The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงร่างการวิจัย3บท+ภาคผนวก นันทวรรณ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Anu Kimoji, 2023-02-19 00:37:28

โครงร่างการวิจัย3บท+ภาคผนวก นันทวรรณ

โครงร่างการวิจัย3บท+ภาคผนวก นันทวรรณ

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง อาหารและสารอาหาร โดยใช้เทคนิค แอทลาส(ATLAS) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นันทวรรณ จันทร์กอง วิจัยในชั้นเรียนเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 รหัสวิชา 104803 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2565


บทคัดย่อ บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญของปัญหา คำถามการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ กรอบแนวคิดในการวิจัย บทที่ 2 การตรวจเอกสาร / การทบทวนวรรณกรรม รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษา (STEM Education) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการสร้างแบบจำลอง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีการวิจัย การเลือกกลุ่มที่ศึกษาในงานวิจัย ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลในงานวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัย บรรณานุกรม


ชื่อเรื่อง ผู้ศึกษาค้นคว้า คำสำคัญ บทคัดย่อ รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง อาหารและสารอาหาร เป็นเรื่องที่ไกล้ตัวผู้เรียน การสอนแบบท่องจำ รวมไปถึงการที่ผู้เรียนไม่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนี้ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวทำให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ำ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้จากการเลือกแบบเจาะจง 1 ห้องเรียน จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสำหรับทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t –test แบบ dependent ดังนั้น การวิจัยในครั้งนี้มี จุดมุ่งหมายเพื่อ1. เพื่อศึกษาการสร้างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอนแบบแอทลาส สำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่องอาหารและสารอาหาร ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียน เรื่องอาหารและสารอาหาร ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิคแอทลาส(ATLAS) ใน การจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 70 มีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05


บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญของปัญหา วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและนับวันจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะ วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งในชีวิตประจําวันและการงานอาชีพต่างๆ วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้(Knowledge based society ) (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2555) ดังนั้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็น รากฐานที่สําคัญที่สุดในการพัฒนาสังคมและประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันกับอารยประเทศ (ประเวศ วะสี, 2544) ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์(Scientificliteracyforall) เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นและสามารถทําให้ทุกคนดํารง ชีวิตประจําวันในสังคมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพจึงเป็นบทบาทสําคัญ ของการให้การศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบเป็นการศึกษาต่อ เนื่องตลอดชีวิต (สถาบันส่งเสริมการ สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2555) วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดย มนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจ ตรวจสอบและทดลองเกี่ยวกับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติและนำผล มาจัดระบบ หลักการ แนวคิดทฤษฎี ดังนั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียน และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุดนั่นคือให้ได้ทั้งกระบวนการเรียนรู้และองค์ความรู้ ตั้งแต่วัยเริ่มแรกก่อนเข้า เรียนและเมื่ออกจากสถานศึกษาไปประกอบอาชีพแล้ว วิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักใน โครงสร้างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และในหลักสูตรอนาคต โดยกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับหลักสูตรอนาคตนี้ได้กำหนดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพและวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ (สสวท) ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 4 ณ โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 จังหวัดอุตรดิตถ์ ข้าพเจ้าได้ สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 6/2 และ 6/3 การจัดกิจกรรมการ สอนได้จัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่ครูมีความกระตือรือร้นที่จะสอน และ นักเรียนมีความ กระตือรือร้นและพอใจที่จะเรียน หรือเรียกว่า แอทลาส(ATLAS) โดยการเรียนหน่วยที่ 1 อาหารและ สารอาหาร ทำการวัดและประเมินผลโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนพบว่านักเรียนทำ แบบทดสอบได้เพียงร้อยละ 50 เนื่องจาก นักเรียนไม่มีความรู้เดิมหรือความรู้พื้นฐานสามารถจำได้แค่ ระยะสั้นและเมื่อจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไปนักเรียนจะไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ได้ทำ


ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ต้องมีการพัฒนานักเรียนอย่างเร่งด่วนพื่อให้ สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาไทยตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และสอดรับกับ แนวทางพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สาระวิทยาศาสตร์ของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ได้เสนอการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในรูปแบบ Active Learning เป็ น ก ระ บ วน ก ารจัด ก ารเรีย น รู้ต าม แ น วคิ ด ก ารสร้างสรรค์ ท างปั ญ ญ า (Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยง ความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มี ครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิด ขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการ เรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2558) ในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนครูส่วนใหญ่นิยมใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Active learning) โดยที่เด็กจะไม่ได้มีหน้าที่แค่นั่งฟังครูเพียงอย่างเดียว การสอน แบบActive learning จะทำให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม หรือ มีปฏิสัมพันธ์ กับเพื่อน ผู้สอน สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง จะสามารถเก็บไว้ในระบบความจําระยะยาว (Long Term Memory) ทำให้ผลการเรียนรู้ความรู้ ความจํา หรือความเข้าใจ ยังคงอยู่ได้ในปริมาณที่มากกว่า มีระยะ ยาวนานกว่าและเด็กสามารถนําไปประยุกต์ใช้สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าหรือ สร้างสรรค์สิ่ง ต่างๆ พัฒนาตนเองเต็มความสามารถ รวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เขาได้มีโอกาสร่วมอภิปราย ให้มีโอกาสฝึก ทักษะการสื่อสาร ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพื่อนํามาปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอน ผู้วิจัยตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียน การสอนโดย เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active learning) จึงนําเทคนิคการสอนแบบแอทลาสมาประยุกต์ใช้ ร่วมกับ Active learning ที่เคยใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนตามปกติ เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเพราะการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ เทคนิคแอทลาส คือการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Active Teaching and Learning Approaches in Science, ATLAS)เป็นเทคนิคการเรียนการสอนที่ครูมีความกระตือรือร้นที่จะสอนและ นักเรียนมีความกระตือรือร้นพอใจที่จะเรียนรู้ สร้างโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และค้นหาความรู้ด้วยตนเอง ในปีที่ผ่านมาครูผู้สอนพบปัญหาในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือเด็กนักเรียนขาด กระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับผลการเรียนรู้อยู่ในระดับพอใช้ วัดได้จาก


ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์เทียบกับเกณฑ์วัดและประเมินผลของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคแอทลาสจะช่วยทำให้เด็ก นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 เกิดกระบวนการคิดและสามารถเกิด กระบวนการเรียนรู้ได้โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้นให้ตัวเด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผ่านเกมส์ กิจกรรม หรือผ่านสื่อต่างๆที่ครูนำมาใช้ ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนน่าเรียนไม่ตึงเครียด และจะทำให้ เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก เกิดเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลที่ดีคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 คำถามการวิจัย 1. การสร้างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอน แบบแอทลาส เรื่องอาหารและสารอาหาร ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะทำได้อย่างไร 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและระดับความพึงพอใจของนักเรียน ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6เป็นอย่างไร เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอน แบบแอทลาส เรื่องอาหารและสารอาหาร วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาการสร้างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับ การสอนแบบแอทลาส สำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่องอาหารและสารอาหาร ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียน เรื่องอาหารและ สารอาหาร ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอนแบบแอท ลาส สำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่องอาหารและสารอาหาร ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2. ทราบผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอนแบบแอทลาส สำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์เรื่องอาหารและสารอาหาร ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6


3. นำผลการวิจัยไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมีความพึงพอใจ ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอนแบบแอทลาส ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากร ประชากรที่ใช้ในการทำวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 72 คน และครูจำนวน 2 คน โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 หมู่ 1 ตำบลท่าปลา อำเภอเมืองท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ 53150 สังกัด สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 2. ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่5 หน่วย การเรียนรู้ที่1 สารอาหารและระบบย่อยอาหาร เรื่อง อาหารและระบบย่อยอาหาร ว 1.2 เ ข้ า ใ จ สมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของ โครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์ และมนุษย์ ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืช ที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 3. ขอบเขตด้านตัวแปร 3.1 ตัวแปรอิสระ คือ รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอนแบบแอทลาส 3.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปี่ ที่ 6 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 และระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนแบบ Active learning ร่วมกับการสอนแบบแอทลาส นิยามศัพท์เฉพาะ 1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 6 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ท่าปลาอนุสรณ์1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแอทลาส (ATLAS) หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (Active Teaching and Learning Approaches in


Science หรือ (ATLAS ) เป็นเทคนิคการเรียนการสอนที่ครูมีความกระตือรือร้นที่จะสอนและนักเรียนมี ความกระตือรือร้นและพอใจที่จะเรียนรู้เทคนิคการเรียนการสอนเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ และให้ ความสำคัญต่อการจัดชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ที่สร้างโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และค้นหาความรู้ด้วยตัว นักเรียนเอง (เจริญศักดิ์ อาจวิชัย, 2553) วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ 1. เทคนิคการอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion Techniques) 2. กิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Active Reading) 3. กิจกรรมการเขียนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Active Writing) 4. เกม (Game) 5. กิจกรรมสถานการณ์จำลอง (Simulation) 6. กิจกรรมบทบาทสมมติ (Role play) 7. การทดลอง (Experiment) 8. กระบวนการสืบค้น (Investigation) 3. ผลสัมฤทธิ์หมายถึง 3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภายหลังการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนแบบแอทลาส 3.2 ค่าคะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรียนรู้ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 72 คน จาก การวัดและประเมินผลภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาหารและสารอาหาร รูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนแบบแอทลาส 4. ระดับผลการเรียนรู้ หมายถึง ระดับผลการเรียนรู้ที่กำหนดตามเกณฑ์วัดและประเมินผลของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2550) ดังนี้ ดีเยี่ยม มีค่าร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 80-100 ดี มีค่าร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 65-79 พอใช้ (ผ่าน) มีค่าร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 50-64 ต้องปรับปรุง(ต่ำกว่าเกณฑ์) มีค่าร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 50


กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้สามารถนำเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้ สภาพปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหา ผลที่เกิด -ผลสัมฤทธิ์ต่ำเนื่องจากนักเรียน ไม่ มี ความ รู้เดิ ม ห รือ ความ รู้ พื้นฐาน ไม่สามารถเชื่อมโยง ความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ได้ - นั ก เรี ย น ไม่ ส า ม า ร ถ เกิ ด กระบวนการคิดกระบวนการ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้แบบแบบ Active learning ร่วมกับเทคนิคแอทลาส - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อาหารและสารอาหาร เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70


บทที่ 2 การตรวจเอกสาร / การทบทวนวรรณกรรม การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง อาหารและสารอาหาร โดยใช้เทคนิค แอทลาส(ATLAS) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในการวิจัยครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ค้นคว้าข้อมูล ทฤษฎีเอกสาร รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรูปแบบต่าง ๆ มีกระบวนการ และความเหมาะสมต่อการนํามาจัดการเรียนการสอนในลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อนำแนวคิดและทฤษฎีมา ปรับใช้ในการศึกษาให้เกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้ 1. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตาม หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.1 เป้าหมายของวิทยาศาสตร์ 1.2 มาตรฐาน ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง 2. แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง 2.1 เทคนิคการอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion Techniques) 2.2 กิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Active Reading) 2.3 กิจกรรมการเขียนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Active Writing) 2.4 เกม (Game) 2.5 กิจกรรมสถานการณ์จําลอง (Simulation) 2.6 กิจกรรมบทบาทสมมติ(Role play) 2.7 การทดลอง (Experiment) 2.8 กระบวนการสืบค้น (Investigation) 3. การเรียนรู้วิทยาศาสตร์กับเทคนิค ATLAS 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 4.3 พฤติกรรมที่ต้องการวัดและประเมิน 4.4 คุณลักษณะของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี


5. ความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึ่งพอใจ 5.2 แนวคิดและทฤษีที่เกี่ยวกับความพึ่งพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


1. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ให้ มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับกลุ่มสาระ การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียน เป็นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถ นำความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้โดยจัดเรียงลำดับความยากง่าย ของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่ สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูล หลากหลายและ ประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ 1.1 เป้าหมายของวิทยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ทั้ง กระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลที่ได้มาจัดระบบเป็น หลักการ แนวคิด และองค์ความรู้การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้าหมายที่สำคัญ ดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎีและกฎที่เป็นพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศึกษา วิชาวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี 4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมใน เชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 5. เพื่อนำความรู้ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการ ดำรงชีวิต 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ การจัดการ ทักษะใน การสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ ๗. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ 1.2 มาตรฐาน ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ


มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ ในระบบนิเวศ ความหมาย ของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.1 ป.5/2 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต กับสิ่งไม่มีชีวิต เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต สาระการเรียนรู้แกนกลาง สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีโครงสร้างและลักษณะ ที่เหมาะสมในแต่ละแหล่งที่ อยู่ซึ่งเป็นผลมาจาก การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้ดำรงชีวิตและ อยู่รอดได้ในแต่ละแหล่งที่อยู่ เช่นผักตบชวา มี ช่องอากาศในก้านใบ ช่วยให้ลอยน้ำได้ต้นโกงกาง ที่ขึ้นอยู่ในป่าชายเลนมีรากค้ำจุนทำให้ลำต้น ไม่ล้ม ปลามีครีบ ช่วยในการเคลื่อนที่ในน้ำ 2. แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง นายศรัณยู ศรีสมพร. (2553). 2.1 เทคนิคการอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion Techniques) เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ ที่ส่งเสริม ให้นักเรียนฝึกทักษะการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นความเข้าใจ ทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างเพื่อนนักเรียนในกลุ่มเดียวกันหรือในชั้นเรียน เดียวกัน เป็นการฝึกทักษะการสื่อสาร พัฒนาการทำงานเป็นกลุ่ม พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาความรู้ ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ ด้วยรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ • การอภิปรายกลุ่มย่อย เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญมากกิจกรรมหนึ่งในการศึกษาวิชา วิทยาศาสตร์ ใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนทุก ๆ เนื้อหา มีหลักการในการจัดกิจกรรม ดังนี้สมาชิกในกลุ่ม - กลุ่มละ 3-4 คน (สูงสุดไม่เกิน 6คน) - ครูลดบทบาทการบงการลง ให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกกลุ่มได้ตามสมควร - พยายามจัดกลุ่มแบบสุ่ม โดยอาจใช้วิธีแบ่งกลุ่มจาก อาหารที่นักเรียน ไม่ชอบ รายการทีวีที่ ชอบ เป็นต้น - จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันประมาณครึ่งภาคเรียน การอภิปรายกลุ่มย่อยในเนื้อหาหรือภาระงานที่มีโครงสร้างชัดเจน เป็นตันว่า การลงมือปฏิบัติ การ แก้ปัญหา การตัดสินใจ จะช่วยลดภาระ ของครูในการดำเนินกิจกรรม ในทางตรงกันข้ามการอภิปรายในเนื้อหา ที่ มีโครงสร้างน้อย ต้องการความช่วยเหลือในการอภิปรายจากครูมาก ขึ้น วิธีการหนึ่งที่แสดงถึงการจัดวางโครงสร้าง การอภิปรายที่ดี ได้แก่การอภิปรายกลุ่มย่อยด้วย คำถามที่มีโครงสร้าง(agenda) ดังนี้


ภาพที่ 1 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มย่อย ที่มา : ศรัณยู ศรีสมพร.2553 [7] การอภิปรายกลุ่มย่อยด้วยคำถามที่มีโครงสร้าง เป็นการอภิปรายกลุ่มย่อยตามหัวข้อคำถามที่ครูได้ ออกแบบและ เรียงลำดับไว้อย่างเป็นขั้นตอนจากง่ายไปยาก จากรูปธรรมไปเป็น นามธรรม ในลักษณะของการใช้ คำถามนำเพื่อนำไป สู่การลงข้อสรุป ความรู้ด้วยตนเองของนักเรียน ด้วยการช่วยเหลือจากเพื่อนและกลุ่ม ข้อปฏิบัติสำหรับครูในกิจกรรมการอภิปรายกลุ่มย่อยด้วยคำถามที่มีโครงสร้าง 1. ควรกำหนดให้มีการเลือกประธานกลุ่ม เพื่อดำเนินกิจกรรม การอภิปราย และเลือก เลขานุการกลุ่ม เพื่อทำหน้าที่จดสรุปผล การอภิปราย 2. ควรเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการให้นักเรียนจับคู่ร่วมกันอภิปราย ในประเด็นที่เป็นรูปธรรม ก่อน แล้วจึงสลับคู่กันอภิปรายในประเด็นที่ เป็นนามธรรมต่อไป 3. ในขั้นตอนการอภิปรายร่วมกันทั้งชั้นเรียน ดรูจะเป็นผู้กำหนดให้นักเรียนตอบคำถาม คำตอบของนักเรียนแต่ละคนจะต้องได้รับการตอบรับในเชิงบวก แม้ว่าคำตอบนั้นจะเป็นคำตอบที่ผิด ก็ตาม • กิจกรรมภาพต่อ (Jigsaw method) เป็นกิจกรรมการอภิปรายกลุ่ม ที่ใช้พัฒนาความ รับผิดชอบ ความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเหมาะสำหรับใช้ในการศึกษาเนื้อหาที่มีหลายหัวข้อย่อย หรือทำการทดลอง ที่มีตัวแปรเกี่ยวข้องหลายตัวแปรโดยมีขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม ดังนี้ 1. กำหนดหัวข้อเรื่องที่ต้องการให้นักเรียนศึกษา โดยหัวข้อเรื่องที่ จะศึกษาจะต้องมีหัวข้อย่อย ประมาณ 3-4 หัวข้อ 2. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มแบบคละความสามารถ จำนวน กลุ่มละ 3-4 คน ตามจำนวนหัวข้อ ย่อย เรียกแต่ละคนว่าผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญนี้เรียกว่ากลุ่มบ้าน ในกรณีที่ จำนวน นักเรียนในแต่ละกลุ่มย่อยต่างกับจำนวนนักเรียนในกลุ่มเดิมที่แบ่งไว้ตั้งแต่เริ่มเรียน ให้จัดกลุ่มนักเรียน ใหม่ได้ตามความเหมาะสม


3. แจ้งหัวข้อย่อยต่าง ๆ ให้นักเรียนในกลุ่มบ้านทราบ เพื่อให้นักเรียนทำความตกลงร่วมกัน ว่าใครจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อย่อยใด 4. ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนจะได้รับใบความรู้ หรือใบกิจกรรม ที่จะ นำมาศึกษาร่วมกันกับ ผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อย่อยเดียวกันที่แยกตัว ออกมาจากกลุ่มบ้านกลุ่มอื่น เรียกกลุ่มนักเรียนที่ ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อย่อยเดียวกันว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ถ้าจำนวน นักเรียนในกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญมีหลายคน ควรแบ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ออกเป็นหลาย ๆ กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีจำนวน ประมาณ 35 คน 5. นักเรียนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญร่ามกันศึกษาเนื้อหาหรือทำกิจกรรม ตามที่กำหนดไว้ใบ กิจกรรม ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แล้วจึง นำผลการปฏิบัติงานดังกล่าวกลับมายังกลุ่มบ้าน 6. ในกลุ่มบ้าน นักเรียนจะต้องนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ จากการทำกิจกรรมมา ถ่ายทอดให้เพื่อนในกลุ่มบ้าน โดยผลัดกัน ถ่ายทอดความรู้ที่ละคน 7. เมื่อนักเรียนทุกคนในกลุ่มบ้านผลัดกันถ่ายทอดความ รู้จนครบทุก คนแล้วให้นักเรียนใน กลุ่มบ้านร่วมกันทำกิจกรรมในกลุ่มบ้านที่ ครูมอบหมายเพิ่มเติมให้อีกต่อไป ภาพที่ 2 แผนผังแสดงกิจกรรมภาพต่อ ที่มา : ศรัณยู ศรีสมพร.2553 [10] ข้อดีของกิจกรรมภาพต่อ 1. นักเรียนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันทำงาน ช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน เพื่อให้แน่ใจว่างานที่ได้รับมอบหมาย จะประสบผลสำเร็จ และมีความเข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ จริง เพื่อที่จะ ได้ลามารถนำความรู้และความเชี่ยวชาญกลับไปยังกลุ่มบ้านได้


2. นักเรียนในกลุ่มบ้านจะต้องพึ่งพาและรับฟังข้อแนะนำจาก ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นเพื่อนสมาชิก ภายในกลุ่ม เพื่อที่จะได้ทำงานหรือ กิจกรรมที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มบ้าน ให้ถูกต้อง สมบูรณ์พร้อมที่จะนำเสนอได้ต่อไป ข้อปฏิบัติสำหรับครู 1. ผู้สอนในการจัดกิจกรรมภาพต่อ ควรแบ่งหัวข้อย่อยที่จะศึกษาให้มีปริมาณเนื้อหาใกล้เคียง กัน 2. กิจกรรมที่มอบหมายเพิ่มเติมให้ทำในกลุ่มบ้าน หลังจากกลับจาก กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมา รวมกั น ควรเป็นกิจกรรมที่บูรณาการความรู้จาก ทุกหัวข้อย่อยเข้าด้วยกัน เพื่อให้นักเรียนในกลุ่มบ้าน ร่ ว ม กั น ท ำ กิจกรรมอย่างแท้จริง 3. ขณะ และทำการประเมินความร่วมมือในการทำกิจกรรม ครูควรตรวจสอบ ความสะดวก ร่วมกัน ให้กับนักเรียนทั้งในกลุ่มบ้าน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ทราบว่านักเรียนเข้าใจผิดใน เ รื่ อ ง ใดและมีปัญหาอย่างไร 4. ในกรณีที่แต่ละหัวข้อย่อยมีความยากง่ายแตกต่างกัน ควรแนะนำ ให้นักเรียนเก่งเลือก ศึกษาในหัวข้อที่ยาก แทนการให้นักเรียนเลือก หัวข้อย่อยที่จะศึกษาเอง • การระดมพลังสมอง (Brainstorming) เป็นกิจกรรมการอภิปรายร่วมกันทั้งชั้นเรียน เหมาะสำหรับการนำเข้าสู่ บทเรียนและทบทวนความรู้เดิม ของนักเรียนก่อนเรียน ด้วย การกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกันระดมพลังสมอง ตอบคำถาม ยกตัวอย่าง ชั้นเรียน เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ครูกำหนดออกแบบการทดลอง การวางแผนการทำงาน หรืออภิปรายร่วมกันทั้ง แล้วให้ นักเรียนร่วมกัน เสนอวิธีการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายตัดสินใจเลือกวิธีการใน การแก้ปัญหา เพื่อดำเนินกิจกรรม การเรียนการสอนต่อไป นอกจากนี้กิจกรรมการระดมพลังสมองยังสามารถนำมาใช้ใน ขั้นตอนการอภิปรายหลัง เรียน เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการสรุปความรู้ต้นว่าให้นักเรียนระดมพลังสมองอภิปรายสรุปเนื้อหาที่ได้จากการดูวีดี ทัศน์ร่วมกัน กิจกรรมการระดมพลังสมองจึงเป็นกิจกรรมที่ช่วย กระตุ้นให้นักเรียนฝึกทักษะการสื่อสาร และการ ทำงานเป็นกลุ่ม กระตุ้น ให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อเรื่องที่จะเรียน ตระหนักในปัญหาส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน และรูปสาระสำคัญหลังเรียน นใช้เป็นวิธีการในการ ประเมินกิจกรรมการเรียนการสอนอีก หนึ่งด้วย ข้อปฏิบัติสำหรับครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการระดมพลังสมอง 1. กำหนดหัวข้อและเวลาสำหรับการอภิปรายกลุ่ม


2. ถามความคิดเห็นของนักเรียนแต่ละคน โดยพยายามกระตุ้นให้มีการแสดงความคิดเห็นให้มาก และเร็วที่สุด เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีส่วน ร่วมในกิจกรรมการระดมพลังสมอง 3. จดรายการทุกรายการที่นักเรียนนำเสนอบนกระดาน เพื่อที่ นักเรียนจะได้ไม่เสนอประเด็นที่ ตลกและไม่เข้าเรื่องใด ๆ 4. ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของนักเรียนทุกคน ด้วยการเขียนข้อคิดเห็นของนักเรียนทุกคน บนกระดาน โดยไม่มีการตัดสิน ทันทีว่าผิดหรือถูกอย่างไร เมื่อนักเรียนได้เสนอความคิดเห็นหมดทุกคนแล้ว ครูจึง เริ่มจัดกลุ่มประเด็นต่างๆ ที่นักเรียนนำเสนอที่มีข้อความคล้ายกันอภิปรายแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่าง ๆ ของนักเรียน และในท้ายที่สุด อย่าลืมเน้นย้ำในประเด็นที่เป็นมโนมติสำคัญ • เทคนิคการอภิปรายกลุ่มวิธี Nominal (NGT) เป็นกิจกรรมการอภิปรายกลุ่มที่ใช้สำหรับให้นักเรียนในกลุ่มเดียวกัน หรือทั้งชั้นเรียนทำความตกลงกันใน การตัดสินใจเลือกเนื้อหาหรือ ประเด็นที่ต้องการศึกษา ด้วยวิธีการเรียงลำดับความสำคัญ เช่นตัดสิน ว่าตัวแปรใด เหมาะสมที่ สุดในการสืบค้นหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาที่กำหนดไว้ เป็นวิธีการที่กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการ อภิปรายกลุ่ม เคารพหลักการประชาธิปไตย และประหยัดเวลาในการอภิปราย ข้อปฏิบัติสำหรับครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการอภิปรายกลุ่มวิธี Nominal (NGT) 1. กำหนดประเด็นหรือข้อคำถามให้นักเรียนบันทึกถึงสาเหตุหรือแนวทางในการแก้ปัญหา และทำการลำดับประเด็นที่สำคัญที่สุดไม่น้อย กว่า 5 รายการ 2. เลขานุการกลุ่มเขียนรายการที่ทุกคนเสนอและแจ้งให้ทุกคนทราบ 3. นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มเดียวกัน เลือกประเด็นที่ต้องการศึกษา 5 ประเด็น จากรายการที่ แต่ละคนนำเสนอทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง 4. นักเรียนแต่ลคนลำตับความสำคัญของรายการที่ตนเองเ ด้วยการให้คะแนนประเดินที่สำคัญ ที่สุด 5 คะแนน และประเด็นที่สำคัญน้อยที่สุด 1 คะแนน 5.จัดกลุ่มหรือเรียงลำดับประเด็นที่ต้องการศึกษาใหม่ ด้วยการรวมคะแนนแต่ละรายการ ตามคะแนนที่ได้จากนักเรียนแต่ละคน เพื่อเลือกประเด็นที่สำคัญที่สุดในการศึกษาต่อไป 2.2 กิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Active Reading) กิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้เสมอไม่ ว่าจะใช้แหล่งข้อมูลใด ถ้ามี กระบวนการจัดการที่เหมาะสม เป็นต้นว่า เปลี่ยนวิธีการจากการให้นักเรียนคัดลอกข้อมูลบนกระดานดำ หรือ ข้อมูล บนแผ่นโปร่งใสเป็นใช้กระดานดำหรือแผ่นโปร่งใสในกิจกรรมการระดมสมองหรือ กำหนดประเด็นเพื่อใช้ใน


การอภิปรายทั้งชั้นเรียน เปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดหัวเรื่องในตําราเรียนหรือเอกสารอ้างอิงให้นักเรียนอ่าน เพื่อ เตรียมตัวสอบมาเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนรวบรวมหรือจัดกระทำข้อมูลในประเด็นที่นักเรียนมีความสนใจเป็น รายบุคคลเช่นการสืบค้นข้อมูลเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์หรือจัดทำวารสารเผยแพร่ความรู้ เปลี่ยนแนวทาง การนําเสนอข้อมูลในลักษณะการสรุปข้อความรู้ให้กับนักเรียนในใบความรู้หรือในเอกสารประกอบการเรียนเป็น การนําเสนอข้อมูลที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน และประสบการณ์เดิมของนักเรียนแล้วจัดกิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริม ให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ ที่ได้รับจากการอ่านเพื่อลงสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง การอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้กับกระบวนการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีลักษณะคล้ายกับการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ดัง แผนภาพต่อไปนี้ ภาพที่ 3กระบวนการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ ที่มา : ศรัณยู ศรีสมพร.2553 [15] ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนด้วย กิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ มีลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ (Preparation) เตรียมเอกสาร ใบกิจกรรม ใบความรู้ วัสดุ อุปกรณ์ประกอบการสอน และคู่มือครู


2. ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน (Brief) - ใช้คําถามนําเพื่อทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน - ชี้แจงวิธีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้นักเรียนทราบ 3. ขั้นปฏิบัติกิจกรรม (Action) - แบ่งกลุ่มนักเรียนแบบคละความสามารถ 3.2 แต่ละกลุ่มลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ - ครูคอยอํานวยความสะดวก และให้คำปรึกษาแก่นักเรียนระหว่างเรียน 4. ขั้นสรุปย่อ (Debrief) - นักเรียนแต่ละกลุ่มนําเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน - ครูถามนักเรียนแต่ละกลุ่มในหัวข้อย่อยที่นักเรียนได้รับมอบหมายและแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ของนักเรียน - เน้นย้ำสาระสำคัญของเนื้อหา 5. ขั้นติดตามผล (Follow-up) เนื่องจากกิจกรรมนี้ใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อติดตามความเข้าใจของนักเรียน อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีขั้นติดตามประเมินผล 2.3 กิจกรรมการเขียนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Active Writing) การเขียนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ คือการนำความรู้และความคิดที่สร้างสรรค์ตลอดจนประสบการณ์ ต่าง ๆ ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม ระหว่างเรียน และจากการสืบค้นจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ มาเขียน สื่อสาร ให้ ผู้อื่นเข้าใจ โดยทั่วไปกิจกรรมการเขียนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ มักจะ ใช้ตอนท้ายของการเรียนในหัวข้อหลัก หรือท้ายการเรียนในหัวข้อย่อย ต่าง ๆ ในขั้นตอนการติดตามผล หลังจากการ ลงข้อสรุปความรู้ด้วย กิจกรรม อื่น ๆ แล้ว โดยอาศัยการเขียนในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ • การเขียนบันทึกประจำวัน การเขียนบันทึกประจำวัน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนฝึกทักษะ การสื่อสารด้วยการเขียนบันทึก ทักษะ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการ เรียน สะท้อนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ว่าได้รับความรู้ในเรื่องใด ได้พัฒนา ทักษะ อะไร มีความรู้สึกต่อกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างไร และ ต้องการความช่วยเหลือในด้านใด ทำให้ครูได้รับทราบ ว่านักเรียนมี ความเข้าใจในเรื่องใด และไม่เข้าใจในเรื่องใด กิจกรรมการเรียน การสอนที่ใช้ มีความเหมาะสม หรือไม่ ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร การเขียนบันทึกประจำวันจึงเป็นเครื่องมือสําหรับการประเมินการสอนของครูที่ ดีอีกวิธีหนึ่ง ข้อปฏิบัติสําหรับครูผู้สอนต่อกิจกรรมการเขียนบันทึกประจำวัน 1. ควรอ่านบันทึกประจำวันของนักเรียนทุกคน แต่ไม่ควรให้คะแนน ไม่ควรแก้ไขบันทึกประจำวัน หากพบ ข้อเสนอแนะก็ให้บอกนักเรียนว่า ขอบใจ


2. เมื่ออ่านบันทึกของนักเรียนแล้ว ควรจดบันทึกข้อเสนอแนะที่ สำคัญต่าง ๆ ตลอดจนความเข้าใจที่ คลาดเคลื่อนของนักเรียนและ ปัญหาต่าง ๆ ที่นักเรียนพบและต้องการการแก้ไขปรับปรุง 3. ในกรณีที่มีการวิจารณ์เกี่ยวกับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่าง ๆ ของนักเรียนที่พบในบันทึกประจำวัน ไม่ควรระบุชื่อนักเรียนที่เป็น ผู้เขียนบันทึก แต่ควรพูดวิจารณ์โดยรวม 4. ควรกำหนดหัวข้อ หรือกำหนดขอบข่ายในการเขียนให้นักเรียน อย่างชัดเจน • การเขียนจดหมาย เป็นการฝึกทักษะการสื่อสารด้วยการให้นักเรียนเขียนจดหมายทาง วิทยาศาสตร์เพื่อถ่ายทอดมโนมติ และ ประสบการณ์ที่ได้รับหลังจาก กิจกรรมการเรียนการสอนในหัวข้อต่าง ๆ ให้ผู้อื่นทราบ เป็น การส่งเสริมให้นักเรียน ทบทวนความรู้และพัฒนาความรู้ ความเข้าใจต่อ เนื้อหาที่เรียนให้กว้างขวางมากขึ้นตลอดจนเป็นเครื่องมือสําหรับ การประเมินนักเรียนว่ามีความเข้าใจหรือไม่เข้าใจในเรื่องใด ข้อปฏิบัติสําหรับครูผู้สอนต่อกิจกรรมการเขียนจดหมาย ครูควรกำหนดสถานการณ์การเขียนจดหมายให้เป็นไปตามสภาพจริง เป็นต้นว่ามีการเขียนจดหมาย หรือส่ง e-mail ถามคําถามต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เรียน ไปยังนักเรียน โดยใช้รูปแบบของจดหมาย จริง มี การจ่าหน้าซอง ที่ระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ส่งจดหมาย และชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับจดหมาย ระบุวันที่ในจดหมาย มีคําขึ้นต้น และคําลงท้าย ตาม รูปแบบของจดหมายจริง แล้วให้นักเรียนเขียนตอบจดหมาย หรือ ตอบ e-mail ตามประเด็น คําถามต่าง ๆ ที่ครูกำหนด • การเขียนหนังสือพิมพ์หรือบทความในวารสาร การเขียนบทความในหนังสือพิมพ์หรือบทความในวารสารเป็น การพัฒนาทักษะการสื่อสารที่สัมพันธ์กับ ชีวิตจริง ส่งเสริมการทํางานกลุ่มและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนการเขียนหนังสือพิมพ์หรือบทความในวารสาร เป็นการส่งเสริมกิจกรรมการเขียนที่เลียนแบบวิธีการจริงที่ใช้ในการสื่อสารเผยแพร่ความรู้ ทาง วิทยาศาสตร์ด้วยการให้นักเรียนเขียนถ่ายทอดความรู้ต่างๆที่ทันสมัยและวิทยาการใหม่ๆซึ่งได้รับจากการสืบค้นหา ข้อมูลเพิ่มเติมในเนื้อเรื่องหรือหัวข้อที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียนเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในรูปแบบของ บทความ ในหนังสือพิมพ์หรือบทความในวารสารทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ในรูปแบบของนักเรียนเอง ข้อปฏิบัติสําหรับครูผู้สอนต่อกิจกรรมการเขียนหนังสือพิมพ์ 1. ควรระบุหัวข้อที่เหมาะสมให้กับนักเรียนในการเขียนบทความลง ในหนังสือพิมพ์ เป็นต้นว่า การพบ เทคโนโลยีใหม่ ๆ การประยุกต์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ


สิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบรรยากาศ สถานการณ์ระบาดของโรคติดต่อต่าง ๆ 2. ควรนําบทความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ ที่ปรากฏ ในหนังสือพิมพ์หรือวารสารต่าง ๆ มา เป็นตัวอย่างให้นักเรียนได้ศึกษา วิธีการและรูปแบบในการเขียน แนะนําสิ่งที่ควรจะมีในบทความ และ กำหนด ขอบข่ายในการเขียนให้ชัดเจน เป็นต้นว่า มีสาระ ทันสมัยและ มีสีสัน นําเสนออย่างชัดเจน มีภาพหรือตัวอย่างที่ดี น่าสนใจ อ่านแล้ว เข้าใจง่าย 3. ควรส่งเสริมให้นักเรียนทํางานร่วมกันในลักษณะของ กลุ่มบรรณาธิการ • การเขียนรายงานการสืบค้น การเขียนรายงานการสืบค้น เป็นการส่งเสริมทักษะการเขียนบันทึก รายงานการสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ตามที่ ครูกำหนด แล้วจัดทำเป็นเอกสาร เผยแพร่ความรู้ต่อสาธารณชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการทำแผ่นพับ โปสเตอร์ หรือหนังสือเล่มเล็ก • การเขียนรายงานการทดลอง เป็นการเขียนบันทึกผลการทดลอง การอภิปรายผลการทดลอง ตอบ คําถามท้ายการทดลอง และสรุปผล การทดลอง โดยครูผู้สอนอาจจะ พัฒนานักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ให้นักเรียนเขียนออกแบบ การทดลอง ระบุจุดประสงค์การทดลอง ตลอดจนการระบุตัวแปร ต่าง ๆ ด้วยตนเอง 2.4 เกม(Game) กิจกรรมการเล่นเกม/ปริศนาอักษรไขว้ เป็นกิจกรรมที่เหมาะสม กับการใช้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจของ นักเรียน ภายหลังการสรุป ความรู้แล้ว เพื่อช่วยในการทบทวนความรู้ของนักเรียน ส่งเสริมให้ นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ในเนื้อหามากยิ่งขึ้น มีความสนุกสนาน ในการเรียน หรืออาจนํามาใช้ในการทดสอบความรู้ ความ เข้าใจของ นักเรียนเป็นระยะระหว่างการเรียน และสามารถนํามาใช้ในการประเมิน ความรู้ ความเข้าใจของ นักเรียนหลังเรียนแทนการทําข้อสอบได้ดี ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยเกม 1. ขั้นเตรียมการ (Preperation) - ศึกษาวิธีการเล่นเกม กฎ กติกาในการเล่นเกม เกณฑ์ในการตัดสินและการให้คะแนน - เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการเล่นเกมให้พร้อม 2. ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน (Brief) แนะนําวิธีการเล่นเกม กฎ กติกา และเกณฑ์ในการตัดสินเลือกผู้ชนะในเกม ขั้นตอนนี้เป็น ขั้นตอนที่ จําเป็นมาก หากเกมที่เล่นค่อนข้างซับซ้อน


3. ขั้นปฏิบัติกิจกรรม (Action) - เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เล่นเกมกันอย่างผ่อนคลาย โดยครูควรรับบทบาทเป็นผู้ให้ การสนับสนุน ประสานงาน แทนการกํากับ ควบคุม และสั่งการ - หากมีขั้นตอนใดที่มีปัญหา หรือมีข้อขัดแย้งทางความคิดระหว่างผู้เล่น ครูควรทํา หน้าที่เป็นกรรมการผู้ ตัดสิน - พยายามควบคุมการเล่นเกมให้อยู่ในเวลาที่กําหนด ไม่ควรปล่อยให้นักเรียนเล่นเกม นานเกินไป เพราะ จะเป็นการลดความสนใจของนักเรียน และเสียเวลาเรียนในหัวเรื่องต่อไป 4. ขั้นสรุปย่อ(Debrief) - สรุปความรู้โดยย่อซ้ําอีกครั้งทันที่ที่เล่นเกมเสร็จ - เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อภิปราย แสดงความคิดเห็น ตลอดจนสรุปความรู้ที่ได้รับจาก การเล่นเกม 5. ขั้นติดตามผล (Follow-up) มอบหมายให้นักเรียนทํากิจกรรมการเขียนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ หลังจากการเล่น เกม เช่นการ เขียนจดหมายทางวิทยาศาสตร์ การเขียนหนังสือพิมพ์ 2.5 กิจกรรมสถานการณ์จําลอง (Simulation) เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้การจําลองสถานการณ์ ปรากฏการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางวิทยาศาสต ร์ที่ เป็ น น าม ธรรม ไม่ สาม ารถสาธิต ห รืออ ธิบ าย ให้ นั ก เรียน เข้าใจได้โดยง่าย เหมาะสําหรับการอธิบายเนื้อหาที่เข้าใจยาก ซับซ้อน เป็นนามธรรม เช่นการเปลี่ยนแปลงระดับอนุภาค หรือระดับเซลล์ ตลอดจนใช้ ประเมินความรู้ ความเข้าใจของนักเรียนในเนื้อหาที่เป็นนามธรรม โดย นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทในสถานการณ์จําลองนั้น ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จําลอง 1. ขั้นเตรียมการ (Preperation) - กําหนดหัวเรื่องและบทบาทของนักเรียน - เตรียมวัสดุ อุปกรณ์ เช่นเอกสารแนะนํากิจกรรม บัตรกําหนดบทบาทของผู้ร่วม แสดงสถานการณ์ จําลอง วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนแบบประเมินผลการทํากิจกรรม - เตรียมสถานที่ทํากิจกรรมสถานการณ์จําลอง 2. ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน (Brief) - สนทนาซักถามเพื่อสรุปทบทวนความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะศึกษา - แจ้งให้นักเรียนทราบเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน ความเป็นมา โครงสร้างของ สถานการณ์จําลองและ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการแสดงสถานการณ์จําลอง


- แบ่งบทบาทหน้าที่ในการแสดงสถานการณ์จําลองให้กับนักเรียน แจกบัตรกําหนด บทบาท ป้ายชื่อ และหน้าที่ให้นักเรียนอ่าน - ซักถามความเข้าใจในบทบาทของนักเรียนจนแน่ใจว่านักเรียนเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของ ตนเองอย่างชัดเจน 3. ขั้นปฏิบัติกิจกรรม(Action) - นักเรียนแสดงสถานการณ์จําลองตามบทบาทที่กําหนด - ครูอํานวยความสะดวก และประเมินนักเรียนด้วยวิธีการสังเกตในระหว่างการทํา กิจกรรม สถานการณ์จําลอง 4. ขั้นสรุปย่อ(Debrief) - ครูซักถามนักเรียนว่านักเรียนแสดงเป็นอะไร มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนักเรียนใน สถานการณ์ที่นักเรียนได้แสดง ไป เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพรวมของสถานการณ์จําลองนั้น - ครูสรุปย่อสถานการณ์ที่แสดง สรุปความรู้ความเข้าใจ แก้ไขความเข้าใจที่ คลาดเคลื่อนของนักเรียน - อธิบายแก้ไขความเข้าใจคลาดเคลื่อน ชี้ให้เห็นส่วนที่ไม่ถูกต้องในขั้นตอน การดำเนินกิจกรรม 5. ขั้นติดตามผล(Follow up) ประเมินความรู้ ความเข้าใจของนักเรียนในกิจกรรมสถานการณ์จําลอง และประเมิน ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักการที่ได้รับ ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย เช่น เติมคํา ติดป้าย จัดลำดับ เขียนแผนผัง ทำรายงาน เขียนจดหมาย หนังสือพิมพ์ บทความในวารสาร เป็นต้น 2.6 กิจกรรมบทบาทสมมติ(Role play) เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีการกำหนดบทบาทและ สถานการณ์ที่สมมติขึ้น ให้นักเรียนเข้าสวม บทบาทนั้นแล้วแสดงออก ตามธรรมชาติ โดยอาศัยบุคลิกภาพ ประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ และความรู้สึก นึกคิดของตนเองเป็นหลัก นักเรียนมีอิสระในการแสดง บทบาทที่ได้รับ และเรียนรู้ที่จะควบคุมความรู้สึกและ อารมณ์ของตนเอง กิจกรรมบทบาทสมมติเหมาะสมมากกับการใช้สอนในหัวข้อที่มี การถกเถียงหรือโต้แย้งกัน ในลักษณะที่ คล้ายกันกับการโต้วาที ที่มี การถกเถียงโต้แย้งระหว่างผู้ร่วมโต้วาที ในประเด็นที่กำหนดขึ้น • กิจกรรมเวทีชาวบ้าน เป็นเทคนิคบทบาทสมมติรูปแบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึก แสดงความคิดเห็น หรืออภิปรายมุมมอง ต่าง ๆ ในบทบาทของบุคคลที่ กําหนดให้ คล้ายกับรายการเวทีชาวบ้านทางโทรทัศน์ ที่ผู้ดำเนิน รายการเชิญ ผู้เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น จากความรู้ ประสบการณ์ ของแต่ละบุคคลซึ่งอาจจะมี


แนวคิดที่ต่างกัน 2.7 การทดลอง(Experiment) กิจกรรมการทดลองเป็นกิจกรรมที่มีการกำหนดขั้นตอนเพื่ออธิบายมโนมติหลักการปรากฎการณ์และ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ นําไปสู่การพัฒนาความรู้ฝึกทักษะการใช้เครื่องมือและฝึกทักษะพื้นฐานการทดลองของ นักเรียนเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงจาก การปฏิบัติจริง ใช้เมื่อต้องการตรวจสอบหลักการหรือทฤษฎีทาง วิทยาศาสตร์ ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนด้วยการทดลอง 1. ขั้นเตรียม (Preparation) - เตรียมใบกิจกรรมการทดลองอย่างละเอียด - เตรียมคําถามท้ายการทดลอง - จัดเตรียมอุปกรณ์การทดลองให้ครบสมบูรณ์จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ 2. ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน(Brief) - อธิบายขั้นตอนการทดลองและเน้นย้ำขั้นตอนการทดลองที่ควรระมัดระวัง - อธิบายวิธีการบันทึกผลการทดลอง - แนะนําหรือสาธิตวิธีการใช้เครื่องมือที่นักเรียนไม่เคยใช้ ให้ถูกต้อง - เน้นย้ำในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการทดลอง 3. ขันปฏิบัติกิจกรรม(Action) - นักเรียนทำการทดลองตามลำดับขั้นตอนในใบกิจกรรมการทดลอง - จดบันทึกผลการทดลอง จัดกระทำข้อมูล และเขียนรายงานการทดลอง - ครูคอยดูแล แนะนํา ให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการทดลองแต่ละกลุ่มและช่วยแก้ไขแนะนําเมื่อมี ปัญหา ตลอดจนดูแลให้นักเรียนทำการทดลองอย่างปลอดภัย 4. ขั้นสรุปย่อ(Debrief) - ครูถามคําถามเกี่ยวกับผลการทดลอง เพื่อช่วยให้นักเรียนแปลความและสรุปข้อค้นพบจาก การทดลอง - ครูอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนเข้าใจความคิดรวบยอด หลักการและทฤษฎีให้ ตรงกัน ชี้แจง แนะนําเมื่อพบข้อผิดพลาด และเน้นย้ำประเด็นสำคัญ ๆ ในเรื่องนั้น ๆ 5. ขั้นติดตามผล( Follow-up) ให้นักเรียนทำกิจกรรมการเขียนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้แบบต่าง ๆ เพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจใน ทฤษฎีหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์


2.8 กระบวนการสืบค้น (Investigation) เป็นกิจกรรมสำคัญที่ใช้พัฒนาความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ ของนักเรียน โดยใช้รูปแบบการทํางานของ นักวิทยาศาสตร์เป็น แนวทางในการจัดกิจกรรม เหมาะสําหรับหัวข้อการทดลองที่มี การเปลี่ยนแปลงตัวแปรได้ กระบวนการสืบค้นจึงเป็นการนําทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์มาใช้อย่างเป็นระบบ ได้แก่ การกำหนดตัว แปร การนํา ตัวแปรไปใช้ในการปฏิบัติการทดลอง การตั้งสมมุติฐาน การวางแผน การทดลอง ทำการทดลอง การวัด การบันทึกผล การวิเคราะห์ผล การแปลผล การลงข้อสรุป การประเมินผล และการเผยแพร่ผลงาน สามารถจําแนกกระบวนการสืบค้นได้เป็น 2 แบบ ดังนี้ 1. กระบวนการแบบเปิด (Open Investigation) เป็นรูปแบบ ที่นักเรียนกำหนดตัวแปร ออกแบบการ ทดลอง บันทึกข้อมูล นําเสนอข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ลงข้อสรุป และประเมินผลการสืบค้น ด้วยตนเอง 2. กระบวนการแบบปิด (Close Investigation)เป็นรูปแบบที่ครู ช่วยแนะนําการกำหนดตัวแปร การ ออกแบบการทดลอง และ การวัดผลประเมินผล ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกระบวนการสืบค้น 1. ขั้นเตรียมการ (preparation) - พิจารณาว่าจะใช้การสืบค้นในเรื่องอะไร - ศึกษาว่าเรื่องนั้นมีตัวแปรอะไรบ้าง และตัวแปรที่มีสามารถวัดได้หรือไม่ เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ - เลือกวิธีการในการสืบค้นว่าจะใช้แบบเปิด หรือแบบปิด (Open/Close Investigation) โดยพิจารณา จากลักษณะของเรื่องที่ต้องการศึกษา และระดับความสามารถ ของนักเรียน - เตรียมใบกิจกรรม คําถามสําหรับชี้แนะแนวทางการสืบค้น 1.5 เตรียมอุปกรณ์และสารเคมี ที่ใช้ในการ ทดลอง 2. ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน(Brief) - สร้างหรือกระตุ้นความสนใจด้วยการแสดงตัวอย่างของสถานการณ์ในเรื่องที่จะ ทำการสืบค้น - นํานักเรียนเข้าสู่กระบวนการสืบค้น อาจจะด้วยการให้นักเรียนในห้องเรียนระดม พลังสมองเพื่อให้ได้ตัว แปร หรือให้สมมุติฐานนักเรียนเพื่อทำการทดลอง - แนะนําขั้นตอนของกระบวนการสืบค้น - สาธิตการใช้เครื่องมือหากเป็นเครื่องมือใหม่ หรือที่ซับซ้อนยุ่งยากและบอก ข้อควรระวัง เพื่อความ ปลอดภัยในการทำการทดลอง 3. ขั้นปฏิบัติกิจกรรม(Action) - นักเรียนตอบคําถามในใบกิจกรรม เพื่อวางแผนออกแบบการทดลอง ครูคอย อํานวยความสะดวก - นักเรียนออกแบบการทดลอง และนําแผนการทดลองให้ครูตรวจสอบ ความถูกต้องก่อนทดลอง - นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลอง ครูดูแล ช่วยเหลือ ตรวจสอบความปลอดภัย ของการทํางาน


4. ขั้นสรุป (Debrief) - นําเสนอผลการทดลอง - ครูซักถามเกี่ยวกับการสืบค้นของนักเรียนถามถึงความน่าเชื่อถือของผลการทดลองและข้อสรุปที่ได้จาก กระบวนการสืบค้น - ครูประเด็นสำคัญๆในการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ 5.ขั้นติดตามผล (Follow up) - ทำรายงาน หรือโปสเตอร์ เพื่อสรุปผลของการสืบค้น - ให้นักเรียนคิดถึงการสืบค้นต่อไป ที่สามารถทำได้ด้วยการเสนอแนะตัวแปร อื่นๆเพิ่มเติม 3. การเรียนรู้วิทยาศาสตร์กับเทคนิค ATLAS เจริญศักดิ์ อาจวิชัย. (2553.) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (Active Teaching and Learning Approaches in Science หรือ ATLAS ) เป็นเทคนิคการเรียนการสอนที่ครูมี ความกระตือรือร้น ที่จะสอน และนักเรียนมีความกระตือรือร้นและพอใจที่จะเรียนรู้ เทคนิคการเรียน การสอน เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ และให้ความสำคัญต่อการจัดชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ที่สร้างโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และ ค้นหาความรู้ด้วยตัวนักเรียนเอง นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะในการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการใช้ วิจารณญาณพิจารณาไตร่ตรองมองปัญหาต่าง ๆ เทคนิค ATLAS ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างโอกาสให้นักเรียน ได้รับความรู้ มีความเข้าใจ และพัฒนาทักษะการสืบหาข้อเท็จจริง และการทดลอง รวมทั้งการพัฒนาการสื่อสาร และการนำเสนอความรู้หรือความคิดสู่ผู้อื่นให้เข้าใจได้ เทคนิคการเรียนการสอนดังกล่าวนี้ เน้นที่นักเรียนเป็นผู้ ค้นหาความรู้ แสวงหาคำตอบหรือข้อสงสัย รู้จักใช้วิจารณญาณคิด รู้จักแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้สามารถ แสดงความคิดออกมาเป็นผลงาน และมีการนำเสนอความคิด และผลงานต่าง ๆ 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์ จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัด ให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์ (2547, หน้า 53) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถ ความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ


พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548, หน้า 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549,หน้า 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จ ที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการ สอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้ นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้าน จิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 4.2 การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ การวัดและประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หรือ การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์เป็นการพิจารณาผลที่เกิดจากการวัด การเรียนรู้ในภาพรวม การประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์จึงประกอบด้วย การประเมินความเข้าใจกระบวนการวิทยาศาสตร์ เจตคติวิทยาศาสตร์ ทักษะการใช้ ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานวิทยาศาสตร์ซึ่งความก้าวหน้าด้านต่างๆ ของ ผู้เรียนจะส่งผลต่อจุดประสงค์ของรายวิชา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมาตรฐานการเรียนรู้ที่สถานศึกษากำหนด ไว้ การวัดและประเมินผล ตัวผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงวัดและประเมิน 2 แนวทางคือการวัดและ ประเมินผลตามคู่มือ Taxonomy of educational objectives ของ Bloom และ การประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment) 4.3 พฤติกรรมที่ต้องการวัดและประเมิน 1. ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้มาแล้วเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริง ศัพท์นิยาม มโนทัศน์ ข้อตกลง การจัดประเภท เทคนิควิธีการ หลักการ กฎ ทฤษฎี และ แนวคิดที่สำคัญทางด้าน วิทยาศาสตร์ นักเรียนที่มีความสามารถในด้านนี้ จะแสดงออกโดยสามารถให้คำ จำกัดความหรือนิยาม เล่า เหตุการณ์ จดบันทึก เรียกชื่อ อ่านสัญลักษณ์ และระลึกข้อสรุปได้ การวัด พฤติกรรมด้านความรู้ความจำลักษณะ ของข้อสอบจะถามเกี่ยวกับความรู้ความจำไม่เกินร้อยละยี่สิบของ ข้อสอบทั้งหมด 2. ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย การแปลความ การตีความสร้างข้อสรุป ขยาย ความ นักเรียนมีความสามารถในด้านนี้จะแสดงออกโดยสามารถเปรียบเทียบแสดงความสัมพันธ์


การอธิบายชี้แนะ การจำแนกเข้าหมวดหมู่ ยกตัวอย่าง ให้เหตุผล จับใจความเขียนภาพประกอบ ตัดสิน เลือก แสดงความเห็น อ่าน กราฟแผนภูมิและแผนภาพได้ - พฤติกรรมความเข้าใจ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ความสามารถอธิบายความเข้าใจต่างๆได้ด้วยตนเอง ความสามารถจำแนกหรือระบุความรู้ได้เมื่อปรากฏในรูป สถานการณ์ใหม่ ความสามารถแปลความรู้จากสัญลักษณ์หนึ่งไปสู่อีกสัญลักษณ์หนึ่ง - การวัดพฤติกรรมความเข้าใจ ลักษณะของข้อสอบจะถามให้นักเรียนอธิบายหรือบรรยายความรู้ต่างๆ ด้วยคำพูดของ ตัวหรือให้ระบุข้อเท็จจริง มโนทัศน์ หลักการ กฎ หรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กับสถานการณ์ที่ กำหนดให้หรือให้แปลความหมายสถานการณ์ ที่กำหนดให้ซึ่งอาจอยู่ในรูปของข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ หรือแผนภาพ เป็นต้น 3. ด้านการนำไปใช้เป็นการวัดความสามารถด้านการนำเอาความรู้ความเข้าใจ มาประยุกต์ใช้ หรือ แก้ปัญหาในเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ใหม่ได้อย่างเหมาะสม การเขียนคำถามในระดับนี้อาจเขียน คำถามความ สอดคล้องระหว่างวิชาและการปฏิบัติ ถามให้อธิบาย หลักวิชา ถามให้แก้ปัญหา ถามเหตุผล ของภาคปฏิบัติ 4. ด้านการวิเคราะห์ เป็นการวัดความสามารถในการแยกแยะหรือแจกแจง รายละเอียดของ เรื่องราว ความคิด การปฏิบัติออกเป็นระดับย่อย ๆ โดยอาศัยหลักการหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อค้นพบ ข้อเท็จจริงและ คุณสมบัติบางประการ คำถามระดับการวิเคราะห์ แบ่งออก 3 ประเภท คือ การวิเคราะห์ ความสำคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ 5. ด้านการสังเคราะห์เป็นการวัดความสามารถในการรวบรวมและผสมผสานในด้านรายละเอียด หรือ เรื่องราวปลีกย่อย ของข้อมูลสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ความสามารถดังกล่าวเป็นพื้นฐาน ของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คำถามระดับนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การสังเคราะห์ข้อความ การสังเคราะห์แผนงาน การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ 4.4 คุณลักษณะของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี (สิริพร ทิพย์คง. 2545: 195; พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2545: 135 – 161) 1. ความเที่ยงตรง เป็นแบบทดสอบที่สามารถนำไปวัดในสิ่งที่เราต้องการวัดได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตรง ตามจุดประสงค์ที่ต้องการวัด


2. ความเชื่อมั่น แบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่น คือ สามารถวัดได้คงที่ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ตาม เช่น ถ้านำแบบทดสอบไปวัดกับนักเรียนคนเดิม คะแนนจากการสอบทั้งสองครั้งควรมีความสัมพันธ์กันดี เมื่อ สอบได้คะแนนสูง ในครั้งแรกก็ควรได้คะแนนสูงในการสอบครั้งที่สอง 3. ความเป็นปรนัย เป็นแบบทดสอบที่มีคำถามชัดเจน เฉพาะเจาะจง ความถูกต้องตามหลักวิชา และ เข้าใจตรงกัน เมื่อนักเรียนอ่านคำถามจะเข้าใจตรงกัน ข้อคำถามต้องชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน 4. การถามลึก หมายถึง ไม่ถามเพียงพฤติกรรมขั้นความรู้ความจำ โดยถามตามตำราหรือถาม ตามที่ครูสอน แต่พยายามถามพฤติกรรมขั้นสูงกว่าขั้นความรู้ความจำได้แก่ ความเข้าใจการนำไปใช้ การ วิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า 5. ความยากง่ายพอเหมาะ หมายถึง ข้อสอบที่บอกให้ทราบว่าข้อสอบข้อนั้นมีคนตอบถูกมาก หรือตอบ ถูกน้อย ถ้ามีคนตอบถูกมากข้อสอบข้อนั้นก็ง่ายและถ้ามีคนตอบถูกน้อยข้อสอบข้อนั้นก็ยาก ข้อสอบที่ยากเกิน ความสามารถของนักเรียนจะตอบได้นั้นก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถจำแนก นักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อน ในทางตรงกันข้ามถ้าข้อสอบง่ายเกินไปนักเรียนตอบได้หมด ก็ไม่สามารถ จำแนกได้เช่นกัน ฉะนั้นข้อสอบที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากเกินไปไม่ง่ายเกินไป 6. อำนาจจำแนก หมายถึง แบบทดสอบนี้สามารถแยกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อนโดยสามารถ จำแนก นักเรียนออกเป็นประเภทๆ ได้ทุกระดับอย่างละเอียดตั่งแต่อ่อนสุดจนถึงเก่งสุด 7. ความยุติธรรม คำถามของแบบทดสอบต้องไม่มีช่องทางชี้แนะให้นักเรียนที่ฉลาดใช้ไหวพริบใน การเดา ได้ถูกต้องและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่เกียจคร้านซึ่งดูตำราอย่างคร่าวๆตอบได้ และต้องเป็น แบบทดสอบที่ไม่ ลำเอียงต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี ต้องเป็นแบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงความเชื่อมั่น ความเป็น ปรนัย ถามลึก มีความยากง่ายพอเหมาะ มีค่าอำนาจจำแนก และมีความยุติธรรม 5. ความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึ่งพอใจ อุทัย พรรณสุดใจ (2545) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกรักชอบยินดีเต็มใจ หรือมีเจตคติ ที่ดีของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความพอใจจะเกิดเมื่อได้รับตอบสนองความต้องการ ทั้ง ด้านวัตถุและด้านจิตใจ ความพึงพอใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และทัศนะของบุคคล อัน เนื่องมาจากสิ่งเร้าและสิ่งจูงใจ โดย อาจเป็นไปในเชิงประเมินค่า ว่าความรู้สึกหรือทัศนคติต่อ สิ่งเหล่านั้น เป็นไปในทางลบหรือบวก ราชบัณฑิตสถาน (2546) ได้กล่าวถึง ความหมายของคำว่า ความพึงพอใจ ดังนี้ คำว่า “พึง” เป็น คำกริยาอื่น หมายความว่า ยอมตาม เช่น พึงใจ และคำว่า “พอใจ” หมายถึง สมชอบ ชอบใจ


กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ (2550) ได้กล่าวถึง ความหมายของความพึงพอใจว่า ส่งที่ควรจะเป็นไป ตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็น ความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับอาจจะมากหรือน้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกที่มีต่อ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ก็เมื่อได้สิ่งนั้น สามารถตอบสนองความต้องการ หรือทำให้ บรรลุจุดมุ่งหมายได้ ก็จะเกิดความรู้สึกบวก เป็นความรู้สึกที่พึงพอใจ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งนั้นสร้าง ความรู้สึกผิดหวัง ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบ เป็นความรู้สึกไม่พึงพอใจ Applewhite (1965) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการ ปฏิบัติงาน ซึ่ง รวมไปถึงความพึงพอใจเป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการปฏิบัติงาน ซึ่งรวมไป ถึงความพึงพอใจใน สภาพแวดล้อมทางกายภาพด้วย การมีความสุขที่ทำงานร่วมกับคนอื่นที่เข้ากัน ได้มีทัศนคติที่ดีต่องานด้วย Good (1973) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ หมายถึงสภาพหรือระดับความพึงพอใจที่เป็นผลมา จาก ความสนใจ และเจตคติของบุคคลที่มีต่องาน จากการศึกษาผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความหมายของความพึงพอใจ คือความรู้สึกนึกคิด หรือ ทัศนคติของ บุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่ดี หรือในด้านบวกและด้านลบ ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่ง นั้น สามารถตอบสนองความต้องการแก่บุคคลนั้น 5.2 แนวคิดและทฤษีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีสิ่งจูงใจ (motive) หรือ แรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการที่กดดัน จนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความ ต้องการของตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความต้องการบางอย่างเป็นความต้องการทาง ชีววิทยา(biological) เกิดขึ้นจากสภาวะตึงเครียด เช่น ความหิวกระหายหรือความลำบากบางอย่าง เป็นความ ต้องการทางจิตวิทยา (psychological) เกิดจากความต้องการการยอมรับ (recognition) การยกย่อง (esteem) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่มากพอที่จะจูงใจให้บุคคลกระทำใน ช่วงเวลานั้น ความต้องการกลายเป็นสิ่งจูงใจ เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดความตึงเครียด โดยทฤษฎีที่ ได้รับความนิยมมากที่สุด มี 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของอับราฮัม มาสโลว์ และทฤษฎีของซิกมันด์ ฟรอยด์ 1. ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s theory motivation) อับราฮัม มาสโลว์ (A.H.Maslow) ค้นหาวิธีที่จะอธิบายว่าทำไมคนจึงถูกผลักดันโดยความต้องการ บางอย่าง ณ เวลาหนึ่ง ทำไมคนหนึ่งจึงทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัยของ ตนเองแต่อีกคนหนึ่งกลับทำสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น คำตอบของมาสโลว์ คือ ความ ต้องการของมนุษย์จะถูกเรียงตามลำดับจากสิ่งที่กดดันมากที่สุดไปถึงน้อยที่สุด ทฤษฎีของมาสโลว์ ได้ จัดลำดับความต้องการตามความสำคัญ คือ


- ความต้องการทางกาย (physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐาน คือ อาหาร ที่พัก อากาศ ยา รักษาโรค - ความต้องการความปลอดภัย (safety needs) เป็นความต้องการที่เหนือกว่า ความต้องการเพื่อความอยู่ รอด เป็นความต้องการใน ด้านความปลอดภัยจากอันตราย - ความต้องการทางสังคม (social needs) เป็นการต้องการการยอมรับจากเพื่อน - ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) เป็นความต้องการการยกย่องส่วนตัว ความนับถือ และ สถานะทางสังคม - ความต้องการให้ตนประสบความสำเร็จ (self – actualization needs) เป็นความต้องการสูงสุดของแต่ ละบุคคล ความต้องการทำทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จ บุคคลพยายามที่สร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกก่อนเมื่อความต้องการ นั้นได้รับความพึงพอใจ ความต้องการนั้นก็จะหมดลงและเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลพยายามสร้างความพึงพอใจให้กับ ความต้องการที่สำคัญที่สุดลำดับต่อไป ตัวอย่าง เช่น คนที่อดอยาก (ความต้องการทางกาย) จะไม่สนใจต่องาน ศิลปะชิ้นล่าสุด (ความต้องการสูงสุด) หรือไม่ต้องการยกย่องจากผู้อื่น หรือไม่ต้องการแม้แต่อากาศที่บริสุทธิ์ (ความ ปลอดภัย) แต่เมื่อความต้องการแต่ละขั้นได้รับความพึงพอใจแล้วก็จะมีความต้องการในขั้นลำดับต่อไป 2. ทฤษฎีแรงจูงใจของฟรอยด์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ( S. M. Freud) ตั้งสมมุติฐานว่าบุคคลมักไม่รู้ตัวมากนักว่าพลังทางจิตวิทยามีส่วนช่วย สร้างให้เกิดพฤติกรรม ฟรอยด์พบว่าบุคคลเพิ่มและ ควบคุมสิ่งเร้าหลายอย่าง สิ่งเร้าเหล่านี้อยู่นอกเหนือการ ควบคุมอย่างสิ้นเชิง บุคคลจึงมีความฝัน พูดคำที่ไม่ตั้งใจพูด มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล และมีพฤติกรรมหลอกหลอน หรือเกิดอาการวิตกจริตอย่างมาก ขณะที่ ชาริณี (2535) ได้เสนอทฤษฎีการแสวงหาความพึงพอใจไว้ว่า บุคคลพอใจจะกระทำสิ่งใดๆที่ให้มีความสุข และจะหลีกเลี่ยงไม่กระทำ ในสิ่งที่เขาจะได้รับความทุกข์หรือความยากลำบาก โดยอาจแบ่งประเภทความพอใจ กรณีนี้ได้ 3 ประเภท คือ - ความพอใจด้านจิตวิทยา (psychological hedonism) เป็นทรรศนะของความพึงพอใจว่ามนุษย์โดย ธรรมชาติจะมีความแสวงหา ความสุขส่วนตัวหรือหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ใดๆ - ความพอใจเกี่ยวกับตนเอง (egoistic hedonism) เป็นทรรศนะของความพอใจว่ามนุษย์จะพยายาม แสวงหาความสุขส่วนตัว แต่ไม่จำเป็นว่าการแสวงหาความสุขต้องเป็นธรรมชาติของมนุษย์เสมอไป - ความพอใจเกี่ยวกับจริยธรรม (ethical hedonism) ทรรศนะนี้ถือว่ามนุษย์แสวงหาความสุขเพื่อ ผลประโยชน์ของมวลมนุษย์หรือ สังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ผู้หนึ่งด้วย


6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กัญจน์กมล แนบเนื้อ และคณะ (ม.ป.ป.) นำเทคนิคแอทลาสมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องงานและพลังงาน เพื่อศึกษาว่าการนำเทคนิคแอทลาสมาใช้ เพื่อศึกษาว่านักเรียนที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคนิคแอทลาส จะมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จิต วิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ตามปกติหรือไม่ ในระดับใด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแอทลาส จำนวน 8 แผน 2. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 3ข้อ 3. แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. แบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ ผลการวิจัย 1. หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแอทลาส มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปกติอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .001 2. หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแอทลาส มี คะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3. หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแอทลาส มีคะแนนเฉลี่ยจิตวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .001 สุรางคนา เมฆพัฒน์ และคณะ (ม.ป.ป.) กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย เทคนิคแอทลาสและเกมวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงมุ่งพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคแอทลาส ร่วมกับเกม วิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องดุลยภาพ ของสิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคแอทลาส ร่วมกับเกมวิทยาศาสตร์ 2. แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 3. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัย 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคแอทลาส ร่วมกับเกม วิทยาศาสตร์5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่1 ขั้นเตรียมการผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันเตรียมจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้น


ที่2 ขั้นการกล่าวนำสั้น ผู้สอนกล่าวนำให้ผู้เรียนทำความเข้าใจกับกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ ขั้นที่3 ขั้นการปฏิบัติ ผู้เรียนแต่ละคนได้ลงมือปฏิบัติ ขั้นที่4 ขั้นการสรุป ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจสิ่งที่ได้เรียนรู้ ขั้นที่5 ขั้นกิจกรรมหลัง การปฏิบัติ ผู้เรียนทำกิจกรรมเพื่อทบทวนความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสม ระดับมากที่สุด ( X =4.70,S.D.=0.50) และเมื่อนำไป ทดลองใช้กับกลุ่มทดลอง พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ พัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นเรศวรวิจัย ครั้งที่ 12: วิจัยและนวัตกรรม กับการพัฒนาประเทศ 993 กลุ่มมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ขั้นบูรณาการ เท่ากับ 0.6111 คิดเป็นร้อยละ 61.11 และมีดัชนีประสิทธิผลด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เท่ากับ 0.6612 คิด เป็น ร้อยละ 66.12 2. ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น 2.1 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ พัฒนาขึ้น สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สุริยา คำดี(2560) ได้นำเทคนิคแอทลาสมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 3 เรื่อง คลื่นกล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยชุดกิจกรรม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งดำเนินการทดลองแบบ One – Group Pretest – Posttest ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียน วิทย์-คณิต โรงเรียนศีขรภูมิพิสัย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 234 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 39 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากห้องที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิคแอทลาส (ATLAS) รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 3 เรื่อง คลื่นกล ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 ชุด 2.แบบทดสอบย่อยประจำชุดกิจกรรม 7 ชุด ชุดละ 5 ข้อ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก รวมจำนวน 35 ข้อ 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คลื่นกล แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4.แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยชุดกิจกรรม แบบมาตราประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ 5.สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิคแอทลาส (ATLAS) รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 3 เรื่อง คลื่นกล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มี ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.27/80.85 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย


ชุดกิจกรรม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยชุดกิจกรรม ในระดับ มาก (x-bar = 4.27, S.D. = 0.66) วรเชษฐ์ บุญยง (2554) ได้พัฒนาความเข้าใจเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุในระบบสุริยะของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ชุดกิจกรรมเทคนิคการสอนเชิงรุกที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์(ATLAS) จำนวน 4 แผน รวม 9 ชั่วโมง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 23 คน ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2553 โรงเรียนมัธยมสารพัดวิทยาซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบทดสอบวัดความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุในระบบสุริยะ ผลการวิจัย 1.นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเทคนิคการสอนเชิงรุกที่ส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ATLAS) มีความเข้าใจเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุระบบสุริยะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทาง สถิติที่ระดับ .05 2.นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรายชั้นอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.85 ศิริวรรณ ชาวดร (2551) ได้กล่าวว่า การเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคแอทลาส มี ความสัมพันธ์กันกับทักษะการสื่อสาร ผู้วิจัยจึงเกิดแนวคิดว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยเทคนิคแอทลาส จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร และฝากให้นักเรียน มีความสามารถในการเรียนรู้ทาง วิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงนําชุดกิจกรรมส่งเสริม การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคแอทลาส มา ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม เรื่อง สารเคมีในบ้าน ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 เพื่อศึกษาความสามารถในการสื่อสาร ทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม เรื่อง สารเคมีในบ้าน ของนักเรียน ช่วงชั้นที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย เทคนิคแอทลาส เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ชุดกิจกรรมเทคนิคแอทลาสเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง สารเคมีในบ้าน ซึ่งชุดกิจกรรม ทั้งหมดมี6 ชุดกิจกรรม 2. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ช่วงชั้นที่ 3 เรื่อง สารเคมี ในบ้าน 3. แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ ผลการวิจัย 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมเทคนิคแอทลาสเพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ทาง วิทยาศาสตร์มีค่าคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารเคมีในบ้าน ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน หลังการจัดการเรียนรผู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้


2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมเทคนิคแอทลาสเพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ทาง วิทยาศาสตร์มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง สารเคมีในบ้าน หลังการจัดการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ พวงเพ็ญ อินทร์ประวัติและคณะ (2563) นำเสนอการทำงานกลุ่มของผู้เรียนในชั้นเรียนอย่างมี ประสิทธิภาพ โดย การใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงการเรียนรู้แบบร่วมมือ ชนิดของการ เรียนรู้แบบ ร่วมมือ บทบาทของครูในการใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือในชั้นเรียนและจบลงด้วยตัวอย่างบทเรียนการ เรียน รู้แบบร่วมมือแบบการศึกษาค้นคว้าร่วมกันเป็นกลุ่ม (Group Investigation-GI) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนฝึกฝน การคิดในระดับสูง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รูปแบบการศึกษาค้นคว้าเป็นกลุ่ม (Group Investigation-GI) รายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมปีที่ 3 เรื่อง สัตว์- สัตว์กินอะไรและกินอย่างไร ผลการวิจัยการนำเอาการเรียนรู้ แบบร่วมมือไปใช้ในชั้นเรียนเพื่อให้การทำงานกลุ่ม ของผู้เรียนนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด และการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงได้นั้น ทั้งครูและนักเรียนจะต้องเข้าใจในหลักการสำคัญและต้องมุ่งมั่นที่จะ นำเอาการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไปใช้ให้ประสบผลสำเร็จให้ได้ สุชาติ แสนพิช (2558) ได้เล็งถึงปัญหาคะแนนเฉลี่ยของวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนจำนวน 3 ระดับชั้น มีคะแนนไม่ถึงครึ่งคือ 50 คะแนน ซึ่งข้อเสนอแนะของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติสรุปได้ว่า คะแนนที่ นักเรียนได้ยังไม่น่าพอใจ ซึ่งค่าสถิติพื้นฐานคะแนนสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O-NET) วิชาวิทยาศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2554 (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, 2555) ผลการทดสอบระดับ ประถมศึกษาปีที่ 6 คะแนนเฉลี่ย 40.82 คะแนน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 คะแนนเฉลี่ย 32.19 คะแนน ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 6 คะแนนเฉลี่ย 27.90 คะแนน ดังนั้นผู้ทำการวิจัยจึงมีความต้องการที่จะพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ แบบร่วมมือโดยใช้เกมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการจัดกระบวนการเรียนการสอนวิชา วิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพในวงการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยต่อไป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เกมออนไลน์เพื่อฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2) เกมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4) แบบวัดความพึ่งพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired-Sample T-Test ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เกมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐาน มีองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ขั้นเตรียมการ (Preparation) ขั้นกระบวนการเรียนรู้


(Learning Process) และขั้นการประเมินผล (Evaluation) ประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เกมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพที่ 80.90/81.67 2) คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เกม ออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทาง สถิติที่ .01 3) หลังจากที่ได้เรียนผ่านรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เกมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น นักเรียนกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจในระดับมาก (x = 3.87) สิริวรรณ ใจกระเสน (ม.ป.ป.) จากการสอนวิทยาศาสตร์ในชั้นประถมศึกษาปีที่5 โรงเรียนบ้านหนองบัว จังหวัดลำพูน พบว่า นักเรียนไม่มีความกระตือรือร้นและสนใจในการเรียนเท่าที่ควร ผลการประเมินด้านทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และจากการศึกษารายงานผลการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 ปีการศึกษา2552 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ลำพูน เขต 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจโดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 44.29 เมื่อแยกคะแนนตามสาระที่สอบ ปรากฏผลเป็นคะแนนเฉลี่ยร้อยละ ดังนี้ สาระสิ่งมีชีวิตกับกระบวนการ ดำรงชีวิต 42.86 สาระสารและสมบัติของสาร 40.82 สาระแรงและการเคลื่อนที่ 35.71 สาระพลังงาน 53.57 สาระกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก 54.29 และสาระดาราศาสตร์และอวกาศ 53.57 จากผลการประเมิน ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีผลสมัฤทธิ์เฉลี่ยในแต่ละสาระไม่ถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาสาระแรงและการ เคลื่อนที่ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด จึงสนใจที่จะพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน จาก ความสำคัญของเกมดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำเกมวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ให้เกิดการเรียนรู้มีความสนใจในการ เรียนและเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างมีความสุข มีพัฒนาการด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นต่อไป เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้เกมวิทยาศาสตร์ ผลการวิจัย 1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เกมวิทยาศาสตร์มีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่า ก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 01 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เกมวิทยาศาสตร์มีอัตราพัฒนาการด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระหว่าง เรียนทุกทักษะเพิ่มขึ้น โดยมีอัตราพัฒนาการเฉลี่ย 4.20 คะแนนต่อครั้งจากคะแนนเต็ม 36 คะแนน 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้เกมวิทยาศาสตร์อยู่ใน ระดับมากที่สุด


บทที่ 3 วิธีการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในงานวิจัย ประชากรที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์จำนวน 3 ห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์จำนวน 1 ห้องเรียน การเลือกกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 1 ห้องเรียน ได้จากการสุ่มตัวแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาสในการจัดการเรียนการ สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง อาหารและสารอาหาร ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลักสูตรสถานศึกษา โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา โครงสร้างรายวิชา และคำอธิบาย รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต 1.2 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส จำนวน 5 แผน เรื่องอาหารและสารอาหาร 1.3 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เสนอ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และนํา ผลการประเมินมาวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.4 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส ตามคำแนะนําของผู้เชี่ยวชาญแล้ว จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนําไปใช้เป็นเครื่องมือในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง


1.5 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส อาหารและสารอาหารที่มีคุณภาพเป็นไปตาม เกณฑ์ที่กำหนดไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ 2.1 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพดังนี้ 2.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลักสูตรสถานศึกษา โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา โครงสร้างรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และการหาคุณภาพของแบบทดสอบ 2.1.2 สร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 35 ข้อ 2.1.3 เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา แล้วนําผลการประเมินมาวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง 2.1.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ตามคำแนะนํา ของผู้เชี่ยวชาญ 2.1.5 นําแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการตรวจสอบความ เที่ยงตรงของเนื้อหาและแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนําของผู้เชี่ยวชาญ แล้วไปทดลองใช้ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์1 อำเภอท่าปลา จังหวัด อุตรดิตถ์จำนวน 72 คน 2.1.6 นําแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ มาวิเคราะห์รายข้อเพื่อหา คุณภาพของแบบวัดผลสัมฤทธิ์โดยหาความยากง่าย และค่าอำนาจจําแนกแล้วคัดเลือก ไว้จำนวน 20 ข้อ ไปวิเคราะห์หาความเชื่อมั่น 2.1.7 นําแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยการทดสอบนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ชุดเดียวกัน 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส เรื่อง อาหารและ สารอาหาร มีขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพ 2.2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้ 2.2.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส เรื่อง อาหารและสารอาหาร


2.2.3 นําแบบสอบถามความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส เรื่อง อาหารและสารอาหารเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงของเนื้อหา แล้วนําผลการประเมินมาวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง 2.3.4 ปรับปรุงไขแบบสอบถามความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิค แอทลาสเรื่องวัฏจักรน้ำ ตามคำแนะนําของผู้เชี่ยวชาญ 2.3.5 นําแบบสอบถามความพึงพอใจมาจัดพิมพ์ฉบับสมบูรณ์และนําไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ครูเก็บรวบรวมข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ของปีที่ผ่านมาเพื่อนํามาเปรียบเทียบ กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคนิคแอทลาส 2. การเตรียมความพร้อมของครูโดยครูต้องจัดทำแบบวัดและประเมินผลการเกิดทักษะกระบวนการคิด และเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และจัดทำแบบทดสอบก่อน-หลังเรียน 3. ครูต้องชี้แจงให้นักเรียนทราบว่าจะเรียนเรื่องอะไรและการจัดกิจกรรมมมีขั้นตอนอย่างไรก่อนเริ่มการ จัดการเรียนการสอนโดยใช้แผนที่สอดแทรกเทคนิคแอทลาส 4. ครูเริ่มจัดการเรียนการสอนโดยใช้แผนที่สอดแทรกเทคนิคแอทลาสกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง อาหารและสารอาหาร ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้5 แผน เรื่องอาหารและสารอาหาร 5. เมื่อเริ่มสอนครูให้เด็กทำแบบทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียนครูสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้ของเด็ก แล้วจดบันทึกผลและเมื่อเสร็จสิ้นการสอน ครูให้เด็กนักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนและสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคแอทลาส 6. นําผลคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนไปเปรียบเทียบความแตกต่างโดยนํามา วิเคราะห์ค่าทางสถิติเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์ผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิค แอทลาส เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต


สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิตติพื้นฐาน สูตรคำนวณหาค่าเฉี่ย ̅ ̅= Σx N เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย Σx แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียน สูตรคำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D = √ 2−(∑) 2 (−1) เมื่อ S.D แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนส่วนตัวของนักเรียน N แทน จำนวนนักเรียน ∑ แทน ผลรวม 2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ค่าความเที่ยงตรง โดยสูตรหาค่าความสอดคล้อง IOC IOC = ΣR N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องมีคาอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1 ΣR แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ N แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 3. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนว สะเต็มศึกษา เรื่องผลของมวลต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยใช้การทดสอบค่าที (ttest for Dependent sample)


t = √ 2−2 −1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติทดสอบที D แทน ความแตกต่างระหว่างคู่คะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนคู่ Df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – 1 เกณฑ์การแปลผลข้อมูล กำหนดเกณฑ์การแปรผลค่าเฉลี่ยการตรวจให้คะแนนแบบสอบถามความพึงพอใจ กำหนดคะแนนเป็น มาตรส่วนประมาณค่า ซึ่งกำหนดให้ผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจแต่ละข้อคำถามในระดับหนึ่งเพียงระดับ เดียว โดยเกณฑ์การแปลความหมายของ บุญชม ศรีสะอาด (2545) ดังนี้ ระดับคุณภาพ ช่วงค่าเฉลี่ย มีคุณภาพเหมาะสมมากที่สุด 4.51-5.00 มีคุณภาพเหมาะสมมาก 3.51-4.50 มีคุณภาพเหมาะสมปานกลาง 2.51-3.50 มีคุณภาพเหมาะสมน้อย 1.51-2.50 มีคุณภาพเหมาะสมน้อยที่สุด 1.00-1.50


บรรณานุกรม Restiana และ Djukri. (2021). Effectiveness of learning models for improving science process กกกกกกกskills. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จากhttps://www.researchgate.net/publicca กกกกกกกtion/349499544_Effectiveness_of_learning_models_for_improving_science_process_skill iกกกกกกกs_A_review_study Richard K Coll. (2005). The role of models/and analogies in science education: mplications กกกกกกกfrom research. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก https://www.tandfonline. กกกกกกกcom/doi/abs/10.1080/0950069042000276712 Sri Setiawaty. (2018). Science, Technology, Engineering, and Mathematics (STEM) Learning กกกกกกกon Student’s Science Process Skills and Science Attitudes. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม กกกกกกก2565 [ออนไลน์] จาก https://www.emerald.com/insight/content/doi/10.1108/978-1-78756- กกกกกกก793-1-00036/full/html กมลฉัตร กล่อมอิ่ม. (2559). การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษา สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู. กกกกกกกสืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edu กกกกกกก journal_nu/article/view/70988 กรวิทย์เกื้อคลัง และคณะ. (2561). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา กกกกกกกเรื่อง สภาพสมดุล และสภาพยืดหยุ่น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม กกกกกกก2565 [ออนไลน์] จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/eduthu/article/view/148516 ฐิติวรดา พลเยี่ยม. (2561). สะเต็มศึกษา: ความเข้าใจเบื้องต้นสู่ห้องเรียนบูรณาการ.สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กกกกกกกมีนาคม2565 [ออนไลน์] จากhttps://so02.tcithaijo.org/index.php/edupsru/article/download กกกกกกก/108253/109721/ เพชรรัตน์พูลเพิ่ม และคณะ. (2563). การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลม ฟ้า อากาศ กกกกกกกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กกกกกกกมีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก http://rtunc2020.rtu.ac.th/Production/proceeding/pdf/Oral%2 กกกกกกก0Presentation/Oral4ED/5ED_O26.pdf สุภาวดี สาระวัน. (2562). สะเต็มศึกษากับกระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม กกกกกกก 2565 [ออนไลน์] จาก https://www.scimath.org/article-stem/item/9112-21


สมชาย อุ่นแก้ว. (ม.ป.ป). วิธีการสอนแบบ สะเต็มศึกษา (STEM Education).สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม กกกกกกก2565 [ออนไลน์] จาก http://www.kids.ru.ac.th/document/KM/STEM_by_T.Somchai-unkea กกกกกกก w.pdf ธัญญารัตน์ รัตนหิรัญ. (2563). การจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง กกกกกกกวิทยาศาสตร์และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. กกกกกกกสืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream กกกกกกก/123456789/2734/1/59253404.pdf ปิยวรรณ ทศกาญจน์. (2561). การจดัการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษา เรื่องบ้านพยากรณ์เพื่อส่งเสริม กกกกกกกทักษะการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ชิ้นงานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กกกกกกกมีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edu-rmu/article/view/2 กกกกกกก51569 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท). (2559). สะเต็มศึกษา. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม กกกกกกก2565 [ออนไลน์] จาก http://www.fth1.com/uppic/46100817/news/46100817_1_20160616- กกกกกกก091400.pdf สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท). (2556). ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กกกกกกกทักษะการสร้างแบบจำลอง (Construct Model). สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก กกกกกกก https://www.scimath.org/desktop-application/item/12462-2021-10-15-06-41-12 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สสวท. (2564). ทักษะกระบวนการทางวิทยาสาสตร์. กกกกกกกสืบค้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก https://www.scimath.org/desktop-applicati กกกกกกกon/item/12462-2021-10-15-06-41-12 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. (2550). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กกกกกกกพุทธศักราช 2551. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก http://academic.obec.go. กกกกกกกth/images/document/1559878925_d_1.pdf อภิญญา สิงห์โต. (2563). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถในการคิด กกกกกกกแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก กกกกกกก http://www.edu.nu.ac.th/th/news/docs/download/2020_09_17_11_30_58.pdf อังคณา อ่อนธานี. (2562). ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำงานและ กกกกกกกอาชีพสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 [ออนไลน์] จาก https:// กกกกกกกso06.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/download/221440/168075/873894


ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version