสมบี ทบาทในการสงั เคราะห์ mRNA คอื ทา
ให้พอลนิ วิ คลีโอไทด์ท้งั 2 สายแยกออกจากัน และเช่อื มนวิ คลีโอไทด์ต่อกันเปน็ สาย mRNA โดย
ทิศทางการสงั เคราะห์ mRNA จะสงั เคราะหจ์ ากปลาย 5’ ไปยังปลาย 3’ เรยี กกระบวนการ
สงั เคราะห์ mRNA นีว้ ่า การถอดรหสั (transcription)
6) ครูให้นกั เรียนเปรยี บเทียบกระบวนการสงั เคราะห์ DNA และกระบวนการสงั เคราะห์ mRNA ใน
รูปแบบของตาราง ซงึ่ นักเรียนควรไดข้ อ้ สรุปรว่ มกนั ดังนี้
กระบวนการสังเคราะห์ DNA กระบวนการสังเคราะห์ mRNA
1) ใช้พอลินิวคลโี อไทด์เปน็ แม่แบบท้งั 2 1. ใชพ้ อลนิ ิวคลีโอไทด์ท่เี ป็นแมแ่ บบสาย
สาย เดยี ว
2) ใช้เอนไซม์พอลิเมอรเ์ รสใน 2. ใชเ้ อนไซม์ RNA พอลเิ มอเรสในการ
การสงั เคราะห์ สงั เคราะห์
3) ใช้ดอี อกซีไรโบนิวคลีโอไทดท์ ่ี 3. ใชไ้ รโฐนิวคลโี อไทดท์ ่ีประกอบด้วย
ประกอบด้วยเบส 4 ชนิด คือ A T C G เบส 4 ชนดิ คอื A U C G
4) ผลผลิตได้ DNA สายใหม่ 2 สาย 4. ผลผลิตได้ mRNA สายเดยี ว
7) ครนู าเสนอ power point ภาพจาลอง RNA ชนดิ ตา่ ง ๆ แลว้ อธิบายให้นกั เรยี นเข้าใจว่า
นอกจาก mRNA ท่ีทาหน้าท่ีนารหัสการสรา้ งโปรตีนจาก DNA ไปยังไรโบโซมแล้วยังมี RNA อีก 2
ชนดิ ซง่ึ เกดิ อยใู่ นนิวเคลียสเหมอื นกัน คือ tRNA ท่ีทาหน้าทีน่ ากรดอะมโิ นที่สอดคลอ้ งกบั รหสั
การสร้างโปรตีนบนสาย mRNA มาตอ่ กนั เปน็ สายพอลเิ พปไทด์ และ rRNA ทีเ่ ป็นองค์ประกอบ
ของไรโบโซม ซงึ่ ทาหนา้ ท่ีในกระบวนการสังเคราะหโ์ ปรตีนอีกดว้ ย
8) ครูถามคาถามนักเรียนว่า เมื่อ mRNA ถอดรหัสจาก DNA แลว้ mRNA จะสังเคราะหโ์ ปรตีนได้
อยา่ งไร โดยนาเสนอ power point แสดงโครงสรา้ งของ DNA เพอื่ ใหน้ กั เรียนเห็นความแตกต่าง
ของโมเลกลุ DNA วา่ อยู่ทจ่ี านวนและลาดับนวิ คลีโอไทดใ์ น DNA ซ่งึ นักเรยี นควรไดเข้อสรปุ
รว่ มกนั ว่า ลาดับของนวิ คลโี อไทด์ของ DNA เปน็ ข้อมูลทางพันธุกรรมทถ่ี อดรหสั ให้ mRNA โดย
ความแตกตา่ งของนิวคลีโอไทด์เกิดจากเบสท่ีเป็นองค์ประกอบ
9) ครูเน้นใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจว่าลาดบี นวิ คลโี อไทด์ในสาย DNA และ RNA เรียกว่า ลาดับเบส โดย
ลาดบั เบสของ DNA จะกาหนดลาดับเบสของ mRNA และลาดบั เบสของ mRNA จะกาหนดชนดิ
และการเรยี งตัวของกรดอะมโิ น เพือ่ สังเคราะห์โปรตีน ซง่ึ เรียกว่า รหสั พันธุกรรม (genetic
code) โดยกรดอะมโิ นทีใ่ ชใ้ นการสังเคราะห์โปรตนี มปี ระมาณ 20 ชนดิ
10) ครูถามคาถามนักเรียน ดังนี้
- นกั เรียนคิดวา่ ต้องใช้นวิ คลีโอไทดจ์ านวนเท่าใดต่อ 1 รหัสพนั ธกุ รรมในสาย mRNA1 ซึง่ จะ
ครอบคลุมชนิดของกรดอะมโิ นครบทัง้ 20 ชนิด
นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถาม โดยครูชว่ ยอธิบายให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ โมเลกลุ
ของ RNA มีนิวคลโี อไทดเ์ พียง 4 ชนิด คอื A T C G ถ้ารหสั พันธกุ รรม 1 รหัส ประกอบด้วย
1 นิวคลีโอไทด์ จะได้ 4 รหัส
11) ครูให้นักเรยี นแบง่ กลุ่ม เพ่อื หาว่าถ้ารหัสพนั ธกุ รรม 1 รหัส ประกอบด้วย 2 นวิ คลโี อไทด์ จะได้
รหสั พนั ธุกรรมกี่รหสั นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายและออกแบบรหสั พนั ธกุ รรม โดยครทู าหนา้ ที่
สรุปผลการอภปิ ราย โดยไดข้ ้อสรุปรว่ มกนั ดังนี้
AA AT AC AG
CC CA CT CG
GG GA GT GC
TT TA TC TG
ถ้า 1 รหัส ประกอบด้วยเบส 2 โมเลกุลเรียงกัน เปน็ รหสั ของกรดอะมโิ น 1 ชนดิ จะจัดเรียง
ได้ 42 = 16 รหัส ซ่งึ ไมเ่ พียงพอตอ่ กรดอะมโิ นทง้ั 20 ชนิด แล้วครูอธิบายใหน้ ักเรียนฟงั ว่า
ถ้ารหัสพนั ธุกรรม 1 รหสั ประกอบดว้ ย 3 นวิ คลีโอไทด์ จะได้ รหัส 43 = 64 รหัส ซ่ึง
เพยี งพอตอ่ จานวนกรดอะมโิ น โดยเรียกรหัสพันธกุ รรม 1 รหัส ทป่ี ระกอบด้วย 31
นิวคลีโอไทด์น้วี ่า โคดอน (codon)
12) ครนู าเสนอ power point แสดงรหสั พันธุกรรมทง้ั 64 รหัสในรูปแบบของตาราง แลว้ ถามคาถาม
นักเรียน ดังน้ี
- รหัสพนั ธุกรรมก่ีรหสั ท่กี าหนดกรดอะมโิ น 20 ชนิด
- รหสั ใดบ้างที่ไมก่ าหนดกรดอะมิโน
นกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายคาตอบ โดยไดข้ ้อสรุปรว่ มกันวา่ รหสั พนั ธกุ รรมทก่ี าหนดกรออะมโิ น 20
ชนดิ มีเพยี ง 61 รหัส เทา่ นั้นทก่ี าหนดกรดอะมิโนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน สว่ นรหสั
พันธกุ รรมอกี 3 รหัส ไดแ้ ก่ UAA UAG UGA จะไม่กาหนดกรดอะมิโน แต่เป็นรหัสหยุดการ
สังเคราะหโ์ ปรตนี
13) ครนู าเสนอ power point แสดงการสังเคราะหโ์ ปรตีนทีไ่ รโบโซม ให้นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ ราย
และสรปุ ข้นั ตอนการสงั เคราะห์โปรตนี อีกครง้ั หนง่ึ แลว้ ตัง้ คาถามภามนักเรยี น ดังนี้
- สาย mRNA 1 สายสามารถสังเคราะห์สายพอลิเพปไทด์พรอ้ มกันไดห้ ลายสายหรือไม่ (การ
สังเคราะหพ์ อลิเพปไทด์สามารถเกิดขน้ึ พร้อมกนั ไดห้ ลายสายพรอ้ มกัน โดยไรโบโซมมาเกาะ
กบั mRNA ไดห้ ลาย ๆ ไรโบโซม เรยี ก mRNA ทเ่ี กิดข้ึนน้ีวา่ พอลไิ รโบโซมหรอื พอลโิ ซม)
- สิ่งทีใ่ ช้ในกระบวนการสงั เคราะหโ์ ปรตนี มอี ะไรบ้าง (DNA mRNA tRNA ไรโบโซม กรดอะมิ
และเอนไซม์)
- tRNA มบี ทบาทอย่างไรในการสังเคราะห์โปรตนี (tRNA จะนากรดอะมิโนทีต่ รงกับโคดอน
ของ mRNA)
- การสังเคราะหโ์ ปรตีนของโพรคาริโอตแตกต่างจากยูคาริโอตหรือไม่ อยา่ งไร (การสังเคราะห์
โปรตนี ของโพรคาริโอตทงั้ กระบวนการถอดรหัสและการแปลรหสั เกิดในไซโทพลาสซมึ เพราะ
ไมม่ ีเย่ือหมุ้ นวิ เคลยี ส สว่ นยูคารโิ อตการถอดรหัสเกิดในนวิ เคลียส แตก่ ารแปลรหัสเกิดในไซ
โทพลาสซึม)
14) ครใู ห้นกั เรยี นเช่ือมโญงความร้ทู ไ่ี ด้เรียนมาแล้วกบั ความร้เู ดมิ วา่ DNA ทาหนา้ ทส่ี งั เคราะห์
โปรตนี แล้วโปรตนี ทส่ี รา้ งขึ้นนี้ไปทาหนา้ ท่ีอะไรบา้ ง นักเรยี นรว่ มกนั ตอบคาถามซ่ึงสามารถตอบ
ได้หลากหลาย เชน่ โปรตนี เฮโมโกลบินชว่ ยขนส่งออกซิเจน โปรตีนที่เป็นเอนไซม์หรอื ฮอร์โมน
ต่าง ๆ และคลอลาเจนและเคอราทนิ ทเี่ ป็นโปรตีนในผิวหนงั และขน เป็นต้น
กจิ กรรมรวบยอด
1) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปราย โดยใชแ้ นวคาถามตอ่ ไปน้ี
- ถ้าโคดอนของ mRNA โมเลกุลหนึง่ มีลาดับเบส ดังน้ี
5’ A U G C A C G G G U A U A U C U A A 3’ จงบอกเบสของแอนตโิ คดอนของ tRNA
โดยเรียงลาดับแอนติโคดอนของ tRNA ท่ีจะเข้าจับสาย mRNA และลาดับของกรดอะมโิ นใน
สายพอลเิ พปไทด์ (ลาดบั เบสของแอนตโิ คดอน tRNA คอื UAC GUG CCC AUA UAG สว่ น
UAA เปน็ โคดอนของรหัสหยุด จึงไมม่ ลี าดบั เบสท่ีเปน็ แอนตโิ คดอน และลาดับของกรด
อะมิโนในสายพอลินิวคลโี อไทด์ คือ Met His Gly Try lle ส่วนรหสั UAA เป็นรหัสหยดุ การ
สงั เคราะห์โปรตีน)
- พอลเิ พปไทด์สายหนง่ึ มลี าดบั กรดอะมิโน ดงั น้ี Met-Pro-Lys-Val จงบอกลาดบั เบสท่ีอาจ
เปน็ ไปไดข้ อง mRNA ทส่ี ร้างพอลิเพปไทดส์ ายน้ี (เชน่ 5’ AUG CCA AAA GUG 3’)
2) ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนี้
- ในการสังเคราะห์ mRNA มที ิศทางจากปลาย 5’ ไปยังปลาย 3’ หรอื จากปลาย 3’ ไปยัง
ปลาย 5’
- RNA polymerase มีบทบาทอย่างไรในการสังเคราะห์ mRNA
- ถา้ ลาดบั DNA แม่แบบมีลาดบั เบส 3’ T A C G G C A T A T C G A 5’ ลาดบั เบสของ
mRNA ท่ีสังเคราะห์ได้จะเปน็ อยา่ งไร
- mRNA tRNA และ rRNA แต่ละชนดิ มหี นา้ ท่เี ก่ยี วขอ้ งกับกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน
อยา่ งไร
3) ครตู รวจสอบการบันทึกความรูท้ ไี่ ดจ้ ากการเรยี นและการตอบคาถาม
9. สื่อและแหล่งการเรยี นรู้
สอื่
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เร่ือง สมบัตขิ องสารพันธุกรรม (2)
2) หนังสอื เรียน รายวชิ าเพิ่มเติม ชวี วทิ ยา 2 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรยี นรู้
1) หนงั สือหรอื วารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ นต็
10. การวัดและประเมินผล
เปา้ หมาย หลกั ฐาน เคร่ืองมือวัด เกณฑก์ ารประเมนิ
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ ถกู ต้อง
-สามารถตอบคาถามได้อย่าง
-การสงั เคราะห์ mRNA จาก -สมุด -ความตรงต่อเวลาและ ถูกต้อง
จานวนคร้งั ทเี่ ข้าเรยี น
DNA แมแ่ บบ -การเขา้ ช้ันเรยี นสายไมเ่ กิน 15
นาที และจานวนครง้ั ทเ่ี ข้าเรยี น
-รหัสพันธุกรรม มากกวา่ 80 %
-สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
การสงั เคราะห์โปรตนี ทีไ่ รโบโซม ถูกตอ้ ง
ผลการเรียนรู้ -สมุด
-อธบิ ายและสรปุ การถ่ายทอดยนี
และโครโมโซม การค้นพบสาร
พันธุกรรม โครโมโซม
องค์ประกอบทางเคมีของดเี อ็นเอ
และโครงสร้างของดเี อ็นเอ สมบตั ิ
ของสารพันธกุ รรมรวมทงั้ มวิ เทชัน
ได้
- ตง้ั คาถามที่อยู่บนพืน้ ฐานของ
ความรู้และความเขา้ ใจทาง
วิทยาศาสตร์หรอื ความสนใจ หรอื
จากประเดน็ ท่ีเกิดข้ึนในขณะน้ันที่
สามารถทาการสารวจตรวจสอบ
หรอื ศกึ ษาคน้ คว้าไดอ้ ยา่ ง
ครอบคลมุ และเชื่อถือได้
คุณลักษณะ
-ใฝ่เรยี นรู้ -การเข้าชนั้
เรยี น
-มุ่งม่ันในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วิธแี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทกึ การสง่ แผนจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจิราณฐั สาธพิ า
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทพิ วรรณ เมืองมลู
ความเหน็ ของรองผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤติมา มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปยิ ะ ใจชมุ่
แผนการจัดการเรยี นรู้
รหสั วิชา ว32142 ชื่อรายวชิ า ชีววทิ ยา 2 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2
ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ ยีนและโครโมโซม
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 15 เร่ือง มวิ เทชัน เวลา 2 ชว่ั โมง
ผูส้ อน นางจริ าณฐั สาธพิ า
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
วิวัฒนาการของส่ิงมชี วี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพทมี่ ผี ลกระทบตอ่
มนษุ ยแ์ ละส่งิ แวดล้อม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ ละจิตวิทยาศาสตร์ สอื่ สารสงิ่ ที่เรียนรู้และนา
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธิบายและสรุปการถา่ ยทอดยนี และโครโมโซม การคน้ พบสารพันธุกรรม โครโมโซมองค์ประกอบ
ทางเคมีของดีเอ็นเอ และโครงสรา้ งของดเี อน็ เอ สมบัติของสารพันธุกรรม รวมทงั้ มวิ เทชนั ได้
2) ตง้ั คาถามท่อี ยู่ลนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือจาก
ประเดน็ ทเี่ กิดข้ึนในขณะนั้น ท่ีสามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ คว้าไดอ้ ย่าง
ครอบคลมุ และเชอื่ ถือได้
3. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
1) มิวเทชนั (mutation) เปน็ การเปลีย่ นแปลงลาดบั เบสและจานวนของเบสใน DNA โดยเปน็ การ
เปลย่ี นแปลงท่ีเกดิ กับโครโมโซมซึ่งมผี ลทาให้ลักษณะหรือฟีโนไทปข์ องสง่ิ มีชีวติ เปลยี่ นไปและ
สามารถถ่ายทอดลกั ษณะไปยังรนุ่ ตอ่ ไปได้
2) การเกิดมิวเทชนั อาจเปน็ การเกดิ มวิ เทชนั เฉพาะจุด ซงึ่ ประกอบด้วย การแทนท่ีคู่เบส และการ
เพม่ิ ข้ึนหรือขาดหายของนิวคลีโอไทด์
3) ความผดิ ปกตทิ เ่ี กิดจากมิวเทชนั เชน่ กลุ่มอาการครดิ ซู าต์ กลุม่ อาการดาวน์ กลุ่มอาการพาทัวซิม
โดรม และกลุ่มอาการเทอร์เนอรซ์ ิมโดรม
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
1) การเกดิ มิวเทชันแบบการแทนทคี่ ู่เบส
2) การเกดิ มวิ เทชันแบบการเพิ่มขึน้ หรอื การขาดหายของนวิ คลีโอไทด์
3) อาการท่ีเกดิ จากความผิดปกตขิ องโครโมโซม
ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทักษะการคดิ
3) ทกั ษะการเรยี นรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ญั หา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลุ่ม
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) อธิบายความหมายของมิวเทชนั และยกตวั อย่าง
2) สืบค้นขอ้ มูล อภิปราย และอธิบายสาเหตุและผลของการเกดิ มวิ เทชันเฉพาะจุดและมวิ เทชัน
ระดบั โครโมโซม
6. คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1) ใฝ่เรยี นรู้
2) มุ่งม่ันในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ขน้ั นาเข้าสบู่ ทเรยี น
ครสู นทนากบั นกั เรียนและนาเสนอ power point เกยี่ วกับลกั ษณะคนท่ีผิดปกติทีเ่ กดิ จากพนั ธกุ รรม
เชน่ ลกั ษณะผวิ เผอื ก และกลุ่มอาการดาวน์ซมิ โดรม โดยใหน้ ักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายถงึ ลกั ษณะทผ่ี ิดปกติ
ดงั กลา่ ว โดยให้นกั เรียนควรไดข้ ้อสรุปร่วมกนั ว่า ลกั ษณะทีเ่ ปลย่ี นแปลงไปเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ DNA
และโครโมโซม ซึง่ เปน็ ลกั ษณะทถ่ี า่ ยทอดทางพันธุกรรมได้
ข้นั จัดการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซง่ึ ขั้นตอน ดงั นี้
1) ครูทบทวนความรเู้ ดิมของนกั เรยี นท่ีไดเ้ รยี นมาแลว้ โดยนาเสนอ power point แสดงโครงสรา้ ง
ลาดบั กรดอะมิโนของเซลล์เมด็ เลอื ดแดงท่ผี ิดปกติกับเซลล์เม็ดเลอื ดแดงชนดิ ซิกเคิลเซลล์ ที่ได้
จากการศึกษาของอนิ แกรม แล้วถามคาถามของนกั เรยี นว่า
- โครงสรา้ งกรดอะมโิ นของเซลล์เมด็ เลอื ดแดงชนิดซิกเคลิ เซลล์แตกต่างจากเซลล์เม็ดเลอื ดแดง
ของคนปกติอย่างไร (ลาดบั กรดอะมิโส่วนหนึง่ ในสายบตี าของโมเลกุลฮโี มโกลบินของคนปกติ
เปน็ กรดกลตู ามิก สว่ นคนที่เป็นโลหิตจางชนิดซิกคิลเซลลเ์ ป็นวาลีน)
2) ครูนาเสนอ power point แสดงการเกิดมวิ เทชนั เฉพาะจดุ แบบการแทนที่เบสทเ่ี ปน็ สาเหตกุ าร
ทาให้เป็นโรคโลหิตจางชนดิ ซิกเคิลเซลล์ แลว้ อบิ ายให้นกั เรียนเขา้ ใจวา่ การท่ีกรดกลตู ามกิ
เปลี่ยนแปลงไปอาจเกดิ จากความผิดพลาดขณะที่ DNA จาลองตวั เอง ดังนน้ั เมือ่ DNA ที่
สงั เคราะห์มาได้ถ่ายทอดรหสั ให้ mRNA การแปลรหสั จาก mRNA จงึ ไดก้ รดอะมโิ นท่แี ตกตา่ งไป
จากเดมิ การเกิดมวิ เทชันเฉพาะจดุ แบบการแทนทเ่ี บสในคนทเ่ี ป็นโลหิตจางชนดิ ซกิ เคิลเซลลจ์ ะมี
รหสั พันธุกรรมทีเ่ ปลย่ี นจาก CTC เป็น CAC ทาให้กรดอะมิโนเปล่ียนจากกรดกลูตามกิ เป็นวาลนี
แลว้ ถามคาถามดังน้ี
- กรดกลตู ามิกในสายบตี าของโมเลกลุ ฮีโมโกลบินเปลีย่ นเป็นวาลนี ได้อยา่ งไร (ในการเกิดโลหิต
จางชนิดซิกเคลิ เซลล์น้ัน เป็นการเกดิ มวิ เทชันเฉพาะจดุ )
- การเปลยี่ นแปลงของเบสในดีเอน็ เอเป็นอยา่ งไร (ในการจาลอง DNA ครงั้ แรก มกี ารจบั คเู่ บส
ผิดคู่ เบส G ควรจะจบั ค่กู ับเบส C แตไ่ ปจบั คู่กบั เบส T แทน และเม่อื สายพอลิเพปไทด์ทม่ี ี
เบส T นี้ไปสรา้ งพอลนิ ิวคลีโอไทด์สายใหม่ เบส T จะไปจับคกู่ บั เบส A ทาใหล้ าดับเบสใน
สาย DNA เปลย่ี นแปลงไป)
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขนึ้ กับ DNA อาจมผี ลตอ่ การเปลยี่ นแปลงรหสั พนั ธกุ รรมและการ
สังเคราะหโ์ ปรตนี อย่างไร (ถ้า DNA สายทีเ่ กิดมิวเทชันไปเปน็ แม่แบบในการสร้าง mRNA จะ
มรี หัสบนสาย mRNA ในตาแหน่งท่ีเกดิ มิวเทชนั เปลย่ี นแปลง การแปลรหสั ในการสังเคราะห์
โปรตีนจะไมไ่ ดช้ นดิ ของกรดอะมิเหมือนสายปกติ)
3) ครอู ธิบายเพ่มิ เตมิ ถงึ สาเหตขุ องการเกิดมวิ เทชันเฉพาะจุดว่า เกิดข้นึ ได้หลายสาเหตุ เช่น จากรังสี
อลั ตราไวโอเลต สารเคมีบางอยา่ ง เชน่ สารอะฟลาทอกซนิ ซึง่ มีผลทาให้ DNA หรอื ยนี
เปลย่ี นแปลงไดห้ ลายลกั ษณะ กรเปลย่ี นแปลจะก่อให้เกดิ ผลตอ่ ลุกหลาน ถ้าบรเิ วณท่ีเกดิ มวิ เทชัน
นัน้ ถา่ ยทอดไปยังรุน่ ต่อไปได้ แล้วถามคาถามนักเรยี นดงั น้ี
- ถา้ DNA ท่ีเปน็ แม่แบบในการสร้าง mRNA ที่มีลาดบั เบสเปน็ CUU UCU ACA AAA เกดิ มิว
เทชันเฉพาะจุดทท่ี าใหส้ าย mRNA มีลาดบั เบสเป็น UU UCU ACA AAA จะมผี ลอยา่ งไรใน
ระดับพอลิเพปไทดแ์ ละลักษณะของสิง่ มชี ีวิต (ทาให้กรดอะมใิ นบริเวณมวิ เทชัน คือ CUU ท่ี
เปน็ รหัสพนั ธกุ รรมของกรดอะมโิ นลิวซนี เปล่ียนเป็น UU ซง่ึ เปน็ รหสั พนั ธุกรรมของกรด
อะมโิ นฟนี ลิ อะลานนี ทาให้ลาดับกรดอะมโิ นเปลี่ยนแปลงไปอาจมผี ลตอ่ ลกั ษณะของ
สิ่งมีชวี ิต)
- การเกิดมิวเทชันแบบการแทนท่ีคู่เบสทาให้เกดิ ผลเสียเสมอไปหรือไม่ เพราะเหตุใด (ไมเ่ สมอ
ไป เพราะถา้ การแทนทีค่ ู่เบสน้นั เป็นรหสั ท่กี าหนดกรดอะมโิ นชนดิ เดียวกนั )
4) ครูนาเสนอ power point เกย่ี วกบั การเกดิ เฟรมชิฟท์มิวเทชนั แลว้ อธบิ ายให้นกั เรียนเขา้ ใจวา่
การเกิดมิวเทชันลักษณะนเี้ ป็นการเพ่มิ ขนึ้ หรือขาดหายไปของคูน่ ิวคลีโอไทดใ์ นบางตาแหน่งของ
ยนี ซึ่งจะแตกต่างจากการเกดิ มวิ เทชันแบบการแทนทค่ี ูเ่ บส ดังนี้
การแทนทคี่ ูเ่ บส เฟรมวิฟท์มิวเทชัน
มกี ารเปล่ียนแปลงแทนท่ีคู่เบสในสายพอลนิ ิวคลี มกี ารเพิม่ ขึน้ หรอื ขาดหายของ 1 นวิ คลีโอ
โอไทด์ของ DNA เช่น A-T ถกู แทนทดี่ ว้ ย C-G ไทดห์ รือมากกว่าในสายพอลนิ ิวคลีโอไทด์
ของ DNA
มผี ลทาให้เปลี่ยนแปลงเฉพาะบริเวณรหัส มีผลทาใหร้ หัสพนั ธกุ รรมเปลีย่ นแปลงไปจาก
พันธุกรรมแต่ไมท่ าให้รหสั พันธกุ รรมอนื่ ๆ เดิมลาดบั และชนิดของกรดอะมโิ นหลังจากน้ี
เปลีย่ นแปลง จะเปล่ยี นแปลงไปดว้ ย
อาจมีผลหรอื ไมม่ ผี ลตอ่ ลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ติ ก็ได้ สมบตั ิของพอลนิ ิวคลีโอไทด์หรือโปรตนี ทไ่ี ด้
คือ จากการสงั เคราะหโ์ ปรตนี จะแตกต่างไปจาก
- ถา้ เกิดการแทนท่ีคเู่ บสในรหสั เดิม และมีผลต่อลักษณะของสงิ่ มีชีวติ
พันธกุ รรมรหัสเดียวกนั อาจจะ
ไมม่ ีผลต่อการเปล่ยี นแปลงชนดิ
กรดอะมโิ น จึงไม่มผี ลต่อ
ลกั ษณะทางพันธกุ รรม
- ถ้าทาใหช้ นิดของกรดอะมโิ น
เปล่ียนไป โปรตนี จะเปลย่ี นไป
ด้วย จะมผี ลต่อการแสดง
ลกั ษณะของส่ิงมชี วี ิต
5) ครูเน้นให้นกั เรียนเขา้ ใจว่า มวิ เทชันเกดิ ได้ทงั้ ในเซลลร์ ่างกายและเซลลส์ ืบพันธ์ุ โดยถ้ามิวเทชัน
เกดิ ขึ้นในเซลล์สืบพันธจ์ุ ะสามารถถา่ ยทอดไปสู่ลกู หลานได้ ซึง่ ในปจั จบุ นั การเกิดมิวเทชันจาก
มนุษยม์ ีอัตราสูงกวา่ ที่เกดิ โดยธรรมชาติ โดยสิ่งทกี่ ่อให้เกดิ การกลายหรอื มวิ เทชนั ไดแ้ ก่ รังสี
ความร้อน และสารเคมี แลว้ ถามคาถามนักเรยี น ดังนี้
- ถ้าเกดิ การเพมิ่ ขึ้นหรือขาดหายของ 3 นิวคลีโอไทด์ท่ีเป็นโคอดอน จะเกดิ ความผดิ ปกติ
อย่างไร (ชนดิ ของกรดอะมิในบริเวณดงั กล่าวเปล่ียนแปลงไป ถ้าเกดิ ลกั ษณะเช่นนี้ 1-2
นวิ คลีโอไทดม์ ักจะมผี ลต่อการเปลีย่ นแปลงในการทางานของพอนิวคลีโอไทด์)
- การเกดิ มวิ เทชนั เฉพาะจุดทเี่ กิดภายในเซลล์ สามารถสังเกตด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศนไ์ ดห้ รอื ไม่
(ไมไ่ ด้ เพราะการเกิดมวิ เทชันเฉพาะจุดเป็นการเกิดในระดับยนี ซึง่ ต้องตรวจสอบด้วยวิธกี าร
หาลาดับเบส)
6) ครูอธบิ ายเกี่ยวกับการเกดิ มิวเทชนั ระดบั โครงสร้างของโครโมโซม โดยนักเรยี นควรไดข้ ้อสรปุ
รว่ มกันวา่ การเกิดมวิ เทชนั ระดับโครโมโซมมี 2 แบบ ดงั นี้
- การเปลย่ี นแปลงด้านโครงสรา้ งของโครโมโซม ครูนาเสนอ power point เก่ียวกับการ
เปลี่ยนแปลงโครงสรา้ งของโครโมโซม แล้วอธิบายให้นกั เรยี นฟังว่าเกิดจากความผดิ ปกติใน
การแบง่ เซลล์แบบไมโอซิส รังสตี ่าง ๆ หรอื สารเคมี ทาให้บางส่วนของโครโมโซมขาดหายไป
แลว้ กลบั มาต่อใหม่แต่กลับหวั กลับหาง ทาใหย้ นี สลบั กนั หรอื ทาใหโ้ ครโมโซมเกนิ มาจากปกติ
หรอื ทาใหเ้ กิดการแลกเปล่ยี นชน้ิ สว่ นของโครโมโซมต่างคู่กนั จากการเปลีย่ นแปลงโครงสร้าง
ของโครโมโซม ทาให้จานวนของเบสและลาดบั ของเบสเปลี่ยนแปลงไป ทาให้รหสั พันธุกรรม
และการสงั เคราะหโ์ ปรตีนเปลย่ี นแปลงไป เกดิ การเปลี่ยนแปลงของฟีโนไทป์ ทาให้เกดิ โรค
ตา่ ง ๆ เช่น กล่มุ อาการคริดซู าต์ แลว้ ครนู าเสนอ power point เก่ยี วกบั ลกั ษณะอาการและ
คารีโอไทป์ของกลุ่มอาการครดิ ูซาต์
- การเปลีย่ นแปลงดา้ นจานวนโครโมโซม มีสาเหตมุ าจาการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ ผิดปกติ คอื
เกิดปรากฎการณน์ อนดสิ จังชัน ครนู าเสนอ power point แสดงการเกดิ นอนดิสจังชันของ
ออโตโซมเม่ือแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส แล้วอธบิ ายใหน้ กั เรียนฟังว่า ปรากฎการณ์นอนดิสจังชนั
เกดิ จากฮอมอโลกสั โครโมโซมไม่แยกออกจากกันในระยะแอนนาเฟส I หรือโครมาทดิ ไมแ่ ยก
ออกจากกันในระยะแอนนาเฟส II ทาใหโ้ ครโมโซมหรือโรมาทดิ เคลอื่ นย้ายไปยงั ขวั้ ของเซลล์
เซลล์สืบพันธทุ์ ไ่ี ด้จึงมจี านวนโครโมโซมขาดหรอื เกดิ กว่าปกติ พบได้ทั้งในออโตโซมและ
โครโมโซมเพศ ทาให้เกิดโรคตา่ ง ๆ เช่น กลมุ่ อาการดาวน์ กลมุ่ อาการเทอร์เนอร์ซินโดรม
แล้วครนู าเสนอ power point เกี่ยวกับลักษณะอาการและคารโิ อไทปข์ องกลุม่ อาการดาวน์
7) ครูตั้งคาถามถามนักเรยี น ดังนี้
- ลักษณะของกลมุ่ อาการครดิ ูซาต์แตกต่างจากกลุ่มอาการดาวนอ์ ยา่ งไร (กล่มุ อาการคดซู าต์มี
ลักษณะผิดปกติ คอื ศรษี ะเล็ก ใบหน้ากลม ตาเล็กอยูห่ ่างกันและเฉียง ด้ังจมูกแบน ใบหอู ยู่
ตา่ กว่าปกติ เสน้ สายเสยี งผดิ ปกติ ทาให้เสยี งเล็กแหลมคลา้ ยแมว ปัญญาอ่อน และอาจมีชวี ิต
อยูไ่ ดจ้ นเป็นผู้ใหญ่ ส่วนกลุม่ อาการดาวนม์ ีลักษณะผิดปกติ คอื รปู ร่างเตีย้ ตาห่าง หางตาช้ี
ขน้ึ ล้นิ โตคับปาก คอสั้นกวา้ ง นวิ้ มือและน้ิวเท้าส้นั ลายนิ้วมอื ผิดปกติ และปญั ญาอ่อน)
- คาริโอไทป์ของกลุ่มอาการคริดูซาต์ เกิดจากการผิดปกตขิ องโครโมโซมคูใ่ ด และจานวน
โครโมโซมเปล่ียนแปลงไปหรือไม่ (แขนข้างส้นั ของโครโมโซมคู่ที่ 5 ขาดหายไป จานวน
โครโมโซมไมเ่ ปลี่ยนแปลง)
- ถา้ พอ่ สร้างโครโมโซม XY ผสมกบั ไข่ที่มโี ครโมโซม X ลกู จะมโี ครโมโซมเพศเป็นอยา่ งไรและ
เกิดเป็นเพศใด (โครโมโซมเพศของลกู เป็น XXY เปน็ เพศชาย)
8) ครใู ห้นกั เรยี นศกึ ษาตารางแสดงกล่มุ อาการทีเ่ กดิ จากการเปลย่ี นแปลงจานวนโครโมโซมในคน ใน
หนังสือเรยี น รายวิชาเพิม่ เติมชีววิทยา เล่ม 4 หน้า 89 แลว้ อธบิ ายเพ่มิ เตมิ ให้นักเรียนฟงั ว่า การ
ท่จี านวนโครโมโซมขาดหรือเกินเป็นชุด เรียกวา่ พอลพิ ลอยด์ มกั พบในพชื และมีประโยชน์มาก
เช่น ข้าวโพดพนั ธุ์ 4n มวี ติ ามนิ สงู กว่าพันธ์ุ 2n แต่ถ้าพบในสัตวโ์ ดยเฉพาะในสัตวท์ ี่เล้ยี งลกู ดว้ ย
น้านมมักจะเกิดผลเสยี มากกว่าผลดี แลว้ ถามคาถามนกั เรยี น ดังนี้
- เพราะเหตใุ ดพชื ที่เปน็ พอลพิ ลอยดเ์ ลขคี่จงึ เป็นหมัน (ในกระบวนการแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ
เพือ่ สรา้ งเซลลส์ ืบพนั ธ์ุ ในระยะโพรเฟส I จะมีโครโมโซมบางโครโมโซมที่ไมเ่ ป็นฮอมอโลกสั
และเข้าคกู่ นั ไม่ได้ จึงมีปัญหาในการสรา้ งเซลล์สบื พนั ธ์ุ)
- การเปล่ยี นแปลงท่ีเกิดขน้ึ กบั ยีนและโครโมโซมเก่ยี วขอ้ งกบั การเกดิ ววิ ฒั นาการของสิ่งมีชีวติ
อย่างไร (บางลกั ษณะทเี่ กดิ การเปลีย่ นแปลงจานวนของยีน ลาดบั ของยนี หรอื เปลยี่ นแปลง
ของโครงสรา้ งของโครโมโซม อาจทาให้ส่ิงมชี วี ิตอยรู่ อดไดม้ ากขึน้ รวมท้ังลกั ษณะทเ่ี กิด
มิวเทชัน ถ้ามกี ารถ่ายทอดและถกู คดั เลือกไว้ในธรรมชาติจะทาให้สิง่ มีชวี ติ เกดิ วิวัฒนาการได)้
กจิ กรรมรวบยอด
ครตู รวจสอบการบนั ทึกความรู้ที่ไดจ้ ากการเรยี นและการตอบคาถาม
9. สือ่ และแหล่งการเรียนรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มิวเทชัน
2) หนงั สอื เรียน รายวิชาเพมิ่ เตมิ ชวี วิทยา 2 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรียนรู้
1) หนงั สอื หรอื วารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวิทยาศาสตร์
3) อินเทอร์เน็ต
10. การวดั และประเมนิ ผล
เปา้ หมาย หลักฐาน เครอ่ื งมือวดั เกณฑก์ ารประเมนิ
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
สาระสาคัญ -การถาม/ตอบ ถูกตอ้ ง
-การเกิดมวิ เทชันแบบการแทนที่คู่เบส -สมดุ -ความตรงตอ่ เวลาและ -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
จานวนคร้งั ทีเ่ ขา้ เรยี น ถูกตอ้ ง
-การเกิดมวิ เทชนั แบบการเพม่ิ ข้ึนหรอื
-การเขา้ ช้ันเรยี นสายไมเ่ กิน 15
การขาดหายของนวิ คลโี อทด์ นาที และจานวนครัง้ ที่เข้าเรียน
มากกวา่ 80 %
-อาการทเ่ี กิดจากความผดิ ปกตขิ อง -สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
ถกู ต้อง
โครโมโซม
ผลการเรียนรู้ -สมดุ
-อธิบายและสรปุ การถ่ายทอดยนี และ
โครโมโซม การค้นพบสารพนั ธกุ รรม
โครโมโซมองคป์ ระกอบทางเคมีของดีเอ็น
เอและโครงสรา้ งของดีเอน็ เอ สมบัติของ
สารพนั ธกุ รรมรวมท้ังมวิ เทชันได้
- ต้ังคาถามท่อี ยบู่ นพื้นฐานของความรู้
และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจ หรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นใน
ขณะน้นั ที่สามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบหรอื ศกึ ษาค้นควา้ ได้อยา่ ง
ครอบคลมุ และเช่ือถอื ได้
คณุ ลกั ษณะ
-ใฝ่เรยี นรู้ -การเขา้ ช้นั
เรยี น
-มงุ่ ม่ันในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรียน