วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
คุณภาพน้านับเป็ นปัจจัยท่ีสาคัญที่สุดท่ีจะชี้ผลถึงความสาเร็จ
หรือล้มเหลวแก่ผู้ทาการเพาะเลีย้ งสัตว์น้าน้าธรรมชาติท้ังน้าจืดและ
น้าเค็มท่ีใช้ ในการเพาะฟักการอนุบาลและการเลี้ยงสัตว์น้าล้วน
ประกอบด้ วยสิ่งต่ างๆเจือปนอยู่ท้ังในรูปของสารละลายสาร
แขวนลอย และก๊าซถ้ามปี ริมาณทเี่ หมาะสมกจ็ ะเป็ นประโยชน์ต่อสัตว์
น้าอาจโดยทางตรงหรือทางอ้อม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมากๆ ใน
บางคร้ัง กอ็ าจเป็ นอนั ตรายต่อส่ิงมชี ีวิตในน้าและสัตว์น้าได้
วิชาเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
คณุ สมบตั ิของน้ำที่เหมำะสมต่อกำรเล้ียงปลำ
1. ลกั ษณะทางกายภาพ หมายถึง ดรรชนีคุณภาพน้าที่ผนั แปร
อนั เกดิ จากลกั ษณะทางกายภาพท่สี ามารถตรวจวัดได้ และมี
ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวติ ในทางตรงและทางอ้อม เช่น
อณุ หภูมิ ความข่นุ และสี ฯลฯ
วิชาเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
2. ลกั ษณะทางเคมีภาพ หมายถงึ ดรรชนีคุณภาพนา้ ท่ผี นั แปร
อนั เกดิ จากลกั ษณะทางเคมีภาพท่สี ามารถตรวจวดั ได้ และมี
ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้า ท้งั ทางตรงและทางอ้อม เช่น O2,
CO2, pH, NH3, NO-2, H2S, Salinity ฯลฯ
วชิ าเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
3. ลกั ษณะทางชีวภาพ หมายถงึ ดรรชนีคุณภาพน้าที่ผนั
แปร เน่ืองจากส่ิงมชี ีวิตในนา้ อนั มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต
ในน้าท้งั ทางตรงและทางอ้อม เช่น Bacteria, Fungi,
Plankton และจุลนิ ทรีย์ ฯลฯ
วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
อณุ หภมู ิ
อุณหภูมิของน้าในบ่อมีความสัมพันธ์เกย่ี วข้องกับปริมาณ
แสงอาทิตย์และอุณหภูมิอากาศโดยปกติ อุณหภูมิของน้า
เปลี่ยนแปลงตามอากาศ เน่ืองจากความหนาแน่นของน้า
ขึน้ อยู่กับอุณหภูมิของน้า น้าท่ีอุณหภูมิ สูงจึงเบากว่าน้าท่ีมี
อณุ หภูมทิ ต่ี า่ กว่า 4 องศาเซลเซียส
วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ผลกระทบของอณุ หภมู ิของน้ำต่อสตั วน์ ้ำและส่ิงมีีีวิต
สั ตว์ น้าในเขตร้ อนจะมีการเจริ ญเติบโตลดลงเม่ื ออุณหภูมิลดลง
ต่ากว่า 26- 28 องศาเซลเซียส และอาจจะตายถ้าอุณหภูมิลดลงต่ากว่า
10-15 องศาเซลเซียส สัตว์น้าในเขตอบอุ่นเจริญเติบโตได้ดีที่สุดท่ีระดับ
อุณหภูมิ 20-28 องศาเซลเซียส แต่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อุณหภูมิใกล้ 0
องศาเซลเซียส สัตว์น้าในเขตหนาวเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิต่ากว่า
20 องศาเซลเซียส และอาจตายได้ถ้าอณุ หภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส
วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรป้ องกนั แกแ้ กไ้ ขปัญหำเกย่ี วกบั อณุ หภมู ิของน้ำ
ระบบการเพาะฟักและอนุบาล
1. สร้างระบบบ่อในโรงเรือนที่มิดชิดจะช่วยลดอทิ ธิพล
ของการเปลย่ี นแปลงอณุ หภูมิ
2. บ่อท่สี ร้างในทโ่ี ล่งการคุมด้วยผ้าใบในหน้าหนาวจะ
ช่วยลดอตั ราการลดต่าลงของอุณหภูมิลงได้
3. การใช่เครื่องให้ความร้อนเพื่อควบคุมอณุ หภูมิ
ระบบบ่อเลยี้ ง
การออกแบบบ่อให้มคี วามลกึ ขนึ้ จะช่วยลดผลกระทบจาก
การเปลยี่ นแปลง
อุณหภูมติ ามสภาวะอากาศได้ในระดบั หนึ่ง และจะช่วยลด
ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทส่ี ่องผ่านลงไปในบ่อ
วชิ าเทคนิคการเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ควำมขน่ ุ ปริมาณสารแขวนลอยท้งั หมด (Total suspended solids)
และความโปร่ งใส(Transparency)ความขุ่นของน้าแสดงให้
เห็นว่ามีสารแขวนลอย (suspended and colloidal matter)
อยู่มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะขัดขวางไม่ให้แสงสว่างส่องลงไป
ได้ลกึ โดยสารเหล่านี้จะสะท้อนหรือดูดซับเอาแสงไว้ ดังน้ัน
การวัดความขุ่นของน้าจึงเป็ นการวัดความเข้มข้นของแสงท่ี
ลดลง เน่ืองจากสารแขวนลอยดังกล่าวเป็ นส่ิงที่ทาให้น้าเกิด
ความขุ่นได้แก่ พวกอินทรีย์สาร และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กโดย
ปรากฏอย่ใู นลกั ษณะของสารแขวนลอย ตัวอย่างเช่น อนุภาค
ดิน,ทราย หรือสารอื่นๆ แพลงก์ตอน แบคทีเรีย ตลอดจน
แร่ธาตุต่างๆ
วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ควำมสำคญั ของควำมขน่ ุ ของน้ำต่อสตั วน์ ้ำ
สาหรับปริมาณสารแขวนลอยนิยมวัดเป็ นน้าหนักในรูป
mg/l แหล่งน้าท่ีให้ผลผลติ ทางการประมงที่ดี ควรมีสารแขวนลอย
อยู่ในช่วงระหว่าง 25-80 mg/L หากอยู่ในช่วง 80-400 mg/L จะ
ให้ผลผลิตลดลงหากมีมากกว่า 400 mg/Lขึ้นไปจะเลีย้ งปลาไม่
ได้ผล
วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ปัญหำท่ีเกิดจำกควำมขน่ ุ ของน้ำต่อกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำ
1. นา้ ที่ขุ่นจดั เนื่องจากตะกอนดนิ จะทาให้บ่อขาดอาหารธรรมชาติ
เน่ืองจากแพลงก์ตอนพืชไม่สามารถขนึ้ ได้
2. น้าทข่ี ุ่นจดั จากแพลงก์ตอนอาจมีปัญหาการขาดออกซิเจน
เมื่อแพลงก์ตอนตายลง
วชิ าเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
3. นา้ ทขี่ ุ่นจดั จากตะกอนสารอนิ ทรีย์กอ็ าจมีปัญหา เนื่องจาก
การเน่าสลายของสารอนิ ทรีย์ เช่นเดียวกนั
4 . น้าทมี่ คี วามขุ่นน้อย จะทาให้เกดิ ปัญหาพนั ธ์ุไม้น้าหรือ
ขแี้ ดดขนึ้ บริเวณทพ่ี ืน้ บ่อ
วชิ าเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
5. น้าท่ขี ่นุ น้อย และมแี สงส่องลงไปได้มากอาจมีผลกระทบ
โดยตรงกบั สัตว์น้าบางชนิด
6. นา้ ท่ีใช้เลยี้ งสัตว์นา้ ท่มี ตี ะกอนสารแขวนลอยมาก
อาจทาให้บ่อตื้นเขนิ
วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำ
การแก้ปัญหาน้าข่นุ
1. การทาระบบบ่อพกั น้าเพื่อให้ตกตะกอน วิธีนีจ้ ะ
ใช้ได้ดมี ากในเขตชายฝั่ง
วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
2. การใช้สารเคมเี พื่อตกตะกอน เช่น สารส้ม ยบิ ซ่ัม ปูนขาว
3. การกรอง มักจะใช้ระบบโรงเพาะฟักและอนุบาลที่ใช้มวลน้าไม่มากนัก
วชิ าเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรแกป้ ัญหำน้ำขน่ ุ นอ้ ยเกินไป
1. การเพม่ิ ความข่นุ โดยระบบหมุนเวยี นนา้ โดยใช้เครื่องให้
อากาศทาให้ตะกอนฟุ้งกระจาย
2. การเพม่ิ ความขุ่นโดยเพมิ่ ปริมาณแพลงก์ตอนพืชโดยการใส่ป๋ ุย
วชิ าเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
3. การใช้สีสังเคราะห์ใส่ลงไปในน้าในบ่อ เพ่ือลดปริมาณแสงท่ีส่องผ่าน
วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
สี
สีของนา้ ทีม่ องเห็น เป็ นสีทไ่ี ม่ถูกดูดซึม ซ่ึงเป็ นแสงทีเ่ หลือ
จากแสงท่ีส่องลงน้านา้ ท่ีบริสุทธ์ิจริงๆ จะดูดซึมองค์ประกอบของ
แสงได้ท้งั หมด ดงั น้ันนา้ บริสุทธ์ิจงึ ไม่มีสี ส่วนนา้ ธรรมชาตทิ ่ีมี
สีน้ันขนึ้ อยู่กบั องค์ประกอบของน้าในแต่ละแหล่ง ซ่ึงสีนา้ แบ่งได้
ดงั นี้
สีจรงิ สปี รำกฏ
วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
สีจรงิ สีจริง (true colour) หมายถึง สีของน้าท่ีเกิดจาก
สีปรำกฏ สารละลายชนิดต่าง ๆ อาจเป็ นสารอนิ ทรีย์ หรือ
สารอนินทรีย์ ซ่ึงจะทาให้เกิดสีของน้าต่าง ๆ ขึน้ อยู่กับ
ลกั ษณะและคุณสมบัตเิ ฉพาะตัวของสารเหล่านี้
สีปรากฏ (apparent colour) หมายถงึ สีของนา้ ทป่ี รากฎ
ให้เห็นแก่สายตาเป็ นส่วนใหญ่ ซ่ึงเกดิ จากการสะท้อน
แสง จากสารแขวนลอยในน้า พืน้ ท้องน้าหรือจากท้องฟ้า
แหล่งนา้ ธรรมชาตทิ ั่วไปจะมีสีเหลืองจนถึงสีน้าตาล อาจเปลยี่ นไป
ตามสภาพแวดล้อม ชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารละลายหรือ
สารแขวนลอย ตลอดจนคุณภาพของแสงด้วย สีของน้าจึงเปลยี่ นไปตาม
ชนิดของสารท่ีมีอยู่ในน้า เช่น ถ้ามีหินปูนมากจะมีสีเขียว กามะถันมาก
จะมีสีเขียวอมเหลือง เหล็กออกไซด์ปะปนมากจะมีสีแดง เป็ นต้น ใน
บางคร้ังมีชีวิตขนาดเล็กในน้า ก็ทาให้สีน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน เป็ นต้นว่า
ไดอะตอม ทาให้นา้ มสี ีเหลืองหรือน้าตาล สาหร่ายเขียวแกมน้าเงินทาให้
น้าสีเขียวเข้ม แพลงก์ตอนสัตว์ทาให้น้ามีสีแดง และฮิวมัสทาให้น้ามีสี
น้าตาลอมเหลือง
วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ออกซิเจน
ออกซิเจนเป็ นก๊าซที่เป็ นองค์ประกอบหลักของอากาศ
โดยมีอยู่ในอากาศประมาณ 20 % เป็ นอันดับสองรองจาก
ก๊าซไนโตรเจนที่มีอยู่ 78.08% อันดับถัดไปคือ ก๊าซอาร์ กอน
0.032 %
ก๊าซออกซิเจนสามารถละลายนา้ ได้ดกี ว่าก๊าซไนโตรเจน
ความสามารถในการละลายน้าของออกซิเจนขนึ้ อยู่กบั ปัจจัย
ต่างๆ คือ
วชิ าเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
1. ความกดอากาศ ถ้าความกดอากาศเพมิ่ ขนึ้
การละลายได้ของออกซิเจนจะเพมิ่ ขนึ้
ถ้าอากาศลดลงการละลายได้ของออกซิเจน
จะลดลง
2. อณุ หภูมิ ถ้าอณุ หภูมิของนา้ เพมิ่ ขนึ้
การละลายได้ของออกซิเจนจะลดลง แต่ถ้า
อุณหภูมิลดลงการละลายได้ของออกซิเจน
จะเพม่ิ ขนึ้
3. ความเคม็ ในนา้ ท่มี คี วามเค็มสูงการ
ละลายของออกซิเจนจะลดลง น้าท่ีมี
ความเคม็ ตา่ การละลายของออกซิเจน
จะมากกว่า
วชิ าเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
วงจรของออกซิเจนในบ่อเล้ียงสตั วน์ ้ำ
ในการเลีย้ งแบบหนาแน่น จะมีระบบให้อากาศในบ่อเพ่ือเพิ่ม
ออกซิเจน ซึ่งจะเป็ นแหล่งให้ออกซิเจนหลักต่อบ่อโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในการเลี้ยงสัตว์น้าแบบหนาแน่ นในระบบการเลี้ยงสัตว์น้า แบบ
หนาแน่น ท่ีมีการปล่อยสัตว์น้าในอัตราความหนาแน่นสูงทาให้ต้องให้
อาหารในปริมาณมาก เศษเหลืออาหารและสิ่งขับถ่ายจากสัตว์น้าจะทา
ให้เกดิ ผลต่อเน่ือง 3 ประการทมี่ ผี ลต่อออกซิเจนในบ่อ คือ
วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
1. การให้อาหารในปริมาณมาก การสะสมและการเน่าสลายของ
สารอนิ ทรีย์ ทาให้เกดิ การใช้ออกซิเจนในปริมาณมากเกนิ กว่า
การแพร่จากอากาศจะไปชดเชยได้
วิชาเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
2. ผลจากการเน่าสลายของสารอินทรีย์ ทาให้มีการปลดปล่อยธาตุ
อาหารออกสู่น้า กระตุ้นให้เกิดการแพร่พันธ์ุของแพลงก์ตอนพืช ทา
ให้มีปริมาณแพลงก์ตอนหนาแน่นในบ่อ ทาให้แพลงก์ตอนพื ช
กลายเป็ นแหล่งให้ออกซิเจนที่สาคัญแก่น้าในบ่ออกี แหล่งหนึ่ง
แพลงก์ตอนเหล่านีเ้ ม่ือแพร่พันธ์ุหนาแน่นมากขึน้ และตายลงจะหยุด
ผลิตออกซิเจนให้แก่น้าแล้ว ยังไปเพิ่มสารอินทรีย์ที่จะเน่าสลายใน
บ่ออีกจานวนมาก ทาให้มีผลต่อปริมาณออกซิเจนในบ่อจนอาจจะ
วิกฤตขิ นึ้ ได้
วิชาเทคนิคการเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
3. เพ่ือควบคุมปริมาณออกซิเจนให้อยู่ในระดับที่พอเพยี ง ไม่มี
ผลกระทบต่อสัตว์นา้ จงึ มีระบบการให้อากาศเพื่อให้ออกซิเจนแก่
น้า การให้ อากาศจึงเป็ นปัจจัยหลักในการคงไว้ซ่ึงระดับ
ออกซิเจนทเี่ หมาะสมในบ่อเลยี้ งสัตว์น้า
วิชาเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรเปล่ียนแปลงปรมิ ำณออกซิเจนในรอบวนั
เนื่องจากในบ่อและแหล่งน้าธรรมชาติ การสังเคราะห์แสงของพืช
เป็ นแหล่งให้ออกซิเจนที่สาคัญแก่แหล่งน้าในบ่อการเปล่ียนแปลง
ปริมาณแสงในรอบวันจึงมีผลต่ออัตราการสังเคราะห์แสง และมีผลต่อ
อัตราการผลิตออกซิเจนโดยแพลงก์ตอนพืชและพันธ์ุไม้น้า ส่งผลให้
เกิดการเปล่ียนแปลงออกซิเจนในรอบวันในบ่อและแหล่งน้าเป็ น
รูปแบบท่ีแน่นอน คือ ปริมาณออกซิเจนจะอยู่ที่ระดับต่าสุดตอนเช้า
มืด และค่อยๆ เพ่ิมมากขึน้ เม่ือเริ่มมีแสงสว่าง จนช่วงบ่ ายตามอัตรา
สังเคราะห์แสงจะสูงสุดและจะลดลงเมื่อมืดหมดแสงสว่าง
วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ควำมสำคญั ของออกซิเจนต่อสตั วน์ ้ำ
เนื่องจากออกซิเจนเป็ นปัจจัยที่สาคัญในการดารงชีวิตของ
สิ่งมีชีวิตในน้า และเป็ นปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อกระบวนการทาง
ชีวเคมีต่างๆ ที่เกิดขนึ้ ในน้า ระดับออกซิเจนที่มีอยู่ในแหล่งน้าจึงมี
ผลกระทบโดยตรงเป็ นอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตในน้า และคุณภาพน้า
ซึ่งอาจมีผลต่อส่ิงมีชีวติ ต่างๆ ในแหล่งนา้
ผลกระทบโดยตรงต่อสตั วน์ ้ำ
1. ทาให้เกดิ การตายของสัตว์น้า เน่ืองจากมีออกซิเจนต่าเกนิ ไป
ส่วนใหญ่ระดบั ออกซิเจนท่ที าให้เกดิ การตายอยู่ตา่ กว่า 1.0 mg/l
สัตว์น้าจะตายถ้าอย่นู านและท่รี ะดบั 0.3 – 1.0 มลิ ลกิ รัมต่อลติ ร
ปลาขนาดเลก็ อาจอย่รู อดได้ในระยะเวลาส้ันๆ
2. ทาให้เกิดการตายของสัตว์น้า เน่ืองจากมีปริมาณออกซิเจนสูง
เกินไป ในน้าท่ีมีปริมาณออกซิเจนสูงเกิดจุดอิ่มตัว ท่ีระดับ 300
เปอร์เซ็นต์ของจุดอม่ิ ตัว จะทาให้เกดิ โรคฟองอากาศในสัตว์น้าทาให้
สัตว์นา้ ตาย
วิชาเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
3. ช่วงของปริมาณออกซิเจนในระดับ 1.0 – 5.0 มลิ ลกิ รัม/ลติ ร
จะทาให้การเจริญเตบิ โตลดลง
4. ระดบั ออกซิเจนที่ดสี าหรับสัตว์น้าคือ ทร่ี ะดบั ไม่ตา่ กว่า 5 มลิ ลกิ รัม/ลติ ร
5. ปริมาณออกซิเจนทอ่ี ย่ใู นระดบั ต่าหรือสูงเกนิ ไปถงึ แม้ไม่ทาให้
สัตว์นา้ ตายกอ็ าจทาให้สัตว์นา้ อ่อนแอตดิ โรคง่าย
วิชาเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ผลกระทบทำงออ้ มต่อสตั วน์ ้ำ
1. ในสภาพท่ขี าดออกซิเจนทาให้เกดิ ไฮโดรเจนซัลไฟด์
ทีเ่ ป็ นพษิ สูงต่อสัตว์น้า
2. ในสภาพท่ขี าดออกซิเจนจะมีการสะสมของสารพษิ
พวกแอมโมเนียทเี่ ป็ นพษิ ต่อสัตว์นา้
3. ในสภาพท่ขี าดออกซิเจนการย่อยสลายสารอนิ ทรีย์ในแหล่ง
นา้ จะไม่สมบูรณ์และช้าลง ทาให้เกดิ การสะสมของ
สารอนิ ทรีย์ในบ่อหรือแหล่งนา้
วิชาเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ปัญหำเกี่ยวกบั ปรมิ ำณออกซิเจนในน้ำในกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำ
ปั ญหาเก่ียวกับปริ มาณออกซิ เจนในบ่ อเลี้ยงสั ต ว์ น้ามี
ปัญหาหลกั อยู่ 2 ประการคือ
1. การขาดออกซิเจนในนา้ หรือมีออกซิเจนในนา้ ต่าเกินไป
2. การมอี อกซิเจนในนา้ ในปริมาณท่สี ูงเกนิ ไป
วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
สำเหตขุ องปัญหำกำรขำดออกซิเจนหรอื ออกซิเจนในน้ำต่ำ
อำจเกดิ จำกสำเหตดุ งั ต่อไปน้ี
1. อตั ราการปล่อยสัตว์นา้ หนาแน่นเกนิ ไป
2. ในบ่อมปี ริมาณแพลงก์ตอนพืชมากเกนิ ไป
3. การตายของแพลงก์ตอนพืชในบ่อ หลงั จากเกดิ
การ Bloom ทาให้เกดิ การขาดออกซิเจน
วชิ าเทคนิคการเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
4. ความผดิ ปกติของสภาวะอากาศ เช่น เกดิ ภาวะครึ้ม
ฝนติดต่อกนั หลายวัน เป็ นต้น
5. เกดิ สภาวะท่ีทาให้เกดิ การผสมกนั ของมวลน้าใน
ระดบั บนและล่างจากเดมิ ท่นี ้าในบ่อมกี ารแบ่งช้ัน
6. เกดิ การสะสมสารอนิ ทรีย์ภายในบ่อเพ่ิมขนึ้
เน่ืองจากเศษอาหาร สิ่งปฏกิ ลู
และซากแพลงก์ตอน
วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
หลกั ในกำรสงั เกตบ่อเล้ียงสตั วน์ ้ำที่มีปัญหำกำรขำดออกซิเจน
1. สัตว์น้าตาย ลอยหัวอยู่ในบริเวณขอบบ่อในช่วงดึก
หรือเช้ามืด
2. นา้ มีแพลงก์ตอนพืชมากสีเข้มจดั หรือเป็ นเมือก
3. ในบ่อมกี ารขาดออกซิเจนรุนแรงจะได้กลนิ่ เหม็นของ
ก๊าซไข่เน่าหรือไฮโดรเจนซัลไฟด์
วิชาเทคนิคการเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำ
กำรขำดออกซิเจนในบ่อเล้ียงสตั วน์ ้ำ
กำรป้ องกนั 1. ไม่ปล่อยสัตว์นา้ อตั ราหนาแน่นภายในบ่อ
2. บ่อควรมรี ะบบกาจดั ตะกอนสารอนิ ทรีย์ทมี่ ีประสิทธิภาพ
3. ควบคุมปริมาณอาหารและแพลงก์ตอนในบ่อให้เหมาะสม
4. ให้อากาศสม่าเสมอ เพ่ือเร่งการย่อยสลายสารอนิ ทรีย์ทพี่ ืน้ ก้นบ่อ
วชิ าเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรแกไ้ ข 1.การเพม่ิ อากาศเพ่ือเพม่ิ ปริมาณออกซิเจนในนา้
2. เปลยี่ นถ่ายนา้ เพื่อเพมิ่ ออกซิเจน และลดสารพษิ ในบ่อ
3. ลดปริมาณอาหารท่ีให้ลง
4. กาจัดตะกอนสารอนิ ทรีย์ทพ่ี ืน้ บ่อ
5. การใช้ปนู เพ่ือลดความเป็ นพษิ ของคาร์บอนไดออกไซด์
และไฮโดรเจนซัลไฟด์
วชิ าเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
สำเหตขุ องปัญหำกำรมีออกซิเจนสงู เกนิ ไป
เกิดจากการท่ีบ่ อเลี้ยงสั ตว์ น้ามีแพลงก์ ตอนพื ชหนาแน่ น
มาก เม่ือมีการสังเคราะห์แสงก็จะผลิตออกซิเจนออกมามาก
ช้ันของน้าที่มีออกซิเจนสูงมักจะอย่ใู นระดับบนที่แสงส่องผ่านลง
ไปได้ ส่ วนในช้ันของระดับล่ างท่ีไม่ มีการสั งเคราะห์ แสงปริมาณ
ออกซิเจนตา่ สัตว์น้าทอ่ี ยู่ในระดบั บนทีม่ ปี ริมาณออกซิเจนสูง
ปริมาณออกซิเจนในเลือดกจ็ ะสูงตามไปด้วย
วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำกำรมีออกซิเจนสงู เกินไปในน้ำ
1. ควบคุมแพลงก์ตอนพืชไม่ให้มากเกนิ ไป
2. ใช้เคร่ืองให้อากาศเพ่ือช่วยให้ออกซิเจนทม่ี ีสูงเกนิ ระดบั อมิ่ ตัว
แพร่กลบั ไปสู่อากาศ
วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
คำรบ์ อนไดออกไซด์
คาร์บอนไดออกไซด์ เป็ นก๊าซที่มีอยู่มากเป็ นอนั ดับส่ี โดยใน
อากาศจะมีก๊าซไนโตรเจน 78.08 % ก๊าซออกซิเจน 20.946 % ก๊าซ
อาร์กอน 0.934 % และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0.032 % ในน้าจืดท่ี
ระดับนา้ ทะเลความสามารถในการละลายได้ของคาร์บอนไดออกไซด์
อยู่ที่ระดับ 0.46 มิลลิกรัม/ ลิตร ที่ 25 องศาเซลเซียส การละลายได้
ของคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงเมื่อความเค็มของนา้ เพมิ่ ขึน้
วชิ าเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
วงจรของคำรบ์ อนไดออกไซดใ์ นบ่อ
นอกจากที่แพร่ลงมาจากอากาศแล้ว แหล่งสาคัญที่ให้
คาร์ บอนไดออกไซด์ ในบ่ อก็ คือ การเน่ าสลายของ
สารอินทรีย์และการหายใจของสิ่งมีชีวิตในน้า ซึ่งจะเป็ น
แหล่ งใหญ่ ท่ีให้ คาร์ บอนไดออกไซด์ แก่ น้ามากกว่ า ที่จะแพร่
ออกจากอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อท่ีมีการสะสมของ
สารอนิ ทรีย์ในปริมาณทีส่ ูงและมสี ่ิงมชี ีวติ ในกล่มุ ต่างๆ อยู่เป็ น
จานวนมาก
วิชาเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรเปลี่ยนแปลงในรอบวนั
การเปลี่ยนแปลงปริมาณคาร์ บอนไดออกไซด์ ในน้าในรอ บ
วันจะมีทิศทางตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลงปริมาณออกซิเจน
ในน้า โดยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงสุดในช่วงเช้ามืด
ก่อนสว่างและค่อยๆ ลดปริมาณลงในเม่ือแพลงก์ตอนพืชเริ่ ม
สังเคราะห์แสงดึงคาร์ บอนไดออกไซด์จากน้าไปใช้ ปริมาณ
คาร์บอนไดออกไซด์จะลดต่าลงในช่วงบ่าย
วชิ าเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ควำมสำคญั
คำรบ์ อนไดออกไซดต์ ่อสตั วน์ ้ำ
คาร์บอนไดออกไซด์อาจถือว่าเป็ นสารพิษชนิดหน่ึงท่ีอาจ
เป็ นอันตรายต่อสัตว์น้า ถ้ามีอยู่ในความเข้มข้นสูงเกินไป
โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในสภาวะทข่ี าดออกซิเจนแหล่งนา้ ธรรมชาติท่ี
ให้ ผลผลิตสัตว์น้าท่ีปกติจะมีคาร์ บอนไดออกไซด์ต่ากว่ า
5 มิลลกิ รัมต่อลติ ร
วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ผลของคำรบ์ อนไดออกไซด์
ต่อสตั วน์ ้ำ
ผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์นา้
ปลาส่ วนมากทนอยู่ได้ที่ระดับคาร์ บอนไดออกไซด์ 60
มิลลิกรั มต่ อลิตร ปกติสั ตว์ น้ามักจะหลีกเลี่ยงบริ เ วณที่มี
คาร์บอนไดออกไซด์สูง ถ้าในน้ามีคาร์บอนไดออกไซด์สูงการกาจัด
คาร์ บอนไดออกไซด์ ผ่ านเหงื อกก็จะทาได้ น้ อยลงท้ังมีกา รสะสม
คาร์ บอนไดออกไซด์ ในเลือดทาให้ มีผลต่ อการผลถ่ ายออกซิ เจ น
ของฮีโมโกมินในเลือดทาให้สัตว์น้าตาย
วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ผลกระทบทางอ้อม
ปริ มาณการเปล่ียนแปลงคาร์ บอนไดออกไซด์ ในน้าจะมีผ ล
ทาให้พเี อชของน้าเปลยี่ นแปลง พเี อชของน้าจะลดตา่ ลงซึ่งจะมีผล
ในการไปเพมิ่ ความเป็ นพษิ ของไฮโดเจนซัลไฟด์และลดความเป็ นพษิ
ของแอมโมเนียต่อสัตว์น้า ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิต
ในบ่อบางคร้ังกม็ อี ทิ ธิพลต่อการแพร่ขยายพันธ์ุของแพลงก์ตอนพืชท่ี
ทาให้ เกิดอาหารธรรมชาติของสั ตว์ น้าโดยเฉพาะอย่ างยิ่งใน น้าที่มี
ความเป็ นด่างตา่
วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
ปัญหำท่ีเกดิ จำกคำรบ์ อนไดออกไซด์
ในกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำเกดิ ข้ึนได้ 2 รปู แบบ
1. การขาดคาร์บอนไดออกไซด์หรือมีคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เพยี งพอ
ท่ีจะเป็ นแหล่งคาร์บอนในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ของแพลงก์ตอน
พืชในกระบวนการสังเคราะห์แสง เพื่อให้เกดิ การแพร่พนั ธ์ุของ
แพลงก์ตอนพืช ซึ่งเป็ นอาหารธรรมชาติ
2. การมีคาร์บอนไดออกไซด์ในนา้ ปริมาณสูงจนเป็ นพษิ ต่อสัตว์น้า
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในสภาพท่ีขาดออกซิเจนต่า ความเป็ นพิษของ
คาร์บอนไดออกไซด์ต่อสัตว์น้าจะสูงขนึ้ แต่ในสภาพท่ีมีออกซิเจนสูง
ความเป็ นพษิ ของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อสัตว์นา้ จะตา่
วชิ าเทคนิคการเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005
กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำ
การป้องกนั และแก้ไขปัญหาการทีน่ ้าในบ่อมคี าร์บอนไดออกไซด์
ต่าทาโดยการเพม่ิ แหล่งคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของความเป็ นด่าง
ในรูปไบคาร์บอเนตโดย การใช้วัสดุปนู ทเี่ ป็ นสารประกอบ
คาร์บอเนต
วชิ าเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005