The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู THE POLITICAL BEHAVIOR OF PEOPLE IN MUEANG DISTRICT, NONG BUA LAMPHU PROVINCE พระมหาจิตสรานนท์จิตญาณเมธี (ภูจำปี)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู THE POLITICAL BEHAVIOR OF PEOPLE IN MUEANG DISTRICT, NONG BUA LAMPHU PROVINCE พระมหาจิตสรานนท์จิตญาณเมธี (ภูจำปี)

พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู THE POLITICAL BEHAVIOR OF PEOPLE IN MUEANG DISTRICT, NONG BUA LAMPHU PROVINCE พระมหาจิตสรานนท์จิตญาณเมธี (ภูจำปี)

Keywords: พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู THE POLITICAL BEHAVIOR OF PEOPLE IN MUEANG DISTRICT, NONG BUA LAMPHU PROVINCE พระมหาจิตสรานนท์จิตญาณเมธี (ภูจำปี)

๓๖ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ประจิตร มหาหิง. รูปแบบการมีสวนร่ ่วมทางการเมืองตามความเห็น ของเวอร์บา ที่ได้เสนอไว้ว่ามี๔ รูปแบบ คอื ๑. การใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นกิจกรรมของบุคคลแต่ละ คนในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปใช้อํานาจ ในทางการเมือง ๒. การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เป็นกิจกรรมในลักษณะเดียวกับการใช้สิทธิ เลือกตั้ง แต่เป็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมในการ รณรงค์หาเสียง ๓. กิจกรรมของชุมชน เป็น กิจกรรมของกลุ่ม หรือองค์กรที่มีพลเมืองรวมก่ ัน ดําเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ๔. การติดต่อเป็นการเฉพาะ เป็น รูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของ ประชาชนพลเมืองเป็นรายบุคคล ผู้ซึ่งติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการเพื่อแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ เฉพาะตัว อคิน รพีพัฒน์. ขั้นตอนการมีส่วนร่วม ๑.ประชาชนเข้ามามีส่วน ร่วมในการค้นหาปัญหา สาเหตุของปัญหาใน ชุมชน ๒. การมีส่วนร่วมในขนการวางแผนการั้ พัฒนา ๓. เป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน การทําประโยชน์ให้แก่โครงการ เป็นขั้นที่ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ๕.เป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการ ประเมินว่าโครงการพัฒนาที่ดําเนินการนั้นบรรลุ วัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้หรือไม่ จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ทําให้ผู้วิจัยได้ทราบถึง ความหมายของการมีส่วนร่วม มิติของการมีส่วนร่วม ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมือง และขั้นตอนการมีส่วนร่วม ๒.๔ หลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง ผู้วิจัยได้เลือกนําหลักอปริหานิยธรรม ๗ มาเป็นหลักธรรมสําหรับประยุกต์ใช้กับ พฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งหลักอปริหานิธรรม ๗ หมายถึง “ธรรมอันเป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อม” หรือ หมายความว่า “ไม่เป็นเหตุแห่งความหายนะ” ดังมีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักอปริหานิยธรรม ดังต่อไปนี้


๓๗ ๒.๔.๑ ความหมายของหลักอปริหานิยธรรม ความหมายเกี่ยวกับอปริหานิยธรรม เป็นธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อ ความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปริหานิยธรรม๓๙ อปริหานิยธรรม หมายถึง เป็นธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญ ฝ่ายเดียว สําหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง๔๐ อปริหานิยธรรม หมายถึง เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว ๒.๔.๒ องค์ประกอบของหลักอปริหานิยธรรม อปริหานิยธรรม ๗ เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความ เจริญรุ่งเรืองมีดังนี้ ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์พบปะปรึกษาหารือกิจการงาน (ที่พึงรับผิดชอบตาม ระดับของตน) โดยสม่ําเสมอ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทํากิจ ทั้งหลายที่พึงทําร่วมกัน ๓. ไม่ถืออําเภอใจใคร่ต่อความสะดวก บัญญัติวางข้อกําหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ ตกลงบัญญัติกันไว้แล้ว และไม่เหยียบย่ําล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ใน บทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ ๔. ท่านผู้ใดเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือ ท่านเหล่านั้น มองเห็นความสําคัญแห่งถ้อยคําของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง ๕. ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรีมิให้มีการข่มเหงรังแก ๖. เคารพสักการบูชาเจดีย์ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจําชาติอันเป็นเครื่องเตือน ความทรงจํา เร้าให้ทําดีและเป็นที่รวมใจของหมู่ชน ไม่ละเลย พิธีเคารพบูชาอันพึงทําต่ออนุสรณ์ สถานเหล่านั้นตามประเพณี ๗. จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่บรรพชิตผู้ทรงศีลทรงธรรม บริสุทธิ์ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านโดย ผาสุก๔๑ ๓๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สารานุกรมพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่๒, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๓๑. ๔๐ พระพรหมคุณาภรณ์, (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒๗, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๒๘๙. ๔๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์จันทร์เพ็ญ, ๒๕๕๐), หน้า ๒๖.


๓๘ ๒.๔.๓ การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗ เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมที่มีคุณค่าและประโยชน์มากมาย ซึ่งมีทั้ง หลักธรรมที่ใช้สําหรับประพฤติปฏิบัติของแต่ละบุคคล และหลักธรรมที่ใช้สําหรับการอยู่ร่วมกันของ กลุ่มคนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเป็นธรรมสําหรับการ ปกครองที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของหมู่คณะ องค์กร หน่วยงาน ต่าง ๆ รวมถึงการปกครองระดับประเทศ๔๒ ผู้วิจัยจึงได้ทําการศึกษาค้นคว้าหลักอปริหานิยธรรมที่มีใน พระพุทธศาสนาเถรวาท โดยแบ่งเนื้อหาสาระออกเป็นดังนี้ ประการที่๑ การประชุมเป็นนิตย์หมายถึง ธรรมข้อแรกในหลัก “อปริหานิยธรรม ๗” ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้ไว้และดูเหมือนคนทํางานในยุคสมัยนี้ก็นิยมการประชุม กันเป็นนิตย์เพราะถามใครก็ติดประชุมกันทั้งนั้น จนบางวันมีแต่ประชุมและประชุม ซึ่งว่าไปก็ดูท่าจะ ดีเพราะได้มีการพูดคุยกันบ่อย ๆ งานก็น่าจะก้าวหน้าไปด้วยดี ประการที่๒ การพร้อมเพียงกันประชุม หมายถึง การประชุม – เลิกประชุม และ กระทํากิจที่ควรทําโดยพร้อมเพียงกัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่ รวมกันไม่กินแหนงแคลงใจกัน จะทํางานอะไรก็สําเร็จได้เช่น ในครอบครัวมีอะไรปรึกษาหารือกันก็ ต้องอยู่พร้อมกันเพื่อทุกคนจะได้ยอมรับในสิ่งที่จะทําลงไปด้วยความเต็มใจ ซึ่งการพร้อมเพียงกัน ประชุมเลิกประชุมโดยพร้อมเพียงกันซึ่งเป็น ๑ ในหลักการ ของหลักการ การประชุมที่ดี ประการที่๓ การไม่บัญญัติหรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตามอําเภอใจ หมายถึง การไม่ บัญญัติหรือไม่ล้มเลิกระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขององค์กร หรือกฎระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ ตามความ ต้องการของบุคลใดบุคคลหนึ่ง หรือตามความต้องการของกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง หรือตามอิทธิพลใด อิทธิพลหนึ่ง โดยไม่คํานึงถึงความถูกต้อง และชอบธรรมการไม่บัญญัติสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไม่เลิกล้มกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นเป็น กฎหมายแม่บทของการปกครองและบริหารประเทศ บ้านเมืองจะสงบสุขได้ทุกคนจะต้องไม่บัญญัติ และไม่ล้มเลิก ระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขององค์กร หรือกฎระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ ตามความพอใจ ของตนหรือของกลุ่มโดยไม่คํานึงถึงความถูกต้อง ประการที่๔ การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา หมายถึง การส่งเสริม สนับสนุนและปฏิบัติ ตามผู้บังคับบัญชา ให้บรรลุไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายขององค์กร ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจที่ ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ด้วยความซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร ให้ความเคารพเชื่อฟัง ให้เกียรติและ ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่พึงปฏิบัติงานอย่างเต็มกําลัง ความสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว ขยันหมั่นเพียร ถูกต้องสมเหตุสมผลตระหนักถึงหน้าที่และความ รับผิดชอบในการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของหน่วยงาน ๔๒ บุศรา โพธิสุข, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน : ศึกษาเฉพาะกรณีตําบล ช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”, รายงานการวิจัย, (วิทยาเขตเชียงใหม่: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๘), หน้า ๔๙.


๓๙ ประการที่๕ เคารพสิทธิสตรีหมายถึง การเปิดโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วม ทาง การเมืองหรือการเข้าไปมีบทบาทในตําแหน่งสําคัญของภาคราชการและเอกชน ผู้หญิงควร ได้ ตําแหน่งโดยมีสัดส่วนที่เทียบกับผู้ชาย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๓ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและ หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประการที่๖ ส่งเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หมายถึง วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นนั้นมีความสําคัญและเป็นประโยชน์ต่อการดารงชีวิตมาช่วยปลูกฝังจิตสา นึกให้คนรักท้องถิ่นรักแผ่นดินของตนเอง วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของ ชาวไทยนั้นมีมากหลาย อาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน กล่าวโดยสรุปเนื้อหาสาระการ แสดงของทุกภาคจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นจริง ของคนในสังคม ในท้องถิ่นของ ตนเองแทรกมุขตลกบ้างเพื่อสร้างอารมณ์สร้างความสุข สนุกสนานให้กับผ้ฟูังผู้ชม วัฒนธรรมประเพณี อันดีงามของชาวไทยนั้นเป็นมรดกอันมีค่า สมควรช่วยกันส่งเสริมรักษาต่อรวมใจกันส่งเสริมและรักษา อนุรักษ์คุณค่าของความเป็นไทยให้มั่นคงยืนยงตลอดไป ประการที่๗ การอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม หมายถึง การคุ้มครอง การปกป้อง และการดารงรักษา พระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไปโดย การทํานุบํารุง พระพุทธศาสนา ด้วยการถวายปัจจัยสี่ด้วยการสนับสนุนการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ด้วยการปลูกฝังจิตสานึก การมีส่วนร่วมกิจกรรมในทางพระพุทธศาสนา การสนับสนุนการนา หลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อ เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิต จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๔ สรุปหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. ความหมายเกี่ยวกับอปริหานิยธรรม เป็นธรรมไม่ เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญ ฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปริหานิยธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต อปริหานิยธรรม หมายถึง เปนธรรมอ็ ันไม่เป็น ที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่าย เดียว สําหรับหมู่ชนหรือผู้บรหารบิ ้านเมือง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). อปริหานิยธรรม หมายถึง เปนหล็ ักการร่วม รับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). อปริหานิยธรรม ๗ เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบที่ จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความ


๔๐ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด เจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียวดังนี้๑. หมั่นประชุม กันเนืองนิตย์๒. พร้อมเพรียงกันประชุม ๓. ไม่ ถืออําเภอใจใคร่ต่อความสะดวก ๔. ท่านผใดเปู้ ็น ผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพ นับถือ ๕. ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี๖. เคารพสักการบูชาเจดีย์ปูชนียสถาน ๗. จัดให้ ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง อันชอบธรรม แก่ บรรพชิตผู้ทรงศีลทรงธรรม ดร.บุศรา โพธิสุข. หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมที่ มีคุณค่าและประโยชน์มากมาย ซึ่งมีทั้งหลกั ธรรมที่ใช้สําหรับประพฤติปฏิบัติของแต่ละบุคคล และหลักธรรมที่ใช้สําหรับการอยู่ร่วมกันของกลุ่ม คนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเป็นธรรมสํา หรับการปกครองที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นําไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของหมู่คณะ ปรมะ สตะเวทิน. การพร้อมเพียงกันประชุม หมายถึง การประชุม เลิกประชุม และกระทํากิจที่ควรทําโดยพร้อม เพียงกัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันของหมู่คนที่อยู่รวมกันไม่กินแหนงแคลง ใจกัน จะทํางานอะไรก็สําเร็จได้ จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมือง ทํา ให้ผู้วิจัยได้นํามากําหนดตัวแปรตามในด้านพฤติกรรมทางการเมืองตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๒.๕ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย สภาพทั่วไป และข้อมูลพื้นฐานของอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๒.๕.๑ ประวัติอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูหรืออําเภอหนองบัวลําภูเดิม เคยเป็นอําเภอหนึ่งของ จังหวัดอุดรธานีอยู่ห่างจากจังหวัดอุดรธานีประมาณ ๔๖ กิโลเมตร (มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ โดยเส้นทางรถยนต์ประมาณ ๕๖๘ กิโลเมตร) ในอดีตจังหวัดหนองบัวลําภูเป็นเมืองโบราณที่ก่อตั้ง มาแล้วไม่น้อยกว่า ๙๐๐ ปีเดิมเป็นดินแดนที่ขึ้นต่อกรุงศรีสัตตนาคนหุต มีชื่อว่า "เมืองหนองบัวลุ่มภู นครเขื่อนขันธกาบแก้วบัวบาน"


๔๑ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการกระจายอํานาจมายังส่วนภูมิภาค เพื่อประโยชน์ในด้าน การปกครอง การให้บริการของรัฐ การอํานวยความสะดวกแก่ประชาชน การส่งเสริมให้ท้องที่เจริญ ยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อความมั่นคงของชาติประกอบกับจังหวัดอุดรธานีมีอาณาเขตกว้างขวางและมี พลเมืองมาก จึงเห็นสมควรแยกอําเภอต่าง ๆ บางอําเภอ ตั้งขึ้นเป็นจังหวัด โดยได้รับการสถาปนาให้ เป็นจังหวัดหนองบัวลําภูอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นไป และอําเภอ เมืองหนองบัวลําภูแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น ๑๔ ตําบล ๑๖๗ หมู่บ้าน อําเภอเมือง หนองบัวลําภูมีอาณาเขตติดต่อกับอําเภอข้างเคียง ดังนี้ทิศเหนือ ติดต่อกับอําเภอนากลาง และ อําเภอกุดจับ (จังหวัดอุดรธานี) ทิศตะวันออก ติดต่อกับอําเภอหนองวัวซอ (จังหวัดอุดรธานี) ทิศใต้ ติดต่อกับอําเภอโนนสังและอําเภอศรีบุญเรือง ทิศตะวันตก ติดต่อกับอําเภอศรีบุญเรืองและอําเภอนา กลาง ๒.๕.๒ ข้อมูลด้านประชากร ข้อมูลประชากร ณ เดือนเมษายน ๒๕๖๔ อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูมีประชากร จํานวน ๑๐๒,๐๕๕ คน แยกเป็นชาย ๕๑,๑๖๐ คน หญิง ๕๐,๘๙๕ คน ตําบลในอําเภอเมืองที่มี ประชากรมากที่สุด คือ ตําบลกุดจิก มีจํานวน ๑๒,๔๘๑ คน ส่วนตําบลในเขตอําเภอเมืองที่มี ประชากรน้อยที่สุด คือ ตําบลโพธิ์ชัย มีจํานวน ๒,๓๖๘ คน จากการทบทวนเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของพื้นที่การศึกษา สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่๒.๕ สรุปข้อมูลทั่วไปของพื้นที่การศึกษา นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด https://nongbua.cdd.go.สืบค้นด้วยระบบ ออนไลน์ อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูหรืออําเภอ หนองบัวลําภูเดิม เคยเป็นอําเภอหนึ่งของจังหวัด อุดรธานีอยู่ห่างจากจังหวัดอุดรธานีประมาณ ๔๖ กิโลเมตร (มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ โดย เส้นทางรถยนต์ประมาณ ๕๖๘ กิโลเมตร) ในอดีต จังหวัดหนองบัวลําภูเป็นเมืองโบราณที่ก่อตั้ง มาแล้วไม่น้อยกว่า ๙๐๐ ปีเดิมเป็นดินแดนที่ขึ้น ต่อกรุงศรีสัตตนาคนหุต มีชื่อว่า "เมืองหนองบัว ลุ่มภูนครเขื่อนขันธกาบแก้วบัวบาน" การ ปกครองส่วนภูมิภาค อําเภอเมืองหนองบัวลําภู แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น ๑๔ ตําบล ๑๖๗ หมู่บ้าน สถิติประชาชนจากทะเบียนบ้าน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ข้อมูลประชากร ณ เดือนเมษายน ๒๕๖๔ อําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูมีประชากร จํานวน ๑๐๒,๐๕๕ คน แยกเป็นชาย ๕๑,๑๖๐ คน หญิง


๔๒ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ๕๐,๘๙๕ คน ตําบลในอําเภอเมืองที่มีประชากร มากที่สุด คือ ตําบลกุดจิก มจีํานวน ๑๒,๔๘๑ คน ส่วนตําบลในเขตอําเภอเมืองที่มีประชากรน้อย ที่สุด คือ ตําบลโพธิ์ชัย มีจํานวน ๒,๓๖๘ คน ๒.๖ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ธีรวัตพล เลารุจิราลัย๔๓ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนใน เทศบาลเมืองสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี” ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการทางการเมืองของ ประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อแยกพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง อยู่ใน ระดับปานกลาง ด้านการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ ด้านการติดต่อสัมพันธ์กับนักการเมือง อยู่ในระดับน้อย ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชนใน เทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีที่มีปัจจัยส่วนบุคคล อันได้แก่เพศ และอายุแตกต่างกัน ไม่มีผลทําให้พฤติกรรมการทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี แตกต่างกัน สําหรับปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ระดับการศึกษา อาชีพ และราชได้ของประชาชนใน เทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีที่แตกต่างกัน มีผลทําให้พฤติกรรมการทางการเมืองของ ประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ประเดิม แพทย์รังษี ๔๔ ได้ทําการวิจัยเกี่ยวกับ “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา ท้องถิ่น : ศึกษากรณีเทศบาลตําบลท่าหลวง อําเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ”ผลการศึกษาพบว่า กลุ่ม ตัวอย่างประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอยู่ในระดับค่อนข้างมาก ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วน ร่วม ได้แก่ ประโยชน์จากการเข้าร่วม อิทธิพลของผู้นําความผูกพันต่อท้องถิ่นและความเข้มแข็งของ เครือข่าย และเมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมกับตัวแปรพื้นฐานจะพบว่ามีตัวแปรที่สามารถจําแนก ความแตกต่างของการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ คือ ตัวแปรอายุจํานวนปีที่อยู่ อาศัยเท่านั้น ๔๓ ธีรวัตพล เลารุจิราลัย, “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้องจังหวัด สุพรรณบุรี”, รายงานการวิจัย, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๔), หน้า บทคัดย่อ. ๔๔ ประเดิม แพทย์รังษี, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น : ศึกษากรณีเทศบาลตําบล ท่าหลวง อําเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี”, ภาคนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง ท้องถิ่น, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี, ๒๕๕๖), หน้า บทคัดย่อ.


๔๓ นิมิตร สุขแยง๔๕ ได้ทําการวิจัยเรื่อง“การมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีต่อการบริหารงาน องค์การบริหารส่วนตําบล : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตําบลแม่ก๊า อําเภอสันป่าตอง จังหัด เชียงใหม่ผลการศึกษาพบว่า ๑. ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์การ บริหารส่วนตําบล อยู่ใน ระดับสูง และปัจจัยด้านภูมิหลังทางสังคม ได้แก่เพศ อายุสถานภาพ การศึกษาและรายได้มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนรวม ๒. ประชาชนมีระดับความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตําบลอยู่ในระดับสูง และปัจจัยภูมิหลังทางสังคม ได้แก่เพศ อายุสถานภาพ การศึกษาและรายได้มีความสัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจ ๓. ประชาชน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาและอุปสรรค ในการมีส่วนร่วมในงานบริหารองค์การบริหารส่วนตําบล ณรงค์พึ่งพานิช และคณะ๔๖ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมา ระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสูง ๒. ปัจจัยความเสมอภาคทางสังคมและ ทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูดสุด รองลงมา คือ ปัจจัยการให้รางวัล ๓. เพศที่แตกต่างกัน มีผลต่อการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาชนในจังหวัดตาก ไม่แตกต่างกัน ส่วน อายุระดับการศึกษา รายได้และอาชีพ ที่แตกต่างกัน มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาชนในจังหวัด ตาก แตกต่างกัน ๔. ทุกพฤติกรรมทางการเมือง มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติณ ระดับความเชื่อมั่น ๐.๐๑ จินตนา กะตากูล๔๗ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่น ของประชาชนศึกษาเฉพาะกรณีหมู่ที่๔ ตําบลช้างซ้าย อําเภอพระพรหมจังหวัดนครศรีธรรมราช” ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน โดยรวมทั้ง ๓ ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลําดับตามค่าเฉลี่ยพบว่า ด้านการใช้สิทธิ เลือกตั้งมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปาน กลาง ด้านการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม การเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน ที่มีเพศต่างกันไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ ๐.๐๕ ที่มีระดับอายุต่างกันแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ที่มีอาชีพ ๔๕ นิมิตร สุขแยง, “การมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานองค์การบริหารส่วนตําบล : กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตําบลแม่ก๊า อําเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหา บัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๙), หน้า บทคัดยอ่ . ๔๖ ณรงค์พึ่งพานิช และคณะ, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนใน จังหวัดตาก”, วารสารวิชาการสถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค, ปีที่๕ ฉบับที่๑ (๒๕๖๒): ๑๗๐-๑๘๓. ๔๗ จินตนา กะตากูล, “การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนศึกษาเฉพาะกรณี หมู่ที่๔ ตําบลช้างซ้าย อําเภอพระพรหมจังหวัดนครศรีธรรมราช”, วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, ปีที่๖ ฉบับที่๖ (สิงหาคม ๒๕๖๒): ๒๘๖๐-๒๘๗๔.


๔๔ ต่างกันแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ที่มีระดับการศึกษาและรายได้เฉลี่ยต่อ เดือนต่างกันแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๐๑ ภูสิทธ์ขันติกุล๔๘ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร” ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วม ทางการเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับต่ํา ส่วนรายด้านพบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพียง ๒ ระดับเท่านั้นได้แก่ระดับปานกลาง และต่ํา ซึ่งรายด้านที่อยู่ระดับปานกลาง ได้แก่ด้านการใช้สิทธิ เลือกตั้งด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง และการสนทนาเรื่องการเมือง ส่วนรายด้านที่อยู่ระดับ ต่ําได้แก่ด้านการดําเนินงานเตรียมการเลือกตั้ง ด้านการตรวจสอบการเลือกตั้ง และด้านการมีส่วน ร่วมในกิจกรรมการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ มีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิตกรุงเทพมหานครฯ ได้แก่ ปัจจัยบุคคล ได้แก่เพศ อายุ และสถานภาพ ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้แก่อาชีพ การเป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม บทบาท หน้าที่ในครอบครัว และบทบาทหน้าที่ในชุมชน ปัจจัยสภาพแวดล้อมทางการเมือง ได้แก่การรับรู้ ข่าวสารทางการเมือง และการพัฒนาทางการเมือง ปัจจัยทางจิตวิทยาทางการเมือง ได้แก่ความสนใจ ทางการเมือง พฤติกรรมทางการเมือง และการกล่อมเกลาทางการเมือง ส่วนปัจจัยที่สามารถพยากรณ์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมี๔ ตัว เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ความสนใจทาง การเมือง การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ค่านิยมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และสภาพแวดล้อม ส่วนรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานครฯ พบว่า ประชาชนมี ส่วนร่วมทางการเมืองเป็นลักษณะลําดับขั้นฐานเจดีย์ซึ่งเปรียบได้ว่าการเป็นฐานเจดีย์นั้นทําให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ก่อนส่วนอื่น ๆ มากที่สุด และเข้าถึงง่ายที่สุด โดยเปรียบให้เห็นว่ากิจกรรม ทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดและเข้าถึงง่ายที่สุด นั่นจะเป็นฐานของการสร้าง ประชาธิปไตย ซึ่งกิจกรรมที่ประชาชนเข้าถึงมากที่สุด ได้แก่รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดย ไปเลือกตั้งผู้แทนท้องถิ่น หรือ ส.ส. หรือ ส.ว. นั่งเอง ทั้งนี้ผลการวิจัยยังพบประเด็นที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะเลือกไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ เลย หากกิจกรรมทางการเมืองนั้น ไม่ได้มีการบังคับโดยกฎหมาย มานพ เข็มเมือง๔๙ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่น ของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลหนองแวงอําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์” ผลการวิจัยพบว่า ๑. การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาลตําบล หนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านการใช้สิทธิการเลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง อยู่ ๔๘ ภูสิทธ์ขันติกุล, “รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร”, รายงานการวิจัย, (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ๒๕๕๓). ๔๙ มานพ เข็มเมือง, “การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาล ตําบลหนองแวงอําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์”, วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, ปีที่๕ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๖): ๑๐๗-๑๒๔.


๔๕ ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง อยู่ในระดับน้อยโดยเรียงลําดับจาก ค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ําดังนี้คือ ด้านการใช้สิทธิการเลือกตั้งด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง และด้าน การตรวจสอบติดตาม การเลือกตั้ง ตามลําดับ ๒. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ ที่มีจํานวนมาก ที่สุดคือ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากกว่านี้รองลงมาคือ ควรให้มีการ ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งให้มากกว่านี้และควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและติดตาม การดําเนินการ ตามลําดับ นุกูล ชิ้นฟัก และคณะ๕๐ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อการ เลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในตําบลเขาพระอําเภอรัตภูมิจังหวัดสงขลา” ผลการวิจัยพบว่า ใน ประเด็นการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการลงคะแนนเสียง และระยะเวลาการตัดสินใจเลือกตั้ง ความคิดเห็น ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยเมื่อจําแนกเป็นรายด้าน พบว่า พฤติกรรม ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในตําบลเขาพระ อําเภอรัตภูมิจังหวัดสงขลา มีความคิดเห็นด้านการลงคะแนน เลือกตั้งมีระดับมากที่สุดรองลงมา ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งและด้านระยะเวลาการตัดสินใจเลือกตั้ง ข้อเสนอแนะหน่วยงานภาครัฐควรมีการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ส่วนช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ให้ ประชาชนได้รับทราบ แนวปฏิบัติกฎระเบียบในการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง รัฐ กันภัย๕๑ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นในเขตองค์การบริหารส่วนตําบล จังหวัดภาคตะวันตกตอนล่าง” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ประชาชนในองค์การบริหารส่วนตําบลเขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนล่าง มีการ รับรู้ข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด มีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนามากที่สุด และมี การพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มากที่สุด ๒. ค่าความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ข่าวสาร และการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการพัฒนาท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตําบลเขต จังหวัดภาคตะวันตกตอนล่างมีความสัมพันธ์ทางบวกทุกตัวและมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ โดย ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กับการพัฒนาท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตําบลมากที่สุดคือ สัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนาและตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์กับการพัฒนาท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตําบลน้อยที่สุดคือ การรับรู้ข่าวสารจาก อินเตอร์เน็ต ๓. การรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาท้องถิ่น ในองค์การบริหารส่วนตําบลเขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนล่างมีค่าอํานาจการพยากรณ์ร้อยละ ๕๔.๙ ๕๐ นุกูล ชิ้นฟัก, วรลักษณ์ลลิตศศิวิมล และจิราพร ปลอดนุ้ย, “พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในตําบลเขาพระอําเภอรัตภูมิจังหวัดสงขลา”, การประชุมหาดใหญ่วิชาการ ระดับชาติและนานาชาติครั้งที่๙ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่, (๒๕๖๑): ๑๗๔๑-๑๗๕๓. ๕๑ รัฐ กันภัย, “การรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นในเขต องค์การบริหารส่วนตําบล จังหวัดภาคตะวันตกตอนล่าง”, Veridian E-Journal, Silpakorn University ฉบับ ภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์และศิลปะ, ปีที่๘ ฉบับที่๑ (มกราคม–เมษายน ๒๕๕๘) ๑๐๗๕- ๑๐๘๘.


๔๖ ข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงคุณภาพจะเห็นได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ได้รับข่าวสารทางการเมืองจากสื่อ หอกระจายข่าวและเสียงตามสายของหมู่บ้าน พรรณวดีขําจริง และคณะ๕๒ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ลักษณะการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พบว่า แหล่งข้อมูลที่ นักศึกษาใช้ในการติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมืองมากที่สุด คือ โทรทัศน์รองลงมา คือ หนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต สําหรับการจัดลําดับความสําคัญของแหล่งข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ในชีวิตประจําวันนักศึกษาจัดลําดับให้สื่อโทรทัศน์เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารทางการเมืองใน ชีวิตประจําวันเป็นอันดับที่๑ อันดับที่๒ คือ หนังสือพิมพ์และอันดับที่ ๓ คือ วิทยุตามลําดับ ความถี่ในการติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของนักศึกษาพบว่าส่วนใหญ่มีการติดตามข่าวสาร ทางการเมืองเป็นประจําทุกวัน ส่วนเรื่องความเพียงพอของแหล่งข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ใน สถานศึกษาพบว่ามีความเพียงพออยู่ในระดับปานกลาง นักศึกษามีการใช้แหล่งข้อมูลข่าวสารทาง การเมืองในสถานศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง มีความต้องการแหล่งข้อมูลข่าวสารทางการเมืองใน รูปแบบอื่น ๆ ได้แก่การจัดรายการวิทยุหรือเสียงตามสาย เป็นลําดับแรก รองลงมาคือ การจัดป้าย นิเทศ และการจัดเสวนาพูดคุย ๒. ระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทาง การเมืองในระดับที่ถือว่าผ่านเกณฑ์มีจํานวน ๒๐๖ คน คิดเป็น ๕๔.๘๐ มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทาง การเมืองในระดับที่ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์จํานวน ๑๖๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๓.๖๐ และนักศึกษามีการ รับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองในระดับดีมีเพียง ๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑.๖๐ ๓. เปรียบเทียบระดับ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน โดย จําแนกตามเพศ พบว่าการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของนักศึกษาชายกับนักศึกษาหญิงแตกต่าง กัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ โพธิ์คิน ขวาอุ่นหล้า และคณะ๕๓ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนในจังหวัดบึงกาฬ” ผลการวิจัยพบว่า ๑) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน จังหวัดบึงกาฬโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้สิทธิ เลือกตั้งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ด้านการชุมนุม เคลื่อนไหวทางการเมือง และด้านการจัดตั้งและการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมีค่าเฉลี่ยต่ําสุด ๒) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดบึงกาฬ จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๕๒ พรรณวดีขําจริง และคณะ, “การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน”, วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ปีที่๓๓ ฉบับที่๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๓): ๑๐๓-๑๑๓. ๕๓ โพธิ์คิน ขวาอุ่นหล้า และคณะ, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดบึงกาฬ”, วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยปทุมธานี, ปีที่๑๒ ฉบับที่๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๖๓): ๓๕๔-๓๖๗.


๔๗ พบว่าเพศ อายุระดับการศึกษา สถานภาพและอาชีพ ต่างกัน มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .๐๕ เทิดศักดิ์ยอแสงรัตน์และคณะ๕๔ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “ทัศนคติการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต” ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทัศนคติต่อ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความรู้ความเข้าใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดรองลงมา ด้านพฤติกรรม และด้านอารมณ์ความรู้สึกมีค่าเฉลี่ยต่ําสุด ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ยสูงสุดรองลงมาด้านการเป็นผู้มีบทบาทในชุมชนและด้านการเป็นเจ้าหน้าที่ พรรคการเมืองและผู้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ยต่ําสุด บุศรา โพธิสุข๕๕ ได้ทําการวิจัย “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน ศึกษา เฉพาะกรณีตําบลช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่” ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชนโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๒.๘๖ ซึ่งสามารถเรียง ตามลําดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ด้านหลักอปริหานิยธรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปาน กลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๓.๒๗ ด้านการร่วมรณรงค์การเมืองท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๘๖ ด้านการตัดสินใจทางการเมืองอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๗๒ และด้าน การดําเนินการเลือกตั้ง อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๕๙ ตามลําดับ ผลการศึกษาการ เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุและการศึกษา ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ ๐.๐๕ ส่วนเพศ และสถานภาพ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นไม่แตกต่างกัน เมื่อ จําแนกตามปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ พบว่า อาชีพ รายได้ต่อเดือน และตําแหน่งหน้าที่ในชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ประยงค์พรมมา๕๖ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมของ องค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น”ผลการวิจัยพบว่าพนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตาม หลักอปริหานิยธรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อ พิจารณารายด้านพบว่าพนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรม อยู่ใน ๕๔ เทิดศักดิ์ยอแสงรัตน์, “ทัศนคติการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ภูเก็ต”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต, ๒๕๖๐), หน้า บทคัดย่อ. ๕๕ บุศรา โพธิสุข, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน ศึกษาเฉพาะกรณีตําบลช้างเผือก อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”, พิฆเนศวร์สาร, ปีที่๑๒ ฉบับที่๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๙): ๑๕๑-๑๖๔. ๕๖ ประยงค์พรมมา, “การบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมขององค์การ บริหารส่วนจังหวัด ขอนแก่น”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า บทคัดย่อ.


๔๘ ระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลําดับ คือ ด้านการเคารพเชื่อฟัง ผู้บังคับบัญชา ด้านการให้เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรีด้านการส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรมประเพณี อันดีงาม ด้านการอารักขาคุ้มครองปกป้องอันชอบ ด้านการพร้อมเพียงกันประชุม ด้านการประชุมกัน เนืองนิตย์และด้านการไม่บัญญัติหรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตามอําเภอใจ ตามลําดับ พนักงานที่มีเพศ และส่วนราชการ ที่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น แตกต่างกัน เป็นไปต่างสมมติที่ตั้งไว้ส่วนพนักงานที่มีอายุระดับ การศึกษา ตําแหน่งงาน รายได้ต่อเดือน และอายุการทํางาน ที่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการ บริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธ สมมติฐานที่ตั้งไว้แนวทางในการบริหารงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น พบว่า ควรมีการ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่พนักงาน ในด้านการนําอปริหานิยธรรม ๗ มาใช้กับการทํางานให้มาก ยิ่งขึ้น ควรส่งเสริมให้มีการทํางานเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ไม่แสวงหา ผลประโยชน์จากตําแหน่งหน้าที่การงาน, ควรคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ตรงตาม ลักษณะของงาน, ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงาน ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นได้มี โอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถในการทํางานทั้งในองค์การ และนอกมากยิ่งขึ้น และควรสร้าง บรรยากาศพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทํางานให้เอื้อต่อการทํางานตลอดจนการพัฒนาการจัด กิจกรรมขององค์การให้มีความทันสมยและให ั ้น่าสนใจยิ่งขึ้น นิภา อิศรานันทศิริ ๕๗ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “บทบาทของสื่อกับพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี” ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนในเขดเทศบาลเมืองแสนสุขที่มีอายุสถานภาพการศึกษา อาชีพ รายได้ภูมิลําเนา และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในเขตแตกต่างกัน จะมีพฤติกรรมทางการเมืองที่แตกต่างกัน ระดับการ เปิดรับสื่อทางการเมือง พบว่า การใช้ช่องทางการรับสื่อ อยู่ในระดับมาก ช่วงเวลาในการรับสื่อ อยู่ใน ระดับปานกลาง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมือง อยู่ในระดับปานกลาง ระดับ พฤติกรรมทางการเมือง พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ประทุม ฤกษ์กลาง๕๘ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “การเปิดรับข่าวสารภาพลักษณ์นักการเมือง ทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนเปิดรับข่าวสารและมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับต่ํา และมีภาพลักษณ์ ที่ดีต่อนักการเมืองและทัศนคติที่ดีต่อการเมืองในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่าการ เปิดรับข่าวสารการเมืองแตกต่างกันตามเพศ การศึกษา รายได้และอาชีพ ภาพลักษณ์ต่อนักการเมือง ๕๗ นิภา อิศรานันทศิริ, “บทบาทของสื่อกับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลเมือง แสนสุข อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๗), หน้า บทคัดย่อ. ๕๘ ประทุม ฤกษ์กลาง, “การเปิดรับข่าวสารภาพลักษณ์นักการเมือง ทัศนคติและการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”, BU ACADEMIC REVIEW, ปีที่๑๒ ฉบับที่๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๖): ๓๔-๔๕.


๔๙ แตกต่างกันตามอายุและรายได้ทัศนคติต่อการเมืองแตกต่างกันตามรายได้และการมีส่วนร่วม ทางการเมืองแตกต่างกันตาม เพศ รายได้และอาชีพ นอกจากนี้พบว่า การเปิดรับข่าวสารการเมือง สัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติกับทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ภาพลักษณ์ นักการเมืองสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติกับทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ตลอดจนพบว่า ทัศนคติต่อการเมืองสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติกับการมีส่วนร่วม ทางการเมือง รัฐนันท์เหมรัตน์ ๕๙ ได้ทําการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของนักศึกษาคณะ รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคําแหง”ผลการวิจัยพบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองกับการมีส่วนร่วม กิจกรรมทางการเมืองภายในมหาวิทยาลัยรามคําแหงพบว่าอยู่ในระดับสูงระดับของพฤติกรรมทาง การเมืองการมีส่วนร่วมกิจกรรมทางการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัยรามคําแหงป้าอยู่ในระดับสูง ภูมิ หลังได้แก่เพศภูมิลําเนาอายุของนักศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองกับพฤติกรรมทางการเมืองของนักศึกษา พบว่ามีความสัมพันธ์กับด้านการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองทางสื่อด้านแหล่งเชื่อถือของข้อมูลด้านการ พูดคุยเรื่องการเมืองกับบุคคลด้านบุคคลที่เห็นว่าให้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองและน่าเชื่อถือได้วิธีที่ เหมาะสมต่อการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองด้านการเห็นด้วยในการหยั่งเสียงประชามติในทาง การเมือง อรสา รัตนสินชัยบุญ๖๐ ได้ทําการวิจัยเรื่อง“การวิเคราะห์เอกลักษณ์ของเขตเลือกตั้งที่มี อิทธิพลต่อพฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้ง: กรณีศึกษาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขต กรุงเทพมหานคร”ผลกาวิจัยพบว่า หลักเหตุผลบางประการในด้านพฤติกรรมทางการเมืองการมีส่วน ร่วมทางการเมือง และนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งมีความแตกต่างกันตามระดับการศึกษา ทําให้ การตัดสินใจใช้สิทธิของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในการใช้สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งแตกต่างกัน ๕๙ รัฐนันท์เหมรัตน์, “พฤติกรรมทางการเมืองของนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคําแหง”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๕๓), หน้า บทคัดย่อ. ๖๐ อรสา รัตนสินชัยบุญ, “การวิเคราะห์เอกลักษณ์ของเขตเลือกตั้งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออก เสียงเลือกตั้ง: กรณีศึกษาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตกรุงเทพมหานคร”, รายงานการวิจัย, (มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๔), หน้า บทคัดย่อ.


๕๐ ตารางที่๒.๖ สรุปแนวคิดเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด ธีรวัตพล เลารุจิราลัย. ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการทางการเมือง ของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัด สุพรรณบุรีอยในระดู่ ับปานกลาง เมื่อแยก พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการลงคะแนน เสียงเลือกตั้ง และด้านการติดตามข่าวสาร ทางการเมือง อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการ แสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ด้านการ มีส่วนร่วมทางการเมือง และด้านการติดต่อ สัมพันธ์กับนักการเมือง อยู่ในระดับน้อย ประเดิม แพทย์รังษี. ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มผลตี ่อการมีส่วนร่วม ได้แก่ ประโยชน์จากการเข้าร่วม อิทธิพลของผู้นํา ความผูกพันต่อท้องถิ่นและความเข้มแข็งของ เครือข่าย และเมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมกับ ตัวแปรพื้นฐานจะพบว่ามีตัวแปรที่สามารถ จําแนกความแตกต่างของการมีส่วนร่วมอยางม่ ี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ คือ ตัวแปรอายุ จํานวนปีที่อยู่อาศัยเท่านั้น นิมิตร สุขแยง. ผลการศึกษาพบว่าประชาชนมีระดับการมีสวน่ ร่วมในการบรหารงานขององคิ ์การบริหารสวน่ ตําบล อยู่ใน ระดับสูง ระดับความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ การบริหารงานขององค์การบริหารส่วน ตําบลอยู่ในระดับสูงประชาชนส่วนใหญ่ไม่มี ปัญหาและอุปสรรค ในการมสี่วนร่วมในงาน บริหารองค์การบริหารส่วนตําบล ณรงค์พึ่งพานิชและคณะ. ผลการวิจัยพบว่าระดับการมีส่วนร่วมทางการ เมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนใน จังหวัดตาก ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยความเสมอภาคทางสังคมและทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูดสดุรองลงมา คือ ปัจจัยการให้ รางวัล เพศที่แตกต่างกัน มีผลต่อการมีส่วนร่วม ทางการเมืองในระบอบประชาชนในจังหวัดตาก ไม่แตกต่างกัน


๕๑ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด จินตนา กะตากูล. ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทาง การเมืองท้องถิ่นของประชาชน โดยรวมทั้ง ๓ ด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้านโดยเรียงลําดับตามค่าเฉลี่ยพบว่า ด้านการใช้ สิทธิเลือกตั้งมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้าน การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยอยในู่ ระดับปานกลาง ด้านการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย ภูสิทธ์ขันติกุล. ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วมทางการเมืองในภาพ รวมอยู่ในระดับต่ํา ส่วนรายด้านพบว่า ประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองเพียง ๒ ระดับเท่านนั้ ได้แก่ระดับปานกลาง และต่ํา ซึ่งรายด้านที่อยู่ ระดับปานกลาง ได้แก่ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง และการ สนทนาเรื่องการเมือง ส่วนรายด้านที่อยู่ระดับต่ํา ได้แก่ด้านการดําเนินงานเตรียมการเลือกตั้ง ด้าน การตรวจสอบการเลือกตั้ง และด้านการมีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่ม ทางการเมืองต่าง ๆ มานพ เข็มเมือง. ผลการวิจัยพบว่า ๑. การมีส่วนร่วมการเลือกตั้ง ทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาล ตําบลหนองแวง อําเภอละหานทราย จังหวัด บุรีรัมย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้สิทธิการ เลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก ด้านการรณรงค์การหา เสียงเลือกตั้ง อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการ ติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง อยู่ในระดับน้อย นุกูล ชิ้นฟักและคณะ. ผลการวิจัยพบว่า ในประเด็นการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการลงคะแนนเสียง และระยะเวลาการ ตัดสินใจเลือกตั้ง ความคิดเห็นของประชาชนผู้มี สิทธิเลือกตั้งโดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยเมื่อ จําแนกเป็นรายด้าน พบว่า พฤติกรรมของผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในตําบลเขาพระ อําเภอรัตภูมิจังหวัด สงขลา มีความคิดเห็นด้านการลงคะแนนเลอกตื ั้ง


๕๒ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด มีระดับมากที่สดรองลงมาุด้านการใช้สิทธิเลอกตื ั้ง และด้านระยะเวลาการตัดสินใจเลือกตั้ง รัฐ กันภัย. ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนในองค์การบริหาร ส่วนตําบลเขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนล่าง มี การรับรู้ข่าวสารจากสื่อโทรทศนั ์มากที่สุด มสี่วน ร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนามาก ที่สุด และมีการพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มากที่สุด พรรณวดีขําจริงและคณะ. ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พบว่า แหล่งข้อมูลที่ นักศึกษาใช้ในการติดตามข้อมูลข่าวสารทาง การเมืองมากที่สุด คือ โทรทศนั ์รองลงมา คือ หนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต โพธิ์คิน ขวาอุ่นหล้าและคณะ. ผลการวิจัยพบว่า ๑) ระดับการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชนในจังหวัดบึงกาฬโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้สิทธิเลือกตงมั้ีค่าเฉลี่ยสูงสดุ รองลงมา คือ ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมทางการ เมือง ด้านการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง และด้านการจัดตั้งและการเป็นสมาชิกพรรค การเมืองมีค่าเฉลี่ยต่ําสุด เทิดศักดิ์ยอแสงรัตน์และคณะ. ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทัศนคติ ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับเห็นด้วยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความรู้ความเข้าใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดรองลงมา ด้านพฤติกรรมและด้านอารมณ์ความรู้สึกมี ค่าเฉลี่ยต่ําสุด บุศรา โพธิสขุ . ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๒.๘๖ ซึ่งสามารถเรียงตามลําดับ จากมากไปน้อยได้ดังนี้ด้านหลักอปริหานิยธรรม ส่งเสริมการมีสวนร่ ่วมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากบั๓.๒๗ ด้านการร่วมรณรงค์


๕๓ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด การเมืองท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๘๖ ด้านการตัดสินใจทางการเมืองอยู่ ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๗๒ และ ด้านการดําเนินการเลือกตั้ง อยู่ในระดับปาน กลาง ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒.๕๙ ประยงค์พรมมา. ผลการวิจัยพบว่าพนักงานมีความคิดเห็นต่อการ บริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าพนักงานมี ความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอปริ หานิยธรรม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน นิภาอิศรา นันทศิร.ิ ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ประชาชนในเชดเทศบาลเมืองแสนสุขทมี่ีอายุ สถานภาพการศึกษา อาชีพ รายได้ภูมิลําเนา และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในเขตแตกต่างกัน จะมี พฤติกรรมทางการเมืองที่แตกต่างกัน ระดับการ เปิดรับสื่อทางการเมือง พบว่า การใช้ช่องทางการ รับสื่อ อยู่ในระดับมาก ประทุม ฤกษ์กลาง. ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนเปิดรับข่าวสารและมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระดับต่ํา และมี ภาพลักษณ์ที่ดีต่อนักการเมืองและทัศนคตทิี่ดีต่อ การเมืองในระดับปานกลาง ผลการทดสอบ สมมุติฐานพบว่าการเปิดรับข่าวสารการเมือง แตกต่างกันตามเพศ การศึกษา รายได้และอาชีพ ภาพลักษณ์ต่อนักการเมืองแตกต่างกันตามอายุ และรายได้ทัศนคติต่อการเมืองแตกต่างกันตาม รายได้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่าง กันตาม เพศ รายได้และอาชีพ รัฐนันท์เหมรตนั ์. ผลการวิจัยพบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมือง กับการมีส่วนร่วมกิจกรรมทางการเมืองภายใน มหาวิทยาลัยรามคําแหงพบว่าอยู่ในระดับสูง ระดับของพฤติกรรมทางการเมืองการมีส่วนร่วม กิจกรรมทางการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัย รามคําแหงพบว่าอยู่ในระดับสูง


๕๔ นักวิชาการหรอแหลื ่งข้อมูล สรุปแนวคิด อรสา รัตนสินชัยบุญ. หลักเหตุผลบางประการในด้านพฤติกรรมทาง การเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และ นโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งมีความแตกต่าง กันตามระดับการศึกษา ทําให้การตัดสินใจใช้สิทธิ ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในการใช้สิทธิหรือ ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งแตกต่างกัน จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยได้นําแนวคิดมาใช้ในการกําหนด ตัวแปรตามใน ๔ ด้าน ได้แก่๑. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒. ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ ๔. ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย งานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู” ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดของ ธีรวัตพล เลารุจิราลัย ได้ทําการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทาง การเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี” ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรม การทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และด้านการติดตามข่าวสาร ทางการเมือง อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ด้านการมีส่วน ร่วมทางการเมือง และด้านการติดต่อสัมพันธ์กับนักการเมือง อยู่ในระดับน้อย ผลการทดสอบ สมมติฐาน พบว่า ประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีที่มีปัจจัยส่วนบุคคล อัน ได้แก่เพศ และอายุแตกต่างกัน ไม่มีผลทําให้พฤติกรรมการทางการเมืองของประชาชนในเทศบาล เมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีแตกต่างกัน สําหรับปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ระดับการศึกษา อาชีพ และราชได้ของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีที่แตกต่างกัน มีผลทํา ให้พฤติกรรมการทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีแตกต่าง กัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับอปริหานิยธรรม๖๑ โดย กําหนดกรอบแนวคิดการวิจัย (Con central Framework) ประกอบด้วยตัวแปรต้น (Independent Variables) และตัวแปรตาม (Dependent Variables) ดังนี้ ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถามได้แก่เพศ อายุการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูและพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๖๑ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๒๘๙/๖๐.


๕๕ ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูประกอบด้วย ๕ ด้าน ดังนี้๑. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒. ด้านการ ติดตามข่าวสารทางการเมือง ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๔. ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ๕. ด้านพฤติกรรมทางการเมืองตามหลักอปริหานิยธรรม ๗๖๒ ดังแผนภาพที่๒.๑ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม (Independent Variables) (Dependent Variables) แผนภาพที่๒.๑ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๖๒ ธีรวัตพล เลารุจิราลัย, “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลเมืองสองพี่น้องจังหวัด สุพรรณบุรี”, รายงานวิจัย, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๔), หน้า บทคัดย่อ. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม ได้แก่ - เพศ - อายุ - ระดับการศึกษา - อาชีพ - รายได้เฉลี่ยตอเด่ ือน พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภู๕ ด้าน ได้แก่ ๑. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒. ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๔. ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ๕. ด้านพฤติกรรมทางการเมืองตามหลัก อปริหานิยธรรม ๗


บทที่๓ วิธีดําเนินการวิจัย งานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู” เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้วิธีการศึกษาด้วย วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) ซึ่งผู้วิจัยได้กําหนดวิธีการดําเนินการวิจัยตามลําดับ ๕ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ รูปแบบการวิจัย งานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมืองหนองบัวลําภู จังหวัดหนองบัวลําภู”เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ซึ่งใช้การวิจัยทั้งการ วิจัย ในเชิงปริมาณ (Quantitative research) และการวิจัยในเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เพื่อการวิเคราะห์มีความครอบคลุมรอบด้าน ๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๓.๒.๑ ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ๑.ประชากรกร (Population) ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูจํานวน ๘๑,๖๔๔ คน ๒. กลุ่มตัวอย่าง ๒.๑ การคํานวณขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมสําหรับใช้ในการวิจัย โดยใช้สูตรของ ทาโร่ยามาเน่ (Taro Yamane) ทําการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) โดย


๕๗ เลือกจากผู้นําบุคลากร และประชาชนที่มีอายุตั้งแต่๑๘ ปีขึ้นไปที่อาศัยในเขตอําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภูซึ่งจะทําการสุ่มตัวอย่างแบบสัดส่วนดังต่อไปนี้ ๑ จากสูตร เมื่อ n = ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ N = ขนาดของประชากร e = ความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างที่ยอมรับได้ แทนค่าจากสูตร = = ๘๑,๖๔๔ ๑ + ๘๑,๖๔๔(๐.๐๕)(๐.๐๕) = ๘๑,๖๔๔ ๘๑,๖๔๕ x ๐.๐๐๒๕ = ๘๑,๖๔๔ ๒๐๔.๑๑ = ๔๐๐ คน ๑ สุรพล พรมกุล,ระเบียบวิจัยทางรัฐศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่๑, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๕๔), หน้า ๗๙.


๕๘ ตารางที่๓.๑ การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ นภูมิ ประชากรในตาบลํจํานวน ประชากร ชาย จํานวน ประชากร หญิง จํานวน ประชากร รวม ทั้งหมด สูตร ขนาด กลุ่ม ตัวอย่าง (n) ๑ หนองบัว ๒,๕๘๕ ๒,๕๘๖ ๕,๑๗๑ ๔๐๐ × ๕,๑๗๑ ๘๑,๖๔๔ ๒๕ ๒ หนองภัยศูนย์๒,๘๔๖ ๒,๘๘๔ ๕,๗๓๐ ๔๐๐ × ๕,๗๓๐ ๘๑,๖๔๔ ๒๘ ๓ โพธิ์ชัย ๙๖๐ ๑,๑๔๘ ๒,๑๐๘ ๔๐๐ × ๒,๑๐๘ ๘๑,๖๔๔ ๑๐ ๔ หนองสวรรค์๒,๗๖๑ ๒,๘๔๑ ๕,๖๐๒ ๔๐๐ × ๕,๖๐๒ ๘๑,๖๔๔ ๒๕ ๕ หัวนา ๒,๕๓๔ ๒,๕๑๗ ๕,๖๐๒ ๔๐๐ × ๕,๖๐๒ ๘๑,๖๔๔ ๒๕ ๖ บ้านขาม ๓,๘๘๐ ๓,๙๐๕ ๗,๗๘๕ ๔๐๐ × ๗,๗๘๕ ๘๑,๖๔๔ ๓๕ ๗ นามะเฟือง ๒,๑๔๘ ๒,๒๗๒ ๔,๔๒๐ ๔๐๐ × ๔,๔๒๐ ๘๑,๖๔๔ ๒๒ ๘ บ้านพร้าว ๓,๙๑๑ ๓,๙๐๘ ๗,๘๑๙ ๔๐๐ × ๗,๘๑๙ ๘๑,๖๔๔ ๓๖ ๙ โนนขมิ้น ๓,๓๐๘ ๓,๑๗๖ ๖,๔๘๔ ๔๐๐ × ๖,๔๘๔ ๘๑,๖๔๔ ๓๒ ๑๐ กุดจิก ๖,๓๘๙ ๖,๐๙๒ ๑๒,๔๘๑ ๔๐๐ × ๑๒,๔๘๑ ๑,๖๔๔ ๖๑ ๑๑ โนนทัน ๓,๐๒๖ ๓,๐๕๙ ๖,๐๘๕ ๔๐๐ × ๖,๐๘๕ ๘๑,๖๔๔ ๓๐ ๑๒ นาคําไฮ ๒,๔๕๔ ๓,๐๔๔ ๕,๔๙๘ ๔๐๐ × ๕,๔๙๘ ๘๑,๖๔๔ ๒๔ ๑๓ ป่าไม้งาม ๓,๓๗๗ ๓,๓๘๗ ๖,๗๖๔ ๔๐๐ × ๖,๗๖๔ ๘๑,๖๔๔ ๓๒ ๑๔ หนองหว้า ๒,๐๒๑ ๑,๙๓๔ ๓,๙๕๕ ๔๐๐ × ๓,๙๕๕ ๘๑,๖๔๔ ๑๕ รวม ๔๐,๙๒๘ ๔๐,๗๑๖ ๘๑,๖๔๔ กลุ่มตัวอย่าง n =๔๐๐


๕๙ ๒.๒ วิธีการสุ่มตัวอย่าง เลือกสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เป็นการ เลือกตัวอย่างโดยผู้วิจัยพยายามเก็บตัวอย่างเท่าที่จะทําได้ตามที่มีอยู่หรือได้รับความร่วมมือ ตัวอย่าง ที่ได้จึงเป็นกรณีที่บังเอิญหรอยื ินดีให้ความร่วมมือหรืออยู่ในสถานที่หรือตกอยู่ในสภาวะ ดังกล่าวตาม จํานวนที่ต้องการ ๓.๒.๒ ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) และได้กําหนดผู้ให้ข้อมูลสําคัญโดยใช้ วิธีเลือกแบบเจาะจง จํานวน ๑๒ รูป/คนประกอบด้วย ดังนี้ ๑. พระครูวชิรปัญญาภรณ์ รองเจ้าคณะอําเภอเมืองหนองบัวลําภู ๒. พระมหาประทวน อาภสฺสโร เจ้าอาวาสวัดสายทอง ๓. นายวัชร สีสาร ผู้อํานวยการสํานักงานคณะกรรมการการ เลือกตั้งประจําจังหวัดหนองบัวลําภู ๔. นายประยูร อรัญรุท นายอําเภอเมืองหนองบัวลําภู ๕. นายกฤษณะ รักษ์มณี ปลัดอําเภอหัวหน้ากลุ่มบริหารงานปกครอง ๖. นายวิรัตน์ สุวอ นายกองค์การบริหารส่วนตบลหนองหว้า ๗. นายสนอง ละโคตร กํานันตําบลหนองหว้า ๘. นายคําแสน แสงค้อม กํานันตําบลโนนขมิ้น ๙. นายทวีทรัพย์หาญยะ ผู้ใหญ่บ้านหนองผํา ๑๐. นายสังวาลย์เรืองศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองสวรรค์ ๑๑. นางสาววาสนา แสงมุกดา ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านหนองผําโคกสวรรค์ ๑๒. นายอดุลย์แสงมุกดา ผู้อํานวยการโรงเรียนหนองหว้าวิทยาสรรค์ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย งานวิจัยฉบับนี้ใช้เครื่องมือในการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) และแบบสัมภาษณ์ (Interview) ๓.๓.๑ แบบสอบถาม การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) โดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น ๒ ตอน ตอนที่๑ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามส่วน บุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่เพศ อายุการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยมี ลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) จํานวน ๕ ข้อ ตอนที่๒ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนใน เขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูโดยได้กําหนดให้ผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ทําเครื่องหมาย ( ) ลง ในช่องปริมาณความคิดเห็นที่ผู้ตอบเห็นว่าตรงกับตนเองเพียงระดับเดียวลักษณะของข้อคําถามเป็น


๖๐ แบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ๕ ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อย ที่สุด ประกอบด้วย ๕ ด้านดังนี้ ๑. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง จํานวน ๕ ข้อ ๒. ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง จํานวน ๕ ข้อ ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง จํานวน ๕ ข้อ ๔. ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง จํานวน ๕ ข้อ ๕. ด้านพฤติกรรมทางการเมืองตากหลักอปริหานิย จํานวน ๓๕ ข้อ ๕.๑ หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ จํานวน ๕ ข้อ ๕.๒ พร้อมเพรียงกันประชุม จํานวน ๕ ข้อ ๕.๓ ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติ จํานวน ๕ ข้อ ๕.๔ ให้เกียรติเคารพนับถือ จํานวน ๕ ข้อ ๕.๕ ให้เกียรติและคุ้มครอง จํานวน ๕ ข้อ ๕.๖ เคารพสักการบูชาเจดีย์ปูชนียสถาน จํานวน ๕ ข้อ ๕.๗ จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง จํานวน ๕ ข้อ โดยคําถามในตอนที่๒ มีลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Likert Scale) ระดับ ดังนี้ ๕ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ มากที่สุด ๔ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ มาก ๓ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ ปานกลาง ๒ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อย ๑ หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อยที่สุด การแปลผล เกณฑ์ที่ใช้แปรผลข้อคําถามที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ ช่วงค่าเฉลี่ย การแปลผล และแปลผลของค่าเฉลี่ย โดยใช้เกณฑ์ ๒ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ๔.๕๐ – ๕.๐๐ แปลผลว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ๓.๕๐ – ๔.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย ๒.๕๐ – ๓.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย ๑.๕๐ – ๒.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย ๑.๐๐ – ๑.๔๙ แปลผลว่า อยู่ในระดับน้อยที่สุด ๒ ชูศรีวงศ์รัตนะ, เทคนิคการใช้สถิติเพื่อการวิจัย, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร: เทพเนรมิตร, ๒๕๔๑), หน้า ๗๕.


๖๑ ๓.๓.๒ การสร้างแบบสอบถาม (Questionnaire) ผู้วิจัยดําเนินการสร้างแบบสอบถามดังนี้ ๑. ศึกษาหลักการและทฤษฎี ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมในกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูจากเอกสาร และผลงานการวิจัยที่เคยมีผู้ดําเนินการวิจัยเอาไว้ ๒. กําหนดกรอบแนวคิด ในการสร้างเครื่องมือการวิจัย ๓. กําหนดวัตถุประสงค์ในการสร้างเครื่องมือการวิจัยโดยขอคําปรึกษาจากอาจารย์ที่ ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ๔. สร้างเครื่องมือวิจัยโดยกําหนดให้ประเด็นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ๕. นําเสนอร่างเครื่องมือการวิจัยต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข ๖. นําเสนอเครื่องมือการวิจัยไปทดลองใช้กับประชากรที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่จะดําเนินการวิจัยเพื่อหาความเที่ยงตรงของเครื่องมือ ๗. ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือวิจัย ๘. จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์และนําไปใช้จริงเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่ม ตัวอย่าง ๙. รวบรวมแบบสอบถาม แล้วนํามาวิเคราะห์ ๓.๓.๓ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย ผู้วิจัยได้นําเสนอแบบสอบถามเพื่อหาคุณภาพแบบสอบถามโดยความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) ดังนี้ ๑. ขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือที่ สร้างไว้ ๒. หาค่าเที่ยงตรง (Validity) โดยกําหนดแบบสอบถามที่สร้างเสร็จเสนอต่อประธานและ กรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อขอความเห็นชอบและนําเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ แล้วนํามาปรับปรุง แก้ไขให้เหมาะสม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๕ ท่าน ประกอบด้วย (๑) พระมหาสําราญ กมฺมสุทโธ,ผศ.ดร. อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น (๒) ผศ.ดร.วิทยา ทองดีอาจารย์ประจําหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาการ สอนสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น (๓) ผศ.ดร.สุรพล พรมกุล อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น (๔) ผศ.ดร.บุรินทร์ภู่สกุลอาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น


๖๒ (๕) อาจารย์ดร.สมควร นาสีฐาน กรรมการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น เพื่อพิจารณาทั้งในด้านเนื้อหาสาระ และโครงสร้างของคําถาม รูปแบบของแบบสอบถาม ตลอดจนภาษาที่ใช้และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ได้ค่า ดังนี้ ความสอดคล้อง ตั้งแต่๐.๘ – ๑.๐๐ ๓. หาความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) นําแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไป ทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้แต่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างจํานวน ๓๐ คน แล้วนํามาหาค่า ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ค่า สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach)๓ ได้ค่าความ เชื่อมั่นเท่ากับ .๙๕ แสดงให้เห็นว่า แบบสอบถามมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูงสามารถนําไปแจกกับ กลุ่มตัวอย่างได้จริง ๔. นําแบบสอบถามที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อ ขอความเห็นชอบ และจัดพิมพ์แบบสอบถามเป็นฉบับสมบูรณ์ในการนําไปใช้แจกกลุ่มตัวอย่างใน การ วิจัยต่อไป ๓.๓.๔ แบบสัมภาษณ์ ( Interview ) ผู้วิจัยได้ดําเนินการสร้างแบบสัมภาษณ์ดังนี้ ๑. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตําราและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกําหนดกรอบความคิดในการสัมภาษณ์ ๒. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กําหนดไว้ ๓. ขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์ ๔. สร้างแบบสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพื่อนํามาวิเคราะห์วิเคราะห์ ๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๔.๑ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม (Questionnaire) ๑. ขอหนังสือจากศูนย์บัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยา เขตขอนแก่นเพื่อขออนุญาตเข้าทําการเก็บข้อมูลกับประชากรกลุ่มตัวอย่างในเขตอําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภู ๓ บุญชม ศรีสะอาด, การวิจัยเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น, ๒๕๔๕), หน้า ๑๐๒.


๖๓ ๒. นําแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปเก็บข้อมูลโดยนําแบบสอบถาม ไปแจกให้กับกลุ่มตัวอย่างจํานวน ๔๐๐ คน ๓. เมื่อได้แบบสอบถามกลับคืนมาแล้วนํามาตรวจสอบความสมบูรณ์จัดระเบียบ ข้อมูลนําข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมาณผลในโปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติต่อไป ๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ในเขต อําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภู” ผู้วิจัยมีขั้นตอนการวิเคราะห์จากแบบสอบถาม (Questionnaire) และแบบสัมภาษณ์ (Interview) ดังนี้ ๓.๕.๑ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) สําหรับอธิบายลักษณะสําคัญทั่วไปของกลุ่ม ตัวอย่างและพรรณนาปัจจัยส่วนบุคคล สถิติที่ใช้คือค่าความถี่ (Frequency), ค่าร้อยละ (Percentage), และอธิบายถึงพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ในเขตอําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภูคือค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เกณฑ์การพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ เกณฑ์ที่ใช้แปรผลข้อคําถามที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ ค่าเฉลี่ย การแปลความหมาย แปลความหมายของค่าเฉลี่ย โดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ๔.๕๐ – ๕.๐๐ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ๓.๕๐ – ๔.๔๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นมาก ค่าเฉลี่ย ๒.๕๐ – ๓.๔๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นปานกลาง ค่าเฉลี่ย ๑.๕๐ – ๒.๕๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นน้อย ค่าเฉลี่ย ๑.๐๐ – ๑.๔๙ หมายความว่า ระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้สถิติที-เทส (t-test) และ เอฟ-เทส (F-test) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ในเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภู ๓.๕.๒ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ (Interview) ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์โดยวิธีการดังนี้ ๑. นําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาถอดเสียงและบันทึกเป็นข้อความ ๒. นําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และการจดบันทึกมาจําแนกเป็นประเด็นและเรียบเรียง เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๓. วิเคราะห์คําให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสําคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัยโดยใช้เทคนิค การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท ๔. สังเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยและนําเสนอต่อ


บทที่๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู” มีวัตถุประสงค์๑) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภู๒) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู๓) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยแจกแบบสอบถามให้กับประชากรกลุ่มตัวอย่างจํานวน ๔๐๐ ฉบับและได้รับแบบสอบถามที่มี ความถูกต้องและสมบูรณ์กลับจํานวน ๔๐๐ ฉบับ คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ ของแบบสอบถามทั้งหมดใน ส่วนแบบสัมภาษณ์ได้นําไปสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสําคัญที่กําหนดไว้จํานวน ๑๒ ฉบับ แล้ว นํามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาดังหัวข้อต่อไปนี้ ๔.๑ การวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู ๔.๑.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยปัจจัยส่วนบุคคล ๔.๑.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๔.๑.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๔.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๔.๓ ข้อเสนอแนะพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภู ๔.๓.๑ การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๔.๓.๒ การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗


๖๕ ๔.๑ การวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ๔.๑.๑ ผลการวิเคราะห์ความถี่และร้อยละปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ผลการวิเคราะห์สถานภาพส่วนบุคคลของประชาชน จากการแจกแบบสอบถามความ คิดเห็นของประชาชน จํานวน ๔๐๐ คน จําแนกตาม เพศ อายุระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อ เดือน รายละเอียดดังแสดงใน ตารางที่๔.๑ ตารางที่๔.๑ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามเพศ (n = ๔๐๐) เพศ จํานวน ร้อยละ ชาย ๒๕๐ ๖๒.๕๐ หญิง ๑๕๐ ๓๗.๕๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๑ พบว่า ประชาชนในเขตเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จํานวน ๒๕๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๒.๕๐ รองลงมา คือ เพศหญิง จํานวน ๑๕๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๕๐ ตามลําดับ ตารางที่๔.๒ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามอายุ (n = ๔๐๐) อายุจํานวน ร้อยละ ๑๘ - ๒๙ ปี๑๓๖ ๓๔.๐๐ ๓๐ - ๓๙ ปี๗๙ ๑๙.๘๐ ๔๐ - ๔๙ ปี๔๑ ๑๐.๒๐ ๕๐ - ๕๙ ปี๑๐๗ ๒๖.๘๐ ๖๐ ปีขึ้นไป ๓๗ ๙.๒๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๒ พบว่าประชาชนในเขตเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๙ ปีจํานวน ๑๓๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๐๐ รองลงมาระหว่างอายุ๕๐ - ๕๙ ปีจํานวน ๑๐๗ คนคิดเป็นร้อยละ ๒๖.๘๐ ระหว่างอายุ๓๐ - ๓๙ ปีจํานวน ๗๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๘๐ ระหว่างอายุ ๔๐ - ๔๙ ปีจํานวน ๔๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๒๐ และระหว่างอายุ๖๐ ปีขึ้น ไปจํานวน ๓๗ คนคิดเป็นร้อยละ ๙.๒๐ ตามลําดับ


๖๖ ตารางที่๔.๓ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามระดับ การศึกษา (n = ๔๐๐) ระดับการศึกษา จํานวน ร้อยละ ประถมศึกษา ๔๓ ๑๐.๘๐ มัธยมศึกษาตอนต้น ๕๐ ๑๒.๕๐ มัธยมศึกษาตอนปลาย, ปวช. ๘๐ ๒๐.๐๐ อนุปริญญา, ปวส. ๗๙ ๑๙.๗๐ ปริญญาตรี ๑๒๑ ๓๐.๒๐ สูงกว่าปริญญาตรี ๒๗ ๖.๘๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๓ พบว่า ประชาชนในเขตเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูส่วนใหญ่ มีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรีจํานวน ๑๒๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๐.๒๐ รองลงมา คือ มัธยมศึกษาตอนปลาย, ปวช. จํานวน ๘๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๐๐ ระดับอนุปริญญา, ปวส. จํานวน ๗๙ คนคิดเป็นร้อยละ ๑๙.๗๐ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จํานวน ๕๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๒.๕๐ ระดับประถมศึกษา จํานวน ๔๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๘๐ และระดับสูงกว่าปริญญาตรี จํานวน ๒๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๘๐ ตามลําดับ ตารางที่๔.๔ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามอาชีพ (n = ๔๐๐) อาชีพ จํานวน ร้อยละ พนักงานบริษัทเอกชน ๘๘ ๒๒.๐ ข้าราชการ,พนักงานรัฐวิสาหกิจ ๑๐๒ ๒๕.๕ เกษตรกรรม (ทําไร่ทํานา) ๑๒๖ ๓๑.๕ ค้าขาย รับจ้าง และอื่น ๆ ๘๔ ๒๑.๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๔ พบว่า ประชาชนในเขตเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกรรม (ทําไร่ทํานา) จํานวน ๑๒๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๕๐ รองลงมา คือ อาชีพ ข้าราชการ,พนักงานรัฐวิสาหกิจ จํานวน ๑๐๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๕.๕๐ พนักงานบริษัทเอกชน จํานวน ๘๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๐๐ และค้าขาย รับจ้าง และอื่น ๆ จํานวน ๘๔ คนคิดเป็นร้อยละ ๒๑.๐๐ ตามลําดับ


๖๗ ตารางที่๔.๕ แสดงจํานวนและร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตาม รายได้ต่อเดือน (n = ๔๐๐) รายได้ต่อเดือน จํานวน ร้อยละ ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ๒๗ ๖.๘๐ ๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐๘ ๒๗.๐๐ ๑๐,๐๐๑ - ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๒๔ ๓๑.๐ ๑๕,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท ๑๑๗ ๒๙.๒๐ ๒๐,๐๐๑ บาทขึ้นไป ๒๔ ๖.๐๐ ภาพรวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐๐ จากตารางที่๔.๕ พบว่า ประชาชนในเขตเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูส่วนใหญ่มี รายได้๑๐,๐๐๑ - ๑๕,๐๐๐ บาท จํานวน ๑๒๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๐๐ รองลงมา คือ รายได้ ๑๕,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท จํานวน ๑๑๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๒๐ รายได้๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท จํานวน ๑๐๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๐๐ รายได้ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท จํานวน ๒๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๘๐ และรายได้๒๐,๐๐๑ บาทขึ้นไป จํานวน ๒๔ คนคิดเป็นร้อยละ ๖.๐๐ ตามลําดับ ๔.๑.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูโดยรวมและรายด้าน ได้แก่๑) ด้านการใช้สิทธิ เลือกตั้ง ๒) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ๓) ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๔) ด้านการให้ ความรู้ทางการเมือง รายละเอียดดังแสดงในตารางที่๔.๖ - ๔.๑๐ ตารางที่๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลพฤติกรรมทาง การเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูโดยภาพรวม (n = ๔๐๐) ระดับพฤติกรรมทางการเมองของประชาชนในเขต ื อําเภอเมือง จงหวั ัดหนองบวลั ําภู ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓.๙๔ ๐.๙๘ มาก ๒.ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ๓.๘๘ ๐.๙๖ มาก ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๓.๙๓ ๐.๙๔ มาก ๔. ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ๓.๙๒ ๐.๙๔ มาก ภาพรวม ๓.๙๒ ๐.๙๖ มาก


๖๘ จากตารางที่๔.๖ พบว่า พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูทั้ง ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒) ด้านการติดตามข่าวสารทางการ เมือง ๓) ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๔) ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๒ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าข้อ ๑ ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง มีค่าเฉลี่ยมากสุดเท่ากับ ๓.๙๔ รองลงมา คือข้อ ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ข้อ ๔ ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง และ ขอ้๒.ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๓ ๓.๙๒ ๓.๘๘ ตามลําดับ ตารางที่๔.๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับพฤติกรรม ทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิ เลือกตั้ง (n = ๔๐๐) ด้านการใชส้ิทธิเลือกตั้ง ܠത S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านมีความตั้งใจไปใช้สิทธิเลอกตื ั้งระดับท้องถิ่น ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านใช้สิทธิในการเลือกตั้งโดยไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านได้ชักชวนเพื่อนบ้านไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับ ท้องถิ่น ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านส่งเสริมและสนับสนุนให้เพื่อนบ้านไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ๕ ท่านประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่ข่าวสารเพื่อกระตุ้นให้ ผู้อื่นไปใช้สิทธลงคะแนนเสิ ียงเลือกตั้ง ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๘ มาก จากตารางที่๔.๗ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านได้ชักชวนเพื่อนบ้านไปลงคะแนนเสียง เลือกตั้งระดับท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด เท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านส่งเสริมและ สนับสนุนให้เพื่อนบ้านไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ข้อ ๑ ท่านมีความตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งระดับท้องถิ่นมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับและข้อ ๒ ท่านใช้สิทธิในการเลือกตั้งโดยไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างเท่ากับ ๓.๙๔ ๓.๙๐ ๓.๙๐ และ ๓.๘๖ ตามลําดับ


๖๙ ตารางที่๔.๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับพฤติ กรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการ ติดตามข่าวสารทางการเมือง (n = ๔๐๐) ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านรับรู้ข่าวสารการเลือกตั้งจากป้ายโฆษณาและรถแห่ หาเสียง ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๒ ท่านรับรู้ข่าวสารทางการเลือกตั้งจากการดูโทรทัศน์และ สื่อออนไลน์ ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๓ ท่านพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง การเลือกตั้งกับบุคคลอื่น ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ๔ ท่านมีความกระตือรือร้นในการติดตามข่าวสารทางการ เลือกตั้ง ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๕ ท่านอ่านบทความ บทวิเคราะห์และข่าวการเลือกตั้ง จาก หนังสือพิมพ์นิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ภาพรวม ๓.๘๙ ๐.๙๖ มาก จากตารางที่๔.๘ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๓.๘๙ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๒ ท่านรับรู้ข่าวสารทางการเลือกตั้งจากการดูโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมา คือ ข้อ ๓ ท่านพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งกับบุคคลอื่น ข้อ ๕ ท่านอ่านบทความ บทวิเคราะห์และข่าวการ เลือกตั้ง จากหนังสือพิมพ์นิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์และ ข้อ ๔ ท่านมีความกระตือรือร้นในการติดตาม ข่าวสารทางการเลือกตั้งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ ๓.๙๐ ๓.๘๖ และ ๓.๖๖ ตามลําดับ


๗๐ ตารางที่๔.๙ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับพฤติ กรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการมี ส่วนร่วมทางการเมือง (n = ๔๐๐) ด้านการมสี่วนร่วมทางการเมือง ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านมีการทํางานทางการเมือง เช่น การป้องกันการทุจริต เลือกตั้งร่วมกันบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดย คํานึงถึงหน้าที่และไมม่ ีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๒ ท่านสามารถปฏิบัติงานทางการเมืองร่วมกันกับบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างราบรื่น ช่วยเหลือ เกื้อกูล ให้เกียรติและไว้วางใจกัน ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๓ ท่านได้รับการสนับสนุนและให้คําแนะนําเกี่ยวกับการ เลือกตั้งและกิจกรรมทางการเมืองจากบุคคลหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๔ ท่านได้มีการเข้าร่วมกิจกรรมที่ส่งเสริมเกี่ยวกับการ เลือกตั้งหรือกิจกรรมทางการเมืองมีโอกาสพบปะสังสรรค์ เพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๕ ท่านได้รับการประสานงาน สนับสนุน และช่วยเหลือ เกี่ยวกับการเลือกตั้งจากหน่วยงานที่สนับสนุนเป็นอย่างดี ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๖ ๐.๙๕ มาก จากตารางที่๔.๙ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๖ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ๔ ท่านได้มีการเข้าร่วมกิจกรรมที่ส่งเสริมเกี่ยวกับการ เลือกตั้งหรือกิจกรรมทางการเมืองมีโอกาสพบปะสังสรรค์เพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีค่าเฉลี่ย มากที่สุดเท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมา คือ ข้อ ๕ ท่านได้รับการประสานงาน สนับสนุน และช่วยเหลือ เกี่ยวกับการเลือกตั้งจากหน่วยงานที่สนับสนุนเป็นอย่างดีข้อ ๒ ท่านสามารถปฏิบัติงานทางการเมือง ร่วมกันกับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างราบรื่น ช่วยเหลือเกื้อกูลให้เกียรติและไว้วางใจกัน และ ข้อ ๑ ท่านมีการทํางานทางการเมือง เช่น การป้องกันการทุจริตเลือกตั้งร่วมกันบุคคลหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยคํานึงถึงหน้าที่และไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ ๓.๙๐ และ ๓.๘๖ ๓.๘๖ ตามลําดับ


๗๑ ตารางที่๔.๑๐ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับพฤติ กรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการให้ ความรู้ทางการเมือง (n = ๔๐๐) ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านมีการจัดกิจกรรมรณรงคป์ ้องกันการทุจริตการ เลือกตั้ง ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านมีการจัดกิจกรรมใหความรู้้ความเข้าใจทาง การเมือง เช่น การป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านมีการให้ความรู้ทางการเมืองกับบุคคลใน ครอบครัว ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๕ ท่านมีการให้ความรู้ทางการเมืองกับบุคคลกับ บุคคลในชุมชน ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ภาพรวม ๓.๙๒ ๐.๙๕ มาก จากตารางที่๔.๑๐ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการให้ความรู้ทางการเมือง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๒ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจทาง การเมือง เช่น การป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมา คือ ข้อ ๑ ท่านมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง ข้อ ๔ ท่านมีการให้ความรู้ทางการ เมืองกับบุคคลในครอบครัวมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๐ ๓.๙๐ และ ๓.๘๖ ๓.๘๖ ตามลําดับ ๔.๑.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูโดยรวมและรายด้าน ได้แก่๑) หมั่นประชุมกัน เนืองนิตย์๒) พร้อมเพรียงกันประชุม ๓) ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติ๔) ให้เกียรติเคารพนับถือ ๕) ให้เกียรติและคุ้มครอง ๖) การเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๗) จัดให้ ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง รายละเอียดดังแสดงในตารางที่๔.๑๑ - ๔.๑๘


๗๒ ตารางที่๔.๑๑ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับพฤติ กรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลัก อปริหานิยธรรม ๗ โดยรวม (n = ๔๐๐) พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จงหวั ัดหนองบวลั ําภู ตามหลักอปรหานิ ิยธรรม ๗ ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๓.๙๑ ๐.๙๓ มาก ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก ๓. ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติ๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก ๔. ให้เกียรติเคารพนับถือ ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก ๕. ให้เกียรติและคุ้มครอง ๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก ๖. การเคารพศาสนสถานและรักษา วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก ๗. จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง ๔.๐๔ ๐.๘ มาก ภาพรวม ๓.๙๘ ๐.๘๘ มาก จากตารางที่๔.๑๑ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ ด้าน คือ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์๒) พร้อม เพรียงกันประชุม ๓) ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติ๔) ให้เกียรติเคารพนับถือ ๕) ให้เกียรติและ คุ้มครอง ๖) การเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๗) จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๘ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ข้อ ๓ ด้านถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติข้อ ๕ ให้เกียรติ และคุ้มครอง มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๐๕ รองลงมาคือ ข้อ ๗ จัดให้ความอารักขา บํารุง คุ้มครอง ข้อ ๒ พร้อมเพรียงกันประชุม ข้อ ๔ ให้เกียรติเคารพนับถือ ข้อ ๖ การเคารพศาสนสถาน และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม และ ข้อ ๑ หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ ๓.๙๔ ๓.๙๔ และ ๓.๙๑ ตามลําดับ


๗๓ ตารางที่๔.๑๒ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับพฤติ กรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านหมั่น ประชุมกันเนืองนิตย์ (n = ๔๐๐) ด้านหมั่นประชุมกันเนืองนตยิ ์ ࢞ഥ S.D. ระดับความ คิดเหน็ ๑ เมื่อจะมีการประชุมในระดับท้องถิ่น ท่านสนใจที่จะเข้า ร่วม ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๒ ท่านประชุมร่วมกับผู้นําท้องถิ่นทุกครั้งที่มีการประชุม ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ๓ ท่านส่งเสริมสนับสนุนให้มีการประชุม ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๔ เมื่อประชุมเสร็จท่านได้นํามาคุยต่อให้คนในครอบครัว ได้รับรู้ ๓.๙๙ ๐.๘๒ ปานกลาง ภาพรวม ๓.๙๑ ๐.๙๓ มาก จากตารางที่๔.๑๒ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (ܠത = ๓.๙๑) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๑ เมื่อจะมีการประชุมในระดับท้องถิ่น ท่านสนใจที่ จะเข้าร่วม มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมา คือ ข้อ ๔ เมื่อประชุมเสร็จท่านได้นํามาคุยต่อ ให้คนในครอบครัวได้รับรู้ข้อ ๒ ท่านประชุมร่วมกับผู้นําท้องถิ่นทุกครั้งที่มีการประชุม และข้อ ๓ ท่าน ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการประชุม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๙ ๓.๙๔ และ ๓.๖๖ ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๓ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้าน การพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุมทํากิจกรรมร่วมกัน (n = ๔๐๐) ด้านการพร้อมเพรียงกนประช ัุมและเลิกประชุมทํากิจกรรม ร่วมกัน ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านได้เข้าร่วมประชุมตรงเวลาที่กําหนด ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านได้เลิกประชุมตามเวลาที่กําหนด ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ต้นจนจบการประชุม ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านพร้อมทํากิจกรรมร่วมกบผัู้อื่นในที่ประชุม ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก


๗๔ จากตารางที่๔.๑๓ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุมทํา กิจกรรมร่วมกันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ต้นจนจบการประชุม มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านพร้อมทํากิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในที่ประชุม ข้อ ๑ ท่านได้เข้าร่วมประชุมตรงเวลาที่กําหนด และข้อ ๒ ท่านได้เลิกประชุมตามเวลาที่กําหนด มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ ๓.๙๐ และ ๓.๘๖ ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๔ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้าน การไม่บัญญัติหรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัติไว้ (n = ๔๐๐) ด้านการไม่บญญั ัติหรือไม่ลมล้ ้างข้อบัญญัติไว้ ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านพอใจในกฎหมายที่ให้สทธิ ิ์แก่ประชาชน ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๒ ท่านอยากเสนอข้อบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติม ๓.๙๙ ๐.๘๒ มาก ๓ ท่านตรวจสอบข้อบัญญัติทมี่อยีู่ให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน ๔.๒๘ ๐.๕๗ มาก ๔ ท่านยินดีปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ๔.๒๗ ๐.๗๙ มาก ภาพรวม ๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก จากตารางที่๔.๑๔ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการไม่บัญญัติหรือไม่ล้มล้างข้อบัญญัติไว้โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๐๕ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านตรวจสอบข้อบัญญัติที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ แก่ชุมชน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๒๘ รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านยินดีปฏิบัติตามกฎหมายและ ระเบียบข้อบังคับ ข้อ ๒ ท่านอยากเสนอข้อบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติม และข้อ ๑ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๒๗ ๓.๙๙ และ ๓.๖๖ ตามลําดับ


๗๕ ตารางที่๔.๑๕ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้าน การเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา (n = ๔๐๐) ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผบู้ ังคบบั ัญชา ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้นําผู้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสม ๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านเชื่อฟังและทําตามผู้นําผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านได้ทําตามกฎระเบียบคําสั่งผู้บังคับบัญชา เพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ ท่านเห็นว่าผู้นําหรือผู้บังคับบัญชามีความรู้ความสามารถน่า เคารพ ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก จากตารางที่๔.๑๕ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๐๗ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านได้ทําตามกฎระเบียบคําสั่งผู้บังคับบัญชา เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านเห็นว่า ผู้นําหรือผู้บังคับบัญชามีความรู้ความสามารถน่าเคารพ ข้อ ๑ ท่านเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้นํา ผู้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสม และข้อ ๒ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ ๓.๙๐ และ ๓.๘๖ ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๖ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการแปลผลระดับ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้าน การให้เกียรติและคุ้มครอง (n = ๔๐๐) ด้านการให้เกยรตี ิและคุ้มครอง ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านให้เกียรตสตริ ีที่มีส่วนร่วมในการทํางานทางการเมือง ท้องถิ่น ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๒ ท่านสนับสนุนให้สตรีได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ๓.๙๙ ๐.๘๒ มาก ๓ ท่านเห็นด้วยกับการที่สตรีได้มีบทบาทเป็นผู้นําชุมชน ๔.๒๘ ๐.๕๗ มาก ๔ ท่านเห็นด้วยที่สตรีได้รับความคุ้มครองโดยชอบธรรมตาม กฎหมาย ๔.๒๗ ๐.๗๙ มาก ภาพรวม ๔.๐๕ ๐.๗๗ มาก


๗๖ จากตารางที่๔.๑๖ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการให้เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรีโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๐๕ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านเห็นด้วยกับการที่สตรีได้มีบทบาทเป็นผู้นํา ชุมชน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๒๘ รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านเห็นด้วยที่สตรีได้รับความคุ้มครอง โดยชอบธรรมตามกฎหมาย ข้อ ๒ ท่านสนับสนุนให้สตรีได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง และข้อ ๑ ท่านให้เกียรติสตรีที่มีส่วนร่วมในการทํางานทางการเมืองท้องถิ่นมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๒๗ ๓.๙๙ และ ๓.๖๖ ตามลําดับ ตารางที่๔.๑๗ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับพฤติกรรม ทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการ เคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม (n = ๔๐๐) ด้านการเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรม ประเพณีอนดังามี ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นควรรักษาไว้๓.๙๐ ๑.๐๑ มาก ๒ ท่านเคารพศาสนสถานและรกษาวั ัฒนธรรมประเพณีของ ท้องถิ่น ๓.๘๖ ๐.๘๘ มาก ๓ ท่านส่งเสริมใหประชาชนร ้ ักวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง ๔.๐๗ ๐.๙๖ มาก ๔ วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นควรรักษาไว้๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก ภาพรวม ๓.๙๔ ๐.๙๗ มาก จากตารางที่๔.๑๗ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการเคารพศาสนสถานและรักษาวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (࢞ഥ = ๓.๙๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านส่งเสริมให้ประชาชนรักวัฒนธรรมท้องถิ่นของ ตนเอง มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ ๔.๐๗ รองลงมาคือ ข้อ ๔ วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นควรรักษา ข้อ ๑ วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นควรรักษาไว้และข้อ ๒ ท่านเคารพศาสนสถานและรักษา วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๙๔ ๓.๙๐ และ ๓.๘๖ ตามลําดับ


๗๗ ตารางที่๔.๑๘ แสดงค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และการแปลผลระดับพฤติทาง การเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม (n = ๔๐๐) ด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม ࢞ഥ S.D. ระดับ ความคิดเหน็ ๑ ท่านดูแลสถานที่และช่วยเหลอพระภื ิกษุสงฆ์ในชุมชน ท้องถิ่น ๓.๖๖ ๐.๙๑ มาก ๒ ท่านให้การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ๓.๙๙ ๐.๘๒ มาก ๓ ท่านได้ช่วยเหลือกิจกรรมงานคณะสงฆ์ภายในชุมชน ท้องถิ่น ๔.๓๑ ๐.๕๕ มาก ๔ ท่านส่งเสริมคมครองดุู้แลพระภิกษุสงฆ์อํานวยความ สะดวกด้วยปัจจัย ๔ ๔.๒๑ ๐.๙๓ ปานกลาง ภาพรวม ๔.๐๔ ๐.๘ มาก จากตารางที่๔.๑๘ พบว่า ระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ด้านการอารักขาพระภิกษุสงฆ์คุ้มครอง ปกป้อง อัน ชอบธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๐๔ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ ๓ ท่านได้ช่วยเหลือกิจกรรมงานคณะสงฆ์ภายใน ชุมชนท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยมากสุดเท่ากับ ๔.๓๑ รองลงมา คือ ข้อ ๔ ท่านส่งเสริมคุ้มครองดูแลพระภิกษุ สงฆ์อํานวยความสะดวกด้วยปัจจัย ข้อ ๓ ท่านให้การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และข้อ ๑ ท่านดูแลสถานที่และช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ในชุมชนท้องถิ่นมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๒๑ ๓.๙๙ และ ๓.๖๖ ตามลําดับ ๔.๒ ผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู สมมติฐานที่๑ ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน การวิเคราะห์ใช้สถิติ t-test คือ กลุ่มตัวอย่าง ๒ กลุ่ม มีความเป็นอิสระต่อกันใช้ระดับ ความเชื่อมั่น ๙๕% ดังนั้น จะเป็นไปตามสมมติฐานก็ต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕ และนําเสนอใน รูปตารางประกอบการบรรยาย


๗๘ ตารางที่๔.๑๙ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภูจําแนกตามเพศ (n = ๔๐๐) พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ชาย (คน) หญิง (คน) ࢞ഥ S.D. ࢞ഥ S.D. t Sig. ๑. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๑๙.๙๙ ๔.๑๐ ๑๙.๑๕ ๓.๕๑ ๒.๐๘ ๐.๗๕ ๒. ด้านการติดตามข่าวสารทางการ เมือง ๑๙.๖๗ ๓.๖๙ ๑๘.๙๘ ๓.๓๕ ๑.๘๗ ๐.๕๙ ๓. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๑๙.๙๙ ๓.๗๖ ๑๙.๑๐ ๓.๔๕ ๒.๓๗ ๐.๔๖ ๔. ด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ๒๐.๑๑ ๓.๗๐ ๑๘.๗๙ ๓.๖๖ ๓.๔๖ ๐.๔๑ รวม ๑๙.๙๔ ๓.๘๑ ๑๙.๐๑ ๓.๔๙ ๒.๔๕ ๐.๕๕ *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๑๙ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภูในภาพรวม จําแนกตามเพศ พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมือง ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูไม่แตกต่าง ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขต อําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ด้าน การมีส่วนร่วมทางการเมือง และด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ สมมติฐานที่๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน การเปรียบเทียบใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความแปรปรวน แบบทางเดียวเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเชื่อมั่น ๙๕% จะยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ก็ต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕


๗๙ ตารางที่๔.๒๐ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภูจําแนกตามอายุ พฤติกรรมทางการเมือง ของประชาชน แหล่งความ แปรปรวน SS df MS F Sig. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๕๖๔.๙๑ ๕๕๒๖.๘๔ ๖๐๙๑.๗๕ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๑๔๑.๒๓ ๑๓.๙๙ ๑๐.๐๙ ๐.๐๐* ด้านการติดตามข่าวสาร ทางการเมือง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๕๒๑.๘๗ ๔๕๗๖.๘๙ ๕๐๙๘.๗๖ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๑๓๐.๔๗ ๑๑.๕๙ ๑๑.๒๖ ๐.๐๐* ด้านการมีส่วนร่วมทางการ เมือง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๓๓๒.๗๕ ๕๐๒๓.๓๓ ๕๓๕๖.๐๘ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๘๓.๑๙ ๑๒.๗๒ ๖.๕๔ ๐.๐๐* ด้านการให้ความรู้ทางการ เมือง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๓๐๔.๕๑ ๕๒๖๕.๙๖ ๕๕๗๐.๔๘ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๗๖.๑๓ ๑๓.๓๓ ๕.๗๑ ๐.๐๐* รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๔๓๑.๐๑ ๕๐๙๘.๒๖ ๕๕๒๙.๒๗ ๔ ๓๙๕ ๓๙๙ ๑๐๗.๗๕ ๑๒.๙๑ ๘.๔๐ ๐.๐๐* *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๐ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภูในภาพรวม จําแนกตามอายุพบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมือง ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไป ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขต อําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง ด้าน การมีส่วนร่วมทางการเมือง และด้านการให้ความรู้ทางการเมือง แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ดังนั้น จึงทําการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน ในภาพรวม และ ๔ ด้านด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference : LSD) รายละเอียดดังแสดงในตารางที่๔.๒๑-๔.๒๕


๘๐ ตารางที่๔.๒๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชนผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ อายุอายุ ๑๘ - ๒๙ ปี๓๐ - ๓๙ ปี๔๐ - ๔๙ ปี๕๐ - ๕๙ ปี๖๐ ปีขึ้นไป ๑๘ - ๒๙ ปี - -๔.๗๑* -.๙๒ ๖.๗๘* -๑.๘๖ ๓๐ - ๓๙ ปี - ๓.๗๘ ๑๑.๔๙*๒.๘๕ ๔๐ - ๔๙ ปี - ๗.๗๑* -.๙๔ ๕๐ - ๕๙ ปี - -๘.๖๔* ๖๐ ปีขึ้นไป - *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๑ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูในภาพรวม จําแนกตามอายุแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มีจํานวน ๕ คู่ดังนี้ ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองเขตอําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีและ ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๔๐ - ๔๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๖๐ ปีขึ้นไป นอกนั้นพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูไม่ แตกต่างกัน


๘๑ ตารางที่๔.๒๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งผลต่างนัยสําคัญน้อย ที่สุด (LSD.) จําแนกตาม อายุ อายุอายุ ๑๘ - ๒๙ ปี๓๐ - ๓๙ ปี๔๐ - ๔๙ ปี๕๐ - ๕๙ ปี๖๐ ปีขึ้นไป ๑๘ - ๒๙ ปี - -๑.๓๓* -.๔๖ ๑.๙๙* -.๔๑ ๓๐ - ๓๙ ปี - .๘๗ ๓.๓๒* .๙๒ ๔๐ - ๔๙ ปี - ๒.๔๕* .๐๕ ๕๐ - ๕๙ ปี - -๒.๔๐* ๖๐ ปีขึ้นไป - *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๒ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ในภาพรวม จําแนกตามอายุแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มีจํานวน ๕ คู่ดังนี้ ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีและ ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๔๐ - ๔๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๖๐ ปีขึ้นไป นอกนั้นพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูไม่ แตกต่างกัน


๘๒ ตารางที่๔.๒๓ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนกตามอายุ อายุอายุ ๑๘ - ๒๙ ปี๓๐ - ๓๙ ปี๔๐ - ๔๙ ปี๕๐ - ๕๙ ปี๖๐ ปีขึ้นไป ๑๘ - ๒๙ ปี - -๑.๐๒* -.๒๔ ๒.๐๔* -.๗๒ ๓๐ - ๓๙ ปี - .๗๘ ๓.๐๖* .๓๑ ๔๐ - ๔๙ ปี - ๒.๒๘* -.๔๘ ๕๐ - ๕๙ ปี - -๒.๗๕* ๖๐ ปีขึ้นไป - *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๓ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองในภาพรวม จําแนกตามอายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มีจํานวน ๕ คู่ดังนี้ ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีและ ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๔๐ - ๔๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๖๐ ปีขึ้นไป นอกนั้นพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูไม่ แตกต่างกัน


๘๓ ตารางที่๔.๒๔ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จํา แนกตามอายุ อายุอายุ ๑๘ - ๒๙ ปี๓๐ - ๓๙ ปี๔๐ - ๔๙ ปี๕๐ - ๕๙ ปี๖๐ ปีขึ้นไป ๑๘ - ๒๙ ปี - -๑.๔๐* -.๓๓ ๑.๒๓* -.๖๓ ๓๐ - ๓๙ ปี - ๑.๐๖ ๒.๖๒* .๗๗ ๔๐ - ๔๙ ปี - ๑.๕๖* -.๒๙ ๕๐ - ๕๙ ปี - -๑.๘๕* ๖๐ ปีขึ้นไป - *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๔ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองในภาพรวม จําแนกตามอายุแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มีจํานวน ๕ คู่ดังนี้ ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีและ ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๔๐ - ๔๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๖๐ ปีขึ้นไป นอกนั้นพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูไม่ แตกต่างกัน


๘๔ ตารางที่๔.๒๕ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน ด้านการให้ความรู้ทางการเมืองผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (LSD.) จําแนก ตามอายุ อายุอายุ ๑๘ - ๒๙ ปี๓๐ - ๓๙ ปี๔๐ - ๔๙ ปี๕๐ - ๕๙ ปี๖๐ ปีขึ้นไป ๑๘ - ๒๙ ปี - -.๙๖ .๑๑ ๑.๕๓* -.๑๑ ๓๐ - ๓๙ ปี - ๑.๐๗ ๒.๔๙* .๘๕ ๔๐ - ๔๙ ปี - ๑.๔๒* -.๒๑ ๕๐ - ๕๙ ปี - -๑.๖๔* ๖๐ ปีขึ้นไป - *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๕ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการให้ความรู้ทางการเมือง ในภาพรวม จําแนกตามอายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มีจํานวน ๔ คู่ดังนี้ ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๓๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๔๐ - ๔๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปี ประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๕๐ - ๕๙ ปีมีพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุระหว่าง ๖๐ ปีขึ้นไป นอกนั้นพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูไม่ แตกต่างกัน สมมติฐานที่๓ ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูแตกต่างกัน การเปรียบเทียบใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความแปรปรวน แบบทางเดียวเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเชื่อมั่น ๙๕% จะยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ก็ต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕


๘๕ ตารางที่๔.๒๖ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขต อําเภอเมืองจังหวัด หนองบัวลําภูจําแนกตามระดับการศึกษา พฤติกรรมทางการเมือง แหล่งความ แปรปรวน SS df MS F Sig. ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๑๔๗๘.๓๑ ๔๖๑๓.๔๔ ๖๐๙๑.๗๕ ๕ ๓๙๔ ๓๙๙ ๒๙๕.๖๖ ๑๑.๗๑ ๒๕.๒๕ ๐.๐๐* ด้านการติดตามข่าวสาร ทางการเมือง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๑๒๙๓.๔๔ ๓๘๐๕.๓๒ ๕๐๙๘.๗๖ ๕ ๓๙๔ ๓๙๙ ๒๕๘.๖๙ ๙.๖๖ ๒๖.๗๘ ๐.๐๐* ด้านการมีส่วนร่วมทางการ เมือง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๙๗๑.๘๔ ๔๓๘๔.๒๔ ๕๓๕๖.๐๘ ๕ ๓๙๔ ๓๙๙ ๑๙๔.๓๗ ๑๑.๑๓ ๑๗.๔๘ ๐.๐๐* ด้านการให้ความรู้ทางการ เมือง ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๖๘๗.๕๑ ๔๘๘๒.๙๗ ๕๕๗๐.๔๘ ๕ ๓๙๔ ๓๙๙ ๑๓๗.๕๐ ๑๒.๓๙ ๑๑.๑๐ ๐.๐๐* รวม ระหว่างกลุ่ม ภายในกลุ่ม รวม ๑๑๐๗.๗๗ ๔๔๒๑.๔๙ ๕๕๒๙.๒๗ ๕ ๓๙๔ ๓๙๙ ๒๒๑.๕๖ ๑๑.๒๒ ๒๐.๑๕ ๐.๐๐* *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จากตารางที่๔.๒๖ พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลําภูในภาพรวม จําแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกันมี พฤติกรรมทางการเมืองในเขตอําเภอเมืองจังหวัดหนองบัวลําภูอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมทาง การเมืองของประชาชนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภูด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งด้านการ ติดตามข่าวสารทางการเมืองด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองและด้านการให้ความรู้ทางการเมือง แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ดังนั้น จึงทําการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่พฤติกรรมทางการเมืองของ ประชาชน ในภาพรวม และ ๔ ด้านด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference : LSD) รายละเอียดดังแสดงในตารางที่๔.๒๗-๔.๓๐


Click to View FlipBook Version