The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phanudet Dingram, 2021-12-17 00:42:04

ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

42

1.2 ความรุนแรงโดยการประทษุ วาจา
การประทุษวาจา เป็นการใช้ถ้อยคาดูหมิ่น เหยียดหยาม สบประมาท ใส่ร้าย

ป้ายสี ข่มขู่ ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง รวมไปถึงการด่าทออย่างหยาบคายเพื่อให้อีกฝ่ายเกิด
ความเจ็บปวด การประทุษวาจาที่ปรากฏในนิทานพืน้ บ้านภาคกลางจะถูกนาเสนอผ่านตัวละคร
ที่มีอานาจหรือมีสิทธิ์เหนือกว่า ในการข่มขู่บงั คับ จนก่อให้เกิดความทุกข์หรอื เจ็บปวดทางจิตใจ
ซึ่งผลการวิเคราะหพ์ บการใชค้ วามรุนแรงโดยการประทษุ วาจา จานวน 41 คร้ัง ดงั เชน่ ปรากฏใน
นิทานพืน้ บ้านเรื่อง ท้าวมหาสงกรานต์ และเรือ่ ง ยายกับตา ตามลาดับ

...ในขณะน้ันโลกท้ังหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หน่ึงว่า เป็นผู้
แสดงมงคลแก่มนษุ ย์ท้ังปวง เมื่อกบิลพรหมทราบ จงึ ลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร
3 ข้อ สญั ญาไว้ว่าถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศรี ษะบูชา ถา้ แกไ้ ม่ไดจ้ ะตัดศีรษะธรรมบาล
กุมารเสีย ธรรมบาลกุมารผัด 7 วัน ครั้นล่วงไป 6 วันก็ยังคิดไม่เห็น จึงนึกว่าจะตาย
ด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม จาจะหนไี ปซกุ ซ่อนกายเสียดีกว่า...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 152)

...หลานชายชักกลุ้มใจ ที่ไปขอให้ใครช่วยก็ไม่มีใครช่วยจึงเดินไปเดินมาอย่าง
กลุ้มใจอยู่ครหู่ น่งึ ก็มีแมลงหวีบ่ ินมาใกล้ ๆ หลานชายจึงคิดแผนการได้ทนั ที แล้วจึงวิ่ง
ไล่จับแมลงหวี่ เม่ือหลานชายจับแมลงหวี่มาได้ก็บอกให้แมลงหวี่ไปตอมตาช้างให้
มิฉะนั้นจะบีแ้ มลงหวีใ่ หต้ ายเสีย แมลงหวีก่ ลัวถกู บีก้ ย็ อมทาตามบินไปตอมตาช้าง...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 219)

จากนิทานพื้นบ้านท้ัง 2 เร่ืองข้างต้น ปรากฏความรุนแรงในลักษณะที่เป็นการ
ข่มขบู่ ังคับ “ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศรี ษะธรรมบาลกมุ ารเสีย” และ “มิฉะน้ันจะบีแ้ มลงหวีใ่ ห้ตายเสีย”
อันเกิดจากผู้มีสิทธิ์เหนือกว่าข่มขู่บังคับผู้ด้อยกว่าโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง การกระทานี้ส่งผล
กระทบต่อจิตใจอย่างมาก กล่าวคือ ทาให้เกิดความหวาดกลัวจึงยอมกระทาตามเง่ือนไขหรือ
จาต้องหนีไปซุกซ่อนเพื่อหลีกหนีความตาย ในขณะเดียวกันนิทานพื้นบ้านภาคกลางยังปรากฏ
ความรุนแรงที่เป็นการประทุษวาจาในลักษณะการดูถูก ดูหมิ่น หรือเยาะเย้ย ดังจะเห็นได้จาก
นิทานพ้ืนบ้านเรือ่ ง ปูม้าผกู้ ล้าหาญ

43

...มีสัตว์ชนิดหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็วราวลมพัด จึงร้องเรียกให้หยุดเพื่อ
ไต่ถาม เจ้าปูลมที่วิง่ ผ่านอย่างรวดเรว็ ก็หยดุ คุยกนั เจ้าปมู ้าถามเจ้าปลู มว่า รู้จักม้าบก
หรอื ไม่ เราอยากจะท้าวิง่ แข่งด้วย เจ้าปลู มหัวเราะเยาะ แล้วบอกกบั ปูม้าว่า เจ้าปูม้า
ไม่ต้องท้าแข่งกับม้าบกหรอก ลาพังเจ้ากับข้าเจ้าก็วิ่งสู้ข้าไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าปูลม
พูดเยาะเย้ย เจ้าปูม้าโกรธมาก จึงรับคาท้า...ขณะน้ันมีเจ้าปูจันทร์น้อยเดินผ่านมา
พอดี ปูม้าก็หัวเราะเยาะปูจันทร์น้อยและเรียกเจ้าปูจันทร์น้อยว่า เจ้าปูจันทร์ง่อย
เพราะขาส้ันเดินเชื่องช้า...เจ้าปูม้าก็หัวเราะเยาะ แล้วบอกว่า ข้านี่แหละจะวิ่งแข่งกับ
พระจนั ทร์ที่ลอยเชอ่ื งช้ายิง่ กว่าแมงกะพรนุ เสียอีก...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 212-213)

จากนิทานพืน้ บ้านข้างต้น ปรากฏคาซึ่งสามารถชใี้ ห้เห็นได้ว่า เป็นการเยาะเย้ย
“หัวเราเยาะ” ดูถูก ดูหมิ่น “ลาพังเจ้ากับข้าเจ้าก็วิ่งสู้ข้าไม่ได้อยู่แล้ว” “เรียกเจ้าปูจันทร์น้อยว่า
เจา้ ปูจันทร์ง่อย” และ “ข้านีแ่ หละจะวิง่ แข่งกบั พระจนั ทร์ที่ลอยเชือ่ งช้ายิ่งกว่าแมงกะพรุนเสียอีก”
ซึ่งถือเป็นการประทุษวาจาที่ล้อเลียนลักษณะการเดินของปูจันทร์น้อย ทั้งนี้ยังพบผลกระทบ
อันเน่ืองมาจากการดูถูก เยาะเย้ยข้างต้น โดยเกิดความโกรธเคือง “เจ้าปูม้าโกรธมาก” ดังน้ัน
ความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางดังกล่าวจึงส่งผลกระทบต่อจิตใจ นอกจากนี้
การประทุษวาจายังปรากฏในลักษณะการใส่ร้ายป้ายสีและยุยง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างนิทาน
พืน้ บ้านเรือ่ ง เจ้าชายกาพร้า และเรื่อง มนษุ ย์หวั ใจดากับนายพราน

มีชายคนหนึ่ง บิดามีเมียใหม่ แม่เดิมตาย ฝ่ายบิดาเม่ือได้รับมารดาใหม่แล้วก็มี
บุตรด้วยกัน 3 คน รวมทั้งบุตรเก่าด้วยเป็น 4 คน...ลูกชายเดิมนั้นมีอายุได้ 12 ปี ฝ่าย
บิดาก็ให้เล่าเรียนวิชาความรู้ก็ปราดเปร่ือง มีชื่อเสียงมาก ถ้าเติบโตไปแล้วจะได้เป็น
ท้าวเป็นพระยา ฝ่ายแม่น้ามีความอิจฉาลูกเลียงขึน หากลอุบายว่าลูกติดผัวไม่ดี
เลยว่าเป็นคนกาลกิณีบ้าง ว่าเป็นผีกระสือตกกลางคืนไปเท่ียวกินอุจจาระทุก
คนื ...ถา้ โตไปแล้วจะฉิบหาย สมบัติลม่ จมไปทงั หมด ต้องให้ขบั ชายคนน้ันออกจาก
บ้านจากเรือนไปนอกเมืองโดยเร็ว ฝา่ ยบิดาไม่พิจารณาก็หลงเชื่อแม่น้าและหมอดู กเ็ ลย
ขับลูกชายของตนออกจากบ้านเมืองไป...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 276)

44

ตัวอย่างนิทานพื้นบ้านข้างต้น ปรากฏลักษณะพฤติกรรมของตัวละครที่เป็น
การกล่าวหาใส่ร้าย ซึ่งถือเป็นการประทุษวาจาอีกรูปแบบหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทาง
ภาษาที่ปรากฏ คือ “ลูกติดผัวไม่ดเี ลยว่าเป็นคนกาลกิณีบ้าง ว่าเป็นผีกระสือตกกลางคนื ไปเที่ยว
กินอุจจาระทุกคืน” “ถ้าโตไปแล้วจะฉิบหาย สมบัติล่มจมไปท้ังหมด” การใส่ร้ายป้ายสีส่งผลให้
เกิดการขับไล่ให้พ้นจากสถานที่นั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เป็นที่รังเกียจของสังคม หากเลี้ยงไว้ จะ
ก่อใหเ้ กิดสิ่งทีเ่ รยี กว่า อปั มงคล ในอนาคตได้

...ยังมีนายพรานคนหนึ่งยังเป็นหนุ่มโสด...ได้พบมนุษย์ตกอยู่ในเหวมนุษย์และ
สัตว์จึงขอวิงวอนนายพรานว่าให้ช่วยฉันขึ้นจากเหว ฉันจะตอบแทนบุญคุณท่าน
นายพรานจึงได้ไปตัดเถาวัลย์หย่อนลงไปในเหว เจ้าลิงลมก็ไต่เถาวัลย์ขึ้นมาได้ จึงได้
บอกกับนายพรานว่า มนุษย์หัวใจดาอยู่ในเหว อย่าให้มันขึนมา...พระยานาคจึง
ไต่เถาวัลย์ขึ้นมาได้ จึงบอกกับนายพรานว่า มนุษย์หัวใจดาอยู่ในเหว อย่าให้มัน
ขึนมา...เจา้ เสือสมงิ ได้เหนีย่ วเถาวัลย์ข้นึ มาได้ เสือสมงิ จึงบอกกบั นายพรานว่า มนษุ ย์
ใจดา อย่าใหม้ นั ขึนมา หัวใจมันดา...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 355)

จากตัวอย่างนิทานพื้นบ้านชี้ให้เห็นถึงการยุยง เพื่อให้ผู้อื่นคล้อยตามหรือ
ปฏิบัติตาม โดยให้ข้อมูลเปน็ ลาดับแรกว่าเปน็ “มนุษย์หัวใจดา” ซึ่งหมายถึง เป็นคนที่เห็นแก่ตวั
ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ ไม่มีน้าใจ แล้วจึงยุยงต่อว่า “อย่าให้มันขึ้นมา” เป็นการยุยงโดยการ
หา้ มไม่ให้นายพรานนั้นช่วยเหลือมนษุ ย์ หากเชือ่ ว่ามนุษย์เป็นคนใจดาจริง นอกจากจะไม่ช่วยให้
ขึ้นมาจากเหวแล้ว ยังอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดความชิงชัง และใช้ความรุนแรงทางตรงอื่น ๆ ต่อ
มนุษย์ได้อีกด้วย

นอกจากลักษณะการประทุษวาจาข้างต้น นิทานพื้นบ้านภาคกลางยังปรากฏ
การประทุษวาจาในลักษณะที่เป็นการบริภาษด่าทอตรง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบหรือสร้าง
บาดแผลให้กับจิตใจอย่างมาก โดยเฉพาะหากถูกประทุษวาจาในที่สาธารณะอาจทาให้เกิด
ความอบั อายหรอื บ่ันทอนความรู้ลกึ ได้ ดงั เชน่ นิทานนิทานพ้ืนบ้านเรื่อง เคราะหข์ องตาจัน

...คร้ันวันรุ่งขึ้น ตาจันก็เข้าไปหมอบเฝ้าอยู่ในท้องพระโรงตามเคย เม่ือพระเจ้า
แผ่นดนิ เสดจ็ ออกและว่าราชการอย่างอน่ื หมดแล้ว จงึ หนั มารบั สงั่ กบั ตาจนั วา่

“ไงตาจัน แตงโมที่ฉันให้ไปเป็นยงั ไงบ้าง กินแล้วหรอื ยัง”

45

ตาจนั กราบถวายบังคมแล้วทูลว่า
“ขอพระราชทานอภัยโทษพ่ะย่ะค่ะ คือเม่ือวาน เม่ือข้าพระพุทธเจ้าเดินไปถึง
ทวารพระราชวัง ทหารยามรักษาพระราชวังได้ขอแตงโมจากข้าพระพุทธเจ้า
ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า เขาหิวมากกเ็ ลยใหไ้ ป ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรณุ าโปรด
เกล้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจา้ แผ่นดนิ เมื่อได้ทรงฟังดงั นนั้ ก็นิ่งอยู่ และนึกสลดพระทัย
“ตาจันนี่โงม่ าก แตงถืออยู่ในมือยังไม่รวู้ ่ามันเป็นแตงแท้หรอื เปล่า ช่างไม่ตรวจ
ตราให้ถี่ถ้วนบ้างเลย”
...
เม่ือตาจันเดินอุ้มแตงออกจากที่เฝ้าจะกลับบ้าน ตาจันรู้สึกเหมือนกันว่าแตงผล
นั้นหนกั ผิดปกติ ถึงกบั ต้องใช้สองมอื อุ้ม แตต่ าจนั ไม่ได้นกึ สงสัยอะไรต่อไป กลับบ่นวา่
“เอ อ้ายแตงเวรนี่ทาไมหนักก็ไม่รู้ หนักราวกับเด็กอายุ 12 ขวบทีเดียว ถ้าไม่
เกรงพระราชอาญาทีร่ บั ส่ังใหเ้ อาไปกินละก็จะเหวี่ยงลงขา้ งทางเดี๋ยวนี้”...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 421)

จากนิทานพื้นบ้านเร่ือง เคราะห์ของตาจันข้างต้น ปรากฏข้อความที่ถือเป็น
การประทุษวาจาในลักษณะที่เป็นการบริภาษด่าทอ ดังจะเห็นได้จาก “ตาจันนี่โง่มาก” ซึ่ง
ชใี้ ห้เหน็ ว่าเปน็ คนเขลาเบาปัญญาเป็นอย่างมาก และ “อ้ายแตงเวรน”ี่ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึก
เดือดร้อนในการอุ้มแตงที่มีน้าหนักมาก จึงด่าแตงซึ่งเป็นภาระของตน ถึงแม้การประทุษวาจา
ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระร้ายแรงต่อร่างกาย ท้ังนี้หากเป็นการด่าโดยตรงอย่างซึ่งหน้าอาจส่งผล
กระทบต่อจิตใจหรือบัน่ ทอนความรู้สึกได้

1.3 ความรุนแรงตอ่ ทรัพยส์ ิน
ความรุนแรงต่อทรัพย์สิน เป็นความรุนแรงที่มุ่งทาลายทรัพย์สิน สิ่งของใหเ้ กิด

การเปลี่ยนแปลงหรือแปรสภาพไปเป็นอย่างอื่น รวมถึงความต้องการอยากได้ของผู้อื่นมาเป็น
ของตนโดยวิธีที่มิชอบ เช่น การฉวยโอกาส การลักขโมย การปล้น เป็นต้น ซึ่งผลการวิเคราะห์
พบการใช้ความรุนแรงต่อทรัพย์สิน จานวน 17 ครั้ง ดังเช่นปรากฏในนิทานพื้นบ้านเร่ือง รู้อะไร
ไม่สู้รวู้ ิชา เรือ่ ง ลกู รกั เอาไว้ไหลงั ลกู ชังเอาไว้หน้า และเรื่อง ยกั ษ์ขนิ ี ตามลาดับ

46

...นายมานพ ปาละ ได้ยินเสียงแกรกกรากก็ตกใจตื่นขึ้นเห็นยักษ์นอนคว่า
ซึ่งนอนผิดหลัก ก็นึกดีใจ พอยักษ์นอนหลับสนิทดีก็ลงจากต้นไม้ขโมยไม้ตะบองของ
ยักษ์ไป...เม่ือนายมานพมาถึงบ้าน จึงเอาไม้ตะบองฝังดินไว้ข้างบันได...ชายชู้จึงลัก
ขดุ เอาไม้วิเศษไปไว้ท่อี ื่น...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 365)

ยายแขมีลูก 2 คน คนที่หนึ่งชื่อไข คนที่สองชื่อขา แต่ยายแขรักเจ้าขามาก
เพราะเป็นเด็กที่มีรูปร่างสะสวยและเป็นคนเล็ก...ต่อมาเด็กท้ังสองโตใหญ่ขึ้น ส่วนเจ้าขา
กค็ บเพือ่ นฝงู มากขึ้น ผลาญเงนิ ผลาญทองสมบัติมากมาย ยายแขกต็ ามใจด้วยเป็นคน
ที่โปรดปราน เม่อื ขอเงินทองกับแม่ แมไ่ มใ่ หก้ ็ลักเอา แมส่ อนเท่าไหร่กไ็ ม่เชือ่ ฟัง...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 372)

ชายยากจนคนหนึ่งมีอาชีพหาปลา วันหนึ่งปลาในไซหายไปหมด จึงแอบดูพบ
ยกั ษ์ขนิ ีตนหน่งึ กาลงั ลกั กินปลา กโ็ กรธวิง่ ออกไปจับยกั ษ์...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 241)

จากตัวอย่างนิทานพื้นบ้านทั้ง 3 เร่ืองข้างต้น ปรากฏลักษณะพฤติกรรมของ
ตัวละคร ที่เป็นความรุนรุนแรงต่อทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทาง
ภาษาที่ปรากฏคาบ่งชี้ในการใช้ความรุนแรง คือ “ลัก” “ขโมย” ไม่ว่าจะเป็นขโมยไม้ตะบองของ
ยักษ์ไป ลกั ขุดเอาไม้วิเศษ แมไ่ ม่ให้กล็ ักเอา หรอื ลกั กินปลา ซึง่ แสดงถึงการกระทาทีเ่ ป็นการเอา
ทรัพย์สินที่ผู้อื่นไม่ให้ไปอย่างเจตนาด้วยอาการซ่อนเร้น เม่ือเจ้าของทรัพย์สินทราบ “ก็โกรธวิ่ง
ออกไปจับยักษ์” อาจจะนามาซึ่งความรุนแรงทางตรงในลักษณะอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้แล้วนิทาน
พื้นบ้านภาคกลางยังพบลักษณะความรุนแรงต่อทรัพย์สินในรูปแบบของการปล้นทรัพย์ ดังจะเห็น
ได้จากตวั อย่างนทิ านพืน้ บ้านเรอ่ื ง นกแขกเต้า และเรื่อง ไข่นกเป็ดน้า ตามลาดับ

...คนเขามีลาภทีไ่ หน เขาแจกปลากันทีไ่ หน เขาแจกเงินกันทีไ่ หน คนเดินทางมีที่
ไหน แล้วให้มาบอก พวกโจรก็จะไปปล้นเอามา อย่าไว้ใจใคร ใครพอฉก ใครพอฆ่า
ใครโกรธกับใครต้องฆ่าต้องฉก ลูกเมียทรัพย์สมบัติใครก็ตาม ต้องใจแข็งฆ่าฟัน ดูแต่
พวกข้ามีปืน มีธนู มีหน้าไม้ ไปปล้นเงินมาได้เป็นร้อยเป็นแสน...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 196)

47

...ขณะน้ัน มีโจรกลุ่มหนึ่งทาการปล้นทรัพย์เศรษฐีผู้หนึ่ง มาแบ่งปันกันบน
ศาลาในป่าช้าแหง่ น้ัน มีเพชร พลอย เงิน ทองรปู พรรณเป็นอันมาก จนหัวหน้าโจรเกิด
ความโลภจะเอามากกว่าลูกน้อง พวกโจรไม่สามารถแบ่งปันทรพั ย์กันได้...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 168)

จากตัวอย่างนิทานพื้นบ้านข้างต้น ปรากฏลักษณะพฤติกรรมของตัวละครที่เป็น
ความรุนแรงต่อทรัพย์สินที่ได้มาโดยการล้นทรัพย์ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทางภาษาที่ปรากฏ
คาบ่งชี้ในการใช้ความรนุ แรง คือ “ปล้น” ซึ่งแสดงถึงการกระทาที่เปน็ การใช้กาลงั ในการแย่งชิง
เอาทรัพย์สินที่ผู้อื่นไม่ให้ไปอย่างเจตนา โดยอาจมีการใช้อาวุธปืน ธนู หน้าไม้ เป็นเคร่ืองมือใน
การทาร้ายหรือฆ่าฟันเจ้าของทรัพย์น้ันได้ อีกนัยหนึ่ง ใครพอฉก ใครพอฆ่า ใครโกรธกับใคร
ต้องฆ่าต้องฉก ลูกเมียทรัพย์สมบัติใครก็ตาม ต้องใจแข็งฆ่าฟัน ก็ยังชี้ให้เห็นว่า การกระทา
ดงั กล่าวไรซ้ ึ่งความปรานี ไร้ซึง่ มนษุ ยธรรมและไม่มเี มตตาธรรมต่อเพือ่ นมนุษย์อกี ด้วย

นอกจากนี้แล้วความรุนแรงต่อทรัพย์สินยังปรากฏในลักษณะการทา ลาย
ทรัพย์สินหรือสิ่งของให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแปรสภาพไปเป็นอย่างอื่นอีกด้วย ดังเช่น
ปรากฏในนิทานพืน้ บ้านภาคกลางเรื่อง นายพทุ โธ

...เม่ือเห็นผู้หญิงออกมา เห็นว่ากาลังเพลินกับการทาอาหาร นายพุทโธจึงรีบ
เข้าไปทนั ทีก็เห็นนางน้ันเข้าไปในท่อนงา จงึ คิดว่าผหู้ ญิงนตี้ ้องออกมาจากท่อนงาเป็นแน่
ในวันรงุ่ ข้ึนจะต้องจับตัวให้จงได้ พอเช้าขนึ้ นายพุทโธก็ทาเป็นเดินออกไปในป่าตามเดิม
แต่ก็ย้อนกลับมาแอบใกล้ที่สุด พอถึงเวลานางน้ันก็ออกจากงามาทาอาหารก็รีบตรง
เข้าเรือนทุบท่อนงาจนแตกละเอียด นางน้ันรีบวิ่งเพื่อจะมาเข้าท่อนงาแต่เข้าไม่ได้
คือนายพุทโธทบุ แตกเสียแล้ว นางนันกน็ ่งั ร้องไห้...

(ฉันทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 320-321)

นิทานพืน้ บ้านข้างต้น ปรากฏลกั ษณะพฤติกรรมที่เป็นความรุนแรงในการทาลาย
ท่อนงาช้าง ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทางภาษาที่ปรากฏคาบ่งชี้
ในการใช้ความรุนแรง คือ “ก็รีบตรงเข้าเรือนทุบท่อนงาจนแตกละเอียด” สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า
เป็นการเจตนา “ทบุ ” ซึ่งแสดงถึงการกระทาทีเ่ ป็นการใช้ของแข็งตีลงไปที่ท่อนงาจนกระทั่งแตก
ละเอียด เม่ือที่อยู่อาศัย (ท่อนงา) ของนางถูกทาลาย ก็ส่งผลให้นางร้องไห้เสียใจ ซึ่งเป็นผลมา
จากการใชค้ วามรุนแรงข้างตน้

48

2. ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม
ความรนุ แรงเชงิ วัฒนธรรมที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางน้ัน เป็นความรุนแรง

ที่เกิดจากความชอบธรรม โดยคนในสังคมส่วนใหญ่ให้การยอมรับ เช่น ผู้ชายสามารถมี
ภรรยาได้หลายคน การละเมิดวิถีทางวัฒนธรรม การผิดศีลธรรม เป็นต้น ซึ่งผลการวิเคราะห์
พบว่า ความรุนแรงเชงิ วัฒนธรรม ประกอบด้วยความรนุ แรงย่อยท้ังหมด 3 ลกั ษณะ เรียงลาดับ
การปรากฏซ้ามากที่สุดไปถึงนอ้ ยที่สดุ ดังน้ี

2.1 ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางศีลธรรม
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางศีลธรรม เป็นลักษณะของความรุนแรงที่เป็น

พฤติกรรมการกระทาผิดต่อศีลธรรม ผิดไปจากความประพฤติดีประพฤติชอบ ไร้ซึ่งคุณธรรม
และจริยธรรม รวมไปถึงการอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ผลการวิเคราะห์พบความรุนแรงเชิง
วัฒนธรรมทางศีลธรรม จานวน 10 ครั้ง ดังเช่นปรากฏในนิทานพื้นบ้านเร่ือง ลูกสะใภ้กับแม่ผัว
และเรื่อง ลกู อกตัญญู ตามลาดบั

...ยังมีครอบครัวมีสี่คนด้วยกัน มีลูกเขย ลูกสะใภ้ แม่ผัว และแม่ของลูกสะใภ้...
เมียกบ็ อกผัวว่า แม่ (แมผ่ ัว) กินข้าวหกทุกวันเอาแม่ไปเผาเสียเถอะ เผาทั้งเป็นเลย ผัว
ก็ทาตามความคิดของเมีย จึงจับแม่ผัวใส่กล่องแล้วปิดไว้ หามไปถึงป่าช้าเอาฟืนใส่
เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผัวก็ลืมไม้ขีดก็กลัวมาเอาไม้ขีดเมียก็ตามมาด้วย...เอาไม่ขีด
กลับมาก็ไม่ได้พิจารณาว่าแม่ผัวจะอยู่หรือไม่ จุดไฟเผาเลย...ทีนี้พออยู่มาไม่นาน
ลูกสะใภ้คิดโลภเข้ามาอีกแล้ว บอกผัวให้เอาแม่ตัวไปเผาบ้าง เผ่ือจะได้เงินอีก สองผัว
เมียจึงจับแม่ใส่หีบ แล้วหามไปป่าช้า เอาฟืนใส่จุดไฟเลย แมต่ ัวจงึ ตายในที่สดุ

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 534)

...หล่อนจงไปเอาเชือกผูกเตียงมารดาของหล่อน แล้วจงให้อาณัติสัญญาณ...ก็
ลุกขึ้นจัดแจงเอาเชือกไปผูกเตียงมารดาของภรรยา ทังสองสามีภรรยาช่วยกันยก
ร่างสตรีชราผู้หลับพร้อมกับเตียง เอาไปโยนลงในแม่นาหลังเรือน จระเข้ได้กิน
สตรีนันเป็นอาหาร...บัดนี้ถึงวาระมารดาของท่านบ้าง...ก็ช่วยกันหามสตรีชรา
มารดาของสามีซึ่งกาลังหลับสนิทไปตังไว้บนเชิงตะกอนในป่า...สองสามีภรรยา
กลับจากไปเอาไฟมาแล้วไม่ทันได้พิจารณาก็ชวนกันจุดไฟเผาโดยรีบร้อน
สาคญั ว่าเปน็ รา่ งมารดาของสามี แล้วก็พากนั กลับเรือนโดยความกระหยิ่มใจ...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 373-374)

49

จากตัวอย่างนิทานข้างต้น ปรากฏลักษณะพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของ
ตัวละครที่เป็นการผิดศีลธรรม อกตัญญู เห็นดีเห็นงามในการฆ่าบุพการีของกันและกัน ดังจะเห็น
ได้จากหลักฐานทางภาษา คือ “จึงจับแม่ผัวใส่กล่องแล้วปิดไว้ หามไปถึงป่าช้าเอาฟืนใส่…จุดไฟ
เผาเลย” “สามีภรรยาช่วยกันยกร่างสตรีชราผู้หลับพร้อมกับเตียง เอาไปโยนลงในแม่น้าหลัง
เรือน จระเข้ได้กินสตรีนั้นเป็นอาหาร” การกระทาทั้ง 2 วิธีนี้ เป็นผลให้มารดาต้องเสียชีวิต
ในที่สดุ มิหนาซ้ายงั เป็นการเนรคุณอย่างโหดเห้ียม กล่าวคือ “เผาท้ังเป็นเลย” “สตรีชราผู้หลับ”
“มารดาของสามีซึ่งกาลังหลับสนิท” ท้ัง 3 ข้อความนี้ แสดงให้เห็นได้ว่า บุคคล (มารดา) ยังมี
ชีวิตอยู่ แต่กลับกระทาให้มารดาผู้ยังมีชีวิตต้องเสียชีวิต จะเห็นได้ว่าการกระทาของภรรยาและ
สามีนนั้ อามหติ ขัดต่อหลกั คณุ ธรรมในด้านความกตัญญู จงึ เปน็ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทาง
ศลี ธรรม

ในขณะเดียวกันนิทานพื้นบ้านภาคกลางยังปรากฏการใช้ความรุนแรง เชิง
วัฒนธรรมทางศลี ธรรมในรปู แบบที่สามีมีภรรยาหลายคน ซึง่ สามรถช้ีใหเ้ ห็นถึงอานาจและสิทธิ
ของผู้ชายว่า การมภี รรยาหลายคนน้ันไม่ใช้สง่ิ ผิด ดังจะเหน็ ได้จากนิทานพ้ืนบ้านเรื่อง เจ้ากงจีน

...เจ้ากงจีนผู้นั้นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมากทั้งในด้านความร่ารวยและความเจ้าชู้
เพราะปรากฏว่าเคยมีภรรยามาแล้วนับร้อยกว่า เจ้ากรุงจีนไปค้าขายผ่านเมืองใด
เมื่อเห็นลูกสาวใครต้องตาต้องใจก็สู่ขอตกแตง่ ไปไว้เมอื งจีนเสียทุกคร้ัง...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 430)

จากตัวอย่างนิทานข้างต้น แสดงให้เห็นว่า เจ้ากงจีน “เคยมีภรรยามาแล้วนับ
ร้อยกว่า” ซึ่งคนในสังคมให้การยอมรับว่าไม่ใช่สิ่งผิด เน่ืองจากเป็นคนที่ร่ารวยมีและชื่อเสียงจึง
สามารถกระทาได้โดยง่าย ท้ัง ๆ ที่การกระทาดังกล่าวไร้ซึ่งความเป็นสุภาพชน ไร้ซึ่งการให้
เกียรติ รวมไปถึงไร้ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อภรรยาของตน นอกจากนี้ ยังพบความรุนแรงเชิง
วัฒนธรรมทางศีลธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการตอกย้าถึงการย้ายีเกียรติและศักดิ์ศรีของ
สตรี ดังจะเหน็ ได้จากนิทานพืน้ บ้านเรอ่ื ง นางกระเชอก้นรั่ว

...นายสาเภาเห็นสองผัวเมียทะเลาะกันก็พยายามห้ามปราม ประกอบกับนาย
สาเภาเห็นนางกระเชอก้นร่ัวเป็นคนสวย จึงบอกกับชาวประมงว่า จะขอแลกเมียของ
ชาวประมงกับเมียของตน ชาวประมงตอบตกลง...ส่วนนายสาเภาก็ยกภรรยาของตน
ให้กบั ชาวประมงและพานางกระเชอก้นรั่วจากไป...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 198)

50

จะเห็นได้ว่า เกิดการแลกเปลี่ยนภรรยาระหว่างนายสาเภากับชาวประมง ซึ่ง
ทั้งสองคนน้ันให้ความเห็นดีเห็นงาม โดยไม่มีการถามไถ่ถึงความสมัครใจของภรรยา ดังจะเห็น
ได้จากหลักฐานทางภาษา “จะขอแลกเมียของชาวประมงกับเมียของตน ชาวประมงตอบตกลง”
ซึ่งการกระทาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการไม่ให้เกียรติและกระทาย่ายีต่อศักดิ์ศรีภรรยาของตน
โดยผู้ชายมีอานาจเหนือกว่าผู้หญิง (ปิตาธิปไตย) มีสิทธิ์ที่จะบงการชีวิตของสตรี มิหนาซ้ายัง
ชี้ให้เห็นถึงการขาดความเป็นสุภาพบุรุษ ขาดคุณสมบัติการเป็นสามีที่ดีของภรรยา ผิดลูกผิดเมีย
ลกั ษณะดงั กล่าวจึงถือเป็นความรุนแรงเชงิ วัฒนธรรมทางศีลธรรม

2.2 ความรนุ แรงเชิงวฒั นธรรมทางเพศ
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางเพศ เป็นลักษณะของความรุนแรงที่เป็น

พฤติกรรมทางเพศอย่างผิดไปจากบรรทัดฐานของสังคม ผดิ ทานองคลองธรรม รวมไปถึงการมีชู้
ท้ังหญิงและชาย ผลการวิเคราะห์พบความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางเพศ จานวน 7 ครั้ง ดังเช่น
ปรากฏในนิทานพื้นบ้านเร่ือง กลอุบายของผู้หญิงอยากได้ผัวใหม่ เร่ือง นางฝอยทองเจ้าเล่ห์
และเรื่อง รู้อะไรไม่สรู้ ู้วชิ า ตามลาดบั

...พ่อหนูอย่าเพิ่งเข้ามาหมามันจะกัด เพราะแกไปจากบ้านเป็นเวลา 3 ปี 7 เดือน
นานมาก หมาจาแกไม่ได้...เพื่อถ่วงเวลาหาโอกาสให้ชายชู้ออกจากเรือน เม่ือส่ง
ชายชอู้ อกจากเรือนแล้ว ก็ว่าพ่อหนเู ขา้ มาเถิด...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 251)

นางฝอยทองมีชู้ เอาชู้ซ่อนไว้ในตุ่ม เจ้าผัวรู้เข้าแกล้งทาเป็นไม่รู้เสีย และสั่ง
เมียว่า ต้มน้าให้พี่สกั 1 ปีบ๊ พี่จะลวกมุ้งเพราะเลือดมันชุมนกั ...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 313)

...ฝ่ายนางสุคนธวะดี เห็นสามีของตนไปเงียบไม่ได้ข่าวคราวจึงออกจากบ้านไป
เทีย่ วดูงานมหรสพต่าง ๆ ชายหนุ่มชื่อนายสน สนั ธยา ได้เกิดความรักใคร่ได้ขอความรัก
จากนาง ไดอ้ ยหู่ ลบั นอนกันนางสุคนธวะดี ฐานเป็นชายชู้...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 365)

51

จะเห็นได้ว่า นิทานพ้ืนบ้านทั้ง 3 เรื่อง ปรากฏลกั ษณะเนื้อหาที่แสดงถึงการมีชู้
ของฝ่ายหญิง ดังจะเห็นได้จากคาว่า “นาง” ซึ่งเป็นคาที่แสดงว่าเป็นเพศหญิง มีชู้นอกใจสามี
ตนเอง “ชายชู้” ที่ชี้ให้เห็นโดยนัยว่า ผู้ชายนั้นร่วมประเวณีกับภรรยาผู้อื่น ถือเป็นความรุนแรง
ทางเพศที่ละเมิดวัฒนธรรมว่าด้วยเร่ืองผัวเดียวเมียเดียวหรืออาจเรียกโดยภาษาท่ัวไปว่า เป็นชู้
นอกจากนีแ้ ล้ว ยังมีความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางเพศอีกรูปแบบหนึง่ ทีป่ รากฏในนิทานพื้นบ้าน
ภาคกลาง โดยเป็นตัวละครผู้หญิงที่มีพฤติกรรมในการล่วงละเมิดทางเพศตัวละครที่ถือศีล
ปฏิบตั ิธรรมอกี ด้วย ดังจะเห็นได้จากนิทานพืน้ บ้านเร่อื ง หญิงอกตัญญูและปากร้าย

...อยู่มาวันหนึ่งฤๅษีกาลังเข้าฌานเพื่อบาเพ็ญตบะ ขณะฤๅษีเข้าฌาน หญิงนัน
ก็เขา้ ไปลบู คลาตามร่างกายของฤๅษี...เมื่อได้รบั สัมผัสของหญิงน้ันหนักเข้า ฤๅษีจึง
ได้ใช้มือไปคลาดูว่าเป็นอะไร แต่น้ันมือของฤๅษีก็ได้สัมผัสกับร่างของหญิง แต่ก็ยังไม่
เข้าใจได้ดี เพราะฤๅษีไม่เคยสัมผัสร่างกายหญิงเลย จึงได้ลูบคลาไปถูกปทุมถันของ
หญิงนัน ฤๅษีจึงเอะใจขึ้นนี่มันเป็นอะไรกันแน่จึงลืมตาขึ้น ก็เห็นร่างของหญิงสาวอัน
งดงามสะคราญตา ทาให้ฤๅษีลืมฌานเสียสินด้วยกามราคะเข้าครอบงา จนฌาน
ของฤๅษีเสื่อมสิ้นไป ไม่มองเห็นอะไรที่จะดีกว่าที่จะลาเพศพรหมจรรย์ด้วยความรุ่มร้อน
ของหญิงเข้าไปเผาผลาญ...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 391-392)

เร่ืองเพศเป็นเร่ืองต้องห้ามสาหรับสังคมและวัฒนธรรมไทย ถึงแม้ในปัจจุบัน
จะให้ความเท่าเทียมและเปิดโอกาสในการแสดงออกทางพฤติกรรมทางเพศแล้วก็ตาม หากแต่
พฤติกรรมของตัวละครผู้หญิงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางข้างต้นนั้น เป็นการกระทาที่
ละเมิดต่อวัฒนธรรม “หญิงนั้นก็เข้าไปลูบคลาตามร่างกายของฤๅษี” เป็นการพยายามยั่วยุ
อารมณ์ทางเพศของฤๅษีซึ่งเป็นผู้ทรงศีลบาเพ็ญตบะ ฤๅษีเองก็ได้ “ลูบคลา” ไปถูกปทุมถัน
(เต้านม) ของหญิงนั้น และในท้ายที่สุดแล้วฤๅษีก็ลืมฌานเสียสิ้นด้วยกามราคะอันรุ่มร้อนของ
หญิงเข้าไปเผาผลาญ พฤติกรรมดงั กล่าวจึงขดั ต่อหลักของวฒั นธรรม จงึ กลายเปน็ ความรุนแรง
เชิงวัฒนธรรมที่ละเมิดวัฒนธรรมทางเพศของสังคม อีกนัยยะหนึ่งก็ยังสามารถแสดงให้เห็นถึง
อานาจหรอื พลงั ของสตรี ที่แม้แต่ผู้ทรงศลี ยงั ต้องพ่ายแพ้อีกด้วย

52

2.3 ความรุนแรงเชิงวฒั นธรรมทางชนชัน
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางชนชั้น เป็นลักษณะพฤติกรรมของความรุนแรง

ที่เป็นการดูถูก เหยียดชาติกาเนิด แบ่งแยกระหว่างในเมือง-บ้านนอก หรือ ตระกูลสูง-ตระกูลต่า
ผลการวิเคราะห์พบความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางศีลธรรม จานวน 2 ครั้ง ดังปรากฏในนิทาน
พืน้ บ้านเร่อื ง กากรงุ เทพกับกาบ้านนอก และเรือ่ ง ปัญญาประเสริฐ ตามลาดบั

...กาบ้านนอกตัวนี้รู้สึกตกใจเม่ือได้ยินเสียงเพื่อนกาอีกตัวหนึ่งร้อง กา, กา, กา
และบินตรงมาจับที่ต้นไทรข้าง ๆ กับกาบ้านนอก กาตัวนี้เป็นกาในกรุงเทพ มีไหวพริบ
และอัธยาศยั ดี เมือ่ มนั เห็นเพื่อนของมันต่างถิน่ มา จงึ กล่าวทกั ขึ้นก่อน สวสั ดีครับท่าน
กาบ้านนอก กาตัวนี้เป็นกากรุงเทพฯ...ขณะที่กาลังคุยกันอยู่น่ันเองกากรุงเทพมองไป
ในแม่น้าพบเจ๊กพายเรือเป่าเขาควายขายหมูมาชายฝ่ัง กากรุงเทพใคร่จะทดลอง
ความฉลาดของกาบ้านนอก จึงว่า ท่านเห็นไหม หมูมาในแม่น้าโน่นแล้ว เราจะเอาหมู
กินได้อย่างไร กาบ้านนอกมองดูแล้วนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า เราหมดปัญญา เรา
ต้องการความคิดของท่าน กากรงุ เทพจึงแนะให้...

(ฉันทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 243)

...อยู่มาวันหนึ่งเศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาจึงปรารภกันว่า ลูกชายของเราอายุ
สมควรจะมีครอบครัวได้แล้ว จึงได้ปรึกษาในการที่จะไปสู่ขอลูกสาวของเศรษฐีหน้าบ้าน
เอามาเป็นสะใภ้ เพราะผู้หญิงคนนั้นมีนิสัยดี กิริยาวาจาสุภาพแต่รูปร่างไม่สวย ผิวดา
...เศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาจึงบอกลูกชายของตนทราบ ลูกชายบอกว่า รูปร่างไม่สวย
ไม่ชอบ ฉันชอบอยู่กับหญิงอยู่บ้านของเรานี้ 1 คน และใต้บ้านของเรานี้ 1 คน พ่อแม่
ด้วยความรักลูกจึงถามว่า หญิงสองคนนี้เป็นลูกใคร ลูกชายจึงรีบตอบโดยเร็ว ให้พ่อ
แมฟ่ งั พ่อแม่ไม่พอใจเพราะเป็นตระกลู ตา่ ...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 333)

จากตัวอย่างนิทานพื้นบ้านท้ัง 2 เร่ืองข้างต้น ปรากฏลักษณะพฤติกรรมที่เป็น
การแบ่งแยกชนช้ัน เหยียดรูปร่างหน้าตา ดงั จะเห็นได้จากหลกั ฐานทางภาษาที่ปรากฏคาบ่งชี้ใน
การใชค้ วามรุนแรง คือ “ตระกูลตา่ ” เป็นการแบ่งแยกเชือ้ สายเผ่าพันธ์ุว่า อยู่ในระดับตา่ กว่าตน
จึงไม่ยอมรับ แต่ในทางกลับกนั กลับหาภรรยาให้ลูกชาย ที่เป็นลูกสาวของเศรษฐีมีฐานะร่ารวย
ซึง่ สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า สังคมให้ความสาคญั กับฐานะการเงนิ จึงทาให้เกิดการยอมรับและมอง

53

คนที่มีฐานะต่างกับตนว่าเป็นผู้อยู่ในตระกูลต่า ในขณะเดียวกัน “ลูกชายบอกว่า รูปร่างไม่สวย
ไม่ชอบ” ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ยอมรับและเหยียดสีผิวดา รูปร่าง หน้าตา โดยไม่คานึงถึงฐานะว่า
จะรา่ รวยหรือไม่ นอกจากนี้ เนือ้ หาของนทิ านพื้นบ้านภาคกลางเรอ่ื ง กากรงุ เทพกบั กาบ้านนอก
ก็ยังเกิดการแบ่งแยกชนช้ันทางสังคมระหว่างในเมืองและชนบท “กากรุงเทพใคร่จะทดลอง
ความฉลาดของกาบ้านนอก…เราจะเอาหมูกินได้อย่างไร กาบ้านนอกมองดูแล้วนิ่งองึ้ อยู่ครู่หนึง่
แล้วตอบว่า เราหมดปัญญา เราตอ้ งการความคิดของท่าน กากรงุ เทพจึงแนะให้” ตวั อย่างนเี้ ป็น
การสรา้ งและตอกย้าว่า ผทู้ ี่อาศยั อยู่ในสงั คมชนบทน้ันยังดอ้ ยด้วยปัญญาในสายตาคนเมือง

3. ความรนุ แรงเชิงโครงสร้าง
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง เป็นความรุนแรงที่

โครงสร้างของสังคมเป็นตัวการใหญ่หรืออาจเป็นตัวแทนจากรัฐ/องค์กร ซึ่งปรากฏออกมาใน
รูปแบบอานาจที่ไม่เสมอกันหรอื ความไม่เท่าเทียมกนั ซึง่ ผลการวิเคราะหพ์ บว่า ความรนุ แรงเชิง
โครงสรา้ ง ประกอบด้วยความรุนแรงย่อยท้ังหมด 2 ลกั ษณะ เรียงลาดับการปรากฏซ้ามากที่สุด
ไปถึงนอ้ ยทีส่ ุด ดังนี้

3.1 ความรุนแรงเชิงโครงสรา้ งทางตาแหน่ง
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางตาแหน่ง เป็นความรุนแรงที่แสดงให้เห็นถึง

ความได้เปรียบเสียเปรียบ อันเกิดจากผู้มีอานาจทางสังคมผ่านโครงสร้างของรัฐ องค์กร หรือ
เป็นตัวแทนของรัฐ โดยบุคคลที่อยู่ภายใต้อานาจมักถูกเอารัดเอาเปรียบหรืออาจถูกทาร้าย ซึ่งผล
การวิเคราะห์พบความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางตาแหน่ง จานวน 4 ครั้ง ดังเช่นปรากฏในนิทาน
พืน้ บ้านเรอ่ื ง ขโมยกบั ชายแก่ และเรื่อง เคราะหข์ องตาจนั ตามลาดับ

...เช้าวันรุ่งขึน้ เขาเผอิญไปพบขโมยอยู่นอกบ้าน ชายทีเ่ ป็นขโมยน้ันแสดงกิริยามี
พิรุธ...ชายแก่จึงนาความไปฟ้องตุลาการ เม่ือขโมยทราบว่า ตนถูกฟ้องดังนั้น ก็มี
ความตกใจมาก จงึ ไปขอคาแนะนาจากชายคนหนึ่ง...ชายผู้ทีจ่ ะช่วยขโมยน้ันพูดว่า ถา้
ตุลาการถามด้วยประการต่าง ๆ ขอท่านจงพูดว่า อย่า และให้แต่งงกายด้วย
ผ้าขีริว ทาผมเผ้าหนวดเคราให้ยุ่งเหยิงเหมือนกับคนบ้า...ขโมยได้ทาตาม
คาแนะนาน้ันทุกประการ และเมื่อตุลาการถามอะไร ขโมยนันก็ตอบว่า อย่า อย่า
ในท่สี ุดตุลาการโกรธขึนมา จงึ สั่งใหย้ กฟ้องเสีย เป็นอันว่าขโมยกลบั ไปบ้านได้ด้วย
ความร่นื เริง...

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 256)

54

…“ท่านกานัน” เจ้าของวัวบอกกานัน “ตาจันมายืมของฉันไปไถนา เวลามาคืน
ก็ไม่บอกส่งตามธรรมเนียม ทาเลินเล่อไม่รักษาให้ดี จึงมีขโมยมาลักวัวไป ขอให้ท่าน
กานันจบั ตัวตาจันให้ใช้ค่าวัวของฉันด้วย วัวของฉันน่ะมีราคามากกว่าววั ของตาจัน
ถึงสองเท่าทีเดียวนะ”

กานันเมือ่ ได้ฟงั ฟอ้ งเช่นนันกไ็ ปจับตวั ตาจัน...
(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 424)

จากตังอย่างนิทานพื้นบ้านทั้ง 2 เร่ืองข้างตน จะเห็นได้ว่า ตัวละครที่มีอานาจ
คือ ตุลาการและกานัน ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐ ซึ่งกานันมีหน้าที่ในการป้องกัน รักษา และดูแล
ราษฎร แต่กลับกระทาเกินหน้าที่ของตนเอง “กานันเม่ือได้ฟังฟ้องเช่นนั้นก็ไปจับตัวตาจัน”
แสดงให้เห็นถึงการกระทาต่อร่างกายของบุคคลที่ไร้ซึ่งอานาจในสังคม และตุลาการมีอานาจ
และหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรม แต่กลับใช้
อารมณ์ในการตัดสินคดี ซึ่งเหน็ ได้จาก “ในทีส่ ดุ ตลุ าการโกรธขึ้นมา จงึ สง่ั ใหย้ กฟ้องเสีย” ซึง่ ทาให้
ผู้เสียหายไม่ได้รับความชอบธรรม จึงถือเป็นการใช้อานาจของตนเองอย่างไม่ถูกต้อง แต่ใน
ขณะเดียวกนั จาเลยหรอื ผู้ต้องหา ก็ไม่ได้สยบยอมต่ออานาจเสมอไป ดังจะเหน็ ได้จาก “ท่านจง
พดู ว่า อย่า และให้แตง่ งกายด้วยผ้าขี้ริ้ว ทาผมเผา้ หนวดเคราใหย้ ุ่งเหยิงเหมอื นกับคนบ้า...ขโมย
ได้ทาตามคาแนะนาน้ันทุกประการ” ขโมยผู้ตกเป็นจาเลยนั้นแกล้งเป็นบ้าเพื่อที่จะหนีความผิด
ของตนเองและพยายามให้ตนเองน้ันรอดพ้นจากการตัดสินคดี และในที่สุดก็เป็นผลสาเร็จ
นอกจากนี้ นิทานพื้นบ้านภาคกลางยังปรากฏให้เห็นถึงการโต้กลับและการต่อรองอานาจของ
ตัวละครอกี ด้วย ดังนทิ านพืน้ บ้านเรอ่ื ง สากกระเบือวเิ ศษ

มีก ระท าชาย นาย หนึ่งชื่ อนาย แก่นแก้ว ...ใ นข ณะ น้ันบ้า นเ มือ งต้องก า ร ช า ย
ฉกรรจ์เข้าฝึกทหารเพื่อป้องกันข้าศึกศัตรู เม่ือถึงกาหนดวันเรียกชายฉกรรจ์ คนอื่น
เขามากันตามหมายเกณฑ์ของอาเภอทุกคน เว้นตานายแก่นแก้วเพียงคนเดียวที่ไม่มา
นายอาเภอจึงสั่งให้คนใช้นาหมายไปส่งให้ และส่ังให้มาพบนายอาเภอวันรุ่งขึน
...นายแก่นแก้วต้องการที่จะหลีกเลี่ยงไม่ไปพบนายอาเภอ...บอกกับคนใช้ของ
นายอาเภอว่า จะอย่างไรก็ตามให้เมียคลอดลกู เสียก่อนแล้วจึงจะไป หรอื มิเช่นนน้ั ก็ให้
นายอาเภอมาเอง...นายอาเภอได้ฟังกโ็ กรธมาก และคิดในใจว่า เราเป็นถึงนายอาเภอ
มียศศักดิ์สูง แต่นายแก่นแก้วเป็นชาวบ้านธรรมดาบังอาจสั่งให้นายอาเภอไปหา คนนี้
จะโอหังมาก เอาเถอะพรุ่งนีจะไปลากคอมาเอง...เม่ือเวลาเช้าของวันรุ่งขึ้น เขาคอย

55

ดทู ีท่ ่าน้าเพราะถ้านายอาเภอมาจะต้องมาทางเรอื ก่อนกินข้าวนายอาเภอกใ็ ห้คนพาย
เรือมาจอดที่ท่าจริง ๆ นายแก่นแก้วเห็นก็ลงไปต้อนรับนายอาเภอเป็นอย่างดี...
นายอาเภอบอกว่า เม่ือเมียท้องก็คลอดเอง นายแก่นแก้วต้องไปราชการทหาร ถ้าขัด
ขืนต้องติดตาราง...นายแก่นแก้วมองตาเมียอย่างเป็นนัยแล้วส่ังให้เมียต้มนก แกงนก
ผัดนก ทอดนกทาให้อย่างดี เขาพูดดัง ๆ เพื่อให้นายอาเภอได้ยิน...พอออกพ้นบ้านมี
ฝูงนกบินผ่านมา นายแก่นแก้วยกกระสุนขึ้นดีดทันที พอดีดทีหนึ่งก็พดู ว่า “ตายเรือน”
…นายอาเภอยิ่งสงสยั มากขนึ้ ว่านกจะมาตายเรือนได้อย่างไร...ออกไปมองดูบนหลังคา
บ้านกเ็ ห็นนกตายอยู่สี่หาตัว...นายอาเภอมีความกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่าถึงอย่างไร
ต้องเอากระสุนคันนี้ให้ได้...นายอาเภอก็ขอกระสุนทันที...ถ้าไม่ให้กระสุนก็ต้องไปเป็น
ทหารวนั นวี้ นั นีท้ ีเดียว...นายอาเภอดีใจทีไ่ ด้กระสุนคันน.ี้ ..นายแก่นแก้วกับเมียดีใจที่พ้น
ราชการทหารไปได้...รุ่งเช้าพาคนใช้ไปโดยไม่รอช้า... นายอาเภอก็เข้าจับตัวนาย
แก่นแกว้ เอง...นายแก่นแก้วสั่งเมียเสร็จกว็ ิ่งเข้าครัว เอาไม้ตีพริกออกมายกขึ้นตีหัวเมีย
พอแตกแล้วส่ังว่าให้เข้าไปในห้องแล้วกลับออกมาให้เป็นสาว...พอเมียนายแก่นแก้ว
เข้าห้อง น้องเมียนายแก่นแก้วซึ่งแต่งตัวรออยู่แล้วก็เดินออกมา สวยกว่าเมียนาย
แก่นแก้วตั้งหลายเท่า...นายอาเภอมองจนลืม...และบอกนายแก่นแก้วว่าจะไม่เอานาย
แก่นแก้ว ไปเป็นทหารแล้ว ถ้าโทษติดคุกก็จะติดแทน แต่ขอสากกะเบือวิเศษก็แล้วกนั
เพราะเมียนายอาเภอแก่แล้วจะเอาไปทาใหเ้ ป็นสาวบ้าง...นายอาเภอหยิบสากกระเบือ
ออกมากาอย่างถนัดมือยกขึ้นตีอย่างเต็มแรงลงที่หัวของเมีย...ฝ่ายเมียเลือดสาดเต็ม
ไปหมดชักดิน้ ชกั งอแล้วขาดใจตาย...นายอาเภอติดคกุ เพราะฆ่าเมียโดยเจตนา

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 227-231)

จากนิทานพื้นบ้านข้างต้น จะเห็นได้ว่า ตัวละครนายแก่นแก้วไม่ได้สยบยอม
ต่ออานาจของนายอาเภอ ถึงแม้จะมีการขู่ บังคับก็ตาม ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทางภาษา คือ
“ถ้าขัดขนื ต้องติดตาราง” “ถ้าไม่ใหก้ ระสนุ กต็ ้องไปเปน็ ทหารวนั น้วี นั น้ีทีเดียว” และ “นายอาเภอ
ก็เข้าจับตัวนายแก่นแก้ว” ในขณะเดียวกันก็โต้กลับด้วยการใช้กลอุบายทาให้นายอาเภอซึ่งเป็น
ตัวแทนของรัฐหลงกล ไม่ว่าจะเป็นการใช้กระสุนยิงนกหรือใช้สากกระเบือตีศีรษะภรรยาให้เป็น
สาวกต็ าม ล้วนแต่เป็นกลอุบายท้ังสิ้น ส่วนนายอาเภอก็หลงเช่อื นายแก่นแก้วและมีความอยากได้
สิ่งของที่นายแก่นแก้วใช้เป็นกลอุบาย โดยไร้ซึ่งการพิจารณาไตร่ตรอง “ต้องเอากระสุนคันนี้
ให้ได้...นายอาเภอก็ขอกระสุนทันที” และ “จะไม่เอานายแก่นแก้วไปเป็นทหารแล้ว ถ้าโทษติด
คุกกจ็ ะตดิ แทน แตข่ อสากกะเบือวเิ ศษก็แล้ว” แสดงให้เหน็ ถึงการละเลยหน้าทีข่ องตนเอง

56

3.2 ความรนุ แรงเชิงโครงสร้างทางการศึกษา
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางการศกึ ษา ปรากฏในรูปแบบของความไม่เท่าเทียม

ทางการได้รับการศึกษาหรือการเข้าไม่ถึงการศึกษาของคนชนบท ซึ่งผู้ที่ได้รับการศึกษานั้น
มักจะอยู่ในเมือง ทาให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในสังคมชนบทน้ันด้อยด้วยปัญญาที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้
ซึ่งผลการวิเคราะห์พบความรนุ แรงเชิงโครงสร้างทางการศึกษาเพียง 1 ครั้ง ดังปรากฏในนิทาน
พืน้ บ้านเร่อื ง บณั ฑติ เจ้าปัญญา

กาลครั้งหนง่ึ นานมาแล้ว ยังมีชาวนาครอบครวั หนึง่ ประกอบด้วยพ่อ แม่ และ
ลูกชายอีก 3 คน...สามีภรรยาจึงได้ทาพินัยกรรมไว้ฉบับหนึ่ง...ต่อมาไม่นานท้ังสามี
และภรรยาได้ถึงแก่กรรมลง ลูกชายทั้ง 3 คน จึงเปิดพินัยกรรมออกอ่านมีข้อความว่า
ลกู ชายคนโตจะได้วัวครึ่งหน่ึงของวัวทั้งหมด ลกู ชายคนกลางจะได้ววั 1 ใน 3 ส่วนของ
วัวท้ังหมด ลูกชายคนสุดท้ายจะได้วัว 1 ตัว จากวัว 17 ตัว ลูกชายทั้ง 3 คน คิดแบ่ง
อยา่ งไรก็แบ่งไมถ่ กู จงึ ให้บัณฑิตผหู้ นึ่งซึง่ มีความรูแ้ ตกฉานมาชว่ ยแบง่ ให้...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 204)

จากนิทานพื้นบ้านเร่ือง บัณฑิตเจ้าปัญญา จะเห็นได้ว่า ลูกชายท้ัง 3 คน ซึ่งเปน็
ครอบครัวชาวนาไม่สามารถแบ่งสมบัติตามพินัยกรรมได้ ดังจะเห็นได้จาก “คิดแบ่งอย่างไร
ก็แบ่งไม่ถูก” จึงให้บัณฑิตซึ่งเป็นผู้มีปัญญาทรงความรู้มาช่วยแบ่งพินัยกรรมให้ สะท้อนให้เห็น
ถึงโครงสร้างทางการศึกษาว่า สังคมเกิดความเหลื่อมล้าทางโอกาสในการได้รับการศึกษา
ชาวนาหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในสังคมชนบทมักไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร อีกนัยหนึ่งก็ถือเป็น
การตอกย้า และล้อเลียนหรือดูถูกผู้ที่เป็นชาวนาว่าด้อยปัญญาอีกด้วย ดังนั้น จึงถือว่าเป็น
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางการศกึ ษาอย่างชดั เจน

ความรุนแรงเดี่ยวที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง ปรากฏทั้ง 3 ด้าน ตามแนวคิด
ความรุนแรงของ Johan Galtung ความรุนแรงด้านแรก คือ ความรุนแรงทางตรง ประกอบด้วย
ความรุนแรงทางร่างกาย ความรุนแรงโดยการประทุษวาจา และความรุนแรงทางต่อทรัพย์สิน
ความรนุ แรงด้านที่สอง คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ประกอบด้วย ความรุนแรงเชงิ วัฒนธรรม
ทางศีลธรรม ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางเพศ และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางชนชั้น
ความรุนแรงด้านสุดท้าย คือ ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย ความรุนแรงเชิง
โครงสรา้ งทางตาแหน่งและความรนุ แรงเชิงโครงสร้างทางการศึกษา

57

ความรนุ แรงซ้อน
ในหัวข้อความรุนแรงซ้อน จะอธิบายให้เห็นถึงมิติความสัมพันธ์ของความรุนแรง

ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงความรุนแรงใดความรุนแรงหนึ่งเท่าน้ัน หากแต่ส่งผลกระทบ
ต่อเนื่องไปหาความรุนแรงในด้านอื่นอีกด้วย โดยผลการวิเคราะห์พบความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
ส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรงปรากฏมากที่สุด รองลงมา คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม
ส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิง
โครงสรา้ งตอ่ เนือ่ งให้เกิดความรนุ แรงทางตรง ตามลาดับ โดยมีรายละเอียด ดังน้ี

1. ความรนุ แรงเชิงโครงสรา้ งส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง ที่ปรากฏในนิทาน

พืน้ บ้านภาคกลาง เปน็ รูปแบบทีเ่ ปน็ โครงสรา้ งทางสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ ใช้อานาจในการข่มขู่
บังคับหรือสั่งเหล่าเสนาอามาตย์ให้กระทาสิ่งต่าง ๆ อันส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ผลการวิเคราะห์
พบความรุนแรงเชงิ โครงสร้างส่งผลใหเ้ กิดความรนุ แรงทางตรง จานวน 15 คร้ัง ดังเช่นปรากฏใน
นิทานพืน้ บ้านเร่อื ง ปริศนา 4 ประการ เรอ่ื ง พระมหากษตั ริย์ และเร่อื ง นางอุทยั ตามลาดับ

...เม่ือชายตัดฟืนตอบปัญหาทั้ง 4 ข้อแล้ว พระราชาทรงเห็นด้วยกับ 3 ข้อแรก
ของชายตัดฟืน แต่ไม่ชอบข้อที่ 4 เพราะเป็นการกล่าวร้ายผู้หญิงแล้วให้เก็บปริศนา
ทังสี่ข้อเป็นความลับอย่าได้บอกใครเป็นอันขาด ถ้าปรากฏว่าผิดสัญญาจะถูก
จับไปขังคุกตลอดชีวิต...ครั้นรุ่งเช้า พอสามีออกจากบ้านไปตัดฟืนในป่า นางก็ออก
จากบ้านไปเช่นกัน...มุ่งตรงเข้าไปในเมืองเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา นางกราบทูลตามที่ได้
ทราบมาจากสามี พระราชาจึงประทานทองคาให้ตามที่ได้สัญญาไว้ แล้วตรัสถามนางว่า
ได้คาไขปริศนาเหล่านี้มาจากไหน นางจึงบอกว่า สามีของนาง คือ ชายตัดฟืนเป็นคน
บอกให้ พระราชาทรงพิโรธแต่พระองค์ก็ปล่อยให้นางกลับไปพร้อมด้วยของรางวัล
แล้วจึงมีรับสั่งให้ทหารไปจับตัวชายตัดฟืนมาเฝ้า และขังคุกไว้ฐานขัดขืนพระกระแส
รบั ส่ัง...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 207-208)

58

...ในวนั เดียวกนั บงั เอิญพระธามรงค์วงงามที่สุดของพระมเหสีหายไป ใคร ๆ พา
กันคิดว่า มหาดเล็กผู้นี้ต้องเป็นผู้ลักเอาไปอย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นผู้ดูแล
เคร่ืองประดับอันมีค่าของพระนาง พระเจ้าแผ่นดินรับส่ังให้เขาเข้าเผ้าโดยด่วน ตรัส
ด้วยความพิโรธว่า เขาจะต้องถกู ประหารชีวติ ถ้าแม้วา่ ในวันรุ่งข้ึนเขาไม่สามารถจะนา
ตวั คนร้ายมาถวายได้...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 337)

...พระสุทราชได้ฟังเช่นนั้นก็เสด็จกลับพระราชวังและกราบทูลให้พระราชบิดา
ทรงทราบตามคาตายาย พระเจา้ การบเมอ่ื ได้ทรงฟังเช่นนั้นก็ทรงพระพิโรธตายายเป็น
อันมาก รับส่ังให้ราชบุรุษไปจับตายายประการเสียโทษฐานกล่าววาจาจองหองลบหลู่
พระเกียรติยศ ฝา่ ยนางกาวินมเหสีได้ทรงฟังพระเจ้าการบรับสั่งเช่นนั้นก็กราบทูลทัดทาน
...ทางที่ดีควรไปบอกตายายสองคนน้ันว่า การทาสะพานทองน้ันจะทาให้ตามที่
ต้องการ แต่ฝ่ายหญิงก็จะต้องสร้างตาหนักให้สมกับตาแหน่งพระราชโอรส และจะต้อง
สร้างให้เสร็จภายในเจ็ดวัน แม้นไม่สาเร็จตามรับสั่งจะถูกประหาร...ตากุลโกถาดกับ
ยายกาวันเม่อื ได้ทรงฟังข้อรบั สงั่ จากราชบุรุษเช่นนั้นกพ็ ากันน่ังกอดเข่าถอนหายใจ...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 445-446)

จากตัวอย่างนิทานข้างต้น จะเห็นได้ว่า โครงสร้างทางสังคมปกครองด้วยระบอบ
กษัตริย์ ซึ่งปรากฏลักษณะพฤติกรรมการใช้อานาจของกษัตริย์ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทาง
ภาษาที่ปรากฏคาบ่งชี้ในการใช้อานาจ คือ “ให้...” “รับสั่งให้” เป็นการสั่งการให้กระทาอย่างใด
อย่างหนึ่ง เม่ือกษัตริย์อยู่ในชั้นโครงสร้างของสังคมที่สูงกว่า จึงทาให้มีอานาจเหนือกว่าผู้อื่น
และส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง นั่นคือ การกักขัง “ขังคุกไว้ฐานขัดขืนพระกระแสรับสั่ง”
ขู่ “เขาจะต้องถูกประหารชีวิต ถ้าแม้ว่าในวันรุ่งขึ้นเขาไม่สามารถจะนาตัวคนร้ายมาถวายได้”
“แมน้ ไม่สาเรจ็ ตามรับสง่ั จะถกู ประหาร” หรอื แมแ้ ต่ “รับสั่งให้ราชบรุ ษุ ไปจบั ตายายประหารเสีย
...มเหสีได้ทรงฟังพระเจ้าการบรับสั่งเช่นนั้นก็กราบทูลทัดทาน” แสดงให้เห็นถึงการใช้อานาจ
ข อ งก ษั ต ริย์ ส่ง ผ ล ใ ห้ผู้ อื่ น ไ ด้ รับ ค ว า มเ ดื อ น ร้ อ น ห รือ ไ ด้ รับ ค ว ามทุ ก ข์ท า งก า ย แ ล ะท า ง ใ จ
นอกจากนี้ นิทานพื้นบ้านภาคกลางยังปรากฏการใช้ความรุนแรงในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ
ลักษณะนี้อีกด้วย หากแต่ปรากฏในรูปแบบของผู้มีอานาจที่เป็นตัวแทนของรัฐ ดังจะเห็นได้จาก
นิทานพ้ืนบ้านเรือ่ ง กลอบุ ายของผหู้ ญิงอยากได้ผวั ใหม่

59

...ปลัดที่อยู่ในกลองทั้งสองก็ได้จดเอาปากคาชายชู้กับผู้หญิงคนน้ันว่าเป็นคน
เอาไปจริง จึงพูดขึ้นในกลองหญิงกับชายชู้ก็วางกลองลงร้องว่า เอ๊ะ คนอะไรอยู่ในนี้
ปลัดทั้งสองจึงได้ทาลายกลองออกมาจับเอาตัวชายชู้บังคับให้ไปเอาของทีล่ ักไปน้ันมา
คืนให้ ผัวเก่าได้รับแล้ว ปลดั ท้ังสองบังคับให้ผัวเก่าสวมเครอ่ื งวิเศษเหาะให้ดู...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 252)

จากตัวอย่างนิทานพื้นบ้านเร่ือง กลอุบายของผู้หญิงอยากได้ผัวใหม่ ปรากฏ
ลักษณะพฤติกรรมของตัวละครที่เป็นปลัดใช้อานาจในการบังคับ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทาง
ภาษา คือ “บังคับ” เป็นการใช้อานาจสั่งให้ปฏิบัติหรือให้จาต้องทา จึงเป็นความรุนแรงเชิง
โครงสร้างในการใช้อานาจของปลัดซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐ ส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง
น่นั คือ การบังคับให้กระทาตามทีต่ นตอ้ งการ

2. ความรนุ แรงเชิงวัฒนธรรมสง่ ผลใหเ้ กิดความรุนแรงทางตรง
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง ที่ปรากฏในนิทาน

พื้นบ้านภาคกลาง เป็นการละเมิดศีลธรรมหรือเป็นการล้อเลียน ดูถูกผู้พิการ ผลการวิเคราะห์
พบความรนุ แรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลใหเ้ กิดความรุนแรงทางตรง จานวน 9 ครั้ง ดงั เช่นปรากฏใน
นิทานพืน้ บ้านเรอ่ื ง คนหหู นวก

มีครอบครัวหนึ่งเป็นชาวนา...หัวหน้าตระกูลนั้นเป็นชายชื่อนายโสตร์ จิตสาตร์
ภรรยาชื่อนางจิตต์ จิตสาตร์ บุตรสาวชื่อนางคล้อยใจ จิตสาตร์ เป็นคนหูหนวก
ด้วยกันทังสามคน ประกอบอาชีพทานา...อยู่มาวันหนึ่งได้ให้คล้อยใจบุตรสาวมาเฝา้
บ้านตนไว้ด้วย เพื่อจะไปส่งข้าวสามี ในวันนั้นเอง มีชายเดินทางมาทางนั้นคนหนึ่งชื่อ
นายบุญมา นายบุญมาหวังจะไปเยี่ยมญาติของตนในตาบลแห่งหนึง่ แต่ยังไม่รู้จักบ้าน
ญาติ จึงเข้าไปถามนายโสตร์ซึ่งกาลังไถนาอยู่ว่า ลุงทางไปบ้านญาติของฉันนันไป
ทางไหน นายโสตร์ตอบว่า กระบือของฉันพึ่งซือมานะ ฉันไม่ขายของฉันหรอก
นายบุญมารู้ว่าถามไม่ได้เร่ืองแล้วก็เดินเลยไป...นายโสตร์เม่ือเห็นภรรยามา จึงกล่าวว่า
นีแ่ นะแมจ่ ติ ต์ เมือ่ กีน้ ีใ้ ครกนั มาถามซือ้ กระบือเราได้ ฉนั จึงบอกไปว่าไม่ขายหรอก

เม่ือนางจิตต์เห็นสามีหยุดไถนา หันมาพูดกับตัวก็เข้าใจว่า นายโสตร์สามีดุใน
เร่ืองมาส่งข้าวสายไป นางจิตต์จึงกล่าวว่า ฉันก็มาแต่เช้าเหมือนทุกวันนี่นะ ไม่ได้มา
สายหรอก นายโสตร์เห็นภรรยาพูดด้วยก็เข้าใจว่าภรรยาคงจะถามเร่ืองที่ตนบอก จึง
กล่าวต่อไปว่า ฉันก็บอกกับมันแล้วว่าไม่ขาย มันก็ถามอีก ฉันก็เลยดุให้ว่า อุบ๊ะ

60

บอกว่าไมข่ ายจะมาถามเอาอะไรกันละ่ นางจิตตภ์ รรยาเมื่อเหน็ สามีพูดอีก กเ็ ข้าใจ
ว่าดตุ ัว จงึ ทงั โกรธทังแคน้ จงึ กล่าวว่า ฉันกม็ าส่งแต่เช้านี่นะ จะมาดุฉันไมไ่ ด้

นางจิตตโ์ กรธเตม็ ทีจ่ ึงกระแทกกระบุงวางไวแ้ ล้วก็เดินกลบั บ้าน...
(ฉันทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 262)

จากนิทานพืน้ บ้านข้างต้น จะเห็นได้ว่า เนือ้ หานิทานพ้ืนบ้านเรือ่ งนี้เปน็ การล้อเลียน
และดูถูกทางวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของผู้พิการทางการได้ยินว่า ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่รวมกบั คน
ปกติได้ หรือในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้พิการด้วยกันเองได้ นิทานพื้นบ้านเร่ืองนี้
สร้างให้ตัวละครนั้นมีความบกพร่องทางการได้ยิน จึงทาเกิดปัญหาทางการสื่อสาร ดังจะเห็น
ได้จาก “ลุงทางไปบ้านญาติของฉันนั้นไปทางไหน นายโสตร์ตอบว่า กระบือของฉันพึ่งซื้อมานะ
ฉันไม่ขายของฉันหรอก” “เม่ือนางจิตต์เห็นสามีหยุดไถนา หันมาพูดกับตัวก็เข้าใจว่า นายโสตร์
สามีดุในเรื่องมาส่งข้าวสายไป” แสดงให้เห็นว่า ตัวละครนั้นสื่อสารกันคนละเรื่องและเกิด
ความเข้าใจผิดและใช้ความรุนแรงตามมา “ฉันก็เลยดุให้ว่า อุบ๊ะ บอกว่าไม่ขายจะมาถามเอา
อะไรกันล่ะ” และทาให้ภรรยา “ท้ังโกรธทั้งแค้นจึงกล่าวว่า ฉันก็มาส่งแต่เช้านี่นะ จะมาดุฉัน
ไม่ได้” และในท้ายที่สุดแล้ว “นางจิตต์โกรธเต็มที่จึงกระแทกกระบุงวางไว้แล้วก็เดินกลับบ้าน”
ในขณะเดียวกนั ความรุนแรงในนิทานพืน้ บ้านภาคกลางก็ยังปรากฏในรปู แบบตวั ละครที่เป็นพระ
ละเมดิ วฒั นธรรมหรอื ศลี ธรรมอกี ด้วย ดังจะเห็นได้จากนิทานพืน้ บ้านเร่อื ง พระหมอดู

...เณรนอ้ ย...จึงกล่าวแก่หลวงตาขนึ้ ว่า...ผมจะเป็นผไู้ ปขโมยเอาเครื่องอุปกรณ์
(ทานา) เหล่านีต้ ามบ้านของพวกโยมเอาไปซ่อนไว้ให้ดตี ามทิศทางต่าง ๆ ในที่เหมาะสม
แล้วให้หลวงพ่อเป็นหมอดู...ส่วนหลวงตาก็ตกลงเห็นชอบด้วย...เณรน้อย เห็นว่า
ขณะนี้คนกาลังนอนหลับสนิท ก็เริ่มวิธีการของตนได้สมดังความประสงค์...พวกโยมก็
ได้ของที่หายคืนมาทุกสิ่ง ก็พากันนับถือหลวงตา แต่ก็ยังไม่มากเท่าไหร่นัก ต่อมาก็ให้
เณรน้อยขึน้ ไปขโมยของมคี ่าบนเรือนของพวกโยมอีก...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 341-342)

จะเห็นได้ว่า ตัวละครเณรกับหลวงตากระทาผิดศีลธรรมในการเปน็ พระ ดังจะเห็น
ได้จาก “ผมจะเป็นผู้ไปขโมยเอาเคร่ืองอุปกรณ์ (ทานา) เหล่านี้ตามบ้านของพวกโยม” เพื่อที่
หลวงพ่อจะได้รับการนับถือจากชาวบ้านในฐานะที่เป็นหมอดู “หลวงตาก็ตกลงเห็นชอบด้วย”
แสดงให้เห็นถึงการเห็นดีเห็นงามกับการกระทาที่ไม่ควร แม้ตนเองจะอาวุโสหรือแก่พรรษากว่า

61

แต่กลับไม่ห้ามปรามเณร และส่งเสริม “ให้เณรน้อยขึ้นไปขโมยของมีค่าบนเรือนของพวกโยม
อีก” ซึ่งถือเป็นการประพฤติผิดวินัยสงฆ์และผิดศีลธรรมโดยการขโมยอุปกรณ์การทา
เกษตรกรรมและของมคี ่าของชาวบ้าน ตัวอย่างนิทานพ้ืนบ้านดังกล่าวจึงชใี้ หเ้ ห็นถึงความรุนแรง
เชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรงต่อทรัพย์สิน ในทานองเดียวกันนิทานพื้นบ้าน
ภาคกลางก็ยังปรากฏความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง ซึ่งเป็น
การประทุษวาจาอีกด้วย ดังจะเหน็ ได้จากนิทานพืน้ บ้านเร่อื ง ทาเองก็เปน็ เอง

...อยู่มาวันหนึ่งชายเถนนันเกิดความกาเริบด้วยราคะ คิดจะเอาหญิงชีนัน
เป็นภรรยาของตน…ก็เข้าไปพดู จากับหญิงนั้นให้ฟังทุกสิ่งทกุ อย่างที่คิดไว้ เขากระทา
เช่นนี้อยู่อย่างนี้เป็นอยู่หลายคร้ัง ฝ่ายหญิงน้ันเห็นชายเถนพูดจาละลาบละล้วงถึง
หลายครั้งดังนนั้ แลว้ กน็ ึกไม่พอใจ...

(ฉันทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 310)

จากตัวอย่างนิทานพื้นบ้าน ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ที่ตัวละครเถน
ซึ่งเป็นชายมีอายุ อาศัยอยู่กินที่วัด อาจถือศีลหรือนุ่งห่มผ้าเหลืองตามแต่จะหาได้ กระทาผิด
ศีลธรรมและขาดความยับย้ังชั่งใจโดยการ “คิดจะเอาหญิงชีน้ันเป็นภรรยาของตน...พูดจา
ละลาบละลว้ งถึงหลายคร้ัง” แสดงให้เห็นถึงการกระทาทีล่ ่วงเกินด้วยวาจาต่อผถู้ ือศลี หลายครั้ง
จนส่งผลให้หญิงชีเกิดความไม่พอใจ จึงกลายเป็นความรุนแรงทางตรงโดยการประทุษวาจาไป
ในทีส่ ดุ

3. ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง
ให้เกิดความรุนแรงทางตรง

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเนื่องให้เกิด
ความรุนแรงทางตรง ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางนั้น จะพบในรูปแบบที่เป็นโครงสร้าง
ทางสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ ใช้อานาจในการสั่งขบั ไล่ออกจากเมอื ง หรอื เปน็ การกระทาที่ส่งผล
ต่อชีวิตโดยไร้ซึ่งความผิด เนื่องจากอานาจของกษัตริย์อยู่ระดับโครงสร้างทางสังคมที่สูงกว่า
จึงได้รับความชอบธรรมและคนในสังคมให้การยอมรับการกระทาน้ัน ซึ่งผลการวิเคราะห์พบ
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรง จานวน 3 ครั้ง ดังเช่นปรากฏใน
นิทานพืน้ บ้านเรอ่ื ง ท้าวแสนปม

62

...คร้ันถึงเวลากาหนดกใ็ หก้ ุมารเลือกขนมจากบรรดาผทู้ ี่นามา ปรากฏว่า กุมาร
รับข้าวเย็นจากมือแสนปมไปเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ท้าวไตรตรึงษ์รู้สึกอับอาย
อยา่ งมาก ความโกรธจึงขบั ไล่นางอษุ าออกจากเมืองโดยทันที...

(ฉันทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 191)

จากตัวอย่างนิทานข้างต้น จะเห็นได้ว่า โครงสร้างทางสังคมปกครองด้วยระบอบ
กษัตริย์ “ท้าว” หมายถึง ผู้เป็นใหญ่หรือพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งปรากฏลักษณะพฤติกรรมการใช้
อานาจของกษัตรยิ ์ ดังจะเหน็ ได้จากหลกั ฐานทางภาษาที่ปรากฏคาบ่งชใี้ นการใชอ้ านาจ “ขบั ไล่”
เป็นการไล่ลูกออกจากเมืองอย่างไม่มีเยื่อใย เนื่องจากลูกสร้างความอับอายโดยการมีสามีเป็น
แสนปมซึง่ มีรูปร่างอปั ลักษณ์ แตก่ ็ไม่สามารถทาอะไรได้ เพราะโครงสร้างทางสังคมและอานาจ
ของกษัตริย์นั้นทาให้การกระทาดังกล่าวได้รับความชอบธรรม ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็แสดงให้เห็น ถึง
การไม่ยอมรับผู้ที่มีความบกพร่องทางรูปร่างหน้าตาว่า สร้างความ “อับอาย” และไม่เป็นที่
ต้องการของสงั คม นอกจากใช้อานาจในการขบั ไล่แล้ว นิทานพ้ืนบ้านภาคกลางยงั ปรากฏการใช้
อานาจของกษัตริย์ในการส่ังฆ่าด้วยวิธีการต่าง ๆ อีกด้วย ดังจะเห็นได้จากนิทานพื้นบ้านเร่ือง
พระยากงพระยาพาน และเรือ่ งมนษุ ย์หวั ใจดากับนายพราน ตามลาดับ

...พระยากงได้ทรงฟังก็ทรงเสียพระทัย ดูหรือมีลูกกับเขาสักคนก็เกิดจะมาฆ่าพ่อ
เสียแล้ว ลูกอย่างนี้มันเลี้ยงได้หรือ...ก็ตรัสสั่งให้ราชมัลนากุมารไปทิ้งในป่าไผ่นอกเมือง
หวังจะให้ตาย...

(ฉนั ทนา เยน็ นาน, 2539, หน้า 457)

...พระยานาคจึงสูบลมออกจากท้องพระธิดานั้นจนหมดท้องแห้ง พระองค์จงึ ยก
พระธิดาให้กับนายพรานแล้วครองเมือง แล้วจึงสั่งเพชฌฆาตให้จับมนุษย์หัวใจดามา
ฆ่าเสีย

(ฉนั ทนา เย็นนาน, 2539, หน้า 356)

จะเหน็ ได้ว่า นิทานพ้นื บ้านท้ัง 2 เรื่องนั้น ผทู้ ี่มอี านาจในการกระทาส่งิ ตา่ ง ๆ น้ันคอื
กษัตริย์ ดังจะเห็นได้จาก “ส่ัง” “ตรัสส่ัง” เป็นการบอกให้ทาหรือปฏิบัติ โดยการ “ตรัสสั่งให้
ราชมัลนากุมารไปทิ้ง...หวังจะให้ตาย” และ “ส่ังเพชฌฆาตให้จับมนุษย์หัวใจดามาฆ่าเสีย” ซึ่ง
แสดงให้เห็นถึงการใช้อานาจในการมุ่งฆ่าผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นให้นาไปทิ้งหรือสั่งเพชฌฆาตให้ฆ่า

63

ก็ถือเป็นความรุนแรงทางตรงท้ังสิ้น การกระทาดังกล่าวถือเป็นการใช้อานาจอย่างผิดศีลธรรม
และไร้ซึ่งมนุษยธรรม แต่ในทางตรงกันข้ามโครงสร้างทางสังคมในระบบกษัตริย์นั้นกลับให้
ความชอบธรรมในการสั่งฆ่าผู้อื่น ดังน้ัน ตัวอย่างดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงเชิง
วัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเน่ืองให้เกิดความรุนแรงทางตรง อย่าง
ชดั เจน

จะเห็นได้ว่า ความรุนแรงเดี่ยวและความรุนแรงซ้อนที่เกิดขึ้นในแต่ละลักษณะนั้น
เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคม นับตั้งแต่สัตว์ มนุษย์ธรรมดา พระมหากษัตริย์
ตลอดจนเทวดา กระทาความรนุ แรงโดยอาวุธ ปราศจากอาวุธ ไปจนถึงการสั่งการใหก้ ระทาสิ่ง
ต่าง ๆ ผ่านอานาจของตน รวมไปถึงใช้ตัวละครเหล่านี้เป็นตัวแทนในการสื่อความหมายของ
ผเู้ ล่าเรือ่ ง และใช้ตัวละครแสดงความคิดความเชือ่ ตลอดจนการกระทาความรุนแรง ซึ่งบางครง้ั
ยังได้รับความชอบธรรมอีกด้วย หากผู้รับสารขาดความตระหนักรู้เท่าทันภาษาในฐานะที่เป็น
เครือ่ งมือชีน้ าความคิดของคนในสงั คมกอ็ าจตกเปน็ เหยื่อของอานาจทางภาษาไปในทีส่ ดุ

64

บทที่ 5

บทสรปุ

งานวิจัยเร่ือง ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์
ความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง โดยใช้แนวคิดความรุนแรง (Violence Theory)
ของ Johan Galtung มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลนิทานพื้นบ้านภาคกลางที่มีผู้รวบรวมไว้แล้ว
จานวน 50 เรื่อง ซึง่ ผลการวิจยั สรปุ ได้ดงั ต่อไปนี้

สรปุ ผลการวิจยั
การศึกษาวิจัยเรอ่ื ง ความรุนแรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง พบความรุนแรงที่ปรากฏ

ในนิทานพืน้ บ้านภาคกลาง ดงั น้ี
1. ความรนุ แรงเดี่ยว
ความรุนแรงเดี่ยว เป็นความรุนแรงหรือเป็นผลจากความรุนแรงเพียงอย่างเดียว

ตามแนวคิดความรุนแรง ของ Johan Galtung ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง สรุปได้ว่า
ปรากฏความรุนแรงท้ัง 3 ด้าน โดยปรากฏความรุนแรงทางตรงมากที่สุด รองลงมา คือ ความรนุ แรง
เชงิ วฒั นธรรม และความรุนแรงเชงิ โครงสร้าง ตามลาดับ ดงั น้ี

1.1 ความรนุ แรงทางตรง
ความรุนแรงทางตรง เป็นความรุนแรงที่มีผู้กระทาหรือมีผู้ถูกกระทา ซึ่งจะก่อ

ให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทรัพย์สิน รวมไปถึง การประทุษวาจาที่เป็นการข่มขู่
บังคับ อันส่งผลกระทบต่อจิตใจ ผลการวิจัยพบว่า ความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏในนิทาน
พืน้ บ้านภาคกลางนน้ั มคี วามรนุ แรง 3 ลักษณะ คือ

1.1.1 ความรุนแรงทางร่างกาย เป็นการทาลาย ทาร้ายร่างกายผู้อื่นหรือตนเอง
โดยเกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสัตว์ หรือเกิดขึ้นกับตัวละครที่เป็นเทวดา ซึ่งอาจ
กระทาโดยใช้อาวุธหรือปราศจากอาวุธ จนก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผลการวิจัยพบ
ความรุนแรงทางรา่ งกาย จานวน 58 คร้ัง

65

1.1.2 ความรุนแรงโดยการประทุษวาจา เป็นการใช้ถ้อยคาดูหมิ่น เหยียดหยาม
สบประมาท ใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ ย่ัวยุให้เกิดความเกลียดชัง รวมไปถึงการด่าทออย่างหยาบคาย
เพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความเจ็บปวด การประทุษวาจาที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางจะถูก
นาเสนอผ่านตัวละครที่มีอานาจหรือมีสิทธิ์เหนือกว่า ในการข่มขู่ บังคับ จนก่อให้เกิดความทุกข์
หรอื เจบ็ ปวดทางจิตใจ ผลการวิจยั พบความรุนแรงโดยการประทุษวาจา จานวน 41 คร้ัง

1.1.3 ความรุนแรงต่อทรัพย์สิน เป็นความรุนแรงที่มุ่งทาลายทรัพย์สินให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงหรือแปรสภาพไปเป็นอย่างอ่ืน รวมไปถึงความต้องการอยากได้ของผู้อื่นมาเป็น
ของตนโดยวิธีทีม่ ิชอบ ผลการวิจยั พบความรุนแรงต่อทรัพย์สนิ จานวน 17 ครั้ง

1.2 ความรุนแรงเชิงวฒั นธรรม
ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความชอบธรรมที่คนใน

สังคมส่วนใหญ่ให้การยอมรับ เช่น การผิดศีลธรรม การละเมิดวิถีทางวัฒนธรรม ผู้ชาย
สามารถมีภรรยาได้หลายคน เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ปรากฏใน
นิทานพ้นื บ้านภาคกลาง มคี วามรุนแรง 3 ลกั ษณะ คือ

1.2.1 ความรุนแรงเชิงวฒั นธรรมทางศีลธรรม เป็นลกั ษณะของความรุนแรง
ที่เป็นพฤติกรรมการกระทาผิดต่อศีลธรรม ผิดไปจากความประพฤติดีประพฤติชอบ ไร้ซึ่ง
คุณธรรมและจริยธรรม การอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ตลอดจนการย่ายีศักดิ์ศรีและไม่ให้เกียรติ
สตรใี นฐานะทีเ่ ป็นภรรยา ผลการวิจัยพบความรุนแรงเชิงวฒั นธรรมทางศีลธรรม จานวน 10 ครั้ง

1.2.2 ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางเพศ เป็นลักษณะของความรุนแรงที่เป็น
พฤติกรรมทางเพศอย่างผิดไปจากบรรทัดฐานของสังคม ผดิ ทานองคลองธรรม การมีชู้ทั้งหญิง
และชาย รวมไปถึงการล่วงละเมิดทางเพศด้วย ผลการวิจัยพบความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทางเพศ
จานวน 7 ครั้ง

1.2.3 ความรนุ แรงเชิงวัฒนธรรมทางชนชั้น เป็นลักษณะของความรุนแรงที่
เป็นพฤติกรรมการดูถกู เหยียดชาติกาเนิด แบ่งแยกระหว่างในเมือง-บ้านนอก หรอื ตระกลู สูง-
ตระกูลต่า ผลการวิจยั พบความรนุ แรงเชิงวัฒนธรรมทางชนชั้น จานวน 2 ครงั้

1.3 ความรนุ แรงเชิงโครงสรา้ ง
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง เป็นความรุนแรง

ที่โครงสร้างของสังคมเป็นตัวการใหญ่หรืออาจเป็นตัวแทนจากรัฐ/องค์กร ซึ่งปรากฏออกมาใน
รูปแบบอานาจที่ไม่เสมอกันหรือความไม่เท่าเทียมกัน ผลการวิจัยพบว่า ความรุนแรงเชิง
โครงสรา้ งที่ปรากฏในนิทานพืน้ บ้านภาคกลางนั้น มคี วามรุนแรง 2 ลักษณะ คือ

66

1.3.1 ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางตาแหน่ง เป็นความรุนแรงที่แสดงให้
เห็นถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ อันเกิดจากผู้มีอานาจทางสังคมผ่านโครงสร้างของรัฐ องค์กร
หรือเป็นตัวแทนของรัฐ โดยบุคคลที่อยู่ภายใต้อานาจมักถกู เอารัดเอาเปรียบหรอื อาจถูกทาร้าย
ซึง่ ในขณะเดียวกนั ก็อาจโต้กลับและต่อรองอานาจโดยใช้กลอุบายต่าง ๆ อีกด้วย ผลการวิจัยพบ
ความรนุ แรงเชงิ โครงสร้างทางตาแหน่ง จานวน 4 ครั้ง

1.3.2 ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางการศึกษา เป็นความรุนแรงที่แสดงให้
เห็นถึงความไม่เท่าเทียมทางการได้รับการศึกษาหรือการเข้าไม่ถึงการศึกษาของคนชนบท ซึ่งผู้
ทีไ่ ด้รับการศึกษามักจะอยู่ในเมือง จึงทาให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในสังคมชนบทนั้น ด้อยด้วยปัญญาที่
จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ผลการวิจยั พบความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางการศกึ ษา จานวน 1 ครั้ง

2. ความรุนแรงซอ้ น
ความรุนแรงซ้อน มิติความสัมพันธ์ของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียง

ความรุนแรงใดความรุนแรงหนึ่งเท่าน้ัน หากแต่ส่งผลกระทบต่อเน่ืองไปหาความรุนแรงในด้าน
อื่น ๆ และมีความสัมพันธ์เชิงอานาจอยู่เสมอ ซึ่งผลการวิจัยพบความรุนแรงซ้อน 3 ลักษณะ
โดยปรากฏความรุนแรงเชิงโครงสร้างส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรงปรากฏมากที่สุด
รองลงมา คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรนุ แรงทางตรง และความรุนแรงเชิง
วั ฒ น ธ ร ร ม ส่ ง ผ ล ให้ เกิ ด ค ว า ม รุ น แ ร ง เชิ งโค ร ง ส ร้ า ง ต่ อ เนื่ อ ง ให้ เกิ ด ค ว า ม รุ น แ ร ง ท า งต ร ง
ตามลาดบั ดังน้ี

2.1 ความรุนแรงเชิงโครงสร้างส่งผลใหเ้ กิดความรนุ แรงทางตรง
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏในนิทาน

พืน้ บ้านภาคกลาง เปน็ รูปแบบที่เปน็ โครงสรา้ งทางสถาบันพระมหากษัตริย์ ใช้อานาจในการขม่ ขู่
บังคับหรือส่ังเหล่าเสนาอามาตย์ให้กระทาสิ่งต่าง ๆ อันส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ผลการวิจัยพบ
ความรุนแรงเชงิ โครงสร้างสง่ ผลใหเ้ กิดความรุนแรงทางตรง จานวน 15 ครั้ง

2.2 ความรนุ แรงเชิงวัฒนธรรมสง่ ผลใหเ้ กิดความรุนแรงทางตรง
ความรุนแรงเชิงวฒั นธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏในนิทาน

พื้นบ้านภาคกลาง เป็นรูปแบบตัวละครที่เป็นพระหรือผู้ถือศีล กระทาในสิ่งที่เป็นการละเมิด
วัฒนธรรมหรือผิดศีลธรรม รวมไปถึงล้อเลียนและดูถูกผู้พิการ ผลการวิจัยพบความรุนแรง
เชงิ วฒั นธรรมส่งผลใหเ้ กิดความรนุ แรงทางตรง จานวน 9 คร้ัง

67

2.3 ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
ต่อเนื่องให้เกิดความรุนแรงทางตรง

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง
ให้เกิดความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางน้ัน จะพบในรูปแบบที่เป็น
โครงสร้างทางสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยใช้อานาจในการสั่งขับไล่ออกจากเมือง หรือเป็น
การกระทาที่ส่งผลต่อชีวิตโดยไร้ซึ่งความผิด เนื่องจากอานาจของกษัตริย์อยู่ระดับโครงสร้าง
ทางสังคมที่สูงกว่า จึงได้รับความชอบธรรมและคนในสังคมให้การยอมรับการกระทาน้ัน
ผลการวิจัยพบความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเนื่องใหเ้ กิด
ความรุนแรงทางตรง จานวน 3 ครั้ง

ตาราง 1 แสดงผลการสรปุ ความรนุ แรงทีป่ รากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง

ความรุนแรงในนิทานพ้ืนบ้านภาคกลาง

ความรุนแรงเดี่ยว ความรุนแรงซ้อน
ต. ว. คส.

1. รา่ งกาย 1. ศลี ธรรม 1. ตาแหน่ง 1. คส. ต.

2. ประทุษวาจา 2. เพศ 2. การศกึ ษา 2. ว. ต.
3. ทรพั ย์สนิ 3. ชนช้ัน 3. ว. คส. ต.

อภิปรายผลการวิจยั
การวิจัยพบว่า ความรุนแรงที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านภาคกลางสอดคล้องกับ

ความรุนแรงที่ปรากฏในงานวิจัยของ พรรณราย ชาญหริ ัญ (2553) เร่อื ง ไกรทอง: ความรุนแรง
ระหว่างชาติพันธ์ุและเพศ; หนึ่งนยา ไหลงาม (2557) มิติความรุนแรงในละครโทรทัศน์ประเภท
ซิทคอมเรอ่ื งบ้านนีม้ ีรกั ; ญาณิกา แสนสรุ ิวงค์ (2557) ความรุนแรงในนวนิยายที่เกี่ยวกับอาหรับ
ของโสภาค สุวรรณ; ปาลิตา วานิชย์เจริญการ (2560) ความรุนแรงที่ปรากฏในละครซิทคอม
ทางโทรทัศน์ “เป็นต่อ 2017” และวัชรินทร์ แก่นจันทร์ (2560) วาทกรรมความรุนแรงในนิทาน
พื้นบ้านล้านนา ซึ่งความรุนแรงที่ปรากฏวรรณกรรมพื้นบ้าน นวนิยาย ละครหรือรายการ
โทรทัศน์ ตลอดจนงานวิจัยเร่อื งน้ี ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงความสัมพนั ธ์เชงิ อานาจที่ฝ่ายหน่ึง
เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึง่ และอานาจยังคอยสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงอีกด้วย
ดังจะเห็นได้จากนิทานพื้นบ้านภาคกลางที่นาเสนอเร่ืองราวของสังคมที่ปกครองด้วยระบอบ
กษัตริย์ โดยถือว่ากษัตริย์คือสมมติเทพ ซึ่งเป็นการนาเอาระบบความเช่ือเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า

68

มาช่วยในการปกครอง ข้าราชการจึงต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระราชประสงค์โดยไม่มีข้อแม้
ซึง่ ในขณะเดียวกันนั้นผู้ที่อยู่ใต้บังคบั บัญชาก็ต้องปฏิบัติต่อกนั ตามลาดับข้ันของตน น่ันหมายถึง
ประชาชานจะต้องเชื่อฟังหรือปฏิบัติตามความต้องการของข้าราชการด้วยเช่นกัน ดังน้ันแล้ว
อานาจของพระมหากษัตริย์จึงมาจากการอ้างความเป็นสมมติเทพเพื่อความศักดิ์สิทธิ์และช่วย
ให้เกิดความชอบธรรมต่อการใช้อานาจ (พลศักดิ์ จิรไกรศิริ, ม.ป.ป., หน้า 111) จากความคิด
ความเช่ือเรื่องการปกครองของกษัตริย์ดังกล่าว ก่อให้เกิดการสร้างอานาจใหก้ ับชนชั้นปกครอง
อนั เป็นตัวแทนของรัฐเกิดความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงไปด้วย จึงทาให้เกิดการยอมรับ
สถานภาพของคนในสงั คมและกลายเปน็ วัฒนธรรมแหง่ การใช้ความรุนแรงของผู้มอี านาจในทีส่ ดุ

นอกจากนี้ นิทานพื้นบ้านภาคกลางยังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงในลักษณะ
ที่เป็นครอบครัวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่กับลูก หรือสามีกับ
ภรรยาก็ตาม ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังปรากฏให้เห็นถึงความรุนแรงในลักษณะนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งอาจมี
ความแตกต่างกันในเร่ืองของรายละเอียดต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จากบทความของ สุกัญญา สดศรี
(2561) ปัญหาการใช้ความรุนแรงของครอบครัวในสังคมไทย ได้นาเสนอเกี่ยวกับปัญหาการใช้
ความรนุ แรงของครอบครัวในสังคมไทยว่า มีอตั ราการเกิดที่เพิ่มมากขึ้น โดยแบ่งได้ 3 ระดับ คือ
ระดับความรุนแรงในเด็ก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์และไม่มีความพร้อม
ระดับความรุนแรงในผู้หญิง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมคบชู้ของผู้ชายหรือ
ผหู้ ญิง เม่ือมีฝา่ ยใดจับได้จงึ มีการทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทาร้ายร่างกาย จิตใจ
หรืออาจรุนแรงไปถึงการกระทาให้อีกฝ่ายเสียชีวิต และระดบั ความรุนแรงในผู้สูงอายุ ซึ่งสาเหตุ
ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ร่างกายมีความชรา จึงต้องให้ลูกเป็นผู้ดูแล ซึ่งอาจบันดาลโทสะ ด่าทอ
ทาร้ายร่างกายพ่อแม่ให้ได้รบั บาดเจ็บได้ นอกจากนแี้ ล้ว ความคิด ทัศนคติ ความไม่เขม้ แขง็ ของ
กฎหมาย การเลียนแบบพฤติกรรม รวมไปถึงอานาจของสือ่ ยงั ส่งผลใหเ้ กิดความรุนแรงอกี ด้วย

จะเห็นได้ว่า สื่อ เป็นหนึ่งปัจจยั ทีม่ ีอิทธิพลต่อการใช้ความรุนแรงของคนในสงั คม ซึ่งอาจ
ส่งผลให้เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ ดังงานวิจัยของ ตวงรัก จิรวัฒนรังสี (2558)
ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้ชมที่มีต่อภาพความรุนแรงในสื่อ ศึกษา
ผ่านภาพยนตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่า สื่อ สามารถบ่มเพาะความเชื่อ ปลูกฝังทัศนคติค่านิยมต่าง ๆ
ตลอดจนมีแนวโน้มที่สามารถทาให้ผู้รับสารเกิดพฤติกรรมบางอย่างได้ ดังนั้นแล้ว วรรณกรรม
ในฐานะที่เป็นสื่ออีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ่ายทอดผ่านภาษา โดยอาจมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง
จึงสามารถส่งผลกระทบต่อทัศนคติและเกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงได้เช่นกัน
ในฐานะผู้รับสาร จึงควรมีวิจารณญาณในการคิดไตร่ตรองและควรมีความตระหนักถึงอานาจ
ของภาษา เพือ่ ป้องกนั การตกเหยื่อของความรนุ แรงไปในทีส่ ุด

69

ข้อเสนอแนะ
ความรุนแรงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมทุกระดับ ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหา

ความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่มีความสาคัญเป็นอย่างมาก วิธีหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ควรปลูกฝังให้คนใน
สังคมเกิดความรัก ความเมตตา เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับ
คนในสังคม เพื่อให้อยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุข นอกจากนี้ ควรทาการศึกษารูปแบบและแนวโน้ม
ของความรุนแรง เพื่อวิเคราะห์หรือหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่สามารถยุติความรุนแรงในสังคมได้
อย่างแท้จริง

70

บรรณานกุ รม

71

บรรณานุกรม

กมลวรรณ โลห์สวิ านนท์. (2534). ความรุนแรงในข่าวโทรทัศน์กับทศั นคติความรุนแรง

ของนักเรยี นระดับมัธยมปลาย. วิทยานิพนธ์ นศ.ม. (การสอ่ื สารมวลชน),

จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.
กรมศิลปากร. (2546). นิทานชาวบ้านชุดท่ี 1. กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร.
กฤตยา มุ่งวิชา. (2549). ความรุนแรงแนบเนียนและปัญหาจริยธรรมในเกมปังย่า

ออนไลน์. วิทยานิพนธ์ นศ.ม., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , กรงุ เทพฯ.
กฤษณา แดนสีแก้ว. (2559). นิทานพืน้ บ้านอาเภอโกสุมพิสัย: การศึกษาเชิงคติชน.

วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ภาษาและวรรณกรรมไทย), มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม,
มหาสารคาม.
กิ่งแก้ว อัตถากร. (2519). คติชนวิทยา. กรุงเทพฯ: คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
กิง่ แก้ว อตั ถากร. (2520). คติชนวิทยา. กรุงเทพฯ: หนว่ ยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหดั ครู
กระทรวงศึกษาธิการ.
กิตติกร สนั คติประภา. (2550). การลวนลามทางเพศกะเทย: นยั สาคัญภายใตว้ าทกรรม
รักต่างเพศ. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. (พัฒนาศึกษาศาสตร์), มหาวิทยาลัย
ศรนี ครินทรวิโรฒ, กรงุ เทพฯ.
กิติภูมิ สุวรรณทีป. (2554). การนาเสนอความรนุ แรงผา่ นรูปแบบภาพยนตร์
ของทาคาชิ มิอิเกะ. วิทยานิพนธ์ นศ.ม., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรงุ เทพฯ.
กุหลาบ มลั ลิกะมาส. (2507). เล่านิทานทีไ่ ม่สนกุ . วัฒนธรรมไทย. 4(สิงหาคม), 16-17.
กหุ ลาบ มัลลิกะมาส. (2518). คติชาวบ้าน. กรุงเทพฯ: ชวนพิมพ์สาราษฎร.์
เกรียงศกั ดิ์ เชษฐพัฒนวนิช. (2554). การช่วงชิงอตั ลักษณ์ในสังคมจารีตเชยี งใหม่ผา่ นเรื่องเล่า
แบบจารีต. วารสารมนุษยศาสตร์สาร, 13(2), 145-173.
ขวัญชนก นัยเจรญิ . (2557). การวิเคราะหภ์ าพสะท้อนค่านิยมของไทยจากนิทานพืน้ บ้าน.
วารสารมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,
33(6), 223-233.

72

โขมสี แสนจติ ต์. (2548). ความรุนแรงในปัญญาสชาดก. ใน ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนนั ตกลู
และคณะ (บรรณาธิการ), ความรนุ แรงในมิติวัฒนธรรม เล่ม 2 (หนา้ 128-143).
กรุงเทพฯ: สานักงานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ยั (สกว.).

แคทรียา อังทองกาเนิด. (2561). บทบาทของพระอิศวรในนิทานพืน้ บ้านไทย.
วารสารไทยศกึ ษา, 14(1), 105-127.

จุฑาทิพย์ โพธิท์ อง. (2547). ความรนุ แรงทีป่ รากฏในการใชภาษาของข่าวอาชญากรรม
ในหนงั สือพิมพร์ ายวนั . วิทยานิพนธ์ นศ.ม. (ภาษาไทยเพือ่ การสอ่ื สาร),
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์, สงขลา.

เจือ สตะเวทิน. (2517). คติชาวบ้าน. กรุงเทพฯ: สทุ ธิสารการพิมพ์.
ฉันทนา เยน็ นาน. (2539). การวเิ คราะห์นิทานพืน้ บ้านภาคกลาง. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.

(ภาษาไทย), มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.
ชนกพร พวั พัฒนกลุ (ผบู้ รรยาย). (23 มีนาคม 2548). สือ่ มวลชนกบั บทเรียนความสัมพันธ์

ไทย-กัมพชู า: กรณีเหตุการณ์ความรนุ แรงในประเทศกัมพูชา พ.ศ. 2546.
ใน สือ่ กับการเสนอความรุนแรง (หน้า 1-15). กรงุ เทพฯ: ศนู ย์มานษุ ยวิทยาสิรนิ ธร
(องค์การมหาชน).
ชลธิชา หอมฟุ้ง. (2554). การแก้ปญั หาความขดั แย้งของตัวละครในบทละครพูดร้อยแกว้
พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หวั : การวิเคราะห์
ด้วยอรยิ สจั สี่. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลยั ศิลปากร, นครปฐม.
ญาณกิ า แสนสุรวิ งค์. (2557). ความรนุ แรงในนวนยิ ายท่เี กี่ยวกบั อาหรับ
ของโสภาค สุวรรณ. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชยี งใหม่.
ฐาศกุ ร์ จันประเสรฐิ . (2554). โครงสรา้ งทางสังคมทีเ่ กี่ยวข้องกับความรนุ แรงที่เดก็ และเยาวชน
ถูกกระทาในโรงเรยี น: กรณีศกึ ษาโรงเรียนแหง่ หนึ่งในเขตภาคกลาง. วารสาร
พฤติกรรมศาสตร์, 17(1), 93-108.
ณัฐวุฒิ นาวารี. (2561). ความรนุ แรงในครอบครัวท่ปี รากฏในพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์
ไทยรัฐ พ.ศ. 2558-2559. การศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง ศศ.บ., มหาวิทยาลยั พะเยา,
พะเยา.
ตวงรัก จริ วัฒนรังสี. (2558). ปัจจัยทม่ี ีอิทธิพลต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้ชม
ทม่ี ีต่อภาพความรุนแรงในสื่อ ศึกษาผ่านภาพยนตร์. การศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ว.ม. (สาขาวิชาการบริหารสื่อสารมวลชน), มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, กรงุ เทพฯ.

73

ทรรศวรรณ มสู ิกะ. (2557). ความรนุ แรงในจังหวดั ชายแดนภาคใต้จากวรรณกรรม
ร่วมสมัยของนักเขียนภาคใต้. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ภาษาไทย),
มหาวิทยาลยั เชียงใหม,่ เชยี งใหม่.

ทวัช บญุ แสง. (2560). ตานานและนิทานพ้ืนบ้านกับกระบวนการขัดเกลาเยาวชนภาคใต้.
วารสารวิจยั ราชภัฏธนบรุ ีรบั ใช้สังคม, 3(2), 93-119.

เทพิน สัยวิจิตร์. (2553). การสะทอ้ นความรุนแรงผ่านภาพขา่ วการชุมนุมทางการเมือง:
กรณเี หตุการณความรุนแรงในเขตเมืองพทั ยาและกรุงเทพมหานคร
(11 ถงึ 14 เมษายน พ.ศ. 2552). วทิ ยานพิ นธ์ นศ.ม., มหาวิทยาลัยรงั สติ , ปทมุ ธานี.

ธนากิต [นามแฝง]. (2558). อมตะนิทานไทย. กรุงเทพฯ: สวุ ีรยิ าสาส์น.
ธนาคาร ซ่อนกลิ่น. (2557). เพศและความรุนแรงในสื่อการ์ตูนญีป่ ่นุ . วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.,

มหาวิทยาลยั เชียงใหม่, เชยี งใหม่.
ธญั ญา สงั ขพนั ธานนท์ (ผบู้ รรยาย). (24 มีนาคม 2548). ความขดั แย้งและความรนุ แรง

ในเร่อื งสั้นรว่ มสมยั : ศกึ ษาจากเรอ่ื งสนั้ ของนักเขียนภาคใต้. ใน วรรณกรรม
สนั ติภาพและความรุนแรง (หน้า 1-15). กรุงเทพฯ: ศูนย์มานษุ ยวิทยาสิรนิ ธร
(องค์การมหาชน).
นภสนิ ธุ์ แผลงศร. (2552). วิเคราะห์นิทานพื้นบ้านญี่ป่นุ . มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ,
กรุงเทพฯ.
นภัสวรรณ สุภาทิตย์. (2553). ไสยศาสตร์ในนิทานพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี: ความเชื่อ
ท่ยี งั ปรากฏอยู่. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ไทยศึกษา), มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบรุ ี.
นรนิ ทร์ นาเจริญ. (2550). การวิเคราะหเ์ นือ้ หาที่เสริมสร้างสันติภาพในสื่อมวลชนท้องถิน่ :
ศกึ ษากรณีการนาเสนอข่าวชาวเขาในหนังสือพมิ พ์รายวัน จังหวัดเชยี งใหม่.
วารสารการสือ่ สารมวลชน, 1(1), 54-76.
นิตพิ ล ธาระรปู (2558) สภาพปญั หา แนวทางการจัดการความขัดแย้ง และความสาเร็จ
ในการไกลเ่ กลีย่ ของศูนย์สนั ติวิธี มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบณั ฑติ ย์.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (การจัดการความขัดแย้ง), มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์,
กรงุ เทพฯ.
บาหยนั อิ่มสาราญ. (2548). เสือโค ความรนุ แรงและการสบื ทอด. ใน ปริตตา เฉลิมเผ่า
กออนันตกลู และคณะ (บรรณาธิการ), ความรุนแรงในมิติวัฒนธรรม เล่ม 2
(หนา้ 144-174). กรงุ เทพฯ: สานักงานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั (สกว.).

74

บญุ เกิด รัตนแสง. (2533). วรรณกรรมท้องถิน่ . กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
บญุ วดี เพชรตั น.์ (2543). การพยาบาลผู้ป่วยมีพฤติกรรมความรนุ แรง. การพยาบาล

สขุ ภาพจิตและจิตเวช. 6(2), 200.
ปฐม หงษ์สุวรรณ. (2551). ลัวะกินคน: วาทกรรมการสร้างภาพลักษณ์ ความรนุ แรงจากตานาน

และพิธีกรรมของคนต่างชาติพันธ์ุ. ใน ปฐม หงษ์สวุ รรณ (บรรณาธิการ),
กาลครงั้ หนึง่ : ว่าด้วยตานานกับวัฒนธรรม (หนา้ 162-213). กรุงเทพฯ:
สานกั พิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ปนัดดา บณุ ยสาระนัย. (2548). เพศที่สามในสงั คมอาขา่ . ใน ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกลู
และคณะ (บรรณาธิการ), ความรุนแรงในมิติวัฒนธรรม เล่ม 2 (หน้า 12-27).
กรงุ เทพฯ: สานักงานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั (สกว.).
ปรมนิ ท์ จารวุ ร. (2549). ความขัดแยง้ และการประนปี ระนอมในตานานปรัมปราไทย.
กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอกั ษรศาสตร์
จฬุ าลงกรณ์มาวิทยาลยั .
ประคอง นิมมานเหมนิ ทร์. (2543). นิทานพื้นบ้านศึกษา. กรุงเทพฯ: โครงการตารา
คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประเทือง คล้ายสุบรรณ.์ (2531). วัฒนธรรมพน้ื บา้ น. กรงุ เทพฯ: สทุ ธิสารการพิมพ์.
ประพนธ์ ตติยวรกลุ วงศ์. (2553). ได้ศกึ ษาการเล่าเรื่องและทศั นคติของผูช้ มเกี่ยวกับ
ความรนุ แรงในภาพยนตรไ์ ทยและภาพยนตร์ฮอลลีวดู้ . วิทยานิพนธ์
นศ.ม., จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , กรงุ เทพฯ.
ประมวล พิมพ์เสน. (2542). นิทานพื้นบา้ นอีสาน. ขอนแก่น: ศูนย์วฒั นธรรมจงั หวัดขอนแก่น.
ปรินดา ผดงุ พจน์. (2546). ความรุนแรงของภาพยนตรโ์ ฆษณาทางโทรทัศน์ท่ีมีผล
ตอ่ การตัดสินใจซือ้ สินค้าของวัยรุ่น. วิทยานิพนธ์ ว.บ., มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
กรุงเทพฯ.
ปรียาลกั ษณ์ เมฆขุนทด. (2553). วิเคราะห์ภาพสะทอ้ นสงั คมในนิทานพื้นบ้าน
ของจังหวัดกาแพงเพชร พิจิตร พิษณโุ ลก เพชรบรู ณ์ และสุโขทยั .
การศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง ศศ.ม. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก.
ปัทมาวดี วงษ์เกิด. (2555). การวิเคราะห์ความเชื่อเชิงมายาคติเกีย่ วกับช้างท่ีปรากฏในนิทาน
พื้นบ้านไทยกูย จงั หวดั สรุ ินทร์. วิทยานิพนธ์ นศ.ม. (นิเทศศาสตร์), มหาวิทยาลยั
ธุรกิจบณั ฑติ ย์, กรุงเทพฯ.

75

ปาร์ค เกียง อึน. (2549). วิเคราะหภ์ าพสะทอ้ นสงั คมทีป่ รากฏในนิทานพื้นบ้านเกาหลี.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

ปารียา รอดเรืองฤทธิ์, สภุ าณี ปจั จแก้ว และจริ าภา จาราสถิตย.์ (2559). การวเิ คราะห์
คา่ นิยม 12 ประการ ทป่ี รากฏในนิทานพื้นบ้านไทย. ภาคนิพนธ์ ศศ.บ.
(ภาษาไทยเพื่ออาชีพ), มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช, นครศรธี รรมราช.

ปาลิตา วานชิ ย์เจริญการ. (2560). ความรนุ แรงทีป่ รากฏในละครซิทคอมทางโทรทัศน์
“เปน็ ต่อ 2017”. การศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง นศ.ม. (การสอ่ื สารเชงิ กลยทุ ธ์),
มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ, ปทมุ ธานี.

ผอ่ งพันธุ์ มณีรตั น์. (2525). มานษุ ยวิทยากับการศึกษาคติชาวบา้ น. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.

พรจนั ทร์ เสียงสอน. (2557). การนาเสนอผูห้ ญิงและความรุนแรงในภาพยนตร์ไทย.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., สถาบนั บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, กรุงเทพฯ.

พรรณราย ชาญหิรญั . (2553). ไกรทอง: ความรุนแรงระหว่างเผ่าพนั ธุ์และเพศ. ใน นทั ธนัย
ประสานนาม (บรรณาธิการ), แดศ่ กั ดิศ์ รเี สมอกนั ทกุ ชั้นชน: วรรณกรรม
กบั สิทธิมนุษยชนศึกษา, (หนา้ 98-138). กรุงเทพฯ: จรัลสนทิ วงศก์ ารพิมพ.์

พรวิภา วัฒรชั นากูล. (2548). ความรุนแรงในวรรณกรรมจินตนาการวิทยาศาสตร์ไทย:
อนั ตรายทีน่ ่าหว่ัน. ใน ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกลู และคณะ (บรรณาธิการ),
ความรุนแรงในมิติวัฒนธรรม เล่ม 2 (หนา้ 1-11). กรุงเทพฯ: สานักงานกองทนุ
สนบั สนนุ การวิจยั (สกว.).

พระยาอนุมานราชธน. (2516). แง่คิดจากวรรณคดี. กรงุ เทพฯ: ศลิ ปบรรณาคาร.
พลศกั ดิ์ จริ ไกรศริ ิ. (ม.ป.ป.). อานาจทางการเมืองกับกระบวนการเมืองในประเทศไทย.

ม.ป.ท.: ม.ป.พ..
พิมพ์พร ยิ่งยง. (2539). ขา่ วและภาพเกี่ยวกับเพศและความรุนแรงในหน้าหนึ่ง

ของหนังสือพิมพร์ ายวัน: วิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บข่าวสดกับมติชน. วิทยานิพนธ์
นศ.ม., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , กรงุ เทพฯ.
พิรงรอง รามสูต. (2558). “ประทุษวาจา” กับโลกออนไลน์. กรงุ เทพฯ: มูลนิธิเพื่อการศกึ ษา
ประชาธิปไตยและการพฒั นา (โครงการจดั พิมพค์ บไฟ).

76

ภทั รวดี แก้วเทศ. (2558). ความคดิ เห็นต่อความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมของนกั เรยี น
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ ในกรุงเทพมหานคร กรณศี ึกษา เนือ้ หาความรุนแรง
บนสื่อออนไลน์. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (การบริหารงานวัฒนธรรม),
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ภาณิชา พิมพ์ทองงาม. (2560). ความรนุ แรงทีป่ รากฏในละครชุด Club Friday
The Series 9. การศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง นศ.ม. (การสอ่ื สารเชงิ กลยทุ ธ์),
มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ, กรุงเทพฯ.

มลินี สมภพเจรญิ (ผบู้ รรยาย). (23 มีนาคม 2548). การวิเคราะหเ์ นือ้ หาหนังสอื พิมพ์: ศึกษา
การรายงานข่าวแบบพิพากษาก่อน. ใน สื่อกับการเสนอความรุนแรง (หน้า 1-9).
กรงุ เทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรนิ ธร (องค์การมหาชน).

มาณี กิติบญุ ญา. (2550). นิทานพื้นบ้านจังหวัดกระบี่: การศึกษาวิเคราะห์จริยธรรม.
การศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง ศศ.ม. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลยั นเรศวร, พิษณุโลก.

โมนิล เตชะวชริ กลุ , สหรฐั วงค์ชมภู, กญั ฐิกา ใจเอม, ชมุ ตมิ า กีรตเิ มธากุล,
ธญั ญพทั ธ์ ลิขติ ธนสมบตั ิ และวรศิ รา สร้อยสุวรรณ. (2561). อิทธิพลของ
ความรนุ แรงในภาพยนตร์ต่อการเลือกใส่ใจความรุนแรง. วารสารวิทยาการวิจยั
และวิทยาการปญั ญา, 16(1), 19-21.

ยศนันทน์ แก้วโกมลมาลย์. (2561). ความรุนแรงท่ปี รากฏในรายการ I Can See Your
Voice Thailand ซีซ่ันท่ี 2. วิทยานิพนธ์ นศ.ม., มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ, ปทุมธานี.

ยพุ ดี ยศวริศสกุล. (2560). การศกึ ษานิทานพืน้ บ้านมุสลิมในจังหวดั ปัตตานี.
วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์, 28(3), 185-195.

เยาวลักษณ์ กิตติชัย. (2533). ความขัดแย้งในวรรณกรรมนิทานพื้นบ้านอีสาน. วิทยานิพนธ์
ศศ.ม., มหาวิทยาลยั ศรนี ครินวิโรฒ, มหาสารคาม.

รชฏ จนั ทร์ทอง. (2550). แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีในกรณปี ัญหาความไม่สงบ
ใน 3 จังหวดั ชายแดนภาคใต้ ตามแนวทางสมานฉันท์. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.
(รฐั ศาสตร์), มหาวิทยาลยั รามคาแหง, กรงุ เทพฯ.

ระพี อทุ ีเพญ็ ตระกูล. (2551). ความรุนแรงในวรรณคดีเสภาเรือ่ งขนุ ช้างขนุ แผน.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์, กรงุ เทพฯ.

77

รัชนี กาวิ. (2558). นิทาน ตานาน ภมู ินามและประวัติสาสตร:์ บทบาทหน้าท่ี คุณค่า
และอัตลักษณ์ของชมุ ชนทา่ ผาปุ้ม อาเภอแมล่ านอ้ ย จงั หวัดแม่ฮอ่ งสอน.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, เชยี งใหม่.

รุ่งนภา วาวงศม์ ูล. (2551). การวิเคราะห์ความหมายคาศัพท์ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านไทย.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ภาษาอังกฤษ), มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งราย, เชียงราย.

ลักษมี กูใหญ่. (2557). ความรนุ แรงในภาพยนตร์แอนิเมชนั : การสื่อความหมาย
และการตีความของผูช้ ม. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลยั รามคาแหง, กรงุ เทพฯ.

วชริ า จนั ทร์ทอง. (2554). ความรุนแรงในมิติเพศภาวะทีแ่ ฝงฝังในหนังรัก. วทิ ยานพิ นธ์
ศศ.ม., มหาวิทยาลัยมหิดล, นครปฐม.

วัชรนิ ทร์ แก่นจนั ทร์. (2556). วาทกรรมความรุนแรงในนิทานขาขันของล้านนา.
Veridian E-Journal, Silpakorn University, 11(2), 727-744.

วชั รนิ ทร์ แก่นจันทร์. (2560). วาทกรรมความรุนแรงในนิทานพ้ืนบ้านลา้ นนา.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ด. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลยั นเรศวร, พิษณโุ ลก.

วาสนา เกตุภาค. (2521). คติชาวบา้ น. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สหสยามพฒั นา.
วิจติ รา ขอนยาง. (2532). การศึกษาประเพณีจากวรรณกรรมนิทานพื้นบ้านอีสาน.

วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลัยศรนี ครินวโิ รฒ, มหาสารคาม.
วิรยาพร กมลธรรม. (2560). ความรุนแรงที่ปรากฏในสือ่ กรณศี ึกษา ละครโทรทัศน์

เรอ่ื ง “ล่า 2017”. การศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง นศ.ม. (การสอ่ื สารเชงิ กลยุทธ์),
มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ, ปทุมธาน.ี
ศศณิ ี ยาวิชยั . (2554). การวิเคราะหเ์ นือ้ หาความรุนแรงต่อสตรที ป่ี รากฏในละครโทรทศั น์
ไทย. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชยี งใหม่.
ศวิ ัช ศรโี ภคางกุล และเทิดศกั ดิ์ ไป่จันทึก. (2560). การเกณฑท์ หารกบั การทรมาน
และการละเมดิ สิทธิมนุษยชนต่อทหารเกณฑใ์ นประเทศไทย: บทวิเคราะห์จากมุมมอง
หนงั สือรฐั ศาสตร์ไม่ฆา่ . วารสารนิติสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 10(2),
47-80.
สมฤดี สงวนแก้ว. (2548). “กะเทย” มสุ ลิม: ความรุนแรงในเพศที่สาม. ใน ปริตตา
เฉลิมเผ่า กออนันตกูล และคณะ (บรรณาธิการ), ความรุนแรงในมิติวัฒนธรรม
เล่ม 2 (หน้า 12-27). กรุงเทพฯ: สานักงานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ัย (สกว.).

78

สายธาร ทิมทับ. (2561). การศึกษาบทบาทผู้หญิงและผชู้ ายในนิทานพื้นบ้านเขมร.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (จารึกศึกษา), มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, กรุงเทพฯ.

สานักงานพฒั นาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ. (ม.ป.ป.). กรอบแนวคิดและนิยามการกระทา
ความรุนแรง. สบื ค้นเม่ือ 15 กมุ ภาพันธ์ 2563, จาก
https://www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth/report2_11_3.pdf

สกุ ัญญา ต้ังเรืองเกียรติ. (2545). การวิเคราะห์รูปแบบและเนื้อหาของนิทานพื้นบ้านไทย
บนสื่ออินเตอร์เนต็ . วิทยานิพนธ์ นศ.ม., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , กรงุ เทพฯ.

สุกญั ญา สดศรี. (2561). ปัญหาการใช้ความรนุ แรงของครอบครวั ในสังคมไทย. วารสาร
สนั ติศึกษาปรทิ รรศน์ มจร, 6(พิเศษ), 600-609.

สธุ มั มา นามวงษา และชัญญา อภปิ าลกลุ . (2553). การศกึ ษาแนวทาง การลดความรนุ แรง
ของนกั เรียนในสถานศกึ ษาโดยใช้วธิ ีการเจรจาไกล่เกลีย่ คนกลาง: กรณีศกึ ษาโรงเรียน
บ้านคาแคน สงั กัดสานักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาขอนแก่น เขต 2.
วารสารศึกษาศาสตร์, 4(2), 131-141.

สุนทร สุขสราญจิต. (2551). มายาคติและความรุนแรงของภาพแสดงแทน “ชาวเขา”
ในแบบเรยี น บทเพลง และภาพยนตร์. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลยั เชียงใหม่,
เชยี งใหม่.

สุพมิตรา วรพงศพ์ ิเชษฐ. (2554). การสร้างสนุ ทรยี ภาพแห่งความรุนแรงในภาพยนตร์
ของมิชาเอล ฮาเนเคอ. วิทยานิพนธ์ นศ.ม., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.

สภุ กั ดิ์ อนุกูล. (2545). นิทานพื้นบ้านภาคกลาง ภาคตะวนั ออก. กรุงเทพฯ: สุวีรยิ าสาส์น.
สุภัทรา บุญปัญญโรจน์ และเสาวลักษณ์ อนันตศานต์. (ม.ป.ป.). การวิเคราะหด์ ้านมืด

ของตัวละครในนิทาน. วารสารรามคาแหง ฉบบั มนษุ ยศาสตร์, 36(1), 175-190.
สรุ นี แก้วกลม. (2549). การปรวิ รรตและวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านอีสาน กรณลี าท้าวเสือ้ เน่า

ฉบับวดั อโนดาษ บ้านหนองแดง อาเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี.
คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี.
หนง่ึ นยา ไหลงาม. (2557). มิติความรุนแรงในละครโทรทัศน์ประเภทซิทคอมเร่อื ง
บา้ นนมี้ ีรกั . วิทยานิพนธ์ ศศ.ม., มหาวิทยาลัยมหดิ ล, นครปฐม.
องค์การสหประชาชาติ. (2544). ความหมายของความรุนแรง. กรุงเทพฯ: องค์การ
สหประชาชาติ.

79

อรญั ญา แสนสระ และนันท์ชญา มหาขันธ์. (ม.ป.ป.). นิทานพ้ืนบ้านกับการสบื สานภมู ปิ ัญญา
ท้องถิน่ อาเภอเกษตรสมบูรณ์ จงั หวัดชยั ภูมิ. วารสารมนษุ ยศาสตร์
ฉบับบัณฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 7(1), 53-54.

อัจฉราวรรณ ชยั มงคล. (2555). นิทานพื้นบ้านของชาวตาบลโกรกกราก อาเภอเมือง
จงั หวัดสมุทรสาคร. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (ไทยศึกษา), มหาวิทยาลัยราชภฏั ธนบุรี,
กรุงเทพฯ.

อารีย์ ทองแก้ว. (2547). ภาพสะท้อนของนิทานพื้นบ้านเขมร บ้านสะเดา ตาบลนาบัว
อาเภอเมือง จงั หวัดสรุ นิ ทร์. คณะมุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ นิ ทร์, สรุ ินทร์.

อษุ ณีย์ ธโนศวรรย์ และศรชี ยั พรประชาธรรม. (2553). การศกึ ษา: มายาการความรนุ แรงใน
วัฒนธรรม. ใน ชัยวฒั น์ สถาอนันท์ (บรรณาธิการ), ความรุนแรงซอ่ น/หาสงั คมไทย
(หนา้ 219-326). กรุงเทพฯ: มตชิ น.

เอมจิต กิตตวิ ัฒน์. (2534). การวเิ คราะหเ์ นือ้ หาความรุนแรงในขา่ วโทรทัศน์ภาคค่า.
วิทยานิพนธ์ นศ.ม., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , กรุงเทพฯ.

เอือ้ มพร จรนามล. (2556). โลกทัศนท์ ี่ปรากฏในนิทานพ้ืนบ้านไทลือ้ อาเภอเชยี งคา
จังหวดั พะเยา. วารสารมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา,
1(3), 28-38.

เอือ้ มพร ทิพย์เดช. (2561). ค่านิยมทีป่ รากฏในนิทานพื้นบ้านของชาวไทลือ้ . Veridian
E-Journal, Silpakorn University, 11(2), 718-726.

Tian Zhishui. (2558). นทิ านพืน้ บ้าน: ภาพสะท้อนวิถีชีวิตไทลือ้ ชมุ ชนม่านเปี่ยน ตาบลเมิ่งฮนุ่
อาเภอเมิ่งไห่ จังหวดั สิบสองปนั นา. วารสารศิลปศาสตรป์ ริทศั น์, 10(20), 43-55.

80

ภาคผนวก

81
ภาคผนวก ก ตารางวเิ คราะห์ความรุนแรงในนิทานพืน้ บ้านภาคกลาง จานวน 50 เร่อื ง

ตาราง 2 แสดงผลการวิเคราะหค์ วามรนุ แรงในนิทานพื้นบ้านภาคกลาง จานวน 50 เร่อื ง

ชื่อเรอ่ื งนิทาน ความรุนแรง ข้อความท่ปี รากฏ

1. ท้าวมหาสงกรานต์ ต. กล่าวคาหยาบช้าต่อเศรษฐี…เหตุใดจึงมา
(ประทุษวาจา) หมิ่นประมาทต่อเราผมู้ สี มบตั ิมาก

ต. ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาล
(ประทุษวาจา) กุมาร

ต. ท้าวกบิลพรหมจึงเรียกเทวธิดาทั้ง 7 อันเป็น

(ร่างกาย) บริจาริกาพระอินทร์แล้วบอกว่า เราจะตัด

เศียรบูชาธรรมบาลกุมาร…เอาพานมา

รับศรี ษะแลว้ ตดั ศรีษะใหน้ างทงุ ษะ

2. เมขลา-รามสูร ต. วันหนึ่งได้โอกาสจึงขโมยดวงแก้วหนีไป
(ทรัพย์สิน) เที่ยวเล่นตามสบายใจ

ต. พอพระนารายณ์ทราบเข้า ก็โกรธกริ้วมาก

(ร่างกาย) จึงเอาจักรขว้างตัดเอาร่างกาย (พระ

ราห)ู ขาดเหลือคร่งึ ทอ่ นอย่างที่เป็นอยู่นี้

ต. รามสูรไม่อาจจับเอาตวั ได้...ทาใหโ้ มโหยิ่งนัก

(ร่างกาย) จึงขว้างขวานเพชรอาวุธคมู่ ือไป หมายจะ

ฆ่านางเมขลาเสียใหต้ าย

3. ไข่นกเปด็ น้า ต. อยู่มาวันหนึ่งชายคนน้ันทาธนูหน้าไม้ไปยิง
(ร่างกาย) นกเป็ดนา้ ตามทุ่งนา

ต. เอามะนาวขนาดย่อมมาปอกเปลือกออก
(ร่างกาย) ให้เรียบร้อย 2 ผล ใส่จานกับเกลือและ

ข้าวสุกนาไปให้แม่ผัวกิน โดยบอกว่าเป็น

ไข่นกเป็ด น้าที่ลูกชายได้มา ยายแก่คนน้ัน

เป็นคนตาบอดแตก่ าเนดิ

ต. เม่ือทราบเร่ืองเช่นน้ันลูกชายมีความเสียใจ

(ประทุษวาจา) เป็นอย่างยิง่ ...จงึ ตอ่ วา่ เมียต่าง ๆ นานา

82

ตาราง 2 (ตอ่ ) ความรุนแรง ข้อความทป่ี รากฏ
ชื่อเรอ่ื งนิทาน ต. เม่ือทราบเร่ืองเช่นน้ันลูกชายมีความเสียใจ
(ร่างกาย) เป็นอย่างยิง่ ...ทบุ ตีจนเกือบจะทอดท้งิ กัน
3. ไข่นกเป็ดน้า (ต่อ) ต. เม่ือเมียถูกผัวดุเช่นน้ันก็ทาเป็นร้องไห้คร่า
(ประทุษวาจา) ครวญว่าแม่ใส่ร้ายตนโดยท่ีแม่กินไข่หมด
4. คนปากเสีย แ ล้ ว เ อ า ม ะ น า ว ม า ท า ไ ข่ ป ล อ ม ไ ว้ แ ท น
ว. เพื่อใหล้ กู ชายเกลียดตน
(ศลี ธรรม) คู่ผัวเมียจึงช่วยกันจับแม่มัดมือมัดเท้าแล้วเอา
ใส่ในหบี ซึ่งเตรียมไว้...หามหีบซึ่งมดั แม่ใส่ไว้ใน
ต. น้ันไปยังป่าช้า...จัดหาฟืนและเชื้อเพลิงมาต้ัง
(ทรัพย์สิน) กองไว้แลว้ ยกหบี ขนึ้ ตั้งบนเชงิ ตะกอนจะเผา
ขณะนั้น มีโจรกลุ่มหนึ่งทาการปล้นทรัพย์
ต. เศรษฐีผู้หนึ่ง มาแบ่งกันบนศาลาในป่าช้าแห่ง
(ร่างกาย) น้ัน มีเพชร พลอย เงนิ ทองรูปพรรณ
ต. เมียจึงอ้อนวอนผัวให้นาตนไปเผา...ผัวจึง
(ร่างกาย) จดั หาหบี ศพแลว้ มัดเมียใส่หีบนาไปเผาเสีย
ต. หลังจากตัดสินใจแล้วก็จัดหาข้าวปลาอาหาร
(ประทษุ วาจา) ใส่แพแล้วให้บุตรสี่คนลอยไป
ต. ส่วนน้องสุดท้องเป็นคนปากเสียแก้ไม่ได้...ยุ
(ร่างกาย) แหยใ่ หล้ กู นอ้ งโจรเข้าใจผิดกัน
ต. โจรทะเลาะวิวาททุบตีกัน หัวหน้า...เห็นว่า
(ประทุษวาจา) ไม่สมควรใหน้ างอยู่ตอ่ ไปจงึ ให้ลอยแพไปอีก
ต. ครั้นเวลาแม่นกออกไปหาอาหารก็บอกพ่อ
(ร่างกาย) นกว่าแม่นกแอบไปจู๋จีก๋ บั พอ่ นกตัวอืน่
นกอินทรีทะเลาะตบตีกัน ครั้นพอสืบสาว
ราวเร่ืองก็ได้ความว่ามาจากคายุแหย่ของนาง
วจี นกอินทรีจงึ คาบนางไปทิ้งทะเล ในท่ีสุด
นางวจีกจ็ มนา้ ตาย

83

ตาราง 2 (ตอ่ ) ความรุนแรง ข้อความท่ปี รากฏ
ชื่อเร่อื งนิทาน ว. บังเอิญสามเณรไปตักน้าและเจอหัวกะโหลก
(ศลี ธรรม) จึงนาไปให้ท่านสมภาร...จึงให้นาหัวกะโหลก
4. คนปากเสีย (ต่อ) ไปแทนขันตักนา้ ไว้ตักน้าล้างเท้าพระภิกษุ
และสามเณรในวดั
5. คลุมถงุ ชน ต. ไม่นานพระเณรในวัดทะเลาะวิวาทกนั
(ประทษุ วาจา)
ต. ไม่นานพระเณรในวัด...ทุบตีกันจนหัวร้าง
(ร่างกาย) ข้างแตก
มีชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคน...ขาเป๋ วันหนึ่งพ่อ
ว. ต. แม่ก็บอกกับลูกชายว่า “เจ้าน่ะโตเป็นหนุ่ม
(ล้อเลียนผพู้ ิการ สมควรมีครอบครัวได้แล้ว” แม่จึงไปสู่ขอ
จับแต่งงานกนั ) ภรรยาให้กับลูกชายโดยคิดว่าฐานะและอื่น ๆ
เหมาะสมกันดีแล้ว โดยทย่ี ังไม่เห็นตัวผหู้ ญิง
ต. เลย ฝ่ายหญิง...ปากเบีย้ ว
(ประทษุ วาจา) เม่ือฝ่ายหญิงวางน้ากับพื้น เขาก็เผลอตัว
ปล่อยมือขาก็เลยหลุดเตะแก้วน้า ฝ่ายหญิงก็
6. ตานานบางนางบวช ต. หวั เราะ
ชายหนุ่ม 2 คนเป็นคนสามะเลเทเมา เม่ือเห็น
(เขานมนาง) (ร่างกาย) นางพิมอยู่คนเดียวจึงเข้ามาจะเกี้ยวพาราสี
นาง...แต่นางกไ็ ม่ใส่ใจ...ท้ังสองคนจึงคิดท่ีจะ
ต. ฉุดนางพิมและตรงเข้าไปฉุดทันที พิมร้อง
(ร่างกาย) ขอความช่วยเหลือ เผอิญมีชายหนุ่ม 2 คน
ผ่านมาพอดีจึงตรงเข้าไปช่วยนาง...ชายท้ัง 4
ชกต่อยกัน
ตาลีนนท์แปลงร่างเป็นง.ู ..อยู่ในหอ้ งของนาง...
งูแปลงก็เข้ารัดจะกัดนาง นางตกใจมาก
คว้าไปเจอมีดจงึ ฟนั ไปที่คองู

84

ตาราง 2 (ตอ่ ) ความรุนแรง ข้อความทป่ี รากฏ
ชือ่ เรอ่ื งนิทาน ต. นางเสียใจมากที่ฆ่าคนตาย และคิดว่าเพราะ
(ร่างกาย) ความงามของนางทาให้นางต้องฆ่าคนตาย
6. ตานานบางนางบวช ว. นางจึงตัดสินใจตัดนมตวั เองแล้วขวา้ งทิ้งไป
(เขานมนาง) (ต่อ) (เพศ)
คืนหนึ่งแสนปมลอบเข้าไปหานางในวังแล้ว
7. ท้าวแสนปม ว. คส. ต. ท้ังสองก็ได้อยู่ร่วมกันโดยไม่มีใครทราบเร่ือง
(ไม่ยอมรับ จนนางอษุ าต้งั ครรภ์
8. นกแขกเต้า จึงใช้อานาจ ครั้นถึงเวลากาหนดก็ให้กุมารเลือกขนมจาก
ไล่ออกจากเมอื ง) บรรดาผู้ที่นามา ปรากฏว่า กุมารรับข้าวเย็น
จากมือแสนปมไปเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย
ต. ท้าวไตรตรึงษ์รู้สึกอับอายอย่างมาก ความ
(ทรัพย์สิน) โกรธจึงขับไล่นางอุษาออกจากเมืองโดย
ทันที
คส. ต. คนเขามีลาภที่ไหน เขาแจกปลากันที่ไหน เขา
(ใช้อานาจขม่ ขู่) แจกเงินกันที่ไหน คนเดินทางมีที่ไหน แล้วให้
มาบอก พวกโจรก็จะไปปล้นเอามา อย่าไว้ใจ
ต. ใคร ใครพอฉก ใครพอฆ่า ใครโกรธกับใคร
(ร่างกาย) ต้องฆ่าต้องฉก ลูกเมียทรัพย์สมบัติใครก็ตาม
ต้องใจแข็งฆ่าฟัน ดูแต่พวกข้ามีปืน มีธนู มี
หนา้ ไม้ ไปปล้นเงนิ มาได้เปน็ ร้อยเป็นแสน
พระเจ้าพาราณสีเสด็จล่าเน้ือ...เทพยดาแปลง
เป็ น ก ว า ง ท อ ง ตั ว ห นึ่ ง วิ่ ง ผ่ า น ห น้ า พ ร ะ เจ้ า
พาราณสี พระองค์จึงตรัสว่า กวางทอง
ออกไปทางด้านไหน จะตัดคอคนทางด้าน
นน้ั

เทวดาแปลงก็วิ่ง...เตะม้าของพระเจ้าพาราณ
สีล้มลุกคลุกคลาน...พระองค์ทรงอับอายแก่
เสนาอามาตย์

85

ตาราง 2 (ตอ่ ) ความรุนแรง ขอ้ ความทป่ี รากฏ
ชือ่ เร่อื งนิทาน ต. มีชาวประมงคนหนึ่งได้ไปทอดแหที่ชายทะเล
(ร่างกาย) พร้อมด้วยเมียของตน ชาวประมงทอดแห
9. นางกระเชอก้นรัว่ ต้ังแต่เชา้ ได้ปลามากมาย
ช า ว ป ร ะ ม ง เห็ น ว่ า วั น นี้ เข า ท อ ด แ ห ไ ด้ ป ล า
ต. มากมายก็จะขายให้นายสาเภา...แต่ปรากฏว่า
(ประทุษวาจา) ในข้องเหลือปลาเพียง 3 ตัวเท่านั้น เขาดูไปดู
มาก็รู้ว่าข้องที่เมียถือน้ันก้นรั่ว...ชาวประมง
ว. โมโหมากและได้ต่อว่าเมียของตน ท้ังสอง
(ศลี ธรรม) ต่างก็ทะเลาะกัน
นายสาเภาเห็นสองผัวเมียท ะเลาะกันก็
10. นางนาคพระโขนง คส. ต. พยายามห้ามปราม ประกอบกับนายสาเภา
(กฎหายทหาร) เห็นนางกระเชอก้นร่ัวเป็นคนสวย จึงบอกกับ
ชาวประมงว่า จะขอแลกเมียของชาวประมง
ต. กับเมียของตน ชาวประมงตอบตกลง...นาย
(ประทุษวาจา) สาเภาก็ยกภรรยาของตนให้กับชาวประมง
และพานางกระเชอก้นร่ัวจากไป
นายมากได้รับหมายเกณฑ์ให้เป็นทหาร
นายมากอาลยั อาวรณ์ภรรยาของตนเป็นอย่าง
มาก จึงได้กล่าวลานางนาคด้วยความหดหู่
ใจว่า ตนจะต้องไปเป็นทหารในเมืองหลวง
ไม่ได้อยู่ดูแล...นายมากจากไปแล้ว 8 เดือน
นางนาคกค็ ลอดลูกตายท้องกลม
กลิ่นเห็นสางผสมกับกลิ่นคาวเลือดคลุ้งตลบ
อบอวลไปรอบ ๆ บริเวณนั้น แล้วก็มีเสียง
เอื่อย ๆ แว่วมากับสายลมอีกว่า ใครอวดเก่ง
มาสู้กัน...นางนาคดุร้ายอาละวาดมากขึ้น
จนชาวบา้ นโจษจัน หวาดกลัว

86

ตาราง 2 (ต่อ) ความรุนแรง ขอ้ ความทป่ี รากฏ
ชื่อเร่อื งนิทาน ว. ต. ในที่สุดสามเณรรูปนั้นก็จับวิญญาณของ
(สังคมยอมรบั นางนาคใสห่ ม้อ แล้วเอาไปถว่ งนา้ ได้สาเร็จ
10. นางนาคพระโขนง การจบั ผขี องพระ)
(ต่อ) คส. ก าล ค ร้ังห นึ่ งน าน ม าแล้ ว ยั งมี ช าวน า
(การศกึ ษา) ครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูก
11. บณั ฑติ เจ้าปัญญา *เหลือ่ มลา้ ชายอีก 3 คน...ต่อมาไม่นานทั้งสามีและ
ภรรยาได้ถึงแก่กรรมลง ลูกชายท้ัง 3 คน จึง
12. ปริศนา 4 ประการ คส. ต. เปิดพินัยกรรมออกอ่านมีข้อความว่า ลูกชาย
(ใช้อานาจขม่ ขู่ คนโตจะได้วัวครึ่งหนึ่งของวัวท้ังหมด ลูกชาย
13. ปลาบู่ทอง และกกั ขงั ) คนกลางจะได้วัว 1 ใน 3 ส่วนของวัวทั้งหมด
ลูกชายคนสุดท้ายจะได้ววั 1 ตัว จากวัว 17 ตัว
ว. ลกู ชายทั้ง 3 คน คดิ แบ่งอย่างไรก็แบ่งไม่ถูก
(ศลี ธรรม) จึงให้บัณฑิตผู้หนึ่งซึ่งมีความรู้แตกฉานมา
ต. ช่วยแบง่ ให้
(ประทษุ วาจา) เม่ือชายตัดฟืนตอบปัญ หาทั้ง 4 ข้อแล้ว
พระราชาทรงเห็นด้วยกับ 3 ข้อแรกของชาย
ตัดฟืน แต่ไม่ชอบข้อที่ 4 เพราะเป็นการกล่าว
ร้ายผู้หญิงแล้วให้เก็บปริศนาท้ังสี่ข้อเป็น
ความลับอย่าได้บอกใครเป็นอันขาด ถ้า
ป ร าก ฏ ว่ าผิ ด สั ญ ญ าจ ะ ถู ก จั บ ไป ขั งคุ ก
ตลอดชีวิต...พระราชาทรงพิโรธ...จึงมีรับส่ัง
ให้ทหารไปจับตัวชายตัดฟืนมาเฝ้า และขังคุก
ไว้ฐานขดั ขืนพระกระแสรับสัง่
ผนู้ าครอบครัวมีภรรยาสองคน

เมียน้อยมีใจริษยาเมียหลวงจึงพยายามยุ
แหย่ให้สามีหาเร่อื งกับเมียหลวงอยเู่ สมอ

87

ตาราง 2 (ตอ่ ) ความรุนแรง ข้อความทป่ี รากฏ
ชื่อเร่อื งนิทาน
ว. ต. เมียหลวงเป็นผู้พายเรือออกหาปลากับสามี...
13. ปลาบู่ทอง (ต่อ)
(สังคมยอมรับว่า หลายคร้ังที่ทอดแหลงไปแล้วได้ปลาบู่ทอง
14. ปมู ้าผกู้ ล้าหาญ
การทารา้ ย ขึ้นมาทาให้สามีอารมณ์เสีย พาลด่าเมีย

ร่างกายภรรยา หลวง และเม่ือนางร้องขอปลาบู่ทอง...ยิ่งทา
เป็นเรื่องปกติ) ให้สามีหงุดหงิดโมโห และใช้ไม้พายฟาดตีเมีย

จนหมดสติ สามีเห็น...จึงคิดว่านางตายแล้วจึง

ผลกั ร่างนางให้ตกลงไปในน้า

ต. เอื้อยได้อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยง ซึ่งแม่เลี้ยงได้ใช้

(ร่างกาย) ให้เอือ้ ยทางานอย่างหนัก เมื่อไม่พอใจ...ทุบตี

ต. แม่เลี้ยงจึงคิดอุบายให้เอื้อยไปเลี้ยงวัวกลาง

(ร่างกาย) ทุ่ง แล้วนางก็จับแม่ปลาบู่ทองมาขอดเกล็ด

นาไปทอด

ต. ถ้าท่านอยากจะแข่งกับม้าให้ไปท้าม้าบนบกก็

(ประทษุ วาจา) แล้วกัน เจ้าปูม้าหัวเราะ บอกว่า ม้าบนบก

มีแค่ 4 ขา จะมาสอู้ ะไรกบั ข้าได้

ต. เจ้าปูลมก็หัวเราะเยาะแล้วบอกกับปูม้าว่า

(ประทุษวาจา) เจ้าปูม้าไม่ต้องท้าแข่งกับม้าบกหรอก ลาพัง

เจ้ากับข้า เจ้าก็วิ่งสู้ข้าไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าปู

ลมพดู เยาะเย้ย

ต. ขณะน้ันมีเจ้าปูจันทร์น้อยเดินผ่านมาพอดี ปู
(ประทษุ วาจา) มา้ กห็ ัวเราะเยาะปูจันทรน์ ้อยและเรยี กเจ้า

ปูจันทร์น้อยว่า เจ้าปูจันทร์ง่อย เพราะขา

ส้ันเดินเช่ืองช้า...ปูจันทร์น้อยบอกว่าข้าไม่ชอบ

แข่งขัน...ข้าวิ่งเร็วพระจันทร์ก็ลอยตามเร็ว...

เจา้ ปูม้าหัวเราะเยาะแล้วบอกว่าข้านี่แหละ

จะวิ่งแข่งกับพระจันทร์ท่ีลอยเชื่องช้ายิ่ง

กว่าแมงกระพรุนเสียอีก

88

ตาราง 2 (ตอ่ ) ความรุนแรง ขอ้ ความทีป่ รากฏ
ชื่อเร่อื งนิทาน ต. นางรักมะลิซึ่งมีรูปร่างและนิสัยใจคอเหมือน
(ร่างกาย) นางมากกว่าพิกุล นางจะใช้พิกุลให้ทางาน
15. พิกลุ ทอง หนักทุกอย่างแทนมะลิ ส่วนงานเบา ๆ ให้
ต. มะลิทา...นับแต่วันน้ันมานางจึงให้พิกุลพูด
16. ยายกบั ตา (ประทษุ วาจา) อะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอดเวลา ส่วนตัวผู้เป็นแม่
ต. คอยนั่งเก็บดอกพิกุลทองรวบรวมไว้จนไม่มีที่
(ประทษุ วาจา) เก็บ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังบังคับขู่เข็ญให้พิกุล
พูดอยู่เร่ือย ๆ ท้ังที่พิกุลเหน่ือยแสนเหนื่อย
ต. จนกระทัง่ พิกุลเสียงแหบเสียงแหง้ พดู ไม่ออก
(ร่างกาย) เม่ือกลับมาถึงบ้านก็พบผู้เป็นแม่ยืน่ รออยู่หน้า
ต. บ้านด้วยสีหนา้ บึง้ ตงึ และดุวา่ ทไ่ี ปไหนนาน
(ประทุษวาจา) น า ง จึ ง ย อ ม หั น ไ ป ห า ม ะ ลิ ลู ก ส า ว ค น โ ต ใ ห้
ต. เลียนแบบพิกุลบ้าง...จึงเอาหม้อเงินอย่างดีไป
(ร่างกาย) ตักน้า...คราวนี้แทนที่จะเป็นหญิงชราดังพิกุล
กลับเป็นหญิงสาวสวยได้ร้องขอน้าดื่ม มะลิไม่
ยอมให้ดื่ม มิหนาซ้ายังว่าเสียอย่างสาดเสียเท
เสีย...หญิงสาว...ก็เลยสาปแช่งว่า ตั้งแต่นี้เป็น
ต้นไปหากหญิงสาวปากเสียพูดออกมาคาใด
ให้ไส้เดือนกิ้งกือร่วงออกมาจากปากคาละตัว
ทกุ ๆ คาไป
ขณะที่เล่า ไส้เดือน กิ้งกือก็ร่วงออกมาคลาน
จนยั้วเยี้ยไปหมด แม่ใจร้ายเห็นดังนั้น ก็โกรธ
หาว่าพิกลุ หลอกลวงจึงไดต้ พิกุล
เมื่อยายรู้เรื่อง ยายกด็ ่า

เมือ่ ตามา ตากต็ ี

89

ตาราง 2 (ต่อ) ความรุนแรง ข้อความท่ปี รากฏ
ชือ่ เรอ่ื งนิทาน
ต. หลานชายชักกลุ้มใจ ที่ไปขอให้ใครช่วยก็ไม่มี
16. ยายกบั ตา (ต่อ)
(ประทุษวาจา) ใครช่วยจึงเดินไปเดินมาอย่างกลุ้มใจอยู่ครู่
17. โยมตัน
หนึ่ง ก็มีแมลงหวี่บินมาใกล้ ๆ หลานชายจึง

คิดแผนการได้ทันที แล้วจึงวิ่งไล่จับแมลงหวี่

เมื่อหลานชายจับแมลงหวีม่ าได้ก็บอกให้แมลง

หวี่ไปตอมตาช้างให้ มิฉะน้ันจะบี้แมลงหวี่ให้

ตายเสีย แมลงหวี่กลัวถูกบกี้ ย็ อมทาตามบินไป

ตอมตาช้าง

ต. โยมตันบอกลูกสาวว่า เห็นไปวัดทุกทีไม่เห็น

(ประทุษวาจา) ได้อะไรมา เดินกลับมาตัวเปล่าทุกที ลูก

สาวก็บอกว่าฉนั ไปทาบญุ ขอศีลขอพรพระกไ็ ด้

บุญกลับมา ฝ่ายโยมตันก็บอกว่าศีลพรท่ี

ขอมาจากพระมันหนา้ ตาเปน็ อย่างไร

ว. ต. โยมตันก็พูดตามว่าหลวงพ่อเอาพานหมากมา

(พระขาด ประเคนแต่ไม่ได้เอาไปประเคน หลวงพ่อรู้สึก

ความยับย้ังชั่งใจ ไม่พอใจ นึกว่าโยมตันล้อเลียนจึงพูดอีก...โยม

จงึ เกิดการทารา้ ย ตันก็พูดตามหลวงพ่ออีก...คราวนี้หลวงพ่อ

ร่างกาย โกรธจัด คว้าพานหมากทุบลงที่ศีรษะโยมตัน

และล้อเลียน อย่างจัง พรางพูดว่านี่แหละประเคน โยมตัน

ว่าด้อยความร)ู้ จึงทาตามหลวงพ่อบ้าง ทั้งสองปลุกปล้า จน

เหน่ือยจนหลวงพ่อพูดว่าพอแล้ว ๆ...โยมตัน

จงึ หยุดพลางคิดว่า หลวงพ่อคงจะให้ศีลให้พร

จบแล้ว...โยมตันจึงเดินกลับไป บอกกับ

ชาวบ้านท้ังหลายว่า อย่าไปวัดเลย เพราะ

รับศีลยากเหลือเกิน หลวงพ่อบีบคอจน

แทบหายใจไม่ออกเลย ขนาดศีลห้าแบบเบา

ที่สุดแล้วน้ันยังเท่าน้ัน และพวกผู้หญิงไม่

ตอ้ งไปเด็ดขาด ส้แู รงหลวงพ่อไมไ่ หวดอก

90

ตาราง 2 (ต่อ)

ชือ่ เรอ่ื งนิทาน ความรุนแรง ขอ้ ความท่ปี รากฏ

18. วัดพระนอนจักรสีห์ ต. สิงหพาหุโตขึ้นก็ถูกดูถูกยิ่งขึ้นว่าเป็นลูกสัตว์
ทาให้เขาเกลียดชงั สงิ ห์ยิ่งขนึ้
(ประทุษวาจา) สิงหพาหุแอบข้างต้นโพธิ์เห็นสิงห์กลับมาก็
โถมแทงตัวสิงห์ด้วยดาบอย่างแรง สิงห์ไม่
ว. ทันระวังตัวเลยถูกแทงเต็มแรง...สิงห์เห็นเป็น
ลูกของตนจึงไม่คิดร้ายได้แต่บอกดูลูกอย่าง
(ศลี ธรรม) เสียใจ...สิงหค์ ่อย ๆ ล้มลงและขาดใจตาย

19. สากกะเบือวเิ ศษ คส. นายอาเภอจึงส่ังให้คนใช้นาหมายไปส่งให้
(ตาแหน่ง) และสั่งให้มาพบนายอาเภอวันรุ่งขึ้น...พรุ่งนี้
*โต้กลบั อานาจ จะไปลากคอมาเอง...ถ้าขัดขืนต้องติดตาราง
ด้วยกลอบุ าย ...นายแก่นแก้วส่ังเมียเสร็จก็วิ่งเข้าครัว เอาไม้
ตีพริกออกมายกขึ้นตีหัวเมีย พอแตกแล้วส่ัง
ว่าให้เข้าไปในห้องแล้วกลับออกมาให้เป็นสาว
...พอเมียนายแก่นแก้ว เข้าห้อง น้องเมียนาย
แก่นแก้วซึ่งแต่งตัวรออยู่แล้วก็เดินออกมา
ส ว ย ก ว่ า เมี ย น า ย แ ก่ น แ ก้ ว ต้ั ง ห ล า ย เท่ า ...
นายอาเภอมองจนลืม...และบอกนายแก่นแก้ว
ว่าจะไม่เอานายแก่นแก้ว ไปเป็นทหารแล้ว ถ้า
โทษติดคุกกจ็ ะติดแทน แต่ขอสากกะเบือวิเศษ
ก็แล้วกันเพราะเมียนายอาเภอแก่แล้วจะเอา
ไปทาให้เป็นสาวบ้าง...นายอาเภอหยิบสาก
กระเบือออกมากาอย่างถนัดมือยกขึ้นตีอย่าง
เต็มแรงลงที่หัวของเมีย...ฝ่ายเมียเลือดสาด
เต็ ม ไป ห ม ด ชั ก ดิ้ น ชั ก ง อ แ ล้ ว ข า ด ใจ ต า ย ...
นายอาเภอตดิ คุกเพราะฆ่าเมียโดยเจตนา

91

ตาราง 2 (ต่อ) ความรุนแรง ขอ้ ความทป่ี รากฏ
ชื่อเร่อื งนิทาน คส. ต. นายอาเภอได้ฟังก็โกรธมาก และคิดในใจว่า
(ใช้อานาจขม่ ขู่) เราเป็นถึงนายอาเภอมียศศกั ดิ์สูง แต่นายแก่น
19. สากกะเบือวิเศษ แก้ วเป็ น ชาวบ้ านธ รรม ด าบั งอาจสั่ งให้
(ต่อ) ต. นายอาเภอไปหา คนนี้จะโอหังมาก เอาเถอะ
(ทรัพย์สิน) พรุ่งนี้จะไปลากคอมาเอง...ถ้าขัดขืนต้องติด
20. ยกั ษ์ขนิ ี ต. ตาราง...ถ้าไม่ให้กระสุนก็ต้องไปเป็นทหาร
(ร่างกาย) วนั นีท้ ีเดียว
21. กากรงุ เทพ ต. วันหนึ่งปลาในไซหายไปหมด จึงแอบดูพบ
กับกาบ้านนอก (ร่างกาย) ยกั ษ์ขินีตนหนึง่ กาลงั ลักปลากิน
ต. ถูกยกั ษ์จับไปไว้ในถา้
22. สวุ รรณสาม (ประทุษวาจา)
ว. นางยักษ์รวู้ ่าไม่ตายจริงจงึ จับกินเสีย
23. กลอุบายของ (ชนชั้น)
ผหู้ ญิงอยากได้ ต. สวสั ดีครบั ท่านกาบา้ นนอก
ผัวใหม่ (ร่างกาย)
กากรงุ เทพ กาบ้านนอก
ต.
(ทรัพย์สิน) กบิลยักษ์ตนหนึ่งกาลังออกล่าเน้ือ ไปเห็น
สุวรรณสามเข้าก็นึกว่าจะเป็นเน้ือ...ก็เลยยิง
ว. ด้วยธนูถูกสุวรรณสามลม้ น่งิ ในหนองน้า
(เพศ) ผัวเห็นก็ฉวยโอกาสสวมเคร่ืองวิเศษนั้นเหาะ
ไปถึงบ้านเดิม

พ่อหนูอย่าเพิ่งเข้ามาหมามันจะกัด เพราะแก
ไปจากบ้านเป็นเวลา 3 ปี 7 เดือน นานมาก
หมาจาแกไม่ได้...เพื่อถ่วงเวลาหาโอกาสให้
ชายชู้ออกจากเรือน เม่ือส่งชายชู้ออกจาก
เรือนแล้ว กว็ ่าพ่อหนูเขา้ มาเถิด


Click to View FlipBook Version