The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 - การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE - นายรัฐกูล เสนารา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE

2563 - การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE - นายรัฐกูล เสนารา

Keywords: 2563,การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น,THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE,นายรัฐกูล เสนารา

๓๕

๓. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Democracy) หรือท่ีเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” เป็นการนําการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงมาผสมผสานกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน
ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองการ
ปกครองมากยิ่งขึ้น โดยให้ประชาชนได้มีอํานาจในการตรวจสอบและควบคุมการทํางานของ “ผู้แทน”
คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาแล้วแต่กรณี รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ “สถาบัน
การเมือง” ต่าง ๆ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ส่ือมวลชน สามารถทําหน้าที่ในการติดตามและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐได้
อยา่ งเต็มท่ี

๔. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบถกแถลง (สาน
เสวนาหาทางออก) (Deliberative Democracy) เป็นประชาธิปไตยแบบถกแถลง ที่เป็นกระบวนการ
สําคัญของประชาธิปไตยภาคพลเมือง ประชาธิปไตยชุมชน หรือประชาธิปไตยทางตรง เป็นความ
พยายามทจ่ี ะแก้ไขปัญหาที่เกิดจากขอ้ บกพร่องของประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่เปน็ รปู แบบสถาบันท่ี
ตายตัวไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนท่ีมีความซับซ้อนและมีความแตกต่าง
หลากหลายได้ ท้ังนี้ หลักการประชาธิปไตยแบบถกแถลงไม่ได้เป็นสิ่งท่ีขัดแย้งกับระบอบ
ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะระบอบประชาธิปไตยท้ังสองแบบสามารถอยู่คู่กันได้ ซึ่งระบอบ
ประชาธปิ ไตยแบบถกแถลงจะช่วยแก้ไขปัญหาข้อบกพรอ่ งต่าง ๆของระบบการเมืองแบบตัวแทน โดย
การมีสว่ นรว่ มของภาคพลเมืองท่ีมีความสํานึกทางการเมอื ง (Active Citizen) และมจี ิตสาธารณะรวม
หมู่ (Civic Life)

วรทิพย์ มีมาก และคณะ๓๒ ได้อธิบายรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน ระบอบ
ประชาธปิ ไตยท่สี ําคญั ไวอ้ ย่างนา่ สนใจดังน้ี

๑. การมีส่วนร่วมในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์ การรวมตัวกันของบุคคลเป็นกลุ่มหรือ
องค์กรในสังคม ซ่ึงมเี ป้าหมายหลักอยู่ท่ีการรกั ษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเท่านั้น โดยไม่มีเป้าหมายที่
จะเข้าไปเป็นรัฐบาลเพ่ือบริหารประเทศแต่อย่างใด สําหรับเป้าหมายของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกันไป
โดยบางกลมุ่ อาจเรยี กร้องให้รัฐบาลทําตามส่ิงทกี่ ลุ่มตนตอ้ งการ เชน่ สมัชชาคนจน กจ็ ะเรยี กร้องให้รัฐ
แก้ไขปัญหาเร่ืองท่ีดินทํากิน หน้ีสินของเกษตรกร ฯลฯ กลุ่มผู้ปกระกอบการเอกชนก็จะเรียกร้องให้มี
การแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเดิม หรือการออกกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใหม่ เพื่อ
อํานวยความสะดวกแก่กลุ่มของตน เช่น กฎหมายภาษี กฎหมายการค้าและการลงทุน ฯลฯ บางกลุ่ม
อาจเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทํานโยบายหรือโครงการที่กลุ่มตนได้ประโยชน์ เช่น การสร้างบ่อน กาสิโน
การขยายเวลาปดิ สถานเริงรมย์ เป็นตน้

๒. การมีส่วนร่วมในรูปแบบของพรรคการเมือง เป็นการเข้ามารวมกลุ่มกันของบุคคลที่มี
ความเชื่อทางการเมืองท่ีคล้ายคลึงกัน เป้าหมายหลักจะอยู่ท่ีการส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเพ่ือไป

๓๒ วรทิพย์ มีมาก และคณะ, หน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข, (กรงุ เทพมหานคร: ราไทยเพรส, ๒๕๔๗), หนา้ ๔๘ – ๔๙.

๓๖

ทําหน้าท่ี ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม การเข้ามารวมตัวกันในรูปแบบพรรค
การเมืองยังคงมีเป้าหมายอื่นอีก เช่น การให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน การดูแลและรักษา
ผลประโยชน์ของส่วนรวม การสร้างผู้นําทางการเมือง การควบคุมติดตามและตรวจสอบทางการเมือง
เป็นต้น ในส่วนของประชาชนก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองได้ เช่น การสมัครเป็น
สมาชิกพรรค การเข้าประชุมพรรค การประชาสัมพันธ์ กิจกรรมของพรรค การช่วยรณรงค์หาเสียง
ในช่วงที่มกี ารเลอื กตัง้ เป็นตน้

๓. การมีส่วนร่วมในรูปแบบของการไปใช้สิทธิเลือกต้ัง การไปออกเสียงเลือกตั้งถือเป็น
รูปแบบท่ีมีความสําคัญของการบริหารในระบอบประชาธิปไตย แต่ส่ิงท่ีควรตระหนักก็คือ ประเทศท่ี
ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกต้ังหรือประเทศที่ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกต้ังกันอย่างมากมาย ไม่ได้
หมายความว่าประเทศน้ันจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การไปใช้สิทธ์ิเลือกต้ังในรูปแบบของ
ประชาธปิ ไตยที่แท้จรงิ น้นั จะต้องมีลกั ษณะดังนี้

๓.๑ การใชส้ ิทธิโดยอสิ ระ กล่าวคอื การไปออกเสียงต้องเกิดจากความสมคั รใจ ไมไ่ ด้
เกิดมาจากการบังคบั หรอื ข่มขหู่ รือสัญญาวา่ จะใหผ้ ลตอบแทนในการไปออกเสียง

๓.๒ การเลือกต้ังโดยลับ การออกเสียงต้องกระทําในคูหาเลือกตั้งแต่เพียงลําพัง โดย
ไมม่ ผี ู้อ่นื อยรู่ ่วมด้วย เฉพาะผู้กาบัตรเท่านั้นทจ่ี ะทราบว่า ตนเองออกเสียงให้แก่ผู้สมัครคนใด การออก
เสยี งเลอื กตั้งของบคุ คลไม่สามารถประกาศให้ทราบเปน็ การทั่วไปได้

๓.๓ ความเสมอภาคในการเลือกตั้ง บุคคลแต่ละคนมีสิทธิออกเสียงได้คนละหนึ่ง
เสยี งเท่านั้น บัตรท่มี กี ารกาหมายเลขมากกวา่ หน่งึ หมายเลขถือเป็นบัตรเสยี

๓.๔ ความเป็นกลาง บุคคลที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกต้ังทุกคนต้องปฏิบัติ
หนา้ ท่อี ย่างเที่ยงธรรม ไม่ลาํ เอยี งเข้าขา้ งฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่ง

๔. การมีส่วนร่วมในรูปแบบของการแสดงออก บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
การเขียน การพูด การโฆษณา การพิมพ์ซึ่งการแสดงออกเหล่าน้ีอาจอยู่ในรูปแบบของการ
วิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อต่าง ๆ รา้ นกาแฟ บ้านเรือน สถานที่สาธารณะ ฯลฯ รัฐบาลต้องไมข่ ัดขวางหรือ
ห้ามปรามการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะโครงการท่ีมีผลกระทบตอ่ ชีวติ และความเป็นอยขู่ อง
ประชาชนและชุมชน รวมท้ังความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติแล้ว รัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้
ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นก่อนลงมือดําเนินการเสมอ เช่น การสร้างท่อก๊าซ การสร้างเขื่อน การ
สร้างสนามบิน เป็นต้น นอกจากนี้ การแสดงออกที่สําคัญอีกรูปแบบหน่ึง คือ การชุมนุมหรือการ
ประท้วงโดยสงบและปราศจากอาวุธ รัฐบาลตอ้ งเปดิ โอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกเช่นกนั ท้ังนเี้ พ่ือ
จะได้แสดงความโปร่งใสในการทาํ งานออกมาใหม้ ากท่สี ุด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐๓๓ ได้กําหนดลักษณะของการมี
สว่ นร่วมของประชาชนไว้ในมาตรา ๘๗ ไว้ ๕ ประการดังนี้

๑. ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมท้ังในระดบั ชาติและระดับท้องถ่ิน

๓๓ ราชกิจจานุเบกษา, รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐, หนา้ ๒๘.

๓๗

๒. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองการ
วางแผนพฒั นาทางเศรษฐกจิ และสังคม รวมทงั้ การจัดทําบรกิ ารสาธารณะ

๓. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ
ทกุ ระดับ ในรูปแบบองคก์ รทางวิชาชพี หรอื ตามสาขาอาชพี ท่หี ลากหลายหรอื ในรูปแบบอ่ืน

๔. ส่งเสริมให้ประชาชนมคี วามเขม้ แข็งในทางการเมอื ง และจัดใหม้ กี ฎหมายจัดต้งั กองทุน
พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือการดําเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมท้ังสนับสนุน
การดําเนินการของกลุ่มประชาชนท่ีรวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความ
คิดเหน็ และเสนอความตอ้ งการของชมุ ชนในพื้นท่ี

๕. ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเก่ียวกับการพัฒนาการทางการเมืองและการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมท้ังส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้
สทิ ธเิ ลือกตัง้ โดยสจุ ริตและเท่ยี งธรรม

ตารางท่ี ๒.๙ รูปแบบการมีส่วนรว่ มทางการเมอื ง

ช่อื ผูน้ าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคิดทฤษฎี
Myron Wiener
ได้จําแนกรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ ๑๐
ประการ ไดแ้ ก่

๑. การเข้าร่วมทางการเมืองคือการกระทําในรูปแบบการ
สนับสนุนหรอื เปน็ การกระทาํ เพือ่ เรียกรอ้ งตอ่ รฐั บาล

๒. การเข้าร่วมทางการเมืองคือพยายามเพ่ือก่อให้เกิด
สัมฤทธิผลในการใช้อิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาลหรือการ
เลอื กสรรผนู้ ํารฐั บาล

๓. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําที่ถูกต้องตาม
กฎหมายของพลเมอื ง

๔. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําท่ีมีตัวแทนทาง
การเมือง

๕. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ สภาพที่บุคคลไม่ต้องการท่ี
จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการ เมือง (alienation) เพราะเห็นวา่ การ
เข้ามามีส่วนร่วมนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง ซ่ึงแตกต่าง
จากการเฉยเมยทางการเมือง เป็นการขาดความสนใจต่อการเมือง
ทงั้ สิ้น

๖. ผู้ที่เข้าร่วมทางการเมืองจะหมายถึงผู้กระตือรือร้นหรือผู้
ทม่ี ีความต่ืนตวั ทางการเมืองเป็นพิเศษ

๗. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําที่มีความ
ต่อเน่อื งอยู่ตลอดเวลา

๘. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําท่ีเป็นความ
พยายามในการท่ีจะเข้ามามีอิทธิพลเหนือการปฏิบัติการของ

๓๘

ชอื่ ผู้นาํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคิดทฤษฎี

ราชการ และนโยบายสาธารณะ

๙. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําที่มีผลต่อ

การเมืองในระดบั ชาตแิ ละการเมืองในระดบั ทอ้ งถน่ิ

๑๐. การเข้าร่วมทางการเมือง คือ การกระทําทางการเมือง

ซ่ึงการกระทําเหล่านี้ก็เพ่ือการมีอิทธิพลในการจัดสรรนโยบาย

สาธารณะและบริหารนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนการเลือกผู้นํา

ทางการเมืองทัง้ ในระดบั ชาติและระดบั ท้องถนิ่

Barber J. David ได้จําแนกรูปแบบการมีส่วนร่วม ทางการเมือง ไว้ ๒

ประการ ดงั นี้

๑. การมสี ว่ นรว่ มโดยตรง

๒. การมีสว่ นรว่ มโดยทางอ้อม

James R. Townsend ได้จําแนกรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่ามี ๒

ลักษณะ ได้แก่

๑. ลักษณะแบบสังคมประชาธิปไตย ซ่ึงประชาชนมักจะ

เกี่ยวขอ้ งกับการเมืองโดยความสมัครใจอย่เู สมอ

๒. ลักษณะแบบสังคมคอมมิวนิสต์ ซ่ึงประชาชนถูกบังคับให้

เข้ามาเกยี่ วข้องกับการเมอื ง

Almond, Gabriel A. and ได้จําแนกรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็น ๒

Jr. B.G. Powell รูปแบบใหญ่ ๆ ดังน้ี

๑. รปู แบบตามธรรมเนียมปฏิบตั ิ เชน่ การออกเสียงเลือกตั้ง

การรณรงคห์ าเสยี งเลือกตงั้ เป็นต้น

๒. รูปแบบที่ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ เช่น การ

เดินขบวน การใชค้ วามรุนแรงทางการเมือง เป็นตน้

Milbrath ได้แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองออกเป็น ๖

รปู แบบ ได้แก่

๑. การเลอื กต้งั

๒. การเป็นเจ้าหนา้ ทพ่ี รรคการเมือง

๓. การเป็นผมู้ ีบทบาทในชมุ ชน

๔. การมีบทบาทในการตดิ ตอ่ ทางราชการ

๕. การเป็นผูป้ ระท้วง

๖. การแนะนําวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็น

ทางการเมือง

คงฤทธิ์ กุลวงษ์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจําแนก

เปน็ ๔ แนวคิด ได้แก่

๓๙

ชื่อผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคิดทฤษฎี

๑. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

โดยตรง

๒. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบ

ตัวแทน หรอื ประชาธิปไตยโดยอ้อม ทเ่ี รียกวา่ “การเลือกต้งั ”

๓. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบ

มสี ว่ นรว่ ม

๔. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบ

ถกแถลง

วรทพิ ย์ มีมาก และคณะ ได้จําแนกรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ

ประชาธปิ ไตยไวด้ ังนี้

๑. การมีสว่ นร่วมในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์

๒. การมสี ่วนร่วมในรปู แบบของพรรคการเมือง

๓. การมสี ่วนร่วมในรปู แบบของการไปใช้สทิ ธเิ ลอื กตงั้

๔. การมีสว่ นร่วมในรปู แบบของการแสดงออก

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ได้กําหนดลักษณะของการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ใน

ไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๘๗ ไว้ ๕ ประการดงั น้ี

๑. ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย

และวางแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม

๒. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนใน

การตดั สินใจทางการเมอื งการ

๓. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนใน

การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐทุกระดับ

๔. สง่ เสรมิ ให้ประชาชนมคี วามเขม้ แข็งในทางการเมือง

๕. ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการ

พัฒนาการเมืองและระบอบประชาธิปไตย รวมท้ังส่งเสริมให้

ประชาชนได้ใช้สทิ ธ์เิ ลือกตั้งโดยสจุ ริตและเทยี่ งธรรม

๓. ระดับการมีสว่ นร่วมทางการเมือง

Lester W. Milbrath๓๔ ได้จัดเรียงลําดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากน้อยไปมาก
ได้แก่

๑. การทบี่ ุคคลตอบสนองส่งิ เรา้ ทางการเมือง เชน่ การตดิ ตามขา่ วสารทางการเมือง
๒. การไปลงคะแนนเสยี งเลอื กตง้ั

๓๔ Lester W. Milbrath, Political participation; how and why do people get involved
in politics?, (Chicago: Rand McNally political science series, 1965), p. 18.

๔๐

๓. การอภปิ รายถกเถยี งปญั หาทางการเมือง
๔. การพยายามพูดจาชักชวนผู้อ่นื เพอื่ ไปออกเสยี งเลือกต้งั
๕. การคดิ เครือ่ งหมายหรือแผ่นป้ายโฆษณาหาเสียง
๖. การติดต่อกับเจ้าหน้าทขี่ องรฐั หรอื ผูน้ ําทางการเมือง
๗. การช่วยเหลอื ทางการเงินแกพ่ รรคการเมอื งหรือผู้สมคั รรับเลือกตง้ั
๘. การเข้ารว่ มประชุมทางการเมือง
๙. การสละเวลาเพ่อื ชว่ ยหาเสยี งเลอื กตงั้
๑๐. การเปน็ สมาชกิ ผกู้ ระตือรือร้นของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง
๑๑. การเข้ารว่ มประชุมในคณะกรรมการกลางของพรรคการเมอื ง
๑๒. การช่วยหาทุนใหพ้ รรคการเมือง
๑๓. การสมคั รเข้ารับการเลอื กต้ัง
๑๔. การไดร้ ับเลือกเข้าดํารงตําแหน่งของรฐั บาลและพรรคการเมอื ง
Angus Campbell๓๕ ได้สรุปการจัดแบ่งระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ ๓ ระดับ
ไดแ้ ก่
๑. ระดบั สูง แสดงถงึ การมาลงคะแนนเสยี งเลือกตัง้ และการเข้ามามสี ว่ นร่วมอืน่ ๆ
๒. ระดบั กลาง แสดงถงึ การมาลงคะแนนเสียงเลือกตงั้ เพยี งอย่างเดียวเทา่ นนั้
๓. ระดบั ตํา่ แสดงถงึ การไม่มาลงคะแนนเสียงเลอื กต้ังแม้ว่าจะมีส่วนรว่ มอื่น ๆ ก็ตาม
ณรงค์ สนิ สวัสด์ิ๓๖ ได้แบง่ ระดับการมสี ่วนร่วมทางการเมอื งจากระดับสงู ไประดบั ตา่ํ ดงั น้ี
๑. ผู้มีตําแหน่งทางการเมือง ได้แก่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร นายกเทศมนตรี
๒. ผสู้ มคั รรับเลือกตัง้ ในตําแหน่งดังกลา่ วข้างต้น
๓. การช่วยโฆษณาหาเสยี ง เชน่ การแจกใบปลวิ การวางแผนเลอื กตงั้
๔. การเข้าร่วมโดยทางอ้อม เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ การดูโทรทัศน์เกี่ยวกับปัญหา
บ้านเมือง การถกปัญหาการเมอื ง การติดกระดมุ ทีม่ ีตราพรรคการเมอื ง เปน็ ต้น
๕. การไปลงคะแนนเสียงเลอื กตงั้
๖. การไมไ่ ปลงคะแนนเสยี งเลือกตั้ง การไมร่ ู้ความเป็นไปทางการเมือง

๓๕ Angus Campbell, “Political efficacy: In Measure of Political Attitudes”, The Institute for
Social Research, (New York: Knopt, 1968), p. 459.

๓๖ ณรงค์ สินสวัสด์ิ, จิตวิทยาการเมือง, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗), หน้า
๑๐.

๔๑

ขตั ติยา กรรณสตู ๓๗ ไดจ้ ัดแบ่งระดับการมีสว่ นร่วมทางการเมอื งไว้ ๓ ระดบั ดังนี้
๑. การไปลงคะแนนเสียงเลือกตงั้

๑.๑ ระดับตา่ํ สญู ได้แก่ การไม่ไปลงคะแนนเสียงเลอื กต้ัง
๑.๒ ระดับต่ําสุด ได้แก่ การไปเลอื กตงั้ เฉย ๆ โดยไมม่ ีเหตผุ ล
๑.๓ ระดบั ตํ่าๆ ไดแ้ ก่ การไปเลือกต้งั โดยถูกชักจงู
๑.๔ ระดับตํ่ากลาง ได้แก่ การไปเลือกต้ังโดยคิดว่าเปน็ หน้าท่ี
๑.๕ ระดับตํ่าสูง ได้แก่ การไปเลือกต้ังโดยคิดว่าเสียงของตนคือพลังในการ
เปลีย่ นแปลงนโยบาย บุคคลเหล่านีจ้ ึงมีขอ้ มูลท่ีเกีย่ วกบั ปัญหาทางการเมืองมาก
๒. การเขา้ เป็นสมาชกิ กลุ่ม แบ่งไดด้ ังนี้
๒.๑ ระดับปานกลางตาํ่ ได้แก่ การเขา้ รว่ มในระดับสมาชกิ ท่ัวไปโดยมีสิทธล์ิ งคะแนน
เสียงเห็นดว้ ยหรอื ไมเ่ ห็นดว้ ยในนโยบายกลุม่
๒.๒ ระดับปานกลาง ได้แก่ การได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการของกลุ่มที่มีอํานาจใน
การตัดสินใจแทนสมาชิกคนอืน่
๒.๓ ระดับปานกลางสูง ได้แก่ การได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานหรือหัวหน้ากลุ่มท่ีมี
อาํ นาจในการตัดสนิ ใจ และมีโอกาสในการสรา้ งบารมใี ห้คนยอมรบั ได้
๓. การเข้ารบั การเลอื กตั้งเป็นผู้แทน อาจจะเป็นผู้แทนในระดับทอ้ งถิ่นหรอื ระดบั ชาติแบ่ง
ได้ดงั น้ี
๓.๑ ระดับสูงตํ่า ได้แก่ ระดับที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มให้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง
ในนามของกลมุ่ หรือพรรคได้
๓.๒ ระดับสงู ปานกลาง ไดแ้ ก่ ระดบั ทผี่ สู้ มคั รได้รบั การคดั เลือก คือ
๓.๒.๑ ระดบั ทอ้ งถ่นิ ได้แก่ กาํ นัน ผู้ใหญ่บา้ น สมาชกิ สภาเทศบาล สมาชิกสภาเขต
๓.๒.๒ ระดับจงั หวัด ได้แก่ สมาชกิ สภาจงั หวดั สมาชิกสภากรงุ เทพมหานคร
๓.๒.๓ ระดับชาติ ไดแ้ ก่ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร สมาชกิ วฒุ ิสภา
๓.๓ ระดับสูงสุด ได้แก่ ระดับผู้ที่ได้รับการเลือกต้ังและได้รับการคัดเลือกให้ดํารง
ตาํ แหน่งทางการเมือง เช่น ตาํ แหนง่ กรรมาธกิ าร ตาํ แหนง่ รัฐมนตรี เป็นตน้

๓๗ ขัตติยา กรรณสูต, “สตรีกับการเมือง”, รวมบทความวิชาการ พัฒนาสังคม : แนวคิดและการ
ปฏบิ ตั ิการ คณะพัฒนาสงั คม สถาบันบณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร์, (๒๕๓๕): ๑๒๘–๑๓๐.

๔๒

ตารางท่ี ๒.๑๐ ระดับการมสี ่วนรว่ มทางการเมือง

ช่ือผู้นาํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
Lester W. Milbrath
ได้จัดเรียงลําดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากน้อยไปมาก
Angus Campbell ได้แก่
ณรงค์ สินสวสั ดิ์
๑. การที่บุคคลตอบสนองสิ่งเร้าทางการเมือง เช่น การ
ติดตามข่าวสารทางการเมือง

๒. การไปลงคะแนนเสยี งเลือกตั้ง
๓. การอภิปรายถกเถียงปญั หาทางการเมอื ง
๔. การพยายามพดู จาชักชวนผอู้ นื่ เพ่ือไปออกเสียงเลือกต้งั
๕. การคดิ เคร่ืองหมายหรอื แผ่นปา้ ยโฆษณาหาเสยี ง
๖. การติดต่อกับเจา้ หน้าท่ีของรฐั หรือผู้นาํ ทางการเมือง
๗. การช่วยเหลือทางการเงินแก่พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร
รับเลอื กต้ัง
๘. การเข้ารว่ มประชุมทางการเมือง
๙. การสละเวลาเพอ่ื ชว่ ยหาเสียงเลือกตัง้
๑๐. การเป็นสมาชิกผู้กระตือรือรน้ ของพรรคการเมอื งพรรค
ใดพรรคหนึ่ง
๑๑. การเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการกลางของพรรค
การเมือง
๑๒. การชว่ ยหาทนุ ให้พรรคการเมอื ง
๑๓. การสมัครเขา้ รับการเลอื กตงั้
๑๔. การได้รับเลือกเข้าดํารงตําแหน่งของรัฐบาลและพรรค
การเมอื ง

ได้สรุปการจัดแบ่งระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ ๓
ระดบั ไดแ้ ก่

๑. ระดับสงู แสดงถึงการมาลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง และเข้า
มสี ว่ นรว่ มอืน่ ๆ

๒. ระดับกลาง แสดงถึงการมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพียง
อยา่ งเดียวเท่าน้ัน

๓. ระดับต่ํา แสดงถึงการไม่มาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแม้ว่า
จะมสี ่วนร่วมอนื่ ๆ กต็ าม

ได้แบ่งระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากระดับสูงไป
ระดบั ต่าํ ดังนี้

๑. ผู้มีตําแหน่งทางการเมือง ได้แก่ ประธานาธิบดี
นายกรฐั มนตรี สมาชกิ สภาผ้แู ทน ราษฎร นายกเทศมนตรี

๔๓

ชื่อผู้นาํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคดิ ทฤษฎี
ขตั ตยิ า กรรณสูต
๒. ผู้สมคั รรับเลอื กตั้งในตําแหน่งดงั กล่าวข้างต้น
๓. การช่วยโฆษณาหาเสียง เช่น การแจกใบปลิว การ
วางแผนเลอื กต้งั
๔. การเข้าร่วมโดยทางอ้อม เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ ดู
โทรทศั นเ์ กีย่ วกับปญั หาบา้ นเมือง การถกปญั หาการเมอื ง เป็นต้น
๕. ไปลงคะแนนเสียงเลอื กตง้ั
๖. การไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การไม่รู้ความเป็นไป
ทางการเมือง

ได้จดั แบง่ ระดบั การมสี ่วนร่วมทางการเมืองไว้ ๓ ระดับ ดงั นี้
๑. การไปลงคะแนนเสียงเลอื กตงั้
๒. การเขา้ เป็นสมาชกิ กลุ่ม แบง่ ไดด้ ังนี้
๓. การเขา้ รับการเลอื กต้ังเปน็ ผแู้ ทน

๔. เง่อื นไขการมีส่วนรว่ มทางการเมือง

สน่ัน วงศ์พัวพันธ์ ๓๘กล่าวว่า เงื่อนไขของประชาชนท่ีเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองส่วน
ใหญม่ ักเกดิ ข้ึนภายใตเ้ ง่อื นไข ดังนี้

๑. ประชาชนต้องมีอิสระในการเข้าร่วม หมายความว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนจะต้องไม่เป็นไปโดยการบังคับหรือถูกชักจูง โดยให้ประชาชนได้ตระหนักว่า การเข้ามีส่วน
รว่ มนัน้ จะชว่ ยใหบ้ รรลุวัตถปุ ระสงค์ทต่ี ั้งไว้

๒. โอกาสหรือช่องทางท่ีประชาชนจะเขา้ ร่วมได้ตอ้ งมีหลากหลาย โดยเฉพาะกระบวนการ
วางแผนพัฒนาต่าง ๆ จะต้องไม่จํากัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้นําหรือตัวแทนกลุ่มต่าง ๆในชุมชนหรือท้องถ่ิน
น้ัน ๆเท่าน้ัน แตต่ ้องหมายรวมถึง ประชาชนในฐานะผเู้ สียภาษีอากร ซ่งึ ควรท่ีจะต้องมีส่วนร่วมในการ
ดําเนินการต่าง ๆดว้ ย

๓. ประชาชนต้องเต็มใจท่ีจะเข้ามามีส่วนร่วม โดยการที่จะให้ประชาชนได้เข้ามีส่วนร่วม
ในการปกครอง ก็คือ การที่รัฐตระหนักว่าประชาชนเป็นผู้ได้รับผลการพัฒนา ดังน้ันเพ่ือให้เกิดการ
ยอมรับหรือให้เกิดความร่วมมือในการวางแผนที่กําหนดข้ึน จึงจําเป็นจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ด้วยความเตม็ ใจ

จรูญ สุภาพ๓๙ กล่าวว่า เงื่อนไขของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีหลาย
ประเภทดังน้ี

๑. ชนช้นั นําระดบั สูงและชนช้นั นาํ ระดับกลาง พจิ ารณาจากการใช้ตาํ แหนง่ และชือ่ เสียง

๓๘ สนั่น วงศ์พัวพันธ์, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการวางแผนพัฒนาเทศบาล”, ใน
เอกสารประกอบความรู้ทางวิชาการการประชุมใหญ่ สันนิบาติเทศบาลแห่งประเทศไทย คร้ังท่ี ๒๗, (๒๕
มิถุนายน ๒๕๒๙): ๒๓ – ๒๔.

๓๙ จรูญ สภุ าพ, หลักรฐั ศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๑๔), หนา้ ๒๕๔ – ๒๖๙.

๔๔

๒. บุคคลระดับอ่ืนที่มีบทบาททางการเมืองและมีส่วนในการใช้อํานาจทางการเมืองด้วย
ไดแ้ ก่

๒.๑ ผูท้ อ่ี ย่ใู นระดบั ชั้นของสังคมท่ีสามารถใช้อิทธพิ ลทางการเมืองได้
๒.๒ ผทู้ ม่ี ีความตนื่ ตัวและเป็นผดู้ ําเนนิ การทางการเมือง
๓. เป็นผู้ที่สนใจเขา้ รว่ มในการประชุมทางการเมอื ง ไมว่ ่าจะเป็นการประชุมระดบั เล็กหรือ
ใหญ่
๔. เปน็ ผู้ช่วยรณรงค์หาเสียงเลือกตงั้
๕. เป็นผู้ที่ติดต่อกับสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าท่ีทางการเมืองหรือหนังสือพิมพ์ ใน
ลกั ษณะทเี่ ปน็ การแสดงความคดิ เหน็ หรือชแ้ี นะหรือวิพากษว์ จิ ารณใ์ นทางการเมือง
๖. เปน็ ผูท้ พ่ี บปะสนทนาในเรอื่ งทางการเมอื งกบั บคุ คลทว่ั ไป
๗. กลุม่ ผลประโยชน์
๘. พรรคการเมอื ง

ตารางท่ี ๒.๑๑ เงอ่ื นไขการมีส่วนร่วมทางการเมอื ง

ชือ่ ผู้นาํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคิดทฤษฎี
สน่นั วงศพ์ ัวพันธ์
เง่ือนไขของประชาชนท่ีเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองส่วน
จรญู สภุ าพ ใหญ่มกั เกดิ ขึ้นภายใตเ้ ง่อื นไข ดงั น้ี

๑. ประชาชนต้องมีอสิ ระในการเข้ารว่ ม
๒. โอกาสหรือช่องทางท่ีประชาชนจะเข้าร่วมได้ต้องมี
หลากหลาย
๓. ประชาชนต้องเตม็ ใจทจี่ ะเข้ามีสว่ นร่วม

เง่ือนไขของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมี
หลายประเภทดงั น้ี

๑. ชนชั้นนําระดับสูงและชนชั้นนําระดับกลาง พิจารณาจาก
การใช้ตําแหนง่ และชือ่ เสียง

๒. บุคคลระดบั อื่นท่ีมบี ทบาททางการเมืองและมีส่วนในการ
ใชอ้ าํ นาจทางการเมอื งดว้ ย

๓. เปน็ ผทู้ สี่ นใจเข้าร่วมในการประชุมทางการเมอื ง
๔. เป็นผู้ชว่ ยรณรงค์หาเสยี งเลือกตง้ั
๕. เป็นผู้ท่ีติดต่อกับสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าท่ีทาง
การเมอื ง
๖. เป็นผู้ที่พบปะสนทนาในเรื่องทางการเมืองกับบุคคล
ทั่วไป
๗. กล่มุ ผลประโยชน์
๘. พรรคการเมอื ง

๔๕

๕. ปญั หาการมีสว่ นรว่ มทางการเมือง
บุศรา โพธิสุข๔๐ กล่าวว่า สาเหตุที่ประชาชนไม่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง
เพราะเห็นว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองไม่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่าจะทําให้ระบบ
การเมืองตอบสนองต่อตนเอง สามารถลดความเหล่ือมล้ํา และแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างแท้จริง
ประชาชนถูกครอบงําทางแนวคิดหรือการปลูกฝังทางความคิดและให้ความเข้าใจในระบบอุปถัมภ์ มี
การแบ่งกล่มุ เป็นพรรคเป็นพวก การประชาสมั พนั ธ์ทไ่ี ม่ท่ัวถงึ การมสี ่วนร่วมจะเนน้ เฉพาะช่วงเลือกต้ัง
ทาํ ไมต่ อ่ เนือ่ ง ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในการมสี ่วนร่วมทางการเมือง
ณรงค์ พึ่งพานิช และคณะ๔๑ กล่าวว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นตัวชี้วัดท่ีสําคัญ
ประการหน่ึงของระบอบประชาธิปไตย สังคมใดจะมีความเป็นประชาธิปไตยสูงหรือตํ่า พิจารณาได้
จากการมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งของประชาชน สังคมใดท่ีประชาชนมีระดบั การมสี ่วนร่วมทางการเมอื ง
สูง ย่อมมีระดับความเป็นประชาธิปไตยสูง ในทางตรงข้าม สังคมใดประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองตํ่า แสดงว่าสังคมน้ันมีระดับความเป็นประชาธิปไตยต่ํา กล่าวได้ว่า หัวใจสําคัญของการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็คือการมีส่วนร่วมในการปกครองของพลเมือง ซึ่งนอกจากเป็นการ
สะท้อนการยืนยันในสิทธิเสรีภาพของสมาชิกในสังคมแล้ว ยังเป็นการยืนยันถึงความเสมอภาคของ
สมาชิกของสังคมอีกด้วย ซ่ึงในส่วนของกระบวนการทางการเมืองน้ัน การมีส่วนร่วมทางการเมือง
แท้จริง คือ การแสดงออกซ่ึงกิจกรรมทางการเมืองของบุคคลในสังคมกิจกรรมเหล่าน้ี ก่อให้เกิด
ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับองค์กรทางการเมือง รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับ
รัฐบาล การแสดงออกซึ่งกิจกรรมทางการเมืองเหล่านี้คือกระบวนการทางการเมืองซ่ึงจะนําไปสู่การ
บรรลุเป้าหมายที่ประชาชนต้องการ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลและองค์ประกอบทางการ
เมืองท่ีครอบคลุมระบบปฏิสัมพันธ์(interaction system) ทางการเมืองท้ังหมด จะทําให้เข้าใจ
บทบาทการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของบคุ คลและองคก์ รทางการเมืองไดช้ ัดเจนยิ่งข้นึ
ดังน้ัน การศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะเป็นกระบวนการทางการเมือง
(political process) จึงเกี่ยวข้องและสัมพันธ์โดยตรงกับกระบวนการอบรมกล่อมเกลาเรยี นรู้ทางการ
เมือง(political socialization) ซ่ึงจะส่งผลต่อความเช่ือและพฤติกรรมทางการเมืองของปัจเจกบุคคล
ในแตล่ ะสงั คมทเี่ รยี กวา่ วัฒนธรรมทางการเมอื ง

๔๐ บุศรา โพธิสุข, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถ่ินของประชาชน : ศึกษาเฉพาะกรณี ตําบล
ชา้ งเผือก อาํ เภอเมอื ง จังหวัดเชียงใหม”่ , พิฆเนศวรส์ าร, ปที ี่ ๑๒ ฉบับท่ี ๑ (มกราคม-มถิ นุ ายน ๒๕๕๙): ๑๕๔.

๔๑ ณรงค์ พ่ึงพานิช และคณะ, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนใน
จังหวัดตาก”, วารสารวิชาการสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค, ปีที่ ๕ ฉบับท่ี ๑ (มกราคม - มิถุนายน
๒๕๖๒): ๑๗๑.

๔๖

อมร รักษาสัตย์ และคณะ๔๒ ได้กล่าวถึงปัญหาของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชน สรุปได้ดงั นี้

๑. ประชาชนท่ีเป็นกลุ่มคนชั้นกลางขึ้นไปมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมืองดีแต่ก็
ปฏิเสธท่ีจะเข้าร่วมทางการเมืองในรูปแบบท่ีเป็นทางการหรือการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะขาดความ
เชื่อมั่นและศรัทธาต่อพฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ นอกจากนี้ วิถีชีวิตใน
โลกเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทําให้คนกลุ่มน้ีมีความเร่งรีบในการดํารงชีวิต แสวงหาความมั่งค่ัง
ความก้าวหน้าในหน้าท่ีการงานและชีวิตส่วนตัว โดยคํานึงถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่า ทําให้ขาดการ
มีจิตสาธารณะ จนทําใหไ้ ม่สนใจการมสี ่วนรว่ มทางการเมอื ง

๒. ประชาชนท่ีเป็นกลุ่มคนระดับล่างในสังคมที่มีฐานะยากจนขาดการศึกษา ขาดโอกาส
ในการประกอบอาชีพ ทําให้ประชาชนมองไม่เห็นและไม่เข้าใจว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองจะมี
ความสาํ คญั ต่อการหาเล้ยี งชพี ตนเองอย่างไร จงึ ปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการเมอื งเมือ่ ขาดปัจจยั จงู ใจ

๓. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในเชิงสัญลักษณ์ โดยปราศจากความตระหนักและความ
เข้าใจในคุณค่าของการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง หรือเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง
เพราะมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การไปใช้สิทธ์ิในการเลือกต้ังสูงมาก แต่ในความเป็นจริงมีการซื้อ
สิทธิ์ขายเสียงกันอย่างมาก พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองเช่นนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาและ
อุปสรรคขดั ขวางการพฒั นาการเมือง รวมถึงการปฏิเสธการเมอื งอกี ดว้ ย

๔. การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไม่มีระบบและการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไม่
เป็นทางการมากเกินไป ที่ผ่านมาจะเห็นว่า เกิดการประท้วงกดดันรัฐบาลเพ่ือให้ออกมาแก้ปัญหา
ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซ่ึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองลักษณะน้ี บางครั้งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อ
ระบบเศรษฐกจิ และความม่ันคงของประเทศได้

๕. ปัญหาจากบทบาทของพรรคการเมอื ง การท่ีประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมอื งน้อยน้ัน
มีสาเหตุประการหน่ึง คือ การขาดองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองที่คอยกระตุ้นให้ประชาชนมีความ
กระตือรือร้นทางการเมืองอยู่เสมอ สถาบันทางการเมืองท่ีสําคัญ คือ “พรรคการเมือง” ในปัจจุบัน
พรรคการเมืองยังเป็นองค์กรที่อ่อนแอมากและยังขาดความเป็นสถาบันท่ีต่อเนื่อง ปัญหาที่สําคัญที่สุด
ของพรรคการเมืองไทย คือเป็นองค์กรท่ีซับซ้อนและต้องเผชิญกับความรับผิดชอบท่ีเพ่ิมข้ึนอย่าง
รวดเร็ว โดยพรรคการเมืองไทยน้ัน ตั้งข้ึนจากการรวมตัวของสมาชิกเพื่อสนับสนุนผู้นําทางการเมือง
คนใดคนหนึ่งเท่าน้ัน พรรคการเมืองทกุ พรรคไม่ว่าเล็กหรอื ใหญ่มีสาขาพรรคน้อย และสาขาพรรคบาง
แหง่ มแี ตร่ ปู แบบเท่าน้นั ไมม่ ีบทบาทอะไร

๔๒ อมร รักษาสัตย์และคณะ, ประชาธิปไตย อุดมการณ์ หลักการ และแบบอย่างการปกครองหลาย
ประเทศ, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๔), หน้า ๔๒๗-๔๒๙.

๔๗

ตารางที่ ๒.๑๒ ปญั หาการมีส่วนรว่ มทางการเมอื ง

ชือ่ ผ้นู าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคิดทฤษฎี
บุศรา โพธสิ ุข
ณรงค์ พง่ึ พานชิ และคณะ กล่าวถึงสาเหตุที่ประชาชนไม่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม
ทางการเมือง เพราะเห็นว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองไม่
อมร รกั ษาสตั ย์ และคณะ สามารถเปน็ หลักประกันว่าจะทาํ สามารถแก้ปัญหาไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ

กล่าวว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นตัวช้ีวัดที่สําคัญ
ประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมในการ
ปกครองของพลเมือง คือ หัวใจสําคัญของการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย ซ่ึงการร่วมกิจกรรมทางการเมืองเหล่านี้ คือ
กระบวนการทางการเมืองซึ่งจะนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายท่ี
ประชาชนต้องการ

ได้ ก ล่ า ว ถึ ง ปั ญ ห า ข อ ง ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม ท า ง ก า ร เมื อ ง ข อ ง
ประชาชน สรปุ ไดด้ ังนี้

๑. ประชาชนท่ีเป็นกลุ่มคนช้ันกลางข้ึนไปมีความรู้ความ
เข้าใจในเร่ืองการเมืองดีแต่ก็ปฏิเสธท่ีจะเข้าร่วมทางการเมืองใน
รูปแบบท่ีเป็นทางการ เพราะขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อ
พฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมืองท่ีสังกดั อยู่

๒.ประชาชนที่เป็นกลุ่มคนระดับล่างในสังคมที่มีฐานะ
ยากจนขาดการศึกษา ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ทําให้
ประชาชนไม่เข้าใจว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะมีความสําคัญ
ต่อการหาเลี้ยงชีพตนเองอย่างไร จึงปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการ
เมอื งเมอ่ื ขาดปจั จยั จูงใจ

๓. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในเชิงสัญลักษณ์ โดย
ปราศจากความตระหนักและความเข้าใจในคุณค่าของการมีส่วน
รว่ มทางการเมอื งอยา่ งแทจ้ ริง

๔. การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไม่มีระบบและมีส่วน
ร่วมทางการเมืองอย่างไมเ่ ป็นทางการมากเกนิ ไป

๕. ปญั หาจากบทบาทของพรรคการเมอื ง

๒.๑.๓ แนวคิดและทฤษฎเี ก่ยี วกบั โรคโควิด-๑๙

การเกิดโรคติดต่ออุบัติใหม่ เป็นผลจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้าน
ประชากรและพฤติกรรมของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงของเช้ือโรค การใช้ยาไม่ถูกต้องซึ่งทําให้เกิดการ
ด้ือต่อยาปฏิชีวนะ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาของ
สตั วน์ ําโรคและส่ิงแวดล้อม รวมท้ังภาวะโลกร้อน ท้ังน้ีโรคติดต่ออบุ ัติใหม่ส่วนใหญ่มีความซับซอ้ นยาก
ตอ่ การจัดการ หากขาดระบบการจัดการและเคร่ืองมือในการป้องกันควบคุมโรคท่ีมีประสิทธิภาพแล้ว
โรคเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อ

๔๘

สังคมและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ซ่ึงโรคโควิด-๑๙ ก็นับได้ว่าเป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ท่ีเพิ่งค้นพบเม่ือ
เดือนธันวาคม ปี ๒๐๑๙ และพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อกระจายไปอย่างกว้างขวางทั้งในอู่ฮ่ัน และเมือง
ใกล้เคียง รวมไปถึงยังพบผู้ติดเชื้อในประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเดินทางของนักท่องเท่ียว
จนี หรือคนทม่ี ีประวัติเดินทางจากประเทศจนี ซง่ึ การระบาดของเช้อื ดังกล่าวทาํ ใหม้ ีผูเ้ สยี ชีวิตในหลาย
ประเทศทั่วโลก จึงนับว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ที่น่าศึกษาเป็นอย่างย่ิง โดยมีผู้ให้ความหมายของ
โรคโควิด-๑๙ ไว้ดังนี้

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO๔๓ ให้ความหมายของโรคโควิด-๑๙ ไว้ว่า คือ โรคติดต่อ
ชนิดหนึ่งที่เกิดจากไวรัสโคโรนาชนิดท่ีมีการค้นพบล่าสุด ซ่ึงไวรัสและโรคอุบัติใหม่น้ีไม่เป็นท่ีรู้จักเลย
ก่อนท่ีจะมีการระบาดในเมืองอู่ฮ่ัน ประเทศจีนในเดือนธันวาคมปี ๒๐๑๙ โดยขณะนี้โรคโควิด-๑๙ มี
การระบาดใหญไ่ ปท่ัวโลก และส่งผลกระทบแก่หลายประเทศท่ัวโลก อาการทั่วไปของโรคโควิด-๑๙ ท่ี
พบมากท่ีสุด คือ ไข้ ไอ และอ่อนเพลีย อาการที่พบน้อยกว่าแต่อาจมีผลต่อผู้ป่วยบางราย คือ อาการ
ปวดเม่อื ย คดั จมูก น้ํามูกไหล เจ็บคอ ท้องเสีย ลิ้นไม่รับรส จมกู ไม่ได้กล่ิน ผืน่ ตามผวิ หนัง สผี ิวเปลี่ยน
ตามนิ้วมือนิ้วเทา้ อาการเหลา่ น้ีมักจะไมร่ ุนแรงนักและค่อย ๆเรม่ิ ทลี ะน้อย ผู้ตดิ เชื้อบางรายติดเชอื้ แต่
มีอาการไม่รุนแรง โดยผู้ป่วยมากกว่า ๘๐% หายป่วยได้โดยไม่ต้องเข้ารับรักษาในโรงพยาบาล และ
ประมาณ ๑ ใน ๕ ของผู้ติดเช้ือโควิด-๑๙ มีอาการหนักและหายใจลําบาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่
มีโรคประจําตัว เช่น โรคความดนั โลหิตสงู โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรอื มะเร็ง มีแนวโน้มที่จะมีอาการ
ปว่ ยรนุ แรงกวา่ อย่างไรก็ตามทุกคนสามารถติดโรคโควดิ -๑๙ ไดแ้ ละอาจป่วยรุนแรง คนทุกเพศทุกวัย
ท่ีมีอาการไข้และไอร่วมกับอาการหายใจลําบาก ติดขัด เจ็บหน้าอก เสียงหาย หรือเคล่ือนไหวไม่ได้
ควรปรึกษาแพทย์ทันที

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข๔๔ ได้อธิบายถึงโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือ
โรคโควิด ๑๙ (Coronavirus Disesse ๒๐๑๙ (COVID-๑๙)) ไว้ว่า เป็นตระกูลของไวรัสท่ีก่อให้เกิด
อาการป่วยตั้งแต่โรคไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคที่มีความรุนแรงมาก เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ
ตะวันออกกลาง (MERS-CoV) โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS-CoV) โดยเป็นสาย
พนั ธ์ใุ หม่ทไี่ มเ่ คยพบมาก่อนในมนุษย์ ซ่ึงก่อให้เกดิ อาการป่วยเก่ียวกับระบบทางเดินหายใจในคน และ
สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ โดยเช้ือไวรัสน้ีพบการระบาดคร้ังแรกในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย
สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปี ๒๐๑๙ หลังจากน้นั ได้มีการระบาดไปทั่วโลก องค์การอนามัย
โลกจงึ ตัง้ ช่อื การติดเช้อื ไวรัสโคโรนาสายพนั ธใุ์ หม่น้ีว่า “โรคโควิด-๑๙” โดยอาการท่ัวไป ได้แก่ อาการ
ระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ มีน้ํามูก เจ็บคอ หายใจลําบากเหน่ือยหอบ ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส ในกรณีที่
อาการรุนแรงมาก อาจทําให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ ไตวาย หรืออาจเสียชีวิต

๔๓ อ ง ค์ ก า ร อ น า มั ย โล ก , Coronavirus disease (COVID-19) questions and answers,
[ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: https://www.who.int/thailand/emergencies/novel-coronavirus-2019/q-a-on-
covid-19 [๒ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๔๔ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, คู่มือการปฏิบัติสําหรับสถานศึกษาในการป้องกันการแพร่
ระบาดของโรคโควดิ ๑๙, (กรงุ เทพมหานคร: บริษทั ควิ แอดเวอร์ไทซ่งิ จํากดั , ๒๕๖๓), หน้า ๑.

๔๙

สว่ นใหญ่มีการแพร่กระจายผา่ นการสัมผัสกบั ผู้ติดเชอ้ื ผ่านทางละอองเสมหะจากการไอ น้ํามูก นํ้าลาย
และในปัจจุบันยังไม่มียาสําหรับป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-๑๙ ผู้ที่ติดเช้ืออาจต้องได้รับการรักษา
แบบประคบั ประคองตามอาการเท่าน้นั

พิเชฐ บัญญัติ๔๕ รองอธิบดี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เช้ือไวรัสโคโรนาสาย
พันธ์ุใหม่ ๒๐๑๙ (๒๐๑๙-nCoV) ที่โลกกําลังเผชิญอยู่นี้ มีชื่อจริงว่า “ซาร์โควี-๒ (SARS-CoV-๒)”
จัดอยู่ในตระกูลเบต้าโคโรนาไวรัส เมื่อทําให้เกิดโรคในคนจะเรียกว่า “โรคโควิด-๑๙ (COVID-๑๙)”
มาจาก CO คือ โคโรนา VI คือ ไวรัส D คือ Disease (โรค) และ ๑๙ คือ พบในปี ค.ศ. ๒๐๑๙ โดยมี
ต้นตอมาจากเชื้อโคโรนาในค้างคาวเกิดการกลายพันธุ์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดการกลายพันธุ์จนติดจาก
ค้างคาวมาสู่คนเลย หรอื กลายพนั ธุ์ไปติดสตั ว์อนื่ แล้วส่งผ่านมาส่คู นอกี ตอ่ หนึง่ ซึ่งไวรัสซารโ์ ควี-๒ นี้ มี
สายรหัสพันธุกรรมยาวถึง ๒๙,๙๐๓ นิวคลีโอไทด์ ลักษณะเหมือนไวรัสซาร์กว่า ๙๐% มีรูปร่างกลม
หรือหลายรูปแบบได้ เป็นไวรัสท่ีมีเปลือกหุ้มขนาด ๐.๐๘ – ๐.๑๒ ไมครอน (เล็กกว่าเม็ดเลือดแดง
๗๐ เท่า) ถือวา่ ตัวใหญ่ทีส่ ุดในอาร์เอ็นเอไวรัส

อนันต์ จงแก้ววัฒนา๔๖ ผู้อํานวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นกั ไวรัสวิทยาท่ีวจิ ยั เกย่ี วกบั ไวรสั โคโรนามากกวา่ ๑๐ ปี ไดอ้ ธิบายถึงโรค
โควิด-๑๙ หรอื Coronavirus Disease-๒๐๑๙ ไว้วา่ เป็นเชื้อไวรัสท่ีเกิดจากเช้ือไวรสั โคโรนาสายพันธ์ุ
ใหม่ท่ีช่ือว่า Virus SARS-CoV-2 (Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus ๒) ซ่ึงแม้
จะเป็นโรคอุบัติใหม่ในมนุษย์ แต่เช่ือว่าไวรัสโคโรนาชนิดนี้น่าจะอยู่ในสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมชนิดอ่ืนมา
ก่อน (นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเป็นค้างคาว) ภายหลังเกิดการแพร่มาสู่สัตว์ชนิดอ่ืนที่ยังไม่
ทราบชนิดแน่นอนก่อนมาสู่คน ซ่ึงแต่ละคร้ังที่แพร่ข้ามสายพันธุ์ ไวรัสได้เปล่ียนแปลงพันธุกรรมไป
เรื่อย ๆ จนกลายเปน็ SARS-CoV-2 ทีส่ ามารถแพรก่ ระจายจากคนสู่คนได้

ไวรัสโคโรนามีสารพันธุกรรมหรือจีโนมเป็นอาร์เอ็นเอขนาดยาวที่สุดในบรรดาไวรัสท่ีมี
จีโนมเป็นอาร์เอ็นเอ (RNA virus) รูปทรงของไวรัสมสี ่วนทีย่ ่ืนออกมารอบๆคลา้ ยมงกุฎ (crown) หรือ
รัศมีของดวงอาทิตย์ จึงเป็นที่มาของช่ือ Corona ท่ีแปลว่ามงกุฎหรือรัศมี ไวรัสโคโรนาพบได้ในสัตว์
เลี้ยงลูกด้วยน้ํานมหลายชนิด เช่น สุกร สุนัข แมว อูฐ และค้างคาว รวมถึงสัตว์ปีก เช่น ไก่ นกใน
ธรรมชาติ ซึ่งเช้ือสามารถถ่ายทอดจากสัตว์ไปสู่สัตว์ได้ และในบางกรณีก็สามารถถ่ายทอดจากสัตว์
ไปสู่คนได้เช่นกัน ซ่ึงที่รู้จักคุ้นเคยกันดีคือไวรัส SARS-CoV จากค้างคาวมาสู่ชะมดและมาถึงคน หรือ
ไวรัส MERS-CoV ท่ีมาจากค้างคาวมาสู่อูฐแล้วก็มาถึงคน โดยความรุนแรงของโรคโควิด-๑๙ อาจเกิด
จากคุณสมบัติของไวรัสเอง ซึ่งข้อมูลท่ีน่าสนใจคือ ไวรัสส่วนใหญ่ที่มีบรรพบุรุษมาจากค้างคาวมักก่อ
โรครุนแรงในมนุษย์ เช่น Ebola virus, SARS-CoV, MERS-CoV เนื่องจากค้างคาวมีภูมิต้านทานต่อ

๔๕ พิเชฐ บัญญัติ, คู่มือเอาตัวรอดจากไวรัสโควิด-๑๙, (กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจํากัด ซี แอนด์
เอน็ บคุ๊ , ๒๕๖๓), หน้า ๓๖.

๔๖ อนันต์ จงแก้ววัฒนา, วิเคราะห์เจาะลึก โควิด-๑๙ กับนักไวรัสวิทยาชาวไทย, [ออนไลน์].
แหล่งท่มี า: https://ngthai.com/science/28203/covid-19/ [๒ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๕๐

ไวรัสที่ดีมาก สามารถสร้างโปรตีนต้านไวรัสชนิดต่าง ๆ ปริมาณสูง ไวรัสที่อยู่รอดได้ในตัวค้างคาวมัก
เปน็ กลมุ่ ที่มคี วามรุนแรงสูง เมื่อวนั หน่งึ ที่ไวรัสเหล่านหี้ ลุดจากค้างคาวมาติดในสตั ว์ตัวกลางหรอื มนุษย์
ซึ่งไม่มีภูมติ ้านทานท่ีดีเช่นค้างคาว หลาย ๆ ครัง้ จงึ ทาํ ใหก้ ่อโรคไดร้ นุ แรง

ตารางท่ี ๒.๑๓ แนวคิดและทฤษฎเี กีย่ วกับโรคโควดิ -๑๙

ช่อื ผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคิดทฤษฎี
องค์การอนามยั โลก
กรมอนามัย กระทรวง ให้ความหมายของโรคโควิด-๑๙ ว่า คือโรคติดต่อซึ่งเกิดจาก
สาธารณสขุ ไวรัสโคโรนาชนิดท่ีมีการค้นพบล่าสุดในปี ๒๐๑๙ โดยมีอาการปวด
เม่ือย คัดจมกู น้าํ มกู ไหล เจบ็ คอ ท้องเสีย ลิ้นไม่รบั รส จมกู ไม่ได้กล่ิน
พเิ ชฐ บญั ญัติ หรือผน่ื ตามผวิ หนงั

อนนั ต์ จงแก้ววัฒนา ได้อธิบายถึง โรคโควิด-๑๙ ไว้ว่า เป็นตระกูลของไวรัสที่ก่อให้
อาการป่วยต้ังแต่โรคไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคท่ีมีความรุนแรงมาก
โดยเป็นสายพันธุ์ใหม่ท่ีไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ มีอาการท่ัวไป
ได้แก่ อาการระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ มีนํ้ามูก เจ็บคอ หายใจ
ลําบากเหน่ือยหอบ ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส ในกรณีท่ีอาการรุนแรงมาก
อาจทําให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ ไตวาย
หรืออาจเสียชีวิต ส่วนใหญ่มีแพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับผู้ติดเช้ือ
ผา่ นทางละอองเสมหะจากการไอ น้ํามูก นํ้าลาย

กล่าวว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ ท่ีโลกกําลัง
เผชิญอยู่น้ี มีช่ือจริงว่า “ซาร์โควี-๒” จัดอยู่ในตระกูลเบต้าโคโรนา
ไวรัส เม่ือทําให้เกิดโรคในคนจะเรียกว่า “โรคโควิด-๑๙” มาจาก CO
คือ โคโรนา VI คือ ไวรัส D คือ Disease (โรค) และ ๑๙ คือ พบในปี
ค.ศ. ๒๐๑๙ โดยมีต้นตอมาจากเช้ือโคโรนาในค้างคาวเกิดการกลาย
พันธ์ุ

ได้อธิบายถึงโรคโควิด-๑๙ ไว้ว่า เป็นเชื้อไวรัสท่ีเกิดจากเชื้อ
ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่ท่ีชื่อว่า Virus SARS-CoV-๒ (Severe
Acute Respiratory Syndrome Coronavirus ๒) ซ่ึงแม้จะเป็นโรค
อุบัติใหม่ในมนุษย์ แต่เช่ือว่าไวรัสโคโรนาชนิดนี้น่าจะอยู่ในสัตว์เลี้ยง
ลูกด้วยนมชนิดอื่นมาก่อน (นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเป็น
ค้างคาว) ภายหลังเกิดการแพร่มาสู่สัตว์ชนิดอ่ืนท่ียังไม่ทราบชนิด
แน่นอนก่อนมาสู่คน ซึ่งแต่ละคร้ังท่ีแพร่ข้ามสายพันธุ์ไวรัสได้
เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมไปเร่ือย ๆ จนกลายเป็น SARS-CoV-๒ ที่
สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้

๕๑

๒.๑.๔ แนวคดิ และทฤษฎเี กีย่ วกบั มาตรการควบคมุ โรค

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข๔๗ ได้ให้ความหมายของการควบคุมโรคว่า การ
ป้องกันควบคุมโรค ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ การป้องกันโรค (prevention) และการควบคุมโรค
(control) โดยตามความหมายเดิมนั้น การป้องกันโรค หมายถึง มาตรการและกิจกรรมท่ีดําเนินการ
กอ่ นท่ีจะเกิดโรคหรอื ภัย เพื่อไม่ไดเ้ กดิ โรคหรอื ภัยดังกล่าว สว่ นการควบคมุ โรคนนั้ หมายถึง มาตรการ
และกิจกรรมที่ดําเนินการหลังจากที่เกิดโรคหรือภัยขึ้นแล้ว โดยมีวตั ถุประสงค์ท่ีให้โรคหรือภัยน้ันสงบ
โดยเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและความเป็นอยู่ เช่น ความเจ็บป่วย ความพิการ การตาย
ความสูญเสีย ทางสังคม และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ น้อยท่ีสุด และไม่เกิดข้ึนอีก หรือหากเกิดขึ้น
อกี ก็สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิผล (effectively) และมีประสิทธิภาพ (efficiently) มากขนึ้

นิยามความหมายของ “การป้องกันโรค” ได้ครอบคลุม ความหมาย ของ “การควบคุม
โรค” ไปด้วย ต้ังแต่กิจกรรมท่ีดําเนินการก่อนเกิดโรค (primary prevention) เกิดโรคแล้วแต่ยังไม่
เกิดอาการ (secondary prevention) หรือเกิดอาการแล้ว (tertiary prevention) ก็ได้ โดยแต่ละ
ชว่ งจะมวี ัตถปุ ระสงคท์ ่ีแตกต่างกนั ดงั นี้

๑. Primary prevention กิจกรรมที่สําคัญ ได้แก่ การส่งเสริมให้มีส่ิงแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อ
สุขภาพของประชาชน (healthy environment) การส่งเสริมให้ร่างกาย มีความต้านทานต่อโรคต่าง
ๆ และการสง่ เสริมให้ประชาชนมพี ฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม (healthy behaviors)

๒. Secondary prevention เป็นการป้องกันในระยะท่ีโรคได้เกิดข้ึนแล้ว มีวัตถุประสงค์
ท่ีสําคัญ คือ การระงับกระบวนการดําเนินของโรค การป้องกันการแพร่เช้ือและระบาด ของโรคไปยัง
บุคคลอืน่ หรอื ชุมชนอื่น โดยจะมุง่ เน้นการคัดกรองโรคเพื่อให้พบโรคโดยเรว็ ที่สุดก่อนที่จะมีอาการและ
ให้การรักษาโดยทันที โดยเชื่อว่าการค้นพบโรคในระยะแรกและให้การรักษาอย่างทันท่วงทีน้ัน จะมี
ผลการรักษาทดี่ กี ว่าการคน้ พบโรคในระยะหลงั ๆ หรือการให้การรกั ษาที่ช้า

๓. Tertiary prevention มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความสูญเสียจากโรค เช่น ป้องกัน
ความพิการ หรือการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร นอกจากนี้ Tertiary prevention อาจจะหมาย
รวมถึงการปอ้ งกนั การเกดิ โรคซาํ้ (recurrence) อีกด้วย

ต่อมา ได้มีการเสนอให้มี Primordial prevention หมายถึง การดําเนินการป้องกันไม่ให้
เกิดปัจจัยเสี่ยงขึ้นเลย เช่น การป้องกันไม่ให้ร้านอาหารภายในโรงเรียนจําหน่ายขนมกรุบกรอบ และ
ขนมประเภทลูกอม ลูกกวาด เพื่อปอ้ งกนั ไม่ให้เกดิ โรคอว้ นในเดก็ และปัญหาเกยี่ วกบั สุขภาพฟันในเด็ก
โดย Primordial prevention ยังมีความหมายรวมถึงการจัดให้มีกิจกรรมทางด้านสังคม (Social
movement) ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงทัศนคติหรือค่านิยมของสังคมเกี่ยวกับเร่ืองนั้น ๆ
ด้วย หากจะกล่าวกันโดยแท้จริงแล้ว Primordial prevention ก็คือ primary prevention อย่าง
หนง่ึ น่นั เอง

๔๗ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, ยุทธศาสตร์การพัฒนา ระบบป้องกันควบคุมโรคและภัย
สุขภาพแห่งชาติ ภายใต้แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒
พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔, (กรุงเทพมหานคร: อักษรกราฟฟิคแอนดด์ ีไซน์, ๒๕๕๙), หนา้ ๑๕-๑๘.

๕๒

เนอ่ื งจากการป้องกนั และควบคุมโรคเป็นส่วนหน่ึงของระบบสุขภาพ ฉะนั้น จําเป็นจะต้อง
สอดคล้องกับค่านิยม (values) ของระบบสุขภาพโดยรวมที่สังคมยึดถืออยู่ โดยยึดถือสิทธิมนุษยชน
เป็นส่ิงสําคัญกว่าเป้าหมายอ่ืน (human-rights-based) และจะต้องดําเนินการอย่างมีหลักวิชาการ
(knowledge-based) และโปร่งใส (transparent)

นอกจากนี้ มาตรการป้องกันและควบคุมโรคยังสามารถแบ่งลักษณะของ “มาตรการ”
(measures หรือ interventions) ป้องกนั และควบคุมโรค ไดห้ ลายแบบ เช่น

๑. แบง่ ตามลักษณะของมาตรการ ไดแ้ ก่
๑) มาตรการทางการเงิน (Fiscal measure) ได้แก่ การเก็บภาษี การให้ทุนสนับสนุน

บริการสาธารณะต่าง ๆ
๒) มาตรการทางกฎหมาย (Legal measure) ได้แก่ การใช้กฎหมายบังคับ เช่น

หมวกกนั น็อค เขม็ ขัดนริ ภัย เปน็ ต้น
๓) มาตรการทางการศึกษา (Educational measure) ได้แก่ การรณรงค์ให้ความรู้

เก่ยี วกับสุขภาพทางวิทยุและโทรทศั น์ เป็นตน้
๔) มาตรการทางสังคม (Social measure) ได้แก่ การพยายามทําให้สังคม เข้ามามี

ส่วนร่วมในการดําเนินมาตรการต่าง ๆ

๒. แบ่งตามระดบั ของกลุ่มเปา้ หมาย ไดแ้ ก่
๑) มาตรการที่ใช้กับประชาชนโดยทั่วไป (Population approach) ได้แก่ การ

บังคับใช้กฎหมาย การรณรงค์ให้ความรู้ ให้เห็นความสําคัญ หรือส่งเสริมให้ชนหมู่มากมีพฤติกรรม
บางอย่าง

๒) มาตรการที่ใช้กับกลุ่มเส่ียง (High-risk approach) ได้แก่ มาตรการที่เลือก
ดําเนินการกับกลุ่มเสี่ยง เช่น การจัดให้บริการคลินิกอดบุหร่ีสําหรับผู้ที่ติดบุหร่ี การให้ยาลดความดัน
โลหติ ในผทู้ ่มี คี วามดันโลหติ สงู การเฝ้าระวงั วณั โรคในประชาชนกลุ่มเสย่ี ง

๓. แบ่งตามลกั ษณะของการบงั คับใช้ ได้แก่
๑) มาตรการท่ีผู้ใช้สามารถเลือกใช้หรือไม่ก็ได้ (Voluntary measures) โดย

มาตรการทางด้านสาธารณสุขส่วนใหญจ่ ะมลี กั ษณะแบบนี้
๒) มาตรการท่ีผู้ใช้ไม่สามารถเลือกได้ (Compulsory measures) เช่น มาตรการ

ทางกฎหมาย มาตรการทางด้านวิศวกรรม (engineering measure) เป็นต้น

โดยท่ัวไปมาตรการที่ดําเนินการมักจะไม่ใช้มาตรการเด่ียว มักจะประกอบด้วย มาตรการ
หลายลักษณะร่วมกัน เช่น มาตรการการป้องกันควบคุมการบาดเจ็บจราจร โดยการบังคับให้สวม
หมวกกันน็อค ซ่ึงเม่ือมีการตรวจจับ (มาตรการทางกฎหมาย) ได้ ก็มักจะมีการปรับ (มาตรการ
ทางการเงิน) ดว้ ย และอาจมมี าตรการส่งเสรมิ รณรงค์การใช้หมวกกนั น็อคร่วมด้วย

๕๓

ดํารง ธํารงเลาหะพันธ์ุ๔๘ ได้กล่าวถึงมาตรการที่จะนํามาป้องกันและบรรเทาปัญหาของ
โรคภยั ไข้เจบ็ ในแต่ละบุคคล โดยแบ่งเปน็ ๔ ระดับ ดงั น้ี

๑. Promodial prevention หรือการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) เช่น การ
สง่ เสรมิ ให้ประชาชนหม่ันออกกําลังกายอย่างสม่าํ เสมอ ควบคุมนาํ้ หนัก ลดอาหารหวาน มัน เค็ม เพื่อ
จะได้ไม่เสยี่ งต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลอื ด ในนิยามทางระบาดวิทยาถือวา่ เป็น
การป้องกันโดยการลดความเส่ยี ง (Risk reduction)

๒. Primary prevention ได้แก่ การใช้มาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเจ็บหรือการป่วย
ในนิยามทางระบาดวิทยาคือการลดการป่วยรายใหม่ (Incidence reduction) ซึ่งมาตรการในระดับนี้
อาจเป็น

๒.๑ มาตรการป้องกันเฉพาะโรค (Specific Health Protection) เช่นส่งเสริมให้ใส่
หมวกกันน็อคขณะขับข่ีจักรยานยนต์ การคาดเข็มขัดนิรภัยเวลาขับรถ การใช้ถุงยางอนามัยขณะมี
เพศสมั พนั ธ์ เป็นต้น

๒.๒ การสร้างเสริมภูมิค้มุ กันโรค (Immunization) เช่น การให้วคั ซีนป้องกันโรคหัด
เป็นต้น

๒.๓ การทานยาป้องกันล่วงหน้า (Prophylaxis) การใหย้ าต้านไวรัสในหญิงต้ังครรภ์
ท่ตี ดิ เช้อื เอดส์ เพือ่ ป้องกันไม่ให้ลกู ติดเชื้อเอดส์จากแม่

๓. Secondary prevention คือ การใช้มาตรการในคนที่ป่วยแล้ว เพื่อป้องกันมิให้เกิด
อาการรุนแรงหรือเสียชีวิต จุดมุ่งหมายอยู่ที่การค้นหาผู้ป่วยและตรวจให้พบในระยะแรกๆ เพื่อจะได้
รีบให้คําแนะนําการปฏิบัติตัวและให้การรักษา จะได้ชะลอการป่วยออกไปหรือไม่ให้ป่วยมาก หรือลด
ระยะเวลาการปว่ ย หรอื ลดการเสยี ชวี ติ

๔. Tertiary prevention ในกรณีที่ป่วยจนเกดิ ความพิการและการสญู เสียคุณภาพชวี ิต ก็
จะใช้มาตรการเพ่ือฟ้ืนฟู (Rehabilitation) ให้มีคุณภาพชีวิตท่ีใกล้เคียงของเดิม ในทางระบาดวิทยา
อาจเรยี กว่าเปน็ การลดความพิการ (Disability reeducation)

๔๘ ดํารง ธํารงเลาหะพันธ์ุ. “การศึกษามาตรการของประเทศไทยในการจัดการอนามัยสิง่ แวดล้อมใน
ชุมชนแรงงานต่างด้าว”, รายงานวิจัย, (หลักสูตรนักบริหารการทูต สถาบันการต่างประเมศเทวะวงศ์วโรปการ :
กระทรวงตา่ งประเทศ, ๒๕๖๒), หน้า ๑๑.

๕๔

ตารางท่ี ๒.๑๔ แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวกบั มาตรการควบคุมโรค

ชื่อผูน้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
กรมควบคมุ โรค กระทรวง
สาธารณสขุ ได้ใหค้ วามหมายของการควบคุมโรคว่า การป้องกันควบคุม
โรค ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ การป้องกันโรค (prevention) และ
ดาํ รง ธาํ รงเลาหะพนั ธ์ุ การควบคุมโรค (control) โดยตามความหมายเดิมนั้น การป้องกัน
โรค หมายถึงมาตรการและกิจกรรมที่ดําเนินการก่อนท่ีจะเกิดโรค
หรือภัย เพื่อไม่ได้เกิดโรคหรือภัยดังกล่าว ส่วนการควบคุมโรคนั้น
หมายถึงมาตรการและกิจกรรมท่ีดําเนินการหลังจากที่เกิดโรคหรือ
ภัยขึ้นแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ท่ีให้โรคหรือภัยนั้นสงบโดยเร็ว และ
สามารถรบั มอื ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ลและมีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ

ได้กล่าวถึงมาตรการท่ีจะนํามาป้องกันและบรรเทาปัญหา
ของโรคภัยไข้เจ็บในแตล่ ะบุคคล โดยแบ่งเป็น ๔ ระดบั ดังนี้

๑. Promo dial prevention หรือการส่งเสริมสุขภาพ ซ่ึง
ในนิยามทางระบาดวิทยาถอื วา่ เป็นการป้องกันโดยลดความเสีย่ ง

๒. Primary prevention ได้แก่การใช้มาตรการเพ่ือป้องกัน
ไม่ให้มีการเจ็บหรือการป่วย ในนิยามทางระบาดวิทยาคือการลด
การป่วยรายใหม่

๓. Secondary prevention คือการใช้มาตรการในคนท่ี
ปว่ ยแล้ว เพอ่ื ป้องกันมใิ หเ้ กิดอาการรนุ แรงหรอื เสียชวี ิต

๔. Tertiary prevention ในกรณีที่ป่วยจนเกิดความพิการ
และการสูญเสียคุณภาพชีวิต ก็จะใช้มาตรการเพื่อฟื้นฟูให้มี
คุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงของเดิม ในทางระบาดวิทยาอาจเรียกว่า
เป็นการลดความพิการ

๒.๑.๕ แนวคดิ และทฤษฎเี ก่ยี วกบั มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙

องคก์ ารอนามยั โลก หรอื WHO๔๙ ได้แนะนําแนวทางในการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ดงั นี้
๑. หลกี เลย่ี งการสมั ผัสใกล้ชิดกบั ผูท้ ป่ี ่วยดว้ ยอาการตดิ เชอ้ื ทางเดินหายใจเฉียบพลนั
๒. ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หรือส่ิงที่อยู่รอบตัว
ผูป้ ่วย
๓. หลีกเลีย่ งการสมั ผสั กบั สตั ว์ในฟาร์มหรือสตั ว์ป่าโดยไม่มีการปอ้ งกนั

๔๙ องค์การอนามัยโลก, รายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด ๑๙), [ออนไลน์],
แหล่งที่มา: https://www.who.int/docs/default-source/searo/thailand/2020-03-19-tha-sitrep-26-covid19-
th-final.pdf?sfvrsn=5b88c757_0 [๒ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๕๕

๔. ผู้ที่มีอาการติดเช้ือทางเดินหายใจเฉียบพลันควรไออย่างถูกวิธี (รักษาระยะห่างเมื่อไอ
เม่อื ไอหรอื จามใหป้ ิดปากและจมูกดว้ ยทชิ ชหู รือผา้ แบบใช้แลว้ ท้งิ และลา้ งมอื )

๕. สําหรับสถานพยาบาล ให้ยกระดับมาตรฐานของข้อปฏิบัติในการป้องกันและควบคุม
การติดเช้ือในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกฉกุ เฉนิ

สาํ นกั งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)๕๐ ไดแ้ นะนาํ แนวทางใน
การควบคุมโรคระบาดโควิด-๑๙ ว่า จากการถอดบทเรียนมาตรการในการควบคุมการระบาดของ
โควิด-๑๙ ในประเทศที่ควบคุมโรค พบว่า ประเทศกลุ่มดังกล่าวมีมาตรการหลายอย่างร่วมกันเช่น
การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) การค้นหาผู้ติดเช้ือที่แท้จริงให้ได้มากท่ีสุด และการ
แยกโรคที่มีประสิทธิภาพ สําหรับประเทศไทยน้ันได้เริ่มมาตรการ Social distancing ในวันที่ ๒๒
มนี าคม ๒๕๖๓ และได้ประเมินประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว โดยสรปุ ไดด้ ังน้ี

ในช่วงแรก หลังการใช้มาตรการ Social distancing ได้ ๕ วัน พบว่ามาตรการดังกล่าว
สามารถลดอัตราการระบาด (Rt) ลงได้ (จาก ๒.๐ เหลือ ๑.๕) แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลดให้อยู่ในระดับ
ที่ควบคุมได้ อาจส่งผลให้ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๓ ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง ๒,๑๐๐ คน และต้อง
เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากถึง ๘,๐๐๐ คน ดังนั้นจึงยังควรคงมาตรการต่อไป พร้อมท้ัง
เสนอแนะให้เพ่ิมความเข้มข้นของมาตรการSocial distancing และเพิ่มความครอบคลุมของการ
ตรวจวินิจฉัยและแยกโรค โดยเน้นการควบคุมการระบาดภายในประเทศให้อยู่ในระดับท่ีแพทย์
สามารถรบั มือได้ โดยส่งผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่ยอมรับได้ ซ่ึงจากรายงานตีพิมพ์
ของออสเตรเลียระบุว่า การท่ีจะสามารถควบคุมการระบาดไม่ให้ขยายตัวรุนแรงได้ต้องทํา Social
distancing ให้ได้ระดับร้อยละ ๗๐ ร่วมกับการตรวจหาผู้ติดเช้ืออย่างกว้างขวาง (Active case
finding) ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ ๗๐ และต้องมีวิธีการคัดแยกผู้ติดเช้ือท่ีมีประสิทธิภาพ โดยหาก
ทําได้ร้อยละ ๙๐ จะสามารถควบคุมการระบาดได้เตม็ ที่

ขอ้ มูลในประเทศไทยซึ่งประมวลจากแบบสอบถามของกรมควบคุมโรคพบว่า การทาํ Social
distancing ในประเทศครอบคลุมเพียงรอ้ ยละ ๗๐-๘๐ และจากการตดิ ตามการเคลื่อนท่ีผา่ นสมารท์ โฟน
พบว่า ประชากรเคลื่อนที่ลดลงจากปกติร้อยละ ๕๐-๖๐ ซึ่งบ่งช้ีว่า การตอบสนองต่อมาตรการใน
ประเทศไทยมีความครอบคลุมตํ่ากว่าเป้าหมาย จึงยังไม่สามารถผ่อนปรนมาตรการ Social distancing
ได้

ซง่ึ หลังจากไดม้ ีการใช้มาตรการ Social distancing มาเปน็ เวลา ๓ สัปดาห์ พบวา่ มาตรการ
ดังกล่าวยังสามารถลดอัตราการระบาด (Rt) ลงได้ (จาก ๒.๐ เหลือ ๐.๗๗ ) จึงมีข้อเสนอแนะว่า ในกรณี
ท่ีรัฐบาลลดระดับมาตรการ Social distancing ลงและเปิดให้ทํากิจกรรรมบางประเภทเพ่ิมเติมในบาง
พน้ื ที่ โดยในระยะแรกจําเป็นต้องมีการตรวจเชิงรุกหรือตรวจหาผ้ตู ิดเช้ืออย่างเข้มข้นมากขึ้น และควรคง

๕๐ สาํ นกั งานพัฒนาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหง่ ชาติ, แบบจําลองทางคณติ ศาสตร์ เพื่อรับมือการ
ระบาดของโควิด-๑๙, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: https://www.nstda.or.th/th/news/132466-mathematical-
modeling-covid-19 [๒ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๕๖

มาตรการ Social distancing บางส่วนไว้ เช่น ระยะห่างในการจัดโต๊ะ การต่อแถวเข้าคิว รวมทั้งการใส่
หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และพิจารณาการใช้มาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณา
จากความจาํ เปน็ ทางเศรษฐกจิ และสงั คม รว่ มกับการประเมินศักยภาพทางสาธารณสุขของพืน้ ท่ีน้นั ๆ

กรมควบคุมโรค๕๑ ได้กําหนดแนวทางมาตรการและแนวทางในการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ดงั น้ี

๑. กรณีสถานท่ีซ่ึงมีความเส่ียงท่ีจะเกิดการแพร่ของโรคโควิด-๑๙ เน่ืองจากอาจมีผู้ที่เป็น
หรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-๑๙ ได้พํานักหรือพักอาศัย หรือเข้าไปทํากิจกรรม หรือมี
ภารกจิ ร่วมกัน ณ สถานที่ดงั กลา่ ว ใหพ้ จิ ารณาดาํ เนนิ การ ดังนี้

๑.๑ สถานท่ีซ่งึ ให้ปิดเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณจ์ ะคล่ีคลาย เช่น สนามมวย
สนามม้า สนามกีฬา สถานทจ่ี ดั หรือแข่งกีฬา สถานทช่ี นไก่ หรือสถานท่ซี ่งึ ใช้สําหรับการเล่นต่าง ๆ ซึ่ง
ใช้สัตว์ต่อสู้หรือแข่งกัน เช่น ชนโค ชนไก่ กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความ
เห็นชอบของคณะกรรมการ โรคติดตอ่ จงั หวัดหรือผวู้ า่ ราชการกรงุ เทพมหานครโดยความเห็นชอบของ
คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พิจารณาใช้อํานาจตามความในมาตรา ๓๕ (๑) แห่ง
พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ สั่งปิดสถานท่ี ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์
จะคล่ีคลาย เพื่อป้องกันมิให้มีการแพร่ของโรคโควิด ๑๙ ในพื้นท่ี โดยให้คําส่ังมีผลใช้บังคับจนกว่าจะ
มีการแก้ไขเปล่ียนแปลงหรือมีการยกเลิกคําส่ัง ทั้งน้ี ให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรอื ผู้รบั ผิดชอบ
สถานที่ดังกล่าว ให้ดําเนินการตามแนวทางปฏิบัติหรือแนวทางการป้องกันหรือ ควบคุมโรคที่กรม
ควบคุมโรคกําหนดอย่างเคร่งครัด และให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพ้ืนท่ี เพ่ือพิจารณา
ใช้อํานาจดําเนินการเองหรือออกคําสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ใดดําเนินการตามความในมาตรา ๓๔ แห่ง
พระราชบัญญัตโิ รคติดตอ่ พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามสมควรแกก่ รณี

๑.๒ สถานท่ีซ่ึงให้ปิดเป็นการชั่วคราวเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์สถานบริการอ่ืนใดตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ โรงมหรสพ สถาน
ประกอบกิจการ สปา สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด สถานประกอบกจิ การนวดเพื่อสุขภาพหรือ
เพื่อเสริมความงาม สถานประกอบการเพื่อสุขภาพอ่ืนใดตามกฎหมายว่าด้วยสถานประกอบการเพ่ือ
สุขภาพ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ สถานท่ีสําหรับออกกําลังกาย หรือสถานท่ีอ่ืนใดท่ีมีลักษณะแออัด
เบียดเสียด หรือใกล้ชิดกัน ซึ่งงา่ ยต่อการแพร่ของเช้ือโรคหรือมีความเส่ียงท่ีจะเกิดการแพร่ของโรคโค
วิด-๑๙ ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อ
กรงุ เทพมหานคร หรอื ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจงั หวัด(กรณี
ปริมณฑล) พิจารณาใช้อํานาจตามความในมาตรา ๓๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ.
๒๕๕๘ ส่ังปิดสถานท่ีดังกล่าวไว้เป็นการช่ัวคราวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วัน ทั้งนี้ หากพ้น
ระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วันดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่ามีเหตุจําเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันการแพร่ของ

๕๑ กรมควบคุมโรค, “มาตรการและแนวทางการดําเนินการในกรณีมีเหตุจําเป็นเร่งด่วน เพื่อการ
ป้องกันและควบคุมการแพร่ของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือโรคโควิด ๑๙ (Coronavirus Disease ๒๐๑๙
(COVID-๑๙)”, (๑๙ มีนาคม ๒๕๖๓).

๕๗

โรคโควิด-๑๙ ต่อไป ให้พิจารณาสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการช่ัวคราวต่อไปตามความจําเป็นและ
ความเหมาะสม โดยให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้รับผิดชอบสถานท่ีดังกล่าว ให้ดําเนินการ
ตามแนวทางปฏิบัติหรือแนวทางการป้องกันหรือควบคุมโรคท่ีกรมควบคุมโรคกําหนดอย่างเคร่งครัด
และให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุม โรคติดต่อในพ้ืนท่ีเพ่ือพิจารณาใช้อํานาจดําเนินการเองหรือออก
คําสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ใดดําเนินการตามความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.
๒๕๕๘ ตามสมควรแก่กรณี

๑.๓ สถานท่ีซึ่งควรมีมาตรการลดความเสี่ยงของการแพร่เช้ือโรคโควิด ๑๙ ในกรณี
สถานที่ซึ่งมีความจําเป็นต่อการใช้ชีวิตประจําวันของประชาชน เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานท่ี
จําหนา่ ยอาหารหรอื เครือ่ งดม่ื โรงแรม ศาสนสถาน หรอื สถานทซี่ ่งึ ใชจ้ ัดกิจกรรมทมี่ ีการรวมตัวกนั ของ
บุคคลจํานวนมาก เชน่ สถานท่ซี ่ึงใชจ้ ัดการประชุม อบรม สมั มนา สถานทสี่ อบ สถานทซี่ ึ่งจดั กิจกรรม
ตามประเพณีหรอื กิจกรรมทางศาสนา ใหพ้ จิ ารณาดําเนนิ การ ดงั น้ี

๑.๓.๑ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด
หรือผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร
พิจารณาใช้อํานาจตามความในมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.
๒๕๕๘ ประกอบกับกฎหมายหรือมาตรการของหน่วยงานอ่ืนท่ีเกี่ยวข้อง ให้งดหรือเล่ือนการจัด
กิจกรรมในสถานท่ีดังกล่าวออกไป หรือกําหนดเง่ือนไขหรือมาตรการในการใช้สถานที่ดังกล่าวตาม
ความจําเปน็ และความเหมาะสม

๑.๓.๒ ในกรณีท่ีพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถจัดกิจกรรมในสถานท่ีดังกล่าวได้ หรือ
ให้สถานท่ีดังกล่าวเปิดบริการหรือใช้ทําภารกิจตามปกติได้ ให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือ
ผรู้ ับผดิ ชอบสถานท่ี หรอื ผู้รับผดิ ชอบในการจัดกิจกรรมดังกลา่ ว ให้ดาํ เนนิ การตามแนวทางปฏิบตั หิ รือ
แนวทางการป้องกันหรือควบคุมโรคท่ีกรมควบคุมโรคกําหนดอย่างเคร่งครัด และให้แจ้งต่อเจ้า
พนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ เพ่ือพิจารณาใช้อํานาจดําเนินการเองหรือออกคําสั่งเป็นหนังสือให้
ผู้ใดดําเนินการตามความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามสมควรแก่
กรณี

๑.๓.๓ ในกรณีมีเหตุจําเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันการแพร่ของโรคโควิด-๑๙ ให้ผู้ว่า
ราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พิจารณาใช้อํานาจ
ตามมาตรา ๓๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ส่ังปิดสถานท่ีดังกล่าวไว้เป็นการ
ช่ัวคราวตามความจําเป็นและความเหมาะสม ท้ังน้ี หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่ามีเหตุ
จําเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันการแพร่ของโควิด-๑๙ ต่อไป ให้พิจารณาสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการ
ชั่วคราวต่อไปตามสมควรแก่กรณี หรือพิจารณาใช้อํานาจตามมาตรา ๓๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ
โรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ส่ังห้ามผู้ที่เป็นหรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-๑๙ เข้าไป ใน
สถานทด่ี ังกล่าว เพอ่ื ป้องกันและควบคมุ มใิ หโ้ รคโควดิ -๑๙ แพรต่ อ่ ไป

๒. กรณีเป็นสถานที่ซึ่งพบผู้ท่ีเป็นโรคโควิด-๑๙ หรือสถานที่ซ่ึงผู้ที่เป็นโรคโควิด-๑๙ ได้
พํานักหรือพักอาศัย ทํากิจกรรม มีภารกิจ หรือเข้าไปในสถานท่ีนั้นภายในระยะเวลา ๑๔ วันก่อน
พบว่าบุคคลดังกล่าว เป็นโรคโควิด-๑๙ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

๕๘

โรคติดต่อจังหวัด หรือผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อ
กรุงเทพมหานคร พิจารณาใช้อํานาจตาม มาตรา ๓๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘
สั่งปิดสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๔ วัน โดยให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้
ครอบครอง หรือผู้รับผิดชอบสถานที่ดังกล่าว ให้ดําเนินการตามแนวทางปฏิบัติหรือแนวทางการ
ป้องกันหรือควบคุมโรคท่ีกรมควบคุมโรคกําหนดอย่างเคร่งครัด และให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุม
โรคติดต่อในพื้นท่ีเพ่ือพิจารณาใช้อํานาจดําเนินการเองหรือออกคําสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ใดดําเนินการ
ตามความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติโรคตดิ ต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามสมควรแกก่ รณี เช่น

- ให้ผู้ท่ีเป็นหรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-๑๙ หรือเป็นผู้สัมผัสหรือเป็น
พาหะของโรคโควิด-๑๙ มารับการตรวจรักษา รับการชันสูตรทางการแพทย์ และเพ่ือความปลอดภัย
อาจแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ณ สถานท่ีที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกําหนด จนกว่าจะพ้น
ระยะติดตอ่ ของโรคหรอื ส้นิ สุดเหตอุ ันควรสงสัย

- ให้เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในสถานท่ีดังกล่าว กําจัดความติดโรคหรือ
ทําลายสิ่งใดๆ ท่ีมีเชื้อโรค หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีเช้ือโรค หรือแก้ไขปรับปรุงการสุขาภิบาลให้ถูก
สุขลักษณะ เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ของโรคโควิด-๑๙ ท้ังนี้ ผู้ได้รับคําส่ังต้องดําเนินการตาม
คาํ สัง่ ดังกลา่ วจนกวา่ เจา้ พนักงานควบคุมโรคติดตอ่ จะมีคําส่งั ยกเลกิ

- ห้ามผู้ใดกระทําการหรือดําเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะท่ีไม่ถูกสุขลักษณะ
ซึง่ อาจเปน็ เหตุให้โรคโควดิ -๑๙ แพรอ่ อกไป

๓. แนวทางปฏิบัติหรือแนวทางการป้องกันหรือควบคุมโรค ซึ่งต้องแจ้งให้เจ้าของ ผู้
ครอบครอง ผ้รู บั ผดิ ชอบสถานท่ี หรอื ผจู้ ัดกิจกรรมในสถานที่ ดําเนินการตามทกี่ าํ หนดไวใ้ นข้อ ๑ และ
๒ ให้เปน็ ไปตามภาคผนวกท่ีแนบมาพร้อมนี้ ท้ังนี้ ในกรณีท่ีกรมควบคมุ โรคกําหนดมาตรการหรอื แนว
ทางการป้องกันหรือควบคุมโรคเพ่ิมเติม ให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้รับผิดชอบสถานท่ี หรือผู้
จัดกจิ กรรมดังกลา่ ว เพื่อดําเนินการตามท่กี รมควบคมุ โรคกําหนดเพิ่มเติมอยา่ งเคร่งครัดด้วยเชน่ กัน

๔. กรณีมีเหตุจําเป็นเรง่ ด่วน เพือ่ ป้องกันการแพรข่ องโรคโควิด-๑๙ ให้ผ้วู ่าราชการจังหวัด
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยความ
เห็นชอบ ของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พิจารณาใช้อํานาจตามความในมาตรา ๓๕
(๒) หรอื (๓) แหง่ พระราชบญั ญตั โิ รคตดิ ต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพือ่ ดาํ เนนิ การ ดงั นี้

๔.๑ สัง่ ใหผ้ ้ทู เี่ ปน็ หรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสยั วา่ เปน็ โรคโควดิ -๑๙ หยดุ ประกอบอาชีพ
เป็นการ ชวั่ คราว โดยให้คาํ สั่งมผี ลใชบ้ ังคบั จนกว่าจะมีการแกไ้ ขเปลี่ยนแปลงหรอื มีการยกเลกิ คาํ ส่ัง

๔.๒ สั่งห้ามผู้ที่เป็นหรือผู้ท่ีมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-๑๙ เข้าไปในสถานที่
ชุมนุมชน โรงมหรสพ สถานศึกษา หรือสถานท่ีอื่นใด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุม
โรคติดต่อ

๕. เพ่ือให้การป้องกันและควบคุมการแพร่ของโรคโควิด-๑๙ รวมถึงการดําเนินการตาม
มาตรการและแนวทางการดําเนินการข้างต้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้คณะกรรมการโรคติดต่อ
จังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พิจารณาใช้อํานาจตามมาตรา ๒๒ และมาตรา
๒๘ แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามสมควรแก่กรณี เช่น เรียกให้บุคคลใดๆ มาให้
ข้อเท็จจริงหรอื แสดงความคิดเห็น หรอื ใหจ้ ัดสง่ ข้อมลู หรือเอกสารใดๆ ท่ีจําเป็นหรอื ข้อคิดเห็น มาเพื่อ

๕๙

ใช้ประกอบการพิจารณา และในกรณีที่พบผู้ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ให้คณะกรรมการ
โรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครสนับสนุน ส่งเสริม และติดตามการ
ปฏิบัติหน้าท่ีของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้
พิจารณานํามาตรการหรือกฎหมายที่เก่ียวข้องมาใช้ดําเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันและควบคุมมิ
ใหม้ กี ารแพรข่ องโรคโควดิ -๑๙ เกดิ ขึน้ ในพืน้ ท่ี

กระทรวงสาธารณสุข๕๒ ได้กล่าวถึง มาตรการและคําแนะนําในการป้องกันโรคโควิด-๑๙
ตามข้อกําหนด ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์
ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๑) ข้อ ๑๑ มาตรการป้องกันโรค ให้มีมาตรการป้องกันโรคตามท่ีทาง
ราชการกําหนดเพื่อใช้ปฏิบัติเป็นการทั่วไป หรือใช้ในกรณีผ่อนผันหรือยกเว้นการปฏิบัติตาม
ขอ้ กําหนด ดังนี้

๑. ใหท้ าํ ความสะอาดโดยการเชด็ ทําความสะอาดพ้นื ผิวสมั ผัสของสถานทีท่ ี่เกี่ยวข้อง กอ่ น
การจดั กจิ กรรม และให้กาํ จัดขยะมูลฝอยทกุ วัน

๒. ให้เจ้าหน้าท่ี ผูป้ ระกอบการ ผู้รว่ มงาน ผู้รว่ มกิจกรรม ลกู จา้ ง ผใู้ ช้บรกิ ารสวมหนา้ กาก
อนามัยหรอื หน้ากากผ้า

๓. ใหบ้ ุคคลตาม (๒) ลา้ งมอื ดว้ ยสบู่ แอลกอฮอลเ์ จล หรอื นาํ้ ยาฆา่ เชือ้ โรค
๔. ให้บุคคลตาม (๒) เว้นระยะน่ังหรือยืนห่างกันอย่างน้อยหน่ึงเมตร เพ่ือป้องกันการ
ตดิ ตอ่ สัมผัส หรอื แพร่เช้ือโรคทางฝอยละอองน้าํ ลาย
๕. ให้ควบคุมจํานวนผู้ร่วมกิจกรรมมิให้แออัด หรือลดเวลาในการทํากิจกรรมให้ส้ันลง
เทา่ ท่จี าํ เป็น โดยถอื หลกั การหลกี เลี่ยงการตดิ ต่อสัมผัสระหวา่ งกนั

กองสขุ ศึกษา กรมสนบั สนนุ บริการสขุ ภาพ๕๓ ไดแ้ นะนาํ วิธปี อ้ งกันโรคโควิด-๑๙ ดงั น้ี
๑. อย่ใู หไ้ กลจากผทู้ ม่ี ีอาการไอ จาม
๒. ยนื นัง่ เว้นระยะหา่ งกัน ๑ เมตร
๓. พดู คยุ ใหน้ ้อยระหวา่ งกินอาหาร
๔. งดกิจกรรมการรวมกลมุ่ หากตอ้ งการสือ่ สารควรใช้การสอ่ื สารผ่านระบบออนไลน์
๕. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ท่ีมีคนหนาแน่น หรือพื้นท่ีเสี่ยง เช่น ห้างสรรพสินค้า
ตลาด ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ห้องประชุม เป็นต้น หากจําเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต้องใส่
หน้ากากผา้ หรอื หนา้ กากอนามัย
๖. ล้างมือบอ่ ย ๆดว้ ยน้าํ และสบู่ หรอื แอลกอฮอลเ์ จล ๗๐ %

๕๒ กระทรวงสาธารณสุข, แนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุข เพ่ือการจัดการภาวะระบาดของโรคโค
วิด-๑๙ ในข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๑), (กรุงเทพมหานคร: ห้างหนุ้ สว่ นจํากดั เอวนั ปร้ินตง้ิ , ๒๕๖๓), หนา้ ๒๗.

๕๓ กองสุขศึกษา กรมสนับสนนุ บริการสขุ ภาพ, คู่มือสาํ หรบั คอนโดมเิ นียม อาคารชุด หอพัก แมนชั่น
อพาร์ตเม้นท์ : แนวทางปฏิบัติในการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในช่วงการระบาด, (กรุงเทพมหานคร:
บรษิ ทั ๒๕มเี ดีย จํากัด, ๒๕๖๓), หน้า ๑๐.

๖๐

๗. ไมน่ ํามอื ที่ไมไ่ ดล้ ้างเข้าปาก จับใบหน้า ตา จมกู
๘. ไมจ่ บั มือ กอด สัมผสั ตวั ผูอ้ ื่น
๙. ไมใ่ ช้ของสว่ นตัวรว่ มกบั ผู้อ่ืน เชน่ จาน ช้อน แกว้ นํา้ โทรศัพท์ ผ้าเช็ดหนา้ เปน็ ต้น
๑๐. เลี่ยงจุดสัมผัสร่วม เช่น ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ ที่จับประตู และหลังสัมผัสต้องล้างมือ
ทันที

กรมสุขภาพจิต๕๔ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การติดเช้ือและการระบาดของโรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-๑๙) รวมถึงมาตรการในการป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าวในประเทศ
ไทย คาดการณไ์ ดว้ า่ จะดําเนินไปเปน็ ๓ ระยะ

ระยะที่ ๑ : พบผู้ป่วยเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
๒๐๑๙ (COVID-๑๙) เป้าหมายการควบคุมโรค คือ ป้องกันการแพร่เชื้อในประเทศ มาตรการตอบโต้
หลัก คือ การคัดกรอง และเฝ้าระวังโรคในผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และควบคุมโรคไม่ให้
แพร่กระจาย โดยดูแลรักษาผู้ป่วยในห้องแยกโรคในโรงพยาบาล หากค้นหาและควบคุมผู้ติดเชื้อได้
ท้ังหมดก็จะไม่มีการระบาดในประเทศ แต่ถ้ามีการแพร่เชื้อจากผู้เดินทางจากต่างประเทศสู่ประชาชน
ไทย สถานการณจ์ ะขยายสรู่ ะยะท่ี ๒

ระยะที่ ๒ : พบผู้ปว่ ยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-๑๙) ภายในประเทศ และมี
การระบาดในวงจํากัดเป้าหมาย คือ การควบคุมโรคให้อยู่ในวงจํากัด มาตรการตอบโต้หลัก คือ
ควบคุมและชะลอการระบาด โดยการเฝ้าระวังค้นหาผู้ป่วยอย่างถี่ถ้วน ดูแลรักษาผู้ป่วยพร้อมควบคุม
การติดเช้ือในสถานพยาบาล ติดตามและเฝ้าระวังโรคในผู้ท่ีสัมผัสกับผู้ป่วย การระบาดก็จะชะลอตัว
และยุตลิ ง แตถ่ า้ ควบคมุ การแพรเ่ ช้ือได้ไม่ดีพอ การระบาดก็จะขยายตวั สรู่ ะยะที่ ๓

ระยะท่ี ๓ : พบการระบาดโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-๑๙) เป็นวงกว้างใน
ประเทศไทย เป้าหมายการควบคุมโรค คอื การบรรเทาความเสียหายและผลกระทบ มาตรการตอบโต้
หลกั คอื การดูแลรักษาผปู้ ่วยเพือ่ ใหม้ ีผเู้ สียชีวติ นอ้ ยที่สดุ

จงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี และ ภมรศรี แดงชัย๕๕ กล่าวว่า มาตรการทางสาธารณสุขท้ัง
ด้านสุขอนามัยส่วนบุคคลและอนามัยส่ิงแวดล้อม เป็นสิ่งสําคัญอย่างย่ิงในการชะลอการแพร่กระจาย
ของเชอ้ื โรค เพือ่ ใช้เป็นมาตรการป้องกนั โรคในชวี ิตประจาํ วนั ของทุกคน จงึ มคี าํ แนะนําดงั น้ี

๑. อยบู่ า้ นหรือในทีพ่ กั เมอ่ื เจ็บปว่ ย
๒. ปิดปากและจมูกโดยใช้กระดาษทิชชู หรือในกรณีที่หาไม่ได้ควรงอข้อศอกของตนเอง
เพอ่ื ป้องกันการฟุ้งกระจายของน้ํามูกและนํ้าลาย และให้กําจัดกระดาษทชิ ชูท่ใี ช้แลว้ ท้ิงทันที โดยใสถ่ ุง
ปิดมิดชดิ เพราะเป็นขยะติดเชอ้ื แลว้ ลา้ งมอื และขอ้ ศอกด้วยนาํ้ และสบูท่ นั ที

๕๔ กรมสุขภาพจิต, คู่มือการปฏิบัติงาน ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจทกุ ระดับ ผู้ประสบภาวะวิกฤตใน
กรณีการระบาด ของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-๑๙), (กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจํากัด เอวัน
ปรน้ิ ตงิ้ , ๒๕๖๓), หนา้ ๑-๒.

๕๕ จงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี และ ภมรศรี แดงชัย, คู่มือการจัดการโรงเรียน รับมือโควิด-๑๙. ระบาด,
(กรุงเทพมหานคร: บรษิ ทั สหมิตรพริน้ ตง้ิ แอนดพ์ ับลสิ ช่ิง จํากัด, ๒๕๖๓), หนา้ ๑๑.

๖๑

๓. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และนํ้าสะอาด หากไม่สะดวกให้ล้างด้วยเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเช้ือ
ทาํ ความสะอาดพืน้ ผวิ และวัตถุทสี่ มั ผัสบ่อย ๆ ด้วยน้ําสบู่ นาํ้ ยาฆ่าเช้อื และนาํ้

นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ตามกิจกรรมด้านต่าง ๆได้เป็น
๔ ด้าน ตามท่ีมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา๕๖ เก่ียวกับมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกําหนด
เพ่ือป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ แนบท้ายคําส่ังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคตดิ เช้อื ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) โดยแบ่งเป็นมาตรการหลักและมาตรการเสรมิ สรุปได้
ดงั นี้

๑. กิจกรรมด้านการศึกษา

มาตรการควบคมุ หลกั
๑. ทําความสะอาดพ้ืนผิวท่ีมีการสัมผัสบ่อย ๆ ท้ังก่อนและหลังการเรียนการสอน การ
ฝึกอบรม สัมมนา รวมถงึ ห้องสุขา และใหก้ าํ จัดขยะมลู ฝอยทกุ วนั
๒. ให้ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าท่ี ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ร่วม
กจิ กรรมสําหรับการเรียนการสอน สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา เว้นในระหวา่ งการ
ออกกาํ ลงั กาย
๓. ให้มีจดุ บรกิ ารล้างมอื ด้วยสบู่ หรอื แอลกอฮอล์เจล หรอื น้ํายาฆ่าเช้ือโรคทเี่ พียงพอ เพ่ือ
การลา้ งมอื ก่อนเข้าหอ้ งเรยี นและกอ่ นรับประทานอาหาร
๔. มีมาตรการคัดกรองไข้ และอาการไอ หอบ เหน่ือย จาม หรือเป็นหวัด สําหรับ
ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ร่วมกิจกรรม ก่อนเข้า
อาคาร หรือรับ–ส่งนักเรียน โดยเจ้าหน้าที่โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาท่ีผ่านการอบรมการตรวจ
คัดกรองอาการป่วย และรายงานหน่วยงานที่รับผิดชอบกรณีพบผู้ท่ีเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคตาม
แนวทางที่กําหนด
๕. ให้มีการจัดการเรียนการสอนภายในอาคารเรียนหรือห้องเรียนได้ครบตามจํานวน
นักเรียนในทุกชั้นเรียน ทั้งน้ี ให้เว้นระยะน่ังหรือยืนให้ห่างกันตามขนาดพื้นที่ โดยถือหลักหลีกเลี่ยง
การตดิ ตอ่ สมั ผสั ระหวา่ งกนั
๖. ให้ควบคุมจํานวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมสําหรับการเรียนการสอนบริเวณภายนอกอาคาร
เรียนหรือห้องเรียนโดยมิให้แออัด หรืออาจให้เว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกัน และเว้นระยะห่างระหว่าง
โต๊ะเรียนและท่ีน่ังเรียนอย่างน้อย ๑ เมตร หรืออาจลดเวลาในการทํากิจกรรมเท่าที่จําเป็น (กรณีห้อง
ปรับอากาศให้คิดจํานวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามขนาดพ้ืนท่ีห้อง เกณฑ์ไม่น้อยกว่า ๔ ตารางเมตรต่อ
ผเู้ ข้าร่วมกิจกรรม ๑ คน) หรือลดเวลาในการทํากิจกรรมเท่าที่จําเป็น โดยถือหลักหลีกเลี่ยงการติดต่อ

๕๖ ประกาศ คําสั่งศนู ย์บรหิ ารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด -
๑๙) เร่ือง มาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกําหนดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ แนบท้ายคําสั่ง
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙). (๒๕๖๓, ๓๑ สิงหาคม).
ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ ๑๓๗.

๖๒

สัมผัสระหว่างกัน ท้ังนี้ให้พิจารณาปรับเวลาการเรียน สลับวันเรียน ปรับการเรียนเป็นระบบออนไลน์
ในบางรายวิชา หรือปรับหลกั สูตรใหง้ ดเรยี นบางรายวิชา

๗. การจําหน่ายหรือบริการอาหารและเครื่องดื่มตามมาตรการป้องกันโรคตามท่ีราชการ
กําหนด ข้อ ๑ ก. แนบท้ายคําส่ัง ศบค. ที่ ๓/๒๕๖๓ ลงวันท่ี ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ สําหรับการนั่ง
รับประทานอาหารให้มีการเว้นระยะห่างระหว่างโต๊ะและระหว่างท่ีนั่ง รวมถึงระยะห่างระหว่างการ
เดนิ อยา่ งนอ้ ย ๑ เมตร โดยจํานวนผ้รู ว่ มโต๊ะให้เปน็ ไปตามความเหมาะสมของสถานท่ี

๘. ให้ส่วนราชการท่ีรับผิดชอบพิจารณาให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาดําเนินกิจการ
หรือจัดกิจกรรมได้ตามความเหมาะสม รวมท้ังให้คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาหรือหน่วยงานท่ี
รับผิดชอบลงทะเบียนยืนยันการปฏบิ ัติตามมาตรการป้องกนั โรคท่ีทางราชการกําหนดก่อนเปิดกิจการ
หรอื จดั การเรียนการสอน หรือฝึกอบรมสัมมนา

๙. ให้มีการควบคุมทางเข้าและออก ลงทะเบียนก่อนเข้าและออกจากสถานท่ี และเพ่ิม
มาตรการใช้แอปพลิเคชั่นที่ทางราชการกําหนด หรือใช้มาตรการควบคุมด้วยการบันทึกข้อมูลและ
รายงานทดแทนได้

มาตรการเสริม
๑. มีมาตรการคัดกรองไข้ และอาการไอ หอบเหน่ือย จาม หรือ เป็นหวัด สําหรับ
ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าท่ี ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ร่วมกิจกรรม ก่อนเข้า
อาคารหรือรับ-ส่งนักเรียน โดยเจ้าหน้าท่ีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาท่ีผ่านการอบรมการตรวจคัด
กรองอาการป่วย และรายงานหน่วยงานท่ีรบั ผิดชอบกรณีพบผู้ทเี่ ข้าเกณฑ์สอบสวนโรคตามแนวทางท่ี
กําหนด
๒. จัดให้มีการระบายอากาศภายในอาคารท่ีดี รวมถึงภายในห้องสุขา ท้ังน้ีให้ทําความ
สะอาดเครอ่ื งปรบั อากาศและจัดการฆ่าเชอื้ โรคอย่างสม่าํ เสมอ
๓. จัดให้มีระบบคิว มีพ้ืนท่ีรอคิวที่มีท่ีน่ังหรือยืนห่างกันอย่างน้อย ๑ เมตร ท้ังบริเวณจุด
รบั ประทานอาหารและหอ้ งน้ํา
๔. จัดให้มีการแนะนําผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา
ผู้ปกครอง และผู้ร่วมกิจกรรม รวมถึงให้มีการตรวจตรา ควบคุม กํากับการเรียนการสอน การ
ฝกึ อบรม สมั มนา และงานธุรการท่เี กี่ยวขอ้ งให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมหลักอยา่ งเคร่งครดั
๕. ให้พิจารณาพัฒนานวัตกรรมการลงทะเบียนก่อนเข้าและออกจากสถานท่ี และระบบ
การเรยี นการสอนแบบออนไลน์เพอ่ื ให้มีการเรียนการสอน หรอื การฝกึ อบรมรปู แบบใหมใ่ นระยะยาว
๖. กรณีนักเรียนผู้ไม่ใช่สัญชาติไทย ซึ่งเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาของสถานศึกษาใน
ประเทศไทย ให้หน่วยงานท่ีรับผิดชอบดําเนินการตามมาตรการป้องกันโรคสําหรับผู้เดินทางเข้ามาใน
ราชอาณาจกั รด้วย

๖๓

๒ . กิจกรรมดา้ นเศรษฐกิจและการดาํ เนนิ ชวี ติ

ประกอบไปด้วยกจิ กรรมต่าง ดงั น้ี
ก. การจําหน่ายอาหารหรือเคร่ืองดื่มในโรงแรม ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ สถานี ขนส่ง
โรงพยาบาล ร้านอาหารหรือเครื่องด่ืม ร้านสะดวกซ้ือ รถเข็น หาบเร่ แผงลอย ซึ่งไม่รวมถึงสถาน
บริการ ผับ บาร์
ข. ห้างสรรพสินค้าและ ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ให้ เปิดได้เฉพาะซุปเปอร์มาร์เก็ต
ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ดที่จําเป็นต่อการใช้ชีวิต และร้านขายปลีก ธุรกิจส่ือสารโทรคมนาคม
ธนาคาร ท่ีทําการหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจเท่าน้ัน ส่วนแผนกร้านอาหารให้เปิดเฉพาะการนํา
กลับไปบรโิ ภคทอ่ี น่ื
ค. รา้ นค้าปลีก/คา้ ส่งขนาดย่อม ร้านค้าปลีก/คา้ ส่งชมุ ชน ตลาด ตลาดนา้ํ และตลาดนัด
ง. ร้านเสริมสวย แต่งผม หรอื ตดั ผมสําหรบั บุรุษหรอื สตรี

มาตรการควบคุมหลกั
๑. ทําความสะอาดพื้น พื้นผิวสัมผัสบ่อย ๆ ท้ังก่อนและหลังการให้บริการ และให้กําจัด
ขยะมูลฝอยทกุ วนั
๒. ให้ผ้ปู ระกอบการ พนกั งานบรกิ าร ผใู้ ชบ้ รกิ าร สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า
๓. ให้มจี ุดบริการลา้ งมอื ด้วยสบู่ หรอื แอลกอฮอลเ์ จล หรอื นาํ้ ยาฆ่าเชือ้ โรค
๔. ให้เว้นระยะห่างระหว่างโต๊ะและระหว่างที่นั่ง รวมถึงระยะห่างระหว่างการเดินอย่าง
น้อย ๑ เมตร
๕. ให้ควบคุมจํานวนผู้ใช้บริการมิให้แออัด หรือพิจารณากําหนดมาตรการลดเวลาในการ
ใชบ้ ริการใหส้ นั้ ลงเทา่ ที่จาํ เปน็ โดยถือหลกั หลกี เล่ียงการตดิ ต่อสมั ผสั ระหว่างกัน

มาตรการเสรมิ
๑. มีมาตรการคัดกรองอาการป่วย ไข้ ไอ จาม หรือ เป็นหวัด สําหรับผู้ประกอบการ
พนกั งานบริการ และ ผูใ้ ช้บริการ ตามขดี ความสามารถ
๒. ลดเวลาในการทํากิจกรรมให้สั้นลงเท่าที่จําเป็น โดยถือหลกั หลีกเล่ียงการติดตอ่ สัมผัส
ระหวา่ งกัน
๓. งดด่ืมเครื่องด่ืมแอลกอฮอลภ์ ายในสถานทจี่ าํ หนา่ ยอาหาร
๔. จัดให้มีพ้ืนทีร่ อคิวทมี่ ที ่นี ัง่ หรอื ยนื หา่ งกนั อย่างนอ้ ย ๑ เมตร
๕. อาจเพ่ิมมาตรการใช้แอพพลิเคช่ันติดตามตัวทางโทรศัพท์เคล่ือนท่ีมาใช้ได้ตามความ
เหมาะสม หรือใช้มาตรการควบคมุ ด้วยการบันทึกขอ้ มูลและรายงานในบางพน้ื ทไ่ี ด้

๓. กจิ กรรมด้านสขุ ภาพและสนั ทนาการ
ก. สนามกอลฟ์ หรือสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ
ข. สนามกฬี าเฉพาะกฬี าประเภทกลางแจ้งและตามกติกาสากล ได้แก่ เทนนิส ข่ีม้า ยิงปืน
ยงิ ธนู

๖๔

ค. สวนสาธารณะ ลาน-พื้นท่ีกิจกรรมสาธารณะ สถานที่ออกกําลังกาย สนามกีฬา ลาน
กีฬา (เฉพาะพื้นที่โลง่ แจ้งเพ่ือการเดิน ว่งิ ขห่ี รอื ปั่นจกั รยาน หรอื การออกกําลงั กายดว้ ยวธิ ีอนื่ เป็นสว่ น
บุคคล)

ง . คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม สถานเสริมความงาม สถานท่ีสักหรือเจาะผิวหนัง หรือ
ส่วนใดสว่ นหนึง่ ของรา่ งกาย

จ. สถานทใี่ ห้บรกิ ารดแู ลรักษาสัตว์ สปา อาบน้าํ ตดั ขน รับเลีย้ ง หรอื รบั ฝากสตั ว์

มาตรการควบคุมหลัก
๑. ให้ทําความสะอาดโดยการเช็ดทําความสะอาดอุปกรณ์เคร่ืองเล่นออกกําลังกาย พื้น
ผิวสัมผัสของสถานที่ที่เก่ียวข้องก่อนและหลังการจัดกิจกรรม รวมทั้งห้องสุขาและห้องอาบนํ้า และให้
กําจดั ขยะมูลฝอยทุกวนั
๒. ใหเ้ จา้ หนา้ ที่ ผูร้ ว่ มกิจกรรม ผใู้ ช้บรกิ ารสวมหนา้ กากอนามยั หรือหนา้ กากผา้
๓. ให้ล้างมอื ด้วยสบู่ หรอื แอลกอฮอล์เจล หรอื น้ํายาฆา่ เชื้อโรคอยู่เสมอ
๔. ให้เว้นระยะการทํากจิ กรรมอย่างน้อย ๑ เมตร
๕. ให้ควบคุมจํานวนผู้ร่วมกิจกรรมมิให้แออัด หรือลดเวลาในการทํากิจกรรมให้สั้นลง
เท่าที่จําเป็น โดยถือหลักหลีกเล่ียงการติดต่อสัมผัสระหว่างกัน และจํากัดระยะเวลาการใช้บริการไม่
เกิน ๒ ช่ัวโมง
๖. ให้เจ้าของกิจการลงทะเบียนและยืนยันการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามท่ที าง
ราชการกาํ หนด
๗. ให้มีลงทะเบียนก่อนเข้าและออกจากสถานที่ และเพิ่มมาตรการใช้แอปพลิเคช่ันที่ทาง
ราชการกาํ หนด

มาตรการเสริม
๑. มีมาตรการคัดกรองไข้และอาการไอ หอบเหนื่อย จาม หรือเป็นหวัด สําหรับ
ผู้ประกอบการ พนักงานบริการ และผู้ใช้บริการก่อนเข้าสถานที่ ทั้งนี้ให้รายงานหน่วยงานรับผิดชอบ
กรณพี บผทู้ ่เี ขา้ เกณฑ์สอบสวนโรคตามแนวทางทก่ี ําหนด
๒. จัดให้มีระบบคิวและมพี ้นื ทรี่ อควิ ทีม่ ีท่นี ัง่ หรือยนื หา่ งกนั อย่างนอ้ ย ๑ เมตร
๓. จัดให้มีการระบายอากาศภายในอาคารท่ีดี รวมทั้งบริเวณห้องสุขาและห้องอาบน้ํา
ทงั้ น้ี ให้ทําความสะอาดเครือ่ งปรับอากาศและจัดการฆา่ เช้อื โรคอย่างสม่ําเสมอ
๔. จัดให้มีระบบเก็บข้อมูลและติดตามผู้ใช้บริการได้ทุกคน หากพบผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการ
เขา้ ไดก้ บั เกณฑส์ อบสวนโรคภายหลงั จากการใชบ้ รกิ าร
๕. จัดให้มีการแนะนําผู้ประกอบการ พนักงาน ผู้ใช้บริการ รวมถึงให้มีการตรวจตรา
ควบคมุ กํากับการใหบ้ ริการและการใช้บรกิ ารใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรการควบคมุ หลกั อยา่ งเคร่งครดั
๖. ให้พิจารณาพัฒนานวัตกรรมการลงทะเบียนก่อนเข้าและออกจากสถานท่ี และระบบ
จองควิ แบบออนไลน์ เพื่อให้บริการรูปแบบใหมใ่ นระยะยาว

๖๕

๔. กิจกรรมด้านการขนส่งสาธารณะ

มาตรการควบคมุ หลัก
๑. ทําความสะอาดพื้นผิวอุปกรณ์ที่มีการสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ราวจับ บัตรโดยสาร ภายใน
ยานพาหนะ ทง้ั กอ่ นและหลังการให้บรกิ าร รวมทงั้ หอ้ งสขุ า และใหก้ าํ จัดขยะมูลฝอยทุกวนั
๒. ให้มีจุดบริการล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล หรือน้ํายาฆ่าเชื้อโรคที่เพียงพอ
บริเวณสถานีขนส่ง/โดยสาร และท่าเรือ รวมทั้งจัดให้มีการให้คําแนะนําผู้ประกอบการ พนักงาน
ผ้ใู ช้บรกิ าร ล้างมอื กอ่ นขึ้นยานพาหนะรถตูร้ ถแท็กซี่ รถโดยสารประจาํ ทาง รถจักรยานยนต์รับจา้ ง รถ
สองแถว รถสามลอ้ รถไฟ รถไฟฟา้ เรอื โดยสาร ทกุ ครง้ั
๓. มีมาตรการคัดกรองไข้และอาการไอ หอบ เหน่ือย จาม หรือเป็นหวัด สําหรับ
ผปู้ ระกอบการ พนกั งาน และผู้ใช้บรกิ าร ก่อนเข้าอาคารสถานโี ดยสาร ชานชาลา และท่าเรอื ท้งั น้ี ให้
รายงานหน่วยงานทร่ี ับผดิ ชอบ กรณีพบผู้ท่เี ขา้ เกณฑส์ อบสวนโรคตามแนวทางที่กําหนด
๔. ให้ควบคุมจํานวนผู้ใช้บริการมิให้แออัดและรวมกลุ่มกัน ทั้งในสถานีขนส่ง/โดยสาร
ชานชาลา และทา่ เรอื โดยให้เว้นระยะนัง่ หรือยืนหา่ งกนั อย่างนอ้ ย ๑ เมตร
๕. ให้ผู้ประกอบการพนักงานผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา
ยกเวน้ ขณะรับประทานอาหารและเครื่องด่ืม
๖. การโดยสารรถโดยสารประจําทาง รถปรับอากาศ รถไฟ รถไฟฟ้า เรือโดยสาร อาจ
พิจารณาจัดบริการได้เต็มตามความจุมาตรฐานของพาหนะ โดยถือหลักหลีกเล่ียงการติดต่อสัมผัส
ระหวา่ งกัน และใหพ้ ิจารณาเพิม่ รอบการโดยสารในช่วงเวลาเรง่ ดว่ น
๗. ให้มีการควบคุมทางเข้าและออกลงทะเบียน ก่อนเข้าและออกจากสถานที่ และเพิ่ม
มาตรการใช้แอปพลิเคช่ันท่ีทางราชการกําหนด หรือใช้มาตรการควบคุมด้วยการบันทึกข้อมูลและ
รายงานทดแทนได้
๘. จัดให้มีการให้คําแนะนําพนักงานและผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งตรวจตรา ควบคุม กํากับ
การให้บริการ และใช้บริการให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมหลักอย่างเคร่งครัด ท้ังนี้อาจพิจารณางด
ใหบ้ รกิ าร กรณพี บผใู้ ช้บริการไมป่ ฏบิ ตั ิตามมาตรการป้องกันควบคมุ โรคทีก่ ําหนดได้

มาตรการเสรมิ
๑. จัดให้มีการระบายอากาศท่ีดีภายในอาคาร สถานีโดยสาร ชานชาลา ท่าเรือ รวมถึง
หอ้ งสุขาและภายในยานพาหนะ ท้ังนใี้ ห้ทาํ ความสะอาดเครื่องปรับอากาศอยา่ งสม่ําเสมอ
๒. จัดให้มีระบบคิว และมีพื้นท่ีรอคิวที่มีที่น่ังหรือยืนห่างกันอย่างน้อย ๑ เมตร บริเวณ
สถานีโดยสาร ชานชาลา ท่าเรือ และหอ้ งนา้ํ
๓. ควบคุมมิให้มีกิจกรรมที่ใช้เสียงดังภายในสถานที่และงดกิจกรรมที่ทําให้เกิดความ
แออัดหรือมกี ารรวมกลมุ่ คน
๔. จัดให้มีระบบเก็บข้อมูลและติดตามผู้ใช้บริการได้ทุกคน หากพบผู้ป่วยหรือผู้ท่ีมีอาการ
เขา้ ไดก้ ับเกณฑ์สอบสวนโรคภายหลงั จากการใชบ้ รกิ าร
๕. ให้พิจารณาพัฒนานวัตกรรมการลงทะเบียนก่อนเข้าและออกจากสถานท่ี และระบบ
จองคิวแบบออนไลน์ เพ่อื ใหบ้ รกิ ารรูปแบบใหม่ในระยะยาว

๖๖

ตารางที่ ๒.๑๕ แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกับมาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙

ช่อื ผู้นาํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคดิ ทฤษฎี
องคก์ ารอนามยั โลก
ได้แนะนาํ แนวทางในการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ดังนี้
สํานักงานพฒั นาวทิ ยาศาสตร์ ๑. หลีกเลี่ยงการสมั ผสั ใกล้ชดิ กบั ผู้ป่วย
และเทคโนโลยแี หง่ ชาติ ๒. ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากการสัมผัสโดยตรงกับ
(สวทช.) ผูป้ ่วย หรือส่งิ ที่อยรู่ อบตวั ผู้ป่วย
กรมควบคุมโรค ๓. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ในฟาร์มหรือสัตว์ป่าโดยไม่มี
การปอ้ งกัน
กระทรวงสาธารณสุข ๔. ผู้ที่มีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันควรรักษา
ระยะห่างเม่ือไอ เม่ือไอหรือจามให้ปิดปากและจมูกด้วยทิชชูหรือ
ผา้ แบบใชแ้ ลว้ ท้ิงและล้างมือ
๕. ให้ยกระดับมาตรฐานของข้อปฏิบัติในการป้องกันและ
ควบคุมการตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกฉุกเฉิน

ได้แนะนําแนวทางในการควบคุมโรคระบาดโควิด-๑๙ ว่า
ควรมีมาตรการหลายอย่างร่วมกันเช่น การเวน้ ระยะห่างทางสังคม
(Social distancing) การค้นหาผู้ติดเช้ือที่แท้จริงให้ได้มากท่ีสุด
และการแยกโรคทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ

ได้กําหนดแนวทางมาตรการและแนวทางในการควบคุมโรค
โควิด-๑๙ โดยในกรณีสถานที่ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ของ
โรคโควิด-๑๙ เน่ืองจากอาจมีผู้ที่เป็นหรือผู้ท่ีมีเหตุอันควรสงสัยว่า
เป็นโรคโควิด-๑๙ ได้พํานักหรือพักอาศัย หรือเข้าไปทํากิจกรรม
หรือมีภารกิจร่วมกัน ณ สถานท่ีดังกล่าว ให้พิจารณาดําเนินการ
ปิดสถานที่เป็นการช่ัวคราวจนกว่าสถานการณ์จะคล่ีคลาย เช่น
สนามมวย สนามม้า สนามกีฬา สถานที่จัดหรือแข่งกีฬา สถานท่ี
ชนไก่ หรือสถานที่ซ่ึงใช้สําหรับการเล่นต่าง ๆ ซ่ึงใช้สัตว์ต่อสู้หรือ
แขง่ กนั เชน่ ชนโค ชนไก่ กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ

ได้กล่าวถึง มาตรการและคําแนะนําในการป้องกันโรคโควิด-
๑๙ ตามข้อกําหนด ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราช
กําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘
(ฉบบั ท่ี ๑) ขอ้ ๑๑ มาตรการปอ้ งกันโรค ดังนี้

๑. ให้ทําความสะอาดโดยการเช็ดทําความสะอาดพื้น
ผิวสัมผัสของสถานที่ทเี่ ก่ยี วข้อง และให้กําจดั ขยะมูลฝอยทุกวัน

๒. ให้เจ้าหน้าท่ี ผู้ประกอบการ ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมกิจกรรม
ลูกจ้าง ผู้ใชบ้ ริการสวมหน้ากากอนามยั หรือหนา้ กากผา้

ชอ่ื ผูน้ าํ เสนอทฤษฎี ๖๗
กองสุขศกึ ษา กรมสนับสนนุ
บรกิ ารสุขภาพ สรปุ แนวคิดทฤษฎี
๓. ให้ ลา้ งมอื ดว้ ยสบู่ แอลกอฮอล์เจล หรอื นาํ้ ยาฆา่ เชื้อโรค
กรมสุขภาพจติ ๔. ให้ เว้นระยะนงั่ หรือยืนหา่ งกนั อย่างน้อยหน่ึง
๕. ให้ควบคุมจํานวนผู้ร่วมกิจกรรมมิให้แออัด หรือลดเวลา
ในการทาํ กิจกรรมให้ส้ันลงเทา่ ท่ีจาํ เป็น
ไดแ้ นะนําวธิ ีปอ้ งกนั โรคโควดิ -๑๙ ดังนี้
๑. อยู่ใหไ้ กลจากผู้ทม่ี อี าการไอ จาม
๒. ยืน นง่ั เว้นระยะหา่ งกนั ๑ เมตร
๓. พูดคุยให้น้อยระหว่างกินอาหาร
๔. งดกิจกรรมการรวมกลุ่ม หากต้องการสื่อสาร ควรใช้การ
ส่อื สารผ่านระบบออนไลน์
๕. หลีกเล่ียงการเข้าไปในสถานท่ีที่มีคนหนาแน่น หรือพื้นที่
เส่ียง เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ห้อง
ประชมุ เป็นต้น หากจาํ เป็นตอ้ งใส่หนา้ กากผ้าหรอื หน้ากากอนามัย
๖. ลา้ งมือบอ่ ย ๆดว้ ยนํา้ และสบู่ หรอื แอลกอฮอล์เจล ๗๐ %
๗. ไม่นํามอื ท่ไี มไดล้ า้ งเขา้ ปาก จบั ใบหน้า ตา จมกู
๘. ไม่จบั มอื กอด สัมผัสตวั ผูอ้ นื่
๙. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อ่ืน เช่น จาน ช้อน แก้วน้ํา
โทรศัพท์ ผ้าเชด็ หน้า เป็นตน้
๑๐. เลี่ยงจุดสัมผัสร่วม เช่น ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ ท่ีจับ
ประตู และหลังสัมผสั ต้องลา้ งมือทนั ที
ได้ ค า ด ก า ร ณ์ ส ถ า น ก า ร ณ์ ก า ร ร ะ บ า ด ข อ งโร ค โค วิ ด -๑ ๙
รวมถึงมาตรการในการป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าวใน
ประเทศไทย ได้ว่าจะดําเนินไปเปน็ ๓ ระยะ
ระยะท่ี ๑ : พบผู้ป่วยเดินทางมาจากประเทศท่ีมีการระบาด
ของโรคโควิด-๑๙ เป้าหมายการควบคุมโรค คือ ป้องกันการแพร่
เชื้อในประเทศ มาตรการตอบโต้หลัก คือ การคัดกรอง และเฝ้า
ระวังโรคในผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเส่ียง และควบคุมโรคไม่ให้
แพร่กระจาย
ระยะท่ี ๒ : พบผู้ป่วยโรคโควิด-๑๙ ภายในประเทศ และมี
การระบาดในวงจํากัดเป้าหมาย คือ การควบคุมโรคให้อยู่ใน
วงจํากัด มาตรการตอบโต้หลัก คือ ควบคุมและชะลอการระบาด
โดยการเฝา้ ระวังค้นหาผูป้ ว่ ยอยา่ งถ่ีถ้วน
ระยะท่ี ๓ : พบการระบาดโรคโควิด-๑๙ เป็นวงกว้างใน
ประเทศไทย เป้าหมายการควบคุมโรค คือ การบรรเทาความ
เสียหายและผลกระทบ มาตรการตอบโต้หลัก คือ การดูแลรักษา

๖๘

ชอื่ ผู้นาํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
จงกลนี วิทยารงุ่ เรอื งศรี และ
ภมรศรี แดงชยั ผปู้ ่วยเพอ่ื ใหม้ ผี ู้เสยี ชีวติ น้อยทสี่ ุด

ราชกจิ จานุเบกษา กล่าวว่า มาตรการทางสาธารณสุขท้ังด้านสุขอนามัยส่วน
บุคคลและอนามัยสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งสําคัญอย่างย่ิงในการชะลอ
การแพร่กระจายของเช้ือโรค เพ่ือใช้เป็นมาตรการป้องกันโรคใน
ชวี ติ ประจําวนั ของทกุ คน จึงมีคําแนะนาํ ดังนี้

๑. อย่บู ้านหรอื ในทพ่ี กั เม่ือเจ็บปว่ ย
๒. ปิดปากและจมูกโดยใช้กระดาษทิชชู หรือในกรณีที่หา
ไม่ได้ควรงอข้อศอกของตนเองเพ่ือป้องกันการฟุ้งกระจายของ
น้ํามูกและนํ้าลาย และให้กําจัดกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วท้ิงทันทีโดย
ใส่ถุงปิดมิดชิดเพราะเป็นขยะติดเช้ือ แล้วล้างมือและข้อศอกด้วย
น้ําและสบ่ทู ันที
๓. ล้างมือบ่อย ๆด้วยสบู่และน้ําสะอาด หากไม่สะดวกให้
ล้างด้วยเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเช้ือทําความสะอาดพื้นผิวและวัตถุที่
สมั ผัสบอ่ ย ๆ ด้วยน้ําสบู่ น้ํายาฆา่ เช้ือ และนํ้า

แบ่งมาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ตามกจิ กรรมดา้ นตา่ ง ๆ
ได้เปน็ ๔ ดา้ น ดังน้ี

๑. กจิ กรรมดา้ นการศึกษา
๒. กิจกรรมด้านเศรษฐกจิ และการดาํ เนนิ ชีวติ
๓. กจิ กรรมด้านสขุ ภาพและสันทนาการ
๔. กิจกรรมด้านการขนสง่ สาธารณะ

จากแนวคิดทฤษฎเี ก่ียวกับมาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ พอสรุปได้ว่า มาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ จะเน้นการป้องกันในทง้ั สว่ นของปจั เจกบุคคล และสงั คมโดยรวม

เน่ืองจากลักษณะการแพร่กระจายของเชื้อท่ีเกิดจากปัจเจกบุคคลแลว้ จึงแพรก่ ระจายไปสู่
สงั คมโดยรวม มาตรการการปอ้ งกนั และควบคุมโรคโควิด-๑๙ จงึ แบง่ ออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ

๑. มาตรการการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในระดับปัจเจกบุคคล เช่น การสวม
หนา้ กากอนามยั การลา้ งมือด้วยสบู่หรอื เจลฆ่าเชื้อ เปน็ ตน้

๒. มาตรการการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในระดับสังคมโดยรวม เช่น การเว้น
ระยะห่างทางสังคม (Social distancing) อย่างน้อย ๑ เมตร การตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าใช้สถานที่
ต่าง ๆ การไมใ่ นทชี่ ุมนุมแออดั เป็นตน้

ซ่ึงจะเห็นได้ว่า มาตรการการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-๑๙ ท้ัง ๒ ลักษณะ ต้องอาศัย
ความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ซึ่งเป็นความร่วมมือทางสังคมเพื่อให้การแพร่ระบาดของโรคถูก
ควบคุมและลดขนาดการแพร่ระบาดลง ซึ่งมาตรการต่าง ๆเหล่าน้ี ก็ทําให้เกิด “New Normal” ซ่ึง
หมายถึง การดําเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากอดีต โดยรูปแบบวิถีชีวิตใหม่นี้ ประกอบด้วยวิธี
คิด วิธีเรียนรู้ วิธีสื่อสาร วิธีปฏิบัติและการจัดการ ซึ่งการใช้ชีวิตแบบใหม่ในครั้งนี้เกิดข้ึนหลังจากเกิด

๖๙

การระบาดของโรคโควิด-๑๙ ทําให้ประชาชนต้องปรับตัวเพ่ือรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการ
สร้างเสริมและปรับหาวิถีการดํารงชีวิตแบบใหม่เพ่ือให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับความ
พยายามรักษาและฟื้นฟูศักยภาพทางเศรษฐกิจ นําไปสู่การสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เทคโนโลยี
ใหม่ๆ มีการปรับแนวคิด วิสัยทัศน์ วิธีการจัดการ ตลอดจนพฤติกรรมท่ีเคยทํามาเป็นกิจวัตร เกิดการ
ปฏิบัติที่ออกจากความคุ้นเคยอันเป็นปรกติมาแต่เดิมในหลายมิติ ท้ังในด้านอาหาร การแต่งกาย การ
รกั ษาสุขอนามัย การศกึ ษาเล่าเรียน การสอื่ สาร การทําธรุ กจิ ฯลฯ ซงึ่ ส่ิงใหม่เหล่าน้ไี ด้กลายเป็นความ
ปกติใหม่ ๆ จนในท่ีสุดเม่ือเวลาผ่านไปจนทําให้เกิดความคุ้นชินก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
ปกติของผู้คนในสังคม ซ่ึงนับว่าเป็นความร่วมมือของประชาชนของทุกคน โดยมีจุดมุ่งหมายในการ
ปอ้ งกนั และควบคุมโรคโควิด-๑๙ นัน่ เอง

๒.๒ หลกั อทิ ธิบาท ๔

๒.๒.๑ ความหมายของอิทธิบาท ๔

อิทธิบาท ๔ เป็นหลักธรรมสําคัญในพระพุทธศาสนาท่ีถูกเอ่ยถึงบ่อย ๆในฐานะท่ีเป็น
แนวทาง หรอื ข้อปฏิบตั ิท่ีนําไปสู่ความสําเรจ็ ท้ังในระดับปัจเจกบุคคลหรอื ระดับสังคม โดยไมว่ ่าบุคคล
จะทําการงานหรือทําสิ่งใดๆ หากบุคคลน้ันหรือสังคมน้ันนําหลักอิทธิบาท ๔ ไปร่วมเป็นแนวทางใน
การปฏิบัติแล้ว ย่อมปรากฏความสําเร็จในส่ิงนั้น ๆเสมอ ซึ่งหลักอิทธิบาท ๔ นี้ พระพุทธเจ้าทรง
ช้ีให้เห็นถึงสิงท่ีทําให้บุคคลล้มเหลว และส่ิงท่ีทําให้บุคคลประสบความสําเร็จ พระองค์ทรงสรุปลงว่า
สาเหตุแห่งความ ล้มเหลวของคนทํางานมีอยู่ ๔ อย่าง คือ ๑. ความเบื่อหน่าย ๒. ความเกียจคร้าน
๓. ความทอดธรุ ะ ๔. ความโง่เขลา ส่ีอยา่ งนคี้ ือสาเหตุแห่งความล้มเหลวที่สําคัญที่สุด และพระองค์ได้
ทรงสรุปวิธีปฏิบัติไว้ ๔ ประการ เช่นกัน เรียกว่า อิทธิบาท ๔ ซึ่งเป็นสาเหตุทําให้คนประสบ
ความสําเร็จ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ส่ีอย่างน้ีท่านจึงเรียกว่า อิทธิบาท แปลว่า ทางแห่ง
ความสาํ เรจ็

ป่ิน มุทุกันต์๕๗ ได้กล่าวถึงความหมายของอิทธิบาท ๔ โดยแยกคําว่า อิทธิบาท ออกเป็น
สองคํา คือ อิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ และ บาท แปลว่าทางปฏิบัติ รวมกันเข้าเป็นศัพท์เดียวกันเป็น อิทธิ
บาท แปลวา่ ทางปฏบิ ตั ิเพือ่ ให้บงั เกดิ ฤทธิ์

สุชีพ ปุญญานุภาพ๕๘ ได้กล่าวถึงความหมายของอิทธิบาท ๔ ไว้ว่า อิทธิบาท ๔ คือ คุณ
เครอ่ื งใหบ้ รรลุความสาํ เร็จ ๔ อย่าง ดว้ ยกนั ได้แก่

๑. ฉันทะ ความพอใจรกั ใคร่ในสง่ิ นน้ั
๒. วริ ิยะ ความเพียร

๕๗ ปิ่น มุทุกันต์, แนวสอนธรรมะตามหลักสูตรนักธรรมตรี, (กรุงเทพมหานคร: คลังวิทยา, ๒๕๑๔),
หน้า ๒๒๗.

๕๘ สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกฉบับสําหรับประชาชน, พิมพ์คร้ังท่ี ๑๖, (กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พ์มหากฎุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า ๖๗๖.

๗๐

๓. จติ ตะ เอาใจ ฝกั ใฝ่
๔. วมิ ังสา ใชป้ ัญญาพจิ ารณาสอบสวน

สนอง วรอุไร๕๙ ได้กล่าวถึงความหมายของอิทธิบาท ๔ ไว้ว่า อิทธิบาท ๔ คือ สูตรสําเร็จ
ของชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า จิตเป็นรากฐานของส่ิงท้ังหลาย จิตประเสริฐกว่าส่ิงท้ังหลาย ส่ิง
ทั้งหลายสําเร็จได้ด้วยจิต เพราะฉะน้ัน ความสําเร็จจึงอยู่ที่ใจ ไม่ว่าเราจะต้องการอะไร หากเราตั้งใจ
กําหนดจิตไว้ม่ันคง ทุกส่ิงจะสาํ เร็จได้ดังใจ และหากปฏิบัติอิทธิบาท ๔ ให้ถึงขนั้ คือ ทําส่งิ ต่าง ๆ ด้วย
ใจรัก ดว้ ยความพากเพยี ร ดว้ ยใจจดจ่อ และใชป้ ญั ญาไต่สวนอย่างสม่ําเสมอแล้ว ความสําเร็จจะไมห่ นี
ไปไหน

บุญมี แท่นแก้ว และคณะ๖๐ ได้กล่าวถึงความหมายของอิทธิบาท ๔ ไว้ว่า อิทธิบาท ๔
หมายถึง ธรรมอันเป็นทางแห่งความสําเร็จ ปฏิบัติงานได้สําเร็จตามความประสงค์ เรียกว่า “อิทธิ
บาท” มี ๔ อย่าง คือ

๑. ฉนั ทะ พอใจในส่งิ นั้น
๒. วริ ิยะ เพียรประกอบในสงิ่ นั้น
๓. จติ ตะ เอาใจในสิง่ นั้นโดยไมว่ างธุระ
๔. วิมงั สา หมนั่ ตริตรองพจิ ารณาเหตุผลในสง่ิ น้ัน

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก๖๑ ได้อธิบายว่า คํา
ว่า อิทธิ แปลว่าความสําเร็จ ความสําเร็จแห่งการปฏิบัติ ข้ันหน่ึง ๆ ก็เป็นอิทธิอย่างหนึ่ง จนถึงเป็น
ความสําเร็จอย่างสูง คือสําเร็จความรู้ธรรมเห็นธรรม อันเป็นภูมิอริยชน จนถึงความตรัสรู้อันเป็น
ความรู้สูงสุดในพุทธศาสนา ก็เป็นอิทธิคือความสําเร็จ คําว่า บาท นั้นแปลตามศัพท์ว่า เหตุที่ให้บรรลุ
ถึง เหตุท่ีให้ถึง อันได้แก่ปฏิปทาคือทางปฏิบัติ หรือมรรคคือทาง บาท แห่งอิทธิ ก็คือเหตุที่ให้บรรลุถึง
ความสําเรจ็ หรือบรรลุถงึ ฤทธ์ิ ทางปฏบิ ัติมรรคาคอื ทางแห่งฤทธ์ิ หรอื แห่งความสําเร็จ

พุทธทาสภิกขุ๖๒ ได้กล่าวถึงความหมายของอิทธิบาท ๔ โดยได้อธิบายว่า อิทธิบาท แยก
เป็น อิทธิ แปลว่า ความสําเร็จ และ บาท แปลว่า ฐาน เชิงรอง ดังน้ัน อิทธิบาท จึงแปลว่า รากฐาน
แหง่ ความสาํ เร็จ ซงึ่ มี ๔ อยา่ งคือ

๑. ฉันทะ คือ ความพอใจในฐานะ เป็นสิ่งท่ีตนถือว่าดีท่ีสุดท่ีมนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้เป็น
กําลงั ใจอนั แรกท่ที ําใหเ้ กิดคุณธรรมข้อต่อไปทกุ ขอ้

๕๙ สนอง วรอุไร, ทําชีวิตให้ได้ดีและมีสุข, พิมพ์คร้ังที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์อมรินทร์,
๒๕๕๐), หน้า ๗๔.

๖๐ บุญมี แท่นแก้ว และคณะ, พุทธศาสน์–ปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นต้ิงเฮาส์, ๒๕๓๘),
หนา้ ๑๕๔.

๖๑ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน), พระธรรม
เทศนาเร่ืองอิทธิบาท๔, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: https://sites.google.com/site/smartdhamma/xiththi-bath-
๔ [๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๓]

๖๒ พุทธทาสภกิ ข,ุ การงานทเ่ี ป็นสุข, (กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภา, ๒๕๓๗), หนา้ ๙๐.

๗๑

๒. วิริยะ คือ ความพากเพียร หมายถึงการการะทําท่ีติดต่อไม่ขาดตอนเป็นระยะยาวจน
ประสบความสาํ เรจ็ คาํ นมี้ คี วามหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยสว่ นหนึง่

๓. จิตตะ หมายถึง ความไม่ทอดท้ิงสิ่งนั้น ไปจากความรู้สึกของตัว ทําส่ิงซึ่งเป็น
วัตถปุ ระสงค์นนั้ ให้เด่นชดั อยู่ในใจเสมอ คาํ น้รี วมความหมายของคาํ ว่า สมาธิ อย่ดู ้วยอยา่ งเตม็ ท่ี

๔. วิมังสา หมายถึงความสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสําเร็จเก่ียวกับเร่ืองน้ัน ๆให้
ลกึ ซ้ึงยงิ่ ๆ ขึน้ ไปตลอดเวลา คาํ นี้รวมความหมายของคําวา่ ปัญญาไว้อย่างเต็มที่

พระธรรมปิฏก๖๓ ได้กล่าวถึงความหมายของอิทธิบาท ๔ โดยได้อธิบายว่า อิทธิบาท
แปลว่า ธรรมเคร่ืองให้ถึงอิทธิ(ฤทธิ์หรือความสําเร็จ) หรือ ธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสําเร็จ หรือ
แปลง่าย ๆว่า ทางแห่งความสําเร็จ ซ่งึ ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ดงั นี้

๑. ฉันทะ ได้อรรถาธิบายว่า ฉันทะ ได้แก่ ความมีใจรักในส่ิงที่ทํา และพอใจใฝ่รักใน
จุดหมายของส่ิงที่ทํานั้น อยากทําส่ิงนั้น ๆให้สําเร็จ อยากให้งานน้ันบรรลุถึงจุดมุ่งหมาย พูดง่าย ๆ ว่า
รกั งาน และจดุ หมายของงาน พูดให้ลกึ ลงไปในทางธรรมวา่ ความรักความใฝ่ใจปรารถนาต่อภาวะดีงาม
เต็มเป่ียม สมบูรณ์ ซึ่งในจุดมุ่งหมายของส่ิงท่ีกระทําหรอื ซ่ึงจะเข้าถึงได้ด้วยการกระทําน้ัน อยากให้ส่ิง
นนั้ ๆเข้าถึงหรือดํารงอยู่ในภาวะทด่ี ีท่ีงดงาม ท่ีประณตี ทสี่ มบรู ณ์ท่สี ดุ ของมัน หรืออยากให้ภาวะดงี าม
เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ของ สิ่งนั้น ๆ ของงานน้ัน ๆ เกิดมีเป็นจริงข้ึน อยากทําให้สําเร็จผลตามจุดหมายท่ีดี
งามนั้น ความอยากที่เปน็ ฉนั ทะนี้เป็นคนละอย่างกันกับความอยากได้ส่ิงน้ัน ๆ มาเสพเสวยหรืออยาก
เอามาเพื่อตัวตนในรูปใดรูปหนึ่ง ซง่ึ เรียกว่าเป็นตัณหา ความอยากของฉันทะนั้น ให้เกิดความสุขความ
ชืน่ ชมเมอ่ื เห็นส่ิงน้นั ๆ งานนั้น ๆ บรรลคุ วามสาํ เรจ็ เขา้ ถงึ ความสมบูรณ์

๒. วิริยะ ได้อรรถาธิบายว่า ความเพียรได้แก่ความอาจหาญแกล้วกล้าบากบ่ัน ก้าวไปใจสู้
ไม่ย่อท้อ ไม่หวั่นกลัวต่ออุปสรรคและความยากลําบาก เม่ือคนรู้ว่าส่ิงใดมีคุณค่าควรแก่การบรรลุถึง
ถ้าวิริยะเกิดขึ้นแก่เขาแล้ว แม้ได้ยินว่าจุดหมายนั้นจะลุถึงได้ยากนับมีอุปสรรคมาก หรืออาจใช้เวลา
ยาวนาน เท่าน้ันปี เท่านี้เดือน เขาก็ไม่ท้อถอย กลับเห็นเป็นส่ิงท้าทายที่เขาจะเอาชนะให้ได้ทําให้
สําเร็จ ส่วนผู้ขาด ความเพียร อยากบรรลุความสําเร็จเหมือนกัน แต่พอได้ยินว่าต้องใช้เวลาเป็นปีก็
หมดแรง ถอยหลัง คนท่ีมี ความเพียรเท่ากับมีแรงหนุน เวลาทํางานหรือปฏิบัติธรรมก็ตาม จิตใจจะ
แน่วแน่ มั่นคง พุ่งตรงต่อจุดหมาย สมาธิก็เกิดขึ้นได้เรียกว่าเป็นวิริยสมาธิ พร้อมท้ังมีปธานสังขาร คือ
ความเพยี รสรา้ งสรรค์เขา้ ประกอบค่ไู ป ด้วยกนั

๓. จิตตะ ได้อรรถาธิบายว่า ความคิดจดจ่อหรือเอาใจใส่ฝักใฝ่ได้แก่ความมีจิต ผูกพันจด
จ่อเฝ้าเร่ืองนั้น ใจอยู่กับงานน้ัน ไม่ปล่อยไม่ห่างไปไหน ถ้าจิตตะเป็นไปอย่างแรงกล้าในเรื่องใดเร่ือง
หน่ึง หรืองานอย่างใดอย่างหนึ่งคนผู้น้ันจะไม่สนใจไม่รับรู้เร่ืองอ่ืน ๆ ใครพูดอะไรเรื่องอ่ืน ๆ ไม่สนใจ
แต่ถ้า พูดเรื่องนั้นงานนั้นจะสนใจเป็นพิเศษทันที บางทีจัดทําเรื่องนั้น งานน้ัน ขลุกง่วนอยู่ได้ท้ังวันทั้ง
คืน ไม่เอาใจ ใส่ร่างกายการแต่งเนื้อแต่งตัว อะไรเกิดข้ึนก็ไม่สนใจ เร่ืองอ่ืนเกิดข้ึนใกล้ ๆ บางทีก็ไม่รู้
ทาํ จนลืมวันลมื คนื ลืมกินลืมนอน ความมีใจจดจอ่ เชน่ น้ยี อ่ มนําใหส้ มาธิเกดิ ข้ึน จติ จะแน่วแน่แนบสนิท

๖๓ พระธรรมปฎิ ก, พทุ ธธรรม, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาฯ, ๒๕๔๒), หนา้ ๘๔๒.

๗๒

ในกิจท่ีทํามีกําลังมาก เฉพาะสําหรับกิจนั้น เรียกเป็นจิตตสมาธิ พร้อมน้ันก็เกิดปธานสังขาร คือความ
เพียรสรา้ งสรรคร์ ว่ มสนับสนุน ไปด้วย

๔. วิมังสา ได้อรรถาธิบายว่า ความสอบสวนไตร่ตรอง ได้แก่การใช้ปัญญา พิจารณา หมั่น
ใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อย่ิงหย่อนเกินเลยบกพร่องหรือขัดข้องเป็นต้น ในกิจท่ี
ทํา รู้จักทดลองและคิดค้นหาทางแกไ้ ขปรบั ปรุง ขอ้ น้เี ป็นการใช้ปัญญาชักนาํ สมาธิ ซ่ึงจะเห็นได้ไม่ยาก
คนมีวิมังสาชอบคิดค้นหาเหตุผล ชอบสอบสวนทดลอง เม่ือทําอะไรก็คิดพิจารณาทดสอบไป เช่น คิด
วา่ ผลน้ี เกดิ จากเหตุอะไร ทําไมจึงเป็นอย่างนี้ ผลคราวนี้เกดิ จากปัจจัยทเี่ ป็นองค์ประกอบเหล่าน้ีเทา่ นี้
ถ้าชัก องค์ประกอบน้ีออกเสียจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเพิ่มองค์ประกอบน้ีเข้าไปแทน จะเกิดผลอย่างน้ี ลอง
เปลี่ยน องค์ประกอบนั้นแล้ว ไม่เกิดผลอย่างท่ีคาดหมายเป็นเพราะอะไร จะแก้ไขจุดไหน การคิดหา
เหตุผลและ สอบสวนทดลองอย่างน้ี ย่อมช่วยรวมจิตให้คอยกําหนดและติดตามเรื่องท่ีพิจารณาอย่าง
ติดแจตลอดเวลา เป็นเหตุให้จิตแน่วแน่แล่นดิ่งไปกับเรื่องท่ีพิจารณา ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก และมี
กําลัง เรียกวา่ เปน็ วมิ ังสา สมาธิ ซ่งึ ก็จะมปี ธานสังขาร คอื ความเพียรสรา้ งสรรค์เกิดมาดว้ ย

พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ)๖๔ กล่าวไว้ว่าอิทธิบาท ๔ คือ คุณธรรมที่จะนําผู้
ประพฤติปฏิบัติให้ประสบความสําเร็จในสิ่งท่ีตนประสงค์ ซึ่งต้องไม่เหลือวิสัย คือ สิ่งท่ีตนประสงค์น้ัน
ตอ้ งอยู่ในวิสัยที่อาจใชค้ วามเพียรพยายามทําใหเ้ กิดข้ึนได้ มใิ ช่เปน็ ความเพ้อฝันทไี่ มม่ โี อกาสจะประสบ
ความสําเร็จได้ คณุ ธรรมกลุม่ น้ที รงเรยี กว่า อทิ ธบิ าท ๔

นอกจากนี้ ในพระไตรปิฎก๖๕ ยงั ได้ใหค้ วามหมายของอิทธบิ าท ๔ ไว้ดงั นี้
คําว่า อิทธิ ได้แก่ ความสําเร็จ ความสําเร็จด้วยดี การสําเร็จ การสําเร็จด้วยดี ความได้
ความไดอ้ ีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถกู ต้อง ความกระทําใหแ้ จ้ง ความเขา้ ถึงซึง่ ธรรมเหล่านนั้
คําว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้
บรรลธุ รรมเหลา่ นนั้
คาํ ว่า เจริญอิทธิบาท ไดแ้ ก่ ยอ่ มเสพ เจรญิ ทาํ ใหม้ าก ซึ่งธรรมเหล่านัน้ ด้วยเหตนุ น้ั จงึ
เรยี กวา่ เจริญอทิ ธิบาท
อทิ ธิบาท ๔ คอื ๑. ฉันททิ ธิบาท ๒. วิริยิทธิบาท ๓. จติ ติทธบิ าท ๔. วีมังสทิ ธบิ าท

๖๔ พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ), ความสําเร็จ หลักธรรมสู่ความสําเร็จและสันติสุข,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพธ์ รรมสภา, ๒๕๔๕), หน้า ๙.

๖๕ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ มหา. (ไทย) ๒/๕๓๐-๕๓๑/๑๙๘-๒๓๗.

๗๓

ตารางที่ ๒.๑๖ ความหมายของอทิ ธบิ าท ๔

ชอื่ ผูน้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคดิ ทฤษฎี
ปิน่ มทุ ุกันต์
สชุ ีพ ปญุ ญานุภาพ ไดแ้ ยกคาํ วา่ อทิ ธิบาท ออกเป็นสองคํา คือ อิทธิ แปลวา่
ฤทธ์ิ และ บาท แปลวา่ ทางปฏิบัติ รวมกันเขา้ เปน็ ศัพท์เดียวกนั
สนอง วรอไุ ร เปน็ อทิ ธิบาท แปลว่า ทางปฏบิ ัตเิ พ่ือให้บงั เกดิ ฤทธ์ิ

บุญมี แท่นแก้ว และคณะ อิทธิบาท ๔ คือ คุณเครื่องให้บรรลุความสําเร็จ ๔ อย่าง
ด้วยกนั ไดแ้ ก่
สมเดจ็ พระญาณสงั วร
สมเดจ็ พระสังฆราชสกลมหา ๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในส่ิงนนั้
สงั ฆปรณิ ายก ๒. วิรยิ ะ ความเพยี ร
พทุ ธทาสภกิ ขุ ๓. จติ ตะ เอาใจ ฝักใฝ่
๔. วิมงั สา ใชป้ ญั ญาพจิ ารณาสอบสวน
พระธรรมปฏิ ก
อทิ ธบิ าท ๔ คอื สตู รสําเร็จของชีวิตตามที่พระพทุ ธเจา้ ตรัส
ไวว้ า่ จติ เป็นรากฐานของสิ่งทง้ั หลาย จิตประเสริฐกว่าสิ่งท้ังหลาย
สิ่งท้ังหลายสาํ เร็จไดด้ ว้ ยจติ เพราะฉะนน้ั ความสาํ เรจ็ จึงอยทู่ ใ่ี จ
ไมว่ ่าเราจะต้องการอะไร หากเราตงั้ ใจกาํ หนดจิตไว้มนั่ คง ทกุ สงิ่
จะสาํ เรจ็ ไดด้ ังใจ

อทิ ธิบาท ๔ หมายถึง ธรรมอันเปน็ ทางแห่งความสําเรจ็ มี ๔
อยา่ ง คอื

๑. ฉันทะ พอใจในสิ่งนน้ั
๒. วริ ิยะ เพยี รประกอบในส่ิงนัน้
๓. จติ ตะ เอาใจในสงิ่ น้ันโดยไม่วางธุระ
๔. วิมงั สา หมนั่ ตรติ รองพจิ ารณาเหตผุ ลในสิ่งน้ัน

ได้อธิบายว่า คําว่า อิทธิ แปลว่าความสําเร็จ คําว่า บาท นั้น
แปลตามศัพท์ว่า เหตุที่ให้บรรลุถึง เหตุที่ให้ถึง อันได้แก่ปฏิปทาคือ
ทางปฏิบัติ รวมแล้วแปลวา่ ทางแห่งฤทธิ์ หรอื ทางแหง่ ความสําเรจ็

ได้อธิบายว่า อิทธิ แปลว่า ความสําเร็จ และ บาท แปลว่า
ฐาน เชิงรอง ดังนั้น อิทธิบาท จึงแปลว่า รากฐานแห่งความสําเร็จ
ซึ่งมี ๔ อย่างคือ

๑. ฉนั ทะ คอื ความพอใจในฐานะ
๒. วิรยิ ะ คือ ความพากเพยี ร
๓. จิตตะ หมายถึง ความไมท่ อดทง้ิ
๔. วิมังสา หมายถึง ความสอดส่องในเหตุและผลแห่ง
ความสําเรจ็ เกย่ี วกับเร่ืองนั้น ๆ ใหล้ ึกซ้ึงย่งิ ๆ ขึ้นไปตลอดเวลา

อิทธิบาท แปลว่า ธรรมเคร่ืองให้ถึงอิทธิ (ฤทธ์ิหรือ
ความสําเร็จ) หรอื ธรรมทเี่ ป็นเหตุให้ประสบความสําเรจ็ หรือแปล

๗๔

ช่อื ผ้นู าํ เสนอทฤษฎี สรุปแนวคิดทฤษฎี

พระเทพดลิ ก (ระแบบ ฐติ ญา งา่ ย ๆ ว่า ทางแห่งความสําเรจ็
โณ)
อิทธิบาท ๔ คือ คุณธรรมที่จะนําผู้ประพฤติปฏิบัติให้
ประสบความสําเร็จในสิ่งท่ีตนประสงค์ ซ่ึงต้องไม่เหลือวิสัย คือ สิ่ง
ท่ีตนประสงค์น้ันต้องอยู่ในวิสัยที่อาจใช้ความเพียรพยายามทําให้
เกิดขึ้นได้ มิใชเ่ ป็นความเพอ้ ฝนั ที่ไมม่ ีโอกาสจะประสบความสาํ เรจ็

๒.๒.๒ การเจรญิ อิทธิบาท ๔

การเจริญอิทธิบาท ๔๖๖ ในสังคีติสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
ภกิ ษใุ นธรรมวินัยนี้

๑. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร คือสมาธิท่ีเกิดจากฉันทะและ
ความเพียรสรา้ งสรรค์

๒. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร คือสมาธิที่เกิดจากวิริยะและ
ความเพียร สรา้ งสรรค์

๓. เจริญอิทธิบาทท่ีประกอบด้วยจิตตะสมาธิปธานสังขาร คือสมาธิที่เกิดจากจิตตะและ
ความเพยี รสร้างสรรค์

๔. เจริญอิทธิบาทท่ีประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร คือสมาธิท่ีเกิดจากวิมังสาและ
ความเพียรสรา้ งสรรค์

ตารางที่ ๒.๑๗ การเจริญอิทธิบาท ๔

ชอ่ื ผนู้ าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคิดทฤษฎี

พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุท้ังหลายว่า ภิกษุใน
(ในสงั คตี สิ ูตร) ธรรมวินัยน้ี

๑. เจริญอิทธิบาททีป่ ระกอบด้วยฉันทสมาธปิ ธานสังขาร
๒. เจริญอทิ ธิบาททป่ี ระกอบด้วยวิรยิ สมาธิปธานสงั ขาร
๓ .เจริญอทิ ธบิ าทท่ีประกอบดว้ ยจิตตะสมาธปิ ธานสงั ขาร
๔. เจรญิ อิทธบิ าทที่ประกอบดว้ ยวิมังสาสมาธิปธานสงั ขาร

๒.๒.๓ อานสิ งค์ของการเจรญิ อิทธิบาท ๔

ในมหปั ผลสตู ร๖๗ ได้กล่าวว่า ดูกรภกิ ษทุ ้ังหลาย อทิ ธิบาท ๔ เหล่าน้ี อันภิกษุเจรญิ กระทํา
ใหม้ ากแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก ก็อันภกิ ษเุ จริญแลว้ กระทําให้มากแล้ว อย่างไร จึงมผี ลมาก มี
อานสิ งส์มาก? คือ ภิกษใุ นธรรมวินัยน้ี

๖๖ คณาจารย์มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ธรรมะภาคปฏิบัติ ๕, (กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๘๑.

๖๗ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๑๓๗-๑๑๔๖/๓๙๔ -๓๙๕.

๗๕

๑. เจริญอิทธิบาทท่ีประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขารดังนี้ว่า ฉันทะของเราจักไม่ย่อ
หย่อนเกนิ ไป ไม่ต้องประคบั ประคองเกินไป ไม่หดหูใ่ นภายใน ไมซ่ ่านไปในภายนอก และมีความหมาย
รู้ว่า เบ้ืองหน้าและเบ้ืองหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบื้องหลังเหมือนเบื้องหน้า เบ้ืองหน้าเหมือน
เบ้ืองหลัง เบ้ืองบนเหมือนเบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบ้ืองบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวัน
เหมอื นกลางคนื มีใจสงดั ไม่มีเคร่อื งร้อยรดั อบรมจติ ให้สวา่ งอยู่

๒. เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร ดังน้ีว่า วิริยะของเราจักไม่ย่อ
หยอ่ นเกนิ ไป ไม่ตอ้ งประคับประคองเกินไป ไม่หดห่ใู นภายใน ไม่ซ่านไปในภายนอก และมคี วามหมาย
รู้ว่า เบื้องหน้าและเบ้ืองหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบ้ืองหลังเหมือนเบื้องหน้า เบ้ืองหน้าเหมือน
เบ้ืองหลัง เบ้ืองบนเหมือนเบื้องล่าง เบ้ืองล่างเหมือนเบื้องบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวัน
เหมือนกลางคนื มใี จสงดั ไม่มเี คร่ืองรอ้ ยรัด อบรมจติ ให้สว่างอยู่

๓. เจริญอิทธิบาทท่ีประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ดังนี้ว่า จิตตะของเราจักไม่ย่อ
หย่อนเกนิ ไป ไม่ต้องประคบั ประคองเกินไป ไมห่ ดหู่ในภายใน ไม่ซา่ นไปในภายนอก และมีความหมาย
รู้ว่า เบ้ืองหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบ้ืองหลังเหมือนเบ้ืองหน้า เบ้ืองหน้าเหมือน
เบื้องหลัง เบื้องบนเหมือนเบ้ืองล่าง เบ้ืองล่างเหมือนเบ้ืองบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวัน
เหมือนกลางคนื มีใจสงัด ไม่มีเคร่ืองรอ้ ยรัด อบรมจติ ให้สวา่ งอยู่

๔. เจริญอิทธิบาทท่ีประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขารดังน้ีว่า วิมังสาของเราจักไม่ย่อ
หยอ่ นเกินไป ไม่ต้องประคบั ประคองเกินไป ไม่หดหใู่ นภายใน ไมซ่ ่านไปในภายนอก และมคี วามหมาย
รู้ว่า เบ้ืองหน้าและเบื้องหลังอยู่ คือ มีความหมายรู้ว่าเบื้องหลังเหมือนเบื้องหน้า เบื้องหน้าเหมือน
เบ้ืองหลัง เบ้ืองบนเหมือนเบ้ืองล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบน กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวัน
เหมือนกลางคนื มีใจสงัด ไมม่ เี ครอ่ื งร้อยรัด อบรมจิตใหส้ วา่ งอยู่

ภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ ประการที่ภิกษุเจริญอย่างนี้แล ทําให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผล
มาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออิทธิบาท ๔ ประการที่ภิกษุเจริญอย่างน้ีแล ทําให้มากแล้ว
อย่างน้ี ภิกษุย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ฯลฯ ใช้อํานาจทางกาย
ไปจนถงึ พรหมโลกกไ็ ด้ ภิกษุทง้ั หลาย เม่อื อิทธบิ าท ๔ ประการนี้ทีภ่ ิกษเุ จริญอย่างนแี้ ล ทําให้มากแล้ว
อย่างน้ี ภิกษุจึงทําให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะส้ินไปด้วยปัญญาอันย่ิง
เองเข้าถงึ อยใู่ นปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในพระไตรปิฎกยังมีการกล่าวถึงอานิสงค์ ๗ ประการ๖๘ ท่ีเกิดจากการเจริญ
อิทธิบาท ๔ ดงั นี้

๑. จะไดบ้ รรลอุ รหัตตผลทันทีในปัจจบุ ัน
๒. หากไมไ่ ด้บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบนั จะได้บรรลใุ นเวลาใกลต้ าย
๓. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปริ
นิพพายี

๖๘ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๘๓๘/๔๑๗.

๗๖

๔. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปริ
นพิ พายี

๕. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปริ
นพิ พายี

๖. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปริ
นพิ พายี

๗. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุ ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโต
อกนิฏฐคามี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป

ตารางท่ี ๒.๑๘ อานิสงคข์ องการเจริญอทิ ธิบาท ๔

ช่ือผ้นู าํ เสนอทฤษฎี สรปุ แนวคิดทฤษฎี
พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้
(ในมหปั ผลสตู ร) ภิกษุท้ังหลาย อิทธิบาท ๔ ประการที่ภิกษุเจริญอย่างนี้แล
ทําให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุทั้งหลาย
พระสัมมาสัมพุทธเจา้ เม่ืออิทธิบาท ๔ ประการท่ีภิกษุเจริญอย่างนี้แล ทําให้มากแล้ว
(ในพระไตรปฎิ ก) อย่างน้ี ภิกษุย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็น
หลายคนก็ได้ฯลฯ ใช้อํานาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ ภิกษุ
ท้ังหลาย เม่ืออิทธิบาท ๔ ประการนี้ที่ภิกษุเจริญอย่างน้ีแล ทําให้
มากแล้วอย่างนี้ ภิกษุจึงทําให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มี
อาสวะ เพราะอาสวะส้ินไปด้วยปัญญาอันย่ิงเองเข้าถึงอยู่ใน
ปจั จุบนั

อานิสงค์ ๗ ประการ ทเ่ี กดิ จากการเจริญอิทธบิ าท ๔ ดงั นี้
๑. จะได้บรรลุอรหตั ตผลทนั ทใี นปัจจบุ นั
๒. หากไม่ได้บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน จะได้บรรลุในเวลา
ใกล้ตาย
๓. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้
เปน็ พระอนาคามผี ้อู ันตราปรนิ พิ พายี
๔. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้
เปน็ พระอนาคามผี อู้ ุปหัจจปรินพิ พายี
๕. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้
เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรนิ ิพพายี
๖. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุก็จะได้
เปน็ พระอนาคามีผู้สสงั ขารปรนิ พิ พายี
๗. หากในปัจจุบันและในเวลาใกล้ตายยังไม่ได้บรรลุ ก็จะได้
เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะโอรัมภาคิย
สงั โยชน์ ๕ ประการสน้ิ ไป

๗๗

จากการทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวข้อง พอสรุปได้ว่า การเจริญอิทธิบาท ๔ นี้ เป็นธรรมท่ีทํา
ให้บุคคลผู้ปฏิบัติในอิทธิบาท ๔ สามารถบรรลุเข้าถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ การ
บรรลุอรหัตตผลเข้าสู่พระนิพพานได้ในปัจจุบัน ดังปรากฏในคังคาเปยยาลวรรค ซึ่งพระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม่น้ําคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน หลากไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉัน
ใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เม่ือเจริญอิทธิบาท ๔ ประการ ทําอิทธิบาท ๔ ประการให้มากย่อมน้อม
ไปส่นู พิ พาน โน้มไปส่นู พิ พาน โอนไปสู่นิพพานฯ อย่างนี้แล”๖๙

ซ่ึงนอกจากอิทธิบาท ๔ จะมีประโยชน์ในทางธรรมเป็นอย่างยิ่งแล้ว ยังสามารถนํามา
ปฏิบัติเพื่อให้เกดิ ประโยชนใ์ นทางโลกไดอ้ กี ด้วย ไม่วา่ จะเป็นการเรยี น การทํางาน การบริหารงานของ
องค์กร การจัดต้ังโครงการของภาครัฐ หรือการดําเนินงานใดๆก็ตามแต่ ล้วนต้องอาศัยหลักอิทธิบาท
๔ เปน็ แนวทางในการปฏิบตั เิ พ่ือใหเ้ กิดความสาํ เร็จตามเป้าหมายท่ีวางไว้ แมแ้ ต่การมสี ่วนรว่ มทางการ
เมืองของประชาชนกไ็ มเ่ ป็นขอ้ ยกเวน้ ทจ่ี ะนาํ หลกั อิทธบิ าท ๔ มาใช้ กล่าวคือ

๑. ฉันทะ ประชาชนต้องมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องการเมือง รวมถึงสิทธิเสรีภาพของ
ตนเองที่จะสามารถแสดงออกได้ตามกฎหมาย และไม่ควรเห็นว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นเพียง
หน้าที่ที่ควรกระทําของคนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง โดยฉันทะน้ีนับว่าเป็นก้าวแรกของการมีส่วนร่วมทางการ
เมอื ง

๒. วิริยะ ประชาชนต้องมองเห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นสิ่งท่ีควรปฏิบัติ และ
ควรเข้าร่วมเพื่อแสดงถึงสิทธิของตน มีความมีมุ่งม่ันในอุดมการณ์ของตนเอง เช่น เม่ือมีการเลือกต้ัง
ต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกผู้แทนท่ีตนเองเห็นชอบ โดยไม่เห็นแก่ความยากลําบากใน
การเดินทาง และไมเ่ หน็ แกเ่ งนิ สินบนจากการซือ้ สทิ ธ์ขิ ายเสียง เปน็ ต้น

๓. จิตตะ ประชาชนต้องมีใจที่จดจ่อในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ทั้งในด้านการรับ
ข่าวสาร การคดิ วิเคราะห์ และการมสี ว่ นร่วม รวมไปถึงการมคี วามรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่ทอดธรุ ะ
วา่ ไม่ใชเ่ รอ่ื งของตน ธรรมมะข้อนเี้ ป็นสิ่งสําคญั ทท่ี ําให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน

๔. วิมังสา ประชาชนต้องมีการคิดพิจารณาอย่างรอบครอบถึงผลดีผลเสียจากการเข้าไปมี
ส่วนร่วมทางการเมือง โดยใช้วิจารณญาณอย่างรอบรู้และรอบคอบ และทบทวนการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองท่ีตนเองได้เข้าร่วมนั้นว่ามีประโยชน์อย่างไร มีผลดีผลเสียอย่างไร เพื่อนําไปสู่แนวทางใน
การปรับปรงุ แกไ้ ขใหด้ ียง่ิ ขน้ึ ขน้ึ อนั จะนาํ มาสู่ความสําเร็จตามจดุ มุ่งหมายทวี่ างไว้

จะเห็นได้ว่า อิทธิบาท ๔ เป็นธรรมะท่ีเป็นแนวทางในการสร้างความสําเร็จตั้งแต่ข้ันเริ่มต้น
คือ ต้องมีความพึงพอใจหรือสนใจในเรื่องน้ัน ๆ ไปสู่ข้ันลงมือปฏิบัติท่ีต้องมีความเพียรพยายามไม่ย่อ
ท้อต่อการการงานที่ตนสนใจอย่างมุ่งม่ันและเอาใจใส่ ไปจนถึงข้ันสรุปผล คือ การทบทวนการ
ปฏิบัติงานว่าเป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียและข้อผิดพลาดที่ควรปรับปรุงอย่างไร จึงนับได้ว่า อิทธิบาท ๔
เป็นหลักธรรมทนี่ าํ พาใหป้ ระสบความสําเรจ็ ในการงานอย่างแทจ้ ริงทั้งในทางโลกและทางธรรม

๖๙ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๘๔๕-๘๔๖/๔๒๕.

๗๘

๒.๓ ขอ้ มลู บริบทเรอ่ื งทว่ี ิจัย

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบระหว่างการรับมือโรคไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish
Flu) ท่ีเกิดขึ้นปลายสงครามโลกครั้งท่ี ๑ ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๑๘ - ๑๙๑๙ ซ่ึงมีผู้ติดเชื้อราว ๕๐๐ ล้าน
คนทั่วโลก และคร่าชีวิตคนไปราว ๕๐-๑๐๐ ล้านคน กับโรคโควิด-๑๙ ท่ีมีผู้ติดเช้ือแล้วมากกว่า ๓ ล้าน
คน และเสียชีวิตไปแล้วมากกวา่ ๒ แสนคน (ข้อมูล ณ ๒๙ เม.ย. ๒๐๒๐) โรคทง้ั สองมีสาเหตมุ าจากไวรัส
เหมือนกัน แต่ไวรัสท่ีเป็นต้นเหตุไข้หวัดใหญ่สเปนอยู่ในวงศ์ออร์โธมิกโซไวริดี (Orthomyxoviridae)
ในขณะที่ไวรัส SAR-CoV-๒ ที่เป็นสาเหตุของโรคโควดิ -๑๙ อยู่ในวงศ์โคโรนาไวริดี (Coronaviridae) แต่
ทงั้ ค่มู ีสารพันธกุ รรมแบบ RNA เหมือนกนั ซ่ึงไวรัสที่มีสารพันธุกรรมแบบนจ้ี ะมกี ารกลายพนั ธ์ุไดง้ ่ายกว่า
ไวรัสในวงศ์ต่าง ๆ ท่ีมีสารพันธุกรรมแบบ DNA โดยสําหรับโควิด-๑๙ น้ัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็น
ผู้สูงอายุ (ในประเทศไทยอาจเป็นข้อยกเว้น คือเป็นพวกวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ท่ีไปอยู่ในท่ีชุมนุมที่มีผู้ป่วย
แบบไม่รู้ตัวท่ีเป็น ‘ซูเปอร์สเปรเดอร์’ อยู่) ส่วนเด็กไม่ค่อยจะเสียชีวิต สําหรับวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ท่ี
ภมู ิคุ้มกันตอบสนองรุนแรงก็มรี ายงานอยู่ไม่มาก๗๐

ส่วนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกประจําประเทศไทยในการช่วยให้
ประเทศไทยสามารถรับมือกบั โรคระบาดคร้งั นี้ ประกอบด้วย

๑. จํากัดการแพร่เชื้อจากคนสู่คน รวมถึงลดการติดเชื้อทุติยภูมิในกลุ่มบุคคลที่สัมผัส
ใกล้ชิดกันและผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ป้องกันการลุกลามของการแพร่เช้ือ และป้องกันการแพร่
ระบาดของเชอื้ ทงั้ ในและนอกประเทศไทย

๒. ระบุ แยก และดูแลผู้ป่วยในระยะเริ่มต้น รวมถึงให้การดูแลท่ีดีท่ีสุดสําหรับผู้ป่วยท่ีติด
เชอ้ื

๓. ให้ความกระจ่างในประเด็นที่ยังคลุมเครือ เช่น ความรนุ แรงของโรคต่อผู้ป่วย ขอบเขต
ของการแพร่เชื้อและการติดเชื้อ แนวทางต่าง ๆ ในการรักษา และเร่งพัฒนาการวินิจฉัย การรักษา
และวคั ซนี

๔. สื่อสารไปยังชุมชนเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเส่ียงท่ีสําคัญและเหตุการณ์ต่าง ๆ และ
โต้แย้งข้อมูลท่ผี ิด

๕. ลดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจให้เหลือน้อยที่สุดผ่านการร่วมมือกับหลายภาค
สว่ น

การเตรียมความพรอ้ มและการรบั มอื สิ่งทป่ี ระเทศไทยกําลงั ดาํ เนนิ การ ไดแ้ ก่
๑. ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการตรวจหาผู้ติดเช้ือ ประเมินความเส่ียง สอบสวนโรค
การวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการ การบริหารทาง การแพทย์การควบคุมและป้องกันการติดเช้ือ และการ
สือ่ สารเรอ่ื งความเสี่ยง

๗๐ นําชัย ชีววิวรรธน์, หนึ่งร้อยปีของการระบาดใหญ่ ส่ิงท่ีต่างออกไปคือ...ความหวัง?, [ออนไลน์].
แหล่งท่ีมา: https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/0908?utm_source=category&utm_medium=
internal_referral [๕ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๗๙

๒. ประเทศไทยได้ปรบั ปรุงแผนความพรอ้ มแหง่ ชาตใิ นการรับมอื โรคระบาดไขห้ วัดใหญ่
๓. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ด้วยการสนับสนุนจาก WHO ได้ให้ความ
ช่วยเหลอื ประเทศอ่ืน ๆ ในการตรวจสอบตัวอย่างตามที่มีการรอ้ งขอ
๔. ผู้ท่ีเดินทางมายังประเทศไทยโดยท่ีก่อนหน้าน้ีได้เดินทางไปยังพ้ืนที่ท่ีได้รับผลกระทบ
จะได้รับข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขทันทีที่ มาถึงประเทศไทยเกี่ยวกับวิธีรายงานอาการป่วยการ
ต่าง ๆ ต่อกรมควบคุมโรคผ่านสายดว่ น ๑๔๒๒
๕. กระทรวงสาธารณสุขยังได้แนะนําให้ใช้เครื่องมือออนไลน์สําหรับการรายงานด้วย
ตนเอง ซงึ่ มใี หบ้ ริการท้งั ในภาษาไทย องั กฤษ และจนี สามารถเขา้ ถึงได้

สงิ่ ท่ี WHO กาํ ลงั ดําเนินการในประเทศไทย ไดแ้ ก่
๑. องค์การอนามัยโลกประจําประเทศไทยติดต่อกับรัฐบาลไทยโดยตรงอย่างสมํ่าเสมอ
ผ่านกระทรวงสาธารณสุข แบ่งปันข้อมูลกับรัฐบาล พัฒนาการท่ีสําคัญอื่น ๆ ตลอดจนแนวทางและ
การปรับปรงุ ต่าง ๆ
๒. WHO สนับสนุนการรับมือต่อโรคระบาดของหน่วยงานสหประชาชาติในระดับที่กว้าง
ข้ึน และให้ข้อมูลและคําแนะนําที่เก่ียวข้องกับเจ้าหน้าท่ีในเครือข่ายของสหประชาชาติในประเทศ
ไทย๗๑

จะเห็นได้ว่า การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ จําเป็นต้องอาศัย
การมีส่วนร่วมของประชาชน ท่ีมีความสอดคล้องกับมาตรการและการดําเนินงานของภาครัฐ เพ่ือ
ป้องกันและจํากัดการแพร่กระจายของโรคอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลอย่างเต็มที่ รวมถึง
การตรวจหาผู้ติดเช้ือที่ต้องอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างสูง ซึ่งการ
ควบคุมโรคจะเป็นไปไม่ไดเ้ ลยหากประชาชนไม่ใหค้ วามรว่ มมอื ตามมาตรการที่กาํ หนดไว้

๒.๔ งานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ ง

๒.๔.๑ งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วข้องกบั การมสี ว่ นร่วมทางการเมอื ง

เปรมศักด์ิ แก้วมรกฎ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
วยั รุ่นในสังคมพหุวัฒนธรรม : กรณีศกึ ษาอําเภอเทพา จังหวัดสงขลา” โดยได้ศึกษาลักษณะการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองของวัยรุ่นในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักและการ
สัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลท่ีสําคัญ และทําการตรวจสอบข้อมูลโดยใช้เทคนิค สามเส้า
วิเคราะห์โดยใช้การตีความตามสภาพบริบท ผลการวิจัยพบว่า ด้านลักษณะการเข้าไปมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของวัยรุ่นจะเป็นไปในรูปแบบของการพูดคุยเรื่องการเมือง แต่ที่เป็นหลักคือการไป
เลือกตั้งโดยส่วนใหญ่ไปใช้สิทธิเลือกต้ังเพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่สําคัญ ด้านลักษณะการมีส่วนร่วม

๗๑ องค์การอนามัยโลกประจําประเทศไทย, เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกประจํา
ประเทศไทย, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: https://www.who.int/docs/default-source/searo/thailand/2020-03-
19-tha-sitrep-26-covid19-th-final.pdf?sfvrsn=5b88c757_0 [๕ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๘๐

ทางการเมืองที่วัยรุ่นพึงประสงค์ ได้แก่ ๑. ต้องการพื้นท่ีเพื่อใช้ในการแสดงออกทางการเมือง ๒. การ
เลือกต้ัง ๓. มีส่วนร่วมในการเลือกผู้ปกครองระดับท้องถิ่นด้วยตนเอง แนวทางการเสริมสร้างการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองของวัยรุ่น ได้แก่ ๑. ครอบครวั ปลกู ฝังจติ สํานึกการเมือง ๒. โรงเรียน ใหค้ วามรู้
เกีย่ วกับการเมือง ๓. ชมุ ชน ต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองขึ้นมา ๔. ศาสนา ต้องปลูกฝงั เรื่องความ
ดีหรือสิ่งที่ควรประพฤติ ๕. หน่วยงานทางการปกครองมีส่วนสําคัญ เพราะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ
โดยตรง ปัญหาและอุปสรรคสําคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของวัยรุ่น ได้แก่ ๑. การศึกษา ที่ยัง
ไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะใน หมู่บ้านที่ห่างไกล ๒. วัยรุ่นติดยาเสพติดจนทําตัวนิ่งเฉยเร่ืองบ้านเมือง
๓. สภาพเศรษฐกิจครอบครัว รายได้ไม่พอเล้ียงชีพ ทําให้วัยรุ่นสนใจแต่เรื่องปากท้องและทํางาน ๔.
การพนันฟุตบอลแพร่หลาย ๕. เกรงกลัวอันตราย จนไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆทาง
การเมือง เพราะกลวั จะตกเปน็ เปา้ หมายของฝา่ ยตรงขา้ ม๗๒

คงฤทธ์ิ กุลวงษ์ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขต
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตําบลหนองบ่อ อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม” ผลการวิจัย พบว่า การมสี ่วนร่วม
ทางการเมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตําบลหนองบ่อ โดยรวมและรายด้านอยู่ใน
ระดบั มาก คอื ด้านข้อมูลข่าวสาร กลา่ วคือ ประชาชนมีความสนใจในข้อมูลข่าวสารทางการเมอื งน้อย
ด้านแสดงความคิดเห็น กล่าวคือ ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองน้อย ด้านการตัดสินใจ
กล่าวคือ ประชาชนมีทัศนคติเกี่ยวกับผู้นํา และการมีร่วมในการรับผลประโยชน์ทางการเมืองน้อย
และด้านการติดตามตรวจสอบ กล่าวคือ ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบนโยบายของ
พรรคการเมืองและนกั การเมอื งนอ้ ย๗๓

ฐานิตา เฉลิมช่วง ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชน ในระดบั เทศบาล จังหวัดฉะเชงิ เทรา” ผลการวิจัยพบว่า

๑. ปัจจัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด มี
ค่าเฉลี่ย ๔.๒๒ เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ใน
ระดับมากท่ีสุด มีค่าเฉลี่ย ๔.๔๘ รองลงมา คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ย ๔.๓๙
ปัจจัยด้านบุคคล มีค่าเฉลี่ย ๔.๐๓ และปัจจัยด้านสิ่งเร้าทางการเมืองอยู่ในระดับน้อยท่ีสุด มีค่าเฉล่ีย
๓.๙๙ ตามลําดับ

๒. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย
๓.๓๑ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ๔.๓๖

๗๒ เปรมศักด์ิ แก้วมรกฎ, “วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของวัยรุ่นในสังคมพหุวัฒนธรรม :
กรณีศึกษาอําเภอเทพา จังหวัดสงขลา”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การ
พฒั นา, (บณั ฑติ วทิ ยาลัย: สถาบันบณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร,์ ๒๕๖๐), บทคดั ยอ่ .

๗๓ คงฤทธิ์ กุลวงษ์, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตําบลหนอง
บ่อ อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์,
(บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยนครพนม, ๒๕๖๑), บทคดั ยอ่ .

๘๑

รองลงมา คือ ด้านการติดต่อเป็นการเฉพาะ มีค่าเฉล่ีย ๓.๘๙ ด้านการร่วมกิจกรรมของชุมชน มี
คา่ เฉล่ีย ๒.๘๑ และดา้ นการรณรงค์หาเสยี งเลือกต้ังอยู่ในระดับน้อยท่สี ดุ มีคา่ เฉล่ยี ๒.๑๖ ตามลําดับ

๓. ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระดับเทศบาลจังหวัด
ฉะเชิงเทรามากที่สุด คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางการเมือง พบว่าการไปใช้สิทธิเลือกต้ังของ
ประชาชนเป็นหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ในระดับมากที่สุดรองลงมา คือ ปัจจัยด้านสิ่งเร้าทางการเมือง
พบว่าข้อมูลข่าวสารจากเทศบาลและผู้นําท้องถิ่นส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ใน ระดับ
มากที่สุด รองลงมา คือ ปัจจัยด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคม พบว่า ค่านิยมเก่า เร่ืองทําตาม
คําส่ัง ยึดระเบียบ เคารพอาวุโส มีความจงรักภักดีถูกต้องอยู่แล้วไม่ควรเปล่ียนแปลงอยู่ในระดับมาก
ที่สุดและปัจจัยสุดท้ายคือ ปัจจัยด้านบุคคล พบว่า บุคคลรอบข้างมีอิทธิพลต่อความสนใจเก่ียวกับ
การเมอื งทอ้ งถิน่ ของผตู้ อบแบบสอบถามอยู่ในระดบั มากท่สี ุด๗๔

บุศรา โพธิสุข ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถ่ินของประชาชนตําบล
ช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่” ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถ่ินของ
ประชาชนโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉล่ีย เท่ากับ ๒.๘๖ ซึ่งสามารถเรียงตามลําดับจาก
มากไปน้อย ได้ดังนี้ ด้านหลักอปริหานิยธรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉล่ีย
เท่ากับ ๓.๒๗ ด้านการร่วมรณรงค์การเมืองท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลางค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๘๖ ด้าน
การตัดสินใจทางการเมืองอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๗๒ และด้านการดําเนินการเลือก
ต้ังอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๒.๕๙ ตามลําดับ การศึกษาการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่าอายุและการศึกษาประชาชนมี
ส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นแตกต่างกันส่วนเพศและสถานภาพประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง
ท้องถิ่นไม่แตกต่างกันเมื่อจําแนกตามปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจพบว่าอาชีพรายได้ต่อเดือนและ
ตําแหน่งหนา้ ทใ่ี นชมุ ชน ประชาชนมีสว่ นรว่ มทางการเมืองทอ้ งถิ่นแตกตา่ งกนั

ในส่วนของปัญหา พบวา่ ประชาชนยังมกี ารปลกู ฝังในระบบอปุ ถัมภ์อยู่ มกี ารแบ่งกลมุ่ ไม่
ค่อยมีส่วนร่วมทางการเมืองส่วนใหญ่ จะมีส่วนร่วมเฉพาะช่วงเลือกต้ังและการประชาสัมพันธ์เลือกต้ัง
ยังไม่ครอบคลุมพ้ืนท่ีแนวทางแก้ไขปัญหาควรปลูกฝังให้ประชาชนมีแนวคิดที่เป็นประชาธิปไตยให้
ตระหนักในการใช้สิทธิเลือกต้ังเพ่ือสังคมและประโยชน์ของส่วนร่วม ควรมีการรณรงค์ให้ความเข้าใจ
ตอ่ การมีสว่ นรว่ มทางการเมืองมากย่ิงข้นึ และควรประชาสมั พนั ธ์การเลือกต้งั ใหค้ รอบคลมุ พ้นื ที่๗๕

๗๔ ฐานิตา เฉลิมช่วง, “ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในระดับเทศบาล
จังหวัดฉะเชิงเทรา”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ราชนครนิ ทร์, ๒๕๕๙), บทคดั ยอ่ .

๗๕ บุศรา โพธิสุข, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถ่ินของประชาชน: ศึกษาเฉพาะกรณี ตําบล
ช้างเผือก อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม่”, พิฆเนศวรส์ าร, ปที ี่ ๑๒ ฉบบั ท่ี ๑ (มกราคม-มิถนุ ายน ๒๕๕๙): ๑๕๔.

๘๒

ปวีณา วีรยางกูร ได้ศึกษาวิจัยเรอื่ ง “การมีส่วนรว่ มของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น :
กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตําบลอ้อมเกร็ด อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี” ผลการวิจัยพบว่า
๑) ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ ๔๖–๕๙ ปี ระดับการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพ
เกษตรกรรม รายได้ (ต่อเดือน) ๕,๐๐๐–๑๐,๐๐๐ บาท ระยะเวลาท่ีอาศัยในพ้ืนท่ี ๓๖–๕๐ ปี การ
รับรู้ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับการพัฒนาท้องถิ่น คือ การพูดคุยสนทนา ๒) ระดับการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนอยู่ในระดับน้อย และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการ
มีส่วนร่วมในการดําเนินกิจกรรม ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล อยู่ในระดับน้อย
๓) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชนที่มี อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาท่ีอาศัยในชุมชน
โดยภาพรวม ไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ส่วนประชาชนท่ีมี เพศ
อาชีพ รายได้ และช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยภาพรวม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถติ ิที่ระดบั ๐.๐๕๗๖

กุสุมา เขียวเพกา ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนรว่ มในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชน
ในองคก์ ารบริหารสว่ นตําบลร่อนทอง อําเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ผลการวิจัยพบว่า
กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถ่ิน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีส่วนร่วมในการ
รับผลประโยชน์อยู่ในระดบั มากเปน็ อันดบั แรก รองลงมาคือ มีส่วนรว่ มในการปฏบิ ัติ มสี ่วนร่วมในการ
ประเมิน อยู่ในระดับมาก และมีส่วนร่วมในการวางแผนอยู่ในระดับปานกลาง ตามลําดับ และมีส่วน
ร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาท้องถ่ินในระดับปานกลาง สําหรับผลการทดสอบ
สมมติฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพต่างกัน มีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถ่ินแตกต่างกันอย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้แต่กลุ่มตัวอย่างท่ีมีเพศอายุ ระดับ
การศึกษา และรายได้เฉล่ียต่อเดือนที่ต่างกัน มีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถ่ินไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่
เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ นอกจากน้ันยังพบว่า การรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาท้องถิ่นของ
ประชาชนมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลางกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น
องค์การบริหารส่วนตําบลร่อนทอง อําเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างมีนัยสําคัญทาง
สถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ซึง่ เป็นไปตามสมมตฐิ านท่ตี ั้งไว้๗๗

ธีรเดช อรณุ นพรตั น์ ได้ศกึ ษาวจิ ยั เร่ือง “การมีส่วนรว่ มทางการเมอื งของประชาชนในเขต
เทศบาลตําบลพนมสารคาม อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชงิ เทรา” ผลการวจิ ัยพบว่า ประชาชนใน
เขตเทศบาลตําบลพนมสารคาม อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการส่วนร่วมทางการเมือง

๗๖ ปวีณา วีรยางกูร, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น : กรณีศึกษาองค์การบริหาร
ส่วนตําบลอ้อมเกร็ด อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐ
ประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, ๒๕๕๔), บทคัดย่อ.

๗๗ กุสุมา เขียวเพกา, “การมีส่วนรว่ มในการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในองคก์ ารบริหารสว่ นตําบล
รอ่ นทอง อําเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ”์ , วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร,์ ๒๕๖๐), บทคดั ยอ่ .

๘๓

อยู่ในระดับตํ่า จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน มีผลต่อการมี
ส่วนร่วมทางการเมือง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ส่วนระดับการศึกษา ไม่มีผลต่อการมี
ส่วนรว่ มทางการเมอื ง อย่างมนี ยั สําคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ ๐.๐๕๗๘

ฐิติมา อุดมศรี ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วน
ท้องถ่ิน : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตําบล ในคลองบางปลากด อําเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัด
สมุทรปราการ” ผลการวิจัยพบว่า ๑) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น
ขององค์การบริหารส่วนตําบลในคลองบางปลากด อยู่ในระดับปานกลาง ๒) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์
ตอ่ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ินขององค์การบรหิ ารส่วนตําบลในคลองบาง
ปลากด อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<๐.๐๕) ได้แก่ อายุ อาชีพ รายได้ สถานภาพครอบครัว การรับรู้
ข่าวสาร และระยะเวลาในการอาศัยในพ้ืนท่ี ๓) ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนคือ องค์การปกครองส่วนท้องถ่ินฯ ควรเร่งรัดหามาตรการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน โดยคํานึงถึงการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสให้กลุ่มประชาชนท่ีมีข้อจํากัดใน
ด้านเวลา อาชพี รายได้ มีโอกาสเข้ามาส่วนร่วมกับองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น ด้วยการสร้างแรงจงู ใจ
การให้ข้อมูลข่าวสารในทุกรูปแบบ เพ่ือให้ประชาชนรับรู้ในสิทธิ คุณค่า ผลประโยชน์ และมีโอกาสมี
ส่วนร่วมเพม่ิ มากขึน้ ๗๙

ณรงค์ พึ่งพานิช ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ของประชาชนในจังหวัดตาก” ผลการวิจัยพบว่า ๑) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมา ระดับการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสูง ๒) ปัจจัยความเสมอภาคทางสังคมและทางการเมือง
มีค่าเฉลี่ยสูดสุด รองลงมา คือ ปัจจัยการให้รางวัล ๓) เพศที่แตกต่างกัน มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองในระบอบประชาชนในจังหวัดตาก ไม่แตกต่างกัน ส่วนอายุ ระดับการศึกษา รายได้ และอาชีพ ที่
แตกต่างกัน มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก
แตกต่างกัน ๔) ทุกพฤติกรรมทางการเมือง มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยของประชาชนในจงั หวัดตาก อย่างมีนัยสาํ คญั ทางสถิติ ณ ระดับความเชอ่ื ม่ัน ๐.๐๑๘๐

๗๘ ธรี เดช อรุณนพรัตน์, “การมสี ่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลพนมสารคาม
อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา”, วารสารรัฐศาสตร์ปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ปีท่ี ๕ ฉบับท่ี
๒ (กรกฎาคม–ธนั วาคม, ๒๕๖๑): ๗๕.

๗๙ ฐิติมา อุดมศรี, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาองค์การ
บริหารส่วนตําบล ในคลองบางปลากด อําเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ”, สารนิพนธ์รัฐประศาสน
ศาสตรม์ หาบณั ฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั สยาม, ๒๕๕๕), บทคัดยอ่ .

๘๐ ณรงค์ พ่ึงพานิช, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัด
ตาก”, วิทยานิพนธร์ ัฐประศาสนศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ , (บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั ชินวัตร, ๒๕๖๒), บทคดั ย่อ.

๘๔

เยาวลักษณ์ จักรคํา ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบล
ชมพู อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่” ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนตําบลชมพูมีส่วนร่วมทางการเมือง
อยูใ่ นระดับมาก โดยรปู แบบการมสี ่วนร่วมทางการเมืองทมี่ ีพฤตกิ รรมการแสดงออกมากท่ีสุด คือ การ
ไปใช้สิทธิเลือกต้ัง ส่วนการมีส่วนร่วมทางการเมืองรูปแบบอื่นน้ันอยู่ในระดับรองลงไป ปัญหาและ
ข้อจํากัดของการมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีสําคัญของตําบลชมพู คือ ปัญหาการขาดความสามัคคี เกิด
ความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง, แบ่งพรรคแบ่งพวกเน่ืองจากความคิดเห็นไม่ตรงกัน, ท้องถ่ินกับ
ท้องท่ีไม่ทํางานร่วมกัน ขัดแย้งกัน, บางครั้งมีการปลุกระดมทางด้านความคิดที่ผิดๆให้แก่ชาวบ้าน
เช่น มีการใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งประชาชนบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเร่ือง
เทคโนโลยีและการสื่อสาร เป็นต้น จะเห็นได้ว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความแตกแยกและขัดแย้งกัน
ซึ่งปัญหาน้ีถือเป็นอุปสรรคสําคัญของการร่วมกนพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เพราะ ตราบใดที่สังคม
มีความแตกแยกกัน ก็จะทําให้เกิดการฉุดร้ังการพัฒนาให้ตํ่าลง สังคมประชาธิปไตยมีความแตกต่างได้
แตไ่ ม่ควรมคี วามแตกแยก๘๑

อัมฤตา สารธิวงค์ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของนักศึกษา
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหมห่ ลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๑” ผลการวิจัยพบว่า การ
มีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางคือ มีการ
แสดงการมีส่วนร่วมทางการเมืองบ้างบางคร้ังตามโอกาส และตามความ สะดวกของนักศึกษาและ
คณะที่นักศึกษาไดศ้ ึกษาอยู่ในปัจจุบัน, อาชีพของบิดา, ประสบการณก์ าร เป็นผู้นํา, ชอ่ งทางการรับรู้
ข่าวสาร และคุณสมบัติของผู้ลงสมัครเลือกตั้งที่นักศึกษาพิจารณา มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างมีนัยสําคัญทางสถิต และจากการวิจัยคร้ังน้ียัง
พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีความสนใจในการติดตามข่าวสารสถานการณ์ทางการเมืองอยู่
ในระดับปานกลาง ซึ่งไม่ไดส้ ่งผลต่อการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสาเหตุที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีความสนใจในการติดตามข่าวสาร
สถานการณ์ทางการเมืองเพียงในระดับปานกลาง ก็เน่ืองจากการท่ีนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขาด
ความเข้าใจในบทบาทของตนเองต่อการแสดงการมีส่วนร่วมทางการเมือง, ขาดจิตสํานึกในประโยชนส์ ่
วนร่วม, นักศึกษาเกิดความเบ่ือหน่ายต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวาย, นักศึกษาขาดการสนับสนุน
จากสถาบันการศึกษาครอบครัวขาดโอกาสในการ แสดงออกทางความคิด และขาดการยอมรับจาก
สังคมในลักษณะของการถูกมองว่าเป็นนักศึกษา, นักศึกษามีส่ิงอ่ืนดึงดูดความสนใจ เช่น แฟชั่น เกมส์
ส่ิงอํานวยความสะดวกต่าง ๆ ผู้วิจัยได้ เสนอแนะให้มีการเพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีเน้ือหา
เก่ียวกับบทบาทและการเมืองให้กับนักศึกษาในทุกคณะมากข้ึน, ให้ผู้ปกครองและคณาจารย์ส่งเสริม
สนับสนุน และเปิดโอกาสให้นักศึกษามีการแสดงออกถึงความคิด หรือมีกิจกรรมให้แสดงออกถึงการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองมากข้ึน มีเวทีสาธารณะให้นักศึกษาแสดงออกทางการเมืองโดยเฉพาะการ

๘๑ เยาวลักษณ์ จักรคํา, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตําบลชมพู อําเภอสารภี จังหวัด
เชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยเชียงใหม,่ ๒๕๕๖), บทคดั ย่อ.


Click to View FlipBook Version