11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่
แผนการจดั การเรยี นรู้
รหสั วิชา ว32142 ชอ่ื รายวชิ า ชวี วทิ ยา 2 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2
ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ พันธศุ าสตร์และเทคโนโลยีทาง DNA
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 16 เรื่อง พันธวุ ิศวกรรม (1) เวลา 2 ชั่วโมง
ผูส้ อน นางจิราณัฐ สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม
วิวฒั นาการของส่ิงมชี วี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพทีม่ ีผลกระทบต่อ
มนษุ ย์และสง่ิ แวดลอ้ ม มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจติ วิทยาศาสตร์ สื่อสารส่ิงที่เรยี นร้แู ละนา
ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธิบายและสรุปเก่ยี วกับพนั ธุวิศวกรรม การโคลนยนี การวเิ คราะห์ดเี อ็นเอ และการศึกษาจีโม
และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีของดเี อน็ เอ รวมท้ังความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ และ
มุมมองทางสังคมและจรยิ ธรรมได้
2) ตัง้ คาถามทีอ่ ยู่บนพนื้ ฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจหรือจาก
ประเด็นทเี่ กิดขึ้นในขณะนัน้ ทส่ี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาค้นคว้าไดอ้ ย่าง
ครอบคลมุ และเชอื่ ถอื ได้
3. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
เทคโนโลยีทาง DNA เป็นเทคโนโลยที างชวี ภาพแขนงหน่ึง ซงึ่ นามาใช้เพอ่ื ทาให้ส่งิ มชี วี ิตมีสมบัตติ าม
ความตอ้ งการ ทาให้มนษุ ย์สามารถปรับแต่งยนี และเคลื่อนยา้ ยยีนข้ามชนดิ ของสง่ิ มีชวี ติ อยา่ งที่วธิ ที าง
ธรรมชาตไิ มส่ ามารถทาได้
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
ความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยีชวี ภาพ
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทกั ษะการเรียนรู้
4) ทักษะการแก้ปญั หา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกล่มุ
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
อภิปรายและอธบิ ายความหมายของเทคโนโลยีทางชวี ภาพ
6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) ใฝเ่ รียนรู้
2) ม่งุ มนั่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
1) ความสามารถในการส่อื สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ข้นั นาเข้าส่บู ทเรียน
1) ครูนาเสนอ power point ใหน้ ักเรยี นดูรปู การเรอื งแสงของทางเดินอาหารลูกนา้ ยงุ ที่เกิดจาก
แบคทเี รยี เรืองแสง แล้วตง้ั คาถามถามนกั เรยี นวา่
- แบคทเี รียเรอื งแสงไดอ้ ย่างไร (เกิดจากการนายนี ที่สรา้ งโปรตีนเรืองแสงสเี ขยี วจาก
แมงกะพรนุ ตดั ตอ่ เข้าไปในแบคทเี รยี ทาใหแ้ บคทีเรียเรอื งแสงได)้
2) ครอู ธิบายเพิ่มเติมว่า จดุ ประสงค์งานวจิ ัยน้เี พื่อปรบั ปรงุ สายพันธ์ุของแบคทเี รีย ให้สามารถสร้าง
สารพษิ ฆา่ ลกู นา้ ยุงได้พรอ้ มเรอื งแสง โดยในระยะแรกเป็นการนายนี ที่สร้างสารพิษมาใส่ใน
แบคทเี รียท่เี ปน็ อาหารของลุกน้ายุง เม่อื ให้ลูกน้ายุงกนิ แบคทีเรียชนิดน้ีเข้าไป ลกู น้ายงุ จะตาย ทา
ให้สามารถปอ้ งกันโรคที่เกิดจากยงุ ได้ แต่วิธนี ไี้ ม่สามารถตดิ ตามแบคทเี รียท่ีเขา้ สูร่ า่ งกายของ
ลกู น้ายงุ จึงมกี ารนายนี ท่ีสรา้ งโปรตนี เร่ืองแสงจากแมงกะพรนุ มาใส่ไวใ้ นแบคทเี รีย ทาให้ตดิ ตาม
แบคทเี รียไดจ้ ากการเรืองแสงทั้งในทางเดนิ อาหารของลกู น้ายงุ และสง่ิ แวดลอ้ ม เพอื่ เช่ือมโยงไปสู่
การเรยี นรู้ เร่ือง พันธวุ ศิ วกรรม (1)
ข้นั จัดการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งมขี น้ั ตอน ดงั น้ี
1) ครนู าเสนอ power point ใหน้ ักเรยี นดูความหมายของเทคโนโลยีชวี ภาพ โดยอธบิ ายให้นกั เรยี น
เข้าใจว่า เทคโนโลยชี วี ภาพ (biotechnology) คือ การใช้ประโยชน์จากส่ิงมีชวี ิตหรอื ระบบของ
ส่ิงมชี ีวิตเพือ่ ผลิตผลติ ภัณฑ์ท่ีเป็นประโยชนต์ ่อมนุษย์ ซึ่งเป็นวธิ กี ารทมี่ กี ารนามาใช้ประโยชน์
ตง้ั แตอ่ ดีต โดยเทคโนโลยีชวี ภาพมรหลายแขนง เทคโนโลยีชีวภาพทีม่ ีการตดั แต่งยีนและ
เคล่ือนย้ายยนี ข้ามสง่ิ มชี ีวิตเพือ่ สร้าง DNA ลูกผสมจะเรียกวา่ เทคโนโลยีทาง DNA
2) ครูนาเสนอ power point ใหน้ ักเรียนดเู ทคโนโลยชี ีวภาพแบบดง้ั เดิม โดยอธบิ ายใหน้ ักเรยี น
เข้าใจว่ามนุษย์เรม่ิ มกี ารใชเ้ ทคโนโลยีชีวภาพมาตัง้ แต่ในสมัยอดตี เช่น การทาน้าปลา
การทาปลาร้า การหมกั จุลินทรีย์เพอื่ ทาขนมปงั และการผสมเทียม ซ่ึงในบทเรียนน้ีจะกลา่ วถึง
เทคโนโลยที าง DNA ซึง่ เปน็ เทคโนโลยชี วี ภาพทีท่ าใหม้ นษุ ยส์ ามารถปรบั แตง่ ยนี และเคลอ่ื นยา้ ย
ยนี ขา้ มส่งิ มชี วี ติ ได้ อย่างทว่ี ธิ กี ารทางธรรมชาตไิ มส่ ามารถทาได้
3) ครนู าเสนอ power point ใหน้ กั เรยี นดเู ทคโนโลยีชวี ภาพในปจั จบุ นั แลว้ ต้ังคาถามถามนักเรยี น
ดังน้ี
- จากรปู นกั เรียนคิดวา่ การนาเทคโนโลยีทาง DNA มาผลิตมะเขอื เทศ ฝ้าย ขา้ ว มะละกอ และ
ถ่ัวเหลอื ง จะทาให้พืชเหล่านม้ี สี มบัตอิ ยา่ งไรบ้าง (มะเขือเทศ : มคี วามทนทานตอ่ โรคมากข้ึน
ช่วยลดความเสียหายหรือการบอบช้าขณะทาการขนส่ง มะละกอ : ตา้ นทานโรคไวรสั ใบด่าง
วงแหวนได้ และมีจานวนเมล็ดท่ีน้อยลง ถัว่ เหลอื ง : สามารถทนทานต่อสารเคมี)
4) ครอู ธบิ ายให้นกั เรียนเขา้ ใจว่า ในปัจจุบนั มกี ารนาเทคโนโลยีทาง DNA ไปประยุกต์ใชใ้ นด้านอืน่
ๆ มากมาย เช่น ทางด้านการเกษตร การแพทย์ หรอื ใชป้ ระโยชนท์ างสังคม เชน่ ใช้ในการ
ตรวจสอบหาหลักฐานของอาชญากรรมต่าง ๆ ซ่งึ นกั เรยี นจะไดเ้ รียนรู้ในบทเรียนน้ี
กจิ กรรมรวบยอด
นักเรยี นและครูรว่ มกนั อภปิ ราย โดยใชแ้ นวคาถามตอ่ ไปนี้
- เทคโนโลยีทาง DNA คืออะไร (เทคโนโลยีชวี ภาพแขนงหนง่ึ ทที่ าให้มนุษยส์ ามารถปรบั แต่ง
ยีนและเคลื่อนย้ายยนี ข้ามสง่ิ มีชวี ิตไดเ้ พ่ือสร้าง DNA ลกู ผสม)
- “เทคโนโลยีทาง DNA ชว่ ยพัฒนาคุณภาพชวี ิตของมนษุ ย์ให้ดขี นึ้ ” นกั เรยี นเหน็ ด้วยกบั คา
กลา่ วน้หี รือไม่ (เห็นด้วย เช่น การนาเทคโนโลยที างชีวภาพมาใช้ในด้านการเกษตร ทาให้ได้
ผลิตผลทางการเกษตรท่ดี ีข้ึน มนษุ ยจ์ ึงมอี าหารเพียงพอต่อการบริโภค)
- ตวั อย่างส่ิงมีชีวติ ท่ีเกิดจากเทคโนโลยีทาง DNA (มะเขอื เทศ ฝ้าย มะละกอ และขา้ ว)
9. สื่อและแหล่งการเรียนรู้
สอื่
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เรือ่ ง พนั ธุวิศวกรรม (1)
2) หนังสือเรียน รายวชิ าเพิม่ เตมิ ชีววทิ ยา 2 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรียนรู้
1) หนงั สือหรือวารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ น็ต
10. การวัดและประเมนิ ผล
เป้าหมาย หลักฐาน เครื่องมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อย่าง
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ ถูกต้อง
-สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
-ความหมายและความสาคญั ของ -สมดุ -ความตรงต่อเวลาและ ถกู ต้อง
จานวนคร้ังทเ่ี ข้าเรยี น
เทคโนโลยีชีวภาพ -การเข้าช้นั เรยี นสายไม่เกิน 15
นาที และจานวนครง้ั ทเ่ี ขา้ เรียน
ผลการเรียนรู้ -สมุด มากกวา่ 80 %
-สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
- อธบิ ายและสรุปเกยี่ วกับพันธุวิศวกรรม ถูกตอ้ ง
การโคลนยนี การวเิ คราะห์ดีเอ็นเอ และ
การศึกษาจีโม และการประยกุ ตใ์ ช้
เทคโนโลยีของดีเอ็นเอ รวมทั้งความ
ปลอดภยั ของเทคโนโลยที างดเี อน็ เอ และ
มุมมองทางสังคมและจริยธรรมได้
- ตั้งคาถามทอี่ ยู่บนพ้ืนฐานของความรู้
และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือ
ความสนใจหรือจากประเดน็ ทีเ่ กดิ ขึ้นใน
ขณะนน้ั ทีส่ ามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ คว้าได้อยา่ ง
ครอบคลมุ และเชือ่ ถือได้
คุณลักษณะ
-ใฝเ่ รยี นรู้ -การเข้าชั้น
เรียน
-ม่งุ มน่ั ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่
แผนการจดั การเรยี นรู้
รหสั วิชา ว32142 ชื่อรายวชิ า ชวี วิทยา 2 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4
กล่มุ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2
ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทาง DNA
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 17 เร่ือง พันธวุ ิศวกรรม (2) เวลา 2 ชวั่ โมง
ผสู้ อน นางจิราณัฐ สาธพิ า
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
วิวัฒนาการของสงิ่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพทมี่ ผี ลกระทบตอ่
มนษุ ยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจติ วิทยาศาสตร์ สือ่ สารสงิ่ ที่เรยี นรู้และนา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
2. ผลการเรียนรู้
1) อธิบายและสรุปเก่ียวกับพันธุวศิ วกรรม การโคลนยีน การวเิ คราะหด์ ีเอน็ เอ และการศึกษาจโี ม
และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของดีเอน็ เอ รวมทง้ั ความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ และ
มุมมองทางสังคมและจริยธรรมได้
2) ต้งั คาถามทอ่ี ยู่บนพนื้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจหรือจาก
ประเด็นท่เี กดิ ขึน้ ในขณะน้ัน ท่สี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาคน้ คว้าไดอ้ ย่าง
ครอบคลุมและเชอื่ ถือได้
3. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
พันธุวศิ วกรรมเปน็ เทคนคิ การสร้าง DNA รคี อมบแิ นนท์ โดยใช้เอนไซม์ตัดจาเพาะตัด DNA ทงั้ สอง
สายท่ีจุดจาเพาะ ถา้ ตาแหนง่ ของ DNA ทงั้ สองสายอยตู่ รงกนั จะทาให้เกดิ ปลาย Blunt ends แต่ถา้ ตาแหนง่ ท่ี
เปน็ จดุ ตัดอยู่เยื้องกัน จะทาใหเ้ กดิ ปลาย Sticky end เม่ือตดั DNA ต่างโมเลกุลกนั ด้วยเอนไซมต์ ัดจาเพาะชนิด
เดียวกัน ปลายสายของ DNA จะมลี าดับเบสท่ีเขา้ คู่กนั ได้ และเช่อื มต่อกนั ด้วยเอนไซม์ DNA ไลเกส ทาให้เกิด
DNA รีคอมบแิ นนท์ จากนัน้ จึงเพิม่ จานวนของ DNA รคี อมบิแนนท์ที่เหมือน ๆ กัน จานวนมากในเซลลเ์ จ้า
บา้ น (host) เชน่ แบคทีเรีย เรยี กกระบวนการท่ีเกดิ ข้นึ นีว้ า่ การโคลน DNA และถา้ DNA มียีนท่ตี ้องการเกบ็
จะเรียกว่าการโคลนยนี ซ่งึ ตอ้ งอาศยั พลาสมดิ ของแบคทีเรยี หรือทาในหลอดทดลองโดยเทคนิคพอลเิ มอเรส
เชนรีแอกชนั หรอื พซี ีอาร์ (PCR) ทาให้สามารถเพ่ิมจานวนโมเลกลุ ของ DNA ท่ีต้องการจาก DNA แมแ่ บบทมี่ ี
ปริมาณนอ้ ยใหม้ ีปริมาณมากไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้
วิธกี ารทางพนั ธุวศิ วกรรม
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทักษะการแกป้ ัญหา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลุ่ม
5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1) อภิปรายและอธบิ ายความหมายของพันธุวศิ วกรรมและขน้ั ตอนของเทคนิคพันธวุ ิศวกรรมได้
2) อธิบายข้ันตอนการโคลนยนี โดยอาศยั พลาสมิดของแบคทีเรยี ได้
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1) ใฝเ่ รยี นรู้
2) มงุ่ มนั่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้ันนาเข้าส่บู ทเรียน
1) ครูถามคาถามนกั เรยี นเพื่อทบทวนความร้เู ดิมเกย่ี วกับการนาเทคโนโลยที าง DNA มาใช้ผลิตพชื
ชนดิ ตา่ ง ๆ ดงั นี้
- การนาเทคโนโลยที าง DNA มาผลิตมะละกอ จะทาใหม้ ะละกอมีลักษณะดอี ยา่ งไร
- มะละกอท่เี กิดจากเทคโนโลยที าง DNA เกดิ จากการเปลยี่ นแปลงของยีนหรือไม่ และมกี ารใช้
เทคนิคใด
2) นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม โดยควรได้ขอ้ สรุปรว่ มกนั ว่า การนาเทคโนโลยีทาง
DNA มาผลิตมะละกอ จะมีการปรบั แต่งยีนไดส้ ายพนั ธุ์ใหม่ที่มยี นี ตา้ นทานตอ่ โณคใบจดุ วงแหวน
โดยใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรม
ขน้ั จดั การเรียนรู้
จดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซ่ึงมขี ั้นตอนดงั น้ี
1) ครูนาเสนอ power point ใหน้ ักเรยี นดขู นั้ ตอนพันธุวิศวกรรม โดยอธบิ ายใหน้ กั เรียนเขา้ ใจวา่
เทคโนโลยีทาง DNA เพ่อื สร้าง DNA รีคอมบแิ นนท์ และเพม่ิ ปริมาณ DNA เรยี กว่า พนั ธุ
วิศวกรรม (genetic engineering) ซ่ึงสามารถนาใช้ดดั แปลงส่งิ มีชวี ิตให้มีลักษณะตามตอ้ งการ
ได้
2) ครูอธิบายขั้นตอนพนั ธวุ ศิ วกรรมให้นกั เรียนโดยใชแ้ ผนผังดังนี้
ตดั สาย DNA ของสง่ิ มชี ีวติ ชนิดหน่ึงทม่ี ียนี ที่ตอ้ งการด้วยเอนไซม์ตดั จาเพา
(restriction enzyme)
เช่ือมตอ่ กับ DNA ของสิ่งมชี ีวิตอีกชนดิ ทีถ่ กู ตัดลาดับเบสออก ดว้ ยเอนไซม์ DNA ไลเกส
(DNA ligase)
ส่งิ มีชีวติ ใหม่ที่เป็น DNA ลกู ผสม (DNA recombination) ที่มีสมบัติตามตอ้ งการ
3) ครูนาเสนอ power point เกี่ยวกับเอนไซมต์ ัดจาเพาะ โดยอธิบายให้นกั เรียนเข้าใจว่า เปน็
เอนไซมท์ ่ถี ูกคน้ พบโดยเฮลมินตนั สมธิ (Hamition smith) และคณะ ซง่ึ จะทาหนา้ ที่จดจาลาดบั
เบสในสาย DNA อยา่ งเฉพาะเจาะจง เชน่ เอนไซม์ EcoRI จะจดจาลาดับเบสจาเพาะจานวน 6
คเู่ บส ซึง่ เรียกบริเวณดังกลา่ วนี้ว่า ตาแหน่งตัดจาเพาะ (retriction) ซงึ่ EcoRI จะมจี ดุ ตดั อยู่
ระหวา่ ง G-A เมือ่ เอนไซม์ตดั จาเพาะตดั สาย DNA ท้งั สองสายจะทาใหเ้ กิดปลายสายทแ่ี ตกต่าง
กันแล้วแต่ชนิดของเอนไซม์ โดยถ้าตัด DNA แล้วทาใหเ้ กิดปลายสายเดยี่ วท่มี นี วิ คลีโอไทดย์ ื่น
ออกมา เรยี กว่า sticky end แต่ถา้ เอนไซมต์ ดั จาเพาะมีจดุ ตัดอยู่ตรงกนั ทั้งสองสายของ DNA
จะทาใหเ้ กิดปลาย blunt end
4) ครอู ธิบายใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจวา่ ในปัจจุบันมกี ารค้นพบเอนไซมต์ ัดจาเพาะหลายชนดิ โดยเอนไซม์
ตัดจาเพาะแต่ละชนิดจะมีลาดบั เบสจาเพาะ และจดุ ตดั จาเพาะของสาย DNA ท่แี ตกต่างกนั เช่น
EcoRI มลี าดับเบสจาเพาะ 6 คู่และมีจดุ ตดั ระหวา่ ง G-A สว่ น HaeII มลี าดับเบสจานวน 4 คู่เบส
และมจี ุดตดั อยรู่ ะหว่าง G-C นอกจากน้ีเอนไซมต์ ดั จาเพาะชนดิ เดยี วกันจะตัดสาย DNA ท่จี ุดตดั
จาเพาะในตาแหน่งเดยี วกนั ไมว่ า่ DNA น้ันจะมาจากแหลง่ ใด
5) ครนู าเสนอ power point เกย่ี วกับเอนไซม์ DNA ไลเกส โดยอธิบายให้นกั เรียนเข้าใจว่า DNA
ไลเกสจะทาหน้าทเ่ี ช่ือมสาย DNA ให้เชือ่ มตอ่ กนั ทาให้เกิด DNA ลกู ผสมได้ แลว้ ใหน้ ักเรียน
ร่วมกันวิเคราะห์ลาดบั การสร้าง DNA ลกู ผสมหรือ DNA รีคอมบแิ นนท์ ซ่ึงจากการวเิ คราะห์
นักเรยี นควรได้ขอ้ สรุปร่วมกนั ดงั น้ี
- ตัดสาย DNA ด้วยเอนไซมต์ ัดจาเพาะ
- ตัดสาย DNA โมเลกุลอ่ืนด้วยเอนไซม์ตดั จาเพาะชนดิ เดยี วกัน
- เช่ือมต่อสาย DNA จาก DNA ตา่ งโมเลกุลดว้ ยเอนไซม์ DNA ไลเกส ได้ DNA ลูกผสมหรือ
DNA รคี อมบิแนนท์
ครูสรุปความคิดของนกั เรียน โดยเนน้ ให้นกั เรยี นเชอ่ื มโยงได้ว่า การสร้าง DNA ลกู ผสมหรอื
DNA รคี อมบแิ นนท์เปน็ เทคนคิ การตัดต่อและเชือ่ ม DNA ตา่ ง โมเลกุลเข้าด้วยกัน ซึ่งเรยี กว่า
เทคนิคพันธุวิศวกรรม
6) ครนู าเสนอ power point เกี่ยวกบั การโคลนยนี โดยอธิบายใหน้ กั เรยี นเข้าใจวา่ การตัดและ
เชือ่ มตอ่ DNA เปน็ DNA รคี อมบิแนนท์นัน้ ไม่เพยี งพอทีจ่ ะนา DNA ท่ีได้ไปใช้ประโยชนต์ อ่ ได้
แต่จะตอ้ งทาให้ DNA รีคอมบิแนนท์มจี านวนมากและเหมอื น ๆ กัน ซึ่งสามารถเพม่ิ จานวน DNA
ได้ดม่ือนาเขา้ สเู่ ซลล์ โดยเซลลท์ นี่ ยิ มใช้ คือ เซลล์แบคทเี รีย E.coli เน่ืองจากเป็นสงิ่ มีชวี ิตเซลล์
เดียวท่เี พาะเลี้ยงงา่ ย และเพมิ่ จานวนไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ภายในเวลาไมก่ ่ชี ่ัวโมง เมอ่ื แบคทีเรยี เพ่ิม
จานวนจะทาให้ DNA ทเ่ี หมือนกันเพมิ่ จานวนตาม เรยี กวิธกี ารน้ีว่า การโคลน DNA และถ้า
DNA มียนี ตามต้องการ เรียกว่า การโคลนยนี
7) ครูอธบิ ายขนั้ ตอนการโคลนยนี โดยอาศัยพลาสมิดของแบคทเี รยี โดยอธบิ ายความหมายของ
พลาสมิดวา่ เปน็ DNA วงแหวนทีอ่ ย่นู อกโครโมโซมของแบคทเี รยี ทาหนา้ ที่เปน็ พาหะนา DNA
หรอื ยีนท่ีต้องการเขา้ สู่เซลล์แบคทเี รยี โดยพลาสมิดส่วนใหญท่ ีอ่ ยใู่ นเซลล์แบคทีเรียมักมยี ีน
ต้านทานยาปฏิชวี นะเพือ่ ใช้เป็นเคร่อื งหมายในการคดั เลือกเซลล์ แลว้ ครสู รปุ ขนั้ ตอนการโคลน
ยนี โดยอาศัยพลาสมดิ ของแบคทีเรยี ดงั น้ี
- แยกพลาสมิดทใี่ ช้เปนพาหะ และเลือกยนี จากโครโมโซมของสิ่งมชี วี ติ โดยใชเ้ อนไซม์ตัด
จาเพาะ
- เช่ือมชิ้นสว่ น DNA กับพลาสมดิ ได้เป็น DNA รีคอมบแิ นนท์
- นา DNA รคี อมบิแนนทใ์ ส่ในแบคทีเรยี ผ้รู บั
- โคลนยนี โดยอาศยั พลาสมิดของแบคทเี รีย
กิจกรรมรวบยอด
1) ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปนี้
- เทคโนโลยชี ีวภาพ คอื อะไร
- Restriction enzyme แยกออกจากส่ิงมชี ีวิตชนิดใด และมหี น้าท่อี ยา่ งไร
- Restriction enzyme ทตี่ ดั สาย DNA ทม่ี ียนี ทีต่ อ้ งการจากส่งิ มีชีวิตและทใี่ ช้ตดั plasmid
ควรเปน็ ชนิดเดยี วกันหรือไม่
- ปลาย sticky end กบั ปลาย blunt end ของ DNA ท่ถี ูกตัดด้วย Restriction enzyme
แตกตา่ งกนั อยา่ งไร
2) ครูตรวจสอบการบนั ทกึ ความรทู้ ไ่ี ด้จากการเรยี นและการตอบคาถาม
9. สือ่ และแห่งการเรยี นรู้
ส่อื
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พนั ธุวศิ วกรรม (2)
2) หนังสอื เรียน รายวิชาเพิ่มเติม ชีววทิ ยา 2 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรยี นรู้
1) หนงั สือหรือวารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ นต็
10. การวดั และประเมินผล หลกั ฐาน เคร่ืองมือวดั เกณฑก์ ารประเมิน
เปา้ หมาย -สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
-สมุด -การถาม/ตอบ ถกู ต้อง
สาระสาคัญ -สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
-วธิ กี ารทางพนั ธวุ ศิ วกรรม ถกู ต้อง
ผลการเรยี นรู้ -สมุด -การถาม/ตอบ -การเข้าช้ันเรียนสายไม่เกิน 15
- อธิบายและสรปุ เก่ียวกบั พนั ธุวิศวกรรม นาที และจานวนครงั้ ท่ีเข้าเรียน
การโคลนยนี การวเิ คราะห์ดเี อน็ เอ และ -การเข้าชน้ั -ความตรงตอ่ เวลาและ มากกวา่ 80 %
การศึกษาจีโม และการประยุกตใ์ ช้ เรยี น จานวนคร้ังที่เขา้ เรียน -สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
เทคโนโลยขี องดีเอ็นเอ รวมท้งั ความ ถกู ต้อง
ปลอดภัยของเทคโนโลยที างดีเอน็ เอ และ
มุมมองทางสังคมและจรยิ ธรรมได้
- ต้ังคาถามท่ีอยบู่ นพ้นื ฐานของความรู้
และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือ
ความสนใจหรือจากประเดน็ ท่ีเกิดขนึ้ ใน
ขณะน้นั ทส่ี ามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อยา่ ง
ครอบคลมุ และเชื่อถอื ได้
คุณลักษณะ
-ใฝ่เรียนรู้
-มุง่ มั่นในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บันทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่
แผนการจัดการเรยี นรู้
รหสั วชิ า ว32142 ชื่อรายวิชา ชวี วทิ ยา 2 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4
กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2
ชอ่ื หนว่ ยการเรียนรู้ พนั ธุศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีทาง DNA
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 18 เรอ่ื ง เทคนคิ พอลิเมอเรสเซนรีแอกชัน เวลา 2 ชั่วโมง
ผูส้ อน นางจริ าณัฐ สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ววิ ัฒนาการของสง่ิ มีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยชี วี ภาพท่ีมผี ลกระทบต่อ
มนษุ ย์และส่ิงแวดลอ้ ม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ สือ่ สารสงิ่ ทเี่ รยี นรูแ้ ละนา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธิบายและสรปุ เก่ียวกบั พนั ธุวิศวกรรม การโคลนยนี การวเิ คราะห์ดีเอน็ เอ และการศกึ ษาจีโม
และการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยขี องดีเอน็ เอ รวมทงั้ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ และ
มมุ มองทางสังคมและจริยธรรมได้
2) ต้งั คาถามที่อยู่บนพ้ืนฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรอื ความสนใจหรือจาก
ประเด็นท่เี กิดขึ้นในขณะนนั้ ทส่ี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นควา้ ได้อย่าง
ครอบคลมุ และเช่ือถอื ได้
3. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
การโคลนยีนในหลอดทดลองโดยเทคนิคพอลิเมอเรสเซนรแี อกชันหรือพซี ีอาร์ (PCR) สามารถเพิม่
จานวนโมเลกุลของ DNA ทต่ี อ้ งการจาก DNA แม่แบบที่มปี ริมาณนอ้ ยมากให้มีปริมาณเพ่มิ ขน้ึ ได้
อย่างรวดเร็ว
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
การโคลนยีนในหลอดทดลองโดยเทคนิคพอลิเมอเรสเซนรแี อกชนั หรือพีซีอาร์ (PCR)
ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทกั ษะการเรยี นรู้
4) ทักษะการแกป้ ัญหา
5) ทักษะกระบวนการทางานกลมุ่
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) อธบิ ายขน้ั ตอนการโคลนยีนในหลอดทดลองโดยเทคนคิ พอลเิ มอเรสเซนรีแอกชนั หรือพซี อี าร์
(PCR) ได้
2) วิเคราะห์เปรยี บเทยี บการโคลนยีนโดยอาศัยพลาสมิดกับเทคนิค PCR ได้
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1) ใฝ่เรียนรู้
2) ม่งุ ม่นั ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการสือ่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ข้นั นาเข้าสบู่ ทเรยี น
1) ครทู บทวนความรู้เดมิ ของนักเรยี นเกีย่ วกับการโคลนยีนโดยอาศัยพลาสมิดของแบคทเี รีย โดยถาม
คาถามนักเรียนว่า
- การโคลนยนี โดยอาศัยพลาสมิดของแบคทเี รียมีข้ันตอนอยา่ งไรบ้าง
- นอกจากวธิ กี ารเพม่ิ จานวน DNA ท่ีตอ้ งการโดยอาศยั พลาสมดิ ของแบคทเี รียแล้ว นักเรยี นคดิ
วา่ ยงั มีวธิ กี รอน่ื อีกหรือไม่
2) ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถามร่วมกัน โดยครยู งั ไม่เฉลยคาตอบท่ถี กู ตอ้ ง เพ่อื
เช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้เรอ่ื ง เทคนิคพอลิเมอเรสเซนรีแอกชัน
ข้นั จดั การเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซ่ึงมขี ั้นตอนดังน้ี
1) ครูนาเสนอ power point เกย่ี วกบั การโคลนยีนในหลอดทดลองโดยเทคนิคพอลิเมอเรสเซนรี
แอกชนั หรือพวี ีอาร์ (PCR) โดยอธิบายใหน้ กั เรียนเข้าใจวา่ นอกจากการเพิ่มสว่ นของ DNA โดย
อาศยั วธิ ีการแทรกสว่ นของ DNA ทตี่ อ้ งการในพลาสมิดของแบคทีเรยี แลว้ ปจั จุบนั ยงั สามารถ
เพม่ิ ส่วนของ DNA ในหลอดทดลองได้โดยไม่ตอ้ งอาศยั เซลล์ใด ๆ ซึ่งสามารถทาได้ในหลอด
ทดลองโดยเทคนคิ พอลิเมอเรสรีเซนแอกชนั หรือ พีซอี าร์ (PCR) อาศัยเครือ่ งมือท่เี รียกว่า เทอร์
มอไรเคลอร์ (thermal cycle) หรือ PCR machine ซง่ึ เป็นเครื่องมอื ทท่ี าหน้าที่ควบคมุ อณุ หภมู ิ
ใหป้ รบั เปล่ยี นไดต้ ามทต่ี อ้ งการ สามารถกาหนดจานวนรอบและเวลาได้อตั โนมตั ิ
2) ครูนาเสนอ power point เกยี่ วกับกระบวนการโคลนยนี โดยอาศัยเทคนิค PCR โดยอธิบายให้
นกั เรียนเข้าใจว่า การโคลนยีนโดยอาศยั เทคนคิ PCR ตอ้ งอาศัยเอนไซม์ DNA polymerase
ชนดิ พเิ ศษ ซึ่งสามารถทนอุณหภมู สิ ูงได้ ซ่งึ แยกได้จากแบคทีเรยี DNA แมแ่ บบจากแบคทีเรยี ทน
รอ้ นทอี่ าศยั อยู่ในนา้ พุรอ้ นและอาศนั นิวคลีโอไทด์ 4 ชนดิ ท่มี ีเบส A T G และ C ใส่ในหลอด
ทดลองท่มี ีสารละลายบฟั เฟอรท์ ่ีเหมาะสมตอ่ การเกิดปฏกิ ริ ิยาภายในหลอดทดลองขนาดเลก็
3) ครูอธบิ ายข้ันตอนการเกดิ ปฏิกิรยิ าใน 1 รอบ ใหน้ ักเรียนฟงั ซงึ่ มลี าดบั ข้ันตอน 3 ข้นั ตอน ดังน้ี
- Denaturation เปน็ การทาให้ DNA เส่อื มสภาพ เพือ่ ทีจ่ ะแยกสาย DNA จากสภาพท่เี ปน็
เกลยี วคู่ (double helix) ใหเ้ ป็นสายเดยี่ ว โดยใช้อณุ หภมู ปิ ระมาณ 95 องศาเซลเซียส เวลา
30 วินาที (ต้องเลือกใช้เอนไซม์ DNA polymerase ทส่ี ามารถทนความร้อนสงู ได้ เพ่อื ไมใ่ ห้
เอนไซมเ์ ส่ือมสภาพไปกอ่ น)
- Annealing เปน็ ข้ันตอนทีล่ ดอุณหภูมิลงประมาณ 55 องศาเซลเซียส เวลา 20 วินาที เพื่อให้
ไพรเมอร์สามารถจับกับบรเิ วณทีม่ ลี าดบั คู่เบสท่เี ป็นค่สู มกันกบั DNA แม่แบบดย้ พนั ธะ
ไฮโดรเจนได้
- Extension เป็นขน้ั ตอนการสงั เคราะห์ DNA สายใหม่ต่อจากไพรเมอร์ ทาไดโ้ ดยการปรับ
อุณหภมู ิให้เหมาะสมตอ่ การทางานของ DNA polymerase (72 0C เวลา 20 วินาที) ทาให้
เกดิ การจาลองสาย DNA จากสาย DNA แมแ่ บบโดยการสงั เคราะห์จากด้าน 5’ ของไพร
เมอร์ ไปยงั ดา้ น 3’ ไปเรือ่ ย ๆ ตามลาดับนวิ คลีโอไทดบ์ น DNA แม่แบบแตล่ ะสาย และเพ่มิ
อุณหภูมิให้สงู ข้นึ อกี ครัง้ (90-95) ทาให้ DNA สายคู่ท่เี กิดจากปฏิกิรยิ าเคมใี นรอบท่ี 1 แยก
ออกจากกนั เพ่อื เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีในรอบถดั ไป
4) ครอู ธบิ ายให้นกั เรียนเข้าใจวา่ ปฏิกิรยิ า PCR จะเกิดขึ้นซา้ ๆ ประมาณ 20-40 รอบ โดยสาย
DNA ท่ีเกดิ ข้ึนแต่ละรอบจะถกู ใชเ้ ปน็ แมแ่ บบในการสังเคราะห์ DNA สายใหม่ในรอบตอ่ ๆ ไป
จนส้นิ สุดปฏกิ ิรยิ า การโคลนยนี โดยเทคนคิ PCR มีขอ้ ดี คอื สามารถเพม่ิ ปริมาณส่วนของ DNA
อาจเกิดความผดิ พลาดได้ เนอ่ื งจากเอนไซม์ที่ใช้ในปฏกิ ิริยาไม่ทางาน หรือเอนไซม์บางชนิดไมม่ ี
สมบัตติ รวจสอบความถูกต้องเก่ียวกบั ลาดับนวิ คลีโอไทด์ของ DNA ท่ีสรา้ งขนึ้ เหมือนกับในระบบ
ของสงิ่ มีชวี ิต
5) ครนู าเสนอ power point เกี่ยวกับการนาเทคนิค PCR ไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ เช่น การ
เพิ่มจานวน DNA ในหยดเลือดโดยอาศัยเทคนคิ PCR แลว้ ให้นักเรยี นดู clip VDO การสกัด
DNA จากขนของช้างแมมมอธทสี่ ูญพนั ธุไ์ ปแล้ว โดยอธบิ ายให้นกั เรยี นเข้าใจวา่ เทคนิค PCR
สามารถนามาเพ่มิ จานวน DNA ที่มอี ยเู่ พียงเล็กนอ้ ยใหม้ จี านวนมากขนึ้ ได้ แล้วใหน้ ักเรียน
รว่ มกันสรุปการนาเทคนิค PCR มาใชป้ ระโยชนใ์ นปัจจุบัน โดยนกั เรียนควรได้ข้อสรปุ รว่ มกัน
ดงั น้ี
- ใช้เพม่ิ ปรมิ าร DNA จากซาก woolly mammoth ซึง่ สญู พันธไุ์ ปแล้ว
- ใช้ตรวจสอบ DNA จากคราบเลือด ชนิ้ สว่ นเซลล์ หรืออสุจิของอาชญากรในคดี อาชญากรรม
ต่าง ๆ เพ่อื ประโยชนด์ า้ นนิตวิ ิทยาศาสตร์
- ใช้ตรวจสอบ DNA ของเซลล์ embryo ในครรภ์เพือ่ หาความผิดปกติทางพันธุกรรม
กิจกรรมรวบยอด
นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปราย โดยใชแ้ นวคาถามต่อไปน้ี
- การโคลนยีนโดยเทคนิค PCR มกี ีข่ ั้นตอนอะไรบา้ ง (3 ขั้นตอน คือ 1) denaturation เป็น
การทาให้ DNA เสื่อมสภาพ 2) annealing เปน็ ขั้นตอนที่ลดอณุ หภมู ิลง เพอื่ ใหไ้ พรเมอร์
สามารถเขา้ มาจับได้และ 3) extention เปน็ ข้นั ตอนการสงั เคราะห์ DNA สายใหม)่
- การโคลนยนี โดยเทคนิค PCR มีข้อดีและข้อเสียอยา่ งไร (ข้อดี คือ สามารถเพิมปริมาณสว่ น
ของ DNA ท่ีตอ้ งการได้ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว ข้อเสยี คอื กรเพ่มิ จานวนชดุ ของDNA
อาจเกดิ ความผดิ พลาดได้ เน่ืองจากเอนไซม์ทีใ่ ช้ปฏิกิรยิ าไมท่ างาน หรอื เอนไซม์บางชนิดไม่มี
สมบตั ิตรวจสอบความถูกต้องเกีย่ วกับลาดับนวิ คลีโอไทด์ของ DNA ทสี่ รา้ งข้ึนเหมือนกับใน
ระบบของส่งิ มีชีวติ )
9. สื่อและแหล่งการเรียนรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เร่ือง เทคนิคพอลเิ มอเรสเซนรีแอกชัน
2) หนังสอื เรียน รายวชิ าเพม่ิ เติมชวี วทิ ยา 2 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรียนรู้
1) หนงั สอื หรอื วารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอร์เน็ต
10. การวดั และประเมินผล หลักฐาน เครอ่ื งมือวัด เกณฑก์ ารประเมิน
เปา้ หมาย -สมุด -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อย่าง
-สมุด -การถาม/ตอบ ถกู ต้อง
สาระสาคญั -สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
-การโคลนยีนในหลอดทดลองเทคนิค -การเข้าชัน้ -ความตรงตอ่ เวลาและ ถกู ต้อง
พอลเิ มอเรสเซนรีแอกชันหรอื พซี อี าร์ เรยี น จานวนครง้ั ทเี่ ขา้ เรียน
(PCR) -การเข้าช้นั เรยี นสายไมเ่ กิน 15
ผลการเรียนรู้ นาที และจานวนครงั้ ที่เข้าเรียน
- อธบิ ายและสรปุ เกีย่ วกับพนั ธวุ ิศวกรรม มากกวา่ 80 %
การโคลนยนี การวิเคราะห์ดีเอน็ เอ และ -สามารถตอบคาถามได้อย่าง
การศึกษาจโี ม และการประยุกตใ์ ช้ ถกู ตอ้ ง
เทคโนโลยขี องดีเอน็ เอ รวมทง้ั ความ
ปลอดภัยของเทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ และ
มุมมองทางสงั คมและจรยิ ธรรมได้
- ตั้งคาถามที่อยบู่ นพื้นฐานของความรู้
และความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือ
ความสนใจหรือจากประเดน็ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ใน
ขณะน้นั ทส่ี ามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อยา่ ง
ครอบคลุมและเช่อื ถอื ได้
คุณลกั ษณะ
-ใฝ่เรยี นรู้
-มุ่งมั่นในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บันทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่
แผนการจัดการเรยี นรู้
รหสั วิชา ว32142 ชอ่ื รายวชิ า ชีววทิ ยา 2 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2
ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ พันธศุ าสตรแ์ ละเทคโนโลยีทาง DNA
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 19 เรอื่ ง การวิเคราะห์ DNA และการศกึ ษาจโี ม เวลา 2 ชว่ั โมง
ผสู้ อน นางจริ าณฐั สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม
วิวัฒนาการของส่ิงมีชีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใชเ้ ทคโนโลยชี วี ภาพทม่ี ผี ลกระทบตอ่
มนษุ ย์และสง่ิ แวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ ละจิตวิทยาศาสตร์ สือ่ สารสงิ่ ทเี่ รยี นรู้และนา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธบิ ายและสรุปเก่ยี วกบั พนั ธวุ ิศวกรรม การโคลนยีน การวิเคราะห์ดเี อ็นเอ และการศึกษาจโี ม
และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีของดเี อ็นเอ รวมทัง้ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ และ
มุมมองทางสงั คมและจรยิ ธรรมได้
2) ต้ังคาถามท่อี ยู่บนพ้นื ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรอื ความสนใจหรอื จาก
ประเดน็ ท่เี กดิ ข้ึนในขณะน้นั ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาคน้ ควา้ ได้อยา่ ง
ครอบคลุมและเช่ือถือได้
3. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
DNA ทไ่ี ด้จากการโคลนจะถกู นาไปวิเคราะหห์ าขนาดของโมเลกลุ DNA โดยใช้เทคนคิ การ
แยกโมเลกุล DNA ทมี่ ีขนาดและรปู ร่างแตกต่างกนั ออกจากกันในสนามไฟฟา้ โดยผ่านตวั อยา่ งท่เี ปน็
แผ่นวุ้นแล้วเปรยี บเทียบกับการเคลอ่ื นทขี่ องโมเลกุล DNA ที่ทราบขนาด เรียกวิธกี ารน้วี า่
เจลอเิ ลก็ โทรโฟริซิส
ส่งิ มชี ีวิตชนดิ เดียวกัน จะมลี าดบั เบสบางส่วนในจีโนมแตกต่างกัน สามารถตรวจสอบได้โดย
การเพม่ิ ปรมิ าณ DNA ในบริเวณทมี่ คี วามแตกตา่ งกันด้วยวธิ ีการ PCR จากน้ันนา DNA มาตัดด้วย
เอนไซม์ตัดจาเพาะ แลว้ จึงนาไปทาเจลอเิ ล็กโทรโฟรซิ ิส ไดเ้ ป็นรูปแบบของแถบ DNA ที่แตกต่างกัน
สามารถถ่ายทอดไปยงั ลกู หลานได้ โดยใช้เป็นเคร่ืองหมายทางพันธกุ รรม
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้
1) การวเิ คราะห์ DNA
2) การศกึ ษาจีโนม
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทกั ษะการคิด
3) ทกั ษะการเรยี นรู้
4) ทักษะการแกป้ ัญหา
5) ทักษะกระบวนการทางานกลุ่ม
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
1) อธบิ ายการแยกขนาดชิ้น DNA โดยวิธีเจลอเิ ลก้ โทรโฟริซิสได้
2) อธิบายวธิ ีการวิเคราะห์ DNA ทไ่ี ดจ้ ากการโคลนได้
3) อธบิ ายวิธีการศกึ ษาจีโมของสงิ่ มีชีวติ และจีโนมของมนุษยไ์ ด้
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1) ใฝเ่ รยี นรู้
2) ม่งุ มนั่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1) ความสามารถในการสือ่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ข้ันนาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1) ครตู ้งั คาถามถามนกั เรยี นดังน้ี
- นักวิทยาศาสตร์จะมีการแยกยีนทีโ่ คลนได้จานวนมากนดี้ ว้ ยวธิ กี ารใด
- DNA ทโี่ คลนไดป้ ระกอบด้วยลาดับนิวคลีโอไทดอ์ ารบา้ ง
2) ใหน้ ักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายคาตอบของคาถามรว่ มกัน โดยครยู งั ไม่เฉลยคาตอบทีถ่ กู ตอ้ ง เพื่อ
เชื่อมโยงไปสกู่ ารเรียนรู้ เรอ่ื ง การวเิ คราะห์ DNA และการศกึ ษาจโี นม
ข้ันจัดการเรียนรู้
1) ครนู าเสนอ power point เกย่ี วกับการวเิ คราะห์ DNA โดยอธบิ ายความหมายของการวิเคราะห์
DNA ให้นกั เรียนเข้าใจว่า การวิเคราะห์ DNA (DNA analysis) เปน็ กระบวนการทใ่ี ชห้ าลาดบั
นวิ คลีโอไทด์โดยการแยกโมเลกุลของ DNA ทม่ี ขี นาดประจแุ ละรูปรา่ งแตกต่างกันออกจาก
สนามไฟฟ้า โดยอาศยั เทคนิคอเิ ลก็ โทรโฟริซิส (electrophoresis) ผา่ นตัวกลางทม่ี ีลักษณะ
คลา้ ยแผน่ ว้นุ ทเ่ี รียกว่าเจล (gel) เรียกกระบวนการนี้วา่ กระบวนการเจลอเิ ล็กโทรริซิส (gel
electrophoresis)
2) ครูนาเสนอ power point แสดงอปุ กรณ์และข้ันตอนการแยกโมเลกุลของ DNA โดยใช้เทคนิค
อิเลก็ โทรโพริซสิ ดังน้ี
โมเลกลุ DNA ที่มีขนาดแตกตา่ งกนั
นามาแยกขนาดภายใต้สนามไฟฟา้ โดยให้ DNA ผา่ น agarose gel
DNA ท่ีมีประจุลบจะเคลอื่ นที่เขา้ หาข้วั บวก
โมเลกลุ DNA ท่มี ีขนาดใหญ่ จะเคล่อื นทช่ี า้ กวา่ โมเลกุลท่มี ีขนาดเล็กจงึ อยู่ใกล้ขวั้ ลบ
สว่ นโมเลกุล DNA ขนาดเล็กจะเคล่อื นท่ีเรว็ กว่าก็จะอยู่ใกลข้ ัว้ บวก
ยอ้ มแผน่ ว้นุ ด้วยสอี ธี ิเลยี มโบรไมด์ เพื่อให้สามารถมองเหน็ DNA ได้เม่ือไดร้ บั แสง
อัลตราไวโอเลต
นา DNA ขนาดต่าง ๆ ไปเปรยี บเทยี บกับ DNA ทรี่ ูข้ นาดแล้ว ทาให้ทราบขนาดของ
DNA ที่ต้องการศกึ ษา
3) ครูใหน้ กั เรยี นดู clip VDO การแยกขนาด DNA โดยเทคนคิ เจลอิเล็กโทรโฟรซิ สิ โดยเน้นให้
นักเรียนเห็นความสาคญั ของการนาโมเลกุล DNA ท่ีรขู้ นาดแลว้ ไปใช้ประโยชน์ โดยการนา
โมเลกลุ DNA ขนาดต่าง ๆ ไปหาลาดับนวิ คลีโอไทด์ด้วยเครอ่ื ง Automated sequencer ซึ่ง
เป็นเคร่ืองมอื ทใ่ี ชห้ าลาดับนิวคลโี อไทด์ โดยใช้หลักพืน้ ฐานของการแยกโมเลกลุ DNA โดยวิธี
gel electrophoresis แต่มกี ารพฒั นาเทคนิคและวอฟแวร์ จงึ ทาให้สามารถอ่านขอ้ มูลไดเ้ ร็วขน้ึ
4) ครูนาเสนอ power point เกย่ี วกบั ความหมายและขนั้ ตอนของจโี นม โดยครอู ธบิ านความหมาย
ของจีโนมวา่ เป็นปริมาณ DNA ทงั้ หมดทีอ่ ยูใ่ นเซลล์ส่งิ มีชวี ติ ซึ่งสิ่งมชี วี ติ แต่ละชนิดจะมจี โี ม
แตกต่างกนั จากนัน้ ครูตัง้ คาถามถามนักเรียนว่า
- จีโนมของสิง่ มชี วี ติ ชนดิ เดยี วกนั จะแตกตา่ งกนั หรือไม่ ตรวจสอบได้ด้วยวิธีการใด
นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม โดยครูควรชแ้ี นะให้นกั เรยี นได้ขอ้ สรุปรม่ กนั ว่า
จโี นมของส่ิงมีชีวิตชนิดเดยี วกันจะแตกตา่ งกนั การตรวจสอบความแตกตา่ งของจโี มส่งิ มีชีวิต
ชนดิ เดยี วกันมขี น้ั ตอน ดงั นี้ เพ่มิ ปรมิ าณ DNA ในบรเิ วณทม่ี คี วามแตกตา่ งกันด้วยวิธี PCR
นาผลผลิต PCR มาตัดดว้ ยเอนไซม์ตัดจาเพาะ แยกขนาดโมเลกลุ DNA ทไี่ ด้จากการตดั ด้วย
เทคนิค gel electrophoresis ไดร้ ูปแบบ DNA ที่แตกตา่ งกนั ความแตกต่างของรปู แบบ
แถบ DNA เรยี กวา่ PCR-RFLP ซ่งึ ใช้เป็นเคร่อื งหมายพนั ธกุ รรม (genetic marker) เพ่ือ
ตรวจสอบความแตกตา่ งของ DNA ของ genome ในสิ่งมชี ีวิต
5) ครูอธิบายใหน้ ักเรียนเขา้ ใจว่า การศึกษาจโี นมของสงิ่ มชี วี ติ จะสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชป้ ระโยชน์
อย่างมากในปัจจบุ นั เช่น การหาความสมั พันธ์ของสิ่งมชี ีวติ เพือ่ ให้รู้เก่ียวกับความใกล้ชิดทาง
ววิ ัฒนาการ และการศกึ ษาจโี นมของมนษุ ย์ ซึง่ เปน็ โครงการนานาชาติทรี่ ่วมกันศกึ ษาลาดับ
นิวคลโี อไทด์ของมนุษย์ทง้ั จโี นม มีเปา้ หมายเพ่อื ทาแผนทยี่ นี (mapping) และหาลาดับของ
นิวคลีโอไทดท์ ่มี ีทงั้ หมดประมาณ 3 พันลา้ นคเู่ บส (base pair) ในจีโมของมนุษย์ โดยประโยชน์
ท่เี กดิ จากการศึกษาจโี นมของมนุษย์ เชน่ ด้านการแพทย์ และเชงิ เศรษฐกิจ แตย่ งั คงมปี ญั หาดา้ น
จรยิ ธรรมในการใช้ข้อมูลของจโี นม โดยเฉพาะจีโนมของมนุษย์วา่ เมื่อค้นควา้ จีโนมมนุษยส์ าเร็จ
ใครจะสามารถใช้ขอ้ มูลเหลา่ นั้นไดแ้ ละใช้เพอ่ื การใดบ้าง
6) ครอู ธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจว่าการศึกษาจโี นมไม่ไดท้ าแต่เฉพาะมนษุ ยเ์ ท่านัน้ แต่ยงั ศึกษาจีโม
ของสิ่งมชี วี ิตชนดิ ตา่ ง ๆ ดว้ ย เช่น E.coli ยสี ต์ หนู และข้าว แลว้ ครูนาเสนอ power point
เก่ียวกับจีโนมข้าว (Oryza sativa L.) ของไทย โดยอธิบายใหน้ กั เรียนเขา้ ใจวา่ “โครงการวจิ ัย
จโี นมข้าวนานาชาติ (Internation Rice Genome Sequencing Program-IRGSP) ไดถ้ ูกจัดตง้ั
ขึ้นในปี พ.ศ. 2541 โดยประเทศไทยได้เขา้ รว่ มและได้รับมอบหมายให้ศกึ ษาโครโมโซมของข้าว
แทง่ ที่ 9 ซง่ึ พบวา่ มียนี ท่เี กยี่ วข้องกบั ความทนทานต่อนา้ ท่วม ความตา้ นทานต่อโรคและแมลง
จากความรทู้ ี่ไดจ้ งึ นามาช่วยในการพฒั นาพันธขุ์ ้าวจนประสบความสาเรจ็ ไดส้ ายพันธุ์ข้าวขาวดอก
มะลิ 105 ท่ีทนน้าทว่ ม ต้านทานโรคขอบใบแหง้ และต้านทานเพล้ยี กระโดดสนี ้าตาล”
กิจกรรมรวบยอด
นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภปิ ราย โดยใช้แนวคาถามตอ่ ไปนี้
- โครงการจีโมมนุษย์มีวตั ถปุ ระสงค์อย่างไร (ทาแผนทยี่ นี (mapping) และหาลาดับของนวิ คลี
โอไทด์ที่มีทั้งหมดประมาณ 3 พันลา้ นคู่เบส (base pair) ในจโี มของมนษุ ย์)
- การศึกษาจโี มของมนษุ ย์เป็นการหาลาดบั ของนวิ คลโี อไทด์จากโครโมโซมใดบ้าง (เปน็ การหา
ลาดบั นิวคลีโอไทดข์ อง DNA บนออโตโซม 22 โครโมโซม โครโมโซม X และ โครโมโซม Y)
9. สื่อและแหลง่ การเรียนรู้
ส่ือ
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การวิเคราะห์ DNA และการศกึ ษาจีโนม
2) หนังสือเรยี น รายวชิ าเพ่มิ เติม ชวี วิทยา 2 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรยี นรู้
1) หนงั สือหรอวารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อินเทอรเ์ น็ต
10. การวัดและประเมินผล
เปา้ หมาย หลกั ฐาน เคร่อื งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามไดอ้ ย่าง
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ ถกู ต้อง
-สามารถตอบคาถามไดอ้ ยา่ ง
-การวิเคราะห์ DNA -สมดุ -ความตรงต่อเวลาและ ถูกตอ้ ง
จานวนครัง้ ทเ่ี ข้าเรยี น
การศึกษาจโี นม -การเข้าชั้นเรยี นสายไม่เกิน 15
นาที และจานวนครง้ั ท่เี ขา้ เรยี น
ผลการเรยี นรู้ -สมดุ มากกว่า 80 %
-สามารถตอบคาถามได้อย่าง
- อธิบายและสรุปเกีย่ วกับพนั ธุวศิ วกรรม ถูกตอ้ ง
การโคลนยนี การวิเคราะห์ดีเอ็นเอ และ
การศึกษาจีโม และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีของดีเอ็นเอ รวมทัง้ ความ
ปลอดภัยของเทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ และ
มมุ มองทางสังคมและจริยธรรมได้
- ต้ังคาถามทีอ่ ย่บู นพน้ื ฐานของความรู้
และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือ
ความสนใจหรอื จากประเด็นที่เกดิ ข้นึ ใน
ขณะนั้น ทสี่ ามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าไดอ้ ย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถอื ได้
คณุ ลักษณะ
-ใฝ่เรียนรู้ -การเขา้ ช้ัน
เรียน
-มงุ่ มัน่ ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรียน
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วธิ แี กไ้ ข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทกึ การส่งแผนจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณัฐ สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมอื งมลู
ความเหน็ ของรองผู้อานวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤติมา มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปยิ ะ ใจชมุ่
แผนการจัดการเรียนรู้
รหสั วิชา ว32142 ช่อื รายวชิ า ชีววทิ ยา 2 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2
ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ พันธุศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีทาง DNA
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 20 เรือ่ ง การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีทาง DNA (1) เวลา 2 ชว่ั โมง
ผสู้ อน นางจริ าณฐั สาธพิ า
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
ววิ ฒั นาการของส่ิงมีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยชี วี ภาพท่ีมีผลกระทบต่อ
มนุษยแ์ ละสงิ่ แวดล้อม มีกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ ละจติ วทิ ยาศาสตร์ สอื่ สารสิง่ ทีเ่ รียนรู้และนา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธบิ ายและสรุปเกี่ยวกบั พนั ธุวศิ วกรรม การโคลนยีน การวิเคราะหด์ เี อ็นเอ และการศกึ ษาจโี ม
และการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยขี องดเี อน็ เอ รวมทั้งความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ และ
มมุ มองทางสังคมและจรยิ ธรรมได้
2) ต้งั คาถามทอี่ ยู่บนพ้ืนฐานของความรูแ้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจหรือจาก
ประเดน็ ทเี่ กิดข้นึ ในขณะน้นั ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาคน้ คว้าได้อยา่ ง
ครอบคลมุ และเชอื่ ถอื ได้
3. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
เทคโนโลยที าง DNA ถกู นามาประยกุ ตใ์ ชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ มากมาย ตวั อยา่ ง เช่น ทางดา้ น
การแพทย์และทางเภสัชกรรม โดยนามาใชใ้ นการวินจิ ฉยั โรค การบาบดั ดว้ ยยีน การผลิตฮอร์โมน
อินซูลิน และการผลิตยายับย้งั เชอ้ื HIV นอกจากนยี้ ังถกู นามาใชป้ ระโยชนท์ างในเชงิ นิตวิ ทิ ยาศาสตร์
เพือ่ พสิ ูจนห์ าความสมั พันธ์ทางสายเลอื ด หรอื หาอาชญากรในคดีตา่ ง ๆ
4. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
ความรู้
การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีทาง DNA ในดา้ นการแพทย์ ดา้ นเภสัชกรรม และดา้ นนิตวิ ทิ ยาศาสตร์
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทักษะการคดิ
3) ทกั ษะการเรียนรู้
4) ทกั ษะการแก้ปัญหา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกล่มุ
5. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1) อธิบายการนาเทคโนโลยีทาง DNA ไปใชป้ ระโยชนใ์ นด้านการแพทย์
2) อธิบายประโยชนข์ องการนาลายพิมพ์ DNA ไปใช้ในเชงิ นิตวิ ทิ ยาศาสตร์ และวเิ คราะห์ลายพมิ พ์
DNA ในการตรวจพสิ ูจน์หาบุคคลในคดีต่าง ๆ ได้
6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1) ใฝ่เรียนรู้
2) มงุ่ มัน่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ นาเขา้ สู่บทเรียน
1) ครูตง้ั คาถามถามนักเรียนดงั นี้
- ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยีทาง DNA ในการสร้าง DNA รคี อมบแิ นนท์ เทคนคิ PCR การ
ค้นพบเครอ่ื งหมายพนั ธกุ รรม และการหาลาดบั นิวคลโี อไทด์ในจีโมของสิง่ มชี วี ติ ตา่ ง ๆ ที่
นกั เรยี นไดศ้ ึกษามาแล้วนนั้ สามารนาไปประยุกตใ์ ชใ้ ห้เกดิ ประโยชนใ์ นทางการแพทยแ์ ละ
เภสชั กรรมไดอ้ ย่างไร
2) ให้นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถามรว่ มกนั โดยครยู งั ไมเ่ ฉลยคาตอบท่ถี ูกต้อง เพ่ือ
เชอ่ื มโยงไปสกู่ ารเรียนรูเ้ ร่ือง การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยที าง DNA (1)
ขั้นจดั การเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซงึ่ มขี ้ันตอนดงั นี้
1) ครูนาเสนอ power point เกย่ี วกับการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีทาง DNA ในด้านการแพทยแ์ ละ
เภสัชกรรม โดยอธบิ ายให้นักเรียนเข้าใจว่า เทคโนโลยีทาง DNA สามารถนามาใชว้ นิ จิ ฉัยโรคต่าง
ๆ ได้ เชน่ ใชว้ นิ จั ฉันโรคที่เกดิ จากการตดิ เชอ้ื ไวรัส โดยการใช้เทคนิค PCR เพ่อื ตรวจสอบวา่ มี
จีโนมของไวรสั อยใู่ นสง่ิ มชี ีวิตหรือไม่ ซึ่งเป็นเทคนคิ ทม่ี คี วามไวสูงและสามารถตรวจพบได้โดยมี
ตวั อยา่ งเพียงเลก็ น้อยหรอื นาไปใชใ้ นการตรวจวนิ จิ ฉยั โรคทางพนั ธกุ รรมก่อนจะมอี าการของโรค
หรอื เป็นเพียงพาหะ ทาใหส้ ามารถป้องกนั การถ่ายทอดลกั ษณะดงั กล่าวได้
2) ครูอธิบายเพมิ่ เติมให้นกั เรยี นเขา้ ใจว่าทางด้านการแพทย์ เทคโนโลยที าง DNA ยังสามารถนามา
รักษาโรคไดโ้ ดยการบาบัดด้วยยีน ซง่ึ เปน็ วธิ ีการท่ีใช้รกั ษาโรคท่ีเกดิ จากความบกพร่องของยนี
โดยการใชไ้ วรัสชนดิ หนึ่งเปน็ ตัวนายนี ปกติท่ีตอ้ งการถา่ ยเขา้ สเู่ ซลลค์ นท่เี กิดความบกพร่องของ
ยนี เพ่อื ชว่ ยบาบดั อาการบกพร่องที่เกดิ ขน้ึ ตวั อย่างการรกั ษาดว้ ยยีนบาบัด เชน่ การรักษาโรค
Severs Combined Immunodefiency Disorder (SCID) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยผทู้ ่ี
เป็นโรคนไี้ ม่สามารถสรา้ งภูมิค้มุ กนั ได้ และมกั เสยี ชวี ติ จากการตดิ เชื้อเพียงเล็กน้อย แตก่ ารบาบัด
ด้วยยนี มีส่ิงท่ตี อ้ งระมดั ระวงั ดังนี้
- ปญั หาด้านเทคนิค โดยการควบคุมการแสดงออกของยีนทีใ่ สเ่ ขา้ ไปในเซลลใ์ ห้ผลิตโปรตนี
จะตอ้ งมกี ารควบคมุ ปริมาณอยา่ งเหมาะสม
- การแทรกของยีนเข้าสูจ่ ีโนมของคน จะตอ้ งไมท่ าใหย้ นี ปกตเิ กิดมวิ เทชัน
- ไวรสั ทเี่ ป็นเวกเตอรอ์ าจกอ่ ใหเ้ กิดโรคในคนได้
- เซลล์สืบพนั ธ์ุทถี่ กู บาบดั ด้วยยนี จะถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ ทาให้ลกู ไม่เป็นโรค ส่งผลกระทบตอ่
ววิ ัฒนาการของมนษุ ย์ในอนาคต
3) ครนู าเสนอ power point เกยี่ วกบั การนาเทคโนโลยที าง DNA มาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ทาง
เภสชั กรรม โดยอธบิ ายให้นักเรยี นเข้าใจว่า ตวั อย่างการนาเทคโนโลยีทาง DNA มาใช้ใน
การสร้างผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม เชน่ การผลติ ฮอรโ์ มนอินซลู ิน ซงึ่ มขี ้ันตอนดงั นี้
- การตดั ช้นิ ส่วน DNA ของคนทีม่ ยี นี ควบคุมการสงั เคราะหฮ์ อรโ์ มนอนิ ซลู นิ ตอ่ เข้ากบั DNA
ของแบคทเี รยี จะได้ DNA โมเลกลุ ใหม่ เรียกวา่ DNA ลกู ผสม หรือ DNA รคี อมบิแนนท์
- นา DNA ลูกผสมใส่เข้าไปในเซลล์แบคทเี รียท่ไี ม่สามารถสงั เคราะห์ฮอร์โมนอินซูลิน ให้
กลายเป็นแบคทีเรียชนดิ ใหมท่ ่ีสามารถสังเคราะห์ฮอร์โมนอินซูลินได้
- คดั เลือกแบคทเี รียชนิดใหม่ท่ีสามารถสังเคราะหฮ์ อร์โมนอนิ ซลู ินได้และนาไปเพาะเลีย้ งให้มี
เซลล์จานวนมากเพียงพอแล้วจึงสกัดฮอร์โมนอนิ ซลู นิ ไปใช้ประโยชนต์ ่อไป
4) ครูยกตัวอยา่ งการนาเทคโนโลยที าง DNA มาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมเพิ่มเตมิ
เชน่ การผลิตยาทย่ี ับยัง้ HIV โดยอธบิ ายใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ การผลิตยาทยี่ ับยง้ั เชื้อ HIV จะใช้
เทคนคิ พนั ธวุ ศิ วกรรมในการสร้างโมเลกุลของโปรตีน ที่จะปอ้ งกันหรือเลียนแบบตัวรับที่ HIV ใช้
ในการเขา้ สู่เซลล์ ซงึ่ ตัวรับเหล่านีจ้ ะอย่บู นเยอื้ หุ้มเซลล์ของคน ถ้ามโี มเลกลุ ทเ่ี ลียนแบบตวั รบั
เหลา่ นี้อย่ใู นกระแสเลอื ด HIV จะเขา้ เกาะกับโมเลกลุ เหล่าน้ีแทนทีจ่ ะเกาะท่ีตัวรบั ท่ีเซลล์เม็ด
เลือดขาว แล้วเข้าทาลายเซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว จงึ สามารถยับย้งั การทางานของ HIV ได้
5) ครูนาเสนอ power point เก่ียวกับการนาเทคโนโลยีทาง DNA มาใช้ในเชงิ นติ ิวิทยาศาสตร์
โดยอธบิ ายใหน้ ักเรียนเข้าใจว่า ลายพิมพ์ DNA มีลักษณะเฉพาะบุคคล โดยสรา้ งมาจาก DNA ท่ี
ได้รบั การถา่ ยทอดมาจากพอ่ และแม่อยา่ งละครึง่ และเปล่ียนแปลงไมไ่ ด้ ทาใหส้ ามารถบอกความ
แตกตา่ งของบุคคลได้ จงึ นามาใชป้ ระโยชนไ์ ด้หลายด้าน เชน่ การพสิ จู นต์ วั บุคคล การพิสูจน์
ความสมั พันธ์ทางสายเลือด และการตรวจทางนติ เิ วชศาสตร์เพอื่ หาผูก้ ระทาความผดิ
กิจกรรมรวบยอด
1) ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ี
- โครงการจโี นมมนษุ ย์มีวตั ถุประสงคอ์ ยา่ งไร
- การบาบัดดว้ ยยีนมเี ป้าหมายอย่างไร
- ปัญหาและขอ้ โตแ้ ย้งอะไรบ้างทที่ าให้การบาบดั ดว้ ยยนี ไมไ่ ด้ผล
- การบาบัดด้วยยีนทที่ ากบั เซลล์รา่ งกาย และเซลล์ตั้งต้นท่ีจะสรา้ งเซลล์สืบพนั ธ์ุ สามารถ
ถา่ ยทอดยีนทบี่ าบดั ไปยงั รุน่ ลกู ได้หรอื ไม่
- การผลติ ฮอรโ์ มนอนิ ซลู นิ มีข้นั ตอนอยา่ งไร
2) ครูตรวจสอบการบนั ทกึ ความรู้ท่ีได้จากการเรยี นและการตอบคาถาม
9. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้
ส่ือ
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เรอื่ ง การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยที าง DNA (1)
2) หนงั สอื เรียน รายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชีววิทยา 2 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 4-6 ของ สสวท.
เหลง่ การเรียนรู้
1) หนงั สือหรือวารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์
3) อนิ เทอร์เน็ต
10. การวัดและประเมนิ ผล
เปา้ หมาย หลักฐาน เครื่องมอื วดั เกณฑก์ ารประเมิน
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้อย่าง
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ ถูกต้อง
-สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
-การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยที าง DNA ใน -สมุด -ความตรงตอ่ เวลาและ ถกู ต้อง
จานวนคร้งั ที่เขา้ เรียน
ด้านการแพทย์ ดา้ นเภสัชกรรม และด้าน -การเข้าชัน้ เรยี นสายไมเ่ กิน 15
นาที และจานวนครัง้ ทเ่ี ขา้ เรียน
นิตวิ ิทยาศาสตร์ มากกวา่ 80 %
-สามารถตอบคาถามได้อยา่ ง
ผลการเรียนรู้ -สมดุ ถูกตอ้ ง
- อธบิ ายและสรุปเกีย่ วกับพนั ธุวิศวกรรม
การโคลนยีน การวิเคราะหด์ เี อน็ เอ และ
การศกึ ษาจีโม และการประยกุ ต์ใช้
เทคโนโลยีของดีเอ็นเอ รวมทง้ั ความ
ปลอดภัยของเทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ และ
มุมมองทางสังคมและจรยิ ธรรมได้
- ตง้ั คาถามท่ีอยบู่ นพ้ืนฐานของความรู้
และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรอื
ความสนใจหรอื จากประเดน็ ทีเ่ กิดข้นึ ใน
ขณะน้นั ท่ีสามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบหรอื ศึกษาคน้ ควา้ ไดอ้ ยา่ ง
ครอบคลมุ และเชื่อถือได้
คณุ ลกั ษณะ
-ใฝ่เรียนรู้ -การเขา้ ชั้น
เรียน
-มงุ่ ม่ันในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทกึ หลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วิธแี กไ้ ข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทึกการสง่ แผนจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธพิ า
ความเห็นหัวหน้ากลุ่มสาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมอื งมูล
ความเหน็ ของรองผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤติมา มะโนพรม
ความเห็นของผู้อานวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปยิ ะ ใจชมุ่
แผนการจดั การเรยี นรู้
รหัสวิชา ว32142 ชอ่ื รายวิชา ชวี วทิ ยา 2 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2
ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทาง DNA
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 21 เร่ือง การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีทาง DNA (2) เวลา 2 ชัว่ โมง
ผสู้ อน นางจริ าณฐั สาธพิ า
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม
ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชวี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใช้เทคโนโลยีชวี ภาพท่ีมีผลกระทบต่อ
มนษุ ยแ์ ละสิง่ แวดลอ้ ม มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ สือ่ สารสิง่ ทีเ่ รียนรแู้ ละนา
ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1) อธบิ ายและสรปุ เก่ยี วกับพนั ธุวศิ วกรรม การโคลนยนี การวิเคราะห์ดเี อน็ เอ และการศึกษาจีโม
และการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยขี องดีเอน็ เอ รวมทั้งความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ และ
มุมมองทางสังคมและจริยธรรมได้
2) ตงั้ คาถามทอ่ี ยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจหรอื จาก
ประเด็นท่เี กดิ ขน้ึ ในขณะนั้น ท่สี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาค้นคว้าไดอ้ ย่าง
ครอบคลุมและเชอื่ ถือได้
3. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
เทคโนโลยีทาง DNA ถูกนามาประยกุ ต์ใช้ประโยชน์ในเชิงการเกษตร เช่น การทาฟาร์มเพอื่ สุขภาพ
มนุษย์ การสรา้ งพชื ดดั แปลงพนั ธกุ รรม และการนามาศึกษาค้นคว้าหายนี และหนา้ ท่ีของยีนมนด้าน
ต่าง ๆ ได้
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้
การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีทาง DNA ในดา้ นการเกษตร และการศึกษาค้นคว้าหายนี และหนา้ ที่ของยีน
ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทกั ษะการคดิ
3) ทกั ษะการเรียนรู้
4) ทักษะการแกป้ ัญหา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลุม่
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) อธบิ ายการนาเทคโนโลยีทาง DNA ไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร เช่น การทาฟารม์ เพอ่ื
สขุ ภาพของมนุษย์ และการสรา้ งพชื ดดั แปลงพันธกุ รรมได้
2) อธบิ ายการนาเทคโนโลยีทาง DNA ไปใช้ศึกษาค้นควา้ หายนี และหน้าทีข่ องยนี ได้
6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1) ใฝ่เรยี นรู้
2) มงุ่ ม่นั ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ข้ันนาเขา้ ส่บู ทเรียน
1) ครตู ้งั คาถามถามนักเรียนดงั นี้
- การผสมพันธุ์ การคัดเลอื กพนั ธ์ุ และการปรับปรุงพนั ธ์สุ ง่ิ มชี วี ติ แบบเดมิ มีขอ้ เสยี เปรยี บเทยี บ
อย่างไร
2) ให้นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถามร่วมกนั เพ่อื เชื่อมโยงไปสกู่ ารเรียนรู้ เร่อื ง การ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยที าง DNA (2) ซ่ึงนกั เรยี นควรไดข้ ้อสรปุ รว่ มกนั ว่า
- การผมพันธุ์แบบเดิมจะต้องผสมพันธใ์ุ นสง่ิ มชี ีวิตชนดิ เดยี วกัน หรือใกล้เคยี งกันเทา่ น้นั
- ลกั ษณะของลกู ท่เี กดิ จากการผสมพันธุ์มที ้ังลกั ษณะท่ีดแี ละลกั ษณะทีไ่ ม่ดี
- การคดั เลอื กพนั ธแ์ุ ละการปรบั ปรงุ พนั ธใ์ุ ช้เวลานานกว่าจะไดล้ ูกท่มี ลี ักษณะตามทม่ี นษุ ย์
ต้องการ เนื่องจากต้องมกี ารผสมหลายร่นุ จนกว่าจะคัดเลอื กยีนทีด่ ไี ว้ไดแ้ ละกาจัดยนี ไม่ดี
ออกไป
ขั้นจัดการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซ่ึงมีขนั้ ตอนดงั น้ี
1) ครูนาเสนอ power point เกีย่ วกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทาง DNA ในเชิงการเกษตร โดย
การทาฟารม์ สตั วเ์ พอื่ สุขภาพมนุษย์ แลว้ อธิบายใหน้ กั เรยี นเข้าใจว่า เปน็ วธิ กี ารปรับปรงุ พันธพุ์ ชื
และสัตวใ์ หม้ ีลกั ษณะดีข้นึ เพ่ือตอบสนองความตอ้ งการของมนษุ ย์ เช่น การหายนี ที่ทาให้หมมู ี
ไขมนั ต่าลง การทาให้วัวสามารถผลติ นา้ นมได้เรว็ และมากขน้ึ หรือการใช้สัตวผ์ ลติ สารทีม่ ี
ประโยชน์ในทางการแพทย์ โดยเรียกสิ่งมชี วี ติ ทเ่ี กิดจากการใช้เทคโนโลยที าง DNA นีว้ ่า สตั ว์
ดัดแปลงพันธุวิศวกรรม (transgenic animal)
2) ครนู าเสนอ power point เกย่ี วกบั สตั ว์ดัดแปลงพันธวุ ิศวกรรม และพชื ดัดแปลงพันธุวศิ วกรรม
โดยอธบิ ายข้นั ตอนโดยสร้างสตั ว์ดัดแปลงพันธุวิศวกรรมให้นักเรียนเข้าใจวา่ เรมิ่ จากการแยก
เซลล์ไขอ่ อกจากเพสเมีย และฉีดยีนทีต่ ้องการเขา้ ไปในนิวเคลียสของเซลลไ์ ข่ จากนั้นทาการผสม
พันธุใ์ นหลอดทดลอง (in vitro fertilization) และถา่ ยฝากเขา้ ไปในตวั แม่ผ้รู ับ เพอ่ื ให้เจรญิ เป็น
ตัวใหม่ ซ่ึงจะมียีนทต่ี ้องการอยโู่ ดยไม่จาเปน็ ตอ้ งมาจากสปชี ยี เ์ ดยี วกนั สว่ นการสรา้ งพืชดัดแปลง
พนั ธวุ ศิ วกรรม เปน็ การทาใหพ้ ืชมียีนตามลักษณะท่ีต้องการ เชน่ มคี วามต้านทานต่อโรค และ
สารปราบวัชพืชมากขน้ึ มีคุณคา่ ทางอาหารเพ่ิมข้ึน และยดื อายุการเก็บผลผลติ ได้นานข้ึน
3) ครูนาเสนอ power point เกี่ยวกับการใชพ้ ันธุศาสตร์เพื่อศกึ ษาค้นคว้ายนี และหน้าท่ีของยีน
โดยครยู กตวั อย่างการค้นพบยีนดอ้ ยท่คี วบคมุ ความหอมในข้าว (Os2AP) บนโครโมโซมแทง่ ท่ี 8
แล้วอธิบายให้นกั เรียนเขา้ ใจว่าในขา้ วหอมยีนนถ้ี กู กดหรือถูกยับยั้ง ทาใหม้ ีการสรา้ งสร้างหอมข้นึ
จงึ มีการนาความรู้ทีไ่ ด้ไปใช้สรา้ งข้าวหอมสายพนั ธต์ุ ่าง ๆ เช่น เมอ่ื ทดลองยับย้ังการแสดงออก
ของยีน Os2AP ในข้าวญีป่ ุ่นสายพนั ธนุ์ พิ พอนบาเร พบวา่ เมอื่ มีการกดหรือยับยั้งการทางานของ
ยีน Os2AP ข้าวนพิ พอนบาเรสามารถสรา้ งสารหอมได้
4) ครอู ธิบายให้นักเรียนเข้าใจวา่ ส่ิงมีชีวติ ทั้งพืชและสัตว์ที่ดัดแปลงพนั ธุกรรมไดน้ ้เี รยี กว่า สิ่งมีชีวติ
ดัดแปลงพนั ธุกรรม (genetically modified organisms : GMOs) ซงึ่ นอกจากตัวอย่างสง่ิ มชี วี ิต
ที่ยกมานักวิทยาศาสตร์ยงั สรา้ งสิ่งมชี วี ติ ทีด่ ัดแปลงพันธกุ รรมอีกหลายชนดิ เพื่อนาไปใช้
ประโยชนใ์ นด้านตา่ ง ๆ อกี มาก
กจิ กรรมรวบยอด
1) ให้นักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
- การผสมพันธ์ุ การคัดเลือกพนั ธแุ์ ละการปรบั ปรงุ พนั ธส์ุ ่ิงมชี วี ิตแบบเดมิ ท่ีขอ้ เสยี อย่างไรบ้าง
- เทคโนโลยีทาง DNA นามาใชใ้ นการปรับปรุงพันธส์ุ ิง่ มีชีวิตให้ดีข้ึนกว่าเดิมไดอ้ ยา่ งไร
- GMOs คืออะไร
- ความหอมของขา้ วเกิดข้ึนได้อย่างไร
2) ครตู รวจสอบการบนั ทกึ ความรู้ท่ไี ดจ้ ากการเรียนและการตอบคาถาม
9. สื่อและแหลง่ การเรียนรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เรือ่ ง การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยที าง DNA (2)
2) หนังสือเรียน รายวิชาเพิม่ เติม ชวี วิทยา 2 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรยี นรู้
1) หนงั สือหรือวารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์
3) อินเทอร์เน็ต
10. การวดั และประเมินผล
เป้าหมาย หลักฐาน เคร่ืองมอื วดั เกณฑก์ ารประเมิน
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ อย่างถกู ตอ้ ง
-สามารถตอบคาถามได้
-การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยที าง DNA ในดา้ น -สมุด -ความตรงตอ่ เวลาและ อยา่ งถูกตอ้ ง
จานวนครัง้ ท่ีเข้าเรียน
การเกษตร และการศึกษาค้นคว้าหายีนและ -การเขา้ ชนั้ เรยี นสายไม่
เกนิ 15 นาที และจานวน
หนา้ ทข่ี องยีน คร้ังที่เขา้ เรียนมากกวา่ 80
%
ผลการเรยี นรู้ -สมดุ -สามารถตอบคาถามได้
อย่างถกู ต้อง
- อธบิ ายและสรปุ เก่ียวกับพนั ธุวิศวกรรม
การโคลนยนี การวิเคราะห์ดเี อ็นเอ และ
การศกึ ษาจีโม และการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยี
ของดีเอ็นเอ รวมท้ังความปลอดภยั ของ
เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ และมุมมองทางสังคม
และจรยิ ธรรมได้
- ต้งั คาถามท่อี ยู่บนพ้นื ฐานของความรแู้ ละ
ความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ
หรือจากประเดน็ ท่เี กดิ ข้ึนในขณะน้ัน ที่
สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษา
ค้นคว้าไดอ้ ยา่ งครอบคลุมและเชอ่ื ถอื ได้
คณุ ลักษณะ
-ใฝ่เรยี นรู้ -การเขา้ ชั้น
เรียน
-ม่งุ ม่นั ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บันทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่
แผนการจัดการเรยี นรู้
รหสั วิชา ว32142 ชือ่ รายวิชา ชวี วทิ ยา 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2
ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ พันธุศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีทาง DNA
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 22 เรอ่ื ง ความปลอดภยั ของเทคโนโลยที าง DNA เวลา 1 ช่วั โมง
ผ้สู อน นางจิราณฐั สาธิพา
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม
วิวัฒนาการของสงิ่ มีชวี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยชี วี ภาพที่มผี ลกระทบต่อ
มนุษย์และสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ สอ่ื สารส่ิงทเี่ รยี นรแู้ ละนา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
2. ผลการเรียนรู้
1) อธิบายและสรปุ เก่ยี วกับพนั ธุวิศวกรรม การโคลนยนี การวเิ คราะห์ดเี อ็นเอ และการศกึ ษาจโี ม
และการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยขี องดีเอ็นเอ รวมทงั้ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ และ
มุมมองทางสังคมและจริยธรรมได้
2) ต้ังคาถามท่อี ยู่บนพ้นื ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจหรอื จาก
ประเด็นที่เกดิ ข้ึนในขณะนน้ั ทีส่ ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ คว้าได้อยา่ ง
ครอบคลุมและเชอ่ื ถือได้
3. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
มนษุ ยน์ าเทคโนโลยีการสรา้ ง DNA รีคอมบิแนนท์ และการสร้างส่ิงมีชีวิตท่ีดดั แปรพนั ธุกรรมหรอื
จเี อ็มโอ (GMOs) มาใชใ้ นด้านต่าง ๆ กันอย่างกวา้ งขวางซ่งึ นอกจากจะมีประโยชนแ์ ลว้ อาจทาให้
เกดิ ผลเสยี ได้โดยเฉพาะสงิ่ มีชวี ิตที่ดัดแปรพนั ธุกรรมท่อี าจทาให้เกิดเชื้อโรคสายพันธท์ุ ี่ด้อื ยาปฏิชวี นะ
เปน็ ภยั ตอ่ สุขภาพและสภาพแวดลอ้ มได้
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
ความปลอดภยั ของเทคโนโลยีทาง DNA และมมุ มองทางสงั คมและจรยิ ธรรม
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรียนรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ญั หา
5) ทักษะกระบวนการทางานกลุม่
5. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1) สบื คน้ ขอ้ มูล อภิปราย และอธบิ ายเกี่ยวกบั แนวปฏบิ ัตใิ นการนาเทคโนโลยีทาง DNA มาใช้ได้
อยา่ งปลอดภยั โยคานึงถึงมุมมองทางสังคมและจรยิ ธรรมได้
2) วเิ คราะหผ์ ลกระทบในการประยุกตใ์ ช้ข้อมูลของจีโนมมนุษย์ในมมุ ุมองทางสังคมและจรยิ ธรรมได้
6. คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1) ใฝ่เรียนรู้
2) มุง่ มน่ั ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
1) ความสามารถในการสือ่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
8. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ขั้นนาเขา้ สบู่ ทเรียน
ครูทบทวนความรู้เดมิ ของนักเรยี น โดยต้งั คาถามดังน้ี
- สิ่งมีชีวติ ชนิดใดบ้างท่ถี ูกดัดแปรพันธุกรรม
- การใช้พนั ธศุ าสตร์เพอื่ ศกึ ษาค้นคว้าหายีนและหนา้ ที่ของยีนมปี ระโยชน์ต่อมนุษย์หรือไม่
นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถาม เพือ่ เชอ่ื มโยงไปสู่การเรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภยั ของ
เทคโนโลยที าง DNA โดนนักเรยี นควรไดข้ อ้ สรุปรว่ มกันว่า ตวั อย่างสิ่งมชี วี ิตท่ีถูกดัดแปร
พันธกุ รรม เช่น หมู ววั มะละกอ ฝา้ ย และมะเขือเทศ สว่ นการใช้พนั ธศุ าสตร์เพือ่ ศึกษาค้นคว้าหา
ยีนและหน้าทีข่ องยนี จะมปี ระโยชนต์ อ่ มนุษย์ คือ ทาให้คน้ พบยีนทีท่ าหน้าท่ีตา่ ง ๆ ซ่งึ สามารถ
นาไปประยกุ ตใ์ ช้ในดา้ นต่าง ๆ ไดเ้ พือ่ เชอ่ื มโยงไปสู่การเรยี นรู้ เร่ือง ความปลอดภัยของเทคโนโลยี
ทาง DNA
ขน้ั จัดการเรียนรู้
จดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งมีขัน้ ตอนดงั น้ี
1) ครูนาเสนอ power point เกยี่ วกับความปลอดภัยของเทคโนโลยที าง DNA โดยนาเสนอภาพ
การเดนิ เรียกร้องให้หยุดการผลิตพชื GMOs ในประเทศตา่ ง ๆ จากนนั้ ครตู งั้ คาถามดังนี้
- เพราะอะไรในบางประเทศจึงมกี ารตอ่ ต้านการใช้พชื GMOs
- พชื GMOs หรือพชื ดัดแปรพนั ธกุ รรมมผี ลกระทบตอ่ มนษุ ย์อย่างไร
- แนวทางแก้ไขเพือ่ สร้างความปลอดภัยจากการใช้พชื GMOs มอี ะไรบ้าง
2) นกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม โดยครทู าหน้าท่ีบันทกึ ข้อสรปุ การอภิปราย ซงึ่
นกั เรียนควรไดข้ ้อสรุปร่วมกัน ดังน้ี
- ในบางประเทศต่อต้านการใช้เทคโนโลยที างพนั ธวุ ิศวกรรมในการสร้างพืช GMOs เนือ่ งจากมี
ความวิตกกังวลวา่ อาจเกิดความผิดพลาดจากการใช้พืช GMOs เชน่ อาจเกิดเช้อื โรคสาย
พนั ธุ์ใหม่ ๆ ทดี่ อื้ ยาปฏิชีวนะข้นึ พืช GMOs มยี ีนของสง่ิ มชี ีวติ ชนิดอ่นื อยู่ดว้ ย จงึ อาจเปน็
อันตรายตอ่ สุขภาพ และอาจมกี ารถ่ายเทยีนจากพืช GMOs ออกสสู่ ิง่ แวดล้อมได้ทาใหว้ ชั พืช
ต้านทานต่อสารปราบวชั พชื มากขน้ึ
3) ครูนาเสนอ power point แสดงตวั อย่างฉลากผลไม้ทีแ่ สดงวา่ เป็นพืชทป่ี ลูกด้วยวิธีการดดั แปร
พนั ธุกรรมให้นักเรยี นดู โดยอธบิ ายให้นักเรยี นเข้าใจว่าเปน็ วธิ กี ารแก้ไขวิธีการหน่งึ เพ่ือให้
ผบู้ ริโภคไดร้ ับข้อมลู ขา่ วสารทถี่ กู ตอ้ ง และเลอื กบรโิ ภคได้อยา่ งปลอดภัย
4) ครอู ธบิ ายเพิม่ เติมให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ ในประเทศเทศหน่วยงานที่ทาหน้าท่ีควบคมุ ดแู ลเกีย่ วกับ
ความปลอดภัยของการใช้ GMOs คอื ศนู ย์พนั ธวุ ศิ วกรรมและเทคโนโลยชี วี ภาพแห่งชาติ โดยจะ
ทาหนา้ ท่ีคบคมุ ดแู ลการวิจัยและการทดลองเกย่ี วกับ GMOs ก่อนนามาใช้จริง ตลอดจนทา
หน้าทก่ี าจดั และปฏบิ ัติกรณีฉกุ เฉนิ หาก GMOs เกิดการล็อคออกสู่สงิ่ แวดล้อม
กิจกรรมรวบยอด
ครูตรวจสอบการบันทกึ ความรทู้ ไ่ี ดจ้ ากการเรยี นและการตอบคาถาม
9. สอื่ และแหล่งการเรียนรู้
สื่อ
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เร่ือง ความปลอดภัยของเทคโนโลยที าง DNA
2) หนังสอื เรยี น รายวชิ าเพ่ิมเติม ชวี วิทยา 2 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรยี นรู้
1) หนังสือหรือวารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอร์เน็ต
10. การวัดและประเมนิ ผล
เป้าหมาย หลกั ฐาน เคร่อื งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ อย่างถูกตอ้ ง
-สามารถตอบคาถามได้
-ความปลอดภยั ของเทคโนโลยที าง DNA -สมุด -ความตรงต่อเวลาและ อยา่ งถกู ตอ้ ง
จานวนคร้ังท่ีเขา้ เรียน
และมุมมองทางสังคมและจรยิ ธรรม -การเข้าชน้ั เรียนสายไม่
เกิน 15 นาที และจานวน
ผลการเรียนรู้ -สมุด ครั้งท่ีเขา้ เรยี นมากกว่า 80
%
- อธิบายและสรปุ เกย่ี วกับพันธุวิศวกรรม -สามารถตอบคาถามได้
อยา่ งถกู ต้อง
การโคลนยีน การวเิ คราะห์ดเี อ็นเอ และ
การศกึ ษาจโี ม และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยี
ของดเี อน็ เอ รวมทั้งความปลอดภยั ของ
เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ และมมุ มองทางสงั คม
และจริยธรรมได้
- ต้ังคาถามท่ีอย่บู นพืน้ ฐานของความร้แู ละ
ความเขา้ ใจทางวิทยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ
หรอื จากประเดน็ ทีเ่ กิดข้นึ ในขณะน้ัน ท่ี
สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษา
ค้นคว้าไดอ้ ยา่ งครอบคลุมและเชื่อถือได้
คุณลกั ษณะ
-ใฝเ่ รียนรู้ -การเข้าช้นั
เรยี น
-ม่งุ มนั่ ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรียน
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ข้อเสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บนั ทกึ การส่งแผนจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณัฐ สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลมุ่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทพิ วรรณ เมอื งมูล
ความเหน็ ของรองผอู้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่
แผนการจดั การเรียนรู้
รหสั วชิ า ว32142 ช่อื รายวิชา ชีววิทยา 2 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี 2
ช่ือหน่วยการเรียนรู้ วิวัฒนาการ
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 23 เร่อื ง หลกั ฐานทบ่ี ่งบอกถึงววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ เวลา 2 ชวั่ โมง
ผูส้ อน นางจริ าณัฐ สาธพิ า
..............................................................................................................................................................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
วิวัฒนาการของส่งิ มีชวี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใช้เทคโนโลยีชวี ภาพทมี่ ีผลกระทบต่อ
มนษุ ย์และสิง่ แวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ สอื่ สารสิง่ ทีเ่ รียนรู้และนา
ความร้ไู ปใช้ประโยชน์
2. ผลการเรียนรู้
1) อธิบายและสรปุ ถึงหลกั ฐานทบ่ี ่งบอกถงึ วิวัฒนาการของสง่ิ มชี วี ิต และแนวคิดเกย่ี วกบั วิวฒั นาการ
ของสิ่งมชี วี ติ พนั ธศุ าสตร์ประชากร และปัจจัยท่ีทาใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงความถีข่ องแอลลลี รวม
ทั้งกาเนิดของสปชี ยี ์ได้
2) ตั้งคาถามท่อี ยู่บนพน้ื ฐานของความรแู้ ละความเขา้ ใจทางวิทยาศาสตร์ หรอื ความสนใจหรอื จาก
ประเดน็ ท่เี กดิ ขึ้นในขณะน้นั ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ ควา้ ไดอ้ ย่าง
ครอบคลมุ และเชื่อถือได้
3. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ส่งิ มชี ีวติ ในปจั จุบันเป็นสงิ่ มีชีวติ ทมี่ กี ารเปลยี่ นแปลงมาจากบรรพบุรุษในอดีตมาเป็นระยะ
เวลานานหลายชัว่ รุ่น และถกู คดั เลือกใหม้ ีชวี ิตอยู่รอดไดใ้ นสภาพแวดลอ้ มท่ีแตกตา่ งกัน การ
เปลีย่ นแปลงสิ่งมชี ีวติ จากอดีตจนถึงปจั จบุ นั น้ี เรียกวา่ วิวฒั นาการของสง่ิ มีชีวติ
หลกั ฐานท่ีบ่งบอกวา่ สิง่ มีชวี ติ มีวิวฒั นาการศกึ ษาได้จากหลกั ฐานจากซากดกึ ดาบรรพ์
หลักฐานจากกายวิภาคเปรียบเทยี บ หลกั ฐานจากวิทยาเอ็มบรโิ อเปรียบเทียบ หลักฐานด้านชวี วทิ ยา
ระดบั โมเลกุลและหลกั ฐานทางชีวภูมิศาสตร์
4. สาระการเรยี นรู้
ความรู้
หลกั ฐานทบ่ี ง่ บอกถงึ ววิ ัฒนาการของสง่ิ มีชวี ติ
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทักษะการแกป้ ญั หา
5) ทกั ษะกระบวนการทางาน
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
สบื คน้ ขอ้ มูล วเิ คราะห์ และสรุปหลักฐานต่าง ๆ ทสี่ นบั สนุนการเกิดวิวัฒนาการของสงิ่ มชี วี ติ ได้
6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1) ใฝ่เรยี นรู้
2) มุ่งมัน่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
8. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1) ครนู าเสนอ power point ให้นักเรียนดขู ้อมูลฟอสซิสไดโนเสารท์ ่ขี ุดพบไดใ้ นประเทศไทยที่ อ.ภู
เวียง จ.ขอนแก่น และขอ้ มลู เกีย่ วกบั การจดั ตั้งโครงการพพิ ธิ ภณั ฑ์ไดโนเสาร์ภูกมุ้ ข้าว แลว้ ตัง้
คาถามถามนกั เรยี นดังนี้
- ไดโนเสาร์ซง่ึ เป็นสง่ิ มชี วี ติ ในอดตี มโี ครงสรา้ งคลา้ ยกบั สิ่งมีชีวติ ในปจั จบุ ันหรือไม่ อยา่ งไร
- เพราะเหตุใดส่ิงมชี ีวติ ในอดตี เชน่ ไดโนเสารจ์ งึ สูญพนั ธไ์ุ ป
2) ใหน้ ักเรียนรว่ มกนั อภิปรายคาตอบของคาถามรว่ มกัน โดยครยู ังไมเ่ ฉลยคาตอบทถี่ ูกตอ้ ง เพอื่
เชือ่ มโยงไปสูก่ ารเรียนรู้เร่ือง หลักฐานท่บี ง่ บอกถงึ ววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี ีวิต
ขนั้ จัดการเรียนรู้
จัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซง่ึ มขี ้นั ตอนดังน้ี
1) ครูนาเสนอ power point ให้นกั เรยี นดูหลกั ฐานทบี่ ่งบอกถึงวิวฒั นาการของสง่ิ มชี ีวติ โดยอธบิ าย
ใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ ววิ ัฒนาการ คอื กระบวนการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขน้ึ กบั ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
ในประชากรของส่งิ มีชีวติ ทส่ี ืบทอดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลานตอ่ เน่ืองกันมาเป็นเวลานาน และยัง
ดาเนินต่อไปไมม่ ที สี่ ้นิ สดุ จนทาให้ส่ิงมีชวี ติ ชนดิ ใดชนดิ หนง่ึ มีววิ ฒั นาการไดจ้ ากากรศกึ ษา
หลักฐานต่าง ๆ เชน่ หลักฐานจากซากดึกดาบรรพ์ของสง่ิ มชี ีวิต
2) ครอู ธบิ ายหลักฐานจากซากดกึ ดาบรรพข์ องส่ิงมชี ีวติ หรอื ฟอสซสิ และขัน้ ตอนการเกดิ ฟอสซิสให้
นกั เรียนฟงั ว่า ฟอสซิส คือ ซากหรือรอ่ งรอยของส่งิ มีชวี ิตทต่ี ายไปแลว้ อาจจมอยู่ในนา้ และมี
โคลนหรือตะกอนทับถมอย่างรวดเร็ว ทาให้แร่ธาตใุ นน้ามนั ซมึ เข้าส่กู ระดกู และฟนั หรอื เน้ือเยื่อ
ของพชื โดยบริเวณทพ่ี บซากดาดาบรรพ์ของสิง่ มชี ีวิตจะเปน็ ช้ันของหนิ ตะกอนเป็นสว่ นใหญ่
3) ครูใหค้ วามรแู้ ก่นกั เรียนเพ่ิมเติมว่าส่ิงมชี วี ติ ทพ่ี บมาตงั้ แตอ่ ดีตและยงั คงมลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกบั
ปจั จุบันท้ังสัตวแ์ ละพชื เช่น หวายทะนอย แมงดาทะเล ปลาซลี าแคนธ์ และหญ้าถอดปลอ้ ง โดย
เรยี กสง่ิ มชี วี ติ เหล่านวี้ ่า ซากดึกดาบรรพท์ ยี่ ังมชี วี ติ อยู่ พร้อมทั้งยกตวั อยา่ งวิวัฒนาการของมา้ ท่ี
ในอดีตมีนวิ้ เทา้ ตอ่ มาจานวนน้วิ เท้าลดลง แตม่ นี ้ิวกลางท่มี ขี นาดโตขนึ้ ปลายนวิ้ พัฒนาเป็นกลีบ
และมขี ายาวข้ึน เพอ่ื ให้นกั เรียนเขา้ ใจถงึ วิวัฒนาการของสิ่งมีชวี ิตในอดีตที่มาสู่ปจั จุบัน
4) ครูนาเสนอ power point ใหน้ กั เรยี นดูเกย่ี วกับหลกั ฐานจากกายวิภาคเปรียบเทยี บ โดยให้
นักเรียนเปรียบเทยี บกระดกู แต่ละชว่ งของรยางค์คู่หนา้ โดยอธิบายใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจว่าโครงสรา้ ง
ของรยางค์คหู่ น้าของสัตวต์ ่าง ๆ ที่มอี งค์ประกอบของกระดกู แตล่ ะช่วงคลา้ ยกัน แต่อาจ
เปล่ียนแปลงรปู รา่ งและขนาด เพื่อใหส้ มั พันธ์กับการทาหนา้ ที่แตกตา่ งกนั ในการดารงชีวติ ใน
สภาพแวดลอ้ มท่แี ตกตา่ งกัน เรียกว่า homologous structure ซึง่ เปน็ หลกั ฐานทแ่ี สดงวา่ สัตว์มี
กระดูกสันหลังเหล่านมี้ วี ิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ซึง่ ตรงกนั ขา้ มกบั สิ่งมีชีวิตท่มี ี
รยางค์คหู่ นา้ ทท่ี าหน้าทีเ่ หมอื นกัน แต่มโี ครงสร้างภายในแตกต่างกัน ซึ่งเรยี กว่า analogous
structure
5) ครูนาเสนอ power point ใหน้ กั เรียนดเู ก่ียวกับหลกั ฐานจากวิทยาเอ็มบริโอเปรยี บเทยี บจาก
การเจริญเติบโตในระยะเอม็ บริโอและหลงั ระยะเอม็ บริโอของสตั ว์มกี ระดกู สันหลงั ชนิดต่าง ๆ
โดยอธิบายใหน้ กั เรียนเขา้ ใจวา่ สัตวม์ กี ระดกู สนั หลังทุกชนิดทเี่ ห็นในภาพมรี ะยะเอม็ บริโอที่
คลา้ ยคลึงกัน แตม่ คี วามแตกตา่ งกนั ในระยะการพฒั นาหลังระยะเอม็ บรโิ อ แลว้ ตงั้ คาถามเพอ่ื
กระต้นุ ความสนใจของนกั เรยี น ดงั น้ี
- ในระยะเอ็มบริโอของสตั วต์ า่ ง ๆ ท่เี หน็ ในรูปมลี กั ษณะใดที่คล้ายคลึงกนั บา้ ง (ชอ่ งเหงอื ก
และหาง)
- ถา้ พิจารณาเฉพาะรูปร่างในระยะหลงั เอม็ บรโิ อ นกั เรยี นคิดว่าสัตว์ต่าง ๆ เหล่านีน้ า่ จะมี
ความสมั พนั ธท์ ่ใี กล้ชิดกันทางววิ ัฒนาการหรือไม่ (น่าจะมคี วามใกลช้ ิดกนั ทางวิวฒั นาการโดย
สตั วเ์ ลี้ยงลกู ด้วยน้านมและมนุษยม์ รี ะยะการพัฒนาหลงั ระยะเอม็ บรโิ อในระยะกลางและ
ระยะปลายท่คี ลา้ ยคลงึ กนั มากกว่าสิ่งมีชวี ติ อนื่ ๆ จงึ นา่ จะมคี วามสมั พันธ์ท่ีใกลช้ ิดกันทาง
วิวฒั นาการ)
6) ครูนาเสนอ power point ให้นกั เรียนดูเกีย่ วกับหลักฐานดา้ นชวี วิทยาระดบั โมเลกลุ โดยทบทวน
ให้นักเรียนฟังว่า ลักษณะทางพนั ธุกรรมจะถูกควบคุมดว้ ยยีน หรอื DNA ซ่ึงควบคมุ การ
สังเคราะห์โปรตนี ในสง่ิ มชี ีวติ เมื่อลาดบั เบสของ DNA เปลย่ี นแปลงจะมผี ลจ่อการจัดลาดับของ
กรดอะมโิ นและโปรตนี ในสิง่ มชี ีวิตด้วย โดยเมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั จานวนกรดอะมิโนของสิง่ มชี วี ิต
แล้วพบวา่ ส่ิงมีชวี ติ มีลาดบั กรดอะมิโนแตกตา่ งกันน้อย แสดงวา่ ส่ิงมีชีวิตนั้นจะมีความสัมพนั ธ์
ใกลช้ ิดหรอื มีววิ ัฒนาการใกลเ้ คยี งกันมากกว่าสิง่ มชี วี ิตท่ีมีลาดบั กรดอะมโิ นแตกต่างกนั
7) ครนู าเสนอ power point ให้นกั เรยี นดเู กี่ยวกับหลกั ฐานทางชีวภูมิศาสตร์ โดยอธายให้นักเรียน
เข้าใจว่า สิ่งมีชวี ิตทมี่ บี รรพบุรษุ ร่มกนั อาจมีการอพยพไปยังบรเิ วณข้างเคียงหรือไกลออกไปแลว้
ปรับตวั ให้เข้ากบั สภาพแวดลอ้ มท่ีอาศัย เกดิ เปน็ วิวัฒนาการขึน้ ได้ เชน่ การแพร่กระจายของนก
ฟินซใ์ นหมเู่ กาะกาลาปากอสทม่ี ีความคลา้ ยคลงึ กับนกฟินซใ์ นทวีปอเมริกาใต้ แต่มีความแตกตา่ ง
กนั เน่อื งจากสภาพแวดลอ้ มท่ีแตกตา่ งกัน
กจิ กรรรวบยอด
1) ให้นักเรยี นตอบคาถามต่อไปน้ี
- ซากดึกดาบรรพ์ทพี่ บในหินตะกอนชน้ั ใดมอี ายมุ ากท่สี ดุ เพราะอะไร
- ระหว่างสตั ว์มรกระดูกสนั หลงั กบั สตั วไ์ มม่ กี ระดูกสันหลงั มีโอกาสเกิดซากดกึ ดาบรรพ์
แตกต่างกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
- หลกั ฐานจากซากดึกดาบรรพบ์ อกอะไรแก่เราไดบ้ า้ ง
- ถ้าพบซากดกึ ดาบรรพ์ในชนั้ หนิ จะรู้ไดอ้ ยา่ งไรวา่ ซากดกึ ดาบรรพน์ นั้ มอี ายุเทา่ ใด
2) ให้นกั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
- หลักฐานทีบ่ ง่ บอกถึงววิ ฒั นาการของสงิ่ มีชีวิตมหี ลักฐานอะไรบา้ ง
- การศึกษาววิ ัฒนาการจากหลักฐานชวี วิทยาระดับโมเลกลุ มีข้อได้เปรยี บมากกวา่ การศึกษา
จากหลกั ฐานอื่น ๆ อย่างไร
- หลักฐานจากซากดกึ ดาบรรพบ์ อกอะไรไดบ้ า้ ง
- ลักษณะการแพร่กระจายของสง่ิ มีชีวติ ตามภูมิภาคตา่ ง ๆ หรือชวี ภมู ิศาสตรจ์ ะบง่ บอกถึง
วิวัฒนาการของสิง่ มชี ีวิตไดอ้ ย่างไรบ้าง
3) ครตู รวจสอบการบนั ทึกความรู้ทไี่ ด้จากการเรียนและการตอบคาถาม
9. สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้
ส่ือ
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เรอ่ื ง หลักฐานทบี่ ่งบอกถงึ ววิ ัฒนาการของสิ่งมชี วี ิต
2) หนังสอื เรียน รายวชิ าเพมิ่ เติม ชีววทิ ยา 2 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรยี นรู้
1) หนงั สือหรอื วารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวิทยาศาสตร์
3) อินเทอร์เนต็
10. การวัดผลและประเมนิ ผล
เป้าหมาย หลักฐาน เครือ่ งมือวัด เกณฑก์ ารประเมนิ
-การถาม/ตอบ
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้
อย่างถกู ตอ้ ง
-หลักฐานท่บี ่งบอกถึงวิวัฒนาการของ -สมดุ -สามารถตอบคาถามได้
อยา่ งถูกตอ้ ง
สิง่ มชี วี ิต
ผลการเรียนรู้ -สมุด
- อธิบายและสรุปถงึ หลักฐานทบี่ ่งบอกถึง
ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชีวติ และแนวคิดเก่ยี วกบั
วิวัฒนาการของสง่ิ มีชีวติ พนั ธ์ุประชากร และ
ปจั จยั ท่ีทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถีข่ อง
แอลลลี รวมทั้งกาเนิดของสปีชยี ์ได้
- ตงั้ คาถามทอ่ี ยู่บนพ้นื ฐานของความรแู้ ละ
ความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ
หรอื จากประเด็นท่เี กิดข้ึนในขณะนั้น ท่ี
สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษา
ค้นคว้าได้อยา่ งครอบคลมุ และเชอ่ื ถือได้
คุณลกั ษณะ -การเข้าช้นั -ความตรงตอ่ เวลาและ -การเขา้ ชัน้ เรียนสายไม่
-ใฝเ่ รียนรู้ เรียน จานวนคร้งั ที่เข้าเรียน เกนิ 15 นาที และจานวน
ครั้งทเ่ี ข้าเรียนมากกว่า 80
-มุ่งมนั่ ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ %
การเรยี น -สามารถตอบคาถามได้
อย่างถกู ต้อง
11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บันทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา
ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม
ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
นายปิยะ ใจชมุ่