The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บ้านบึงหนึ่งศตวรรษ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ooy_tao_9, 2023-09-05 09:00:19

บ้านบึงหนึ่งศตวรรษ

บ้านบึงหนึ่งศตวรรษ

จากอดีต ถึงปัจจุบัน


เสียงฝนตกไกลไกลในทะเล เหมือนคลื่นหวนลมเห่มาหวนหา เป็นเพลงเก่าเล่าตำ�ำนานกาลเวลา ความเป็นมาและเป็นอยู่ของผู้คน มีคนจนคนจรคนร่อนเร่ บ้างข้ามน้ �้ำ ำข้ามทะเลระเหระหน มาก่อร่างสร้างตัวครอบครัวตน เกิดเป็นกลุ่มเป็นชุมชนเป็นคนเมือง จากบึงบางทางถิ่นแผ่นดินเถื่อน เริ่มบ้านเรือนเรียงรอขึ้นต่อเนื่อง วัดโรงเรียนตึกรามงามประเทือง ความรุ่งเรืองเริ่มขยายเป็นรายวัน สังคมเก่าเข้าประสมสังคมใหม่ ความต่างวัยต้องใช้งานสมานฉันท์ สร้างสังคมสมดุลค้ �้ำ ำจุนกัน เป็นสัมพันธ์สายพานประสานวัย เช่นน้ �้ำ ำดินหินทรายจากชายฝั่ง ทอดถึงทั้งทุ่งนาป่าเขาใหญ่ คือสายธารวัฒนธรรมความเป็นไทย ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของ ‘บ้านบึง’ ฝนยังตกไกลไกลในทะเล คลื่นยังเห่ลมยังหวนทวนมาถึง ความรักในภูมิลำ�ำเนาเฝ้าคำ�ำนึง และฝันถึงอนาคตอันงดงาม วรา จันทกูล บ้านบึง ๑๐๐ ปี


“บ้านบึงสะอาดสดชื่น คนนับหมื่นกินเจ ประเพณีวิ่งควาย เซียนซือไท้ศักดิ์สิทธิ์ ลือทั่วทิศขนมจีน”


ศตวรรษแรกในความเป็นบ้านบึงได้ผันผ่านเข้าสู่ปีที่ ๑๐๑ เป็นเกียรติภูมิ ที่มีความสมบูรณ์อันเกิดจากการเติมเต็มของส่วนต่างๆ ในสังคมบ้านบึง เช่น บุคคลที่มีคุณภาพเสียสละให้ส่วนรวม พื้นที่ทางภูมิศาสตร์อยู่ในทำ�ำเล ที่ไม่มีน้ �้ำ ำท่วม อยู่ในแหล่งของการพัฒนาโครงการระดับประเทศ คือ โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดในอดีต และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาค ตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ในปัจจุบัน ในความ ภาคภูมิใจของการสร้างบ้านแปงเมืองของบุคคลในอดีตมีความเชื่อมโยง มาถึงในปัจจุบัน และส่งต่อถึงอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและล้ �้ำ ำยุค คนรุ่นใหม่ในความเป็นลูกหลานของ ชาวบ้านบึงต้องมีความพร้อมที่จะก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่องสู่ศตวรรษที่ ๒ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงกับ คุณธีระธัช รัตนกมลพร และโครงการวิลล่า ฟอเรสต์ (Villa Forest) ที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนการทำำ� หนังสือ ‘บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน’ และได้นำำ� เสนอข้อมูลความเป็นมา ประเด็นการก่อตัง้ ชุมชนบ้านบึงสู่สาธารณะ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลนี้จะสามารถ ใช้เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อให้ทุกคนเกิดความรัก ตระหนักรู้ของการ ก่อเกิดชุมชนบ้านบึง รู้สึกหวงแหนและร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไป คณะผู้จัดทำ�ำ คำ�ำนำ � ำ


บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๖ - ๗ อาตมาพระครูสุธีสุตาลังการ เจ้าอาวาสวัดบึงบวรสถิตย์ เป็นคนบ้านบึง โดยกำ�ำเนิด เพราะเกิดที่นี่ตั้งแต่ในวัยเด็ก จนกระทั่งได้บวชเป็นพระภิกษุ บัดนี้ก็ใกล้ ๖๐ ปีแล้ว ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งทางโลก และทางธรรมตลอดเวลา นับแต่อดีตมา อำ�ำเภอบ้านบึงนั้น ประชาชนส่วนใหญ่จะทำ�ำการเกษตร ปลูกข้าว อ้อย มันสำ�ำปะหลัง เป็นหลัก แม้กระทั่งชื่อของวัดก่อนจะเปลี่ยน มาเป็นวัดบึงบวรสถิตย์ มีชื่อดั้งเดิมว่า ‘วัดไร่บ้านบึง’ สังคมจากเมื่อก่อนเป็นสังคมเกษตรกรรม โดยอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก พอเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ชายจำ�ำนวนมากก็จะเข้ามาบวช พอถึงกาลออกพรรษา ก็สึกหาลาเพศออกไป ก็ตรงกับฤดูการเก็บเกี่ยวพอดี แต่ปัจจุบันมีการ เปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้ชาย-ผู้หญิงมีการศึกษา มีความรู้มากขึ้น ก็เข้าสู่ระบบโรงงาน ส่งผลให้ผู้ชายมาบวชน้อยลง เมื่อเข้าสู่ระบบโรงงานแล้ว ก็จะมีช่วงระยะเวลาบวชเพียงแค่ ๑ เดือน หรือ ๑๕ วันเท่านั้น เศรษฐกิจจากเมื่อก่อนเป็นเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม การดำ�ำเนินชีวิต ไม่ต้องรีบร้อน แก่งแย่ง วุ่นวาย กลับมาเป็นระบบทุนนิยม ทำ�ำให้การ ดำำ� เนินชีวิตเปลี่ยนไป แบบต้องตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึน และกว่าจะกลับบ้าน้ ก็พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว อาชีพความเป็นอยู่อาศัยการทำำ� งานจากบริษัท ห้างร้านเป็นหลัก ทำ�ำให้ชีวิตมีข้อจำ�ำกัด ต้องดิ้นรนขวนขวายตลอดเวลา นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น คำ�ำนิยม อำ�ำเภอบ้านบึง ในมุมมองของ พระครูสุธีสุตาลังการ


ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมดังเดิมมา คน้ อำำ� เภอบ้านบึงจะเป็นคนที่มีภูมิลำำ�เนา ดั้งเดิมหรือที่เราเรียกว่า คนพื้นบ้าน แต่พอสังคมเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน ทำ�ำให้มีผู้คนหลากหลายจากทุกจังหวัด ทุกภาค ได้เดินทางมาประกอบอาชีพ ที่อำ� ำเภอบ้านบึง จนพูดได้ว่าคนที่มาจากต่างจังหวัดมากกว่าคนในพื้นที่ แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อาจจะไม่สามัคคีกลมเกลียวเป็นน้�้ำ ำหนึ่ง ใจเดียวกัน แต่ก็ไม่มีปัญหาความขัดแย้งกันโดยสาเหตุว่าคนพื้นบ้านหรือ คนต่างจังหวัด แม้ว่าจะมีประเพณี วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ยังอยู่ร่วมกันได้เพราะศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาที่คนพื้นที่ก็ดี คนต่างจังหวัดก็ดี โดยส่วนมากยังนับถือศาสนาพุทธ ตรงนีแหละที่เป็นศูนย์รวม ้ ของความรักสามัคคี เพราะมีศาสนาพุทธเป็นตัวยึดเหนี่ยวจิตใจโดยแท้ ในอนาคตข้างหน้า สภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ก็จะเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก จนเราบอกไม่ได้ว่าจะไปถึงขนาดไหน ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ที่มีผลต่อการดำ� ำเนินชีวิตและอื่นๆ อีกมากมาย จะทำ� ำให้ชีวิตของคนนั้น เป็นอยู่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ ความเครียด ความกลัว เรื่องความมั่นคงของชีวิต ในเรื่องอาชีพการงานต่างๆ สิ่งเหล่านีจะเป็นตัวกัดเซาะจิตใจ้ ทำำ� ให้ภูมิคุ้มกันตัวเองอ่อนแอลง ชีวิตของคน จะทุกข์ง่ายขึ้น แต่จะสุขน้อยลง ผู้มีปัญญาพึงหาทางสร้างภูมิคุ้มกันของชีวิตได้ หากว่าได้มีโอกาสเข้ามา ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม แล้วนำ� ำธรรมที่ได้จากการศึกษาดีแล้ว ปฏิบัติดีแล้ว ไปใช้ในการดำ� ำเนินชีวิตก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้คนนั้นๆ โดยตรง อย่าไป เข้าใจผิดว่าผู้มาศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม หวังแต่มรรคผลนิพพานในชาติหน้า หรือชาติต่อๆ ไป หากว่าการดำ� ำเนินชีวิตโลกยังสุขไม่ได้ ก็อย่าหวังจะสุข ในโลกหน้าได้


สารบัญ บ้านบึง ๑๐๐ ปี ๐๑๐ ชาวจีน ผู้อพยพจากแดนไกล ๐๑๖ ก่อนมีบ้านบึง ต้องถึงบางปลาสร้อย ๐๒๖ จีนแต้จิ๋ว กับรสหวานน้�้ำ ำตาลอ้อย ๐๓๖ พระพุทธบาทบางปลาสร้อย ๐๔๘กำ�ำเนิดบ้านบึง ๐๕๔ บารมี...ปกเกล้า ๐๗๒ ศรัทธาชาวจีนแห่งบ้านบึง ๐๘๐ ประเพณีดีงาม ๐๙๐ วัดสำ� ำคัญของบ้านบึง ๑๒๒ ก้าวสู่...สุขภาพดีชีวิตวิถีใหม่ ๑๓๐ โรงเรียนบ้านบึงอุตสาหกรรมนุเคราะห์ ๑๕๒ ของกินดีที่บ้านบึง ๑๕๘ บ้านบึงศตวรรษที่สอง ๑๖๘ ปูมบ้านปูมเมือง จากบางปลาสร้อย-ชลบุรีสู่ บ้านบึง ๑๗๒ บรรณานุกรม ๑๗๙ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๘ - ๙


– แผนที่เมืองพญาเร่ – แผนที่เมืองพระรถ – แผนที่เมืองศรีพโล


แม้อำ�ำเภอบ้านบึงในปัจจุบัน จะได้รับการก่อตั้งอย่างเป็นทางการมาครบ ๑๐๐ ปีแล้วก็ตาม แต่หากกล่าวถึงชลบุรี จะพบว่าเป็นเมืองเก่าแก่ มีอดีตยาวนานมากว่า ๑,๐๐๐ ปี ชลบุรีในอดีตเคยเป็นที่ตั้งเมืองโบราณที่มีความรุ่งเรืองถึง ๓ เมือง ได้แก่ เมืองพระรถ เมืองพญาเร่ และเมืองศรีพโล โดยอาณาเขตของ ๓ เมืองนี้ รวมกันเป็นจังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน เมืองพระรถ อยู่ที่ตำ�ำบลหน้าพระธาตุ อำ�ำเภอพนัสนิคม เป็นเมืองโบราณ สมัยทวารวดียุคเดียวกันกับเมืองศรีพโล เพราะปรากฏทางเดินโบราณ ติดต่อกันได้ระหว่าง ๒ เมืองนี้ ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร และเมืองนี้สันนิษฐานว่าคงอยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเมืองศรีมโหสถ ที่ดงศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี เพราะจากเมืองพระรถ ซึ่งตั้งอยู่ใน ที่ลุ่มแม่น้ �้ำ ำพานทอง สามารถใช้ลำ�ำน้ �้ำ ำเดินทางติดต่อกับเมืองศรีมโหสถได้ และต่อไปจนถึงอำ�ำเภออรัญประเทศด้วย ทำ�ำให้เมืองพระรถกลายเป็น ศูนย์กลางการเดินทางติดต่อจากชายฝั่งทะเลสู่แผ่นดินตอนในได้ บ้านบึง ๑๐๐ ปี บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๐ - ๑๑


เมืองพญาเร่ ตั้งอยู่ที่ตำ�ำบลบ่อทอง อำ�ำเภอบ่อทอง เป็นเมืองสมัยทวารวดี เช่นเดียวกับเมืองพระรถ ตั้งอยู่ในเขตที่สูง คันดินของตัวเมืองชั้นนอก ทางด้านเหนือยังคงปรากฏเห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าเป็นเมือง บนเส้นทางการติดต่อทางบก ระหว่างเมืองท่าชายทะเลกับบ้านเมือง ในเขตระยองในสมัยโบราณ ขณะเดียวกันตัวเมืองซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ประมาณ ๗๑ เมตรจากระดับน้าทะเล จึงไม่น่าจะเป็นศูนย์กลางของชุมชน ํ ที่ทําเกษตรกรรมได้ (ภารดี มหาขันธ์, ๒๕๕๒, หน้า ๔๔ - ๔๕) เมืองศรีพโล ตังอยู่ในเขตบ้านศรีพโล ้ตำำ� บลหนองไม้แดง อำำ� เภอเมืองชลบุรี นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นเมืองในสมัยที่วัฒนธรรมเขมรโบราณ ยังรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคนี้ อาจจะอยู่ร่วมสมัยเดียวกับเมืองลพบุรีซึ่งอยู่ หลังยุคอู่ทองและก่อนยุคอยุธยา คือประมาณปี พ.ศ. ๑๖๐๐ - ๑๙๐๐ เมืองศรีพโลนีมีฐานะเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลที่มั่งคั่ง มีเรือ ้สำำ� เภาขนสินค้า และผู้คนจากจีน กัมพูชา และเวียดนาม มาจอดพักก่อนเดินทางต่อไปยัง ปากน้ �้ำ ำเจ้าพระยา ในเวลาต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ชายฝั่ง ฝั่งทะเลเมืองศรีพโลตื้นเขิน ไม่เหมาะที่จะเป็นท่าจอดเรือ อีกต่อไป เรือสินค้าจึงย้ายจากเมืองศรีพโลไปที่เมืองบางปลาสร้อย (ตัวเมืองชลบุรีปัจจุบัน) ผู้คนจึงขยายตัวไปทางบางปลาสร้อย ซึ่งมีทําเล ที่ดีกว่าในแง่ของการตั้งหลักแหล่งชุมชน ทําให้เมืองบางปลาสร้อย มีความเจริญเข้าแทนที่เมืองศรีพโล (ภารดี มหาขันธ์, ๒๕๕๒, หน้า ๓๙ - ๔๐) – บริเวณที่ตั้งโรงพยาบาล ชลบุรี จากถนนวชิรปราการ ไปบรรจบถนนสุขุมวิท ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล ปัจจุบันเป็นอาคารของ หน่วยราชการหลายหน่วยงาน ที่มาสร้างอยู่บนที่ดินผืนนี้ ภาพนี้ถ่ายในราวปี พ.ศ. ๒๔๙๐ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๒ - ๑๓


– เรือขนส่งชาวจีน : ภาพเรือโดยสารที่บรรทุกชาวจีน เข้ามาในกรุงเทพฯ เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน โดยจะมาขึ้นที่ท่าเรือแถวอู่เรืออีสต์เอเชียติก อู่เรือบอร์เนียว แถบถนนตก


ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองศรีพโลค่อยๆ หมดความสำ�ำคัญลง ผู้คน จึงย้ายถิ่นฐานลงมาสร้างเมืองใหม่ที่ ‘บางปลาสร้อย’ ซึ่งคือ ‘เมืองชลบุรี’ ในปัจจุบัน เป็นที่น่าเสียดายว่า กำำ� แพงโบราณของเมืองศรีพโลได้ถูกทำำ�ลาย ไปหมดจากการก่อสร้างถนนสุขุมวิท จึงไม่เหลือร่องรอยทางไว้ให้เห็น ในปัจจุบัน – บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี ขณะกำ�ำลังเตรียมจัด ‘งานฉลองสันติภาพ’ ขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล ในวาระพิเศษ ภายหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง มหกรรมฉลองสันติภาพ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๘ มกราคม ถึงวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙ รัฐบาลยังชักชวนให้หน่วยงานเอกชนรวมถึงประชาชนตกแต่งประดับธง ตามสถานที่ราชการ อาคารบ้านเรือน สมาคม ถ้าตามสถานที่ราชการ จะประดับธงของ ๖ ชาติ เรียงจากซ้ายไปขวาประกอบด้วย ฝรั่งเศส จีน สหรัฐอเมริกา ไทย อังกฤษ และรัสเซีย บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๔ - ๑๕


ชาวจีน ผู้อพยพจากแดนไกล การเข้ามาตังถิ่นฐานของชาวจีน ในดินแดนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ้ ของแผ่นดินอุษาคเนย์ สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์หมิง ในราวศตวรรษที่ ๑๔ ตรงกับสมัยช่วงต้นของกรุงศรีอยุธยา ชาวจีนส่วนใหญ่ ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานหาดินแดนใหม่ๆ ในการดำ�ำรงชีวิตมาจากมณฑล ทางใต้ของจีน เช่น มณฑลกว่างซี กวางตุ้ง และไหหลำ�ำ ทั้งมิได้อพยพ มาอยู่เพียงแค่ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยในปัจจุบันเท่านั้น ชาวจีน ผู้มาใหม่ตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทย กัมพูชา เข้าไป จนถึงบริเวณปากแม่น้ �้ำ ำโขงของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน แต่คลื่นการอพยพของชาวจีนหรือชาวฮั่น ที่ออกมาจากแผ่นดินแม่สู่แผ่นดิน อุษาคเนย์เป็นระลอกใหญ่อย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นในปลายราชวงศ์หมิง เนื่องจากการรุกรานชาวหนี่ว์เจิน จากดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของแผ่นดินจีน และในที่สุดราชวงศ์หมิงก็ถึงกาลล่มสลาย เมื่อนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ผู้นำ�ำเผ่าหนี่ว์เจิน รวบรวมแผ่นดินของราชวงศ์ หมิงได้ และบุตรชายของเขา หฺวัง ไท่จี๋ ขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์แรก ของราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. ๒๑๗๙ ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ของอาณาจักรศรีอยุธยา – ชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก มีประมาณ ๓๔ ล้านคน อาศัย อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลายเป็นประชากร ส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ และ ยังเป็นประชากรที่มีสัดส่วนสูง ในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม ชาวจีนอพยพเข้ามา ในดินแดนดังกล่าวในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และส่วนมากมาจากมณฑล กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน และไหหลำ�ำ ตามลำ�ำดับ การอพยพครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการอพยพ ครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ สู่ดินแดนมะละกา และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทิศทางการอพยพส่วนใหญ่ ในป ัจจุบัน มักมุ่งไปท่ีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๖ - ๑๗


ชาวฮั่นจำ�ำนวนมาก โดยเฉพาะในแถบมณฑลภาคใต้ จึงเดินทางออกจาก แผ่นดินจีน ด้วยไม่อยากอยู่ใต้การปกครองของชาวหนี่ว์เจินหรือแมนจู และแสวงหาโอกาสใหม่ในดินแดนโพ้นทะเล หนึ่งในนั้นคือชาวกวางตุ้ง ที่ชื่อว่า ม่อ จิ่ว ม่อ จิ่ว เป็นชาวกวางตุ้ง เดินทางมายังบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ �้ำ ำโขง อันกว้างใหญ่ ทางตอนใต้สุดของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน หากใน เวลานั้น อาณาบริเวณนี้อยู่ภายใต้การดูแลของราชสำ�ำนักเขมร ม่อ จิ่ว สร้างเมืองท่าชื่อ เฟืองถั่ญ (Phương Thành) ที่ปากน้ �้ำ ำเซิงทังห์ ในปี พ.ศ. ๒๒๑๔ (สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา) โดยได้รับพระราชานุญาตจากพระบรมราชาที่ ๘ (นักองค์สูร) กษัตริย์เขมร ให้ดูแลการค้าทางทะเลแถบนัน พร้อมกับพระราชทาน้ตำำ�แหน่งเป็นออกญา เฟืองถั่ญ อยู่ในฐานะรัฐอิสระ โดยส่งบรรณาการให้กษัตริย์เขมรที่เมือง บันทายเพชรบ้าง หรือให้ขุนศึกตระกูลเหวียน ที่ควบคุมเวียดนามภาคใต้บ้าง การเติบโตของม่อ จิ่ว และเมืองท่าเฟืองถั่ญ ทำ�ำให้กรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ต้องยกทัพเรือไปกำำ� ราบ ในปี พ.ศ. ๒๒๖๐ กองทัพของม่อ จิ่ว สามารถเอาชนะทัพเรือของอยุธยาได้ แต่หลังจากนั้น เขาก็หันไปพึ่งพิงสวามิภักดิ์กับตระกูลเหวียนที่ควบคุมเวียดนามใต้มากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการรุกรานจากอยุธยา – ขบวนแห่งานประเพณีจีน ของศาลเจ้า – การค้าขายลูกปืนใหญ่ กับชาวต่างชาติของคนจีน สมัยก่อนใช้ตาติง ในการชั่งน้�้ำำหนักสิ่งของ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๘ - ๑๙


ม่อซื่อหลิน ( เวียดนามเรียก หมักเทียนตื๊อ Mạc Thiên Tứ) บุตรชาย ของม่อ จิ่ว สืบทอดอำ�ำนาจของบิดาต่อมา และทำ�ำให้เมืองท่าเฟืองถั่ญ กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายในบริเวณปากแม่น้ �้ำ ำโขง พร้อมกับเปลี่ยน ชื่อเมืองเฟืองถั่ญ เป็น ฮาเตียน (Hà Tiên) ที่ในพงศาวดารไทยเรียกว่าเมือง บันทายมาศ หรือ พุทไธมาศ ส่วนตัวม่อซื่อหลิน ในพงศาวดารของไทย มักเรียกในอีกชื่อว่า พระยาราชาเศรษฐี (ญวน) ม่อซื่อหลินผู้นี้เองที่เป็นปฏิปักษ์สำ�ำคัญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในการกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองของชาวสยามขึนมาใหม่ หลังจากกรุงศรีอยุธยา ้ ล่มสลายลงในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ อำำ� นาจของอยุธยาหมดจากหัวเมืองตะวันออก ม่อซื่อหลินจึงพยายามขยายอำ�ำนาจอิทธิพลเข้ามายังเมืองชายทะเลทาง ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งเป็นหัวเมืองที่มีชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่เป็น จำ�ำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเมืองบางปลาสร้อย เมืองจันทบูร เมืองทุ่งใหญ่ หรือเมืองตราด เป็นความพยายามรวบรวมหัวเมืองที่มีชาวจีนอยู่อาศัย กันมาก ให้ขึ้นต่ออำ�ำนาจศูนย์กลางของเขาที่เมืองฮาเตียน – อนุสาวรีย์หมักกื๋ว ผู้ก่อตั้งเมืองฮาเตียน หรือบันทายมาศ อยู่ที่เมือง ฮาเตียน จังหวัดเกียนยาง สาธารณรัฐสังคมนิยม เวียดนาม – คนจีนหนีความยากจน เสื่อผืนหมอนใบ มาเมืองไทย เป็นกุลี แบกข้าวสาร ลากรถ ขายน้�้ำำเต้าหู้ ฯลฯ คนไทยดูถูก...เรียกไอ้เจ๊ก แต่คนจีนขยันขันแข็ง หนักเอา เบาสู้ อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นพ่อค้า คนไทยชอบ สบาย อยากเป็นเจ้าคนนายคน รับราชการ มียศ มีสี มีเกียรติ วันนี้...คนจีนร่�่ำำรวย เป็นเจ้าของกิจการมากมาย คนไทยเป็นลูกจ้าง และเป็นลูกหนี้คนจีน อ่านต่อได้ที่ https://board. postjung.com/982645 บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๒๐ - ๒๑


– ชาวจีนมีประวัติการอพยพ ไปยังดินแดนต่างๆ มานานแล้ว ประวัติศาสตร์สมัยแรกของ ชาวจีนโพ้นทะเลปรากฏอยู่ใน สมัยราชวงศ์หมิง นายพลเจิ้งเหอ นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์จีน ได้ส่งคนนับพันไปสำ�ำรวจทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งส่วนมาก เป็นชาวกวางตุ้งและฮกเกี้ยน – สมเด็จพระนารายณ์มหาราช – สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


ม่อซื่อหลินยังอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงของกรุงศรี- อยุธยาอย่าง เจ้าจุ้ย พระโอรสในเจ้าฟ้าอภัย พระราชนัดดาของสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ให้ความช่วยเหลือพระยาจันทบูรและครอบครัว ที่หนีจากเมืองจันท์ภายหลังพ่ายแพ้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ลงเรือหนีไปพึ่งพาหมักเทียนตื๊อที่เมืองฮาเตียน และในระหว่างที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงติดพันการปราบปรามชุมนุมต่างๆ อยู่ ม่อซื่อหลินยังส่งกองทัพมาโจมตีเมืองจันทบูรและเมืองทุ่งใหญ่ (ปัจจุบัน อยู่ในเขตจังหวัดจันทบุรี) อีกด้วย ที่สำ�ำคัญคือ พยายามขัดขวางไม่ให้ราชสำ�ำนักชิง ยอมรับการขึ้นสู่อำ�ำนาจ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในฐานะพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ของสยาม ดังนี้ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๓๑๔ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงยกกองทัพ ไปโจมตีเมืองฮาเตียน จนม่อซื่อหลินต้องหนีไปพึ่งพาขุนศึกสกุลเหวียน ของญวน – แผนที่แสดงบริเวณ สามเหลี่ยมปากแม่น้�้ำำโขง และเส้นทางคลองขุดลัด โบราณที่ใช้สำ�ำหรับการ เดินทางเลียบชายฝั่ง ตัดเข้าสู่แผ่นดินภายใน โดยไม่ต้องอ้อมแหลมญวน และเมืองสำ�ำคัญต่างๆ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๒๒ - ๒๓


แต่มิใช่ว่ากลุ่มผู้มีอิทธิพลชาวจีนในหัวเมืองฝั่งตะวันออก จะเห็นด้วย กับการชี้นำ�ำของม่อซื่อหลิน ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวของชาวจีน ภาคตะวันออก ที่ให้การสนับสนุนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งแต่ ครั้งยังมิได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ หลายคนนำ�ำกองกำ�ำลังของตน เข้าร่วมกับกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในการรวบรวม บ้านเมืองขึ้นมาใหม่ ‘จีนเจียม’ ชาวจีนแต้จิ๋ว นายเรือสำ�ำเภาที่รบกับกองทัพสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช แต่ที่สุดก็ยอมสวามิภักดิ์ และได้รับบำ�ำเหน็จรางวัลเป็น ปลัดจีนเมืองตราด คนสำำ� คัญที่สุดคือ ‘จีนเรือง’ ผู้นำำ� ชาวจีนและคหบดีชาวเมืองบางปลาสร้อย ซึ่งสนับสนุนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยกทัพไปตีเมือง จันทบูร ภายหลังในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นกรมขุนสุนทรภูเบศร์ ด้วยเหตุ ที่เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๑) จีนเรืองผู้นี้เป็นต้นสกุล สุนทรกุล ณ ชลบุรี ประวัติศาสตร์ช่วงนี้จึงพอบอกได้ว่า เมืองบางปลาสร้อย เป็นชุมชน ของชาวจีนที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออก คนจีนมักเรียกเมืองนี้ว่า ‘บางปลาสร้อย’ แต่ออกเสียงแบบสำ�ำเนียงจีนแต้จิ๋ว – ชุมชนบ้านบางปลาสร้อย กินอาณาเขตตั้งแต่สะพาน ศาลเจ้ามาจนจรดสะพานแดง ชุมชนนี้เคยได้รับรางวัล ‘อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม ดีเด่น ประเภทชุมชนพื้นถิ่น’ ประจำ�ำปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สภาพของชุมชนบ้านสะพาน ในบางปลาสร้อยหรือชลบุรี ค่อยๆ จางหายไปโดยเทศบาล ได้รื้อถอนสะพานออก แล้วถมดินทำ�ำเป็นถนนแทน – ภาพมุมสูงบริเวณ ชายฝั่งทะเลของ เมืองบางปลาสร้อยในอดีต บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๒๔ - ๒๕


เส ้นทางเกวียนเดินทางไปอำำ� เภอบ ้านบึง โบสถ์วัดต ้นสน แยกท่าเกวียน


ก่อนมีบ้านบึง ต้องถึงบางปลาสร้อย ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ยังมีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่เมืองบางปลาสร้อย จํานวนมาก ทำ�ำให้สภาพสังคมและวัฒนธรรมของบางปลาสร้อยเริ่มเปลี่ยน เป็น ๒ รูปแบบ คือ ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีน ชาวจีนอพยพ เข้ามาตังรกรากที่เมืองบางปลาสร้อย เพราะเป็นเมืองท่า โดยคนจีนที่อพยพ ้ เข้ามาส่วนใหญ่เป็นพวกจีนแต้จิ๋ว ในระยะแรกหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น กรรมกรรับจ้าง และพัฒนาสู่การเป็นเจ้าของการผลิตขนาดเล็ก ชาวจีนจำำ� นวนหนึ่งเข้าไปมีส่วนในอาชีพประมง ดังจะเห็นได้จากบันทึกของ พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ (Bishop Jean-Baptiste Pallegoix) ที่เดินทาง กลับจากเมืองจันทบุรี และได้แวะที่เมืองชลบุรีในช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๑ โดยพระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ ได้บรรยายให้เห็นภาพของ บางปลาสร้อยว่า เมืองบางปลาสร้อยนั้นเป็นแหล่งชุมชนจีนที่ใหญ่ แห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งที่มีการทำ�ำประมงอยู่เป็นจำ�ำนวนมาก จนทำ�ำให้ปลาที่ชาวประมงจับได้มีราคาถูกมาก ดังรายละเอียดต่อไปนี้ (มงเซเญอร์ ปาลเลอกัวซ์, ๒๕๔๙, หน้า ๗๒) – แยกท่าเกวียน ในเมืองชลบุรีครั้งอดีต มองเห็นโบสถ์วัดต้นสน อยู่ทางขวามือ สมัยก่อน เส้นทางยังเป็นทางเกวียน เป็นชุมนุมการค้าขายของ เมืองชลบุรี ที่รวมของ กองเกวียนจากอำ�ำเภอต่างๆ ซึ่งจะมาพักเกวียนที่นี่ ปัจจุบันเป็นบริเวณที่ ถนนเจตน์จำ�ำนงค์ ตัดกับถนนอัครนิวาส บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๒๖ - ๒๗


- สุนทรภู่ กวีเอกแห่ง รัตนโกสินทร์ ผู้บอกเล่าภาพ เมืองบางปลาสร้อยในอดีต ผ่านนิราศเรื่องแรกของท่าน คือ นิราศเมืองแกลง


“เมืองนี้ตั้งอยู่ชายเนินในอ่าวอันมีปลาชุกชุม ฉะนั้นการจับปลาจึงทำ�ำกันได้ มากอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว เมื่อผ่านเข้าไปในตลาด จะเห็นแต่ปลาชนิดต่างๆ กองใหญ่ๆ และด้วยเงินเพียงเฟื้องเดียว ข้าพเจ้าซื้อปลาเลี้ยงคนที่ไปด้วยกัน ได้ตั้ง ๑๕ คน พลเมืองไทยจีนรวม ๖,๐๐๐ คน เป็นพ่อค้าและชาวประมง จังหวัดนี้มีการเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์มาก มีข้าว น้�้ำำตาล ยาสูบชนิดดี ผลไม้และผักอเนกอนันต์ มีนาเกลือและเปลือกหอยอย่างไม่รู้หมดสิ้น ซึ่งพวกคนจีนนำ�ำเอาไปผลิตเป็นปูนขาว” หลังการทําสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ เมืองบางปลาสร้อย เริ่มขยายความเป็นเมืองท่ามากขึ้น มีการคมนาคมขนส่งทางทะเล มีบ้านเรือนผู้คนที่เป็นสะพานไม้ยื่นออกไปในทะเล เพื่อการประกอบอาชีพ ประมง และทางฝั่งบกก็มีการทำ� ำไร่อ้อยโดยคนจีน การเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ของชาวจีนระยะแรก มีการจับกลุ่มสร้างที่อยู่อาศัยตามแนวริมฝั่งทะเล ส่วนมากจะปลูกในลักษณะเป็นห้องแถว ขนานกับสะพานที่สร้างยื่นออกไป ชายเลน สองข้างทางมีตลาดนัด ตลาดปลา และร้านค้าปลีก สุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ บรรยายถึงสภาพเมืองบางปลาสร้อยและ ชาวจีน ไว้ใน นิราศเมืองแกลง ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ดังนี้ จนอุไทยไกรกรัดจำ�ำรัสตา เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล ดูเรือแพแต่ละลำ�ำล้วนโปะโหละ พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ สมคเนใส่ค่องเที่ยวมองคอย อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย เอาขาห้อยทำ�ำเปนหางไปกลางเลน – สะพานหัวค่าย เป็นโรงเรือนเทียบเรือโป๊ะ ของคุณชำ� ำนาญ (เม่งเชี้ยว) บุปผเวส ลูกชายของ หลวงอำ� ำนาจจีนนิกร (ฮั้ว บุปผเวส) กับอำ� ำแดงพริ้ง โรงนี้ชาวบ้านเรียกว่า ‘โรงนอก’ ส่วนโรงเรือนอีกโรง ที่เห็นอยู่ตรงด้านขวาของภาพ เรียกกันว่า ‘โรงเลี้ยว’ บริเวณนี้เรียกว่าเป็นย่าน โรงงานน้�้ำำปลาทั่งซังฮะ กับชุมชนสะพานท่าเรือพลี ชาวบ้านบางปลาสร้อยยุคนั้น ส่วนหนึ่งที่เป็นชาวประมง ปลูกสร้างบ้านเรือนอาศัย อยู่ในทะเล บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๒๘ - ๒๙


ดั่งคำ�ำเปรียบเปรยว่า ชาวจีนที่เดินทางออกจากแผ่นดินเกิดไปแสวงหา ชีวิตใหม่ยังดินแดนโพ้นทะเลนั้น พวกเขามีแค่เพียง ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ เท่านั้น อาศัยความขยัน อดทน และอดออม สร้างเนื้อสร้างตัวบนดินแดน ใหม่ที่พวกเขามาถึง ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองบางปลาสร้อย จะประกอบ อาชีพทุกอย่าง ตั้งแต่ทำ�ำประมง รับจ้างสีข้าวด้วยมือ รับจ้างย้อมผ้า ค้าผ้า เป็นนายเรือ (จุ้นจู๊) ค้าขายปลา ของป่า เครื่องเทศ ทําน้ �้ำ ำปลา รวมทั้ง เป็นชาวไร่ เป็นช่าง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นตั้งแต่กุลีจนถึงนายทุน อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร จะได้กินค่�่ำำเช้าก็ราวเพน ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม ใครขืนทำ�ำก็ระทมด้วยเพลิงลาม (สุนทรภู่ - นิราศเมืองแกลง) แน่นอนว่า ชาวจีนที่สุนทรภู่เห็นในสมัยนั้น คงเป็นบรรพชนของชาวเมือง ชลบุรีบางตระกูล และรวมทั้งคงมีบ้างที่ลูกหลานได้กลายเป็นชาวบ้านบึง ไปในปัจจุบัน – Chinese-immigrants : ภาพวาดที่แสดงถึงการ เดินทางในเรือสินค้า จากจีนมาถึงสยาม ของชาวจีนโพ้นทะเล ในสภาพที่มักเปรียบเปรยว่า ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ – ผู้คนจำ�ำนวนมากอพยพ มาที่นี่เพื่อหลีกหนีจาก สภาพแวดล้อมที่ยากจน แร้นแค้นของบ้านเกิด และมาทำ�ำงานเป็นกุลี หรือผู้ใช้แรงงาน ชาวจีน หลายคนประสบความสำ�ำเร็จ จากความพากเพียรและ มัธยัสถ์ ขณะที่หลายคนค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่ประสบความสำ�ำเร็จ ปัจจุบัน ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนมีอยู่ ในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ตั้งแต่แวดวงการเมือง และธุรกิจ ไปจนถึงแวดวงกีฬา และความบันเทิง บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๓๐ - ๓๑


ชาวจีนที่เดินทางมาถึงแผ่นดินไทยใหม่ๆ ในระยะแรกพวกเขาทำ�ำมาหากิน ไม่ห่างชุมชนริมทะเลย่านท่าเรือมากนัก เนื่องจากมีอาชีพให้ทำ�ำมาก จนเมื่อปรับตัวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ได้ดีขึ้น ก็จะเริ่มทยอยหาแหล่ง ทำ�ำมาหากินใหม่ๆ ยังดินแดนตอนในที่เรียกว่า พื้นที่หลังเมืองท่า ซึ่งหมายถึงบริเวณด้านตะวันออกของเมืองบางปลาสร้อย ที่เคยเป็นป่าดง พื้นที่เป็นลอนลูกคลื่น มีภูเขาขนาดเล็กประปราย ในช่วงปี พ.ศ. ๒๓๖๗ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดชลบุรีอาจแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มชุมชนประมง โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบพื้นที่อําเภอเมือง อําเภอ ศรีราชา อําเภอบางละมุง อําเภอสัตหีบ และอําเภอเกาะสีชัง อาชีพของ คนจีนเหล่านี้จะประกอบด้วยการทําประมง อุตสาหกรรมต่อเรือ ค้าขาย การทํางานช่าง กุลีรับจ้าง (ภารดี มหาขันธ์, ๒๕๕๒, หน้า ๕๕) – กลุ่มชุมชนประมง โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ใน แถบพื้นที่ชายฝั่ง ประกอบด้วยการทําประมง อุตสาหกรรมต่อเรือ ค้าขาย


บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๓๒ - ๓๓


- กลุ่มชุมชนเกษตรกรรม ชาวจีนทําการเกษตรกร เพื่อค้าขาย พืชที่ชาวจีน นิยมปลูกกันมากคืออ้อย ภาพควายหีบอ้อยนี้ ดร.โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน ถ่ายที่อำ� ำเภอ บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ราวปี พ.ศ. ๒๔๘๐


อีกส่วนหนึ่งจะเป็นกลุ่มชุมชนเกษตรกรรม ชาวจีนเหล่านี้จะตั้งถิ่นฐาน ในพืนที่หลังเมืองท่า เช่น ในพื ้ นที่อ ้าเภอพนัสนิคม อ ํ าเภอบ้านบึง อาชีพหลัก ํ ของคนจีนเหล่านี้คือการทําการเกษตรกรเพื่อค้าขาย พืชที่ชาวจีนนิยมปลูก กันมากคืออ้อย ชาวจีนที่ทําไร่อ้อยหรือโรงหีบอ้อยส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน แต้จิ๋ว (ภารดี มหาขันธ์, ๒๕๕๒, หน้า ๕๕) บันทึกของหมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) มิชชันนารีชาวอเมริกัน ซึ่งเข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในสยาม ในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ เขาได้เดินทาง มาเที่ยวทะเลแถบบางปลาสร้อย อ่างศิลา แล้วขึ้นบกเดินทางต่อไปทาง เขาเขียว ซึ่งอยู่ด้านหลังบางพระเข้าไป หมอบรัดเลย์บันทึกถึงการท่องเที่ยวครั้งนั้นไว้ว่า สนุกเพลิดเพลินมาก และได้กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินด้านหลังบางปลาสร้อยกับ เขาเขียว และกล่าวถึงคนจีนที่มาทําไร่อยู่แถบนั้น (ภารดี มหาขันธ์, ๒๕๕๒, หน้า ๕๕) การอพยพเข้ามาของชาวจีน ทาให้สภาพสังคมของบางปลาสร้อยเปลี่ยนไป ํ อย่างสิ้นเชิง มีการผสมผสานกันของวัฒนธรรม มีความหลากหลาย ทางศาสนามากขึน ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว คนไทยส่วนใหญ่ประกอบ ้ อาชีพประมง ทําอาหารทะลแปรรูป คนจีนส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งทางบกขึ้นมา สามารถสันนิษฐานได้จากถนนวชิรปราการที่เป็นถนนเส้นสําคัญของเมือง โดยคนไทยจะอยู่ฝั่งตะวันตกลงไปติดทะเลอ่าวไทย ส่วนคนจีนจะอยู่อีกฝั่งของถนนขึ้นมาบนบก คนจีนส่วนใหญ่จะทําไร่อ้อย ทําน้�้ำำตาลแดงขาย ซึ่งเป็นอาชีพหลักของผู้คนในขณะนั้น (ภารดี มหาขันธ์, ๒๕๕๒, หน้า ๕๕) บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๓๔ - ๓๕


กว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว ที่ชาวแต้จิ๋วรู้จักผลิตน้ �้ำ ำตาลชนิดหนึ่ง เรียกว่า ถึ่งซึง น้ �้ำ ำตาลชนิดนี้มีค่าและมีราคาแพงกว่าน้ �้ำ ำตาลขาวทั่วไป จึงถือเป็น ของกินประเภทฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้ ถึ่งซึงยังคงอยู่คู่กับชาวแต้จิ๋ว เพียงแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น เปียทึ้ง หรือน้ �้ำ ำตาลกรวดนั่นเอง สมัยราชวงศ์หยวน กระทั่งล่วงมาถึงราชวงศ์หมิง ดินแดนแถบหมิ่นหนาน หรือตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน หรือมณฑลฮกเกี้ยน กลายเป็นพื้นที่ผลิต น้ �้ำ ำตาลจากอ้อยในระดับโลก แต่มาถึงสมัยราชวงศ์ชิง การผลิตน้ �้ำ ำตาล จากอ้อยของจีนได้ค่อยๆ ย้ายมาอยู่ที่ดินแดนเขตแต้จิ๋ว เพราะชาวหมิ่นหนาน จำำ� นวนมากอพยพมาอยู่กันที่นั่น พวกเขาพาเอาความรู้ในการปลูกอ้อยและ ผลิตน้ �้ำ ำตาลจากอ้อย และช่องทางการค้าน้ �้ำ ำตาลมาด้วย อีกเหตุผลหนึ่งคือ พืนที่ลุ่มและที่ราบในดินแดนแต้จิ๋ว เหมาะจะปลูกอ้อยมากกว่าแถบหมิ่นหนาน ้ ศูนย์กลางการผลิตน้ �้ำ ำตาลของจีนจึงย้ายมาอยู่ที่เขตแต้จิ๋ว ชาวแต้จิ๋วจึงได้ เรียนรู้การปลูกอ้อย และผลิตน้ �้ำ ำตาลจากชาวหมิ่นหนาน จีนแต้จิ๋ว กับรสหวานน้ �้ำ ำตาลอ้อย – โรงงานน้�้ำำตาลศรีราชา ถ่ายเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ โดย ดร.โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน โรงงานนี้ตั้งอยู่ที่ห้วยเล็ก ตำ�ำบลทุ่งสุขลา อำ�ำเภอศรีราชา เป็นโรงน้�้ำำตาลทราย ที่ใหญ่ที่สุดในศรีราชา สมัยนั้น ในยุคนั้นบ้านบึง ก็เต็มไปด้วยโรงงานน้�้ำำตาล ลักษณะนี้เช่นกัน บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๓๖ - ๓๗


แอนโทนี รีด เขียนไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางแยกที่สำ�ำคัญ (Anthony Reid, A History of Southeast Asia: Critical Crossroads, 2015) ว่าต้นอ้อยน่าจะถูกนำ�ำเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้อพยพชาวจีนแต้จิ๋วจากทางตอนใต้ของจีน ราวทศวรรษ ๑๖๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๑๔๓ ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในสยามราวปี พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๓๖๗ เริ่มมีการทําไร่อ้อยขนาดใหญ่ โดยชาวจีนที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกอ้อยทาํน้ำ �้ำ ตาลได้ อ้อยที่ปลูกในช่วงนีนั้น้ เป็นอ้อยพื้นบ้านที่ชาวแต้จิ๋วนำ�ำติดตัวมาจากเมืองจีน อาทิ อ้อยแดง อ้อยขาไก่ อ้อยแขม กล่าวได้ว่านับตั้งแต่ชาวจีนได้รับการส่งเสริมให้ทํา การปลูกอ้อย ทําให้จุดมุ่งหมายของการผลิตเปลี่ยนไปจากการทําน้ �้ำ ำตาล เพื่อใช้บริโภค เปลี่ยนไปเป็นการผลิตเพื่อส่งออก แหล่งปลูกอ้อยที่สําคัญ อยู่ที่แขวงเมืองบางปลาสร้อย นครชัยศรี และบางปะกง (ศรัญญา คันธาชีพ, ๒๕๔๐, หน้า ๑๖๘) – ลักษณะการหีบอ้อย โดยใช้แรงงานควาย จะใช้ ควาย ๑ คู่เหมือนกันหมด ควายเป็นที่นิยมมากกว่าวัว เพราะความอึดอดทน ที่แข็งแกร่งกว่าวัว – เครื่องหีบอ้อย : ลักษณะเครื่องหีบอ้อยชนิดใช้ แรงวัว ควาย ดันคันหมุน ลูกหีบให้บีบคั้นน้�้ำำหวาน จากลำ�ำอ้อยออกมา ลูกหีบจึงต้องทำำ� จากไม้เนื้อแกร่ง และทนน้�้ำำ เช่น ไม้ตะเคียน แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ ลูกหีบที่ทำ�ำจากไม้พันชาด ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะอำ�ำเภอบ้านบึง ลูกหีบอ้อยจะใช้เป็นไม้เข็ง ซึ่งเป็นไม้ประจำ�ำถิ่น ที่อยู่บนเทือกเขาเขียวเท่านั้น บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๓๘ - ๓๙


อุตสาหกรรมน้ �้ำ ำตาลทรายในไทยถือกำ�ำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๓ ในสมัย สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โดยการริเริ่มของชาวจีน และการสนับสนุนของรัฐบาล โดยน้ำ �้ำ ตาลที่ผลิตได้ มีคุณภาพดี เทียบได้กับ น้ �้ำ ำตาลจากรัฐเบงกอลของอินเดีย ทำ�ำให้น้ �้ำ ำตาลของสยามมีชื่อเสียงเป็นที่ เลื่องลือ และมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสินค้า ส่งออกอันดับหนึ่งของสยามในช่วงเวลานั้น แรงงานในการปลูกอ้อยและ ทำ�ำน้ �้ำ ำตาลเกือบทั้งหมดเป็นคนจีน โดยเฉพาะชาวจีนแต้จิ๋วที่มีความรู้ ความชำ�ำนาญในการทำ�ำน้ �้ำ ำตาลอยู่แต่เดิมแล้ว และเมื่ออพยพมาเมืองไทย ก็นำ�ำความรู้ที่ติดตัวมาใช้ในการดำ�ำเนินชีวิตด้วย โดยแบ่งภารกิจหน้าที่ ตามความชำ�ำนาญของตน เช่น ผู้จัดการ (สมัยนั้นเรียกว่า หลงจู๊นายโรงหีบ) หัวหน้าคนงาน (เรียก เชงเตง) นายช่าง (เรียก ไซหู่) รวมถึงแรงงานทั่วไป เช่น เสมียน กรรมกร (เรียก จับกัง) คนครัว และยาม – เกวียนบรรทุกน้�้ำำตาล รอการขนส่งลงเรือ ต่อไปยังกรุงเทพฯ ภาพนี้เป็นบริเวณศรีราชา ถ่ายโดย ดร.โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน – เครื่องบีบอ้อย เป็นส่วนหนึ่งในการ ส่งน้�้ำำตาลส่งออก


– เรือขนส่งชาวจีน : ภาพเรือโดยสารที่บรรทุกชาวจีน เข้ามาในกรุงเทพฯ เมื่อร้อยปีก่อน โดยจะมาขึ้นท่าเรือแถวอู่เรืออีสต์เอเชียติก อู่เรือบอร์เนียว แถบถนนตก


เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้กระทั่งโรงงานน้�้ำ ำตาลที่มีเจ้านายหรือขุนนางเป็น ผู้ลงทุนนั้น แต่ก็มิได้บริหารกิจการเอง กลับจ้างชาวจีนมาบริหารกิจการ ให้ด้วยเช่นกัน เทคนิคการผลิตน้�้ำ ำตาลทรายในสมัยนั้น ยังเป็นเทคนิคการผลิตแบบ ง่ายๆ อาศัยแรงงานคนและแรงงานสัตว์อย่างควายเป็นปัจจัยสำ� ำคัญ ในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการผลิต รวมทั้งใช้วิธีการเพิ่มผลผลิตด้วย การเพิ่มแรงงานและวัตถุดิบต่างๆ เท่าที่จะหาได้ หรือขยายโรงงานออกไป ให้ใหญ่กว่าเดิม มิได้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตด้วยการใช้เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังที่พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ ได้กล่าวถึงเทคนิค การผลิตน้�้ำ ำตาลทรายในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไว้ดังนี้ “...ที่ริมฝั่งแม่น้�้ำำเราจะเห็นฟืนกองพะเนินเทินทึก ๒ - ๓ กอง สูงตั้ง ๑๕ - ๒๐ เมตร ใกล้ๆ กองฟืนนั้นมีโรงหลังคากลม มีควายสองตัวดึงกว้านลูกหีบ ทำ�ำด้วยไม้แข็งสองลูกให้หมุนขบกันเพื่อบดลำ�ำอ้อย น้�้ำำอ้อยไหลในบ่อ ซีเมนต์ ด้านหลังโรงหีบก่อเป็นเตาอิฐ รูปร่างคล้ายๆ กับหอคอย ชั้นบน ของเตานี้มีแท่งเหล็กใหญ่ขวางอยู่ ๓ ท่อน เป็นที่ตั้งหม้อขนาดมหึมา ๓ หม้อ เชื่อมถึงด้วยการโบกปูน เมื่อสุมไฟแรงแล้วเคี่ยวน้�้ำำอ้อยในหม้อนี้ จนงวด แล้วเทลงเก็บไว้ในกรวยดิน วันรุ่งขึ้นเขารินน้�้ำำตาลแดงออกแล้ว ฟอกด้วยดินเหนียวแฉะๆ ได้น้�้ำำตาลซึ่งค่อนข้างขาวมาก การเคี่ยวน้�้ำำตาล แดงกับฟองของมันอีกครั้งหนึ่ง ก็ยังได้น้�้ำำตาลอีกเป็นจำ�ำนวนมาก ในที่สุด กากน้�้ำำตาลแดงนั้นจะถูกส่งไปที่โรงต้มกลั่นสุรา เพื่อผสมเข้ากับปูนขาว ใช้ในการโบกตึก...โรงใหญ่ๆ สองโรง กว้างยาวตั้งโรงละ ๕๐ เมตร ยังไม่ค่อย พอที่จะบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้ของโรงหีบได้หมดสิ้น ซ้�้ำำยังใช้เป็นที่อยู่ อาศัยของพวกคนงานตั้ง ๒๐๐ คนอีกด้วย...” (โอฬาร ถิ่นบางเตียว, ๒๕๕๙, หน้า ๗๐ - ๗๑) – บางกอกในปี พ.ศ. ๒๓๖๕ จากหนังสือ Journal of an Embassy to the Courts of Siam And Cochin China by John Crawfurd หนังสือ ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ เมืองสยาม ในสายตา ของ จอห์น ครอว์เฟิร์ด บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๔๒ - ๔๓


พ.ศ. ๒๓๖๔ จอห์น ครอว์เฟิร์ด นักการทูตชาวอังกฤษที่เข้ามาเจรจา เรื่องปัญหาไทรบุรี หลังจากที่สยามจัดตั้งโรงงานน้�้ำ ำตาลมาแล้ว ๑๒ ปี ได้บันทึกไว้ว่า สยามสามารถส่งออกน้�้ำ ำตาลแดงได้มากถึง ๘๐,๐๐๐ หาบ ต่อปี (๑ หาบ = ๖๐ กิโลกรัม) ภายหลังการทำ� ำสนธิสัญญาเบอร์นี เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ สยามมีการส่งออกน้ำ�้ำ ตาลมากขึน เช่น ปี พ.ศ. ๒๓๘๗ มีปริมาณส่งออกถึง ้ ๑๑๐,๐๐๐ หาบ และ ๑๐๗,๐๐๐ หาบในปี พ.ศ. ๒๓๙๒ จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๒ ไทยส่งออกน้�้ำ ำตาลแดงได้มากถึง ๒๐๓,๕๙๖ หาบ หรือประมาณ ๑๒,๒๐๐ ตันต่อปี ทั้งนี้เป็นไปตามความต้องการของตลาดโลก โดยมี ลูกค้าสำ� ำคัญคือสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ


– เส้นทางรถไฟของ บริษัทศรีมหาราชา นอกจากจะลำ� ำเลียงซุง จากป่ามาสู่โรงเลื่อยแล้ว ผู้คนก็ยังได้อาศัยเส้นทางนี้ เดินทางเข้าสู่ป่าใหญ่ ในสมัยที่ทางรถยนต์ ยังไม่มีอีกด้วย บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๔๔ - ๔๕


ในช่วงนี้เอง ที่แผ่นดินหลังเมืองท่าบางปลาสร้อย เริ่มเป็นทำ�ำเลทอง ในการทำ�ำเกษตรกรรม น้ �้ำ ำตาลจากอ้อยเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และ ผืนดินแถบนี้ก็มีศักยภาพดีพอสำ�ำหรับการปลูกอ้อย ชาวจีนเริ่มเคลื่อนย้าย จากเมืองท่าริมทะเล เข้ามาหักร้างถางพง เปลี่ยนป่าดงพงไพรกลายเป็น ไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา คณะของสุนทรภู่ซึ่งได้มาขึ้นฝั่งที่บางปลาสร้อย ก่อนเดินเท้ามุ่งหน้าสู่ เมืองแกลง เส้นทางที่เดินนั้น ได้ผ่านไปยังพื้นที่ป่าดงที่กำ�ำลังถูกเปลี่ยนให้ เป็นไร่อ้อย ท่านได้ผ่าน ‘ชากแง้ว’ ซึ่งอยู่ในเขตอำำ� เภอบางละมุง ไม่ไกลจาก บ้านบึงเท่าไร และปัจจุบันกำ�ำลังมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นชุมชนท่องเที่ยว ที่ยังรักษาบรรยากาศแบบจีนโบราณไว้ได้อย่างดี แต่ในช่วงเวลาที่สุนทรภู่ เดินทางผ่านบริเวณนี้ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๓ ท่านได้บรรยายว่า ถึงปากช่องหนองชะแง้วเข้าแผ้วถาง แม้นค่าค้างอรัญวาได้อาศัย เป็นที่ลุ่มขุมขังคงคาลัย วังเวงใจรีบเดินไม่เมินเลย สุนทรภู่ได้กล่าวถึงสภาพพื้นที่บริเวณบ้านชากแง้ว ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นป่ารกชัฏ มีแหล่งน้ �้ำ ำสมบูรณ์ แต่ยังไม่มีผู้คนเข้ามาอาศัย เหตุที่ ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นที่ราบเนินเขา หรือที่ราบลูกฟูก มีบึงและลำำ�คลอง ในบริเวณพื้นที่มากมาย – โรงหีบน้�้ำำตาลแดง อำ�ำเภอบ ้านบึง ภาพจากวิดีโอ รัชกาลที่ ๗ ทรงถ่ายไว ้ – ปล่องโรงงาน น้�้ำำตาลเก่า อันเป็น สัญลักษณ์หนึ่งของ อำ�ำเภอบ้านบึง บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๔๖ - ๔๗


รอยพระพุทธบาท บางปลาสร้อย การบูชารอยพระพุทธบาทในหมู่พุทธศาสนิกชนนั้น มีมานานแล้ว เนื่องจากความเชื่อว่าครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ได้เคยเสด็จฯ ไปยังดินแดนต่างๆ และได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ดังปรากฏในสมัย กรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้มีตราสั่งไปยังหัวเมืองต่างๆ ให้เที่ยวตรวจค้นดูตามภูเขาว่าจะมีรอย พระพุทธบาทอยู่ ณ ที่แห่งใดภายในพระราชอาณาเขตหรือไม่ ครั้งนั้นเจ้าเมืองบางปลาสร้อยสืบได้ความว่า มีรอยอยู่ในศิลาเหมือนรูป เท้าคน ตั้งอยู่บนเนินเขา ทางทิศตะวันออกของเมืองบางปลาสร้อย บริเวณเทือกเขาเขียวใกล้ห้วยน้ �้ำ ำคงคาลัย ซึ่งเป็นห้วงน้ �้ำ ำใหญ่ จึงมี ใบบอกเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ถวายแด่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และได้ ตั้งกองทหารมาตรวจสอบและรักษา ตลอดถึงการทำ�ำแผนที่ บอกตำ�ำแหน่ง ที่ตั้งของรอยพระพุทธบาทให้ชัดเจน แล้วทำ�ำเป็นใบบอกส่งกลับไปถวาย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม – รอยพระพุทธบาทที่พบ น่าจะเป็นรอยพระพุทธบาท และรอยพระหัตถ์ ส่วนรอยพระพุทธบาท ในภาพนี้เป็นรอยพระพุทธบาท ที่พบใหม่ อยู่ใกล้ๆ กับ บริเวณที่พบเดิม คณะจะเข้า ทำ�ำการสำ�ำรวจในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อค้นหารอยพระพุทธบาท บางปลาสร้อยใหม่อีกที คาดว่าในบริเวณนี้จักมี รอยพระพุทธบาทอยู่หลายรอย ป.ล. ภาพด้านล่างเป็นภาพ รอยพระพุทธบาทและ รอยพระหัตถ์ที่คณะ ไปสำ�ำรวจในตอนหลังกับ คุณวันชัย จึงจรัสทรัพย์ และได้นัดกันในหน้าแล้งจะทำ�ำ การสำ�ำรวจบนยอดเขาเขียว ตามคำ�ำบอกเล่าของชาวบ้าน บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๔๘ - ๔๙


รอยพระพุทธบาทที่เมืองบางปลาสร้อยนี้ หลังมีใบบอกส่งกลับไปถวาย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแล้ว ก็เป็นที่สนใจของผู้คน มีผู้ศรัทธาเป็น อย่างมาก จึงมีการเดินทางมานมัสการเสมอ แต่การจะเดินทางมานมัสการ รอยพระพุทธบาทนี้ จะทำ�ำได้เพียงไม่กี่เดือนในแต่ละปี เพราะมีอุปสรรค จากกระแสน้ �้ำ ำในห้วงน้ �้ำ ำคงคาลัยที่เชี่ยวมากในฤดูน้ �้ำ ำ การเดินทางจะ มาได้ก็ในช่วงปลายเดือนยี่ถึงกลางเดือนห้าเท่านั้น โดยมาทางเรือ จากท่าตะกรูด (อำ�ำเภอพานทอง) พายเรือทวนน้ �้ำ ำมาตามห้วงน้ �้ำ ำคงคาลัย ขึ้นที่ท่าวัดคงคาลัย และค้างแรมที่วัดนี้หนึ่งคืน รุ่งเช้าจึงข้ามฟากจากวัด คงคาลัยมาขึ้นที่ท่าขุนด่าน (ปัจจุบันคือบ้านห้วยมะไฟ หมู่ ๔ ตำ�ำบล บ้านบึง อำ�ำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี) แล้วใช้เกวียนบรรทุกสิ่งของขึ้นไป นมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยการเดินทางที่ลำ�ำบาก ในปีหนึ่งสามารถมาได้ในเวลาจำ�ำกัด จึงมีการ จำ�ำลองรอยพระพุทธบาท ไปประดิษฐานที่วัดบางทราย ในเมือง บางปลาสร้อย เพื่อให้ผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาได้นมัสการตลอดทั้งปี – วัดเขาบางทราย มณฑปพระพุทธบาท สีขาวที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา ประดิษฐานรอย พระพุทธบาทอันศักดิ์สิทธิ์ บริเวณมณฑปพระพุทธบาท มีลานซึ่งมีระเบียงชมวิว ที่สามารถมองเห็นวิว ของบ้านเรือน ชุมชน ขนาบไปกับสะพาน ชลมารควิถี ที่ทอดยาว เลียบชายทะเล ซึ่งเป็นภาพที่งดงามมาก - รอยพระพุทธบาทตัน


Click to View FlipBook Version