วิทยานิพนธน์ ี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยมหาจัุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๔ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู THE POLITICAL BEHAVIOR OF PEOPLE IN MUEANG DISTRICT, NONG BUA LAMPHU PROVINCE พระมหาจิตสรานนท์จิตญาณเมธี (ภจูําปี)
วิทยานิพนธน์ ี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยมหาจัุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๔ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทยาลิ ัย) พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู พระมหาจิตสรานนท์จิตญาณเมธี (ภจูําปี)
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Political Science Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2021 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) The Political Behavior of People in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province Phramaha Jitsaranon Cittañāṇamedhī (Pujampi)
ก ชื่อวิทยานพนธิ ์ : พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู ผู้วิจัย : พระมหาจิตสรานนท์จิตญาณเมธี (ภูจําปี) ปริญญา : รัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : ผศ. ดร.ชาญชยัฮวดศรี, พธ.บ. (สังคมศึกษา), M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science) : ดร.สุธิพงษ์สวัสดิ์ทา, ป.ธ. ๖, พธ.บ. (รฐศาสตรั ์การเมืองการปกครอง), ศศ.ม. (การพฒนาทรั ัพยากรมนุษย์), Ph.D. (Social Development) วนสั ําเร็จการศึกษา : ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนใน เขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู๒) เปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู๓) ศึกษาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูกลุ่มตัวอย่างได้แก่ประชาชนในเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูจํานวน ๔๐๐ คนผู้ให้ข้อมูลสําคัญ จํานวน ๑๒ คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสังคมศาสตร์และวิเคราะห์เนื้อหา ประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า ๑) ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ รองลงมา ได้แก่ด้านพฤติกรรมทาง การเมือง ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ด้านการให้ความรู้ทางการเมืองมีและด้านการติดตาม ข่าวสารทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๓ ๓.๙๒ และ ๓.๘๘ ตามลําดับ ๒) ประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูที่มีอายุระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมือง แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ส่วนประชาชนที่มีเพศต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองแตกต่างกัน ๓) ข้อเสนอแนะพบว่า ผู้นําท้องถิ่นควรมีการส่งเสริมให้ประชาชนรู้บทบาทหน้าที่ของ ตนเองและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง ส่งเสริมให้ประชาชนไปใช้สิทธิของเลือกตัวแทนเพื่อทํา หน้าที่แทนตนในการปกครองในแต่ละระดับของประเทศ ส่งเสริมให้ประชาชนมีการประชาสัมพันธ์ หรือเผยแพร่ข่าวสารเพื่อกระตุ้นให้ผู้อื่นไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ข Thesis Title : The Political Behavior of People in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province Researcher : Phramaha Jitsaranon Cittañāṇamedhī (Pujampi) Degree : Master of Political Science Thesis Supervisory Committee : Asst. Prof. Chanchai Huadsri, B.A. (Social Study), M.A. (Political Science), Ph.D. (Political Science) : Dr. Sutipong Sawatta, Pali VI, B.A. (Political Science), M.A. (Development Sociology), Ph.D. (Social Development) Date of Graduation : May 18, 2022 Abstract The objectives of this research were: 1) to study the level of the political behavior of people in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province; 2) to compare the level of political behavior in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province; 3) to study the recommendation for promoting political behavior in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province. The samples of this study included 400 people and 12 key informants. The tools used for data collection were: questionnaires and interview forms. Data were analyzed using social science software packages and contextual content analysis. The research results were as follows: 1) The overall level and levels of all studied aspects of people's political behavior in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province were statistically rated at a high level. The highest mean was seen in the aspect of ‘political behavior’ (Xഥ= 3.94), followed by ‘political participation,' ‘political knowledge,' and ‘political news tracking’ (Xഥ= 3.93, 3.92, and 3.88, respectively). 2) People in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province, with different ages, education levels, occupations, and average monthly incomes, had different political behaviors with the statistical significance level of 0.05, while the people of different sexes had different political behaviors. 3) The recommendation for promoting political behavior in Mueang District, Nong Bua Lamphu Province was that local leaders should encourage people to know their roles and participate in political activities. People should be encouraged to exercise their rights to choose representatives to act on their behalf in governance at each country level. People should be encouraged to publicize or disseminate news to encourage others to exercise their right to vote.
ค กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เล่มนี้สําเร็จลุล่วงได้ด้วยดีเพราะความเมตตาอนุเคราะห์จากคณะกรรมการ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ชาญชัย ฮวดศรีอ.ดร.สุธิพงษ์สวัสดิ์ทาและจาก อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุรพล พรมกุล ที่ทุกท่านได้ กรุณาสละเวลาให้คําปรึกษาแนะนําและคอยให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงแก้ไขด้วยดีมาโดย ตลอด จึงขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ดร.สุรพล สุยะพรหม ประธานกรรมการควบคุมสอบ ป้องกันวิทยานิพนธ์รองศาสตราจารย์ดร.ภาสกร ดอกจันทร์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้กรุณาให้คําแนะนําใน การปรับปรุงแก้ไขเป็นอย่างดีและผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือในการวิจัย คือ พระมหา สําราญ กมฺมสุทโธ ผศ.ดร. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.วิทยา ทองดีผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.บุรินทร์ภู่ สกุล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุรพล พรมกุล ดร.สมควร นามสีฐาน ทุกท่านที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ ตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือในการวิจัยจนสําเร็จด้วยดี ขอขอบพระคุณ รองเจ้าคณะอําเภอเมืองหนองบัวลําภูเจ้าอาวาสวัดสายทอง ผู้อํานวยการสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดหนองบัวลําภูนายอําเภอเมือง หนองบัวลําภูปลัดอําเภอหัวหน้ากลุ่มบริหารงานปกครอง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองหว้า กํานันตําบลหนองหว้า กํานันตําบลโนนขมิ้น ผู้ใหญ่บ้านหนองผํา ผู้ใหญ่บ้านหนองสวรรค์ ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านหนองผําโคกสวรรค์ผู้อํานวยการโรงเรียนหนองหว้าวิทยาสรรค์ที่ให้ความ อนุเคราะห์ในการให้สัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลแก่ผู้วิจัยเป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณ พระอาจารย์มหาประทวน อาภสฺสโร ป.ธ.๙ เจ้าอาวาสวัดสายทองที่ได้ สนับสนุนเรื่องทุนการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีจนตลอดถึงปริญญาโทและครอบครัวรวมไปถึงญาติพี่ น้องทุก ๆ คน เพื่อน ๆ หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิตทุกรูป/คน คณาจารย์เจ้าหน้าที่แม่บ้าน ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่นทุกท่านที่ได้ให้ความรู้ทางการ ศึกษา คอยอํานวยความสะดวกในการดําเนินการต่าง ๆ และคอยสนับสนุนให้กําลังใจมาโดยตลอดจน การทําวิทยานิพนธ์สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คุณความดีใด ๆ อันพึงบังเกิดมีจากวิทยานิพนธ์นี้ผู้วิจัยขอมอบแด่ทุกท่านที่เอ่ยนามมา ข้างต้น เพื่อตอบแทนพระคุณที่ทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์วิทยานิพนธ์เล่มนี้กับผู้วิจัย จนประสบความสําเร็จอย่างดียิ่ง พระมหาจิตสรานนท์ จิตฺญาณเมธี (ภูจําปี) ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญแผนภาพ ญ คําอธบายสิ ัญลักษณ์และคําย่อ ฎ บทที่ ๑ บทนํา ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสาคํ ัญของปัญหา ๑ ๑.๒ คําถามการวิจัย ๓ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๓ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๓ ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๔ ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๕ ๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๖ บทที่ ๒ แนวคิดและงานวจิัยที่เกี่ยวข้อง ๗ ๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม ๗ ๒.๒ แนวคิดเกยวกี่ับพฤติกรรมทางการเมือง ๑๙ ๒.๓ แนวคิดเกยวกี่ับการมีส่วนร่วมของประชาชน ๒๕ ๒.๔ หลักพทธธรรมทุี่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง ๓๖ ๒.๕ ข้อมลบรูบทเริ ื่องที่วิจัย ๔๐ ๒.๖ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๔๒ ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๕๔ บทที่ ๓ วิธีดาเนํนการวิ ิจัย ๕๖ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๕๖ ๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผใหู้ ้ข้อมูลสําคัญ ๕๖ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๕๙ ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๖๒ ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ๖๓
จ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ๖๔ ๔.๑ การวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู๖๕ ๔.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมืองจังหวัดหนองบัวลําภู๗๗ ๔.๓ ข้อเสนอแนะพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู๑๐๓ ๔.๔ องค์ความรู้ที่ได้จาการวิจัย ๑๑๖ บทที่ ๕ สรปผลุอภิปรายและข้อเสนอแนะ ๑๑๘ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๑๑๘ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๑๒๑ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๑๒๘ บรรณานุกรม ๑๓๐ ภาคผนวก ๑๓๖ ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญและหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือวิจัย ๑๓๗ ภาคผนวก ข หนังสือขออนุญาตสัมภาษณเพ์ ื่อการวิจัย ๑๔๔ ภาคผนวก ค แบบสอบถามและแบบสมภาษณั ์เพื่องานวิจัย ๑๕๗ ภาคผนวก ง ผลการหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ๑๖๘ ภาคผนวก จ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามแบบสอบถาม (Try out) ๑๗๔ ภาคผนวก ฉ ภาพประกอบการสัมภาษณ์๑๗๘ ประวัติผู้วิจยั๑๘๕
ฉ สารบัญตาราง ตารางที่หน้า ตารางที่๒.๑ สรุปแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม ๑๗ ตารางที่๒.๒ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมือง ๒๓ ตารางที่๒.๓ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ๓๒ ตารางที่๒.๔ สรุปหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง ๓๙ ตารางที่๒.๕ สรุปข้อมูลทั่วไปของพื้นที่การศึกษา ๔๑ ตารางที่๒.๖ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๕๐ ตารางที่๓.๑ การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ๕๘ ตารางที่๔.๑ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามเพศ ๖๕ ตารางที่๔.๒ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามอายุ ๖๕ ตารางที่๔.๓ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามระดับการศึกษา ๖๖ ตารางที่๔.๔ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามอาชีพ ๖๖ ตารางที่๔.๕ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนก ตามรายได้ต่อเดือน ๖๗ ตารางที่๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผล พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภู โดยภาพรวม ๖๗ ตารางที่๔.๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับพฤติ กรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้าน การใช้สิทธิเลือกตั้ง ๖๘ ตารางที่๔.๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ๖๙ ตารางที่๔.๙ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๗๐ ตารางที่๔.๑๐ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ๗๑
ช ตารางที่๔.๑๑ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ โดยรวม ๗๒ ตารางที่๔.๑๒ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๗๓ ตารางที่๔.๑๓ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุมทํากิจกรรมร่วมกัน ๗๓ ตารางที่๔.๑๔ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการไม่บัญญัติหรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัตไวิ ้๗๔ ตารางที่๔.๑๕ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา ๗๕ ตารางที่๔.๑๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการให้เกียรติและคุ้มครอง ๗๕ ตารางที่๔.๑๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ด้านการเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๗๖ ตารางที่๔.๑๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับ พฤติทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้าน การอารักขาคุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม ๗๗ ตารางที่๔.๑๙ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูจําแนกตามเพศ ๗๘ ตารางที่๔.๒๐ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูจําแนกตามอายุ๗๙ ตารางที่๔.๒๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชนผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๐ ตารางที่๔.๒๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๑ ตารางที่๔.๒๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๒
ซ ตารางที่๔.๒๔ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๓ ตารางที่๔.๒๕ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการให้ความรู้ทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ๘๔ ตารางที่๔.๒๖ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภูจําแนกตามระดับการศึกษา ๘๕ ตารางที่๔.๒๗ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูในภาพรวมผลต่างน้อย ที่สุด (LSD.) จาแนกตามระดํ ับการศึกษา ๘๖ ตารางที่๔.๒๘ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง น้อยที่สุด(LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๘๗ ตารางที่๔.๒๙ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ผลต่างนัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จาแนกตามระดํ ับการศึกษา ๘๘ ตารางที่๔.๓๐ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๘๙ ตารางที่๔.๓๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ผลต่างนัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จําแนกตามระดับการศึกษา ๙๐ ตารางที่๔.๓๒ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภูจําแนกตามอาชีพ ๙๑ ตารางที่๔.๓๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูโดยภาพร่วมนัยสําคัญ น้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอาชีพ ๙๒ ตารางที่๔.๓๔ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอาชีพ ๙๓ ตารางที่๔.๓๕ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอาชีพ ๙๔
ฌ ตารางที่๔.๓๖ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอาชีพ ๙๕ ตารางที่๔.๓๗ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการ เมืองของประชาชน ด้านการให้ความรู้ทางการเมืองนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอาชีพ ๙๖ ตารางที่๔.๓๘ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูจําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๙๗ ตารางที่๔.๓๙ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชนในภาพรวมผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามรายได้ เฉลี่ยต่อเดือน ๙๘ ตารางที่๔.๔๐ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๙๙ ตารางที่๔.๔๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๐ ตารางที่๔.๔๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ต่างนัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๑ ตารางที่๔.๔๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน ด้านการให้ความรู้ทางการเมืองต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด(LSD.) จําแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๑๐๒
ญ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่หน้า แผนภาพที่๒.๑ กรอบแนวคดในการว ิ ิจัย ๕๕ แผนภาพที่๔.๑ สรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๑๑๗
ฎ คําอธิบายสัญลักษณ์และคําย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ครั้งนี้ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย การอ้างอิงระบุเล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ให้ใช้อักษรย่อตัวพื้นปกติเช่น ที.สี. (ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ภาษาไทย เล่ม ๙ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๙๘ ฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙ ก. คําย่อชื่อคมภั ีร์พระไตรปฎกิ พระสุตตันตปฎกิ คําย่อ ชื่อคัมภีร์ภาษา องฺ.จตุกฺก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย)
บทที่๑ บทนํา ๑.๑ ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา รัฐธรรมนูญพุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กําหนดบทบาทของประชาชนเกี่ยวกับการเมืองซึ่ง สะท้อนเหตุการณ์ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนที่ว่า มาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมี เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธการจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้เว้น แต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย สาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น มาตรา ๔๕ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติกฎหมายตามวรรค หนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกําหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผย และตรวจสอบได้เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกําหนดนโยบายและการส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกําหนดมาตรการให้สามารถดําเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงําหรือชี้นําโดย บุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกํากับดูแลมิให้สมาชิกของพรรค การเมืองกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง๑ เป็นต้น ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหา และอุปสรรคในการพัฒนาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของ ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยเกิดเป็นพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ความ แตกต่างของวัฒนธรรมทางการเมือง ระหว่างในเมืองกับชนบทล้วนเป็นปัญหาและอุปสรรค ในการ พัฒนาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การปกครองระดับท้องถิ่นในแบบประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเมืองได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สู้ได้รับการสนใจจากประชาชนอย่างกว้าง ขวางนัก จะเห็นได้จากการไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นยังอยู่ในอัตราที่ต่ํามากรูปแบบ ลักษณะของหน่วยการปกครองท้องถิ่นก็ยังค่อนข้างเป็นไปแบบเดิม คือ ไม่มีอิสระในการดําเนินการ มากนัก ทางการยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการควบคุมและดําเนินการอยู่และ ยังได้รับความสนใจอยู่ใน วงจํากัดเท่านั้นการที่จะเห็นรูปการเมืองการปกครองไทยพัฒนาไปสู่รูปแบบความเป็นประชาธิปไตยที่ แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นส่วนประกอบที่สําคัญ หากประชาชนมีความตื่นตัวและมีความสํานึก ๑ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๖๐”, ราชกิจจานุเบกษา, ๑๓๔, ตอนที่๔๐ ก (๖ เมษายน ๒๕๖๐): ๑๒.
๒ ทางการเมืองสามารถใช้วิจารณญาณทางการเมืองได้ถูกต้อง สนใจที่จะใช้สิทธิทางการเมืองลงคะแนน เสียงเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนราษฎรที่ดีเข้าสู่สภาบทบาทและพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน นักการเมืองและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ก็จะต้องพัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติได้ทําให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแพร่หลายขึ้นและเมื่อใดประชาชนส่วนใหญ่ มีความรู้ความเข้าใจและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีเสถียรภาพมั่นคงอยู่คู่กับการปกครองไทยตลอดไป ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคือ ประชาชนที่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับพฤติกรรม ทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดหนองบัวลําภูเกิดจากความขัดแย้งความบาดหมางกันระหว่าง บุคคล กลุ่มคน องค์กร หรือสถาบันเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนสังคม เกิดความตรึงเครียด ความไม่ สงบสุข ความหวาดระแวง มีปัจจัยจากการตัดสินใจ การรับรู้ผลประโยชน์ค่านิยม ที่ต่างกัน การไม่ ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าการแตกแยกทางทัศนะความคิด และความต้องการทางภูมิภาคเป็น อุปสรรคที่สําคัญยิ่งในการหาทางออกของประเทศ ทุกสังคมย่อมหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ความ ขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องปกติเพียงแค่ความขัดแย้งสามารถหาข้อยุติได้ในกรอบของกลไกที่มีอยู่ใน สังคมนั้นก็สามารถดําเนินต่อไปได้ตราบเท่าที่ปัญหาความขัดแย้งอยู่ในสัดส่วนที่ไม่แผ่กระจายไปทั่ว๒ สําหรับประชาชนที่อาศัยในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลําภูก็เช่นเดียวกัน มีพฤติกรรมที่ แสดงออกทางการเมืองรวมทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้แตกต่างไปจากพื้นที่อื่น ๆ ของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ได้ให้ความสนใจในการเมืองการปกครองหรือมีการแสดง พฤติกรรมทางการเมืองออกมาเด่นชัดเท่าใดนัก เนื่องจากมีความเห็นว่าการเมือง เป็นเรื่องที่ไกลตัว เกินไป แต่นับจากหลังปีพ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา เมื่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดหนองบังลําภูได้มี ความรู้มีความเข้าใจ ในระบอบการเมืองเพิ่มมากขึ้น เอาใจใส่จากนักการเมืององค์กรทางการเมือง ที่มาจากการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ทําให้ประชาชนพลเมืองในจังหวัด หนองบัวลําภูได้หันมาสนใจ ในเรื่องการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้จาก การใช้สิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๒๕๖๔ ในจังหวัดหนองบัวลําภูประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจํานวน ๓๙๑,๙๒๗ คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๒๕,๕๗๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๗.๕๖๓ จากเหตุผลข้างต้นทําให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาถึงพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในจังหวัดหนองบัวลําภูว่ามีตัวแปรใดบ้างที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทาง การเมือง การวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนําผล การศึกษาที่ได้นี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนและ ประเทศชาติต่อไปได้ ๒ กรุณา มธุลาภรังสรรค์, “ปัจจัยและเงื่อนไขความขัดแย้งในสังคมไทย”, วารสารสถาบันวิจัยญาณ สังวร, ปีที่๑๒ ฉบับที่๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๖๔): ๑๒๐-๑๓๐. ๓ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ประจําจังหวัดหนองบัวลําภู, สถิติการใช้สิทธิเลือกตั้งนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด, เมษายน ๒๕๖๔.
๓ ๑.๒ คําถามการวิจัย ๑.๒.๑ ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู เป็นอย่างไร ๑.๒.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูเป็นอย่างไร ๑.๒.๓ ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูควรเป็นอย่างไร ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู ๑.๓.๒ เพื่อเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู ๑.๓.๓ เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) คือ เป็น การศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูผู้วิจัยได้ดําเนินการเก็บรวบรวม ข้อมูลโดยกําหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้ ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา ในด้านเนื้อหาผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาเกี่ยวกับระดับพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูว่ามีรูปแบบใดบ้าง และเปรียบเทียบพฤติกรรม ทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูรวมไปถึงแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรม ทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านตัวแปร ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยกําหนดขอบเขตด้านตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่เพศ อายุการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ ความคิดเห็นที่มีต่อพฤติกรรมในกิจกรรม ทาง การเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูทั้ง ๕ ด้าน คือ ๑. ด้านการใช้สิทธิ
๔ เลือกตั้ง ๒. ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๔. ด้านการให้ ความรู้ทางการเมือง ๕. ด้านพฤติกรรมทางการเมืองตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๑.๔.๓ ขอบเขตด้านประชากรและผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๑. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่มีอายุ๑๘ ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ใน เขตอําเภอเมืองหนองบัวลําภูจํานวน ๘๑,๖๔๔ คน๔ ๒. ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ จํานวน ๑๒ รูป/คน ได้แก่พระสังฆาธิการ ๒ รูป ผู้อํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดหนองบัวลําภู๑ คน นายอําเภอเมืองหนองบัวลําภู ๑ คน ปลัดอําเภอหัวหน้ากลุ่มบริหารงานปกครอง ๑ คน นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองหว้า ๑ คน กํานันตําบลหนองหว้า ๑ คน กํานันตําบลโนนขมิ้น ๑ คน ผู้ใหญ่บ้าน ๒ คน ผู้อํานวยการ โรงเรียน ๒ คน ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านพื้นที่ สถานที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่หมู่บ้านในเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูและ สถานที่ราชการในเขตพื้นที่อําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูเพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิง และรวบรวม ข้อมูลเพื่อนํามาวิเคราะห์ต่อไป ๑.๔.๕ ขอบเขตด้านระยะเวลา การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดําเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๔ ถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ รวมเวลา ๖ เดือน ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๑.๕.๑ ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน ๑.๕.๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน ๑.๕.๓ ประชาชนที่มีการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จงหวั ัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน ๑.๕.๔ ประชาชนที่มีอาชีพต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน ๑.๕.๕ ประชาชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน ๔ ที่ว่าการอําเภอเมืองหนองบัวลําภูถนนวิไสยอุดรกิจ ตําบลหนองบัว อําเภอเมืองหนองบัวลําภู จังหวัดหนองบัวลําภู, สถิติประชากรจากทะเบียนบ้าน ตรวจสอบข้อมูลแยกรายพื้นที่ระดับสํานักทะเบียน, เมษายน ๒๕๖๔.
๕ ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย พฤติกรรม หมายถึง การแสดงออกและกิริยาท่าทางที่เกิดร่วมกันกับสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมเป็นการตอบสนองของระบบหรือสิ่งมีชีวิตต่อสิ่งเร้าหรือการรับเข้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ภายในหรือภายนอก มีสติหรือไม่มีสติระลึก ชัดเจนหรือแอบแฝง และโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง พฤติกรรมทางการเมือง เป็นการแสดงออกทาง การเมือง ซึ่งจะมีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดังนั้นพฤติกรรมทางการเมืองจึงเกี่ยวข้อง กับกิจกรรมทางการเมือง ในที่นี้หมายถึง พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบังลําภู ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง หมายถึง การที่ประชาชนใช้สิทธิของตนเองลงคะแนนเสียงเลือก ตัวแทน เพื่อทําหน้าที่แทนตนในการปกครองแต่ละระดับของประเทศ ในที่นี้หมายถึง การไปใช้สิทธิ เลือกตั้งของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบังลําภู ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง หมายถึง การที่ประชาชนมีความสนใจติดตาม ข่าวสารบ้านเมืองอยู่เสมอเพื่อจะได้รับรู้ความเคลื่อนไหวด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองทั้งในประ ทศและนอกประเทศและนําข้อมูลต่าง ๆ มาพิจารณาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดําเนินชีวิตประจําวัน ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรม ทางการเมือง ในที่นี้หมายถึง การมีส่วนร่วมในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบังลําภู ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง หมายถึง การพูด อธิบายหรือบรรยายถึงสิ่งที่สั่งสมมา จากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความ เข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟังเกี่ยวกับการ การเมือง ในที่นี้หมายถึง การให้ความรู้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบังลําภู ด้านพฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง การแสดงออกทางการเมืองทั้งในการกระทําหรือ ความรู้สึกนึกคิด และ ทัศนคติทางการเมือง ตลอดจนการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง ที่มีผลก่อให้เกิดการพัฒนาร่วมมือ หรือขัดแข้ง ซึ่งพฤติกรรมทางการเมืองนั้นมีหลายรูปแบบ อาทิเช่น การออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบังลําภู อปริหานิยธรรม หมายถึง เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองมีดังนี้๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์พบปะปรึกษาหารือกิจการงาน (ที่พึง รับผิดชอบตามระดับของตน) โดยสม่ําเสมอ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทํากิจทั้งหลายที่พึงทําร่วมกัน ๓. ไม่ถืออําเภอใจใคร่ต่อความสะดวก บัญญัติวาง ข้อกําหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติกันไว้แล้ว และไม่เหยียบย่ําล้มล้างสิ่งที่ตกลงวาง บัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ ๔. ท่านผู้ใดเป็นผู้ใหญ่มี ประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือ ท่านเหล่านั้นมองเห็นความสําคัญแห่งถ้อยคําของท่าน
๖ ว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง ๕. ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรีมิให้มีการข่มเหงรังแก ๖. การเคารพศาสน สถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๗. จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง ๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑.๗.๑ ทําให้ทราบถึงระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๑.๗.๒ ทําให้ทราบถึงผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๑.๗.๓ ทําให้ทราบข้อเสนอแนะในการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู
บทที่๒ แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภู” ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ผู้วิจัยได้ทําการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัยประกอบด้วย แนวคิดดังต่อไปนี้ ๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมือง ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๒.๔ หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง ๒.๕ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๖ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม ๒.๑.๑ ความหมายของพฤติกรรม พฤติกรรมมนุษย์เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือการรับเข้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นภายใน หรือภายนอก มีสติหรือไม่มีสติชัดเจนหรือแอบแฝง และโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ สลับซับซ้อนและมีตัวแปรหลายตัวที่มีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์โดยต้องอาศัยศาสตร์ หลายแขนงมาช่วยอธิบายสําหรับทางชีววิทยาเป็นการศึกษาโดยเน้นทางด้านร่างกาย ระบบประสาท สมองส่วนต่าง ๆ ด้านจิตวิทยาเน้น ทางด้านจิตใจและด้านสังคมวิทยาเป็นการศึกษาสิ่งแวดล้อมทาง สังคม เช่น วัฒนธรรม ค่านิยม สภาพบ้านเมืองที่อยู่อาศัยเป็นต้น ซึ่งความหมายของพฤติกรรมมีผู้ให้ คําจํากัดความไว้มากมาย ซึ่งจะขอกล่าวพอสังเขป ดังนี้พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาต่าง ๆ หรือ กิจกรรมของบุคคลที่แสดงออกมา ซึ่งสังเกตได้หรือสังเกตไม่ได้ก็ตาม มีทั้งพฤติกรรมภายในและ ภายนอก ที่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ตลอดเวลา เช่น การพูด การแสดงกิริยามารยาทต่าง ๆ๑ ๑ พันธุ์ทิพย์รามสูตร, แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาพฤติกรรม, (กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาสุข ศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๐), หน้า ๑๔๑-๑๔๒.
๘ พฤติกรรม หมายถึงการกระทํา หรือการแสดงออกของบุคคลที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายใน จิตใจและสิ่งเร้าภายนอกโดยการกระทํานั้นอาจเป็นไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมที่พึง ประสงค์หรือไม่พึงประสงค์ถึงแม้บุคคลอื่นสามารถสังเกตการณ์กระทํา นั้นได้หรือไม่ก็ตาม แต่สามารถ ใช้เครื่องมือทดสอบได้ ๒ พฤติกรรม หมายถึง การกระทํา หรือกิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กระทํา ซึ่งอาจ เป็นไปได้โดยไม่รู้ตัวหรือเป็นการกระทํา ที่มีจุดมุ่งหมาย รวมทั้งตรึกตรองเป็นอย่างดีมาแล้ว โดยมี ความรู้ความเข้าใจ และการปฏิบัติเป็นตัวก่อให้บุคคลนั้นแสดงพฤติกรรมออกมา โดยบุคคลที่อยู่รอบ ข้างสามารถสังเกตการณ์กระทํา นั้นได้หรือไม่ก็ตาม ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือทดสอบได้ ๓ พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าของมนุษย์ซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และการรับรู้ของมนุษย์ต่อสิ่งเร้านั้น ๆ ๔ พฤติกรรม หมายถึงการกระทําของมนุษย์ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม โดยรู้สึก นึกคิด ทั้งที่สังเกตเห็นได้และไม่อาจสังเกตเห็นได้ ๕ พฤติกรรม หมายถึง กิจกรรมทุกประเภทที่มนุษย์กระทําไม่ว่าสิ่งนั้นจะสังเกตได้หรือไม่ได้ เช่น การทํางานของหัวใจ การทํางานของกล้ามเนื้อการเดิน การพูด การคิด ความรู้สึกความชอบ ความสนใจ เป็นต้น๖ จากคําจํากัดความของคําว่า พฤติกรรม สามารถสรุปได้ว่า พฤติกรรม หมายถึงการกระทํา อากัปกิริยา หรือกิจกรรมทุกประเภทที่มนุษย์แสดงออกมา เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งมาจาก ภายนอกร่างกาย หรือภายในความรู้สึกนึกคิด โดยเจ้าของปฏิกิริยาอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวหรือบุคคล อื่นสามารถรู้ได้และสามารถสังเกตเห็นได้หรือไม่ก็ตาม ๒ วิธีแจ่มกระทึก, “ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารจานด่วนของนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนปลาย โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา กรุงเทพมหานคร”, ปริญญานิพนธ์จิตวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชา จิตวิทยาการแนะแนว, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๔๑), หน้า ๑๔. ๓ สังคม ตัดโส, “ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) : ศึกษา จากผู้ต้อง ขังในทัณฑสถานบําบัดพิเศษกลาง”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๑), หน้า ๑๑. ๔ นิลุบล ไทยรัตน์, “พฤติกรรมของมารดาในการป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจใน เด็กอายุต่ํากว่า ๕ ปีอําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๒), หน้า ๒๒. ๕ สงวน สุทธิเลิศอรุณ, พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน, (กรุงเทพมหานคร: อักษรพิพัฒน์,๒๕๔๓). หน้า ๕. ๖ ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติการวัดการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๘), หน้า ๑๕-๒๗.
๙ ๒.๑.๒ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมาจะมีทั้งพฤติกรรมในทางบวกและพฤติกรรมในทางลบ ซึ่ง จะเกิดขึ้นได้ในทุกวันและทุกสถานการณ์โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านั้นและในขณะนั้นขึ้นอยู่กับ ปัจจัยต่าง ๆ หลายประการต่อไปนี้ ๑. ปัจจัยทางด้านสรีระวิทยา เป็นปัจจัยพื้นฐานทางชีวภาพของมนุษย์เป็นสิ่งเร้าที่ สําคัญตัวหนึ่งที่ทําให้เกิดพฤติกรรม โดยลักษณะทางสรีระของพื้นฐานในเชิงชีววิทยาถือว่า เป็นปัจจัย เริ่มแรกที่วางรูปแบบของพฤติกรรมมนุษย์ทุกคน ถือว่าเป็นอินทรีย์ที่มีชีวิตอย่างหนึ่งการทําหน้าที่ทาง สรีระในระบบอวัยวะต่าง ๆ จึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมา ๒. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ในชีวิตประจําวัน ของมนุษย์ต้องเรียนรู้และพบสภาพ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตลอดเวลา สิ่งแวดล้อมใดที่ปรากฏเด่นชัดต่อบุคคล สิ่งแวดล้อมนั้นจะทํา หน้าที่ เป็นสิ่งเร้า กระตุ้นให้บุคคลเกิดพฤติกรรม และพฤติกรรมก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่า จะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะดินฟ้าอากาศแสงสว่าง สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ จะมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น ๓. ปัจจัยทางด้านสังคม เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่ง กันและกันต้องติดต่อเกี่ยวข้องกันมนุษย์จึงมาอยู่รวมกันเป็นชุมชุน หรือที่เราเรียกว่าสังคม และเมื่อมี สังคมเกิดขึ้นคนในสังคมก็จะตั้งข้อตกลงร่วมกันเรียกว่า “โครงสร้างของสังคม” เพื่อให้การอยู่ร่วมกัน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเกิดประโยชน์แก่สังคมจึงมีข้อกําหนดขึ้นมาทําให้แต่ละคนมีสิทธิส่วนบุคคล เคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งข้อกําหนดต่าง ๆ เหล่านี้คือโครงสร้างของสังคม ซึ่งจะเป็นสิ่งบังคับพฤติกรรม ของมนุษย์ให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม ข้อกําหนดที่เป็นหลักในโครงสร้างของสังคม ก็คือ ปทัสถาน (Norms) สถานภาพ (Status) บทบาท (Role) และค่านิยม (Value) ๔. ปัจจัยทางด้านทัศนคติคือความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ทั้งทางด้านบวก หรือทางด้านลบ ความรู้สึกนั้นอาจเป็นไปในทางที่พึงพอใจหรือไม่พอใจก็ได้ซึ่งสิ่งเร้าอาจเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ตลอดจนสภาพการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ทัศนคติเป็นสิ่งที่มีเป้าหมายการประเมินเป้าหมายว่าสิ่ง นั้น ดีหรือไม่ดีเป็นความรู้สึกของบุคคลที่จะต้องมีความมั่นคงถาวรคือเป็นความรู้สึกต่อสิ่งนั้นบ่อย ๆ๗ ๒.๑.๓ ส่วนประกอบของพฤติกรรม พฤติกรรมของอินทรีย์ที่ได้จากการทําปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมนั้นจะมีผลออกมาในรูปแบบ ทั้งที่สังเกตได้ด้วยบุคคลอื่นและสังเกตไม่ได้แต่สามารถจะวินิจฉัยว่ามีหรือไม่มีโดยใช้วิธีการหรือ เครื่องมือทางด้านจิตวิทยา พฤติกรรมดังกล่าวมีส่วนประกอบอยู่๒ ส่วนด้วยกัน คือ ๑. พฤติกรรมทางด้านพุทธิปัญญา (cognitive domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยว ข้องกับความรู้ความจําข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาความสามารถและทักษะทางสติปัญญาการ ๗ ถวิล ธาราโภชน์, พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน, (กรุงเทพมหานคร: ทิพยวิสุทธิ์, ๒๕๔๓), หน้า ๖-๗.
๑๐ ใช้วิจารณญาณเพื่อประกอบการตัดสินใจ พฤติกรรมด้านพุทธิปัญญาประกอบด้วยความสามารถใน ระดับต่าง ๆ ดังนี้ ๑.๑ ความรู้ (knowledge) ความรู้ในที่นี้เป็นพฤติกรรมขั้นต้น ซึ่งผู้เรียน เพียงแต่จําได้อาจจะโดยนึกได้หรือโดยการมองเห็นได้ยินก็จําได้ความรู้ในขั้นนี้ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับคํา จํากัดความ ความหมายข้อเท็จจริง ทฤษฎีกฎ โครงสร้าง วิธีแก้ปัญหา เป็นต้น ๑.๒ ความเข้าใจ (com prehension) เมื่อบุคคลได้มีประสบการณ์กับข่าวสาร หนึ่ง ๆ อาจจะโดยการฟัง ได้อ่าน หรือได้เขียน เป็นที่คาดว่าบุคคลนั้นจะทําความเข้าใจกับข่าวสารนั้น ความเข้าใจนี้อาจจะแสดงออกในรูปของทักษะ หรือความสามารถต่อไปนี้ การแปล (translation) หมายถึง ความสามารถในการเขียนบรรยายเกี่ยวกับ เกี่ยวกับข่าวสารนั้น ๆ โดยใช้คําพูดของตนเองซึ่งอาจจะออกมาในรูปที่แตกต่างจากเดิมหรือออกมาใน ภาษาอื่น แต่ความหมายยังเหมือนเดิม การให้ความหมาย (interpretation) หมายถึง การให้ความหมายต่อสิ่งต่าง ๆ หรือข่าวสารต่าง" ซึ่งอาจออกมาในรูปความคิดเห็นหรือข้อสรุปตามที่บุคคลนั้นเข้าใจ การคาดคะเน (extrapolation) หมายถึง ความสามารถในการตั้งความ คาดหมาย หรือคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งความสามารถนี้จะเกิดจากความเข้าใจสภาพการณ์และ แนวโน้มที่อธิบายไว้ในข่าวสารนั้น ๑.๓ การประยุกต์หรือการนําความรู้ไปใช้ (application) หมายถึง ในการนํา ความรู้ความเข้าใจ การนําความรู้ไปใช้นี้อีกนัยหนึ่งก็คือ การแก้ปัญหานั่นเอง ๑.๔ การวิเคราะห์ (analysis) ความสามารถในการวิเคราะห์เป็นขั้นหนึ่งของ พฤติกรรมทางด้านพุทธิปัญญาซึ่งอาจแบ่งเป็นความสามารถขั้นย่อย ๆ ได้๓ ขั้นตอนด้วยกัน คือ ความสามารถในขั้นที่๑ ผู้เรียนสู่มารถแยกแยะองค์ประกอบของปัญญา หรือสภาพการณ์ออกเป็นส่วน ๆ เพื่อทําความเข้าใจกับสัดส่วนต่าง ๆ ให้ละเอียด ความสามารถในขั้นที่๒ ผู้เรียนสามารถมองเห็นความสัมพันธ์อย่างแน่ชัด ระหว่างส่วนประกอบเหล่านั้น ความสามารถในขั้นที่๓ ผู้เรียนสามารถมองหลักการผสมผสานระหว่าง ส่วนประกอบที่รวมกันเป็นปัญหาหรือสภาพการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาหรือสภาพการณ์ได้แก่ ๑) ความสามารถในการแยกแยะข้อเท็จจริง (facts) ออกจากสมมติฐาน (hypothesis) ๒) มองเห็นความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ของความคิดต่าง ๆ ที่ประกอบ เป็นปัญหาหรือสภาพการณ์นั้น ๆ ๓) มองเห็นความคิดหรือความเข้าใจที่ประกอบขึ้นเป็นปัญหาหรือ สภาพการณ์นั้น ๆ สรุปแล้วความสามารถในการวิเคราะห์ก็คือ ความสามารถในการแยก ส่วนประกอบย่อย ๆ ของส่วนรวมออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้เข้าใจส่วนรวมได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
๑๑ ๑.๕ การสังเคราะห์ (synthesis) หมายถึง ความสามารถในการนําเอา ส่วนประกอบย่อย ๗ หลาย ๆ ส่วนมารวมกันเข้าเป็นส่วนรวมที่มีโครงสร้างที่แน่ชัด โดยทั่วไปแล้ว ความสามารถนี้จะเกี่ยวข้องกับการนําเอาประสบการณ์เก่ามารวมกับประสบการณ์ใหม่แล้วสร้างเป็น แบบแผนหรือหลักสําหรับปฏิบัติขบวนการในการรวมกันของส่วนต่าง ๆ นั้นเป็นไปอย่างมีระเบียบ แบบแผน ความสามารถในการสังเคราะห์หนี้เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมทางพุทธิปัญญาที่ก่อให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดริเริ่มในตัวผู้เรียน ความสามารถในการสังเคราะห์นี้จะต้องอาศัย ความสามารถชั้นต่าง ๆ หลายขั้นดังกล่าวมาแล้ว คือความเข้าใจ การนําความรู้ไปใช้และ ความสามารถในการวิเคราะห์ ๑.๖ การประเมินผล (evaluation) ความสามารถในการประเมินผลนี้เกี่ยวข้อง กับการให้ค่าต่อความรู้หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะต้องใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็น ส่วนประกอบในการประเมินผล มาตรฐานนี้อาจจะออกมาในรูปคุณภาพและปริมาณ และมาตรฐานที่ ใช้นี้อาจจะมาจากการที่บุคคลนั้นตั้งขึ้นเองหรือมาจากมาตรฐานที่มีอยู่แล้ว ความสามารถในการ ประเมินผลนอกจากจะเป็นความสามารถขั้นสุดท้ายของพฤติกรรมทางด้านพุทธิปัญญาแล้วยังเป็น ตัวเชื่อมที่สําคัญของพฤติกรรมทางด้านพุทธิปัญญากับพฤติกรรมทางด้านความรู้สึก (affective domain) ซึ่งจะกล่าวให้ละเอียดต่อไป ความสามารถในการประเมินผลนี้ไม่จําเป็นจะต้องเกิดขึ้นใน ขั้นสุดท้ายเสมอไป แต่อาจจะอยู่ในขั้นของความสามารถหรือทักษะต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ข้อ ๑) ถึง ๕) ข้างต้น จะเห็นว่าพฤติกรรมทางพุทธิปัญญา (cognitive domain) ตั้งแต่ข้อ ๒) ถึงข้อ ๖) ดังกล่าวแล้ว เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถหรือทักษะที่ต้องใช้สติปัญญา ซึ่งสลับซับซ้อน มากกว่าพฤติกรรมขั้นแรก คือ ความรู้ (knowledge) ดังกล่าวไว้ในข้อ ๑) และพฤติกรรมขั้นแรกนี้จะ เป็นส่วนประกอบในการสร้าง หรือก่อให้เกิดความสามารถหรือทักษะในขั้นต่อ ๆ ไป๘ ๒. พฤติกรรมด้านทัศนคติค่านิยม ความรู้สึกความชอบ (affective domain) พฤติกรรมด้านนี้หมายความถึง ความสนใจ ความรู้สึก ท่าทีความชอบ ไม่ชอบการให้คุณค่าการ ปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงค่านิยมที่ยึดถืออยู่พฤติกรรมด้านนี้ยากต่อการอธิบาย เพราะเกิดภายใน จิตใจของบุคคลซึ่งต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการวัดพฤตกรรมเหลิ ่านี้เพราะความรู้สึกภายในของคนนั้น ยากต่อการที่จะวัดจากพฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอก การเกิดพฤติกรรมด้านทัศนคติแบ่งออกเป็นขั้นตอน ดังนี้ ๑. การรับรู้ (receiving) ๒. การตอบสนอง (responding) ๓. การให้ค่า (valuing) ๔. การจัดกลุ่ม (organization) ๘ เชิดชัย โชติสุท ธิ์, การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์, พิมพ์ค รั้งที่๒, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๔๓), หน้า ๙-๑๔.
๑๒ ๕. การแสดงคุณลักษณะตามค่านิยมที่ยึดถือ (characterization by value or value complex) เพื่อให้เข้าใจส่วนประกอบของขั้นตอนของการเกิดพฤติกรรมทางด้านทัศนคติ ความรู้สึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะขยายความของขั้นตอนต่าง ๆ ให้ชัดเจนดังต่อไปนี้ ๑) การรับหรือการใส่ใจ (receiving or attending) ขั้นของการรับหรือการใส่ ใจนี้เป็นขั้นที่แสดงว่าบุคคลนั้นได้ถูกหรือมีภาระจิตใจที่พร้อมที่จะรับสิ่งเร้านั้นหรือให้ความสนใจต่อสิ่ง เร้านั้นการรับหรือการใส่ใจนี้เป็นขั้นของสภาพจิตใจขั้นแรก ที่จะนําไปสู่สภาพจิตใจในข้นต่อไป แต่ เนื่องจาก คนเรามีประสบการณ์เดิมซึ่งอาจจะได้จากการเรียนรู้ (ชนิดเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ ได้จากประสบการณ์เดิมนี้เองบุคคลนั้นอาจจะมีสภาพจิตใจขั้นของการรับหรือการใสใจพร้อมแล้วโดย ไม่ต้องถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นก็ได้ในขั้นของการรับนี้มีส่วนประกอบย่อย ๓ ส่วน ซึ่งถือว่าเป็น ส่วนประกอบที่จะเกิดต่อเนื่องกัน ส่วนประกอบย่อยมีดังนี้ ๑.๑) ความตระหนัก (awareness) ความตระหนักนี้เกือบจะคล้ายพฤติกรรม ขั้นแรกของพฤติกรรมด้านพุทธิปัญญา (cognitive domain) คือความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (knowledge) ได้อธิบายมาแล้วแต่มีความแตกต่างตรงที่ว่าความตระหนักนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจํา หรือความสามารถที่จะระลึกได้แต่ความตระหนัก หมายถึงการที่บุคคลได้ฉุกคิด หรือการเกิดขึ้นใน ความรู้สึกว่า มีสิ่งหนึ่ง มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งการรู้สึกว่ามีหรือการได้ฉุดคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นี้เป็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสภาวของจิตใจ แต่ไม่ได้แสดงว่าบุคคลนั้นสามารถจําได้หรือระลึกได้ถึง ลักษณะเฉพาะบางอย่างของสิ่งนั้น ๑.๒) ความยินดีหรือความเต็มใจที่จะรับ (willingness to receive) ในขณะที่ ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจที่จะรับสิ่งที่มากระตุ้นความรู้สึกเอาไว้เช่น การให้ความสนใจอย่างดีใน ขณะที่ผู้อื่นกําลังพูด เป็นต้น ๑.๓) การเลือกรับหรือการใส่ใจ (controlled or selected attention) สภาวะจิตใจในขั้นนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเกิดขั้นที่๑.๑ และ ๑.๒ ดังกล่าวมาแล้ว เมื่อมีสิ่งเร้า มาเจ้าหรือมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น บุคคลนั้นจะเลือกรับหรือเลือกใสใจเฉพาะสิ่งที่เขาชอบหรือ สถานการณ์ที่เขาไม่ชอบพฤติกรรม พฤติกรรมในขั้นนี้อาจแสดงให้เห็นโดย "จากการฟังดนตรีบุคคล นั้นสามารถบอกถึงความแตกต่างของอารมณ์บอกความหมายแบอกได้ถึงเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ ประกอบการขึ้นเป็นเสียงดนตรีนั้น" ๒) การตอบสนอง (responding) พฤติกรรมในขั้นนี้ก็ต่อเนื่องจากพฤติกรรมใน ขั้นที่๑ คือ การรับหรือการให้ความสนใจต่อสถานการณ์ต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ในขั้นนี้บุคคลจะถูกจูงใจให้ เกิดความใส่ใจอย่างเต็มที่ซึ่งหมายความว่า บุคคลนั้นได้เก็ดความรู้สึกผูกมัดตัวเองต่อสิ่งเร้าหรือ สถานการณ์ที่มากระตุ้น ความรู้สึกผูกมัดนี้ยังเป็นเพียงความรู้สึกขั้นต้น จึงยืนยันไม่ได้แน่นอนว่า บุคคลนั้นมี "ทัศนคติ" หรือ "ค่านิยม"ในทางใดทางหนึ่งต่อสถานการณ์หรือสิ่งเร้านั้น ๆ ในขั้นนี้อาจ กล่าวได้ว่า บุคคลเกิด "ความสนใจ" อย่างแท้จริง ซึ่งถ้าความสนใจเกิดขึ้นก็หมายความว่า ผู้เรียนได้มี ส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความรู้สึกผูกมัดกับวัตถุสิ่งของสถานการณ์หรือ ปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง ซึ่งจะทําให้บุคคลนั้นพยายามทําปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างหรือได้รับความพึงพอใจจากการมีส่วน ร่วมหรือจากการทํากิจกรวมนั้น พฤติกรรมข้นการตอบสนองนี้มีส่วนประกอบย่อย ๓ ส่วนประกอบ คือ
๑๓ ๒.๑ การยินยอมในการตอบสนอง (acquiescence in responding) ในขั้นนี้ อาจใช้คําว่า "เชื่อฟัง" แทนพฤติกรรมที่แสดงว่ามีการยินยอมในการตอบสนองแต่การทําปฏิกิริยาตอบ นองของบุคคลในขั้นนี้ไม่ได้แสดงว่าเขายอมรับถึงความจําเป็นหรือประโยชน์จากการทําปฏิกิริยานั้น ๆ ตัวอย่างของพฤติกรมในขั้นนี้ได้แก่การยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมายทางด้านสุขภาพอนามัย เชื่อฟัง กฎเกณฑ์การเล่นต่าง ๆ ๒.๒ ความเต็มใจที่จะตอบสนอง (willingness to respond) ในขั้นนี้บุคคลเกิด ความรู้สึกผูกมัดที่จะทําปฏิกิริยาบางอย่างซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ไม่พึ่งพอใจหรือ หลีกเลี่ยงการลงโทษ แต่จะเนื่องมาจากความเต็มใจของบุคคลนั้นจริง ๆ อาจจะกล่าวได้ว่าบุคคลนั้น เกิดความสมัครใจที่จะกระทําซึ่งเป็นผลมาจากการเลือกของบุคคลนั้นเอง ตัวอย่างของพฤติกรรมใน ขั้นนี้ได้แก่การยอมรับความรับผิดชอบในอันที่จะปรับปรุงสุขภาพของตนเองและความรับผิดชอบต่อ สุขภาพอนามัยของบุคคลอื่น ๒.๓ ความพอใจในการตอบสนอง (satisfaction in respons) พฤติกรรมขั้นนี้ สืบเนื่องมาจากการเต็มใจที่จะตอบสนองเมื่อบุคคลทําปฏิกิริยาบางอย่างไปแล้ว บุคคลนั้นเกิด ความรู้สึกพอใจ ซึ่งเป็นสภาวะทาอารมณ์ของบุคคล อาจจะออกมาในรูปความพอใจความสนุกสนาน เป็นต้น ตัวอย่างพฤติกรรมในขั้นนี้ได้แก่การเกิดความรู้สึกยินดีในการอ่านหนังสือเกิดความรู้สึกพอใจ ในการได้สนทนากับบุคคลอื่น เป็นต้น ๓) การให้ค่าหรือการเกิดค่านิยม (valuing) คําว่า "ค่านิยม" นี้มักจะถูกใช้บ่อย ในการเขียนวัตถุประสงค์ทางการศึกษาซึ่งการที่เราให้ค่านิยมต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ราวการณ์ใดภาวการณ์ หนึ่ง นั้น หมายถึงว่า สิ่งนั้นหรือภาวการณ์นั้นมีคุณค่าต่อตัวเขา การให้ค่านี้เกิดจากประสบการณ์และ การประเมินคําของบุคคลนั้นเองและขณะเดียวกันก็เป็นผลจากสังคมด้วยส่วนหนึ่ง พฤติกรรมขั้นนี้ อาจจะอธิบายให้ขัดเจนโดยใช้คําว่า "ความเชื่อ" หรือ "ทัศนคติ" ในขั้นนี้บุคคลกระทําปฏิกิริยาหรือ พฤติกรรมซึ่งแสดงว่าเขายอมรับหรือรับรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสําหรับตัวเขา หรือแสดงว่าเขามีคํา นิยมอย่างใดอย่างหนึ่งในขั้นนี้เราจะไม่พิจารณาถึงความสัมพันธ์ของค่านิยมต่าง ๆ แต่จะพิจารณา เฉพาะถึงขบวนการยอมรับในตัวบุคคลเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเกิดความตระหนักให้อยู่ในภาวะที่เขาสามารถ บังคับได้หรือเป็นสิ่งที่เป็นของเขาอย่างแท้จริงพฤติกรรมขั้นนี้ส่วนมากมักจะใช้คําว่า "ทัศนคติ" และ "ค่านิยม" ๔) การจัดกลุ่ม (organization เมื่อบุคคลเกิดคํานิยมต่าง ๆ ขึ้นแล้วซึ่ง หมายความว่า ค่านิยมที่เขามีนั้นจะมีหลายชนิดจึงมีความจําเป็นที่จะต้องจัดระบบของค่านิยมต่าง ๆ ให้เข้ากลุ่มโดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมเหล่านั้น การจัดกลุ่มค่านี้แบ่งเป็น ส่วนประกอบดังนี้ ๔.๑ การจัดกลุ่มค่านิยม พฤติกรรมในขั้นนี้จะเป็นส่วนที่เกิดเพิ่มเติมของขั้นที่๓ (การให้ค่า) บุคคลจะสามารถมองเห็นว่าสิ่งที่เขาให้ค่าใหม่นี้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับค่านิยมที่เขามี อยู่เดิม หรือที่กําลังจะมีต่อไปอย่างไรบ้าง การเกิดความคิดนี้อาจจะออกมาในลักษณะเป็นนามธรรม หรือออกมาในรูปสัญลักษณ์ก็ได้ตัวอย่างพฤติกรรมในขั้นนี้ได้แก่การพยายามที่แสดงให้เห็นถึง ลักษณะของสิ่งของบางอย่างซึ่งเกี่ยวข้องกับศิลปะที่เขานิยมชมชอบ
๑๔ ๔.๒ การจัดระบบของค่านิยม ในขั้นนี้บุคคลจะนําค่านิยมต่าง ๆ ที่เขามีอยู่มา อาจเป็นการเรียงลําดับ โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์ขอค่านิยมเหล่านั้นซึ่งของการกําหนดปรัชญา ของชีวิตของบุคคลนั้นหรืออาจจะออกมาในรูปแบบสังเคราะห์ค่านิยมต่าง ๆ และจากการสังเคราะห์ หนี้บุคคลนั้นก็จะได้ค่านิยมใหม่สําหรับตัวเองขึ้นมา ตัวอย่างพฤติกรรมในขั้นนี้ได้แก่การวางแผน เกี่ยวกับการพักผ่อนของตนเอง เพื่อเป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติ ๕) การแสดงลักษณะตามค่านิยมที่ยึดถือ (characterization by a value or value complex) พฤติกรรมนี้ถือว่าเป็นส่วนประกอบหนึ่งของกระบวนการซึมซับ ในขั้นนี้ "ค่านิยม" ต่าง ๆ จะอยู่ในส่วนประกอบของค่านิยมต่าง ๆ ของบุคคลเพราะถือว่าบุคคลมีค่านิยมหลายชนิด และ บุคคลก็จัดอันดับค่านิยมเหล่านั้น อาจเรียงลําดับจากที่ดีสุดถึงดีน้อยสุดที่เราเรียกว่า "ลําดับค่านิยม" ค่านิยมเหล่านี้จะเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของบุคคล เชื่อกันว่าบุคคลจะแสดงปฏิกิริยาหรือพฤติกรรม ต่าง" โดยมีผลจากคํานิยมที่เขามีหรือรับเอาไว้พฤติกรรมในขั้นนี้มีส่วนประกอบสองส่วนคือ ๕.๑ การวางหลักทั่วไป (generalized set) พฤติกรรมในขั้นนี้แสดงให้เห็นถึง ความพร้อมที่จะปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวแต่ เป็นสิ่งที่จะเป็นแนวทางของการปฏิบัติบางอย่างหลักทั่วไปที่จะเกิดขึ้นนี้จะปรากฎฐานของบุคคลใน การที่จะแก้ไข หรือควบคุมปัญหาต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลนั้น และเป็นรากฐาน ให้เกิดการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของพฤติกรรมในขั้นนี้ได้แก่ความพร้อมที่จะปรับปรุง แก้ไขกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และเปลี่ยนแปลงกาวปฏิบัติบางอย่างตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ๕.๒ การแสดงลักษณะ (characterization) พฤติกรรมในข้นนี้เป็นพฤติกรรม ขั้นสูงสุดของกระบวนการซึมซับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงหรือสังเกตได้โดยบุคคลอื่น การแสดงลักษณะนี้จะ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างถาวร ซึ่งสืบเนื่องมาจากค่านิยมที่บุคคลนั้นยึดมั่นอยู่พฤติกรรมในขั้นนี้อาจจะแสดง ให้เห็นโดยผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ตัวอย่างพฤติกรรมในขั้นนี้ได้แก่การสร้างปรัชญาชีวิต สําหรับตัวเอง การคิดกฎต่าง ๑ ในการปฏิบัติตนโดยพิจารณาถึงเหตุผลทางด้านศีลธรรมจรรยา และ ด้านหลักประชาธิปไตย ๕.๓ พฤติกรรมด้านการปฏิบัติ (psychomotor domain) พฤติกรรมด้านนี้เป็น การใช้ความสามารถที่แสดงออกทางร่างกาย ซึ่งรวมทั้งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่แสดงออกและ สังเกตได้ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ หรืออาจจะเป็นพฤติกรรมที่ล่าช้า คือบุคคลไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่แต่ คาดคะเนว่าอาจจะปฏิบัติในโอกาสต่อไป พฤติกรรมการแสดงออกนี้เป็นพฤติกรรมขั้นสุดท้ายที่เป็น เป้าหมายของการศึกษา ที่จะต้องอาศัยพฤติกรรมระดับต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นส่วนประกอบ พฤติกรรมด้านนี้เมื่อแสดงออกมาจะสามารถประเมินได้ง่าย แต่กระบวนการจะก่อให้เกิดพฤติกรรมนี้ ต้องอาศัยระยะเวลา และการตัดสินใจหลายขั้นตอน ๒.๑.๔ องค์ประกอบของพฤติกรรม พฤติกรรมมนุษย์มีองค์ประกอบ ๗ ประการ ได้แก่ ๑. ความมุ่งหมาย (Goal) เป็นความต้องการหรือวัตถุประสงค์ที่ทําให้เกิดกิจกรรมที่ คนต้องทํากิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นของกิจกรรมบางอย่างก็ให้ความพอใจหรือ สนองความต้องการได้ทันทีแต่ความต้องการหรือวัตถุประสงค์บางอย่างก็ต้องใช้เวลานานจึงจะ
๑๕ สามารถบรรลุผลสมความต้องการหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันและมักจะต้องเลือกสนองความ ต้องการที่รีบด่วนก่อนและสนองความต้องการที่ห่างออกไปในภายหลัง ๒. ความพร้อม (Readiness) หมายถึง ระดับวุฒิภาวะ หรือความสามารถที่จําเป็น ในการทํากิจกรรมเพื่อสนองความต้องการ คนเราไม่สามารถสนองความต้องการได้หมดทุกอย่างความ ต้องการบางอย่างอยู่นอกเหนือความสามารถของเขา ๓. สถานการณ์ (Situation) เป็นเหตุการณ์ที่เปิดโอกาสให้เลือกทํากิจกรรมเพื่อ สนองความต้องการ ๔. การแปลความหมาย (Interpretation) ก่อนที่คนเราจะทํากิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งลงไปเขาจะต้องพิจารณาสถานการณ์เสียก่อนแล้วตัดสินใจเลือกวิธีที่คาดว่าจะได้ความพอใจมาก ที่สุด ๕. ตอบสนอง (Response) เป็นพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการโดยวิธีการที่ ได้เลือกแล้วในขั้นแปลความหมาย ๖. ผลที่ได้รับหรือผลที่ตามมา (Consequence) เมื่อทํากิจกรรมแล้วย่อมได้รับผล การกระทํานั้น ผลที่ได้รับอาจจะตามที่คาดคิดไว้ (Confirm) หรืออาจตรงกันข้ามกับความคาดหมาย (Contradict) ได้ ๗. ปฏิกิริยาต่อความคาดหวัง หากคนเราไม่สามารถสนองความต้องการได้ก็กล่าวได้ ว่า เขาประสบกับความผิดหวัง ในกรณีเช่นนี้เขาอาจจะย้อนกลับไปแปลความหมายของสถานะเสีย ใหม่และเลือกวิธีการตอบสนองใหม่ก็ได้ ๙ ๒.๑.๕ สิ่งที่กําหนดพฤติกรรมมนุษย์ จากความหมายและองค์ประกอบของพฤติกรรมดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการแสดงของ พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์นั้นจะต้องมีสิ่งที่เป็นตัวกําหนดพฤติกรรม ซึ่งจะทําให้การแสดงออกของ พฤติกรรมของมนุษย์แต่ละบุคคลแตกต่างกันไป ดังนั้น ควรเข้าใจถึงสิ่งที่กําหนดพฤติกรรมมนุษย์ ดังต่อไปนี้ สิ่งที่กําหนดพฤติกรรมมนุษย์มีหลายประการ ซึ่งอาจจะแยกได้๒ ประเภท คือ ๑. ลักษณะนิสัยส่วนตัว ได้แก่ความเชื่อ หมายถึง การที่บุคคลคิดถึงอะไรก็ได้ในแง่ ของข้อเท็จจริงซึ่งไม่จําเป็นจะต้องถูกหรือผิดเสมอไป ความเชื่ออาจมาโดยการเห็นการบอกเล่า การ อ่าน รวมทั้งการคิดขึ้นมาเอง ๙ สุดาวรรณ ขันธมิตร, “พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่, ๖ สังกัด สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติในภาคกลาง”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๑๑.
๑๖ ๒. กระบวนการอื่น ๆ ทางสังคม ได้แก่สิ่งที่กระตุ้นพฤติกรรม (Stimulus Object) และความเข้มข้นของสิ่งกระตุ้นพฤติกรรม ลักษณะนิสัยของบุคคล คือ ความเชื่อทัศนคติบุคลิกภาพ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมก็จริง แต่พฤติกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งกระตุ้นพฤติกรรม๑๐ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์มีดังนี้ ๑. ความเชื่อ คือ การที่บุคคลยอมรับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งความคิดของเราอาจจะถูก ต้อหรือไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็ได้ความเชื่อเป็นสิ่งที่หักห้ามได้ยาก และมีอิทธิพลต่อบุคคลมาก บุคคลใดมีความเชื่อย่างใด ก็จะมีพฤติกรรมเป็นไปตามความเชื่อของเขา ๒. ค่านิยม เป็นเครื่องชี้วัดแนวปฏิบัติของบุคคลว่าอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ค่านิยมอาจมาจากการอ่าน คําบอกเล่าหรือคิดเองก็ได้ ๓. บุคลิกภาพ เป็นลักษณะของแต่ละบุคคลซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลนั้น ๔. สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรม (Stimulus Object) สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรมนี้จะเป็น อะไรก็ได้เช่น ความสวย ความหิว อาหาร ฯลฯ สิ่งที่กระตุ้นพฤติกรรมอย่างหนึ่งก็อาจมีพลังกระตุ้น พฤติกรรมของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ๕. ทัศนคติหมายถึง ความรู้สึกหรือท่าทีของบุคคลที่มีต่อบุคคล วัตถุสิ่งของ หรือ สถานการณ์ต่าง ๆ เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของบุคคล ทัศนคติเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่บุคคลได้รับ ๖. สถานการณ์หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือสภาวะที่บุคคลกําลังจะมีพฤติกรรม๑๑ โดยสรุป พฤติกรรมเกิดจากการแสดงออกทางความรู้สึก อารมณ์ทัศนคติค่านิยม ความ เชื่อ หรือการเลียนแบบ ที่แสดงออกทั้งมองเห็นและไม่สามารถมองเห็นได้พฤติกรรมนอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่กําหนดพฤติกรรมของมนุษย์คือ ลักษณะนิสัยส่วนตัว และกระบวนการอื่นของสังคม เป็นสําคัญ ๒.๑.๖ ทฤษฎีพฤติกรรม ทฤษฎีพฤติกรรม เป็นการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักจิตวิทยา ที่ได้ศึกษา ค้นคว้าพฤติกรรมของมนุษย์ ๑. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis theory) ผู้นําเสนอทฤษฎีนี้คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย เขากล่าวถึงพฤติกรรมของมนุษย์ไว้ว่า พฤติกรรมเกิดจากพลังของ จิต ๒ ลักษณะคือ จิตสํานึก (Conscious) และจิตใต้สํานึก (Unconscious) นั่นคือพฤติกรรมที่แสดง ออกมาถูกควบคุมโดยจิตสํานึก แต่จิตสํานึกนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยแรงกระตุ้นผลักดันจากภายใน อันได้แก่จิตไร้สํานึก ซึ่งเป็นที่รวมของความต้องการ ความปรารถนา และความเก็บกดต่าง ๆ ดังนั้น จิตใต้สํานึกจึงเป็นพลังงานอันก่อให้เกิดการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา ๑๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓. ๑๑ สุชา จันทน์เอม, จิตวิทยาพัฒนาการ, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๖), หน้า ๘๖.
๑๗ ๒. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behavioral theory) กลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมนิยมกลุ่มแรก ที่ให้คําอธิบายเกี่ยวกับบุคลิกภาพตามแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม คือ พาฟลอฟ วัตสัน และ สกินเนอร์ซึ่งได้นําเสนอทฤษฎีการเรียนรู้แบบคลาสสิก และลงมือกระทํา นักคิดในทฤษฎีกลุ่มนี้ไม่ ค่อยให้ความเชื่อถือแรงจูงใจภายในตัวบุคคล ว่าเป็นปัจจัยสําคัญในการกําหนดลักษณะพฤติกรรมและ บุคลิกภาพ แต่ให้ความสนใจกับสิ่งเร้าภายนอก รวมทั้งกระบวนการให้การเสริมแรงมากกว่าโดยให้ ความเห็นว่า บุคคลจะมีบุคลิกภาพเช่นไร ขึ้นอยู่กับเขาได้รับการเสริมแรงจากบุคคลและกลุ่มสังคมใน วัยที่ผ่านมาอย่างไร เช่น คนที่มีนิสัยก้าวร้าว อาจเกิดจากการที่เมื่อเขาก้าวร้าวแล้ว ได้รับการชื่นชม (เสริมแรงบวก) คนขี้อาย อาจได้รับการชมเชยเมื่อแสดงความขี้อาย (เสริมแรงบวก) หรือถูกทําโทษ เมื่อแสดงตน(เสริมแรงบวก) นอกจากนั้นแล้ว ทฤษฎียังเชื่อว่า พฤติกรรมหรือบุคลิกภาพของบุคคล เกิดจากการสังเกตตัวแบบ แล้วมีการเลียนแบบเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีนักทฤษฎีกลุ่มนี้มักถูกวิพากษ์ว่า อธิบายบุคลิกภาพของบุคคลอย่างผิวเผิน โดยลืมนึกถึงพลังขับด้านชีวภาพและด้านความรู้ความคิดซึ่ง เป็นพลังขับที่สําคัญในการกําหนดลักษณะพฤติกรรมและบุคลิกภาพของบุคคลเช่นเดียวกัน๑๒ จากการทบทวนแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๑ สรุปแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด พันธุ์ทิพย์รามสูตร. พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาต่าง ๆ หรือ กิจกรรมของบุคคลทแสดงออกมาี่ซึ่งสังเกตได้ หรือสังเกตไม่ได้ก็ตาม มีทั้งพฤติกรรมภายในและ ภายนอก ที่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ตลอดเวลา เช่น การพูด การแสดงกิริยามารยาทต่าง ๆ วิธีแจ่มกระทกึ. พฤติกรรม หมายถึงการกระทํา หรือการ แสดงออกของบุคคลที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายใน จิตใจและสิ่งเร้าภายนอกโดยการกระทํานั้นอาจ เป็นไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรม ที่พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์ถึงแม้บุคคลอื่น สามารถสังเกตการณ์กระทํานั้นได้หรือไม่ก็ตาม แต่สามารถใช้เครื่องมือทดสอบได้ สังคม ตัดโส. พฤติกรรม หมายถึง การกระทํา หรือกิจกรรมทุก สิ่งทุกอย่างที่มนุษยก์ระทํา ซงอาจเป ึ่ ็นไปได้โดย ไม่รู้ตัวหรือเป็นการกระทําที่มีจุดมุ่งหมาย ๑๒ ศันสนีย์ตันติวิท, จิตวิทยาทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๓๓-๓๔.
๑๘ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด นิลุบล ไทยรัตน์. พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่ง เร้าของมนุษย์ซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สกนึ ึก คิด และการรบรัู้ของมนุษย์ต่อสิ่งเร้านั้น ๆ สงวน สุทธิเลิศอรุณ. พฤติกรรม หมายถึงการกระทําของมนุษย์ทั้ง กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม โดยรู้สึกนกคึ ิด ทั้งที่สังเกตเห็นได้และไม่อาจสังเกตเห็นได้ ประภาเพ็ญ สุวรรณ. พฤติกรรม หมายถึง กิจกรรมทุกประเภทที่มนุษย์ กระทําไม่ว่าสิ่งนั้นจะสังเกตได้หรือไม่ได้เช่น การ ทํางานของหัวใจ การทํางานของกล้ามเนื้อการ เดิน การพูด การคิด ความรู้สกความชอบึความ สนใจ เป็นต้น ถวิล ธาราโภชน์. ปัจจัยที่มีอิทธพลติ ่อพฤติกรรม ๑. ปัจจัยทาง ด้านสรีระวิทยา เป็นปัจจัยพื้นฐานทางชีวภาพ ของมนุษย์เป็นสิ่งเร้าที่สําคัญตัวหนึ่งที่ทําให้เกิด ๒. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ในชีวิตประจําวัน ๓. ปัจจัยทางด้านสังคม เนื่องจากมนุษย์ไม่ สามารถอยู่คนเดียวได้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและ กัน ๔. ปัจจัยทางด้านทัศนคติคือความรู้สึกที่ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ทงทางดั้้านบวกหรือ ทางด้านลบ อาจเป็นคน สัตว์ เชิดชัย โชติสุทธิ์. ส่วนประกอบของพฤติกรรม ๑. พฤติกรรมทาง ด้านพุทธิปัญญา พฤติกรรม ด้านนี้เกี่ยวข้องกับ ความรู้ความจําข้อเท็จจริงต่าง ๆ ๒. พฤติกรรม ด้านทัศนคติค่านิยม ความร้สูึกความชอบ พฤติกรรม ด้านนี้หมายความถึง ความสนใจ ความรู้สึก ท่าทีความชอบ ไม่ชอบการให้คุณค่า การปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงค่านิยมที่ยึดถออยืู่ พฤติกรรมด้านนี้ยากต่อการอธิบาย เพราะเกิด ภายในจิตใจของบุคคล สุดาวรรณ ขันธมิตร. องค์ประกอบของพฤติกรรม ๑. ความมุ่งหมาย ๒. ความพร้อม ๓. สถานการณ์๔. การแปล ความหมาย ๕. ตอบสนอง ๖. ผลที่ได้รับหรอผลทื ี่ ตามมา ๗. ปฏิกิริยาต่อความคาดหวัง สุชา จันทน์เอม. สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์มีดังนี้ ๑. ความเชื่อ คือ การที่บุคคลยอมรับข้อเทจจร็ ิง
๑๙ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ต่าง ๆ ๒. ค่านยมิ เป็นเครื่องชี้วัดแนวปฏิบัติของ บุคคล ๓. บุคลิกภาพ เป็นลักษณะของแต่ละ บุคคล ๔. สิ่งทมากระตีุ่้นพฤติกรรม (Stimulus Object) เช่น ความสวย ความหิว อาหาร ฯลฯ ๕. ทัศนคติหมายถึง ความรู้สึกหรือท่าทีของ บุคคลที่มีต่อบคคลุวัตถุสิ่งของ หรือสถานการณ์ ต่าง ๆ ๖. สถานการณ์หมายถึง สภาพแวดล้อม หรือสภาวะที่บุคคลกําลังจะมพฤตี ิกรรม ศันสนีย์ตันติวิท. ทฤษฎีพฤติกรรม เป็นการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับ พฤติกรรมของนักจิตวิทยา ๑. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ผู้นําเสนอทฤษฎีนี้คือ ซิกมันด ์ ฟรอยด์๒. ทฤษฎี พฤติกรรมนิยม กลมทฤษฎ ุ่พฤตี ิกรรมนิยมกลุ่ม แรกที่ให้คําอธิบายเกี่ยวกับบุคลิกภาพตามแนวคิด ของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม คอื พาฟลอฟ วัตสัน และ สกินเนอร์ซึ่งได้นําเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ แบบคลาสสิก และลงมือกระทํา จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมทําให้ผู้วิจัยได้ทราบ ถึงความหมายของพฤติกรรม ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ส่วนประกอบของพฤติกรรมองค์ประกอบ ของพฤติกรรม สิ่งที่กําหนดพฤติกรรมมนุษย์สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์และทฤษฎี พฤติกรรม ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมือง ๒.๒.๑ ความหมายของพฤติกรรมทางการเมือง นักวิชาการของไทยหลายท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความหมายของพฤติกรรมทาง การเมือง ซึ่งความหมายของพฤติกรรมทางการเมืองมีผู้ให้คําจํากัดความไว้มากมาย ซึ่งจะขอกล่าวพอ สังเขป ดังนี้ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง การแสดงออกทางการเมืองซึ่งการแสดงออกจะเป็น อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ทางการเมือง (political socialization) หรือความสํานึกทางการเมือง ของคนในชาติตลอดจนวัฒนธรรมทางการเมือง (political culture) และความสนใจของคนในชาติ ด้วย๑๓ ๑๓ จักรพันธุ์วงษ์บูรณาวาทย์, ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่๓, (เชียงใหม่: คณะ สังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๓), หน้า ๑๒๐.
๒๐ พฤติกรรมการเมือง หมายถึง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงการเมือง ไม่ว่าโดยความ คิดเห็น ศรัทธา หรือด้วยการกระทํา๑๔ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมทางการเมือง ที่ปรากฏออกมาในรูปของการจัด องค์การทางการเมือง รูปแบบการเมืองการปกครอง นโยบายของรัฐ และพรรดการเมือง รวมทั้งการมี ส่วนร่วมทางการเมืองของราษฎร๑๕ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง ลักษณะการแสดงออกในการกระทําหรือปฏิบัติที่มีผล ก่อให้เกิดการพัฒนา ร่วมมือหรือขัดแย้ง และวิถีทางที่ใช้ในการดํารงชีวิตในสังคมกลุ่มตนเองและ สังคม ส่วนใหญ่ซึ่งคนเราต้องมีการกระทําที่มีผลกระทบต่อตัวบุคลสังคม และระบบการเมืองทางใด ทางหนึ่ง ๑๖ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง การแสดงกริยาอาการและความรู้สึกนึกคิดทางการเมือง ของมนุษย์การแสดงกริยาอาการและความนึกคิดดังกล่าว เป็นปฏิกิริยาตอบ-สนองกระบวนการ ทางการเมืองการปกครอง ลักษณะรูปแบบของกริยาอาการและความนึกคิดทางการเมืองการปกครอง เป็นต้นว่ารูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบต่าง ๆ เช่น การออกเสียงเลือกตั้ง การปฏิบัติ ตามกฎหมาย ความสนใจทางการเมือง ความเบื่อหน่ายทางการเมือง และความเชื่อมั่นทางการเมือง เป็นต้น๑๗ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง ทัศนคติทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีพื้นฐาน มาจากการกล่อมเกลาทางสังคม ซึ่งทําให้เกิดความรู้ทางการเมือง๑๘ พฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์เป็นผลพวงของปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับสิ่งเร้า จากสิ่งแวดล้อม มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมิได้มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าจากสภาวะแวดล้อม ในทํานองเดียวกัน ๑๔ จิรโชค วีระสย, สังคมวิทยาการเมือง, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๓), หน้า ๑๓. ๑๕ ธนา นวลปลอด, “ความคิดทางการเมืองในสุตตันตปิฎก”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๖), หน้า ๑. ๑๖ นันทนา วรรธนะกูติ, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของข้าราชการ: ศึกษาเฉพาะกรณีสํานักงาน สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๓๙), หน้า ๔๐. ๑๗ พรทิพย์บุญนิพัทธ์, “พฤติกรรมการเปีครับสื่อ ความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมการไปใช้สิทธิ เลือกตั้งสามาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่๑๗ พ.ย. ๒๕๓๙ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง”, วิทยานิพนธ์ นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หนา้๔๐. ๑๘ วัลลภ วิบูลย์กูล, “การรับรู้ข่าวสารและพฤติกรรมทางการเมืองของครูสังกัดสํานักงานการ ประถมศึกษาจังหวัดหนองบัวลําภู”, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๔), หน้า ๑๒.
๒๑ ภายใต้สิ่งแวดล้อมเดียวกัน และแม้แต่ได้รับสิ่งเร้าจากสิ่งแวดล้อมเดียวกันมนุษย์สองคน ก็อาจจะมี ปฏิกิริยาแตกต่างกัน๑๙ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมที่ประชาชนแสดงหรือกระทําโดย ที่มีความ เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อการปกครองประเทศ เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การเข้ามีส่วน ร่วมในกิจกรรมหรือองค์กรทางการเมือง การมีความสัมพันธ์ติดต่อกับนักการเมือง การอภิปรายหรือ แสดงออกในปัญหาการเมือง รวมถึงการติดตามข่าวสารทางการเมือง ซึ่งลักษณะการแสดงพฤติกรรม ที่ออกมาต่างกันในหลายระดับ เริ่มตั้งแต่การสังเกตการณ์ทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และการเข้าเป็นหุ้นส่วนทางการเมือง๒๐ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง การแสดงออกทางการเมืองทั้งในการ กระทําหรือความรู้สึกนึกคิด และ ทัศนคติทางการเมือง ตลอดจนการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน รูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่มีผลก่อให้เกิดการพัฒนาร่วมมือ หรือขัดแข้ง ซึ่งพฤติกรรมทางการเมืองนั้นมีหลาย รูปแบบ อาทิเช่น การออกเสียงเลือกตั้ง การปฏิบัติตามกฎหมาย ๒.๒.๒ พฤติกรรมการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เนื่องจากการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นปรากฏการณ์ของกิจกรรมทางการเมืองหลาย อย่างรวมกันอยู่ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ต่างก็มุ่งที่จะเข้าไปมีอิทธิพลต่อการกําหนดนโยบายของรัฐบาล ทั้งสิ้น รูปแบบต่าง ๆ ของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือในแต่ละสังคมอาจเน้นหรือให้ความสําคัญ แตกต่างกันไป บางสังคมอาจให้ความสําคัญกับการไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งระดับชาติแต่บางสังคม อาจเข้าไปมีส่วนร่วมในรูปของการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลก็ได้นอกจากนี้ในการที่บุคคลแต่ละคนจะ ยึดเอาการเข้ามีส่วนร่วมในรูปแบบใด ๆ เป็นแนวทางย่อมที่จะต้องมีกระบวนการที่แตกต่างกันไปด้วย พวกที่เข้าไปช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับการเลือกตั้งอาจดําเนินการได้โดยเข้าเป็นสมาชิกพรรคนั้น ๆ ปฏิบัติการไปตามแนวทางหรือแนวนโยบายที่พรรควางไว้ให้ส่วนพวกที่ติดต่อโดยตรงกับผู้แทนราษฎร เพื่อหวังที่จะให้ผู้แทนช่วยเหลือการใด ๆ ก็ย่อมที่จะใช้กระบวนการที่ต่างกัน จึงกล่าวถึงรูปแบบต่าง ๆ ของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง แบ่งออกเป็น ๔ รูปแบบคือ ๑. การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นกิจกรรมของบุคคลแต่ละคนในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปมี อํานาจในการปกครอง สิทธิในการเลือกตั้งจึงอาจนับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สําคัญยิ่งในการควบคุม รัฐบาล แต่การไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งจะแตกต่างกันไป จากกิจกรรมการเข้ามีส่วนร่วมในรูปแบบอื่น ๆ ที่สังคมเป็นผู้กําหนดโอกาสให้เช่น ๔ ปีต่อครั้ง จึงทําให้ความรู้สึกสร้างสรรค์ของคนมีน้อยมาก ๒. กิจกรรมการรณรงค์หาเสียงเป็นกิจกรรมในลักษณะเดียวกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ เป็นรูปของการเข้าไปมีส่วนร่วมในการรณรงค์หาเสียง กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนอาจใช้เพื่อ ๑๙ วิชัย ตันศิริ, วัฒนธรรมทางการเมืองและการปฏิรูป, พิมพ์ครั้งที่๒, (กรุงเทพมหานคร: สถาบัน นโยบายการศึกษา, ๒๕๔๗), หน้า ๑๒. ๒๐ ณรงค์สินสวัสดิ์, การเมืองไทย : การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท วัชรรินทร์ การพิมพ์จํากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๑๕๖.
๒๒ เพิ่มอิทธิพลที่เขาพึงมีต่อผลของการเลือกตั้งนอกเหนือไปจากเสียง ๑ เสียงที่เขาได้จากสิทธิในการ เลือกตั้งแล้ว กิจกรรมรณรงค์หาเสียงนี้นับเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างยากเมื่อเปรียบเทียบกับการไปใช้ สิทธิเลือกตั้ง ๓. กิจกรรมของชุมชนเป็นกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กรที่ราษฎรร่วมกันดําเนินการ เพื่อ แก้ไขปัญหาทางสังคมและการเมือง ในกรณีนี้ราษฎรจะร่วมมือกันเพื่อใช้อิทธิพลต่อการดําเนินงาน ของรัฐบาล กิจกรรมในรูปแบบนี้เป็นไปอย่างมีเป้าหมายที่แน่นอนและมีอิทธิพลมาก ๔. การติดต่อเป็นการเฉพาะ เป็นรูปแบบสุดท้ายของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง และ จะเกี่ยวเนื่องกับราษฎรรายบุคคลไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการเพื่อให้แก้ไขปัญหาใด ๆ เฉพาะตัวหรือของครอบครัว กิจกรรมในรูปแบบนี้มีอิทธิพลต่อการกําหนดนโยบายของรัฐบาลน้อย มาก๒๑ ได้จําแนกรูปแบบของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ได้ เพิ่มเติมในบางรูปแบบเพื่อให้สมบูรณ์และครอบคลุมเนื้อหามากยิ่งขึ้น ดังนี้ ๑. กิจกรรมการเลือกตั้ง หมายถึง รวมถึงกิจกรรมการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการเข้าร่วม รณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งด้วย ๒. การลอบบี้ (lobby) หมายถึง การเข้าหาเจ้าหน้าที่หรือผู้นําทางการเมืองเพื่อหาทาง เข้าไปมีอิทธิพลต่อการกําหนดนโยบายของรัฐบาลโดยให้ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเป็น เกณฑ์ ๓. กิจกรรมองค์กร เป็นกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มองค์กรใด ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ เข้าไปมีอิทธิพลต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เฉพาะอย่าง หรืออาจเป็นผลประโยชน์สูงสุด ของส่วนรวมก็ได้ ๔. การติดต่อ หมายถึง การเข้าหาเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการเป็นการส่วนตัวโดย ปกติจะมุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือครอบครัว ๕. การใช้กําลังรุนแรง คือกิจกรรมที่พยายามจะสร้างผลกระทบต่อการตัดสินนโยบายของ รัฐบาลโดยการทําร้ายร่างกายหรือทําลายทรัพย์สิน กิจกรรมนี้อาจดําเนินไปโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ เปลี่ยนแปลงผู้นําทางการเมือง เช่น กิจกรรมรัฐประหาร การลอบสังหารผู้นําทางการเมือง หรือ อาจจะมุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง เช่น การทําปฏิวัติก็ได้ ๒๒ ดังนั้นสรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง การเกี่ยวข้องในด้านจิตใจและ อารมณ์ความรู้สึกของบุคคลที่จะกระทํากิจกรรมต่าง ๆ โดยสมัครใจ ซึ่งสมาชิกในสังคมมีส่วนร่วม โดยตรงหรือโดยอ้อมซึ่งแต่ละคนที่ต้องการมีอิทธิพลผลักดันหรือยอมรับสนับสนุนเพื่อที่จะบรรลุ เป้าหมายของกลุ่มและงานเขียนของ การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political participation) จึง ๒๑ สิทธิพันธ์พุทธหุน, ทฤษฎีพัฒนาการเมือง, พิมพ์ครั้งที่๖, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย รามคําแหง, ๒๕๓๘), หน้า ๑๕๘-๑๖๑. ๒๒ ประหยัด หงษ์ทองคํา, การปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพาณิช, ๒๕๒๖). หน้า ๕๖-๕๘.
๒๓ หมายถึง การเข้าไปร่วมกระทํากิจกรรมทางการเมือง ได้แก่ การไปเลือกตั้ง การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐการติดต่อกับทางราชการ การวิ่งเต้น (Lobby) กับผู้มีอํานาจของรัฐ การติดต่อกับนักการเมือง การเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องผลประโยชน์การเป็นสมาชิกของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง การเข้า เป็นสมาชิกพรรคการเมือง การเข้าร่วมชุมนุมในที่สาธารณะการบริจาคเงิน/สิ่งของช่วยเหลือพรรค การเมือง การช่วยผู้สมัครหรือพรรคการเมืองหาเสียง เป็นต้น สรุปประเด็นตัวบ่งชี้การมีส่วนร่วม ทางการเมือง ดังต่อไปนี้การให้ความสําคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การชักชวน บุคคลอื่นไปเลือกตั้ง การเผยแพร่ข่าวสารทางการเมือง การเข้าร่วมฟังนักการเมืองปราศรัย การเข้าเป็นหุ้นส่วนทางการเมือง หมายถึง ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน การออกแรงหรือ ออกทุนเคลื่อนไหวการเมืองร่วมกัน มีการแบ่งปันความรับผิดชอบ แบ่งบทบาททางการเมือง แบ่งปัน ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันจัดหาทรัพยากรและยุทธวิธีการดําเนินการร่วมกัน ซึ่งมีความ เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กันเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่มีร่วมกัน สรุปประเด็นตัวบ่งชี้การเข้าเป็น หุ้นส่วนทางการเมือง ดังต่อไปนี้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายทางการเมือง ยื่นข้อเรียกร้อง ความต้องการแก้ปัญหาทางการเมือง ร่วมประชุมทางการเมืองของพรรคการเมือง ให้ความร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่รัฐในการดําเนินนโยบาย ชุมนุมประท้วงเรียกร้องความต้องการผ่านนักการเมือง จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๒ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมือง นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด จักรพันธุ์วงษ์บูรณาวาทย์พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง การแสดงออก ทางการเมืองซึ่งการแสดงออกขึ้นอยู่กับการ เรียนรู้ทางการเมือง (political socialization) หรือความสํานึกทางการเมืองของคนในชาติ ตลอดจนวัฒนธรรมทางการเมือง (political culture) และความสนใจของคนในชาติด้วย จิรโชค วีระสัย พฤติกรรมการเมือง หมายถึง การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมเชิงการเมือง ไม่ว่าโดยความคิดเห็น ศรัทธา หรือด้วยการกระทํา ธนา นวลปลอด พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมทาง การเมือง ที่ปรากฏออกมาในรูปของการจัด องค์การทางการเมือง รูปแบบการเมืองการ ปกครอง นโยบายของรัฐ และพรรดการเมือง รวมทั้งการมีสวนร่ ่วมทางการเมืองของราษฎร นันทนา วรรธนะกูติพฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง ลักษณะการ แสดงออกในการกระทําหรือปฏิบัติที่มีผล ก่อให้เกิดการพัฒนา ร่วมมือหรือขัดแย้ง และ
๒๔ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด วิถีทางที่ใช้ในการดํารงชีวิตในสังคมกลุ่มตนเอง และสังคม ส่วนใหญ่ซึ่งคนเราต้องมีการกระทําที่ มีผลกระทบต่อตัวบุคลสังคม และระบบการเมือง ทางใดทางหนึ่ง พรทิพย์บุญนพิัทธ์ พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง การแสดงกริยา อาการและความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของ มนุษย์การแสดงกริยาอาการและความนึกคดิ ดังกล่าว เป็นปฏิกิริยาตอบ-สนองกระบวน การ ทางการเมืองการปกครอง ลักษณะรูปแบบของ กริยาอาการและความนึกคิดทางการเมืองการ ปกครอง เป็นต้นว่ารูปแบบของการมีส่วนร่วม ทางการเมืองแบบต่าง ๆ เช่น การออกเสียง เลือกตั้ง วัลลภ วิบูลย์กลู พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง ทัศนคติทาง การเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน รูปแบบต่าง ๆ โดยมีพื้นฐาน มาจากการกล่อม เกลาทางสังคม ซึ่งทําให้เกิดความรู้ทางการเมือง วิชัย ตันศิริ. พฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์เป็นผลพวงของ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับสิ่งเร้าจาก สิ่งแวดล้อม มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมิได้มีปฏิกิริยาต่อ สิ่งเร้าจากสภาวะ แวดล้อม ในทํานองเดียวกัน ภายใต้สิ่งแวดล้อมเดียวกัน และแมแต้ ่ได้รบสั ิ่งเร้า จากสิ่งแวดล้อมเดียวกันมนุษย์สองคน ก็อาจจะมี ปฏิกิริยาแตกต่างกัน ณรงค์สินสวัสดิ์. พฤติกรรมทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมที่ ประชาชนแสดงหรือกระทําโดย ที่มีความ เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบตอการปกครอง ่ ประเทศ เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การ เข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือองค์กรทางการเมือง การมีความสัมพันธ์ติดต่อกับนักการเมือง การ อภิปรายหรือแสดงออกในปัญหาการเมือง รวมถึง การติดตามข่าวสารทางการเมือง สิทธิพันธ์พุทธหุน. การเข้ามีส่วนรวมทางการเม่ ือง แบ่งออกเป็น ๔ รูปแบบคือ ๑. การใช้สทธิ ิเลือกตั้ง ๒. กจกรรมการิ รณรงค์หาเสียงเป็นกิจกรรมในลักษณะเดียวกบั
๒๕ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด การใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่เป็นรูปของการเข้าไปมี ส่วนร่วมในการรณรงค์หา ๓. กิจกรรมของชุมชน เป็นกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กรที่ราษฎรรวมก่ ัน ดําเนินการ ๔. การติดต่อเป็นการเฉพาะ เป็น รูปแบบสุดท้ายของการเข้ามีส่วนร่วมทางการ เมือง ประหยัด หงส์ทองคํา. รูปแบบของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ๑. กิจกรรมการเลือกตั้ง ๒. การลอบบี้ (lobby) หมายถึง การเข้าหาเจ้าหน้าที่หรือผู้นําทาง การเมืองเพื่อหาทางเข้าไปมีอิทธิพลต่อการ กําหนดนโยบายของรัฐบาล ๓. กิจกรรมองค์กร เป็นกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มองค์กรใด ๆ ๔. การติดต่อ หมายถึง การเข้าหาเจ้าหน้าที่ของ รัฐหรือข้าราชการเป็นการส่วนตัวโดยปกติจะ มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ๕. การใช้กําลงั รุนแรง คือกิจกรรมที่พยายามจะสร้างผลกระทบ ต่อการตัดสินนโยบายของรัฐบาลโดยการทําร้าย ร่างกายหรือทําลายทรัพย์สิน จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมือง ทําให้ผู้วิจัยได้ทราบถึง ความหมายของพฤติกรรมทางการเมือง การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง แบ่งออกเป็น ๔ รูปแบบคือ ๑. การใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒. กิจกรรมการรณรงค์หาเสียง ๓. กิจกรรมของชุมชนเป็นกิจกรรมของกลุ่ม หรือองค์กรที่ราษฎรร่วมกันดําเนินการ ๔. การติดต่อเป็นการเฉพาะเป็นรูปแบบสุดท้ายของการเข้ามี ส่วนร่วมทางการเมือง ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ๒.๓.๑ ความหมายของการมีส่วนร่วม มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้หลากหลายทั้งที่คล้ายและแตกต่างกันตาม ความเข้าใจของแต่ละบุคคล เช่น การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การที่บุคคล กลุ่ม หรือชุมชนมีความเห็นพ้อง ต้องกันในเรื่องที่มีผลกระทบใด ๆ ต่อการดําเนินชีวิตของตนเอง แล้วมีการแสดงให้เห็นถึงความ ต้องการ โดยสมัครใจร่วมกันเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดการเปลี่ยนแปลง เพื่อตัวประชาชนเองจน มาสู่การตัดสินใจกระทําร่วมกันเพื่อให้บรรลุถึงความประสงค์นั้น ๆ โดยร่วมกันในการระดมความคิด
๒๖ การตัดสินใจ การวางแผน การปฏิบัติการการติดตามและประเมินผล รวมตลอดถึงการเสียสละเวลา แรงงาน และทุนทรัพย์ต่าง ๆ ๒๓ การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่บุคคลหรือกลุ่มคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการในรูป กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งด้วยความสมัครใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งใจอันเป็นประโยชน์ต่อตัว บุคคล ต่อกลุ่มคน รวมทั้งต่อส่วนรวมโดยที่ประชาชนต้องเป็นคนตัดสินใจในกระบวนการมีส่วนร่วม ด้วยตนเองและรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้น๒๔ การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง ประชาชนได้แสดงออกทางพฤติกรรมร่วมกับ ชุมชน ซึ่งเริ่มจากการที่ประชาชนเข้าใจสภาพที่แท้จริงของชุมชน และเห็น ช่องทางที่จะปรับปรุง คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้เมื่อประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความคิดเห็นสอดคล้องก็จะ แสดงออกทาง พฤติกรรมร่วมในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ร่วมคิดแก้ปัญหา หาทางเลือกในการแก้ปัญหาและ ตัดสินใจ ดําเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตยเพื่อบรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ร่วมกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมว่า หมายถึง การที่ อํานาจในการตัดสินใจไม่ควรเป็นของกลุ่มคนจํานวนน้อย แต่อํานาจควร ได้รับการจัดสรรในระหว่าง ประชาชน เพื่อทุก ๆ คนได้มีโอกาสที่จะมีอิทธิพลต่อกิจกรรมส่วนรวมการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในกิจกรรมของชุมชนและกิจกรรมทางการเมืองใน ระดับต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ ชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะในส่วนของการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชน ถือว่าเป็นหลักการสําคัญอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชน จะเข้าไป มีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายการตัดสินใจ และการกําหนดกิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐ คือ ทําให้ ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองได้มีโอกาสทราบความต้องการของกันและกันอย่างแท้จริงทําให้การ ดําเนินนโยบาย ของรัฐตอบสนองต่อผู้เป็นเจ้าของประเทศในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมการมี ส่วนร่วมของประชาชนมีความสําคัญต่อการเมืองการปกครองในฐานะเป็นเครื่องชี้วัด การตัดสินใจ เพิ่มความรับผิดชอบ สร้างและ พัฒนา สนับสนุนแก่การบริหารประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการ ยอมรับแนวคิดวิธีการใหม่ๆ ในการบริหาร ประเทศอย่างยั่งยืนและสันสุข การมีส่วนร่วมของ ประชาชนจึงมีความสําคัญต่อการบริหารประเทศ๒๕ ๒๓ ประเสริฐ สุนทร, “การมีส่วนร่วมชองประชาชนในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม: ศึกษา เฉพาะกรณีกองบังคับการตํารวจนครบาล ๖”, วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคม สงเคราะห์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๘. ๒๔ สุนทร กองทรัพย์, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดําเนินงานขององค์การบริหารส่วนตําบล กรณีศึกษาตําบลท่าอิฐ อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนา สังคมและสิ่งแวดล้อม, (คณะพัฒนาสังคม: สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, ๒๕๔๘), หน้า ๘. ๒๕ บวรศักดิ์อุวรรณโณ และ ถวิลวดีบุรีกุล, ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy), (กรุงเทพมหานคร: สถาบันประปกเกล้า, ๒๕๔๘), หน้า ๑๕.
๒๗ การมีส่วนร่วมว่าเป็นการกระจายโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง การบริหาร เกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากร ของชุมชนและของชาติที่จะส่งผล กระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการให้ข้อมูลการแสดงความคิดเห็น ให้ คําปรึกษา ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติตลอดจนการควบคุม จากประชาชน๒๖ การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม การ พิจารณาตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ อันมีผลกระทบถึงตัวประชาชน เอง มนุษย์ทุกคนต่างมีความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุขได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น และพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อกิจกรรมชุมชนขณะเดียวกันมนุษย์นั้นสามารถ พัฒนาได้ถ้ามีโอกาสและไว้รับการชี้แนะอย่าง๒๗ การมีส่วนร่วมของชุมชนไม่ได้หมายความเพียงว่าจะดึงประชาชนเข้ามาร่วมกิจกรรม ตามที่นักวิชาการหรือองค์การพัฒนาตั้งขึ้น แท้ที่จริงแล้วให้ชุมชนมีกิจกรรม และวิธีดําเนินการของเขา เองในชุมชน๒๘ การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การที่ประชาชนหรือชุมชนพัฒนาขีดความสามารถ ของตนในการจัดการ ควบคุมการใช้และการกระจายทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในสังคม เพื่อประโยชน์ต่อการดํารงชีพทางเศรษฐกิจและสังคมตามความจําเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะสมาชิก สังคมถูกต้อง๒๙ การมีส่วนร่วม หมายถึง ความร่วมมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มีความคิดเห็นตรงกัน และเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงานกิจกรรมของโครงการหนึ่งเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของ โครงการตามที่ตั้งไว้ ๓๐ การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่บุคคลหลาย ๆ ส่วนมาทํางานเพื่อส่วนรวมร่วมกัน เพราะ บุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกัน บุคคลอาจเข้ามามีส่วนร่วมด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น มี แรงจูงใจ หรือดําตอบแทนเป็นตัวเงิน หรือผลประโยชน์อื่น ถูกปลุกระคมให้เข้ามามีส่วนร่วม อยากมี ๒๖ คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม, “แนวทางการเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ,พ.ศ. ๒๕๔๐: ปัญหา อุปสรรคและทางออก”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สถาบัน พระปกเกล้า, ๒๕๔๕), หน้า ๑๔๕. ๒๗ ยุวัฒน์วุฒิเมธี, หลักการพัฒนาชุมชนและการพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร: ไทยอนุเคราะห์ ไทย, ๒๕๒๖), หน้า ๒๖. ๒๘ เสน่ห์จามริก, นโยบายกลวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณะสุข มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๒๗), หน้า ๒. ๒๙ ทวีทอง หงส์วิวัฒน์, การมีส่วนร่วมของประชาชนในพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ศักดิ์ โสภาการพิมพ์, ๒๕๒๗) หน้า ๘๑. ๓๐ ปริวรรต วรวิวัฒน์กุล, “การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการหมู่บ้านในการพัฒนาชนบท: ศึกษาเฉพาะ กรณีอําเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์”, วิทยานิพนธ์พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๓๘), หน้า ๑๓.
๒๘ เพื่อน อยากเด่นดัง หรือมีความสําคัญในสังคม อยากทดลอง และอยากแก้ตัวหรือทดแทนความผิดที่ เคยมีเป็นต้น๓๑ การมีส่วนร่วม หมายถึง การสร้างโอกาสให้สมาชิกทุกคนของชุมชนและสมาชิกในสังคมที่ กว้างกว่า สามารถเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือ และเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการดําเนินกิจกรรมใน การพัฒนารวมทั้งมีส่วนประโยชน์จากผลของการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน๓๒ การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นคําที่มีความหมายกว้างและใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งเหล่าของนักการศึกบาได้ด่างใช้คํานี้ในการอ้างอิงการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์กิจกรรม หรือโครงการ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและนักรัฐศาสตร์ใช้ในความหมายของการเข้าร่วมกับสถาบันทาง การเมืองของชุมชน เช่น การไปออกเสียงเลือกตั้งเป็นต้น นักสังคมวิทยาใช้ในความหมายของการมี ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ใช้คํานี้ในความหมายของการมีส่วนร่วมในกระบวนการ ตัดสินใจ๓๓ การมีส่วนร่วมว่าประกอบไปด้วย ๓ มิติด้วยกัน คือ มิติหนึ่งคือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าควรทําอย่างไร มิติที่สองมีส่วนร่วมเสียสละในการพัฒนาโดยลงมือปฏิบัติการตามที่ได้ตัดสินใจ และ มิติที่สามมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก การดําเนินงานจากหลายทัศนะของ นักวิชาการที่กล่าวมา พอสรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนคือ การแสดงออกในการมีส่วนร่วม คิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผิดชอบแก้ไขปัญหาของตนเองและโดยการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน กระบวนการ ชุมชนเพื่อให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทุกขั้นตอน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กําหนด ไว้ ๓๔ ๒.๓.๒ ความสําคัญของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นหัวใจสําคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ระบอบ ประชาธิปไตย เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจต่อเลือกตั้ง ประเทศและที่สําคัญการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้นเป็นการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และ ควบคุมการทํางานของฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายบริหาร และเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้เป็นอย่างดีการเลือกตั้ง ๓๑ ฉลอง ดิษสี, “การมีส่วนร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ต่อการอนุรักษ์ ท รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณ ฑิต, (บัณ ฑิต วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๑), หน้า ๑๖. ๓๒ United Nations, Popular Participation in Decision Making of Development, (New York: United Nations Publication, 1975), p. 4. ๓๓ ปารวีเจริญยศ, “กลยุทธ์เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการระดมทรัพยากรเพื่อการจัด การศึกษาของสถาน ศึกษาชั้นพื้นฐานสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต ๒”, วิทยานิพนธ์ศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๘), หน้า ๒๕-๒๖. ๓๔ เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ, “หน่วยที่๙ การวิจัยการมีส่วนร่วมทางส่งเสริมการเกษตร”, ประมวล สาระประชุมวิชาการวิจัยเพื่อการพัฒนาการส่งเอริมการเกษตร, (นนทบุรี: สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและ สหกรณ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๔), หน้า ๓๐๒-๓๐๕.
๒๙ ถือ ว่าเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยระดับชาติเพราะการพัฒนาการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย ระดับชาติจะประสบความสําเร็จได้จําเป็นต้องอาศัยพัฒนาการเลือกตั้งตนเองในระดับต่าง ๆ ก่อน โดยสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากประชาชนว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งจําเป็นและมีประโยชน์ต่อ ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา นอกจากนี้การเลือกตั้งยังเปรียบเสมือนสถาบันฝึกอบรมประชาชนให้เข้าใจ กระบวนการและกลไกทางการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เพราะช่วยให้ประชาชนเกิด การ เรียนรู้และเข้าใจในระบบการเมืองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากประชาชนไม่เห็นความสําคัญและเข้ามามี ส่วนร่วม ในการเลือกตั้งอย่างเหมาะสมและจริงจัง การมีส่วนร่วมของประชาชนมีความสําคัญในการสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและ ส่งเสริมธรรมาภิบาล ตลอดจนการบริหารงาน หากการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นเพียงใดก็จะ ช่วยให้มีการตรวจสอบการทํางานของผู้บริหาร และทําให้ผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อสังคม มาก ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการป้องกันนักการเมืองจากการกําหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสมกับสังคม นั้น ๆ นอกจากนี้การมีส่วนร่วมของประชาชนยังเป็นการสร้างความมั่นใจว่าเสียงของประชาชน จะมีคนรับ ฟัง อีกทั้งความต้องการหรือความปรารถนาของประชาชนก็จะได้รับการตอบสนอง อย่างไรก็ดีไม่มี เทคนิคการมีส่วนร่วมของประชาชนเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งที่มีความเหมาะสมและ สามารถใช้ได้ผลดี กับทุกสถานการณ์ สําหรับความสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น นอกจากการมีส่วนร่วมของ ประชาชนและเป็นเงื่อนไขหลักของระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมแล้ว ยังจะช่วยให้กระบวนการ ตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาและโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลเป็นไปด้วยความรอบคอบ ลดความขัดแย้งใน สังคมและบังเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ชุมชนและประเทศชาติทําให้คุณภาพ ของการตัดสินใจดีขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชนทําให้ใช้ต้นทุนน้อยและลดความล่าช้าลง การมีส่วนร่วมของประชาชนจึง มีเป้าหมายสําคัญคือ นําค่านิยม ความคิดเห็นของสาธารณชนเข้าสู่การตัดสินใจ เพื่อปรับปรุง คุณภาพของการตัดสินใจที่สําคัญ แก้ปัญหาความขัดแย้งจาก ความต้องการที่เหมือนกัน การสร้าง ความเชื่อมั่น และให้การศึกษาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชน อุดมคติของประชาธิปไตยแล้วต้องการให้ ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐบาลอย่าง กว้างขวาง เช่น ไปเลือกตั้งมีกิจกรรมในชุมชน ร่วมเป็นสมาชิกใน องค์กรชุมชนและเป็นสมาชิก กลุ่มผลประโยชน์เป็นผู้ปฏิบัติงานให้กับพรรคการเมืองและสมัครรับ เลือกตั้ง ตามอุดมการณ์ชุมชนนิยม (Communitarianism) ยกย่องการมีส่วนร่วมโดยตรงในกิจกรรม ชุมชน ไม่แต่เพียงการ เลือกตั้งแต่บางครั้งจําเป็นต้องมีส่วนร่วมในกลุ่ม การประชุม การท างานกับ เพื่อนบ้านเพื่อนร่วมกัน แก้ปัญหาของชุมชน ตามอุดมการณ์นี้เชื่อถือว่าหากชุมชนพูดคุยปัญหากันเอง โดยการประชุมแบบ เห็นหน้ากันจะเกิดการเรียนรู้จากกัน กลุ่มชุมชนนิยมของสหรัฐอเมริกาจึง เรียกร้องให้ใช้ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory democracy) เป็นวิธีหาความหมาย ให้กับชีวิต กลุ่มชุมชนนิยมพยายามกระจายความคิดของท็อกเกอร์วิลล์ (Tocqueville) ที่ยกย่องการ ประชุม เทศบาลและเรียกร้องให้เพิ่มอาสาสมัครชุมชน
๓๐ ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากการ เอารัดเอาเปรียบ ช่วยให้รายได้และการกระจายกระจายผลประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่อย่างยุติธรรม เพิ่มพลังกลุ่มให้มีการพัฒนา รายได้ดีขึ้น ช่วยอย่างต่อเนื่อง และส่งผลโดยส่วนรวมแก่การพัฒนาทาง เศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศ๓๕ ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการเสริมสร้างให้ประชาชนพึ่งตนเอง ได้ช่วยให้มีการรวมกลุ่มกันทํากิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาของเขา จะทําให้ทันคนมีอํานาจต่อรองมากขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง๓๖ ๒.๓.๓ รูปแบบของการมีส่วนร่วม รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามความเห็นของเวอร์บา ที่ได้เสนอไว้ว่ามี๔ รูปแบบ คือ ๑. การใช้สิทธิเลือกตั้ง (Voting) เป็นกิจกรรมของบุคคลแต่ละคนในการเลือก ตัวแทนของตนเข้าไปใช้อํานาจในทางการเมือง อาจเป็น ๔ ปีหรือ ๒ ปีต่อครั้งแล้วแต่กรณี ๒. การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง (Campaign activity) เป็นกิจกรรมในลักษณะ เดียวกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่เป็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมในการรณรงค์หาเสียง กิจกรรมนี้เป็น ส่วนหนึ่งที่ประชาชนอาจใช้เพื่อ อิทธิพลที่เขาพึงมีต่อการเลือกนั้น นอกเหนือไปจากเสียง ๑ เสียงตาม สิทธิในการเลือกตั้งแล้ว ๓. กิจกรรมของชุมชน (Community activity) เป็นกิจกรรมของกลุ่ม หรือองค์กรที่ มีพลเมืองร่วมกันดําเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ในกรณีนี้ประชาชนจะ ร่วมกัน เพื่อใช้อิทธิพลต่อ การดําเนินการกิจการงานของรัฐ กิจกรรมในรูปแบบนี้เป็นไปอย่างมี เป้าหมายที่แน่นอนและมีอิทธิพลมาก ๔. การติดต่อเป็นการเฉพาะ (Particularized contacts) เป็นรูปแบบของการมีส่วน ร่วมทางการเมือง ของประชาชนพลเมืองเป็นรายบุคคล ผู้ซึ่งติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เฉพาะตัวหรือของครอบครัว กิจกรรมรูปแบบนี้เป็นไปอย่างมีเป้าหมายที่ แน่นอน และมีอิทธิพลมาก๓๗ ๒.๓.๔ มิติการมีส่วนร่วม มิติการมีส่วนร่วม (Dimensions) มี๓ มิติประกอบด้วย ๑. มีส่วนร่วมอะไรบ้าง แบ่งเป็นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจคือร่วมในการคิดถึง ปัญหาโดยระบุความต้องการของชุมชน จนเกิดโครงการระหว่างดําเนินการ (โครงการเริ่มทํา) การ ๓๕ ดิเรกฤกษ์หร่าย, การพัฒนาชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กรุงสยามการพิมพ์, ๒๕๒๗), หน้า ๖. ๓๖ สมยศ ทุ่งหว้า, การพัฒนาชนบท, (สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, ๒๕๒๗), หน้า ๒๑๙. ๓๗ ประจิตร มหาหิง, สังคมวิทยาการเมืองแนวคิดทฤษฎีและแนวทางการศึกษา, (สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ๒๕๒๙), หน้า ๒๔๔-๒๔๖.
๓๑ ตัดสินใจดําเนินการ (โดยองค์กรของชุมชนหรือชาวบ้าน)การมีส่วนร่วมได้รับผลประโยชน์และการมี ส่วนร่วมในการประเมินผลการดําเนินงาน) ๒. มีส่วนร่วมกับใครบ้าง ได้แก่การพิจารณาองค์ประกอบของผู้ที่เข้ามามีส่วน ร่วมกับชาวบ้านในแต่ละขั้นตอน เช่น ผู้นําชุมชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรที่ให้ทุน เป็นต้นทั้งนี้ให้ พิจารณาถึงคุณลักษณะทางประชากร สังคม เศรษฐกิจของผู้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่อง เพศ อายุ การศึกษารายได้ระดับชั้นในสังคม ระยะเวลาที่อยู่อาศัยการถือครองที่ดิน เป็นต้น ๓. มีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง ได้แก่มีส่วนร่วมในลักษณะพื้นฐานของการมีส่วนร่วมเช่น ความเต็มใจเข้าร่วม การได้รางวัลตอบแทน หรือถูกบังคับให้เข้าร่วมลักษณะรูปแบบ ของการมีส่วน ร่วม เช่น การเข้าร่วมโดยตรง หรือผ่านองค์กรของชุมชน ขนาดของการมีส่วนร่วม เช่น ความเต็มใจ เข้าร่วม การได้รางวัลตอบแทน หรือถูกบังคับให้เข้าร่วมลักษณะรูปแบบของการมีส่วนร่วมเช่น ความถี่และระยะเวลาในการเข้าร่วม ผลที่เกิดจากการมีส่วนร่วมอาจเป็นการเพิ่มพลังหรืออํานาจของ องค์กร หรือเป็นการปฏิสัมพันธ์ธรรมดาเท่านั้น ๒.๓.๕ บริบทของการมีส่วนร่วม บริบทของการมีส่วนร่วม (Contexts) มี๒ บริบท ประกอบด้วย ๑. ลักษณะของโครงการ โดยพิจารณาจากลักษณะของสิ่งที่นําเข้าว่ามีความซับซ้อน ของเทคโนโลยีเพียงใด ลักษณะของประโยชน์ที่ได้รับ (ความเร็ว ช้า ที่ได้รับผลประโยชน์) และเงื่อนไข ที่ต้องกําหนด เช่น การเข้าถึงการบริหารโครงการ ความยืดหยุนของโครงการเป็นต้น ๒. สภาพแวดล้อมของกิจกรรมตามโครงการ ได้แก่ ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ปัจจัย ทางกายภาพและธรรมชาติปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ปัจจัยทางการเมือง เป็นต้น ๒.๓.๖ ขั้นตอนการมีส่วนร่วม ๑. การมีส่วนร่วมในขั้นริเริ่มโครงการ เป็นขั้นตอนที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน การค้นหาปัญหา สาเหตุของปัญหาในชุมชน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกําหนดความต้องการของ ชุมชน และจัดลําดับความสําคัญของความต้องการนั้น ๆ ๒. การมีส่วนร่วมในขั้นการวางแผนการพัฒนา เป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการกําหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ของโครงการกําหนดวิธีการ แนวทางในการดําเนินงานกําหนด ทรัพยากรและแหล่งของทรัพยากรที่ใช้ ๓. การมีส่วนร่วมในขั้นดําเนินโครงการ เป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ ทําประโยชน์ให้แก่โครงการ โดยการร่วมช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์วัสดุอุปกรณ์และแรงงานหรือโดยการ บริหารงานและประสานงาน ตลอดจนการดําเนินการขอความช่วยเหลือจากภายนอก ๔. การมีส่วนร่วมในขั้นรับผลประโยชน์ที่เกิดจากโครงการพัฒนา เป็นขั้นที่ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากโครงการ หรือมีส่วนในการรับผลเสียที่อาจเกิด จากโครงการ ซึ่งผลประโยชน์หรือผลเสียนี้อาจเป็นด้านกายภาพ หรือด้านจิตใจที่มีผลต่อสังคมหรือ บุคคลได้
๓๒ ๕. การมีส่วนร่วมในขั้นประเมินผลโครงการพัฒนา เป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามีส่วน ร่วมในการประเมินว่าโครงการพัฒนาที่ดําเนินการนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้หรือไม่การ ประเมินผลนี้อาจเป็นการประเมินผลย่อย ซึ่งเป็นการประเมินผลความก้าวหน้าของโครงการที่ กระทํากันเป็นระยะ ๆ หรือการประเมินผลรวม ซึ่งเป็นการประเมินผลสรุปรวบยอดของโครงการ ทั้งหมด๓๘ จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๓ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ประเสริฐ สุนทร. การมสี่วนร่วมของประชาชน หมายถึงการทบีุ่คคล กลุ่ม หรือชุมชนมีความเหนพ็ ้องต้องกันในเรองทื่ี่มี ผลกระทบใดๆต่อการดําเนินชีวิตของตนเองแล้ว มีการแสดงให้เห็นถึงความต้องการ โดยสมครใจ ั ร่วมกันเข้ามามสี่วนร่วมในการกําหนดการ เปลี่ยนแปลง เพื่อตัวประชาชนเองจนมาสู่การ ตัดสินใจกระทารํ ่วมกันเพื่อใหบรรลุ้ถึงความ ประสงค์นั้น ๆโดยร่วมกนในการระดมความค ัดิ การตัดสนใจ ิการวางแผน การปฏิบัติการการ ติดตามและประเมินผลรวมตลอดถึงการเสียสละ เวลาแรงงาน และทุนทรัพยต์ ่างๆ สุนทร กองทรพยั ์. การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่บุคคลหรือกลุ่มคน เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการในรูปกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่งด้วยความสมัครใจเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายตามที่ได้ตั้งใจอันเป็นประโยชน์ต่อตัว บุคคล ต่อกลุ่มคน รวมทั้งต่อส่วนรวมโดยที่ ประชาชนต้องเป็นคนตัดสินใจในกระบวนการมี ส่วนร่วมด้วยตนเองและรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้น อาทิตย์วงมุสิก. มีส่วนร่วมของประชาชนว่า หมายถึง ประชาชน ได้แสดงออกทางพฤติกรรมร่วมกับชุมชน ซึ่งเริ่ม จากการที่ประชาชนเข้าใจสภาพที่แท้จริงของ ชุมชน และเหน็ช่องทางที่จะปรับปรุงคุณภาพ ๓๘ อคิน รพีพัฒน์, การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาชนบทในสภาพสังคมและวัฒนธรรม ปัจจุบัน, (กรุงเทพมหานคร: ศักดิ์โสภาการพิมพ์, ๒๕๒๗), หน้า ๑๗.
๓๓ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ชีวิตให้ดีขึ้นได้เมื่อประชาชนกลุ่มใดกลมหนุ่ ึ่งมี ความคิดเห็นสอดคล้องก็จะ แสดงออกทาง พฤติกรรมร่วมในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ร่วมคิด แก้ปัญหา หาทางเลือกในการแก้ปัญหาและ ตัดสินใจดําเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตยเพื่อ บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ร่วมกัน บวรศักดิ์อุวรรณโณ และ ถวลวดิ ีบุรีกุล. การมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบ ประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมว่า หมายถึง การที่ อํานาจในการตัดสินใจไม่ควรเป็นของกลุ่มคน จํานวนน้อย แต่อํานาจควร ได้รับการจัดสรรใน ระหว่างประชาชน เพื่อทุก ๆ คนได้มีโอกาสที่จะ มีอิทธิพลต่อกิจกรรมส่วนรวม คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม. การมีส่วนร่วมว่าเป็นการกระจายโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง การบริหาร เกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งการ จัดสรรทรัพยากร ของชุมชนและของชาติที่จะ ส่งผลกระทบตอว่ ิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของ ประชาชน โดยการให้ข้อมูล การ แสดงความ คิดเห็น ให้คําปรึกษา ร่วมวางแผน ร่วมปฏบิัติ ตลอดจนการควบคุม จากประชาชน ยุวัฒน์วุฒิเมธี. การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม การ พิจารณาตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและร่วม รับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ อันมีผลกระทบถึงตัว ประชาชนเอง มนุษย์ทุกคนตางม่ ีความปรารถนา ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุขได้รับการปฏิบัติ อย่างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น และ พร้อมที่จะอุทศตนเพิ ื่อกิจกรรมชุมชน ขณะเดียวกันมนุษย์นั้นสามารถพัฒนาได้ถ้ามี โอกาสและไว้รับการชี้แนะอย่าง เสน่ห์จามริก. การมีส่วนร่วมของชุมชนไม่ได้หมายความเพียงว่า จะดึงประชาชนเข้ามาร่วมกิจกรรมตามที่ นักวิชาการหรือองค์การพัฒนาตั้งขึ้น แท้ทจรี่ิง แล้วให้ชุมชนมกีิจกรรม และวิธีดําเนินการของ เขาเองในชุมชน
๓๔ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ทวีทอง หงส์วิวัฒน์. การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การที่ ประชาชนหรือชุมชนพัฒนาขีดความสามารถของ ตนในการจัดการ ควบคุมการใช้และการกระจาย ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในสังคม เพื่อ ประโยชน์ต่อการดํารงชีพทางเศรษฐกิจและสังคม ตามความจําเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะสมาชิก สังคมถูกต้อง ปริวรรต วรวิวัฒน์กุล. การมีส่วนร่วม หมายถึง ความร่วมมือของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่มความคี ิดเห็นตรงกัน และเข้า มามีส่วนร่วมในการดําเนินงานกิจกรรมของโดรง การหนึ่งเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของ โครงการตามที่ตั้งไว้ ฉลอง ดิษสี. การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่บุคคลหลาย ๆ ส่วนมาทํางานเพื่อส่วนรวมร่วมกัน เพราะบุคคล เหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกัน บุคคลอาจเข้ามามี ส่วนร่วมด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น มี แรงจูงใจ หรือดําตอบแทนเป็นตัวเงิน หรือ ผลประโยชน์อื่น ถูกปลุกระคมให้เข้ามามสี่วนร่วม อยากมีเพื่อน อยากเด่นดัง หรือมีความสําคญใน ั สังคม อยากทดลอง และอยากแก้ตัวหรือทดแทน ความผิดที่เคยมีเป็นต้น United Nations. การมีส่วนร่วม หมายถึง การสร้างโอกาสให้ สมาชิกทุกคนของชุมชนและสมาชิกในสังคมที่ กว้างกว่า สามารถเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือ และเข้ามามีอทธิ ิพลต่อกระบวนการดําเนิน กิจกรรมในการพัฒนารวมทั้งมีส่วนประโยชน์จาก ผลของการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน ปารวีเจริญยศ. การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นคําที่มี ความหมายกว้างและใช้ในบรบททิ ี่แตกต่างกัน ซึ่ง เหล่าของนักการศึกบาได้ด่างใช้คํานี้ในการอ้างอิง การมีส่วนร่วมในเหตุการณ์กิจกรรม หรือ โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและนัก รัฐศาสตร์ใช้ในความหมายของการเข้าร่วมกับ สถาบันทางการเมืองของชุมชน เช่น การไปออก เสียงเลือกตั้งเป็นต้น นักสังคมวิทยาใช้ใน
๓๕ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ความหมายของการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ใช้คํานี้ในความหมายของการมี ส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ เบญจมาศ อยประเสรู่ ิฐ. การมีส่วนร่วมว่าประกอบไปด้วย ๓ มิติด้วยกัน คือ มิติหนึ่งคือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าควรทํา อย่างไร มิติที่สองมีส่วนร่วมเสียสละในการพัฒนา โดยลงมือปฏิบัติการตามที่ได้ตัดสินใจ และมิติที่ สามมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ เกิดขึ้นจาก การดําเนินงานจากหลายทัศนะของ นักวิชาการที่กล่าวมา พอสรุปได้ว่า การมีส่วน ร่วมของประชาชนคือ การแสดงออกในการมีส่วน ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผิดชอบแก้ไขปัญหา ของตนเองและโดยการให้ประชาชนเข้ามามีส่วน ร่วมในกระบวนการ ชุมชนเพื่อให้มีสภาพความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น โคทุกขั้นตอน เพื่อให้บรรลุ จุดมุ่งหมายที่กําหนดไว้ เรืองวิทย์เกษสุวรรณ. การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น นอกจากการมี ส่วนร่วมของ ประชาชนและเป็นเงื่อนไขหลักของ ระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมแล้ว ยังจะ ช่วยให้กระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาและ โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลเป็นไปด้วยความ รอบคอบ ลดความขัดแย้งในสังคมและบังเกิด ประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ชุมชนและประเทศชาติ ดิเรก ฤกษ์หร่าย. ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากการเอารัด เอาเปรียบ ช่วยให้รายได้และการกระจาย กระจายผลประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่อย่าง ยุติธรรม เพิ่มพลังกลุ่มใหม้ีการพัฒนา รายได้ดีขึ้น ช่วยอย่างต่อเนื่อง และส่งผลโดยส่วนรวมแก่การ พัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศ สมยศ ทุ่งหว้า. ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการเสริมสร้างให้ประชาชนพึ่งตนเอง ได้ช่วย ให้มีการรวมกลุ่มกันทํากิจกรรมเพื่อแก้ไขปญหาั ของเขา จะทําให้ทันคนมีอํานาจต่อรองมากขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง