The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 - การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE - นายรัฐกูล เสนารา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE

2563 - การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE - นายรัฐกูล เสนารา

Keywords: 2563,การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น,THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN COVID-19 CONTROL MEASURES IN PHU WIANG DISTRICT, KHON KAEN PROVINCE,นายรัฐกูล เสนารา

๘๕

ส่งเสริมให้นักศึกษาร่วมกิจกรรมทางการเมือง กิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้
นักศึกษาเกดิ สํานึกของพลเมอื ง ความเสียสละ และเกิดจติ สาธารณะทีม่ งุ่ ให้ความสําคัญต่อประโยชนส์ ่
วนรวม เพื่อให้นักศึกษาตระหนักเห็นความสําคัญในเร่ืองการเมืองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและออกมาแสดง
บทบาททางการเมอื งเพ่ิมขึน้ ๘๒

เทิดศักด์ิ ยอแสงรัตน์ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ทัศนคติการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
นกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั ราชภัฏภเู ก็ต” ผลการวิจยั พบวา่

๑. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จํานวน ๑๙๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๗ มี
อายุระหว่าง ๑๘–๒๐ ปี จํานวน ๒๔๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๕.๖ มีระดับการศึกษาในชั้นปี ที่ ๔
จํานวน ๑๒๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๒.๐ ศึกษาในวิทยาลัย การท่องเที่ยวนานาชาติจํานวน ๑๕๗ คน
คดิ เป็นรอ้ ยละ ๔๑.๘

๒. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทัศนคติต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ นักศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้าน
ความรู้ความเข้าใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านพฤติกรรม และ ด้านอารมณ์ความรู้สึก มีค่าเฉลี่ย
ตํา่ สดุ

๓. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา มหาวิทยาลัย
ราชภัฏภูเก็ตโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเลือกตั้ง มี
ค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านการเป็นผู้มีบทบาทในชุมชน และด้านการเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
และผู้รณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง มีค่าเฉลี่ยตํ่าสุด ผลการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะใน
การมีส่วนร่วมทางการเมือง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เป็นรายด้าน มีดังน้ี ๑) ด้านการ
เลือกตั้ง คือ บ้านอยู่ต่างจังหวดั บัญชีรายช่ือตกหลน่ มีหน่วยเลือกต้ังไม่เพียงพอต่อจํานวน ประชาชน
มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ระยะเวลาการเลือกต้ังนอกเขตมีน้อย อยู่ในช่วงเรียน หรือสอบไม่สามารถไป
เลือกตั้งได้ ไม่รู้จักผู้ลงสมัคร ๒) ด้านการเป็นเจ้าหน้าที่พรรค การเมืองและผู้รณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง
บางคร้ังให้ข้อมูลไม่ชัดเจนทําให้ขาด ความน่าเช่ือถือ๓) ด้านการเป็นผู้มีบทบาทในชุมชนคือไม่วางตัว
เป็นกลาง ๔) ด้านการติดต่อ กับ ทางราชการมีความล่าช้า ไม่ยิ้มแย้ม ๕) ด้านการเป็นผู้ประท้วง คือ
มกี ารรบั จ้างประท้วง ๖) ดา้ นการเป็นผู้สือ่ ขา่ วสารทางการเมือง คือ ส่อื สารความคิดเหน็ ไมต่ รงกัน๘๓

วิษณุ หยกจินดา ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน
หมู่บ้านทุ่งกร่าง ตําบลทับไทร อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรี” ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่าง ตําบลทับไทร อําเภอโป่งนํ้าร้อน จังหวัดจันทบุรี
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์มีส่วนร่วมในระดับมาก

๘๒ อัมฤตา สารธิวงค์, “การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลังรัฐประหาร
๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๑”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
๒๕๕๒), บทคัดย่อ.

๘๓ เทิดศักด์ิ ยอแสงรัตน์, “ทัศนคติการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ
ภูเกต็ ”, วารสารวชิ าการมหาวทิ ยาลัยราชภัฏภูเกต็ , ปีที่ ๑๓ ฉบับท่ี ๒ (กรกฎาคม–ธนั วาคม, ๒๕๖๐): ๓๗–๓๘.

๘๖

เป็นอันดับแรก รองลงมาด้านการส่วนร่วมในการตัดสินใจการมีส่วนร่วมในระดับมาก ด้านการมีส่วน
ร่วมในการดําเนินงานการมีส่วนร่วมในระดับมาก และสุดท้ายด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล
การมีส่วนรว่ มในระดับนอ้ ย โดยแยกรายละเอียดเป็นรายดา้ นได้ดังนี้

๑) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการมีส่วนร่วมในระดับมาก เนื่องจากประชาชนได้มี
ส่วนร่วมประชุมเพื่อนําเสนอเร่ืองต่าง ๆ ที่มีความจําเป็นในการพัฒนา มีส่วนในการตัดสินใจวางแผน
ขั้นตอนการดําเนินงานของกิจกรรม และมีส่วนร่วมกําหนดแหล่งของทรัพยากรท่ีจะใช้ในกิจกรรม
โครงการพัฒนาชมุ ชน

๒) ด้านการมีส่วนร่วมในการดําเนินงานการมีส่วนร่วมในระดับมาก เน่ืองจากประชาชนมี
ส่วนร่วมออกแรงในการทํากิจกรรมหรอื โครงการเพ่ือพัฒนามีส่วนร่วม สนับสนุนทรัพย์สินเงนิ ทองเพ่ือ
ใช้ในการทํากิจกรรม และมีส่วนร่วมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการทํากิจกรรมพัฒนาชุมชน
หมบู่ ้านทงุ่ กรา่ ง

๓) ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์การมีส่วนร่วมในระดับมาก ซึ่งในความ
คิดเห็นของผู้วิจัยอาจกล่าวได้ว่าการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์มีระดับอยู่ในระดับมาก
เนื่องจากประชาชนมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์จากกิจกรรมโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชน
และได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเองจากการร่วมทํากิจกรรมโครงการพัฒนาชุมชนหมู่บ้านทุ่ง
กรา่ ง เชน่ โครงการสง่ เสริมอาชีพสตรใี นหมบู่ ้าน โครงการฝกึ อบรมอาสาสมคั รปอ้ งกันภยั ฝา่ ยพลเรอื น
(อปพร.) ฯลฯ

๔) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลการมีส่วนร่วมในระดับน้อย เน่ืองจากประชาชน
ยังไม่มีส่วนร่วมสังเกตการณ์การทํางานของผู้รับจ้างภายนอกที่มาทํางานพัฒนา ในชุมชน และยังไม่
คอ่ ยไดม้ ีสว่ นติดตามผลการดําเนินงานของโครงการทเ่ี กยี่ วกบั การพฒั นาต่าง ๆ ในชมุ ชน๘๔

จักรี พรหมแก้ว ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีสอดคล้องกับ
วัฒนธรรมทางการเมอื งแบบประชาธิปไตยของขา้ ราชการทหารบก” ผลการวจิ ัยพบวา่ ๑) ระดบั การมี
ส่วนร่วมทางการเมืองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของข้าราชการ
ทหารบกในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ๒) ปัจจัยส่วนบุคคลของข้าราชการทหารบกพบว่า เพศ
อายุ ระดบั การศึกษา และการไปใชส้ ทิ ธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งลา่ สดุ มคี วามสัมพนั ธ์กับ
ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีสอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ส่วนช้ัน
ยศ สายงานบงั คับบัญชา และสถานภาพการเปน็ สมาชิกพรรคการเมืองไม่มคี วามสัมพันธ์กับระดับการ
มีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีสอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของข้าราชการ
ทหารบก๘๕

๘๔ วิษณุ หยกจินดา, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่าง ตําบลทับไทร
อําเภอโป่งน้าํ รอ้ น จังหวดั จันทบุรี”. วทิ ยานพิ นธร์ ัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการจัดการภาครัฐและ
ภาคเอกชน, (วทิ ยาลยั การบริหารรฐั กิจ: มหาวทิ ยาลัยบรู พา, ๒๕๕๗), บทคัดย่อ.

๘๕ จักรี พรหมแก้ว, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีสอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ
ประชาธิปไตยของข้าราชการทหารบก”, วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-
เมษายน ๒๕๖๒): ๒๕.

๘๗

อํานาจ ศรีพระจันทร์ ได้ศกึ ษาวจิ ัยเรือ่ ง “ปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วน
จังหวัดอุดรธานี ศึกษาเฉพาะอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี” ผลการวิจัยพบว่า ๑) การมีส่วนร่วม
ทางการเมืองในการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
โดยด้านการเป็นฐานคะแนนเสียงและการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังอยู่ในระดับปานกลาง การไปใช้สิทธิ
เลือกต้ังอยู่ในระดับมาก และติดตามกระบวนการเลือกตั้งอยู่ในระดับปานกลาง ๒) ปัจจัยที่มีผลต่อมี
ส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีคือ ปัจจัยภายใน ได้แก่
เพศ อายุระดับ การศึกษา อาชีพ และรายได้เป็นปจั จยั ทีม่ ผี ลตอ่ การเลือกต้ังนายกองค์การบรหิ ารสว่ น
จังหวัดอุดรธานีอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ และปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการเลือกต้ัง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีโดยรวมอยู่ ในระดับปานกลาง โดยพิจารณาเลือกผู้สมัคร
ด้านคุณสมบัติส่วนตัว เป็นผู้มีประสบการณ์ทํางานสูง มีบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ท่ีดีอยู่ในระดับ
มาก ด้านนโยบายผู้สมัครเป็นประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นอยู่ในระดับมาก ด้าน ผลประโยชน์ตอบ
แทนจากการชว่ ยงานประเพณีตา่ ง ๆ ของชาวบ้านสมาํ่ เสมอ และสัญญาว่าจะทําสิ่งตา่ ง ๆ ใหห้ ลังจาก
ไดร้ บั เลือกอยูใ่ นระดับมาก และด้านความสัมพันธส์ ่วนตัว/การอุปถัมภ์ของผสู้ มัครประชาชนเคารพนับ
ถือศรัทธาส่วนตัว ๓) เพศ อายุการศึกษา อาชีพ รายได้มีความสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง
แสดงให้เห็นว่าปัจจัยภายในมีผล ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดอุดรธานี ความสัมพันธ์ส่วนตัว การที่ ผู้สมัครอุปถัมภ์ประชาชนมีผลเชิงบวกต่อการมีส่วน
ร่วมการเลือกตัง้ นายกองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัดอดุ รธานี๘๖

ภูสิทธ์ ขันติกุล ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วม
ทางการเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับตํ่า ส่วนรายด้าน พบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง
เพียง ๒ ระดับเท่านั้นได้แก่ ระดับปานกลาง และต่ํา ซึ่งรายด้านท่ีอยู่ระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านการ
ใช้สิทธิเลือกต้ัง ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง และด้านการสนทนาเรื่องการเมือง ส่วนราย
ด้านที่อยู่ระดับตํ่า ได้แก่ ด้านการชุมนุมทางการเมือง ด้านการติดต่อกับนักการเมือง และด้านการเข้า
รว่ มทํากิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ส่วนปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่
เพศ อายุ และสถานภาพ ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้แก่ อาชีพ การเป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม
บทบาทหนา้ ท่ีในครอบครัว และบทบาทหนา้ ทใี่ นชุมชน ปัจจยั สภาพแวดลอ้ มทางการเมือง ได้แก่ การ
รับรู้ข่าวสารทางการเมือง และการพัฒนาทางการเมือง ปัจจัยทางจิตวิทยาทางการเมือง ได้แก่ ความ
สนใจทางการเมือง พฤติกรรมทางการเมือง และการกล่อมเกลาทางการเมือง ส่วนปัจจัยท่ีสามารถ

๘๖ อํานาจ ศรีพระจันทร์, “ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ศึกษาเฉพาะอําเภอบ้านผือ
จงั หวัดอุดรธานี”, วิทยานพิ นธร์ ัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๕๗) ,
บทคดั ย่อ.

๘๘

พยากรณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีจํานวน ๔ ตัว เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ความ
สนใจทางการเมือง การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ค่านิยมพื้นฐานทางการเมืองแบบประชาธิปไตย
และสภาพแวดล้อมทางการเมือง ส่วนรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิต
กรุงเทพมหานคร พบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นลักษณะลําดับข้ันฐานเจดีย์ ซ่ึงเปรียบ
ได้ว่าการเป็นฐานเจดีย์นั้นทําให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ก่อนส่วนอื่น ๆ มากท่ีสุดและเข้าถึงง่าย
ที่สุด โดยเปรยี บให้เห็นว่ากจิ กรรมทางการเมืองทีป่ ระชาชนมีส่วนรว่ มมากที่สุดและเขา้ ถึงง่ายทส่ี ุด น่ัน
จะเป็นฐานของการสร้างประชาธิปไตย ซึ่งกิจกรรมท่ีประชาชนเข้าถึงมากที่สุด ได้แก่ รูปแบบการมี
สว่ นร่วมทางการเมืองโดยไปเลือกต้ังผู้แทนท้องถิ่น หรือ ส.ส. หรือ ส.ว. น่ันเอง ทั้งนี้ผลการวิจัยยังพบ
ประเด็นที่น่าสนใจคือประชาชนพร้อมท่ีจะเลือกไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ เลย หาก
กิจกรรมทางการเมอื งน้ันไมไ่ ด้มีการบงั คับโดยกฎหมาย๘๗

พิชิต รัชตพิบุลภพ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของทหาร”
ผลการวจิ ยั พบวา่

๑) ระดบั การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของทหาร ในภาพรวมอยู่ ในระดบั ปานกลางและเมื่อ
พิจาณาเป็นรายปัจจัยพบว่า อยู่ในระดับปานกลางเกือบทุกปัจจัย เรยี งคา่ เฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ
ปัจจัยด้านระบบส่วนตัวของบุคคล รองลงมาปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อมทางการเมือง ปัจจัยด้านจิตวิทยา
ส่วนดา้ นการมสี ว่ นร่วมทางการเมอื ง อยู่ใน ระดับนอ้ ย ตามลาํ ดบั

๒) ผลการเปรยี บเทียบการมีสว่ นร่วมทางการเมืองของทหาร พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่
มี อายุ การศึกษา ระดับรายได้ ระดับชั้นยศ และระยะเวลาทํางาน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมี
นัยสําคัญทางสถิตทิ ี่ ๐.๐๕

๓) ตัวแปรที่ส่งผลทางตรงต่อการมี ส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการวิเคราะห์ความถดถอย
เชิงพหุแบบวิธี Step Wise Multiple Regression Analysis มีทั้งหมด ๔ ตัวแปรซึ่งสามารถอธิบาย
ความสมั พนั ธ์ได้ถึงร้อยละ ๗๐.๑

๔) ตวั แปรท่สี ่งผลทางตรงต่อการมีสว่ นร่วมทางการเมอื งจากมากไปหาน้อย คอื แรงจูงใจ
ที่เป็นเรื่องของความรู้สึกและอารมณ์ (Beta= ๐.๔๒๑) และระดับช้ันยศพลทหารกองประจําการ
(Beta= -๐.๔๒๑) การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง (Beta= ๐.๑๕๒) และแรงจูงใจท่ีมีสาเหตุมาจาก
คา่ นยิ ม (Beta=๐.๐๙๕)

๕) ส่วนตัวแปรที่ส่งผลในเชิงบวกได้แก่ แรงจูงใจท่ีเป็นเร่ืองของความรู้สึกและอารมณ์,
การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง, แรงจูงใจท่ีมีสาเหตุมาจากค่านิยมส่วนตัวแปรท่ีส่งผลในเชิงลบได้แก่
ระดบั ชน้ั ยศพลทหารกองประจําการ๘๘

๘๗ ภูสิทธ์ ขันติกุล, “รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร”.
รายงานวิจยั , (กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ ันทา, ๒๕๕๓).

๘๘ พชิ ิต รชั ตพิบุลภพ, “การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของทหาร”, รายงานวิจยั , (นนทบุรี: มหาวทิ ยาลัย
ราชพฤกษ์, ๒๕๕๖).

๘๙

กมล เข็มนาจิตร์ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
ปกครองส่วนท้องถ่ิน ขององค์การบริหารส่วนตําบล จังหวัดเพชรบูรณ์” ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยท่ีมี
ผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ินขององค์การบริหาร ส่วนตําบลจังหวัด
เพชรบูรณ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ สามารถเรียงลําดับค่าเฉล่ียจากมาก
ไปหาน้อย อันดับแรก คือ ความสามัคคีความรู้ความเข้าใจเรอ่ื งการปกครองส่วนทอ้ งถิ่น ความโปร่งใส
การรับรู้ข่าวสาร ความผูกพัน ภาวะผู้นํา ความม่ันคง การเป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม ความรู้สึกถึงการ
เป็นเจ้าของ การวิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถิติถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)สามารถ
ทํานายปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นขององค์การบริหาร
ส่วนตําบลอย่างมนี ัยสําคญั ทางสถิติ ทรี่ ะดบั ๐.๐๑๘๙

เพ่ิมศักด์ิ วรรณย่ิง ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขต
อําเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม” ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ในอําเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า ในภาพรวมประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ใน
ระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = ๓.๔๓) เมื่อเรียงลําดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อยพบว่า มีระดับการมี
ส่วนร่วมอยู่ในระดับมากท่ีสุดในด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (ค่าเฉล่ีย = ๓.๖๐) รองลงมา ด้าน
การเป็นนักกิจกรรมในชุมชน (ค่าเฉล่ีย = ๓.๔๙) ด้านการเป็นผู้สื่อสารทางการเมือง (ค่าเฉล่ีย =
๓.๔๘) ด้านการเป็นผู้รณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง (ค่าเฉลี่ย = ๓.๓๗) ด้านการเป็นผู้ประท้วง (ค่าเฉล่ีย =
๓.๓๓) และด้านการติดต่อกับทางราชการ (ค่าเฉล่ีย = ๓.๓๐) ปัจจัยทางสังคมได้แก่ อายุ และอาชีพ
ของประชาชนที่แตกต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมอื งแตกต่างกัน ยกเว้น เพศ ต่างกันมีส่วนร่วมทางการ
เมืองไม่แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ รายได้ต่อเดือน ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่อาศัยอยู่
ในชุมชน และและประสบการณ์เป็นกรรมการในการจัดการเลือกตั้งแตกต่างกัน ยกเว้นตําแหน่งทาง
สังคมต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองไม่แตกต่างกัน ปัญหาอุปสรรคของการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนในอําเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม พบว่าร้อยละ ๔๕.๑ กลุ่มตัวอย่างประสบ
ปญั หาในเรื่อง ผนู้ ําท้องถนิ่ ไม่ไดแ้ นะนาใหป้ ระชาชนได้รู้และเข้าใจหนา้ ทีใ่ นทางการเมอื งและไตรต่ รอง
ถึงบทบาทหน้าท่ีในการใช้สทิ ธิอยา่ งถูกต้อง ข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน
อําเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ ๓๙.๗ ให้ข้อเสนอแนะว่า ผู้นํา
ท้องถิ่นควรให้คําแนะนาํ แกป่ ระชาชนถงึ บทบาทหนา้ ที่ในการใช้สิทธิอยา่ งถกู ต้อง๙๐

๘๙ กมล เข็มนาจิตร์, “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ของ
องค์การบริหารส่วนตําบล จังหวัดเพชรบูรณ์”, วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธนบุรี, ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑๗ (กันยายน–
ธันวาคม ๒๕๕๗): ๘๐.

๙๐ เพิ่มศักดิ์ วรรณย่ิง, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอบางคนที จังหวัด
สมุทรสงคราม”, วารสารสหวิทยาการวิจัย : ฉบับบัณฑิตศึกษา, ปีท่ี ๕ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-ธันวาคม ๒๕๕๙):
๑๕๐.

๙๐

พระภัทรพงศ์ ภทฺรเมธี ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการ
ดําเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพขององค์การบริหารส่วนตําบลม่วงคํา อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย” ผล
การศึกษาพบว่า ๑) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการดําเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพ
ขององค์การบริหารส่วนตําบลม่วงคํา อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย ในภาพรวมมีความคิดเห็นระดับ
ปานกลาง ๒) กลุ่มประชาชนที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษา สถานภาพในครอบครัว อาชีพ
รายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการดําเนินงานที่มี
ประสิทธิภาพขององค์การบริหารส่วนตําบลม่วงคํา อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย แตกต่างกัน อย่างมี
นยั สาํ คญั ทางสถิติทร่ี ะดับ ๐.๐๐๐ และกล่มุ ประชาชนมีส่งิ จงู ใจ มีปัจจยั ด้านของชอ่ งทางในการเข้ามา
มีส่วนร่วม และมีความรู้ความเข้าใจ มีแนวโน้มท่ีจะเข้ามามีส่วนร่วมต่อการดําเนินงานที่มี
ประสิทธิภาพขององค์การบริหารส่วนตําบลม่วงคํา อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย แตกต่างกัน อย่างมี
นัยสําคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั ๐.๐๐๐ ๓) ข้อเสนอแนะการมีสว่ นรว่ มของประชาชนต่อการดําเนินงานท่ีมี
ประสิทธิภาพ คือ องค์การบริหารส่วนตําบลม่วงคําควรจัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม
แลกเปล่ยี น เสนอความคิดเหน็ ในทกุ กจิ กรรมที่กอ่ ใหเ้ กดิ การพัฒนาชุมชน๙๑

สวุ รรณนิ คณานุวัฒน์ ได้ศึกษาวจิ ัยเร่อื ง “การมสี ่วนร่วมของประชาชนในการพฒั นาท้อง
ถิ่นขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตําบลบาละและตําบลกาบัง อําเภอกาบัง จังหวัดยะลา” ผลการวิจัยพบว่า
๑) โดยรวมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น อยู่ในระดับสูง เม่ือเปรียบเทียบกับ
เกณฑ์ที่ตั้งไว้ ๒) สถานภาพส่วนบุคคล (เพศ อายุ อาชีพ รายได้ และ ระดับการศึกษา) มีผลทําให้การ
มีส่วนร่วมของประชาชนแตกต่างกัน ๓) มี ๓ องค์ประกอบสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
การพัฒนาท้องถ่ินของ อบต.บาละ และ อบต.กาบัง ที่ต้องดําเนินการเร่งด่วนคือ การวัดประเมินผล
และร่วมเป็นกรรมการประเมินผลโครงการต่าง ๆ การเลือกรูปแบบและจัดลําดับความสําคัญของ
ปัญหาของ อบต. และการเพ่ิมรายได้และได้รับผลประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของ
ประชาชน๙๒

ยุทธนา ราชรกั ษ์ ได้ศกึ ษาวจิ ัยเร่ือง “การมีส่วนรว่ มของสมาชกิ องคก์ ารบรหิ ารส่วนตําบล
ในการส่งเสริมสุขภาพประชาชนตามนโยบาย ๖ อ. อําเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช”
ผลการวิจัยพบว่า สําหรับการมีส่วนร่วมของสมาชิกองค์การบริหารส่วนตําบลในการส่งเสริมสุขภาพ
ประชาชน ตามนโยบาย ๖ อ.ในภาพรวม อยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาตามขั้นตอนของการมีส่วน
ร่วม พบว่า การลงทุนและการปฏิบัติงาน มีสว่ นร่วมในระดับปานกลาง ส่วนการวางแผนดําเนิน
กิจกรรม การค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหา และการติดตามประเมินผลงาน มีส่วนร่วมในระดับ

๙๑ พระภัทรพงศ์ ภทฺรเมธี (ภัทรสิริธนวินท์), “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการดําเนินงานที่มี
ประสิทธิภาพขององค์การบริหารส่วนตําบลม่วงคํา อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย”, วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์
มจร วทิ ยาเขตแพร่. ปีท่ี ๕ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–มถิ นุ ายน ๒๕๖๒): ๑๘๒–๑๘๓.

๙๒ สุวรรณิน คณานุวัฒน์, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาทอ้ งถ่ินขององคก์ ารบริหารสว่ น
ตําบลบาละและตําบลกาบัง อําเภอกาบัง จังหวัดยะลา”, วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณใ์ นพระบรม
ราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร,์ ปีที่ ๑๑ ฉบับท่ี ๑ (มกราคม-เมษายน ๒๕๕๙): ๒๖๙-๒๗๙.

๙๑

น้อย และเม่ือพิจารณาตามกิจกรรมด้านนโยบายการส่งเสริมสุขภาพ พบว่า กิจกรรมที่มีส่วนร่วมใน
ระดับปานกลาง คือ กิจกรรมด้านการออกกําลังกาย กิจกรรมด้านอบายมุข และกิจกรรมด้านอโรคยา
สว่ นกิจกรรมด้านอนามัยส่ิงแวดล้อม กิจกรรมด้านอารมณ์ และกิจกรรมด้านอาหาร มีส่วนร่วมใน
ระดับนอ้ ย ตามลาํ ดบั ๙๓

มนัญชยา อินต๊ะชมพู ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของ
เยาวชนในเขตเทศบาลตําบลสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่” ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านเพศ และ
ระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน ไม่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถ่ินเยาวชน ส่วนเยาวชนที่มี
ช่วงอายุแตกต่างกัน จะมีส่วนรว่ มทางการเมืองท้องถิ่นโดยภาพรวมแตกต่างกัน ดังนั้น ปัจจัยด้านอายุ
มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นเยาวชนในเทศบาลตําบลสันป่าตอง อําเภอสันป่าตอง
จังหวัดเชียงใหม่ ซ่ึงเม่ือพิจารณารายด้าน พบว่าในด้านการออกเสียงเลือกตั้งโดยภาพรวมมีส่วนร่วม
อยู่ในระดับปานกลาง ซ่ึงส่วนใหญ่มีส่วนร่วมโดยการไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ตรวจบัญชี
รายช่ือ ติดตามผลการเลือกต้ัง เป็นต้น ด้านการรณรงค์หาเสียง โดยภาพรวมมีส่วนร่วมอยู่ในระดับ
ปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มีส่วนร่วมโดยการอธิบายหรือช้ีแจงเก่ียวผู้สมัครเลือกตั้งท่ีตนเองสนับสนุนให้
ผู้อื่นทราบ เข้าฟังการปราศรัย และไปช่วยผู้สมัครที่ตนเองสนับสนุนหาเสียง เป็นต้น ด้านการกระทํา
ต่อปัญหาการเมืองและสังคม โดยภาพรวมมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง ซ่ึงส่วนใหญ่มีส่วนร่วมใน
การติดตามการปฏิบัติงานของผู้สมัคร การร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ การเสนอความคิดเห็นในเร่ือง
นโยบายต่าง ๆ กับผู้สมัคร เป็นต้น ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม โดยภาพรวมมีส่วนร่วมอยู่ใน
ระดับปานกลาง ซ่ึงส่วนใหญ่มีส่วนร่วมโดยการเข้าให้ความร่วมมือในการทํากิจกรรมต่าง ๆ เข้าร่วม
ประชุมหรืออบรมตามท่ีองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจัดขึ้น รวมถึงเข้าร่วมชุมนุมหรือคัดค้านในกรณีท่ี
พบว่า บุคลากรในองค์กรท้องถ่ินมีการกระทําท่ีไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม เป็นต้น และในด้านการ
กระทํากิจกรรมท่ีใช้ความรุนแรงและเป็นการกระทําที่อาจผิดกฎหมาย โดยภาพรวมมีส่วนร่วมอยู่ใน
ระดับน้อย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม การเข้าบุกยึดสถานที่ราชการ และการก่อ
ความไม่สงบหรือความว่นุ วายในท้องถิน่ เพ่ือเรียกร้องใหม้ ีการแก้ไข้ปัญหาต่าง ๆ หรือเพื่อเรียกร้องใน
สงิ่ ทกี่ ล่มุ ต้องการ เป็นตน้ ๙๔

๒.๔.๒ งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับหลกั อิทธบิ าท ๔

ธัญญ์นิธิ จันทร์เหลือง ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “ประสิทธิผลการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท
๔ ของบุคลากรศูนย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน” ผลการวิจัยพบว่า
บุคลากรมีประสิทธิผลการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก บุคลากรที่มี

๙๓ ยุทธนา ราชรักษ์, “การมีส่วนร่วมของสมาชิกองค์การบริหารส่วนตําบล ในการส่งเสริมสุขภาพ
ประชาชนตามนโยบาย ๖ อ. อําเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช”, วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหา
บณั ฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร,์ (บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลยั เชียงใหม,่ ๒๕๕๑), บทคัดยอ่ .

๙๔ มนัญชยา อินต๊ะชมพู, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถ่ินของเยาวชนในเขตเทศบาลตําบลสันป่า
ตอง จังหวัดเชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองและการปกครอง, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๖), บทคัดย่อ.

๙๒

เพศ อายุ ตําแหน่ง และรายได้ต่อเดือน ที่ต่างกัน มีประสิทธิผลการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔
แตกต่างกัน เป็นไปตามสมมติฐาน ท่ีต้ังไว้ ส่วนบุคลากรท่ีมีการศึกษา และสังกัด ท่ีต่างกัน มี
ประสิทธิผลการปฏิบัติงานตาม หลักอิทธิบาท ๔ ไม่ต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ต้ังไว้ แนวทางการ
ประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท ๔ คือ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานต้องมีความพอใจ รักงานและเห็นความสําคัญก็
จะปฏิบัติงาน อย่างจริงจังและมีความสุข ความเพียรในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค หรือปรับเปลี่ยน
รูปแบบการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานบังเกิดผลสําเร็จตามเป้าหมายท่ีวางไว้ ความเอาใจใส่เป็น
การเพ่ิมความละเอยี ดถี่ถ้วนในขณะปฏิบตั ิงานมีสติและมีสมาธพิ ัฒนาตนเองให้งานสําเร็จมีคุณภาพ และ
การไตรต่ รอง ตรวจสอบ เป็นการวางแผนการดําเนินงานอย่างเป็นขน้ั ตอน ทาํ ให้ทราบถึงศกั ยภาพ๙๕

นัยนา พรมสวย ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การใช้อิทธิบาท ๔ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อําเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์” ผลการวิจัยพบว่า ๑) ผล
การศึกษาระดับการใช้อิทธิบาท ๔ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อําเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยรวม พบว่า การใช้อิทธิบาท ๔ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ภาพรวมอยใู่ นระดับมาก เม่ือพิจารณาในแตล่ ะด้าน พบวา่ การใช้อทิ ธิบาท ๔ ด้านฉันทะ (ความพอใจ)
ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ การใช้อิทธิบาท ๔ (ด้าน
วิริยะ ความพากเพียร) ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และการใช้อิทธิบาท ๔ (ด้านวิมังสา ความ
ไตร่ตรอง) ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ๒) ผลการเปรียบเทียบเปรียบเทียบการใช้อิทธิบาท ๔ ใน
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน อําเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดย
จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล คือ ระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการใช้อิทธิบาท ๔ ในการ
บรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ อาํ เภอชนแดน จงั หวัดเพชรบูรณ์ แตกตา่ งกัน
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ และเพศ อายุ อาชีพ มีความคิดเห็นต่อการใช้อิทธิบาท ๔ ใน
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อําเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่
แตกตา่ งกัน๙๖

พัชรี ศิลารัตน์ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการส่งเสริมความรู้ความ
เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด” ผลการวิจัยพบว่า การใช้หลักอิทธิ
บาท ๔ ของเยาวชนเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย
โดยรวมและรายด้านอย่ใู นระดับปานกลาง ส่วนการวัดความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับหลักอิทธิบาท ๔ อยู่
ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่าปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ อายุ ชั้นปีที่ศึกษามี
ความสัมพันธ์กับ การใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย

๙๕ ธัญญ์นิธิ จันทร์เหลือง, “ประสิทธิผลการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ของบุคลากรศูนย์
วิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน”, วารสารบัณฑิตศกึ ษามหาจุฬาขอนแก่น, ปีท่ี ๓ ฉบับ
ท่ี ๑ (มกราคม–มิถนุ ายน ๒๕๕๙): ๑๑.

๙๖ นัยนา พรมสวย, “การใช้อิทธิบาท ๔ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น อําเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์”, รายงานวิจัย, (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชารัฐ
ประศาสนศาสตร์: มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ,์ ๒๕๖๐), หน้า ๑๕๓๖.

๙๓

ของเยาวชนเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและสมมติฐานการวิจัยที่
กําหนดไว้๙๗

พระบุญเพ็ง สิทธิวงษา ได้ศึกษาวิจัยเรอ่ื ง “การใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการบริหารจดั การ
ท้องถ่ินของบุคลากร องค์การบริหาร ส่วนตําบลสีออ อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี” ผลการวิจัย
พบว่า บุคลากรมีการใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการบริหารจัดการองค์กรส่วนท้องถ่ิน ในภาพรวม อยู่ใน
ระดับมาก เม่ือพิจารณา ในรายด้านพบว่า บุคลากรมีการใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการบริหารจัดการ
องค์กรส่วนท้องถ่ิน อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยบุคลากรที่มีอายุและประสบการณ์การทํางานต่างกัน
มีการใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการบริหารจัดการองค์กรส่วนท้องถ่ิน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทาง
สถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ส่วนบุคลากรที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการบริหาร
จดั การองค์กรส่วนท้องถ่นิ ไม่แตกตา่ งกนั ๙๘

ทศพร วงศ์ทะกัณฑ์ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การประเมินผลการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของ
องค์การบริหารส่วนตําบล ในเขตอําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่” ผลการวิจัยพบว่า ๑) ประชาชนมี
ความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ขององค์การบริหารส่วนตําบลห้วยถ่ัวเหนือ
อําเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายละเอียดแต่ละด้าน
คือ ด้านฉันทะ ด้านวิริยะ ด้านจิตตะ และด้านวิมังสา พบว่าประชาชนมีความคิดเห็นต่อการ
บริหารงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ขององค์การบริหารส่วนตําบลห้วยถั่วเหนือ อําเภอหนองบัว จังหวัด
นครสวรรค์ อยู่ในระดับมากทุกด้าน ๒) การเปรยี บเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอ่ การบริหารงาน
ตามหลักอิทธิบาท ๔ ขององค์การบริหารส่วนตําบลห้วยถ่ัวเหนือ อําเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
โดยจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้
ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ขององค์การบริหารส่วนตําบลห้วยถั่ว
เหนือ อําเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ไม่แตกต่างกัน ซ่ึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ๓) ปัญหา
อปุ สรรคและข้อเสนอแนะเก่ยี วกับการบริหารงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ขององค์การบริหารส่วนตําบล
ห้วยถ่ัวเหนือ อําเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากผู้บริหารขององค์กรที่ใช้
อํานาจการตัดสินใจฝ่ายเดียวและไม่นําข้อมูลปัญหาของท้องถ่ินมาจัดทําฐานข้อมูลเพ่ือจัดทําแผนงาน
และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังน้ัน การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตําบลควรมีการ
สํารวจความต้องการของประชาชนในพ้ืนที่ เพื่อนํามาเป็นข้อมูลในการกําหนดเป็นนโยบาย นโยบาย
ถึงจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่ และองค์การบริหารส่วนตําบลควรเปิด
โอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการบริหารงานในโครงการและกิจกรรมขององค์การ

๙๗ พัชรี ศิลารัตน์, “การใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย
ของเยาวชนเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด”, วารสารสถาบันวิจัยญาณสังวร, ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม
๒๕๕๗): ๒๙.

๙๘ พระบุญเพ็ง สิทธิวงษา, “การใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการบริหารจัดการท้องถ่ินของบุคลากร
องค์การบรหิ าร ส่วนตําบลสีออ อําเภอกุมภวาปี จงั หวัดอดุ รธาน”ี , วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, ปีท่ี ๖ ฉบับท่ี ๕
(กรกฎาคม ๒๕๖๒): ๒๔๖๐.

๙๔

บรหิ ารส่วนตาํ บล นอกจากน้นั การบรหิ ารงานควรนําหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา คอื หลกั อทิ ธิบาท
๔ คือ ฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ต้ังจิตรับรู้ในส่ิงที่ทํา) และวิมังสา (ความ
ไตร่ตรอง) มาประยุกต์ใช้ทั้งการบริหารตน บริหารคน และบริหารงานเพื่อให้การบริหารเกิด
ประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลสูงสุด๙๙

พูนสุข ภูสุข ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ของ
ข้าราชการฝ่ายอัยการสาํ นักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
ผลการวิจัยพบว่า ๑) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ของข้าราชการฝ่ายอัยการ
สํานักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาพรวมและราย
ดา้ นอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมี ด้านฉันทะมีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาได้แก่ ด้านวิริยะ ด้านจิตตะ และ
ด้านวิมังสา ตามลําดับ ๒) ข้าราชการฝ่ายอัยการท่ีมีการศึกษา ที่ต่างกัน มีประสิทธิผลการปฏิบัติงาน
ตามหลกั อิทธิบาท ๔ แตกต่างกนั อย่างมีนัยสําคญั ทางสถิติที่ระดบั ๐.๐๕ สว่ นข้าราชการฝ่ายอัยการ
สาํ นกั งานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวดั ในภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ทมี่ ีเพศ อายุ ตําแหน่ง
ทตี่ ่างกนั มปี ระสิทธิผลการปฏบิ ัตงิ านตามหลกั อิทธิบาท ๔ ไม่แตกต่างกนั ๓) แนวทางการประยกุ ตใ์ ช้
อิทธิบาท ๔ ของข้าราชการฝ่ายอัยการสํานักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สําคัญได้แก่ ข้าราชการฝ่ายอัยการทุกคนจะต้องเป็นผู้รักงานในหน้าที่ท่ีตน
รบั ผิดชอบอยู่ และเอาใจใส่กระตือรือรน้ ในการเรียนรู้งาน และเพ่ิมพูนวิชาความร้คู วามสามารถในการ
ทํากิจการงาน และมุ่งม่ันท่ีจะทํางานในหน้าท่ีรับผิดชอบหรือกิจการงานอาชีพของตนให้สําเร็จ
เรียบร้อยอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียร ความอดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากลําบากในการประกอบ
กิจการงานในหน้าที่หรือในอาชีพของตนจึง จะถึงความสําเร็จ และความเจริญก้าวหน้า ใส่ใจใน
ประสิทธิภาพ โดยเอาใจใส่ต่อกิจการงานที่ทําและมุ่งกระทํางาน รู้จักพิจารณาเหตุ สังเกตผล ในการ
ปฏิบัติงานของตนเอง และของผู้ร่วมงานว่าดําเนินไปตามนโยบายและแผนงานท่ีวางไว้ ได้ผลสําเร็จ
เมื่อเกิดอุปสรรคหรือปัญหา หาวิธีการบริหารกิจการงานให้สําเร็จ โดยติดตามประเมินผลงานและ
นํามาวิเคราะห์วิจัยให้ทราบเหตุผล พิจารณาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และปรับปรุงพัฒนาวิธีการทํางาน
ให้ดาํ เนนิ ไปสู่ความสําเร็จ๑๐๐

๙๙ ทศพร วงศ์ทะกณั ฑ,์ “การประเมินผลการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตําบล ใน
เขตอําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณ ฑิต, (บัณ ฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลยั เชียงใหม,่ ๒๕๕๐), บทคัดยอ่ .

๑๐๐ พูนสุข ภูสุข, “ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ของข้าราชการฝ่ายอัยการ
สํานักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”, วิทยานิพนธ์รัฐประสาสนศาสตร
มหาบณั ฑิต, (บัณฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), บทคดั ย่อ.

๙๕

ตารางท่ี ๒.๑๙ สรุปงานวิจัยทเ่ี ก่ียวข้อง

ชื่อผู้วจิ ัย ชือ่ งานวจิ ยั สรปุ ผลการวิจยั
เปรมศักดิ์ แก้วมรกฎ,
(๒๕๖๐) “วัฒนธรรมการมีส่วน ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเข้าไปมีส่วนร่วม

คงฤทธิ์ กุลวงษ,์ ร่วมทางการเมอื งของ ทางการเมอื งของวยั รนุ่ จะเปน็ ไปในรปู แบบของการ
(๒๕๖๑)
วัยรนุ่ ในสงั คมพหุ พูดคุยเร่ืองการเมือง แต่ที่เป็นหลักคือการไป
ฐานติ า เฉลมิ ชว่ ง,
(๒๕๕๙) วัฒนธรรม : เลือกตั้งโดยส่วนใหญ่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพราะเห็น

บุศรา โพธสิ ุข, (๒๕๕๙) กรณศี กึ ษาอาํ เภอ ว่าเป็นหน้าท่ีท่ีสําคัญ ด้านลักษณะการมีส่วนร่วม

เทพา จังหวดั สงขลา” ทางการเมืองท่ีวัยรุ่นพึงประสงค์ ได้แก่ ๑) ต้องการ

พื้นท่ีเพื่อใช้ในการแสดงออกทางการเมือง ๒) การ

เลือกต้ัง ๓) มีส่วนรว่ มในการเลือกผู้ปกครองระดับ

ทอ้ งถ่ินดว้ ยตนเอง

“การมสี ว่ นร่วม ผลการวิจัย พบว่า การมีส่วนร่วมทางการ

ทางการเมอื งของ เมืองของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วน

ประชาชนในเขต ตําบลหนองบ่อ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับ

องค์การบริหารส่วน มาก

ตําบลหนองบอ่

อาํ เภอนาแก จงั หวดั

นครพนม”

“ปจั จัยทสี่ ่งผลต่อการ ผลการวิจัยพบว่า ๑) ปัจจัยการมีส่วนร่วม

มสี ่วนร่วมทางการ ทางการเมืองของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับ

เมืองของประชาชน มากท่ีสุด ๒) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ

ในระดบั เทศบาล ประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ๓) ปัจจัย

จังหวดั ฉะเชงิ เทรา” ที่ส่งผลตอ่ การมี

ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระดับ

เทศบาลจังหวัดฉะเชิงเทรามากท่ีสุด คือ ปัจจัย

ดา้ นสิง่ แวดลอ้ มทางการเมอื ง

“การมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการ

ทางการเมืองทอ้ งถน่ิ เมืองท้องถ่ินของประชาชนโดยภาพรวม อยู่ใน

ของประชาชนตาํ บล ระดบั ปานกลาง ซ่ึงสามารถเรียงตามลาํ ดบั จากมาก

ช้างเผือก อําเภอเมอื ง ไปน้อย ได้ดังน้ี ด้านหลักอปริหานิยธรรม ส่งเสริม

จงั หวดั เชียงใหม่” การมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการร่วม

รณรงค์การเมืองท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลาง ด้าน

การตัดสินใจทางการเมืองอยู่ในระดับปานกลาง

และด้านการดําเนินการเลือกต้ังอยู่ในระดับปาน

กลาง

๙๖

ชอ่ื ผู้วจิ ยั ชื่องานวจิ ยั สรปุ ผลการวจิ ยั
ปวณี า วีรยางกูร,
(๒๕๕๔) “การมสี ว่ นร่วมของ ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของ

กุสมุ า เขียวเพกา, ประชาชนในการ ประชาชนอยู่ในระดับน้อย และเมื่อพิจารณาเป็น
(๒๕๖๐)
พัฒนาท้องถน่ิ : รายด้าน พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ธีรเดช อรณุ นพรตั น,์
(๒๕๖๑) กรณศี กึ ษาองคก์ าร ดา้ นการมสี ่วนร่วมในผลประโยชน์ อย่ใู นระดับปาน

ฐิตมิ า อดุ มศรี, (๒๕๕๕) บรหิ ารส่วนตําบล กลาง ด้านการมสี ว่ นร่วมในการตดั สินใจ ด้านการมี

ณรงค์ พงึ่ พานชิ , ออ้ มเกรด็ อาํ เภอปาก ส่วนร่วมในการดําเนินกิจกรรม ด้านการมีส่วนร่วม
(๒๕๖๒)
เกร็ด จงั หวดั ในการตดิ ตามและประเมนิ ผล อยู่ในระดบั นอ้ ย

นนทบุร”ี

“การมสี ว่ นร่วมในการ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมใน

พฒั นาท้องถ่นิ ของ การพัฒนาท้องถิ่น ในภาพรวมอยู่ในระดับปาน

ประชาชนในองคก์ าร กลาง โดยมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์อยู่ใน

บรหิ ารส่วนตาํ บล ร่ ระดับมากเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ มีส่วนร่วม

อนทอง อาํ เภอบาง ในการปฏิบัติ มีส่วนร่วมในการประเมิน อยู่ใน

สะพาน จังหวัด ระดับมาก และมีส่วนร่วมในการวางแผนอยู่ใน

ประจวบคีรขี นั ธ์” ระดับปานกลาง ตามลําดับ และมีส่วนร่วมในการ

รับรู้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาท้องถิ่นในระดับ

ปานกลาง

“การมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนในเขตเทศบาล

ทางการเมืองของ ตําบลพนมสารคาม อําเภอพนมสารคาม จังหวัด

ประชาชนในเขต ฉะเชิงเทรา มกี ารส่วนร่วมทางการเมอื งอย่ใู นระดับ

เทศบาลตาํ บลพนม ตํ่า จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ

สารคาม อาํ เภอพนม อาชีพ และรายได้ต่อเดือน มีผลต่อการมีส่วนร่วม

สารคาม จงั หวดั ทางการเมือง สว่ นระดับการศกึ ษา ไม่มผี ลต่อการมี

ฉะเชงิ เทรา” ส่วนรว่ มทางการเมือง

“การมสี ่วนรว่ มของ ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของ

ประชาชนในการ ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นขององค์การ

ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ : บริหารส่วนตําบลในคลองบางปลากด อยู่ในระดับ

กรณศี กึ ษาองคก์ าร ปานกลาง และ ปัจจัยที่มีความ สัมพันธ์ต่อการมี

บริหารส่วนตําบล ใน ส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน

คลองบางปลากด ขององค์การบริหารส่วนตําบลในคลองบางปลากด

อําเภอพระสมทุ ร ได้แก่ อายุ อาชพี รายได้ สถานภาพครอบครวั การ

เจดยี ์ จังหวัด รับรูข้ ่าวสาร และระยะเวลาในการอาศัยในพืน้ ที่

สมทุ รปราการ”

“การมีสว่ นรว่ มทาง ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วม

การเมอื งในระบอบ ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของ

๙๗

ช่อื ผู้วจิ ัย ชอ่ื งานวิจัย สรปุ ผลการวจิ ยั

เยาวลกั ษณ์ จกั รคาํ , ประชาธปิ ไตยของ ประชาชนในจังหวัดตาก ในภาพรวม อยู่ในระดับ
(๒๕๕๖)
ประชาชนในจังหวดั ปานกลาง รองลงมา ระดับการมีส่วนร่วมทางการ
อมั ฤตา สารธวิ งค์,
(๒๕๕๒) ตาก” เมืองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนปัจจัยความ

เทดิ ศักด์ิ ยอแสงรตั น์, เสมอภาคทางสังคมและทางการเมือง มีค่าเฉล่ยี สูด
(๒๕๖๐)
สุด รองลงมา คือ ปจั จัยการให้รางวลั
วิษณุ หยกจนิ ดา,
(๒๕๕๗) “การมีสว่ นรว่ มทาง ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนตาํ บลชมพูมสี ว่ น

การเมอื งของ ร่วมทางการเมืองอยู่ในระดับมาก โดยรูปแบบการ

ประชาชนตําบลชมพู มีส่วนร่วมทางการเมืองท่ี มี พฤติกรรมการ

อาํ เภอสารภี จงั หวดั แสดงออกมากทสี่ ดุ คอื การไปใช้สิทธิเลือกตง้ั สว่ น

เชยี งใหม่” การมีส่วนร่วมทางการเมืองรูปแบบอื่นนั้นอยู่ใน

ระดบั รองลงไป

“การมสี ่วนรว่ มทาง ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการ

การเมอื งของ เมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัย เชียงใหม่ โดยรวม

นกั ศกึ ษา อยู่ในระดับปานกลาง และมีความสนใจในการ

มหาวทิ ยาลยั เชยี ง ติดตามข่าวสารสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ใน

ใหมห่ ลงั รฐั ประหาร ระดบั ปานกลาง

๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ถงึ พ.ศ. ๒๕๕๑”

“ทศั นคตกิ ารมสี ่วน ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วม

ร่วมทางการเมอื งของ ทางการเมืองของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ

นักศกึ ษา ภูเก็ตโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณา

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเลือกตั้ง มีค่าเฉล่ีย

ภูเก็ต” สูงสุด รองลงมา ด้านการเป็นผู้มีบทบาทในชุมชน

และด้านการเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองและผู้

รณรงค์หาเสยี งเลือกตัง้ มคี า่ เฉลีย่ ตํา่ สดุ

“การมีสว่ นรว่ มของ ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของ

ประชาชนในการ ประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่าง

พัฒนาชมุ ชน หม่บู ้าน ตําบลทับไทร อําเภอโป่งนํ้าร้อน จังหวัดจันทบุรี

ท่งุ กร่าง ตําบลทบั ไทร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีส่วน

อําเภอโปง่ น้าํ รอ้ น ร่วมในการรับผล ประโยชน์มีส่วนร่วมในระดับมาก

จงั หวัดจนั ทบุร”ี เป็นอันดับแรก รองลงมาด้านการส่วนร่วมในการ

ตดั สนิ ใจการมสี ่วนรว่ มในระดบั มาก ด้านการมสี ่วน

ร่วมในการดําเนินงานการมีส่วนร่วมในระดับมาก

และสุดท้ายด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล

การมสี ว่ นร่วมในระดบั น้อย

๙๘

ชือ่ ผวู้ จิ ัย ช่อื งานวิจัย สรปุ ผลการวิจยั

จักรี พรหมแก้ว, “การมสี ่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วม
(๒๕๖๒)
ทางการเมอื งท่ี ท า งก า ร เมื อ งท่ี ส อ ด ค ล้ อ งกั บ วั ฒ น ธ ร ร ม ท า ง
อํานาจ ศรีพระจันทร,์
(๒๕๕๗) สอดคล้องกับ ก า ร เมื อ ง แ บ บ ป ร ะ ช า ธิ ป ไต ย ข อ ง ข้ า ร า ช ก า ร

ภูสทิ ธ์ ขนั ติกุล, (๒๕๕๓) วัฒนธรรมทาง ทหารบกในภาพรวมอย่ใู นระดับปานกลาง

พชิ ิต รัชตพิบลุ ภพ, การเมอื งแบบ
(๒๕๕๖)
ประชาธปิ ไตยของ

ขา้ ราชการทหารบก”

“ปจั จยั ทมี่ ผี ลต่อการ ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการ

มสี ่วนรว่ มทางการ เมืองในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน

เมืองของผ้มู ีสทิ ธิ จงั หวดั อดุ รธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดย

เลอื กตั้งในองคก์ ร ด้านการเป็นฐานคะแนนเสียงและการรณรงค์หา

ปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ : เสียงเลือกตั้งอยู่ในระดับปานกลาง การไปใช้สิทธิ

กรณศี กึ ษาการ เลือกตั้งอยู่ในระดับมาก และติดตามกระบวนการ

เลือกตงั้ นายกองคก์ าร เลือกต้ังอยใู่ นระดับปานกลาง

บรหิ ารส่วนจังหวดั

อุดรธานี ศกึ ษาเฉพาะ

อําเภอบ้านผือ

จังหวัดอดุ รธาน”ี

“รูปแบบการมสี ว่ น ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนเขตดุสิต

รว่ มทางการเมอื งของ กรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วมทางการเมืองในภาพ

ประชาชน เขตดุสติ รวมอยู่ในระดบั ตํา่ ส่วนรายด้าน พบว่า ด้านการใช้

กรุงเทพมหานคร” สิทธิเลือกตั้ง ด้านการติดตามข่าวสารทางการ

เมอื ง และดา้ นการสนทนาเรอื่ งการเมือง อยู่ระดับ

ปานกลาง ส่วนด้านการชุมนุมทางการเมือง ด้าน

การติดต่อกับนักการเมือง และด้านการเข้าร่วมทํา

กิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่ม

ทางการเมอื งตา่ ง ๆ อยู่ระดบั ต่าํ

“การมสี ่วนรว่ ม ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วม

ทางการเมอื งของ ทางการเมืองของทหาร ในภาพรวมอยู่ ในระดับ

ทหาร” ปานกลาง และเมื่อพจิ าณาเป็นรายปัจจัยพบวา่ อยู่

ในระดบั ปานกลางเกอื บทุกปัจจยั เรยี งค่าเฉลย่ี จาก

มากไปหาน้อย คือ ปัจจัยด้านระบบส่วนตัวของ

บุคคล รองลงมาปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อมทาง

การเมือง ปัจจัยด้านจิตวิทยา ส่วนด้านการมีส่วน

๙๙

ชือ่ ผวู้ จิ ยั ช่ืองานวิจัย สรปุ ผลการวจิ ยั
กมล เข็มนาจติ ร,์
(๒๕๕๗) ร่วมทางการเมอื ง อย่ใู นระดบั น้อย ตามลําดับ

เพมิ่ ศกั ด์ิ วรรณยงิ่ , “ปจั จยั ที่มผี ลต่อการ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วน
(๒๕๕๙)
มสี ว่ นร่วมของ ร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นของ
พระภทั รพงศ์ ภทฺรเมธี,
(๒๕๖๒) ประชาชนในการ องค์การบริหาร ส่วนตําบลจังหวัดเพชรบูรณ์ ใน

สุวรรณนิ คณานวุ ัฒน,์ ปกครองส่วนทอ้ งถิ่น ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ
(๒๕๕๙)
ขององคก์ ารบรหิ าร สามารถเรียงลําดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย คือ
ยุทธนา ราชรกั ษ,์
ส่วนตําบล จงั หวดั ความสามัคคีความรู้ความเข้าใจเร่ืองการปกครอง

เพชรบูรณ”์ ส่วนท้องถิ่น ความโปร่งใส การ รับรู้ข่าวสาร ความ

ผกู พนั ภาวะผู้นาํ ความมั่นคง การเป็นสมาชิกกลุ่ม

ทางสังคม ความรู้สึกถงึ การเปน็ เจ้าของ

“การมสี ่วนรว่ ม ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการ

ทางการเมอื งของ เมืองของประชาชนในอําเภอบางคนที จังหวัด

ประชาชนในเขต สมุทรสงคราม ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง

อาํ เภอบางคนที เมื่อเรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยพบว่า

จังหวัด ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมีระดับมากท่ีสุด

สมทุ รสงคราม” รองลงมา ด้านการเป็นนักกิจกรรมในชุมชน ด้าน

การเป็นผู้ส่ือสารทางการเมือง ด้านการเป็นผู้

รณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง ด้านการเป็นผู้ประท้วง

และด้านการตดิ ต่อกับทางราชการ

“การมีสว่ นร่วมของ ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของ

ประชาชนต่อการ ประชาชนต่อการดําเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพของ

ดาํ เนนิ งานทม่ี ี องค์การบริหารส่วนตําบลม่วงคํา อําเภอพาน

ประสทิ ธภิ าพของ จังหวัดเชียงราย ในภาพรวมมีความคิดเห็นระดับ

องค์การบรหิ ารสว่ น ปานกลาง

ตําบลมว่ งคํา อาํ เภอ

พาน จังหวดั

เชยี งราย”

“การมสี ว่ นรว่ มของ ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของ

ประชาชนในการ ประชาชนในการพัฒนาท้องถ่ิน โดยรวมอยู่ใน

พฒั นาท้องถ่นิ ของ ระดับสูงเมอื่ เปรียบเทยี บกบั เกณฑท์ ่ตี งั้ ไว้

องค์การบรหิ ารส่วน

ตาํ บลบาละและตาํ บล

กาบงั อาํ เภอกาบงั

จังหวดั ยะลา”

“การมสี ว่ นร่วมของ ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของสมาชิก

๑๐๐

ชือ่ ผวู้ ิจยั ช่ืองานวิจยั สรปุ ผลการวิจยั
(๒๕๕๑)
สมาชกิ องคก์ าร องค์การบริหารส่วนตําบลในการส่งเสริมสุขภาพ
มนญั ชยา อนิ ตะ๊ ชมพ,ู
(๒๕๕๖) บริหารส่วนตาํ บล ใน ประชาชน ตามนโยบาย ๖ อ.ในภาพรวม อยู่ใน

ธญั ญน์ ธิ ิ จันทร์เหลือง, การส่งเสรมิ สขุ ภาพ ระดับนอ้ ย เม่ือพจิ ารณาตามข้นั ตอนของการมีส่วน
(๒๕๕๙)
ประชาชนตาม ร่วม พบว่า การลงทุนและการปฏิบัติงาน อยู่ใน
นยั นา พรมสวย,
(๒๕๖๐) นโยบาย ๖ อ. อาํ เภอ ระดับปานกลาง สว่ นการวางแผนดําเนินกิจกรรม

ช้างกลาง จังหวัดนคร การค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหา และการ

ศรธี รรมราช” ติดตามประเมินผลงาน อยู่ในระดับน้อย และเม่ือ

พิจารณาตามกิจกรรมด้านนโยบายการส่งเสริม

สุขภาพ พบว่า กิจกรรมท่ีมีส่วนร่วมในระดับปาน

กลาง คือ กิจกรรมด้านการออกกาํ ลงั กาย กจิ กรรม

ด้านอบายมุข และกิจกรรมด้านอโรคยา สว่ น

กิจกรรมด้านอนามัยส่ิงแวดล้อม กิจกรรมด้าน

อารมณ์ และกิจกรรมด้านอาหาร มีส่วนร่วมใน

ระดบั น้อย ตามลาํ ดับ

“การมสี ่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ด้านการออกเสียงเลือกต้ัง

ทางการเมืองทอ้ งถิน่ ด้านการรณรงค์หาเสียง ด้านการกระทําต่อปัญหา

ของเยาวชนในเขต การเมืองและสังคม ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของ

เทศบาลตําบลสนั ปา่ กลุ่ม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และใน

ตอง จงั หวัด ด้านการกระทํากิจกรรมท่ีใช้ความรุนแรงและเป็น

เชียงใหม่” การกระทําท่ีอาจผิดกฎหมาย โดยภาพรวมอยู่ใน

ระดบั น้อย

“ประสทิ ธผิ ลการ ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีประสิทธิผลการ

ปฏิบตั งิ านตามหลัก ปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔ โดย ภาพรวมอยู่

อทิ ธบิ าท ๔ ของ ในระดับมาก

บุคลากรศนู ย์

วิทยาศาสตร์

การแพทย์ในภาค

ตะวันออก เฉยี งเหนอื

ตอนบน”

“การใช้อทิ ธบิ าท ๔ ผลการวิจัยพบว่า การใช้อิทธิบาท ๔ ในการ

ในการบรหิ าร บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ

ทรพั ยากรมนษุ ยข์ อง มาก เม่ือพิจารณาในแต่ละด้าน พบว่าการใช้อิทธิ

องคก์ รปกครองสว่ น บาท ๔ ด้านฉันทะ อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ

ทอ้ งถ่ิน อําเภอชน ด้านวริ ยิ ะ และ ดา้ นวิมงั สา

แดน จงั หวัด

๑๐๑

ชอ่ื ผ้วู ิจัย ชื่องานวจิ ยั สรปุ ผลการวิจยั

เพชรบรู ณ”์

พชั รี ศิลารัตน,์ (๒๕๕๗) “การใชห้ ลกั อทิ ธบิ าท ผลการวิจัยพบว่า การใช้หลักอิทธิบาท ๔

๔ ในการส่งเสรมิ ของเยาวชนเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ในการส่งเสริม

ความรู้ ความ ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย

เขา้ ใจในระบอบ โดยรวมและรายด้านอย่ใู นระดับปานกลาง

ประชาธปิ ไตยของ

เยาวชนเทศบาลเมอื ง

รอ้ ยเอด็ ”

พระบญุ เพง็ สทิ ธวิ งษา, “การใชห้ ลักอทิ ธบิ าท ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีการใช้หลักอิทธิ

(๒๕๖๐) ๔ ในการบรหิ าร บาท ๔ ในการบริหารจัดการองค์กรส่วนท้องถ่ิน

จัดการทอ้ งถนิ่ ของ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณา ในราย

บุคลากรองคก์ าร ด้านพบว่า บุคลากรมีการใช้หลักอิทธิบาท ๔ ใน

บริหาร ส่วนตาํ บลสี การบริหารจัดการองค์กรส่วนท้องถ่ิน อยู่ในระดับ

ออ อาํ เภอ กมุ มากทกุ ดา้ น

ภวาปี จงั หวัด

อดุ รธานี”

ทศพร วงศท์ ะกัณฑ์, “การประเมินผลการ ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนมีความคิดเห็น

(๒๕๕๐) บรหิ ารทรพั ยากร ต่อการบริหารงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ของ

มนษุ ยข์ ององค์ การ องค์การบริหารส่วนตําบลห้วยถ่ัวเหนือ อําเภอ

บรหิ ารสว่ นตําบลใน หนองบัว จังหวัดนครสวรรค์โดยภาพรวมอยู่ใน

เขตอําเภอฝางจังหวดั ระดับมาก เม่ือพิจารณารายละเอียดแต่ละด้าน

เชยี งใหม่” พบว่าประชาชนมีความคิดเห็นต่อการบริหาร งาน

อย่ใู นระดับมากทกุ ด้าน

พูนสขุ ภสู ขุ , (๒๕๕๕) “ประสทิ ธภิ าพการ ผลการวิจั ยพ บ ว่า ป ระสิ ท ธิภ าพ การ

ปฏบิ ัติ งานตามหลกั ปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท ๔ ของข้าราชการ

อทิ ธิบาท ๔ ของ ฝ่ายอัยการสํานักงานอัยการคดีเยาวชนและ

ข้าราชการฝ่ายอยั การ ครอบครัวจังหวัดในภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ โดย

สํานักงานอยั การคดี ภาพรวมและรายด้านอยใู่ นระดับมากท่สี ดุ

เยาวชนและ

ครอบครวั จงั หวดั ใน

ภาค

ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื



๑๐๒

๒.๕ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

การวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยมุ่งทําการศึกษาเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น” จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี
และงานวิจัย รวมไปถึงเอกสารท่ีเก่ียวข้อง ผู้วิจัยได้นําแนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองของประชาชนของ Cohen, J.M. & Uphoff, N.T. ท้ัง ๔ ด้าน ประกอบด้วย ๑) ด้านการ
ตัดสินใจ ๒) ด้านการดําเนินการ ๓) ด้านการรับผลประโยชน์ ๔) ด้านการติดตามและประเมินผล ๑๐๑
มากาํ หนดเปน็ กรอบแนวคิดการวจิ ัยในครงั้ น้ี

ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม
(Independent Variables) (Dependent Variable)

ปจั จยั สว่ นบุคคล การมสี ่วนรว่ มทางการเมอื งของประชาชนต่อ
๑. เพศ มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ในอาํ เภอภเู วียง
๒. อายุ จงั หวดั ขอนแก่น
๓. ระดบั การศกึ ษา ๑. ดา้ นการตัดสนิ ใจ
๔. อาชีพ ๒. ด้านการดําเนินการ
๕. รายได้ตอ่ เดอื น ๓. ด้านการรับผลประโยชน์
๔. ด้านการติดตามและประเมนิ ผล
อทิ ธบิ าท ๔
๑. ฉันทะ
๒. วิริยะ
๓. จติ ตะ
๔. วมิ ังสา

แผนภาพที่ ๒.๑ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

๑๐๑ Cohen, J.M. & Uphoff, N.T., “Rural development participation : Concept and measures
for project design implementation and evolution” , Rural development committee, center for
international studies, (1977): 7-26.

บทที่ ๓

วธิ ีดาํ เนินการวิจยั

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน
เขตอาํ เภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแก่น” มีระเบยี บวิธีดาํ เนินการวิจัยโดยมีวธิ กี ารศกึ ษาดังต่อไปนี้

๓.๑ รปู แบบการวจิ ัย
๓.๒ การวิจยั เชิงคณุ ภาพ

๓.๒.๑ ผใู้ หข้ อ้ มลู สําคญั
๓.๒.๒ เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั
๓.๒.๓ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
๓.๒.๔ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
๓.๓ การวจิ ัยเชิงปรมิ าณ
๓.๓.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
๓.๓.๒ เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
๓.๓.๓ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
๓.๓.๔ การวเิ คราะหข์ ้อมลู

๓.๑ รปู แบบการวิจัย

งานวิจัยเร่อื ง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙
ในอาํ เภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแก่น เปน็ การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) โดยใชก้ าร
วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสํารวจ (Survey Research) และการ
วิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative Research) ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้
ขอ้ มูลสาํ คญั (Key Informants) จํานวน ๘ คน

๓.๒ การวจิ ยั เชิงคุณภาพ

๓.๒.๑ ผ้ใู หข้ ้อมลู สําคญั

(๑) ผู้ให้ข้อมลู สําคญั สาํ หรับการสัมภาษณเ์ ชงิ ลึก

ผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญจํานวน ๘ รูป/คน
ซึ่งเป็นผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-
๑๙ ในอาํ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน่ ได้แก่ เจ้าคณะอาํ เภอ จาํ นวน ๑ รูป สาธารณสขุ อาํ เภอ จํานวน
๑ คน ผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล จํานวน ๑ คน นายกองค์การบริหารส่วนตําบล

๑๐๔

จํานวน ๒ คน ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลภูเวียง จํานวน ๑ คน และผู้บริหารสถานศึกษาจํานวน
๒ คน ดังนี้

๑. พระครูเขมวุฒิกร เจ้าคณะอําเภอภูเวียง-หนองนาคํา (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดศรี
ภเู วยี ง ตําบลภูเวยี ง อําเภอภูเวียง จงั หวัดขอนแก่น

๒. นายไพฑูรย์ ม่ันคง สาธารณสขุ อาํ เภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแกน่
๓. นายแสงจันทร์ หล้าอ่อน ผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหนองกุง
ธนสาร อําเภอภูเวยี ง จงั หวดั ขอนแก่น
๔. นายวิชัย อัยรา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองกุงธนสาร อําเภอภูเวียง
จงั หวดั ขอนแก่น
๕. นายอภิชัย ปัทถาพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลนาหว้า อําเภอภูเวียง
จังหวดั ขอนแก่น
๖. นางยุพิน เกณฑ์กิจ ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลภูเวียง อําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแก่น
๗. ดร.วุฒิชัย ครบุรี ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านกุดขอนแก่น ตําบลกุดขอนแก่น
อาํ เภอภูเวียง จังหวดั ขอนแก่น
๘. ดร.ณภพ น้ําใจดี ผู้อํานวยการโรงเรียนนาหว้านาเจริญ ตําบลนาหว้า อําเภอ
ภูเวยี ง จังหวัดขอนแก่น

๓.๒.๒ เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย

(๑) ลกั ษณะของเคร่ืองมือ

ผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยจาก
ผู้ให้ข้อมูลสําคัญจํานวน ๘ รูป/คน โดยเป็นคําถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ให้สัมภาษณ์ได้แสดงความ
คิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอ
ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และใหข้ อ้ เสนอแนะต่าง ๆได้อยา่ งอิสระ

(๒) ขน้ั ตอนการสร้างเคร่ืองมือ
๑. ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง มาตรการ

ควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ จากเอกสาร ตํารา และงานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
๒. กําหนดกรอบแนวคิดในการสร้างเครือ่ งมือ
๓. กําหนดวัตถุประสงค์ในการสร้างเคร่ืองมือการวิจัย โดยขอคําปรึกษาจากอาจารย์

ท่ปี รึกษาวทิ ยานพิ นธ์
๔. สร้างเครื่องมือแบบสัมภาษณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ

มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น แบ่งเป็น ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านการ
ตัดสินใจ ด้านการดําเนินงาน ด้านการรับผลประโยชน์ และด้านการติดตามและประเมินผล ซึ่งมี
ลักษณะเป็นคาํ ถามปลายเปดิ (Open Ended Question) ใหเ้ ลือกตอบโดยเสรจี าํ นวน ๒ ขอ้

๑๐๕

(๓) ข้นั ตอนการตรวจสอบคณุ ภาพเครอ่ื งมอื

นาํ แบบสัมภาษณ์ที่สร้างเสร็จเรียบรอ้ ยแล้วไปหาคุณภาพของแบบสมั ภาษณ์ ดังน้ี
๑. หาความเท่ียงตรง (Validity) โดยนําแบบสอบถามไปให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ

ความถูกต้อง และความครอบคลุมเนื้อหาท่ีต้องการศึกษา ซึ่งเป็นการหาความเท่ียงตรงของเน้ือหา
(Content Validity) จาํ นวน ๕ ทา่ น ดังนี้

๑) ผศ.ดร.สุวิน ทองปั้น อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตขอนแกน่

๒) ผศ.ดร.ประกอบ มีโคตรกอง อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๓) ผศ.ดร.สุรพล พรมกุล อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตขอนแก่น

๔) ผศ.ดร.จรัส ลีกา อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยา
เขตขอนแกน่

๕) อาจารย์ ดร.สุทธิพงษ์ สวัสดิ์ทา เลขานกุ ารหลักสตู รรัฐศาสตร บัณฑิตมหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่

นาํ แบบสัมภาษณ์จากผู้เช่ียวชาญหาค่าดัชนีความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของข้อ
คําถาม (IOC) ซ่ึงแตล่ ะข้อไดค้ า่ IOC ที่มคี วามสอดคลอ้ งตามวตั ถุประสงค์ของข้อคําถามทุกข้อ

๒. นาํ แบบสัมภาษณม์ าปรับปรงุ ตามคําแนะนําของผูเ้ ชีย่ วชาญและอาจารย์ผู้ควบคุม
วิทยานพิ นธ์ เพ่อื นาํ ไปเก็บข้อมลู ต่อไป

๓.๒.๓ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู

ผูว้ จิ ัยดําเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสมั ภาษณต์ ามขัน้ ตอน ดังนี้

๑. การรวบรวมเอกสาร ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ งานวิจัย และเอกสาร
สงิ่ พิมพ์ต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง และมาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙

๒. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผูว้ จิ ัยได้สรา้ งแบบสัมภาษณ์และขอหนงั สือขออนญุ าตเกบ็
รวบรวมขอ้ มลู จากศนู ยบ์ ณั ฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่

๓. ผู้วิจัยได้นําหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลจากศูนย์บัณฑิตศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นําเสนอผู้ให้ข้อมูลหลัก เพ่ือขออนุญาตเก็บข้อมูล
สมั ภาษณเ์ ชิงลกึ (In-depth Interview) จาํ นวน ๘ รปู /คน

๔. สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ได้แก่ เจ้าคณะอําเภอ จํานวน ๒ รูป สาธารณสุข
อําเภอ จํานวน ๑ คน นายกองค์การบริหารส่วนตําบล จํานวน ๒ คน กํานัน จํานวน ๑ คน และ
ผู้บริหารสถานศึกษาจํานวน ๒ คน จํานวนรวม ๘ รูป/คน ในช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ ถึง เดือน
มีนาคม ๒๕๖๔ รวมระยะเวลา ๖ เดอื น

๕. รับแบบสัมภาษณ์กลับคืน ตรวจความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วนําไป
วเิ คราะหข์ ้อมูลตอ่ ไป

๑๐๖

๓.๒.๔ การวิเคราะหข์ ้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content
Analysis Technique) ประกอบบริบทและประมวลผลเข้าด้วยกัน รวมทั้งใช้แนวคิดจากเอกสารและ
ผลงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้องมาสนบั สนุนในการวเิ คราะหเ์ พอ่ื ให้เหน็ ภาพรวม

๓.๓ การวจิ ัยเชงิ ปริมาณ

๓.๓.๑ ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง

๑) ประชากร

ได้แก่ ประชาชนในเขตพนื้ ท่ีอําเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแก่น จาํ นวน ๖๘,๑๐๗ คน๑

๒) กล่มุ ตวั อยา่ ง

ผู้วิจัยได้กําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากวิธีการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยา
มาเน่ (Taro Yamane)๒ ในการกําหนดขนาดกล่มุ ตัวอย่าง

=
๑ + ( )๒

เมอื่ n แทน ขนาดของกลุ่มตัวอยา่ ง

N แทน ขนาดของประชากร

e แทน คา่ ความคลาดเคลอื่ นของการสุ่มตัวอย่าง

เมือ่ N = ๖๘,๑๐๗

e = ๐.๐๕

แทนคา่ จะได้ ๖๘,๑๐๗
๖๘,๑๐๗(๐.๐๕)๒
= ๑ +

= ๓๙๗.๖๖

จะได้กลมุ่ ตัวอยา่ ง = ๓๙๘ คน

๑ กองแผนและงบประมาณ อบจ.ขอนแก่น, รายงานข้อมูลท้องท่ีและประชากรในจังหวัดขอนแก่น,
๒๕๖๓, หนา้ ๑.

๒ Taro Yamane. Englewood Cliffs, Elementary Sampling Theory, (New Jersey: Prentice-
Hall, Inc., 1967), p. 398.

๑๐๗

๓.๓.๒ เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั

๑) ลักษณะของเครอ่ื งมอื

ผู้วิจัยใช้แบบสอบถาม (Questionnaires) เป็นเคร่ืองมือในการวิจัย โดยเป็นแบบสอบถามที่
มีความสอดคลอ้ งกับหลกั การมีสว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชน ตามแนวคิดทฤษฎขี อง Cohen and
Uphoff เพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลมุ่ ตัวอย่าง โดยแบง่ รายละเอียดของแบบสอบถามออกเป็น ๓ สว่ น
ดังนี้

ส่วนที่ ๑ เป็นแบบสอบถามเก่ียวข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา
อาชีพ และรายได้ต่อเดอื น

ส่วนท่ี ๒ เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในเขตอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยผู้วิจัยใช้เกณฑ์ในการสร้าง
แบบสอบถามใน ๔ ดา้ น คือ

๑. ดา้ นการตดั สนิ ใจ
๒. ดา้ นการดาํ เนนิ งาน
๓. ดา้ นการรับผลประโยชน์
๔. ดา้ นการติดตามและประเมนิ

ส่วนท่ี ๓ เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับหลักพุทธธรรมที่นํามาใช้เพื่อการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในเขตอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยผู้วิจัยใช้เกณฑ์
ในการสรา้ งแบบสอบถามดว้ ยหลักอทิ ธิบาท ๔ คอื

๑. ดา้ นฉันทะ
๒. ดา้ นวิริยะ
๓. ดา้ นจติ ตะ
๔. ด้านวิมงั สา

ส่วนท่ี ๔ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแก่น ซง่ึ มลี กั ษณะเปน็ คาํ ถามปลายเปดิ (Open Ended Question) แบ่งเป็น ๔ ดา้ น ไดแ้ ก่

๑. ดา้ นการตดั สนิ ใจ
๒. ดา้ นการดําเนินงาน
๓. ด้านการรบั ผลประโยชน์
๔. ด้านการติดตามและประเมิน

๑๐๘

โดยคําถามในส่วนที่ ๒ และส่วนท่ี ๓ ผู้วิจัยได้กําหนดเกณฑ์การสร้างแบบสอบถาม
เป็นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า Rating Scale ของลิเคิร์ท (Likert’s rating scale)๓ โดยเกณฑ์การ
ให้คะแนนแบ่งออกเป็น ๕ ระดบั ดงั น้ี

๕ หมายถึง การมีสว่ นรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ อยู่ในระดบั มากท่สี ดุ

๔ หมายถึง การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ อย่ใู นระดับมาก

๓ หมายถึง การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-
๑๙ อยใู่ นระดับปานกลาง

๒ หมายถึง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-
๑๙ อยใู่ นระดบั นอ้ ย

๑ หมายถึง การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-
๑๙ อยใู่ นระดับนอ้ ยท่สี ดุ

โดยเกณฑ์การแปลผลค่าเฉลี่ย ผู้วิจัยได้กําหนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ตามแนวคิด
ของเบสท์ (Best) ๔ ดังตอ่ ไปนี้

ระดับคะแนนเฉลี่ย ระดบั การมสี ว่ นร่วม
๔.๕๐ – ๕.๐๐ มากท่สี ุด
๓.๕๐ – ๔.๔๙ มาก
๒.๕๐ – ๓.๔๙ ปานกลาง
๑.๕๐ – ๒.๔๙ นอ้ ย
๑.๐๐ – ๑.๔๙ น้อยทสี่ ดุ

๒) ขั้นตอนการสร้างเคร่ืองมือ
๑. ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง มาตรการ

ควบคุมโรคโควิด-๑๙ จากเอกสาร ตํารา และงานวิจยั ท่ีเกยี่ วขอ้ ง
๒. กําหนดกรอบแนวคดิ ในการสร้างเครอ่ื งมือ
๓. สร้างเคร่ืองมือ จากกรอบเน้ือหาในคําจํากัดความของศัพท์ท่ีใช้ในการวิจัย โดย

แบ่งแบบสอบถามออกเปน็ ๔ ส่วน ดังนี้

ส่วนท่ี ๑ เป็นแบบสอบถามเก่ียวข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ
อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ จําแนกตามข้อมูล
ทวั่ ไปจํานวน ๕ ขอ้

๓ บุญชม ศรสี ะอาด, การวิจัยเบ้ืองต้น, พิมพ์ครั้งท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร: สุวรี ิยาสาสน์, ๒๕๔๕), หน้า
๗๒.

๔ ประกอบ กรรณสูตร, สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์, พิมพ์ครั้งท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร:
ดา่ นสทุ ธาการพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐๘.

๑๐๙

ส่วนที่ ๒ เป็นคําถามเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรค
โควิด-๑๙ ในเขตอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยผู้วิจัยใช้เกณฑ์ในการสร้างแบบสอบถามใน ๔
ด้าน คือ

๑. ด้านการตดั สนิ ใจ จาํ นวน ๕ ขอ้
๒. ดา้ นการดาํ เนินงาน จํานวน ๕ ข้อ
๓. ดา้ นการรบั ผลประโยชน์ จาํ นวน ๕ ขอ้
๔. ด้านการติดตามและประเมนิ ผล จาํ นวน ๕ ขอ้

ส่วนท่ี ๓ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมท่ีนํามาใช้เพ่ือการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในเขตอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยผู้วิจัยใช้เกณฑ์
ในการสรา้ งแบบสอบถามด้วยหลักอิทธิบาท ๔ คอื

๑. ดา้ นฉันทะ จาํ นวน ๔ ข้อ
๒. ด้านวิรยิ ะ จาํ นวน ๔ ขอ้
๓. ดา้ นจติ ตะ จํานวน ๔ ขอ้
๔. ด้านวมิ งั สา จาํ นวน ๔ ขอ้

ส่วนท่ี ๔ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแก่น ซึ่งมลี กั ษณะเปน็ คาํ ถามปลายเปิด (Open Ended Question) แบ่งเปน็ ๔ ด้าน ได้แก่

๑. ดา้ นการตัดสินใจ
๒. ดา้ นการดาํ เนินงาน
๓. ด้านการรบั ผลประโยชน์
๔. ด้านการตดิ ตามและประเมนิ

(๓) ขั้นตอนการตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือ

นําแบบสอบถามทส่ี ร้างเสร็จเรียบรอ้ ยแล้วไปหาคณุ ภาพของแบบสอบถาม ดงั น้ี
๑. หาความเท่ียงตรง (Validity) โดยนําแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความ

ถูกต้อง และความครอบคลุมเน้ือหาท่ีต้องการศึกษา ซึ่งเป็นการหาความเท่ียงตรงของเน้ือหา (Content
Validity) จาํ นวน ๕ ทา่ น ดังนี้

๑) ผศ.ดร.สุวิน ทองป้ัน อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตขอนแกน่

๒) ผศ.ดร.ประกอบ มีโคตรกอง อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่

๓) ผศ.ดร.สุรพล พรมกุล อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตขอนแกน่

๔) ผศ.ดร.จรัส ลีกา อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยา
เขตขอนแก่น

๑๑๐

๕) อาจารย์ ดร.สุทธิพงษ์ สวัสดิ์ทา เลขานกุ ารหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่

ซ่ึงผู้วิจัยได้ทําการกําหนดค่าความเท่ียงตรง (validity) ความสมบูรณ์ ของ

แบบสอบถาม ความชัดเจนของภาษา และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยกําหนด

คะแนน ดงั นี้

ถ้าเหน็ วา่ สอดคล้อง ใหค้ ะแนน +๑

ถา้ เหน็ ว่าไมแ่ น่ใจ ใหค้ ะแนน ๐

ถา้ เห็นวา่ ไม่สอดคลอ้ ง ใหค้ ะแนน -๑

จากน้ันนําคะแนนรายข้อมาคํานวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (index of item–
objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคําถามกับเน้ือหา ซึ่งทุกข้อคําถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง
อยู่ระหว่าง ๐.๘๐–๑.๐๐ จากการวิเคราะห์ความสอดคล้องของข้อคําถามของแบบสอบถามในการวิจัย
คร้ังนี้ ได้ดัชนีความสอดคล้อง (index of item–objective congruence: IOC) เฉลี่ยเท่ากับ ๐.๘๐ ทุก
ขอ้

๒. นําแบบสอบถามมาปรับปรุงตามคําแนะนําของผู้เช่ียวชาญและอาจารย์ผู้ควบคุม
วทิ ยานิพนธ์ เพื่อนําไปเก็บรวบรวมขอ้ มูลเพื่อหาคา่ ความเชื่อมน่ั

๓. การทดสอบหาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) โดยนําแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุง
แก้ไขจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญแล้ว ได้ทดลองใช้กับประชากรที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง คือ
ประชาชนในอําเภอหนองนาคํา จังหวัดขอนแก่น จํานวน ๓๐ คน แล้วนํามาตรวจคะแนนหาค่า
สัมประสิทธ์ิแอลฟา (Alpha Coefficients)๕ ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach)๖ โดยใช้โปรแกรม
สาํ เรจ็ รูปทางสถติ ิ ได้ค่าสัมประสิทธแ์ิ อลฟาของความเช่ือมน่ั ท้ังฉบบั เทา่ กบั ๐.๘๖

๔. นําแบบสอบถามท่หี าคา่ ความเชอื่ มนั่ แลว้ นําไปเก็บข้อมูลต่อไป

๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล

๑. การรวบรวมเอกสาร ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ งานวิจัย และเอกสาร
ส่งิ พิมพต์ ่าง ๆ ทีเ่ กี่ยวข้องกับการมีสว่ นร่วมทางการเมือง มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙

๒. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามและขอหนังสือขออนุญาตเก็บ
รวบรวมขอ้ มูลจากศนู ยบ์ ณั ฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่

๓. ผู้วิจัยได้นําหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลจากศูนย์บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นําเสนอหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับแจกแบบสอบถามเพ่ือเก็บรวบรวม
ข้อมลู

๕ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น,
๒๕๓๘), หน้า ๑๘๓.

๖ Cronbach, Lee J., Essentials of psychological testing, 4 th ed., (New York: Harper
Collins Publishers, 1949), p. 123.

๑๑๑

๔. แจกจ่ายแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแก่น จาํ นวน ๓๙๘ ฉบับ

๕. รับแบบสอบถามท้ังหมดกลบั คืน ตรวจความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วนาํ ไป
วเิ คราะหข์ อ้ มลู ต่อไป

๓.๓.๔ การวิเคราะหข์ อ้ มลู

เม่ือรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว ผู้วิจัยได้ทําการตรวจสอบความสมบูรณ์ และ
ความถูกต้องของแบบสอบถาม จากน้ันจึงนําแบบสอบถามซ่ึงมีความถูกต้องสมบูรณ์มาลงรหัสตาม
วิธีการวิจัยทางสถิติ และดําเนินการประมวลผลด้วยโปรแกรมสําเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์
จากนน้ั นาํ ผลท่ีไดม้ าทาํ ตารางวิเคราะห์ทางสถิตเิ พ่อื อธบิ ายความหมายต่อไป

การวจิ ัยคร้งั นี้ ผวู้ จิ ัยใช้สถิตใิ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังน้ี

๑. สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analytical Statistics) เป็นสถิติที่นํามาใช้
บรรยายคุณลักษณะของขอ้ มูล โดยใช้วเิ คราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่เก่ียวกับผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ
อายุ รายได้ อาชพี และระดบั การศกึ ษา ซง่ึ ค่าสถติ ิทใ่ี ช้ไดแ้ ก่

๑.๑ ใช้สถิติจํานวน (Frequency) และร้อยละ (Percentage) อธิบายปัจจัยส่วน
บุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะหโ์ ดยการนาํ เสนอเปน็ ตารางประกอบการบรรยายผล

๑.๒ ใช้สถิติแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) วิเคราะห์โดยการหา
ค่าเฉล่ีย (Arithmetic Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) อธิบายข้อมูล การ
มีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภูเวยี ง จงั หวดั ขอนแกน่

๒. สถิติวิเคราะห์เชิงอนุมาน (Inferential Analysis Statistics) เป็นสถิติที่ใช้วิเคราะห์ถึง
ลักษณะของตัวแปรต้นที่มีผลต่อตัวแปรตามโดยใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นสถิติท่ีใช้สําหรับ
ทดสอบสมมติฐาน เพ่ือเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน
อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล สถิติที่ใช้คือ การทดสอบค่าที (t-test)
ในกรณีตัวแปรต้นสองกลุ่ม และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง
เดียว (One Way ANOVA) ในกรณีตัวแปรต้นตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจะทําการ
เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างเป็นสําคัญน้อยที่สุด (Least Significant
Difference : LSD.) การทดสอบสมมติฐานอิทธิบาท ๔ ที่ส่งผลต่อระดับการมีส่วนรว่ มทางการเมอื ง ดว้ ย
วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (Spearman’s rank order correlation coefficient)
และการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามปลายเปิด (Open ended Question) วิเคราะห์โดยใช้เทคนิค
การวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis Technique) ประกอบการนําเสนอเป็นตารางประกอบการ
บรรยายผล โดยการแจกแจงความถข่ี องผู้ตอบคําถามปลายเปดิ ตามลาํ ดับความสําคัญ

บทท่ี ๔
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล

การศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน
อําเภอภูเวยี ง จงั หวดั ขอนแก่น” ไดจ้ ัดลาํ ดับผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดงั ต่อไปนี้

๔.๑ ผลการวิเคราะหป์ จั จัยสว่ นบุคคลของประชาชนในอําเภอภเู วียง จังหวัดขอนแกน่
๔.๒ ผลการวเิ คราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภเู วยี ง จงั หวดั ขอนแกน่
๔.๓ ผลการวเิ คราะห์ระดับการมีสว่ นรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ ตามหลักอทิ ธบิ าท ๔ ในอําเภอภเู วยี ง จังหวดั ขอนแก่น
๔.๔ ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภูเวยี ง จงั หวัดขอนแก่น จําแนกตามปจั จัยส่วนบคุ คล และอิทธบิ าท ๔
๔.๕ ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภเู วียง จังหวดั ขอนแกน่
๔.๖ ผลการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์แนวทางการประยุกต์ใช้อิทธิบาท ๔ เพ่ือส่งเสริมการ
มีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแกน่
๔.๗ สรปุ องคค์ วามรทู้ ไี่ ดร้ บั จากการวิจยั

๔.๑ ผลการวเิ คราะหป์ ัจจยั ส่วนบคุ คลของประชาชนในอําเภอภเู วยี ง จังหวัดขอนแกน่

การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ผวู้ ิจัยได้ศึกษา
ปจั จัยสว่ นบคุ คล จําแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ดังน้ี

ตารางท่ี ๔.๑ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนก
ตามเพศ

เพศ จํานวน (n=๓๙๘)
ชาย ๑๙๐ รอ้ ยละ
หญงิ ๒๐๘ ๔๗.๗๔
รวม ๓๙๘ ๕๒.๒๖
๑๐๐

๑๑๓

จากตารางที่ ๔.๑ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จํานวน ๒๐๘ คน คิดเป็นร้อย
ละ ๕๒.๒๖ รองลงมาเปน็ เพศชาย จํานวน ๑๙๐ คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๔๗.๗๔

ตารางที่ ๔.๒ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนก
ตามอายุ

อายุ จํานวน (n=๓๙๘)
ตํ่ากว่า ๒๐ ปี ๙๕ ร้อยละ
๒๑ - ๒๙ ปี ๑๑๑ ๒๓.๘๗
๓๐ - ๓๙ ปี ๗๘ ๒๗.๘๙
๔๐ - ๔๙ ปี ๗๔ ๑๙.๖๐
๕๐ ปีข้ึนไป ๔๐ ๑๘.๕๙
๓๙๘ ๑๐.๐๕
รวม ๑๐๐

จากตารางท่ี ๔.๒ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง ๒๐-๒๙ ปี จํานวน ๑๑๑ คน
คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๘๙ รองลงมาคือ มีอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี จํานวน ๙๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๘๗ มี
อายุระหว่าง ๓๐-๓๙ ปี จํานวน ๗๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๖๐ มีอายุระหว่าง ๔๐-๔๙ ปี จํานวน
๗๔ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๑๘.๕๙ และอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป จาํ นวน ๔๐ คน คดิ เป็นร้อยละ ๑๐.๐๕

ตารางที่ ๔.๓ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนก
ตามระดบั การศึกษา

ระดบั การศึกษา จาํ นวน (n=๓๙๘)
มัธยมศกึ ษา ๑๖๑ ร้อยละ
ปวช./ปวส. ๙๔ ๔๐.๔๕
ปรญิ ญาตรี ๑๒๔ ๒๓.๖๒
สงู กว่าปริญญาตรี ๑๙ ๓๑.๑๖
๓๙๘ ๔.๗๗
รวม ๑๐๐

จากตารางที่ ๔.๓ พบวา่ ประชาชนส่วนใหญ่ มีระดับการศึกษามัธยมศึกษา จํานวน ๑๖๑
คน คิดเป็นร้อยละ ๔๐.๔๕ รองลงมาคือ ระดับปริญญาตรี จํานวน ๑๒๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๑๖
ระดับ ปวช./ปวส. จํานวน ๙๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๖๒ และระดับสูงกว่าปริญญาตรี จํานวน ๑๙
คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๔.๗๗

๑๑๔

ตารางท่ี ๔.๔ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนก
ตามอาชีพ

อาชพี จาํ นวน (n=๓๙๘)
ราชการ/รฐั วสิ าหกิจ ๘๓ ร้อยละ
พนกั งานบรษิ ัท ๗๙ ๒๐.๘๕
นักเรยี น/นกั ศึกษา ๑๐๔ ๑๙.๘๕
ค้าขาย ๕๖ ๒๖.๑๓
รับจา้ งท่วั ไป ๗๖ ๑๔.๐๗
๓๙๘ ๑๙.๑๐
รวม ๑๐๐

จากตารางที่ ๔.๔ พบวา่ ประชาชนสว่ นใหญ่ มีอาชีพนักเรยี น/นกั ศกึ ษา จํานวน ๑๐๔ คน
คิดเป็นร้อยละ ๒๖.๑๓ รองลงมาคือ อาชีพราชการ/รัฐวิสาหกิจ จํานวน ๘๓ คน คิดเป็นร้อยละ
๒๐.๘๕ อาชพี พนักงานบริษัทจํานวน ๗๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๘๕ อาชีพรับจ้างทั่วไป จํานวน ๗๖
คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๑๙.๑๐ และอาชพี ค้าขาย จํานวน ๕๖ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๔.๐๗

ตารางที่ ๔.๕ จํานวนความถี่และร้อยละของประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนก
ตามรายได้ตอ่ เดือน

อาชพี จาํ นวน (n=๓๙๘)
ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๕๙ ร้อยละ
๑๐,๐๐๑-๑๕,๐๐๐ บาท ๑๑๖ ๓๙.๙๕
๑๕,๐๐๑-๒๐,๐๐๐ บาท ๕๙ ๒๙.๑๕
๒๑,๐๐๑-๒๕,๐๐๐ บาท ๓๕ ๑๔.๘๒
๒๕,๐๐๑ บาท ขึ้นไป ๒๙ ๘.๗๙
๓๙๘ ๗.๒๙
รวม ๑๐๐

จากตารางที่ ๔.๕ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ มีรายได้ต่อเดือนตํ่ากว่า ๑๐,๐๐๐ บาท
จํานวน ๑๕๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๙.๙๕ รองลงมาคือ รายได้ต่อเดือน ๑๐,๐๐๑-๑๕,๐๐๐ บาท
จํานวน ๑๑๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๑๕ รายได้ต่อเดือน ๑๕,๐๐๑-๒๐,๐๐๐ บาท จํานวน ๕๙ คน
คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๘๒ รายได้ต่อเดือน ๒๑,๐๐๑-๒๕,๐๐๐ บาท จํานวน ๓๕ คน คิดเป็นร้อยละ
๘.๗๙ และรายได้ต่อเดอื น ๒๕,๐๐๑ บาท ข้นึ ไป จํานวน ๒๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๗.๒๙

๑๑๕

๔.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ในอาํ เภอภเู วยี ง จงั หวดั ขอนแก่น

ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรค
โควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จากแบบสอบถามท่ีใช้เก็บข้อมูลเพื่อนํามาวิเคราะห์แบ่ง
ออกเป็น ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านการตัดสินใจ ด้านการดําเนินงาน ด้านการรับผลประโยชน์ และด้านการ
ติดตามและประเมินผล จํานวนรวม ๒๐ ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และแปลผลระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-
๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแกน่ โดยภาพรวมและรายดา้ น แสดงในตารางที่ ๔.๖ – ๔.๑๐

ตารางที่ ๔.๖ ระดับการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ใน
อําเภอภูเวยี ง จงั หวัดขอนแกน่ โดยภาพรวม

(n = ๓๙๘)

ระดบั การมสี ่วนรว่ มทางการเมอื งของประชาชน S.D. การแปลผล

๑. ด้านการตัดสนิ ใจ ๓.๖๘ ๐.๒๙ มาก

๒. ด้านการดําเนนิ งาน ๓.๗๑ ๐.๑๒ มาก

๓. ด้านการรบั ผลประโยชน์ ๓.๔๖ ๐.๔๒ ปานกลาง

๔. ด้านการติดตามและประเมนิ ผล ๓.๖๑ ๐.๑๖ มาก

รวม ๓.๖๑ ๐.๑๑ มาก

จากตาราง ๔.๖ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภเู วยี ง จงั หวัดขอนแกน่ โดยรวมอยู่ในระดบั มาก ( = ๓.๖๑)

เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ

มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น อยู่ในระดับมาก ๓ ด้าน เรียงลําดับ
ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการตัดสินใจ ( = ๓.๖๘) มีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมา คือ ด้าน
การดําเนินงาน ( = ๓.๖๑) และด้านการติดตามและประเมินผล ( = ๓.๖๑) ตามลําดับ ส่วนด้าน
การรบั ผลประโยชน์ ( = ๓.๔๖) อยู่ในระดบั ปานกลาง

๑๑๖

ตารางที่ ๔.๗ ระดับการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ใน
อําเภอภูเวยี ง จงั หวัดขอนแก่น ดา้ นการตัดสินใจ

(n = ๓๙๘)

ขอ้ ที่ ระดบั การมสี ่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชน S.D. การแปลผล
ด้านการตดั สนิ ใจ

๑ มีส่วนร่วมในการเข้าร่วมประชุมเก่ียวกับมาตรการควบคุม ๓.๖๒ ๐.๙๘ มาก

โรคโควิด-๑๙

๒ มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นต่อท่ีประชุมเกี่ยวกับ ๓.๔๐ ๐.๙๔ ปานกลาง

มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙

๓ มีส่วนร่วมในการกําหนดข้อปฏิบัติที่เก่ียวกับมาตรการ ๓.๔๐ ๑.๐๐ ปานกลาง

ควบคมุ โรคโควดิ -๑๙

๔ ได้รับทราบข่าวสารเก่ียวกับโรคโควิด-๑๙ ท่ีมีความถูกต้อง ๓.๙๔ ๐.๘๑ มาก

จากภาครัฐ

๕ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ๔.๐๓ ๐.๗๘ มาก

อย่างถกู ตอ้ ง

รวม ๓.๖๘ ๐.๒๙ มาก

จากตาราง ๔.๗ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ

ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ด้านการตัดสินใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก
( = ๓.๖๘)

เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี

ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับ

ค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อยสามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๕ ได้รับทราบข้อมูลเก่ียวกับมาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ อย่างถูกต้อง มีค่าเฉล่ียสูงสุด ( = ๔.๐๓) รองลงมา คือ ข้อ ๔ ได้รับทราบข่าวสาร
เกี่ยวกับโรคโควิด-๑๙ ท่ีมีความถูกต้องจากภาครัฐ ( = ๓.๙๔) และข้อ ๑ มีส่วนร่วมในการเข้าร่วม
ประชุมเกย่ี วกับมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ( = ๓.๖๒) ตามลําดับ

๑๑๗

ตารางท่ี ๔.๘ ระดับการมสี ่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตอ่ มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน
อาํ เภอภูเวยี ง จงั หวดั ขอนแก่น ด้านการดาํ เนินงาน

(n = ๓๙๘)

ข้อที่ ระดบั การมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชน S.D. การแปลผล

ด้านการดาํ เนนิ งาน

๑ มีส่วนร่วมในการคัดกรองบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับ ๓.๕๓ ๑.๐๕ มาก

ชมุ ชน

๒ มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังโรคโควิด-๑๙ ร่วมกับหน่วยงาน ๓.๖๗ ๑.๐๒ มาก

ภาครัฐ

๓ มีส่วนร่วมในการป้องกันบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้หลีกเลี่ยงการ ๓.๘๕ ๐.๙๓ มาก

ใกล้ชิดผู้อื่น โดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และสตรีมี

ครรภ์

๔ มีส่วนร่วมในการแนะนําให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการ ๓.๖๘ ๑.๐๑ มาก

ควบคุมโรคโควดิ -๑๙

๕ มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ ๓.๘๐ ๐.๙๑ มาก

ควบคุมโรคโควิด-๑๙

รวม ๓.๗๑ ๐.๑๒ มาก

จากตาราง ๔.๘ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ด้านการดําเนินงาน โดยรวม อยู่ในระดับมาก
( = ๓.๗๑)

เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี

ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ อยู่ในระดับมากทุกข้อ

เรยี งลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามลําดับแรก พบว่า ขอ้ ๓ มีส่วนร่วมในการป้องกันบุคคลกลุ่ม

เสี่ยงให้หลีกเล่ียงการใกล้ชิดผู้อ่ืน โดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และสตรีมีครรภ์ มีค่าเฉล่ียสูงสุด
( = ๓.๘๕) รองลงมา คือ ข้อ ๕ การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ( = ๓.๘๐) และข้อ ๔ มีส่วนร่วมในการแนะนําให้ความรู้เก่ียวกับมาตรการ
ควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ( = ๓.๖๘) ตามลําดับ

๑๑๘

ตารางที่ ๔.๙ ระดับการมสี ่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ใน
อาํ เภอภเู วยี ง จังหวดั ขอนแกน่ ดา้ นการรับผลประโยชน์

(n = ๓๙๘)

ขอ้ ที่ ระดับการมสี ว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชน S.D. การแปลผล

ดา้ นการรบั ผลประโยชน์

๑ ได้รับการแจ้งเตือนเก่ียวกับผู้ที่มีความเส่ียงสูงผ่านทาง ๓.๐๗ ๑.๑๒ ปานกลาง

แอปพลเิ คชนั หมอชนะ

๒ ไดร้ ับทราบข้อมูลไทม์ไลน์ของผู้ปว่ ยหรอื ผู้ทีม่ ีความเส่ียงสูง ๒.๙๓ ๑.๐๗ ปานกลาง

ผา่ นทางแอปพลิเคชันไทยชนะ

๓ ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐ ๓.๗๔ ๐.๙๑ มาก

เพอื่ ปอ้ งกันตนเองไมใ่ ห้เข้าไปในพนื้ ท่ีเส่ียงตอ่ การติดโรค

๔ ได้รับทราบข้อปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคโควิด- ๓.๘๔ ๐.๘๙ มาก

๑๙ ผ่านการประชาสัมพันธ์ของหนว่ ยงานภาครฐั

๕ ได้รับทราบข้อปฏิบัติเก่ียวกับมาตรการควบคุมโรคโควิด- ๓.๗๐ ๐.๙๐ มาก

๑๙ ท่เี ปน็ ขอ้ บกพร่องต้องได้รบั การพัฒนาแก้ไข

รวม ๓.๔๖ ๐.๔๒ ปานกลาง

จากตาราง ๔.๙ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ

ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวยี ง จงั หวัดขอนแก่น ดา้ นการรับผลประโยชน์ โดยรวม อยู่ในระดับ
ปานกลาง ( = ๓.๔๖)

เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี

ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับ

คา่ เฉล่ยี จากมากไปหานอ้ ยสามลาํ ดบั แรก พบว่า ข้อ ๔ ได้รับทราบข้อปฏบิ ตั เิ กีย่ วกับมาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ ผ่านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = ๓.๘๔) รองลงมา

คือ ข้อ ๓ ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้เข้าไปใน
พ้ืนที่เสี่ยงต่อการติดโรค ( = ๓.๗๔) และข้อ ๕ ได้รับทราบข้อปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรค
โควิด-๑๙ ท่ีเป็นข้อบกพรอ่ งตอ้ งไดร้ ับการพัฒนาแกไ้ ข ( = ๓.๗๐) ตามลาํ ดบั

๑๑๙

ตารางท่ี ๔.๑๐ ระดับการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ใน
อาํ เภอภูเวียง จงั หวัดขอนแกน่ ด้านการติดตามและประเมินผล

(n = ๓๙๘)

ข้อที่ ระดบั การมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชน S.D. การแปลผล

ดา้ นการติดตามและประเมินผล

๑ ได้ติดตามผลการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคโควิด- ๓.๘๔ ๐.๙๑ มาก

๑๙

๒ มีส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการ ๓.๖๓ ๑.๐๒ มาก

ควบคมุ โรคโควดิ -๑๙

๓ มีส่วนร่วมในเข้าร่วมประชุมเพ่ือสรุปผลการปฏิบัติตาม ๓.๔๕ ๑.๐๓ ปานกลาง

มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙

๔ มีส่วนร่วมในการเสนอข้อปัญหาและวิธีแก้ไขจากการ ๓.๔๗ ๑.๐๒ ปานกลาง

ปฏบิ ตั ิตามมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙

๕ มีส่วนร่วมในการพจิ ารณารูปแบบการปฏิบตั ติ ามมาตรการ ๓.๖๗ ๐.๙๖ มาก

ควบคุมโรคโควิด-๑๙ เพ่ือสร้างระบบข้ันตอนการปฏิบัติที่

มคี วามเหมาะสมตอ่ ไป

รวม ๓.๖๑ ๐.๑๖ มาก

จากตาราง ๔.๑๐ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ด้านการติดตามและประเมินผล โดยรวมอยู่
ในระดับมาก ( = ๓.๖๑)

เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี

ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับ

ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๑ ได้ติดตามผลการปฏิบัติตามมาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ มีค่าเฉล่ียสูงสุด ( = ๓.๘๔) รองลงมา คือ ข้อ ๕ มีส่วนร่วมในการพิจารณารูปแบบ

การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ เพ่ือสร้างระบบข้ันตอนการปฏิบัติท่ีมีความเหมาะสม
ต่อไป ( = ๓.๖๗) และข้อ ๒ มีส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค
โควดิ -๑๙ ( = ๓.๖๓) ตามลาํ ดับ

๔.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภูเวียง จังหวดั ขอนแก่น ตามหลกั อิทธบิ าท ๔

ผลการวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรค
โควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอิทธิบาท ๔ จากแบบสอบถามที่ใช้เก็บข้อมูล
เพื่อนํามาวิเคราะห์แบ่งออกเป็น ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านฉันทะ ด้านวิริยะ ด้านจิตตะ และด้านวิมังสา
จํานวนรวม ๑๖ ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผลระดับ

๑๒๐

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัด
ขอนแก่น ตามหลกั อิทธิบาท ๔ โดยภาพรวมและรายด้าน แสดงในตารางที่ ๔.๑๑ – ๔.๑๕

ตารางที่ ๔.๑๑ ระดับการมสี ่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ใน
อาํ เภอภูเวียง จงั หวัดขอนแก่น ตามหลักอิทธบิ าท ๔ โดยภาพรวม

(n = ๓๙๘)

ระดบั การมสี ว่ นรว่ มทางการเมืองของประชาชน S.D. การแปลผล

๑. ดา้ นฉันทะ ๔.๒๗ ๐.๐๙ มาก

๒. ด้านวริ ิยะ ๔.๐๗ ๐.๑๐ มาก

๓. ด้านจติ ตะ ๔.๒๗ ๐.๑๐ มาก

๔. ดา้ นวิมงั สา ๓.๙๕ ๐.๐๗ มาก

รวม ๔.๑๔ ๐.๑๖ มาก

จากตาราง ๔.๑๑ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวยี ง จงั หวัดขอนแก่น ตามหลักอิทธิบาท ๔ โดยรวมอยู่ในระดับมาก
( = ๓.๖๑)

เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอิทธิบาท ๔ อยู่ในระดับ
มากทุกด้าน เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามลําดับแรก พบว่า ด้านฉันทะและด้านจิตตะ มี
คา่ เฉล่ยี สูงสุดเทา่ กนั ( = ๔.๒๗) รองลงมา คอื ด้านวิรยิ ะ ( = ๔.๐๗) ตามลาํ ดบั

ตารางท่ี ๔.๑๒ ระดับการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ใน
อาํ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน่ ตามหลกั อิทธิบาท ๔ ด้านฉนั ทะ

ข้อที่ ดา้ นฉนั ทะ (n = ๓๙๘)
๑. มกี ารศกึ ษาความรู้เกี่ยวกบั โรคโควิด-๑๙ อยเู่ สมอ S.D. การแปลผล

๔.๒๖ ๐.๗๓ มาก

๒. มีการติดตามรับฟังข่าวสารเก่ียวกับโรคโควิด-๑๙ อยู่ ๔.๓๓ ๐.๗๒ มาก
เสมอ มาก
มาก
๓. มีความเช่ือม่ันในมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ว่า ๔.๑๔ ๐.๘๘ มาก
สามารถปฏบิ ัติและควบคุมโรคไดจ้ ริง

๔. เห็นว่าการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ เป็น ๔.๓๕ ๐.๗๕
เร่อื งสาํ คัญ

รวม ๔.๒๗ ๐.๐๙

๑๒๑

จากตาราง ๔.๑๒ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอิทธบิ าท ๔ ด้านฉันทะ โดยรวม อยู่
ในระดบั มาก ( = ๔.๒๗)

เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ด้าน
ฉันทะ อยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๔ เห็น
ว่าการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ เป็นเรื่องสําคัญ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = ๔.๓๕)
รองลงมา คือ ข้อ ๒ มีการติดตามรับฟังข่าวสารเก่ียวกับโรคโควิด-๑๙ อยู่เสมอ ( = ๔.๓๓) และข้อ
๑ มีการศกึ ษาความรูเ้ กย่ี วกบั โรคโควิด-๑๙ อยเู่ สมอ ( = ๔.๒๖) ตามลาํ ดบั

ตารางท่ี ๔.๑๓ ระดับการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนตอ่ มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน
อาํ เภอภเู วียง จังหวดั ขอนแกน่ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ดา้ นวิรยิ ะ

(n = ๓๙๘)

ขอ้ ที่ ด้านวริ ิยะ S.D. การแปลผล

๑ ปฏบิ ัตติ ามมาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ อยา่ งเครง่ ครดั ๔.๒๑ ๐.๗๒ มาก

๒ มีส่วนร่วมในการประชุมเพ่ือดําเนินการตามมาตรการ ๔.๐๑ ๐.๘๘ มาก

ควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ อยา่ งสมํ่าเสมอ

๓ มีส่วนร่วมในการดําเนินการตามมาตรการควบคุมโรคโค ๔.๐๘ ๐.๘๕ มาก

วดิ -๑๙ ในชมุ ชนของท่านอย่างตอ่ เน่อื ง

๔ มีส่วนร่วมในกิจกรรมการรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตาม ๓.๙๘ ๐.๙๓ มาก

มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙

รวม ๔.๐๗ ๐.๑๐ มาก

จากตาราง ๔.๑๓ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอิทธิบาท ๔ ด้านวิริยะ โดยรวม อยู่
ในระดบั มาก ( = ๔.๐๗)

เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี

ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ด้าน

วริ ิยะ อยู่ในระดบั มากทุกขอ้ เรียงลาํ ดับค่าเฉล่ยี จากมากไปหาน้อยสามลาํ ดบั แรก พบวา่ ข้อ ๑ ปฏบิ ัติ
ตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ อย่างเคร่งครัด มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = ๔.๒๑) รองลงมา คือ ข้อ ๓

มีส่วนร่วมในการดําเนินการตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในชุมชนของท่านอย่างต่อเนื่อง
( = ๔.๐๘) และข้อ ๒ มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อดําเนินการตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
อย่างสมาํ่ เสมอ ( = ๔.๐๑) ตามลาํ ดับ

๑๒๒

ตารางที่ ๔.๑๔ ระดับการมสี ่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ใน
อําเภอภเู วยี ง จังหวดั ขอนแกน่ ตามหลักอทิ ธิบาท ๔ ด้านจิตตะ

ข้อที่ ด้านจติ ตะ (n = ๓๙๘)
S.D. การแปลผล
๑ มกี ารตดิ ตามสถานการณ์เก่ียวกบั โรคโควิด-๑๙ เสมอ ๔.๒๕ ๐.๗๙ มาก
๒ มสี ว่ นรว่ มในการเฝา้ ระวงั บคุ คลทีเ่ ป็นกลุม่ เสย่ี ง ๔.๑๓ ๐.๙๐ มาก
๓ มกี ารสงั เกตอาการของตนเองอยา่ งสม่ําเสมอ ๔.๓๑ ๐.๗๒ มาก
๔ ไมท่ าํ การเผยแพรข่ ่าวหรือข้อมลู ที่เปน็ เทจ็ ๔.๓๗ ๐.๗๘ มาก
๔.๒๗ ๐.๑๐ มาก
รวม

จากตาราง ๔.๑๔ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ตามหลักอิทธิบาท ๔ ด้านจิตตะ โดยรวม อยู่
ในระดบั มาก ( = ๔.๒๗)

เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ด้าน
จิตตะ อยใู่ นระดับมากทุกข้อ เรียงลําดับค่าเฉลีย่ จากมากไปหาน้อยสามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๑ ไม่ทํา
การเผยแพร่ข่าวหรือข้อมูลที่เป็นเท็จ มีค่าเฉล่ียสูงสุด ( = ๔.๒๕) รองลงมา คือ ข้อ ๔ มีการสังเกต
อาการของตนเองอย่างสมํ่าเสมอ ( = ๔.๓๗) และข้อ ๓ มีการติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับโรค
โควิด-๑๙ เสมอ ( = ๔.๓๑) ตามลาํ ดบั

ตารางที่ ๔.๑๕ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ใน
อาํ เภอภูเวยี ง จังหวดั ขอนแก่น ตามหลักอทิ ธบิ าท ๔ ดา้ นวมิ งั สา

(n = ๓๙๘)

ขอ้ ท่ี ดา้ นวมิ ังสา S.D. การแปลผล

๑ มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อหาแนวทางพัฒนาการปฏิบัติ ๓.๙๖ ๐.๙๐ มาก

ตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ให้มีประสิทธิภาพมาก

ย่ิงขนึ้

๒ มีสว่ นร่วมในการนาํ เสนอมาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ท่ี ๓.๙๐ ๐.๘๘ มาก

สอดคล้องกบั บรบิ ทของคนในชมุ ชน

๓ มีส่วนร่วมในการช้ีแจงทําความเข้าใจข้อปฏิบัติตาม ๓.๙๐ ๐.๙๕ มาก

มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ให้กบั คนในชมุ ชน

๔ มกี ารตรวจสอบทาํ ความเขา้ ใจมาตรการควบคมุ โรค โควดิ - ๔.๐๕ ๐.๘๒ มาก

๑๙ ก่อนนําไปปฏบิ ัติ

รวม ๓.๙๕ ๐.๐๗ มาก

๑๒๓

จากตาราง ๔.๑๕ พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแกน่ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ด้านวมิ ังสา โดยรวม อยู่
ในระดบั มาก ( = ๓.๙๕)

เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีระดับการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ตามหลักอิทธิบาท ๔ ด้าน
วิมังสา อยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลําดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อยสามลําดับแรก พบว่า ข้อ ๔ มี
การตรวจสอบทําความเข้าใจมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ก่อนนําไปปฏิบัติ มีค่าเฉล่ียสูงสุด
( = ๔.๐๕) รองลงมา คือ ข้อ ๑ มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อหาแนวทางพัฒนาการปฏิบัติตาม
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และข้อ ๓ มีส่วนร่วมในการช้ีแจงทํา
ความเข้าใจข้อปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ให้กับคนในชุมชน มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน
( = ๓.๙๐)

๔.๔ เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุม
โรคโควดิ -๑๙ ใน อําเภอภูเวียง จังหวดั ขอนแก่น จาํ แนกตามปจั จยั ส่วนบคุ คล

ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น การทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์หา
ความแตกต่างระหว่างตัวแปร จําแนกตาม เพศ, อายุ, ระดับการศึกษา, อาชีพ และรายได้ต่อเดือน
โดยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) เมื่อ
พบว่ามีความแตกต่างจะทําการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ โดยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุด
(LSD.) ตามสมมติฐานตามรายละเอียดในตารางท่ี ๔.๑๖ - ๔.๑๔ ดังนี้

สมมติฐานที่ ๑ ประชาชนท่ีมีเพศต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ แตกตา่ งกัน

ตารางท่ี ๔.๑๖ แสดงผลการเปรียบเทยี บระดับการมสี ว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ในอําเภอภูเวยี ง จังหวัดขอนแก่น จาํ แนกตามเพศ

การมีส่วนรว่ มทางการเมอื ง เพศ (n = ๓๙๘)
ชาย (๑๙๐ คน) หญิง (๒๐๘ คน)
ดา้ นการตัดสนิ ใจ S.D. S.D. t Sig.
ด้านการดําเนินงาน ๓.๖๙ ๐.๓๐ ๓.๖๗ ๐.๓๐
ดา้ นการรับผลประโยชน์ ๓.๖๙ ๐.๑๕ ๓.๗๓ ๐.๑๒ ๐.๗๔ ๐.๕๐
ดา้ นการติดตามและประเมนิ ผล ๓.๔๔ ๐.๔๘ ๓.๔๘ ๐.๓๗ -๐.๘๐ ๐.๔๗
๓.๖๐ ๐.๑๗ ๓.๖๒ ๐.๑๕ -๐.๖๔ ๐.๕๖
รวม ๓.๖๐ ๐.๑๒ ๓.๖๒ ๐.๑๑ -๐.๖๑ ๐.๕๘
-๑.๔ ๐.๒๕

๑๒๔

จากตารางที่ ๔.๑๖ ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุม
โรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยรวม จําแนกตามเพศ พบว่า ประชาชนท่ีมีเพศ
ต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม
ไมแ่ ตกตา่ งกัน ซ่ึงไมเ่ ป็นไปตามสมมตฐิ านที่ตง้ั ไว้

และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ไม่แตกต่างกัน ซ่ึงไม่เป็นไปตาม
สมมติฐานทต่ี ้งั ไว้

สมมติฐานท่ี ๒ ประชาชนท่ีมีอายุต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ แตกต่างกัน

ตารางที่ ๔.๑๗ แสดงผลการเปรยี บเทียบระดับการมีสว่ นรว่ มทางการเมอื งของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ในอาํ เภอภูเวียง จังหวดั ขอนแก่น จาํ แนกตามอายุ โดยรวมและ
รายดา้ น

(n = ๓๙๘)

การมสี ว่ นรว่ มทางการเมือง แหลง่ ความ SS df MS F Sig.

แปรปรวน

ด้านการตดั สินใจ ระหว่างกลุ่ม ๐.๐๙๓ ๔ ๐.๐๒๓ ๐.๒๒ ๐.๙๒

ภายในกล่มุ ๒.๑๓๐ ๒๐ ๐.๑๐๗

รวม ๒.๒๒๓ ๒๔

ดา้ นการดําเนนิ งาน ระหว่างกลุ่ม ๐.๓๙๐ ๔ ๐.๐๙๘ ๓.๖๔ ๐.๐๒*

ภายในกลมุ่ ๐.๕๓๗ ๒๐ ๐.๐๒๗

รวม ๐.๙๒๗ ๒๔

ดา้ นการรบั ผลประโยชน์ ระหวา่ งกลมุ่ ๐.๓๓๔ ๔ ๐.๘๔ ๐.๓๖ ๐.๘๓

ภายในกลุ่ม ๔.๕๙๓ ๒๐ ๐.๒๓๐

รวม ๔.๙๒๗ ๒๔

ด้านการติดตามและประเมินผล ระหว่างกลุ่ม ๐.๓๘๙ ๔ ๐.๙๗ ๓.๑๔ ๐.๐๔*

ภายในกล่มุ ๐.๖๑๙ ๒๐ ๐.๐๓๑

รวม ๑.๐๐๗ ๒๔

รวม ระหวา่ งกลุ่ม ๐.๑๖๗ ๔ ๐.๐๔๒ ๒.๑๔ ๐.๑๓

ภายในกลมุ่ ๐.๒๙๒ ๑๕ ๐.๐๑๙

รวม ๐.๔๕๙ ๑๙

จากตารางที่ ๔.๑๗ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม ไม่แตกต่างกัน และเม่ือพิจารณาเป็นราย
ด้าน พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ

๑๒๕

ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน และด้านการติดตามและประเมินผล แตกต่างกัน อย่างมี
นยั สาํ คญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั ๐.๐๕ ซ่งึ เป็นไปตามสมมติฐานทีต่ งั้ ไว้

ดังน้ัน จึงได้ทําการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (Lest
Significant Difference : LSD.) รายละเอยี ดดังแสดงในตารางที่ ๔.๑๘ – ๔.๑๙

ตารางที่ ๔.๑๘ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุดที่สุด
(Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการดาํ เนินงาน จาํ แนกตามอายุ

อายุ ตาํ่ กว่า ๒๐ ปี ๒๐–๒๙ ปี อายุ (n = ๓๙๘)
๓๐–๓๙ ปี
ต่าํ กว่า ๒๐ ปี ๓.๕๕ ๓.๘๒ ๔๐–๔๙ ปี ๕๐ ปี ขน้ึ ไป
๒๐ – ๒๙ ปี ๓.๕๙ ๓.๘๗ ๓.๗๒
๓๐ – ๓๙ ปี ๓.๕๕ - ๐.๐๑๖* ๐.๗๑๘ ๐.๐๐๖* ๐.๑๑๖
๔๐ – ๔๙ ปี ๐.๐๓๕* ๐.๖๖๒ ๐.๓๓๗
๕๐ ปี ขน้ึ ไป ๓.๘๒ - ๐.๐๑๔* ๐.๒๑๗
- - ๐.๑๖๙
๓.๕๙ -

๓.๘๗

๓.๗๒

*มีนัยสาํ คัญทางสถิตทิ ่ีระดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๑๘ พบว่า ประชาชนท่ีมีอายุต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน จําแนกตามอายุ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถติ ทิ ี่ระดบั ๐.๐๕ มีจํานวน ๔ คู่ ไดแ้ ก่

ประชาชนที่มีอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน แตกต่างจากประชาชนท่ีมีอายุ ๒๐ – ๒๙ ปี และ
อายุ ๔๐ – ๔๙ ปี

ประชาชนท่ีมีอายุ ๒๐ – ๒๙ ปี มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ดา้ นการดาํ เนนิ งาน แตกต่างจาก ประชาชนที่มีอายุ ๓๐ – ๒๙ ปี

ประชาชนที่มีอายุ ๓๐ – ๓๙ ปี มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ดา้ นการดาํ เนนิ งาน แตกต่างจาก ประชาชนที่มีอายุ ๔๐ – ๔๙ ปี

นอกน้ัน ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไมแ่ ตกต่างกัน

๑๒๖

ตารางท่ี ๔.๑๙ แสดงผลการเปรยี บเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายค่ดู ้วยวธิ ีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุดที่สุด (Lest
Significant Difference : LSD.) ดา้ นการติดตามและประเมินผล จาํ แนกตามอายุ

(n = ๓๙๘)

อายุ

อายุ ต่ํากวา่ ๒๐ ปี ๒๐ – ๒๙ ปี ๓๐ – ๓๙ ปี ๔๐ – ๔๙ ปี ๕๐ ปี ขน้ึ ไป

ต่าํ กวา่ ๒๐ ปี ๓.๕๖ ๓.๗๕ ๓.๕๗ ๓.๖๓ ๓.๓๗
๒๐ – ๒๙ ปี
๓๐ – ๓๙ ปี ๓.๕๖ - ๐.๑๐๓ ๐.๙๒๙ ๐.๕๗๑ ๐.๐๙๓
๔๐ – ๔๙ ปี
๕๐ ปี ขน้ึ ไป ๓.๗๕ - ๐.๑๒๑ ๐.๒๗๑ ๐.๐๐๒*

๓.๕๗ - ๐.๖๓๓ ๐.๐๗๙

๓.๖๓ - ๐.๐๓๐*

๓.๓๗ -

*มีนัยสาํ คัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๑๙ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ต่อมาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ ดา้ นการติดตามและประเมินผล จําแนกตามอายุ แตกต่างกัน อย่าง
มีนยั สําคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ ๐.๐๕ มีจาํ นวน ๒ คู่ ไดแ้ ก่

ประชาชนที่มีอายุ ๒๐ – ๒๙ ปี มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการติดตามและประเมินผล แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมีอายุ ๕๐
ปีข้นึ ไป

ประชาชนท่ีมีอายุ ๔๐ – ๔๙ ปี มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อ
มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการติดตามและประเมินผล แตกต่างจาก ประชาชนท่ีมีอายุ ๕๐
ปขี ึ้นไป

นอกนั้น ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไมแ่ ตกต่างกนั

สมมติฐานท่ี ๓ ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ แตกตา่ งกนั

๑๒๗

ตารางที่ ๔.๒๐ แสดงผลการเปรียบเทยี บระดับการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามระดับการศึกษา
โดยรวมและรายดา้ น

(n = ๓๙๘)

การมีส่วนร่วมทางการเมอื ง แหล่งความ SS df MS F Sig.
แปรปรวน

ดา้ นการตัดสินใจ ระหวา่ งกลุ่ม ๐.๖๖๘ ๓ ๐.๒๒๓ ๒.๘๕ ๐.๐๗

ภายในกลุ่ม ๑.๒๕๑ ๑๖ ๐.๐๗๘

รวม ๑.๙๑๘ ๑๙

ด้านการดาํ เนินงาน ระหวา่ งกลุม่ ๑.๑๗๒ ๓ ๐.๓๙๑ ๑๐.๑๖ ๐.๐๐*

ภายในกลมุ่ ๐.๖๑๖ ๑๖ ๐.๐๓๘

รวม ๑.๗๘๘ ๑๙

ด้านการรบั ผลประโยชน์ ระหว่างกลุ่ม ๐.๘๓๙ ๓ ๐.๒๘๐ ๑.๔๙ ๐.๒๖

ภายในกลมุ่ ๓.๐๑๐ ๑๖ ๐.๑๘๘

รวม ๓.๘๔๙ ๑๙

ด้านการตดิ ตามและประเมินผล ระหว่างกลมุ่ ๐.๔๕๕ ๓ ๐.๑๕๒ ๕.๐๓ ๐.๐๑*

ภายในกลมุ่ ๐.๔๘๓ ๑๖ ๐.๐๓๐

รวม ๐.๙๓๘ ๑๙

รวม ระหวา่ งกลมุ่ ๐.๕๙๒ ๓ ๐.๑๙๗ ๑๐.๕๖ ๐.๐๐*

ภายในกลมุ่ ๐.๒๒๔ ๑๒ ๐.๐๑๙

รวม ๐.๘๑๖ ๑๕

จากตาราง ๔.๒๐ พบว่า ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน และด้านการติดตามและประเมินผล แตกต่างกัน อย่างมี
นัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ ๐.๐๕ ซ่ึงเป็นไปตามสมมตฐิ านที่ตง้ั ไว้

ดังนั้น จึงได้ทําการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุด (Lest
Significant Difference : LSD.) รายละเอยี ดดังแสดงในตารางท่ี ๔.๒๑ – ๔.๒๓

๑๒๘

ตารางท่ี ๔.๒๑ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุดที่สุด
(Lest Significant Difference : LSD.) โดยรวม จําแนกตามระดบั การศกึ ษา

(n = ๓๙๘)

ระดบั การศกึ ษา

ระดับการศกึ ษา มัธยมศึกษา ปวช./ปวส. ปริญญาตรี สูงกว่าปรญิ ญาตรี

๓.๕๗ ๓.๔๖ ๒.๗๔ ๓.๙๗

มธั ยมศึกษา ๓.๕๗ - ๐.๒๘ ๐.๑๐ ๐.๐๐*

ปวช./ปวส. ๓.๔๖ - ๐.๐๑* ๐.๐๐*

ปรญิ ญาตรี ๒.๗๔ - ๐.๐๔*

สงู กวา่ ปรญิ ญาตรี ๓.๙๗ -

*มนี ัยสําคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๑ พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองตอ่ มาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม แตกต่างกัน อยา่ งมีนัยสาํ คัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ
๐.๐๕ มีจาํ นวน ๔ คู่ ได้แก่

ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษามัธยมศึกษา มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม แตกต่างจากประชาชนที่มีระดับการศึกษาสูง
กวา่ ปรญิ ญาตรี

ประชาชนที่มีระดับการศึกษา ปวช./ปวส. มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม แตกต่างจากประชาชนท่ีมีระดับการศึกษา
ปริญญาตรีและระดับการศกึ ษาสงู กว่าปริญญาตรี

ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม แตกต่างจากประชาชนที่มีระดับการศึกษาสูง
กวา่ ปรญิ ญาตรี

นอกนั้น ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไม่แตกตา่ งกัน

๑๒๙

ตารางท่ี ๔.๒๒ แสดงผลการเปรยี บเทียบคา่ เฉล่ียเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคญั นอ้ ยที่สุดท่ีสุด (Lest
Significant Difference : LSD.) ด้านการดาํ เนินงาน จาํ แนกตามระดับการศกึ ษา

(n = ๓๙๘)

ระดบั การศกึ ษา ระดบั การศึกษา
มธั ยมศึกษา ปวช./ปวส. ปรญิ ญาตรี สงู กวา่ ปรญิ ญาตรี

๓.๖๔ ๓.๕๗ ๓.๘๔ ๔.๑๙

มธั ยมศกึ ษา ๓.๖๔ - ๐.๕๘ ๐.๑๓ ๐.๐๐*

ปวช./ปวส. ๓.๕๗ - ๐.๐๕* ๐.๐๐*

ปรญิ ญาตรี ๓.๘๔ - ๐.๐๑*

สูงกวา่ ปริญญาตรี ๔.๑๙ -

*มนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิท่ีระดบั ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๒ พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทาง
สถติ ทิ ี่ระดบั ๐.๐๕ มีจํานวน ๔ คู่ ไดแ้ ก่

ประชาชนที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษา มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน แตกต่างจากประชาชนท่ีมีระดับ
การศกึ ษาสงู กว่าปรญิ ญาตรี

ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษา ปวช/ปวส. มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน แตกต่างจากประชาชนท่ีมีระดับ
การศกึ ษาปริญญาตรี และระดบั การศกึ ษาสงู กว่าปรญิ ญาตรี

ประชาชนที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน แตกต่างจากประชาชนท่ีมีระดับ
การศึกษาสงู กว่าปริญญาตรี

นอกนั้น ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไมแ่ ตกตา่ งกัน

๑๓๐

ตารางที่ ๔.๒๓ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุดท่ีสุด
(Lest Significant Difference : LSD.) ด้านการด้านการติดตามและประเมินผล
จําแนกตามระดับการศกึ ษา

(n = ๓๙๘)

ระดบั การศึกษา
ระดับการศกึ ษา มธั ยมศึกษา ปวช./ปวส. ปรญิ ญาตรี สงู กว่าปรญิ ญาตรี

๓.๕๘ ๓.๔๖ ๓.๗๕ ๓.๘๔

มธั ยมศึกษา ๓.๕๘ - ๐.๒๘ ๐.๑๔ ๐.๐๓*

ปวช./ปวส. ๓.๔๖ - ๐.๐๒* ๐.๐๐*

ปริญญาตรี ๓.๗๕ - ๐.๓๙

สูงกวา่ ปริญญาตรี ๓.๘๔ -

*มีนยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๓ พบว่า ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการติดตามและประเมินผล แตกต่างกัน อย่างมี
นัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ ๐.๐๕ มีจาํ นวน ๓ คู่ ไดแ้ ก่

ประชาชนที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษา มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ ด้านการติดตามและประเมินผล แตกตา่ งจากประชาชนท่ี
มีระดบั การศกึ ษาสงู กวา่ ปรญิ ญาตรี

ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษา ปวช/ปวส. มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ดา้ นการติดตามและประเมนิ ผล แตกตา่ งจากประชาชนท่ี
มีระดบั การศึกษาปริญญาตรี และระดบั การศึกษาสงู กว่าปริญญาตรี

นอกนั้น ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไม่แตกต่างกนั

สมมติฐานท่ี ๔ ประชาชนท่ีมีอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ แตกตา่ งกัน

๑๓๑

ตารางที่ ๔.๒๔ แสดงผลการเปรียบเทียบระดับการมีสว่ นรว่ มทางการเมอื งของประชาชนต่อมาตรการ
ควบคุมโรคโควิด-๑๙ ในอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จําแนกตามอาชีพ โดยรวม
และรายด้าน

(n = ๓๙๘)

การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง แหล่งความ SS df MS F Sig.

แปรปรวน

ดา้ นการตดั สินใจ ระหวา่ งกล่มุ ๐.๔๐๗ ๔ ๐.๑๐๒ ๑.๐๖ ๐.๔๐

ภายในกลมุ่ ๑.๙๑๙ ๒๐ ๐.๐๙๖

รวม ๒.๓๒๖ ๒๔

ด้านการดําเนินงาน ระหวา่ งกลุม่ ๐.๔๐๒ ๔ ๐.๑๐๑ ๓.๑๐ ๐.๐๔*

ภายในกลมุ่ ๐.๖๔๘ ๒๐ ๐.๐๓๒

รวม ๑.๐๕๑ ๒๔

ด้านการรับผลประโยชน์ ระหว่างกลุม่ ๐.๔๓๘ ๔ ๐.๑๐๙ ๐.๖๑ ๐.๖๖

ภายในกล่มุ ๓.๖๐๖ ๒๐ ๐.๑๘๐

รวม ๔.๐๔๔ ๒๔

ดา้ นการติดตามและประเมินผล ระหวา่ งกลุ่ม ๐.๔๑๐ ๔ ๐.๑๐๓ ๓.๑๑ ๐.๐๔*

ภายในกลมุ่ ๐.๖๕๙ ๒๐ ๐.๐๓๓

รวม ๑.๐๗๐ ๒๔

รวม ระหวา่ งกลมุ่ ๐.๒๙๙ ๔ ๐.๐๗๕ ๕.๒๐ ๐.๐๑*

ภายในกล่มุ ๐.๒๑๖ ๑๕ ๐.๐๑๔

รวม ๐.๕๑๕ ๑๙

*มีนยั สําคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั ๐.๐๕

จากตารางท่ี ๔.๒๔ พบว่า ประชาชนท่ีมีอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี
ระดับ ๐.๐๕ ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มี
อาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ด้านการดําเนินงาน และด้านการติดตามและประเมินผล แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่
ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเปน็ ไปตามสมมติฐานท่ตี ัง้ ไว้

ดังนั้น จึงได้ทําการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียเป็นคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (Lest
Significant Difference : LSD.) รายละเอียดดังแสดงในตารางท่ี ๔.๒๕ – ๔.๒๗

๑๓๒

ตารางที่ ๔.๒๕ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุดที่สุด
(Lest Significant Difference : LSD.) โดยรวม จาํ แนกตามอาชพี

(n = ๓๙๘)

อาชพี

อาชพี ราชการ/ พนกั งาน นกั เรียน/ ค้าขาย รับจา้ งทว่ั ไป
รฐั วสิ าหกิจ บรษิ ัท นักศกึ ษา
ราชการ/รัฐวิสาหกจิ
พนกั งานบรษิ ทั ๓.๘๔ ๓.๕๓ ๓.๕๙ ๓.๕๐ ๓.๕๗
นกั เรียน/นักศกึ ษา
คา้ ขาย ๓.๘๔ - ๐.๐๐* ๐.๐๑* ๐.๐๐* ๐.๐๑*
รบั จา้ งทัว่ ไป
๓.๕๓ - ๐.๕๐ ๐.๖๘ ๐.๗๐

๓.๕๙ - ๐.๒๙ ๐.๗๗

๓.๕๐ - ๐.๔๓

๓.๕๗ -

*มีนยั สาํ คัญทางสถติ ิท่ีระดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๕ พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ มี
จาํ นวน ๔ คู่ ได้แก่

ประชาชนที่มีอาชีพราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควดิ -๑๙ โดยรวม แตกตา่ งจากประชาชนทีม่ อี าชพี พนกั งานบริษทั ,
อาชพี นักเรยี น/นกั ศกึ ษา, อาชีพค้าขาย และอาชีพรบั จา้ งทว่ั ไป

นอกน้ัน ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไมแ่ ตกตา่ งกัน

๑๓๓

ตารางที่ ๔.๒๖ แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุดท่ีสุด
(Lest Significant Difference : LSD.) ดา้ นการดําเนนิ งาน จาํ แนกตามอาชีพ

(n = ๓๙๘)

อาชีพ

อาชพี ราชการ/ พนักงาน นักเรยี น/ ค้าขาย รบั จา้ งทัว่ ไป
รัฐวิสาหกิจ บรษิ ทั นกั ศึกษา
ราชการ/รฐั วิสาหกจิ
พนกั งานบริษทั ๓.๙๕ ๓.๕๙ ๓.๖๕ ๓.๖๓ ๓.๗๑
นักเรยี น/นกั ศกึ ษา
ค้าขาย ๓.๙๕ - ๐.๐๑* ๐.๐๒* ๐.๐๑* ๐.๐๕*
รบั จา้ งท่วั ไป
๓.๕๙ - ๐.๖๑ ๐.๗๘ ๐.๓๓

๓.๖๕ - ๐.๘๒ ๐.๖๔

๓.๖๓ - ๐.๔๙

๓.๗๑ -

*มนี ยั สําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๓ พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
๐.๐๕ มีจาํ นวน ๔ คู่ ได้แก่

ประชาชนท่ีมีอาชีพราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการดําเนินงาน แตกต่างจากประชาชนท่ีมีอาชีพ
พนักงานบริษัท,อาชีพนักเรียน/นกั ศกึ ษา, อาชพี คา้ ขาย และอาชพี รับจา้ งทว่ั ไป

นอกน้ัน ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไมแ่ ตกต่างกนั

๑๓๔

ตารางท่ี ๔.๒๗ แสดงผลการเปรยี บเทียบคา่ เฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวธิ ีผลตา่ งนัยสําคัญนอ้ ยที่สุดที่สุด (Lest
Significant Difference : LSD.) ด้านการติดตามและประเมินผล จาํ แนกตามอาชีพ

อาชพี ราชการ/ พนกั งาน (n = ๓๙๘)
รฐั วสิ าหกจิ บริษทั อาชีพ
ราชการ/รฐั วิสาหกิจ ๓.๘๒ ๓.๕๔ นกั เรียน/ ค้าขาย รับจ้างท่วั ไป
พนกั งานบรษิ ทั นักศึกษา
นกั เรยี น/นกั ศกึ ษา ๓.๘๒ - ๐.๐๒* ๓.๖๒ ๓.๔๓ ๓.๕๗
คา้ ขาย ๓.๕๔ - ๐.๑๐ ๐.๐๐* ๐.๐๔*
รับจ้างทว่ั ไป ๓.๖๒ ๐.๔๙ ๐.๓๕ ๐.๘๐
๓.๔๓ - ๐.๑๑ ๐.๖๖
๓.๕๗
- ๐.๒๔
-

*มนี ยั สําคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั ๐.๐๕

จากตารางท่ี ๔.๒๔ พบว่า ประชาชนท่ีมีอาชีพต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙ ด้านการติดตามและประเมินผล แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทาง
สถิตทิ ี่ระดับ ๐.๐๕ มีจาํ นวน ๓ คู่ ไดแ้ ก่

ประชาชนท่ีมีอาชีพราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนตอ่ มาตรการควบคมุ โรคโควิด-๑๙ ดา้ นการตดิ ตามและประเมินผล แตกต่างจากประชาชนท่ี
มอี าชีพพนักงานบริษัท, อาชีพคา้ ขาย และอาชีพรับจ้างท่วั ไป

นอกนั้น ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อมาตรการควบคุมโรคโควิด-๑๙
ไมแ่ ตกตา่ งกนั

สมมติฐานที่ ๕ ประชาชนท่ีมีรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนตอ่ มาตรการควบคุมโรคโควดิ -๑๙ แตกต่างกนั


Click to View FlipBook Version