การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนตอ่ มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ในอาํ เภอภเู วยี ง จังหวัดขอนแก่น
THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL
MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE
นายรฐั กลู เสนารา
วทิ ยานพิ นธน์ เ้ี ปน็ สว่ นหนึง่ ของการศกึ ษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญารฐั ศาสตรมหาบัณฑติ
บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
พุทธศักราช ๒๕๖๓
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙
ในอาํ เภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแกน่
นายรัฐกูล เสนารา
วิทยานิพนธน์ ี้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของการศกึ ษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญารฐั ศาสตรมหาบณั ฑติ
บัณฑติ วิทยาลัย
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓
(ลขิ สิทธ์เิ ป็นของมหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั )
The Public Political Participation in COVID-19 Control
Measures in Phu Wiang District, Khon Kaen Province
Mr. Rattagool Senara
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Master of Political Science Program
Graduate School
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
C.E. 2020
(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก
ช่ือวิทยานพิ นธ์ : การมีสว่ นรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรค
โควิด-๑๙ ในอาํ เภอภูเวยี ง จังหวดั ขอนแก่น
ผวู้ ิจัย : นายรัฐกลู เสนารา
ปริญญา : รฐั ศาสตรมหาบัณฑติ
คณะกรรมการควบคมุ วทิ ยานิพนธ์
: ผศ. ดร.ชาญชยั ฮวดศรี, พธ.บ. (สงั คมศกึ ษา), M.A. (Political Science),
Ph.D. (Political Science)
: ดร.ปรัชญา มีโนนทองมหาศาล, น.บ. (นติ ิศาสตร)์ , น.ม. (นติ ศิ าสตร)์ ,
ศศ.ม. (รฐั ศาสตร์), Ph.D. (Political Science)
วนั สาํ เรจ็ การศึกษา : ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ๒) เพื่อศึกษา
เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน
อําเภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๓) เพื่อศกึ ษาหลกั อิทธิบาท ๔ ทส่ี ่งผลต่อ
ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง
จังหวัดขอนแก่น ๔) เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่ม
ตัวอย่าง จํานวน ๓๙๘ คน และผู้ให้ข้อมูลสําคัญจํานวน ๘ รูป/ คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล
คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรปู ทางสังคมศาสตร์ และ
วิเคราะหเ์ น้ือหาประกอบบริบท
ผลการวิจยั พบว่า
๑. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก ยกเว้น
ด้านการรบั ผลประโยชน์อยู่ในระดับปานกลาง
๒. ผลการเปรียบเทียบ พบว่า ประชาชนท่ีมีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อ
เดือน ท่ีต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง แตกต่างกัน ส่วนประชาชนท่ีมีเพศต่างกัน มี
ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่แตกต่างกัน และอิทธิบาท ๔ ส่งผลต่อระดับการมีส่วนร่วม
ทางการเมือง โดยมคี วามสมั พันธ์อย่างมนี ัยสําคัญทางสถติ ิท่ี ๐.๐๑
๓. แนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่า ด้านการตัดสินใจ ควรเปิด
โอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประชุม ด้านการดําเนินงาน ควรใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแจ้งข่าวสาร
ด้านการรับผลประโยชน์ ควรประชาสัมพันธ์การใช้แอปพลิเคชั่นหมอชนะและไทยชนะ ด้านการ
ติดตามและประเมินผล ควรมีการช้ีแจงข้อมูลที่ถูกตอ้ งให้ประชาชนไดร้ บั ทราบ
ข
Thesis Title : The Public Political Participation in COVID-19 Control
Measures in Phu Wiang District, Khon Kaen Province
Researcher : Mr. Rattagool Senara
Degree : Master of Political Science Program
Thesis Supervisory Committee
: Asst. Prof. Chanchai Huadsri, B.A. (Social Study),
M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science)
: Dr. Pruchya Meenonthongmahasan, Bachelor of Laws,
Master of Laws, M.A. (Political science),
Ph.D. (Political science)
Date of Graduation : May 27, 2021
Abstract
The objectives of this research were: 1) to study the level of public
political participation in COVID-19 control measures in Phu Wiang District, Khon Kaen
Province; 2) to compare the level of public political participation with COVID-19
control measures in Phu Wiang District, Khon Kaen Province, classified by the
samples’ factors; 3) to study the Four Iddhipāda (Paths of Accomplishment) affecting
the public political participation in COVID-19 control measures in Phu Wiang District,
Khon Kaen Province; 4) to study the guidelines for promoting the public political
participation in the COVID-19 control measures in Phu Wiang District, Khon Kaen
Province by using mixed research methods. The samples consisted of 398
participants and eight key informants. The tools used to collect data were the
questionnaires and interviews. The data analysis was conducted using a social
science computer program, and the content was analyzed together with its contexts.
The research results were as follows:
1) The public political participation in COVID-19 control measures in Phu
Wiang District, Khon Kaen Province, was statistically rated at a high level, excepted
the aspect of taking benefits rated at the moderate level.
2) The comparative results indicated that the people with differences in
age, education, occupation, and monthly income had their political participation
differently; for those with gender differences had their political participation
indifferently, and the Four Iddhipāda Dhammas (Paths of Accomplishment) has
affected on the level of the political participation with significant statistic relation of
0.01.
ค
3 ) The guidelines for promoting public political participation are that: in
terms of making a decision, the public should be allowed to participate in the
meeting; in terms of operational aspect, social media to inform news should be
used; in the aspect of taking benefit, the use of Mor-Chana and Thai-Chana
applications should be promoted; in regards to monitoring and evaluation, correct
information should be disclosed to the public.
ง
กิตตกิ รรมประกาศ
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ สําเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะความเมตตาอนุเคราะห์จากคณะกรรมการ
ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ฮวดศรี, ดร.ปรัชญา มีโนนทองมหาศาล
และจากอาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล พรมกุล,
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัญญา คล้ายเดช ท่ีทุกท่านได้กรุณาสละเวลาให้คําปรึกษาแนะนําและคอยให้
ความช่วยเหลือในการปรับปรุงแก้ไขด้วยดีมาโดยตลอด จึงขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ปรึกษาทุก
ทา่ นเปน็ อยา่ งสูงมา ณ โอกาสน้ี
ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา ปราณีต ประธานกรรมการควบคุมสอบ
ป้องกันวิทยานิพนธ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วินิจ ผาเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิ, รองศาสตราจารย์ ดร.ภาส
กร ดอกจันทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ท่ีได้กรุณาให้คําแนะนําในการปรับปรุงแก้ไขเป็นอย่างดี และผู้เชี่ยวชาญ
ตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือในการวิจัย คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวิน ทองป้ัน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.ประกอบ มีโคตรกอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล พรมกุล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรัส ลีกา,
ดร.สุทธิพงษ์ สวัสดิ์ทา ทุกท่านที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือในการวิจัยจนสําเร็จ
ดว้ ยดี
ขอขอบพระคุณ เจ้าคณะอําเภอภูเวียง-หนองนาคํา (ธรรมยุต), สาธารณสุขอําเภอภูเวียง,
ผอู้ ํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตําบลหนองกงุ ธนสาร, นายกองค์การบริหารสว่ นตําบลหนอง
กุงธนสาร, นายกองค์การบริหารส่วนตําบลนาหว้า, ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลภูเวียง,
ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านกุดขอนแก่น, ผู้อํานวยการโรงเรียนนาหว้านาเจริญ ที่ให้ความอนุเคราะห์ใน
การให้สมั ภาษณ์เพือ่ เกบ็ ขอ้ มลู แกผ่ ูว้ จิ ยั เป็นอย่างดี
ขอขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่และคุณย่า ครอบครัวรวมไปถึงญาติพี่น้องทุกๆคน, เพ่ือน
ๆหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิตทุกรูป/คน, คณาจารย์ เจ้าหน้าท่ี แม่บ้าน ประจํามหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่นทุกท่าน, พ่ีนิภา ทัตตานนท์, ดร.ทรงพล โชติกเวชกุล, ที่
ได้ให้ความรู้ทางการศึกษา คอยอํานวยความสะดวกในการดําเนินการต่าง ๆ และคอยสนับสนุนให้
กําลังใจมาโดยตลอด และขอขอบคุณ คุณศศิวรรณ วรรณโชติ ท่ีได้ทุ่มเทให้คําแนะนําในการทํา
วทิ ยานิพนธจ์ นสาํ เร็จลลุ ่วงไปได้ด้วยดี
คุณความดีใดๆ อันพึงบังเกิดมีจากวิทยานิพนธ์น้ี ผู้วิจัยขอมอบแด่ทุกท่านที่เอ่ยนามมา
ข้างต้น เพ่ือตอบแทนพระคุณที่ทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์วิทยานิพนธ์เล่มน้ีกับผู้วิจัย
จนประสบความสําเรจ็ อย่างดยี ่งิ
นายรฐั กูล เสนารา
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔
สารบัญ จ
เร่ือง หนา้
บทคัดยอ่ ภาษาไทย ก
บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษ ข
กติ ติกรรมประกาศ ง
สารบัญ จ
สารบัญตาราง ซ
สารบญั แผนภาพ ฎ
คําอธบิ ายสัญลักษณแ์ ละคาํ ยอ่ ๑
บทท่ี ๑ บทนํา ๑
๑.๑ ความเปน็ มาและความสาํ คัญของปัญหา ๑
๑.๒ คาํ ถามการวิจัย ๓
๑.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั ๓
๑.๔ ขอบเขตของการวิจัย ๓
๑.๕ สมมติฐานการวจิ ัย ๔
๑.๖ นิยามศัพทเ์ ฉพาะท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย ๕
๑.๗ ประโยชนท์ ไ่ี ด้รับจากการวจิ ยั ๖
บทที่ ๒ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง ๗
๒.๑ แนวคดิ และทฤษฎที ่เี กี่ยวข้อง ๗
๒.๑.๑ แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกบั การมสี ว่ นร่วม ๗
๒.๑.๒ แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับการมสี ่วนรว่ มทางการเมือง ๒๙
๒.๑.๓ แนวคดิ และทฤษฎีเกยี่ วกับโรคโควิด-๑๙ ๔๗
๒.๑.๔ แนวคิดและทฤษฎเี กีย่ วกบั มาตรการควบคุมโรค ๕๑
๒.๑.๕ แนวคิดและทฤษฎีเกย่ี วกับมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ๕๔
๒.๒ หลักอทิ ธิบาท ๔ ๖๙
๒.๒.๑ ความหมายของอทิ ธบิ าท ๔ ๖๙
๒.๒.๒ การเจรญิ อทิ ธบิ าท ๔ ๗๔
๒.๒.๓ อานสิ งคข์ องการเจรญิ อทิ ธิบาท ๔ ๗๔
๒.๓ ข้อมลู บรบิ ทเรอ่ื งท่ีวจิ ยั ๗๘
๒.๔ งานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง ๗๙
๒.๕ กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ๑๐๒
ฉ
บทท่ี ๓ วธิ ดี าํ เนนิ การวิจัย ๑๐๓
๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั ๑๐๓
๓.๒ การวิจยั เชงิ คุณภาพ ๑๐๓
๓.๒.๑ ผูใ้ ห้ข้อมลู สาํ คญั ๑๐๓
๓.๒.๒ เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ๑๐๔
๓.๒.๓ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ๑๐๕
๓.๒.๔ การวิเคราะหข์ ้อมูล ๑๐๖
๓.๓ การวจิ ัยเชงิ ปรมิ าณ ๑๐๖
๓.๓.๑ ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง ๑๐๖
๓.๓.๒ เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวิจยั ๑๐๗
๓.๓.๓ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ๑๑๐
๓.๓.๔ การวเิ คราะห์ข้อมูล ๑๑๑
บทท่ี ๔ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ๑๑๒
๔.๑ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแก่น ๑๑๒
๔.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ในอาํ เภอภเู วียง จังหวดั ขอนแกน่ ๑๑๕
๔.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภูเวียง จงั หวัดขอนแกน่ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ๑๑๙
๔.๔ เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามปัจจัย
สว่ นบุคคล ๑๒๓
๔.๕ ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแก่น ๑๔๐
๔.๖ ผลการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์แนวทางการประยุกต์ใช้อิทธิบาท ๔ เพื่อ
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโค
วดิ -๑๙ ในอําเภอภเู วียง จงั หวัดขอนแก่น ๑๔๑
๔.๗ สรุปองคค์ วามรทู้ ไ่ี ด้รับจากการวิจยั ๑๔๖
บทท่ี ๕ สรปุ อภปิ รายผล ขอ้ เสนอแนะ ๑๔๘
๕.๑ สรุปผลการวจิ ยั ๑๔๘
๕.๒ อภปิ รายผลการวิจยั ๑๕๒
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ ๑๕๘
บรรณานุกรม ๑๖๐
ช
ภาคผนวก ๑๖๙
ภาคผนวก ก แบบสอบถาม และแบบสมั ภาษณ์ ๑๗๐
ภาคผนวก ข รายนามผู้เช่ียวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือและหนังสือขอความ
อนเุ คราะห์ตรวจแกไ้ ขเคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการทําวิทยานิพนธ์ ๑๗๙
ภาคผนวก ค รายนามผใู้ ห้ข้อมลู สาํ คญั ในการสัมภาษณ์ (Key Informants)
และหนังสอื ขอความอนุเคราะหส์ มั ภาษณเ์ กบ็ ข้อมูลเพอ่ื การวิจัย ๑๘๖
ภาคผนวก ง ผลของการหาค่า IOC แบบสอบถาม
และคา่ สัมประสิทธิ์แอลฟา แบบสัมภาษณ์ ๑๙๖
ภาคผนวก จ ภาพประกอบในการสมั ภาษณก์ ารวจิ ยั ๒๐๑
ประวตั ิผู้วิจยั ๒๑๐
ซ
สารบญั ตาราง
ตารางที่ หน้า
ตารางที่ ๒.๑ ความหมายของการมีสว่ นรว่ ม ๑๐
ตารางท่ี ๒.๒ ความหมายของการมสี ่วนร่วมของประชาชน ๑๒
ตารางท่ี ๒.๓ รปู แบบของการมสี ่วนร่วมของประชาชน ๑๓
ตารางที่ ๒.๔ ความสาํ คัญของการมสี ว่ นร่วมของประชาชน ๑๕
ตารางที่ ๒.๕ ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การมสี ่วนรว่ ม ๑๖
ตารางท่ี ๒.๖ กระบวนการหรือขัน้ ตอนการมีส่วนร่วม ๒๔
ตารางท่ี ๒.๗ ตัวแบบการมีส่วนร่วม ๒๙
ตารางท่ี ๒.๘ ความหมายของการมีสว่ นรว่ มทางการเมอื ง ๓๐
ตารางที่ ๒.๙ รูปแบบการมีสว่ นร่วมทางการเมอื ง ๓๗
ตารางที่ ๒.๑๐ ระดบั การมสี ว่ นร่วมทางการเมือง ๔๒
ตารางที่ ๒.๑๑ เงือ่ นไขการมสี ่วนร่วมทางการเมอื ง ๔๔
ตารางที่ ๒.๑๒ ปญั หาการมีสว่ นรว่ มทางการเมือง ๔๗
ตารางที่ ๒.๑๓ แนวคิดและทฤษฎเี ก่ยี วกบั โรคโควดิ -๑๙ ๕๐
ตารางที่ ๒.๑๔ แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับมาตรการควบคุมโรค ๕๔
ตารางท่ี ๒.๑๕ แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ๖๖
ตารางท่ี ๒.๑๖ ความหมายของอทิ ธบิ าท ๔ ๗๓
ตารางท่ี ๒.๑๗ การเจริญอิทธบิ าท ๔ ๗๔
ตารางที่ ๒.๑๘ อานิสงค์ของการเจรญิ อิทธบิ าท ๔ ๗๖
ตารางที่ ๒.๑๙ สรุปงานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ ง ๙๕
ตารางท่ี ๔.๑ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
จําแนกตามเพศ ๑๑๒
ตารางท่ี ๔.๒ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
จําแนกตามอายุ ๑๑๓
ตารางท่ี ๔.๓ จํานวนความถ่ีและร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
จาํ แนกตามระดบั การศกึ ษา ๑๑๓
ตารางท่ี ๔.๔ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
จําแนกตามอาชพี ๑๑๔
ตารางที่ ๔.๕ จํานวนความถ่ีและร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
จาํ แนกตามรายได้ต่อเดอื น ๑๑๔
ตารางที่ ๔.๖ ระดับการมีส่วนรว่ มทางการเมอื งของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ ในอําเภอภเู วียง จังหวดั ขอนแกน่ โดยภาพรวม ๑๑๕
ตารางที่ ๔.๗ ระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-
๑๙ ในอาํ เภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแก่น ดา้ นการตดั สินใจ ๑๑๖
ฌ
ตารางท่ี ๔.๘ ระดบั การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-
๑๙ ในอําเภอภเู วียง จงั หวัดขอนแกน่ ด้านการดําเนนิ งาน ๑๑๗
ตารางที่ ๔.๙ ระดบั การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ ในอาํ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ดา้ นการรบั ผลประโยชน์ ๑๑๘
ตารางท่ี ๔.๑๐ ระดับการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ ในอําเภอภเู วยี ง จงั หวดั ขอนแก่น ดา้ นการตดิ ตามและประเมินผล ๑๑๙
ตารางที่ ๔.๑๑ ระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-
๑๙ ในอาํ เภอภเู วียง จังหวดั ขอนแกน่ ตามหลักอิทธิบาท ๔ โดยภาพรวม ๑๒๐
ตารางท่ี ๔.๑๒ ระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแกน่ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ดา้ นฉันทะ ๑๒๐
ตารางที่ ๔.๑๓ ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ ในอาํ เภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอทิ ธิบาท ๔ ด้านวิรยิ ะ ๑๒๑
ตารางที่ ๔.๑๔ ระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวัดขอนแกน่ ตามหลกั อิทธบิ าท ๔ ดา้ นจิตตะ ๑๒๒
ตารางท่ี ๔.๑๕ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ในอาํ เภอภเู วียง จงั หวัดขอนแก่น ตามหลักอทิ ธิบาท ๔ ดา้ นวมิ ังสา ๑๒๒
ตารางท่ี ๔.๑๖ แสดงผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตาม
เพศ ๑๒๓
ตารางที่ ๔.๑๗ แสดงผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตาม
อายุ โดยรวมและรายด้าน ๑๒๔
ตารางท่ี ๔.๑๘ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด
ท่ีสุด (Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการดําเนินงาน จําแนกตาม
อายุ ๑๒๕
ตารางท่ี ๔.๑๙ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด
ที่สุด (Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการติดตามและประเมินผล
จําแนกตามอายุ ๑๒๖
ตารางท่ี ๔.๒๐ แสดงผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตาม
ระดบั การศึกษา โดยรวมและรายดา้ น ๑๒๗
ตารางที่ ๔.๒๑ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุด
ท่ีสุด (Lest Significant Difference : LSD.) โดยรวม จําแนกตามระดับ
การศกึ ษา ๑๒๘
ญ
ตารางที่ ๔.๒๒ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด
ที่สุด (Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการดําเนินงาน จําแนกตาม
ระดับการศึกษา ๑๒๙
ตารางท่ี ๔.๒๓ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด
ท่ีสุด (Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการด้านการติดตามและ
ประเมินผล จาํ แนกตามระดบั การศกึ ษา ๑๓๐
ตารางท่ี ๔.๒๔ แสดงผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตาม
อาชีพ โดยรวมและรายดา้ น ๑๓๑
ตารางที่ ๔.๒๕ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุด
ทีส่ ุด (Lest Significant Difference : LSD.) โดยรวม จําแนกตามอาชีพ ๑๓๒
ตารางท่ี ๔.๒๖ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด
ท่ีสุด (Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการดําเนินงาน จําแนกตาม
อาชีพ ๑๓๓
ตารางที่ ๔.๒๗ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุด
ท่ีสุด (Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการติดตามและประเมินผล
จาํ แนกตามอาชพี ๑๓๔
ตารางที่ ๔.๒๘ แสดงผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตาม
รายไดต้ ่อเดอื น โดยรวมและรายดา้ น ๑๓๕
ตารางที่ ๔.๒๙ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด
ท่ีสุด (Lest Significant Difference : LSD.) โดยรวม จําแนกตามรายได้ต่อ
เดอื น ๑๓๖
ตารางที่ ๔.๓๐ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุด
ที่สุด (Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการดําเนินงาน จําแนกตาม
รายได้ต่อเดือน ๑๓๗
ตารางที่ ๔.๓๑ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท ๔ กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
(Spearman’s rank order correlation coefficient) ๑๓๘
ตารางที่ ๔.๓๒ แสดงสรปุ ผลการทดสอบสมมตฐิ านการวิจัย ๑๓๙
ตารางที่ ๔.๓๓ สรุปข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแกน่ ๑๔๑
ตารางที่ ๔.๓๔ สรุปแนวทางการประยุกต์ใช้อิทธิบาท ๔ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวัด
ขอนแก่น ๑๔๕
สารบัญแผนภาพ ฎ
แผนภาพที่ หน้า
แผนภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ๑๐๒
แผนภาพท่ี ๔.๑ แสดงตัวแปรท่ีส่งผลตอ่ ระดบั การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชน ๑๓๙
แผนภาพท่ี ๔.๒ สรปุ องคค์ วามรทู้ ไ่ี ดร้ บั จากการวจิ ัย ๑๔๗
คําอธิบายสัญลกั ษณ์และคาํ ยอ่
อักษรย่อในวิทยานิพนธ์คร้ังนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย การอ้างอิงระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ ให้ใช้อักษรย่อตัวพ้ืนปกติ เช่น
ท.ี สี.(ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ภาษาไทย เล่ม ๙ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๙๘ ฉบับ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙
ก. คําย่อช่ือคมั ภีรพ์ ระไตรปฎิ ก
พระวนิ ยั ปฎิ ก
คําย่อ ชื่อคมั ภรี ์ ภาษา
วิ.มหา. (ไทย) = วินัยปิฎก มหาวภิ ังค์ (ภาษาไทย)
คาํ ยอ่ พระสุตตันตปฎิ ก ภาษา
ส.ํ ม. (ไทย) (ภาษาไทย)
ช่ือคัมภีร์
= สุตตันตปิฎก สังยุตตนกิ าย มหาวารวรรค
บทที่ ๑
บทนํา
๑.๑ ความเปน็ มาและความสําคัญของปัญหา
การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นตัวช้ีวัดท่ีสําคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย
สังคมใดจะมีความเป็นประชาธิปไตยสูงหรือต่ํา พิจารณาได้จากการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชน สังคมใดที่ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง ย่อมมีระดับความเป็น
ประชาธิปไตยสูง ในทางตรงข้ามสังคมใดประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมการเมืองตํ่า แสดงว่าสังคม
นนั้ มีระดับความเป็นประชาธิปไตยต่ํา กลา่ วได้ว่าหัวใจสําคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
คือ การมีส่วนร่วมในการปกครองของพลเมือง ซึ่งนอกจากเป็นการสะท้อนการยืนยันในสิทธิเสรีภาพ
ของสมาชิกในสังคมแล้ว ยังเป็นการยืนยันถึงความเสมอภาคของสมาชิกของสังคมอีกด้วย ซ่ึงในส่วน
ของกระบวนการทางการเมืองน้ัน การมีส่วนร่วมทางการเมืองแท้จริง คือ การแสดงออกซ่ึงกิจกรรม
ทางการเมืองของบุคคลในสังคมกิจกรรมเหล่านี้ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับองค์กร
ทางการเมือง รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล การแสดงออกซึ่งกิจกรรมทางการ
เมืองเหล่านี้คือกระบวนการทางการเมืองซึ่งจะนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายท่ีประชาชนต้องการ การมี
ส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลและองค์ประกอบทางการเมืองที่ครอบคลุมระบบปฏิสัมพันธ์
(interaction system) ทางการเมืองทั้งหมด จะทําให้เข้าใจบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
บุคคลและองค์กรทางการเมืองไดช้ ัดเจนยิ่งขึน้
ไวรัสโคโรน่าหรือที่เรารู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ โควิด-๑๙ เป็นไวรัสท่ีถูกพบคร้ังแรก
ในปี ๑๙๖๐ แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากท่ีใด แต่เป็นไวรัสท่ีสามารถติดเช้ือได้ทั้งใน
มนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธ์ุนี้แล้วท้ังหมด ๖ สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์ท่ีกําลังแพร่
ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ท่ียังไม่เคยพบมาก่อน คือ สายพันธุ์ที่ ๗ จึงถูกเรียกว่าเป็น “ไวรัส
โคโรนาสายพันธุ์ใหม่” และในภายหลังถูกต้ังชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โควิด-๑๙” (COVID-๑๙) น่ันเอง
โดยไวรัสชนิดนี้มีการระบาดในเมืองอู่ฮ่ัน ประเทศจีนในเดือนธันวาคมปี ๒๐๑๙ และขณะนี้โรคโควิด-
๑๙ มีการระบาดใหญ่แพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆท่ัวโลก ส่งผลกระทบทําให้มีผู้เสียชีวิตจํานวนมาก
ในหลายประเทศท่ัวโลก
ไวรัสโควิด-๑๙ เป็นเชื้อไวรัสประเภทหน่ึงที่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านทาง
ละอองนํ้ามูก น้ําลายจากจมูกหรือปากซึ่งออกมาเมื่อผู้ป่วยโรคโควิด-๑๙ ไอ จามหรือพูด ละออง
เหล่านี้ค่อนข้างหนัก ไปไม่ได้ไกล และจะตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว เราสามารถรับเชื้อโรคโควิด-๑๙ ได้
จากการหายใจเอาละอองเหล่าน้ันเข้าไปจากผู้ป่วย ซึ่งละอองเชื้อโรคเหล่าน้ียังตกลงสู่วัตถุและพื้นผิว
๒
ต่าง ๆ เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู ราวจับ และเมื่อมีคนเอามือไปสัมผัสพ้ืนผิวเหล่าน้ันแล้วมาจับตา จมูก
หรือปาก ก็จะมีเชื้อโรคดังกล่าวติดมาด้วย และเนื่องจากความเสี่ยงจากการติดเชื้อดังกล่าว จึงจําเป็น
อย่างยง่ิ ท่ีเราจะตอ้ งรักษาระยะห่างจากผอู้ น่ื อย่างน้อย ๑ เมตร (Social Distancing)
สําหรับในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยนั พบผู้ป่วยติดเช้ือโควิด-๑๙ ในประเทศ
ไทยครั้งแรกเป็นนักท่องเท่ียวหญิงชาวจีน อายุ ๖๑ ปี ท่ีเดินทางมาจากเมืองอู่ฮ่ัน ประเทศจีน ในวันที่
๒ มกราคม ๒๕๖๓ และเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ ตรวจพบคนขับแท็กซ่ี อายุ ๕๐ ปี ซ่ึงผลตรวจ
ยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยโควิด-๑๙ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้รับผู้โดยสารชาวจีน ถือเป็นคนไทยรายแรกที่ติด
เชื้อโควิด-๑๙ ต่อมาได้รับการรักษาจนหายดีเม่ือวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ และยังมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ
เพ่ิมขึ้นเร่ือย ๆ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดดังกล่าวอีกด้วย ทําให้รัฐบาลได้มีการประกาศ
สถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องท่ีท่ัวราชอาณาจักร และกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติด
เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือโรคโควิด-๑๙ เป็นโรคติดต่ออันตราย เม่ือวันท่ี ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
ตามพระราชบญั ญตั โิ รคติดต่อ พ.ศ.๒๕๕๘
นอกจากน้ียังได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโค
โรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) ซึ่งทําหน้าที่เก่ียวกับการควบคมุ และตดิ ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โรคดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อํานวยการศูนย์ฯ พร้อมทั้งได้มีการออกมาตรการ
ควบคุมหลัก ท่ีรับรองตามข้อกําหนดออกตามในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการใน
สถานการณ์ฉกุ เฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ (ฉบบั ที่ ๑) ข้อ ๑๑ เพื่อปอ้ งกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ โดย
มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันท่ี ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๓ ซ่ึงมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการ
ที่กําหนดตามรูปแบบกิจกรรมการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นหลัก ท้ังในส่วนของระดับประเทศ ระดับ
ชุมชน จนถึงระดับปัจเจกบุคคล เนื่องจากมีการแพร่กระจายของเชื้อไปยังจังหวัดต่าง ๆ ผ่านทางการ
เคลื่อนย้ายของประชากร ทําให้ทุกภาคส่วนต้องมีความตื่นตัวและเฝ้าระวัง และด้วยผลกระทบท่ี
กระจายเป็นวงกว้างทําให้ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบอย่างต่อเน่ือง โดยเฉพาะในพ้ืนท่ีการ
ท่องเที่ยวที่ถูกคําส่ังปิด ซ่ึงอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่นก็เป็นพ้ืนท่ีแหล่งท่องเที่ยวสําคัญของจังหวัด
ขอนแก่นท้ังในทางธรรมชาติ นิเวศวิทยา ธรณีวิทยา แหล่งโบราณคดี และมีแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน
หย่อนใจ เช่น หาดพัทยา ๒ หาดสรรค์ เกาะกุดหิน ผาชมตะวัน เป็นต้น ทั้งนี้ยังรวมไปถึงแหล่ง
ท่องเที่ยวเชิงวฒั นธรรม และวัดวาอารามท่ีมชี ่ือเสยี งหลายแห่งอีกด้วย สถานที่เหล่านี้ลว้ นถูกคาํ สั่งปิด
ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-๑๙ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวซ่ึงนํารายได้มาให้กับ
ประชาชนในพื้นท่ีเป็นอย่างมาก ดังนั้น การศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะเป็น
กระบวนการทางการเมอื ง(political process) จึงเก่ียวข้องและสัมพันธ์โดยตรงกับกระบวนการอบรม
กล่อมเกลาเรียนรู้ทางการเมือง(political socialization) ซ่ึงจะส่งผลต่อความเช่ือและพฤติกรรม
ทางการเมอื งของปจั เจกบุคคลในแตล่ ะสงั คมทเ่ี รยี กว่า วฒั นธรรมทางการเมือง
ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาผลกระทบและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในพ้ืนท่ี
อาํ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ต่อมาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ท่ีเป็นการเฝ้าระวงั และปอ้ งกันไมใ่ ห้
เกิดการติดเช้ือในเขตพื้นที่ โดยอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่นไม่พบผู้ติดเชื้อ และยอดติดเชื้อสะสม ๐
๓
ราย จึงเป็นเขตพ้ืนท่ีที่น่าศึกษาว่า ทําไมประชาชนในเขตพ้ืนอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็น
พน้ื ทแี่ หลง่ ทอ่ งเทีย่ วจึงไม่มกี ารติดเชอ้ื โรคโควดิ -๑๙ ดังกลา่ ว
๑.๒ คาํ ถามการวิจยั
๑.๒.๑ ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ อยใู่ นระดบั ใด
๑.๒.๒ ประชาชนที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ แตกต่างกนั อยา่ งไร
๑.๒.๓ หลักอิทธิบาท ๔ ส่งผลต่อระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ในอาํ เภอภเู วยี ง จงั หวดั ขอนแก่น อยา่ งไร
๑.๒.๔ แนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภเู วยี ง จงั หวัดขอนแกน่ เป็นอย่างไร
๑.๓ วตั ถุประสงค์ของการวิจยั
๑.๓.๑ เพ่ือศกึ ษาระดบั การมีสว่ นรว่ มทางการเมอื งของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรค
โควดิ -๑๙ ในอาํ เภอภูเวียง จงั หวัดขอนแก่น
๑.๓.๒ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวัดขอนแกน่ จําแนกตามปัจจยั ส่วนบคุ คล
๑.๓.๓ เพื่อศึกษาหลักอิทธิบาท ๔ ที่ส่งผลต่อระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภเู วยี ง จงั หวัดขอนแกน่
๑.๓.๔ เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวยี ง จงั หวดั ขอนแกน่
๑.๔ ขอบเขตของการวิจยั
การวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในเขต
อําเภอภูเวยี ง จงั หวัดขอนแกน่ ” ผวู้ จิ ัยไดก้ าํ หนดขอบเขตของการศกึ ษาวจิ ัยออกเป็น ๔ ดา้ น ดงั นี้
๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา
การวิจัยในครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในเขตอําเภอภูเวยี ง จงั หวดั ขอนแกน่ ทั้ง ๔ ด้าน ประกอบด้วย
๑. ดา้ นการตดั สินใจ
๒. ด้านการดําเนนิ งาน
๓. ดา้ นการรับผลประโยชน์
๔. ด้านการติดตามและประเมินผล
๔
โดยมีหลกั พุทธธรรมที่เก่ยี วขอ้ งคอื หลักอทิ ธิบาท ๔ ประกอบดว้ ย
๑. ฉันทะ
๒. วริ ิยะ
๓. จติ ตะ
๔. วิมงั สา
๑.๔.๒ ขอบเขตดา้ นประชากร และผู้ให้ข้อมลู สําคญั
๑) ขอบเขตด้านประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนในเขตอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จํานวน
๖๘,๑๐๗ คน๑
กลุ่มประชากรตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จํานวน
๓๙๘ คน
๒) ผู้ให้ขอ้ มูลสาํ คัญ
ผู้ให้ข้อมูลสําคัญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพ่ือสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจํานวน ๘ รูป/คน ได้แก่ เจ้า
คณะอําเภอ จาํ นวน ๑ รูป สาธารณสขุ อําเภอ จาํ นวน ๑ คน ผ้อู ํานวยการโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพ
ตําบล จํานวน ๑ คน นายกองค์การบริหารส่วนตําบล จํานวน ๒ คน ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบล
ภเู วียง จํานวน ๑ คน และผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาจํานวน ๒ คน
๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นพนื้ ที่
งานวิจัยน้ีได้กําหนดขอบเขตด้านพื้นท่ีการศึกษา โดยทําการศึกษาในเขตพ้ืนท่ีอําเภอ
ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพ้ืนท่ีท่ีมีความเหมาะสมและสัมพันธ์กับประเด็นวิจัย เนื่องจากเป็น
แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วท่สี าํ คญั ของจังหวัดขอนแก่น
๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา
งานวิจัยนี้ได้กําหนดขอบเขตระยะเวลาในการดําเนินการวิจัยต้ังแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๓
ถึง เดือนมนี าคม ๒๕๖๔ เปน็ ระยะเวลา ๖ เดือน
๑.๕ สมมติฐานการวจิ ยั
๑.๕.๑ ประชาชนท่ีมีเพศต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภเู วียง จังหวัดขอนแกน่ แตกต่างกนั
๑.๕.๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุม
โรคโควดิ -๑๙ ในอาํ เภอภเู วียง จงั หวัดขอนแก่น แตกตา่ งกนั
๑ กองแผนและงบประมาณ อบจ.ขอนแก่น, รายงานข้อมูลท้องท่ีและประชากรในจังหวัดขอนแก่น,
๒๕๖๓, หนา้ ๑.
๕
๑.๕.๓ ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวัดขอนแก่น แตกตา่ งกนั
๑.๕.๔ ประชาชนที่มีอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น แตกตา่ งกนั
๑.๕.๕ ประชาชนที่มีรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อ
มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภเู วียง จังหวดั ขอนแก่น แตกตา่ งกัน
๑.๕.๖ หลักอิทธิบาท ๔ ส่งผลต่อระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแกน่
๑.๖ นยิ ามศพั ท์เฉพาะทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
การมีส่วนร่วม หมายถึง การเข้าไปเกี่ยวข้องทางความคิด จิตใจ อารมณ์ และทางกาย
โดยความสมคั รใจหรือถกู บงั คบั ให้มสี ่วนรว่ มก็ตาม เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอยา่ งหน่ึง
การมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง การท่ีประชาชนเข้าร่วมดําเนินกิจกรรมทาง
การเมือง เพ่ือท่ีจะมีอิทธิพลต่อการกําหนดนโยบายของรัฐหรือผู้นํารัฐบาล รวมท้ังกดดันให้รัฐบาล
กระทําตามความประสงค์ของตนหรือกลุ่มตน และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นเคร่ืองชี้วัด
พัฒนาการทางการ เมืองในระบอบประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ การมีส่วนร่วมทางการเมืองจึง
ควรเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามท่ีกฎหมายกําหนด ดังน้ันประเทศท่ีพัฒนาการเมืองการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ในระดับที่ดีแล้ว ก็มักจะกําหนดให้ประชาชนทุกระดับมีสิทธิใน
การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามกฎหมายท่ีมีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติของ
กระบวนการทางการเมือง โดยการมสี ่วนร่วมทางการเมืองมี ๔ ด้าน คอื
๑. ดา้ นการตัดสินใจ
๒. ดา้ นการดาํ เนินงาน
๓. ด้านการรบั ผลประโยชน์
๔. ดา้ นการตดิ ตามและประเมนิ ผล
โรคโควิด-๑๙ หมายถึง โรคติดต่อซ่ึงเกิดจากไวรัสโคโรนาชนิดที่มีการค้นพบล่าสุด ที่
ส่งผลทําให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจที่ส่งผลรุนแรงจนถึงข้ันเสียชีวิต ซึ่งโรคน้ีเริ่มมีการระบาดใน
เมืองอู่ฮ่ัน ประเทศจีน ในเดือนธันวาคมปี ๒๐๑๙ และมีการพบผู้ป่วยยืนยันในหลายประเทศท่ัวโลก
ทําให้องค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคโควิด-๑๙ เป็นโรคที่มีระดับการระบาดใหญ่ (Pandemic)
เมอื่ วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๓
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ หมายถึง มาตรการควบคุมหลัก ที่รับรองตามข้อกําหนด
ออกตามในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘
(ฉบบั ที่ ๑) ขอ้ ๑๑ เพ่ือป้องกนั การแพร่ระบาดของโรคโควดิ -๑๙ มี ๔ ด้าน ประกอบดว้ ย
๑. ดา้ นการศกึ ษา
๒. ด้านเศรษฐกจิ และการดาํ เนินชวี ิต
๓. ดา้ นสุขภาพและนนั ทนาการ
๖
๔. ดา้ นการขนสง่ สาธารณะ
อาํ เภอภเู วียง หมายถึง อําเภอทีต่ ้งั อยู่ในจงั หวดั ขอนแกน่ ประกอบดว้ ย ๑๑ ตําบลได้แก่
๑. ตําบลภเู วยี ง
๒. ตาํ บลบ้านเรือ
๓. ตาํ บลหว้าทอง
๔. ตาํ บลกดุ ขอนแกน่
๕. ตําบลนาชมุ แสง
๖. ตําบลนาหว้า
๗. ตําบลหนองกุงธนสาร
๘. ตาํ บลหนองกุงเซิน
๙. ตาํ บลสงเปือย
๑๐ ตาํ บลดนิ ดํา
๑๑. ตาํ บลท่งุ ชมพ๒ู
๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
๑.๗.๑ ทําให้ทราบถึงระดับการมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนตอ่ มาตรการควบคุม
โรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวดั ขอนแกน่
๑.๗.๒ ทําให้ทราบถึงระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนตอ่ มาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภูเวยี ง จงั หวัดขอนแกน่ ตามปจั จัยสว่ นบคุ คล
๑.๗.๓ เพ่ือนาํ ผลการวจิ ัยไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการมสี ่วนร่วมทางการเมอื งของ
ประชาชนตอ่ มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภูเวยี ง จงั หวดั ขอนแกน่
๒ ศูนย์ข้อมูลประเทศไทย, อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: http://
khonkaen.kapook.com [๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓].
บทท่ี ๒
แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
การวิจัยเร่ือง การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-๑๙ ใน
เขตอาํ เภอภูเวียง จงั หวัดขอนแกน่ ผู้วิจัยได้ทาํ การศึกษาคน้ ควา้ แนวคดิ ทฤษฎงี านวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง เพ่ือ
ใช้ในการอา้ งองิ และเป็นขอ้ มลู ในการวจิ ยั ซ่งึ เรยี งลําดบั เนอ้ื หาดังตอ่ ไปน้ี
๒.๑ แนวคดิ และทฤษฎีที่เกย่ี วข้อง
๒.๑.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกบั การมีส่วนร่วม
๒.๑.๒ แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวกบั การมสี ่วนร่วมทางการเมือง
๒.๑.๓ แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับโรคโควดิ -๑๙
๒.๑.๔ แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกบั มาตรการควบคุมโรค
๒.๑.๕ แนวคดิ และทฤษฎเี กี่ยวกบั มาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙
๒.๒ หลกั อิทธบิ าท ๔ ผดิ พลาด! ไม่ไดก้ ําหนดบุ๊กมารก์
๒.๒.๑ ความหมายของอทิ ธิบาท ๔
๒.๒.๒ การเจริญอิทธิบาท ๔
๒.๒.๓ อานสิ งค์ของการเจรญิ อทิ ธบิ าท ๔
๒.๓ ข้อมูลบริบทเรอื่ งทว่ี จิ ัย
๒.๔ งานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง
๒.๕ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
๒.๑ แนวคิดและทฤษฎที ่เี กยี่ วขอ้ ง
๒.๑.๑ แนวคิดและทฤษฎีเก่ยี วกับการมสี ่วนร่วม
การมีส่วนร่วม ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์ที่เกิดข้ึนในสังคมมนุษย์ โดยเป็นการ
เชื่อมโยงปัจเจกบุคคลจํานวนมากเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อดําเนินกิจกรรมต่าง ๆท่ีมีความสอดคล้องกับ
บริบทหรือความต้องการของสังคมนั้น ๆ ซ่ึงมีผู้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้มากมาย ทั้งที่มี
ความคล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกันไป ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับความเข้าใจและประสบการณ์ของแต่ละบุคคลไว้
ดงั นี้
๘
๑. ความหมายของการมสี ่วนร่วม
เสริมศิกดิ์ วิศาลาภรณ์๑ ได้อธิบายถึงการมีส่วนร่วมว่า เป็นการที่บุคคลหรือคณะบุคคล
เข้ามาให้การช่วยเหลือสนับสนุนการทําประโยชน์ในเรื่องต่าง ๆ หรือกิจกรรมต่าง ๆ อาจเป็นการมี
ส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจหรือกระบวนการบริหาร และประสิทธิผลขององค์การนั้นขึ้นอยู่กับ
กระบวนการตัดสินใจหรือกระบวนการบริหาร และประสิทธิผลขององค์กรขึ้นอยู่กับการรวมพลังของ
บุคคลท่ีเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุตามเป้าหมาย วิธีการหนึ่งในการรวมพลัง
ความคิดสติปัญญาก็คือ การมีส่วนร่วม การให้บุคคลมีส่วนร่วมในองค์กรน้ัน บุคคลจะต้องมีส่วน
เกี่ยวข้อง (involvement) ในการดําเนินการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ เป็นผลให้บุคคลนั้นมีความผูกพัน
(commitment) ต่อกิจกรรมและองค์กรในท่ีสดุ
นริ ันดร์ จงวุฒิเวศย๒์ กล่าวว่าการมีส่วนร่วม หมายถึง การเข้าไปเกี่ยวข้อง (Involvement)
ทางความคิด จิตใจ อารมณ์ และทางกาย การมีส่วนร่วมมีความหมายมากกว่าการเป็นส่วนหน่ึง (Sense
and belonging) การมีส่วนร่วมมีความหมายท้ังในเชิงปริมาณและคุณภาพ (Quantitative and
qualitative) การมีส่วนร่วมครอบคลุมทั้งมิติด้านความสามารถ เวลา และโอกาสที่จะมีส่วนร่วม การมี
ส่วนร่วมเป็นการกระทํา (Action) จึงมีทั้งผู้กระทํา (The actor) ผู้ถูกกระทําหรือผู้รับผล (The
recipient) และสาธารณชน (The public) ผ้เู ป็นบรบิ ทของการกระทํานัน้ ดว้ ย
Cohen and Uphoff๓ กล่าวถึงกรอบในการพิจารณาเร่ืองของการมีส่วนร่วมว่า มี
โครงสร้างพืน้ ฐานจาํ แนกเปน็ ๓ มติ ิ ไดแ้ ก่
มิติที่ ๑ มีส่วนร่วมในเร่ืองอะไร (what participation are we concerned with?) หรือ
เรียกอีกอย่างว่า ประเภทหรือลักษณะของการมีส่วนร่วม ซ่ึงได้สร้างกรอบพื้นฐานของการมีส่วนร่วม
ประกอบด้วยประเดน็ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี
๑. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (participation in decision making) ซึ่งเป็นการ
ตัดสนิ ใจในการดาํ เนนิ กจิ กรรมตง้ั แต่ระยะเรม่ิ ตน้
๒. การมีส่วนร่วมในการดําเนินกิจกรรม (participation in implementation) เป็นการ
เข้าร่วมโดยการสนับสนุนทางดา้ นทรัพยากร การเข้าร่วมในการบรหิ าร และการเขา้ ร่วมในการร่วมแรง
ร่วมใจ
๓. การมีส่วนร่วมในการรับผลปะโยชน์ (participation in benefits) โดยอาจจะเป็น
ผลประโยชนใ์ นทางวตั ถุ ทางสงั คม หรือโดยสว่ นตวั
๑ เสริมศักด์ิ วิศาลาภรณ์, ปัญหาและแนวโน้มเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของปะชาชนในการบริหาร
การศกึ ษา, (นนทบรุ :ี สาํ นักพิมพม์ หาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๓๗), หน้า ๑๘๗.
๒ นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์, แนวคิดแนวทางการพัฒนาชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: กรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย, ๒๕๕๐), หนา้ ๒๕.
๓ Cohen, J.M. & Uphoff, N.T.,Rural development participation: Concept and measures
for project design implementation and evolution rural development committee center for
international studies, (New York: Longman, 1977), pp. 7-26.
๙
๔. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (participation in evaluation) ซ่ึงเป็นการควบคุม
และตรวจสอบการดําเนนิ กิจกรรม รวมทง้ั เป็นการแสดงถึงการปรบั ตวั ในการมีส่วนร่วมต่อไป
มิติท่ี ๒ ใครที่เข้ามามีส่วนร่วม (whose participation are we concerned with?) ใน
ส่วนน้ี มีคําท่ีใช้ในความหมายว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” (popular participation) โดย
Cohen and Uphoff ได้จําแนกให้เป็นกลุ่มบุคคลท่ีชัดเจนยิ่งข้ึน โดยจําแนกออกเป็น ๔ กลุ่มใหญ่
ไดแ้ ก่ ๑) ผทู้ ่ีอยู่อาศัยในท้องถิน่ ๒) ผู้นําท้องถ่นิ ๓) เจา้ หนา้ ที่ของรัฐ และ ๔) คนตา่ งชาติ
มิติท่ี ๓ การมีส่วนร่วมน้ันเกิดข้ึนอย่างไร (how is participation occurring with in
the project?) ในมติ ินี้ มปี ระเดน็ ทค่ี วรพจิ ารณาอยู่ ๔ ประเดน็ ด้วยกนั คอื
๑. พื้นฐานของการมีส่วนร่วม พิจารณาเก่ียวกับแรงที่กระทําให้เกิดการมีส่วนร่วมมาจาก
เบื้องบนหรือเบอ้ื งล่าง และแรงที่สง่ เสรมิ การมีสว่ นร่วมมาจากทีใ่ ด
๒. รูปแบบของการมีส่วนร่วม พิจารณาเกี่ยวกบั รูปแบบขององค์กร การมีส่วนร่วมโดยตรง
หรือโดยออ้ ม
๓. ขอบเขตของการมีสว่ นร่วม พิจารณาเก่ยี วกบั ระยะเวลาทเ่ี ข้ามามีส่วนรว่ มในกจิ กรรม
๔. ประสิทธิผลของการมีส่วนร่วม พิจารณาเกี่ยวกับการให้อํานาจแก่ผู้เข้ามามีส่วนร่วม
และปฏิสัมพนั ธ์ของคุณลักษณะตา่ ง ๆ ของสิ่งที่เกย่ี วขอ้ งกับการมสี ว่ นร่วม
Chapin๔ ได้แบ่งการมีสว่ นรว่ มในงานออกเป็น ๔ ประเภทดังนี้
๑. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประกอบด้วย ๓ ขั้นตอน คือ ๑) การริเร่ิมตัดสินใจ
ดําเนินการ ๒) การมีอิทธิพลในการตัดสินใจดําเนินงานหรือออกเสียงคัดค้าน และ ๓) ตัดสินใจ
ปฏิบัติการในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานที่ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเรื่องของการจัดระบบการทํางาน วิธีการทํางาน
ใครเปน็ ผ้กู ระทําและทาํ อย่างไร
๒. การมีส่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิการ คือ การมีส่วนร่วมในการสนับสนนุ ดา้ นทรัพยากร การ
บริหาร การประสานความร่วมมือ การทํากิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขึ้น
จากการปฏบิ ัตงิ าน
๓. การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางด้านวัตถุ ผลประโยชน์
ทางดา้ นสังคม หรอื ผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คล
๔. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล คือ การมีส่วนร่วมในงานในการให้ข้อมูล การ
แลกเปล่ียนความคิดเห็น การเสนอผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนการเสนอแนวคิดในการปรับปรุงและ
แกไ้ ขงานต่าง ๆ ให้ดีย่ิงขึน้
๔ Chapin, F.S., Social participation and social intelligence, 3rd ed, (New York: Longman,
1997), p. 317.
๑๐
ตารางท่ี ๒.๑ ความหมายของการมีสว่ นรว่ ม
ชอื่ ผู้นาํ เสนอแนวคิดทฤษฎี สรปุ แนวคิดทฤษฎี
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์
นริ นั ดร์ จงวฒุ เิ วศย์ การมสี ่วนร่วม คือ การทบ่ี ุคคลหรือคณะบคุ คลเขา้ มา
Cohen and Uphoff ช่วยเหลือสนบั สนุนการทําประโยชน์ในเร่ืองตา่ ง ๆ
Chapin การมสี ่วนรว่ ม หมายถงึ การเขา้ ไปเก่ยี วขอ้ งทางความคิด
จิตใจ อารมณ์ และทางกาย
กล่าวถงึ กรอบในการพจิ ารณาเร่ืองของการมีส่วนร่วมว่า มี
โครงสร้างพ้นื ฐานจําแนกเป็น ๓ มติ ิ ไดแ้ ก่
มิตทิ ี่ ๑ มสี ว่ นรว่ มในเรื่องอะไร
มิตทิ ี่ ๒ ใครทเี่ ข้ามามสี ่วนรว่ ม
มติ ทิ ี่ ๓ การมสี ่วนร่วมน้ันเกิดขึ้นอย่างไร
ไดแ้ บง่ การมีส่วนรว่ มในงานออกเป็น ๔ ประเภทดงั น้ี
๑. การมีสว่ นรว่ มในการตดั สนิ ใจ
๒. การมีสว่ นรว่ มในการปฏบิ ัติการ
๓. การมีส่วนรว่ มในผลประโยชน์
๔. การมสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ ผล
๒. ความหมายของการมสี ่วนร่วมของประชาชน
การมีส่วนร่วมของประชาชน (people’s participation) มีความหมายเชื่อมโยงในหลาย
มิติหลายแง่มุม ครอบคลุมทั้งด้านการดําเนินงานของภาครัฐและภาคเอกชน ซ่ึงมีนักวิชาการได้ให้
ความหมายของการมีสว่ นร่วมของประชาชนไว้ดังน้ี
อรทยั ก๊กผล๕ กลา่ วว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน คือ กระบวนการซ่ึงประชาชนหรือผู้
มีสว่ นได้ส่วนเสียไดม้ ีโอกาสแสดงทัศนะแลกเปล่ยี นข้อมูล และความคิดเห็นเพอื่ แสวงหาทางเลือกและ
การตัดสินใจต่าง ๆ เก่ียวกับโครงการท่ีเหมาะสมและเป็นท่ียอบรับร่วมกัน ทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องจึงควร
เข้าร่วมในกระบวนการน้ีตั้งแต่เริ่มต้น จนกระท่ังถึงการติดตามและประเมินผล เพ่ือให้เกิดความเข้าใจ
การรบั รู้ การเรยี นรู้ และการปรบั เปลีย่ นโครงการร่วมกัน ซง่ึ จะเป็นประโยชน์ต่อทกุ ฝา่ ย
ซ่ึงความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เปล่ียนแปลงไปตามบริบททางสังคม
และการเมือง โดยในอดีต การมีส่วนร่วมของประชาชนมักหมายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่
ปัจจุบันสังคมให้ความสําคัญกับประชาธิปไตยทางตรง ส่งผลให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนมีขอบเขตกว้างขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การท่ี
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินเปดิ ให้ประชาชนเข้าไปร่วมในการกาํ หนดกฎเกณฑ์ นโยบาย กระบวนการ
๕ อรทัย ก๊กผล, คู่คิด คู่มือการมีส่วนร่วมของประชาชน สําหรับนักบริหารท้องถิ่น, (กรุงเทพมหานคร:
จรัญสนิทวงศ์การพิมพ์, ๒๕๕๒), หนา้ ๑๗-๑๙.
๑๑
บริหาร และการตัดสินใจของท้องถิ่น เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง ท้ังน้ี
ต้องอยู่บนพื้นฐานของการที่ประชาชนจะต้องมีอิสระทางความคิด โดยหลักการการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน จะต้องมลี ักษณะการเขา้ รว่ มอยา่ งครบวงจรต้งั แต่ตน้ จนถึงสิน้ สุด ไมใ่ ชเ่ ปน็ การจัดเวทีการมี
ส่วนร่วมครั้งเดียว ซ่ึงมขี ้นั ตอนดังตอ่ ไปน้ี
๑. การเกิดจิตสํานึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าที่ของตนในฐานะท่ีเป็นส่วนหน่ึงของ
สังคมหรอื ชมุ ชนที่ตนอยู่
๒. ร่วมกนั ค้นหาสาเหตขุ องปัญหาชุมชน ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร และลําดับ ความสําคัญ
ของปัญหา พรอ้ มกําหนดเป้าหมาย และดําเนนิ การแกไ้ ขปญั หาก่อนหลงั ตามลําดับ
๓. ร่วมมือวางแผนการดําเนินงานในการจัดกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ และแบ่งงานกัน
ทําในเร่อื งการกาํ หนดงบประมาณ การจัดหางบประมาณ และมอบหมายให้มผี ูด้ แู ลรกั ษา
๔. ให้ประชาชนเข้าร่วมดําเนินกิจกรรมด้วยความเต็มใจ ด้วยความรู้ความสามารถ ของ
ตนเอง
๕. ร่วมติดตามและประเมินผลในการตรวจสอบปัญหาอุปสรรค และร่วมกันในการ
หาทางแก้ไขปัญหาตลอดเวลาท่ีทํางานร่วมกันกับประชาชน เพื่อให้งานหรือภารกิจสามารถสําเร็จ
ลลุ ่วงตามเปา้ หมายท่วี างไว้
๖. ร่วมรับผลประโยชน์ ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนแล้วย่อม
สมควรท่ีจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ซ่ึงอาจไม่จําเป็นจะต้องอยู่ในรูปของเงิน วัตถุสิ่งของ แต่อาจ
เปน็ ความสบายใจ ความพึงพอใจในสภาพของความเปน็ อยู่ทด่ี ขี นึ้ ก็ได้
นเรศ สงเคราะห์สุข๖ ให้ความหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน ในลักษณะท่ีเป็น
กระบวนการพัฒนาต้ังแต่ต้นจนสิ้นสุดกระบวนการได้แก่การวางแผน การตัดสินใจ การดําเนินงาน
การบรหิ ารจัดการ การตดิ ตามและการประเมินผล ตลอดจนการจัดสรรผลประโยชน์ที่เกดิ ขึ้น
ถวิลวดี บุรีกุล๗ ได้กล่าวว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ กระบวนการซึ่งประชาชนผู้
มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้ารว่ มในกิจกรรมตา่ ง ๆ ท่ีมีผลต่อชวี ิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชน รวมถึงการนําความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณากําหนดนโยบายและตัดสินใจของ
ภาครัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการส่ือสารสองทาง คืออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ซ่ึงประกอบด้วยการแบ่งสรรข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ท่ีมีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นการเสริมสร้างความ
สามัคคีในสังคม ทั้งนี้ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการเพ่ิมคุณภาพของการตัดสินใจ การ
ลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เป็นการสร้างฉันทามติและทําให้ง่ายต่อการนําไปปฏิบัติ อีกท้ัง
หลีกเล่ียงการเผชิญหน้าในกรณีที่ร้ายแรงท่ีสุด ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม และ
๖ นเรศ สงเคราะหส์ ุข, การเปลี่ยนแปลงของชุมชนเผ่าปาเกอะญอในด้านการผลิตระบบ คุณค่าและ
ระบบความสัมพันธ์ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างเพศ กรณีศึกษาห้วยไม้ดํา ตําบลห้วยปลิง อําเภอเมือง จังหวัด
แม่ฮ่องสอน, (เชียงใหม่: มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, ๒๕๓๘), หนา้ ๑๐.
๗ ถวิลวดี บุรีกุล, การมีส่วนร่วม : แนวคิด ทฤษฎีและกระบวนการ, (กรุงเทพมหานคร: สถาบัน
พระปกเกล้า, ๒๕๔๘), หนา้ ๕.
๑๒
ช่วยให้ทราบความห่วงกังวลของประชาชนและค่านิยมของสาธารณชน รวมทั้งเป็นการพัฒนาความ
เชยี วชาญและความคดิ สรา้ งสรรคข์ องสาธารณชน
ตารางท่ี ๒.๒ ความหมายของการมีสว่ นร่วมของประชาชน
ชอื่ ผ้นู าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคิดทฤษฎี
อรทยั กก๊ ผล
การมีส่วนร่วมของประชาชน คือกระบวนการซ่ึงประชาชน
นเรศ สงเคราะห์สขุ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะแลกเปลี่ยนข้อมูล
ถวลิ วดี บรุ กี ุล และความคิดเห็นเพื่อแสวงหาทางเลือกและการตัดสินใจต่าง ๆ
เกย่ี วกับโครงการทีเ่ หมาะสม และเปน็ ทย่ี อบรับร่วมกนั
การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่การวางแผน การ
ตัดสินใจ การดําเนินงาน การบริหารจัดการ การติดตามและการ
ประเมนิ ผล ตลอดจนการจัดสรรผลประโยชน์ท่เี กดิ ข้ึน
การมีส่วนร่วมของประชาชน คือ กระบวนการซึ่งประชาชน
ผู้ มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรม
ต่าง ๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงการนํา
ความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณาเพื่อกําหนดนโยบายและ
ตดั สนิ ใจของภาครัฐ
การมสี ว่ นร่วมของประชาชน มรี ูปแบบตามทนี่ ักวิชาการเสนอ ดงั น้ี
องคก์ ารสหประชาชาติ๘ ไดร้ วบรวมรูปแบบของการมีส่วนร่วมไวด้ งั นี้ ดังนี้
๑. การมสี ว่ นร่วมแบบเปน็ ไปเอง เป็นไปโดยการอาสาสมัครหรือการรวมตัวกันข้ึน เองเพื่อ
แก้ไขปัญหาในกลุ่มของตนเองโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก โดยมีรูปแบบที่เป็น
เปา้ หมาย
๒. การมีส่วนร่วมแบบชักนํา เป็นการเข้าร่วมโดยต้องการความเห็นชอบหรือการ
สนบั สนนุ จากรฐั บาล ซึ่งเปน็ รปู แบบโดยทัว่ ไปในประเทศท่กี ําลังพัฒนา
๓. การมีส่วนร่วมแบบบังคับ ซ่ึงเป็นผู้มีส่วนร่วมภายใต้การดําเนินนโยบายของ รัฐบาล
และอยู่ภายใต้การดําเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการบังคับบัญชาโดยตรง รูปแบบน้ีเป็นรูปแบบ
ที่ผู้ดําเนินการได้รับผลทันที แต่ไม่ได้รับผลระยะยาวและมีผลเสีย คือ ไม่ได้รับการสนับสนุนจาก
ประชาชน
๘ United Nation, Popular Participation in Decision Making for Development, (New
York: United Notwess Publication, 1998), อ้างใน สิริพัฒน์ลาภจิตร, “ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการสนับสนุนการบริหารงานองค์การบริหารส่วนตําบล อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี”,
วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (คณะรัฐศาสตร์: จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐), หนา้ ๓๑.
๑๓
ถวลิ วดี บุรีกลุ ๙ ได้สรุปรปู แบบการมสี ่วนรว่ มของประชาชนไว้ ๓ ดา้ น ดังนี้
๑. ต้องมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายท่ีชัดเจน การให้ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมหนึ่ง ๆ
จะต้องมีวตั ถุประสงค์และเป้าหมายทช่ี ัดเจนวา่ เปน็ ไปเพื่ออะไร ผ้เู ข้าร่วมจะไดต้ ัดสินใจถูกว่าควรเข้ารว่ ม
หรือไม่
๒. ต้องมีกิจกรรมเป้าหมาย การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต้องระบุลักษณะของ
กิจกรรมว่ามรี ูปแบบและลักษณะอย่างไร เพอ่ื ทปี่ ระชาชนจะได้ตดั สนิ ใจวา่ ควรจะเขา้ รว่ มหรือไม่
๓. ต้องมีบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมาย การให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมจะต้องระบุ
กลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตามโดยท่ัวไปกลุ่มบุคคลเป้าหมายมักถูกจํากัดโดยกิจกรรมและวัตถุประสงค์
ของการมสี ว่ นร่วมอยูแ่ ล้วโดยพืน้ ฐาน
นอกจากน้ี เง่ือนไขข้นั พน้ื ฐานของประชาชนในการเข้าไปมีสว่ นร่วมมี ๓ ประการ คือ
๑. ต้องมีอิสรภาพ หมายถึง มีอิสระท่ีจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้ โดยหากมีการเข้าร่วม
ต้องเป็นไปโดยความสมัครใจ การถูกบังคับให้ร่วมไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ย่อมไม่ถือว่าเป็นการมี
สว่ นร่วม
๒. ต้องมีความเสมอภาค ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมใดๆ จะต้องมีสิทธิเท่าเทียมกับ
ผ้เู ขา้ รว่ มคนอ่ืน ๆ
๓. ต้องมีความสามารถ ประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายจะต้องมีความสามารถพอที่จะเข้า
ร่วมในกจิ กรรมนั้น แม้กิจกรรมบางอย่างจะมีการกําหนดผู้เข้าร่วมที่มีเสรีภาพและความเสมอภาค แต่
ถ้าหากกิจกรรมท่ีกําหนดไว้มีความซับซ้อนเกินความสามารถของกลุ่มเป้าหมาย การมีส่วนร่วมย่อม
เกิดขนึ้ ไม่ได้ หรอื เกดิ ขึ้นไดแ้ ต่ไมป่ ระสบความสาํ เรจ็
ตารางท่ี ๒.๓ รูปแบบของการมีสว่ นรว่ มของประชาชน
ช่ือผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
องค์การสหประชาชาติ
ไดแ้ บง่ รูปแบบของการมสี ่วนรว่ มไว้ดงั นี้ ดงั น้ี
นเรศ สงเคราะหส์ ขุ ๑. การมสี ว่ นรว่ มแบบเป็นไปเอง
ถวลิ วดี บรุ ีกลุ ๒. การมสี ว่ นร่วมแบบชกั นํา
๓. การมสี ่วนร่วมแบบบังคับ
ให้ความหมายการมีส่วนร่วมของประชาชนในลักษณะท่ีเป็น
กระบวนการพัฒนาตั้งแต่ต้น คือ การวางแผน จนสิ้นสุดกระบวนการ
คือ การจดั สรรผลประโยชนท์ เี่ กิดข้นึ
รปู แบบการมสี ่วนรว่ มของประชาชนมี ๓ ดา้ น ดงั นี้
๑. ตอ้ งมวี ตั ถุประสงคห์ รอื จุดมงุ่ หมายทชี่ ัดเจน
๒. ตอ้ งมีกิจกรรมเป้าหมาย
๙ ถวิลวดี บุรีกุล, การมีส่วนร่วม : แนวคิด ทฤษฎีและกระบวนการ. (กรุงเทพมหานคร: สถาบัน
พระปกเกลา้ , ๒๕๔๘), หน้า ๓-๔.
๑๔
ช่ือผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
๓. ตอ้ งมบี ุคคลหรอื กลุ่มเป้าหมาย
เง่ือนไขข้ันพ้ืนฐานของประชาชนในการเข้าไปมีส่วนร่วมมี ๓
ประการ ดังน้ี
๑. ต้องมีอสิ รภาพ
๒. ต้องมคี วามเสมอภาค
๓. ต้องมคี วามสามารถ
การมีส่วนร่วมถือเป็นปัจจัยสําคัญท่ีทําให้การทํางานประสบความสําเร็จและได้รับการ
ยอมรับจากทุกฝ่าย ท้ังนี้การที่จะประสบความสําเร็จได้ก็ข้ึนอยู่กับระดับความร่วมมือของแต่บุคคลอีก
ด้วย การมีส่วนร่วมจึงเป็นส่ิงสําคัญท่ีขาดไม่ได้ในการทํางานหรือการจัดทําโครงการต่าง ๆ การมีส่วน
ร่วมมคี วามสาํ คญั ดังน้ี
ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ๑๐ กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนมีความสําคัญ
ดงั นี้
๑. การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิทธิข้ันพ้ืนฐานอันชอบธรรมของคนทุกคนท่ีต้องให้
การยอมรับและเคารพยกย่อง โดยการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกเกี่ยวกับการ
พัฒนาวิถชี ีวิตของตนเอง
๒. งานพัฒนาเป็นงานท่ีต้องเก่ียวข้องกับประชาชนเป็นจํานวนมาก จําเป็นต้องให้คนหมู่
มากเหลา่ นม้ี ีสทิ ธิม์ เี สยี งในการแสดงออก
๓. กลยุทธ์ท้ังหลายในการพัฒนาที่ผ่านมา ยังไม่สามารถส่งผลถึงกลุ่มประชาชน
ผู้ด้อยโอกาสและยากจน และในทางตรงกันข้ามกลับส่งผลให้กลุ่มคนผู้ได้เปรียบมีโอกาสมากข้ึน จึง
จําเป็นต้องปรับกลยุทธ์ในการพัฒนาใหม่ โดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนมาก
ข้ึน
๔. ประสบการณท์ ี่ผ่านมาพบวา่ มีโครงการจํานวนไม่น้อยท่ปี ระสบความสําเร็จ โดยอาศัย
วิธีให้ประชาชนมีส่วนร่วมในรูปแบบของการรวมกลุ่มและจัดตั้งองค์กรประชาชน ในขณะเดียวกัน มี
ตัวอยา่ งของโครงการการท่ีล้มเหลวจํานวนมาก อันเน่ืองมาจากไมเ่ ปิดโอกาสให้ประชาชนเขา้ มามีส่วน
ร่วม
๕. การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องของการปฏิบัติการเป็นกลุ่มหรือของกลุ่ม
(Group action) อันเป็นผลมาจากความรู้สึกผูกพันของสมาชิกแต่ละคนที่เข้ามามีส่วนร่วมเพ่ือพิทักษ์
ผลประโยชนข์ องตนเอง และในขณะเดยี วกันกไ็ ดป้ ระโยชนแ์ กส่ ว่ นรวมด้วย
๖. การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นตัวชี้วัดของการพัฒนาชุมชน ย่ิงประชาชนเข้ามามี
ส่วนรว่ มมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เหน็ ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนามากยง่ิ ขึน้
๑๐ ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณ ะ, กระบวนการและเทคนิคการทํางานของนักพั ฒ นา.
(กรุงเทพมหานคร: สาํ นักงานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ัย, ๒๕๔๓), หน้า ๑๙๙.
๑๕
๗. ประชาชนย่อมรู้ดีว่าตนเองน้ันต้องการอะไร มปี ัญหาอะไร และอยากจะแก้ปัญหาอยา่ งไร
ถ้าให้โอกาสแก่ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา ย่อมช่วยให้โครงการต่าง ๆ สนอง
ความต้องการท่แี ทจ้ ริงของประชาชนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
๘. การมีส่วนร่วมของประชาชน ช่วยให้การปฏิบัติการทางสังคม (Social action) เป็นไป
อย่างสงบสันติ ก่อให้เกิดรูปแบบการเปล่ียนแปลงที่มีระเบียบ เป็นระบบ และเป็นที่ยอมรับของทุก
ฝ่าย
๙. เป็นนโยบายของรฐั ในปัจจุบัน ทกี่ าํ หนดให้ทุกโครงการทป่ี ฏิบัติงานในพนื้ ที่ชนบท ตอ้ ง
ให้ประชาชนได้มีส่วนรว่ มเพ่มิ ขน้ึ ตามปรัชญาของการพฒั นา
ณรงค์ ณ เชียงใหม่๑๑ กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ดําเนนิ งานมีความสาํ คญั คือ
๑. ประชาชนยอมรับในโครงการน้ัน และเป็นโครงการที่ตรงกับปัญหาและความต้องการ
ของประชาชน
๒. ประชาชนมคี วามรสู้ กึ ผกู พนั รู้สกึ เป็นเจ้าของมากยงิ่ ข้นึ
๓. ลดความขัดแย้ง การดําเนินการโครงการจะราบร่ืน ได้รับความร่วมมือจากประชาชน
มากยิ่งข้นึ
๔. โครงการจะใหป้ ระโยชนต์ อ่ ชมุ ชนมากย่ิงขน้ึ และมกี ารระดมทรัพยากรในการพฒั นา
๕. ช่วยพัฒนาขีดความสามารถของประชาชน
ตารางท่ี ๒.๔ ความสาํ คญั ของการมีสว่ นรว่ มของประชาชน
ชื่อผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
ปารชิ าติ วลยั เสถยี ร และคณะ การมีส่วนร่วมของประชาชนมีความสําคัญ คือ เป็นสิทธิ
พื้นฐานอันชอบธรรมของทุกคน และเป็นตัวช้ีวัดของการพัฒนา
ชุมชน ซ่ึงงานพัฒนาเป็นงานท่ีต้องเก่ียวข้องกับประชาชนเป็น
จํานวนมาก จึงต้องให้ประชาชนเหล่านี้มีสิทธ์ิมีเสียงในการ
แสดงออก โดยให้ประชาชนเขา้ มามสี ่วนร่วมในการวางแผนมากข้ึน
ณรงค์ ณ เชียงใหม่ ก า ร เปิ ด โ อ ก า ส ใ ห้ ป ร ะ ช า ช น เข้ า ม า มี ส่ ว น ร่ ว ม ใ น ก า ร
ดาํ เนินงานมีความสําคัญ คือ ประชาชนยอมรบั ในโครงการนน้ั และ
เป็นโครงการที่ตรงกับปัญหาและความต้องการของประชาชน ซึ่ง
การเข้ามามีส่วนร่วมนั้นจะทําให้ประชาชนมีความรู้สึกผูกพัน และ
ลดความขัดแยง้ ทําให้การดําเนินการโครงการมีความราบรน่ื
๑๑ ณรงค์ ณ เชียงใหม่, “การมีส่วนร่วมของประชาชนเพ่ือการพัฒนาที่ย่ังยืน”, วารสารรูสมิแล, ปีท่ี
๒๓ ฉบบั ท่ี ๒-๓ (พฤษภาคม-ธันวาคม ๒๕๔๕): ๑-๗.
๑๖
สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมมีความสําคัญอย่างย่ิงในการพัฒนาคุณภาพองค์กร การมีส่วน
ร่วมต้องเกิดจากความเต็มใจ ความสมัครใจ สามารถตัดสินใจได้เอง การมีส่วนร่วมจะช่วยลดความ
ขดั แยง้ เกิดความรู้สึกผกู พัน รู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น จึงจะทําให้การพัฒนาเกิดความย่ังยนื โดยปัจจัย
ท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกันท้ังท่ีเกิดจากความสมัครใจและถูกบังคับ ท้ังน้ีได้มี
นักวชิ าการกลา่ วถงึ ปัจจัยทมี่ ผี ลต่อการมสี ่วนรว่ มไว้ดงั น้ี
คูฟแมน (Koufman)๑๒ ได้ทําการศึกษาปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนในชนบท
พบว่า อายุ เพศ การศึกษา ขนาดของครอบครัว อาชีพ รายได้และระยะเวลาการอยู่อาศัยในท้องถิ่น
มคี วามสมั พันธก์ ับระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ประยรู ศรปี ระสาธน์๑๓ ไดน้ าํ เสนอปัจจยั ของการมีสว่ นร่วม วา่ ปัจจัยท่สี ่งผลต่อการมสี ่วน
รว่ ม มดี ว้ ยกนั ๓ ปัจจยั คือ
๑. ปัจจัยสว่ นบุคคล ได้แก่ อายุ เพศ
๒. ปัจจยั ทางสังคมและเศรษฐกจิ ได้แก่ การศึกษา อาชีพ รายได้
๓. ปจั จยั ดา้ นการสอ่ื สาร ได้แก่ การรบั ขา่ วสารจากสอ่ื มวลชนและส่อื บคุ คล
ซ่ึงจากแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปปัจจัยการมีส่วนร่วมในการทํากิจกรรมได้
ดังนี้
๑. ลกั ษณะสว่ นบคุ คล ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ตา่ ง ๆ
๒. ลักษณะทางเศรษฐกิจ ได้แก่ อาชพี รายได้
๓. การได้รบั ขอ้ มูลข่าวสาร ไดแ้ ก่ ความถใ่ี นการรับรู้ข่าวสาร และแหลง่ ท่ีมาของข่าวสาร
ตารางที่ ๒.๕ ปจั จัยท่มี ผี ลต่อการมีส่วนรว่ ม
ช่ือผู้นาํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
คฟู แมน (Koufman)
อายุ เพศ การศึกษา ขนาดของครอบครัว อาชพี รายได้และ
ประยรู ศรปี ระสาธน์ ระยะเวลาการอยู่อาศัยในท้องถ่ิน เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อระดับการมี
ส่วนร่วมของประชาชน
ไดจ้ ําแนกปัจจยั ท่ีส่งผลตอ่ การมีส่วนรว่ ม มี ๓ ปัจจยั คือ
๑. ปจั จัยส่วนบุคคล ไดแ้ ก่ อายุ เพศ
๒. ปจั จัยทางสังคมและเศรษฐกิจ
๓. ปัจจยั ดา้ นการส่อื สาร
๑๒ Koufman H.F., “ Participation Organized Activities in Selected Kentucky Localities”, 73
Agricultural Experiment Station Bulletins, (1949): 7.
๑๓ ประยูร ศรีประสาธน์, “ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการมีส่วนร่วม ในการดําเนนิ งานของคณะกรรมการการศึกษา
ประจาํ โรงเรยี นประถมศกึ ษา”, รายงานวิจัย, (ปทุมธานี: มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๔๒), หน้า ๕.
๑๗
จากปัจจัยท่ีได้กลา่ วมาแล้วน้นั ส่งผลทําให้เกดิ กระบวนการหรือขน้ั ตอนการมีส่วนรว่ ม ซ่ึง
นักวิชาการไดก้ ล่าวถงึ กระบวนการหรือข้ันตอนการมสี ่วนร่วมไวด้ งั นี้
นันทิยา หุตานุวัตร และณรงค์ หุตานุวัตร๑๔ กล่าวว่า การมีส่วนร่วมอาจเป็นทั้ง
เป้าหมายและวธิ ีการ ซ่ึงกระบวนการมีส่วนร่วมแบบวิธีการ จะต้องอาศัยการรวมกล่มุ ท่ีเข้มแข็ง ทําให้
คนส่วนใหญ่มีความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ จึงทําให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน และการเกิดผล
ประโยชนข์ องกลุ่ม เนื่องจากความเขม้ แข็งของกล่มุ เปน็ เป้าหมายของการมสี ่วนร่วม
อคนิ รพพี ัฒน์๑๕ ไดเ้ สนอข้ันตอนการมสี ว่ นร่วมออกเปน็ ๔ ขั้นตอน คอื
ข้ันท่ี ๑ การมีส่วนร่วมในการกําหนดปัญหา สาเหตุของปัญหา ตลอดจนแนวทางแก้ไข
ปญั หา
ข้ันที่ ๒ การมีสว่ นร่วมในการตัดสินใจเลือกแนวทางและวางแผนการพฒั นา
ขน้ั ท่ี ๓ การมสี ่วนร่วมในการปฏิบตั งิ านในกจิ กรรมการพัฒนาตามแผน
ข้ันที่ ๔ การมีส่วนร่วมในการประเมินผลงานกิจกรรมการพฒั นา
อภิญญา กังสนารักษ์๑๖ ได้นําเสนอขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชนว่า ชุมชนต้องมีส่วน
ร่วมใน ๔ ข้ันตอน คือ
๑. การมีส่วนร่วมในการริเริ่มโครงการ โดยการร่วมค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหา
ภายในชุมชน ร่วมตดั สนิ ใจกําหนดความต้องการ และรว่ มลาํ ดับความสาํ คญั ของความตอ้ งการ
๒. การมีส่วนร่วมในข้ันการวางแผนกําหนดวัตถุประสงค์ วิธีการ แนวทางการ ดําเนินงาน
รวมถงึ ทรพั ยากรทีจ่ ะใช้ในโครงการ
๓. การมีส่วนร่วมในข้ันตอนการดําเนินโครงการ ทําประโยชน์ให้แก่โครงการ โดยการร่วม
ชว่ ยเหลอื ดา้ นทุนทรพั ย์ วสั ดอุ ุปกรณ์ และแรงงาน
๔. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ เพื่อให้รู้ว่าผลจากการดําเนินงาน บรรลุ
วัตถุประสงค์ท่ีกําหนดไว้หรือไม่ โดยสามารถกําหนดการประเมินผลเป็นระยะต่อเนื่องหรือ
ประเมนิ ผลรวมทัง้ โครงการในคราวเดยี วก็ได้
โกวิทย์ พวงงาม๑๗ ได้เสนอว่า วิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถดําเนินการด้วยวิธี
ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. การเข้าร่วมประชุมอภิปราย เป็นการเข้าร่วมหารือเน้ือหาสาระของแผนงานหรือ
โครงการพัฒนาเพือ่ สอบถามความคดิ เห็นของประชาชน
๑๔ นันทิยา หุตานุวัตร และณรงค์ หุตานุวัตร, การพัฒนาองค์กรชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: สถาบัน
พัฒนาองค์กรชมุ ชน (องค์การมหาชน), ๒๕๔๖), หนา้ ๓๔.
๑๕ อคิน รพีพัฒน์, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ศึกษา
นโยบายสาธารณสขุ , ๒๕๔๗), หน้า ๔๙.
๑๖ อภิญญา กังสนารักษ์, รูปแบบการบริหารแบบมีสว่ นร่วมในองคก์ รที่มีประสิทธผิ ลระดับคณะของ
สถาบนั อุดมศกึ ษา, (กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๑๔-๑๕.
๑๗ โกวทิ ย์ พวงงาม, การปกครองทอ้ งถ่ินไทย, (กรงุ เทพมหานคร: วิญญชู น, ๒๕๕๐), หน้า ๑๘.
๑๘
๒. การถกเถียง เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งตามแนวทางประชาธิปไตย เพ่ือให้
ทราบผลต่าง ๆ ท้ังผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะประชาชนในท้องถิ่นท่ีมีผลกระทบทั้งทางบวกและทาง
ลบตอ่ วิถคี วามเป็นอยู่
๓. การให้คําแนะนําปรึกษากับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการ
บรหิ ารโครงการ เพื่อให้ความม่นั ใจว่าเสียงของประชาชนที่ถกู ผลกระทบไดเ้ ข้ามามสี ่วนร่วมในการรบั รู้
และมสี ่วนร่วมในการตดั สินใจและการวางแผนดว้ ย
๔. การสํารวจ เป็นวิธีการมีส่วนร่วมท่ีให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในเร่ืองต่าง ๆ
อย่างทวั่ ถงึ
๕. การประสานงานรว่ ม เป็นวิธีการท่ีให้ประชาชนเข้าร่วมต้ังแต่การคัดเลือก ตัวแทนของ
กล่มุ เข้าไปเปน็ แกนนําในการบริหารหรือจัดการ
๖. การจัดทัศนศึกษา เป็นการให้ประชาชนได้เข้าร่วมสอบข้อเท็จจริง ณ จุดดําเนินการ
ก่อนให้มกี ารจัดสนิ ใจอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ
๗. การสัมภาษณ์หรือพูดคุยกับผู้นําอย่างไม่เป็นทางการ รวมถึงประชาชนที่ได้รับ
ผลกระทบ เพ่อื หาข้อมลู เกย่ี วกบั ความคดิ เห็นและความตอ้ งการท่แี ท้จริงของท้องถ่นิ
๘. การไต่สวนสาธารณะ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าร่วมแสดง ความ
คิดเห็นตอ่ นโยบายหรอื กฎระเบียบในประเด็นตา่ ง ๆ ทจ่ี ะมผี ลกระทบตอ่ ประชาชนโดยรวม
๙. สานสาธิต เป็นการใช้เทคนิคทุกรูปแบบในการสื่อสาร เพ่ือเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ให้
ประชาชนรบั ทราบอยา่ งท่ัวถึงและชดั เจนอันจะเป็นแรงจูงใจใหเ้ ข้ามามีส่วนรว่ ม
๑๐. การรายงานผล ให้ประชาชนได้เปิดโอกาสทบทวนและสะท้อนผลการตัดสินใจต่อ
โครงการอีกครง้ั หากมกี ารเปล่ยี นแปลงจะได้แกไ้ ขไดท้ นั ท่วงที
อรทัย ก๊กผล๑๘ เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเง่ือนไขแห่งความสําเร็จ
ปัจจัยแห่งความสําเร็จท่ีควรยึดถือไว้ในการออกแบบและบริหารจัดการโครงการ การมีส่วนร่วมของ
ประชาชน ประกอบไปด้วย ๔S คือ
๑. Starting Early กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้องดําเนินการก่อน การ
ตัดสินใจ ท่ีผ่านมาความล้มเหลวของการมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดจากภาครัฐเริ่มกระบวนการ มี
ส่วนร่วมล่าช้า หลังมีการตัดสินใจเรียบร้อยแล้วหรือมีข้อผูกมัดอื่น ๆ จนเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรือ
หลังจากเกิดความขัดแย้งขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นก่อนการตัดสินใจมิให้
หมายความว่าก่อนการตัดสินใจไม่ก่ีวันหรือไม่ก่ีสัปดาห์ มิติเวลาเป็นปัจจัยหน่ึงที่สะท้อนความจริงใจ
ของหน่วยงานภาครัฐในกระบวนการมีส่วนร่วม ควรให้มีเวลาเพียงพอในการรับฟังความคิดเห็นอย่าง
กว้างขวาง เพ่ือให้การตัดสินใจสะท้อนความคิดเห็นของชุมชน นอกจากนี้ในการให้ประชาชนเข้ามามี
ส่วนร่วมในกระบวนการตั้งแต่ต้น มีประโยชน์ช่วยให้ประชาชนมีเวลาคิดถึงทางเลือกหรือแนว
ทางแก้ไขปัญหาของชุมชนที่มีความเหมาะสมมากขึ้น และเป็นข้อมูลในการพัฒนาโครงการ การ
๑๘ อรทัย ก๊กผล, การบริหารปกครองสาธารณะ: การบริหารรัฐกิจในศตวรรษที่ ๒๑, พิมพ์ครั้ง ๒,
(ปทมุ ธาน:ี โรงพิมพม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนยร์ งั สิต, ๒๕๕๖), หนา้ ๙๘-๑๐๐.
๑๙
บริหารการมีส่วนร่วมควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น เพ่ือตระหนักถึงปัญหาและความ
จําเป็นของโครงการในข้ันของการหาข้อมูลพ้ืนฐาน เช่น กรณีการทําโครงการโรงไฟฟ้า หรือที่ทิ้งขยะ
ควรต้องปรึกษาหารือถึงความจําเป็นของการมีโรงไฟฟ้าหรือท่ีทิ้งขยะ ว่ามีความจําเป็นหรือไม่ก่อนจะ
ถามวา่ ตั้งท่ีนไี่ ดห้ รือไม่
๒. Stakeholders ผู้ท่ีได้รับผลกระทบหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นโดย
ทางตรงหรอื ทางอ้อม ก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควรมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วม สําหรับ
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอาจต้องได้รับฟังข้อมูลหรือปรึกษาหารือเป็นกลุ่มต้น ๆ หน่วยงานท่ี
รับผิดชอบต้องให้ความสําคัญในการระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ระวังไม่ให้เกิดการผิดกลุ่มเป้าหมาย ต้อง
ตระหนักว่าประชาชนแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบจากประเด็นการตัดสินใจไม่เท่ากัน บ่อยครั้งที่เรามัก
คิดว่าประชาชนเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ในความจริงผู้ท่ีได้รับผลกระทบมีหลากหลายกลุ่ม การบริหาร
จัดการการมีส่วนร่วมต้องม่ันใจได้ว่ากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สําคัญทุกกลุ่มได้โอกาสเข้ามามีส่วนร่วม
และแต่ละกลุ่มอาจมีรปู แบบการมีส่วนรว่ มที่แตกต่างกัน เพื่ออํานวยใหก้ ลุ่มผ้ทู ่ีมสี ่วนได้ส่วนเสยี เขา้ มา
มีส่วนร่วม เช่น กําหนดเวลาการรับฟังความคิดเห็นท่ีชาวบ้านมาร่วมได้หรือการใช้ภาษาท้องถ่ิน
รวมทั้งการอํานวยความสะดวกให้ชาวบ้านในการเดินทางไปร่วมการพยายามเข้าหากลุ่มท่ีด้อยโอกาส
ในสงั คม เช่น คนยากจน ผู้หญิง คนชรา และเดก็
๓. Sincerity การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อน และ ความสัมพันธ์
ระหว่างหน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบในการจัดกระบวนการมสี ่วนร่วมและประชาชน ถือว่ามี ความสําคัญใน
การบริหารการมีส่วนร่วมให้ประสบผลสําเร็จ หน่วยงานของรัฐท่ีเป็นเจ้าของโครงการ หรือมีอํานาจ
อนุมัติต้องจัดกระบวนการอย่างจริงจัง เปิดเผย ซื่อสัตย์ ปราศจากอคติ ให้เกียรติซ่ึงกันและกัน มีการ
สอ่ื สารสองทางตลอดเวลา โดยเฉพาะการให้ขอ้ มลู ที่ถูกต้องเพียงพอ ตอบสนองตอ่ ความ สงสัยของผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งแจ้งความก้าวหน้าหรือเปล่ียนแปลงของโครงการอย่างต่อเนื่อง อธิบาย
กระบวนการได้อย่างชัดเจน ลดปัญหาข้อสงสัยท่ีอาจก่อให้เกิดข่าวลือ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วน ร่วม
ในระยะเร่ิมต้น และในขณะเดียวกันก็ต้ังใจรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นเพ่ือนําไปเป็นข้อมูลสําหรับ
การตดั สนิ ใจ ซงึ่ ขอ้ มูลเหลา่ นี้เป็นพนื้ ฐานของความน่าเช่ือถอื และความไว้วางใจซงึ่ กนั และกนั อนั นาํ มา
สคู่ วามร่วมมือ ความเข้าใจ และการส่อื สารทีด่ ีข้นึ
๔. Suitability การเลือกเทคนิคหรือรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนต้อง พิจารณา
จากประเภทและขนาดของโครงการ โดยคํานึงถึงความเหมาะสม ความหลากหลายและ ลักษณะที่
แตกต่างกันของพ้ืนที่ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม สังคม
และค่านิยม ระดบั ความสนใจของคนในชุมชนในประเด็นหรือโครงการ ความสามารถหรือความพร้อม
รวมท้ังข้อจํากัดของหน่วยงานท่ีรับผิดชอบในการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม เช่น ด้านระยะเวลา
บุคลากร และงบประมาณ เป็นต้น ความสําเร็จของการมีส่วนร่วมอยู่ที่ความสามารถในการวิเคราะห์
สถานการณ์และเลือกกระบวนการมีส่วนร่วมที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์ตอ้ งประกอบด้วย
กระบวนการย่อยหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ นอกจากน้ันยังต้องตระหนักว่า
การให้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงเป็นองค์ประกอบท่ีขาดไม่ได้ของการปรึกษาหารือท่ีมีประสิทธิผล
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่มีวิธีท่ีดีท่ีสุด จึงจําเป็นต้องปรับตามสถานการณ์ ซึ่งประกอบ
ไปด้วยตวั แปรที่หลากหลาย เช่น ประเด็นสาธารณะท่ีต้องนําไปส่กู ระบวนการมสี ่วนร่วม เทคนิคการมี
๒๐
สว่ นร่วมของประชาชน รวมทั้งกลมุ่ เปา้ หมายหรือผูม้ สี ่วนได้สว่ นเสียท่ีควรเขา้ สกู่ ระบวนการมสี ่วนร่วม
รวมท้ังปทัสถาน วฒั นธรรมชุมชน และบรบิ ททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่ิงเหล่าน้ีล้วนแต่มีผลต่อ
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทง้ั สนิ้
WHO and UNICEF๑๙ ได้เสนอกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดําเนิน
กิจกรรมไว้ ๔ ข้นั ตอนดังนี้
๑. การวางแผน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาจัดอันดับความสําคัญ
ต้ังเป้าหมาย กําหนดการใช้ทรัพยากร กําหนดวิธีติดตามประเมินผล และประการที่สําคัญคือ ต้อง
ตดั สินใจด้วยตนเอง
๒. การดําเนินงาน ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการบริหารการใช้
ทรพั ยากร และมีความรบั ผิดชอบในการควบคุมจดั สรรทางการเงิน
๓. การใช้ประโยชน์ ประชาชนต้องนําเอากิจกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งเป็น
การเพมิ่ ระดับของการพ่ึงตนเองและการควบคมุ ทางสังคม
๔. การได้รบั ประโยชน์ ประชาชนต้องได้รับการแจกจ่ายผลประโยชน์จากชมุ ชนในพื้นฐาน
ที่เทา่ เทยี มกนั
Fornaroff๒๐ กลา่ วว่ากระบวนการมีสว่ นรว่ มน้ันประกอบดว้ ย
๑. การวางแผน ซ่ึงรวมถึงการตัดสินใจในการกําหนดเป้าหมาย กลวิธี ทรัพยากรท่ีต้องใช้
ตลอดจนการติดตามประเมนิ ผล
๒. การดําเนินงาน
๓. การใชบ้ รกิ ารจากโครงการ
๔. การมีสว่ นร่วมในการรบั ผลประโยชน์
สมลักษณา ไชยเสริฐ๒๑ ได้แบ่งจัดการการแนวทางมีส่วนร่วมของประชาชนเป็น ๓ ด้าน
คือ ด้านประชาชน (Public) ด้านการมีส่วนร่วม (Participation) และด้านภาครัฐโดยการมีส่วนร่วม
(Participation) มีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือให้ประชาชนที่เป็นบุคคลหรือคณะบุคคลได้เข้ามามีส่วนร่วม
ในข้ันตอนการดําเนินการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทําประโยชน์ช่วยสนับสนุนในเร่ืองต่าง ๆ หรือกิจกรรม
ต่าง ๆ ตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดําเนินการ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมประเมินผล เพื่อให้
เกิด ผลประโยชนส์ ูงสดุ และเปน็ ทีย่ อมรับของทุกฝ่าย ตอ่ ไปนี้
๑๙ WHO and UNICEF, Report of the international conference on primary health
care, (New York: N.P.Press, 1978), p. 41.
๒๐ Fornaroff, A. Community involvment in Health System for Primary Health Care.
(Geneva : World Health Organization, 1980), p. 104.
๒๑ สมลักษณา ไชยเสริฐ, พ.ต.อ.หญิง, “การพัฒนารปู แบบการมีส่วนร่วมของประชาชนใน คณะกรรมการ
ตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตํารวจสถานีตํารวจนครบาล”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการบรหิ ารงานยุติธรรมและสงั คม, (บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนดุสติ , ๒๕๔๙), หน้า ๑๔๒ - ๑๔๙.
๒๑
๑. การรับรู้ (Perception) ตอ้ งสรา้ งจติ สํานึกให้ประชาชนและภาครฐั ในการยอมรับและ
ตระหนักถึงการรับรู้ในสิทธิหน้าท่ีการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มทุกฝ่าย โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องสร้าง
สํานึกใหม่ว่ากิจการท่ีตนรับผิดชอบไม่ใช่รัฐกิจหรือกิจการของรัฐท่ีตนเท่านั้นมีสิทธิตัดสินใจ แต่เป็น
ประชาชนท่ีจะมีส่วนร่วมในการคิด ร่วมกระทํา หรือตรวจสอบ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปรับทัศนคติให้
ได้ก็จะต้องเผชิญกับข้อขัดแย้งกับประชาชนท่ีจะเกิดขึ้น ส่วนภาคประชาชน ควรจะตระหนักถึงการ
รับรู้และยอมรับในสิทธิและหน้าที่ตลอดจนการมีส่วนร่วมน้ัน ต้องเข้าใจว่าตนและผู้อื่นต่างก็มีสิทธิ
หน้าที่และส่วนรว่ มเสมอกัน
๒. ทัศนคติ (Attitude) ต้องปรับทัศนคติและสร้างความเข้าใจของบุคลากรทั้งสองฝ่าย
คือทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ให้มีทัศนคติที่ดีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาครัฐต้องส่งเสริม
การมีส่วนร่วมของประชาชนในหลาย ๆ ด้าน เพื่อการได้ข้อมูลทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็นท่ี
แตกต่างกันหลายด้าน ด้านเจ้าหน้าท่ีภาครัฐผู้รับผิดชอบเก่ียวกับการมีส่วนร่วม ต้องมีทัศนคติท่ีดีต่อ
กระบวนการมีส่วนร่วมท่ีมีการปรับปรุงบทบาทและค่านิยมต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน และ
เจ้าหน้าท่ีภาครัฐต้องอดทนในการทํางานกับประชาชน เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนานอย่างต่อเนื่อง
ในการมีส่วนร่วม และมีความจริงใจกับประชาชน และประชาชนเองก็ต้องทําความเข้าใจความสําคัญ
ของการมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน โดยมีทัศนคติท่ีดีต่อเจ้าหน้าที่ในกระบวนการมีส่วนร่วม เพ่ือให้เกิด
สัมพันธภาพที่ดีระหว่างเจ้าหน้าท่ีและประชาชน และเกิดความไว้วางใจซ่ึงกันและกันมากข้ึน ซึ่งจะ
สง่ ผลให้กิจกรรมการมีส่วนร่วมบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ เม่ือท้ังสองฝ่ายมีทัศนคติที่ดีต่อ
กระบวนการมีส่วนร่วมแล้ว ความร่วมมือระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ภาครัฐก็จะพัฒนาอย่าง
กา้ วหนา้ ตอ่ ไป
๓. การเป็นตัวแทน (Representation) การคัดเลือกและการสรรหาตัวแทนจะต้อง
คํานึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม เพ่ือให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ท่ีหลากหลายทุกกลุ่มนั้นมีตัวแทนเข้าไปร่วม
ในการประสานผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรม โดยคํานึงถึงคุณสมบัติของตัวแทนที่ต้องการด้วย
โดยพิจารณาจากคุณสมบัติ เช่น ทักษะความสามารถที่เกื้อหนุนกัน ความสอดคล้องของเทคโนโลยี
วัตถุประสงค์ คา่ นิยมและวัฒนธรรมองค์กร การตอบสนองซงึ่ กนั และกนั ความรับผิดชอบ ความม่ันคง
ด้านการเงิน ความสามารถในการสร้างความเช่ือมั่น และกลุ่มท่ีเป็นตัวแทนต้องได้รับความน่าเชื่อถือ
จากลุ่มหลายกลุ่มหรือกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย และสมาชิกท่ีเป็นตัวแทนต้องมีความรู้สึกที่จะต้องอาศัยซ่ึง
กนั และกนั ซ่ึงเปน็ สิ่งทตี่ ้องตระหนกั ถงึ อีกปัจจยั หนงึ่ ด้วยเชน่ กัน
๔. ความเชอื่ ม่ันและไวว้ างใจ (Trust) การมสี ่วนร่วมต้องสรา้ งให้สมาชิกมีความจริงใจและ
เข้าใจในการเข้าร่วม และผลตอบรับท่ีตามมาคือไว้วางใจและความเชื่อมั่นในองค์กร โดยการสร้าง
ความเช่ือมั่นและไว้วางใจกัน ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน กําหนดให้เป็นเป็นวัฒนธรรมและรูปธรรม
ขององค์กร ซ่ึงการสร้างความความไว้วางใจกัน เช่ือถือ ศรัทธา เป็นส่ิงสําคัญท่ีจะทําให้กระบวนการมี
ส่วนร่วมล้มเหลวหรือประสบความสําเร็จ การสร้างความเชื่อถือและไว้วางใจอาจทําได้จากการดําเนิน
กิจกรรม แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร นําเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ในการดําเนิน
กจิ กรรมอย่างต่อเน่ือง มีการติดต่อระหว่างสมาชิกอย่างสม่ําเสมอบ่อยครั้ง และทําอย่างตั้งใจท้ังที่เป็น
ทางการและไม่เป็นทางการภายในองค์กรซึ่งเป็นส่ิงที่จะทําให้เกิดความเชื่อม่ันและความไว้วางใจของ
การร่วมมอื ซ่งึ กนั และกันเพ่ือสรา้ งความสําเรจ็
๒๒
๕. การแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร (Information-sharing) สร้างกลไกเพื่อการแลกเปลี่ยน
ข้อมูลข่าวสาร เน่ืองจากการมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการที่ทําให้ข้อมูลข่าวสารทั้งด้านที่เป็นข้อเท็จจริง
และด้านที่เป็นความคิด ความรู้สึก และความคาดหวัง ได้ถูกแสดงออกมาอย่างหลากหลายลึกซ้ึงและ
สมบูรณ์ครบถ้วนมากขึ้น ซ่ึงจะทําให้การวินิจฉัยปัญหาและการเสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหามี
หลากหลายและตรงกับความต้องการมากข้ึน ผลท่ีตามมาคือทําใหก้ ารตดั สินใจในการกําหนดนโยบาย
และการวางแผนดําเนินไปได้อย่างรอบรู้ รอบคอบ และรอบด้านย่ิงขึ้น โดยการท่ีประชาชนจะมีส่วน
รว่ มได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพน้ัน จําเป็นท่ีจะต้องมีความรู้และมขี ้อมูลข่าวสารท่ีเพียงพอในนโยบายท่ีตน
ต้องการมีส่วนร่วม ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นของหน่วยงานที่เป็นผู้ริเร่ิมนโยบาย
โดยบางส่วนเกิดจากการศึกษาของนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน ดังนั้นประชาชนท่ีสนใจการมี
ส่วนร่วมกบั นโยบายใดอาจไปขอความรว่ มมอื และข้อมูลจากบคุ คลและองค์กรเหล่านั้น
๖. ฉันทามติ (Consensus) การมีส่วนร่วมเป็นการสร้างฉันทามติ โดยการให้ประชาชน
และผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนเข้าร่วมในการหาวิธีแก้ไขปัญหาท่ียุ่งยากซับซ้อน ร่วมกันหาทางออก
สําหรับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในทางสันติเป็นที่ยอมรับหรือเป็นฉันทามติของประชาสังคมซ่ึงทุกคน
ยินยอมเห็นพ้องตอ้ งกันในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการมีส่วนร่วม โดยเสาหลักของการมสี ่วนร่วมที่ดี
ท่สี ดุ ก็คือ การทปี่ ระชาชนสามารถทจ่ี ะรว่ มมอื กนั ลดความขดั แยง้ รว่ มกนั สรา้ งข้อตกลงทมี่ ่ันคงยนื ยาว
การยอมรับระหว่างกลุ่ม และหาข้อสรปุ ร่วมกันได้ทุกฝ่าย แม้ว่าอาจจะมีความเห็นท่ีแตกต่างกันก็ตาม
แต่ก็ต้องสามารถที่จะปรับความเห็นท่ีต่างกัน โดยการเจรจาหาข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้อย่างสันติ
วธิ เี พื่อนําไปสขู่ ้อสรุปท่ีเหน็ พ้องหรือฉันทามติรว่ มกนั ได้ทกุ ฝา่ ย
๗. การมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) องค์กรกลางมีส่วนร่วมต้องสร้างให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์
ระหว่างกันในองค์กร คอื จะตอ้ งจดั กิจกรรมท่ีทําให้มีการพบปะ พูดคยุ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความ
คิดเห็นของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นการส่ือสารแบบสองทาง (Two Ways Communication) ก่อให้เกิด
ความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างกัน ซึ่งจะนําไปสู่การลดอคติที่มีต่อกันและเกิดความเข้าใจที่ดีข้ึนระหว่างผู้ท่ี
เข้าร่วม ส่ิงเหล่าน้ีนับว่าเป็นกลไกที่จะช่วยป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดข้ึน หรือกรณีที่มีความ
ขัดแย้งเกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นกลไกท่ีช่วยบรรเทาความขัดแย้งให้ลดระดับความรุนแรงลงได้ ซึ่งการมี
ปฏิสัมพันธ์ในกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ก็เพ่ือที่จะให้เกิดการตัดสินใจท่ีดีขึ้นและ
ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน ซึ่งเป้าหมายของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนก็คือ การ
ให้ข้อมูลต่อสาธารณชน และให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็นต่อโครงการท่ีนําเสนอหรือนโยบายของ
รัฐ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเพ่ือหาทางออกท่ีดีท่ีสุด ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีสําหรับ
ทกุ ๆคน
๘. ความประสงค์หรือความมุ่งหมาย (Purpose) ต้องกําหนดวัตถุประสงค์หรือ
จุดมุ่งหมายในการมีส่วนร่วมไว้อย่างชัดเจน ว่าเป็นไปเพื่อจุดประสงค์อะไร ผู้เข้าร่วมจะได้ตัดสินใจว่า
สมควรจะเข้าร่วมหรือไม่ การมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้สมาชิกผู้เข้าร่วมได้เข้าใจตรงกันอย่างชัดเจน
ไปในทิศทางเดยี วกัน ซ่ึงจะสะท้อนให้เห็นความเข้มแขง็ ขององค์กรอยา่ งเป็นเอกภาพทางความคิดเห็น
และเอกภาพในการดําเนินกิจกรรม นอกจากน้ี การมีส่วนร่วมต้องระบุลักษณะของกิจกรรมว่า
เป้าหมายในการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมีลักษณะและรูปแบบอย่างไร เพ่ือที่ประชาชนจะได้
๒๓
ตัดสินใจในการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม โดยต้องระบุว่าในกิจกรรมแต่ละอย่างมีกี่ข้ันตอน รวมท้ัง
ขนั้ ตอนของกจิ กรรมจะต้องให้ประชาชนสามารถเข้ารว่ มในขัน้ ตอนไหนบา้ ง
๙. การประเมินผล (Appraisal) เน่ืองจากการประเมินผลเป็นข้ันตอนหน่ึงในกระบวนการ
มีส่วนร่วม และถือเป็นเคร่ืองมือสําคัญอย่างหน่ึงในการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหารให้เกิด
ประโยชน์สงู สุด จึงต้องมรี ะบบการประมวลผล ซึ่งองค์กรท่ีมกี ารประเมินผลการปฏิบัตงิ านท่ีเป็นธรรม
โปร่งใส และปราศจากทัศนคติส่วนตัวมากท่ีสุด ถือว่าองค์กรน้ันใช้เครื่องมือนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กร ย่อมส่งผลถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
ขององค์กรได้เหมือนกัน ซึ่งผลของการประเมินผลก็จะกลายเป็นปัจจัยนําเข้าในกระบวนการมีส่วน
ร่วมในข้ันตอนการวางแผน เพื่อนําปัญหาอุปสรรคท่ีเกิดขึ้นในทางปฏิบัติมาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา
ผลการดําเนินงานให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น ดังน้ันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผลงาน
(Performance Appraisal) จึงตอ้ งเร่มิ ต้ังแต่การเข้าร่วมควบคุม ร่วมบํารุงรกั ษาโครงการ รว่ มตดิ ตาม
ร่วมประเมินผล และกิจกรรมท่ีจัดทาํ ไวท้ ัง้ โดยเอกชนและรัฐบาลใหใ้ ชป้ ระโยชน์ไดต้ ลอดไป
๑๐. ความโปร่งใส (Transparency) เน่ืองจากการมีส่วนร่วมน้ันเป็นกระบวนการที่ทําให้
ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจสําหรับการตัดสินใจของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ซ่ึง
จะก่อให้เกิดความโปร่งใสในการดําเนินการปรับปรุงกลไกการทํางานขององค์กรการมีส่วนร่วมให้มี
ความโปร่งใส ลดการทุจริต และข้อผิดพลาดของนโยบาย แผน โครงการลงได้ ซ่ึงความโปร่งใสเป็น
องค์ประกอบหนึ่งของการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี โดยการสรา้ งความไวว้ างใจซ่งึ กันและกันของคน
ในองค์กร ประกอบด้วยความไว้วางใจ การเปิดเผยข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล และกระบวนการ
ตรวจสอบ
๑๑. ความเป็นอิสระ (Independence) องค์กรการมีส่วนร่วมจะต้องมีการยอมรับความ
คิดเห็นซึ่งกันและกัน มีอิสระทางความคิด ความเป็นประชาธิปไตยโดยการให้เกียรติสมาชิกทุกคนใน
องค์กรในการที่สมาชิกจะมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิด
ความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งเงอื่ นไขและหลักการที่สําคัญของการมีส่วนร่วมประการหนึ่งคือ ความ
สมัครใจหรือความเป็นอิสระท่ีจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม ส่วนการบังคับไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของการ
คกุ คาม การระดม หรอื การว่าจ้าง รูปแบบเหล่านี้ไมถ่ อื ว่าเป็นการมสี ว่ นรว่ ม
๑๒. การก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเน่ือง (Onward-doing) เน่ืองจากการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน ทําให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่และความคิดใหม่ที่ท้าทายอย่างต่อเน่ือง ดังน้ัน
องค์กรการมีส่วนร่วมต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐจะต้องเตรียม
ประชาชนให้มีความพร้อมและเห็นประโยชน์ของการมีส่วนร่วมด้วยการให้ความรู้ เพ่ือให้เกิดการมี
ส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเน่ือง โดยความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกจะเป็น
ตัวกําหนดท่ีสําคัญ ที่จะทําให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่องสมํ่าเสมอในการสร้าง
ความเข้าใจในบทบาทของการมีส่วนร่วมภาคประชาชน รวมทั้ง การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่ง
กันและกันอย่างต่อเน่อื ง ถือเป็นปัจจยั สําคญั ที่จะบ่งบอกถงึ ความเขม้ แข็งของการมีส่วนร่วม ทาํ ใหเ้ กิด
ความมั่นใจได้ว่า การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทิศทางท่ีจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและ
สังคม
๒๔
๑๓. เครือข่าย (Network) การท่ีจะต้องมาทําความเข้าใจกัน ส่งเสริมให้มีการผนึกกําลัง
ร่วมกันของท้ังภาครัฐและภาคประชาชน ในลักษณะเครือข่ายมาผนึกกําลังกันเป็นหน่ึงเดียว ท่ีสําคัญ
ต้องเป็นไปเพ่ือสร้างผลประโยชน์ในเชิงการทํางานร่วมกันในรูปกิจกรรม โครงการ แผนงาน ท่ีจะต้อง
อาศัยความร่วมมือกัน รวมไปถึงการผนึกกําลังในการขอความร่วมมือกันทํากิจกรรม ซึ่งต้องอาศัย
เครือข่ายความร่วมมือกันของสมาชิก ผู้บริหาร และบุคคลในชุมชนเป็นหลักจากวิธีการคิด โดยการ
อาศัยเครือข่ายความร่วมมือนั้น จําเป็นต้องให้มีตัวแทนของประชาชนมาพบปะพูดคุยเพื่อก่อตัวและ
กล่าวถึงวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพราะฉะนั้น เครือข่ายการมีส่วนร่วมจึงเป็นกระบวนการเชื่อมโยง
สมาชิกในกลุ่ม หรือเช่ือมโยงองค์กรการมีส่วนร่วมกับสมาชิก ประชาชน และกลุ่มองค์กรต่าง ๆใน
ชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีรูปแบบการมีส่วนร่วมความสัมพันธ์ในแนวราบขององค์กรการมีส่วนร่วมกับ
ชุมชนให้เป็นกระบวนการส่งเสริมสนับสนุนประชาชนสามารถพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยอาศัย
เครือข่ายการมีส่วนร่วมในการทํางานของคนในชุมชน เพ่ือร่วมแก้ไขปัญหาส่วนรวมของคนและใน
ชมุ ชน ซ่ึงการดาํ เนนิ งานของเครือขา่ ยจะนําไปสกู่ ารพัฒนาการมสี ่วนรว่ มทยี่ ั่งยืนตอ่ ไป
สรุปได้ว่าแนวทางการจัดการการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น จะตอ้ งเริ่มตน้ ด้วยการสร้าง
สํานึกเพ่ือให้ภาครัฐและประชาชนรับรู้ปัญหา ประกอบกับการสร้างความเข้าใจและปรับทัศนคติให้มี
ทัศนคติที่ดีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน หลังจากนั้นจึงสรรหาตัวแทนของแต่ละกลุ่มเพ่ือจะได้
ประสานประโยชน์ใหล้ งตัว แลว้ สรา้ งให้สมาชิกมคี วามเขา้ ใจและมคี วามจรงิ ใจในการเข้าร่วม สามารถ
ทําการแลกเปล่ียนข้อมลู ข่าวสารกนั ได้ แล้วสรา้ งฉนั ทามตริ ่วมกัน แต่ภายในองค์กรจะต้องสรา้ งใหเ้ กิด
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในองค์กร การทํากิจกรรมใดๆจะต้องกําหนดความประสงค์หรือความมุ่งหมาย
ในการมสี ่วนร่วมใหช้ ดั เจน และต้องมรี ะบบการประเมนิ ผลจากกระบวนการของการมสี ่วนรว่ มทั้งหมด
มกี ารปรับปรุงกลไกการทํางานให้เกิดความโปร่งใส มีความเป็นประชาธิปไตยยอมรับความคิดเห็นของ
กันและกัน ท่ีสําคัญต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมํ่าเสมอและต่อเนื่อง และเม่ือ
ทํางานภายในองค์กรประสบผลสําเร็จแล้ว ก็จะต้องมองหาพันธมิตรเพ่ือสร้างเครือข่ายผนึกกําลัง
รว่ มกัน ทํางานรว่ มกัน และแลกเปล่ียนขอ้ มูลรว่ มกนั
ตารางท่ี ๒.๖ กระบวนการหรอื ขัน้ ตอนการมีส่วนรว่ ม
ชอ่ื ผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคดิ ทฤษฎี
นนั ทยิ า หตุ านุวตั ร
และณรงค์ หตุ านวุ ัตร กระบวนการมีส่วนร่วมแบบวิธีการ ต้องอาศัยการรวมกลุ่มท่ี
เข้มแข็ง ทําให้คนส่วนใหญ่มีความรู้สึกความเป็นเจ้าของ เกิดความ
อคนิ รพพี ัฒน์ รับผิดชอบร่วมกัน และการเกิดผลประโยชน์ของกลุ่ม เนื่องจากความ
เขม้ แข็งของกลุ่มเปน็ เปา้ หมายของการมีส่วนรว่ ม
ได้เสนอข้นั ตอนการมีสว่ นร่วมออกเป็น ๔ ข้ันตอน คือ
ขน้ั ที่ ๑ การมสี ่วนร่วมในการกําหนดปัญหา
ขนั้ ที่ ๒ การมีส่วนร่วมในการตดั สินใจ
ขนั้ ที่ ๓ การมสี ว่ นรว่ มในการปฏิบัตงิ าน
ขัน้ ท่ี ๔ การมสี ่วนร่วมในการประเมินผลงาน
๒๕
ชือ่ ผูน้ าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคิดทฤษฎี
อภญิ ญา กังสนารักษ์
โกวิทย์ พวงงาม ได้นาํ เสนอขั้นตอนการมีส่วนรว่ ม ๔ ข้นั ตอน คือ
๑. การมีส่วนร่วมในการริเรมิ่ โครงการร่วมค้นหาปัญหาและสาเหตุ
อรทัย กก๊ ผล ของปญั หาภายในชุมชน
๒. การมีส่วนร่วมในขนั้ การวางแผน
WHO and UNICEF ๓. การมีส่วนรว่ มในขนั้ ตอนการดาํ เนินโครงการ
๔. การมีส่วนรว่ มในการประเมนิ ผลโครงการ
วิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถดําเนินการโดยวิธีการเข้า
ร่วมประชมุ อภิปราย การถกเถียง มีการให้คําแนะนําปรึกษากับประชาชน
ต้องเข้าร่วมในโครงการ เพ่ือให้ความมั่นใจว่าเสียงของประชาชนที่ถูก
ผลกระทบจะได้เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และร่วมในการตัดสินใจและการ
วางแผนด้วย ซ่ึงต้องมีการสํารวจ และการประสานงานร่วม ซึ่งเป็นวิธีการ
ที่ให้ประชาชนเข้าร่วม และมีการรายงานผลให้ประชาชนได้ทบทวนและ
สะท้อนผลการตัดสินใจต่อโครงการอีกคร้ัง หากมีการเปลี่ยนแปลงจะได้
แกไ้ ขได้ทันท่วงที
การมสี ว่ นร่วมของประชาชน ประกอบไปด้วย ๔S คือ
๑. Starting Early กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้อง
ดําเนนิ การกอ่ นการตดั สนิ ใจ
๒. Stakeholders ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุก
ฝ่ายไม่ว่าโดยตรง หรือทางอ้อม ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควรมีโอกาส
เขา้ สูก่ ระบวนการมีสว่ นรว่ ม
๓ . Sincerity ก ารมี ส่ วน ร่วม เป็ น ก ระ บ วน ก ารที่ มี ค วาม
ละเอียดอ่อน ต้องมีการจัดกระบวนการอย่างจริงจัง เปิดเผย ซ่ือสัตย์
ปราศจากอคติ ใหเ้ กยี รติซ่ึงกันและกัน
๔. Suitability การเลือกเทคนิคหรือรูปแบบการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนต้อง พจิ ารณาจากประเภทและขนาดของโครงการ
เสนอกระบวนการมีสว่ นร่วมของประชาชนไว้ ๔ ขัน้ ตอนดังน้ี
๑. การวางแผน ประชาชนต้องมสี ่วนร่วมในการวเิ คราะห์ปัญหา
๒. การดําเนินงาน ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ดําเนินการบริหารการใช้ทรัพยากร และมีความรับผิดชอบในการควบคุม
จัดสรรทางการเงนิ
๓. การใช้ประโยชน์ ประชาชนต้องนําเอากิจกรรมมาใช้ให้เกิด
ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับของการพ่ึงตนเองและการ
ควบคมุ ทางสงั คม
๔. การได้รับประโยชน์ ประชาชนต้องได้รับการแจกจ่าย
ผลประโยชน์จากชุมชนในพน้ื ฐานท่เี ทา่ เทียมกัน
๒๖
ช่อื ผูน้ าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคดิ ทฤษฎี
Fornaroff
กระบวนการมสี ว่ นร่วมน้ันประกอบดว้ ย
สมลักษณา ไชยเสรฐิ ๑. การวางแผน
๒. การดําเนนิ งาน
๓. การใช้บรกิ ารจากโครงการ
๔. การมสี ว่ นรว่ มในการรับผลประโยชน์
ได้แบ่งจัดการการแนวทางมีส่วนร่วมของประชาชนเป็น ๓ ด้าน
คือ ด้านประชาชน (Public) ด้านการมีส่วนร่วม (Participation) และ
ด้านภาครัฐโดยการมีส่วนร่วม (Participation) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้
ประชาชนท่ีเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนในการ
ดําเนินการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ต้ังแต่ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วม
ดําเนินการ ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมประเมินผล เพ่ือให้เกิด
ผลประโยชน์สงู สุดและยอมรบั กนั ทกุ ฝ่าย
ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการได้แบ่งระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ไว้หลายระดับ โดยเริ่มต้ังแต่ระดับการแจ้งให้ประชาชนทราบการดําเนินโครงการ โดยหลังจากที่
ผู้บริหารได้ตัดสินใจให้ดําเนินการแล้ว จึงจะจัดให้มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงาน เช่น
การใหป้ ระชาชนมาร่วมในการปลกู ป่า เก็บขยะ ซึง่ การมีส่วนรว่ มในระดับนี้ประชาชนอาจไม่ได้ร่วมคิด
เลยก็ได้ แต่เข้ามาร่วมในขั้นตอนการดําเนินโครงการ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อทําให้เกิดความชัดเจนและ
สามารถพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ในอนาคต การเข้าใจในเรื่องระดับการมีส่วนร่วมเป็น
เรอ่ื งสําคญั มนี กั วิชาการได้เสนอตัวแบบการมีสว่ นรว่ ม ดังน้ี
อรทัย ก๊กผล๒๒ ได้นําตัวแบบช้ันบันไดของ Armstein ในการแบ่งระดับการมีส่วนร่วม
ของประชาชนคือ ตัวแบบชั้นบันไดการมีส่วนร่วมของพลเมือง (Ladder of izen Participation) ซ่ึง
เปน็ ตัวแบบที่ได้รับความนยิ มอย่างต่อเนอ่ื ง โดยแบ่งบนั ไดการมสี ่วนร่วมของประชาชนออกเปน็ ๘ ชั้น
ประกอบดว้ ย
๑. ข้นั การควบคุม (Manipulation)
๒. ขนั้ การรักษา (Therapy)
๓. ข้ันการใหข้ อ้ มลู (Informing)
๔. ข้ันการรบั ฟงั ความคดิ เหน็ (Consultation)
๕. ขั้นการปรกึ ษาหารือ (Placation)
๖. ขั้นการเปน็ ห้นุ ส่วน (Partnership)
๗. ขัน้ มอบหมายอาํ นาจ (Delegated Power)
๘. ขั้นอาํ นาจพลเมือง (Citizen Control)
๒๒ อรทัย ก๊กผล, คู่คิด คู่มอื การมีส่วนรว่ มของประชาชน สําหรับนักบริหารท้องถ่ิน, (กรงุ เทพมหานคร:
จรญั สนทิ วงศก์ ารพมิ พ,์ ๒๕๕๒), หนา้ ๑๙-๒๖.
๒๗
สําหรับ Armstein น้ันข้ันบันไดที่ ๑ และ ๒ ถือว่ายังไม่เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน
เลย หรือท่ีเรียกว่า nonparticipation ส่วนขั้นท่ี ๓ ถึงข้ันท่ี ๕ เรียกว่า Tokenism หมายถึง
ประชาชนมีโอกาสในการให้ ข้อมูลความคิดเห็นแต่ยงั ไม่มีอํานาจในการตัดสินใจ ข้ัน ๖, ๗ และ ๘ ถือ
ว่าประชาชนมีอํานาจในการ ตัดสินใจหรือเรียกว่า Citizen Power จากตัวแบบน้ี สะท้อนให้เห็นว่า
การมีส่วนร่วมในระดับเป็นภาคีหุ้นส่วน (partnership) จึงจะเป็นจุดเร่ิมของบทบาทและอํานาจของ
ประชาชนอยา่ งแท้จริง
ตวั แบบระดบั การมสี ว่ นร่วมของประชาชนของ IAP๒
ตัวแบบการมีส่วนร่วมท่ีเสนอโดยสมาคมนานาชาติด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน
(International Association of Public Participation) ได้แบ่งระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ออกเป็น ๕ ข้ัน ซึ่งเป็นตามหลักการเดียวกับของ Arnstein คือ ย่ิงสูงข้ึนย่ิงสะท้อนอํานาจ และ
อิทธิพลของประชาชนในการบริหารหรือตัดสินใจมากขึ้นด้วย การมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งได้
เป็น ๕ ระดับคือ
๑. การมีส่วนร่วมในระดับเสริมอํานาจให้ประชาชน (Empower) เป็นขั้นที่ให้ บทบาท
ประชาชนในระดับท่ีสูงสุด เพราะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จะดําเนินการตามผลของการตัดสินใจน้ัน รูปแบบการมีส่วนร่วมในขั้นน้ีท่ีรู้จักกันดี คือ การลง
ประชามติหรือสภาเมือง การมีส่วนร่วมในรูปแบบน้ี สะท้อนให้เห็นถึงความยินยอมพร้อมใจของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ในการยอมรบั อาํ นาจการตดั สนิ ใจของประชาชนหรือชมุ ชน อย่างไรก็ตาม
การมีส่วนร่วมในระดับนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินต้องมีกระบวนการเสริมสร้างความสามารถของ
ประชาชนให้สามารถตัดสินใจไดด้ ้วยตนเอง อาทิเช่น ขอ้ มลู ที่ครอบคลุมเพยี งพอ การเสรมิ สร้างทักษะ
ให้ประชาชน วิเคราะห์ข้อมูล และตัดสินใจหาทางแก้ปัญหาท่ีมีคุณภาพ การใช้การมีส่วนร่วมในระดับ
นสี้ ะทอ้ นให้เหน็ ถงึ อํานาจของประชาชนในระดับสงู
๒. การมีส่วนร่วมในระดับสร้างความร่วมมือ(Collaboration)เป็นการให้บทบาท
ประชาชนในระดับสูง โดยประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทํางานร่วมกันในกระบวนการ
ของการตัดสินใจ ฉะน้ันความคิดเห็นของประชาชนจึงสะท้อนออกมาในการตัดสินใจค่อนข้างสูง
รูปแบบการมีส่วนร่วมในขั้นนี้ เช่น คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน และคณะท่ีปรึกษาฝ่าย
ประชาชน ผลการตัดสินใจที่ออกมาเป็นผลการตัดสินใจร่วมกัน เชื่อว่าน่าจะนําไปสู่การเสริมสร้าง
ความสมานฉันท์ในสังคม เพราะประชาชนหรือตัวแทนของประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรและ
รว่ มตัดสินใจดว้ ย ไมใ่ ช่เพยี งแคใ่ ห้ความคิดเหน็ ต่อองคก์ รในการตดั สินใจ
๓. การมีส่วนร่วมในระดับเข้ามามีบทบาท (Involve) เป็นลักษณะการเปิดโอกาสให้
ประชาชนมีส่วนร่วมทํางานตลอดกระบวนการตัดสินใจ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูล
ระหวา่ งองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินกับประชาชนอย่างมีจุดมุ่งหมายชัดเจน ซ่ึงข้อมูลความคิดเห็นของ
ประชาชนจะสะท้อนออกมาในทางเลือกต่าง ๆ ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนขั้นน้ี ใกล้เคียงกับ
การมีส่วนร่วมในระดับการร่วมมือ เพียงแต่รูปแบบการมีส่วนร่วมแบบร่วมมือมีลักษณะเป็นกิจกรรม
ถาวรมากกว่าการมีส่วนร่วมในข้ันน้ี นอกจากน้ันการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นนี้ อํานาจการ
ตัดสินใจสุดท้ายยังเป็นขององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน แต่ประชาชนมีสว่ นร่วมต้ังแตเ่ ริม่ ต้นและมกี าร
๒๘
แลกเปลี่ยนความคิดเหน็ กันอย่างเข้มข้น ตัวอย่างเทคนิคการมีส่วนร่วมท่ีใช้มาก อาทิ เช่น การประชุม
เชิงปฏิบัติการ การตงั้ คณะทํางานภาคประชาชน เป็นตน้
๔. การมีส่วนร่วมในระดับรับฟังความคิดเห็น (Consult) เป็นลักษณะการให้ ประชาชนมี
ส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้สึกและความคิดเห็นประกอบการตัดสินใจ ดังน้ัน
ประชาชนมีบทบาทในฐานะเป็นผใู้ ห้ข้อมูล การตัดสินใจเป็นบทบาทของหน่วยงานภาครฐั เทคนิคการ
มีส่วนร่วมในลักษณะน้ี เช่น การสํารวจความคิดเห็น การประชุมสาธารณะ เป็นต้น ปัจจุบันน้ี
กฎหมายส่วนใหญ่มักกําหนดให้หน่วยงานภาครัฐจัดการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระดับการรับฟัง
ความคดิ เหน็ เป็นอยา่ งนอ้ ย
๕. การมสี ว่ นรว่ มในระดบั ใหข้ ้อมูลขา่ วสาร (Inform) เป็นการมสี ว่ นร่วมของ ประชาชนใน
ระดับต่ําท่ีสุด บทบาทของประชาชนน้อยมากเพียงแต่รับทราบว่าเกิดอะไรท่ีไหน ปัจจุบัน การท่ี
ภาครัฐตัดสินใจในเร่ืองท่ีกระทบต่อประชาชนและแจ้งให้ประชาชนทราบ สะท้อนความล้าสมัยในการ
บริหารงาน แต่ในขณะเดียวกันจําเป็นต้องตระหนักว่า ไม่ว่าจะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในขั้นใด
การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนเป็นเรื่องท่ีสําคัญมาก แต่ต้องไม่ใช่การให้ข้อมูลในลักษณะ
ประชาสัมพันธ์โดยให้มองแต่ด้านดีเท่านั้น โดยหัวใจสําคัญของการให้ข้อมูลข่าวสาร คือ การให้
ข้อเทจ็ จรงิ ทีม่ ีความครอบคลมุ และเพยี งพอ เพ่อื ทาํ ให้ประชาชนไดท้ ราบขอ้ เท็จจริงและตดั สินใจแสดง
ความคดิ เหน็ อย่างมีคุณภาพ
ตัวแบบการมีส่วนร่วมของประชาชน IAP๒ เป็นตัวแบบในการออกแบบ กระบวนการมี
ส่วนร่วมของประชาชน โดยตัวแบบแบ่งเป็น ๕ ขั้นตอน ซึ่งช่วยให้เห็นความแตกต่างแต่ละระดับ
ภาษาท่ใี ช้เป็นภาษาทางบวก อาทิเชน่ การมสี ว่ นร่วมขน้ั สงู สดุ ใช้ศพั ท์วา่ ขั้นการเสริมอํานาจ ไมใ่ ชก่ าร
ควบคุมโดยประชาชน ซึ่งหัวใจของการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ว่าจะเป็นตัวแบบใด มักจะสะท้อน
อํานาจและความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งภาครฐั หรือองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินและประชาชน
ดังนั้น การมีส่วนร่วมจึงหมายถึง การที่กลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในทุกข้ันตอน ต้ังแต่เริ่มต้น
ท้ังทางร่างกาย จิตใจและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคน โดยการร่วมคิด ร่วมมือ ร่วม
ปฏิบัติ ร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมรับผิดชอบ เพ่ือให้เกิดการดําเนินการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง
เป็นเทคนิคอย่างหน่ึงท่ีผู้บริหารต้องการ เพราะเมื่อบุคคลได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว จะไม่ค่อยเกิดการ
ต่อต้าน รวมท้ังช่วยลดความขัดแย้งและความเครียดจากการทํางาน ทําให้บุคคลได้ร่วมกันพิจารณา
แก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนจากการทํางาน บุคคลจะรู้สึกพึงพอใจในผลงานท่ีเกิดข้ึน และเกิดความรู้สึกมี
คุณค่าในตนเอง เกิดความมุ่งม่ันในการสร้างความสําเร็จให้กับองค์กร รวมถึงการเกิดความรู้สึกเป็น
เจ้าของและผูกพันกับองค์กร เพ่ือนําไปสู่เป้าหมายขององค์กร และสามารถบรรลุผลสําเร็จตาม
เปา้ หมายท่ีกาํ หนดไว้
๒๙
ตารางท่ี ๒.๗ ตัวแบบการมสี ว่ นรว่ ม
ชอื่ ผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคิดทฤษฎี
อรทัย กก๊ ผล
ได้นําตัวแบบช้ันบันไดของ Armstein มาทําการแบ่งบันไดการมี
สมาคมนานาชาติ สว่ นรว่ มของประชาชนออกเป็น ๘ ชน้ั ประกอบด้วย
๑. ขนั้ การควบคมุ (Manipulation)
๒. ขน้ั การรกั ษา (Therapy)
๓. ขั้นการให้ข้อมูล (Informing)
๔. ข้ันการรบั ฟังความคิดเห็น (Consultation)
๕. ขั้นการปรึกษาหารอื (Placation)
๖. ขั้นการเป็นหุ้นส่วน (Partnership)
๗. ขน้ั มอบหมายอาํ นาจ (Delegated Power)
๘. ขั้นอํานาจพลเมือง (Citizen Control)
ไดแ้ บง่ ระดบั การมีสว่ นรว่ มของ ประชาชนออกเปน็ ๕ ระดับ คอื
๑. การมสี ว่ นรว่ มในระดบั เสริมอํานาจใหป้ ระชาชน
๒. การมสี ่วนร่วมในระดบั สร้างความร่วมมอื
๓. การมสี ่วนรว่ มในระดับเข้ามามบี ทบาท (Involve)
๔. การมสี ว่ นร่วมในระดบั รับฟงั ความคดิ เห็น
๕. การมีส่วนร่วมในระดบั ให้ขอ้ มลู ข่าวสาร (Inform)
๒.๑.๒ แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกบั การมีสว่ นรว่ มทางการเมือง
๑. ความหมายของการมสี ่วนรว่ มทางการเมือง
พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว ที่ได้อธิบายการถึงมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ว่า การมีส่วนร่วมทางการ
เมืองเป็นกิจกรรมต่าง ๆตามความสมัครใจของสมาชิกในสังคม การเมืองท่ีจะกระทําโดยมีจุดมุ่งหมาย
ท้ังทางตรงและทางอ้อมตอ้ งการมีอิทธิพลตอ่ การกาํ หนดนโยบายหรือการทาํ งานของรฐั บาลไมว่ ่าจะใน
ระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ รวมถึงกิจกรรมง่าย ๆ เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การถกเถียงปัญหา
การเมือง หรือการสมคั รรบั เลือกต้งั เปน็ ตัวแทนของประชาชน เป็นต้น
Parry, G., Moyser, G., & Day, N.๒๓ ได้นิยาม การมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ว่า เป็น
การกระทําของพลเมืองในการมีส่วนให้เกิดกระบวนการกอ่ รูป (Formulation) การสง่ ผ่าน (Passage)
และการนําไปปฏิบัติ (Implementation) ในนโยบายสาธารณะ ทั้งนี้ได้แบ่งระดับของการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองไว้ ๕ ระดับดังน้ี
๒๓ Parry, G., Moyser, G., & Day, N., Political Participation and Democracy in Britain,
(Cambridge: University Press, 1992), pp. 51-55.
๓๐
๑. การเลือกตั้ง (Voting) ได้แก่ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ท้ังท่ีเป็นการเลือกต้ัง
ระดบั ชาติและระดับทอ้ งถ่ิน
๒. การรณรงค์แก่พรรคการเมือง (Party Campaigning) ได้แก่ การให้การสนับสนุนทาง
การเงินแกพ่ รรคการเมอื ง การชว่ ยพรรคการเมอื งรณรงคห์ าเสียง
๓. กิจกรรมกลุ่ม (Group Activity) ได้แก่ การเป็นสมาชิกกลุ่มหรือชมรมท่ีจัดกิจกรรม
เก่ยี วกับการเมอื ง
๔. การติดต่อกบั บุคคลต่าง ๆ (Contacting) ไดแ้ ก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักการเมอื ง
บุคคลรอบข้าง หรือการสื่อสารในประเดน็ เกีย่ วกับการเมอื งผา่ นส่ือต่าง ๆ
๕. การคัดค้าน (Protesting) ได้แก่ การเข้าร่วมชุมนุมเพ่ือคัดค้านประเด็นทางการเมือง
ต่าง ๆ รวมถึงการร่วมลงชอื่ เพอื่ รอ้ งขอรฐั สภาให้พจิ ารณารา่ งกฎหมายหรือถอดถอนบคุ คลตา่ ง ๆ
ตารางท่ี ๒.๘ ความหมายของการมีส่วนรว่ มทางการเมือง
ชื่อผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคดิ ทฤษฎี
พรศกั ด์ิ ผอ่ งแผว้
การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นกิจกรรมต่าง ๆตามความ
Parry, G., Moyser, G., & สมัครใจของสมาชิกในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายท้ังทางตรงและ
Day, N. ทางอ้อม เพ่ือให้มีอํานาจในการร่วมกําหนดนโยบายหรือการทํางาน
ของรฐั บาล ไมว่ า่ จะในระดับทอ้ งถ่นิ หรอื ระดบั ชาติ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ว่าเป็นการกระทําของพลเมือง
ในการมีส่วนให้เกิดกระบวนการก่อรูป (Formulation) การส่งผ่าน
(Passage) และ การนําไปปฏิบัติ (Implementation) ในนโยบาย
สาธารณะ
๒. รปู แบบการมสี ว่ นรว่ มทางการเมือง
Myron Wiener๒๔ ไดจ้ าํ แนกรปู แบบการมสี ่วนร่วมทางการเมอื งไว้ ๑๐ ประการ ได้แก่
๑. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําในรูปแบบการสนับสนุนหรือเป็นการกระทํา
เพอ่ื เรยี กร้องต่อรัฐบาล (support and demand)
๒. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การพยายามเพื่อก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการใช้อิทธิพล
(influence) ตอ่ การปฏิบัตงิ านของรัฐบาล หรือการเลอื กสรรผู้นํารัฐบาล
๓. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมือง
(legitimate)
๔. การเขา้ รว่ มทางการเมอื ง คอื การกระทาํ ทีม่ ตี วั แทนทางการเมือง (representation)
๒๔ Myron Wiener, “Political Participation: Crisis of the Political Process”, In Crisis on
Sequences in Political Development Princeton: Princeton University, (1971): 161-163.
๓๑
๕. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ สภาพท่ีบุคคลไม่ต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการ
เมือง (alienation) เพราะเห็นว่า การเข้ามามีส่วนร่วมน้ันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง ซ่ึง
แตกต่างจากการเฉยเมยทางการเมอื ง (apathy) ซึ่งเปน็ การขาดความสนใจต่อการเมืองอยา่ งส้นิ เชิง
๖. ผู้ท่ีเข้าร่วมทางการเมือง หมายถึง ผู้ที่มีความกระตือรือร้น (active) หรือผู้ท่ีมีความ
ต่ืนตัวทางการเมืองเป็นพิเศษ (activists) เช่น ผู้ท่ีสมัครเข้ารับการเลือกต้ัง การเป็นสมาชิกพรรค
การเมือง การร่วมประชุมทางการเมือง และการให้ความสนใจต่อปัญหาสาธารณะ นอกจากนั้น ยัง
รวมถึงการเข้าร่วมทางการเมืองในระดับต้น ๆ ได้แก่ การไปใช้สิทธ์ิเลือกต้ัง (ซ่ึงถือเป็นการกระทําท่ีมี
แรงจูงใจน้อยมาก) หรือการไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่มีการพูดคุยกับเพื่อนบ้านในเรื่องเกี่ยวกับ
การเมือง การแสดงความคิดเห็นและการแสดงประชามติทางการเมือง รวมทั้งการให้ความสนใจ
ตดิ ตามขา่ วสารทางการเมืองจากส่ือมวลชน
๗. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําที่มีความต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา (persistence
continuum) ซ่งึ เป็นกิจกรรมท่ีมคี วามเปน็ สถาบัน (institutionalized) และมีการจัดตั้ง นอกจากน้ัน ยัง
รวมไปถึงการกระทําท่เี ปน็ ครัง้ คราวซึ่งเกิดข้ึนมาอยา่ งทนั ทที นั ใดและมีความบบี คั้นอย่างรุนแรง เชน่ การ
จลาจล การยกพวกตีกนั การรวมกลุ่ม และการลอบฆ่านักการเมอื ง เป็นต้น
๘. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําท่ีเป็นความพยายามในการท่ีจะเข้ามามี
อิทธิพลเหนือการปฏิบัติงานของราชการ (bureaucratic actions) และนโยบายสาธารณะ (public
policy)
๙. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําที่มีผลต่อการเมืองในระดับชาติ (national
politics) และการเมืองในระดับทอ้ งถน่ิ
๑๐. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําทางการเมือง (political action) แต่ใน
ขณะเดียวกัน แต่ละสังคมมีการกระทําทางการเมืองแตกต่างกันออกไปตามบริบทของสังคมนั้น ๆ
ตัวอย่างเช่น ในสังคมหน่ึงถือว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นการกระทําที่เกิดจากความสมัครใจไม่
ว่าจะประสบผลสําเร็จหรือไม่ก็ตาม หรืออาจเกิดข้ึนเพียงบางครั้งคราวหรือต่อเน่ือง อาจถูกต้องตาม
กฎหมายหรือไม่ก็ได้ ซึ่งการกระทําเหล่าน้ีเพ่ือการมีอิทธิพลในการจัดสรรนโยบายสาธารณะและการ
บริหารนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนการเลือกผู้นาํ ทางการเมอื งทง้ั ในระดบั ชาตแิ ละระดบั ท้องถ่ิน
Barber J. David๒๕ ไดจ้ ําแนกรปู แบบการมีสว่ นรว่ มทางการเมอื งไว้ ๒ ประการ ดังนี้
๑. การมีส่วนร่วมโดยตรง เป็นลักษณะที่ประชาชนเป็นผู้ดําเนินการปกครองตนเอง
โดยตรง เชน่ การบริหารงาน การกาํ หนดนโยบาย และการตดั สินใจในการดาํ เนินงานดว้ ยตนเอง
๒. การมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม เป็นลักษณะที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมแต่มิได้เป็น
ผู้ดําเนินการปกครองด้วยตนเองโดยตรง แต่เป็นการเลือกตัวแทนเข้าไปทําหน้าที่ด้วยวิธีการเลือกต้ัง
โดยประชาชนอย่างเสรี ซึ่งกลไกนี้ต้องการให้ประชาชนเข้ามาควบคุมการบริหารงานฝ่ายปกครองให้
เปน็ ไปตามความต้องการ
๒๕ Barber J. David, Citizen Politics, (Chicago: Markham, 1972), p. 3.
๓๒
James R. Townsend๒๖ ได้จําแนกรูปแบบลักษณะของการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่ามี
๒ ลักษณะ ไดแ้ ก่
๑. ลักษณะแบบตะวันตก ในประเทศท่ีมีระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซ่ึง
ประชาชนมกั จะเกยี่ วข้องกับการเมอื งโดยความสมัครใจอย่เู สมอ
๒. ลักษณะแบบสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งประชาชนถูกบังคับให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง
ในเรือ่ งที่รฐั บาลเหน็ วา่ มคี วามจาํ เป็นต่อการบรหิ าร
Almond, Gabriel A. and Jr. B.G. Powell๒๗ ได้จําแนกรูปแบบการมีส่วนร่วม
ทางการเมอื งเป็น ๒ รปู แบบใหญ่ ๆ ดังน้ี
๑. รูปแบบตามธรรมเนียมปฏิบัติ (Conventional Forms) สามารถแบ่งเป็นรูปแบบ
ย่อย ๆ ได้ดังนี้
๑.๑ การออกเสียงเลอื กตง้ั
๑.๒ การสนทนาเร่อื งการเมอื ง
๑.๓ การรณรงคห์ าเสียงเลอื กต้ัง
๑.๔ การจดั ต้งั และการเข้ารว่ มเปน็ สมาชิกกลุม่ ต่าง ๆ
๑.๕ การติดต่อสว่ นตัวกบั เจา้ หน้าทกี่ ารเมือง
๒. รูปแบบที่ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ (Unconventional Forms) แบ่งเป็น
รูปแบบย่อย ๆ ดังน้ี
๒.๑ การยื่นขอ้ เรยี กร้อง
๒.๒ การเดนิ ขบวน
๒.๓ การเข้าประจันหนา้ กัน
๒.๔ การละเมดิ กฎหมายของสังคม
๒.๕ การใชค้ วามรนุ แรงทางการเมอื ง
๒.๖ สงครามแบบกองโจรและการปฏวิ ตั ิรฐั ประหาร
Milbrath๒๘ ได้แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองออกเป็น ๖ รูปแบบ
ไดแ้ ก่
๑. การเลอื กตง้ั
๒. การเป็นเจ้าหน้าทพ่ี รรคการเมอื งและเจ้าหนา้ ทีร่ ณรงค์หาเสียง
๓. การเป็นผ้มู บี ทบาทในชุมชน
๒๖ James R. Townsend, Political Participation in Communist China, (Berkley and Los
Angeles: University of California Press, 1967), pp. 25–25.
๒๗ Almond, Gabriel A. and Jr. B.G. Powell, Comparative Political Today, (Boston:
Little Brown and Company, 1976), pp. 145-146.
๒๘ Milbrath, L. W., Political Participation: How and Why Do People Get Involved in
Politics, (Chicago: Rand McNally, 1968), p. 18.
๓๓
๔. การมบี ทบาทในการติดต่อทางราชการ
๕. การเป็นผู้ประทว้ ง
๖. การแนะนําวพิ ากษว์ ิจารณแ์ ละการแสดงความคดิ เห็นทางการเมือง
Lester W. Milbrath๒๙ ได้จําแนกรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ ๖ รูปแบบ
ดว้ ยกัน ได้แก่
๑. การเลือกต้ัง (Voting) เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สามารถแยกกิจกรรมท่ี
เกี่ยวข้องกับการรณรงค์หาเสียงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง การไปลงคะแนนเสียง
เลือกตั้งเป็นเพียงการแสดงออกของประชาชนถึงความจงรักภักดีต่อระบอบการเมืองมากกว่าเป็นการ
กระทําตามความต้องการของตน ซ่ึงเป็นการไปทาํ ตามความสํานึกในหนา้ ท่ีพลเมอื งดีมากกว่าที่จะเชื่อ
วา่ การลงคะแนนเสียงเลอื กตัง้ นัน้ จะมผี ลทางการเมอื งทแ่ี ตกตา่ งกันออกไป
๒. การเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองและผู้รณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง (Party and
Campaign Workers) หมายถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในพรรคการเมืองท้ังในช่วงระหว่างการเลือกต้ัง
และการรณรงค์หาเสียง การบริจาคเงินช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้ง การชักชวนประชาชนไป
ลงทะเบียนเพื่อสิทธิในการลงคะแนน การเข้าร่วมและสนับสนุนพรรคการเมือง การพยายามชักชวน
ให้ประชาชนลงคะแนนเสียงแก่พรรคหรือผู้สมัครท่ีตนเข้าร่วม การลงสมัครรับเลือกตั้ง การมีส่วนรว่ ม
ทางการเมืองนี้ เป็นแบบแผนของความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลกับรัฐ
๓. การเป็นผู้มีบทบาทในชุมชน (Community Activities) เป็นการก่อตั้งกลุ่มเพ่ือแก้ไข
ปัญหาสังคม หรือร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆท่ีมีอยู่แล้ว เพ่ือเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวกับกิจกรรมสาธารณะ หรือ
ติดต่อกับทางราชการในเรื่องปัญหาสังคม ผู้มีบทบาทในชุมชนจึงนับว่าเป็นผู้ที่มีความ กระตือรือร้นสูง
ตลอดจนมีระดับความผูกพนั ทางดา้ นจิตใจกบั ชมุ ชน
๔. การติดต่อกับทางราชการ (Contracting Officials) เป็นกิจกรรมที่เน้นเฉพาะของบุคคล
ซึ่งจะมีผลโดยตรงเฉพาะบุคคลเท่าน้ัน เช่น การติดต่อกับทางราชการในเร่ืองการเสียภาษี โรงเรือน การ
ตดิ ตอ่ ขอรบั สวสั ดิการ เปน็ ต้น
๕. การเป็นผู้ประท้วง (Protestors) ขอบเขตของกิจกรรมในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
รูปแบบน้ี คือ การเข้าร่วมเดินขบวนตามถนนหรือการก่อให้เกิดจลาจล เพื่อบังคับให้รัฐแก้ไขบางสิ่ง
บางอยา่ งซ่ึงเกี่ยวข้องกบั การเมอื งใหถ้ กู ตอ้ ง ซง่ึ ถือเปน็ การประท้วงทเ่ี ปดิ เผยต่อสาธารณะชน
๖. การเป็นผู้สื่อข่าวสารทางการเมือง (Communicators) ได้แก่ การติดตามข่าวสาร
ทางการเมืองอยู่เสมอ การส่งข่าวสารแสดงการสนับสนุนให้แก่ผู้นําทางการเมืองเมื่อเขากระทําในสิ่งท่ี
ถูกต้อง หรือส่งคําคัดค้านเม่ือเขากระทําในส่ิงท่ีเลวร้าย การร่วมถกปัญหาทางการเมือง การให้ข้อมูล
ความรู้เกี่ยวกับการเมืองแก่เพื่อนในชุมชน การให้ความสนใจแก่ทางราชการ และการเขียนจดหมาย
หรือบทความถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมในลักษณะนี้มักจะเป็นคนที่มีระดับการศึกษาที่
สูง มีข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองมาก และมีความสนใจทางการเมืองมากด้วย การเป็นผู้ส่ือสารทางการ
๒๙ Lester W. Milbrath, Aspects of Political Development, (Boston: Little, Brown, 1971),
pp. 12–16.
๓๔
เมืองเหล่าน้ี จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากกว่าเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองหรือผู้รักชาติ แต่จะไม่
แสดงออกด้วยการประทว้ ง
Samuel P. Huntington and Joan M. Nelson๓๐ ได้แบ่งการมีส่วนร่วมทางการ
เมอื งออกเป็น ๕ รปู แบบ ได้แก่
๑. กิจกรรมการเลือกตั้ง (Electoral Activity) หมายถึง กิจกรรมการออกเสียงเลือกต้ัง
และการรณรงคห์ าเสยี งเลือกตั้ง
๒. การวิ่งเต้น (Lobby) หมายถึง การติดต่อเจ้าหน้าที่หรือผู้นําทางการเมือง เพื่อหาทางเข้า
ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการกําหนดนโยบายของรัฐบาล โดยใช้ข้อมูลต่าง ๆ เพ่ือผลประโยชน์
ของกล่มุ เปน็ เกณฑ์
๓. กิจกรรมขององค์การ (Organization Activity) หมายถึง กิจกรรมทางการเมืองของ
กลุ่มองค์การใดองค์การหน่ึง โดยมีจุดมุ่งหมายท่ีจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเร่ืองผลประโยชน์เฉพาะอย่าง
หรืออาจจะเป็นผลประโยชน์ต่อสว่ นรวมก็ได้
๔. การติดต่อในบางประเด็น (Counteracting) หมายถึง การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือเจ้าหนา้ ทีท่ างการเปน็ สว่ นตัว โดยมงุ่ หวังประโยชน์ส่วนตวั เฉพาะครอบครัวหรือหมูค่ ณะของตน
๕. การใช้ความรุนแรง (Violence) หมายถึง กิจกรรมท่ีพยายามสร้างผลกระทบต่อการ
ตัดสินใจการกําหนดนโยบายของรัฐบาลโดยการทําร้ายร่างกาย ทําลายทรัพย์สิน กิจกรรมน้ีอาจ
ดําเนินไปโดยมีจุดมุ่งหมายในการเปล่ียนแปลงผู้นําทางการเมือง เช่น การก่อรัฐประหาร การลอบ
สังหารผูน้ ําทางการเมือง หรือการม่งุ ทีจ่ ะเปล่ยี นแปลงระบบการเมือง เปน็ ตน้
คงฤทธ์ิ กุลวงษ์๓๑ กล่าวว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจําแนก
เป็น ๔ แนวคดิ ไดแ้ ก่
๑. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy)
การมีส่วนร่วมในลักษณะนี้ ประชาชนหรือพลเมืองของรัฐจะทําหน้าท่ีเป็น “สภา” โดยทุกคนมีส่วน
ร่วมในการประชุมพิจารณาเร่ืองต่าง ๆด้วยตัวเอง ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการกําหนด
กฎเกณฑ์ในสังคม ภายหลังเม่ือสมาชิกของสังคมเพ่ิมจํานวนมากข้ึนและสังคมมีความซับซ้อนมากข้ึน
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงกลายเป็นเรื่องยากที่จะสามารถทําได้จริง เพราะ
ประชาชนทกุ คนไม่สามารถเขา้ มาใชอ้ ํานาจของตนเองไดใ้ นทกุ ๆกจิ กรรมของประเทศ
๒. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน หรือประชาธิปไตยโดย
ออ้ ม (Representative Democracy) การมีส่วนรว่ มในรูปแบบนี้ คือ การทีป่ ระชาชนได้ทําหน้าทีเ่ ลือก
ผู้แทนของตนเขา้ ไปใช้อํานาจอธิปไตยแทนตนในรฐั สภาผ่านระบบท่ีเรียกว่า “การเลือกต้ัง”
๓๐ Samuel P., Huntington and Joan M. Nelson, Participation and Political Study,
(Cambridge: Cambridge University Press, 1982), pp. 12–12.
๓๑ คงฤทธิ์ กุลวงษ์, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตําบลหนองบ่อ
อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม”, วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ปีท่ี ๑๔ ฉบับที่ ๓ (กันยายน-
ธันวาคม ๒๕๖๑): ๑๑๒-๑๑๓.