The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนจัดการเรียนรู้ ชีววิทยา ว31242

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Snackjira Siri, 2022-09-05 10:40:46

แผนจัดการเรียนรู้ ชีววิทยา ว31242

แผนจัดการเรียนรู้ ชีววิทยา ว31242

แผนการจดั การเรยี นรู้

รหัสวิชา ว32142 ชื่อรายวิชา ชวี วิทยา 2 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4

กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2

ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ วิวัฒนาการ

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 24 เร่ือง แนวคิดเกี่ยวกบั วิวัฒนาการของสิ่งมีชวี ติ เวลา 2 ชว่ั โมง

ผู้สอน นางจิราณฐั สาธิพา

..............................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม

วิวฒั นาการของส่งิ มชี วี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยชี ีวภาพทีม่ ีผลกระทบตอ่

มนษุ ย์และสงิ่ แวดลอ้ ม มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ สื่อสารสง่ิ ทเ่ี รียนรู้และนา

ความร้ไู ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้

1) อธิบายและสรุปถึงหลกั ฐานทีบ่ ่งบอกถึงวิวัฒนาการของส่งิ มีชวี ติ และแนวคิดเก่ยี วกบั วิวฒั นาการ

ของส่ิงมชี วี ิต พนั ธศุ าสตรป์ ระชากร และปจั จัยท่ีทาให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงความถข่ี องแอลลีลรวม

ทง้ั กาเนิดของสปีชยี ไ์ ด้

2) ตงั้ คาถามทอี่ ยู่บนพนื้ ฐานของความรแู้ ละความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจหรือจาก

ประเด็นที่เกดิ ขนึ้ ในขณะนนั้ ทส่ี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาค้นควา้ ไดอ้ ยา่ ง

ครอบคลุมและเช่ือถอื ได้

3. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด

แนวคดิ เกยี่ วกับววิ ัฒนาการของสิง่ มีชีวิต เริม่ จากแนวคดิ ของฌอง ลามารก์ (Jean Baptiste

de Lamarck) ท่ไี ดเ้ สนอกฎการใชแ้ ละไม่ใช้ โดยอธบิ ายว่า อวัยวะส่วนใดท่ีมีการใชง้ านมากในการ

ดารงชวี ติ จะมขี นาดใหญ่และแข็งแรงขึน้ ขณะทอ่ี วยั วะท่ีไมค่ ่อยได้ใช้งานจะออ่ นแอและเสอ่ื มไป และ

กฎการถา่ ยทอดลักษณะทเี่ กิดข้นึ ใหม่ ซ่ึงอธบิ ายวา่ การเปล่ียนแปลงโครงสร้างของสงิ่ มีชีวติ ทเ่ี กดิ ข้ึน

ภายในช่ัวรุน่ สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

สว่ นแนวคิดของชาลล์ ดารว์ ิน (Charles Darwin) ท่ีไดเ้ สนอทฤษฎกี ารคัดเลือกโดยธรรมชาติ

อธิบายวา่ ส่ิงมชี ีวิตบนโลกนเ้ี ปน็ รุ่นลูกหลานท่มี ีลักษณะแตกต่างจากสิง่ มชี วี ติ ในอดีต ซ่งึ เกดิ จากการ

สะสมลักษณะท่ีแตกต่างไปจากบรรพบุรษุ แต่ลกั ษณะที่เหมาะสมเท่านัน้ จะถกู คดั เลอื กให้สามารถ

ดารงชีวติ อยู่ในสภาพแวดลอ้ มน้นั ได้

4. สาระการเรียนรู้
ความรู้
แนวคดิ เก่ียวกบั ววิ ัฒนาการของส่งิ มีชวี ติ
ทักษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคดิ
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทักษะการแก้ปัญหา
5) ทักษะกระบวนการทางานกลุม่

5. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย และยกตัวอยา่ งกฎการใชแ้ ละไม่ใช้ และการถา่ ยทอดลกั ษณะท่ีเกิดขนึ้ มา
ใหม่ของลามาร์กได้
2. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ายและยกตวั อย่างทฤษฎกี ารคดั เลือกโดยธรรมชาติของดาร์วนิ ได้
3. เปรยี บเทยี บแนวคิดเกีย่ วกบั ววิ ัฒนาการของลามาร์กและดารว์ นิ ได้

6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1) ใฝเ่ รยี นรู้
2) ม่งุ มน่ั ในการทางาน

7. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา

8. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ นาเข้าสูบ่ ทเรียน
1) ครทู บทวนความรเู้ ดมิ เกี่ยวกับหลักฐานที่บง่ บอกถึงววิ ัฒนาการของสง่ิ มชี วี ิต โดยอธิบายให้
นักเรียนเข้าใจว่าประจกั ษ์พยานหลกั ฐานต่าง ๆ ท่ีได้กล่าวมาแล้ว ทาใหร้ ู้ว่าสิ่งมีชีวติ มกี าร
เปลีย่ นแปลงหรอื มวี ิวัฒนาการ แล้วต้ังคาถามถามนักเรยี นดังนี้

- หลักฐานอะไรบา้ งท่ีบ่งบอกวา่ ส่งิ มีชวี ิตมวี วิ ัฒนาการมาตั้งแตอ่ ดตี (หลักฐานจากซากดึกดา
บรรพ์ หลักฐานกายวิภาคเปรียบเทียบ หลักฐานจากวิทยาเอ็มบรโิ อเปรยี บเทยี บ หลักฐาน
ดา้ นชีววทิ ยาระดบั โมเลกุล และหลักฐานทางชีวภูมิศาสตร์)

- สง่ิ มีชวี ิตในอดตี มกี ารเปล่ียนแปลงมาจนเปน็ ส่ิงมีชีวติ ปัจจบุ นั หรอื เกิดววิ ฒั นาการได้อย่างไร
2) ใหน้ ักเรยี นรวมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถามรว่ มกัน โดยครยู ังไม่เฉ,ยคาตอบที่ถูกต้อง เพ่อื

เชอ่ื มโยงไปสู่การเรียนรู้ เรือ่ ง แนวคิดเก่ยี วกับวิวฒั นาการของสงิ่ มีชีวิต
ขั้นจัดการเรียนรู้

จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซง่ึ มีขัน้ ตอนดังนี้
1) ครูนาเสนอ power point ใหน้ กั เรียนดูเกยี่ วกบั แนวคดิ ววิ ฒั นาการของลามารก์ โดยอธิบายให้

นกั เรยี นเข้าใจวา่ แนวคิดววิ ฒั นาการของลามารก์ ประกอบดว้ ย
- กฎการใชแ้ ละไม่ใช้ (Law use and disuse) การใชอ้ วัยวะอยา่ งใดอย่างหนงึ่ อย่างสมา่ เสมอ

จะทาใหอ้ วัยวะน้ันค่อย ๆ แข็งแรงข้ึน ใหญข่ ้นึ และพฒั นาดขี ึ้น ขณะเดยี วกันอวยั วะท่ไี มค่ ่อย
ได้ใชก้ จ็ ะคอ่ ย ๆ ออ่ นแอลง มขี นาดเล็กลง และเสื่อมลงไป
- กฎแห่งการถา่ ยทอดลกั ษณะท่ีเกิดขึน้ ใหม่ (law of inheritance of acquired
characteristic) การเปลีย่ นแปลงโครงสร้างของสิง่ มีชวี ติ ทเ่ี กิดขึน้ ภายในชว่ั รุ่นนั้น สามารถ
ถ่ายทอดไปยังรุน่ หลานได้
2) ครูอธบิ ายแนวคิดของลามารก์ เก่ยี วกบั การเปล่ียนแปลงรปู รา่ งของยรี าฟว่า ลามารก์ เช่ือว่ายีราฟ
ในอดตี มลี กั ษณะคอส้นั และขาสั้น เม่ืออาหารบนพื้นดินไม่เพยี งพอทาใหย้ ีราฟต้องยดื คอและ
เขย่งขาเพอ่ื กนิ ใบไม้ท่อี ยสู่ ูง ทาใหม้ คี อและขายาวขึ้น แตต่ อ่ มาพบว่าแนวคดิ ของลามาร์กไม่
สามารถพิสูจนไ์ ดว้ า่ ลกั ษณะของสิง่ มชี วี ิตทเ่ี กิดจากการใช้และไม่ใช้นัน้ สามารถถา่ ยทอดไปยังรนุ่
ต่อไปได้
3) ครูนาเสนอ power point ใหน้ กั เรยี นดูเก่ยี วกบั แนวคดิ ววิ ฒั นาการของดาร์วนิ โดยอธบิ ายให้
นกั เรียนเข้าใจว่า ดารว์ ินมแี นวคิดเกย่ี วกบั ววิ ฒั นาการวา่ กลไกของวิวัฒนาการไม่ไดอ้ ย่ทู ก่ี าร
ฝกึ ฝน ลักษณะทตี่ ้องการให้เหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ ม และมโี อกาสสบื พันธุถ์ ่ายทอดลักษณะ
นัน้ ไปสลู่ กู หลานได้ ซ่ึงเปน็ แนวคิดทสี่ อดคล้องกับนักวทิ ยาศาสตรอ์ ีกหลายคนที่ได้ทาการศึกษา
ในรุ่นตอ่ มา
กจิ กรรมรวบยอด
นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปราย โดยใช้แนวคาถามตอ่ ไปน้ี

- ถา้ นกฟนิ ซม์ าจากบรรพบุรุษเดียวกัน และสง่ิ มชี วี ิตไม่มกี ารเปล่ียนแปลง จะงอยปากของนก
ฟินซจ์ ะแตกต่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร (นกฟนิ ซท์ ม่ี าจากบรรพบุรุษเดียวกัน และสงิ่ มีชวี ติ ไมม่ ี
การเปลี่ยนแปลง ดงั น้นั จะงอยปากของนกฟนิ ซ์ในหมเู่ กาะต่าง ๆ จะเหมือนกนั )

- แนวคดิ เกยี่ วกับววิ ัฒนาการของลามารก์ และดาร์วนิ เหมือนหรือแตกต่างกันอยา่ งไร
(เหมอื นกนั คือ สภาพแวดลอ้ มเป็นแรงผลักดนั ให้ส่งิ มชี วี ิตมีวิวัฒนาการ โดยมีลกั ษณะที่
เหมาะสมกับสงิ่ แวดล้อมเพ่ือการอยู่รอด แตกตา่ งกัน คือ แนวคิดของลามารก์ อธบิ ายว่าการ
เปลยี่ นแปลงที่เกิดขึน้ กับสิ่งมชี ีวติ เปน็ ผลมาจากการใชห้ รอื ไมใ่ ชอ้ วัยวะนั้นทสี่ ามารถถา่ ยทอด
ไปยังรนุ่ ลูกหลานได้ แตแ่ นวคดิ ของดาร์วินอธบิ ายวา่ ลกั ษณะของสิ่งมีชวี ิตท่ีสามารถถ่ายทอด
ไปยงั รุ่นต่อไปเปน็ ลักษณะทเี่ หมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มท่อี าศยั อยู่)

9. สือ่ และแหลง่ การเรียนรู้
ส่ือ
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เรอ่ื ง แนวคิดเกยี่ วกบั ววิ ฒั นาการของสงิ่ มชี วี ติ
2) หนังสอื เรียน รายวชิ าเพิม่ เติม ชีววทิ ยา 2 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรียนรู้
1) หนังสือหรอื วารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอร์เนต็

10. การวัดและประเมนิ ผล

เปา้ หมาย หลักฐาน เคร่อื งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมิน
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้
สาระสาคัญ -การถาม/ตอบ อย่างถูกตอ้ ง
-สามารถตอบคาถามได้
-แนวคดิ เก่ียวกบั วิวฒั นาการของลามารก์ -สมดุ -ความตรงตอ่ เวลาและ อยา่ งถูกต้อง
จานวนคร้ังท่ีเขา้ เรยี น
-แนวคดิ เกย่ี วกับวิวฒั นาการของดาร์วิน -การเข้าชัน้ เรียนสายไม่
เกนิ 15 นาที และจานวน
ผลการเรียนรู้ -สมุด ครง้ั ท่ีเขา้ เรียนมากกว่า 80
%
- อธิบายและสรุปถงึ หลักฐานทบี่ ง่ บอกถงึ -สามารถตอบคาถามได้
อย่างถูกตอ้ ง
วิวฒั นาการของสงิ่ มชี ีวติ และแนวคิดเกย่ี วกบั

วิวัฒนาการของส่งิ มีชีวิต พันธุ์ประชากร และ

ปจั จยั ทท่ี าให้เกิดการเปลย่ี นแปลงความถีข่ อง

แอลลีล รวมทง้ั กาเนิดของสปีชีย์ได้

- ตัง้ คาถามที่อยูบ่ นพื้นฐานของความรูแ้ ละ

ความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ

หรอื จากประเดน็ ที่เกดิ ข้นึ ในขณะน้ัน ที่

สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษา

คน้ คว้าไดอ้ ยา่ งครอบคลมุ และเชื่อถือได้

คุณลักษณะ -การเขา้ ชัน้
-ใฝเ่ รียนรู้ เรียน

-มงุ่ มนั่ ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรียน

11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ข้อเสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

บนั ทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา

ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวทพิ วรรณ เมอื งมลู
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวกฤติมา มะโนพรม

ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

นายปยิ ะ ใจชมุ่

แผนการจดั การเรียนรู้

รหสั วิชา ว32142 ชื่อรายวิชา ชวี วทิ ยา 2 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4

กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2

ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ ววิ ฒั นาการ

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 25 เรอื่ ง ความถข่ี องแอลลลี เวลา 2 ชัว่ โมง

ผสู้ อน นางจริ าณฐั สาธิพา

..............................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม

วิวัฒนาการของสงิ่ มีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพท่ีมผี ลกระทบตอ่

มนุษยแ์ ละสง่ิ แวดล้อม มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจติ วทิ ยาศาสตร์ ส่ือสารส่งิ ท่ีเรียนรูแ้ ละนา

ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้

3) อธิบายและสรปุ ถงึ หลักฐานท่บี ง่ บอกถึงววิ ฒั นาการของส่งิ มีชวี ิต และแนวคิดเกี่ยวกบั ววิ ฒั นาการ

ของสิ่งมชี วี ติ พนั ธศุ าสตรป์ ระชากร และปจั จัยท่ที าใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงความถีข่ องแอลลีลรวม

ท้ังกาเนดิ ของสปชี ีย์ได้

4) ต้งั คาถามทีอ่ ยู่บนพื้นฐานของความรูแ้ ละความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจหรอื จาก

ประเด็นทเ่ี กดิ ขึ้นในขณะนัน้ ทส่ี ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศึกษาคน้ ควา้ ไดอ้ ยา่ ง

ครอบคลุมและเชื่อถือได้

3. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

พนั ธศุ าสตร์ของประชากร เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเปลย่ี นแปลงความถีข่ องยีนหรอื

การเปลี่ยนแปลงความถีข่ องแอลลีลท่ีเปน็ องคป์ ระกอบทางพันธกุ รรมของประชากร

ความถ่ีของแอลลีลในประชากรหาได้จากความถี่ของจีโนไทป์ และความถ่ีของแอลลีล ดังน้ี

ความถข่ี องจีโนไทป์ คอื อัตราส่วนของจโี นไทป์ชนดิ หนึง่ ตอ่ จานวนจีโนไทปข์ องประชากรทัง้ หมด สว่ นความถี่

ของแอลลลี คือ อตั ราสว่ นของจีโนไทปช์ นดิ หน่งึ ต่อจานวนของแอลลลี ทั้งหมดในยนี พูลนั้นคา่ ความถ่ขี อง

แอลลีลมีค่าตง้ั แต่ 0-1

4. สาระการเรียนรู้

ความรู้

ความถ่ีของแอลลลี ในประชากร

ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทกั ษะการแก้ปัญหา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลุ่ม
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
คานวณหาความถข่ี องแอลลีลและหาความถี่ของจีโนไทปใ์ นประชากรได้
6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1) ใฝ่เรียนรู้
2) มุง่ มัน่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั นาเขา้ ส่บู ทเรียน
1) ครูทบทวนแนวคิดของดาร์วินทน่ี กั เรยี นไดเ้ รียนรไู้ ปแลว้ ใหน้ ักเรียนฟังว่า แนวคิดของดารว์ ิน

สรปุ ว่า สงิ่ มีชีวิตหลากหลายบนโลกเกิดจากการสืบทอดลักษณะท่เี ปล่ียนไปของสปชี ียด์ กึ ดา
บรรพ์ โดยกลไกทกี่ อ่ ให้เกิดการเปลยี่ นแปลง คอื การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ซ่งึ ต้องอาศัย
ระยะเวลาทย่ี าวนาน
2) ครูอธบิ ายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวา่ การคัดเลอื กโดยธรรมชาติของดารว์ ินในตอนนั้นยังขาดความ
สมบูรณ์ในหลายเรอ่ื ง เชน่ ดาร์วนิ ไมส่ ามารถอธิบายไดว้ ่า การแปรผนั ของลกั ษณะส่งิ มีชีวติ นั้น
เกิดขน้ึ ได้อย่างไร และมีการถ่ายทอดลกั ษณะท่ีเกิดขึน้ ไปยงั ลกู หลานได้อย่างไร จนกระทง่ั มี
ความรู้ดา้ นพันธศุ าสตร์ประชากรท่ีชว่ ยสนับสนนุ แนวความคิดของดารว์ นิ ทาให้สามารถอธบิ าย
กลไกการเกดิ วิวัฒนาการของสิง่ มชี ีวิตได้ เพอื่ เช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้ เรอื่ ง ความถ่ีของแอลลีลใน
ประชากร
ข้ันจดั การเรยี นรู้
จดั กจิ กรรมการเรียนร้โู ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซงึ่ มขี ้นั ตอนดังน้ี

1) ครูนาเสนอ power point ให้นกั เรยี นดเู กี่ยวกับความหมายของประชากรและยีนพลู ดังนี้
ประชากร (population) คือ กลมุ่ ของสิ่งมชี ีวติ ชนดิ เดียวกันท่สี ามารถผสมพนั ธ์ุกันได้ตาม

ธรรมชาติ ทาใหม้ ีการถ่ายทอดหรือแลกเปล่ียนยนี กันได้อย่างอิสระ
ยีนพลู (gene pool) คอื ยีนทงั้ หมดทมี่ ีอยูใ่ นประชากรของสิ่งมชี ีวิตชนิดใดชนิดหน่ึง ซึง่

ประกอบดว้ ยแอลลลี จากทุก ๆ ยนี ของสมาชกิ ทัง้ หมดในประชากรนั้น
แล้วอธบิ ายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวา่ ประชากรเปน็ หน่วยเล็กท่สี ุดของววิ ฒั นาการหรอื อาจกลา่ วได้

ว่าวิวัฒนาการจะเกดิ ในระดับประชากร ถงึ แม้วา่ การคัดเลือกโดยธรรมชาติจะมผี ลกระทบตอ่
สมาชกิ ของส่งิ มีชวี ิตแตล่ ะหนว่ ยในแง่ของการอยู่รอด และความสาเรจ็ ในการถา่ ยทอดลักษณะ
ทางพันธกุ รรมไปสูร่ ุน่ ลูกหลาน แต่วิวัฒนาการจะเกดิ ข้นึ เมือ่ มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธกุ รรม
ของประชากรในช่วงเวลาทผี่ ่านไป ดงั น้นั การศกึ ษาเกย่ี วกับพันธศุ าสตร์ประชากรจึงมี
ความสาคญั ยงิ่ สาหรบั การศึกษาววิ ฒั นาการ
2) ครนู าเสนอ power point ความหมายของพนั ธุศาสตร์ประชากร ดงั นี้
พันธุศาสตรป์ ระชากร (population genetice) เป็นการศึกษาเกยี่ วกบั การเปลย่ี นแปลงความถี่
ของยีนหรือการเปล่ยี นแปลงความถี่ของแอลลลี ที่เปน็ องคป์ ระกอบทางพันธุกรรมของประชากร
โดยการหาความถ่ีของแอลลีลในประชากรนัน้ ต้องทราบความถ่ีของจีโนไทป์กอ่ น ดังนี้

ความถขี่ องจโี นไทป์ คอื อัตราส่วนของจีโนไทปช์ นดิ หนง่ึ ตอ่ จานวนจีโนไทปข์ องประชากร
ทง้ั หมด

ความถข่ี องแอลลลี คอื อตั ราสว่ นของจีโนไทป์ชนิดหนึ่งตอ่ จานวนของแอลลลี ทง้ั หมดใน
ยนี พลู นนั้ ค่าความถขี่ องแอลลีลมีค่าต้ังแต่ 0-1
3) ครูยกตัวอย่างการคานวณหาความถ่ีของจโี นไทป์และความถ่ขี องแอลลลี ดงั นี้
ประชากรแมวชนิดหนง่ึ ลกั ษณะของสขี นถกู ควบคุมด้วยยนี 2 แอลลีล คือ แอลลีล B ควบคุม
ลักษณะขนสดี า เป็นลกั ษณะเด่น และแอลลลี b ควบคุมลกั ษณะขนสีขาว เป็นลกั ษณะด้อย ถ้ามี
ประชากรแมว 100 ตัว มขี นสดี า 84 ตัว และมขี นสีขาว 16 ตัว โดยขนสดี ามีจีโนไทป์ 2 แบบ
คือ BB 36 ตวั และ Bb 48 ตวั จาคานวณหาความถี่ของจโี นไทป์และความถีข่ องแอลลีลได้จาก

ความถี่ของจีโนไทป์ BB = = 0.36

ความถีข่ องจีโนไทป์ Bb = = 0.48

ความถี่ของจีโนไทป์ bb = = 0.16

ในยีนพูลมจี านวนแอลลีลท้ังหมด = 100 x 2 = 200 แอลลีล
จานวนจโี นไทป์ BB 36 ตวั จะมแี อลลีล B = 36 x 2 = 72 แอลลลี
จานวนจีโนไทป์ Bb 48 ตัว จะมแี อลลีล B = 48 แอลลีล และแอลลีล b = 48 แอลลีล
จานวนจโี นไทป์ bb 16 ตวั จะมแี อลลีล b = 16 x 2 = 32 แอลลีล

ความถ่ีของแอลลลี B = = 0.6

ความถขี่ องแอลลลี b = = 0.4

ดงั นัน้ ในประชากรของแมว จะมคี วามถข่ี องแอลลีล B = 0.6 และมีความถ่ี b = 0.4
กจิ กรรมรวบยอด
นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปราย โดยใช้แนวคาถามตอ่ ไปน้ี
- กาหนดให้ในการศึกษาลกั ษณะสีดอกของประชากรไมด้ อกทถ่ี ูกควบคมุ โดยยนี 2 แอลลีล คือ
R ควบคมุ ลกั ษณะดอกสีแดง และ r ควบคุมลักษณะดอกสีขาว ซึ่งในประชากรไมด้ อก
1,000 ตน้ มจี ีโนไทป์ RR = 640 ตน้ Rr = 320 ต้น และ rr = 40 ต้น จากขอ้ มูลที่
กาหนดใหจ้ งคานวณหาความถ่ีของจีโนไทปแ์ ละความถขี่ องแอลลีล R และ r (ความถ่ขี อง
จีโนไทป์ RR =0.64 Rr=0.32 rr=0.04 และความถขี่ องแอลลีล R = 0.8 r = 0.2)
9. ส่ือและแหล่งการเรียนรู้
สื่อ
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ความถ่ขี องแอลลีลในประชากร
2) หนังสอื เรยี น รายวิชาเพม่ิ เติม ชวี วิทยา 2 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรียนรู้
1) หนงั สือหรือวารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวิทยาศาสตร์
3) อินเทอร์เน็ต

10. การวดั และประเมินผล หลักฐาน เคร่อื งมือวดั เกณฑก์ ารประเมิน
เป้าหมาย -สามารถตอบคาถามได้
-สมดุ -การถาม/ตอบ อย่างถกู ต้อง
สาระสาคัญ -สามารถตอบคาถามได้
-ความถข่ี องแอลลลี ในประชากร อยา่ งถูกตอ้ ง

ผลการเรยี นรู้ -สมดุ -การถาม/ตอบ -การเข้าช้ันเรียนสายไม่
เกนิ 15 นาที และจานวน
- อธบิ ายและสรปุ ถึงหลักฐานทีบ่ ง่ บอกถึง -ความตรงต่อเวลาและ ครัง้ ทเ่ี ขา้ เรียนมากกว่า 80
จานวนครงั้ ทีเ่ ขา้ เรียน %
ววิ ฒั นาการของสิ่งมีชีวิตและแนวคดิ เกีย่ วกับ -สามารถตอบคาถามได้
อยา่ งถูกตอ้ ง
ววิ ัฒนาการของสง่ิ มชี ีวติ พนั ธ์ุประชากร และ

ปจั จัยท่ที าใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงความถ่ีของ

แอลลีล รวมทัง้ กาเนิดของสปีชยี ์ได้

- ต้ังคาถามท่ีอยู่บนพ้ืนฐานของความรู้และ

ความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ

หรอื จากประเด็นท่เี กิดขึ้นในขณะนั้น ที่

สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษา

คน้ คว้าได้อย่างครอบคลุมและเชอ่ื ถือได้

คุณลกั ษณะ -การเขา้ ชน้ั
-ใฝเ่ รียนรู้ เรยี น

-มงุ่ ม่ันในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น

11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

บันทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา

ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม

ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

นายปิยะ ใจชมุ่

แผนการจัดการเรยี นรู้

รหัสวชิ า ว32142 ชอื่ รายวชิ า ชีววิทยา 2 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4

กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2

ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ วิวัฒนาการ

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 26 เร่อื ง กฎของฮารด์ ี – ไวนเ์ บริ ์ก เวลา 2 ชัว่ โมง

ผู้สอน นางจิราณัฐ สาธพิ า

..............................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม

ววิ ัฒนาการของสง่ิ มชี ีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยชี ีวภาพที่มีผลกระทบตอ่

มนษุ ยแ์ ละส่งิ แวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความร้แู ละจิตวทิ ยาศาสตร์ สอ่ื สารสง่ิ ทเี่ รยี นรู้และนา

ความรไู้ ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้

1) อธิบายและสรุปถึงหลักฐานทบ่ี ง่ บอกถงึ วิวัฒนาการของสงิ่ มชี ีวิต และแนวคิดเกี่ยวกับวิวฒั นาการ

ของส่ิงมีชีวิต พนั ธศุ าสตรป์ ระชากร และปจั จยั ที่ทาใหเ้ กิดการเปลยี่ นแปลงความถขี่ องแอลลีลรวม

ทง้ั กาเนดิ ของสปชี ยี ์ได้

2) ต้ังคาถามที่อยู่บนพน้ื ฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจหรอื จาก

ประเด็นท่ีเกิดขึน้ ในขณะน้นั ท่ีสามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ คว้าได้อยา่ ง

ครอบคลุมและเช่ือถือได้

3. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

ภาวะสมดุลของฮาร์ดี – ไวนเ์ บริ ์ก (Hardy –Weinberg Equilibrium : HWE) คือ ความถ่ีของ

แอลลีลและความถขี่ องจโี นไทปใ์ นยนี พลู ประชากรซง่ึ จะมคี ่าคงทใ่ี นทุกรุ่น ถ้าไมม่ ีปจั จัยบางอย่างมา

เกีย่ วข้อง เช่น มวิ เทชัน การคดั เลือกโดยธรรมชาติ และการเลอื กคูผ่ สมพนั ธ์ุ ความร้ทู ่ไี ด้จากภาวะ

สมดุลของฮารด์ ี – ไวน์เบิรก์ สามารถนาไปใช้คาดคะเนความถ่ขี องแอลลีลที่เกย่ี วข้องกบั โรคทาง

พันธุกรรมในยนี พลู ของประชากรได้

4. สาระการเรยี นรู้

ความรู้

กฎของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก

ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทกั ษะการคดิ
3) ทักษะการเรยี นรู้
4) ทกั ษะการแก้ปญั หา
5) ทักษะกระบวนการทางานกลุ่ม
5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1) อธบิ ายทฤษฎขี องฮารด์ ี-ไวนเ์ บริ ์กและภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก
2) นาความรูเ้ ก่ียวกับสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวเบิร์กไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้
6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1) ใฝเ่ รียนรู้
2) มุ่งมน่ั ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
8. กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ นาเข้าสู่บทเรยี น
1) ครอู ธบิ ายใหน้ กั เรียนเขา้ ใจว่า ในสภาวะทมี่ กี ารเปลีย่ นแปลงใด ๆ ทง้ั ทางด้านพนั ธกุ รรมและ

ขนาดของประชากร ส่ิงมชี วี ติ ในประชากรน้นั จะผสมพนั ธุ์กันอย่างอสิ ระ การกระจายตวั ของยนี
หรอื ความถขี่ องแอลลีลในประชากรน้นั จะคงท่ี
2) ครูยกตวั อยา่ งการคานวณหาความถ่ีของจโี นไทป์ และหาความถ่ีของแอลลีลประชากรดอกไมท้ ่ี
นกั เรียนไดเ้ รียนรมู้ าแลว้ โดยครูชใ้ี หน้ ักเรียนเหน็ วา่ ถา้ สมาชิกทุกต้นในประชากรไม้ดอกมโี อกาส
ผสมพนั ธ์ไุ ด้เทา่ ๆ กนั เม่ือมีการรวมกันของเซลล์สืบพนั ธ์เุ พสผูห้ รอื เพศเมียทมี่ ีความถี่ของแอลลีล
เหมอื นประชากรในรนุ่ พอ่ แม่ ประชากรไมด้ อกในรุ่นลกู จะมีความถี่ของจโี นไทป์และความถีข่ อง
แอลลีลเหมือนประชากรในร่นุ พ่อแมด่ ว้ ย เพือ่ เชื่อมโยงไปส่กู ารเรยี นรเู้ ร่ือง กฎของฮาร์ด-ี ไวน์
เบริ ก์
ขั้นจัดการเรยี นรู้

จัดกจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซ่งึ มขี ้ันตอนดังน้ี

1) ครนู าเสนอ power point เกย่ี วกบั กฎของฮารด์ -ี ไวน์เบริ ์ก โดยอธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจว่า นัก
พนั ธศุ าสตร์ประชากรทท่ี าการศกึ ษาความถี่ของจีโนไทปแ์ ละความถีข่ องแอลลีลในสภาวะทไ่ี ม่มี
การเปลย่ี นแปลงของพนั ธุกรรมและขนาดของประชากร คือ กอ็ ดฟรยี ์ – ฮาโรลด์ ฮารด์ ยี ์ และวิล
เฮลม์ ไวน์เบิร์ก ซงึ่ แสดงใหเ้ ห็นถงึ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมในประชากรจากรุ่นหนง่ึ ไป
ยังรนุ่ ตอ่ ไปไดอ้ ย่างชดั เจน โดยใช้หลักการคานวณทางสถติ ิ และตงั้ เป็นกฎข้ึนมา เรยี กว่า กฎของ
ฮารด์ -ี ไวนเ์ บิรก์

2) ครอู ธิบายใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจว่า กฎฮารด์ ี-ไวนเ์ บริ ์กมใี จความสาคัญว่า ความถข่ี องแอลลีลและ
ความถขี่ องจีโนไทปใ์ นยนี พลู ของประชากรจะมคี า่ คงทีใ่ นทุกรนุ่ ถ้าไม่มีปจั จัยบางอย่างมา
เกี่ยวข้อง เช่น มิวเทชนั การคัดเลอื กโดยธรรมชาติ และการเลือกคู่ผสมพันธ์ุ ความถ่ขี องยีนท่ีอยู่
ในสภาวะสมดลุ เช่นนีจ้ ะเรียกวา่ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก (Hardy-Weinberg
Equilibrium : HWE)

3) ครูนาเสนอ power point เก่ยี วกบั การศกึ ษากฎของฮารด์ ี-ไวน์เบริ ์ก จากการศกึ ษาตวั อยา่ งของ
ประชากรแมวที่นกั เรยี นไดเ้ รียนรู้มาแล้ว โดยอธบิ ายให้นักเรยี นเข้าใจวา่ มนรุน่ ลูกจะมีความถี่
ของจโี นไทปเ์ ทา่ กบั รุ่นพอ่ แม่ คือ
ความถขี่ องจโี นไทปแ์ บบ BB =0.36 Bb = 0.48 และ bb = 0.16
ความถีข่ องแอลลลี B = 0.6 และ b = 0.4
โดยแบบแผนการถ่ายทอดยีนจะเปน็ เชน่ นเี้ สมอ มา่ การสบื พนั ธ์แุ ละการถ่ายทอดลกั ษณะทาง

พันธุกรรมจะผ่านไปก่รี ุ่นกต็ าม สามารถเขียนสมการคานวณหาความถข่ี องแอลลีลและความถ่ขี องจโี นไทปไ์ ด้
ดังน้ี p2 +2pq + q2 =

4) ครสู รปุ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจว่า กฎของฮารด์ ี – ไวน์เบิรก์ แสดงใหเ้ ห็นวา่ การเปลี่ยนแปลงความถี่
ของยีนหรอื แอลลลี จะไม่เกดิ ขนึ้ ในประชากรตราบใดท่ีสภาพแวดลอ้ มของประชากรสมบรู ณ์และ
คงท่ี นนั้ คอื ไมท่ าใหเ้ กิดวิวัฒนาการข้นึ ทาใหส้ ภาพในธรรมชาตเิ กิดภาวะสมดลุ ของฮารด์ ี-ไวน์
เบริ ก์ ทีใช้คาดคะเนความถีข่ องแอลลลี ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับโรคทางพันธกุ รรมในยีนพลู ของประชากร
ดังนี้
ถ้าประชากรภาคตะวันออกเฉยี งเหนือของประเทศไทยมีคนเปน็ โรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์
จานวน 9 ใน 10,000 คน ดงั น้นั จะสามารถคาดคะเนความถี่ของแอลลีลท่ที าใหเ้ กดิ โรคน้ีใน
ประชากรได้โดยกาหนดใหจ้ ีโนไทป์ aa แสดงลกั ษณะของโรคโลหติ จางชนดิ ซิกเคิลเซลล์ ความถ่ี
ของจโี นไทป์ aa = q2 = 9/10,000

q = = = 0.03

ดงั นน้ั ในประชากรนี้ มคี วามถข่ี องแอลลลี ทท่ี าให้เกิดโรคโลหิตจางชนดิ ซกิ เคิลเซลล์
=0.03 จากตัวอย่างประชากรในรนุ่ พอ่ แมท่ ี่เป็นพาหะของโณคมีจานวนกค่ี น หาความถีข่ องจโี นไทปข์ อง
ประชากรท่ีเป็นพาหะของโรคไดจ้ าก 2pq

P = 1 – q = 1-0.03 = 0.97
2pq = 2 x 0.97 x 0.03 = 0.0582
ดังนัน้ คดิ เป็นจานวนประชากรที่เปน็ พาหะ = 0.0582 x 10,000 = 582 คน
กิจกรรมรวบยอด
1) ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
- ในธรรมชาติความถขี่ องแอลลีลในประชากรของสงิ่ มีชีวิตมกี ารเปล่ยี นแปลงหรือไม่ เพราะเหตุ
ใด
- ถา้ ยีนพูลในประชากรหน่งึ เป็นไปตามกฎของฮารด์ ี-ไวน์เบริ ก์ องค์ประกอบทางพนั ธกุ รรมของ
ประชากรมกี ารเปลีย่ นแปลงหรือไม่ เพราเหตุใด
- ในประชากรกลมุ่ หนง่ึ พบวา่ มปี ระชากรเลือดหมู่ Rh- อยู่ 16% เมอื่ ประชากรนอี้ ยใู่ นภาวะ
สมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิรก์ จงคานวณหาความถข่ี องแอลลีลในประชากร
2) ครตู รวจสอบการบันทกึ ความรทู้ ไี่ ดจ้ ากการเรียนและการตอบคาถาม
9. ส่อื และแหล่งการเรยี นรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เร่อื ง กฎของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก
2) หนังสือเรียน รายวิชาเพิม่ เติม ชีววิทยา 2 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรยี นรู้
1) หนงั สือหรือวารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์
3) อินเทอร์เน็ต

10. การวดั และประเมินผล หลักฐาน เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
เปา้ หมาย -สามารถตอบคาถามได้
-สมุด -การถาม/ตอบ อย่างถูกต้อง
สาระสาคญั -สามารถตอบคาถามได้
-กฎของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก อย่างถกู ต้อง

ผลการเรยี นรู้ -สมดุ -การถาม/ตอบ -การเข้าช้นั เรียนสายไม่
เกนิ 15 นาที และจานวน
- อธิบายและสรุปถึงหลักฐานท่บี ง่ บอกถงึ -ความตรงตอ่ เวลาและ คร้งั ท่ีเขา้ เรยี นมากกวา่ 80
จานวนครง้ั ท่ีเขา้ เรียน %
ววิ ฒั นาการของสงิ่ มีชวี ิตและแนวคิดเกี่ยวกับ -สามารถตอบคาถามได้
อย่างถกู ตอ้ ง
ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชีวติ พนั ธุ์ประชากร และ

ปจั จัยที่ทาให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงความถี่ของ

แอลลีล รวมท้งั กาเนิดของสปชี ยี ์ได้

- ตงั้ คาถามทอี่ ยบู่ นพน้ื ฐานของความรูแ้ ละ

ความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ

หรอื จากประเด็นทเ่ี กิดข้ึนในขณะนั้น ที่

สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษา

คน้ คว้าได้อย่างครอบคลมุ และเช่ือถอื ได้

คุณลกั ษณะ -การเขา้ ชัน้
-ใฝ่เรยี นรู้ เรียน

-มุ่งม่ันในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรียน

11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ข้อเสนอแนะ/วิธแี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

บนั ทกึ การสง่ แผนจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางจิราณัฐ สาธิพา

ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวทพิ วรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม

ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

นายปยิ ะ ใจชมุ่

แผนการจดั การเรียนรู้

รหสั วชิ า ว32142 ช่อื รายวชิ า ชีววทิ ยา 2 ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี 2

ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ วิวัฒนาการ

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 27 เรอื่ ง ปัจจยั ท่ีทาใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงความถ่ีของแอลลีล เวลา 2 ชัว่ โมง

ผสู้ อน นางจริ าณฐั สาธพิ า

..............................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม

วิวัฒนาการของสิง่ มีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพทีม่ ผี ลกระทบต่อ

มนษุ ย์และส่ิงแวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรูแ้ ละจิตวิทยาศาสตร์ ส่ือสารส่งิ ทเี่ รียนร้แู ละนา

ความรู้ไปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้

1) อธิบายและสรปุ ถึงหลักฐานท่ีบ่งบอกถึงวิวฒั นาการของส่งิ มีชวี ิต และแนวคดิ เก่ยี วกับวิวัฒนาการ

ของสิง่ มีชวี ติ พนั ธุศาสตรป์ ระชากร และปัจจยั ที่ทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงความถีข่ องแอลลลี รวม

ทั้งกาเนดิ ของสปชี ียไ์ ด้

2) ต้ังคาถามที่อยู่บนพ้ืนฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจหรือจาก

ประเดน็ ทเ่ี กดิ ข้ึนในขณะน้ัน ทสี่ ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ ควา้ ไดอ้ ย่าง

ครอบคลมุ และเชือ่ ถอื ได้

3. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

ปจั จยั ท่ีทาให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงความถขี่ องแอลลลี ไดแ้ ก่ 1) การเปล่ยี นแปลงความถีย่ นี อย่างไม่

เจาะจง ซึ่งเกิดข้ึนจากการยา้ ยถิน่ ฐานของประชากรท่มี ีขนาดเล็ก และเกดิ ปรากฏการณ์คอขวด เกิด

จากภัยพบิ ัติทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่ทาให้ประชากรจานวหนึ่งมีลักษณะทางพนั ธกุ รรมเปลย่ี นแปลงไป

จากเดิม 2) การถ่ายเทเคลือ่ นยา้ ยยีนจากการอพยพเข้าหรือออกของกลุม่ ประชากร 3) การเลือก

ค่ผู สมพนั ธ์ 4) การเกิดมวิ เทชันกับโครโมโซมเพศ และ 5) การคดั เลือกโดยธรรมชาติ

4. สาระการเรยี นรู้

ความรู้

ปจั จัยท่ีทาให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงความถ่ขี องแอลลีล

ทกั ษะ/กระบวนการ
1) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2) ทักษะการคิด
3) ทักษะการเรียนรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ญั หา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกล่มุ
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
อธิบายและสรุปปัจจัยที่มีผลต่อการเปลีย่ นแปลงความถขี่ องแอลลีล และความถีข่ องจโี นไทป์ใน
ประชากรท่ีสง่ ผลต่อวิวัฒนาการของสงิ่ มชี วี ติ ได้
6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1) ใฝ่เรยี นรู้
2) มงุ่ ม่ันในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา
8. กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้นั นาเขา้ สู่บทเรียน
1) ครทู บทวนกฎของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิรก์ ทีน่ กั เรยี นได้เรยี นรูม้ าแลว้ ให้นกั เรยี นฟงั ว่า กฎนีจ้ ะเป็นจรงิ ได้

ก็ต่อเม่ือมีเง่ือนไข เชน่ ประชากรตอ้ งมกี ารผสมพันธุ์กันแบบสมุ่ ไมม่ กี ารเคลือ่ นยา้ ยยีนระหวา่ ง
กลุ่มประชากร ไมม่ กี ารคัดเลอื กโดยธรรมชาติ และไมเ่ กิดมิวเทชนั ภายในกลมุ่ ประชากร แลว้ ครู
ถามคาถามนกั เรียน ดงั นี้
- ในสภาพธรรมชาติ เงื่อนไขดงั กล่าวเกดิ ขึ้นได้หรอื ไม่ เพราะอะไร
- ถ้าเงื่อนไขดงั กล่าวไมส่ ามารถควบคุมไดจ้ ะเกดิ ผลต่อความถ่ีของแอลลลี ในประชากรหรอื ไม่
2) นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายคาตอบของคาถาม โดยควรไดข้ อ้ สรปุ รว่ มกันว่า ในธรรมชาติเงือ่ นข
ดงั กล่าวไม่สามารถควบคุมได้ เน่อื งจากประชากรมีขนาดเล็ก มีการถ่ายเทเคลอ่ื นยา้ ยยีน อาจ
เกดิ มิวเทชนั มกี ารเลอื กคู่ผสมพนั ธ์ุ และเกิดการคัดเลอื กโดยธรรมชาตไิ ด้ ทาใหค้ วามถ่ีของ
แอลลีลในประชากรเปลีย่ นแปลงได้ หรอื ไมอ่ ยใู่ นภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก เพื่อเชื่อมโยง
ไปสู่การเรยี นรูเ้ รื่อง ปัจจยั ท่ีทาใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงความถ่ขี องแอลลลี

ขั้นจดั การเรยี นรู้

จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซ่ึงมีขัน้ ตอนดังน้ี

1) ครนู าเสนอ power point เกยี่ วกับปจั จยั ท่ที าให้เกดิ การเปลยี่ นแปลงความถขี่ องแอลลีล โดย

อธบิ ายใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจวา่ ปัจจัยทีท่ าให้ความถข่ี องแอลลลี ในประชากรเปลี่ยนแปลง และทาให้

เกิดววิ ฒั นาการไดน้ น้ั ประกอบได้ดว้ ย

- การเปลยี่ นแปลงความถยี่ ีนอย่างไม่เจาะจง เป็นการเปลย่ี นแปลงแบบสุ่ม เปน็ การ

เปล่ยี นแปลงความถี่ของแอลลีลที่เปน็ ผลมาจากการเปลย่ี นแปลงขนาดของประชากรจากรนุ่

หนึง่ ไปยังอกี รนุ่ หนงึ่ ในประชากร เนอื่ งจากโอกาสของแอลลลี ท่จี ะถูกถ่ายทอดมีไมเ่ ท่ากัน

การเปลยี่ นแปลงความถี่ยนี อยา่ งไม่เจาะจงพบในธรรมชาตมิ ี 2 สถานการณ์ คือ ผลกระทบ

จากผู้กอ่ ตั้ง และปรากฏการณค์ อขวด ซึง่ สามารถสรุปได้ดงั นี้

ผลกระทบจากผกู้ อ่ ต้ัง ปรากฏการณค์ อขวด

1. ประชากรมกี ารย้ายยนี 1. เกดิ ภาวะวิกฤติกับประชากรทบี่ ริเวณเดมิ

และเสีย่ งตอ่ การสญู พันธุ์

2. ประชากรทีย่ า้ ยถิน่ ไปมขี นาดเล็กลงเมื่อเทียบ 2. ประชากรเดิมมขี นาดใหญ่ ลดจานวนลงอย่าง

กบั ประชากรเดมิ ทม่ี ีขนาดใหญ่ รวดเรว็ จนมีขนาดเล็ก

3. ประชากรไปอย่ใู นท่ีแหง่ ใหม่ แพรพ่ ันธ์ุได้ดี 3. ประชากรที่รอดจากภาวะวกิ ฤติแพรพ่ ันธไุ์ ด้ดี

สะสมแอลลลี ในยนี พูล และสะสมในยนี พูล

4. ความถี่ของแอลลีลของผู้กอ่ ตงั้ เพิม่ ขึ้น 4. ความถี่ของแอลลลี ของประชากรทรี่ อดจาก

ภาวะวกิ ฤตเิ พ่ิมข้นึ

- การถา่ ยเทเคล่ือนยา้ ยยนี เปน็ การเคล่ือนย้ายแอลลีลจากประชากรหนึ่งไปยังอกี ประชากร

หนงึ่ ของสปชี ยี ์เดยี วกนั และเกดิ การผสมพันธ์กุ นั ขึ้นมา มที ง้ั การเคล่อื นย้ายยีนเขา้ สู่ประชากร

ใหม่และการเคล่ือนย้ายยีนออกจากประชากรเดมิ ส่งผลตอ่ การเปลยี่ นแปลงความถี่ของ

แอลลีล

- การเลือกคูผ่ สมพันธ์ุ โดยในธรรมชาตทิ ว่ั ไปสมาชิกในประชากรมักเลอื กคูผ่ สมพันธุ์หรอื มกี าร

ผสมพนั ธไุ์ ม่เป็นแบบสมุ่ ทาให้สมาชกิ บางสว่ นของประชากรไมม่ โี อกาสได้ผสมพนั ธ์ุ ทาให้มี

ผลต่อการเปลีย่ นแปลงความถขี่ องแอลลลี ในยนี พลู ของประชากรในร่นุ ถัดไป

- มวิ เทชัน เป็นการเปลีย่ นแปลงที่เกิดขึน้ ในระดับยีนและโครโมโซม การเกดิ มิวเทชนั เพียง

อย่างเดยี วไมม่ ีผลมากพอจะเปลย่ี นแปลงโครงสร้างทางพนั ธุกรรมของยีนพลู ภายในประชากร

ในรนุ่ เดยี วกนั แต่เป็นการสร้างแอลลลี ใหมท่ ่ีสะสมไวใ้ นยีนพูลของประชากร ทาให้เกิดความ
หลากหลายทางพันธุกรรมในประชากร
- การคดั เลอื กโดยธรรมชาติ ทาให้สมาชิกของประชากรทีม่ ีลักษณะเหมาะสมกับ
สภาพแวดลอ้ มมีจานวนมากขนึ้ ลกั ษณะทไี่ ม่เหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มจะถูกคดั ทิ้งไป ทา
ให้แอลลลี ของประชากรเปล่ยี นแปลง
2) ครอู ธบิ ายเพิ่มเตมิ วา่ ปจั จัยที่ทาให้เกดิ การเปลยี่ นแปลงความถข่ี องแอลลีลนี้ ทาใหค้ วามถ่ีของ
แอลลีลในประชากรเปลีย่ นแปลง ส่งผลให้โครงสร้างทางพันธกุ รรมของประชากรเปล่ียนแปลง
เกิดเป็นวิวัฒนาการขน้ึ โดยการเปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งประชากรทลี ะน้อย เรียกว่า วิวัฒนาการ
ระดับจลุ ภค ซงึ่ เปน็ การเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งทางพนั ธกุ รรมของสิง่ มีชวี ิตในระดับสปชี สี ์ทีอ่ าจ
นาไปส่กู ารเกิดสปีชีสใ์ หม่ แต่ถา้ การเปล่ียนแปลงนน้ั กอ่ ให้เกดิ ววิ ัฒนาการเกิดเป็นสปชี สี ์ใหม่
หลากหลายสปีชสี ์ จนนาไปสคู่ วามหลากหลายของส่ิงมชี วี ิต จะเรยี กวา่ ววิ ัมนาการระดับมหา
ภาค
กจิ กรรมรวบยอด
นักเรียนและครูรว่ มกันอภิปราย โดยใชแ้ นวคาถามตอ่ ไปนี้
- ปจั จุบนั มนุษย์มกี ารอพยพเคล่ือนยา้ ยยนี และแตง่ งานขา้ มเชือ้ ชาตมิ ากข้นึ เรอื่ ย ๆ จะทาให้
โครงสร้างทางพนั ธกุ รรมของมนษุ ยเ์ ปล่ียนแลงไปหรอื ไม่ อย่างไร (เปลี่ยนแปลงได้ โดยมีการ
แพร่กระจายของแอลลลี ใหม่ในยีนพลู ของประชากรท้องถนิ่ มีความแปรผนั ทางพันธุกรรมใน
หมปู่ ระชากรท้องถิน่ เพิ่มมากขน้ึ )
- นกั เรียนคิดวา่ เพราะเหตุใดตกั๊ แตนใบไมจ้ ึงประสบความสาเรจ็ ในการดารงชีวิต และสง่ิ ท่ีทา
หนา้ ท่เี ปน็ ตวั คัดเลอื กที่เกิดในธรรมชาติ คืออะไร (ตีกแตนใบไมม้ ลี กั ษณะรปู รา่ งกลมกลนื กบั
สภาพแวดล้อมทอี่ าศัยอยู่ จงึ ประสงความสาเร็จไม่ถกู ลา่ จากผู้ล่าเป็นอาหาร ดังนัน้ ผู้ลา่ จงึ
เปน็ ตัวคัดเลือกที่เกดิ ข้ึนในธรรมชาติ)
9. สื่อและแหล่งการเรียนรู้
สื่อ
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เร่อื ง ปจั จัยท่ีทาให้เกิดการเปลย่ี นแปลงความถ่ีของแอลลีล
2) หนงั สือเรียนรายวชิ าเพ่มิ เตมิ ชวี วิทยา 2 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรยี นรู้
1) หนังสือหรอื วารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวิทยาศาสตร์

3) อินเทอร์เนต็

10. การวัดและประเมนิ ผล

เป้าหมาย หลกั ฐาน เคร่อื งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
-การถาม/ตอบ -สามารถตอบคาถามได้
สาระสาคญั -การถาม/ตอบ อย่างถูกตอ้ ง
-สามารถตอบคาถามได้
-ปจั จยั ทท่ี าใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงความถ่ี -สมดุ -ความตรงต่อเวลาและ อย่างถูกตอ้ ง
จานวนคร้ังทเ่ี ข้าเรยี น
ของแอลลลี -การเข้าชน้ั เรียนสายไม่
เกิน 15 นาที และจานวน
ผลการเรียนรู้ -สมุด คร้ังทเ่ี ขา้ เรยี นมากกว่า 80
%
- อธิบายและสรุปถงึ หลักฐานทบ่ี ่งบอกถึง -สามารถตอบคาถามได้
อยา่ งถกู ตอ้ ง
ววิ ัฒนาการของส่ิงมชี ีวิตและแนวคดิ เก่ียวกบั

วิวัฒนาการของสง่ิ มีชวี ติ พันธุ์ประชากร และ

ปัจจยั ทที่ าใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงความถีข่ อง

แอลลลี รวมทงั้ กาเนิดของสปชี ีย์ได้

- ตง้ั คาถามทอ่ี ยู่บนพนื้ ฐานของความรแู้ ละ

ความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ

หรอื จากประเดน็ ท่ีเกิดข้ึนในขณะน้ัน ที่

สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษา

ค้นคว้าไดอ้ ยา่ งครอบคลมุ และเชื่อถือได้

คณุ ลกั ษณะ -การเข้าช้นั
-ใฝ่เรยี นรู้ เรยี น

-มุ่งมน่ั ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น

11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ข้อเสนอแนะ/วิธแี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

บนั ทกึ การสง่ แผนจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธพิ า

ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมลู
ความเหน็ ของรองผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวกฤติมา มะโนพรม

ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

นายปิยะ ใจชมุ่

แผนการจดั การเรยี นรู้

รหสั วชิ า ว32142 ชือ่ รายวชิ า ชีววทิ ยา 2 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4

กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนท่ี 2

ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ วิวฒั นาการ

แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 28 เรือ่ ง กาเนิดสปชี ีส์ เวลา 2 ช่ัวโมง

ผ้สู อน นางจิราณัฐ สาธพิ า

..............................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยชี ีวภาพทีม่ ีผลกระทบต่อ

มนษุ ย์และสงิ่ แวดลอ้ ม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ ละจิตวิทยาศาสตร์ ส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรแู้ ละนา

ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้

1) อธิบายและสรุปถึงหลักฐานที่บง่ บอกถงึ วิวฒั นาการของสงิ่ มีชีวติ และแนวคิดเก่ยี วกบั วิวัฒนาการ

ของส่งิ มชี ีวติ พันธุศาสตรป์ ระชากร และปจั จัยที่ทาใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงความถี่ของแอลลลี รวม

ทง้ั กาเนดิ ของสปีชีส์ได้

2) ต้ังคาถามท่ีอยู่บนพ้ืนฐานของความรแู้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจหรอื จาก

ประเด็นท่ีเกิดขึ้นในขณะนัน้ ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาค้นควา้ ไดอ้ ย่าง

ครอบคลุมและเช่อื ถือได้

3. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด

ปัจจยั ท่ีทาให้เกิดการเปลย่ี นแปลงความถี่ของแอลลลี ทาให้ยนี พลู ในประชากรเปลยี่ นแปลงไปหรือ

เกดิ ววิ ัฒนาการข้นึ มีการแยกกันทางเซลล์สบื พันธ์ุ การแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลง

จานวนโครโมโซมของส่งิ มีชีวิตในเขตภูมิศาสตรเ์ ดียวกัน เกดิ เป็นสปีชีส์ใหมข่ ึน้

4. สาระการเรียนรู้

ความรู้

กาเนดิ สปีชีส์

ทักษะ/กระบวนการ

1) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

2) ทักษะการคิด

3) ทกั ษะการเรยี นรู้
4) ทกั ษะการแก้ปัญหา
5) ทกั ษะกระบวนการทางานกลมุ่
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
1) อธบิ ายความหมายของสปชี ีส์
2) อภิปรายและสรปุ กลไกการแยกกันทางเซลล์สบื พันธุ์ได้
3) อภิปรายและสรุปการเกดิ สปีชีส์ใหม่จากการแบง่ แยกทางภูมศิ าสตรแ์ ละการเกิดสปีชสี ์ใหมใ่ นเขต

ภมู ศิ าสตร์เดียวกนั ได้
6. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

1) ใฝ่เรียนรู้
2) มงั่ มุ่นในการทางาน
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรียน
1) ครทู บทวนปัจจัยทีท่ าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถข่ี องแอลลีล ซึง่ นาไปส่กู ารเปลี่ยนแปลง

โครงสรา้ งทางพนั ธุกรรมของประชากรทนี่ ักเรียนได้เรยี นรู้มาแล้ว โดยถามคาถามนกั เรียน ดังนี้
- ปัจจัยใดบ้างท่ีทาให้เกิดการเปล่ยี นแปลงความถีข่ องแอลลีล (การเปล่ียนแปลงความถ่ยี ีน การ

ถา่ ยเทคเลคอื่ นย้ายยีน การเลอื กคู่ผสมพันธ์ุ การเกิดมิวเทชนั กับโครโมโซม และการคัดเลือก
โดยธรรมชาต)ิ
- ปัจจัยที่ทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลงความถ่ขี องแอลลลี นี้ จะทาให้ความถีข่ องแอลลลี ใน
ประชากรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และเกิดวิวัฒนาการขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร (เปลีย่ นแปลง โดยเม่อื
ความถีข่ องแอลลีลเปลี่ยนแลงจะส่งผลให้โครงสร้างทางพนั ธุกรรมของประชากรเปลย่ี นแปลง
และเกิดเปน็ วิวฒั นาการข้ึน)
2) นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถาม เพ่อเชื่อมโยงไปส่กู ารเรียนร้เู รือ่ งกาเนิดของสปีชีส์
ขัน้ จดั การเรียนรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซ่ึงมีขัน้ ตอนดังน้ี

1) ครนู าเสนอ power point เกีย่ วกับกาเนิดสปีชีส์ โดยอธบิ ายความหมายของสปชี ีส์ให้นักเรียน
เขา้ ใจว่า ในทางชวี วิทยา สปีชีสื หมายถงึ กลมุ่ หรือประชากรของสง่ิ มชี วี ิตท่ีมลี ักษณะทาง
พันธุกรรมคล้ายคลึงกนั สามารถผสมพันธ์กุ ันได้ตามธรรมชาติ และถ่ายทอดลักษณะทาง
พนั ธุกรรมไปส่ลู ูกหลานได้อย่างปกติ โดยไดล้ กู หลานทไ่ี ม่เป็นหมัน

2) ครถู ามคาถามนกั เรียน ดงั น้ี
- ในธรรมชาตสิ ิ่งมชี ีวติ บางชนดิ ที่มีลกั ษณะภายนอกคล้ายคลงึ กนั จะรไู้ ด้อย่างไรว่าเป็นสปีชสี ์
เดียวกนั หรือไม่ (ศกึ ษาจากโครงสรา้ งทางพันธกุ รรม หรอื ให้สง่ิ มีชวี ิตท้ัง 2 ตัวนนั้ ผสมพนั ธก์ุ นั
เพื่อดวู า่ ไดล้ ูกเป็นหมนั หรือไม)่
- ในสภาพธรรมชาติสิง่ มีชวี ติ ต่างสปชี ีส์กันอยู่รวมกันในระบบนเิ วศเดยี วกนั จานวนมาก เพราะ
เหตใุ ดสิง่ มีชีวติ เหลา่ น้ันจึงไมส่ ามารถผสมพันธุก์ ันได้

3) นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายคาตอบของคาถาม แลว้ ครอู ธิบายกลไกการป้องกนั การผสมพันธขุ์ ้าม
สปีชีสใ์ ห้นักเรียนเขา้ ใจรว่ มกันว่า สิ่งมีชีวติ ต่างสปีชีส์กันมกี ลไกการปอ้ งกันการผสมข้ามสปีชีสไ์ ด้
2 ระดับ คอื กลไกการแยกกันทางการสบื พันธก์ุ อ่ นระยะไซโกต และกลไกการแยกกนั ทางการ
สืบพนั ธ์ุหลงั ระยะไซโกต

4) ครอู ธบิ ายเพิ่มเติมว่า กลไกการแยกกนั ทางการสบื พันธก์ุ อ่ นระยะไซโกต ทาใหเ้ ซลล์สบื พันธข์ุ อง
สง่ิ มีชวี ิตต่างสปีชสี ไ์ มส่ ามารถรวมกันเป็นไซโกตได้ ซง่ึ อาจเกิดจากสภาพนิเวศวทิ ยาแตกตา่ งกัน
ฤดูกาลหรอื ช่วงเวลาในการผสมพันธแ์ุ ตกตา่ งกนั พฤติกรรมการเก้ียวพาราสแี ตกต่างกนั สรรี ะ
ของเซลลส์ บื พันธุ์แตกตา่ งกนั และโครงสร้างของอวยั วะสืบพันธ์ุแตกต่างกนั ส่วนกลไกการ
แยกกนั ทางการสืบพนั ธ์ุหลังระยะไซโกต เปน็ กลไกปอ้ งกนั ไมใ่ หล้ ุกผสมสามารถเจริญเติบโตเปน็
ตวั เต็มวัยหรอื สบื พันธุต์ อ่ ไปได้ ลูกผสมทีเ่ กิดมาจะมีลักษณะตา่ ง ๆ เชน่ ตายหรือออ่ นแอ และ
เป็นหมนั เป็นต้น

5) ครูนาเสนอ power point เกีย่ วกบั การเกดิ สปีชีส์ใหมโ่ ดยอธิบายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวา่
กระบวนการเกดิ สปชี ีสใ์ หม่ เกิดได้ 2 แนวทาง คือ การเกิดสปีชีส์ใหมจ่ ากการแบ่งแยกทาง
ภูมิศาสตรแ์ ละการเกิดสปีชสี ์ใหม่ในเขตภมู ิศาสตร์เดยี วกนั เชน่ การเกดิ พอลิพลอยดีของพชื โดย
การเพ่มิ จานวนชุดโครโมโซม ได้โครโมโซม 3 ชดุ (3n) หรือโครโมโซม 4 ชดุ (4n)

กิจกรรมรวบยอด
นักเรียนและครูรว่ มกนั อภิปราย โดยใช้แนวคาถามตอไปนี้

- เพราะเหตใุ ดการแบ่งแยกทางภมู ิศาสตร์จึงทาให้เกดิ สปชี ีส์ใหม่ (เพราะอสุ รรคท่ีมาขวางกน้ั
เชน่ ภูเขา แมน่ ้า ทาให้ประชากรท่ีเคยอาศยั อยใู่ นพ้นื ทีเ่ ดยี วกัน ไม่สามารถถา่ ยเทเคลอื่ นย้าย

ยนี ระหว่างประชากรได้ จนกระทงั่ โครงสรา้ งทางพันธุกรรมมกี ารเปลีย่ นแปลงไปตาม
สภาพแวดลอ้ มที่อาศยั อยู่ เกิดเปน็ ววิ ฒั นาการของสงิ่ มชี วี ติ ตา่ งสปีชียก์ ัน)
- เพราะเหตุใดประชากรของสิ่งมีชวี ติ ที่ถกู แยกออกจากกัน เม่ือกลับมาอยู่รวมกนั อกี ครั้งจึงไม่
สามารถผสมพันธ์ุกันไดอ้ ีก (เพราะยนี พูลของประชากรทั้งสองแตกต่างกนั ทาใหไ้ ม่สามารถ
ผสมพนั ธ์ุกันได้)
9. ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้
สอ่ื
1) Power point ประกอบการเรยี นรู้ เรื่อง กาเนิดของสปชี สี ์
2) หนงั สอื เรียน รายวิชาเพม่ิ เตมิ ชวี วทิ ยา 2 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหลง่ การเรยี นรู้
1) หนงั สอื หรอื วารสารวทิ ยาศาสตร์
2) สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์
3) อินเทอร์เนต็

10. การวัดและประเมินผล หลักฐาน เครือ่ งมือวัด เกณฑก์ ารประเมิน
เป้าหมาย -สามารถตอบคาถามได้
-สมดุ -การถาม/ตอบ อย่างถกู ตอ้ ง
สาระสาคัญ -สามารถตอบคาถามได้
-กาเนิดของสปีชีย์ อยา่ งถกู ตอ้ ง

ผลการเรยี นรู้ -สมดุ -การถาม/ตอบ -การเขา้ ชน้ั เรียนสายไม่
เกนิ 15 นาที และจานวน
- อธบิ ายและสรปุ ถึงหลักฐานที่บ่งบอกถงึ -ความตรงตอ่ เวลาและ ครง้ั ท่ีเข้าเรยี นมากกว่า 80
จานวนครงั้ ท่ีเขา้ เรยี น %
วิวัฒนาการของส่งิ มชี ีวิตและแนวคิดเกยี่ วกบั -สามารถตอบคาถามได้
อยา่ งถูกตอ้ ง
วิวัฒนาการของสงิ่ มีชวี ิต พนั ธุ์ประชากร และ

ปัจจยั ทที่ าให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงความถีข่ อง

แอลลลี รวมท้งั กาเนดิ ของสปชี ีย์ได้

- ตัง้ คาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และ

ความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ

หรอื จากประเดน็ ท่เี กิดข้นึ ในขณะน้ัน ท่ี

สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศึกษา

ค้นควา้ ไดอ้ ย่างครอบคลุมและเชือ่ ถือได้

คณุ ลักษณะ -การเขา้ ชั้น
-ใฝ่เรยี นรู้ เรยี น

-มุ่งมั่นในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น

11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ข้อเสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

บนั ทกึ การส่งแผนจดั การเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางจริ าณฐั สาธิพา

ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวทิพวรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผูอ้ านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม

ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

นายปิยะ ใจชมุ่

แผนการจดั การเรยี นรู้

รหัสวชิ า ว32142 ชือ่ รายวิชา ชีววทิ ยา 2 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2

ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ วิวฒั นาการ

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 29 เรื่อง ววิ ฒั นาการของมนษุ ย์ เวลา 2 ชว่ั โมง

ผ้สู อน นางจริ าณฐั สาธิพา

..............................................................................................................................................................................

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพ การใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพท่ีมผี ลกระทบต่อ

มนษุ ย์และสงิ่ แวดลอ้ ม มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ ส่อื สารส่ิงทเี่ รียนร้แู ละนา

ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้

3) อธบิ ายและสรุปถงึ หลกั ฐานทบี่ ง่ บอกถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวติ และแนวคดิ เกีย่ วกบั ววิ ัฒนาการ

ของสิ่งมชี วี ิต พนั ธศุ าสตรป์ ระชากร และปัจจยั ทีท่ าให้เกดิ การเปล่ียนแปลงความถีข่ องแอลลลี รวม

ทั้งกาเนดิ ของสปีชีสไ์ ด้

4) ต้งั คาถามทอ่ี ยู่บนพนื้ ฐานของความรูแ้ ละความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจหรือจาก

ประเด็นทีเ่ กดิ ขน้ึ ในขณะนน้ั ท่ีสามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง

ครอบคลมุ และเชอ่ื ถือได้

3. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

มนุษย์มวี วิ ัฒนาการมายาวนานกว่า 4.5 ล้านปี เราสามารถศกึ ษาวิวฒั นาการของมนุษย์ไดจ้ ากซากดึก

ดาบรรพแ์ ละการเปรียบเทียบลาดบั เบสบน DNA ทาใหร้ ูว้ า่ สายววิ ฒั นาการของมนุษยเ์ รม่ิ จาก

ออสทราโลพเิ ทคัส (Australopithecus) และโฮโม (Homo)

4. สาระการเรียนรู้

ความรู้

วิวฒั นาการของมนุษย์

ทกั ษะ/กระบวนการ

1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

2) ทักษะการคิด

3) ทกั ษะการเรยี นรู้
4) ทกั ษะการแกป้ ัญหา
5) ทักษะกระบวนการทางานกล่มุ
5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
อภิปรายและสรปุ สายวิวฒั นาการของมนษุ ยไ์ ด้
6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1) ใฝ่เรยี นรู้
2) มงุ่ มัน่ ในการทางาน
7. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
1) ความสามารถในการสอื่ สาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
8. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ขัน้ นาเข้าสูบ่ ทเรยี น
ครนู าเสนอ power point เกีย่ วกับสายววิ ฒั นาการของมนุษย์ต้งั แตอ่ ดตี จนถึงปจั จบุ นั โดยอธบิ ายให้
นักเรียนเขา้ ใจวา่ มนุษยเ์ ป็นสิง่ มชี วี ติ ทีเ่ กิดข้ึนเน่อื งจากวิวัฒนาการของกระบวนการคัดเลอื กโดย
ธรรมชาติ เช่นเดยี วกบั สิ่งมีชวี ิตชนิดอ่นื โดยนักวทิ ยาศาสตรแ์ ละนักมานษุ ยวทิ ยาไดจ้ ดั ใหม้ นุษยอ์ ยใู่ น
กลุม่ สัตว์เลี้ยงลกู ด้วยนา้ นมทเี่ รยี กวา่ ไพรเมต (primates) ซึง่ ถือกาเนดิ มากว่า 70 ลา้ นปี และมี
วิวฒั นาการตอ่ มาจนถึงมนุษย์ในยคุ ปัจจุบัน เพ่อื เช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้ เร่ือง วิวฒั นาการของมนุษย์
ขนั้ จดั การเรียนรู้

จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ซ่ึงมขี ัน้ ตอนดงั น้ี
1) ครนู าเสนอ power point เกยี่ วกบั สายววิ ัฒนาการของมนุษยท์ ีเ่ ริ่มจากออสทราโลพเิ ทคัส

(Australopithecus) โดยมรี ายละเอียดดงั นี้
- คน้ พบซากดึกดาบรรพ์ (Australopithecus afarensis) ที่ชือ่ วา่ ลูซี (Lucy)
- สูงประมาณ 1 เมตร อายุ 3.8-3.0 ล้านปี มีลักษณะผสมระหว่างมนษุ ย์กับลงิ ไม่มีหาง
- มกี ารเดิน 2 ขา มีแขนยาวกวา่ มนุษยใ์ นปจั จุบัน
- ร้จู กั ใชเ้ คร่ืองมือแบบง่าย
2) ครูนาเสนอ power point เกย่ี วกบั ววิ ัฒนาการของมนษุ ยใ์ นยุค โฮโม (Homo) ซง่ึ เรม่ิ จาก
Homo habilis, Homo erectus และ Homo sapiens ซ่งึ มรี ายละเอียดดังน้ี

Homo habilis
- สมองมีขนาดใหญ่ มีความจปุ ระมาณ 600-750 ลบซม.
- นา้ หนัก 40-50 กก.
- ลาตัวต้งั ตรง เดิน 2 ขา
- มีกระดูกปลายนิว้ มอื คล้ายกบั มนุษย์ในปัจจบุ ัน แตม่ ขี นาดใหญ่กวา่
- ประดิษฐเ์ คร่อื งมือ เครอื่ งใช้จากหินได้
Homo erectus
- เปน็ มนุษย์สปีชสี ์แรกทีอ่ พยพจากแอฟรกิ าไปยังทตี่ า่ ง ๆ พบไดท้ ั่วไปในแถบเอเชียและหมู่

เกาะอินโดนเี ซยี
- มีรา่ งกายสงู มสี มองใหญ่ เพศชายมีรา่ งกายใหญ่กวา่ เพศหญงิ 1.2 เท่า
- รู้จกั ใชไ้ ฟ และประดษิ ฐเ์ ครือ่ งมือจากหินได้ดี
Homo sapiens
- ซับสปีชีสแ์ รกท่พี บ คอื มนษุ ยน์ แี อนเดอรท์ ัล (Neanderthal man) ซึ่งมอี ายุ 20,000 -

30,000 ปีทผ่ี า่ นมา มสี มองใหญเ่ กือบเทา่ มนุษย์ปัจจุบัน (1,400 ลบ.ซม.) อยูร่ ่วมกนั เปน็ กลุ่ม
ลา่ สัตว์รว่ มกัน รจู้ กั ใชไ้ ฟและใช้หนังสัตว์หุ้ม และมีวัฒนธรรมเรื่องการฝังศพ
- ซบั สปีชีสท์ ี่สองท่พี บ คือ มนุษย์โครแมนยัง (Cro-magnon man) ซงึ่ มขี นาดสมองใกล้เคยี ง
กับมนุษย์ปัจจบุ ัน มีความสามรถในการล่าสัตวส์ ูงโดยใชห้ อก สามารถประดษิ ฐ์เครื่องมอื จาก
หินทซี่ บั ซอ้ นและเหมาะสมกบั การใช้งานได้ อย่รู ่วมกนั เปน็ ชุมชน มีการวาดภาพ และ
แกะสลัก
3) ครูอธบิ ายเพมิ่ เติมวา่ นักวิทยาศาสตรแ์ ละนกั มานุษยวิทยาได้ตัง้ สมมตุ ฐิ านกาเนิดมนษุ ย์ในยุค
ปัจจุบนั ออกได้ 2 แนวทาง คือ
- สมมตฐิ านแรก มวี วิ ฒั นาการจาก H.erectus ทแ่ี พร่กระจายไปอาศัยอยตู่ ามท่ีตา่ ง ๆ
- สมมติ ฐานท่ีสอง H.erectus ท่แี พรก่ ระจายในท่ตี ่าง ๆ สูญพนั ธ์ุ เหลอื เพียง H.erectusใน
แอฟริกาเท่านน้ั ทมี่ ีววิ ัฒนาการเปน็ H.sapiens
4) ครอู ธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจว่า การศึกษาวิวัฒนาการมนุษยส์ ว่ นใหญอ่ าศยั หลักฐานจากโครง
กระดกู ของซากดกึ ดาบรรพ์ แตส่ ว่ นใหญ่ซากดกึ ดาบรรพท์ ่สี ารวจพบไมค่ ่อยสมบูรณ์ ทาให้การ
ปะติดปะต่อภาพวิวฒั นาการของมนษุ ย์มคี วามยากลาบาก สมมติฐานกาเนิดมนุษย์ทง้ั 2
สมมตฐิ านจึงมขี ้อโต้แย้งในหลายประเดน็ ท่ียังไม่มีขอ้ ยุติ ทาใหส้ ายวิวฒั นาการของมนษุ ยท์ ี่ได้รับ
การยอมรบั ในปัจจุบันอาจเปลยี่ นแปลงไดใ้ นอนาคตเมือ่ มีการสารวจพบหลักฐานอา้ งอิงมากขน้ึ

กจิ กรรมรวบยอด
1) นักเรียนและครูร่วมกนั อภปิ ราย โดยใช้แนวคาถามตอ่ ไปน้ี
- มนุษยใ์ นยคุ ปจั จบุ นั แตกต่างจากมนุษย์ในยุค Homo habilis และ H.erectus อยา่ งไร
(มนุษยใ์ นยุคปจั จุบันมขี นาดความจุของกะโหลกมากขึน้ ทาใหม้ ีความคิดสรา้ งสรรคม์ ากข้ึน)
- สมมติฐานกาเนดิ มนุษย์ท้ัง 2 สมมติฐานแตกต่างกันอย่างไร (สมมติฐานแรก มนษุ ยใ์ นยคุ
ปจั จุบันมวี วิ ฒั นาการมาจาก H.erectus ทแ่ี พรก่ ระจายไปอาศยั อย่ตู ามท่ีต่าง ๆ ส่วน
สมมตฐิ านท่ีสอง มนุษย์ในยุคปัจจุบนั มีวิวฒั นาการมาจาก H.erectus ทแี่ พร่กระจายในทตี่ า่ ง
ๆ สูญพนั ธ์ุ เหลือเพยี ง H.erectus ในแอฟริกาเทา่ นั้นทม่ี วี ิวัฒนาการเปน็ H.sapiens)
2) ครตู รวจสอบการบันทกึ ความรู้ท่ไี ด้จากการเรียนและการตอบคาถาม

9. สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้
สื่อ
1) Power point ประกอบการเรียนรู้ เร่ือง ววิ ัฒนาการมนุษย์
2) หนังสือเรียน รายวิชาเพ่ิมเตมิ ชวี วทิ ยา 2 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4-6 ของ สสวท.
แหล่งการเรยี นรู้
1) หนงั สือหรือวารสารวิทยาศาสตร์
2) สารานุกรมวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ นต็

10. การวัดและประเมินผล หลกั ฐาน เครื่องมอื วดั เกณฑก์ ารประเมิน
เปา้ หมาย -สามารถตอบคาถามได้
-สมดุ -การถาม/ตอบ อยา่ งถกู ตอ้ ง
สาระสาคญั -สามารถตอบคาถามได้
-วิวัฒนาการของมนษุ ย์ อยา่ งถกู ตอ้ ง

ผลการเรียนรู้ -สมดุ -การถาม/ตอบ -การเขา้ ชนั้ เรยี นสายไม่
เกิน 15 นาที และจานวน
- อธิบายและสรุปถึงหลกั ฐานท่บี ง่ บอกถงึ -ความตรงต่อเวลาและ คร้งั ท่เี ข้าเรียนมากกว่า 80
จานวนครง้ั ทีเ่ ข้าเรียน %
วิวฒั นาการของส่ิงมชี ีวติ และแนวคดิ เกยี่ วกับ -สามารถตอบคาถามได้
อยา่ งถูกตอ้ ง
วิวฒั นาการของสิ่งมีชวี ติ พันธุ์ประชากร และ

ปัจจัยที่ทาใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงความถขี่ อง

แอลลีล รวมทง้ั กาเนิดของสปีชยี ์ได้

- ตัง้ คาถามท่อี ยบู่ นพื้นฐานของความรู้และ

ความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ความสนใจ

หรอื จากประเดน็ ท่เี กิดขึน้ ในขณะน้ัน ที่

สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษา

คน้ ควา้ ไดอ้ ยา่ งครอบคลุมและเช่ือถอื ได้

คุณลักษณะ -การเข้าชน้ั
-ใฝเ่ รยี นรู้ เรยี น

-มุง่ มน่ั ในการทางาน -ความสนใจใน -การถาม/ตอบ
การเรยี น

11. บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ปญั หา/อปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ข้อเสนอแนะ/วิธแี ก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

บนั ทกึ การสง่ แผนจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางจิราณฐั สาธพิ า

ความเห็นหัวหนา้ กลุม่ สาระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวทพิ วรรณ เมืองมูล
ความเหน็ ของรองผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

(..……………………………….……)
นางสาวกฤตมิ า มะโนพรม

ความเหน็ ของผ้อู านวยการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

นายปยิ ะ ใจชมุ่


Click to View FlipBook Version