The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเลี้ยงปลา บทที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sumate962, 2021-07-29 04:36:51

การเลี้ยงปลา บทที่ 5

การเลี้ยงปลา บทที่ 5

1. กลุ่มไดอะตอม คโี ตเซอรอส
สเกลโตนีมา
๏ มีความสาคญั ต่อการเพาะเลยี้ งสัตว์น้ามากพบในแหล่ง
นา้ กร่อย และนา้ ทะเลมกั พบทค่ี วามเคม็ 25-30 ppt.
๏ ลูกก้งุ สามารถกนิ เป็ นอาหารธรรมชาติในลกั ษณะ
อาหารมชี ีวติ ได้แก่ คโี ตเซอรอส, สเกลโตนีมา และเตตร้า
เซลมสิ เป็ นต้น
๏ บางชนิดใช้เป็ นตวั บ่งชีค้ วามอุดมสมบูรณ์ของแหล่งนา้
เช่น ทาลาสซิโอซิร่ากบั คอสซิโนดสิ คสั
๏ ทาให้น้ามสี ีชาหรือสีนา้ ตาล

Coscinodiscus

วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

คโี ตเซอรอส เตตร้าเซลมิส สเกคีโตนีมา

ทาลาสซิโอซิรา นิชเซีย คอสซิโนดิสคัส

วิชาเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

2. กลุ่มสาหร่ายสีเขยี ว

๏ พบทว่ั ไปในแหล่งน้าต่างๆพบมากในนา้ จืด
๏ เป็ นอาหารก้งุ วัยอ่อน เช่น เตตร้าเซลมีส, ซีนีเดสมสั ,

ดูนาลเิ อลลา
๏ ใช้เป็ นอาหารสาหรับแพลงก์ตอนสัตว์เ ช่น คลอเรลล่า,

เตตร้าเซลมสี
๏ ทาให้นา้ ในบ่อมสี ีเขยี ว

วชิ าเทคนิคการเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

คลอเรลลา ดูนาลิเอลลา

โอโอซีสทิส เตตร้าเซลมิส

วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

3. กลุ่มสาหร่ายสีเขยี วแกมน้าเงนิ

๏ พบได้ทุกความเคม็ ต้ังแต่ 0-20 ppt พบมากในนา้ จืด
๏ สามารถตรึงไนโตรเจนได้เม่ือตายจงึ ทาให้เกดิ แอมโมเนียมาก
๏ ทาให้น้ามสี ีเขยี วเข้ม

แพลงก์ตอนกล่มุ นีไ้ ด้แก่
1) ออสซิลลาโตเรีย
- พบทุกแหล่งนา้ ทาให้เกดิ โคลนท่ตี ัวก้งุ กบั น้า
- อุดตนั เหงือกก้งุ ทาให้ก้งุ ขาดออกซิเจน
2) ไมโครซิสทสี
- พบในแหล่งนา้ จืดทาให้เกดิ กลน่ิ โคลน
- อุดตนั เหงือกก้งุ ทาให้ขาดออกซิเจน

วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

3) สไปรูลนิ า
- เป็ นสาหร่ายท่มี ีประโยชน์โดยใช้เป็ นอาหารลกู

ก้งุ มีโปรตนี และคุณค่าทางโภชนาการสูง
4) อนาบินา

- พบมากในน้าจืดผลติ สารพษิ ได้
- ทาให้เกดิ กลน่ิ โคลนเม่ือตายทาให้นา้ เสีย

วิชาเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ออสซิลลาทอเรีย ไมโครซีสทิส

สไปรูรินา อนาบีนา

วชิ าเทคนคิ การเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

4. กลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต

๏ มักพบในน้ากร่อยและทะเล
๏ ทาให้เกดิ ปรากฏการนา้ แดง ได้แก่ นอคตริ ูก้า และเพอริเดียม
๏ เป็ นกลุ่มแพลงก์ตอนท่มี พี ษิ ต่อสัตว์นา้ เช่น จิมโนดเิ นียม

และเพอริดเิ นียม
๏ ทาให้น้าในบ่อมีสีนา้ ตาลหรือสีน้าตาลแกมเหลือง

แพลงก์ตอนกลุ่มนีไ้ ด้แก่
1) จมิ โนดิเนียม
- ส่วนมากพบในทะเลผลติ สารพษิ ได้

วชิ าเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

4. กลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต (ต่อ)

2) เซอราเตรียม
- พบท้งั ในนา้ จืดและทะเล

3) นอคติลกู ้า
- ทาให้เกดิ น้าแดงภายในเซลล์มีการสะสมของแอมโมเนียอยู่

4) เพอริดิเนียม
- พบในน้าจืดและนา้ กร่อยสบางคร้ังทาให้นา้ แดง

5) อเลก็ ซานเดยี ม
- เรืองแสงในนา้ และสร้างสารพษิ

วิชาเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

จิมโนดเิ นียม เซอราเทียม นอคติลูกา

เพอริดิเนียม อเล็กซานเดรียม

วชิ าเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ความสาคญั ของแพลงก์ตอนพืชต่อสัตว์นา้

แพลงก์ตอนพืชในแหล่งน้าและในบ่อ ทาหน้าที่สังเคราะห์
สารอินทรีย์จากธาตุอาหาร และเปล่ียนพลังงานแสงอาทิตย์มา
สะสมในรูปพลังงานสารเคมี โดยกระบวนการสังเคราะห์แสงใน
ห่วงโซ่อาหารในบ่อและแหล่งน้า แพลงก์ตอนพืชเป็ นอาหารสัตว์
ท้งั ขนาดใหญ่และขนาดเลก็ ในห่วงโซ่อาหารถดั ขนึ้ ไป ทาให้เกดิ
ผลผลติ ในแหล่งน้า แพลงก์ตอนพืชจึงเป็ นอาหารธรรมชาติท่ีสร้าง
ความอดุ มสมบรูณ์ต่อบ่อและแหล่งน้า

วชิ าเทคนคิ การเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ผลกระทบต่อแหลง่ น้ำ

ผลกระทบโดยตรง

1. เป็ นอาหารธรรมชาตขิ องสัตว์น้า แพลงก์ตอนพืชบาง
ชนิดเป็ นอาหารของสัตว์น้าได้ดีและมคี ุณภาพสูง แต่บาง
ชนิดไม่สามารถใช้เป็ นอาหารได้

2. แพลงก์ตอนพืชบางชนิดสร้างสารพษิ ท่เี ป็ นอนั ตรายต่อ
สัตว์น้า

3. แพลงก์ตอนพืชบางชนิด มีลกั ษณะพเิ ศษเฉพาะตัวท่ีอาจ
ก่อให้เกดิ การไปเกาะติดท่เี หงือกทาให้มผี ลต่อระบบหายใจ

4. สาหร่ายสีเขยี วแกมน้าเงนิ บางชนิดทาให้เกดิ กล่ิน
โคลนในสัตว์นา้

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ผลกระทบทางอ้อม

1. เป็ นอาหารของแพลงก์ตอนสัตว์และสัตว์ขนาดเลก็
2. ช่วยเพม่ิ ออกซิเจนในน้าในช่วงมกี ารสังเคราะห์แสง
3. ช่วยลดปริมาณสารพษิ เช่น แอมโมเนีย และคาร์บอนไดออกไซด์
4. เม่ือแพลงก์ตอน Bloom อาจทาให้ขาดออกซิเจนในตอนกลางคืน
5. เมื่อแพลงก์ตอน Bloom และตายจะเกดิ การเน่าสลาย ทาให้ขาด

ออกซิเจนได้
6. ช่วยลดปริมาณแสงที่ส่องผ่านลงไปในนา้

วิชาเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหำท่ีเกดิ จำกแพลงกต์ อนพืีในกำรเพำะเล้ียงสตั วน์ ้ำ

1. ปัญหาเน่ืองจากการมีแพลงก์ตอนพืชในปริมาณน้อยเกนิ ไป ซ่ึง
ทาให้เกดิ ปัญหา คือ

1.1 ขาดอาหารธรรมชาตใิ นบ่อ
1.2 ทาให้เกดิ พรรณไม้น้า และขแี้ ดด เม่ือตายไปจะทาให้เน่า

สลายบริเวณพืน้ ก้นบ่อ
1.3 ทาให้สัตว์น้าไวต่อแสง เช่น ก้งุ กลุ าดา
1.4 ขาดตัวช่วยที่จะดูดซับสารพษิ

วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหำที่เกิดจำกแพลงกต์ อนพืีในกำรเพำะเล้ยี งสตั วน์ ้ำ (ต่อ)

2 .ปัญหาเน่ืองจากมีแพลงก์ตอนพืชในปริมาณมากเกนิ ไป

2.1 ทาให้เกดิ ปัญหาการลดต่าหรือขาดออกซิเจน
2.2 การสังเคราะห์แสงหรือการหายใจของแพลงก์ตอนพืชใน

ปริมาณมาก ทาให้เกดิ การผลติ และใช้คาร์บอนไดออกไซด์
ในปริมาณมากด้วยเช่นกนั
2.3 การตายของแพลงก์ตอนพืชท่มี ีอย่จู านวนมากในน้าจะ
ทาให้เกดิ การสลายของมวลของแพลงก์ตอนอย่างรวดเร็ว

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปัญหำที่เกิดจำกแพลงกต์ อนพืีในกำรเพำะเล้ยี งสตั วน์ ้ำ (ต่อ)

3. ปัญหาท่ีเกดิ เน่ืองจากสารพษิ หรือสารท่ีเกดิ ขนึ้ มาโดยแพลงก์ตอนพืช
3.1 แพลงก์ตอนพืชชนิดต่างๆซ่ึงเป็ นพษิ ต่อสัตว์นา้ และบางชนิด
กเ็ ป็ นพษิ ต่อผ้บู ริโภค
3.2 กลนิ่ โคลนในสัตว์นา้ เน่ืองจากสาหร่ายสีเขยี วแกมนา้ เงนิ
3.3 การที่แพลงก์ตอนพืชบางชนิดมเี มือกเหนียวทาให้ไปติด
รยางค์และบริเวณเหงือกของสัตว์นา้

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

วิธีกำรป้ องกนั และแกไ้ ข

1. การขาดธาตุอาหารทาได้โดยการใส่ป๋ ยุ ในจานวนป๋ ุยหลกั
3 ชนิด คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรตัสเซียม

2. ในกรณที นี่ ้ามีความเป็ นด่างต่าเกนิ ไป ให้เพ่ิมความเป็ นด่าง
ในนา้ โดยใช้วสั ดุปูน

3. บ่อท่นี ้าข่นุ อาจใช้วสั ดุปนู ยบิ ซ่ัม
4. ปริมาณแพลงก์ตอนสัตว์มากเกนิ ไป เช่น โรตเิ ฟอร์ กาจดั

โดยใช้ฟอร์มาลนี หรือคลอรีน

วิชาเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

แพลงกต์ อนสตั ว์

แพลงก์ตอนสัตว์ ได้แก่ โปรโตซัว โรติเฟอร์ ครัสเตเซียน
- เป็ นอาหารท่ีมีชีวติ และสาคญั มากไม่แพ้แพลงก์ตอนพืช
- ใช้อนุบาลลูกก้งุ มีโปรตนี สูงทาให้ก้งุ มีการเจริญเตบิ โต
และอตั ราการรอดสูง
- เม่ือก้งุ ใหญ่ใช้เป็ นอาหารเสริมของก้งุ
- ทาให้นา้ ในบ่อเป็ นสีนา้ ตาล

แพลงก์ตอนกล่มุ นี้ ได้แก่

วิชาเทคนคิ การเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

1) โรตเิ ฟอร์

- พบในแหล่งน้าจืดมากกว่าแหล่งน้าอื่น

วิชาเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

2) โปรโตซัว

- เป็ นแพลงก์ตอนท่ีมโี ทษต่อสัตว์นา้ และแหล่งนา้ ที่พืน้ บ่อไม่สะอาด
- ถ้ามีโปรตีนมากน้าจะมีกลนิ่ เหม็น
- ชอบกนิ ของเน่าเสีย
- หากมมี ากจะรบกวนที่อย่อู าศัยของสัตว์น้าทเ่ี กาะตามลาตัวก้งุ

วิชาเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

3) ซูโอแทมเนียม

- ตัวนีพ้ บได้ทุกฤดูกาล ทุกสภาพนา้ พบมากในฤดูฝน
- ถ้ามมี ากจะเข้าเหงือกก้งุ ทาให้เกดิ การระคายเคืองและ
ขดั ขวางการหายใจของก้งุ

วิชาเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

แบคทีเรยี

ปกติแบคทีเรียจะเป็ นจุลชีพเซลล์เดียว มีรูปร่างเป็ น
แท่ง กลม หรือเป็ นเกลยี ว สาคัญที่สุดจะมีรูปร่างเป็ นแท่ง
เคลื่อนไหวได้ อาจจะอยู่รวมกลุ่มหรือเป็ นลูกโซ่ แบคทีเรีย
มีความสาคัญต่อการเพาะเลีย้ งสัตว์น้าเป็ นจุลชีพท่ีช่วยย่อย
สลายอินทรีย์สาร สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และ
ช่วยเปล่ียนสภาวะของไนโตรเจน ให้เกิดความสมดุลทาง
ธรรมชาติ และทาให้เกดิ สภาวะการขาดออกซิเจนในนา้ ด้วย

วชิ าเทคนคิ การเลีย้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

รำ

ลกั ษณะของเชื้อราแตกต่างจากสาหร่ายเซลล์เดยี วกค็ ือ สาหร่าย
เซลล์เดียวจะมีคลอโรฟิ ลล์ส่ วนราไม่มีคลอโรฟิ ลล์ จึงไม่สามารถ
สังเคราะห์แสงได้ เชื้อราจัดเป็ นเชื้อช้ันต่าไมซีเล่ียม เชื้อราสามารถ
ดารงชีวิตอยู่ได้ท้ังในดินและในน้า ดารงชีวิตได้ด้วยการใช้พลังงาน
จากขบวนการหายใจ หรือ หลกั การหมักสลายของอนิ ทรีย์สารท่ีละลาย
อยู่ในธรรมชาติ สามารถเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในน้าที่มีอินทรีย์
สารสูง บางชนิดดารงชีพแบบปรสิตอยู่บนพืช และสัตว์อ่ืน

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมสำคญั ของกำรใีป้ ๋ ยุ ในบ่อเล้ียงปลำ

ในการเลีย้ งปลาการเพ่ิมอาหารธรรมชาติ หรือเพิ่ม
อตั ราเร่งของผลผลติ ข้นั พืน้ ฐานในบ่อปลามีความสาคัญมาก
ต่อความสาเร็จในการเลีย้ งปลา การใช้ป๋ ุยจะได้ผลมากน้อย
เพยี งใด ย่อมขึน้ กับความสมบูรณ์ของดินและน้าไปพร้อมๆ
กนั แพลงก์ตอนพืชเป็ นสิ่งสาคัญในห่วงโซ่อาหารปลา

วิชาเทคนิคการเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ประเภทของป๋ ยุ ที่ใีใ้ นบ่อเล้ยี งปลำ

ป๋ ยุ อินทรยี ์
วัสดุที่ใช้ทาป๋ ุยอินทรีย์ประกอบด้วย มูลสัตว์ รา ฟาง

ใบไม้ ใบหญ้า ส่วนประกอบของพืช ของเสียจากโรงงานกล่ัน
สุรา โรงนม โรงงานน้าตาล ป๋ ุยอินทรีย์ท่ีใช้ในบ่อลีย้ งสัตว์น้า
ส่วนใหญ่เป็ นป๋ ุยมูลสัตว์ อย่างไรก็ตามการวิจัยพบว่าผลผลิต
ปลาท่ีจากบ่อท่ีใส่ป๋ ุยมูลสัตว์ อยู่ประมาณ 1.5 – 2 เท่า ของ
ผลผลติ ทปี่ ระเมนิ ได้จากปริมาณแพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน

ป๋ ยุ อนินทรยี ์
ธาตุอาหารที่เป็ นประโยชน์ต่อการเพม่ิ ปริมาณแพลงก์ตอนพืช

ต้องอย่ใู นรูปท่ีละลายได้ในน้า ด้ังน้ันการเลือกป๋ ุยอนินทรีย์ที่ใช้ใน
บ่อปลาจึงต้องคานึงถึงคุณสมบัติอนั นีด้ ้วย

ป๋ ุยฟอสเฟตท่ีเหมาะสมที่สุดในบ่อปลา คือ ซูเปอร์ฟอสเฟต
ได้มาจากปฏิกิริยาของหินฟอสเฟตกับกรดซัลฟูริค มีความเป็ น
กรดเป็ นด่างค่อนข้างต่า ละลายน้าได้เร็ว จึงมีโอกาศรวมตัวกับ
โคลนบนพืน้

ธาตุอาหารอีกอย่างหน่ึงท่ีมีความจาเป็ นและสาคัญในการเพ่ิม
ปริมาณแพลงก์ตอน คือ โปแตสเซียม แต่เนื่องจากแพลงก์ตอน
ต้องการน้อย และส่วนใหญ่มอี ย่แู ล้วในดินทั่วไป

วชิ าเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

วิธีกำรใีป้ ๋ ยุ ในบ่อเล้ียงปลำ

ข้อควรปฏบิ ัติก่อนการใส่ป๋ ยุ

1. ถ้าดนิ หรือน้าในบ่อมคี ุณสมบัติเป็ นกรด ควรแก้ความ
เป็ นกรดด้วยการเติมปูนขาวเสียก่อน เพ่ือให้ดินและนา้ น้ันมี
คุณสมบัตเิ ป็ นกลางมากทสี่ ุดแล้วจงึ เติมป๋ ุย

2. ถ้าภายในบ่อมพี นั ธ์ุพืชอยู่ ควรทาการถากถางแล้ว
เกบ็ ออกให้หมดเสียก่อนเพื่อป้องกนั การเน่าเป่ื อย และแย่งป๋ ยุ ไปใช้
ประโยชน์เสียหมด

3. ดินก้นบ่อควรเป็ นดนิ โคลน หรือพยายามปรับให้เป็ น
โคลนเพื่อจะได้ดูดซับเอาป๋ ยุ ไว้ได้มาก

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ป๋ ยุ
1. ควรใส่ป๋ ุยในบ่อขณะทีไ่ ม่มนี ้าขงั เป็ นการใส่ป๋ ยุ ลงดนิ

แล้วค่อยเติมนา้ ลงในบ่อภายหลงั หน่ึงถงึ สองวัน
2. การเติมป๋ ุยเพื่อให้เกดิ แพลงก์ตอนอาหารระหว่างการ

เลยี้ ง ควรสังเกตสีของนา้
3. ควรใช้ป๋ ยุ ตามอตั รา และสูตรทีก่ าหนด

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กำรใสป่ ๋ ยุ ในบ่อปลำ

1. การหว่านเป็ นวิธีที่ใช้กนั อย่ทู ว่ั ไปโดยปกติ แต่อาจจะทาให้เกดิ การ
สูญเสียเพราะป๋ ยุ ตกสู่พืน้ เร็วเกนิ ไป

2. การใช้ยกร้าน ทาได้โดยสร้างยกร้านใต้น้าอยู่ใต้ผิวน้าระดับปนะ
มาณ 30เซนติเมตรกองป๋ ุยบนยกร้านให้ค่อยๆละลายโดยท่ัวไปจะยกร้าน
จานวน 1 ยกร้านขนาด 4 ตารางเมตรต่อบ่อขนาด 12.5-25.0 ไร่

3. ป๋ ุยเคมีที่ใช้อาจเป็ นฟอสฟอรัสอย่างเดียวหรือป๋ ุยฟอสฟอรัสบวก
ป๋ ยุ ไนโตรเจนในสัดส่วนไนโตรเจนต่อฟอสฟอรัสเท่ากบั 1 ต่อ 3 หรือ 1 ต่อ 4

4. การเพ่ิมโปแตสเซียมและธาตุอาหารอย่างอ่ืนส่วนมากจะไม่เพิ่ม
ผลผลติ ในบ่อเลยี้ งสัตว์น้า

วิชาเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

5. ป๋ ุยไดแอมโมเนียมฟอสเฟตเป็ นป๋ ุยท่ีมีปริมาณไนโตรเจนต่อ
ฟอสฟอรัสเท่ากบั 1 ต่อ 3

6. บ่อทีม่ กี ารใช้ป๋ ุยมาก่อนความต้องการป๋ ยุ ลดลง
7. ในบ่อท่ีต้องการให้แพลงก์ตอนพืชแพร่พันธ์ุเร็วเพื่อป้องกัน
พนั ธ์ุไม้นา้ และสาหร่ายเส้นใยอาจต้องใส่ป๋ ยุ ในปริมาณมากๆ 1- 2 วนั /คร้ัง
8. ความโปร่งใสของน้าทีว่ ดั โดยแผ่นวดั แสงจะเป็ นตวั ชี้ทดี่ ถี ึงการ
ตอบสนองของป๋ ยุ
9. ในบางคร้ังใส่พวกราหรือแป้งจากพืชเพื่อเร่งให้เกิดการแพร่
พนั ธ์ุของแพลงก์ตอนสัตว์

วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

อตั รำและควำมถ่ีในกำรใสป่ ๋ ยุ ป๋ ุยเคมี
อัตราการใส่ ป๋ ุยฟอสฟอรัสใส่ ใน
ป๋ ยุ อนิ ทรีย์
อัตราใส่ ไม่ควรเกิน 8-12 กก./ อัตรา 0.36-1.44 กก.ต่อไร่และป๋ ุย
ไนโตรเจน 0.16-0.48 กก.ต่อไรการ
ไร่/วนั น้าหนักแห้ง อตั ราการใส่ป๋ ุย ใส่ควรใส่ 2-4 สัปดาห์ต่อคร้ัง
อนิ ทรีย์มากกว่านีจ้ ะทาให้เกดิ ปัญหา
การขาดออกซิเจนในน้าแต่ถ้ ามี บ่อทม่ี กี ารเลยี้ งสัตว์แบบหนาแน่น
ระบบให้อากาศอาจใส่ได้ในอตั ราสูง และให้อาหาร อาจใส่ป๋ ุยเฉพาะ
ถึง 32 กก./ไร่/วนั น้าหนักแห้ง ในช่วงแรก เนื่องจากในระยะหลังจะ
มีธาตุอาหารท่ีปล่อยออกมาจากการ
เน่าสลายของเศษอาหารและของเสีย
จากสัตว์นา้

วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

สำเหตทุ ี่ทำใหก้ ำรใสป่ ๋ ยุ ไมม่ ีผล

1. ป๋ ุยไม่เพยี งพอหรือธาตุอาหารไม่เพยี งพอ
2. น้าเป็ นกรดและมีความเป็ นด่างต่า
3. มปี ริมาณแคลเซียมในน้ามพี เี อชสูง
4. นา้ ข่นุ ความโปร่งใสต่ากว่า 20-30 ซม. จะไม่ตอบสนองการใส่ป๋ ุย
5. พนั ธ์ุไม้น้ามากจะใช้ป๋ ยุ เร็วทาให้ไม่มีเหลือพอสาหรับแพลงก์ตอน

พืชในการแพร่พนั ธ์ุ
6. การถ่ายเปลย่ี นมวลน้าบ่อท่ีใส่ป๋ ุยไม่ควรเปลย่ี นถ่ายนา้ มาก
7. การใส่วสั ดุปูนลงไปพร้อมกบั การใส่ป๋ ุย

วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

วชิ าเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมสำคญั ของวสั ดปุ นู

เนื่องจากปลาในบ่อจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในน้าท่ี pH ต่ากว่า
5 และไม่เจริญเติบโตหรือขยายพนั ธ์ุได้ตามปกติเม่ือน้ามี pH อยู่ระหว่าง
5 และ 6 นอกจากนี้น้าในบ่อปลาหลายแห่งอาจมี pH อยู่ในระดับท่ีปลา
สามารถเจริญเติบโตและดารงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แต่ไม่สามารถเพิ่ม
ผลผลติ ปลาได้โดยการเติมป๋ ุยอนินทรีย์ ท้ังนี้เพราะสภาพด่างของน้ามีค่า
น้อยเกินไปและดินเลนก้นบ่อมีสภาพเป็ นกรด ทาให้ไม่มีคาร์ บอน
พอเพยี งสาหรับให้แพลงก์ตอนพืชใช้ในการสังเคราะห์แสง

วิชาเทคนคิ การเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

และฟอสเฟตในป๋ ยุ ซึ่งตกตะกอนถงึ ก้นบ่อจะถูกดินเลนจับไว้อย่างหนา
แน่น เมื่อแพลงก์ตอนพืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้จากการเตมิ ป๋ ุย ผลผลติ
จงึ ไม่สามารถเพมิ่ ได้ด้วยเช่นกนั ปัญหาต่างๆ ดงั กล่าวข้างต้นเกย่ี วข้องกบั
สภาพความเป็ นกรดเป็ นด่างในบ่อปลา ซ่ึงสามารถแก้ไขได้โดยการเติม
วัสดุปูน อน่ึงต้องตระหนักว่าวัสดุปูนไม่ใช่ป๋ ุยการเติมป๋ ุยน้ันควรทาให้กับ
บ่อปลาทุกแหล่งเพ่ือเพ่มิ ผลผลิต แต่การเติมวัสดุปูนน้ันจาเป็ นเฉพาะกับ
บ่อปลาบางแห่งเท่าน้ัน และทาเพื่อแก้ปัญหาที่เกดิ จากน้ามีความกระด่าง
หรือสภาพด่างตา่ เกนิ ไปจนทาให้ปลาไม่ตอบสนองต่อการเตมิ ป๋ ุย

วิชาเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ีนิดของวสั ดปุ นู ที่ใีใ้ นกำรเล้ียงปลำ

วัสดุปูนที่มีการใช้กนั ในการเพาะเลยี้ งสัตว์น้าในปัจจุบัน สามารถ
แบ่งเป็ นกลุ่มใหญ่ๆ ตามองค์ประกอบหลกั ของเนื้อปนู ได้ 3 กลุ่ม คือ

กลม่ ุ คำรบ์ อเนต กลม่ ุ ไฮดรอกไซด์

กลม่ ุ ออ๊ กไซด์

วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กลม่ ุ คำรบ์ อเนต

ปนู กล่มุ นีร้ ู้จกั กนั ท่ัวไป เรียกว่า ดบิ หินปนู บด หรือ
ปนู เปลือกหอยบด โดยไม่ได้ผ่านกระบวนเผาหรือพรมนา้
ได้แก่

1 ปูนแคลไซท์
2 ปูนมาร์ล
3 ปนู โดโลไมท์

วิชาเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปูนแคลไซท์ หรือ แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3)

ปูนแคลไซท์ ได้จากการนาหินปนู และเปลือกหอยทีม่ ี
CaCO3 เป็ นองค์ประกอบหลกั มาบดให้ละเอยี ด โดยทว่ั ไปปูน
กล่มุ นีจ้ ะมีเปอร์เซ็นต์ คาร์บอเนตอย่ใู นช่วง 75 – 99 เปอร์เซ็นต์
ขนึ้ อยู่กบั แหล่งทน่ี ามาผลติ

วิชาเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปูนมาร์ล ( Marl )

ปูนมาร์ลเป็ นปูนท่ีมีองค์ประกอบของ CaCO3 กับพวก
แร่ดินเหนียวและอินทรีย์สารผสม ปะปนกันอยู่ ทาให้จับตัว
เป็ นก้อนได้ง่าย เมื่อได้รับความชื้น ปูนชนิดนี้จะมีความ
บริสุทธ์ิของ CaCO3 ในเปอร์เซ็นต์ท่ีต่ากว่าปูนแคลไซท์ ท้ังนี้
ขนึ้ อยู่กบั ว่ามีปริมาณดินเหนียวและอนิ ทรีย์สารปะปนอยู่มาก
น้อยเพยี งไร ถ้ามีผสมอย่มู ากเปอร์เซ็นต์ของ CaCO3 กจ็ ะตา่

วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ปูนโดโลไมท์ (CaMg(CO3)2)

ปนู โดโลไมท์เป็ นปนู ท่ีได้จากนาหินที่มอี งค์ประกอบของ
(CaMg(CO3)2) มาบดละเอียด สาหรับปูนกลุ่มนีเ้ ม่ือใส่ในน้า
จะให้ธาตุแมกนีเซียม (Mg2+) ซึ่งธาตุชนิดนีแ้ พลงก์ตอนพืช
ในน้าสามารถนาไปใช้ประโยชน์ ในการดารงชีวิตได้ ดังน้ันใน
กรณีที่น้าในบ่อใส การใช้ปูนโดโลไมท์จะมีผลช่วยเสริมใน
การทาสีนา้ ได้

วชิ าเทคนิคการเลย้ี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

คุณสมบัตขิ องปูนกลุ่มคาร์บอเนต

1. เป็ นปูนที่มาจากแหล่งธรรมชาติ แล้วนามาบดโดยไม่ผ่าน
กระบวนการเผาด้วยความร้อน

2. จะปรับค่าพเี อชให้เพมิ่ ขนึ้ ช้า ๆ จึงทาให้ค่าพเี อชคงอย่ไู ด้นาน
3. ช่วยเพมิ่ ค่าคาร์บอเนตอลั คาไลนิตขี้ องนา้ ได้อย่างดี
4. เม่ือสัมผสั กบั นา้ แล้วไปเกดิ ความร้อนหรือไม่ทาให้อณุ หภูมขิ อง

นา้ เพม่ิ สูงขนึ้
5. มคี วามปลอดภัยต่อสัตว์น้า
6. เมื่อสัมผสั กบั น้าแล้วไม่ออกฤทธ์ิกดั ผวิ หนัง จึงมคี วามปลอดภัย

ต่อผ้ใู ช้
7. เม่ือได้รับความชื้นจะจบั ตวั เป็ นก้อนได้ง่ายโดยเฉพาะปนู มาร์ล

วิชาเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กลม่ ุ ออ๊ กไซด์

กลุ่มอ๊อกไซด์หรืออาจเรียกว่า ปูนเผา ( burn lime หรือ quick
lime ) ปูนกลุ่มนี้ได้แก่ แคลเซียมออกไซด์ (CaO) และแมกนีเซียม
ออกไซด์ (MgO) ซ่ึงได้จากการนาหินปูนคาร์บอเนตหรือเปลือก
หอยมาเผาท่ีอุณหภูมิสูงประมาณ 600 – 900 องศาเซลเซียส แล้ว
นามาบดให้ได้ขนาดตามต้องการ

วิชาเทคนิคการเล้ียงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

คณุ สมบตั ิของปนู กลม่ ุ ออ๊ กไซด์

1. จะทาให้ค่าพเี อชเพมิ่ ขนึ้ อย่างรวดเร็วทสี่ ุดเหมาะสมท่ี
จะใช้แก้ปัญหาดนิ เป็ นกรดมากทีส่ ุด

2. มผี ลต่อค่าคาร์บอเนตอลั คาไลนิตี้
3. เม่ือสัมผสั กบั น้าจะเกดิ ความร้อน ทาให้อณุ หภูมิของ
นา้ เพมิ่ สูงขนึ้
4. เม่ือสัมผสั กบั นา้ จะมฤี ทธ์ิกดั ผวิ หนัง จงึ ต้องใช้ด้วย
ความระมัดระวงั
5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จับตวั เป็ นก้อน เน่ืองจาก
ผ่านกระบวนการให้ความร้อนสูง ซึ่งเป็ นการทาลายโครงสร้างให้
มีขนาดอนุภาคเลก็ ลง

วิชาเทคนคิ การเลยี้ งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

กลม่ ุ ไฮดรอกไซด์

ปูนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเรียกรวม ๆ ว่า "ปูนขาว" ( Slaked lime )
ซ่ึงได้แก่ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ( Ca(OH)2 ) และแมกนีเซียมไฮดรอก
ไซด์ ( Mg(OH2) ) ได้จากการนาหินปูนคาร์บอเนต หรือเปลือกหอยที่
มีองค์ประกอบของคาร์บอเนตเป็ นหลักมาเผาที่อุณหภูมิสูง แล้วพรม
ด้วยน้าให้ชุ่ม ปูนจะแตกร่วนออกมาเอง ทาให้ประหยัดค่าบดและได้
นา้ หนักเพม่ิ ขนึ้

ปนู ออ๊ กไซด์ + น้ำ = ปนู ไฮดรอกไซด์

คณุ สมบตั ิของปนู ไฮดรอกไซด์

1. จะทาให้ค่าพเี อชเพมิ่ ขนึ้ อย่างรวดเร็วกว่าพวกคาร์บอเนต
แต่น้อยกว่าปูนพวกอ๊อกไซด์

2. มีผลต่อค่าคาร์บอเนตอลั คาไลนิตนี้ ้อยกว่า
3. เมื่อสัมผสั กบั น้าจะเกดิ ความร้อน ทาให้อณุ หภูมิของน้าเพม่ิ

สูงขนึ้
4. เมื่อสัมผสั กบั น้าจะมีฤทธ์ิกดั ผวิ หนัง จึงควรใช้ด้วยความ

ระมัดระวงั
5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จบั ตัวกนั เป็ นก้อน

วชิ าเทคนิคการเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ควำมสำมำรถในกำรทำลำยกรด

ปู น ทุ ก ช นิ ด มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ท า ล า ย ก ร ด ไ ด้
เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการทาลายกรดต่อหน่วยน้าหนัก
ของปูนบริสุทธ์ิของหินปูนบดหรือปูนมาร์ล : โดโลไมท์ : ปูนขาว
: ปูนดิบ จะเท่ากบั 1 : 1.1 : 1.4 : 1.8 แต่โดยทั่วไปปูนจะไม่
บริสุทธ์ิมีส่ิงเจือปนอยู่จานวนหน่ึง การวัดความสามารถในการ
ทาลายกรดจะต้องทาการวิเคราะห์โดยใช้การทาปฏิกิริยากับกรด
โดยตรง

วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ผลของกำรใีว้ สั ดปุ นู ต่อคณุ ภำพน้ำในบ่อเล้ียงปลำ

เมื่อใส่ปูนลงไปในบ่อเลยี้ งปลาปนู จะละลายและแตก ซึ่งผลท่ี
ได้จากการละลายและแตกตัวของปูนจะได้แคลเซียม และแมกนีเซียม
ซึ่งไปเพม่ิ ความกระด้างให้แก่น้า และไฮดรอกไซด์ซ่ึงไปเพ่ิมความเป็ น
ด่างให้แก่น้าและจะทาให้พเี อชของนา้ เพม่ิ ขนึ้

ในกรณีปนู ขาวและปูนดบิ จะได้เพยี งแคลเซียม ซ่ึงไปเพม่ิ
ความกระด้างของนา้ แต่ถ้าเป็ นโดโลไมท์ มาร์หรือหินปูนปฏิกริ ิยาที่
สมบูรณ์จะให้แคลเซียมหรือแคลเซียมและแมกนีเซียมซ่ึงจะเพมิ่ ความ
กระด้างต่อน้าและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

อย่างไรก็ตามการใส่ ปูนมักจะใส่ ในปริมาณท่ีมากกว่าปริมาณท่ี
จะต้องใช้ในการทาลายกรดเพราะฉะน้ันปูนส่วนทีเ่ หลือจะไปเพม่ิ ความเป็ น
ด่างแก่นา้

ถ้าในบ่อมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในน้า ซึ่งโดยปกติแล้วบ่อเลีย้ ง
สัตว์น้ามักจะมีการสะสมและมีการเน่าสลายของอินทรีย์ทาให้ มีการผลิต
คาร์ บอนไซด์ออกสู่น้าอย่างต่อเน่ือง รวมท้ังสัตว์น้าก็จะมีการปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการหายใจออกสู่น้าในปริมาณสูงในกรณเี ช่นนี้
ปูนจะทาปฏิกิริยาโดยตรงกบั คาร์บอนไดออกไซด์ผลที่ได้จากการใส่ปูนลง
ไปในบ่ อลงไปในบ่ อท่ีมีคาร์ บอนไดออกไซด์ อยู่ในน้าจะทาให้ ได้
สารประกอบไบคาร์ บอเนตของแคลเซี ยมและแมกนีเซี ยม ซ่ึ ง
สารประกอบไบคาร์บอเนตที่เกดิ ขึน้ จะมคี วามสามารถในการละลายน้าได้ดี
และจะแตกตัวให้ไบคาร์บอเนตไปเพม่ิ ความเป็ นด่างของนา้ ได้ดกี ว่า

วิชาเทคนคิ การเล้ยี งปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005

ในกรณีนีจ้ ะเห็นได้ว่า ความเป็ นด่างส่วนหนึ่งที่เพม่ิ ขนึ้ จะ
มาจากคาร์บอนไดออกไซด์ทเ่ี ข้าไปรวมตวั กบั ปูน จงึ เกดิ ผลต่อ
คุณภาพน้าหลายประการ ดงั ต่อไปนี้

1. ลดหรือกาจัดคาร์บอนไดออกไซด์ในน้า โดยทาปฏิกริ ิยา
เปลย่ี นรูปอยู่ในรูปของไบคาร์บอเนต

2. เพมิ่ พเี อชของน้า
3. เพมิ่ ความกระด้างของน้า
4. เพมิ่ ความเป็ นด่างของนา้ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ความเป็ น

ด่างในรูปไบคาร์บอเนต

วชิ าเทคนคิ การเลี้ยงปลา (Fish Culture Techniques) 30601–2005


Click to View FlipBook Version