The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเลี้ยงปลา บทที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sumate962, 2021-07-29 04:36:51

การเลี้ยงปลา บทที่ 5

การเลี้ยงปลา บทที่ 5

กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำที่เกดิ จำก มีปรมิ ำณคำรบ์ อนไดออกไซด์
ในน้ำสงู จนเป็ นอนั ตรำยต่อสตั วน์ ้ำสำมำรถทำไดด้ งั น้ี

1. เปลยี่ นถ่ายนา้ เพ่ือลดคาร์บอนไดออกไซด์
2. กาจดั ตะกอนสารอนิ ทรีย์ทจี่ ะเกดิ จาก
การเน่าสลายของสารอนิ ทรีย์ในบ่อ
3.ใช้เคร่ืองให้อากาศเพ่ือทาให้คาร์บอนไดออกไซด์ท่อี ยู่ใน
ระดับเกนิ จุดอม่ิ ตวั แพร่กลบั ไปสู่อากาศ

4.ใช้ปนู เพ่ือกาจัดคาร์บอนไดออกไซด์

วิชาเทคนิคการเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมเป็ นกรดเป็ นด่ำง (pH)

ค่าพเี อชเป็ นค่าทช่ี ีส้ ภาวะความเป็ นกรดเป็ นด่างของสารละลาย
และถือว่าพเี อช 7 เป็ นระดับพเี อชท่นี ้ามคี ุณสมบัติเป็ นกลาง มี
สภาพเป็ นด่างเมื่อพเี อชมากกว่า 7 และเป็ นกรด เมื่อพเี อชตา่ กว่า 7
พเี อชของน้าทวั่ ไปอยู่ระหว่าง 6.5-9.0

กำรเปลี่ยนแปลงพีเอีของน้ำ

การเปลย่ี นแปลงพเี อชของน้าในบ่อหรือแหล่งนา้ อาจเกดิ
จากปัจจยั 2 ประการ คือ

ปัจจยั ภายนอก

1. การไหลของมวลน้าท่ีมีระดับพีเอชสูง
หรือต่ากว่าระดับพเี อชในบ่อ

2. การชะล้างหรือไหลซึมของความเป็ น
กรดจากดนิ ในบริเวณบ่อ

3. การเกดิ ฝนกรด

วชิ าเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัจจัยภายใน

1. การผลติ และการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในบ่อซ่ึงเกดิ จากการสังเคราะห์
แสง รวมถงึ การเน่าสลายของสารอนิ ทรีย์ทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลง
ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในนา้ และมผี ลทาให้พเี อชเปลย่ี นแปลง

2. ระบบต้านการเปลยี่ นแปลงพเี อชของน้าในนา้ ธรรมชาตกิ ค็ ือความเป็ น
ด่างในรูปคาร์บอนไดออกไซด์และไบคาร์บอเนต

3. ความกระด้างของน้าซ่ึงจะมผี ลต่อการยบั ย้งั เพม่ิ ขนึ้ ของพเี อชของนา้
4. การแบ่งช้ันหรือการผสมกนั ของมวลนา้
5. ระดบั ความลกึ ของช้ันของนา้ ที่มีการสังเคราะห์แสง

วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรเปลี่ยนแปลงพีเอีในรอบวนั

พเี อชของน้าจะมีการเปลยี่ นแปลงในรอบวนั ตามปริมาณแสง
ทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปต้ังแต่เช้าถงึ เยน็ การเปลย่ี นแปลงของอตั ราการ
สังเคราะห์แสงทีเ่ พม่ิ ขนึ้ เรื่อยๆ จากช่วงเช้ามืดจะทาให้มีการใช้
คาร์บอนไดออกไซด์เพม่ิ ขนึ้ ดงั น้ันในช่วงเช้ามืดค่าพเี อชของน้า
จะต่าสุด ค่าพีเอชของน้าจะเพิ่มขึน้ เรื่อยๆ จากตอนเช้าจนถึง
ระดับสูงสุดในช่วงบ่าย และค่อยๆ ต่าลงจนถึงกลางคืน และ
เช้ามืด

วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมสำคญั ของพีเอีของน้ำต่อสตั วน์ ้ำ

สัตว์น้าส่วนมากจะตายเมื่อพีเอชลดต่าลงถึง 4.0 แม้จะมีสัตว์น้า
บางชนิดอยู่รอดได้ท่ีพีเอช 3.7 ที่ระดับพเี อชต่ากว่า 5.0 ก็อาจมีการตาย
ของสัตว์น้าบางชนิด ในสภาพด่างช่วงพเี อชระหว่าง 9.0 - 10.0
อาจเป็ นอันตรายต่อสัตว์น้าบางชนิด ช่วงพีเอชสูงกว่า 10.0 จะเป็ น
อนั ตรายต่อสัตว์นา้ ทุกชนิด และจะตายหมดที่ระดับพเี อช 11.0
พเี อชของน้าในช่วง 6.5 - 9.0 เป็ นระดบั พเี อชท่ีเหมาะสมสาหรับ
สัตว์นา้

วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ผลของพีเอีต่อสตั วน์ ้ำ

ผลของพีเอชที่เป็ นผลโดยตรงจะเกิดจากผลกระทบของ
ความเป็ นกรดซึ่งอาจเกิดจากการที่เยื่อบุเหงือกถูกทาลายการ
ผลติ เมือกบริเวณเหงือกซึ่งไปขดั ขวาง การหายใจและการทาให้
เลือดอยู่ในสภาวะเป็ นกรดระดับพีเอชท่ีไม่ถึงกับเป็ นสาเหตุให้
สัตว์น้าตาย

วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ผลกระทบทำงออ้ มของพีเอีของน้ำต่อสตั วน์ ้ำ

1. นา้ ทเ่ี ป็ นกรดจะมีอาหารธรรมชาติน้อยจะส่งผล
กระทบต่อการเจริญเติบโต

2. การเปลย่ี นแปลงของพเี อชมีผลให้เกดิ ความเป็ นพิษ
ของสารบางชนิด เช่น แอมโมเนียและซัลไฟด์

3. พเี อชที่ต่าอาจทาให้เกดิ ความเป็ นพษิ ของโลหะหนักต่อ
สัตว์น้า

วชิ าเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหำเก่ียวกบั พีเอีของน้ำในกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำ

1. ปัญหาพเี อชต่าซ่ึงอาจทาให้สัตว์น้าตายหรือไม่ทาให้เกดิ อาหารธรรมชาติ

2. ปัญหาพเี อชสูงเกนิ ไปโดยปกติพบปัญหามากในบ่อปลาทเ่ี ลยี้ ง
แบบหนาแน่นให้อาหารในปริมาณมาก
3. ปัญหาการเปล่ียนแปลงขึ้นลงของพีเอชในรอบวันกว้าง
เกนิ ไปส่วนมากจะพบในบ่อที่มแี พลงก์ตอนพืชมาก

วชิ าเทคนิคการเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำเกีย่ วกบั พีเอีของน้ำ

1. พเี อชต่าทาโดยการเติมปนู เพื่อทาลายความเป็ น
กรดในดิน

2. พเี อชสูงเกนิ ไปควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนพืช
อย่าให้มากเกนิ ไป เพมิ่ ความเป็ นด่างและความ
กระด้างของนา้

3. พเี อชของน้าขนึ้ ลงมากเกนิ ไปป้องกนั แก้ไข
เหมือนข้อ 2

4. พเี อชของน้าสูงเกนิ ไปอาจปรับลดลงได้ โดยใช้
กรดเกลือหรือกรดกามะถัน

วชิ าเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมเป็ นดำ่ ง

ความเป็ นด่างของน้า หมายถงึ ความสามารถในการสะเทินกรด
ของน้าโดยปกติแล้วความเป็ นด่างจะเกิดจากเกลือของกรดอ่อนใน
น้าธรรมชาติ ความเป็ นด่างส่วนใหญ่เกิดจากไบคาร์บอเนตและ
อาจจะมีคาร์บอเนตและไฮดรอกไซด์อย่บู างในปริมาณพอสมควร

ในน้าธรรมชาติจะพบไบคาร์บอเนต และคาร์บอเนตมากกว่า
และเป็ นตัวท่ีเป็ นบัฟเฟอร์ของน้า ส่ วนไฮดรอกไซด์พบได้น้อย
การพบปริมาณไบคาร์บอเนต และคาร์บอเนต และไฮดรอกไซด์
ขนึ้ อยู่กบั ค่าพเี อช

วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

คำ่ พีเอีทำใหน้ ้ำมีควำมเป็ นดำ่ งได้ 5 แบบ

1. เมื่อพเี อชของนา้ มคี ่าอยู่ในช่วง 4.5-8.3 ความเป็ นด่างของน้า
จะอยู่ในรูปของไบคาร์บอเนตอย่างเดียว

2. เม่ือพเี อชของน้ามคี ่ามากกว่า 8.3 ขนึ้ ไปความเป็ นด่าง
ของนา้ จะอย่ใู นรูปของไบคาร์บอเนตและคาร์บอเนต

วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

3. เมื่อพเี อชของนา้ สูงกว่ากรณที ี่ 2 (ประมาณ 10 - 11) ความเป็ นด่าง
ของน้าจะอย่ใู นรูปของคาร์บอเนตอย่างเดยี ว

4. เม่ือพเี อชของนา้ สูงถงึ 11-12 ความเป็ นด่างของนา้ จะอยู่ในรูปของ
คาร์บอเนตและไฮดรอกไซด์

5. เมื่อพเี อชของน้าสูงกว่า 12 ความเป็ นด่างของนา้ จะอยู่ใน
รูปไฮดรอกไซด์อย่างเดียว

วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ความสาคญั ของความเป็ นด่าง
ต่อระบบนิเวศน์ในน้าและสัตว์น้า

ความเป็ นด่างของน้ามคี วามสาคญั ต่อระบบนิเวศน์อย่างมาก
เน่ืองจากบทบาทสาคัญ 2 ประการของคาร์บอเนต และไบคาร์บอเนต
ซึ่งเป็ นองค์ประกอบหลกั ของความเป็ นด่างของน้า คือ

1. ระบบคาร์บอเนต - ไบคาร์บอเนต เป็ นระบบต้านการ
เปลย่ี นพเี อชของน้าธรรมชาติ

2. ไบคาร์บอเนตในน้า สามารถแตกตวั ให้คาร์บอนไดออกไซด์
จึงเป็ นแหล่ งสาคัญท่ีจะให้ คาร์ บอนไดออกไซด์ เพ่ือใช้ ใ น
การสังเคราะห์แสงของพนั ธ์ุไม้นา้

วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ในน้าจืดความเป็ นด่างของน้าแปรปรวนในช่ วงกว้าง
แล้วแต่แหล่งน้าแต่น้าทะเลความเป็ นด่างของน้าจะอยู่ที่ระดับ 116
มิลลิกรัม/ลิตรในน้าธรรมชาติความเป็ นด่างเท่ากับ 40 มิลลิกรัม/
ลิตร ปริมาณความเป็ นด่างในช่วง 20-120 มิลลิกรัมต่อลิตร มีผล
น้อยมากต่อผลผลิตปลา แต่ในบ่อท่ีใส่ป๋ ุยท่ีมีความเป็ นด่างระหว่าง
0 - 20 มิลลกิ รัมต่อลติ รผลผลิตปลาจะเพิ่มขนึ้ ตามค่าความเป็ นด่าง
ของน้าน้าท่ีระดับความเป็ นด่าง 200 - 300 มิลลิกรัมต่อลิตรก็
สามารถใช้เลยี้ งปลาอย่างได้ผล

วชิ าเทคนิคการเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหาทเ่ี กดิ จากความเป็ นด่างของน้า
ในการเพาะเลยี้ งสัตว์นา้

โดยจะมีสาเหตุมาจากที่ระดับความเป็ นด่างต่าซึ่งอาจเกิด
จากน้าธรรมชาติท่ีนามาเลีย้ งมีความเป็ นด่างต่า หรือเกดิ จาก
ดนิ ท่ีใช้สร้างบ่อเป็ นดินกรด จึงทาให้เกดิ การทาลายความเป็ น
ด่าง โดยกรดที่ซึมออกมาจากดิน ซ่ึงอาจทาให้เกิดปัญหา
ดงั นี้

วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

1. ทาให้ระบบต้านการเปลย่ี นแปลงพเี อชของนา้ อ่อนแอ
ทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงพเี อชในรอบวนั ในช่วงกว้าง

2. ขาดแหล่งให้คาร์บอนไดออกไซด์ทาให้บ่อไม่ตอบสนอง
ต่อการใช้ป๋ ยุ ทาให้แพลงก์ตอนพืชไม่ขนึ้

3. ผลจากระบบต้านพเี อชทอ่ี ่อนแอพเี อชท่ีเพม่ิ ขึน้ สูง
มากในช่วงบ่ายจะทาให้แอมโมเนียเป็ นพษิ ต่อสัตว์นา้ สูง

วชิ าเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

การป้องกนั และแก้ไข

1. ถ้าสาเหตุของความเป็ นด่างตา่ เน่ืองจากความเป็ นกรดของดินที่
เกดิ จากกรดทแ่ี ลกเปลย่ี นได้สามารถป้องกนั ปัญหาได้โดยการ
คานวณความต้องการปูนของดนิ และใส่ปูนเพ่ือทาลายความเป็ น
กรดของดิน

2. ในกรณีทคี่ วามเป็ นด่างต่าท่มี ีสาเหตุมาจากดนิ กรดจัด
จะต้องมีการใช้วัสดุปนู เป็ นระยะๆ เพื่อเพม่ิ ความเป็ นด่าง

3. ในการเลยี้ งสัตว์น้าบางประเภทเช่นก้งุ ทะเลท่ีต้องการ
ระดบั ความเป็ นด่างไม่ต่ากว่า 50-60 มิลลกิ รัมต่อลติ ร

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมกระดำ้ ง

ความกระด้างของน้าธรรมชาติเกิดจากการที่น้าฝนตกไหลบ่า และซึม
ผ่านช้ันดินทม่ี ีการเน่าสลายของสารอนิ ทรีย์กจ็ ะสะสมคาร์บอนไดออกไซด์
ทาให้เกดิ กรดคาร์บอนิคความสาคัญของความกระด้างของน้าต่อสัตว์น้า

ในระบบนิเวศน์ ในน้าสามารถใช้ แคลเซียมได้ โดยตรงจากน้าและ
แมกนีเซียมก็เป็ นองค์ประกอบที่สาคัญของคลอโรฟิ ลเอ และธาตุท้ังสอง
ชนิดกเ็ ป็ นธาตุอาหารทจ่ี าเป็ น สาหรับพืชและแพลงก์ตอนพืช

ปลาและสัตว์น้าในกลุ่มก้งุ -ปู ต้องการแคลเซียมในการสร้างกระดูก
และเปลือกซึ่งโดยปกติน้าท่ีใช้เลีย้ งสัตว์ในกลุ่มนี้ต้องมีระดับความกระด้าง
ไม่ต่ากว่า 50 มิลลกิ รัมต่อลิตรความกระด้างของน้าท่ีระดับ 5-10 มิลลิกรัม
ต่อลติ รมผี ลต่อการเพาะฟักและอนุบาลปลาบางชนิด

วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหาเกยี่ วกบั ความกระด้างของนา้
ในการเพาะเลยี้ งสัตว์น้า

1. ความกระด้างตา่ ปกตนิ า้ ทมี่ ีความอดุ มสมบูรณ์ตามธรรมชาติ
ไม่ควรมีความกระด้างต่ากว่า 20 มลิ ลกิ รัมต่อลติ ร

2. ความกระด้างสูง ผดิ ปกติซ่ึงส่วนใหญ่จะมปี ัญหาในน้าจืด
ความกระด้างท่ีสูงอาจมสี าเหตุมาจากน้าจากแหล่งนา้ จาก
แหล่งน้าทีม่ คี วามกระด้างสูงตามธรรมชาติ

วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

การป้องกนั และแก้ไขปัญหา

1. การแก้ปัญหาน้าที่มีความกระด้างต่า ทาโดยการเพ่ิมความ
กระด้างของนา้ โดยการ ใส่ปูนแต่ในบางสภาวะปูนกอ็ าจมีปัญหาใน
การละลายเช่นน้าทีม่ พี เี อชสูงกอ็ าจใช้สารเคมีชนิดอื่นเช่นยบิ ซั่ม
2. การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความกระด้างที่สูงเกินไป ในบ่อเลีย้ ง
สัตว์น้าน้ันอาจทา ได้โดยการถ่ายเปลี่ยนน้าและการควบคุมการใช้
วัสดุปนู ให้เหมาะสมไม่มากเกนิ ไป

วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

แอมโมเนีย

แอมโมเนียเป็ นสารประกอบไนโตรเจน เป็ นป๋ ุยท่ีพืช
และแพลงก์ตอนพืชใช้ในการเจริญเติบโต ขณะเดียวกัน
แอมโมเนียกเ็ ป็ นสารพิษท่ีเป็ นอันตรายต่อสัตว์น้าถ้าอยู่ใน
ระดบั ความเข้มข้นทสี่ ูงเกนิ ไป

วชิ าเทคนิคการเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

แหลง่ ที่มำของแอมโมเนีย

1. เข้ามากบั น้า หรือเกดิ จากสารอนิ ทรีย์ จะอย่ใู นรูป
สารละลาย สารแขวนลอย แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอน
สัตว์ที่เข้ามาตายและเน่าสลายให้แอมโมเนีย

2. ป๋ ุยเคมี หรือป๋ ยุ อนิ ทรีย์ ทใ่ี ช้ในบ่อเลยี้ งสัตว์นา้ เช่น
ป๋ ุยยเู รีย ป๋ ยุ แอมโมเนีย ป๋ ุยมูลสัตว์ แพลงก์ตอนพืช

วิชาเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

แหลง่ ที่มำของแอมโมเนีย (ต่อ)
3. อาหารสัตว์นา้ เศษอาหารเหลือต่างๆ
4. สิ่งขบั ถ่ายจากสัตว์น้า
5. การตาย และการเน่าสลายของแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์
6. การเน่าสลายของสารอนิ ทรีย์ในบ่อดิน
7. จากอากาศและกจิ กรรมของสัตว์ซ่ึงปกติจะมคี ่อนข้างน้อย
8. เกดิ การเปลยี่ นสารประกอบไนโตรเจนในสภาวะขาด

ออกซิเจนจากไนเตรทและไนไตรท์

วชิ าเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรสญู เสียแอมโมเนียจำกมวลน้ำในบ่อเล้ียงสตั วน์ ้ำ

1. การระบายน้าทิง้ และการดูดตะกอนเลน
2. การถูกใช้ไปโดยแพลงก์ตอนพืช
3. การถูกเปลยี่ นเป็ นสารประกอบไนโตรเจน
4. การแพร่ออกสู่อากาศ

วชิ าเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมสำคญั ของแอมโมเนียต่อกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำ

แอมโมเนียมีผลต่อการเพาะเลยี้ งสัตว์น้า ท้ังทางตรงและทางอ้อม
โดยผลกระทบของการเพิ่มแอมโมเนียลงไปในบ่อเลีย้ งสัตว์น้าจะมีผล 2
ประการคือ

1. เป็ นป๋ ุยให้แพลงก์ตอนพืชและพนั ธ์ุไม้น้า ทาให้เกิดอาหารใน
บ่อเลีย้ งสัตว์น้า ถ้าการแพร่พันธ์ุของแพลงก์ตอนพืชมีมากเกินไปจนมี
ผลต่อคุณภาพน้า โดยเฉพาะเมื่อแพลงก์ตอนหนาแน่นมากๆ และตายลง
และเน่าสลายก็จะทาให้น้าขาดออกซิเจนและเกิดสารพิษต่างๆที่เป็ น
อนั ตรายต่อสัตว์น้า

วิชาเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

2. ปัญหาการสะสมแอมโมเนียจนถึงระดบั เป็ นพษิ ต่อสัตว์นา้ เกดิ จาก

1) การใช้ป๋ ุยแอมโมเนีย ป๋ ุยยูเรีย หรือป๋ ุยอินทรีย์ท่ีเน่าสลายให้
แอมโมเนียมากเกนิ ไป

2) การสะสมของเศษอาหารและส่ิงขบั ถ่ายจากสัตว์น้ามาก
3) เกดิ การแพร่พนั ธ์ุของแพลงก์ตอนพืช
4) เกดิ การตายและเน่าสลายของมวลแพลงก์ตอนพืชและสัตว์
5) กระบวนการ Nitrification ไม่มปี ระสิทธิภาพ
6) ไม่มีแพลงก์ตอนพืชท่ดี ูดซับแอมโมเนียไปใช้

วชิ าเทคนิคการเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำ
1. การป้องกนั และแก้ไขปัญหาการขาดธาตุอาหารไนโตรเจนอาจ

ทาได้โดยการใส่ป๋ ุยในรูปของแอมโมเนีย ยเู รีย หรือป๋ ุยอนิ ทรีย์

วชิ าเทคนคิ การเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

2. ปัญหาความเป็ นพษิ ของแอมโมเนียต่อสัตว์นา้ อาจป้องกนั และแก้ไข ดังนี้

กำรป้ องกนั 1) ควบคุมอาหารทีใ่ ห้แก่สัตว์น้า
2) ปล่อยสัตว์นา้ ในระดบั ความหนาแน่นทเ่ี หมาะสม
3) ไม่ใช้ป๋ ุยแอมโมเนีย ยเู รีย หรือป๋ ยุ อนิ ทรีย์ในบ่อทีม่ ีปริมาณ
แอมโมเนียสูงอย่แู ล้ว
4) กาจัดสารอนิ ทรีย์ท่เี หมาะสมบริเวณพืน้ บ่อออกเป็ นระยะๆ
5) ทาให้มีแพลงก์ตอนพืชในบ่อในปริมาณทพี่ อเหมาะเพ่ือช่วย
ดูดซับแอมโมเนีย
6) ให้อากาศพอเพยี ง
7) ถ่ายเปลย่ี นน้าเป็ นระยะๆ

วชิ าเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

วิธีกำรแกไ้ ข

1. เปลยี่ นถ่ายน้าที่มีแอมโมเนียสูงออก
2. กาจัดตะกอนเลนพืน้ บ่อ
3. ลดพเี อชในบ่อเพ่ือลดความเป็ นพษิ ของแอมโมเนีย
4. ใช้ซีโอไลท์ในการกาจัดแอมโมเนีย ซ่ึงจะใช้ได้ดใี น

ระบบเลยี้ งขนาดเลก็ ในน้าจืด

วชิ าเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ไนไตรท์

- ไนไตรท์ ในบ่ อเลี้ยงสั ตว์ น้าเกิดจากกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงของแอมโมเนียในสภาพท่ีมีออกซิเจน หรือเกิดจาก
กระบวนการเปลย่ี นแปลงของไนเตรทในสภาพขาดออกซิเจน

- การสะสมในไตรท์ในนา้ จะเกดิ ขนึ้ ได้เมื่อแหล่งนา้
หรือบ่อมกี ารเน่าสลายของสารอนิ ทรีย์และปล่อยแอมโมเนีย
ออกมามาก

วชิ าเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ผลของไนไตรทต์ ่อสตั วน์ ้ำ

- ไนไตรท์เป็ นสารพษิ และเป็ นพษิ ต่อสัตว์นา้ จะถูก
ดูดซึมเข้าสู่สัตว์นา้ ทางเหงือกและจะไปทาปฏกิ ริ ิยากบั ฮีโมโก
บินในเลือดทาให้ไม่สามารถถ่ายออกซิเจนได้ ทาให้เกิดโรค
เลือดสีนา้ ตาล
- ความเป็ นพษิ ของไนไตรท์จะเพมิ่ มากขนึ้ เมื่อมแี อมโมเนียสูง
- เกลือแกงและแคลเซียมจะช่วยลดความเป็ นพษิ ของสัตว์น้า

วชิ าเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหำที่เกดิ จำกไนไตรทใ์ นกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำ
เกดิ ขนึ้ ในสภาพทีบ่ ่อมกี ารเน่าสลายของสารอนิ ทรีย์มาก

เป็ นผลให้มกี ารปล่อยแอมโมเนียออกมาปริมาณมากซึ่งแอมโมเนีย
จะถูกปล่อยเป็ นไนไตรท์และไนเตรท

วิชาเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรป้ องกนั
- ควบคุมปริมาณสารอนิ ทรีย์ทีต่ กค้างและเน่าสลายในบ่อ
- จัดระบบให้อากาศให้มีออกซิเจนพอเพยี งตลอดเวลา

วชิ าเทคนิคการเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ไฮโดรเจนซลั ไฟด์

ไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็ นสารประกอบกามะถันท่สี าคัญต่อ
การเพาะเลยี้ งสัตว์นา้ และเป็ นสารที่เป็ นพษิ ต่อสัตว์นา้ ค่อนข้าง
สูง การเกดิ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ในบ่ออาจเกดิ จากการเน่าสลายของ
สารอนิ ทรีย์ในสภาพขาดออกซิเจน หรือการเปลย่ี นจากซัลเฟต
โดยแบคทเี รียในสภาพทข่ี าดออกซิเจน

วชิ าเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมเป็ นพิษของไฮโดรเจนซลั ไฟดต์ ่อสตั วน์ ้ำ

ไฮโดรเจนซัลไฟด์ท่ีเป็ นพษิ ต่อสัตว์นา้ สูงทร่ี ะดบั ความเข้มข้นต่างๆ
ดงั นี้

ความเข้มข้น 0.01-0.05 มลิ ลกิ รัม/ลติ ร อาจทาให้สัตว์นา้ ตายได้
ความเข้มข้น 0.06 มิลลกิ รัม/ลติ ร ยับย้งั การเจริญเติบโตของไข่และตัว
อ่อน
ความเข้มข้น 0.011 มลิ ลกิ รัม/ลติ ร ทาให้การเจริญเตบิ โตของปลาลดลง
ความเป็ นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์จะเพิม่ ขึน้ เม่ือปริมาณออกซิเจนท่ี
ละลายนา้ ลดลง ในสภาวะทพ่ี เี อชของไฮโดรเจนซัลไฟด์จะเพม่ิ ขนึ้

วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

การป้องกนั การเกดิ ไฮโดรเจนซัลไฟด์

กำรป้ องกนั กำรเกิดไฮโดรเจนซลั ไฟด์
1. จัดระบบให้อากาศ หมุนเวยี นนา้ ให้ดอี ย่าให้มบี ริเวณทมี่ สี ภาพขาดออกซิเจน

2. ควบคุมปริมาณเศษเหลือสารอนิ ทรีย์ในบ่อ

วิชาเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

3. จัดการพืน้ บ่ออย่าให้มีการสะสมของสารอนิ ทรีย์มากจนอาจ
ทาให้มีการขาดออกซิเจนและเป็ นแหล่งผลติ ไฮโดรเจนซัลไฟด์

4. การรักษาสภาพน้าเละดินพืน้ บ่อให้ให้มีสภาพออกซิเจนสูงอย่ตู ลอดเวลา

วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรกำจดั และลดควำมเป็ นพิษของไฮโดรเจนซลั ไฟด์

1. ให้อากาศ
2. เปลยี่ นถ่ายนา้ เพ่ือลดปริมาณไฮโดรเจนซัลไฟด์
3. กาจัดไฮโดรเจนซัลไฟด์ด้วยด่างทบั ทมิ
4. ใช้ผงเหลก็ (เฟอร์รัสออกไซด์)
5. กาจดั ไฮโดรเจนซัลไฟด์ด้วยคลอรีน
6. ลดความเป็ นพษิ ของไฮโดรเจนซัลไฟด์ด้วยปนู ขาว

วิชาเทคนคิ การเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมเค็ม

ความเค็ม หมายถึง ปริมาณของของแข็งท้ังหมดท่ีละลาย
อยู่ในน้าทะเลหนึ่งกโิ ลกรัม องค์ประกอบของของแขง็ ท้ังหมดที่มีอยู่
ในทะเลก็ คือ ธาตุที่พบในธรรมชาติโดยท่ีพบมากท่ีสุด คือ โซเดียม
และคลอไรด์ น้าทะเลมีความเค็ม 35 ส่วนในพัน ขณะท่ีน้าจืดมี
ความเค็มต่ากว่า 0.5 ส่วนในพัน ความเค็มโดยเฉลี่ยของน้าอ่อนมี
ค่าประมาณ 0.065 ส่วนในพัน และน้ากระด้างมีความเค็มเฉล่ีย 0.30
ส่ วนในพนั

วิชาเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมสำคญั ของควำมเค็มต่อสตั วน์ ้ำ

ส่ิงมชี ีวิตในน้าสามารถปรับตัว และทนอย่ไู ด้ในระดบั ความเคม็
ของน้าที่แตกต่างกนั สัตว์ทะเลทอ่ี ยู่ในความเคม็ สูง สิ่งมชี ีวติ เหล่านีจ้ ะ
ไม่สามารถอยู่ได้ในน้าจืดและน้าเค็มตา่ จากการท่ีส่ิงมชี ีวิตสามารถทน
อยู่ได้ในระดบั ความเค็มทีแ่ ตกต่างกนั และทนต่อการเปลยี่ นแปลงช่วง
ความเค็มต่างกนั จงึ ทาให้การเปลยี่ นแปลงความเคม็ ของน้ามีอทิ ธิพล
เป็ นอย่างมากต่อระบบนิเวศน์ในนา้ และสัตว์นา้

วชิ าเทคนคิ การเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ผลของควำมเค็มของน้ำต่อสตั วน์ ้ำ

ในปลาน้าจื ดในเลือดและของเหลวภายในเนื้ อเย่ือมีค วาม
เข้มข้นของเกลืออยู่ในช่วง 10-12 ส่วนในพัน ซึ่งสูงกว่าเกลือในน้า
จืดที่มีอยู่ประมาณไม่เกิน 0.5 ส่วนในพัน จึงเป็ นเหตุให้น้าจาก
ภายนอกไหลเข้าสู่ตัวปลาและเจือจางของเหลวในตัวปลา ปลาจึง
ต้องกาจัดน้าออกอยู่ตลอดเวลา เพ่ือคงความเข้มข้นของของเหลว
ภายในร่างกายเอาไว้โดยกระบวนการควบคุมเกลือแร่

วชิ าเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ความเค็มของน้ามีผลต่อการดารงชีวิตของสัตว์น้า โดยเฉพาะ
ระบบการควบคุมปริมาณน้าภายในร่างกาย (water regulatory system)
ซ่ึงมีผลมาจากความแตกต่างของแรงดัน osmotic ระหว่างภายในตัวสัตว์
น้าและน้าภายนอก สัตว์น้าจืดจะมีแรงดัน osmotic ภายในตัวสูงกว่าน้าที่
อยู่ภายนอก ดังน้ันน้าภายนอกจึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
สัตว์น้าจืดจึงต้องพยายามขจัดเอาน้าส่ วนเกินเหล่านี้ออกไป ในทาง
ตรงกันข้าม สัตว์น้าเค็มท่ีอาศัยอยู่ในทะเลจะมีแรงดัน osmotic ต่ากว่าน้า
ทะเล ดังน้ัน น้าภายในตัวก็จะออกนอกร่างกายได้ง่าย สัตว์ทะเลจึงต้อง
พยายามเก็บรักษาปริมาณน้าไว้ ให้ มาก สาหรับสั ตว์น้าบางช นิด
โดยเฉพาะสั ตว์ น้ากร่ อยท่ีอาศัยอยู่บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็ม
มาก จะมีความสามารถในการปรับตัวและทนทานต่อการเปล่ียนแปลง
ของแรงดัน osmotic ดงั กล่าวได้ดี

วิชาเทคนิคการเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

อย่างไรกต็ าม สัตว์น้าท่ัว ๆ ไปสามารถปรับตัวได้เข้ากับสภาพ
ความเค็มของน้าท่ีเปลี่ยนแปลงได้ แต่ท้ังนี้ต้องค่อย ๆ เป็ นไปอย่างช้า ๆ
โดยปกติ สัตว์น้าจืดจะมีเลือดที่มีความเข้มข้นสูงกว่าน้าภายนอก
ประมาณ 6 เท่าของแรงดัน osmotic หรือเท่ากบั ความ
เข้มข้นประมาณ 7 ส่วนในพนั ของเกลือโซเดียมคลอไรด์ ดังน้ันสัตว์น้า
จืดโดยทว่ั ไปจะสามารถอยู่ในนา้ ท่ีมีความเค็มประมาณ 7 ส่วนในพันได้
และบางชนิดจะอาศัยอยู่ในน้าท่ีมีความเค็มสูงกว่านี้ได้ แต่ต้องให้
เปล่ียนแปลงทีละน้อยดังที่กล่าวมาแล้ว สาหรับปลาทะเลหรื อสัตว์
น้าเค็มก็เช่นเดียวกัน มีความทนทานต่อการเปล่ียนแปลงของความเค็ม
ทลี่ ดต่าลงไม่เท่ากนั ในแต่ละชนิด

วิชาเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหำเกยี่ วกบั ควำมเค็มของน้ำในกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำ

1. ปัญหาที่เกดิ จากการเพมิ่ ความเคม็ ของนา้
2. ปัญหาการลดลงของความเคม็ ของนา้
3. ปัญหาการเพม่ิ ความเคม็ ของน้าในบ่อเลยี้ งแบบหนาแน่น

ในช่วงฤดูแล้งบางคร้ังความเคม็ จะสูงจนมผี ลกระทบต่อ
สัตว์นา้

วิชาเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำ

1. เกย่ี วกบั การเลยี้ งสัตว์น้าจืดอาจได้รับผลกระทบจากความเคม็ ของน้า
ในบางฤดูกาลโดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในช่วงฤดูแล้งจะต้องงดใช้น้าจาก
แหล่งนา้ ท่ีมีปัญหา

2. ปัญหาการลดลงของความเคม็ ของนา้ บริเวณปากแม่น้าและชายฝ่ัง
ทะเลการป้องกนั คือจะต้องรู้การเปลย่ี นแปลงความเคม็ ในแต่ละช่วง
ฤดูกาล

3. ปัญหาการลดลงของความเค็มของนา้ ในบ่อเลยี้ งสัตว์นา้ ชายฝั่งแก้ไข
โดยลดการถ่ายเปลย่ี นน้าหรือใช้นา้ ความเค็มสูงจากนาเกลือ

วชิ าเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหำ (ต่อ)

4. การป้องกนั ไม่ให้ความเค็มของนา้ ในบ่อเลยี้ งสัตว์นา้ ลดต่าลง
สามารถทาได้โดยจดั ทาระบบน้าล้น

5. การป้องกนั ปัญหาการเพมิ่ ความเคม็ ของบ่อเลยี้ งสัตว์นา้ ชายฝั่งใน
ฤดูแล้งสามารถทาได้โดยการเพม่ิ ปริมาณการเปลยี่ นถ่ายน้าหรือใช้
น้าจืดลงไปผสม

วชิ าเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

แพลงกต์ อน

แพลงก์ตอนมี 2 ชนิด คือ

แพลงกต์ อนพืี แพลงกต์ อนสตั ว์

วชิ าเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

แพลงกต์ อนพืี

แพลงก์ตอนพืชเป็ นสาหร่ายขนาดเล็กท่ีอาจเป็ นเซลล์เดียว
หรือเกาะกันเป็ นกลุ่มเซลล์ซ่ึงอาศัยอยู่ในน้าล่องลอยไปตามอิทธิพล
ของกระแสน้าบางชนิ ดอาจเคลื่ อนไหวได้ บ้ างแต่ ก็ยังคงอยู่ ภายใต้
อทิ ธิพลของกระแสน้าบางชนิดขยายพันธ์ุมากอาจทาให้เกิดสภาพการ
ขาดออกซิเจนหรือเกิดสภาวะความเป็ นพิษท่ีอาจเป็ นอันตรายต่อสัตว์
นา้

ตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชบางกลุ่มท่ีมีประโยชน์และมักจะพบ
เสมอในบ่อเลยี้ งสัตว์น้าเช่น

วชิ าเทคนคิ การเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005


Click to View FlipBook Version