เปรียบเทียบคุณสมบัติของกล้องจุลทรรศน์แบบต่าง ๆ
คุณสมบัติ ใช้แสงธรรมดา สเตอริโอ TEM SEM
แสงที่ใช แสงปกติ อิเล็กตรอน
้
ก าลังขยาย ประมาณ ประมาณ ประมาณ ประมาณ
สูงสุด 2,000x 100x 10,000,000x 30,000x
ตัวอย่างที่ มีหรือไม่มีชีวิต มีหรือไม่มีชีวิต ไม่มีชีวิต
น ามาศึกษา บาง บางหรือหนา ถูกเคลือบด้วยโลหะ
่
แสงผานได้ หรือทึบแสงได้
มิติของภาพ 2 มิติ 3 มิติ 2 มิติ 3 มิติ
(3 ได้บ้าง)
สีของภาพ เห็นสีจริงของตัวอย่าง ขาวด่า
ภาพที่ได้ เสมือนหัวกลับ เสมือนหัวตั้ง ไม่สามารถรับภาพด้วยตาเปล่า
ต้องแสดงด้วยคอมพิวเตอร์
13
รูที่ปลำยใบ (hydathode)
ชั นคิวติเคิล มีสำรจ้ำพวกไข
กัตเตชัน ป้องกันกำรระเหยของน ้ำผ่ำนผิวใบ
เซลล์
กำร น ้ำ เยื่อผิว น ้ำ
คำยน ้ำ
CO (แพร่)
2
น ้ำ
ปำกใบปิด
น ้ำ ไอออน เซลล์คุม
CO (guard cell)
2
ไอออน น ้ำ
(แพร่)
ไอออน ไอออน
ท่อล้ำเลียงน ้ำ
น ้ำ ไอออน
น ้ำ (xylem)
น ้ำ (ออสโมซิส)
ปำกใบเปิด
ขนรำก แร่ธำตุ
(root hair) (แอกทีฟทรำนสปอร์ต)
14
เราสามารถวัดอัตราการคายน ้าของพืชได้โดยใช้ โพโตมิเตอร์
ถ้าอัตราการคายน ้าสูง ฟองอากาศในหลอดคะปิลารีจะเคลื่อนที่เร็ว
ปากใบของพืชสามารถเปิดปิดได้ โดยมีสิ่งที่กระตุ้นให้เปิดปิดคือ
ปากใบเปิดเมื่อ... ปากใบปิดเมื่อ...
ตอนกลางวัน (ได้รับแสง) ตอนกลางคืน (ไม่ได้รับแสง)
CO ต่้า CO สูง
2
2
พืชได้รับน ้าเพียงพอ พืชขาดน ้า (น ้าในดินน้อย)
พืชหลั่งกรดแอบไซซิกมาก
ถ้าปากใบพืชเปิดอยู่ อัตราการคายน ้าอาจสูงหรือต่้าขึ นกับปัจจัยต่อไปนี
อัตราการคายน ้าสูงถ้า... อัตราการคายน ้าต่้าถ้า...
อากาศร้อน (อุณหภูมิสูง) อากาศเย็น (อุณหภูมิต่้า)
แห้ง (ความชื นในอากาศต่้า) ความชื นในอากาศสูง
ลมแรง ไม่มีลม อากาศนิ่ง
แดดดี (ความเข้มแสงมาก) ไม่มีแดด (ความเข้มแสงน้อย)
มีปากใบจ้านวนมาก มีปากใบน้อย
การปรับตัวของพืชเพื่อลดการคายน ้า : การที่ปากใบสามารถเปิด-ปิดได้ ปากใบอยู่ด้านใต้ใบ
พืชที่ต้องทนแล้งเป็นพิเศษบางชนิดมีปากใบแบบจม บางชนิดมีใบเรียวแหลมหรือเปลี่ยนใบ
ไปเป็นหนาม บางชนิดผลัดใบทิ งเมื่อถึงฤดูที่มีน ้าน้อย
15
► คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล ในโพรโทซัวน ้าจืด ► ต่อมเกลือ ในนกทะเล เต่าทะเล
คอนแทร็กไทล์
น ้ำเข้ำโดย แวคิวโอล ต่อมเกลือ
ออสโมซิส (ต่อมนาซัล)
บีบน ้ำออก
น ้ำเข้ำโดย
ออสโมซิส
่
ขับเกลือแร
น ้ำเข้ำโดย คอนแทร็กไทล์ ส่วนเกินออก
ออสโมซิส แวคิวโอล ทำงรูจมูก
บีบน ้ำออก
► ปลำน ้ำจืด ต้องเก็บเกลือแร่ ► ปลำน ้ำเค็ม ต้องเก็บน ้า
น ้าออสโมซิส น ้าออสโมซิส
เข้าทางเหงือก ออกทางเหงือก
ไม่ค่อย ดื่มน ้า
ดื่มน ้า
ปัสสำวะ
เจือจำงมำก ปัสสำวะ
่
น ้าและเกลือแร่ น ้าและเกลือแร่ น้อยแต
เข้ามาพร้อมอาหาร เซลล์ที่เหงือกใช้พลังงำน เซลล์ที่เหงือกใช้พลังงำน เข้มข้น
รับเกลือแร่เข้ำไป เข้ามาพร้อมอาหาร ขับเกลือแร่ออก
15
หน้าที่ของไต พบในปัสสาวะ :
+
-
+
1. ขับถ่ายของเสียที่เกิดจากเมแทบอลิซึม น า, ไอออนต่าง ๆ (Na , Cl, K )
ู
2. รักษาสมดุลน า เกลือแร่ กรดเบส ของเสีย (ยเรีย, แอมโมเนีย, กรดยูริก)
ความดันเลือด ความเข้มข้นเลือด ไม่พบในปัสสาวะ :
3. ควบคุมการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง กลูโคส, กรดอะมิโน, โปรตีน, เม็ดเลือดต่าง ๆ
ี่
โบว์แมนแคปซูล 2. สารทถูกกรองผ่านเคลื่อนไปตามท่อหน่วยไต ระหว่าง
โกลเมอรูลัส กรดอะมิโน ทาง สารหลายอย่างจะถูกดูดกลับ และถูกหลั่งออก
กลูโคส NaCl
น า น า
+
H H
+
ท่อรวม
1. ของเหลวถูกกรอง น า NaCl
จากหลอดเลือด
(โกลเมอรูลัส) น า
เข้าสู่กระเปาะ NaCl
(โบว์แมนแคปซูล) น า NaCl
จากนั นจึงเขาสู่
้
ท่อหน่วยไต NaCl
น า
ท่อหน่วยไต
14
ร่างกายขาดน ้า ร่างกายมีน ้ามาก
ส่งผลให้ ปริมำณน ้ำในร่ำงกำย ส่งผลให้
ควำมเข้มข้นเลือด เข้ำสู่สมดุล ควำมเข้มข้นเลือด
ปริมำณน ้ำในเลือด ปริมำณน ้ำในเลือด
ควำมดันเลือด ควำมดันเลือด
น ้ำใน น ้ำใน
ร่ำงกำย ร่ำงกำย
ไฮโพทาลามัส ไฮโพทาลามัส
กระตุ้นให้ ดื่มน ้ำ ท่อหน่วยไต ยับยั งกำรหลั่ง ADH ของ
กระหำยน ้ำ + ท่อรวม ต่อมใต้สมองส่วนหลัง
ต่อมใต้สมองส่วนหลัง ท่อหน่วยไต + ดูดน ้ำกลับ
หลั่ง ADH มำกขึ น ท่อรวม ดูดน ้ำ น้อยลง
กลับมำกขึ น
ออกก้ำลังกำย ปอด
หนัก หำยใจถ
ี่
เลือด เลือด
เซลล์ มีควำม มีควำม
ต้องกำร เป็นกรด เป็นกรด
พลังงำน ไต +
สลำยสำร ขับออก H
อำหำร ควำมเป็นกรด-เบสในเลือด
เกิด CO
2
เข้ำสู่สมดุล
14
สัตว์เลือดอุ่น สัตว์เลือดเย็น
รักษาอุณหภูมิร่างกายให้เกือบคงที่ อุณหภูมิร่างกายผันแปรตามสิ่งแวดล้อม
อาศัยความร้อนจากภายในร่างกาย อาศัยความร้อนจากภายนอกเพื่ออบอุ่นร่างกาย
อัตราเมแทบอลิซึมสูง อัตราเมแทบอลิซึมต่่า
ได้แก่ สัตวปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่ สัตว์กลุ่มที่เหลือ
อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น อุณหภูมิร่างกายต่ าลง
อุณหภูมิกลับเข้าส ู่
ตัวตรวจจับอุณหภูมิ สภาวะปกติ ตัวตรวจจับอุณหภูม
ิ
ในผิวหนังกับในสมอง ในผิวหนังกับในสมอง
ส่วนไฮโพทาลามัส ส่วนไฮโพทาลามัส
ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ศูนย์ควบคุมอุณหภูมร่างกาย
ิ
ในไฮโพทาลามัสกระตุ้น ในไฮโพทาลามัสกระตุ้น
กลไกระบายความร้อน กลไกสร้าง + รักษาความร้อน
กลไกระบายความร้อน กลไกสร้าง + รักษาความร้อน
ต่อมเหงื่อหลั่งเหงื่อ ต่อมเหงื่อไม่หลั่งเหงื่อ
หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยาย หลอดเลือดใต้ผิวหนังหดตัว
ขนเอนราบ ขนลุกชัน
ลดอัตราเมเทบอลิซึม เพิ่มอัตราเมเทบอลิซึม
กล้ามเนื้อเกิดการสั่น
12
ประเภทของจุลชีพที่ก่อโรค ด่านที่ 1
์
1. ไวรัส (ไม่ได้ประกอบด้วยเซลล) ผิวหนัง ปกคลุมร่างกาย
เพิ่มจ านวนไดู้ายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น เอนไซม์ที่ท าลายแบคทีเรีย พบ
เท่านั้น ในน้ าตา น้ าลาย เหงื่อ
ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก พิษสุนัขบ้า เมือกดักจับเชื้อโรคในทางเดิน
โปลิโอ อีสุกอีใส มือเท้าปาก อีโบลา หัด หายใจ ทางเดินน้ าปัสสาวะ
หัดเยอรมัน คางทูม ฝีดาษ เอดส์ ทางเดินอาหาร
ซิเลียในทางเดินหายใจพัดโบก
2. แบคทีเรีย (โพรแคริโอต - เซลล์เดียว) ให้เชื้อโรคออกมาด้านนอก
วัณโรค อหิวาตกโรค คอตีบ บาดทะยัก กรดในของกระเพาะอาหาร
ไอกรน โรคเรื้อน ปอดบวมจากแบคทีเรีย
3. โพรโทซัว (ยูแคริโอต - เซลล์เดียว) ด่านที่ 2
มาลาเรีย โรคเหงาหลับ เซลล์เม็ดเลือดขาวบางกลุ่ม
เป็นฟาโกไซต์ เช่น นิวโทรฟิล
4. ฟังไจ (ยูแคริโอต - เซลล์เดียว/หลายเซลล์)
น้้ากัดเท้า ปอดบวมจากเชื้อรา และแมโครเฟจ สามารถกินสิ่ง
แปลกปลอมโดยฟาโกไซโทซิส
5. หนอนพยาธ (ยูแคริโอต - หลายเซลล์) การอักเสบ เป็นการตอบสนอง
ิ
เป็นปรสิตขนาดใหญ่ ต่อสิ่งแปลกปลอม หลอดเลือด
มีทั้งหนอนตัวแบน และหนอนตัวกลม บริเวณนั้นจะขยาย จะมีอาการ
โรคเท้าช้าง ร้อน แดง บวม และเจ็บ
14
ระบบภูมิคุ้มกันด่านที่ 3 นั้นมีความจ้าเพาะเจาะจงต่อชนิดของแอนติเจน
เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ส าคัญของด่านที่ 3 คือประเภทลิมโฟไซต์
ลิมโฟไซต์มีหลายชนิด ซึ่งอาจก าจัดสิ่งแปลกปลอมโดยการ
1. ท้าลายเซลล์ที่ติดเชื อทิ ง โดยเฉพาะเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส หรือเซลล์มะเร็ง
2. หลั่งแอนติบอด
ี
แอนติบอดีมีความจ้าเพาะต่อชนิดของแอนติเจน
การตกตะกอนของเลือดเมื่อได้รับเลือดผิดหมู่ก็เกิดจากการจับกันของแอนติบอดีและ
แอนติเจน ดังนั้นในการให้เลือด แอนติเจนของผู้ให้ต้องไม่ตรงกับแอนติบอดีของผู้รับ
โครงสร้าง รายละเอียด
หลอดน้ าเหลือง เป็นทางผ่านของน้ าเหลือง
ต่อมน้ าเหลือง อยู่ตามหลอดน้ าเหลือง ภายในมีลิมโฟไซต์คอยดักจับสิ่งแปลกปลอม
ต่อมทอนซิล อยู่บริเวณช่องปาก ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทางปากและจมูก
ต่อมไทมัส อยู่บริเวณทรวงอก เป็นแหล่งเจริญของเซลล์ลิมโฟไซต์บางชนิด
ม้าม เป็นอวัยวะน้ าเหลืองขนาดใหญ่ที่สุด ดักจับเชื้อโรคในเลือดที่ผ่านเข้ามา
ท าลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่หมดอาย
ุ
ไขกระดูกแดง เป็นแหล่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิด
15
► เปรียบเทียบภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง และภูมิคุ้มกันแบบรับมา
ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง ภูมิคุ้มกันแบบรับมา
ร่างกายได้รับแอนติเจน
ร่างกายรับแอนติบอดเข้ามาเลย
ี
จึงสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเอง
ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นช้า ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับแอนติบอดี
แต่จะอยู่ได้นาน แต่จะอยู่ได้ไม่นาน
เช่น การป่วยแล้วหาย, เช่น ทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่
์
การฉีดวัคซีน/ทอกซอยด ผ่านทางรกและน้ านมแม่, การฉีดเซรุ่ม
► ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
1. อาการภูมิแพ้ → ร่างกายตอบสนองต่อแอนติเจนบางอย่างรุนแรงเกินเหตุ
→ มีการหลั่งฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้
2. โรค SLE → เป็นโรคในกลุ่ม “ภูมิคุ้มกันต้านตนเอง”
→ มีการสร้างแอนติบอดีที่โจมตีเซลล์ร่างกายปกติ
3. โรคเอดส์ (AIDS) → เป็นโรค “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” เกิดจากไวรัส HIV
→ HIV โจมตีเซลล์เม็ดเลือดขาว (เซลล์ทีผู้ช่วย) ท าให้ระบบ
ภูมิคุ้มกันท างานไม่ได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากเชื้อฉวยโอกาส
ุ
→ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (ป้องกันโดยการใส่ถงยาง) หรือทาง
เลือด หรือจากแม่สู่ลูกขณะคลอดหรือทางน้ านม
14
ลองถามตัวเองดู ว่าแม่นแล้วหรือยัง!
ออร์แกเนลล์ไหนพบในเซลล์อะไร? เซลล์ของแบคทีเรีย พืช และสัตว์ ต่างกันอย่างไร?
ความเข้มข้นของสารละลายไฮโพโทนิก/ไฮเพอร์โทนิก/ไอโซโทนิกเป็นอย่างไรเทียบกับใน
เซลล์? แล้วเซลล์สัตว์และพืชเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างไรในสารละลายแต่ละแบบ?
การคายน ้าของพืชจะเกิดมาก/น้อย ในสภาพแวดล้อมแบบใด? พืชมีการปรับตัวอย่างไร
เพื่อลดการสูญเสียน ้า? เราจะเอาความรู้เรื่องนี มาใช้ได้อย่างไร?
ปลาน ้าจืดกับปลาน ้าทะเลมีกลไกรักษาดุลยภาพของน ้าและเกลือแร่ต่างกันอย่างไร?
ร่างกายคนเมื่อขาดน ้าจะตอบสนองอย่างไร?
ADH ท้าหน้าที่อะไร? แล้วจะหลั่งในเวลาไหน? ท้าให้ปัสสาวะเข้มข้นหรือเจือจาง?
สารอะไรที่จะไม่พบในปัสสาวะคนปกติ?
ร่างกายเรามีกลไกสร้าง+รักษาความร้อน กับกลไกระบายความร้อนแบบใดบ้าง?
แอนติบอดีท้างานอย่างไร? แอนติบอดีเกี่ยวข้องอย่างไรต่อการตกตะกอนของเลือด?
ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง กับ ภูมิคุ้มกันแบบรับมา ต่างกันอย่างไร? มีตัวอย่างอะไรบ้าง?
โรคเอดส์เป็นอย่างไร? ติดต่อได้อย่างไร? ป้องกันได้อย่างไรบ้าง?
15
ั้
ู
ลักษณะทางพันธุกรรม คือลักษณะใด ๆ ทงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ที่ถกถ่ำย
ทอดมำจำกรนพ่อแม่ มำสรุ่นลูก แล้วก็จะส่งต่อไปยังรุ่นหลำนในอนำคต ซึ่งข้อมูลของ
ู่
ุ่
ั
ลักษณะทำงพนธุกรรมเหล่ำนถูกเก็บไว้ใน ดีเอ็นเอ (DNA) แล้วมี อาร์เอ็นเอ (RNA)
ี้
มำชวยให้ลักษณะทำงพันธุกรรมเหล่ำนี้สำมำรถแสดงออกมำได
้
่
ดีเอ็นเอ และ อาร์เอ็นเอ มีลักษณะโครงสร้างดังรูปนี้
13
สรุปการเปลี่ยนรูปร่างจากดีเอ็นเอเป็นโครโมโซม
จากสายดีเอ็นเอจะมารวมกันกับ โปรตีนฮิสโตน เกิดเป็น นิวคลีโอโซม ซึ่งจะมา
พันกันเป็นเส้นใย โครมาติน แล้วค่อยแพ็คตัวแน่นขึ้นกลายเป็น โครโมโซม
http://biology4alevel.blogspot.com/2014/09/29-dna-structure.html
โครงสร้างของโครโมโซมที่ส าคัญคือ เซนโทรเมียร
์
ที่โดยทั่วไปจะอยู่บริเวณตรงกลางของโครโมโซม มีโปรตีนชื่อ
ไคเนโตคอร์ เอาไว้จับกับเส้นใยสปินเดิลที่ใช้ในแบ่งโครโมโซม
12
ระยะ / ภำพ เหตุกำรณ์ส ำคัญ ระยะ เหตุกำรณ์ส ำคัญ
1. อินเตอร์เฟส 4. แอนำเฟส เส้นใยสปินเดิลดึง
จ ำลอง DNA (ท าให้จ านวน โครมาทิดของแต่ละ
DNA x2 และท าให้โครโมโซม โครโมโซมออกจากกัน
มีแขนเพิ่มขึ้นอีก 1 ข้าง แต่ยัง (ท าให้โครโมโซม
ดูไม่ออกเพราะมันยังไม่ขดตัว) กลับมามีแขนเดียว)
เซนตริโอลจ าลองตัวเอง 5. เทโลเฟส
เซลล์เติบโตขึ้น และสร้างสารที่ สร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียส
จ าเป็นในการแบ่งเซลล์ สร้างนิวคลีโอลัส
เส้นใยสปินเดิลสลาย
2. โพรเฟส โครโมโซมขดตัวเป็นแท่ง 6. กำรแบ่งไซโทพลำซึม
นิวคลีโอลัสสลาย
เยื่อหุ้มนิวเคลียสเริ่มสสลาย
เซนตริโอลแยกไปอยู่คนละฝั่ง เซลล์แยกออกจากกัน
เส้นใยสปินเดิลเริ่มปรากฏ เกิดเซลล์ลูก 2 เซลล์
3. เมตำเฟส เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลายจนหมด
เส้นใยสปินเดิลดึงโครโมโซมมา
เรียงกันที่แนวกึ่งกลางเซลล์
เรียกว่าเมตำเฟสเพลท
14
ระยะ / ภำพ เหตุกำรณ์ส ำคัญ ระยะ เหตุกำรณ์ส ำคัญ
1. อินเตอร์เฟส 4. แอนำเฟส เส้นใยสปินเดิลดึง
จ ำลอง DNA (ท าให้จ านวน โครมาทิดของแต่ละ
DNA x2 และท าให้โครโมโซม โครโมโซมออกจากกัน
มีแขนเพิ่มขึ้นอีก 1 ข้าง แต่ยัง (ท าให้โครโมโซม
ดูไม่ออกเพราะมันยังไม่ขดตัว) กลับมามีแขนเดียว)
เซนตริโอลจ าลองตัวเอง 5. เทโลเฟส
เซลล์เติบโตขึ้น และสร้างสารที่ สร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียส
จ าเป็นในการแบ่งเซลล์ สร้างนิวคลีโอลัส
เส้นใยสปินเดิลสลาย
2. โพรเฟส โครโมโซมขดตัวเป็นแท่ง 6. กำรแบ่งไซโทพลำซึม
นิวคลีโอลัสสลาย
เยื่อหุ้มนิวเคลียสเริ่มสสลาย
เซนตริโอลแยกไปอยู่คนละฝั่ง เซลล์แยกออกจากกัน
เส้นใยสปินเดิลเริ่มปรากฏ เกิดเซลล์ลูก 2 เซลล์
3. เมตำเฟส เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลายจนหมด
เส้นใยสปินเดิลดึงโครโมโซมมา
เรียงกันที่แนวกึ่งกลางเซลล์
เรียกว่าเมตำเฟสเพลท
14
อินเตอร์เฟส
ภาพ เหตุการณ์
จ าลอง DNA ไมโอซิส II
สร้างสารที่จ าเป็น ภาพ เหตุการณ์
โพรเฟส II
เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลาย
ไมโอซิส I ไม่เกิดครอสซิงโอเวอร์
โพรเฟส I
เยื่อหุ้มนิวเคลียส เมตาเฟส II
สลายตัว โครโมโซมมาเรียงกันที่
ครอสซิงโอเวอร์ เมตาเฟสเพลท
เมตาเฟส I
คู่โฮโมโลกัสโครโมโซมมาเรียงกันที่ แอนาเฟส II
เมตาเฟสเพลท ซิสเตอร์โครมาทิด
แอนาเฟส I แยกจากกัน
โฮโมโลกัสโครโมโซมแยกจากกัน
เทโลเฟส II
เทโลเฟส I มีการสร้างเยื่อหุ้ม
มีการสร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียสขึ้นใหม่ นิวเคลียสขึ้นใหม่
นิวเคลียสใหม่มีโครโมโซมเพียง แบ่งไซโทพลาซึม
ครึ่งหนึ่งจากเดิม รวมเกิดเซลล์ลูกทั้งหมด
แบ่งไซโทพลาซึม 4 เซลล์
11
อินเตอร์เฟส
ภาพ เหตุการณ์
จ าลอง DNA ไมโอซิส II
สร้างสารที่จ าเป็น ภาพ เหตุการณ์
โพรเฟส II
เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลาย
ไมโอซิส I ไม่เกิดครอสซิงโอเวอร์
โพรเฟส I
เยื่อหุ้มนิวเคลียส เมตาเฟส II
สลายตัว โครโมโซมมาเรียงกันที่
ครอสซิงโอเวอร์ เมตาเฟสเพลท
เมตาเฟส I
คู่โฮโมโลกัสโครโมโซมมาเรียงกันที่ แอนาเฟส II
เมตาเฟสเพลท ซิสเตอร์โครมาทิด
แอนาเฟส I แยกจากกัน
โฮโมโลกัสโครโมโซมแยกจากกัน
เทโลเฟส II
เทโลเฟส I มีการสร้างเยื่อหุ้ม
มีการสร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียสขึ้นใหม่ นิวเคลียสขึ้นใหม่
นิวเคลียสใหม่มีโครโมโซมเพียง แบ่งไซโทพลาซึม
ครึ่งหนึ่งจากเดิม รวมเกิดเซลล์ลูกทั้งหมด
แบ่งไซโทพลาซึม 4 เซลล์
11
เพศชาย เพศหญิง
B b B b
ไมโอซิสเพื่อสร้ำง ไมโอซิสเพื่อสร้ำง
เซลล์สเปิร์ม เซลล์ไข่
B b B b
B b B b
b b
B B
B b
10
ยีน (gene) คือส่วนของดีเอ็นเอที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต
แอลลีล (allele) คือรูปแบบของยีนนั้น ๆ โดย 1 ยีนจะมี 2 แอลลีลอยู่เป็นคู่
โดยประเภทของแอลลีลจะมี 2 แบบคือ แอลลีลเด่นกับแอลลีลด้อย ซึ่งแอลลีลเด่นเพียง
้
อันเดียวกสามารถทาให้เกิดฟีโนไทป์ของแอลลีลได้ แต่แอลลีลด้อยต้องอยู่เป็นคู่ถึงแสดง
็
่
ออกฟีโนไทป์ของแอลลีลได้ ยีนส่วนใหญจะมีรูปแบบของแอลลีล 2 แบบ แต่ถ้ายีนใด
่
ที่มีมากกว่านั้นก็จะเรียกวาเป็นแบบ มัลติเพิลแอลลีล (multiple allele)
รูปแบบการข่มของแอลลีล
คุณสมบัติ ข่มสมบูรณ์ ข่มไม่สมบูรณ์ แสดงออกร่วมกัน
Homozygous ฟีโนไทป์ของ
ฟีโนไทป์ของแอลลีลเด่น
dominance แอลลีลหนึ่ง
เมื่อ
ฟีโนไทป์ของ ฟีโนไทป์กลาง ๆ ฟีโนไทป์ทั้งสอง
จีโนไทป์ Heterozygous
แอลลีลเด่น ระหว่างเด่นกับด้อย แอลลีลแสดงออก
เป็น
Homozygous ฟีโนไทป์ของ
ฟีโนไทป์ของแอลลีลด้อย
recessive แอลลีลหนึ่ง
ตัวอย่างลักษณะ สีเมล็ดถั่วลันเตา สีดอกคาร์เนชั่น หมู่เลือด A B
11
หลักกำรค ำนวณ 4 ขั้นตอน!
ขั้นตอนที่ 1 ดูว่าลักษณะทางพันธุกรรมที่โจทย์ถามเป็นรูปแบบใด
ยีนบนออโตโซม ยีนบนโครโมโซม X
ชายหญิงมีโอกาสได้รับถายทอดเท่ากัน ชายหญิงมีโอกาสได้รับถายทอดไม่เท่ากัน
่
่
โรคที่เป็นลักษณะด้อยบนออโตโซม โรคที่เป็นลักษณะด้อยบนโครโมโซม X
โรคธาลัสซีเมีย (thalassemia) โรคตาบอดสี (color blindness)
ผิวเผือก (albinism) โรคฮีโมฟิเลีย (hemophilia)
ภาวะพร่องเอนไซม์กลูโคส-6-ฟอสเฟต ดีไฮโดร
จีเนส (G-6-PD deficiency)
ชำย หญิง
AA → ลักษณะเด่น
A A
A
X Y → ลักษณะเด่น X X → ลักษณะเด่น
Aa → ลักษณะเด่น (พาหะ)
a
X Y → ลักษณะด้อย X X → ล.เด่น (พาหะ)
A a
aa → ลักษณะด้อย
X X → ลักษณะด้อย
a a
ขั้นตอนที่ 2 ดูว่าเป็นลักษณะเด่น หรือ ลักษณะด้อย
ขั้นตอนที่ 3 เขียนจีโนไทป์ให้ได้
ขั้นตอนที่ 4 ถ้าจะค านวณลักษณะของลูก ให้สร้างตาราง / โยงเสน
้
13
สรุปเทคนิคการท าโจทย์การค านวณทางพันธุศาสตร์
1. ถ้าลักษณะนั้นถ่ายทอดบนออโตโซม
- ทั้งสองเพศมีโอกาสได้รับลักษณะเท่ากัน
- ให้พิจารณาการข่มกันของลักษณะดี ๆ
2. ถ้าลักษณะนั้นถ่ายทอดบนโครโมโซมเพศ
- แต่ละเพศมีโอกาสเกิดไม่เท่ากัน + พิจารณาการข่มกันดี ๆ
ี
- กรณ homozygous ถ้าแม่แสดงลักษณะแล้ว ลูกชายทกคนจะแสดงลักษณะ
ุ
ุ
ส่วนถ้าพ่อแสดงลักษณะแล้ว ลูกสาวทกคนอย่างน้อยจะเป็นพาหะแน่นอน
3. มัลติเพิลแอลลีล
- ขึ้นกับว่าแอลลีลที่สนใจอยู่บนโครโมโซมร่างกายหรือโครโมโซมเพศ
แล้วพิจารณารายละเอียดตามข้อ 1. หรือ 2.
- ตรวจสอบรูปแบบการข่มกันของแอลลีลดี ๆ
12
สรุป ความผิดปกติทางพันธุกรรม (genetic disorder) ที่ควรรู้จัก
ชื่ออาการ ลักษณะของ จ านวน อาการ
สาเหตุ โครโมโซม
ธาลัสซีเมีย ยีนด้อยบน 46 โลหิตจาง เหนื่อยง่าย
โครโมโซมร่างกาย อ่อนเพลีย
ภาวะพร่องเอนไซม์ ยีนด้อยบน 46 ไม่สามารถทานยาหรืออาหาร
G6PD โครโมโซมเอกซ์ บางชนิดได้
ตาบอดสี ยีนด้อยบน 46 แยกสีได้ไม่เหมือนคนปกติ
โครโมโซมเอกซ์
อาการดาวน์ โครโมโซมแท่งท 21 47,+21 หน้าแบน หางตาชี้ขึ้น
ี่
เกิน 1 แท่ง เรียนรู้ช้า
อาการเทอร์เนอร์ โครโมโซม X ขาด 1 45,X0 อ้วน หน้าอกกว้าง
แท่งในเพศหญิง ไม่มีประจ าเดือน
อาการไคลน์เฟล โครโมโซม X เกิน 1 47,XXY มีเต้านม อัณฑะเล็ก
เตอร์ แท่งในเพศชาย เป็นหมัน สมาธิสั้น
11
การกลาย (mutation) คือการที่สารพันธุกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แล้วท าให้เกิดลักษณะที่แปลกใหม่ขึ้นมา
สิ่งที่ท าให้เกิดการกลายเรียก สิ่งก่อการกลาย หรือ มิวทาเจน (mutagen)
สามารถเป็นได้ทั้ง รังสี สารเคมี หรือไวรัส
รูปแบบของการกลาย
ท าให้ยีนมีลักษณะที่เปลี่ยนไป
การกลายในระดับยีน
อาจท าให้การแสดงออกเปลี่ยนไป
ล าดับหรือต าแหนงของยีนบน
่
การกลายในระดับโครโมโซม
โครโมโซมเปลี่ยนไป
่
การกลายในเซลล์ร่างกาย ไม่ถูกสงต่อไปยังรุ่นลูก
่
การกลายในเซลล์สืบพันธุ์ สามารถถูกสงไปยังรุ่นลูกได้
และการกลายนั้นสามารถมีได้ทั้งประโยชน์และโทษ
- ประโยชน์ คือ ได้ลักษณะใหม่ ๆ หรือสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ดีต่อมนุษย์
- โทษ คือ เกิดเป็นโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ
12
8.
ลองถามตัวเองดู ว่าแม่นแล้วหรือยัง!
รู้ความหมายของ DNA, โครมาติน, โครโมโซม, โครมาทิด, โครโมโซมคู่เหมือน,
แฮพลอยด์ (n), ดิพลอยด (2n), ยีน, แอลลีล
์
เข้าใจว่าการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสต่างจากไมโอซิสอย่างไร? เซลล์แบบไหนเกิดขึ้นจาก
ไมโทซิส แบบไหนเกิดจากไมโอซิส? แต่ละขั้นตอนของไมโทซิสกับไมโอซิสเกิดอะไรขึ้น
ี่
บ้าง? โครโมโซมมีการเคลื่อนทอย่างไรบ้าง? การจ าลอง DNA เกิดขึ้นในระยะใด? การ
แบ่งแบบใดจะก่อให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม?
รู้หลักการค านวณทางพันธุศาสตร์หรือยัง? ลักษณะทางพันธุกรรมใดบ้างที่ถูกควบคุม
โดยยีนบนออโตโซม? ลักษณะใดบ้างถูกควบคุมโดยยีนบนโครโมโซมเพศ? การ
ค านวณหมู่เลือดท าอย่างไร?
ิ
เข้าใจเรื่องมิวเทชัน (การกลาย) ว่าเกดขึ้นได้อย่างไร? มีอะไรที่สามารถเพิ่มอัตราการ
เกิดมิวเทชันได้บ้าง? มิวเทชันมีประโยชน์และโทษอย่างไร? มิวเทชันแบบใดจะสามารถ
ส่งต่อไปยังลูกหลานได้?
13
บุคคลผู้ริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ และได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิชา
วิวัฒนาการคือ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)
ซึ่งแนวคิดที่ส าคัญในเรื่องนี้คือ “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ” หรือที่ชื่อว่า
“natural selection” โดยหลักการคือ “สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะที่เหมาะสมกับ
สภาพธรรมชาติที่สุด จะอยู่รอดได้ดีที่สุด” หรือเรียกเป็นแนวคิดได้ก็คือ
“การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่มีความเหมาะสม (survival of the fittest)”
ซึ่งลักษณะที่เหมาะสมนั้นก็เกิดมาจาก “การปรับตัวทางพันธุกรรม (genetic
adaptation)”
ตัวอย่างของการคัดเลือกโดยธรรมชาติที่เห็นได้ง่ายคือ การดื้อยาฆ่าแมลง
โดยที่ แมลง เป็นสัตว์ที่ถูกแรงกดดันของการคัดเลือกคือ ยาฆ่าแมลง เป็นตัว
ผลักดันให้แมลงที่ไม่มีลักษณะต้านทานยานั้นตายไป ส่วนแมลงตัวที่สามารถ
ต่อต้านยาฆ่าแมลงได้ ก็จะสามารถมีลูกหลานและส่งต่อลักษณะเหล่านี้ต่อไปได้
จนในที่สุดก็จะเหลือแต่แมลงที่ต้านทานยาฆ่าแมลงนี้ได้
13
การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์โดยมนุษย์ (artificial selection) เป็น
กระบวนการที่แตกต่างจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection)
ตรงที่ว่า การคัดเลือกโดยมนุษย์ ลักษณะที่มนุษย์ไม่ชอบ ไม่จ าเป็นต้องตาย
หรือให้ลูกให้หลานไม่ได้ แต่การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติไม่ชอบ
(ก็คือไม่เหมาะสมกับธรรมชาติ) ก็จะไม่สามารถให้ลูกหลานต่อไปได้
การปรับปรุงพันธุ์คือกระบวนการน าสายพันธุ์ที่มีอยู่ที่ผ่านการคัดเลือก
สายพันธุ์มาแล้ว น ามาดัดแปลงให้เกิดลักษณะที่ต้องการให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เช่น
ใช้รังสี หรือสารเคมี ตัวอย่างการปรับปรุงพันธุ์คือการสร้างข้าวพันธุ์ กข จาก
ุ์
ข้าวหอมมะลิพันธ 105
ุ์
ส าหรับการคัดเลือกพันธุ์ก็มีความหมายตรงตัว คือท าการผสมพันธ
สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ แล้วมาคัดเอาเฉพาะลูกหลานที่มีลักษณะที่ต้องการ
ตัวอย่างการคัดเลือกพันธุ์คือ การคัดพันธุ์ปลานิลที่มีลักษณะถูกโฉลกคนไทย
ซึ่งคือปลาที่ได้ชื่อพันธุ์ว่าเป็น ปลาทับทิม
14
เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) คือเทคนิคหรือวิธีการใด ๆ ก็ได้ที่มีการ
ใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งมีชีวิตมาเกี่ยวข้องกับเทคนิค โดยเรามีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ
่
มานานแล้วโดยไม่รู้ตัว เชน การท าของหมักดอง การคัดพันธุ์สัตว์หรือพืช เป็นต้น
ี้
ซึ่งในบทนเราจะเน้นเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ 3 อย่างดังนี้
1. พันธุวิศวกรรม (genetic engineering)
คือการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต อาจเป็นการท าให้กลายพันธุ์หรือมี
ลักษณะเปลี่ยนไปโดยใช้รังสีหรือสารเคมี หรืออาจเป็นการแทรกยีนเข้าไปในสาร
พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตก็ได้
2. การโคลน (cloning)
ี
เป็นการสร้างสิ่งมีชวิตขึ้นมาใหม่ที่มีลักษณะเหมือนกับตัวต้นแบบทั้งหมด
เป็นการสร้างโดยใช้เซลล์ร่างกายของตัวต้นแบบมาเปลี่ยนแปลงคณสมบัติให้
ุ
สามารถกลายเป็นเซลล์ทเจริญเป็นสิ่งมีชีวิตทงตัวได้
ั้
ี่
3. การสร้างลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA fingerprint)
น าเอาชิ้นส่วนใดของสิ่งมีชีวิตก็ได้ที่มีสารพันธุกรรมมาสกัดเอาดีเอ็นเอแล้ว
ึ่
น ามาตัดด้วยเอนไซม์แล้วเอาไปวิเคราะห์ ซงหลักการคือบุคคลแต่ละคน หรือว่า
สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีรูปแบบของขนาดและจ านวนชิ้นของดีเอ็นเอที่ถูกตัดท
ี่
แตกต่างกันเป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเอง ซึ่งเรียกว่าเป็นลายพิมพ ์
16
ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) มีอยู่ 3 ระดับคือ
1. ความหลากหลายของระบบนิเวศ (ecological biodiversity)
เป็นความหลากหลายในระดับที่ใหญ่ที่สุดที่มาจากสิ่งมีชีวิตมากมายหลายชนิดที่รวมอยู่ด้วยกันใน
พื้นที่ต่าง ๆ จนเกิดเป็นความหลากหลายในระดับนี้ขึ้น
2. ความหลากหลายของชนิด (species diversity)
สมดุลของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ได้มีขึ้นมาได้เพราะสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวแต่เปนผลจาก
็
สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่มีหน้าที่ที่แตกต่างกันในระบบนิเวศมาร่วมกันท าหน้าที่ของตัวเอง จนเกิดเป็น
ความหลากหลายที่คงอยู่ในปัจจุบัน
3. ความหลากหลายของพันธุกรรม (genetic diversity)
สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดล้วนมีความแปรผันของชนิดตัวเอง นั่นคือลักษณะต่าง ๆ ที่มีสีสันหรือขนาดที่
แตกต่างกันออกไป ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตแต่ละตัวมีโอกาสในการอยู่รอดในพื้นที่ต่าง ๆ แตกต่างกัน
ออกไป จึงไม่แปลกที่จะพบสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ในหลายพื้นที่แต่ว่ามีลักษณะที่แตกต่างกัน
โดย “ชนิด” ที่ว่าคือ สปีชีส์ (species) สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะสามารถ
สืบพันธุ์ให้ลูกหลานที่ไม่เป็นหมัน ส าหรับการเกิดสปีชีส์ใหม่ขึ้นมานั้นก็เป็นผลมาจาก
การทสิ่งมีชีวิตที่เคยเป็นชนิดเดียวกน เกิดการแบ่งแยกกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น อยู่อาศัย
ั
ี่
คนละที่ พฤติกรรมหรือความชอบคนละแบบ เมื่อเป็นแบบนี้นานมาก ๆ จนสะสม
ั
ความแตกต่างมากพอ ก็จะท าให้ไม่สามารถกลับมาสืบพันธุ์ด้วยกนได้อีก
13
ระบบการจัดจ าแนกสิ่งมีชีวิตส าหรับการศึกษาในบทเรียนนี้จะใช้ระบบที่มีการ
แยกเป็น 3 โดเมน คือ
1. โดเมนอาร์เคีย (archaea) คือพวกแบคทีเรียโบราณ
ี
้
2. โดเมนแบคทีเรีย (bacteria) คือพวกแบคทเรียที่แทจริง
3. โดเมนยูคาเรีย (eukarya) คือพวกยูคาริโอตทั้งหมด
โดยการจ าแนกในระดับรองลงมาคืออาณาจักรนั้น จะแบ่งเป็น 5 อาณาจักร
ซึ่งในบทเรียนนี้จะกล่าวถึงเพียง 3 อาณาจักรได้แก่
ั้
- อาณาจักรมอเนอรา (Monera) รวมพวกโปรคาริโอตไว้ทงหมด มีสมาชิก
ี
์
มาจาก 2 โดเมน คือ อารเคีย และ แบคทีเรย
ี่
- อาณาจักรโพรทิสตา (Protista) มี 3 กลุ่มย่อยได้แก่ พวกทมีซิเลีย (ciliate)
พวกที่มีแฟลกเจลลัม (flagellate) และพวกราเมือก (slime mold)
- อาณาจักรฟังไจ (Fungi) แบ่งเป็น 4 ไฟลัมหลักได้แก่
ไซโกไมโคตา (Zygomycota) พวกราด า ราขนมปัง
เบสิดิโอไมโคตา (Basidiomycota) เห็ดที่ขึ้นเป็นดอก ราสนิม ราน้ าคาง
้
แอสโคไมโคตา (Ascomycota) ยีสต์ และราที่ขึ้นเป็นรูปร่างถ้วย
ดิวเทอโรไมโคตา (Deuteromycota) ไม่สร้างสปอร์ที่อาศัยเพศ มี 2 ตัว
15
่
ี่
ี
ต่อจากบทเรียนที่ผานมา ในบทนี้ก็จะสรุปสิ่งมีชวิตในอีก 2 อาณาจักรทเหลือ
ุ
1. อาณาจักรพืช (Plantae) ซึ่งรวมสิ่งมีชีวิตทกอย่างที่เรียกว่าพืชได้ หมายรวม
่
ตั้งแต่พืชที่ไม่มีท่อล าเลียงต่าง ๆ ที่ไม่มีเมล็ด เชน มอส มาถึงพืชที่เริ่มมีท่อล าเลียง
แต่ไม่มีเมล็ด เช่น เฟิร์น หวายทะนอย เป็นพืชที่มีเมล็ดแต่ไม่มีดอก เช่น สน ปรง
และจนถึงพืชมีเมล็ดและมีดอกต่าง ๆ
ั
2. อาณาจักรสตว์ (Animalia) ก็จะรวมสิ่งมีชีวิตทเรียกได้ว่าเป็น สัตว์ ทั้งหมด
ี่
้
มารวมไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ ฟองนา ปะการัง หนอนตัวแบน หนอนตัวกลม หอย ไส้เดือน
แมลง ดาวทะเล และสัตว์มีกระดูกสันหลัง
ความส าคัญของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อมนุษย์นั้นมีมากมาย ตั้งแต่
การน าสิ่งทั้งหลายมาเป็นปัจจัยสี่ ล้วนมาจากผลของความหลากหลายในธรรมชาติ
จนถึงการน ามาใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่นเช่น การนันทนาการ หรือเพื่อความงาม
จึงเป็นเรื่องที่ควรท าความเข้าใจและรู้จักไว้เพื่อจะได้ช่วยกันอนุรักษ์และคงความหลาก
หลายเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน
12
น้อง ๆ จะสังเกตได้ว่าหัวข้อต่าง ๆ ในเรื่องนสามารถน ามาเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด
ี้
14
นิเวศวิทยา (Ecology) คือ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
ี
สามารถศึกษาได้หลายระดับ ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตชนิดเดยวตัวเดียว ไปจนถึง
การศึกษาเกี่ยวกับการหมุนเวียนของสสารและพลังงานต่าง ๆ บนโลก
ไบโอมบนโลก
ไบโอมบนบก ไบโอมแหล่งน้้า
แบ่งตามปริมาณน้้าฝนและอุณหภูมิ แบ่งตามความเค็ม
ทุนดรา ทะเล
ทะเลทราย แหล่งน้้าจืด
ป่าสน
ป่าผลัดใบเขตอบอุ่น
ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น
สะวันนา
ป่าดิบชื้น
12
ระบบนิเวศ คือ ระบบที่สนใจ กลุ่มสิ่งมีชีวิต (community)
โดยมีความสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม (environment)
หน้ำที่ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศมี 3 ส่วนหลัก คือ
- ผู้ผลิต (producer) = เปลี่ยนสารอนินทรีย์เป็นสารอินทรีย์
- ผู้บริโภค (consumer) = กินสารอินทรีย์จากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
- ผู้ย่อยสลำย (decomposer) = เปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์
ทั งหลายเหล่านี ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของสสารและพลังงาน
ในกำรศึกษำระบบนิเวศก็มีการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น
- วัดอุณหภูมิ ด้วย เทอร์โมมิเตอร์
- วัดควำมลึกของน ้ำที่แสงส่องถึง ด้วย เซคคิดิสก์
- วัดควำมชื นในอำกำศ ด้วย ไฮโกรมิเตอร์
- วัดควำมเป็นกรดเบส ด้วย กระดาษวัดพีเอช
12
ระบบนิเวศแหล่งน้ า
ระบบนิเวศน้ าจืด ระบบนิเวศน้ าเค็ม
เกลือน้อยกว่าร้อยละ 0.1 เกลือประมาณร้อยละ 3.5
บริเวณชายฝั่ง บริเวณชายฝั่ง
บริเวณผิวน ้าที่แสงส่องถึง บริเวณทะเลเปด
ิ
บริเวณน ้าชั นล่าง รวมถึงพื นที่ปากแม่น ้า ชายหาด
น้ าที่คุณภาพดี โดยทั่วไป ค่า DO > 10 mg/l และ BOD < 4 mg/l
pH ประมาณ 5 – 9 อุณหภูมิ ประมาณ 20 – 35 ˚C
ภาวะน้ าเน่า (eutrophication) คือสภาวะที่มีสาหร่ายเจริญเพิ่มจ้านวนอย่าง
รวดเร็ว (algal bloom) ใช้ออกซิเจนในน ้าจนลดลงมาก น ้าขุ่น มีสีเขียว แสงส่องลง
ไปใต้น ้าไม่ได้ เกิดการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนของแบคทีเรียใต้น ้าสูง
ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (coral bleaching) คือการที่อุณหภูมิของน ้าทะเล
สูงขึ น ท้าให้โพรโตซัวพวก zooxanthellae ที่อาศัยอยู่กับปะการังตาย สีสันของโพร
โตซัวพวกนี จึงหายไป เหลือแต่โครงปะการังขาว ๆ
12
ระบบนิเวศป่ำไม้ในประเทศไทยสำมำรถแบ่งได้ดังนี
ชนิดของป่ำ ป่ำผลัดใบ ป่ำไม่ผลัดใบ พรรณไม้เด่น
ป่ำดิบชื น √ ยำงนำ ตะเคียน เฟิร์น
ป่ำดิบแล้ง √ มะค่ำโมง ยำงแดง
ป่ำดิบเขำ √ อบเชย ก้ำยำน ผักกูด
ป่ำสน √ สนสองใบ สนสำมใบ
ป่ำชำยเลน √ แสม โกงกำง ก้ำมปู
ุ
ป่ำพร √ เสม็ดขำว สำคู
ป่ำเบญจพรรณ √ สัก ประดู่ มะค่ำ
ชิงชัน แดง
ป่ำเต็งรัง √ เต็ง รัง พะยอม พลวง
และแน่นอนว่ำควำมสำมำรถในกำรอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตกจะขึ นอยู่กับปัจจัยทำง
็
ั
้
ื่
กายภาพดวย ทุกปจจัยมีความส าคัญพอ ๆ กัน อาจจะมีผลมากที่สุดก็คือเรองของ น ้ำ
้
้
ี
ิ
และควำมชื้น เพราะสังเกตไดว่าถาบรเวณใดที่ขาดน้านั้นแทบจะไม่พบสิ่งมีชวิตเลย
ี
ั
ี
้
ส่วนปจจัยอื่น ๆ นั้นก็จะส่งผลใหสิ่งมีชวิตแต่ละพวกที่มความทนทานแตกต่างกันอยู่รอด
็
้
ไดแตกต่างกัน และเกดเปนความหลากหลายขึ้นมา
ิ
11
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตมีอยู่ 6 รูปแบบ
รูปแบบ ความสัมพันธ์ ตัวอย่าง
พึ่งพาอาศัย +,+ ไรโซเบียมในรากถั่ว
ได้ประโยชน์ร่วมกัน +,+ นกเอี้ยงกับควาย
อิงอาศัย +,0 กล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่
ล่าเหยื่อ +,- สิงโตกับม้าลาย
ปรสิต +,- กาฝากกับต้นไม้
แก่งแย่งแข่งขัน -,- ต้นหญาแย่งกันเติบโต
้
st
ล าดับขั้นการกิน นับตั้งแต่จุดแรกของโซ่อาหาร (1 trophic level)
ล าดับผู้บริโภค นับตั้งแต่ผู้บริโภคล้าดับแรก (primary consumer)
พีระมิดทางนิเวศวิทยา มี 3 รูปแบบ คือ
พีระมิดจ้านวน พีระมิดมวลชีวภาพ พีระมิดพลังงาน
มีแค่พีระมิดพลังงานเท่านั้น ที่ไม่สามารถกลับหัวได้ เพราะการถ่ายทอด
พลังงานเป็นไปตาม กฎ 10 เปอร์เซน
็
13
็
ี
่
การถายทอดพลังงาน จะไม่มการหมุนเวียนเปนวัฏจักร เพราะพลังงานนั้น
ู
จะถูกเปลี่ยนรปและออกไปจากระบบเสมอ
ในขณะทสารตาง ๆ สามารถถูกหมนเวยนไดโดยใชกระบวนการต่าง ๆ
ี่
้
ุ
้
่
ี
้
ู
เปลี่ยนรปของสารไปมาซึ่งมีความเหมาะสมในการนาไปใชในสิ่งมีชวิตแต่ละชนด
ิ
ี
แตกต่างกันไป
ี
้
จะสังเกตเห็นว่าการหมุนเวียนสารนั้นจะใชทั้งกระบวนการทางเคมทั้งจาก
ี
ี
ี
้
็
ี
ทางธรณและจากสิ่งมีชวิต จึงเรยกไดว่าเปน วัฏจักรชีวธรณเคมี (biogeo-
chemical cycle)
ี่
้
้
้
้
ู
วัฏจักรสารที่ตองการเนนใหรจักมากทสุดคือ วัฏจักรไนโตรเจน
้
ี
ี
ึ
้
้
- ไนโตรเจนในอากาศ (N ) พืชใชไม่ได ตองถูกตรงโดยแบคทเรยพวก
2
้
nitrogen-fixing bacteria ดวยกระบวนการ nitrogen fixation
็
ี
- จากนั้นจะถูกเปลี่ยนเปนแอมโมเนย (NH ) โดย ammonifying bacteria
3
้
ดวยกระบวนการ ammonification
ี
็
์
- แอมโมเนยถูกเปลี่ยนเปนไนไตรต (NO ) และไนเตรต (NO )โดย
3
2
้
nitrifying bacteria ดวยกระบวนการ nitrification
็
- ไนเตรต (NO ) ถูกเปลี่ยนคืนเปน nitrogen โดย denitrifying bacteria
3
้
ดวยกระบวนการ denitrification
13
การรบกวน คือเหตุการณ์ที่ท าให้สังคมสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่เดิมนั นเกิดการ
เปลี่ยนแปลง ถ้าหากไม่รุนแรงมากก็ยังคงสามารถคืนสภาพเดิมได้ แต่ถ้าหาก
รุนแรงมาก อาจน ามาสู่ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ซึ่งมี 2 ประเภท คือ
รูปแบบ ปฐมภูม ทุติยภูมิ
ิ
ความรุนแรงของ ไม่เหลือสิ่งมีชีวิต หลงเหลืออยู่บ้าง
การรบกวน ในพื นที่เลย
ตัวอย่างการ ท าเหมือง น าท่วม
รบกวน ภูเขาไฟระเบิด สงคราม
ธารน าแข็งเคลื่อนตัว ไฟป่า
ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต ไลเคนส์ หญ้า
บุกเบก มอส ไม้ล้มลุกต่าง ๆ
ิ
สังคมสมบูรณ์ คือรูปแบบของสังคมสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงแทนที่
มาจนมีความเสถียรของระบบ เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อค่อนข้างน้อย ทนทานต่อ
การรบกวนในภายหลังได้ดี
13
ี
้
่
ั
ทรพยากรธรรมชาติมอยู 3 ประเภทดวยกันคือ
ั
1. ทีใชแลวหมดไป เช่น น้ำมัน รตนชำติ ถำนหน
่
ิ
่
้
้
้
์
2. ทีใชแลวหมดไปแตทดแทนได เช่น พรรณไม สัตว
่
่
้
้
้
3. ทีใชแลวไมหมดไป เช่น แสงอำทตย ลม
ิ
์
้
่
่
้
ี
ั
ี่
้
ั
ส ำหรบปญหำเกยวกับสิ่งแวดลอมที่เด่นชัดในปจจุบันม 2 อย่ำงหลักคือ
ั
็
๊
ื
ี่
้
ั
1. ปญหาโลกรอน ซึ่งเปนผลมำจำกกำรสะสมของแกสเรอนกระจกท
้
ี
ื
ิ
มำกเกนไป ทำใหภำวะเรอนกระจกของโลกนั้นมผลมำกขึ้น ควำม
ิ
ิ
้
้
รอนไม่ค่อยออกไปจำกโลก ทำใหอุณหภูมบนผวโลกสูงขึ้น
็
ี่
่
ั
2. ปญหาโอโซนถูกท าลาย เปนผลมำจำกสำร CFC ทขึ้นไปสูชั้น
้
็
บรรยำกำศ ทำใหโอโซนนั้นถูกเปลี่ยนเปนโมเลกุลออกซิเจนและไม่
ถูกสะสมบนชั้นบรรยำกำศ รงสี UV จึงผ่ำนลงมำสูผวโลกมำกขึ้น
ั
ิ
่
ั
ิ่
้
้
้
กำรลดปญหำสิ่งแวดลอมสำมำรถทำไดง่ำย ๆ เรมจำกตัวเองและคนใกลตัว
ื่
โดยลดการใชทรพยากร (reduce) ใชเท่ำทจำเปน เมอใชแลวไม่ควรท้ง แต่ควร
้
ี่
ิ
้
้
็
ั
้
้
้
้
้
่
่
้
่
้
ั
นากลบมาใชใหม (reuse) ถำหำกยังใชได แลวจึงค่อยนำไปแปรรูปเพือใชใหม
(recycle) เพรำะกำรแปรรปนั้นตองเสียทรพยำกรอนในกำรทำ
ู
ื่
ั
้
14
14
คลังความรู* ยศ.ทบ.
วิชา วิทยาศาสตร
5
1. เราได*ยินเสียงฝนตกกระทบกองใบไม*บนพื้นดิน เพราะเหตุใด
1. อนุภาคของน้ำฝนสั่นสะเทือนเนื่องจากการกระทบ
2. อนุภาคของใบไม*สั่นสะเทือนเนื่องจากการกระทบ
3. มีการสั่นสะเทือนของอนุภาคน้ำฝนและอนุภาคของใบไม *
4. อากาศใต*ใบไม*ถูกอัดจึงสั่นสะเทือนกQอให*เกิดเสียง
2. เสียงจากทQอไอเสียรถยนต5คันหนึ่งมีระดับความเข*ม 100 เดซิเบล เจ*าของรถได*ดัดแปลงให*เสียงเบาลงจน
!
ความเข*มเสียงเปUน เทQาของความเข*มเดิม เสียงที่ดัดแปลงแล*วนี้จะมีระดับความเข*มเปUนกี่เดซิเบล
!,###
1. 0.1
2. 10
3. 70
4. 97
3. ระดับความเข*มและความถี่เสียงในข*อใดจึงจะเหมาะสมตQอการได*ยินของคนปกต ิ
1. ระดับความเข*มเสียง 25-30 เดซิเบล และความถี่ 200-400 เฮิรตซ 5
2. ระดับความเข*มเสียง 25-30 เดซิเบล และความถี่ต่ำกวQา 200 เฮิรตซ 5
3. ระดับความเข*มเสียง 25-30 เดซิเบล และความถี่เกินกวQา 400 เฮิรตซ 5
4. ระดับความเข*มเสียง 10 เดซิเบล และความถี่ 200-400 เฮิรตซ 5
ี
่
ั
ี
ี
Q
้
Q
ุ
5
Q
ี
*
ู
่
ี
4. ในการบนทกเสยงและผลตเสยงกอนทสญญาณจะเขาสลำโพงของอปกรณใดตอไปนทไมมสนามแมเหลกเขา
*
็
Q
ี
ิ
ึ
Q
ั
มาเกี่ยวข*อง
1. คอมแพคดิสก5อยQางเดียว
2. คอมแพคดิสก5และเครื่องเลQนเทป
3. เครื่องเลQนเทปและฟaล5มภาพยนตร5เสียงในฟaล5ม
4. ฟaล5มภาพยนตร5เสียงในฟaล5มและคอมแพคดิสก 5
5. คนที่มองเห็นชัดเจนตามปกติในเวลากลางวัน แตQในเวลาใกล*ค่ำจะมองไมQคQอยเห็น เพราะเหตุใด
1. เซลล5รับแสงรูปกรวยทำงานบกพรQอง
2. เซลล5รับแสงรูปแทQงทำงานบกพรQอง
3. ความโค*งของกระจกตาผิดปกต ิ
4. ความโค*งของเลนส5ตาผิดปกต ิ
6. ข*อใดถูกต*อง
1. คนสายตาเอียงจะมองเห็นวัตถุชัดในแนวดิ่งมากกวQาในแนวระดับ
2. คนสายตาเอียงจะมองเห็นวัตถุชัดในแนวระดับมากกวQาในแนวดิ่ง
3. สายตาเอียงเกิดจากความโค*งของกระจกตา หรือเลนส5ไมQเปUนผิวของทรงกลม
4. การแก*ไขสายตาเอียงทำได*โดยใช*แวQนตาทำด*วยเลนส5แบบไบโฟคัลชนิดเว*าและชนิดนูน
7. จงเรียงลำดับคQาไฟฟcาในแตQละเดือน จากมากไปน*อย เมื่อใช*อุปกรณ5ไฟฟcาตQอไปน ี้
ก. เตารีดขนาด 500 วัตต5 ใช*เดือนละ 5 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง
ข. เตาอบไมโครเวฟขนาด 600 วัตต5 ใช*ทุกวัน วันละ 20 นาท ี
ค. หลอดไฟฟcาขนาด 40 วัตต5 จำนวน 4 หลอด ใช*ทุกวัน วันละ 4 ชั่วโมง
1. ก, ข, ค
2. ข, ค, ก
3. ค, ก, ข
4. ค, ข, ก
8. ข*อใดไมQใชQวิธีการตรวจสอบไฟฟcารวของเครื่องใช*ไฟฟcา
ั่
ก. สำรวจวQาเครื่องใช*ไฟฟcามีการตQอสายดินหรือไม Q
ข. วัดคQากระแสไฟฟcารวมวQาเกินขนาดของฟaวส5หรือไม Q
ค. ตรวจดูสภาพของสายไฟและรอยตQอวQาชำรุดหรือไม Q
ง. ปaดเครื่องใช*ไฟฟcา แตQไมQถอดปลั๊กออกและดูตัวเลขที่มาตรวัดวQามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม Q
1. ก, ข
2. ข, ค
3. ค, ง
4. ง, ก
9. การที่คนเรามองเห็นวัตถุที่อยูQไกลได*ชัด เนื่องจากสาเหตุในข*อใด
1. กล*ามเนื้อที่ยึดเลนส5ตาหดตัว แสงผQานไปตกบริเวณที่มีเซลล5รับแสงรูปกรวยหนาแนQนที่สุด
2. กล*ามเนื้อที่ยึดเลนส5ตาหดตัว แสงผQานไปตกบริเวณที่มีเซลล5รับแสงรูปแทQงหนาแนQนที่สุด
3. กล*ามเนื้อที่ยึดเลนส5ตาคลายตัว แสงผQานไปตกบริเวณที่มีเซลล5รับแสงรูปกรวยหนาแนQนที่สุด
4. กล*ามเนื้อที่ยึดเลนส5ตาคลายตัว แสงผQานไปตกบริเวณที่มีเซลล5รับแสงรูปแทQงหนาแนQนที่สุด
ิ
10. ลักษณะผิวปกติในมนุษย5เปUนลักษณะเดQน ลักษณะผิวเผือกเปUนลักษณะด*อย นาย ก ผิวปกติ แตQมีแมQผว
เผือก สQวนนางสาว ข ผิวเผือกเหมือนพQอ เมื่อ ก และ ข แตQงงานกัน โอกาสที่ลูกคนแรกของนาย ก และนาง ข
จะมีผิวเผือกเหมือนแมQ ยQาและตาเปUนเทQาไร
1. 0%
2. 25%
3. 50%
4. 75%
11. ข*อใดเปรียบเทียบได*กับการทำงานของไต
1. เครื่องกรอง เครื่องปรับอุณหภูม ิ
2. เครื่องยนต5 ระบบลำเลียงและคมนาคม
3. เครื่องกรอง โรงงานขจัดขยะมูลฝอยและสารพิษ
4. เครื่องถQายภาพ โรงงานผลิตสารเพื่อตQอต*านเชื้อโรค
12. ในกระบวนการกลนปaโตรเลียมจะได*ผลิตภัณฑ5ตQาง ๆ หลายชนิด ข*อใดเปUนการเรียงลำดับผลิตภัณฑ5ที่มีจด
ั่
ุ
เดือดต่ำไปยังผลิตภัณฑ5ที่มีจุดเดือดสูง
1. แกlสปaโตรเลียม น้ำมันเบนซิน น้ำมันกlาด แนฟทา
2. น้ำมันเบนซิน น้ำมันหลQอลื่น น้ำมันกlาด น้ำมันเตา
3. น้ำมันกlาด น้ำมันโซลQา น้ำมันหลQอลื่น น้ำมันเตา
4. แนฟทา น้ำมันโซลQา น้ำมันกlาด น้ำมันหลQอลื่น
13. ผลิตภัณฑ5น้ำมันตQอไปน ี้
ก. น้ำมันเบนซิน ข. น้ำมันดีเซล ค. น้ำมันกlาด ง. น้ำมันเตา จ. น้ำมันหลQอลื่น
ข*อใดเรียงลำดับการเพิ่มขึ้นของจุดเดือดถูกต*อง
1. ก ข ค ง จ
2. ค ก ข ง จ
3. ก ค ข จ ง
4. ก ข ค จ ง
*
Q
U
ี
14. การคดแยกขยะออกเปนประเภทตาง ๆ จะทำใหสะดวกในการกำจัด ถ*าพบสัญลักษณ 5 ท่ถังขยะ ขยะ
ั
ในข*อใดควรทิ้งลงในถังใบน ี้
1. พรม เต*าเสียบไฟฟcา แบตเตอร ี่
2. ใบไม* กระดาษ เศษผ*า
3. ถQานไฟฉาย เศษแก*ว กาว
4. ขวดน้ำพลาสติก กระดาษ แก*ว
15. วิธีที่ดีที่สุด ที่จะดูแลสิ่งแวดล*อมเกี่ยวกับขยะพลาสติก คือข*อใด
ก. เผาขยะพลาสติก
ข. ฝnงกลบหรือนำไปถมท ี่
ค. ลดปริมาณการใช *
ง. นำกลับมาใช*ใหม Q
1. ข*อ ก และ ข
2. ข*อ ข และ ค
3. ข*อ ค และ ง
4. ข*อ ก และ ง
16. โลหะชนิดใดไมQเกิดสนิม
1. ทองแดง
2. สังกะส ี
3. อะลูมิเนียม
4. ถูกทั้ง 2 และ 3
17. ข*อใดเกิดปฏิกิริยาเคม ี
ก. การทำทิงเจอร5ไอโอดีน โดยผสมไอโอดีนกับเอทานอล
ข. การเหม็นหืนของน้ำมันเมื่อทิ้งไว*นาน ๆ
ค. การผลิตน้ำอัดลม และน้ำโซดา
ง. บQมมะมQวงดิบจนเปUนมะมQวงสุก
1. ก ข และ ค
2. ข ค และ ง
3. ก ข และ ง
4. ก ค และ ง
18. pH ของฝนกรด และผลกระทบของฝนกรดที่มีตQอสิ่งแวดล*อมตQอไปนี้ ข*อใดถูก
1. pH มากกวQา 7, สิ่งกQอสร*างที่ทำด*วยโลหะเสียหาย
2. pH มากกวQา 7, ต*นไม*ออกผลช*า
3. pH น*อยกวQา 7, ทำให*เกิดหินงอกและหินย*อย
4. pH น*อยกวQา 7, สิ่งกQอสร*างที่ทำด*วยหินปูน หินอQอน
19. แหลQงน้ำแหQงหนึ่งมคQาไนเตรต หอสเหต ปรอท และตะกั่วสูง จึงปลูกผักตบชวาเพื่อชQวยดูดซับสารเหลQาน ี้
ี
ควรนำผักตบชวาไปใช*ประโยชน5ในข*อใด
ก. นำไฟเพาะเห็ดฟาง
ข. นำไปทำเครื่องจักรสาน
ค. ทำปุrยหมักใช*กับไม*ดอกไม*ประทับ
ง. ทำปุrยหมักใช*กับพืชผักสวนครัว
1. ก. และ ข.
2. ข. และ ค.
3. ค. และ ง.
4. ก. และ ง.
20. การปลูกหญ*าแฝกตามแนวด*านข*างโดยรอบสถานที่ฝnงกลบขยะ จะกQอให*เกิดผลดีในข*อใดมากที่สุด
ก. ชQวยลดกลิ่นที่ไมQต*องการ
ข. ชQวยดูดซับสารพิษบางชนิด
ค. ชQวยลดการชะล*างพังทลายของหน*าดิน
ง. ชQวยปรับสภาพของดินโดยรอบพื้นที่ให*ดีขึ้น
1. ก. และ ข.
2. ฃ. และ ค.
3. ค. และ ง.
4. ก. และ ง.
21. สารใดที่ตรวจพบในน้ำปnสสาวะแล*วอาจไมQใชQเกิดจากไตผิดปกต ิ
1. โปรตีน
2. ยูเรีย
3. กลูโคส
4. เกลือโซเดียม
22. อวัยวะใดที่ทำหน*าที่ขับเกลือออกจากรQางกายของปลาทะเลสQวนใหญ Q
1. เหงือก
2. ทวารหนัก
3. ไต
4. ถูกทุกข*อ
23. ข*อใดจัดเรียงลำดับการปcองกันและกำจัดเชื้อโรคของรQางกายจากชั้นนอกไปชั้นในได*ถูกต*อง
1. เม็ดเลือดขาว, ผิวหนัง, ระบบน้ำเหลือง
2. ผิวหนัง, ระบบน้ำเหลือง, เม็ดเลือดขาว
3. ผิวหนัง, เม็ดเลือดขาว, ระบบน้ำเหลือง
4. ระบบน้ำเหลือง, ผิวหนัง, เม็ดเลือดขาว
24. ข*อใดไมQถูกต*อง
1. แอนติบอดีเปUนสารโปรตีนที่ทำหน*าที่ต*านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค
2. เมื่อรQางกายได*รับละอองเกสรรQางกายจะสร*างแอนติเจนขึ้นมาตQอต*าน
3. วัคซีน สามารถผลิตจากเชื้อโรคที่อQอนฤทธิ์ เชื้อโรคที่หมดฤทธิ์ หรือสารพิษที่หมดพิษก็ได *
ี
4. วัคซีนบางชนิดฉีดเข็มเดียว บางชนิดต*องมีการฉดกระตุ*น เนื่องจากความเข*มข*นของแอนติบอด ี
จากวัคซีนจะลดน*อยลงเรื่อย ๆ
25. เมื่อทิ้งลูกกลมโลหะทรงกลมลงในน้ำมันเครื่องที่บรรจุในภาชนะที่สูงมาก ขณะที่ลูกกลมโลหะเคลื่อนที่ใน
น้ำมันเครื่อง จงพิจารณาข*อความตQอไปน ี้
ก. แรงหนืดจะมีคQาลดลงจนมีคQาเทQากับศูนย 5
ข. แรงหนืดจะมีคQาเพิ่มมากขึ้นจนมีคQามากที่สุดแล*วคงท ี่
ค. ความเร็วของลูกกลมโลหะลดลงจนมีคQาเทQากับศูนย 5
ง. ความเรQงของลูกกลมโลหะลดลงจนมีคQาเทQากับศูนย 5
คำตอบที่ถูกต*องคือข*อใด
1. ข*อ ก, ข และ ค
2. ข*อ ก, ข และ ง
3. ข*อ ก และ ค
4. ข*อ ข และ ง
26. ข*อความใดถูกต*องตามสมบัติของความหนืด เมื่อปลQอยลูกปvนลงในน้ำมันเครื่อง
1. ชQวงต*นของการเคลื่อนที่ ลูกปvนมีความเรQงเนื่องจากแรงหนืดมีคQามาก
2. ชQวงต*นของการเคลื่อนที่ แรงหนืดมีคQาเพิ่มขึ้น ทำให*ความเร็วของลูกปvนมีคQาลดลง
3. ชQวงปลายของการเคลื่อนที่ ลูกปvนมีความเร็วคงที่เนื่องจากแรงหนืดมีคQาสูงสุดและเทQากับผลตQาง
ของน้ำหนักลูกปvนกับแรงลอยตัวที่น้ำมันเครื่องกระทำตQอลูกปvนพอด ี
4. ชQวงต*นขณะที่ลูกปvนมีความเร็วเปลี่ยนแปลง แรงหนืดขณะใดขณะหนึ่งมีคQามากกวQาผลตQางของ
น้ำหนักลูกปvนกับแรงลอยตัวที่น้ำมันเครื่องกระทำตQอลูกปvน
27. ข*อใดตQอไปนี้กลQาวถูกต*อง
1. วัตถุลอยแสดงวQาแรงลอยตัวมากกวQาน้ำหนักของวัตถ ุ
2. วัตถุที่จมอยูQในของเหลวแสดงวQาแรงลอยตัวเทQากับน้ำหนักวัตถุเสมอ
3. แรงลอยตัวจะมีคQาเทQาน้ำหนักที่ชั่งแล*วหายไปในของเหลว
4. วัตถุที่กำลังจมในของเหลวด*วยความเรQงจะมีแรงลอยตัวกระทำไมQเทQากับขณะจมนิ่งในของเหลว
28. จากข*อความตQอไปนี้ข*อใดถูก
ก. แรงดึงผิวของของเหลวจะมีทิศขนานกับผิวของของเหลว และตั้งฉากกับเส*นขอบที่ของเหลวสัมผัส
ข. อุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้น ความตึงผิวของน้ำน*อยลง
ค. แรงหนืดของของเหลวที่กระทำตQอวัตถุซึ่งเคลื่อนที่ในของเหลวมีคQาขึ้นอยูQกับขนาดความเร็วในการ
เคลื่อนที่ของวัตถ ุ
ข*อที่ถูกต*อง คือ
1. ข*อ ก
2. ข*อ ก และ ข
3. ข*อ ข และ ค
4. ถูกทุกข*อ
29. นำรถมวล 1,200 กิโลกรัมขึ้นทับแผQนโฟม ที่มีความหนาแนQน 100 กิโลกรัม/ลูกบาศก5เมตร, ขนาดกว*าง
1.5 เมตร ยาว 3 เมตร หนา 0.5 เมตร แล*วจึงปลQอยน้ำเข*าทQวมโฟมเพื่อให*ลอยและยกรถขึ้นได* จงหาระยะท ี่
โฟมจมน้ำในหนQวยเซนติเมตร
1. 20
2. 24
3. 28
4. 32
30. อQางน้ำปริมาตร 4,400 ลูกบาศก5เซนติเมตร เมื่อเปaดน้ำจากทQอซึ่งมีเส*นผQาศูนย5กลาง 1.0 เซนติเมตร น้ำจะ
เต็มอQางพอดีใช*เวลา 2 นาที จงหาอัตราเร็วของน้ำที่ไหลออกจากทQอในหนQวยเซนติเมตรตQอวินาท ี
1. 12
2. 47
3. 380
4. 2,800
31. ทQานเข*าใจวQา “อุณหภูม” หมายถึงข*อใด
ิ
1. ปริมาณพลังงานความร*อนที่มีอยูQในก*อนวัตถ ุ
2. พลังงานจลน5รวมของทุกเม็ดอนุภาคที่มีอยูQในก*อนวัตถ ุ
3. พลังงานจลน5เฉลี่ยของหนึ่งเม็ดอนุภาค
4. พลังงานที่ผQานเข*าสูQระบบหรือระบายออกมาจากระบบ
o
32. ถังใบหนึ่งบรรจุแกlสฮีเลียมและแกlสอาร5กอนที่มีน้ำหนักเทQากัน ที่อุณหภูมิ 20 C ข*อความใดตQอไปนี้ถูกต*อง
1. ความดันที่เกิดจากแกlสสองชนิดนี้มีคQาเทQากัน
2. แกlสสองชนิดมีจำนวนโมเลกุลเทQากัน
3. อะตอมของฮีเลียมมีอัตราเร็วเฉลี่ยเทQากับอะตอมของอาร5กอน
4. ไมQมีข*อใดถูกต*อง
33. คำกลQาวที่วQา ที่อุณหภูมิคงตัว ความดันของแกlสจะแปรผกผันกับปริมาตร เปUนคำกลQาวของใคร
1. ชาร5ล
2. เกย5 ลูสแซก
3. บอยล5
4. กฎของแกlส
34. พลังงานจลน5เฉลี่ยของโมเลกุลแกlสหาได*จากปริมาณใด
1. จำนวนโมเลกุลในแกlสเทQานั้น
2. ความดันของแกlสเทQานั้น
3. อุณหภูมิของแกlสเทQานั้น
4. ไมQสามารถหาได*จากปริมาณใดปริมาณหนึ่งเทQานั้น
35. แทQงเหล็กสองก*อนมีมวลตQางกันโดยก*อนแรกมีคQามากกวQาก*อนที่สอง ถ*าให*ความร*อนแกQแทQงเหล็กทั้งสอง
เทQากัน พบวQา
ก. อุณหภูมิของแทQงเหล็กทั้งสองเพิ่มขึ้นเทQากัน
ข. ความจุความร*อนของแทQงเหล็กแทQงแรกมีคQาน*อยกวQาแทQงเหล็กแทQงที่สอง
ค. ความจุความร*อนจำเพาะของแทQงเหล็กแทQงแรกมีคQามากกวQาแทQงที่สอง
มีคำตอบที่ถูกต*องทั้งสิ้นจำนวน
1. 1 ข*อ
2. 2 ข*อ
3. 3 ข*อ
4. ผิดทุกข*อ
36. การต*มน้ำให*เดือดโดยไมQปaดฝาภาชนะ จัดเปUนกระบวนการใด
1. Isothermal process
2. Isochoric process
3. Isobaric process
4. Adiabatic process
37. ข*อใดไมQใชQสมบัติของแกlสในแบบจำลองของแกlส
1. แกlสประกอบด*วยอนุภาคขนาดเล็ก ๆ
2. แตQละโมเลกุลของแกlสมีการเคลื่อนที่แบบไร*ระเบียบ
3. การชนกันระหวQางโมเลกุลของแกlสเปUนการชนแบบยืดหยุQน
4. แตQละโมเลกุลของแกlสมีแรงดึงดูดระหวQางโมเลกุล
ิ
38. หลังจากการออกกำลังกายกลางแดดนาน ๆ รQางกายมีกลไกในการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมอยQางไร
1. ลดอัตราเมตาบอลิซึม และหลอดเลือดขยายตัว
2. ลดอัตราเมตาบอลิซึม และหลอดเลือดหดตัว
3. เพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม และหลอดเลือดขยายตัว
4. เพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม และหลอดเลือดหดตัว
39. สารใดที่ไมQพบในปnสสาวะของคนปกต ิ
1. โปรตีน
2. ยูเรีย
3. ยูริก
4. เกลือโซเดียม
40. แหลQงสังเคราะห5โปรตีนภายในเซลล5 ได*แกQข*อใด
1. ไลโซโซม
2. ไรโบโซม
3. กอลจิบอด ี
4. ไมโทคอนเดรีย
41. เมื่อเชื้อโรคเข*าสูQรQางกายคน รQางกายจะมปฏิกิริยาตอบสนองโดยสร*างสารใดมาตQอส ู*
ี
1. เซรุQม
2. แอนติเจน
3. ทอกซอยด5
4. แอนติบอด ี
42. ออร5แกเนลล5ใดในเซลล5พืชที่ไมQพบดีเอ็นเอ
1. นิวเคลียส
2. แวคิวโอล
3. คลอโรพลาสต5
4. ไมโทคอนเดรีย
43. แฝดสยามเกิดจากการปฏิสนธิตามข*อใด
1. ไขQ 1 ใบ สเปaร5ม 1 ตัว
2. ไขQ 1 ใบ สเปaร5ม 2 ตัว
3. ไขQ 2 ใบ สเปaร5ม 1 ตัว
4. ไขQ 2 ใบ สเปaร5ม 2 ตัว
44. พQอมีเลือดหมูQ O แมQมีเลือดหมูQ AB ลูกของพQอแมQคูQนี้จะมีหมูQเลือดใดได*บ*าง
1. หมูQ A หรือหมูQ AB
2. หมูQ B หรือหมูQ AB
3. หมูQ A หรือหมูQ B
4. หมูQ O หรือหมูQ AB
45. ลักษณะทางพันธุกรรมในข*อใดตQอไปนี้ถูกควบคุมด*วยยีนบนออโตโซม
ก. ผมหยิก ข. ฮีโมฟเลีย ค. หมูQเลือด AB ง. ตาบอดสี
1. ข*อ ก และ ข
2. ข*อ ค และ ง
3. ข*อ ก และ ค