กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 101 | สมาคมกวีร่วมสมัย อ�ำนาจเงิน ร้ายยิ่งกว่าอสรพิษพิษร้ายกาจ ร้ายยิ่งกว่าอสนีบาตที่ฟาดใส่ ร้ายยิ่งกว่าจอมมารผลาญพร่าใจ ร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกันตร์ แม้เหล็กกล้าที่ว่าแข็งยังง้างออก ตราชั่งบอกความเที่ยงยังเอียงหัน พี่น้องยังตัดเป็นตายสายสัมพันธ์ คนยังฝันชมชอบจะกอบโกย เป็นบ่อเกิดความแตกต่างทางเหตุผล ที่ยากจนยังไส้กิ่วและหิวโหย เศรษฐีกลัวก�ำไรพร่องร้องโอดโอย เจ้าสัวโปรยเศษสตางค์แล้วนั่งรอ โลภและหลงยังคงอยู่คู่สิ่งนี้ แม้ศักดิ์ศรียังขายทิ้งง่ายจริงหนอ คนรวยใครก็คบหาแม้บ้าบอ แย่งสอพลอเพราะเป็นทาสอ�ำนาจเงิน หยี ย่ามแดง
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 102 | สมาคมกวีร่วมสมัย แจ่มจิตใจ ถ้อยเชลงเพ่งพิศพินิจใฝ่ แจ่มจิตในพักตร์พริ้มปริ่มสุขศรี เจิดจรัสประภัสสรกลอนกวี ผ่องโสภีรุจิเลขเฉกปัญญา หวังเนืองนิจพิศสมภิรมย์เหลือ อาบโอบเอื้อสร้างสรรค์ที่ฟันฝ่า ปรับประยุกต์สุขอย่างมิสร่างซา ท่ามคืนวันและเวลาน�ำพาใจ เฝ้าตรองตรึกระลึกรู้สู่สติ สมาธิมุ่งมั่นมิหวั่นไหว จัดระบบขบพินิจคิดความไป จะพิลาสเลิศล้นใดสุขให้เป็น เพียงกระจ่างทางไสววิไลศรี ธรรมความดีตระหนักประจักษ์เห็น เสาะแสวงแห่งความจริงมิ่งประเด็น จิตแจ่มได้ไม่ล�ำเค็ญนั้นเป็นพอ หนุ่มแท็กซี่
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 103 | สมาคมกวีร่วมสมัย มงคล ตะกรุดโทนทองค�ำท�ำน้อยนัก กาฝากรักกาหลงผงมวลสาร ไม้แกะสากศิวลึงค์ตรึงบาดาล พลายกุมารรักยมผสมกัน แหวนพิรอดสอดเป็นปากนาคราช เสริมอ�ำนาจวาสนาพาสุขสันต์ เขากระจงเขี้ยวเสือกลวงเขี้ยวหมูตัน ผ้าลงยันต์หอยเบี้ยแก้สาลิกา งาช้างแกะแพะเต่าตัวเสือสิงห์ พราหมณ์ชูชกนกลิงมหิงสา หุงน�้ำมันขันน�้ำมนต์สุคนธา เสกคาถาคล้องประค�ำกอปรกรรมดี นี่แน่ะ..!อุบาสิกาอุบาสก ที่เห็นตู้พระไตรปิฎกช่วยยกหนี แล้วยกตู้บริจาคฝากแทนที ประชาชีเขาจะมาหามงคล มหาอุตม์
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 104 | สมาคมกวีร่วมสมัย อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เต่าเรียกใช้ให้งูหาซื้ออาหาร งูตอบท่านดูฉันนี้ไม่มีขา ต้องเลื้อยลดคดเคี้ยวเลี้ยวไปมา เสียเวลาใช้ฉันไม่ทันใจ จึงใช้กบตัวเก่งเร่งรีบหา เจ้ามีขาเดินเร็วมิเหลวไหล กบจึงขานท่านเห็นฉันเป็นไร ถ้าฉันไปได้โปรดอย่าโกรธกัน ต้องกระโดดกระโดกกระเดกก้นกระดก อาหารหกตกหายอย่าหุนหัน ท่านจงดูผู้อื่นขอยืนยัน ส่วนตัวฉันประพฤติธรรมจ�ำศีลรอ กิ้งกือเก่าเท้าเพียบเดินเรียบร้อย เฝ้ารอคอยไม่ต้องใช้ได้ร้องขอ รีบอาสาเจ้านายหมายสอพลอ อย่าไปง้อพวกหลบเลี่ยงคอยเกี่ยงงาน
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 105 | สมาคมกวีร่วมสมัย เสียเวลารอคอยหน่อยท่านเต่า ฉันต้องสวมรองเท้าไปถิ่นฐาน ต้องร้อยเชือกเลือกรองเท้าที่เก่ากาล เรื่องนี้เห็นเป็นนิทานเนิ่นนานเนา จะเรียกขานวานใช้ให้ใครช่วย จงขี่ม้าก้านกล้วยไปด้วยเขา เลี้ยวซ้ายขวาช้าเร็วทันใจเรา พึ่งใครเล่าไม่เท่าคนพึ่งตนเอง มหาอุตม์
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 106 | สมาคมกวีร่วมสมัย ทะเลใจ กลางทะเลเหว่ว้าฟ้ากว้างใหญ่ สีสวยใสสุดแต่แลหวาดหวั่น คลื่นกระทบกลบทรายสลายพลัน หัวใจมั่นมักเหเซประดัง ทะเลลึกนึกกลัวหัวอกเอ๋ย เผลอลงเลยลาลับกับความหวัง ลอยหรือจมขมขื่นคลื่นซัดบัง กลับถึงฝั่งหรือไม่ใจตรึกตรอง ทุกครั้งหยั่งฝั่งฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดสายดิ่งทิ้งลอยล่อง เพียงความคิดจิตเราเข้าท�ำนอง เริงเหลิงท่องทั่วไปไกลแสนไกล มนชิดา พานิช
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 107 | สมาคมกวีร่วมสมัย จวนจากแล้ว แลช�ำเลืองเบื้องบนกลาดกล่นฟ้า เมฆทาบทาด�ำขลับสลับสี รอบหน้าหลังบังดาวขาวขจี รับราตรีล่วงหลืบมืดคืบคลาน เร่งระบายร่ายเรขปากเสกเป่า ผสมเทาป้ายปนเป็นหม่นด้าน หรืออสูรเสพย์จัณฑ์อันตพาล ขึงแมกม่านซ้อนลายบังสายตา แลช�ำเลืองเบื้องล่างพรางราบลุ่ม มืดปกคลุมมวลไม้ไพรพฤกษา ปราศสรรพสิ่งหิ่งห้อยบินลอยลา ครั้นจันทราลงลับภาพจับจาง เทียนสิ้นไขไส้หดเกือบหมดแสง เปลวหรี่แดงอวยอ่อนจวนค่อนสาง นอกกระต๊อบรอบรั้วมัวเบาบาง เงาเลือนรางฉายทอดตลอดแนว
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 108 | สมาคมกวีร่วมสมัย จะจีรังสังขารนานฟันฝ่า ล่วงชราบั้นปลายหายใจแผ่ว ยื้อสุขสันต์พลันหนีขาดวี่แวว หนาวนอนแซ่วร้อนซมจมจามไอ แลช�ำเลืองเบื้องบนหวังค้นหา ช่องมรรคาขึ้นลงอยู่ตรงไหน คราทิ้งร่างทางสวรรค์สู่ครรไล ตระเตรียมไว้ก่อนควรจวนจากลับ รพีกาญจน์
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 109 | สมาคมกวีร่วมสมัย ฟ้าสางที่สวน ดอกตะแบกแรกบานชูก้านกิ่ง ห่อเหี่ยวทิ้งกลีบม่วงร่วงหล่นลิ่ว ล�ำสล้างว่างเปล่าใบเฉาปลิว รอถึงคิวฤดูดลฝนอีกครา แว่วหรีดหริ่งเรไรระงมพฤกษ์ ยามตกดึกน�้ำค้างพร่างพรมป่า ความเงียบเหงาเจ่าเจือเหลือคณา แสงส่องหล้าฝูงนกผกโผลอย ล้นตลิ่งปิงฝั่งหลั่งไหลเซาะ เลียบแก่งเกาะน�้ำเห็นฟุ้งเป็นฝอย แลสักสนหนทางหว่างดงดอย ยังเฝ้าคอยห่วงหาแสนอาลัย เงยช�ำเลืองเบื้องบนระคนเศร้า ร่างและเงาป่านนี้นอนที่ไหน หรือมัวเดินเพลินกรุงรุ่งเรืองไกล หลงเสียงใสแสงสีนวลนีออน
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 110 | สมาคมกวีร่วมสมัย ลืมรวงทองท้องนาคราเก็บเกี่ยว มือจับเคียวรวบฝัดข้าวมัดฟ่อน เหงื่อไคลเล็ดเสร็จสรรพ์ตะวันรอน เหนื่อยพักผ่อนยอบนั่งไหล่หลังตึง ขอเทวัญจันทร์ดาวทั่วราวฟ้า พบน้องยาบางกอกบอกชายหนึ่ง อยู่ข้างตูบสูบน�้ำเพ้อร�ำพึง คงคิดถึงยิ่งนักรักมิลืม รพีกาญจน์
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 111 | สมาคมกวีร่วมสมัย ปล่อยวาง อันสุขทุกข์ซุกซ่อนสะท้อนจิต ให้พินิจอยู่เนืองเนืองเยื่องถวิล อันสุขทุกข์ซุกซ่อนสะท้อนชีวิน ตราบวายสิ้นเป็นไปให้ค�ำนึง ปล่อยวางได้ปล่อยวางบางขณะ คือพุทธธรรมจ�ำนงทรงสอนถึง ปล่อยวางทุกข์ซุกซ่อนย้อนจิตจึง ปล่อยวางซึ่งกิเลสเหตุหมองมัว แล้วท�ำใจให้ผุดผ่องตรองสติ ระลึกรู้ดูพินิจคิดถ้วนทั่ว มรรคผลชอบขอบเขตเจตจิตตัว มิพันพัวหลงทางผิดจิตชื่นบาน เพื่อด�ำเนินเป็นไปในเป็นอยู่ หนทางสู้ด้วยวิสัยใจประสาน ก่อกรรมดีชี้ทางกระจ่างมาน ทุกทุกด้านสร้างท�ำประจ�ำจินต์ หนุ่มแท็กซี่
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 112 | สมาคมกวีร่วมสมัย คนข้างเคียง ยามเมื่อเธอโศกเศร้าเคล้าความทุกข์ ฉันจะสุขอย่างไรไร้หรรษา ยามเมื่อเธอสิ้นหวังพังลงมา ฉันจะคว้าเธอไว้ไม่ต้องกลัว ยามเมื่อเธอเจ็บปวดรวดร้าวนัก ฉันจะรักษาให้ได้หายทั่ว ยามเมื่อเธอล�ำบากยากจวนตัว ฉันจะมัวเอาแต่มองจ้องหรือไร ยามเมื่อเธอโมโหเตโชโหม ฉันประโลมเธอด้วยน�้ำย�้ำแจ่มใส ยามเมื่อเธอมิเหลือความเชื่อใจ ฉันจะสร้างขึ้นให้ใหม่ในเร็ววัน จึงแต่งกลอนวอนย�้ำล�ำน�ำคิด เผื่อสักนิดจะนึกถึงซึ่งตัวฉัน อยู่ตรงนี้เห็นไหมใกล้ใกล้กัน อย่ามองผันผ่านไปเสียไกลตัว ฤชากร จึงตระกูล
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 113 | สมาคมกวีร่วมสมัย ช่อชบา หนึ่งมาลีคลี่บานตระการช่อ โยกกลีบล้อเริงร่ายสายลมหวน เหล่าภมรอ้อนค�ำถ้อยคร�่ำครวญ ต่างหมายชวนเชยชมดื่มดมดอม ช่างงดงามหวามไหวกลีบใบกิ่ง ต้องลมยิ่งเย้ายวนควรถนอม หมู่แมลงแฝงร่างต่างรายล้อม ร้องเพลงกล่อมกลีบงามยามแกว่งไกว ราวหยาดฟ้ามาลีที่เลอเลิศ ชวนจิตเพริดพบพลันก็หวั่นไหว เบ่งบานคลี่สีเขียวแห่งเรียวใบ กอดก่ายไขว้คลอกิ่งพิงพะนอ ชูเกสรอ้อนฟ้าทาบทาผิว โบกกลีบพลิ้วเพลินหยอกเล่นหลอกล่อ โยกเห่คลื่นผืนใบไสวกอ คอยเคลียคลอเคล้าลมที่ห่มลาน
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 114 | สมาคมกวีร่วมสมัย สีแดงเรื่อเจือขาวราวหมึกแต้ม สองสีแซมชวนชมผสมผสาน พาหลงใหลในความงามตระการ ยามเบ่งบานกลีบบางอย่างท้าทาย คราชื่นชมสมหวังเมื่อครั้งหนึ่ง ยังตราตรึงฤดีมิรู้หาย แม้นกลีบน้อยลอยเลื่อนหล่นเคลื่อนคลาย ตราบสุดท้ายร่วงพรูลงสู่ดิน พรรณี อรุณพูลศิล
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 115 | สมาคมกวีร่วมสมัย บันทึกของคนเดินทาง ใบไม้เก่าเนากาลมานานแล้ว ลมพัดแผ่วร่วงผลอยลอยลิ่วหล่น คนเดินทางสร้างฝันวันเวียนวน ย่อมไม่ทนค�้ำฟ้าล้าแรงโรย วัฏจักรถักชะตามรรคาชีพ บ้างเร่งรีบบ้างรีรอท้อระโหย บุญหนุนค�้ำกรรมบันดาลผ่านทัณฑ์โบย บันทึกโพยพกพา “ตราชั่วดี” หวังโพยเพื่อนตราลักษณ์สลักผล ตลอดชนม์ล้นบุญหนุนส่งศรี เป็นพรล�้ำน�ำคุณหนุนชีวี มงคลมีทวีผลดลเมืองแมน หัตถ์ อหิงสา
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 116 | สมาคมกวีร่วมสมัย พระนครคีรี เสียงจากพลุดอกไม้ยังไหวแว่ว ประกายแก้วโชติช่วงห้วงเวหา มโหรีปี่หวานกังวานมา เฉลิมเกียรติแดนฟ้านครคีรี เพลงวันวานขานขับรับร้องส่ง แว่วเวียนวงสืบสานสถานที่ ดินแดนเพชรเรืองระยิบนามพริบพรี รวมความดีสืบต่อก่อตามกาล ในเขตแคว้นเพชรบุรีมีสินทรัพย์ อเนกนับน�้ำดินถิ่นไพศาล เย็นใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร จากโบราณสานต่อบริบูรณ์ แดนสามวังอลังการปานสวรรค์ เทพรังสรรค์เลิศใต้อาสน์ไอศูรย์ ประทานโชคโภคศรีทวีคูณ เจิดจ�ำรูญสมนามเด็ดเพชรบุรี นงลักษณ์ ทองล้วน
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 117 | สมาคมกวีร่วมสมัย ใครว่าแก่ ตื่นเช้ามาฟ้าแจ้งแรงขับสู้ กินเพื่ออยู่ให้กายหายเศร้าหมอง เปิดเพลงฟังตั้งท่าร่าเริงร้อง ตามท�ำนองจังหวะสะบัดไป โยกขยับนับครั้งระวังหน่อย เต้นค่อยค่อยเข่าขาพาสั่นไหว อายุเราเฒ่าแก่แค่ตามวัย ท�ำอะไรให้สุขสนุกดี โรคทั้งหลายหายลับกลับแข็งแกร่ง มีเรี่ยวแรงร�ำให้ใจเต้นถี่ เริ่มระหว่างร่างกายสบายดี อย่ารอรีรีบเร่งให้เต่งตึง ครูแดง
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 118 | สมาคมกวีร่วมสมัย อรุณร�ำพึง ความยินดีปรีดาอารมณ์รื่น จากการตื่นโลกทัศน์อาจจัดสรร ด้วยอารมณ์แห่งตัวไหวพัวพัน เป็นสามัญชีวิตและจิตใจ ดุจสกุณาตาตื่นรอชื่นเช้า เพียงฟ้าเทารอแจ้งรับแสงใหม่ ราวโลกรอเวลาอาทิตย์อุทัย อันเป็นไปตามธรรมหนุนอ�ำนวย แต่ความคิดติดฐานการปรุงแต่ง อารมณ์แฝงอุปโลกน์ว่าโชคช่วย เคลิ้มว่าบุญทยอยคอยเอออวย เช้าจึงรวยชุ่มชื่นตื่นชีวิต ยังรู้สึกยินดีที่อยู่รอด ยังโอบกอดอัตตาคาดวงจิต ยังเกษมเอมอิ่มปริ่มนิมิต ยังยึดติดครรลองของเพลงพร
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 119 | สมาคมกวีร่วมสมัย จะกล่อมใจใฝ่ฝันทุกวันวี่ ให้ยินดีกับสมมุติมิหยุดหย่อน อาจจะเพิ่มประเด็นเป็นนิวรณ์ ที่ลดทอนดวงทิพย์นิพพานัง ปริญญา อินทร์อุดม
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 120 | สมาคมกวีร่วมสมัย แบ่งปัน “กลอน” บทหนึ่งพึงมีสี่บรรทัด ดังบัญญัติว่า “วรรค” วรรคทั้งสี่ นามของตะละวรรคมักเรียกนี้ ให้เป็นที่ชัดเจนเกณฑ์ประพนธ์ บรรทัดหนึ่งพึงประจักษ์ “วรรคสดับ” บรรทัดสอง “วรรครับ” สิ้นสับสน ควรจักต้องท่องไว้ไร้กังวล ย่อมมีผลให้ส�ำแดงเมื่อ “แต่งกลอน” บรรทัดสามนามทักว่า “วรรครอง” เพื่อสอดคล้องตามนัยในวรรคก่อน บรรทัดสี่นี้ “วรรคส่ง” คงจบตอน บทหนึ่งย้อนให้เห็นเป็นหลักกานท์ ทั้ง “สี่วรรค” จักเชวงควรเคร่งครัด เรื่อง “สัมผัส” ไฉนนั้นพึงบรรหาน ความสัมพันธ์ “ฉันทลักษณ์” หลักพิจารณ์ สมผลงานชูไสวไร้เย้ยเยาะ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 121 | สมาคมกวีร่วมสมัย “วรรคสดับ” รับไว้ได้ทุกเสียง บ้างก็เกี่ยงว่า “สามัญ” นั้นไม่เหมาะ บ้างก็ว่า “สามัญ” นั้นไพเราะ นี้เพียงเพราะชูประเด็นเห็นต่างกัน “วรรครับ” นี้ที่ใช้ไม่กังขา “จัตวาเอกโท” พร้อมโชว์นั่น เว้นสองเสียงเลี่ยงหนี “ตรีสามัญ” ขืนใช้นั้นเหมือนผู้รู้ไม่จริง “วรรครอง” ให้ใช้ “สามัญ” นั้นเป็นหลัก แต่ก็มักอนุโลมจู่โจมกลิ้ง ให้เสียง “ตรี” มีบทบาทมิอาจทิ้ง นอกนั้นสิ่งต้องห้ามพึงข้ามไป ส่วน “วรรคส่ง” คงไว้ในท้ายบท พึงก�ำหนด “สามัญตรี” นี้เงื่อนไข เหมือน “วรรครอง” มองดูรู้ทันใด พึงอย่าให้ “เสียงท้ายวรรค” เพี้ยนหลักเกณฑ์ พระครูกิตติวุฒิคุณ ณรงค์ กิตฺติวุฑฺโฒ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 122 | สมาคมกวีร่วมสมัย ศรัทธา หน้าที่ คุณธรรม ผ่านมาด้วยใจพิสุทธิ์ดุจเพชรแท้ ไม่อ่อนแอแม้เหนื่อยล้าคราสิ้นหวัง ถึงแม้แรงเริ่มถดถอยด้อยพลัง หัวใจสั่งต้องสู้อยู่ต่อไป ครอบครัวนั้นจรรโลงไว้ในความรัก ผูกสมัครหมั่นดูแลและแก้ไข เอื้ออาทรผ่อนหนักเบาอย่างเข้าใจ ด�ำรงไว้ซึ่งความสุขทุกคืนวัน ด้วยดวงจิตสู้อุปสรรคหนักแค่ไหน ผ่านมาได้ด้วยความดีที่สร้างสรรค์ แม้โรคร้ายไม่ย�ำเกรงเพ่งตามทัน ใจมาดมั่นสู้โรคร้ายให้กลายดี ดุจดั่งสูรย์จุดประกายฉายแสงกล้า น�ำทางมาสู่ชุมชนบนวิถี พร้อมอุทิศด้วยศรัทธาบรรดามี ท�ำหน้าที่เต็มพลังสร้างต�ำนาน
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 123 | สมาคมกวีร่วมสมัย แพทย์สตรีไม่อ่อนไหวให้ใครเห็น สิ่งที่เป็นสร้างคุณค่าน่าสืบสาน คุณธรรมและความคิดจิตตระการ บุญบันดาลทุกคนรอดปลอดภัยเทอญ แพทย์หญิง ดร.ภาริน ธนนทวีกุล
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 124 | สมาคมกวีร่วมสมัย กงกรรมกงเกวียน เพียงเศษเสี้ยวเกี่ยวข้องของชีวิต ต้องมาติดร่างแหเกินแก้ไข เปรียบเสมือนแมลงเม่าหลงเข้าไฟ สิ่งที่ได้คือกับดักชนักคา โบราณบอกผาณิตพิชิตมด ถูกก�ำหนดดังแขนงแห่งตัณหา เพชรน�้ำดีตีกะรัตคงอัตรา ย่อมเหนือกว่ากรวดทรายหลายก�ำมือ ยิ้มหวานหวานผ่านใจไร้เดียงสา แต่ทว่าเด่นชัดและสัตย์ชื่อ เมื่อพรากฟืนเหลือฟอนตะกอนคือ ต�ำนานชื่อปถุชนทุกคนไป ลมร้อนซ่อนร้อนฤดูแล้ง ยื่นความแกร่งแรงฝันต่อกันได้ จะด�ำรงคงอยู่คู่ไผท จวบชีวิตหาไม่เมื่อหมดลม ตุ้ม บุญฤทธิ์
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 125 | สมาคมกวีร่วมสมัย วันฟ้างาม เมื่อสร่างโศกโลกเปลี่ยนหมุนเวียนใหม่ ดวงหทัยคลายเจ็บสิ้นเหน็บหนาว สุรีย์พริ้มยิ้มพรายหมายอะคร้าว ส่องเห็นทางทอดยาวให้ก้าวเดิน กึ่งสะบัดปัดร่างธุมางค์ล่อง สลัดหมองจากปรางให้ห่างเหิน กี่ร้ายรุกทุกข์ห้อมพร้อมเผชิญ คงเพลิดเพลินอีกครั้งบนทางเดิม รอฟ้าใสไม่หวั่นสั่นสะทก วลาหกห่างหายแสงฉายเสริม กลิ่นไอฝันฟั่นรอเพื่อต่อเติม อีกครั้งเริ่มรอยย่างอย่างมั่นใจ ปลายอุโมงค์โล่งแจ้งเจิดแสงจ้า สองมือคว้าคล้องเกี่ยวเรียวไถง สองปีกฟ้อนร่อนผินโบยบินไกล เมื่อฟ้าใสสานสร้างหนทางจร
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 126 | สมาคมกวีร่วมสมัย จงสิ้นทุกข์สุขสานสราญเถิด จงพรายเพริศพร่างผุดดุจกาลก่อน จงกล้าแกร่งแรงใจไม่รานรอน จงเริงร่อนร่ายฝันวันฟ้างาม พรรณี อรุณพูลศิล
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 127 | สมาคมกวีร่วมสมัย สลัก ได้ฟังถ้อยร้อยรักสลักบอก เหมือนย�้ำตอกหัวใจให้คลายเหงา ฟังค�ำกลอนอ้อนรักสลักเรา ยังมิเท่าไอรักสลักทรวง ถ้อยร้อยเรียงเพียงรักสลักจิต มันย�้ำติดตรึงใจให้แหนหวง หากร้าวรอนทอนรักสลักลวง ย่อมติดบ่วงห้วงรักสลักจินต์ ทุกถ้อยค�ำตระหนักสลักบอก มันหลอนหลอกดวงใจให้ถวิล คลับคล้ายคนโหยหาน�้ำตาริน ดังด่าวดิ้นสิ้นศักดิ์สลักใจ นิทรา กิติรักษ์
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 128 | สมาคมกวีร่วมสมัย ม่านเมฆหมอกควัน ม่านเมฆหมอกหยอกเอินโอบเนินเขา ลมบางเบาเย้าหยอกจูบดอกเหมย เพียงระรื่นอารมณ์ชิดชมเชย โอ้ใจเอ๋ยต้องกระอักส�ำลักควัน ควันที่กรุ่นขุ่นมัวคลุมทั่วอก ดั่งนรกหมกไหม้ดับไฟฝัน อยากชมหมู่เมฆหมอกหยอกตะวัน ก็ไหวหวั่นควันพิษมาปิดบัง บังยอดภูบังฟ้าบังป่าเขา บังรักเราหมองหม่นไร้มนต์ขลัง บังฤทัยรวยรินสิ้นพลัง บังความหวังสองเรารักร้าวราน ราญรอนรักหักหายให้เหินห่าง จืดและจางร้างรักยากประสาน หวังมวลเมฆหมอกฟ้าดับอาการ ที่พุ่งพล่านผลาญพร่าในอารมณ์
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 129 | สมาคมกวีร่วมสมัย อารมณ์เดือดดาลคลั่งยังปะทุ ร้อนระอุยิ่งนักรักขื่นขม วันนี้เมฆหมอกฟ้าเมื่อมาชม ไม่งามสมเพราะมีไฟเผาไหม้ทรวง ทรวงระโหยโรยราเหนื่อยล้านัก อารมณ์รักสิ้นฤทธิ์ติดบาศบ่วง หลงคารมชมเสน่ห์เล่ห์ค�ำลวง รักเราหน่วงเหมือนมีม่านควันบังใจ เผด็จ บุญหนุน
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 130 | สมาคมกวีร่วมสมัย งาม งามล�้ำน�้ำใจไพสิฐ งามกิจรู้การหมั่นหา งามเข้มคมข�ำงามตา งามแสนโสภาค่าควร งามรีตเรือนสามสี่ งามเอื้ออารีถี่ถ้วน งามศรีงามศักดิ์รักนวล งามล้วนชวนพิศชิดชม งามงอนฟ้อนร�ำงามพริ้ม งามยิ้มแย้มหวามงามสม งามถ้อยร้อยค�ำงามคม งามบ่มด้วยธรรมงามจริง งามรูปพิรามงามพักตร์ งามลักษณ์งามล�้ำงามยิ่ง งามดั่งนางฟ้าน่าอิง งามหญิงสยามงามนัก ภราดร ธิติประเสริฐ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 131 | สมาคมกวีร่วมสมัย อย่างยาง ใบยางร่วงพลิ้วปลิวคลุมหญ้า บอกกาลเวลาว่าเปลี่ยนผัน ฤดูร้อนแล้งแรงตาวัน เคลื่อนพลันผ่านมาเพลานี้ มองยางอย่างนี้มีนัยยะ ผลิผลัดสลัดผละละทุกที่ ถมทับกับผืนพื้นปฐพี ชีวีอย่างยางทางชีวิต ใบยางย่นยุ่ยเปื่อยผุยผง แปรปุ๋ยด�ำรงส่งผลผลิต ชีพชนเอาอย่างยางสักนิด ก่อนจิตละกายวายชีวี ท�ำตนที่ตั้งยังประโยชน์ ไร้โทษเลือกธรรมน�ำวิถี ใบยางแบบอย่างสร้างความดี ร่วงลงกี่ทีดีทุกครั้ง ธีระพล สงขวัญ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 132 | สมาคมกวีร่วมสมัย คติคิดสิทธิชน วัตถุธรรมจ�ำเริญเพลินลาภผล คิดอกุศลดลให้ใจคนเปลี่ยน ใช้ศีลธรรมด�ำริเร่งติเตียน ยังกล้าเกรียนก่อกรรมอย่างย่ามใจ สิ่งแวดล้อมโลกเรายุคเก่าก่อน โบราณสอนรักษาชลาศัย อากาศชื่นจิตชุ่มชอุ่มไพร สัตว์น้อยใหญ่ด�ำรงคงชีวิต ฟ้าเมืองไทยวันนี้สีเทาหม่น หมอกควันปนธุลีคล�้ำด�ำสนิท รถ โรงงานขยะ ล้นต่างพ่นพิษ เติมวิกฤตเพลิงเผาหญ้าป่าทั่วแดน ความเหลื่อมล�้ำด้อยฐานะจะตายก่อน ขอวิงวอนเร่งปลูกป่าอย่าหวงแหน ตั้งสติสัมปทามาทดแทน เลิกดูแคลนคติคิดสิทธิชน ธีระภัทร ประสมสุข
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 133 | สมาคมกวีร่วมสมัย อย่า อยู่ อย่าง อยาก อย่า น้อยใจในต้นทุนหนุนชีวิต อย่า ยึดติดใบบุญทุนวาสนา อย่า ปล่อยผ่านเพียงหวังโลกโชคชะตา อย่า ด้อยค่าอริยทรัพย์นับในตน อยู่ กับลมหายใจใต้แรงฝัน อยู่ กับวันคืนวานผ่านฝึกฝน อยู่ กับร้อนกร่อนหนาวเฝ้าอดทน อยู่ กับวิญญูชนคอยค้นตาม อย่าง ปทุมแตกหน่อก่อในตม อย่าง น่าชมชื่นฉ�่ำไร้ค�ำถาม อย่าง สะอาดหมดจดแสนงดงาม อย่าง นอบน้อมพร้อมความยามบูชา อยาก จะได้ใดใดในโลกนี้ อยาก ค้นพบของดียากที่หา อยาก ภายนอกเป็นเพียงสิ่งอิงหลอกตา อยาก ภายในค้นคว้าหาให้เจอ บุญชัช เมฆแก้ว
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 134 | สมาคมกวีร่วมสมัย ผ้าขี้ริ้ว ฉันคือผ้าขี้ริ้ว ไม่ใช่พลิ้วแพรพรรณอันเลอค่า ภาพลักษณ์ไม่ผ่องผุดสะดุดตา ทั้งยังถูกอุปมาว่าต�่ำตม ทุกทุกวันอยู่เหย้าเฝ้ารับใช้ คราบเก่าใหม่ไม่เคยพลาดสะอาดสม ซึมซับสิ่งรกตาไม่น่าชม ค�ำนิยมจากใครไม่เคยมี มองเห็นชุดผ้าไหมและใยฝ้าย แขวนเรียงรายงามระยับสลับสี อยู่อย่างนั้นนานเนิ่นเกินสามปี รอวันที่จะเฉิดฉายอวดสายตา เมื่อท�ำงานครบก�ำหนดหมดสภาพ ฉันรับทราบไม่มีใครใคร่ถามหา ผู้ต�่ำต้อยถูกขย�ำน�ำออกมา ทิ้งไว้หน้าก�ำแพงแหล่งพักกาย
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 135 | สมาคมกวีร่วมสมัย สรรพสิ่งคงคุณค่าแห่งตัวตน ย่อมน�ำผลหลายหลากมากความหมาย มีหน้าที่ท�ำหน้าที่จนวางวาย ขี้ริ้วร้ายอาจเปลี่ยนแปรเป็นแพรทอง จุลรัตน์ วุฒิวรรณ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 136 | สมาคมกวีร่วมสมัย ครรลองครู ครรลองคน อันครรลองของค่าความเป็นคน ต้องฝึกฝนจนติดเป็นนิสัย ด้วยสมองสองมือและหัวใจ ของผู้ได้มีชื่อว่าคือครู มีปัญญาความรู้คู่ความคิด ชี้ถูกผิดความจริงที่เป็นอยู่ จัดจ�ำแนกแจกแจงแจ้งศิษย์รู้ เป็นทางสู่วิญญูชนคนคิดเป็น มีก�ำลังแรงกายไม่หน่ายกิจ ทั้งชีวิตอุทิศตนจนศิษย์เห็น แม้ล�ำบากยากแค้นแร้นล�ำเค็ญ พร้อมบ�ำเพ็ญเป็นประโยชน์แก่สังคม มีดวงมานแด่มวลชนคนทั้งหลาย พร้อมท้าทายอธรรมค�ำขู่ข่ม อนาคตจักจดจารขานค�ำชม ว่านิยมอุดมการณ์สานเสรี
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 137 | สมาคมกวีร่วมสมัย อันครรลองของค่าความเป็นคน จะมืดมนหรือโชนแสงแห่งศักดิ์ศรี เริ่มจากครูผู้รู้ผิดชอบชั่วดี จะสร้างทางวางวิถีไว้อย่างไร ให้ศิษย์มีชีวิตอิสระ รู้ภาระหน้าที่เพื่อวันใหม่ ร่วมสร้างสรรค์สร้างคนจนก้าวไกล มีหัวใจ "เพื่อมวลชนใช่ตนเอง" ธิติภัทร จรูญชัยกุลเจริญ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 138 | สมาคมกวีร่วมสมัย เกษตรอินทรีย์ เกษตรกรรมน�ำไทยให้เรืองรุ่ง เราหมายมุ่งสร้างไทยแผ่ไพศาล รวมพืชพันธุ์ที่ดีมีมานาน แหล่งอาหารอุดมสมเมืองทอง พัฒนาไม่หยุดยั้งเราตั้งมั่น จะช่วยกันปรับปรุงมุ่งสนอง ฟื้นฟูดินให้ดีดังที่ปอง ลดเคมีพี่น้องต้องปลอดภัย เสียงอ๊บอ๊บกบมาเมื่อหน้าฝน ฟ้าเบื้องบนดลบันดาลประทานให้ ดินอุดมสมบูรณ์เพิ่มพูนชัย รวยทั่วไทยใช้อินทรีย์ดีต่อดิน พืชงอกงามโตไวก�ำไรเพิ่ม ช่วยส่งเสริมให้ลดปลดหนี้สิน รวยความสุขถ้วนหน้าเป็นอาจิณ มีรอยยิ้มทั่วถิ่นแผ่นดินทอง ภูมิพัฒน์ สุขเกษม
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 139 | สมาคมกวีร่วมสมัย บัวบูชา มวลดินโคลนเทือกตมผสมเคล้า ห่อหัวเหง้าก้อนด�ำต�่ำสถุล แปรเมือกเลนเป็นตัวตั้งพลังบุญ คือต้นทุนเกิดก่อต่อชีวิต ยึดรากหยั่งฝังตนจนมิดฝัง แหวกเยื่อบังเป็นหน่อกล้าฟ้าลิขิต เห็นเป็นไหลยวงย่านพ่านทุกทิศ ก้านน้อยนิดเป็นสายพุ่งมุ่งตะวัน นับกระเบียดเหยียดตนจนพ้นผุด ใต้ตมสุดฝังมิดมาปิดกั้น ผ่านวันคืนน�้ำเย็นใต้เพ็ญจันทร์ บ้างมีอันต้องเป็นเหยื่อเพื่อเต่าปลา สุดเงียบเชียบกลับเติบใหญ่ไม่หยุดยั้ง เพื่อสักครั้งเห็นแจ้งแสงอุษา โผล่พ้นน�้ำงามเด่นชื่นเย็นตา บัวบูชาค่าล�้ำจากต�่ำตม สมพล พรุเพ็ชรแก้ว
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 140 | สมาคมกวีร่วมสมัย เส้นสายลายชีวิต ไม้ดอกออกช่อล้อลมโบก แบ่งบานผ่านโตรกของโลกเขียน ลวดลายสายสีที่วาดเวียน ฉวัดเฉวียนปรับเปลี่ยนปรุง ริมกรอบรอบรายระบายฟ้า อุษาส่องแสงแห่งวันรุ่ง โค้งไกลไล้รอถักทอรุ้ง ทั่วทุ่งคุ้งแควเรือแพพาย ภูผาป่าพงด�ำรงเด่น เฉกเช่นชีวินไม่สิ้นสาย เรือนชานบ้านช่องห้องหับคล้าย นิยามความหมายลวดลายนั้น แต้มหมึกลึกล�้ำดื่มด�่ำจิต หวังวาดชีวิตสัมฤทธิ์ฝัน โลกสุขทุกข์เศร้ารู้เท่าทัน ท่องวันทุกวัยดั่งใจปอง
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 141 | สมาคมกวีร่วมสมัย ทุกลมหายใจอาบไออุ่น อวลกรุ่นรู้สึกส�ำนึกผอง รอยหยดรดหยาดวาดครรลอง ดุจร�่ำท�ำนองขับท่องไป ทุกลมหายใจมีไว้แต้ม สุขแซมซ่อนโศกสู่โลกใส แต่งสีที่สรรเสริมวันวัย เติมต่อหัวใจให้ชีวิต เสียงพิณ เตมียสถิต
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 142 | สมาคมกวีร่วมสมัย เสียงใดที่คร�่ำครวญ เสียงรถด่วนหวนหาคราครั้งก่อน ควันความร้อนเคลื่อนขบวนจวนรถไหล เสียงหวูดดังระยะทางยิ่งห่างไกล ดุจดั่งใจพี่จ�ำพรากจรจากนาง ยามได้ยินคราใดใจยิ่งเจ็บ สิ่งที่เก็บหวนกลับทุกสิ่งอย่าง น�้ำตาไหลรินหยดบนรถราง ริมหน้าต่างข้างซ้ายท้ายขบวน ป่านนี้น้องคงควงชายคนใหม่ เสียงรถไฟไร้มนต์ดลให้หวน คงแต่เสียงพี่คะนึงคิดถึงนวล เฝ้าคร�่ำครวญปนเสียงรถโดดเดี่ยวใจ วุฒิกาล เคางาม ครูโรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต จังหวัดปทุมธานี
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 143 | สมาคมกวีร่วมสมัย เสน่ห์แห่งความสงัดสงบ องค์แห่งพระปฏิมางามสง่าศิลป์ เลิศแล้วชนินทร์เหนือโลกสิ้นโศกสุข ปล่อยวางจบสยบจิตพ้นพิษทุกข์ ร้อนร้ายรุกร้าวรานอสูรมารกระท�ำ อยู่สงบสงัดพิพัฒน์ศีลหยุดปีนป่าย เลิกเวียนว่ายว้าวุ่นวนหมุนระส�่ำ ฝึกฝนจิตพิจารณาปัญญาน�ำ หลีกเวรกรรมกดอยากแม้นยากเย็น จับจนนิ่งดิ่งสนิทเพ่งจิตชนะ ข้อธรรมสละเลี่ยงวิบากทึ้งยากเข็ญ ติดมัวเมาเคล้ากรรมทุกข์ล�ำเค็ญ หยุดให้เป็นปลดเปลื้องแค้นเคืองระงับ จิตจักสงบพบสว่างธรรมสร้างสติ ปัญญาผลิผลบุญคอยหนุนขับ ความหมองมัวชั่วร้ายจักสลายวับ ภพชาติดับด้วยสงัดมุ่งวิปัสสนา ใบบัว
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 144 | สมาคมกวีร่วมสมัย จงระวัง PM 2.5 จง ตระหนักรักตนให้พ้นพิษ ระ รานจิตกายใจเป็นไข้ป่วย วัง เวียงใดไม่ว่าคนจนหรือรวย พี หรือผอมย่อมจะม้วยด้วยฤทธิ์มัน เอ็ม สิบหกยกเล็งมาตามองเห็น สอง เนตรเป็นภัยร่ายให้เหหัน จุด อันตรายมากมายเกินกว่านั้น ห้า ผัสสะปะทะกั้นมิได้เลย อย่า ได้เผาล�ำเนาไพรหรือไร่นา นิ่ง นอนใจมิได้หนามาเปิดเผย เฉย เกินไปภัยใกล้ตัวอย่ามัวเคย ละ ไม่เอ่ยถึงขั้นอันตราย เลย ละเว้นระวังทางอากาศ กัน แล้วพลาดอาจท�ำช�้ำใจหาย นะ จะวุ่นโดนฝุ่นจนวุ่นวาย ครับ เจ้านายให้ใส่แมสก์ฝ่าแดดลม ยุทธศักดิ์ ราวินิจ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 145 | สมาคมกวีร่วมสมัย เติมใจ เมื่อดวงใจลัดเลี้ยวออกเที่ยวท่อง กายจึงต้องตบเท้าออกก้าวย�่ำ สะพายเป้ขึ้นหลังจุดหวังน�ำ ตามแสงฉ�่ำดาวฉายไต่ผาภู ชีพจรทักทายสายหมอกหม่น พาดุ่มด้นเดินไปไกลสุดกู่ ปลดภาระชีวิตปิดประตู อาบอณูแดดไล้สูดไอดิน ชมตะวันวาดรุ้งเหนือทุ่งหญ้า ฟังธาราดีดสีคีตศิลป์ นกบรรเลงเพลงกานท์หวานระริน ร�ำเพยกลิ่นดอกไม้ขจายขจร ทุกสิ่งคือของขวัญอนันต์ค่า สรรค์จากฟ้าสมุทรกว้างทางสิงขร มอบให้แก่ทุกชีวิตไม่ลิดรอน ไม่ต้องผ่อนไม่ต้องซื้อแย่งยื้อใคร
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 146 | สมาคมกวีร่วมสมัย คือความงามธรรมชาติวาดวิจิตร โลกนิมิตแก่ผู้อยู่อาศัย คือหยูกยาช่วยพยุงบ�ำรุงใจ คือเปลวไฟจุดฝันดลบันดาล เมื่อดวงใจลัดเลี้ยวออกเที่ยวท่อง ใจก็พองเพิ่มสุขทุกสถาน เขียนบทกลอนฟ้าดินจินตนาการ เติมวิญญาณเติมใจเราให้เต็ม นิทรา นามสมมติ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 147 | สมาคมกวีร่วมสมัย ลุงขอร้อง ถ้าไม่พร้อมจะเปิดเผยตัวตน ก็อย่าเพียรดิ้นรน “ขอเป็นเพื่อน” ไร้ชื่อแซ่หน้าตาก็พร่าเลือน เมื่อยังปิดบิดเบือนเป็นเพื่อนได้ไง ใช้ “นามแฝง” จนไม่รู้ดูลึกลับ จะให้รับเป็นสหายได้ไฉน ไร้ “หน้าตา” ให้เห็นว่าเป็นใคร โปรดเห็นใจเถิดหนอลุงขอร้อง จะเป็นเพื่อนต้องหมายให้เกียรติเพื่อน อย่าบิดเบือนวกวนให้หม่นหมอง เพื่อนมิใช่ “ใครก็ได้” ตามใจจอง แล้วลิ้มลองเล่นเล่นแลเลี้ยวลด “ชื่อจริง” ถึงไม่มีไม่เป็นไร ไม่มีใครรู้จักใครไปทั้งหมด ไม่เปิดชื่อก็ขอหน้ามาแทนทด พอจะได้ปรากฏให้จดจ�ำ
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 148 | สมาคมกวีร่วมสมัย “ไม่มีรูป” ก็ไม่เห็นจะเป็นไร หากกลัวเกรงว่าใครเอาไปข�ำ ก็ขอชื่อขอแซ่มาแนะน�ำ ได้รู้คนรู้ค�ำจดจ�ำไว้ เมื่อไร้ตัวไร้ตนจนลึกลับ จะให้รับเป็นสหายได้ไฉน ไม่รู้จักเป็นเพื่อนกันได้ฉันใด โปรดเห็นใจเถิดหนอลุงขอร้อง รัตนธาดา แก้วพรหม ส�ำนักกวีน้อยเมืองนคร
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 149 | สมาคมกวีร่วมสมัย หนังสือที่หาค่ามิได้ หนังสือคือวิชาปัญญามนุษย์ เลอเลิศสุดจุดสมองคล่องเขียนอ่าน น�ำรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งเชี่ยวชาญ ทุกสายงานประจักษ์อักษรา รู้หนังสือชื่อว่าวิชาสมอง สื่อครรลองผองด้านการศึกษา หนังสือน�ำพลเมืองเรืองปัญญา ล�้ำคุณค่าหลักฐานการผูกพัน หนังสือคือรากฐานการพัฒนา สรรพวิชาพาชนพ้นโมหันธ์ ทุกอักษรสื่อสารกาลกัปกัลป์ ฐานยืนยันยุคสมัยใดเปลี่ยนแปลง
กวีร่วมสมัยใจเดียวกัน | 150 | สมาคมกวีร่วมสมัย รู้หนังสือชื่อว่ารักษาตน อักษรมนต์ภาษาชนกล้าแกร่ง หนังสือเลิศล�้ำกว่าทุกค่าแรง อักษรแพงจนหาค่า*มิได้เลย ฉมณ์คิด แผนสมบูรณ์ *หาค่าบ่มิได้, หาค่ามิได้ ค�ำวิเศษณ์ มีค่ามากจนประมาณไม่ได้. “สร้อยเส้นนี้หาค่ามิได้เพราะเป็นมรดกตกทอด”