The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phanudet Dingram, 2021-12-17 00:42:04

ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

ความรุนแรงในนทิ านพืน้ บ้านภาคกลาง

ภานุเดช ดงิ รัมย์

การศึกษาอิสระเสนอเป็นสว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษา
หลกั สตู รปริญญาศิลปศาสตรบณั ฑิต
สาขาวชิ าภาษาไทย
กมุ ภาพันธ์ 2564
ลิขสทิ ธิ์เปน็ ของมหาวิทยาลยั พะเยา

ความรุนแรงในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง

ภานุเดช ดิงรัมย์

การศึกษาอิสระเสนอเป็นสว่ นหนึ่งของการศึกษา
หลกั สตู รปริญญาศิลปศาสตรบณั ฑิต
สาขาวิชาภาษาไทย
กมุ ภาพันธ์ 2564
ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลยั พะเยา

อาจารย์ที่ปรึกษา และกรรมการสอบการศึกษาอิสระ ประจาสาขาวิชาภาษาไทย
ได้พิจารณาการศึกษาอิสระ เรื่อง “ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง” เห็นสมควรรับเป็น
ส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย
ของมหาวิทยาลัยพะเยา

..........................................................................

(ดร.วชั รนิ ทร์ แก่นจนั ทร์)

อาจารย์ที่ปรึกษา

.......................................................................... กรรมการ

(อาจารย์อธิพงษ์ เพช็ รเกิด)
อาจารย์ประจาสาขาวิชาภาษาไทย

กิตติกรรมประกาศ

การศึกษาอิสระฉบับนี้ สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความอนุเคราะห์จาก ดร.วัชรินทร์ แก่นจนั ทร์
อาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้กรณุ าให้คาแนะนา ข้อมลู เพื่อใช้ในการประกอบการจัดทา และตรวจสอบ
แก้ไขข้อบกพร่อง เอาใจใส่มาโดยตลอด จงึ ขอกราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสงู มา ณ โอกาสนี้

ขอขอบพระคุณ อาจารย์อธิพงษ์ เพ็ชรเกิด ที่ได้สละเวลามาเป็นกรรมการสอบ
การศึก ษ าอิสระและพิจารณ ารับ การศึกษ าอิสระฉบับ นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษ าตา ม
หลกั สูตรศลิ ปศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลยั พะเยา

ขอขอบพระคุณ คณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
ที่ได้ประสิทธิป์ ระสาทวิชาความรทู้ ีม่ คี ณุ ค่ายิง่ แก่ผู้วจิ ัย

ขอขอบพระคุณ สมาชิกในครอบครัว รวมท้ังกัลยาณมิตรที่คอยให้การช่วยเหลือ
สนบั สนนุ และให้กาลงั ใจเป็นอย่างดีเสมอมา

คุณค่าและประโยชน์ของงานวิจัยเร่ืองนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเคร่ืองสักการะแด่พระคุณ
ของบุพการี ครูอาจารย์ทุกท่าน ตลอดจนบรรพชนที่ได้สร้างและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม
อนั ล้าค่าให้ผู้วจิ ยั และชนรนุ่ หลังได้ศึกษา

ภานุเดช ดงิ รัมย์

เรื่อง: ความรุนแรงในนิทานพืน้ บ้านภาคกลาง
ผู้ศึกษาค้นควา้ : ภานเุ ดช ดงิ รัมย์ การศึกษาอิสระ: ศศ.บ. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลัยพะเยา, 2564
อาจารยท์ ่ปี รึกษา: ดร.วัชรินทร์ แก่นจนั ทร์
คาสาคญั : ความรุนแรง, นิทานพืน้ บ้านภาคกลาง

บทคดั ย่อ
งานวิจัยเรื่อง ความรุนแรงในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง มีวัตถุประสงค์เพ่ือวิเคราะห์ความรุนแรง
ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง โดยใช้แนวคิดความรุนแรง (Violence Theory) ของ Johan Galtung
มาวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง จานวน 50 เรื่อง และนาเสนอผลการวิจัยโดยการพรรณนาวิเคราะห์
พร้อมทั้งนาเสนอตัวอย่างประกอบการอธิบาย ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพ้ืนบ้าน
ภาคกลาง ปรากฏความรุนแรง 2 ลักษณะ คือ ความรนุ แรงเดี่ยวและความรนุ แรงซ้อน
ความรุนแรงเดี่ยว ประกอบด้วย ความรุนแรงทางตรงปรากฏมากที่สุด พบความรุนแรงทาง
ร่างกาย ความรุนแรงโดยการประทุษวาจา และความรุนแรงต่อทรัพย์สิน รองลงมา คือ ความรุนแรงเชิง
วัฒนธรรม พบความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางศลี ธรรม ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางเพศ และความรนุ แรง
เชิงวัฒนธรรมทางชนช้ัน สุดท้ายความรุนแรงเชิงโครงสร้าง พบความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางตาแหน่งและ
ความรุนแรงเชงิ โครงสร้างทางการศกึ ษา
ความรุนแรงซ้อน ประกอบด้วย ความรุนแรงเชิงโครงสร้างส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง
ปรากฏมากที่สุด รองลงมา คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมสง่ ผลให้เกิดความรนุ แรงทางตรง และความรุนแรง
เชงิ วัฒนธรรมสง่ ผลให้เกิดความรุนแรงเชงิ โครงสร้างตอ่ เนอ่ื งให้เกิดความรุนแรงทางตรง

สารบญั

บทท่ี หน้า

1 บทนา................................................................................................................. 1
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา ........................................................ 1
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย............................................................................... 6
ขอบเขตของการวิจัย...................................................................................... 6
ข้อตกลงเบือ้ งตน้ ........................................................................................... 6
นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................... 7
ประโยชน์ที่จะได้รบั จากการวิจยั ..................................................................... 7
กรอบแนวคิดการวจิ ัย .................................................................................... 8

2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้อง....................................................................... 9
แนวคิด .......................................................................................................... 9
นิทานพ้นื บ้าน ................................................................................................ 13
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................... 19

3 วิธีดาเนินการวิจยั ............................................................................................. 33
ข้อมูลที่ใชใ้ นการวิจัย...................................................................................... 33
การเก็บรวบรวมข้อมลู ................................................................................... 34
การวิเคราะหข์ ้อมลู ........................................................................................ 35
การนาเสนอผลการวิจยั ................................................................................. 37

4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................... 38
ความรนุ แรงเดี่ยว........................................................................................... 38
ความรนุ แรงซ้อน ........................................................................................... 57

สารบัญ (ต่อ)

บทท่ี หนา้

5 บทสรปุ .............................................................................................................. 64
สรุปผลการวิจยั ............................................................................................. 64
อภปิ รายผลการวิจัย....................................................................................... 67
ข้อเสนอแนะ .................................................................................................. 69

บรรณานกุ รม ................................................................................................................ 70

ภาคผนวก ..................................................................................................................... 80
ภาคผนวก ก ตารางวิเคราะหค์ วามรุนแรงในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง
จานวน 50 เร่อื ง.................................................................... 81
ภาคผนวก ข จานวนความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง................ 109

ประวัติผู้ศึกษาค้นคว้า .................................................................................................. 110

สารบัญตาราง

ตาราง หน้า

1 แสดงผลการสรปุ ความรนุ แรงทีป่ รากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง ......................... 67
2 แสดงผลการวิเคราะหค์ วามรุนแรงในนิทานพืน้ บ้านภาคกลาง จานวน 50 เรอ่ื ง...... 81
3 แสดงจานวนความรนุ แรงที่ปรากฏในนิทานพืน้ บ้านภาคกลาง ................................ 109

สารบญั ภาพ

ภาพ หน้า

1 แสดงกรอบแนวคิดการวิจยั ................................................................................... 8
2 แสดงการเชื่อมโยงมิติของความรนุ แรง ของ Johan Galtung ................................... 12

1

บทที่ 1

บทนำ

ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปญั หำ
วรรณกรรมเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกและความคิด อันมีเน้ือหาสาระที่ผู้เขียน

พยายามสื่อความคิดด้วยวิธีการหนึ่งมายังผู้อ่าน โดยอาจเป็นใบปลิว หนังสือพิมพ์ นวนิยาย
คาอธิบาย ฉลากยา ซึ่งล้วนเป็นงานวรรณกรรมท้ังสิ้น ดังที่ พัชรินทร์ สมตน (2541, หน้า 11
อ้างอิงใน กฤษณา แดนสีแก้ว, 2559, หน้า 1) ได้กล่าวอย่างสรุปว่า วรรณกรรมเป็นผลิตผล
ทางความคิดของมนุษย์เกิดจากจินตนาการ ประสบการณ์ หรือเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จริงในสังคม ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบสาคัญในการสร้างสรรค์ผลงานของผู้ประพันธ์ โดยอาจมี
การปรับแต่งเพื่อทาให้เกิดความสนกุ สนานสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อา่ นได้มากยิ่งข้นึ

นิทานจึงนับเป็นงานวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่ให้ความสนุกสนานแก่ผู้ฟังทุกช่วงวัย
ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์ต่างก็ชอบฟังนิทานด้วย
เชน่ กนั ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่มีอยู่ในกลุ่มคนทุกชาติทุกภาษา และเป็นวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง
ที่เปน็ มรดกจากบรรพบุรุษที่สบื ทอดกันมาช้านาน (ปรียาลกั ษณ์ เมฆขุนทด, 2553, หน้า 1)

วรรณกรรมนิทานพื้นบ้านนั้น มีลักษณะเช่นเดียวกันกับวรรณกรรมโดยทั่วไป คือ
ทาหน้าที่สะท้อนภาพสังคมในยุคสมัยนั้น และนิทานนั้นยังได้สอดแทรกคติธรรม จริยธรรม
ความเชือ่ ของกลุ่มชน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุมจริยธรรมของสังคมนั้น ๆ ดังทัศนะของ
กิ่งแก้ว อัตถากร (2520, หน้า 284) ทีไ่ ด้เสนอไว้ในเชิงนกั คติชนวิทยาว่า

นิทานเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ใช้เวลาในการ
ถ่ายทอดหรือถ่ายทอดด้วยวิธีมุขปาฐะก็ได้ แต่บางส่วนได้รับการบันทึกไว้แล้ว เช่น
บันทึกไว้ในสมุดข่อยหรือในหนังสือบุด หรือบันทึกไว้โดยที่พวกเราได้ไปทาการบันทึก
มานี่เป็นเพียงหลักฐานเท่านั้น แต่การถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหน่ึง ถือว่า
คาพูดเป็นสิ่งสาคัญ ไม่ใช่การถ่ายทอดโดยหนังสือเหมือนอย่างหนังสืออ่านในปัจจุบัน
หรอื เหมอื นกบั วรรณคดีแบบฉบบั

2

ปรียาลักษณ์ เมฆขุนทด (2553, หน้า 1) ก็ยังได้กล่าวไว้อีกว่า นิทานพื้นบ้านจะมี
การสอดแทรกคติสอนใจไว้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเครื่องบันเทิงใจและ
ช่วยอบรมสั่งสอนตลอดจนให้ความรู้แก่คนในท้องถิ่นนั้น ๆ ให้มีความประพฤติที่ดี ดังนั้น
นิทานพื้นบ้าน จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนให้เห็นภาพชีวิตของคนในสังคม ทาให้ทราบ
ถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ค่านิยม และขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนในสังคม
นั้น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับ ประคอง นิมมานเหมินทร์ (2543, หน้า 81) ที่ได้กล่าวว่า นิทานเป็นเร่อื ง
ของจินตนาการ แต่ด้วยผู้ที่เล่านิทานเป็นสมาชิกของสังคม นิทานจึงสะท้อนให้เห็นลักษณะของ
วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อต่าง ๆ ในสังคม นอกจากนี้ ยังเป็น
เครื่องกล่อมเกลาจติ ใจและสามารถส่งผลตอ่ ทศั นคติและพฤติกรรมของบุคคลในสังคมอกี ด้วย

นอกจากนี้แล้ว วรรณกรรมยังสะท้อนให้เห็นถึงความคิดอีกแง่มุมหนึ่งที่มีการแฝง
ความรุนแรง อุดมการณ์ และอานาจผ่านเน้ือหา ตัวละคร ฉาก ตลอดจนรูปแบบการนาเสนอ
ซึ่งถือเป็นการตีความวรรณกรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดของความรุนแรง
ดังงานวิจัยของ ระพี อุทีเพ็ญตระกูล (2551) ที่ได้ศึกษาความรุนแรงในวรรณคดีเสภาขุนช้าง
ขุนแผน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเร่ืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประชด
ประชัด การบริภาษ การกลั่นแกล้ง การทาร้ายร่างกาย การข่มขืน การทาสงคราม ตลอดจน
การประหารชีวิต โดยผู้ประพันธ์สร้างสาเหตุของความรุนแรงขึ้นเพื่อที่จะทาให้เร่ืองราวนั้นมี
ความสมจริง จนกลายเป็นเร่ืองราวที่มีความสลับซับซ้อนสืบเนื่องกันไปตลอดท้ังเร่ือง งานวิจัย
ชิ้นนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงผลของการกระทาความรุนแรงอย่างชัดเจนอีกด้วย กล่าวคือ ตัวละครที่
แสดงการโต้กลับความรุนแรงด้วยวิธีการใช้ความรุนแรงน้ัน จะไม่ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้ใดเลย
ในณะที่ พรรณราย ชาญหิรัญ (2553) ได้ศึกษาเร่ือง ไกรทอง: ความรุนแรงระหว่างชาติพันธ์ุ
และเพศ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความรุนแรงทั้ง 3 ด้าน ที่ปรากฏอยู่ใน
นิทานพื้นบ้าน กล่าวคือ เกิดการทาร้ายหรือใช้กาลังในการต่อสู้กันระหว่างไกรทองกับชาละวัน
และการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิง ซึ่งถือเป็นความรุนแรงทางตรงอันเกิดจากความรุนแรง
เชิงโครงสร้างที่เป็นตัวกาหนดให้ผู้หนึ่งเหนือกว่าผู้หนึ่ง หรือทาให้มนุษย์เชื่อว่าตนน้ันมีอานาจ
เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่เป็นตัวหล่อหลอมให้คน
ในสังคมเชื่อกันว่า การใช้ความรุนแรงเช่นน้ันเป็นสิ่งชอบธรรมหรือยอมรับได้ สอดคล้องกับ
วัชรินทร์ แก่นจันทร์ (2560) ที่ได้ศกึ ษาวาทกรรมความรุนแรงในนิทานพืน้ บ้านล้านนา นอกจาก
จะพบความรุนแรงและมิติความสัมพันธ์ของความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านล้านนาว่า
เป็นความรุนแรงในลักษณะใดแล้ว ยังพบกระบวนการสร้างความรุนแรงที่แสดงให้เห็นถึง
ความสมั พันธ์เชงิ อานาจในสังคม ที่ฝ่ายหนึ่งมีอานาจมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งอกี ด้วย

3

นิทานพื้นบ้านภาคกลางในฐานนะที่เป็นวรรณกรรมอีกแขนงหนึ่ง จึงถือเป็นอีกหนึ่ง
หลักฐานที่ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของความเชอ่ื สภาพสังคมเพียงเท่านั้น แตย่ งั แสดง
ให้เห็นถึง “ความรุนแรง” ที่ถูกผลิตซ้า (Reproduce) และปรากฏในเน้ือหาโดยตรง ซึ่งในที่สุด
อาจกลายเปน็ เรื่องเล่าทีม่ คี วามธรรมดาแตแ่ ฝงไปด้วยการใชค้ วามรนุ แรงในรูปแบบต่าง ๆ

การศึกษานิทานพื้นบ้านภาคกลางนั้น ปรากฏการใช้ความรุนแรงทางตรง ในรูปแบบ
ถ้อยคาที่เป็นการประทุษวาจา ดังที่ พิรงรอง รามสูต (2558, หน้า 31) ได้ให้ความหมายไว้ว่า
เป็นการใช้ถ้อยคาดหู มิน่ เหยียดหยาม ใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ สบประมาท ย่ัวยใุ ห้เกิดความเกลียดชัง
รวมไปถึงการด่าทออย่างหยาบคาย และรูปแบบการทาร้ายร่างกายจนอาจเป็นสาเหตุที่ทาให้
ผอู้ ื่นได้รบั บาดเจ็บหรอื เสียชีวติ ดังตัวอย่างความรุนแรงที่ปรากฏในเรื่อง ปลาบู่ทอง

...เช้าวันหนึ่ง เมียหลวงเป็นผู้พายเรือออกหาปลากับสามี มาถึงแม่น้าบริเวณที่
สามีเคยทอดแหได้ปลา แต่วนั นีท้ อดแหลงไปครั้งใดก็ไม่ได้ปลาตดิ ขึน้ มาเลย และหลาย
คร้ังที่ได้ทอดแหลงไปแล้วได้ปลาบู่ขึ้นมา ทาให้สามีอารมณ์เสีย พำลด่ำเมียหลวง
และเม่ือนางร้องขอปลาบู่ทองให้ลูกเอื้อยไว้เลี้ยง ยิ่งทาให้สามีหงุดหงิดโมโห และใช้
ไม้พำยตีเมียจนหมดสติ สามีเห็นเมียหลวงหมดสติก็ตกใจคิดว่านางตายแล้วจึงผลัก
ร่ำงนำงให้ตกลงไปในนำ แล้วพายเรือกลับบ้านแล้วบอกกับชาวบ้านว่า เมียของตน
เป็นลมพลัดตกน้า ดาหาอย่างไรก็ไม่พบ เอือ้ ยรู้ว่าแมต่ ายกเ็ สียใจมาก...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 209)

จากตัวอย่างนิทานข้างต้น ปรากฏลักษณะความรุนเเรงทางตรงและยังแฝงความคิด
ในรปู แบบปิตาธิปไตย ทีผ่ ู้ชายถือว่าตัวเองเปน็ ใหญ่ โดยตวั ละครทีม่ ีอานาจ คือ สามี ซึง่ ได้แสดง
พฤติกรรมที่รุนแรงทางวาจาและร่างกาย ซึ่งจะเห็นได้จากหลักฐานทางภาษาที่ปรากฏคาบ่งชี้
ในการใช้ความรุนแรง คือ “ด่า” เป็นการใช้ถ้อยคาหยาบหรือส่อไปในทางที่ไม่ดีทาร้ายจิตใจ
และ “ตี” โดยใช้ไม้พาย ซึ่งถือเป็นการใช้อาวุธที่เป็นของแข็งทาร้ายร่างกายภรรยา ซึ่งเป็น
ผถู้ ูกกระทาอย่างรุนแรง โดยจะเหน็ ได้จากผลของการใช้ความรุนแรง ได้แก่ “หมดสติ” ซึ่งการตี
ภรรยาจนหมดสตินั้น จะต้องเป็นการตีโดยใช้กาลังอย่างมากและ/หรือตีอย่างต่อเนื่องซ้า ๆ
จนกระท่ังหมดสติ นอกจากนี้ ยังปรากฏคาบ่งชี้ในการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเน่ือง คือ ใช้มือ
“ผลัก” ภรรยาให้เคลื่อนที่ตกลงไปในน้าทันที จึงส่งผลให้นางเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นผลของการใช้
ความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุด ซึ่งในคาจาจัดความของความรุนเเรงทางตรงน้ันมีลักษณะเป็น
ความรนุ แรงทีม่ ผี กู้ ระทาอันเกิดข้ึนโดยเจตนา โดยลักษณะข้างตน้ ตรงกบั ความรุนเเรงดังกล่าว

4

นิทานพื้นบ้านภาคกลางไม่เพียงแค่ปรากฏการใช้ความรุนแรงทางตรงที่ส่งผลกระทบ
ต่อร่างกายและจิตใจเท่าน้ัน แต่ยังมีโครงสร้างของสังคมที่เป็นตัวการใหญ่หรืออาจเป็นตัวแทน
จากโครงสร้างนั้นแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่และปรากฏออกมาในรูปของอานาจ อันทาให้เกิด
ความไม่เสมอภาคหรือทาให้โอกาสแห่งชีวิตไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งก็ถือเป็นความรุนแรงเช่นกัน
(อุษณีย์ ธโนศวรรค์ และศรีชัย พรประชาธรรม, 2553, หน้า 228) ดังตัวอย่างความรุนแรงเชิง
โครงสรา้ งที่ปรากฏในเรื่อง นางนาคพระโขนง

...มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีชื่อมาก ภรรยาชือ่ นาค อยู่กินกันอย่างมีความสุข อยู่มา
วันหนึ่งนำยมำกได้รับหมำยเกณฑ์ให้เป็นทหำร นายมากอาลัยอาวรณ์ภรรยา
ของตนเป็นอย่างมาก จึงได้กล่าวลานางนาคด้วยความหดหู่ใจว่า ตนจะต้องไปเป็น
ทหารในเมืองหลววงไม่ได้อยู่ดูแลเมีย จึงขอให้นางนาคระวังรักษาเน้ือรักษาตัวและดูแล
บ้านให้ดี นางนาคผู้เป็นภรรยาจะอยู่เฝ้าคอยนายมากด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นายมาก
จากไปแล้ว 8 เดือน นางนาคก็คลอดลูกตายท้องกลม...

(ฉันทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 200)

ศิวัช ศรีโภคางกุล และเทิดศักดิ์ ไป่จันทึก (2560) การเกณฑ์ทหารกับการทรมาน
และการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อทหารเกณฑ์ในประเทศไทย: บทวิเคราะห์จากมุมมองหนังสือ
รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า ผลงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การเกณฑ์ทหารเป็นการสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง
ต่อมนุษย์ และทาให้สังคมไทยต้องติดอยู่กับหลุมพรางของการใช้ความรุนแรง ดังนั้น นิทาน
ข้างต้น จึงชี้ให้เห็นถึงความรุนเเรงที่เป็นกฎหมายการรับราชการทหารในรูปแบบเดียวกัน โดย
กาหนดใหช้ ายไทยต้องเข้ารบั ราชการทหารทกุ คน ดังปรากฏ “นายมากได้รับหมายเกณฑ์ให้เป็น
ทหาร” ซึ่งถือเปน็ การบังคับโดยใช้กฎหมายของรัฐในการรวมศูนย์กลางอานาจทางทหาร อันทา
ให้เกิดการพลัดพรากระหว่างตัวละครมากกับนาค ที่ทาให้เกิด “อาลัยอาวรณ์” และ “หดหู่ใจ”
ซึ่งเป็นอาการห่อเห่ียวไม่อยากจากกันและไม่ยินดีในการเป็นทหาร ในลักษณะดังกล่าวถือเป็น
ความรนุ แรงเชงิ โครงสร้างทีล่ ะเมิดสิทธิมนษุ ยชนอนั เกิดจากกระบวนการทางกฏหมายของรฐั

นอกจากนี้ นิทานพื้นบ้านภาคกลางยังปรากฏความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ที่มีความเกี่ยวข้องกับการให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรง
ว่าไม่ใช่สิ่งผิด รวมท้ังสร้างเหตุผลที่สนับสนุนให้เกิดการยอมรับในการใช้ความรุนแรงให้กลาย
เป็นสิ่งที่มีความจาเป็นในสังคมอีกด้วย (อุษณีย์ ธโนศวรรค์ และศรีชัย พรประชาธรรม, 2553,
หนา้ 229) ดงั ตวั อย่างความรุนแรงเชงิ วัฒนธรรมทีป่ รากฏในเรื่อง คลมุ ถุงชน

5

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่มีร่างกายไม่สมประกอบ คือ ขำเป๋ วันหนึ่งพ่อ
แม่ก็บอกกับลูกชายว่า “เจ้ำน่ะโตเป็นหนุ่มสมควรมีครอบครัวได้แล้ว” แม่จึงไปสู่ขอ
ภรรยาให้ลูกชาย โดยคิดว่าฐานะและอืน่ ๆ เหมาะสมกันดี ท้ังที่ยังไม่เห็นตัวฝ่ายหญิง

ส่วนฝ่ายหญิงที่ถูกขอก็มีลักษณะร่างกายไม่สมประกอบเช่นกัน คือ ปำกเบียว
หล่อนจึงถือผ้าเช็ดหน้าเพื่อปิดบังปากอันบิดเบี้ยวของหล่อน เมื่อถึงวันแต่งงำนต่ำง
ฝ่ำยต่ำงก็แต่งตัวสวยงำมเพื่อปกปิดจุดด้อยของตน ตามธรรมเนียมฝ่ายหญิง
จะต้องยกน้าและสารับอาหารมาใหฝ้ า่ ยชายกิน เมื่อฝำ่ ยหญิงนำนำมำให้ก็พยำยำม
ถอื มือเดียวเพรำะอีกมือหนึ่งต้องถือผ้ำเช็ดหน้ำ ฝ่ำยชำยซึ่งขำเป๋ก็ต้องน่ังเรียบ
กับพืนแล้วพยำยำมดึงขำข้ำงท่ีพับไม่ได้ไว้ เม่ือฝ่ายหญิงวางน้ากับพื้น เขำก็เผลอตัว
ปล่อยมือ ขำเลยหลุดเตะแก้วนำ ฝ่ำยหญิงก็หัวเรำะผ้ำเช็ดหน้ำจึงหล่นจำกมือ
ต่างฝ่ายกเ็ ลยรู้ความลับของกนั และกัน แตก่ ย็ ินดที ี่จะแตง่ งานกัน

(ฉันทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 172)

จากตัวอย่างนิทานเร่ือง “คลุมถุงชน” เป็นลักษณะการแต่งงานที่มีผู้ใหญ่คอยจัดการ
โดยที่เจ้าตัวน้ัน ไม่รู้จักหรือรักกันมาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะความรุนเเรงเชิงวัฒธรรม
อันเกิดขึ้นต้ังแต่อดีตและยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปกติ รวมทั้งเนื้อเร่ืองยังเผยให้เห็นถึงการใช้
อานาจของพ่อและแม่ที่ตัดสินใจแทนลูก “สมควรมีครอบครัวได้แล้ว” แต่อีกนัยหนึ่งก็ชี้ให้เห็น
ถึงการกลั่นแกล้งคนพิการ ที่ตัวละครฝ่ายชายขาเป๋ ฝ่ายหญิงปากเบี้ยว ถูกจับมาแต่งงานกัน
โดยท้ังคู่พยายามที่จะปิดบังความพิการของตน ซึ่งจะเห็นได้จากคาว่า “พยายาม” อีกท้ัง คาว่า
“หัวเราะ” ก็ยังสื่อให้เห็นการเยาะเย้ยคนพิการโดยมองว่าเป็นตัวตลก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า
สังคมไม่ยอมรับ ลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แบ่งแยก กีดกันคนพิการไม่ให้แต่งงานกับคนปกติ
แต่สังคมกลับให้การยอมรับการแต่งงานแบบคลุมถุงชนว่า เป็นเรื่องปกติและมีความชอบธรรม
ลักษณะนี้ จึงถือเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่อาจส่อให้เห็นถึงการบังคับจิตใจของคู่สมรส
ซึ่งถือเป็นความรนุ แรงทางตรงด้วย

จากข้อค้นพบในนิทานพืน้ บ้านภาคกลางที่กล่าวมา ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงแต่ละด้าน
สามารถส่งผ่านไปยังด้านอื่นได้และไม่เพียงแค่แสดงออกมาให้เห็นเป็นลักษณะทางตรงเท่าน้ัน
แต่ความรุนแรงยังแฝงเร้นอยู่ในโครงสร้างทางสังคมอันก่อให้เกิดความรุนแรงในลักษณะที่เป็น
การบังคับโดยใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ยังแฝงอยู่ในลักษณะทีเ่ ป็นวัฒนธรรม ความคิด ความเช่ือ
เจตคติ ตลอดจนอุดมการณ์ที่คอยสร้างความชอบธรรมและทาให้สังคมยอมรับความรุนแรงน้ัน ๆ
ซึ่งอาจจะรู้ตวั หรอื ไม่รู้ตัวกต็ าม

6

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะวิเคราะห์ความรุนแรงใน นิทาน
พื้นบ้านภาคกลาง โดยใช้กรอบแนวคิดความรุนแรงมาอธิบายปรากฏการณ์ความรุนแรงใน
รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นจริงในสังคม ดังน้ัน งานวิจัยนี้จะช่วย
เผยให้เห็นความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนสามารถทาความเข้าใจเกี่ยวกับความคิด
ความเช่ือ และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่ในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง ตลอดจนสร้างความตระหนักสู้
ถึงอานาจของภาษา ในฐานะที่เป็นเคร่ืองมืออันสาคัญในการชนี้ าความคิดของคนในสงั คม

วัตถุประสงคข์ องกำรวิจัย
เพือ่ วิเคราะห์ความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง

ขอบเขตของกำรวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กาหนดขอบเขตจากการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ ฉันทนา เย็นนาน

(2539) ได้รวบรวมนิทานพื้นบ้านภาคกลางไว้ในปริญญานิพนธ์เร่ือง การศึกษาวิเคราะห์นิทาน
พื้นบ้านภาคกลาง จานวน 186 เรื่อง ซึ่งข้อมูลที่นามาใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ เป็นนิทานพื้นบ้านที่
มีลักษณะเน้ือหาและการใช้ภาษาที่กล่าวถึงความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
และความรุนแรงเชิงวฒั นธรรม ซึ่งนิทานพื้นบ้านเหล่านี้เป็นตัวแทนของนิทานพื้นบ้านภาคกลาง
ที่จะนามาวิเคราะห์ถึงลักษณะความรุนแรง ตลอดจนสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ อัน
เนือ่ งมาจากความรนุ แรงที่เกิดข้ึนในสังคมผ่านนิทานพื้นบ้านภาคกลางได้

ขอ้ ตกลงเบืองต้น ความรุนแรงทางตรง
สัญลักษณท์ ่ใี ช้ในกำรวิจัย ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
ต. หมายถึง ความรนุ แรงเชิงวฒั นธรรม
คส. หมายถึง ...ที่ส่งผลใหเ้ กิด...
ว. หมายถึง ...ตอ่ เนือ่ งให้เกิด...
หมายถึง ตัวอย่างความรุนแรงเดีย่ ว ที่ปรากฏในเรือ่ ง
หมายถึง เพียงความรนุ แรงเดียว
ตวั หนำขีดเส้นใต้ หมายถึง ตวั อย่างความรนุ แรงเดี่ยว ทีป่ รากฏในเรื่อง
มากกว่าหน่ึงความรนุ แรง
ตวั เอียงขีดเส้นใต้ หมายถึง

7

นิยำมศัพทเ์ ฉพำะ
ควำมรุนแรง หมายถึง พฤติกรรมที่เจตนาทาร้าย อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง

ผู้อื่น หรือทรัพย์สิน และการประทุษวาจาที่เป็นการข่มขู่ บังคับ อันส่งผลกระทบต่อจิตใจ
รวมท้ังการแสดงพฤติกรรมที่เป็นการใช้อานาจปิดก้ัน กีดกันศักยภาพทางของบุคคลทางด้าน
ต่าง ๆ จนเกิดความไม่เสมอภาคในสงั คม ซึ่งบางครง้ั อาจเป็นการกระทาโดยไม่รู้ตัว

ควำมรุนแรงทำงตรง หมายถึง ความรุนแรงที่มีตัวกระทาหรือมีผู้กระทาอันเกิดขึ้น
โดยเจตนา เชน่ การทบุ ตี เป็นต้น

ควำมรุนแรงเชิงโครงสร้ำง หมายถึง ความรุนแรงที่มีโครงสร้างของสังคมเป็นตัว
การใหญ่หรืออาจเป็นตัวแทนจากรัฐ/องค์กร ที่สะท้อนการมีอยู่และปรากฏออกมาในรูปแบบ
ของอานาจที่ทาให้เกิดความไม่เท่าเทียมหรอื ไม่เสมอกัน

ควำมรนุ แรงเชิงวัฒนธรรม หมายถึง ความรุนแรงที่เกิดในบริบทของวัฒนธรรมและ
ศลี ธรรม และยังสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงทางตรง
ให้เป็นที่ยอมรบั ได้ในสงั คมอีกด้วย เช่น การแบ่งแยกชนชั้น การดูถูก/ล้อเลียนผู้พิการ เปน็ ต้น

ควำมรุนแรงเดี่ยว หมายถึง พฤติกรรมความรุนแรงหรือผลจากความรุนแรง
เพียงอย่างเดียวอาจเป็นความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หรือความรุนแรง
เชิงวัฒนธรรม

ควำมรุนแรงซอ้ น หมายถึง มิติความสัมพนั ธ์ของความรุนแรงเดี่ยวอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งผลกระทบต่อเน่ืองไปหาความรุนแรงเดี่ยวอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง โดยอาจเป็น
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่
ส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรง
ทางตรง หรอื ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลใหเ้ กิดความรนุ แรงเชิงโครงสร้างต่อเนอื่ งให้เกิด
ความรนุ แรงทางตรง

นิทำนพืนบ้ำนภำคกลำง หมายถึง เร่ืองเล่าที่ปรากฏในปริญญานิพนธ์เร่ือง
การศกึ ษาวิเคราะหน์ ิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง

ประโยชนท์ ่จี ะได้รับจำกกำรวิจยั
1. ทาใหท้ ราบความรุนแรงท้ังรูปธรรมและนามธรรม ทีป่ รากฏในนิทานพืน้ บ้านภาคกลาง
2. ทาใหเ้ ข้าใจเจตนาการใชค้ วามรุนแรงผา่ นภาษาทีป่ รากฏในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง
3. ทาให้เกิดความตระหนักรู้เท่าทันภาษาและจุดประสงค์ของผู้ใช้ภาษา รวมไปถึง

อานาจของภาษาในฐานะทีเ่ ป็นเครือ่ งมอื ชีน้ าความคิดคนในสังคม

8

กรอบแนวคิดกำรวิจัย

ควำมรุนแรง
นิทำนพืนบ้ำนภำคกลำง
ควำมรุนแรงที่ปรำกฏในนิทำนพนื บ้ำนภำคกลำง

ควำมรุนแรงเดีย่ ว ควำมรุนแรงซ้อน
1. ความรุนแรงทางตรง 1. ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ความรนุ แรงทางตรง
2. ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง 2. ความรุนแรงเชิงวฒั นธรรม ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
3. ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม 3. ความรนุ แรงเชิงโครงสรา้ ง ความรนุ แรงทางตรง
4. ความรุนแรงเชิงวฒั นธรรม ความรนุ แรงเชิงโครงสร้าง

ความรุนแรงทางตรง

ภำพ 1 แสดงกรอบแนวคิดกำรวจิ ยั

9

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง

การศึกษาวิจัยเร่ือง ความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง ผู้วิจัยได้ศึกษา
ข้อมลู ของเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยงข้อง ดังตอ่ ไปนี้

1. แนวคดิ
1.1 แนวคิดความรุนแรง (Violence Theory)
1.1.1 ความหมายของความรนุ แรง
1.1.2 แนวคิดความรนุ แรง

2. นิทานพืน้ บา้ น
2.1 ความหมายของนทิ านพื้นบ้าน
2.2 ลกั ษณะของนทิ านพื้นบ้าน
2.3 ประเภทของนิทานพ้ืนบ้าน

3. เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง
3.1 เอกสารและงานวิจัยที่เกีย่ วข้องกบั นิทานพ้ืนบ้าน
3.2 เอกสารและงานวิจัยที่เกีย่ วข้องกบั ความรนุ แรง
3.2.1 ความรุนแรงในวรรณคดีและวรรณกรรม
3.2.2 ความรนุ แรงในสือ่ และสือ่ สง่ิ พิมพ์
3.2.3 ความรุนแรงในชาติพันธ์ุ
3.2.4 สนั ติวธิ ีและการประนีประนอมทางออกของความขัดแย้งและความรุนแรง

แนวคดิ
1. แนวคดิ ความรุนแรง (Violence Theory)
1.1 ความหมายของความรนุ แรง
เม่ือกล่าวถึงความรุนแรง ในความคิดของบุคคลท่ัวไปมักจะนึกถึงการแสดง

พฤติกรรมทางด้านร่างกาย อันเป็นผลทาให้ผู้ถูกกระทาได้รับบาดเจ็บ แต่ในความเป็นจริง
นั้น คาว่า “ความรุนแรง” ยังมีความหมายครอบคลุมไปถึงการแสดงพฤติกรรมทางด้าน
ความคิดและด้านจิตใจอีกด้วย ดังที่ได้มีนักวิชาการเสนอความหมายของความรุนแรง
ไว้อย่างหลากหลาย ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

10

บุญวดี เพชรัตน์ (2543, หน้า 200) ได้ให้ความหมายของความรุนแรงไว้ว่า
เป็นพฤติกรรมที่ปลดปล่อยความกลัว ความโกรธ และภาวะหวาดหวั่น ไปยังวัตถุสิ่งของ
หรือบุคคลอื่น ๆ ด้วยขาดการยับยั้งชั่งใจ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นเดือดร้อนซึ่งอาจเป็นอันตราย
ต่อชีวิตได้ ในขณะเดียวกัน ภาณิชา พิมพ์ทองงาม (2560, หน้า 12); ฐาศุกร์ จันประเสริฐ
(2554, หน้า 93) และองค์การสหประชาชาติ (2544) ก็ได้กล่าวถึงความรุนแรงอย่างสรุปว่า
เป็นการกระทาโดยเจตนา ในรูปแบบที่เป็นการทาร้ายผู้อื่นทางด้านร่างกาย เพศ หรือเป็น
รูปแบบการทาร้ายโดยการใช้ถ้อยคา ซึ่งสอดคล้องกับ พิรงรอง รามสูต (2558, หน้า 31) ว่า
การประทุษวาจา เป็นการดูหม่ินเหยียดหยาม ใส่รา้ ยป้ายสี บังคบั ข่มขู่ สบประมาท ยว่ั ยใุ ห้เกิด
ความเกลียดชัง อันส่งผลกระทบต่อจิตใจ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านทรัพย์สิน
ของตนเองและผู้อืน่ นอกจากนี้ ยังเปน็ การละเมิดสิทธิเสรีภาพ อีกท้ังกีดกนั ศักยภาพของบุคคล
ทางด้านต่าง ๆ จนเกิดความไม่เสมอภาคในสังคม ในทานองเดียวกัน สานักงานพัฒนาระบบ
ข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (ม.ป.ป.) ที่ได้กล่าวถึง องค์การอนามัยโลก (World Health Organization)
ซึ่งได้ให้นิยามของความรุนแรงไว้ว่า เป็นการจงใจใช้อานาจหรือใช้กาลังเพื่อข่มขู่ผู้อื่น กลุ่ม
บุคคล หรอื กระทาต่อตนเอง ซึง่ มีผลทาใหเ้ กิดการบาดเจบ็ ตาย หรอื เป็นอันตรายต่อจิตใจ รวมทั้ง
เป็นการกีดกัน ยับย้ังการเจริญงออกงาม หรอื ทาให้สูญเสียสิทธิบางประการทีส่ มควรจะได้รับ

จากความหมายข้างตน้ สามารถสรุปลกั ษณะของความรนุ แรงได้ว่า เปน็ การใช้
ความรุนแรงโดยตรงซึ่งสังเกตได้จากลักษณะทางกายภาพ โดยการทาร้ายร่างกายที่ทาให้เกิด
ความเสียหายต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทรัพย์สิน และการประทุษวาจาที่เป็นการข่มขู่ บังคับ อันส่งผล
กระทบต่อจิตใจ รวมไปถึงการแสดงพฤติกรรมที่เป็นการใช้อานาจปิดกั้น กีดกันศักยภาพ
ของบุคคลทางด้านต่าง ๆ จนเกิดความไม่เสมอภาคในสังคม ซึ่งบางครั้งอาจเป็นการกระทา
โดยไม่รู้ตวั ก็ถือเปน็ ความรนุ แรงเช่นกนั

1.2 แนวคดิ ความรุนแรง
Johan Galtung (1996 อ้างอิงใน วชั รินทร์ แก่นจันทร์, 2560, หน้า 10-11) ได้เสนอ

แนวคิดเกี่ยวกบั ความรนุ แรงหรอื สามเหลีย่ มแห่งความรนุ แรงไว้ 3 ด้าน ได้แก่
ด้านที่ 1 ความรนุ แรงทางตรง (Direct Violence) เป็นความรนุ แรงที่มีตวั กระทา

และผู้ถูกกระทาอย่างชัดเจน ความรุนแรงทางตรงน้ันอาจเกิดขึ้นตั้งแต่การทาร้ายร่างกายจน
ได้รับบาดเจ็บถึงข้ันเสียชีวิต โดยสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ผู้ที่กระทานั้นสามารถทาร้าย
ผถู้ ูกกระทาได้ 2 ลกั ษณะ คือ มอี าวธุ เช่น ใช้ปืนยิง ใช้มดี แทง เปน็ ต้น และไม่มีอาวุธ เช่น การเตะ
การตบ เป็นต้น นอกจากนี้ การทาให้อีกฝ่ายรู้สึกหวาดระแวง ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นการทาร้าย
ทางจิตใจ กถ็ ือเปน็ ความรนุ แรงทางตรงดว้ ยเช่นกัน

11

ด้านที่ 2 ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structure Violence) เป็นความรนุ แรงทีม่ ี
ระบบโครงสร้างทางสังคมเป็นตัวการใหญ่หรืออาจเป็นตัวแทนจากรัฐ/องค์กรเป็นผู้กระทา
โ ด ย จ ะ ดา ร ง อ ยู่ใ น รูป แ บ บ ข อ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร ที่แ ส ด ง ถึง ก า ร มีอ ยู่ข อ ง อา น า จ ท า ง สัง ค ม อัน
ปรากฏเป็นฐานะตาแหน่งที่ต่างกัน โดยสะท้อนออกมาในรูปแบบของอานาจที่ไม่เสมอภาค
นามาซึ่งการได้รับโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน ทาให้คนในสังคมรู้สึกคุ้นชินกับการได้เปรียบ
เสียเปรียบ หรือการบังคับควบคุมกดขี่ อันมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ หรือจิตวิญญาณของ
ผู้ถูกกระทา และยังก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างศักยภาพของมนุษย์ (Potentiality) กับสิ่งที่มนุษย์
เป็นอยู่จริง (Actuality) โดยมีสิ่งที่จะเข้ามาส่งเสริม สนับสนุน หรือรักษาช่องว่างระหว่างศักยภาพ
ของมนุษย์กับสิ่งที่มนุษย์เป็นอยู่จริงไว้ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยวที่อาจเป็น
การข่มเหง รังแก หรือย่ายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสตรี ปัญหาการกีดกันและแบ่งแยก
ปัญหาความยากจน เป็นต้น ความรุนแรงในด้านนี้ Johan Galtung เรียกว่า ความอยุติธรรมทาง
สังคม (Social Injustice) (อุษณีย์ ธโนศวรรย์ และศรชี ัย พรประชาธรรม, 2553, หนา้ 227-228)
ดังน้ัน การจะทาความเข้าใจถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structure Violence) ได้น้ัน จาเป็น
จะต้องศึกษาโดยผ่านรูปแบบความสัมพันธ์ของภาษา ศัพท์ และวาทกรรมอันถูกสร้างขึ้นมา
เพื่อที่จะให้เกิดการยอมรับถึงความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม

ด้านที่ 3 ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural Violence) เป็นความรุนแรงที่อยู่ใน
ความเชื่อ อันยึดถือในสังคม โดยที่สังคมนั้นให้การยอมรับความรุนแรงประเภทต่าง ๆ เช่น
การชกมวย การทุบตีภรรยา เป็นต้น ถึงแม้ว่าการกระทาจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่จะทาให้คน
เข้าใจหรือเชื่อว่าเป็นสิ่งปกติที่ดารงอยู่ในสังคมและเป็นสิ่งที่มีและเป็นมาตั้งแต่ในอดีต จึงต้อง
ยอมรับกันต่อ ๆ ไป ดังนั้น จึงเป็นการชี้ให้เห็นถึงการให้ความชอบธรรมกับความรุนแรงทั้ง
ทางตรงและเชิงโครงสร้าง หรืออย่างน้อยก็สร้างความยอมรับให้กับการใช้ความรุนแรงว่าไม่ใช่
สิ่งผิด วิธีการทางานของความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมวิธีหนึ่ง คือ การสร้างเง่ือนไข เหตุผล
สนับสนุนในการกระทาที่รุนแรงกลายเป็นสิ่งจาเป็นหรือการทาให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่
ยอมรับได้หรอื ยงั คงอยู่ได้ในสังคม

การศึกษาการใช้ความรุนแรงจึงมีความเกี่ยวข้องกับปัญหา 2 ส่วน คือ การใช้
ความรุนแรงและการทาให้การใช้ความรุนแรงนั้นถูกต้อง การศึกษาความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม
ทั้งในรปู ของความรนุ แรงทางตรงและความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ทีถ่ กู ทาให้เป็นสิ่งที่ถกู ต้องตาม
กฎหมายและเปน็ สิ่งทีย่ อมรบั ได้ในสงั คม

12

ความรุนแรงทางตรง
-ฆ่า ทาร้ายรา่ งกาย
-สงคราม
-การด่าทอหรอื ทาให้ได้รบั
ความเจบ็ ปวดทางรา่ งกายและจิตใจ

ความรุนแรงรปู ธรรม

ความรนุ แรงนามธรรม/จับต้องไม่ได้
ยาก

ความรนุ แรงเชิงวัฒนธรรม ความรนุ แรงเชิงโครงสรา้ ง
-ความเกลียดชัง -การกีดกันและแบง่ แยก
-การลดศักดิศ์ รีความเปน็ มนุษย์ -ปัญหาความยากจน
-การดูถกู ทางภาษา ศาสนา เชอ้ื ชาติ -โสเภณี
อดุ มการณ์ -ครูฝ่ายปกครองลงโทษนักเรียน
-การประหารชีวิตจากรัฐ

ภาพ 2 แสดงการเชือ่ มโยงมิติของความรุนแรง ของ Johan Galtung

ทม่ี า: ประยุกต์จาก Johan Galtung, 1996, p.72 อ้างองิ ใน วชั รนิ ทร์ แก่นจนั ทร์, 2560, หนา้ 12

การเชื่อมโยงมิติของความรุนแรง (Relating Three Types of Violence) Johan
Galtung ใช้รูปสามเหลี่ยมโยงความรุนแรงท้ัง 3 ด้านเข้าด้วยกัน โดยเห็นว่าสามเหลี่ยมความ
รุนแรงตั้งอยู่บนฐานอันประกอบด้วย ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมและความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
ทาให้ความรุนแรงทางตรงอยู่ด้านบน ซึ่งจะสามารถจะสะท้อนที่มาให้เห็น คือ ความรุนแรงเชิง
โครงสรา้ งและความรนุ แรงเชิงวัฒนธรรม เป็นฐานใหเ้ กิดความรุนแรงทางตรง (Direct Violence)
เป็นเหตกุ ารณ์ (Event) ส่วนความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structure Violence) และความรนุ แรงเชิง
วัฒนธรรม (Cultural Violence) เป็นขบวนการ (Process) ซึ่งจะเป็นตัวส่งผ่านให้เกิดความชอบธรรม
ในการใชค้ วามรนุ แรงด้วย (วชั รนิ ทร์ แก่นจนั ทร์, 2560, หนา้ 12-13)

13

ดังนั้น ความรุนแรงจึงสามารถจาแนกได้ 3 ด้าน คือ ความรุนแรงทางตรง
(Direct Violence) เป็นความรุนแรงที่ปรากฏให้เห็นชัดเจน ซึ่งเป็นการทาร้ายร่างกายและจิตใจ
โดยที่ผลของการทาร้ายที่ร้ายแรงที่สุด คือ การสูญเสียชีวิต ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
(Structure Violence) เป็นความรุนแรงที่ต้องอาศัยระบบโครงสร้างทางสังคม การแบ่งอานาจ
การได้เปรียบ เสียเปรียบ และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural Violence) เป็นความรุนแรง
ที่อยู่ในวัฒนธรรม ความเชื่อ ของคนในสังคม ซึ่งความรุนแรงในแต่ละด้านสามารถส่งผ่านไป
ด้านอ่นื ได้ ทาให้ความรุนแรงทางตรงเกิดการยอมรบั

นิทานพื้นบ้าน
1. ความหมายของนิทานพื้นบ้าน
ประเทือง คล้ายสุบรรณ์ (2531, หน้า 62) ได้กล่าวว่า นิทานพื้นบ้าน เป็นเร่ืองราว

ที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง โดยมีการผูกเร่ืองขึ้นแล้วเล่าสู่กันฟังด้วยถ้อยคาธรรมดาเป็นภาษา
ร้อยแก้วซึ่งอาจมีความแต่งต่างในเร่ืองของสานวนภาษาแต่ละท้องถิ่น ในทานองเดียวกัน
ประมวล พิมพ์เสน (2542, หน้า 3) ก็ได้ให้ความหมายของนิทานพื้นบ้านไว้เช่นเดียวกันว่า
เป็นเรือ่ งราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรอื มีการเขียนไว้ตามหนังสอื ผกู ต่าง ๆ ทีไ่ ม่ใชเ่ รือ่ งราวในปัจจุบัน
อาจเป็นเร่ืองที่มีความยาวหรือส้ันก็ได้ ดังทัศนะของ กิ่งแก้ว อัตถากร (2520, หน้า 284) ที่ได้
เสนอไว้ในเชิงนักคติชนวิทยาว่า

นิทานเป็นเร่ืองเล่าสืบต่อกันมา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ใช้เวลา ในการ
ถ่ายทอดหรือถ่ายทอดด้วยวิธีมุขปาฐะก็ได้ แต่บางส่วนได้รับการบันทึกไว้แล้ว เช่น
บันทึกไว้ในสมุดข่อยหรือในหนังสือบุด หรือบันทึกไว้โดยที่พวกเราได้ไปทาการบันทึก
มานี้ เป็นเพียงหลักฐานเท่านั้น แต่การถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง ถือว่า
คาพูดเป็นสิ่งสาคัญ ไม่ใช่การถ่ายทอดโดยหนังสือเหมือนอย่างหนังสืออ่านในปจั จบุ นั
หรอื เหมอื นกับวรรณคดีแบบฉบับ

นิทานพื้นบ้านเป็นเร่ืองเล่าสืบต่อกันมาซึ่งมีทุกชาติทุกภาษา โดยมีจุดมุ่งหมาย
สาคัญเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสอดแทรกคติธรรมเพื่อสั่งสอนไปด้วย คนจึงนิยมใช้
นิทานเป็นเคร่ืองมือในการอบรม สั่งสอนกันมาแต่โบราณกาล ซึ่งถือเป็นการปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรม และความเชื่อต่าง ๆ ให้กับคนในสังคม ดังน้ัน นิทานจึงเปรียบเสมือนเคร่ืองมือที่ช่วย
ให้มนุษย์รจู้ กั และเข้าใจสภาพชวี ิตของมนุษย์ได้ดียิ่งขนึ้ (กุหลาบ มัลลิกะมาส, 2507, หนา้ 4)

14

ในขณะที่ กรมศิลปากร (2546, หน้า 5) ซึง่ ได้อธิบายความหมายของนิทานพ้ืนบ้าน
ไว้ในหนังสือนิทานชาวบ้าน ภาค 1-4 ว่า นิทานชาวบ้านเป็นเร่ืองราวที่บุคคลในท้องถิ่นต่าง ๆ
แต่งขึน้ และเล่าสืบต่อกนั มาเป็นเวลาช้านาน บางเรอ่ื งแต่งขึ้นเพื่ออธิบายคาพังเพยเก่า ๆ ของไทย
โดยมีลกั ษณะเชน่ เดียวกันกับวรรณกรรมโดยท่ัวไป คือ มีความมงุ่ หมายเพือ่ เป็นเครื่องบันเทิงใจ
และยังสอดแทรกคติธรรม จริยธรรม ความเชื่อ ของกลุ่มชน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุม
จริยธรรมของสังคมนั้น ตลอดจนสั่งสอนให้บุคคลกระทาความดี เช่น มีความซื่อสัตย์สุจริต
กตัญญูกตเวที เอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ เป็นต้น นอกจากนี้ นิทานพื้นบ้านยังสามารถสะท้อนภาพสังคม
ในยุคสมัยนั้นได้อีกด้วย ดังคากล่าวของ พระยาอนุมานราชธน ว่า “วรรณคดีหรือวรรณกรรม
เป็นดังแว่นฉายแห่งโบราณคดี ส่องให้เราเห็นประเพณีความนิยมและความเป็นไปสมัยก่อน”
(พระยาอนุมานราชธน, 2516, หน้า 138)

จากความหมายของนิทานพื้นบ้านข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า นิทานพื้นบ้านเป็น
เร่ืองเล่าของกลุ่มชาวบ้านที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง ในรูปแบบ “มุขปาฐะ”
ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง และภายหลังมีการบันทึกไว้เป็น “ลายลักษณ์อักษร” อาจเป็นเร่ืองที่
แฝงความจริงอยู่บ้างหรืออาจเป็นเร่ืองที่สมมุติขึ้น โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นเคร่ืองบันเทิงใจ
หรอื อาจใชเ้ ปน็ เครื่องมอื อบรมสั่งสอนคนในสงั คมให้กระทาความดี

2. ลักษณะของนิทานพ้ืนบา้ น
นิทานพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่นน้ัน ย่อมมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทของ

พืน้ ที่นั้น ๆ ซึ่งนักวิชาการได้กล่าวถึงลกั ษณะของนทิ านพืน้ บ้านไว้ ดงั น้ี
กิ่งแก้ว อัตถากร (2519, หน้า 12) อธิบายว่า นิทานพื้นบ้านมีลักษณะสาคัญ คือ

เล่ากันด้วยปากโดยใช้ถ้อยคาธรรมดา ที่เป็นภาษาร้อยแก้วสืบกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่ต่อมา
ในระยะหลังเมอ่ื การเขียนเจริญข้ึน จงึ มีการเขียนบันทึกตามเค้าเดิมและไม่อาจสืบได้วา่ คนทีเ่ ล่า
ด้ังเดิมเป็นใคร อ้างเพียงแต่ว่า เป็นของเก่าฟังมาจากบุคคลสาคัญในอดีตเล่า ซึ่งสอดคล้องกับ
เจือ สตะเวทิน (2517, หน้า 46) ที่ได้กล่าวถึงลักษณะของนิทานพื้นบ้านไว้ว่า ต้องเป็นเร่ืองราว
ที่เล่ากันด้วยปากต่อปากเป็นภาษาร้อยแก้วและต้องแสดงความคิดหรือความเชื่อของชาวบ้าน
รวมไปถึงมลี ักษณะเป็นเรือ่ งราวทีม่ คี ติจงึ จะถือว่าเปน็ นิทาน

ในขณะที่ ผ่องพันธ์ุ มณีรัตน์ (2525, หน้า 111) ได้อธิบายลักษณะของนิทานพื้นบ้าน
ไว้ว่า มนุษย์น้ันรู้จักการเล่านิทานมาเป็นเวลาช้านาน นับต้ังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และได้
เล่าเอาไว้ทุกประเภท การเล่านิทานนั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสมัยที่ยังไม่มี
ตัวหนังสือ นิทานเหล่านี้ถูกถ่ายทอดทางปากต่อปากสืบต่อ ๆ กันมา เมื่อมีตัวหนังสือแล้วจึงมี
การเขียนบันทึกเร่ืองราวต่าง ๆ ลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยที่นิทานน้ันจะสะท้อนให้เห็นถึง

15

ทัศนคติของปัจเจกบุคคลและกลุ่มคนที่เปลี่ยนแปลงไปเร่ือย ๆ ยิ่งเป็นเร่ืองที่แพร่หลายมาก
ก็ยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่า นิทานชาวบ้านไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ถ้ายังคงมี
การเล่าสู่กันฟังอยู่ นิทานชาวบ้านจะมีรูปแบบตายตัวก็ต่อเม่ือไม่มีการเล่านิทานเร่ืองน้ัน ๆ อีก
หรือมีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นิทานชาวบ้านแบบนี้จะมีลักษณะที่แข็งกระด้าง
และไม่ดึงดดู ใจ ผดิ จากนิทานทีย่ งั คงถ่ายทอดโดยวิธีมขุ ปาฐะ

จากลักษณะของนิทานพื้นบ้านข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ลักษณะของนิทาน
พื้นบ้านแต่เดิมนั้นเป็นเร่ืองเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาด้วยภาษาร้อยแก้ว ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้เล่า
คนแรกหรือใครเป็นผู้แต่ง มีการเขียนบันทึกเร่ืองราวต่าง ๆ ลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรใน
ภายหลัง ซึ่งในนิทานมีเนื้อเร่ืองที่แฝงความคิด ความเชื่อของชาวบ้าน รวมไปถึงแฝงข้อคิดที่
น่าสนใจ ซึ่งสามารถนามาใช้เป็นเครือ่ งมอื ในการอบรมส่ังสอนได้

3. ประเภทของนิทานพื้นบ้าน
ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง นิ ท า น มี ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ขึ้ น อ ยู่ กั บ ก า ร ป รุ ง แ ต่ ง ใ น แ ต่ ล ะ พื้ น ที่

นักวิชาการที่ได้รวบรวมและศึกษาเกี่ยวกับนิทาน ได้จัดแบ่งนิทานออกเป็นหลายประเภทตาม
เกณฑท์ ีต่ า่ งกนั ดงั น้ี

ผ่องพันธ์ุ มณีรัตน์ (2525, หน้า 114) ได้กล่าวว่า ในยุคสมัยแห่งการเริ่มศึกษาคติ
ชาวบ้านนั้น นักคติชนแบ่งนิทานออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ นิทานปรัมปรา (Fairy Tale)
แสดงถึงการพยายามหลีกหนีจากความเป็นจริง และเทพนิยาย (Myth) เป็นเร่ืองที่ชาวบ้าน
ยอมรับความจริง เน่ืองจากนิทานทั้งสองประเภทนี้สะท้อนทัศนคติเริ่มแรกของมนุษย์ หลังจากนั้น
มีการแบ่งนิทานออกเป็นหลายประเภทเพิม่ มากขึ้น

ดงั ที่ บุญเกิด รัตนแสง (2533, หน้า 99-100) ได้แบ่งนิทานออกเป็น 4 ประเภท ดงั นี้
1. นิทานทีเ่ ปน็ เร่อื งเล่าเทพนิยาย เปน็ นิทานที่ตวั ละครมคี วามพิเศษกว่าคนธรรมดา
เชน่ มีอาวธุ สามารถล่องหนหายตัวหรือเนรมติ แปลงกายตามที่ต้องการได้ เป็นต้น
2. นิทานที่เป็นเร่ืองอิงชีวิตจริง หรือที่เรียกว่า นิทานชีวิต เป็นนิทานที่มีลักษณะ
การดาเนินเร่ืองตามชีวิตจริง ชี้ให้เห็นสถานภาพของบุคคลแต่ละชนชั้นว่าย่อมมีความแตกต่างกัน
รวบรวมลักษณะวิถีชีวติ ของคนในสมัยนั้นเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน
3. นิทานที่เป็นเร่ืองเล่าอธิบายเหตุ เป็นนิทานที่สามารถอธิบายสาเหตุของ
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ เชน่ หวั หมทู าไมคู่กับนา ทาไมจึงนาหอยมาใช้ในงานมงคล เปน็ ต้น
4. นิทานที่เป็นเร่ืองเล่าศาสนูปกรณ์ เป็นนิทานคติธรรมที่มีเค้าเร่ืองมาจากนิทาน
ชาดกในพระพุทธศาสนา

16

ในขณะที่ กุหลาบ มัลลิกะมาส (2518, หน้า 106-109) ได้แบ่งประเภทนิทานตาม
รปู แบบของนทิ านไว้ 5 ประเภท ดงั น้ี

1. นิทานปรัมปรา (Fairy tale) เป็นนิทานที่มีลักษณะเป็นเร่ืองที่ค่อนข้างยาว ซึ่งมี
สารัตถะประกอบกันหลายสารัตถะ ซึ่งเป็นเร่ืองที่สมมุติว่าเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่ง ใช้อิทธิฤทธิ์
ปาฏิหาริยม์ ีสว่ นในการประกอบเรื่อง ตัวเอกของเรอ่ื งเป็นผู้มคี ณุ สมบตั ิพเิ ศษ เชน่ เป็นผู้มอี านาจ
มีบญุ หรอื มีฤทธิ์เดช เปน็ ต้น

2. นทิ านท้องถิ่น (Local tale) เปน็ นิทานเกีย่ วกบั ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ความเชื่อ
คตินิยม หรือโชคลาง อันเป็นพื้นฐานของคนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีขนาดส้ันกว่านิทานปรัมปรา
ถึงแม้ว่าจะมีเร่ืองที่แปลกจากความเป็นจริงอยู่บ้าง แต่ก็ยังเชื่อว่า เกิดขึ้นจริงหรือมีเค้าแห่ง
ความจริง ได้แก่ นิทานประเภทอธิบาย นิทานเกี่ยวกับความเชื่อ นิทานเกี่ยวกับสมบัติ นิทาน
วีรบุรุษ นิทานคตสิ อนใจ และนิทานเกีย่ วกบั นกั บวชตา่ ง ๆ ซึ่งเป็นเรือ่ งเกีย่ วกับอภนิ ิหารผู้บวช

3. นิทานเทพนิยาย (Myth) เป็นเรื่องเกีย่ วกบั เทพ เทวดา นางฟ้า หรอื เจ้าป่าเจ้าเขา
เทพนิยายเหล่านีม้ ักมีส่วนสัมพนั ธ์กบั ความเชือ่ ทางศาสนาและพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา

4. นิทานเรื่องสัตว์ (Animal tale) มีตัวเอกของเร่ืองเป็นสัตว์ แต่สมมุติว่า มีความคิด
และการกระทาเหมือนมนุษย์ อาจแสดงให้เห็นความฉลาด ความโง่เขลา หรือความขบขัน มักมีคติ
สอนใจอยู่ดว้ ย ได้แก่ นิทานประเภทสอนคติธรรม และนิทานประเภทเล่าซ้าหรือเล่าไม่รู้จักจบ
มักมีเนื้อเร่ืองและวิธีเล่าแบบจาเพาะ

5. นิทานตลกขบขัน (Jest) มักเป็นเร่ืองทีม่ ีความยาวไม่มากนัก จุดสาคัญอยู่ที่เรื่อง
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ อาจเป็นเร่ืองเกี่ยวกับความโง่เขลาและคดโกง การแสดงไหวพริบการพนัน
การเดินทาง หรอื การผจญภยั

ในทานองเดียวกัน วาสนา เกตุภาค (2521, หน้า 56-58) ยังได้แบ่งประเภทของ
นิทานตามลกั ษณะเนือ้ หาออกเป็น 7 ประเภท ดงั น้ี

1. นิทานปรัมปรา (Fairy Tale or Household Tale) เป็นนิทานที่มีขนาดยาว ไม่ระบุ
สถานที่ไว้แน่นอน เป็นเร่ืองของตัวละครที่กล้าหาญ สามารถเอาชนะศัตรูได้ครองเมืองและ
แต่งงานกับเจ้าหญิง เช่น เร่ืองซินเดอเรลลา สโนไวท์ แฮนเขต และกรีเทล หรืออย่างนิทานไทย
เรื่องปลาบู่ทอง นางสบิ สอง เปน็ ต้น

2. นทิ านสมยั ใหม่ (Novella) มีลกั ษณะทีใ่ กล้เคียงกับนิทานปรัมปรา มกั เป็นนิทานที่
เล่ากันแถบตะวันออก เร่ืองที่รู้จักกันแพร่หลาย เช่น นิทานอาหรับราตรี การผจญภัยของซินแบด
เป็นต้น นิทานประเภทนี้มพี ฤติกรรมของตวั ละครคล้ายกับชีวติ จรงิ

17

3. นิทานวรี บุรุษ (Hero tale) เปน็ นิทานทีม่ เี รือ่ งราวเนือ้ หาเกีย่ วกับการผจญภัยของ
ผู้กล้าหาญและมักจะมีฤทธิ์ อานาจเหนือมนุษย์ธรรมดา เช่น เฮอร์คิวลิส เป็นต้น นิทานประเภทนี้
มักเปน็ เรือ่ ง บรรพบุรษุ ในยุคต้น ๆ หรือในยุควีรบุรษุ (Heroic Age)

4. นิทานท้องถิ่น (Legend) หากเป็นนิทานท้องถิ่นใด ก็มักจะเป็นเร่ืองเกี่ยวกับ
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ตานาน และการอพยพโยกย้ายของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น เร่ืองราว
เกี่ยวกับ ความเชื่อผีสาง หรือที่มาของสถานที่ในสมัยโบราณมีเรือโจรสลัดล่มที่บริเวณน้ัน และ
หบี ทรัพย์สมบัติ 7 ใบ จมหายลงไปในทีน่ นั้ จงึ ได้ชื่อวา่ สตั หบี ซึง่ หมายถึงหบี เจ็ดใบ เป็นต้น

5. เทพนิยาย (Wyth) คาว่า Myth มักจะมีการเข้าใจสับสนไม่ตรงกัน เพราะเป็นคา
ที่ใช้มานานและใช้ในหลายความหมายซึ่งแตกต่างกัน ในหนังสือ The Folktale จะใช้ใน
ความหมายที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งอันเป็นที่เคารพสักการะในทางศาสนา เทวดา นางฟ้า
หรือตัวละครซึ่งเป็นกึ่งเทพ นิทานประเภทนี้ มักจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ
ทางศาสนา เชน่ เรือ่ งท้าวมหาสงกรานต์ เปน็ ต้น

6. นิทานเกี่ยวกบั สตั ว์ (Animal tales) เปน็ นิทานทีม่ ตี ัวละครเป็นสัตว์ แตม่ ีความคิด
และการกระทาคล้ายมนุษย์ นิทานประเภทนี้ยังแยกเป็นประเภทย่อยได้ 2 ประเภท คือ นิทาน
เกี่ยวกับคติธรรม (Fable) มีจุดมุ่งหมายจะสั่งสอนศีลธรรม จรรยาแก่ผู้ฟัง ผู้อ่าน ได้แก่
นิทานอีสป และปัญจตันตระ และนิทานประเภทเล่าช้าหรือเล่าไม่รู้จบ (Cumulative) มีเนื้อเรื่อง
และวิธีเล่าเป็นแบบเฉพาะบางทีก็เรียกว่า นิทานเข้าแบบ (Formula tale) เช่น เร่ืองยายกะตา
ปลกู ถ่วั ปลูกงาให้หลานเฝา้ เป็นต้น

7. นิทานตลก (Jest or Humorous Anecdote or Merry tale) สาระสาคัญของนิทาน
ประเภทนี้เพื่อสร้างอารมณ์ขัน อาจเป็นเร่ืองของความโง่เขลา เช่น เร่ืองม้าราคาดี คนราคาดี
หรอื เรือ่ งของความฉลาดแกมโกงอย่างเรื่อง ศรธี นญชยั เป็นต้น

นอกจากนี้ กิ่งแก้ว อัตถากร (2519, หน้า 12-14) ก็ได้จาแนกรูปแบบของนิทานไว้ 8
ประเภท ดงั น้ี

1. นิทานเทพนิยาย ขนาดของเร่ืองค่อนข้างยาว ประกอบด้วยหลายอนุภาคหลายตอน
ฉากแดนสมมุติหรือแดนในฝัน การพรรณนามักวิจิตรพิสดาร ตัวละครในเร่ืองมีความเก่งกล้า
สามารถผจญอปุ สรรค พบเจ้าหญิงแล้วครองรักกัน เชน่ สโนไวท์ ซินเดอเรลลา เป็นต้น

2. นิทานชีวิต ขนาดของเร่ืองค่อนข้างยาว ประกอบด้วยหลายอนุภาคหลายตอน
ใช้ฉากแดนชีวิตจริงที่บ่งบอกถึงสถานที่และเวลาไว้เด่นชัด ตัวละครในเร่ืองมีการต่อสู้กัน แล้ว
ครองรักกันในที่สดุ เช่น นิทานชุดอาหรับราตรี ชุดเดคาเมลอน ของ โบคัชซิโอ นิทานทรงเครื่อง
ของไทย เป็นต้น

18

3. นิทานวรี บุรษุ ขนาดของเรื่องค่อนขา้ งยาว ประกอบด้วยหลายอนุภาคหลายตอน
ฉากเป็นชีวิตจริง ลาดับเหตุการณ์ ตัวละครวีรบุรุษในเร่ืองมีการผจญภัยต่อสู้หลายเหตุการณ์
เปน็ อนุกรม เชน่ การผจญภัยของเฮอคิวลิส เป็นต้น

4. นิทานประจาท้องถิ่น ขนาดของเร่ืองแล้วแต่กรณี ฉากแดนชีวิตจริง ตัวละคร
ในเร่ืองเป็นมนุษย์ ผี เทวดา และสัตว์ที่มีการกระทาและมีความสาคัญของบุคคลในท้องถิน่ หรอื
อานาจผีสางเทวดา เชน่ เมืองลบั แล เจ้าแมส่ ร้อยดอกหมาก เป็นต้น

5. นิทานอธิบายเหตุผล ขนาดของเร่ืองค่อนข้างสั้น ฉากแดนชีวิตจริง ตัวละครใน
เร่อื งเปน็ มนุษย์ เทวดา หรอื สัตว์ทีส่ ามารถตอบคาถามทีว่ ่าทาไม เพือ่ อธิบายความเป็นมาของสัตว์
บุคคล สิ่งของ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น ทาไมจึงเกิดจันทรคราส ทาไมมดตะนอยจึงเอว
คอดกิ่ว เปน็ ต้น

6. นิทานตานานและเทวปกรณ์ ขนาดของเรื่องค่อนข้างยาว ประกอบด้วย
หลายอนุภาคหลายตอน ใช้ฉากแดนชีวิตจริง ตัวละครในเร่ืองเป็นจักรวาล มนุษย์ เทวดา สัตว์
หรือสิ่งของที่แสดงถึงต้นกาเนิดของจักรวาล โลกมนุษย์ สัตว์ สิ่งของกับเร่ืองด้วยโครงสร้าง
ความสัมพันธ์ กฎเกณฑ์ ตลอดจนคุณและโทษของพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น พระพิฆเณศวร์
พระมนูกบั น้าท่วมโลก เปน็ ต้น

7. นิทานเร่ืองสัตว์ ขนาดของเร่ืองค่อนข้างส้ัน ใช้ฉากแดนชีวิตจริง ใช้สัตว์เป็นตัวเอก
ที่แสดงถึงพฤติกรรมของสัตว์น้ัน ๆ หากเล่าเปรียบเทียบกับมนุษย์เพื่อให้คติสอนใจเรียกว่า
นิทานอุทาหรณ์ เช่น ราชสีห์กับนกกันทคลกะ สุนัขจ้ิงจอกกับนกกระสา เป็นต้น

8. นิทานมุขตลก ขนาดของเร่ืองยาวเป็นตอน ฉากแดนชีวิตจริง ตัวละครเป็นคน
ทุกประเภท ที่แสดงถึงเหตุการณ์ขัดแย้งที่ผู้ฟังมองด้วยอารมณ์ขัน ไม่ถือโทษ เช่น ศรีธนญชัย
เรือ่ งประเภทตาเถรยายชี เป็นต้น

จากประเภทนิทานพื้นบ้านที่กล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า การจาแนกนิทานพื้นบ้าน
โดยใช้ลกั ษณะเนือ้ หาเป็นเกณฑ์ สามารถจาแนกได้ 8 ประเภท ได้แก่ นิทานเทพนิยาย เปน็ เรื่อง
ทีเ่ กีย่ วกบั การใชอ้ ิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริยห์ รอื ตวั เอกของเรอ่ื งเป็นผมู้ ีคณุ สมบัติพิเศษ นิทานสมยั ใหม่
เป็นเร่ืองที่มีลักษณะเกี่ยวกับชีวิตจริง นิทานอธิบายเหตุผล เป็นเร่ืองที่สามารถอธิบายสาเหตุ
ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ นิทานศาสนา เป็นนิทานที่ให้แง่คิดคติธรรมคาสอนในการใช้ชีวิต
นิทานสัตว์ เป็นเร่ืองที่มีเน้ือหาเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ ซึ่งอาจมีความคิดและการกระทา
คล้ายกับมนุษย์ นิทานตลก เป็นเร่ืองที่สร้างอารมณ์ขัน อาจแสดงถึงความโง่เขลา คดโกง หรือ
การแสดงไหวพริบต่าง ๆ และนิทานท้องถิ่น เป็นเร่ืองที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจน
ตานาน ความเชือ่ ต่าง ๆ อนั เปน็ พืน้ ฐานของคนในแตล่ ะท้องถิ่น

19

เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้อง
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเร่ือง ความรนุ แรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทานพื้นบ้าน และเอกสารและ
งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้องกบั ความรนุ แรง ดงั น้ี

1. เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั นิทานพื้นบ้าน
ในการวิเคราะหแ์ ละสงั เคราะหเ์ อกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบั นิทานพ้ืนบ้านน้ัน

พบประเด็นทีม่ กั จะศึกษาคล้ายกันตามแบบฉบบั กล่าวคือ มกั จะศึกษาเกีย่ วกับคาศัพท์ รปู แบบ
การนาเสนอ เนื้อหา ลกั ษณะของตัวละคร ดงั งานวิจัยของ รุ่งนภา วาวงศม์ ูล (2551) การวิเคราะห์
ความหมายคาศัพท์ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านไทย ซึ่งได้ศึกษาและจาแนกคาศัพท์ออกเป็น
หมวดหมู่ตามวัฒนธรรมและจัดกลุ่มคาศัพท์ตามความหมายได้ 4 กลุ่ม คือ ความหมายเชิงอุปมา
ความหมายแฝง ความหมายตามบริบท และความหมายโดยตรง ส่วน สุภัทรา บุญปัญญโรจน์
และเสาวลักษณ์ อนันตศานต์ (ม.ป.ป.) การวิเคราะห์ด้านมืดของตัวละครในนิทาน ซึ่งมีอิทธิพล
ต่อผู้อ่านและผู้ฟัง โดยแสดงออกมาจากตัวละครในเร่ือง ซึ่งนิทานได้ตีความหมายของสภาพ
ความเป็นจริงด้านจิตใจของมนุษย์ในรูปแบบของจินตภาพ ตัวละคร และเหตุการณ์ที่จริงจัง
มองเห็นได้ชัดเจน การศึกษาเร่ืองนี้จะช่วยให้มนุษย์ยอมรับและกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่
เกิดขึ้น จนสามารถควบคุมและเอาชนะกับปัญหาเหล่านั้นได้ ในขณะที่ กฤษณา แดนสีแก้ว
(2559) นทิ านพืน้ บ้านอาเภอโกสมุ พิสยั : การศกึ ษาเชงิ คตชิ น มุ่งวิเคราะหก์ ลวิธีการนาเสนอของ
นิทานพื้นบ้านอาเภอโกสุมพิสัย โดยพิจารณาจากองค์ประกอบของนิทาน ได้แก่ โครงเร่ืองและ
แก่นเร่ือง ซึ่งเน้ือหาของนิทานยังสะท้อนโลกทัศน์ของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่คล้ายกับ เอื้อมพร
จรนามล (2556) โลกทัศน์ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านไทลื้อ อาเภอเชียงคา จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏ
โลกทัศน์เร่ืองคติสอนใจ ความเชื่อ ธรรมชาติ สุขภาพ รวมท้ังโลกทัศน์เร่ืองกลุ่มชาติพันธุ์ อันเป็น
เอกลักษณ์ของคนพื้นถิ่น ในทานองเดียวกัน สุกัญญา ตั้งเรืองเกียรติ (2545) การวิเคราะห์
รปู แบบและเนือ้ หาของนทิ านพืน้ บ้านไทยบนสื่ออินเตอร์เน็ต สรุ นี แก้วกลม (2549) การปริวรรต
และวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านอีสาน กรณีลาท้าวเสื้อเน่า ฉบับวัดอโนดาษ บ้านหนองแดง อาเภอ
ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี และยุพดี ยศวริศสกุล (2560) การศึกษานิทานพื้นบ้าน
มุสลิมในจังหวัดปัตตานี ซึ่งงานวิจัยทั้ง 3 เร่ือง ชี้ให้เห็นว่า เน้ือหาของนิทานมีคุณค่า มุ่งสอนเร่ือง
การทาความดี และสามารถอยู่ร่วมกนั ได้อย่างมีความสุข แตร่ ายละเอียดอาจมีความแตกต่างใน
บางประเด็น คือ เนื้อหางานวิจัยของสุรนี มีการสอนผู้ที่มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง ต้องปฏิบัติ
ตามฮีตคลองแต่โบราณ ผ่านการประพันธ์ในรูปแบบกลอนหรือโคลงสาร นอกจากนี้ยังสะท้อน
ให้เหน็ ถึงขนบธรรมเนยี มประเพณีอันเป็นพืน้ ฐานความมัน่ คงทางวฒั นธรรมของท้องถิน่ อีกด้วย

20

สอดคล้องกับงานวิจัยของ อารีย์ ทองแก้ว (2547) ภาพสะท้อนของนิทานพื้นบ้านเขมร
บ้านสะเดา ตาบลนาบัว อาเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และอัจฉราวรรณ ชัยมงคล (2555) นิทาน
พื้นบ้านของชาวตาบลโกรกกราก อาเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ของครอบครัวแบบชาวบ้าน ที่พึ่งพาตนเองโดยอยู่ร่วมกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยต้ังอยู่บนพื้นฐานความขยันหม่ันเพียร ตลอดจนพบ
พิธีกรรม ความเชื่อในด้านการนับถือผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เร่ืองกฎแห่งกรรมที่ยึดม่ันตามแนวทาง
ของพระพุทธศาสนาที่ใช้อบรมสั่งสอนคนในสงั คมไทยทุกชนช้ัน ซึ่งในประเด็นความเชอ่ื น้ันก็ยังมี
ผู้สนใจศึกษาผ่านนิทานพื้นบ้านอยู่เช่นกัน ดังงานวิจัยของ วิจิตรา ขอนยาง (2532) การศึกษา
ประเพณีจากวรรณกรรมนิทานพื้นบ้านอีสาน ที่มุ่งศึกษาความคิด ความเชื่อผ่านนิทาน
เช่นเดียวกับ นภัสวรรณ สุภาทิตย์ (2553) ไสยศาสตร์ในนิทานพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี: ความเชื่อ
ทีย่ งั ปรากฏอยู่ และปทั มาวดี วงษ์เกิด (2555) การวิเคราะหค์ วามเชื่อเชิงมายาคติเกี่ยวกับช้างที่
ปรากฏในนิทานพื้นบ้านไทยกูย จังหวัดสุรินทร์ ความเชื่อที่เกิดขึน้ มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากบั ยุค
สมัยปัจจุบันซึ่งยังมีพื้นฐานความเชื่อเดิมอยู่ โดยมีการถ่ายทอดความเชื่อสู่เยาวชนผ่านวิธีการเล่า
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความเชื่อหรือไสยศาสตร์ คนบางคนหรือบางกลุ่มต้องการที่พึ่งทางใจ หรือ
หาทางออกสาหรับปัญหาที่คนไม่สามารถแก้ไขได้ คนมักจะโยงเคราะห์กรรมน้ันไปสู่อานาจผีสาง
เทวดา ให้ช่วยปัดเป่าแก้ไข ดังนั้น การปฏิบัติความเชื่อเร่ืองไสยศาสตร์จึงช่วยแก้ปัญหาหรือ
อย่างนอ้ ยกช็ ่วยลดความกังวลใจและยังคงเป็นสิง่ ที่แอบแฝงอยู่ในการดารงชีวิตของคนทุกชนชั้น
ทุกฐานะ ทุกเพศ ทุกวัย ถึงแม้ว่าสังคมจะมีความเจริญทางเทคโนโลยีแล้วก็ตาม นอกจากนี้
ปรียาลักษณ์ เมฆขุนทด (2553) การวิเคราะห์ภาพสะท้อนสังคมในนิทานพื้นบ้านของจังหวัด
กาแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และสุโขทัย ยังสะท้อนภาพการดารงชีวิต เศรษฐกิจ
ครอบครัว ความเชื่อในเร่ืองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ ของขลัง ภูตผีปีศาจ ตลอดจนความเชื่อ
เร่ืองนรกสวรรค์ และความเชื่อเร่ืองฤกษ์ยาม และอีกประการหนึ่งยังแสดงถึงค่านิยมในเร่ือง
คณุ ธรรมจริยธรรมของคนในสังคมเชน่ เดียวกันกับ ปารียา รอดเรืองฤทธิ์, สภุ าณี ปัจจแก้ว และ
จิราภา จาราสถิตย์ (2559) การวิเคราะห์ค่านิยม 12 ประการ ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านไทย
ขวัญชนก นัยเจริญ (2557) การวิเคราะห์ภาพสะท้อนค่านิยมของไทยจากนิทานพื้นบ้าน และ
เอื้อมพร ทิพย์เดช (2561) ค่านิยมที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านของชาวไทลื้อ ที่มีการสะท้อน
ค่านิยมในลกั ษณะที่คล้ายคลึงกัน ในด้านการมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งยึดมั่น
ในขนบธรรมเนียมที่มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ เสียสละ ขยัน อดทน มีเหตุผล และเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่
ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นที่ยังมีวัฒนธรรมประเพณี
ทีเ่ หมาะสม จงึ เปน็ สิง่ ทีม่ คี วามจาเป็นในการปลกู ฝังให้คนในสังคมรจู้ ักคณุ ค่าความเปน็ มนุษย์

21

เม่ือคุณธรรมจริยธรรมมีความสาคัญต่อสังคมเช่นนี้ จึงมีผู้สนใจศึกษานิทาน
พื้นบ้านในแง่มุมดังกล่าวด้วยเช่นกัน ดังงานวิจัยของ ฉันทนา เย็นนาน (2539) ได้ศึกษาวิเคราะห์
นิทานพืน้ บ้านภาคกลาง มาณี กิติบุญญา (2550) ได้ศกึ ษานิทานพื้นบ้านจังหวดั กระบี่: การศึกษา
วิเคราะห์จริยธรรม และทวัช บุญแสง (2560) ตานานและนิทานพื้นบ้านกับกระบวนการขัดเกลา
เยาวชนภาคใต้ ที่แสดงให้เห็นว่า นิทานพื้นบ้านไม่เพียงแต่สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินแต่
เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังสอดแทรกคุณค่าหรือสอดแทรกคุณธรรมจริธรรมที่ตนเองควรปฏิบัติ
ต่อสังคม ปลกู ฝงั ให้มีความเมตตากรณุ า ความสานึกผดิ ความไม่โลภ ตลอดจนแง่คิดต่าง ๆ ซึง่
มีความสอดคล้องกับบทความวิจัยของ แคทรียา อังทองกาเนิด (2561) บทบาทของพระอิศวรใน
นิทานพื้นบ้านไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงการส่ังสอนผ่านบทบาทของพระอิศวร ถึงแม้จะมีบทบาท
เช่นเดียวกับพระอิศวรในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่บทบาทของพระอิศวรในนิทานพื้นบ้านของ
ไทยมีการผสมผสานคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาของไทยด้วย ซึ่งการศึกษาในประเด็นที่
กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า นิทานเป็นเคร่ืองมือคอยอบรมสั่งสอนลูกหลานให้ประพฤติ
ปฏิบัติตนตามทานองครองธรรมและปลูกฝังให้เป็นคนดีของสังคม นอกจากนี้ ยังพบบทบาทของ
นิทานอีกลักษณะหนึ่ง คือ มีบทบาทหน้าที่ในการชี้ให้เห็นรากฐานที่มาของกลุ่มคน ซึ่งจะเห็นได้
จากงานวิจัยของ รัชนี กาวิ (2558) นิทาน ตานาน ภูมินามและประวัติสาสตร์: บทบาทหน้าที่
คุณค่า และอัตลักษณ์ของชุมชนท่าผาปุ้ม อาเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่แสดงให้เห็น
ถึงการอพยพย้ายถิ่นฐาน เพื่อหนีความยากจน และต้องการหาความมั่นคงทางการศึกษาให้แก่
บุตรหลาน รวมไปถึงบทบาทในการเป็นทางออกให้กับความอึดอัดใจของบุคคลอันเกิดจาก
กฎเกณฑ์ของสงั คม

การศึกษานิทานพืน้ บ้านไม่เพียงแค่มีการศึกษานิทานพืน้ บ้านของไทยเท่าน้ัน แต่ยัง
มีการศึกษานิทานพื้นบ้านของต่างประเทศด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยของ สายธาร
ทิมทับ (2561) การศกึ ษาบทบาทผู้หญิงและผู้ชายในนิทานพืน้ บ้านเขมร ทีแ่ สดงให้เห็นว่า ผชู้ าย
ดารงตนในฐานผู้นา แม้ว่าบางครั้งจะขาดลักษณะของการเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์ แต่ยังมีผู้หญิง
ที่เป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ชายประสบความสาเร็จโดยอาศัยลักษณะของความเป็นกุลสตรี
ครบถ้วนตามลักษณะคติความเชื่อของสังคมกัมพูชา นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีความโดดเด่นใน
ฐานะที่พึ่งพาในรูปแบบของสิ่งที่มีอานาจเหนือธรรมชาติด้วย และงานวิจัยของ ปาร์ค เกียง อึน
(2549) วิเคราะห์ภาพสะท้อนสังคมที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านเกาหลี นภสินธุ์ แผลงศร (2552)
วิเคราะหน์ ิทานพ้ืนบ้านญี่ปุ่น และTian Zhishui (2558) นิทานพ้ืนบ้าน: ภาพสะท้อนวิถีชีวติ ไทลื้อ
ชุมชนม่านเปี่ยน ตาบลเมิ่งฮุ่น อาเภอเมิ่งไห่ จังหวัดสิบสองปันนา วิจัยท้ัง 3 เร่ืองนี้ อาจจะมี
รายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ มุ่งศึกษานิทานพื้นบ้าน

22

เพื่อให้เห็นวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของคนในสังคม รวมไปถึงการประกอบอาชีพ ประเพณีการเกิด
การสมรส การตาย การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แนวคิดความมีคุณธรรมจริยธรรม และความเชื่อ
ดั้งเดิมตั้งแต่คร้ังอพยพต้ังถิ่นฐาน ซึ่งสะท้อนให้เหน็ สังคมในสมัยโบราณ โดยเฉพาะสังคมชนช้ัน
สามัญได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดาเนินชีวิต เป็นเป็นมรดกภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่
การอนุรักษ์และสืบทอดสู่คนรุ่นใหม่ต่อไป ซึ่ง อรัญญา แสนสระ และนันท์ชญา มหาขันธ์ (ม.ป.ป.)
ก็ได้นาเสนอรูปแบบการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของนิทานพื้นบ้าน ไว้ในวิจัยเร่ือง นิทาน
พื้นบ้านกับการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อาเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ว่ามี 4 ช่องทาง
อันได้แก่ 1) การสืบสานโดยชุมชน หน่วยงาน องค์การบริหารส่วนตาบลหมู่บ้าน ร่วมกันจัด
กิจกรรมเล่านิทานและการรวบรวมข้อมูลปราชญ์ชาวบ้าน 2) การสืบสานโดยสถานศึกษา จัดทา
สื่อการเรียน การสอนโดยคัดเลือกเน้ือหานิทานและความรู้ทีเ่ หมาะสมกบั วยั ของผู้เรียน และจัด
กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้นิทานและภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียน 3) การสืบสานโดย
สือ่ สารมวลชน ซึง่ วิทยุชุมชนมบี ทบาทสาคัญในการเผยแพร่นิทานและภูมปิ ัญญาท้องถิ่น นักจัด
รายการวิทยุควรสอดแทรกความรู้เร่ืองนี้ในผังรายการด้วย และ 4) การสืบสานแบบผสมผสาน
แบบมีสว่ นร่วม บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจดั กิจกรรมร่วมกันในโอกาสที่เหมาะสม

ส่วนการตีความนิทานพื้นบ้านอีกรูปแบบหนึ่งนั้น มีการใช้กรอบแนวคิดความรุนแรง
มาวิเคราะห์ ดังงานวิจัยของ เยาวลักษณ์ กิตติชัย (2533) ความขัดแย้งในวรรณกรรมนิทาน
พื้นบ้านอีสาน ที่มุ่งศึกษาลักษณะความขัดแย้งและภาพสะท้อนทางสังคมจากความขัดแย้งในด้าน
ศาสนา ความเชื่อ ค่านิยม ประเพณี การเมือง การปกครอง รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
และชุมชน รวมทั้ง วัชรินทร์ แก่นจันทร์ (2560) วาทกรรมความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านล้านนา
ซึ่งนอกจากจะพบความรุนแรงปรากฏในนิทานพื้นบ้านล้านนาด้วยการวิเคราะห์ว่าความรุนแรง
แต่ละมิติเป็นความรุนแรงในลักษณะใดแล้ว ยังปรากฏกระบวนการสร้างความรุนแรงที่เกี่ยว
เน่ืองมาจากการวิเคราะห์มิติของความรุนแรงข้างต้นว่า เกิดจากการสร้างความรุนแรงแบบใด
ซึ่งลักษณะของการนาเสนอนิทานพื้นบ้านล้านนาโดยกลวิธีการใช้ภาษา สะท้อนให้เห็นถึงการ
สร้างความรุนแรงเพื่อเป็นกลไกในการกล่อมเกลา หรือเป็นกฎเกณฑ์ในการควบคุมพฤติกรรม
ของคนในสังคมทางอ้อม นอกจากนีย้ งั พบการโต้กลับความรุนแรง ทีแ่ สดงให้เห็นว่าผถู้ ูกกระทา
ไม่ยอมจานนตอ่ ความรุนแรงนน้ั เสมอไป ดังงานวิจยั ของ วัชรนิ ทร์ แก่นจนั ทร์ (2556) ที่ได้ศกึ ษา
วาทกรรมความรุนแรงในนิทานขาขันของล้านนา ทีพ่ บกระบวนการโต้กลับความรุนแรงด้วยการ
ประจันหน้าด่าทอ แก้แค้น ไปจนถึงการโต้กลับความรุนแรงด้วยวิธีการเรียกร้องสิทธิบาง
ประการจากการที่ตนเองถูกลิดรอนจากผู้มีอานาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่มักเกิด
จากผู้มีอานาจหรือกาลังมากกว่า เพราะผมู้ ีอานาจมักจะได้รบั ความชอบธรรม

23

2. เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กีย่ วข้องกบั ความรุนแรง
ในการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงน้ัน

สามารถสรุปได้ 4 ประเดน็ ได้แก่ 1) ความรุนแรงในวรรณคดีและวรรณกรรม 2) ความรุนแรงใน
สื่อและสื่อสิ่งพิมพ์ 3) ความรุนแรงในชาติพันธุ์ และ 4) สันติวิธีและการประนีประนอมทางออก
ของความขดั แย้งและความรุนแรง ดงั น้ี

2.1 ความรุนแรงในวรรณคดแี ละวรรณกรรม
วรรณกรรมเป็นงานสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิด ประสบการณ์

รวมทั้งจินตนาการของนักเขียน วรรณกรรมไม่ได้ทาหน้าที่เพื่อให้ความบันเทิง เพียงเท่านั้น
แต่วรรณกรรมยังเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนชีวิตเร่ืองราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม
อีกท้ังยังช่วยชี้ให้ผู้คนในสังคมได้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของสังคมน้ัน ๆ ซึ่งมีผลต่อประพฤติของคน
ในสังคม ซึ่งความรุนแรงในวรรณกรรม ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่นักเขียนต้องการสะท้อนให้เห็น
ถึงเร่ืองราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นการตีความของวรรณกรรมภายใต้กรอบ
แนวคิดความรุนแรง ดังงานวิจัยของ ระพี อุทีเพ็ญตระกูล (2551) ที่ได้ศึกษาความรุนแรงใน
วรรณคดีเสภาขนุ ช้างขุนแผน ทีแ่ สดงให้เหน็ ถึงความรุนแรงที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องนี้ ไม่ว่า
จะเป็นการประชดประชัด การบริภาษ การกล่ันแกล้ง การทาร้ายร่างกาย การข่มขืน การทา
สงคราม ตลอดจนการประหารชีวิต โดยผู้ประพันธ์สร้างสาเหตุของความรุนแรงขึ้นเพื่อทาให้
เรื่องราวมีความสมจริง จนกลายเป็นเรื่องราวที่มีความสลับซบั ซ้อนสืบเนื่องกันไปตลอดทั้งเร่ือง
งานวิจยั ช้ินน้ี ยงั ช้ใี ห้เห็นถึงผลของการกระทาความรุนแรงอย่างชัดเจนด้วย กล่าวคือ ตัวละครที่
แสดงการโต้กลับความรุนแรงด้วยวิธีการใช้ความรุนแรงจะไม่ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้ใดเลย
ในขณะที่ พรรณราย ชาญหิรัญ (2553) เร่ือง ไกรทอง: ความรุนแรงระหว่างชาติพันธ์ุและเพศ
แสดงให้เห็นความรุนแรงที่ปรากฏในเร่ือง 3 ลักษณะ ได้แก่ ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรง
เชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม รวมทั้งสะท้อนถึงการดารงอยู่ของอานาจแบบ
ปิตาธิปไตย ที่มเี พศชายใช้อานาจครอบงาเพศหญิงอยู่เสมอ ซึง่ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและ
อคติทางเพศและเผ่าพันธ์ุอย่างชัดเจน บทความนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของวรรณคดี
ในฐานะที่เป็นหลักฐานบันทึกและถ่ายทอดความรุนแรงในสังคมในช่วงเวลาที่ต่างกันจากอดีต
มาจนถึงปจั จบุ ัน

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหรือชาดก ถึงแม้ว่าจะเป็นชาดก
นอกนิบาตที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักธรรมคาสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากก็ตาม แต่ก็
ยังปรากฏให้เห็นถึงความคิดในเร่ืองความรุนแรงด้วย ดังงานวิจัยของ โขมสี แสนจิตต์ (2548)
ได้ศึกษาความรุนแรงในปัญญาสชาดก และงานวิจัยของ บาหยัน อิ่มสาราญ (2548) ที่ได้ศึกษา

24

เร่ือง เสือโค ความรุนแรงและการสืบทอด โดยงานวิจัยทั้งสองเร่ืองนี้มีความเกี่ยวเน่ืองและ
ใกล้เคียงกันในด้านของมโนทัศน์ กล่าวคือ ปัญญาสชาดก สื่อให้เห็นถึงความเหลื่อมล้าทางเพศ
ส่วนเสือโค สื่อให้เห็นถึงความขัดแย้งต่างเผ่าพันธุ์และความขัดแย้งในเผ่าพันธ์ุเดียวกัน ซึ่งเป็น
การสร้างรปู การทางมโนทัศน์ความรุนแรงของมนุษย์ที่มีต่อการคลี่คลายความขัดแย้ง ทีห่ ลอมรวม
ความรุนแรงทางตรงและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยใช้กลวิธีทาง
ภาษาที่ทาให้การใช้ความรุนแรงน้ันเกิดความชอบธรรมเสมอกับตวั ละครที่เป็นผู้ร้าย ขาดศีลธรรม
หรือไม่ใช่คนดี จึงไม่เกี่ยงที่จะเลือกวิธีการใช้ความรุนแรงและเลือกระดับของความรุนแรงด้วย
ในขณะที่ เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช (2554) การช่วงชิงอัตลักษณ์ในสังคมจารีตเชียงใหม่ผ่าน
เรือ่ งเล่าแบบจารีต ที่ชนชั้นนาเชียงใหม่พยายามผลิตมโนทัศน์เพื่อให้ผอู้ ยู่ใต้ปกครองเชื่อฟังผ่าน
วาทกรรมแบบพุทธศาสนา ซึง่ มีความขดั แย้งกบั วิถีชีวิตของสามญั ชนหรือชาวบ้านที่ถูกกดขี่ ขดู รีด
จงึ พยายามสร้างส่วนอน่ื ๆ ของเพลงซอและนิทานเพื่อช่วงชิงความหมายของชนชั้นนา นอกจาก
ความรุนแรงที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาแล้ว ศาสนาอิสลามยังมีอิทธิพลและมีบทบาทต่อ
แนวทางการดาเนินชีวิต ตลอดจนมีผลต่อแนวทางการสร้างวรรณกรรมของชาวอาหรับอย่างมาก
ดังงานวิจัยของ ญาณิกา แสนสุริวงค์ (2557) ที่ได้ศึกษาความรุนแรงในนวนิยายที่เกี่ยวกับ
อาหรับของโสภาค สุวรรณ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่ปรากฏในนวนิยาย 3 ด้าน ได้แก่
ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลมา
จากกฎ ข้อบังคับด้านสภาพสังคม จารีต ประเพณี ท้ังนี้ก็ด้วยกฎหมายของอาหรับที่มีผลบังคับ
ใช้ โดยบัญญัติออกมาเปน็ บทลงโทษมีผลบังคบั ใช้กบั ทุกคนในสังคม เพื่อควบคมุ ตวั บุคคลให้อยู่
ในกรอบธรรมเนียมปฏิบัติ ดังน้ัน ความรุนแรงจึงถูกสะท้อนและถ่ายทอดผ่านวรรณกรรม
ภายใต้กรอบกฎหมายที่ถูกกาหนดข้ึน

นอกจากความรุนแรงจะปรากฏในวรรณกรรมแต่ละประเภทที่ได้กล่าวแล้ว
ข้างต้น ยังมีวรรณกรรมร่วมสมัยอีกประเภทหนึ่งที่มักจะกล่าวถึงฉากของความรุนแรง การใช้
ความรุนแรง รวมไปถึงผลของความรุนแรง ซึ่งเป็นการตอกย้าถึงกระบวนการผลิตความรุนแรง
ขึ้นซ้า ๆ แต่ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงนั้นขึ้นในสังคม ผู้อ่านในฐานะที่เป็น
ผู้รับสารจะต้องรู้เท่าทันและมีความตระหนักรู้ในการเสพสื่อ เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงความรุนแรง
ที่จะเกิดข้ึน ดังในบทความของ ธญั ญา สังขพันธานนท์ (2548) ความขัดแย้งและความรนุ แรงใน
เร่ืองสั้นร่วมสมัย: ศึกษาจากเร่ืองส้ันของนักเขียนภาคใต้ และงานวิจัยของ ทรรศวรรณ มูสิกะ
(2557) ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จากวรรณกรรมร่วมสมัยของนักเขียนภาคใต้
ซึ่งบทความและงานวิจัยทั้งสองชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของปัญหาที่ทาให้เกิดความรุนแรง ซึ่งมาจาก
อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนการสร้าง

25

สถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การวางระเบิดในที่สาธารณะ ที่ส่งผลต่อการเกิดความรุนแรงต่อ
ประชาชนในภาคใต้ นอกจากนี้งานวิจัยของธัญญายังพบปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยพุทธ
กับมุสลิมในชายแดนภาคใต้ซึ่งถือเป็นเร่ืองที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งก่อให้เกิดการไม่ยอมรับใน
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมทีส่ ่อใหเ้ กิดการใช้ความรุนแรงด้วย ในขณะที่ พรวิภา วัฒรัชนากูล
(2548) ความรุนแรงในวรรณกรรมจินตนาการวิทยาศาสตร์ไทย: อันตรายที่น่าหวั่น ซึ่งได้แสดง
มโนทัศน์เกี่ยวกับความรุนแรงที่ถูกสื่อผ่านวรรณกรรมและถูกผลิตซ้า จนอาจกลายเป็น
แรงจูงใจ ส่งผลให้กลายเป็นต้นแบบของความรุนแรงอย่างหลีกเลีย่ งไม่ได้ ดังนนั้ การสร้างสรรค์
วรรณกรรมควรนาเสนอเร่ืองราวที่เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพแทนการนาเสนอ
ความเพลิดเพลินดว้ ยความรนุ แรง เพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในสังคม

2.2 ความรุนแรงในสื่อและสือ่ สิ่งพิมพ์
ความรุนแรงที่ปรากฏในสื่อ ซึ่งเป็นตัวกลางสาคัญในการส่งผ่านความรุนแรง

อย่างแนบเนียน ซึง่ ถ่ายทอดผา่ นรูปแบบที่ต่างกันกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบภาพยนตร์ ข่าว
เพลง การต์ นู ละครและรายการโทรทศั น์ หรอื แมแ้ ตส่ ื่อออนไลน์ ซึ่งในรปู แบบของภาพยนตร์น้ัน
การศกึ ษาความรุนแรงในภาพยนตร์แอนิเมชัน: การส่อื ความหมายและการตคี วามของผู้ชม ของ
ลักษมี กูใหญ่ (2557) แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่ปรากฏในแอนิเมชัน มีความรุนแรงแฝงอยู่
ในเน้ือหา โดยพบความรุนแรง 2 ลักษณะ ได้แก่ ความรุนแรงทางตรงและความรุนแรงเชิง
โครงสรา้ ง โดยมีองค์ประกอบและเทคนิคทางภาพยนตร์ส่งเสริมสนับสนุนความรุนแรงในเน้ือหา
ภาพยนตร์เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งลักษณะเด่นของแอนิเมชันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเสริมอรรถรส
เพิ่มความน่าสนใจ ดังนั้น ผู้ชมจึงได้เพียงรับรู้ความหมายที่ต้องการจะสื่อ และมองข้ามความ
รุนแรงทีป่ รากฏในภาพยนตร์ ในส่วนของ ปรินดา ผดุงพจน์ (2546) ซึง่ ได้ศึกษาความรนุ แรงของ
ภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของวัยรุ่น แสดงให้เห็นถึง
ลักษณะเกี่ยวกับความรุนแรงในภาพยนตร์โฆษณา ที่มีผลต่อทัศนคติและก่อให้เกิดการ
เลียนแบบพฤติกรรมของวัยรุ่น ดังนั้น นักโฆษณาต้องตระหนักในจรรยาบรรณวิชาชีพโดยผลิต
งานโฆษณาอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง ซึง่ สอดคล้องกบั โมนิล เตชะวชิรกลุ และคณะ (2561)
การศึกษาอิทธิพลของความรุนแรงในภาพยนตร์ต่อการเลือกใส่ใจความรุนแรง ที่ได้เสนอ
แนวคิด โดยใช้การทดลองด้วยการวัดความไวในการตอบสนอง ซึ่งผลการทดลองพบว่า ผู้ที่ได้
ชมภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาความรุนแรงจะตอบสนองเร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้ชมภาพยนตร์ ดังน้ันแล้ว
ความรุนแรงในภาพยนตร์ จึงมอี ิทธิพลต่อการรับรู้และการเลือกใส่ใจสิ่งเร้าที่มีความรนุ แรงของ
ผู้รับชม รวมไปถึงยังส่งผลต่อการตัดสินใจบางอย่างของบุคคลอีกด้วย ในขณะที่ ประพนธ์
ตติยวรกุลวงศ์ (2553) ได้ศึกษาการเล่าเร่ืองและทัศนคติของผู้ชมเกี่ยวกับความรุนแรงใน

26

ภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ผลการวิจัยพบว่า เน้ือหาความรุนแรงในภาพยนตร์มี
ความแตกต่างกัน ซึ่งตัวร้ายจะใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองต้องการ แต่ตัวละครเอกน้ัน
จะใช้ความรุนแรงของเพื่อยับย้ังปัญหา ในภาพยนตร์ชีวิต ความรุนแรงจะเกิดจากการอบรม
เลี้ยงดูหรือปัญหาภายในจิตใจ และใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ภาพยนตร์รัก ความรัก
จะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทั้งการใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องคนที่รักและ การแย่งชิง
คนที่รัก ในภาพยนตร์ตลก ความรุนแรงจะถูกนาเสนอในรูปแบบความสนุกสนาน และใน
ภาพยนตร์สยองขวัญ ความรุนแรงจะนาไปสู่จุดจบจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม ในเวลาต่อมา
สุพมิตรา วรพงศ์พิเชษฐ (2554) ได้ศึกษาการสร้างสุนทรียภาพแห่งความรุนแรงในภาพยนตร์
ของมิชาเอล ฮาเนเคอ แสดงให้เห็นว่า การสร้างสุนทรียภาพแห่งความรุนแรงในภาพยนตร์ของ
มิชาเอล ฮาเนเคอ มีแนวคิดมาจากความตั้งใจที่จะสะท้อนปัญหาของสังคมร่วมสมัยในโลก
ปัจจุบัน ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวเน่ืองและเชื่อมโยงกับความรุนแรงทั้งสิ้น การที่ มิชาเอล ฮาเนเคอ
สร้างความรุนแรงขึ้นมาในภาพยนตร์ของเขานั้น เป็นการตั้งคาถามกับผู้รับชม เพื่อให้ผู้รับชมมี
สติปัญญาใคร่ครวญหาคาตอบด้วยตนเองว่าจะจดั การกับความรุนแรงทีพ่ บเจออย่างไร ในส่วน
ความรุนแรงที่สะท้อนให้เห็นภาพบทบาทของสตรี และสื่อให้เห็นถึงความเป็นจริงทางสังคม
ได้แก่ ผลงานวิจัยของ กิติภูมิ สุวรรณทีป (2554) การนาเสนอความรุนแรงผ่านรูปแบบ
ภาพยนตร์ของทาคาชิ มิอิเกะ วชิรา จันทร์ทอง (2554) ความรุนแรงในมิติเพศภาวะที่แฝงฝังใน
หนังรัก และศศิณี ยาวิชัย (2554) การวิเคราะห์เน้ือหาความรุนแรงต่อสตรีที่ปรากฏในละคร
โทรทัศน์ไทย โดยงานวิจัยทั้ง 3 เร่ือง เป็นการศึกษาในรูปแบบของความรุนแรง เน้ือหา สาเหตุ
ปฏิกิริยาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสื่อเช่นเดียวกัน ต่างกันที่รายละเอียด กล่าวคือ งานวิจัย
ของกิติภูมินาเสนอองค์ประกอบเกี่ยวกับความรุนแรงที่ตัวละครมีปมทางจิต ชื่นชอบการใช้
ความรุนแรง ในขณะที่งานวิจัยของศศิณีจะพูดถึงกระบวนการสร้างภาพแบบเหมารวมเพื่อ
ปลูกฝังความรุนแรงต่อสตรีเป็นสิ่งชอบธรรมเพิม่ ขึ้นมาอีกหนึ่งประเด็น แต่งานวิจัยของวชิรานั้น
จะกล่าวถึงลักษณะของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีและการตอบโต้ความรุนแรงของสตรี ซึ่งมี
ความสอดคล้องกบั ผลงานวิจัยของ พรจันทร์ เสียงสอน (2557) ที่ศึกษาการนาเสนอผู้หญิงและ
ความรุนแรงในภาพยนตร์ไทย ซึ่งมุ่งวิเคราะห์สาเหตุและพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงที่ถูก
ประกอบสร้างในภาพยนตร์ไทย โดยสะท้อนให้เห็นภาพบทบาทของสตรี ทีม่ ีความสอดคล้องกับ
ความเป็นจริงในสังคม โดยสตรีต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมแบบปิตาธิปไตย และสตรีเองก็
มักจะเป็นฝ่ายที่รับผลของความรุนแรงอยู่เสมอ จึงโต้กลับด้วยความรนุ แรงเพื่อยตุ ิความขัดแย้ง
แต่ผลของการใช้ความรุนแรงที่ตามมาน้ันย่อมไม่มีผลดี และยังเป็นการตอกย้าว่า ความรุนแรง
ไม่ใชค่ าตอบของทุกปัญหา

27

การนาเสนอสื่อในรูปแบบของข่าวน้ัน เอมจิต กิตติวัฒน์ (2534) การวิเคราะห์
เนือ้ หาความรนุ แรงในข่าวโทรทศั น์ภาคค่า และพิมพ์พร ยิ่งยง (2539) ข่าวและภาพเกีย่ วกับเพศ
และความรุนแรงในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวัน: วิเคราะห์เปรียบเทียบข่าวสดกับมติชน
มีการเสนอเน้ือหาความรุนแรงที่ปรากฏในข่าวท้ังในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ด้วยการ
เปรียบเทียบปริมาณและความถี่ของข่าว โดยลักษณะที่สาคัญน้ัน คือ การพิจารณาสานวน
ภาษาและสัญลักษณ์ที่ใช้ในการนาเสนอข่าวความรุนแรง ซึ่งมีความแตกต่างกันไม่มากนัก โดย
จะแตกต่างกันในเร่ืองเนื้อหา คือ การวิเคราะห์ของเอมจิตพบว่า มีการนาเสนอข่าวเพียงด้านเดียว
แต่การวิเคราะห์ของพิมพ์พรพบว่า เป็นข่าวที่มีความเกี่ยวกับการเบี่ยงเบนทางเพศ การข่มขืน
ซึ่งมีนโยบายที่คานึงถึงและให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งขัดแย้งกับ ผลงานวิจัยของ
มลินี สมภพเจริญ (2548) การวิเคราะห์เน้ือหาหนังสือพิมพ์: ศึกษาการรายงานข่าวแบบ
พิพากษาก่อน ในด้านนโยบายในการพิจารณาข่าว งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า หนังสือพิมพ์ต้องการ
ที่จะขายข่าว ในบางครั้งสื่อหนังสือพิมพ์ได้มองข้ามจรรยาบรรณวิชาชีพ ตีแผ่ความผิดของบุคคล
ที่ตกเป็นข่าวด้วยถ้อยคาเชิงลบ และตัดสินให้กลายเปน็ จาเลยของสังคม โดยที่ผู้ที่ตกเป็นจาเลย
ไม่มีโอกาสหรือสิทธิ์ในการอธิบายเพื่อแก้ต่างให้กับตนเอง ซึ่งงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสาคัญ
ของจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งการที่ไม่มีความตระหนักถึงอานาจและบทบาทหน้าที่ของตนเองว่า
ไม่นาเสนอข่าวตามความเปน็ จริง ด้วยความรอบคอบ รัดกุมอาจส่งผลกระทบตามมาได้ ดังเช่น
บทความของ ชนกพร พัวพัฒนกุล (2548) สื่อมวลชนกับบทเรียนความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา:
กรณีเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศกัมพูชา พ.ศ. 2546 งานวิจัยของ นรินทร์ นาเจริญ
(2550) การวิเคราะหเ์ นือ้ หาที่เสริมสร้างสันติภาพในสื่อมวลชนท้องถิ่น: ศกึ ษากรณีการนาเสนอ
ข่าวชาวเขาในหนังสือพิมพ์รายวนั จงั หวดั เชยี งใหม่ และจุฑาทิพย์ โพธิ์ทอง (2547) ความรุนแรง
ที่ปรากฏในการใช้ภาษาของข่าวอาชญากรรมในหนังสือพิมพ์รายวัน พบว่า สื่อมวลชนขาด
ความรู้ทางภาษาและเพิ่มสีสันโดยใช้คาที่สื่อถึงความโหดเห้ียมกว่าปกติ เรียกผู้กระทาและ
บรรยายสภาพผถู้ ูกกระทาอย่างเร้าอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่ภารกิจของการแจ้งข้อมูลข่าวสาร อันแสดง
ให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่ให้ความเป็นธรรมต่อบุคคลในข่าว น่ันหมายถึง
ค ว า ม ผิ ด พ ล า ด ข อ ง สื่ อ ที่ อ า จ น า ไ ป สู่ ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ร ะ ดั บ น า น า ช า ติ ห รื อ อ า จ เ ป็ น ปั ญ ห า ต่ อ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้แล้ว เทพิน สัยวิจิตร์ (2553) ได้ศึกษาการสะท้อน
ความรุนแรงผ่านภาพข่าวการชุมนุมทางการเมือง: กรณีเหตุการณความรุนแรงในเขตเมือง
พัทยาและกรุงเทพมหานคร (11 ถึง 14 เมษายน พ.ศ. 2552) ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ภาพที่
ประกอบในเน้ือหาข่าวการชุมนุมทางการเมือง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงได้อย่างชัดเจน
เชน่ กนั ซึ่งมีวธิ ีการสอื่ ความหมายด้วยการเทียบเคียง การใชส้ ัญลกั ษณ์ และการสรา้ งคู่ตรงข้าม

28

เพือ่ เป็นการแสดงเนื้อหาโดยสือ่ ถึงความเป็นผู้นา การแสดงออกถึงความฮึกเหิม ใช้ความรุนแรง
การยกย่องเชิดชูบุคคลหรือสถาบัน ความไร้ระเบียบ ความโศกเศร้าเสียใจ การปฏิบัติหน้าที่
โดยใช้กาลังเข้าปราบปราม การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ ท้ังแสดงออกถึงความสันติ
ในช่วงระยะเวลาหน่ึงของสังคม ซึง่ ความรุนแรงในลกั ษณะต่าง ๆ นี้ ล้วนมผี ลกระทบต่อทัศนคติ
ของบุคคลในสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังเช่นงานวิจัยของ กมลวรรณ โลห์สิวานนท์ (2534)
ความรุนแรงในข่าวโทรทัศน์กับทัศนคติความรุนแรงของนักเรียนระดับมัธยมปลาย ที่ได้ศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ สถานภาพทางเศรษฐกิจ ลกั ษณะการอบรมเลี้ยงดู และความสัมพันธ์
ของความรนุ แรงในข่าวโทรทัศน์กับทัศนคติด้านความรุนแรง รวมไปถึงทัศนคติด้านความรุนแรง
ของวัยรุ่นที่มีต่อความรุนแรงส่วนบุคคล โดยแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อ
ทัศนคติในด้านความรุนแรงของนักเรียนระดับมัธยมปลาย โดยเฉพาะด้านเพศและลักษณะ
การอบรมเลี้ยงดู ที่ส่งผลให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นและ
หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา แต่เลือกที่จะแจ้งให้ผู้อื่นน้ันทราบถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ แทน
การช่วยแก้ไขหรือยุติปัญหานั้นด้วยตนเอง นอกจากนี้แล้ว ณัฐวุฒิ นาวารี (2561) ยังได้ศึกษา
ความรุนแรงในครอบครัวที่ปรากฏในพาดหวั ข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พ.ศ. 2558-2559 ที่แสดง
ให้เห็นถึงความรุนแรงภายในครอบครัวที่ปรากฏในพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยมีท้ัง
ความรุนแรงในครอบครัวระหว่างคู่สามีภรรยา ความรุนแรงในครอบครัวที่กระทาต่อบุคคล
ต่อเน่อื ง ความรุนแรงที่ผใู้ หญ่กระทาต่อเด็กและความรุนแรงทีเ่ ด็กกระทาต่อผใู้ หญ่ ซึ่งความรุนแรง
ท้ังหมดน้ีมผี ลตอ่ ร่างกายและจติ ใจโดยตรงอีกด้วย

การนาเสนอสื่อในรูปแบบของการ์ตูนนั้น ธนาคาร ซ่อนกลิ่น (2557) ได้ศึกษา
เพศและความรุนแรงในสื่อการ์ตูนญีป่ ุ่น ซึง่ ต้องการสะท้อนภาพความรุนแรงและเรอ่ื งทางเพศที่
แทรกอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยความรุนแรงและเร่ืองราว
ทางเพศ ซึ่งเป็นการย้าเตือนผู้ปกครองให้ตระหนักถึงเร่ืองราวที่ไม่เหมาะสมต่อวัย เพื่อให้
ผู้ปกครองตระหนักถึงเร่ืองราวที่ไม่เหมาะสมต่อวัยและสามารถชี้แนะทาความเข้าใจต่อบุตร
หลานของตนเอง ตลอดจนหาวิธีป้องกันบุตรหลานไม่ให้หมกมุ่นอยู่ในวังวนของของสื่อเหล่านี้
ก่อนวยั อนั ควร

การนาเสนอสื่อในรูปแบบละครและรายการโทรทัศน์ก็มีไม่น้อยไปกว่าใน
ภาพยนตรแ์ ละการต์ นู ดงั ที่ หนึง่ นยา ไหลงาม (2557) ได้ศึกษามิติความรุนแรงในละครโทรทัศน์
ประเภทซิทคอมเร่ืองบ้านนี้มีรัก ยศนันทน์ แก้วโกมลมาลย์ (2560) ได้ศึกษาความรุนแรงที่
ปรากฏในรายการ I Can See Your Voice Thailand ซีซั่นที่ 2 และปาลิตา วานิชย์เจริญการ
(2560) ความรุนแรงที่ปรากฏในละครซิทคอมทางโทรทัศน์ “เป็นต่อ 2017” โดยเน้นการ

29

วิเคราะห์ความรุนแรงที่ถูกผลิตซ้าผ่านรายการและละครโทรทัศน์ ถือเป็นข้ออ้างในการรองรับ
ความรุนแรงที่เกิดจากการเคยชินให้เป็นปกติในสังคม ซึ่งงานวิจัยของหนึ่งนยาและปาลิตา พบ
ความรุนแรงทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความ
รุนแรงเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะการผลิตซ้าความรุนแรงทางวัฒนธรรมที่กระทาผ่านมุขตลกที่
อาศัยความสัมพันธ์เชิงอานาจที่มีความไม่เท่าเทียมทาให้เกิดการลดทอนความเป็นมนุษย์ แต่ใน
ส่วนของความรุนแรงที่ปรากฏในรายการ I Can See Your Voice Thailand ซีซั่นที่ 2 พบความ
รุนแรงเชิงโครงสร้างมากที่สุด และลักษณะความรุนแรงทางภาษา ได้แก่ คาหยาบคาย คาพูด
สองแง่สองง่าม คาด่า คาพูดส่อเสียด เม่ือรับชมเน้ือหาที่มีความรุนแรงซ้า ๆ และเป็นระยะ
เวลานานโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลต่อทัศนคติ ค่านิยมความชอบเร่ืองความรุนแรง ซึ่งอาจเกิดการ
เลียนแบบได้ แต่ในขณะทีล่ ะครบางเร่ืองกไ็ ด้สะท้อนภาพความรุนแรงที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ดังเช่นงานวิจัยของ ภาณิชา พิมพ์ทองงาม (2560) ที่ได้ศึกษาความรุนแรงที่ปรากฏในละครชุด
Club Friday The Series 9 และวิรยาพร กมลธรรม (2560) ที่ได้ศึกษาความรุนแรงที่ปรากฏในสื่อ
กรณีศึกษา ละครโทรทัศน์เร่ือง ล่า 2017 มีการเสนอภาพความรุนแรงที่มีความสอดคล้องกับ
ความเป็นจริง ทีส่ ะท้อนปญั หาในสังคมและการรบั ชมความรุนแรงมีผลทาให้ผชู้ มเกิดการเรียนรู้
ทางสังคมได้ 2 รูปแบบ คือ การหลีกเลี่ยงการรับชมความรุนแรงและการใช้ความรุนแรงในการ
แก้ปัญหา อันสร้างขึ้นมาจากเร่ืองที่เกิดขึ้นในสังคม นอกจากนี้ละครชุด Club Friday The Series 9
ยงั นาเสนอภาพสะท้อนของผหู้ ญิง ซึ่งเป็นเพศทีด่ อ้ ยกว่าผชู้ าย และมกั จะถกู กระทาความรุนแรง
จากฝ่ายชายก่อนเสมอ จึงสามารถอธิบายได้ว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งที่มนุษย์เลือกใช้ในการยุติ
ความขัดแย้งต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการกระทาที่ตั้งใจหรือไม่ต้ังใจ ดังน้ัน ละครเร่ืองนี้ให้บทเรียนถึง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อให้ตระหนักรู้ว่า การกระทาความรุนแรงในการยุติปัญหาไม่ใช่ทางออก
ทีด่ เี สมอไป

การนาเสนอสื่อในรปู แบบสื่อออนไลน์ กฤตยา มุ่งวิชา (2549) ได้ทาการศึกษา
ความรุนแรงแนบเนียนและปัญหาจริยธรรมในเกมปังย่าออนไลน์ ซึ่งกล่าวถึงภัยเงียบที่
แนบเนียนและแฝงไปกับสื่อออนไลน์ในรูปแบบที่ต่างกัน โดยต้องใช้ทักษะการรับสารเพื่อ
วิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งวิเคราะห์และศึกษารูปแบบเนื้อหาเชิงคุณภาพ อันมีลักษณะ
ของความรุนแรงที่แนบเนียนและโจ่งแจ้ง รวมไปถึงโครงสร้างของเกม แก่นเร่อื งทีม่ คี วามรุนแรง
เชิงโครงสร้างที่เกิดจากการแทรกแซงจากระบบทนุ จากโลกภายนอก ทาให้เกิดความเหลื่อมล้า
ระหว่างผู้เล่น เพราะในเกมเน้นเร่ืองธุรกิจและหาผลประโยชน์ โดยไม่สนใจว่าจะเกิดความ
อยุติธรรมขึ้นภายในสังคมของเกม ซึ่งผิดหลักจริยธรรม นอกจากนี้ ยังพบการใช้ความรุนแรง
โดยการแอบแฝงลงไปในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเกมด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ

30

งานวิจัยของ ภัทรวดี แก้วเทศ (2558) ที่ได้ศึกษาความคิดเห็นต่อความรุนแรง เชิงวัฒนธรรม
ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในกรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา เน้ือหาความรุนแรงบน
สื่อออนไลน์ ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้และทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตามยุคโลกาภิวัตน์
การเรียนรู้ทางอ้อมจึงเข้ามามีบทบาทสาคัญในการเรียนรู้ ดังนั้น สื่อออนไลน์จึงเป็นตัวกลาง
ในการถ่ายทอดความรุนแรงได้อย่างไร้ขอบเขต และพฤติกรรมการเปิดรับเน้ือหาความรุนแรง
ยังส่งผลทั้งต่อการเรียนรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับความรุนแรงบนสื่อออนไลน์ อาจทาให้กลุ่ม
บุคคลมีความคุ้นชินกับความรุนแรง ซึ่งในการบริหารจัดการในการเลือกรับสื่อจึงจาเป็นต้อง
สร้างภูมิคุ้มกัน ทักษะการคิด วิเคราะห์ แยกแยะแก่เยาวชน ให้สามารถพิจารณาลักษณะของส่ือ
ทีม่ คี วามรุนแรง และไม่มองเห็นว่าการใชค้ วามรุนแรงเปน็ ความชอบธรรม

2.3 ความรนุ แรงในชาติพันธ์ุ
ความรุนแรงในชาติพันธ์ เป็นการพยายามสร้างภาพลักษณ์ทางด้านลบให้กับ

ชาวเขา ดังจะเห็นจากงานวิจัยของ สุนทร สุขสราญจิต (2551) มายาคติและความรุนแรงของ
ภาพแสดงแทน “ชาวเขา” ในแบบเรียน บทเพลง และภาพยนตร์ ที่มุ่งเสนอมุมมองของชาวเขา
ด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การทาไร่เลื่อนลอย ทั้งยังสร้างภาพชาวเขาให้มีลักษณะ
เป็นอื่น ท้ังด้านเพศ วิถีชีวิต ความเชื่อ ตลอดจนความคิด ซึ่งเผยให้เห็นถึงภาพแทนที่ปรากฏใน
สื่อซึ่งผลิตโดยรัฐ ชนชั้นกลาง อันมีความเกี่ยวเน่ืองกับประเด็นทางสังคมผ่านเทคนิคหรือกลไก
ในการสร้างนัยสาคัญที่แตกต่างกัน ทั้งการเมือง อุดมการณ์ รวมท้ังวัฒนธรรมในบริบทต่าง ๆ
แต่ชาวเขา (ปกาเกอะญอ) กลับแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการดารงอยู่ของวัฒนธรรม
ที่กาลังจะสูญหาย ด้วยการแต่งบทเพลงเพื่อใช้โต้แย้งภาพด้านลบที่เกิดกับชาวเขาในสังคมไทย
ในทานองเดียวกัน ปฐม หงษ์สุวรรณ (2551) เร่ือง ลัวะกินคน: วาทกรรมการสร้างภาพลักษณ์
ความรุนแรงจากตานานและพิธีกรรมของคนต่างชาติพันธ์ุ ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการสร้าง
ภาพลักษณ์มนุษย์กินคนให้กับชาวลัวะจากทัศนะของกลุ่มคนไทซึ่งเป็นคนต่างชาติพันธุ์ ทาให้
ชาติพันธ์ุอื่นมองลัวะเป็นพวกป่าเถื่อนและมีชาติกาเนิดที่ต้อยต่า ซึ่งเป็นการสร้างภาพมายาคติ
ให้เกิดอคติทางชาติพันธ์ุ นอกจากนี้ ยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวลัวะกับคนไท
ที่มตี ่อกันว่า เกิดการเอาเปรียบ มคี วามเหล่อื มล้า การใชอ้ านาจ และความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของเผ่าพันธ์ุ ศาสนา ฐานะ และชนชั้นทางสังคม ซึ่งใช้เป็นข้ออ้างในการเข้า
ครอบงาวฒั นธรรมพื้นเมืองได้อย่างชอบธรรม

กลุ่มชาติพันธ์ุ ไม่ได้มีความเกีย่ วข้องกบั ประเด็นของที่มา การอพยพ การเมือง
การปกครอง หรือสังคมวิทยาเพียงเท่าน้ัน แต่หมายรวมไปถึงประเด็นในด้านของความต่างใน
เร่ือง “เพศ” ที่เชื่อมโยงกับ “ชาติพันธุ์” อีกด้วย ซึ่งในประเด็นนี้ยังมีงานงานวิจัยอยู่น้อยมาก

31

เช่น การเรียกกลุ่มชายรักชายในสังคมมุสลิมว่า “ปอแน” (หรือกะเทยปอแน) ซึ่งถูกมองว่าเป็น
พวกนอกคอก และตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางวาจา หรือทาร้ายร่างกาย อาจถึงขั้นเกิด
การฆาตกรรม เพียงเพราะความรักที่ขัดกับบัญญัติศาสนาอิสลาม ดังปรากฏในงานวิจัย ของ
สมฤดี สงวนแก้ว (2548) เรือ่ ง “กะเทย” มสุ ลิม: ความรุนแรงในเพศทีส่ าม โดยช้ีให้เหน็ ว่าปอแน
(กะเทย) โดนกระทาความรุนแรงในลักษณะใด และได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงนั้น
ในระดับใดบ้าง สอดคล้องกับ กิตติกร สันคติประภา (2550) ที่ได้ศึกษาการลวนลามทางเพศ
กะเทย: นัยสาคัญภายใต้วาทกรรมรักต่างเพศ ชี้ให้เห็นว่า กะเทยถูกนามาใช้ประโยชน์ทางเพศ
ในการค้าประเวณีได้ง่าย ซึ่งการใช้ความรุนแรงต่อเพศกะเทยมีหลากหลายระดับ ต้ังแต่การใช้
วาจาจาบจ้วง การกระทาชาเรา การรุมข่มขืน และการล่อลวงให้สยบยอม การกระทาเหล่านี้
มีผลต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจของกะเทย นอกจากนี้แล้ว การสร้างอัตลักษณ์ให้เหมือนผู้หญิง
เพื่ออยู่ในสังคมยังสะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานที่กะเทยต้องสยบยอมต่อรักต่างเพศ อันจะก่อ
ให้เกิดการเลอื กปฏิบัติของสังคมตอ่ กะเทย และทาให้ไม่ได้รบั การคุ้มครองหรอื สิทธิทางเพศตาม
สมควร ในฐานะเป็นมนุษย์ที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีคนหนึ่งในสังคม นอกจากนี้ กลุ่มชาติพันธุ์
อาข่าก็มีการเรียกกลุ่มชายรักชายว่า “บู๊ลี” ซึ่งเป็นชื่อเดียวที่ใช้เรียกกลุ่มคนเหล่านี้ ในนาม
“สมาคมบู๊ลีแห่งประเทศไทย” ปรากฏในงานวิจัย ของ ปนัดดา บุณยสาระนัย (2548) ซึ่งเป็น
งานวิจัยที่ผู้เขียนมองภาพและอธิบายถึงบู๊ลีในแงล่ กั ษณะของการชืน่ ชม ให้คุณค่า และให้เกียรติ
ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่ยังปรากฏการวิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับกลุ่มชายรักชายไม่มากนัก
เนื่องจากผู้วิจัยยังขาดความรู้ด้านวิธีวิทยา ตลอดจนเร่ืองนี้เป็นเร่ืองที่มีความละเอียดอ่อนเป็น
อย่างมาก

2.4 สันติวธิ ีและการประนีประนอมทางออกของความขัดแย้งและความรุนแรง
ในประเด็นนี้เป็นการนาเสนอวิธีการคลี่คลายปัญหาความรุนแรงด้วยสันติวิธี

และเกิดผลดีกับท้ังสองฝ่าย ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งหรือความรุนแรงที่
เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ดังงานวิจัยของ ชลธิชา หอมฟุ้ง (2554) ที่ได้ศึกษาการแก้ปัญหาความ
ขัดแย้งของตัวละครในบทละครพูดร้อยแก้วพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระม งกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว: การวิเคราะห์ด้วยอริยสัจสี่ ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างตัวละครเช่นกัน
สามรถแก้ปัญหาโดยการใช้สติ รบั ฟังความคิดเหน็ ของคนหมู่มาก และน้อมนาเอาหลักความเชื่อ
ทางพระพุทธศาสนาเร่ืองอริยสัจสี่เข้ามามีบทบาทหรือเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
ที่เกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ รชฏ จันทร์ทอง (2550) แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วย
สนั ติวธิ ีในกรณีปัญหาความไม่สงบใน 3 จงั หวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวทางสมานฉันท์ ซึ่งเปน็
แนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปในโลกสากล ซึ่งนาไปสู่ความสาเร็จในการแก้ไขปญั หาได้อย่าง

32

ยั่งยืน แต่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในขณะที่ สุธัมมา นามวงษา และชัญญา อภิปาลกุล
(2553) การศึกษาแนวทาง การลดความรุนแรงของนักเรียนในสถานศึกษาโดยใช้วิธีการเจรจา
ไกล่เกลี่ยคนกลาง: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านคาแคน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ขอนแก่น เขต 2 และนิติพล ธาระรูป (2558) สภาพปัญหา แนวทางการจัดการความขัดแย้ง
และความสาเร็จในการไกล่เกลี่ยของศูนย์สันติวิธี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เสนอแนวคิด
การลดความรุนแรงโดยวิธีการไกล่เกลี่ย ซึง่ คณุ ลกั ษณะของผเู้ จรจาไกล่เกลีย่ ต้องประกอบด้วย
การมีจิตวิญญาณของนักสันติวิธี มองเห็นความดีในตัวของมนุษย์ ยึดม่ันในหลักความเปน็ ธรรม
ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึง ปรมินท์ จารุวร (2549) ที่
นอกจากจะเสนอภาพความขดั แย้งและการประนีประนอมในตานานปรมั ปราไทยแล้ว ยังสะท้อน
ออกมาเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการประนีประนอมและตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน
ด้วย ซึ่งมีการใช้ความเชื่อหรือบุคคลที่เคารพเป็นสือ่ กลางในการคลี่คลายความขัดแย้งของกลุ่ม
ชาติพันธุ์ในตานาน เป็นภาพที่ชี้ให้เห็นว่า เม่ือสังคมเกิดความขัดแย้งขึ้น จะต้องหาทางออกด้วย
วิธีใดวิธีหน่งึ เพือ่ นาสงั คมไปสู่ความสงบสขุ

วิธีและการประนีประนอมทางออกของความขัดแย้งและความรุนแรงที่กล่าว
ข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า การใช้สติรับฟังความคิดเห็นของคนหมู่มาก การสร้างความสมานฉันท์
การเจรจาไกล่เกลีย่ ประนีประนอมและตกลงผลประโยชน์ร่วมกนั ด้วย ตลอดจนการน้อมนาเอา
หลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเร่ืองอริยสัจสี่เข้ามามีบทบาทหรือเป็นหลักในการแก้ไข
ปัญหาความขัดแย้งหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดระดับของปัญหา
ความรุนแรงทีเ่ กิดขึน้ ได้บ้างพอสมควร

จะเห็นได้ว่า เอกสารและงานวิจัยจะมีลักษณะและจุดประสงค์ในการศึกษาวิเคราะห์
เหมือนกันหรือคล้ายกัน จะแตกต่างกันก็รายละเอียดปลีกย่อยเพียงเท่านั้น ซึ่งความรุนแรงที่
ปรากฏในงานวิจัยท้ังหมด จะเปน็ สิ่งที่หล่อหลอมให้เกิดการกระทาโดยใช้ความรุนแรงโดยไม่ผิด
แตอ่ ย่างใด และยังสร้างความชอบธรรมให้กับผใู้ ช้ความรนุ แรงดว้ ย ทั้งนีเ้ อกสารและงานวิจัยที่มี
ลักษณะการวิเคราะห์เนื้อหาความรุนแรงในลักษณะที่เหมือนหรือคล้ายกันกับงานวิจัยฉบับนี้
จะเปน็ ฐานคดิ อนั นาไปสู่การวิเคราะหท์ ี่ช่วยใหเ้ หน็ ความรนุ แรงในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลางชัดเจน
ยิ่งขึ้น ตลอดจนนาไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงหรือการคลี่คลายความรุนแรงด้วยวิธี
อื่น ๆ ต่อไป

33

บทที่ 3

วธิ ีดำเนินกำรวจิ ยั

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่เชื่อมโยงระหว่าง
การศึกษานิทานพื้นบ้านภาคกลางที่มีลักษณะเน้ือหาและการใช้ภาษากล่าวถึงความรุนแรง
ทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมกับแนวคิดความรุนแรงเข้า
ด้วยกัน เพื่อมุ่งหาความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลางผ่านการวิเคราะห์ตัวบทว่า นิทาน
พืน้ บ้านภาคกลางมีความรุนแรงลกั ษณะใดบ้าง รวมไปถึงอธิบายใหเ้ หน็ รูปแบบของความรุนแรง
ผ่านความสัมพันธ์ของภาษาที่สื่อออกมา ซึ่งกาหนดระเบียบวิธีวิจัยให้มีความสอดคล้องกับ
วตั ถปุ ระสงค์และแนวคิดในการวิจยั โดยมีรายละเอียด ดังตอ่ ไปนี้

1. ขอ้ มูลทีใ่ ช้ในการวิจยั
2. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
3. การวิเคราะหข์ ้อมูล
4. การนาเสนอผลการวิจยั

ขอ้ มลู ทีใ่ ชใ้ นกำรวจิ ัย

ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิทานพืน้ บ้านภาคกลาง ซึง่ ผวู้ ิจัยได้เลือกสุ่มตัวอย่างด้วย

วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยมีเกณฑ์ในการคดั เลือกจากนิทานที่เป็นของ

เขตพื้นที่ภาคกลาง ที่มีเนื้อหาสาระและจานวนตัวบทที่มากเพียงพอสาหรับการวิเคราะห์

โดยผู้วิจัยจะอ่านเนื้อหาของนิทานพื้นบ้านภาคกลางอย่างละเอียด ซึ่งมุ่งเน้นเน้ือหาที่มีความ

เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ จากเกณฑ์ข้างต้น ผู้วิจัยจึงคัดเลือกนิทาน

พื้นบ้านภาคกลาง จากปริญญานิพนธ์เร่ือง การศึกษาวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านภาคกลาง ของ

ฉนั ทนา เย็นนาน (2539) จานวน 50 เรื่อง ดงั น้ี

1. ท้าวมหาสงกรานต์ 26. เจา้ ชายกาพร้า

2. เมขลา-รามสูร 27. ชายคนหนง่ึ

3. ไข่นกเป็ดน้า 28. ตาเหลวตกปลาไหล

4. คนปากเสีย 29. ท้าวโจระโต

5. คลุมถุงชน 30. ทาเองกเ็ ป็นเอง

6. ตานานบางนางบวช (เขานมนาง) 31. นางฝอยทองเจา้ เล่ห์

7. ท้าวแสนปม 34
8. นกแขกเต้า
9. นางกระเชอก้นรั่ว 32. นายพทุ โธ
10. นางนาคพระโขนง 33. ลูกสะใภก้ บั แมผ่ วั
11. บณั ฑิตเจา้ ปัญญา 34. ปญั ญาประเสริฐ
12. ปริศนา 4 ประการ 35. ผา้ ขรี้ วิ้ ห่อทอง
13. ปลาบู่ทอง 36. ผปี ู่พ้ืน
14. ปูม้าผกู้ ล้าหาญ 37. พระมหากษัตรยิ ์
15. พิกุลทอง 38. พระหมอดู
16. ยายกับตา 39. มนุษย์หวั ใจดากับนายพราน
17. โยมตัน 40. มาณพร่ายมนต์รขู้ องหาย
18. วดั พระนอนจักรสีห์ 41. รู้อะไรไม่สรู้ ู้วชิ า
19. สากกระเบือวเิ ศษ 42. ลูกรักเอาไว้หลัง ลูกชังเอาไว้หน้า
20. ยกั ษ์ขนิ ี 43. ลกู อกตัญญู
21. กากรงุ เทพกบั กาบ้านนอก 44. หญิงอกตัญญแู ละปากร้าย
22. สุวรรณสาม 45. เคราะหข์ องตาจนั
23. กลอบุ ายของผหู้ ญิงอยากได้ผัวใหม่ 46. เจ้ากงจีน
24. ขโมยกับชายแก่ 47. เจ้าพ่อหอกลอง
25. คนหูหนวก 48. นางอทุ ยั
49. พระยากง พระยาพาน
50. ปฏาจรา

กำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู
การวิจัยในครังนี้มีขั้นตอนในการคัดเลือกนิทานพื้นบ้าน เพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างของ

นิทานพ้นื บ้านภาคกลาง และทาการกาหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู โดยมีรายละเอียด ดังน้ี
1. สารวจว่า การวิเคราะห์ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านที่ผ่านมา นอกจากการวิเคราะห์

ตามแนววรรณกรรมศึกษาแล้ว ยังมีการศึกษาหรือวิเคราะห์แนวอื่นอีกหรือไม่ หรือใช้กรอบ
แนวคิดใดบ้างที่นามาใช้ศึกษาหรือวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านภาคกลาง ซึ่งจากการสารวจ พบว่า
ยังไม่มีการศึกษาความรนุ แรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง จะมีก็เพียงแต่การศึกษานิทานพื้นบ้าน
ภาคกลางในประเดน็ อื่นหรอื ศึกษานิทานพืน้ บ้านภาคกลางบางเรือ่ ง บางจังหวดั เท่าน้ัน

35

2. สารวจเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเร่ืองการวิเค ราะห์ความรุนแรง
โดยสารวจจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทานพื้นบ้าน รวมท้ังเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องกับความรุนแรงท้ังหมด ท้ังความรุนแรงในวรรณคดีและวรรณกรรม ความรุนแรงใน
สือ่ และสื่อสิ่งพิมพ์ ความรุนแรงในชาติพันธุ์ รวมทั้งสันติวิธีและการประนีประนอมทางออกของ
ความขัดแย้ง และศกึ ษาแนวคิดความรนุ แรง ดงั แสดงแล้วในบทที่ 2

3. ศึกษาและสารวจนิทานพื้นบ้านภาคกลาง เพื่อกาหนดขอบเขตข้อมูลที่จะนามา
วิเคราะห์ โดยเริ่มจากสถาบันวิจัยทางสังคม ซึ่งมีผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของภาคกลางไว้
จานวน 2 เล่ม ได้แก่ ปริญญานิพนธ์ของ ฉันทนา เย็นนาน (2539) เร่ืองการศึกษาวิเคราะห์
นิทานพื้นบ้านภาคกลาง และวิจัยของ ปรียาลักษณ์ เมฆขุนทด (2553) เร่ืองวิเคราะห์ภาพ
สะท้อนสังคมในนิทานพื้นบ้านของจังหวัดกาแพงเพชร พิจติ ร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และสุโขทัย
นอกจากนี้ ยังพบหนังสืออมตะนิทานไทย ของ ธนากิต (2558) และหนังสือนิทานพื้นบ้าน
ภาคกลาง ภาคตะวันตก ของ สุภกั ดิ์ อนกุ ูล (2545) ที่ได้รวบรวมนิทานพืน้ บ้านภาคกลางไว้อีกด้วย
โดยผลการศึกษาเปรียบเทียบเน้ือหาและจานวนนิทานพื้นบ้านภาคกลางท้ังหมด ปริญญานิพนธ์
ของ ฉันทนา เย็นนาน ถือเป็นเล่มที่มีการรวบรวมนิทานพื้นบ้านเฉพาะเขตพื้นที่ภาคกลางไว้
ค่อนข้างสมบูรณ์ และมีความครอบคลุมมากที่สุด ดังนั้น การวิจัยคร้ังนี้จึงใช้ข้อมูลของ
ฉนั ทนา เย็นนาน ในการวิเคราะห์

กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพเชิงพรรณนา โดยอาศัยแนวคิด

ความรนุ แรงเปน็ แนวทางในการวิเคราะหต์ วั บทของนทิ านพืน้ บ้านภาคกลาง โดยมีข้ันตอน ดงั น้ี
1. ศึกษานิทานพื้นบ้านภาคกลางที่ปรากฏในปริญญานิพนธ์เร่ืองการศึกษาวิเคราะห์

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง ของ ฉันทนา เย็นนาน (2539) จานวน 50 เร่ือง โดยนากรอบแนวคิด
ความรุนแรงมาวิเคราะหข์ ้อมลู ตามวัตถปุ ระสงค์ทีก่ าหนด

2. คัดเลือกข้อความบางตอนของตัวบท ท้ังบทสนทนาซึ่งแสดงความคิดของตัวละคร
การบรรยายฉาก ตลอดจนข้อความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและสะท้อนความรุนแรงในมิติใดมิติหนึ่ง
อย่างชัดเจนว่าเป็นความรุนแรงลักษณะใด ดังตัวอย่างในการวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านภาคกลาง
เรื่อง ปลาบู่ทอง ดังน้ี

...เช้าวันหนึ่ง เมียหลวงเป็นผู้พายเรือออกหาปลากับสามี มาถึงแม่น้าบริเวณที่
สามีเคยทอดแหได้ปลา แต่วันนที้ อดแหลงไปคร้ังใดกไ็ ม่ได้ปลาตดิ ขึน้ มาเลย และหลาย
คร้ังที่ได้ทอดแหลงไปแล้วได้ปลาบู่ขึ้นมา ทาให้สามีอารมณ์เสีย พำลด่ำเมียหลวง

36

และเม่ือนางร้องขอปลาบู่ทองให้ลูกเอื้อยไว้เลี้ยง ยิ่งทาให้สามีหงุดหงิดโมโห และใช้
ไมพ้ ำยตีเมียจนหมดสติ สามีเห็นเมียหลวงหมดสติก็ตกใจคิดว่านางตายแล้วจงึ ผลัก
ร่ำงนำงให้ตกลงไปในนำ แล้วพายเรือกลับบ้านแล้วบอกกับช้าวบ้านว่า เมียของตน
เป็นลมพลดั ตกน้า ดาหาอย่างไรก็ไมพ่ บ เอือ้ ยรู้ว่าแมต่ ายก็เสียใจมาก...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 209)

จากตวั อย่างนิทานข้างต้น ปรากฎลกั ษณะความรุนเเรงทางตรงและยังแฝงความคิดใน
รูปแบบปิตาธิปไตย ที่ผู้ชายถือว่าตัวเองเป็นใหญ่ โดยตัวละครที่มีอานาจ คือ สามี ซึ่งได้แสดง
พฤติกรรมที่รุนแรงทางวาจาและร่างกาย ซึ่งเห็นได้จากหลักฐานทางภาษาที่ปรากฏคาบ่งชี้ใน
การใช้ความรุนแรง คือ “ด่า” เป็นการใช้ถ้อยคาหยาบคายหรือส่อไปในทางที่ไม่ดีทาร้ายจิตใจ
และ “ตี” โดยใช้ไม้พาย ซึ่งถือเป็นการใช้อาวุธที่เป็นของแข็งทาร้ายร่างกายภรรยา ซึ่งเป็น
ผู้ถูกกระทาอย่างรุนแรง โดยจะเห็นได้จากผลของการใช้ความรุนแรง ได้แก่ “ตีจนหมดสติ” ซึ่ง
การตีภรรยาจนหมดสติน้ัน จะต้องเป็นการตีที่ใช้กาลังอย่างมากและ/หรือตีอย่างต่อเนื่องซ้า ๆ
จนหมดสติ นอกจากนี้ยังปรากฏคาบ่งชี้ในการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง คือ มือ “ผลัก”
ภรรยาให้เคลื่อนที่แล้วตกน้าทันที จึงส่งผลให้นางเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นผลของการใช้ความรุนแรง
ที่ร้ายแรงที่สุด ซึ่งในคาจาจัดความของความรุนเเรงทางตรงนั้นมีลักษณะเป็นความรุนแรงที่มี
ผู้กระทาอันเกิดขึ้นโดยเจตนา โดยลกั ษณะข้างตน้ ตรงกบั ความรนุ เเรงดังกล่าว

3. นาข้อความที่เลือกมาจัดประเภทความรุนแรง เพื่อวิเคราะห์ความรุนแรงในนิทาน
พืน้ บ้านภาคตามแนวคิดที่ได้กาหนดไว้

4. วิเคราะห์ลักษณะความรุนแรง โดยอาศัยแนวคิดความรุนแรง ซึ่งจะวิเคราะห์
ความหมายของตัวบทนิทานพื้นบ้านภาคกลาง เพื่อทาความเข้าใจเกี่ยวกับความรุนแรงว่าเป็น
ความรุนแรงในมิติใด แล้วทาการวิเคราะหต์ ่ออีกว่าความรุนแรงแตล่ ะมิตินั้น เป็นความรนุ แรงใน
ลกั ษณะใด หากเปน็ ความรนุ แรงเดี่ยว จะมีลักษณะพฤติกรรมความรุนแรงหรือผลจากการใช้
ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
หรือความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม และหากเป็นความรุนแรงซ้อนน้ัน จะมีลักษณะที่เป็นมิติ
ความสัมพันธ์ของความรุนแรงเดี่ยวอย่างใดอย่างหนึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปหาความรุนแรง
เดี่ยวอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ซึ่งอาจเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลให้
เกิดความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง หรือความรุนแรงเชิง
วัฒนธรรมที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเน่ืองให้เกิดความ รุนแรงทางตรง

5. นาเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์

37

กำรนำเสนอผลกำรวิจัย
การนาเสนอแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก แบ่งเป็น 3 บท ได้แก่ บทนา เอกสารและ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และวิธีดาเนินการวิจัย ส่วนที่ 2 แบ่งเป็น 2 บท ได้แก่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
และบทสรปุ

38

บทที่ 4

ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

งานวิจัยเร่ือง ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์
ความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง โดยใช้แนวคิดความรุนแรง (Violence Theory)
ของ Johan Galtung ผลการวิเคราะห์พบว่า ปรากฏความรุนแรงเดี่ยว ประกอบด้วย ความรุนแรง
ทางตรงปรากฏมากที่สุด รองลงมา คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม และความรุนแรงเชิง
โครงสร้าง ตามลาดับ ส่วนความรุนแรงซ้อน ประกอบด้วย ความรุนแรงเชิงโครงสร้างส่งผลให้เกิด
ความรุนแรงทางตรงปรากฏมากที่สุด รองลงมา คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิด
ความรุนแรงทางตรง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
ต่อเน่อื งให้เกิดความรนุ แรงทางตรง ตามลาดับ โดยมีรายละเอียด ดังน้ี

ความรนุ แรงเดี่ยว
ในหัวข้อความรุนแรงเดี่ยว จะอธิบายให้เห็นถึงพฤติกรรมความรุนแรงหรือผลจาก

ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางในลกั ษณะต่าง ๆ ตามแนวคิด
ของ Johan Galtung โดยผลการวิเคราะห์ พบความรนุ แรงทางตรงปรากฏมากที่สดุ รองลงมา คือ
ความรนุ แรงเชงิ วฒั นธรรม และความรนุ แรงเชงิ โครงสร้าง ตามลาดบั โดยมีรายละเอียด ดังน้ี

1. ความรุนแรงทางตรง
ความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง เป็นความรุนแรงที่มี

ผู้กระทาหรือมีผู้ถูกกระทา อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทรัพย์สิน รวมไปถึง
การประทุษวาจาที่เป็นการข่มขู่ บังคับ อันส่งผลกระทบต่อจิตใจ ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า
ความรุนแรงทางตรง ประกอบด้วยความรุนแรงย่อยทั้งหมด 3 ลักษณะ เรียงลาดับการปรากฏ
ซ้ามากทีส่ ดุ ไปถึงนอ้ ยทีส่ ดุ ดงั น้ี

1.1 ความรนุ แรงทางรา่ งกาย
ความรุนแรงทางร่างกาย เป็นการทาลาย ทาร้ายร่างกายผู้อื่นหรือตนเอง

โดยเกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสัตว์ หรือเกิดขึ้นกับตัวละครที่เป็นเทวดา ซึ่งอาจ
กระทาโดยใช้อาวุธ จนก่อให้เกิดการบาดเจ็บบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผลการวิเคราะห์พบการใช้
ความรุนแรงทางรา่ งกาย จานวน 58 คร้ัง ดังเชน่ ปรากฏในนิทานพืน้ บ้านเรื่อง เมขลา-รามสูร

39

...พระนารายณ์ชักชวนให้กวนน้าอมฤต ครั้นกวนขึ้นมาแล้ว ตนไปแอบดื่มน้า
ทิพย์น้ันเพื่อจะได้ไม่ตาย พอพระนารายณ์ทราบเข้า ก็กริ้วโกรธมากจึงเอาจักรขว้าง
ตดั เอาร่างกาย (พระราหู) ขาดเหลือครง่ึ ท่อนอย่างทีเ่ ป็นอยู่นี้...รามสูรทาอันตราย
ไม่ได้ แสงแก้วสว่างวาบเข้าตารามสูรจนพร่าพรายทาให้โมโหยิ่งนัก จึงขว้างขวาน
เพชรอาวธุ คู่มือไป หมายจะฆ่านางเมขลาเสียให้ตาย แตอ่ านาจดวงแก้วก็คุ้มครอง
นางไว้ได้ทกุ คราว...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 156-157)

จากตัวอย่างนิทานข้างตน้ ปรากฏลักษณะพฤติกรรมของตัวละครทีเ่ ป็นเทวดา
ซึ่งเป็นการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทางภาษาที่ปรากฏคาบ่งชี้ใน
การใช้ความรุนแรง คือ “ตัด” เป็นการทาให้ขาดด้วยจักร ซึ่งถือเป็นการใช้อาวุธของพระ
นารายณ์ทาร้ายพระราหู จนร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยจะเห็นได้จากผลของการใช้
ความรุนแรง ได้แก่ “ขาดเหลือครง่ึ ท่อน” และยงั ปรากฏการใชค้ วามรุนแรงของรามสูร กล่าวคือ
ใช้ขวานเพชรซึ่งเป็นอาวุธเพื่อที่จะฆ่านางเมขลา ซึ่งจะเห็นได้จากกริยาวลี “ขว้างขวานเพชร”
และ “หมายจะฆ่านาง” ในขณะเดียวกันนิทานพื้นบ้านภาคกลางยังปรากฏการใช้ความรุนแรง
ทางรา่ งกายในรูปแบบที่เป็นมนษุ ย์ทั่วไป ดงั จะเหน็ ได้จากนิทานพ้ืนบ้านเรือ่ ง พิกลุ ทอง

...นางรกั มะลิซึง่ มีรูปร่างและนิสัยใจคอเหมือนนางมากกว่าพิกุล นางจะใช้พิกุล
ให้ทางานหนักทกุ อย่างแทนมะลิ ส่วนงานเบา ๆ ใหม้ ะลิทา...นับแต่วนั นั้นมานางจึงให้
พิกุลพูดอะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอดเวลา ส่วนตัวผู้เป็นแม่คอยน่ังเก็บดอกพิกุลทอง
รวบรวมไว้จนไม่มีที่เก็บ แต่ถึงกระน้ันนางก็ยังบังคับขู่เข็ญให้พิกุลพูดอยู่เร่ือย ๆ ท้ังที่
พิกุลเหน่ือยแสนเหนื่อย จนกระทั่งพิกุลเสียงแหบเสียงแห้งพูดไม่ออก...แม่ใจร้ายเห็น
ดงั นนั้ ก็โกรธพิกุลหาวา่ พูดหลอกลวงจงึ ได้ตบพิกลุ ...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 215-216)

จะเห็นได้ว่า ความรุนแรงในนิทานข้างต้น เกิดจากการที่รักลูกไม่เท่าเทียมกัน
จึง “ใช้พิกุลทางานอย่างหนัก” ซึ่งถือเป็นการสร้างความทุกข์ยากลาบากให้กับลูกสาวของ
ตนเอง และยังปรากฏการใช้ความรุนแรงแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือทาร้ายร่างกาย โดยการใช้ฝ่ามือ
“ตบ” อย่างแรง นอกจากนี้ ยังปรากฏการใช้ความรุนแรงอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ “ให้พูด...
ตลอดเวลา” และยัง “บังคับขู่เข็ญ” ให้พูดอย่างต่อเน่ือง ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทางภาษาที่

40

ปรากฏคาบ่งชี้ ได้แก่ คาวา่ “เรือ่ ย ๆ” ซึ่งการใชค้ วามรุนแรงนสี้ ่งผลกระทบต่อร่างกายทาให้เกิด
อาการเหนอ่ื ย และเสียงแหบเสียงแหง้ จนกระทงั่ พูดไม่ออก ซึง่ เปน็ ลกั ษณะความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ภายในครอบครวั ในทานองเดียวกัน คนพิการซึ่งยงั ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม แมจ้ ะเป็นสมาชิก
ในครอบครวั กม็ กั จะถูกกล่ันแกล้งเช่นเดียวกัน ดงั จะเห็นได้จากนิทานพ้ืนบ้านเรื่อง ไข่นกเป็ดน้า

...เม่ือเมียได้รับไข่นกเป็ดน้าจากผัวแล้ว ก็จัดแจงต้มไข่จนสุก เก็บไว้กินเป็น
อาหารม้ือเย็นกินกับผวั 3 ฟอง อีก 2 ฟองตวั เองก็กินเสีย แล้วเอามะนาวขนาดย่อม
มาปอกเปลือกออกใหเ้ รียบรอ้ ย 2 ผล ใสจ่ านกับเกลือและขา้ วสกุ นาไปให้แม่ผัว
กินโดยบอกว่าเป็นไข่นกเป็ดนาท่ีลูกชายได้มา ยายแก่คนนั้นเป็นคนตาบอดแต่
กาเนิด เมื่อลูกสะใภน้ าอาหารมาให้จึงลงมือกินข้าวกับลูกมะนาว โดยเชื่อว่า เป็น
ไข่นกเป็ดน้าจริงตามที่ลูกสะใภ้บอก กินหมดไปหนึ่งฟองเหลือไว้สาหรับเย็นอีกหนึ่ง
ฟอง...เมียจงึ ออกความเห็นว่า ใหจ้ ับแมม่ ดั มือมัดเท้าใส่โลง แล้วเอาไปเผาไฟท่ปี ่าช้า
ใกล้ ๆ บ้านโดยเป่าร้องให้ชาวบ้านรู้ว่าแม่เป็นโรคตาย...คู่ผัวเมียจึงช่วยกันจับแม่เอา
ผ้ามัดมือมัดเท้าแล้วเอาใส่ในหีบศพซึง่ เตรียมไว้ แม่เห็นลูกทาเช่นน้ันกร็ ู้ว่าลูกจะฆ่าตัว
คู่ผัวเมียได้หามหีบศพซึ่งมัดแม่ใส่ไว้ในนั้นไปยังป่าช้าใกล้บ้านในเวลากลางคืน จัดหา
ฟืนและเช้อื เพลิงมาต้ังกองไว้แลว้ ยกหบี ขึน้ บนเชิงตะกอนจะเผา...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 167-168)

ตัวอย่างนิทานข้างต้น ปรากฏลักษณะพฤติกรรมของลูกสะใภ้ ที่กลั่นแกล้ง
แม่สามีผู้พิการ โดย “เอามะนาวใส่จานกับเกลือและข้าวสุกนาไปให้แม่ผัวกินโดยบอกว่าเป็น
ไข่นกเป็ดน้า” ซึ่งเป็นการหลอกแม่สามีให้กินข้าวกับมะนาว แต่อีกประการหนึ่งจะเห็นได้ว่า
สังคมไม่ให้การยอมรับคนพิการ มักตกเป็นเบี้ยล่างอันไร้ซึ่งความสามารถในการปกป้องตนเอง
และท้ายที่สุดคนพิการจะต้องถูกกาจัดออกจากสงั คม ดังจะเห็นได้จาก “ผัวเมยี จึงช่วยกันจับแม่
เอาผ้ามัดมือมัดเท้าแล้วเอาใส่ในหีบศพ” เป็นการใช้ความรุนแรงบังคับจับมัด นาใส่หีบศพ แล้ว
“หามหีบศพซึ่งมัดแม่ใส่ไว้ในน้ันไปยังป่าช้าใกล้บ้านในเวลากลางคืน จัดหาฟืนและเชื้อเพลิงมา
ตั้งกองไว้แล้วยกหีบขึ้นบนเชิงตะกอนจะเผา” ซึ่งเป็นการกระทาที่หมายจะให้เสียชีวิต ทั้งนี้ยัง
ปรากฏคาว่า “แล้ว” อันชี้ให้เห็นถึงการกระทาความรุนแรงอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นขั้นตอน
ยิ่งเป็นการตอกย้าให้เห็นถึงความรุนแรงภายในครอบครัว อันเกิดจากลูกสะใภ้และบุตรชาย
ที่กระทาต่อบพุ การีอย่างไร้มนษุ ยธรรม

41

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นท้ังหมดจะเห็นได้ว่า เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่าง
เทวดากบั เทวดา หรอื ระหว่างมนษุ ย์ด้วยกนั เอง ทีม่ กี ารใชอ้ าวธุ หรอื ปราศจากอาวุธกต็ าม แตใ่ น
ขณะเดียวกันความรุนแรงยังปรากฏในลักษณะการทาร้าย ทาลายสัตว์อีกด้วย ดงั เชน่ ปรากฏใน
นิทานพืน้ บ้านเรื่อง ชายคนหน่งึ และเรือ่ ง ตาเหลวตกปลาไหล ตามลาดับ

ชายคนหนึ่งได้สุนัขเป็นภรรยา ต่อมาสุนัขก็ต้ังครรภ์ ชายคนนั้นอายชาวบ้านจึง
ไล่ตีสุนัขออกจากบ้าน สุนัขได้รับความเจ็บปวดก็หนีไปอาศัยอยู่ในโพรงไม้ ต่อมาสุนัข
กอ็ อกลกู มาเปน็ คน 2 คน เป็นผู้หญิงท้ังคู่...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 279)

...ตาเหลวคิดขึน้ ว่า จาจะต้องใหไ้ ก่เหล่านี้ช่วยเขญ็ เรอื ลงคลองให้ด้วย กอ็ อกมา
จากทีซ่ ่อน เปล่งเสียงโหข่ นึ้ ไก่ป่าตกใจมากจึงพากนั บินไปทางคลอง ด้วยกาลังแรงบิน
ของไก่ได้พาเรือไปลงคลองไปด้วยโดยง่าย ตาเหลวก็มาจับไก่ฟาดหัวให้ตายทีละตัว
แล้วฉีกกระเพาะออกแล้วเอาข้าวใส่เรือ ปรากฏว่าเมอ่ื ฉีกกระเพาะไก่ทกุ ตัวแล้วได้ข้าว
มากออกไปอีก 1 บั้น รวมเป็นสองเกวียนพอดี...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 292)

จะเห็นได้ว่า นิทานทั้ง 2 เร่ือง ปรากฏความรุนแรงในการทาร้ายหรือการฆ่า
สตั ว์ตัดชีวติ ดงั จะเหน็ ได้จากคาบ่งชคี้ วามรุนแรง ได้แก่ “ไล่ต”ี ซึ่งเป็นการบงั คบั ให้ออกไปให้พ้น
โดยการเอามือหรือไม้ฟาดลงไป จนกระท่ังสุนัขได้รับความเจ็บปวด ต้องหนีไปอาศัยอยู่ในโพรงไม้
ซึ่งเป็นผลของการใช้ความรุนแรงดังกล่าว อีกทั้งยังปรากฏการทาร้ายสัตว์จนถึงแก่ความตาย
“จับไก่ฟาดหวั ” เปน็ การจับไก่หวดหรือเหวีย่ งให้หัวไปกระทบกบั สิ่งใดสิง่ หนึง่ (ต้องเป็นของแข็ง)
ให้ตายทีละตัว หลังจากน้ันยงั กระทาความรุนแรงอย่างต่อเนอ่ื ง “แล้วฉีกกระเพาะ” เพื่อที่จะเอา
ข้าวจากไก่ หากพิจารณาโดยถีถ่ ้วนแลว้ จะต้องเป็นการฆ่าไก่จานวนไม่น้อยเพื่อที่จะได้ข้าว 1 บั้น
(ครึ่งเกวียน) นอกจากนี้แล้ว นิทานเร่ือง ชายคนหนึ่ง ยังปรากฏความรุนแรงทางร่างกายที่
เกี่ยวกบั ความผิดแปลก “ชายคนหน่งึ ได้สุนัขเป็นภรรยา” ซึ่งผดิ วิสยั ของคนปกติทั่วไปอีกด้วย


Click to View FlipBook Version