The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศิรภัสสร เสระพล, 2026-03-12 07:53:02

วิจัยการอ่านจับใจความ

วิจัยบทที่1 - 5

Keywords: วิจัยจบ

วิววิจิจัยัย เเรร ือ ืองงกกาารรออ่า่านนจจับับใใจจคคววาามมปปรระะจำจจำําปป กกาารรศศึกึกษษาา ๒๒๕๕๖๖๘๘โโรรงงเเรีรรียียนนสสาามมพพรร้า้าววววิทิทยยาานนาางงสสาาววศศิิรศิรภภัสัสสสรร เเสสรระะพพลลนันนักักศศึกึกษษาาฝฝ กกปปรระะสสบบกกาารรณณ์ว์วชช าาชชีพีพคครรููคคณณะะคครุรรุศุศาาสสตตรร์์สสาาขขาาววิชิชาาภภาาษษาาไไททยย


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ศิรภัสสร เสระพลงานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีปีการศึกษา 2568


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2นางสาวศิรภัสสร เสระพลรหัสนักศึกษา 65040101228งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีปีการศึกษา 2568


ขสารบัญเรื่อง หน้าสารบัญ ขสารบัญ(ต่อ) คสารบัญภาพ งสารบัญตาราง จบทที่1 บทนำ 11.1ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย 11.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 41.3 สมมติฐานการวิจัย 41.4 ขอบเขตการวิจัย 51.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 61.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 82.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 92.1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 92.1.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ 132.1.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น 192.2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 222.3 กรอบแนวคิดการวิจัย 24บทที่3 วิธีการกำเนินการวิจัย 253.1ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 253.2 แบบแผนการวิจัย 263.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 263.4 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 273.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 293.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 303.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 30


คสารบัญ(ต่อ)เรื่อง หน้าบทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 324.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 324.2 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 334.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 33บทที่5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 395.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 395.2 สมมติฐานของการวิจัย 395.3 สรุปผลการวิจัย 395.4 อภิปรายผลการวิจัย 405.5 ข้อเสนอแนะ 42บรรณานุกรม 44ภาคผนวก 50ภาคผนวก ก ราชาอผู้เชี่ยวชาญ 51ภาคผนวก ข ตัวอย่างเครื่องมือการใช้ในวิจัย 54ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 124ภาคผนวก ง ค่าดัชนีความสอดคล้อง (ICU)ของแผนการจัดการเรียนรู้ 131ภาคผนวก จ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (ICU) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 135ภาคผนวก ฉ ภาพกิจกรรมในชั้นเรียน 137ภาคผนวก ช ตัวอย่างผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 139ภาคผนวก ซ ประวัติวิจัย 143


งสารบัญภาพภาพที่ หน้าภาพ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย 24


จสารบัญตารางตารางที่ หน้าตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 12ตารางที่ 2 แบบแผนการวิจัย 26ตารางที่ 3 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปร 26ตารางที่ 4 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จากการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น 34ตารางที่ 5 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จากการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น 35ตารางที่ 6 ผลการทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียน(Paired t-test) ของนักเรียนห้อง ม.2/1 36ตารางที่ 7 ผลการทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียน (Paired t-test) ของนักเรียนห้อง ม.2/2 36


บทที่ 1บทนำ1.1ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยการอ่านจับใจความเป็นทักษะสำคัญที่ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาจำเป็นต้องมี เพราะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความคิดวิเคราะห์และการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงพบว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวนมากยังประสบปัญหาในการอ่านจับใจความ กล่าวคือ เมื่ออ่านแล้วไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญของเรื่องได้ครบถ้วน มักสับสนระหว่างประเด็นหลักกับรายละเอียดปลีกย่อย ไม่สามารถสรุปใจความสำคัญได้ตรงประเด็น ทำให้การเรียนรู้ในรายวิชาที่ต้องอาศัยการอ่านทำความเข้าใจ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา หรือภาษาอังกฤษ เป็นไปอย่างยากลำบาก ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์และการเขียนตอบอย่างมีเหตุผลอีกด้วย ดังนั้น การส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม (แววมยุรา เหมือนนิล, 2541)การฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเป็นวิธีการสอนอ่านอีกวิธีหนึ่งที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาการสอนอ่านจับใจความสำคัญได้เป็นอย่างดีและเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทย ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญครูผู้สอนภาษาไทยในปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่ถ่ายทอดความรู้เนื้อหาทางภาษาเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดกิจกรรมโดยนำข้อมูลทางภาษามาช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยผู้สอนจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนใช้ภาษาไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองผู้สอนสอนภาษาไทยจะต้องมีความสามารถในการนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับผู้เรียนและขณะเดียวกันต้องติดตามศึกษาหาความรู้ให้ทันกบความก้าวหน้าของโลกและพัฒนาตนเองตลอดเวลา จึงจะสามารถเป็นผู้สอนภาษาไทยได้อย่างเหมาะสมในยุคโลกาภิวัตน์ (ทองใส อุทัยคำ, 2556) ได้ระบุแนวการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2546 ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพโดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่างระหวางบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้แก้ปัญหา การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงสถานศึกษาควรจัดการเรียน การสอนและจัดกิจกรรมบูรณาการ องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกื้อกูลส่งเสริมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการอ่านในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการเรียนกระทรวงศึกษาธิการ (2551:2) ได้ให้ความสำคัญของการอ่านจับใจความไว้ว่าการอ่านจับใจความเป็นทักษะที่มีความสำคัญในบริบทด้านดำเนินชีวิตประจำวัน ด้านการศึกษา และการทำงานย่อมเกี่ยวข้อง


2กับการใช้ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญ จึงเป็นทักษะที่เข้ามามีบทบาท ในชีวิตอย่างมาก เพราะเป็นการพัฒนาสติปัญญาให้รู้จักคิดวิเคราะห์ และช่วยให้จิตใจมีสมาธิสามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ถูกต้อง นิรัติศัย สุดเพาะ (2555: 3) กล่าวว่า ทักษะการอ่านต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถพัฒนาการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออ่านเรื่องแล้วต้องสามารถจับใจความสำคัญ วิเคราะห์ ตีความ แปลความ ขยายความ ประเมินค่าเรื่องที่อ่านได้ การที่ผู้เรียนจะมีสมรรถนะดังกล่าวได้ ต้องมีความสามารถในการอ่านจับใจความ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญจึงจะสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านจากความสำคัญดังกล่าวหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้จัด การอ่านไว้ในสาระที่ 1 มาตรฐาน ท1.1 กล่าวว่า ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้ และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน อีกทั้งได้กำหนดคุณภาพของผู้เรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ด้านการอ่าน (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2549: 18-19)การอ่านจับใจความเป็นขั้นแรกในการอ่าน มีความสำคัญต่อการเรียนรู้เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะ ในการเรียนในทุกรายวิชาเพราะการอ่านจับใจความเป็นพื้นฐานของการพัฒนาตนเองของผู้เรียน และนำไปใช้กับรายวิชาอื่นได้ ถือได้ว่าการอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ช่วยให้เกิดสติปัญญา สามารถส่งผลให้มนุษย์ประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำรงชีวิต การอ่านจึงเป็นทักษะ ที่สำคัญที่จำเป็นต้องเน้นและต้องฝึกฝน ให้กับผู้เรียนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านสร้างความหมายหรือพัฒนาการ วิเคราะห์ ตีความ ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ ความรู้ ความคิด การอ่านจับใจความสำคัญจึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอ่านทั่วไป หากนักเรียนอ่านจับใจความได้จะมีทักษะการอ่านจับใจความที่สามารถสังเคราะห์ด้านการอ่านได้ในทุกรายวิชา (ลักษมี ขวัญประเสริฐ และ นฤมล อินทร์ประสิทธิ์, 2556: 103)การอ่านจับใจความนับว่ามีความสำคัญมากเพราะเป็นพื้นฐานที่นักเรียนสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ หากผู้อ่านจับใจความได้ ก็จะทำให้เข้าใจสิ่งที่อ่านและสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่าน ไปใช้ประโยชน์ได้( จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ , 2547: 42 )จากการวิเคราะห์สาเหตุพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีนิสัยรักการอ่านลดลง ทั้งจากหนังสือเรียน หนังสืออ่านนอกเวลา หรือหนังสือประเภทอื่น ส่วนหนึ่งเกิดจากนักเรียนส่วนมากเกิดความเบื่อหน่าย จากการอ่านจับใจความ ไม่เป็นหรืออ่านได้ช้าและไม่สามารถสรุปประเด็นสำคัญ เนื่องไม่สามารถแยกใจความสำคัญออกจากใจความรองได้ซึ่งทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการพัฒนาด้านอื่น ๆ ซึ่งพบว่าปัจจุบันผู้สอนส่วนใหญ่มีรูปแบบการสอน โดยใช้การบรรยาย ซึ่งไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ไม่สามารประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนได้ผลตามที่ พึงพอใจ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาการอ่านจับใจความ


3ของผู้เรียนนำมาใช้แก้ไขปัญหาการเรียนได้ตามแนวทางการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ครูจึงต้องแสวงหาสื่อ ที่บทอ่าน ที่น่าสนใจ และเป็นปัจจุบัน ครูจึงต้องแสวงหาสื่อที่ทันสมัยเพื่อจูงใจให้นักเรียนฝึกอ่านจับใจความ (วิจารณ์ พานิช, 2556: 51) จากการศึกษาพบว่าวิธีการสอนในรูปแบบ วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า รูปแบบและเทคนิคในการจัดการเรียนการสอน จึงได้พบว่าการอ่านจับใจความสำคัญด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบการอ่านด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น สามารถทำให้นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญได้ง่ายขึ้น และทำข้อสอบได้แม่นยำขึ้นเป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนที่มีความแตกต่างจากการสอนแบบปกติคือ ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ ครูเป็นผู้สร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียน คอยช่วยเหลือและแนะนำนักเรียนจะได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์การฝึก สังเกตเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจได้และจับใจความสำคัญของเนื้อหาได้ดังนี้ การอ่านจับใจความสำคัญตามเทคนิคบันได 6 ขั้น 1) การอ่านเรื่องให้จบ ตั้งคำถาม 5W1H 2) การหาคำสำคัญ (Key Words) 3) ตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง 4) การเติมคำเชื่อมหาส่วนขยายใจความสำคัญ 5) การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง 6) การหาใจความสำคัญได้ทุกบทผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการอ่านจับใจความสำคัญด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบการอ่านด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น ร่วมกับแบบฝึกหัด การฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเป็นวิธีการสอนอ่านอีกวิธีหนึ่งที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาการสอนอ่านจับใจความสำคัญได้เป็นอย่างดีและเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ภาษาไทย ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญครูผู้สอนภาษาไทยในปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่ถ่ายทอดความรู้เนื้อหาทางภาษาเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดกิจกรรมโดยนำข้อมูลทางภาษามาช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยผู้สอนจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนใช้ภาษาไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองผู้สอนสอนภาษาไทยจะต้องมีความสามารถในการนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับผู้เรียนและขณะเดียวกันต้องติดตามศึกษาหาความรู้ให้ทันกบความก้าวหน้าของโลกและพัฒนาตนเองตลอดเวลา จึงจะสามารถเป็นผู้สอนภาษาไทยได้อย่างเหมาะสมในยุคโลกาภิวัตน์ทั้งนี้(ทองใส อุทัยคํา, 2546) ได้กล่าวถึงการใช้แบบฝึกทักษะว่าเป็นการใช้สื่อการเรียนรู้ที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ผ่านกระบวนการฝึกฝนในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และต่ออดในแต่ละขั้นตอนของการอ่านจับใจความได้ซึ่งการเรียนร้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จะเกิดขึ้นได้นักเรียนต้องมีนิสัยรักการอ่านจะทำให้นักเรียนมีคณลักษณะที่พึงประสงค์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) ได้ระบุแนวการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพโดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความ สนใจความถนัดของผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่างระหวางบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้แก้ปัญหา การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงสถานศึกษา


4ควรจัดการเรียน การสอนและจัดกิจกรรมบูรณาการ องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกื้อกูลส่งเสริมการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการอ่านในทุกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการเรียน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกประมวลความรู้จากประสบการณ์เดิมสร้างแรงจูงใจในการอ่าน และเสริมสร้างให้เกิดความเข้าใจในการอ่านอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังเป็นการฝึกคิดวิเคราะห์และจัดระบบข้อมูลที่ได้เรียนรู้จากการอ่าน ส่งเสริม ให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ และเป็นแนวทาง เพื่อปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้นดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีทักษะการอ่านที่ถูกต้อง สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ตรงตามเนื้อหา และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ทั้งในการเรียนรายวิชาอื่นและในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัยในการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้1.2.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนในรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี1.3 สมมติฐานการวิจัย1.3.1 การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 1.3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน


51.4 ขอบเขตการวิจัยในการวิจัยนี้มีการกำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้1.4.1 ประชากรในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี1.4.1.1ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 3 ห้อง รวม 94 คน ประกอบด้วย ชั้น ม.2/1 ม.2/2 และ ม.2/31.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 1 ห้อง จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)1.4.2 ตัวแปรในการวิจัย1.4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 21.4.2.2 ตัวแปรตาม 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ2) ความสามรถในการอ่านรายวิชาวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ 1.4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหา เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 1 มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ดังแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น จำนวน 5 แผน ดังนี้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การการอ่านจับใจจากนิทาน จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านจับใจความจากข่าว จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านจับใจความจากบทความ จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความจากเรื่องสั้น จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การอ่านจับใจความจากวรรณคดี จำนวน 1 ชั่วโมง1.4.4 ระยะเวลาดำเนินการวิจัยในการวิจัยครั้งนี้ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมงจำนวน 5 แผนการเรียนรู้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 - กุมภาพันธ์ 2569


61.5 นิยามศัพท์เฉพาะ1.5.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น การเรียนรู้สามารถส่งเสริมโดยการจัดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนต่อการเรียนรู้ และกระตุ้นให้เกิดความท้าทาย สมองจะจดจำได้ดีเมื่อข้อเท็จจริงและทักษะต่างๆ เชื่อมโยงกับความจำเหตุการณ์ สถานที่ที่มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ อารมณ์มีความสำคัญต่อการจัดเก็บข้อมูลและสมอง การจัดกระบวนการสอนแบบบันได 6 ขั้น อ่านออกเขียนได้ สามารถกระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นการจัดการเรียนรู้แบบเน้นย้ำซ้ำทวนทำให้นักเรียนมีทักษะอ่านและเขียนมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของ (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 2551 ) ได้กล่าวไว้ว่า การให้ผู้เรียนได้ทำซ้ำๆ ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจที่แม่นยำ และยังได้กล่าวไว้อีกว่ากฎแห่งผล คือ การที่นักเรียนได้ทราบผลการทำงานของตนเอง การเฉลยคำตอบให้จะช่วยให้นักเรียนทราบข้อบกพร่อง เพื่อปรับปรุงแกไขและเป็นการสร้างความพอใจให้เกิดแก่นักเรียนวิธีการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญตามเทคนิคบันได 6 ขั้น 1) การอ่านเรื่องให้จบ ตั้งคำถาม 5W1H 2) การหาคำสำคัญ (Key Words) 3) ตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง 4) การเติมคำเชื่อมหาส่วนขยายใจความสำคัญ 5) การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง 6) การหาใจความสำคัญได้ทุกบท พลิกแพลงได้ทุกบทอ่าน ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบการอ่านด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น 1.5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนความรู้ความเข้าใจ และความสามามารถของ นักเรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ในบทเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญรายวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งวัดจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นข้อสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ1.5.3 ความสามารถด้านการอ่านจับใจความ หมายถึง ระดับคะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบ อ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น โดยพิจารณาคะแนนรวมทั้งหมดจากแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น1.5.4 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม 75/75 หมายถึง เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/7575 ตัวหน้า (E1) หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินพฤติกรรมการเรียน การประเมินด้านการอ่านจับใจความสำคัญ การตรวจผลงาน การทดสอบย่อยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75 ขึ้นไป75 ตัวหลัง (E2) หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75 ขึ้นไป


71.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ1.6.1 ผู้วิจัยได้แนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนบันได 6 ขั้น1.6.2 นักเรียนได้รับการพัฒนาและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยด้วย วิธีการที่มีประสิทธิภาพ1.6.3 เผยแพร่ผลการวิจัยให้ครูผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย เพื่อนำไปพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ


บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา มีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง2.1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย2.1.1.1 ความหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 25512.1.1.2 สาระมาตรฐานและตัวชี้วัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย2.1.1.3 คุณภาพผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 22.1.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ2.1.2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ2.1.2.2 ความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ2.1.2.3 แนวทางการสอนอ่านจับใจความสำคัญ2.1.2.3 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ2.1.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น2.1.3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้เทคนิคบันได 6 ขั้น2.1.3.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับวิธีการสอนเทคนิคบันได 6 ขั้น2.1.3.3 ขั้นตอนการสอนเทคนิคบันได 6 ขั้น2.1.4 เอกสารที่เกี่ยวข้อกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย


92.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง2.1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย2.1.1.1 ความหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2551: 9) ได้ให้ความหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ว่าเป็นหลักสูตรในส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำขึ้นโดยใช้เป็นกรอบและแนวทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาประกอบด้วยหลักมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้กระบวนการโครงสร้างของชั้นปีแบบยืดหยุ่น ซึ่งบูรณาการจัดการเรียนรู้สู่ผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและการแนะแนวการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มศักยภาพและมีความสามารถเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกายอารมณ์สังคม และสติปัญญา มีจิตใจใฝ่คุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลก สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม มีพื้นฐานชีวิตและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเป็นคนดีคนเก่ง มีความสุข มีคุณภาพตามศักยภาพของตนเอง เป็นรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้เป็นพลเมืองของชาติสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญทางวิทยาการในโลกยุคปัจจุบัน สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพสาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ พูดแสดงความรู้สึก ความคิดในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทยการเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


10นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้ระบุคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบแต่ละช่วงชั้น โดยการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งอยู่ในช่วงชั้นที่ 3 มีปัญหาในด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการอ่านดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตรงตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552: 5)2.1.1.2 สาระมาตรฐานและตัวชี้วัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ พูดแสดงความรู้สึก ความคิดในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทยการเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติ ของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้ระบุคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบแต่ละช่วงชั้น โดยการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งอยู่ในช่วงชั้นที่ 3 มีปัญหาในด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการอ่านดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตรงตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552: 5)


112.1.1.3 คุณภาพผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 41) กล่าวถึง คุณภาพผู้เรียนเมื่อเรียนจบระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ไว้ดังนี้ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญ และรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิดผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอน และความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ดังนี้ 1) อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจ ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่านแสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน 2) เขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษา เขียนคำขวัญ คำคม คำอวยพรในโอกาสต่าง ๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติ และประสบการณ์ต่าง ๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและเขียนโครงงาน 3) พูดแสดงความคิดเห็นวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู นำข้อคิดไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผล น่าเชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด 4) เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอื่น ๆ คำทับศัพท์ และศัพท์บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอนสุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สุภาพ 5) สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


122.1.1.4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง มัธยมศึกษาปีที่ 2 ในสาระที่ 1 การอ่านมาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ดังตารางต่อไปนี้ตารางที่ 1ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลางม.2 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรองได้ถูกต้องการอ่านออกเสียง ประกอบด้วย - บทร้อยแก้วที่เป็นบทบรรยายและบทพรรณนา- บทร้อยกรอง เช่น กลอนบทละคร กลอนนิทาน กลอนเพลงยาว และกาพย์ห่อโคลง 2. จับใจความสำคัญสรุปความ และอธิบาย รายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน 3. เขียนผังความคิดเพื่อแสดงความเข้าใจ ในบทเรียนต่าง ๆ ที่อ่าน 4. อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 5. วิเคราะห์และจำแนกข้อเท็จจริงข้อมูล สนับสนุน และข้อคิดเห็นจากบทความ ที่อ่าน 6. ระบุข้อสังเกตการชวนเชื่อ การโน้มน้าว หรือความสมเหตุสมผลของงานเขียนการอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - วรรณคดีในบทเรียน - บทความ - บันทึกเหตุการณ์ - บทสนทนา - บทโฆษณา - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ - งานเขียนหรือบทความแสดงข้อเท็จจริง - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น7. อ่านหนังสือ บทความ หรือคำประพันธ์ อย่างหลากหลาย และประเมินคุณค่าหรือ แนวคิดที่ได้จากการอ่านเพื่อนำไปใช้ แก้ปัญหาในชีวิต การอ่านตามความสนใจ เช่น- หนังสืออ่านนอกเวลา - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 8. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน


132.1.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ ความสามารถในการอ่านจับใจความได้ดี นับเป็นทักษะสำคัญของการอ่าน เพราะถือว่า การอ่านที่จะใช้ประโยชน์ได้นั้น ผู้อ่านจะต้องมีความเข้าใจและรู้จักจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่าน แล้วใช้สติปัญญากลั่นกรองแล้วเลือกส่วนดี ส่วนที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ หรือเก็บเป็นความรู้เพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้าสืบไป มีผู้เชี่ยวชาญและผู้รู้ด้านการอ่านหลายคน กล่าวถึงการอ่านจับใจความไว้ดังนี้2.1.2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความสายใจ ทองเนียม (2560: 100) การอ่านจับใจความ คือ การอ่านในใจที่มุ่งค้นหา สาระสำคัญของเรื่อง ใจความหลัก เพื่อให้ทราบว่า เป็นเรื่องอะไร ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม และมีใจความรองหรือใจความขยาย ซึ่งเป็นรายละเอียดเพื่อสนับสนุนใจความหลักให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สถิตาภรณ์ ศรีหิรัญ (2560: 66) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า เป็นกระบวนการสำคัญ ที่ผู้อ่านงานเขียนเชิงวิชาการหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออ่านงานเขียนเชิงวิชาการ ผู้อ่าน ต้องอ่านเรื่องทางวิชาการนั้นอย่างคร่าว ๆ อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนที่จะอ่านอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2554: 45) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญ คือการเอาข้อความหรือประโยคที่เป็นหัวใจของเรื่องนั้นออกมาให้ได้ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549: 120) ให้ความหมายการอ่านจับใจความว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การแปลความหมายของอักษรออกมาเป็นความคิด ซึ่งไม่ได้พูดออกมาเป็นเสียง และนำความคิดนั้นไปใช้ประโยชน์ แววมยุรา เหมือนนิล (2541: 12) กล่าวถึงความหมายของการอ่านจับใจว่า การมุ่งค้นหาสาระสำคัญของเรื่องหรือหนังสือแต่ละเล่มว่าคืออะไร ซึ่งแบ่งออกได้ 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่เป็นใจความสำคัญ 2. ส่วนที่ขยายใจความสำคัญหรือส่วนประกอบ เพื่อให้เรื่องชัดเจนยิ่งขึ้น ในกรณีที่อ่าน มีย่อหน้าเดียว ในย่อหน้านั้นจะมีใจความสำคัญอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นเป็นส่วนขยายใจความสำคัญ หรือส่วนประกอบ ซึ่งอาจมีได้หลายประเด็นใจความสำคัญ คือ ข้อความที่มีสาระครอบคลุมเรื่องอื่นๆ ในย่อหน้านั้น หรือเนื้อเรื่องทั้งหมด ข้อความตอนหนึ่งจะมีความสำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ก็คือ สิ่งที่เป็นสาระสำคัญของเรื่องนั่นเอง ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552: 32) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง เป็นการอ่านเพื่อต้องการทราบว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีความสำคัญ ตรงไหน และหมายความว่าอย่างไร จะเห็นได้ว่าการอ่านจับใจความ ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน ค้นหาสาระสำคัญหรือประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่านกระทรวงศึกษาธิการ (2559: 56) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ คือ การอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญ ผู้อ่านต้องมีสมาธิในการอ่าน อ่านอย่างรอบคอบ และผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจ เรื่องที่อ่าน ต้องอ่านหลายๆ เที่ยว แล้วตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด อย่างไร แล้วตอบ


14คำถามเหล่านั้นแต่เพียงสั้น ๆ แต่ให้ได้ใจความชัดเจน จากนั้นนำมาเรียบเรียงให้เป็น ประโยคหรือข้อความสั้นๆอภิรดี เสนาวิน (2555: 26) ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า หมายถึง การทำความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน โดยการจบประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่านให้ได้ว่า ใจความสำคัญของเรื่อง คืออะไร ผู้เขียนต้องการเสนอเรื่องหรือแนวคิดใดมายังผู้อ่าน ทั้งนี้ผู้อ่านต้องจับสาระสำคัญของเรื่องได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เพราะเหตุใด ตลอดจนเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่อง และสามารถสรุปเรื่องโดยการเชื่อมโยงใจความสำคัญของเรื่องได้จากความหมายของการอ่านจับใจความดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ หมายถึงการเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน สามารถจับประเด็นหลักหรือสาระสำคัญ บอกแนวคิด หรือข้อคิดเห็น จุดมุ่งหมายที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้ผู้อ่านได้รับ ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด อย่างไร และระบุประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน2.1.2.2 ความสำคัญของการอ่านจับใจความการอ่านเป็นกระบวนการทางความคิดในการรับสารเข้าไปขณะที่อ่าน เป็นทักษะพื้นฐาน ในการเรียนรู้วิชาต่าง ๆ แล้วการอ่านยังเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ทำให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ ดังนี้ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545: 10) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า การอ่าน เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้ และการใช้วิธีอ่านที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับผู้อ่านทุกคน การรู้จักฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดีทั้งจะช่วยให้เกิดความชำนาญและมีความรู้กว้างขวางด้วย ดังนั้นการที่นักเรียนจะเป็นผู้อ่านที่ดีจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ครูเป็นผู้จัดเตรียมให้ อีกทั้งยังต้องผสมผสานกับความสนใจของผู้อ่าน เพื่อเป็นแรงจูงใจที่ช่วยให้นักเรียนได้อ่านอย่างสม่ำเสมอ กานต์มณี ศักดิ์เจริญ (2546: 89) ได้กล่าวไว้ว่า การอ่านเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต เพราะการอ่านจะมีส่วนช่วยสร้างความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ผู้ใดมีความสามารถในการอ่านหนังสือเป็นพิเศษมักจะมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพและในชีวิตมากกว่าคนที่อ่านหนังสือได้น้อยและอ่านช้า การอ่านแทรกอยู่ในกิจกรรมทุกประเภททุกแห่ง เพราะในการสื่อสารซึ่งกันและกันในชีวิตประจำวัน ต้องอาศัยการอ่านเพื่อความเข้าใจกอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธ์(2551: 87-90) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ ดังนี้ 1. เสริมสร้างองค์ความรู้ การอ่านมีส่วนช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ทั้งเพิ่มพูนความรู้เดิมที่มีอยู่ให้มุมมองที่แตกต่างไปจากความรู้หรือความคิดเดิมของผู้อ่าน รวมทั้งเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้อ่านทำให้ผู้อ่านมีความรู้เพิ่มขึ้นเป็นผู้รู้เท่าทันเหตุการณ์ สามารถนำความรู้เหล่านั้น มาพัฒนาตนเองให้มีแนวทางการดำเนินชีวิตและการประกอบสัมมาชีพ ให้เป็นไปในแนวทางที่ดีงามได้ 2. พัฒนาคุณค่าทางอารมณ์ การอ่านมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านได้รับความสุขหรือความบันเทิงใจ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย รวมทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่ดีและเมื่อคนมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีแล้วย่อม


15เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ตามมา นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงการมีอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปกับเรื่องราวที่อ่าน 3. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การอ่านมีส่วนช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆจะทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้หรือแนวคิด รวมทั้งส่งเสริมจินตนาการ เพื่อนำมาสร้างสรรค์ผลงาน ในรูปแบบต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง ชนมณี แก้วพิกุล (2553: 23) การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ทุกคน การอ่าน ช่วยพัฒนาสติปัญญา ทำให้เป็นคนทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทำให้เป็นคนรอบรู้ทำให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดชีวิต ทำให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ มีความเชื่อมั่นในตนเอง ได้รับการยอมรับเชื่อถือและศรัทธา การอ่านยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีของมนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณของผู้อ่านให้เป็นไปในทางที่ดีงาม ได้ด้วยตนเองการอ่านก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน และการอ่านยังช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิต อยู่ใน สังคมได้อย่างเป็นสุข ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2554: 26-27) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญ มีความสำคัญต่อการอ่านในชีวิตประจำวัน สรุปได้ว่า ช่วยให้อ่านได้รวดเร็ว เพราะการอ่านจับใจความสำคัญเป็นการอ่านคร่าวๆ เพื่อค้นหาเพียงใจความที่สำคัญที่สุดในย่อหน้า จึงใช้เวลาในการอ่านสั้นกว่าการอ่านเก็บรายละเอียด จดจําเรื่องที่อ่านได้รวดเร็ว เพราะทำให้ทราบว่าแต่ละย่อหน้า กล่าวถึงอะไร เมื่อนําเรื่องราวไปถ่ายทอด ก็สามารถเขียนได้ตรงจุดประสงค์และชัดเจน การอ่านจับใจความสำคัญ ทำให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ทำให้ผู้อ่านเข้าใจ เรื่องได้ง่ายและนําไปต่อยอดในการวิเคราะห์และประเมินค่าได้ง่ายขึ้น การอ่านจับใจความสำคัญจากสื่อต่างๆ จะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้และศึกษาสิ่งต่างๆ ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม และสามารถนําข้อมูลความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ดวงพร หลิมรัตน์ (2555: 54) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ เป็นการอ่านระดับพื้นฐานซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาหาความรู้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับข้อความหรือเรื่องราวที่อ่านว่าข้อความหรือเรื่องนั้นเกี่ยวกับสิ่งใด มีเหตุการณ์ที่สำคัญ อะไรบ้าง มีบุคคลหรือตัวละครใดบ้างที่เกี่ยวข้อง บุคคลที่มีทักษะการอ่านจับใจความสูง จะสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ปรากฏในข้อความหรือเรื่องที่อ่านอยางรวดเร็วและแม่นยํา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์หรือตีความเรื่องราวนั้นๆ ต่อไปนพดล จันทร์เพ็ญ (2557: 133) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านที่เข้าไปช่วยให้การอ่านแบบต่างๆ ได้ผลดี มีประสิทธิภาพและบรรลุจุดมุ่งหมายได้ ไม่ว่าจะ เป็นการอ่านแบบใดก็ตามถ้าผู้อ่านไม่สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ ไม่รู้วาเรื่องที่ตนอ่านนั้น ผู้เขียนกล่าวถึงอะไร มุ่งเสนอความคิดหลักว่าอย่างไร ก็จัดได้ว่าการอ่านครั้งนั้นประสบความล้มเหลวสายใจ ทองเนียม (2560: 100) กล่าวว่า การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ เป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าผู้อ่านไม่สามารถจับใจความสำคัญเรื่องที่อ่านได้ อาจจะส่งผลต่อการอ่านเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ ซึ่งยากกว่า และจะเป็นสาเหตุให้ผู้อ่านไม่สามารถพัฒนาการอ่านของตนเองได้สถิตาภรณ์ ศรีหิรัญ (2560: 66) ที่ให้ความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญว่า มีความสำคัญกับการเชิงวิชาการ คือ การอ่าน จับใจความสำคัญเป็นกิจกรรมสำคัญของการอ่านเชิงวิชาการ ผู้ที่อ่านงาน


16เขียนทางวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถจับใจความสำคัญได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี และบันทึกสาระสำคัญของเรื่องได้อย่างถูกต้อง ไม่บกพร่องหรือเกินกว่าความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ เมื่อนำสาระสำคัญที่จดบันทึกไว้ไปอ้างอิงก็จะไม่ทำให้ความหมายคลาดเคลื่อนไปจากที่ ผู้เขียนต้องการเสนอ พรรณทิพา หลาบบุญเลิศ (2545: 50) ยังให้ความสำคัญของการอ่านจับใจความว่า เป็นหัวใจของการอ่าน จะเป็นผลให้เข้าใจจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ การเก็บใจความสำคัญจะเป็นพื้นฐานสำหรับความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ วิจารณ์ หรือศึกษาค้นคว้าเป็นพิเศษ ในเรื่องนั้นๆ ต่อไป จากความสำคัญของการอ่านจับใจความ สรุปได้ว่าการอ่านจับใจความเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จจากการอ่าน และเป็นทักษะพื้นฐานของการแสวงหาความรู้เพราะการอ่านจับใจความเป็นการอ่านที่ฝึกให้ผู้อ่านได้จับประเด็นสำคัญ สาระสำคัญจากเรื่องที่อ่าน ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่เราอ่านทั้งหมด ทำให้อ่านหนังสือได้อย่างรวดเร็ว เข้าใจเรื่องที่อ่าน และนำความรู้ข้อคิดที่ได้มาประยุกต์ใช้และพัฒนาตนให้เกิดประโยชน์ได้การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะจำเป็นถือเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะมีผลต่อการอ่านทุกจุดประสงค์ให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านการศึกษาเล่า เรียนการแสวงหาความรู้ในเรื่องที่สนใจหรืออ่านเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ผู้ที่มีความสามารถในการอ่านจับใจความได้นั้น จะสามารถเก็บเรื่องราวจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ได้ตรงจุดประสงค์ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์2.1.2.3 แนวทางการสอนอ่านจับใจความการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญเป็นทักษะที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอไม่ว่าจะเรียนเรื่องอะไร ระดับไหน เพราะถ้าไม่สามารถจับใจความสำคัญได้นักเรียนจะไม่เข้าใจประเด็นจากการอ่านได้เท่าที่ควร ดังนั้นจะต้องฝึกให้ผู้เรียนสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่จะอ่านได้ซึ่งจะทำให้อ่านหนังสือได้รวดเร็ว มีนักการศึกษาหลายท่านได้เสนอวิธีการสอนอ่าน เพื่อจับใจความไว้ดังนี้ อุไรวรรณ์ บุญล้อม (2550: 41) ได้สรุปหลักปฏิบัติในการอ่านจับใจความว่า “ให้ หนังสือห่างสายตา 1 ฟุต ตั้งสมาธิอย่างแน่วแน่ กวาดสายตาตลอดบรรทัดจากซ้ายไปขวาไม่อ่าน ย้อนกลับ ไม่ส่งเสียงดังหรือทำปากขมุบขมิบไม่ชี้นิ้วตามตัวอักษร” จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2559: 157-158) วิธีจับใจความสำคัญมีทักษะที่จำเป็น คือ การค้นหาความสำคัญของเรื่อง และการสรุปเพื่อให้ได้แนวคิด ใจความสำคัญหลัก คือ ใจความหลักที่ตอบผู้อ่านได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อใด ส่วนใจความรอง คือ ส่วนของข้อความที่ใช้ขยายให้ใจความหลักชัดเจนขึ้น โดยกลวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ ผู้อ่านต้องพิจารณาเรื่องที่อ่าน ให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าใจความสำคัญอยู่ตอนใด อาจอยู่ที่ประโยคตอนต้นย่อหน้า ตอนท้ายย่อหน้า ตอนกลางย่อหน้า หรือไม่ปรากฏในประโยคใดอย่างชัดเจน ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมาให้ได้ ซึ่งกระบวนการอ่านจับใจความอย่างรวดเร็วที่ผู้อ่านควรฝึกฝนเพื่อการอ่านที่มีประสิทธิภาพ มีประเด็นการฝึกอ่านเพื่อให้บรรลุผล อาทิ ท่าทางในการอ่าน การจับหนังสือให้ถูกท่า การใช้สายตา กวาดจับ การเคลื่อนสายตา การย้อนกลับ และการอ่านข้ามคำ วิธีการอ่านจับใจความ ดังนี้


171. อ่านชื่อเรื่อง และทำความเข้าใจความหมายของชื่อเรื่องก่อนที่จะอ่านเนื้อเรื่องต่อไป 2. อ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียด โดยเริ่มอ่านในแต่ละย่อหน้า และทำความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านให้ถูกต้องแม่นยำ เพราะข้อความตอนหนึ่งหรือย่อหน้าหนึ่ง จะมีใจความสำคัญที่สุดในย่อหน้านั้นเพียงอย่างเดียว และเมื่อนำประเด็นสำคัญในแต่ละย่อหน้ามาพิจารณาร่วมกันแล้วจะทำให้สามารถจับแก่นเรื่องหรือแนวคิดสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมดได้ง่ายขึ้น 3. นำใจความสำคัญของเรื่องมาเรียบเรียง เพื่อให้ได้เนื้อความที่สั้น ครบถ้วน และเนื้อหาสมบูรณ์ กล่าวโดยสรุป วิธีการอ่านจับใจความผู้อ่านควรอ่านชื่อเรื่องและทำความเข้าใจความหมายของชื่อเรื่อง แล้วอ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียด ทำความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน พิจารณาใจความสำคัญ และเรียบเรียงถ้อยคำให้ได้ความครบถ้วนมีเนื้อหาสมบูรณ์ การสอนอ่านจับใจความสำคัญ มีหลากหลายวิธีการ อีกทั้งมีทฤษฎีที่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการอ่าน ทำให้การอ่านบรรลุวัตถุประสงค์มากยิ่งขึ้น2.1.2.4 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อเป็นผู้ที่อ่านเป็น ควรเริ่มต้นที่การมีวัตถุประสงค์ในการอ่านชัดเจน เพราะหนังสือและวัสดุการอ่านต่างๆ นั้นมีประโยชน์ที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน ผู้อ่านจึงควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุประโยชน์ที่ตั้งไว้ หากอ่านโดยไร้เป้าหมายก็จะเป็นการอ่านที่เสียเวลา และไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องที่อ่าน การุณนันทน์ รัตนแสนวงษ์ (2548: 27 - 28) กล่าวถึง จุดมุ่งหมายการอ่านว่าแต่ละคน ย่อมมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันหลายประการ ดังนี้ 1. อ่านเพื่อความรู้ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในอันที่จะช่วยให้มนุษย์ มีความรู้ในเรื่องที่ตนไม่เคยรู้มาก่อน การได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆ รอบตัว ก่อให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็นของตน ความรู้ที ่ได้จากการอ่านอาจเป็นความรู้ทั่วไป ความรู้เฉพาะด้าน ข้อมูลทางวิชาการ เป็นต้น 2. อ่านเพื่อรับข่าวสารข้อเท็จจริง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจึงต้องการรับรู้ความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเพื่อจะได้ปรับใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม การอ่านที่ ตอบสนอง จุดมุ่งหมายนี้ เช่น การอ่านประกาศ การอ่านหนังสือพิมพ์ เป็นต้น 3. อ่านเพื่อศึกษาค้นคว้า เป็นวิธีหนึ่งที่มนุษย์ใช้ในการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจใน ศิลปะแขนงต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาและความรอบรู้ให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น การอ่านตำรา บทความ4. อ่านเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ มนุษย์ต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มนุษย์จึงพยายามขวนขวายหาความรู้ที่จำเป็น เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินงาน การตัดสินใจ การแก้ไข ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงานหรือเพื่อวางแผนการทำงานในอนาคตก็ตาม 5. อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นการอ่านที่ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปดูหรือไปฟังให้เสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น และได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินเจริญใจ เป็นการอ่านเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้รับความรู้ไปด้วย การอ่านชนิดนี้ได้แก่หนังสือประเภทนวนิยาย


18สมบัติ จำปาเงิน และสำเนียง มณีกาญจน์ (2550: 3) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ 1) อ่านเพื่อให้รู้ 2) อ่านเพื่อความสนุกสนานบันเทิง หรือเพลิดเพลิน 3) อ่านเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม อ่านเพื่อให้รู้ อาจแบ่งออกเป็น3.1 เพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ต้องการ ได้แก่ การอ่านคำแนะนำ อ่านเพื่อตอบปัญหา ซึ่งยังข้องใจ 3.2 อ่านเพื่อศึกษาหาความรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งโดยย่อและโดยละเอียด 3.3 อ่านเพื่อต้องการข่าวสาร ข้อเท็จจริง 3.4 อ่านเพื่อศึกษาค้นคว้าเป็นพิเศษ เพื่อต้องการประโยชน์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะหรือ เพื่อทำตำรับตำราทั่วไป3.5 อ่านเพื่อหาข้อมูลประมวลเข้าเอามาทำวิจัยเผยแพร่ในหมู่นักวิชาการ อันจะเป็น ประโยชน์แก่ชาติส่วนรวม จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ (2555: 218-219) กำหนดจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ 3 ประการ ดังนี้1. การอ่านเพื่อรับข่าวสารในการดำเนินชีวิตนั้น การรับข้อมูลข่าวสาร เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะรับรู้ เพราะโลกปัจจุบันมีความเจริญทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมาก ข้อมูลต่างๆ สามารถสื่อถึงกันได้เพียงใช้เวลาไม่นาน การปฏิเสธไม่รับรู้ข้อมูลที่มีขอบข่ายกว้างขวางและง่าย เพราะอยู่รอบๆ ตัวเราจะทำให้เราเสียประโยชน์ เพราะถ้าเรารู้จักเลือกอ่านข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์ ให้เหมาะกับเวลาและสถานที่ที่เราใช้ชีวิตข้อมูลที่ได้อาจช่วยให้ตัดสินใจหลายๆ เรื่องได้ เช่น ข่าวพยากรณ์อากาศ ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไรก่อนออกจากบ้าน ข้อมูลทางเศรษฐกิจ ช่วยให้เราวางแผนการใช้จ่าย หรือเก็บออมได้ หรือข่าวภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราอาจได้มี ส่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามกำลัง หรือหาทางป้องกันได้ทันหากภัยนั้นอยู่ใกล้ตัว ข่าวสารข้อมูลต่างๆ นี้เป็นสิ่งที่หาอ่านได้ง่าย ทั้งจากหนังสือ เช่น หนังสือพิมพ์ รายวัน หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ นิตยสาร วารสาร หรือสื่ออื่น ได้แก่ สื่ออินเทอร์เน็ต เป็นต้น 2. การอ่านเพื่อพัฒนาความรู้การอ่านลักษณะนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน และผู้ใฝ่หาความรู้เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง ความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้ที่อยู่ และไม่ได้อยู่ในวัยศึกษา ด้วยความรู้เป็นสิ่งที่แสวงหาได้โดยไม่จำกัดอายุ สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาการอ่าน เพื่อให้ได้ความรู้เป็นเป้าหมายที่เห็นได้อย่างชัดเจนเพราะการจะสำเร็จการศึกษาต้องผ่านกระบวนการ การวัดผลของความรู้ถ้ามีความรู ้ก็จะสอบผ่าน แต่จะผ่านในระดับใด ขึ้นอยู่กับว่าตอบได้ชัดเจน ตรงประเด็นกับคำถามที่ต้องการวัดผลของความรู้หรือไม่ ด้วยเหตุที่ความรู้เป็นตัววัดว่า เป็นผู้มีการศึกษาหรือไม่ สถานศึกษาจึงต่างให้ความสำคัญกับการอ่านเพื่อพัฒนาความรู้ เห็นได้จากการมีห้องสมุดและมีการจัดซื้อหนังสือใหม่ๆ เข้าห้องสมุดเสมอ ด้วยหวังให้ผู้ศึกษาได้ใช้ประโยชน์จากการอ่านเพื่อพัฒนาเป็นผู้มีความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้ที่อยู่ในชั้นเรียนเท่านั้น แต่เป็นผู้มีความรอบรู้ ทั้งเรื่องที่อยู่ในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน ส่วนผู้ที่พ้นวัยศึกษาแต่ใฝ่หาความรู้การแสวงหาความรู ้จากการอ่านทำให้พัฒนาตนเองให้ทันกับความเจริญก้าวหน้า เพราะความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้ความรู้ต่างๆ ล้าสมัยเร็วขึ้น การ


19แสวงหาความรู้จึงเป็นกระบวนการที่ควรทำตลอดชีวิต หนังสือและวัสดุการอ่านอื่นๆ เป็นสิ่งที่รองรับความก้าวหน้าทางความรู้ได้ 3. การอ่านเพื่อจรรโลงจิตใจ ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศ สหรัฐอเมริกา ระบุว่า หากผู้ใดมีความเครียดเรื้อรังจะเป็นเหตุให้สมองถูกทำลาย เพราะเซลล์สมองหยุดสร้างเซลล์ใหม่ วิธีแก้ไข คือ หากิจกรรมที่ช่วยทำให้จิตใจสงบ เพื่อให้สมองทำงานอย่างเพลิดเพลินจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ คนเราควรมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้พักฟื้นจาก ความเครียดต่างๆ ในชีวิตประจำวันทั้งช่วยให้สมองผ่อนคลายจากการทำงานหนัก และช่วยให้จิตใจเบิกบานซึ่งมีผลต่อการเรียนและการทำงานได้ดีขึ้น การอ่าน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยบำบัดความเครียด และช่วยทำให้จิตใจผ่องใสพร้อมกันได้ การเลือกอ่านเรื่องที่ชอบ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนหรือความรู้ในการทำงาน เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลืมภาระ หรือปัญหาที่ต้องเผชิญอยู่ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ความเพลิดเพลินที่ได้ในช่วงเวลาที่อ่านหนังสือที่ชอบนั้น จะทำให้จิตใจเบิกบาน อีกทั้งการอ่านลักษณะนี้ยังมีส่วนช่วยเปิดโลกทัศน์และแง่มุมที่กระทบใจจนกลายเป็นข้อคิดสำหรับการใช้ชีวิตเมื่อพิจารณาจุดมุ่งหมายของการอ่านข้างต้น สรุปได้ว่าจุดมุ่งหมายของการอ่านนั้น เพื่อพัฒนาต่อยอดความรู้อ่านเพื่อรับข่าวสารต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน รับข้อเท็จจริงจากเรื่องที่อ่าน เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูล พัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ อ่านเพื่อให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน บันเทิงใจ จรรโลงจิตใจ และเพื่อบำบัดความเครียด2.1.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้นการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น (Six-step staircase technique) เป็นวิธีการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและทักษะการอ่านจับใจความสำคัญอย่างเป็นลำดับขั้น โดยการออกแบบให้นักเรียน “ไต่ขึ้น” ทีละขั้น จนสามารถจับใจความสำคัญได้ด้วยตนเองอย่างคล่องแคล่วเทคนิคนี้ได้รับการนำมาใช้ในบริบทการเรียนการสอนภาษาไทยโดยเฉพาะเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ(อ่านแล้วสรุปใจความ) ได้รับความนิยมในวงการศึกษาไทยหลายแห่ง


202.1.3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้เทคนิค บันได 6 ขั้น2.1.3.1.1. ความหมายโดยรวมเทคนิคบันได 6 ขั้น คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกให้นักเรียนสามารถ “ไต่” จากพื้นฐานสู่การใช้ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญได้อย่างมีระบบ โดยแต่ละขั้นจะเป็นพื้นฐานสำหรับก้าวไปสู่ขั้นถัดไปอย่างมีลำดับและเชื่อมโยงกัน (อ่าน–คิด–สรุป)2.1.3.1.2. ต้นแบบ / ผู้คิด /ที่มาในการศึกษาไทย เทคนิคนี้มักอ้างถึงผลงานของ อาจารย์เสกสันต์ ผลวัฒนะ ที่นิยมนำเสนอในการฝึก “การอ่านจับใจความสำคัญ” ผ่าน 6 ขั้น (อ่านเรื่องให้จบ → หาคำสำคัญ → ตัดส่วนขยาย → เติมคำเชื่อม → พิจารณาคำแสดงความตรงข้าม/ความขัดแย้ง → เขียนใจความสำคัญได้ทุกบท) เทคนิคนี้ถูกนำไปประยุกต์ในแผนการเรียนการสอนของครูหลายโรงเรียน โดยมีรายงานว่าเมื่อนำไปใช้ควบคู่กับแบบฝึกหัดก็ช่วยให้นักเรียนจับใจความสำคัญได้ดีขึ้น นอกจากนี้ แนวคิดของ “จัดการเรียนรู้แบบเป็นขั้นบันได” มีแง่มุมคล้ายกับแนวคิด scaffolding (การให้โครงช่วย) ในการเรียนรู้ — คือ ครูค่อย ๆ ลดการช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนเริ่มมีความสามารถเองมากขึ้น 2.1.3.1.3 โครงสร้าง / ขั้นที่ 6 (ตัวอย่างในบริบทการอ่านจับใจความสำคัญ)ตัวอย่าง 6 ขั้น ที่มักถูกใช้ในบทเรียนภาษาไทย (โดยเฉพาะการอ่านจับใจความ) ได้แก่ ขั้นที่ 1: อ่านเรื่องให้จบ / วิเคราะห์ภาพรวม / ตั้งคำถาม 5W1H (Who, What, When, Where, Why, How) เพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมด ขั้นที่ 2: หาคำสำคัญ (Key Words) — คำที่ซ้ำ คำที่สำคัญในเนื้อความ ขั้นที่ 3: ตัดส่วนที่เป็น “ขยาย” หรือส่วนเสริม (ส่วนอธิบาย ขยายความ ยกตัวอย่าง) ออกจากใจความหลัก ขั้นที่ 4: เติมคำเชื่อมที่เหมาะสม (เช่น “ดังนั้น”, “เพราะ”, “โดยที่”) เพื่อช่วยให้ใจความสำคัญเชื่อมโยงสละสลวย ขั้นที่ 5: พิจารณาคำหรือกลุ่มคำที่แสดงความขัดแย้ง/ความตรงข้าม (การเปรียบเทียบ การใช้คำ “แต่”, “แต่ทว่า”, “แม้ว่า”) เพื่อช่วยแยกใจความสำคัญ ขั้นที่ 6: เขียนใจความสำคัญได้ทุกบท โดยผู้เรียนฝึกสรุปใจความสำคัญของบทความต่างๆ ด้วยตนเอง 2.1.3.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับวิธีการสอนเทคนิค บันได 6 ขั้นสาระสำคัญของกลวิธีเทคนิคบันได 6 ชั้น (สถาบันภาษาไทยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, หน้า 8-20, 2564) ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้1) อ่านเรื่องเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด ผู้อ่านต้องอ่านเรื่องที่จะจับใจความสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อทำความเข้าใจและได้ภาพรวมของเนื้อหาของเรื่องที่อ่านอย่างคร่าวๆ โดยในขณะที่อ่านควรตั้งคำถามและพิจารณาว่า ผู้เขียนกำลังสื่อเรื่องอะไร ใครทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน ด้วย


21เหตุผลใด และอย่างไร หากเรื่องนั้นมีชื่อเรื่องก็ให้พิจารณาตั้งแต่ชื่อเรื่อง เพราะโดยทั่วไปชื่อเรื่องมักจะสอดคล้องกับใจความสำคัญหรือความคิดหลัก หรือช่วยแสดงให้เห็นถึงจุดสนใจของเรื่อง2) พิจารณาหาคำสำคัญ (key words) ของเนื้อหาในแต่ละย่อหน้า คำสำคัญ (key words) เป็นคำที่กำหนดเป้าหมายเพื่อนำไปสู่ใจความสำคัญหรือความคิดหลักของ เรื่องที่อ่านในแต่ละย่อหน้านั้นอาจมีคำสำคัญมากกว่าหนึ่งคำแต่เมื่อนำคำเหล่านี้เหล่านั้นมาเชื่อมโยงสร้าง ความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นก็สามารถทราบถึงใจความสำคัญหรือความคิดหลักของเรื่องที่อ่านได้3) ตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง ธรรมชาติของการเขียนนั้น การนำเสนอหรือความรู้ในงานเขียนผู้เขียนไม่ได้เสนอแต่ใจความ สำคัญออกมาอย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือ ผู้เขียนไม่ได้กล่าวตรงๆ ว่า เรื่องที่เขียนนั้นมีใจความสำคัญอย่างไร แต่ละถูกห้อมล้อมด้วยบริบท ซึ่งในโครงสร้างของการเขียนก็คือ การขยายความ อาจแสดงอยู่ในลักษณะการให้คำจำกัดความการอธิบายให้รายละเอียด การให้เหตุผล การยกตัวอย่าง หรือการเปรียบเทียบก็ได้ดังนั้นหน้าที่ของผู้อ่านก็คือ ต้องแยกใจความสำคัญออกจากข้อความที่เป็นส่วนขยายใจความสำคัญออกมาให้ได้4) เติมคำเชื่อมส่วนขยายใจความสำคัญ เพื่อตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง แนวทางปฏิบัติของการอ่านจับใจความสำคัญในข้อข้างต้นนั้น5) สังเกตคำหรือกลุ่มคำแสดงความขัดแย้งหรือตรงข้ามกันที่ปรากฏในย่อหน้า วิธีหนึ่งที่ทำให้ย่อหน้าเกิดการเชื่อมโยงคือ การใช้คำหรือกลุ่มคำเป็นเครื่องเชื่อมความ คำหรือกลุ่มคำที่เป็นเครื่องเชื่อมในย่อหน้านั้นมีหลายลักษณะ แต่มีคำหรือกลุ่มคำลักษณะหนึ่งที่ช่วยให้จับใจความสำคัญได้ง่ายขึ้นคือ คำหรือกลุ่มคำแสดงความขัดแย้งหรือตรงข้ามกัน เช่น แต่ ทว่า แต่หาก แต่ว่า แต่ทว่า อย่างไรก็ดีในทางตรงกันข้าม ในทางกลับกัน ถึงแม้...แต่ฯลฯ เพราะใจความสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อในย่อหน้านั้น อาจอยู่หลังคำหลังคำหรือกลุ่มคำดังกล่าว6) หากย่อหน้านั้นไม่ปรากฏประโยคใจความสำคัญ ต้องพิจารณาเนื้อความในบริบทอื่นๆโดยเฉพาะข้อความในย่อหน้าก่อนและหลัง โดยนำใจความสำคัญหรือความคิดหลักที่กระจายอยู่ในย่อหน้านั้น นำมาประมวลและเรียบเรียงให้เป็นประโยคใจความสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตนเองเทคนิคบันได 6 ขั้น เป็นกระบวนการอ่านที่ช่วยให้ผู้อ่านสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการอ่านเพื่อเข้าใจภาพรวมของเรื่อง พิจารณาหาคำสำคัญในแต่ละย่อหน้า แยกส่วนขยายออกจากใจความ เติมคำเชื่อมเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ สังเกตคำที่แสดงความขัดแย้งหรือความตรงข้าม และสุดท้ายคือการประมวลใจความเมื่อไม่ปรากฏประโยคสำคัญอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถสรุปประเด็นหลักได้ตรงประเด็นและนำไปใช้ต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


222.2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง2.2.1 การอ่านด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้นภาษาไทยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร แสวงหาความรู้ และพัฒนากระบวนการคิด ทักษะการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านจับใจความสำคัญ จึงมีบทบาทต่อการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตในสังคม แต่จากผลการจัดการเรียนการสอนและผลการทดสอบ O-NET พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการอ่านจับใจความสำคัญอยู่ในระดับต่ำ สาเหตุเกิดจากพื้นฐานความรู้ไม่เพียงพอ วิธีการสอนและสื่อไม่น่าสนใจ รวมถึงเนื้อหาที่ยากเกินไป ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมทักษะการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคนิค “บันได 6 ขั้น” ของเสกสันต์ ผลวัฒนะ เป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากมีขั้นตอนชัดเจน ช่วยให้นักเรียนฝึกการอ่าน วิเคราะห์ และสรุปใจความสำคัญได้เป็นระบบ ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านภาษาและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้ดียิ่งขึ้น (นัฐฐนันธ์ สุวิลาวงษ์, 2566)การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะทางภาษาที่มีความสำคัญ เนื่องจากช่วยพัฒนาความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (วัชรี บูรณสิงห์ และนิรมล ศตวุฒิ, 2542) การพัฒนาทักษะดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเสนอคือ “เทคนิคบันได 6 ขั้น” (สถาบันภาษาไทย, 2564) ซึ่งเป็นกระบวนการอ่านแบบมีลำดับขั้น ส่งผลให้ผู้เรียนเข้าใจและถ่ายทอดสาระสำคัญได้อย่างเป็นระบบ ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ช่วยให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญคิดเป็นร้อยละ 70.42 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคนิคดังกล่าวในการพัฒนาทักษะการอ่าน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (อัญญานี ทองคำ, 2566)การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคนควรมีและเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการอ่านในระดับสูงขึ้นต่อไป เนื่องจากช่วยให้ผู้อ่านทำความเข้าใจกับเนื้อหา วัตถุประสงค์ และถ่ายทอดสิ่งที่อ่านให้ผู้อื่นได้รับรู้ได้ตรงประเด็น การพัฒนาทักษะนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้จับใจความสำคัญได้รวดเร็วและถูกต้อง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้นร่วมกับแบบฝึกหัดออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Liveworksheets เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกหัดออนไลน์ แบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.80 มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.76, S.D. = 0.46) คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.86, S.D. = 0.80) แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นร่วมกับ


23แบบฝึกหัดออนไลน์สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียน (พิชชาอร มินทยักษ์, พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565)การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อผู้เรียนทุกคน เพราะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ครบถ้วน รับสารผ่านการอ่านหรือฟังได้อย่างรวดเร็วและตรงประเด็น รวมทั้งพัฒนาทักษะทางภาษาขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ ตีความ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน หนึ่งในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะนี้คือ เทคนิคบันได 6 ขั้น ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยเสกสันต์ ผลวัฒนะ อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีขั้นตอน ได้แก่ การอ่านจบพร้อมตั้งคำถาม 5W1H การหาคำสำคัญ การตัดส่วนขยาย การเติมคำเชื่อม การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง และการหาใจความสำคัญจากทุกบทอ่าน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียน 17 คน โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผน รวม 5 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นมีประสิทธิภาพ 84.71/82.35 สูงกว่าเกณฑ์ และมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้นสามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สุวิพงศกร โพธิ์สาระ และ โศรยา วิมลสถิตพงษ์, วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล, ปีที่ 13 ฉบับที่ 3, สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, 2567)การอ่านจับใจความสำคัญถือเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคน เพราะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวที่อ่านอย่างครบถ้วน รับสารผ่านการอ่านหรือฟังได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่า และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เทคนิคบันได 6 ขั้นของเสกสันต์ ผลวัฒนะ เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญผ่านขั้นตอน ได้แก่ การอ่านจบพร้อมตั้งคำถาม 5W1H การหาคำสำคัญ การตัดส่วนขยาย การเติมคำเชื่อม การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง และการหาใจความสำคัญจากทุกบทอ่าน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้แบบฝึกทักษะตามเทคนิคบันได 6 ขั้น และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อน–หลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนมารีย์อุปถัมภ์ชัยภูมิ จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผน แบบทดสอบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ยรวม = 14.21) โดยรายละเอียดแต่ละขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การอ่านจบแล้วตอบคำถาม 5W1H อยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย = 2.14) ขั้นที่ 2 การหาคำสำคัญอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย = 2.21) ขั้นที่ 3 การตัดส่วนขยายใจความสำคัญอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย = 2.34) ขั้นที่ 4 การเติมคำเชื่อมอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย = 2.43) ขั้นที่ 5 การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้งอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย = 2.50) และขั้นที่ 6 การ


24หาใจความสำคัญจากทุกบทอ่านอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย = 2.59) นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์หลังเรียน (ค่าเฉลี่ย = 26.03) สูงกว่าก่อนเรียน (ค่าเฉลี่ย = 10.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่า การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญตามเทคนิคบันได 6 ขั้นสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ชลธิชา แถวโนนงิ้ว และ อรอนุตร ธรรมจักร, วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร, ปีที่ 9 ฉบับที่ 1, สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, 2567)2.3 กรอบแนวคิดการวิจัยภาพ 1 กรอบแนวคิดการวิจัยการจัดการเรียนรู้รูปแบบการอ่านด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้นการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น มีขั้นตอนดังนี้1) การอ่านเรื่องให้จบ ตั้งคำถาม 5W1H 2) การหาคำสำคัญ (Key Words) 3) ตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง 4) การเติมคำเชื่อมหาส่วนขยายใจความสำคัญ 5) การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง 6) การหาใจความสำคัญได้ทุกบทอ่านผลสัมฤทธิ์จากการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2


บทที่ 3วิธีการกำเนินการวิจัยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก่อนและหลังเรียนโดยนำเสนอวิธีดำเนินการวิจัยตามหัวข้อ ดังนี้3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง3.2 แบบแผนการวิจัย3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย3.4 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล3.1ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 3 ห้อง รวม 94 คน ประกอบด้วย ชั้น ม.2/1, ม.2/2 และ ม.2/33.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียน สามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 30 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม


263.2 แบบแผนการวิจัยการวิจัยครั้งนี้มีแบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 2ตารางที่ 2 แบบแผนการวิจัยกลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลังE T1 X T2สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัยE แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียนX แทน การจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคบันได 6 ขั้นT2 แทน การทดสอบหลังเรียนตารางที่ 3 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบ ก่อนและหลังการทดลอง ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย3.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง ดังนี้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การการอ่านจับใจจากนิทาน จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านจับใจความจากข่าว จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านจับใจความจากบทความ จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความจากเรื่องสั้น จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การอ่านจับใจความจากวรรณคดี จำนวน 1 ชั่วโมง3.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ


273.4 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือผู้วิจัยได้กำหนดรายละเอียดการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้3.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง อ่านจับใจความ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาดังนี้ 3.4.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับคุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 23.4.1.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลาที่ใช้ และมาตรฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้3.4.1.3 ศึกษาและวิเคราะห์ทฤษฎีการเรียนรู้รูปแบบการสอนเทคนิคบันได 6 ขั้น3.4.1.4 ศึกษาหลักสูตรและโครงสร้างสถานศึกษาของโรงเรียนสามพร้าววิทยา3.4.1.5 กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งการวัดผล และประเมินผลการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับเนื้อหา จุดประสงค์ และการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน เทคนิคบันได 6 ขั้น3.4.1.6 ศึกษาเนื้อหาสาระ เรื่อง อ่านจับใจความสำคัญ ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย3.4.1.7 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนเทคนิคบันได 6 ขั้น จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง ดังนี้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การการอ่านจับใจจากนิทาน จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านจับใจความจากข่าว จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านจับใจความจากบทความ จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความจากเรื่องสั้น จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การอ่านจับใจความจากวรรณคดี จำนวน 1 ชั่วโมงแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น แต่ละแผนประกอบด้วยสาระสำคัญ มาตรฐานการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล โดยกิจกรรมการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนฝึกอ่านจับใจความผ่าน 6 ขั้นตอนของเทคนิคบันได 6 ขั้น ได้แก่ 1) การอ่านเรื่องให้จบพร้อมตั้งคำถาม 5W1H เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ 2) การหาคำสำคัญ (Key Words) 3) การตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง 4) การเติมคำเชื่อมเพื่อสร้างประโยคสมบูรณ์ 5) การสังเกตคำเชื่อมที่แสดงความขัดแย้งเพื่อเข้าใจประเด็นซับซ้อน และ 6) การหาใจความสำคัญจากทุกบทอ่านเพื่อประยุกต์ใช้กับบทอ่านทุกประเภท โดย


28มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถจับใจความสำคัญ สรุปสาระสำคัญ และพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการใช้ภาษาอย่างเหมาะสม3.4.1.8 ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนสามพร้าววิทยา ปีการศึกษา 2/2568 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนที่มีความสามารถอยู่ในระดับสูง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เพื่อตรวจสอบ ข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับการใช้สำนวนภาษา3.4.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา ปีการศึกษา 2/2568 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย เพื่อหาข้อบกพร่องเกี่ยวกับเวลา สื่อการสอน และปริมาณเนื้อหา จากนั้นปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์3.4.1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ พร้อมนำไปใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็น นักเรียนชั้น ม.2/1 จำนวน 30 คน 3.4.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง อ่านจับใจความ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้3.4.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้างเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง อ่านจับใจความสำคัญ3.4.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา3.4.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง อ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง3.4.2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขั้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิชาภาษาไทย การวิจัย และด้านการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence - IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหากระบวน การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้- ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง- ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง- ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง


293.4.2.5 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งที่ใช้ได้มีค่าในระหว่าง 0.67-1.00 ทุกข้อ3.4.2.6 นำแบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองกับนักเรียนที่กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา ปีการศึกษา 2568 ที่เรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง อ่านจับใจความสำคัญผ่านมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย จำนวน 30 คน แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ3.4.2.7 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งสองฉบับ โดยใช้สูตรของ Kuder - Richardson (คูเดอร์ - วิชาร์ดสัน)3.4.2.8 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2/2568 โรงเรียนสามพร้าววิทยา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง อ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้รูปแบบขั้นตอนของเทคนิคบันได 6 ขั้น ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 3.5.1 ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เกี่ยวกับเรื่อง อ่านจับใจความสำคัญ3.5.2 ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบ3.5.3 ติดต่อประสานงานกับครูในโรงเรียน เพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลองการ จัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนเทคนิคบันได 6 ขั้น3.5.4 เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 25683.5.5 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อ่านจับใจความ และประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหา 3.5.6 สร้างแบบทดสอบ เรื่อง อ่านจับใจความ และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องและประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ3.5.7 สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือก คุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น3.5.8 ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบ (Pre-test) วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน


303.5.9 ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการขั้นตอนของเทคนิคบันได 6 ขั้น เรื่องอ่านจับใจความสำคัญ โดยผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 5 แผน รวม 5 ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนจะทำการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนไปด้วย3.5.10 เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มเดิมในโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นเอกสารชุดเดียวกันที่ใช้ทดสอบก่อน3.5.11 เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ชุดเดิมไปทดสอบกับนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป3.4.12 หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้3.4.13 นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาวิเคราะห์ข้อมูล โดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน3.6 การวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอ่านจับใจความ โดยใช้รูปแบบการสอน ขั้นตอนของเทคนิคบันได6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา ได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้3.6.1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย เรื่อง อ่านจับใจความ โดยใช้รูปแบบขั้นตอนของเทคนิคบันได 6 ขั้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 75/75 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2)3.6.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้รูปแบบขั้นตอนของเทคนิคบันได 6 ขั้นก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดเป็นคะแนนร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติHest Dependent Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 165-167)3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้3.7.1 สถิติพื้นฐาน3.7.1.1 ค่าเฉลี่ย 3.7.1.2 ส่วนเบี้ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)


313.7.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ3.7.2.1 ค่าความยาก (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน3.7.2.2 ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน3.7.2.3 ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน3.7.2.4 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)3.7.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน3.7.3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75/75 คือ การทดสอบแบบกลุ่มเดี่ยว3.7.3.2 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบแบบไม่อิสระ


บทที่ 4ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล4.2 ลำดับขั้นตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้n แทน จำนวนผู้เรียน? แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง (Mean)S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)df แทน ระดับชั้นความเป็นอิสระ (Degree of freedom)MD แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียนกับการทดสอบก่อนเรียนS.D.D แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของคะแนนระหว่างการทดสอบหลังเรียนกับก่อนเรียนE1 แทน ค่าประสิทธิภาพระหว่างเรียน จะได้จากคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบระหว่างการเรียนE2 แทน ค่าประสิทธิภาพปลายทาง จะได้จากคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบหลังเรียน% แทน ร้อยละt แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตจากการแจกแจงแบบที (t-distribution)P แทน ความน่าจะเป็นสำหรับบอกนัยสำคัญทางสถิติ* แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


334.2ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การนำเสนอผลการวิจัยมีความถูกต้อง ชัดเจน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยมีลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้1. ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นผู้วิจัยได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามเทคนิคบันได 6 ขั้น พร้อมทั้งนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้จริงในชั้นเรียน เพื่อประเมินความเหมาะสมและประสิทธิภาพของแผนการสอนที่พัฒนาขึ้น2. ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ (E1/E2)ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อประเมินคุณภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยระหว่างการเรียน (E1) และคะแนนเฉลี่ยหลังการเรียน (E2) เพื่อให้ทราบว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงได้หรือไม่ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ผลคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านจับใจความสำคัญ ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้1. ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นผู้วิจัยได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา จำนวน 5 แผน รวมเวลาในการจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง ประกอบด้วย แผนการอ่านจับใจความจากนิทาน ข่าว บทความ เรื่องสั้น และวรรณคดี โดย


34ออกแบบตามลำดับขั้นของ เทคนิคบันได 6 ขั้น ได้แก่ การอ่านเรื่องให้จบและตั้งคำถาม 5W1H การหาคำสำคัญ การตัดและเติมส่วนขยายใจความสำคัญ การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง และการหาใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้าและทั้งเรื่อง เมื่อทดลองใช้กับนักเรียน พบว่ามีพัฒนาการด้านการเรียนรู้โดยรวมอย่างชัดเจน นักเรียนมีความสนใจและแรงจูงใจในการเรียนเพิ่มขึ้น สามารถอ่านเรื่องจนจบ ตั้งคำถาม 5W1H และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างกระตือรือร้น ด้านทักษะการอ่านจับใจความ นักเรียนสามารถระบุใจความสำคัญ แยกใจความหลักและรอง ใช้คำสำคัญ (Key Words) สรุปใจความได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ อีกทั้งพัฒนาการคิดวิเคราะห์และการสื่อสาร ทำงานกลุ่มร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม มีความมั่นใจในการนำเสนอความคิดเห็น และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย ผลการเรียนรู้เชิงคุณภาพแสดงให้เห็นว่า นักเรียนมากกว่าร้อยละ 75 สามารถสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ผลงานสรุปมีความสมบูรณ์และชัดเจน แสดงให้เห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสามารถนำไปใช้จริงในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น2. ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ (E1/E2)ในการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ทำการวัดประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งสองห้อง โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน (E1) และหลังเรียน (E2) เพื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ หลังจากนำแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5 แผนที่พัฒนาด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น ไปใช้จริง พบว่าคะแนนรวมและเปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพของนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตารางที่ 4 และ 5 แสดงรายละเอียดของคะแนนรวมก่อนเรียนและหลังเรียน รวมถึงประสิทธิภาพ ของนักเรียนแต่ละห้องตารางที่ 4 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จากการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นการทดลอง ? ประสิทธิภาพ (%) เกณฑ์การประเมิน75/75ระหว่างเรียน E1 0.2646 26.4630.86/75.86 หลังเรียน E2 0.7586 75.86


35ตารางที่ 5 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จากการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นการทดลอง ? ประสิทธิภาพ (%) เกณฑ์การประเมิน75/75ระหว่างเรียน E1 0.2329 23.2923.29/75.56 หลังเรียน E2 0.7556 75.56จากตารางที่ 4 และ 5 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งสองห้อง โดยเปรียบเทียบระหว่าง ก่อนเรียน และ หลังเรียน ค่าที่ปรากฏในตารางเป็นเปอร์เซ็นต์ของคะแนนเต็มรวมของนักเรียนแต่ละห้อง สำหรับห้องแรก (นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1) ประสิทธิภาพก่อนเรียนอยู่ที่ 26.46% ซึ่งต่ำกว่าค่าเกณฑ์มาตรฐาน 75% ของคะแนนเต็มรวม แต่หลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 75.86% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนที่นำมาใช้สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับห้องที่สอง (นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2) ประสิทธิภาพก่อนเรียนอยู่ที่ 23.29% ต่ำกว่าห้องแรกเล็กน้อย แต่หลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 75.56% ซึ่งก็สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเช่นเดียวกัน แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนรู้และประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนที่ใช้ ทั้งสองห้องสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเป้าหมายและเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ทำให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถเพียงพอต่อการพัฒนาทักษะและความเข้าใจในเนื้อหาวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 23. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสองห้อง ทั้งก่อนและหลังการเรียน (E1 และ E2) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูพัฒนาการด้านความรู้และทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ หลังจากใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผนที่ออกแบบตามเทคนิคบันได 6 ขั้น พบว่าคะแนนรวมและร้อยละประสิทธิภาพของนักเรียนมีการพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ตารางที่ 6 และ 7 แสดงรายละเอียดของคะแนนรวมก่อนและหลังเรียน พร้อมค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), ผลต่างเฉลี่ย (MD), ค่า t และค่า Sig. (2-tailed) ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าและประสิทธิผลของการเรียนการสอนในแต่ละห้องอย่างชัดเจน


36ตารางที่ 6 ผลการทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียน (Paired t-test) ของนักเรียนห้อง ม.2/1การทดสอบ% n คะแนนเต็ม? S.D. MD t Sig. (2-tailed)ก่อนเรียน 57.76 29 20 11.55 2.103.62 9.86 *หลังเรียน 77.59 29 20 15.70 1.85df = n − 1 = 28ตารางที่ 7 ผลการทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียน (Paired t-test) ของนักเรียนห้อง ม.2/2การทดสอบ% n คะแนนเต็ม? S.D. MD t Sig. (2-tailed)ก่อนเรียน 54.83 29 20 10.97 2.004.55 11.52 *หลังเรียน 77.50 27 20 15.52 2.10df = n − 1 = 26จากตารางที่ 6 และ 7 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้งสองห้อง ก่อนและหลังเรียน โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (E2) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับคะแนนก่อนเรียน (E1) ห้องมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 มีผลต่างเฉลี่ย (MD) เท่ากับ 3.62 ส่วนห้องมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 มีผลต่างเฉลี่ย (MD) เท่ากับ 4.55 การวิเคราะห์ความแตกต่างด้วย paired t-test พบว่ามี นัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลจากความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการจัดการเรียนการสอนตามแผนที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ทั้งสองห้องมีคะแนนหลังเรียนพ้นเกณฑ์มาตรฐาน 75% ของคะแนนเต็มรวม ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหาและสามารถสรุปใจความสำคัญได้อย่างถูกต้องดังนั้น ผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ชี้ให้เห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีประสิทธิภาพอย่างชัดเจนในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทั้งในด้านการอ่านจับใจความ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และความร่วมมือระหว่างนักเรียนในชั้นเรียน นักเรียนสามารถระบุใจความสำคัญ แยกใจความ


37หลักและรองได้อย่างเป็นระบบ ใช้คำสำคัญ (Key Words) เพื่อสรุปใจความของข้อความได้อย่างถูกต้อง และสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานกลุ่ม การตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการนำเสนอข้อมูลต่อเพื่อนร่วมชั้นได้อย่างมั่นใจและสร้างสรรค์ ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของเทคนิคบันได 6 ขั้นในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น พัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นเหตุผลและวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทยและการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น


บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะการวิจัยเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา สรุปขั้นตอนการศึกษาได้ ดังนี้5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย5.2 สมมติฐานของการวิจัย5.3 สรุปผลการวิจัย5.4 อภิปรายผลการวิจัย5.5 ข้อเสนอแนะ5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนในรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี5.2 สมมติฐานของการวิจัย1. การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน5.3 สรุปผลการวิจัยผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามพร้าววิทยา สามารถสรุปผลการดำเนินงานและผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้


391. ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นผู้วิจัยได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 5 แผน รวมเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ชั่วโมง โดยออกแบบกิจกรรมตามแนวคิดของเทคนิคบันได 6 ขั้น ซึ่งประกอบด้วย การอ่านเรื่องให้จบและตั้งคำถาม 5W1H การหาคำสำคัญ การตัดส่วนขยายใจความสำคัญ การเติมคำเชื่อม การสังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง และการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนรู้แต่ละแผนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม คิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปความรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ผลจากการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้ พบว่าแผนที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมกับระดับผู้เรียน สามารถกระตุ้นความสนใจและส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ2. ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ (E1/E2)การประเมินประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ประสิทธิภาพก่อนเรียนอยู่ที่ 26.46% ซึ่งต่ำกว่าค่าเกณฑ์มาตรฐาน 75% ของคะแนนเต็มรวม แต่หลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 75.86% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 75/75 ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ประสิทธิภาพก่อนเรียนอยู่ที่ 23.29% ต่ำกว่าห้องแรกเล็กน้อย แต่หลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 75.56% ซึ่งก็สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเช่นเดียวกัน แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี เหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการเรียนการสอนจริง การพัฒนาทักษะการอ่านเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 13. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งสองห้อง พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 57.76 สำหรับห้อง 2/1 และร้อยละ 54.83 สำหรับห้อง 2/2) แต่หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77.59 และ 77.50 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด การวิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิผล การพัฒนาทักษะการอ่านเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 24. ผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ระหว่างการเรียน พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมเชิงบวกต่อการเรียนรู้ มีความตั้งใจ ใฝ่รู้ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนอย่างสม่ำเสมอ นักเรียนกล้าตั้งคำถาม แสดง


40ความคิดเห็น และสามารถทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนได้ดี บรรยากาศในห้องเรียนมีความสนุกสนานและเป็นกันเอง ส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทยมากยิ่งขึ้น5. ผลการเรียนรู้เชิงคุณภาพโดยรวมหลังจากการเรียนรู้ด้วยเทคนิคบันได 6 ขั้น นักเรียนส่วนใหญ่สามารถอ่านและจับใจความสำคัญของเรื่องได้อย่างถูกต้อง เข้าใจโครงสร้างของเนื้อหา สามารถสรุปใจความหลักของแต่ละย่อหน้าได้อย่างชัดเจนและรวดเร็วขึ้น ผลงานการเขียนสรุปใจความสำคัญของนักเรียนมีความถูกต้องและสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น มีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอย่างแท้จริง5.4 อภิปรายผลการวิจัยผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้อย่างแท้จริง นักเรียนสามารถเข้าใจเนื้อหา วิเคราะห์ใจความหลัก และสรุปความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วมากขึ้นเทคนิคบันได 6 ขั้นเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ช่วยให้นักเรียนค่อยๆ พัฒนาแนวคิดจากขั้นพื้นฐานไปสู่การคิดวิเคราะห์เชิงลึก โดยเริ่มจากการฝึกอ่านและตั้งคำถาม 5W1H เพื่อสร้างความเข้าใจในเนื้อหา จากนั้นจึงให้ผู้เรียนวิเคราะห์คำสำคัญ และแยกส่วนขยายของใจความที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เห็นภาพใจความหลักของเรื่องอย่างชัดเจน ก่อนจะฝึกการเชื่อมโยงแนวคิดและสรุปใจความสำคัญในลำดับสุดท้าย กระบวนการเรียนรู้ลักษณะนี้ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการคิดอย่างมีเหตุผล ฝึกการสังเกต การสรุป และการประเมินข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทักษะการคิดวิเคราะห์ตามแนวคิด Bloom’s Taxonomy ที่เน้นให้ผู้เรียนค่อยๆ ก้าวจากการจดจำไปสู่การเข้าใจ วิเคราะห์ ประยุกต์ใช้ ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับงานของ (ทองใส อุทัยคำ, 2556) ที่กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์และสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเทคนิคบันได 6 ขั้นที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นหาความรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง โดยครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกมากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหาโดยตรง การให้ผู้เรียนได้ลงมือคิด ฝึกตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และอภิปรายในชั้นเรียน ส่งผลให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่าง


41กระตือรือร้น และสามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสอดคล้องกับ (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 2551) ที่ระบุว่า การเรียนรู้ซ้ำๆ ด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการจดจำ เข้าใจ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งตรงกับลักษณะของเทคนิคบันได 6 ขั้น ที่ให้ผู้เรียนฝึกอ่าน วิเคราะห์ และสรุปใจความซ้ำหลายครั้งในแต่ละขั้นตอน ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่คงทนและสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียนได้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนที่สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าเทคนิคบันได 6 ขั้นสามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นรูปแบบที่ช่วยฝึกให้ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้มากกว่าผู้รับความรู้ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี Constructivist Theory ของ Piaget และ Bruner ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และประสบการณ์ตรง การให้ผู้เรียนได้ลงมือค้นหาคำตอบและสรุปใจความด้วยตนเอง ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายมากกว่าการท่องจำเพียงชั่วคราว นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสอดคล้องกับงานของ (กาญจนา ชาวสวน, 2560) ซึ่งศึกษาเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ต่อความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมเน้นการคิดวิเคราะห์มีคะแนนผลสัมฤทธิ์สูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสนับสนุนว่ากระบวนการฝึกคิดแบบเป็นขั้นตอนตามเทคนิคบันได 6 ขั้นสามารถพัฒนาความเข้าใจในการอ่านและการสรุปสาระสำคัญได้อย่างเป็นรูปธรรม ในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ ผลการสังเกตพบว่า นักเรียนมีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถแสดงความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นแย้ง และแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะทางสังคมควบคู่กับทักษะทางภาษา นักเรียนมีความมั่นใจมากขึ้นในการอ่านและอธิบายใจความของเรื่องที่เรียน อีกทั้งยังมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทยมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีแรงจูงใจของแบนดูรา (Bandura, 1986) ที่ระบุว่า การได้รับประสบการณ์แห่งความสำเร็จ จะช่วยสร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง เมื่อผู้เรียนสามารถเข้าใจและสรุปเนื้อหาได้ถูกต้อง จะรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง ส่งผลให้เกิดแรงผลักดันภายในในการเรียนรู้ต่อเนื่อง อีกทั้งผลการวิจัยยังสอดคล้องกับงานของ (อาภัสรา กุลชาติ, 2562) ที่ศึกษาการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ พบว่านักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้นและสามารถสรุปใจความสำคัญได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งยืนยันว่า การเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น การใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สามารถเสริมสร้างทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพผลลัพธ์นี้ยังแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และความร่วมมือระหว่างผู้เรียน ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ตามแนวคิดของ


42Constructivist Theory ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นสรุปได้ว่า ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น เป็นแนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างครอบคลุม โดยเทคนิคนี้ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างมีระบบ ผ่านกระบวนการฝึกอ่าน วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และสรุปใจความสำคัญ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างมีความหมาย ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน มีความเข้าใจลึกซึ้งในเนื้อหา และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ นอกจากนี้ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในแต่ละขั้นของเทคนิคบันได 6 ขั้น ยังช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อกลุ่ม ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในตนเอง มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ภาษาไทย และมองว่าการอ่านจับใจความเป็นกระบวนการที่สนุก ท้าทาย และเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในสาขาอื่นๆ อีกด้วย5.5 ข้อเสนอแนะ5.5.1 ข้อเสนอแนะเชิงการปฏิบัติ1. การประยุกต์ใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นในการสอนรายวิชาอื่นๆครูผู้สอนควรนำเทคนิคบันได 6 ขั้นไปประยุกต์ใช้ในการสอนเรื่องอื่นๆ ในรายวิชาภาษาไทย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารอย่างเป็นระบบ เทคนิคนี้ช่วยให้นักเรียนสามารถสรุปใจความสำคัญ และเชื่อมโยงความรู้จากบทเรียนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ2. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียนควรจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การอภิปรายกลุ่ม การตั้งคำถามแบบ 5W1H หรือการนำเสนอความคิดเห็นต่อหัวข้อที่เรียน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนฝึกคิดเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มทักษะการสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมชั้นเรียน3. การเตรียมสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายครูควรจัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ อินโฟกราฟิก การ์ตูน หรือเอกสารประกอบการเรียน เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนและตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้การใช้สื่อที่หลากหลายยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นและสามารถน ำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง


435.5.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป1. ขยายกลุ่มตัวอย่างควรขยายจำนวนและประเภทของกลุ่มตัวอย่างให้มากขึ้น รวมถึงคัดเลือกนักเรียนจากระดับชั้นหรือโรงเรียนที่หลากหลาย เพื่อให้ผลการวิจัยมีความเป็นตัวแทนและสามารถสรุปผลได้ทั่วไปมากยิ่งขึ้น2. ศึกษาเปรียบเทียบเทคนิคการสอนควรศึกษาเปรียบเทียบผลของเทคนิคบันได 6 ขั้นกับเทคนิคการสอนอื่นๆ เช่น เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ หรือการสอนแบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความเหมาะสมของแต่ละเทคนิคในบริบทต่างๆ3. ศึกษาผลต่อทักษะอื่นๆ ของผู้เรียนควรทำการศึกษาผลของเทคนิคบันได 6 ขั้นต่อทักษะอื่นๆ ของนักเรียน เช่น การเขียนสรุป การพูดอภิปราย หรือการแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจว่าการใช้เทคนิคนี้ช่วยพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในด้านต่างๆ ได้อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง


Click to View FlipBook Version