ประเพณีกินเจของชาวบ้านบึง จะไม่มีการแสดงพิธีกรรมหรืออิทธิฤทธิ์ของ เทพเจ้าแต่อย่างใด แต่เป็นการฝึกจิตให้บริสุทธิ์เท่านั้น ในเทศกาลนี้ มีการตังโรงทานตามศาลเจ้า มีการจัดอาหารเลี้ ยงผู้ที่มาไหว้เทพเจ้าที่โรงเจ ้ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จะมีการทำ�ำบุญ โดยมีนัยเพื่อให้เกิดการ ฝึกจิตและการเสียสละ โดยแต่ละศาลเจ้าจะมีสมาคมชาวจีนแต้จิ๋วรวมตัว กัน เพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตลอดจนมีการบริหารจัดการศาลเจ้า (Qingya Li, ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋วชลบุรี : วิถีและพลัง หน้า ๑๑๔, ดุษฎีนิพนธ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาไทยศึกษา คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, มิถุนายน ๒๕๖๑) ประเพณีกินเจเป็นการบูชาเทพเจ้าทั้ง ๙ องค์ในพระสูตร ‘ปั๊กเต้าโก๋ว ฮุดเชียวเจเอียงซิ่งเมียวเก็ง’ เดิม ซึ่งประกอบด้วยพระพุทธเจ้า ๗ องค์ กับพระมหาโพธิสัตว์ ๒ องค์ เทพเจ้าทั้ง ๙ องค์ที่ประจำ�ำดาวพระเคราะห์เหล่านี้ ทรงเครื่องแบบอย่าง พระมหากษัตริย์ ชาวบ้านจึงถวายนามว่า เก้าอ๊วง หรือ กิ้วอ๊วง หรือที่มักเรียกว่า ‘กิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว’ ชาวไทยเชื้อสายจีนที่ร่วมในงานประเพณีกินเจเชื่อว่า เมื่อถึงวัน ๑ ค่�่ำำ ถึง ๙ ค่�่ำำ เดือน ๙ ตามจันทรคติของจีน เทพเจ้าประจำ�ำดาวนพเคราะห์ หรือกิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว จะผลัดเปลี่ยนกันลงมาตรวจโลกมนุษย์ ทั้งกลางวัน และกลางคืน บุคคลใดมีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในกุศลธรรมวิถี ก็จะทรง ประทานพรอำ�ำนวยความสมบูรณ์พูนสุขให้ หากบุคคลใดมีความประพฤติ ในทางอกุศลวิถีก็จะทรงลงโทษตามโทษานุโทษนั้น – วันซิวเก้า (วัน ๙ ค่�่ำำ เดือน ๙ จีน) ก่อนวัน สุดท้ายของประเพณีกินเจ จะมีการเชิญรูปโกวอ๊วง (พระยายมราช) และรูป เคารพทั้งหลายที่ทำ�ำจาก กระดาษ พร้อมด้วย เครื่องกระดาษภูเขาเงิน ภูเขาทอง หรือกิมซัว ไปเผาในที่จัดเตรียมไว้ ถือเป็นการเสร็จสิ้น ประเพณีกินเจของแต่ละปี บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๐๒ - ๑๐๓
วันตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำำ� คัญที่สุดของชาวจีน ถือเป็นวันขึนปีใหม่ของจีน้ แต่ครั้งโบราณกาล ชาวจีนทุกคนให้ความสำ�ำคัญกับวันนี้อย่างมาก มี การหยุดงานเป็นเวลายาว ตามคติข้างจีน ได้กำ�ำหนดให้วันสิ้นเดือน ๑๒ คือวันขึน ๑, ๒, ๓ ้ค่�่ำำ เดือนอ้ายของจีน ซึ่งตรงกับวันเดือนยี่และเดือนสาม ทางจันทรคติของไทย หรือถ้านับเดือนทางสุริยคติก็ตกราวปลายเดือน มกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนถึงวันตรุษจีน ชาวจีนทังหลายจะหาฤกษ์ยาม ้ทำำ� ความสะอาดบ้านเรือน ปัดกวาด ล้างถู ทาสีรั้ว ประตูบ้าน เพื่อขจัดฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ที่มีอยู่ให้หมดสิ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นการขจัดสิ่งชั่วร้ายให้หมดสิ้นไปด้วย จากนั้นตกแต่งบ้านให้สวยงาม ติดโคมไฟ ประดับประดาประตูทุกแห่ง โดยเฉพาะประตูใหญ่ที่สำ�ำคัญในบ้านจะมีรูปเจ้า ๒ องค์ติดอยู่ ได้แก่ เจ้ายูชีกั๋ง กับเจ้าฉินจูเปา ที่นำ�ำรูปเพื่อให้เป็นผู้คอยปัดเป่าไม่ให้ภูตผีปีศาจ มากล้ �้ำ ำกรายผ่านประตูเข้าไปรังควานทำ�ำความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัย ในบ้านนั้น เทศกาลตรุษจีน บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๐๔ - ๑๐๕
หลังจากทำ�ำความสะอาดตกแต่งบ้านเรียบร้อย จะมีการทำ�ำอาหารเพื่อ บวงสรวงสังเวย ซึ่งก็คือการเลียงส่งเจ้าเตาที่จะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้บนสวรรค์ ้ เพื่อรายงานผลการทำ�ำความดีความชั่วของทุกคนในครอบครัวที่เจ้าเตา สิงสถิตอยู่เป็นประจำ�ำทุกปี อาหารที่ทำ�ำเลี้ยงเจ้าเตานั้นส่วนใหญ่ประกอบ ด้วยสิ่งที่มีรสหวานทังสิ้น ด้วยถือเคล็ดว่า ถ้าเจ้าเตาเสวยอาหารรสหวานๆ้ เข้าไปแล้ว จะได้ไปรายงานแต่สิ่งที่ดี ไพเราะหวานหูกับฮ่องเต้ ลูกพี่ ของตนเป็นสำ�ำคัญ
นอกจากนันขนมหวานยังกวนจนเหนียวเป็นแตงเม ทั้งนี้ เพื่อจะเย็บปิดปาก ้ เจ้าเตาให้อ้าไม่สะดวก จะได้ไม่พูดมากนั่นเอง เมื่อเจ้าเตาเสด็จไปแล้ว ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจะหยิบภาพที่ตั้งไว้บนหิ้งบูชาลงมา พูดว่า “ขอได้โปรดอย่าบ่นจู้จี้เลย จงกล่าวถึงพวกลูกช้างแต่สิ่งที่ดีงามเถิด” แล้วก็เอาภาพนั้นเผาไฟให้เปลวไฟขึ้นสู่สวรรค์ เทศกาลวันตรุษจีน แบ่งออกเป็น ๓ วัน เรียกว่า วันจ่าย วันไหว้ และวันถือ วันจ่าย เป็นวันที่ไปจับจ่ายซื้อข้าวของต่างๆ เพื่อจัดฉลองนั่นเอง ไม่ได้ เป็นวันสำ�ำคัญอะไร วันที่สำ�ำคัญคือวันไหว้ มีการไหว้ถึง ๓ เวลาด้วยกัน คือ เช้า กลางวัน และบ่าย ไหว้ตอนเช้าชาวจีนเรียกว่า ‘ไป๊เล่าเอี๊ย’ แปลว่า ไหว้เจ้า ของไหว้มีหมู เป็ด ไก่ สุรา น้ �้ำ ำชา แจไฉ่ (เห็ดหอม ดอกไม้จีน และเห็ดหูหนู) ส้มจีน ฯลฯ ไหว้ได้ตั้งแต่เที่ยงคืนล่วงแล้ว ไหว้กลางวัน เรียกว่า ‘ไป๊เป้บ๊อ’ แปลว่า ไหว้บิดามารดา เฉพาะผู้ที่บิดา มารดาถึงแก่กรรมไปแล้ว การไหว้ตอนนี้ต้องไม่เกินเวลาเที่ยง การไหว้ ตอนบ่ายเรียกว่า ‘ไป๊หอเฮียตี๋’ แปลว่า ไหว้ปีศาจญาติที่ล่วงลับไปแล้ว การไหว้ตอนนี้ไหว้ได้ตั้งแต่หลังเที่ยงไปแล้ว เมื่อสิ้นสุดพิธีไหว้ ในตอนค่�่ำำ ของวันนั้นผู้ใหญ่ในครอบครัวก็จะนำ�ำเงินบ้าง สิ่งของบ้าง ให้แก่บุตรหลาน ของตนตามแก่ฐานะ คำ�ำว่า ‘แต๊ะเอีย’ เป็นภาษาพูดของชาวจีนแต้จิ๋ว ถ้าเขียนเป็นตัวอักษรอ่านว่า ‘เอี๊ยบส่วยจี๋’ แปลว่า เงินก้นถุงประจำ�ำปี ความมุ่งหวังของการแต๊ะเอียเดิม คือ ต้องการให้เด็กมีเงินมีทอง จึงให้เงินทุกปี ถ้าเป็นลูกหลานเล็กๆ ก็จะใส่กระดาษแดง เรียกว่า ‘อั่งเปา’ สอดใส่ในกระเป๋าเอี๊ยมตรงหน้าท้อง ถ้าเก็บเงินแต๊ะเอียนี้ไว้ทุกๆ ปี ตั้งแต่ เด็กจนถึงโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะพอเป็นทุนรอนตั้งตัวได้ทีเดียว บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๐๖ - ๑๐๗
วันรุ่งขึ้น วันถือ หรือเรียกว่า ‘ชิวอิก’ วันนี้ถือเป็นวันมงคล จะงดเว้น การกระทำ�ำหลายอย่างในทางที่ไม่เป็นคุณ คือ ไม่กวาดบ้าน ไม่ทะเลาะกัน ไม่ทำ�ำเครื่องภาชนะแตก ไม่ใช้มีดหรือของมีคม จะหยุดทำ�ำงานและ การค้าขาย นุ่งห่มเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ไปเที่ยวตามบ้านญาติมิตร อวยพรกัน และกันว่า ‘เกียฮ่อ ซินฮี้ ซินนี้ตั้วถั่น’ แปลว่า สวัสดีปีใหม่ ขอให้ได้กำ�ำไร มากๆ หรืออวยพรว่า ‘ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้’ แปลว่า ขอให้ปราศจาก โรคภัยในปีใหม่ ค้าขายจงรุ่งเรือง ฝ่ายผู้ได้รับอวยพรก็จะตอบว่า ‘ตั้งๆ ยู่อี่’ แปลว่า ขอให้สมพรปาก และขอให้ท่านเจริญเช่นเดียวกัน ในเทศกาลตรุษจีน จะมีการเล่นสิงโตไปตามบ้าน ร้านค้า ทั่วตลาด เป็นการแสดงทำ�ำนองว่า สิงโตมาอวยพรในวันปีใหม่ ทางฝ่ายเจ้าของบ้าน ก็จะตอบแทนด้วยการเลี้ยงอาหาร ตรุษจีนได้มีขึ้นในราชสำ�ำนักไทยเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกชื่อว่า ‘การพระราชทานกุศลเลี้ยงพระตรุษจีน’ อันเกี่ยวเนื่องกับประเพณีไทยได้อย่างหนึ่ง ปัจจุบัน การจัดฉลองตรุษจีนยังคงทำำ� กันอยู่ในหมู่ชาวไทยเชือสายจีนทั่วไป ้ เป็นเทศกาลที่มีการฉลองกันยิ่งใหญ่ มีการยึดถือและปฏิบัติกันเป็น วัฒนธรรม ตามความเชื่อต่างๆ ของแต่ละบุคคลและครอบครัว ทั้งด้าน อาหารและสิ่งของที่นำำ� มาไหว้ การแต่งกายด้วยสีแดง ความเชื่อเรื่องโชคลาง สิ่งที่ควรทำ�ำ ไม่ควรทำ�ำ และการแต๊ะเอียด้วยการแจกอั่งเปาสีแดง บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๐๘ - ๑๐๙
ยุคที่เศรษฐกิจเริ่มเติบโต ทําให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างชุมชน ต่างๆ มากขึ้น เริ่มมีตลาดแหล่งค้าขายในเมือง ผู้คนใช้เกวียนเทียมวัว ควายลากเพื่อขนอ้อย ขนน้ �้ำ ำตาลแดงไปขาย การเดินทางในอดีตนั้น ใช้เวลายาวนาน เนื่องจากวัวควายที่เป็นพาหนะต้องได้พักบ้าง ศูนย์กลาง ของการชุมนุมกองเกวียนที่มาจากหมู่บ้าน หรือตำ�ำบลนอกเมือง อยู่ที่ตลาดท่าเกวียน กล่าวกันว่าตลาดท่าเกวียนเริ่มมีขึ้นราวในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นสถานที่ซึ่ง บรรดาชาวไร่ชาวสวนนําผลผลิตบรรทุกเกวียนมาขาย โดยรวมตัวกัน พักอยู่บริเวณนี้ เป็นที่จอดเกวียนของพ่อค้าแม่ขาย ชาวบ้านที่มาจาก ชุมชนหนองเกตุ ชุมชนบ้านหนองข้างคอก วังตะโก เมื่อมาถึงบางปลาสร้อย บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะให้วัวควายที่ลากจูงเกวียนได้พัก จึงเรียกว่า ท่าเกวียน ด้านหน้าของวัดต้นสนเป็นท่าจอดเกวียน เรียกว่า ท่ายายเก็บ และบริเวณไปรษณีย์บางปลาสร้อย และย่านใกล้เคียงในอดีตน้ �้ำ ำทะเล ขึ้นมาถึงย่านนี้จึงเรียกกันว่า ท่าเกวียน (กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๖, หน้า ๔๐ - ๔๓) วิ่งควาย บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๑๐ - ๑๑๑
เนื่องจากชลบุรีมีลักษณะภูมิประเทศฝั่งหนึ่งเป็นภูเขา และอีกฝั่งหนึ่ง เป็นทะเล ชาวชลบุรีจึงมีอาชีพทั้งทําไร่ ทํานา อาชีพประมง และประกอบ ธุรกิจการค้า ท่าเกวียนจึงเป็นศูนย์กลางของการค้าขายกุ้ง หอย ปู ปลา และพืชผักผลไม้ต่างๆ ของผู้คนในย่านนี้ไปด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่ในขณะนั้นทําไร่อ้อยและทํานา จึงเริ่มมีประเพณี วิ่งควาย ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าจะทําให้ผลผลิตการเพาะปลูกเจริญงอกงาม แต่ ยากที่จะระบุชัดเจนว่า การนำ�ำควายมาวิ่งแข่งขันกันของชุมชนในอำ�ำเภอ ต่างๆ ของชลบุรี ที่เรียกว่า ‘วิ่งควาย’ จนต่อมากลายเป็นประเพณีซึ่งมี ชื่อเสียงของจังหวัดนั้น เริ่มขึ้นมาแต่เมื่อใด เล่ากันว่า ประเพณี ‘วิ่งควาย’ เกิดขึ้นตามความเชื่อว่า หลังจากใช้แรงงาน ควายทำ�ำงานในท้องนาอย่างเหน็ดเหนื่อยมาหลายเดือน เมื่อถึงวันขึ้น ๑๔ คํ่า เดือน ๑๑ ชาวบ้านจึงตกแต่งควายของตนให้สวยงามด้วย ผ้าแพรและลูกปัด เพื่อเป็นการทำ�ำขวัญควาย แล้วหยุดงานในนา นำ�ำควายเข้าเมือง มีการพบปะ เลี้ยงดู ร่วมกับบรรดาชาวไร่ชาวนาผู้ร่วม อาชีพ มีการประกวดความสมบูรณ์ ความสวยงามของควายที่ตกแต่งมา ถือเป็นการตอบแทนคุณของควาย ให้มีความสุขตามอัตภาพและได้ พักผ่อนจากงานหนักในท้องนา การเลือกวันขึ้น ๑๔ คํ่า เพราะเป็น วันโกนก่อนออกพรรษา จึงตกแต่งควายแล้วเทียมเกวียนบรรทุกกล้วย มะพร้าว ใบตอง และผลิตผลอื่นๆ มาขายคนเมือง ขากลับก็ซื้อข้าวของ ไปทำ�ำบุญเลี้ยงพระในวันพระ ขึ้น ๑๕ คํ่า และวันออกพรรษา แรม ๑ คํ่า คนโบราณถือว่าวันพระต้องทำ�ำบุญ และให้ควายได้หยุดงานพักผ่อน – การแข่งวิ่งควาย เป็นประเพณีพื้นบ้าน ถือเป็นสัญลักษณ์แบบหนึ่ง ของเมืองชลบุรี ทุกวันนี้ การแข่งควายหรือวิ่งควาย ขยายไปแทบทุกอำ�ำเภอ ของจังหวัดชลบุรี แต่ที่มี ชื่อเสียงคือที่อำ�ำเภอเมือง ชลบุรี อำ�ำเภอบ้านบึง และอำ�ำเภอหนองใหญ่ การแข่งขันวิ่งควายที่ตลาด หนองเขิน อำ�ำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ราวปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ขบวนการแห่ควาย ไปรอบๆ ตลาดบ้านบึง มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งจะมีการ ตกแต่งเกวียนและควาย เป็นแบบแฟนซี เพื่อความ สวยงาม ก่อนเริ่มการแข่งขัน วิ่งควาย บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๑๒ - ๑๑๓
อีกทั้งตามความเชื่อท้องถิ่นยังกล่าวกันว่า หากปีใดไม่มีการวิ่งควาย ปีนั้น วัวควายจะเป็นโรคระบาดตายมากผิดปกติ นอกจากนี้ควายที่เจ็บป่วย ระหว่างปี เจ้าของควายก็จะบนบานให้หาย แล้วนำ�ำควายตัวนั้นมาร่วม ในประเพณีแข่งควายด้วย จากข้อมูลในหนังสือ ‘ที่ระลึก ๘๐ ปี นายสุบิณ สืบสงวน ๒๙ ตุลาคม ๒๕๑๘’ ซึ่งนับถือว่าเป็นปราชญ์ท้องถิ่นของชลบุรี เขียนไว้ว่า “ประมาณ ๑๔๐ ปีเศษมาแล้ว ณ วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี ได้มีการหารือระหว่างสมภารกับอุบาสก - อุบาสิกาของวัด และเห็นพ้อง ต้องกันว่าควรจัดให้มีเทศน์มหาชาติเป็นงานประจำ�ำปี ณ ที่วัดนั้น โดยกำ�ำหนดเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่�่ำำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันพระและวันออกพรรษา เป็นเวลาเริ่มลงมือเทศน์มหาชาติ ‘กัณฑ์ทศพร’ ต่างมีผู้รับเป็นเจ้าของ กัณฑ์ต่างๆ แต่ชาวบ้านในขณะนันก็เป็นชาวนาชาวสวน เครื่องกัณฑ์เทศน์ ้ ก็มักจะเป็นผลิตผลทางการเกษตรของท้องถิ่น เช่น ข้าว อ้อย หมาก มะพร้าว อาหารแห้ง และผลไม้ประจำ�ำถิ่น “เจ้าของกัณฑ์เทศน์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ จะต้องนำ�ำเครื่องกัณฑ์มาจัดที่วัดในเวลา บ่ายของวันขึ้น ๑๔ ค่�่ำำ ซึ่งเป็นวันก่อนหน้างาน ๑ วัน เจ้าของกัณฑ์ ส่วนมากจะบรรทุกเครื่องกัณฑ์ด้วยเกวียนเทียมควาย ต่างคนจะจัดแต่ง เกวียนที่บรรทุกมาอย่างสวยงามทั้งเกวียนและควายที่เทียมมาอีก ๑ คู่ – ประเพณีวิ่งควาย ถือเป็นงานใหญ่ที่สุด งานหนึ่งของอำ�ำเภอบ้านบึง ช่วงเช้าจะมีการแห่ ขบวนควายเดินโชว์ไป รอบๆ ตัวเมืองบ้านบึง บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๑๔ - ๑๑๕
– วิธีการดูแลควาย : ควายเป็นสัตว์ขี้ร้อน การออกจากคอกมาในเมือง เพื่อร่วมประเพณีแข่งควาย บางช่วงเวลาอาจร้อน เกินไปสำ�ำหรับควาย คนเลี้ยงต้องเอาใจใส่ ให้น้�้ำำให้ท่าไม่ให้ขาด ทั้งในระหว่างรอพิธีการ ต่างๆ หรือก่อนแข่ง และหลังวิ่งแข่งมาแล้ว
“เมื่อมาถึงพร้อมกันที่วัดแล้วก็จะมีเกวียนทังหมด ๑๓ เล่ม และควาย ๒๖ ตัว ้ (๑๓ กัณฑ์) ทั้งคน เกวียน และควาย จะไปแออัดกันอยู่ในวัด และเมื่อนั้น ก็เกิดประเพณีวิ่งควายขึ้นในเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่�่ำำ ตอนบ่ายของปีที่ เทศน์มหาชาติครั้งแรกของวัดใหญ่อินทารามนั่นเอง คือเมื่อเกวียน มาถึงวัดพร้อมกันแล้ว คนขับเกวียนก็ได้ชวนกันขี่ควายไปยังสระบัว (น่าจะหมายถึง ‘หนองต้นโพธิ์’ เป็นหนองน้ �้ำ ำใหญ่ที่พื้นที่กว้างขวาง ตั้งแต่ตรอกต้นจันทน์ไปจนถึงโรงเจ หนองน้ �้ำ ำนี้ถูกถมไปสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เพื่อตัดถนนเจตน์จํานงค์) ซึ่งมีน้ �้ำ ำจืดสนิท เพื่อให้ควายได้กิน และเก็บดอกบัวด้วย “และมีสระน้ �้ำ ำที่วัดเขาบางทราย ซึ่งอยู่ไกลไปทางทิศเหนือของวัดใหญ่ เป็นสระน้ �้ำ ำใหญ่ เมื่อคนขี่ควายไปพร้อมกันมากๆ ก็เกิดมีการนึกสนุก ท้าทายแข่งประลองว่า ควายใครจะมีฝีเท้าเร็วกว่ากัน และผู้ขี่จะต้องระวัง มิให้ตกจากหลังควายด้วยจะถือว่าแพ้ เมื่อแข่งกันจนเป็นที่พอใจ และควาย ก็ได้อาบน้ �้ำ ำ กินน้ �้ำ ำ และเก็บดอกบัวแล้ว ก็พากันกลับมาวัดใหญ่ เพื่อนำ�ำ ดอกบัวมาบูชาคาถาพัน ในงานเทศน์มหาชาติของวัดใหม่อินทาราม “ในช่วงขากลับเกิดความคะนองชวนกันขี่ควายอ้อมผ่านตลาด และวิ่งแข่ง กันให้คนในตลาดได้ชม ขณะนั้นชาวบ้านได้แต่งตัวเตรียมไปวัดเพื่อทำ�ำบุญ ร่วมใส่กัณฑ์ (ดักกัณฑ์) อยู่แล้ว ได้เห็นควายแข่งก็นึกสนุกยืนดูและ เชียร์กันทั้งสองฟากถนน ทำ�ำให้ผู้ขี่รู้สึกพอใจยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อถึงวัน ขึน ๑๔ ้ค่�่ำำ เดือน ๑๑ ควายที่เทียมเกวียนเครื่องกัณฑ์มาที่วัด ก็ถูกนำำ�ออกมา วิ่งแข่งให้ชมในตลาดหลายเที่ยวขึ้น ทำ�ำให้มีชาวบ้านอื่นๆ ต่างก็นำ�ำควาย ของตนมาร่วมแข่งขันด้วย และเริ่มมีการประกวดควายที่ตกแต่งอย่าง สวยงาม จนมาถึงมีการประกวดสาวงามน้องนางบ้านนาจนมาถึงปัจจุบัน” – นอกจากการประชัน ความแข็งแกร่งและความ รวดเร็วของควายแล้ว สีสันสำ�ำคัญในประเพณี วิ่งควายก็คือ การประกวด แฟนซีควาย โดยแต่งตัวควาย ประเภทสวยงาม และตลกขบขัน
บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๑๘ - ๑๑๙
งานวิ่งควายเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อคราวครั้งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประพาสเมืองชลบุรี ในปี พ.ศ. ๒๔๑๕ มีประชาชนมาเฝ้าฯ รับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น และทางเมืองชลบุรีก็ได้จัดให้มีการวิ่งควายขึ้นถวายให้พระองค์ท่าน ทอดพระเนตร ณ พลับพลารับเสด็จ บริเวณหน้าวัดใหญ่อินทาราม สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้รับสั่งว่า “การวิ่งควายนี้สนุกมาก ขอให้จัดเป็นประเพณีประจําของเมืองชลบุรี โดยเฉพาะ ทําให้ชาวชลบุรีจัดงานวิ่งควายกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด ในทุกๆ ปี” (เทศบาลเมืองชลบุรี, ๒๕๕๐, หน้า ๑๑๐ - ๑๑๒) ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จประพาสเมืองชลบุรี ครั้งนี้พระยาวิเศษฤาไชย เจ้าเมืองชลบุรี ได้จัดวิ่งควายถวายทอดพระเนตรด้วย ส่วนที่อำ�ำเภอบ้านบึง มีหลักฐานว่าในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ชาวอำ�ำเภอบ้านบึง ได้กำ�ำหนดงานประเพณีวิ่งควายของอำ�ำเภอ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่�่ำำ เดือน ๑๑ ของทุกปี และในวันรุ่งขึ้นก็จะมีงานทำ�ำบุญตักบาตรเทโว หรือที่เรียกกัน ว่า ‘ตักบาตรข้าวต้มหาง’ นั่นเอง – บรรยากาศและสีสัน ของขบวนแห่ ในประเพณี วิ่งควายของอำ�ำเภอบ้านบึง บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๒๐- ๑๒๑
– การแข่งขันวิ่งควายเร็ว
ประเพณีวิ่งควายแบบปัจจุบัน เริ่มต้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๕ มีการจัดการ แข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยแข่งกันบนถนนวชิรปราการ การแข่งขัน สมัยนั้นค่อนข้างอันตราย เพราะบางทีควายก็วิ่งเข้าไปชนร้านค้าบ้านเรือน จนเสียหาย หรือคนได้รับบาดเจ็บกันบ้างก็มี ดังนั้น ในวันวิ่งควาย ร้านค้าสองฝั่งบนถนนวชิรปราการจึงมักจะปิดร้านและขึ้นไปนั่งชมกันที่ บนนอกชานชัน ๒ จากนั้ นจึงได้มีการย้ายมาจัดกันที่หน้าศาลเช่นในปัจจุบัน ้ (เทศบาลเมืองชลบุรี, ๒๕๕๐, หน้า ๑๑๐ - ๑๑๒) ปัจจุบัน ประเพณีวิ่งควายของจังหวัดชลบุรี เป็นงานประเพณีที่มีชื่อเสียง ของจังหวัด เป็นเอกลักษณ์ซึ่งมีเพียงจังหวัดเดียวในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้ แข่งกันเฉพาะที่อำ�ำเภอเมืองชลบุรีเท่านั้น แต่ในอำ�ำเภออื่นๆ รวมทั้ง ในอำ�ำเภอบ้านบึงก็มีการแข่งวิ่งควายด้วยเช่นกัน – ประเพณีวิ่งควายของ เมืองชลบุรีเป็นกิจกรรม ของชุมชนที่เก่าแก่ อย่างน้อยก็ตั้งแต่รัชกาล ที่ ๕ เริ่มต้นอาจจะเกิดขึ้น เพราะความสนุกสนาน แต่ปัจจุบันนับได้ว่าเป็น เอกลักษณ์ เป็นหน้าเป็นตา ที่สำ�ำคัญของอำ�ำเภอบ้านบึง และจังหวัดชลบุรี บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๒๔ - ๑๒๕
– ในทางหนึ่ง การแข่งขัน วิ่งควาย ก็เป็นการอนุรักษ์ พันธุกรรมของควายพื้นบ้าน ด้วยเหตุว่าควายที่แข็งแรง ที่ได้เป็นแชมป์แต่ละปี จะมีผู้ติดต่อมาขอซื้อลูก จากเจ้าของคอกหรือจ้าง ไปผสมพันธุ์กับควาย ของตัวเอง ควายตัวที่ ชนะเลิศในการแข่งขันวิ่ง บ่อยครั้งหลายสนาม ค่าตัวในการนำ�ำไปเป็น พ่อพันธุ์ก็สูงตามไปด้วย
วัดบุญญฤทธยาราม (วัดบึงบน) ประวัติวัดบุญญฤทธยาราม (วัดบึงบน) โดย : พระครูโสรัจธรรมคุณ (พระอธิการเสงี่ยม โฆสโก) เดิมวัดบุญญฤทธยาราม มีชื่อตามชาวบ้านเรียกว่า วัดบึงคงคาลัย เพราะ เหตุว่าวัดนี้ตั้งอยู่ริมคลองริมห้วย ส่วนหลักฐานที่กรมศาสนาได้บันทึกไว้ มีชื่อว่า ‘วัดบึงใน’ ต่อมาได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งอยู่ห่างจากวัด บุญญฤทธยารามไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑ กิโลเมตร โดยมีพระอาจารย์เขียว ซึ่งไปจากวัดบึงคงคาลัยนีเองริเริ่มสร้างขึ ้นมา ต่อมา้ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดเปลี่ยนไปว่าวัดบึงบน ซึ่งก็ยังเรียกกันอยู่ในปัจจุบัน วัดบุญญฤทธยาราม (วัดบึงบน) เป็นวัดสังกัดมหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๘๖๖ หมู่ ๑ ตำ�ำบลบ้านบึง อำ�ำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ติดทางหลวงแผ่นดิน บ้านบึง - แกลง โดยมีเนื้อที่ ๑๕ ไร่โดยประมาณ เดิมทีไม่มีโฉนด ต่อมาพระครูโสรัจธรรมคุณ เจ้าอาวาสได้ทำ�ำเรื่องขอมีโฉนดแล้ว ในขณะนี้ มีเนือที่ ๘ ไร่เศษ หลักฐานอนุญาตสร้าง อนุญาตตั ้ งวัดไม่ปรากฏว่าเป็นวัด ้ มาตั้งแต่เมื่อไร วัดสำ � ำคัญ ของบ้านบึง
สืบถามโยมหม่น มงคลแก้ว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งขณะนั้นโยมอายุได้ ๘๓ ปี ถึงเรื่องวัดบึงบนนี้สร้างมานานหรือยัง โยมตอบว่าไม่ทราบ และ โยมหม่นบอกว่า เคยถามพ่อของโยมหม่นอีกต่อหนึ่ง โยมพ่อของโยมหม่น ตอบโยมหม่นว่า ตั้งแต่เด็กก็เห็นว่ามีวัดอยู่แล้ว จึงคาดว่าวัดบึงบนนี้ คงจะสร้างหรือมีสิ่งก่อสร้างเป็นรูปของวัดมาไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ปีอย่าง แน่นอน ที่ดินที่ตังวัดนี้ พระครูโสรัจธรรมคุณได้ไปตรวจสอบยังที่ดินจังหวัด ้ แล้ว ปรากฏว่าไม่มีเจ้าของ เป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีการจับจอง จึงได้ทำ�ำการ ขอออกโฉนดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และทำำ� การผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ นับตั้งแต่เป็นวัดมีพระสงฆ์ ได้มีพระผู้ดูแลวัดมาโดยลำ�ำดับ เริ่มตั้งแต่ ๑. หลวงพ่ออยู่ ๒. หลวงพ่อช้าง ๓. หลวงพ่อพัว ๔. หลวงพ่อใย ๕. พระอธิการจรูญ รอดมา ๖. พระอธิการทองอยู่ บุญช่วย ๗. พระอธิการบรรพต ๘. พระอธิการบุญเลี้ยง กุสุโม ๙. พระอธิการเสงี่ยม โฆสโก (พระครูโสรัจธรรมคุณ) พระอุปัชฌาย์ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๒๘ - ๑๒๙
วัดบึงบวรสถิตย์ (วัดบึงล่าง) ประวัติวัดบึงบวรสถิตย์(วัดบึงล่าง) วัดบึงบวรสถิตย์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นอารามราษฎร ตั้งอยู่ เลขที่ ๒ ถนนเทศประสาท อำ�ำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี มีเนื้อที่ ๑๓ ไร่ การก่อสร้างเริ่มแรก ในสมัยหนึ่งประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ มีพระภิกษุรูปหนึ่งจากวัดคงคาลัย (วัดบึงบน) ปัจจุบันชื่อวัดบุญญฤทธยาราม ชื่อ พระอาจารย์เขียว ได้มา แผ้วถางที่วัดตรงปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นป่าไม้ไร่ (ไผ่ไร่) ตั้งเป็นวัดขึ้น ชาวบ้าน โดยทั่วไปในครั้งนั้นเรียกวัดนี้ว่า ‘วัดไร่บ้านบึง’ กาลต่อมานายอำ�ำนาจ เนื่องจำ�ำนงค์ ได้บริจาคที่ดินให้อีก ๙ ไร่ และ นายเชวง เฮ้งตระกูล บริจาคที่ดินให้อีก ๔ ไร่ให้กับวัด รวมเป็นเนื้อที่ดินตั้งวัดในปัจจุบัน ๑๓ ไร่
พ.ศ. ๒๔๓๔ ในช่วงระยะเริ่มแรกพระอาจารย์เขียวจากวัดคงคาลัย ได้เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัด และปกครองเป็นเจ้าอาวาสวัดเรื่อยมาจนมรณภาพ หรือลาสิกขาไม่ปรากฏที่แน่นอน เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ พระครูสุธีสุตาลังการ (น.ธ. เอก, ป.ธ.๖, ศษ.บ) (พ.ศ. ๒๕๕๘ - ปัจจุบัน) สถานีวิทยุ ปัจจุบันนี้ทางวัดบึงบวรสถิตย์มีสถานีวิทยุ คลื่นพระพุทธศาสนา FM 96.25 MHz ออกอากาศตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ - ๒๓.๓๐ น. บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๓๐ - ๑๓๑
- ภาพมุมสูงสำ�ำนักปฏิบัติธรรม ‘ธรรมปทีป’ - สระน้�้ำำ เนื้อที่ ๓๓ ไร่
สำ � ำนักปฏิบัติธรรม ‘ธรรมปทีป’ สำำ� นักปฏิบัติธรรม ‘ธรรมปทีป’ ตังอยู่บ้านเลขที่ ๑๑๑/๓ หมู่ ๓ ้ตำำ� บลบ้านบึง อำ�ำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ ๖๐ ไร่ อยู่ห่างจาก ตัวอำ�ำเภอบ้านบึง ไปทางวัดหนองบอนแดง ระยะทาง ๔ กิโลเมตร ที่ชื่อว่า ‘ธรรมปทีป’ แปลว่า แสงสว่างแห่งธรรม ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ และได้เปิดปฏิบัติธรรมเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ สถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ได้ยึดหลัก ๔ สัปปายะของพระพุทธเจ้า ในการทำ�ำที่ปฏิบัติธรรม คือ ๑. สถานที่สัปปายะ คือ สถานที่สิ่งปลูกสร้างต้องเป็นระเบียบ สะอาด ร่มรื่น ปราศจากเสียงรบกวน ๒. อาหารสัปปายะ คือ การมีอาหารที่เพียงพอแก่การบริโภค สะอาด ถูกสุขอนามัย ซึ่งตอนนี้ทางสำ�ำนักได้ทำ�ำการปลูกผลไม้ และต่อไปก็คือ การทำ�ำเกษตรอินทรีย์ ปราศจากการใช้สารเคมี เพื่อที่จะได้นำ�ำผลผลิต มาให้ผู้ปฏิบัติได้บริโภคอย่างมีคุณภาพ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๓๒ - ๑๓๓
- ปฏิบัติธรรม ณ ศาลาบุญนาคอนุสรณ์ - ศาลาโรงทาน - ที่พักเดี่ยวผู้ปฏิบัติธรรม - ที่พักรวมผู้ปฏิบัติธรรม - ศาลาดื่มน้�้ำำปานะ
๓. บุคคลสัปปายะ คือ ๑) จิตอาสา ต้องประกอบด้วยเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ผู้ปฏิบัติตามสมควร ๒) ครูอาจารย์ผู้เป็นทั้งพระภิกษุ หรือฆราวาส พร้อมเมตตาธรรมในการ สงเคราะห์ เรียกว่าชี้ทางบรรเทาทุกข์ ชี้สุขเกษมศานต์ ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย แก่ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตามธรรมตามวินัย ๓) ผู้ปฏิบัติธรรมเองก็ต้องมี ๓ ก. คือ ๑. เกรงใจสถานที่ ๒. เกรงใจ ครูบาอาจารย์ ๓. เกรงใจผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ๔. ธัมมสัปปายะ ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมสามารถนำำ� ธรรมที่ได้ศึกษาและปฏิบัติดี แล้ว ไปใช้ดำ�ำรงชีวิตในทางโลก โดยที่โลกไม่สามารถครอบงำ�ำได้ และใน ทางธรรมสามารถที่จะทำ�ำมรรค ผล นิพพาน ให้แจ้งได้ และทางสำ�ำนัก ได้ดำ�ำเนินการสอนในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ประกอบด้วย กาย เวทนา จิต ธรรม และหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ ๔ ว่าด้วย ทุกข์ (สภาพที่ทนได้ยาก) สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) นิโรธ (ความ ดับทุกข์) มรรค ๘ (ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์) ในปัจจุบัน สำ�ำนักปฏิบัติธรรมสามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ประมาณ ๒๕๐ - ๓๐๐ คน อาคารที่พักของพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา และจิตอาสา แบ่งแยกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน สำ�ำหรับผู้ที่สนใจจะมาปฏิบัติธรรม หรือมาเป็นหมู่คณะ นักเรียน หน่วยงานราชการ หรือเอกชน สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐๖๑ ๕๖๔ ๕๐๕๕, ๐๘๘ ๔๙๙ ๖๖๖๑, ๐๖๒ ๙๑๕ ๖๖๖๖ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๓๔ - ๑๓๕
ก้าวสู่... สุขภาพดี ชีวิตวิถีใหม่ โรงพยาบาลบ้านบึง ก่อตังแรกเริ่มเป็นสถานีอนามัยชั ้ น ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ้ ยกระดับเป็นโรงพยาบาลขนาด ๑๐ เตียง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ขยายขนาด เติบโตจนเป็นโรงพยาบาลขนาด ๑๒๐ เตียง ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ มีพื้นที่ ขนาด ๓๐ ไร่ ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ ในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา บุคลากรสุขภาพ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย มีความ มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพบริการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน อำ�ำเภอบ้านบึงมาโดยตลอด ตามเป้าหมาย คือเป็น ‘โรงพยาบาลที่ ชาวอำ�ำเภอบ้านบึงไว้วางใจ’ โดย : แพทย์หญิงแววดาว พิมลธเรศ ผู้อำ�ำนวยการโรงพยาบาลบ้านบึง บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๓๖ - ๑๓๗
การก้าวสู่ศตวรรษที่ ๒ ปีที่ ๑๐๑ ของอำ�ำเภอบ้านบึง โรงพยาบาลบ้านบึง ได้มีการปรับเปลี่ยน และขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) สังคมอุตสาหกรรม การอพยพย้ายถิ่นของ แรงงาน และสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ ฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความท้าทายจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งในประเทศไทยพบผู้ป่วยรายแรก วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ อำ�ำเภอบ้านบึงพบวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ และเกิดการระบาดอย่างหนักในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ - กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผู้ป่วยโควิด-19 หลักร้อยต่อวันที่ต้องนอน โรงพยาบาล ซึ่งเป็นช่วงที่อำ�ำเภอบ้านบึงครบ ๑๐๐ ปีพอดี นับเป็นจุดเปลี่ยนที่โรงพยาบาลต้องปรับตัวแบบก้าวกระโดดทั้งการ บริการเชิงรุกและตังรับ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ ้น ้ โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของประชาชนจากโรคโควิด-19 เป็นหลัก ทั้งการปรับเปลี่ยนและสามารถยืดหยุ่นได้แบบหลากหลาย ให้สามารถ จัดบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ ทั้งการบริการ ตามปกติ และการเฝ้าระวังควบคุมโรคโควิด-19 ด้วย ‘ทีมนักรบโควิด-19’ การรณรงค์ให้วัคซีนและจัดบริการรักษากลุ่มที่จำ�ำเป็นต้องนอน โรงพยาบาล การแยกกักตัวในชุมชน และแยกกักตัวที่บ้าน บทเรียน วิกฤตโควิด-19 นี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของชุมชนและภาคีต่างๆ ถึงเวลาที่ทุกคนต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่ระบบสุขภาพ แต่เป็นทุกส่วน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ หลายฝ่ายต่างยื่นมือเข้ามา ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ ทั้งส่วนของอาสาสมัคร วัด โรงเรียน และ เครือข่ายชุมชนต่างๆ นับเป็นกำ�ำลังใจให้กับบุคลากรสุขภาพอย่างมาก หมอและทีมงานมุ่งมั่นทำ�ำงานด้วยใจ ขอให้เชื่อมั่นว่า - การแต่งกายในการดูแลผู้ป่วย ติดเชื้อโควิด-19
- รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 - อำ�ำนวยความสะดวกให้ผู้พิการในการฉีดวัคซีน - ผู้อำ�ำนวยการโรงพยาบาลและทีมงานออกบริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่บ้านและที่โรงพยาบาล บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๓๘ - ๑๓๙
“เราจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ที่ทรงคุณค่า งดงาม ด้วยความภาคภูมิใจ ในการดูแลสุขภาพผู้รับบริการ ประชาชน ให้มี คุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดโรค และปลอดภัย” และที่สำ�ำคัญ คือ ในยุคชีวิตวิถีใหม่ ทุกคนต้องตระหนักในความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ปลอดภัย และปลอดโรค โดยมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย หมั่น ล้างมือ วัดอุณหภูมิ ตรวจหาเชื้อ กินของร้อน ออกกำ�ำลังกายสม่�่ำำเสมอ เข้ารับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ถ้าเจ็บป่วยหรือสงสัยให้รีบไปพบแพทย์ รวมถึงการใช้ชีวิตให้เท่าทันกับความเจริญของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง รู้เท่าทันถึงประโยชน์และโทษ ทั้งนี้ความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ทุกภาคส่วน ยังเป็นจุดสำ�ำคัญในการรวมพลังสังคม เพื่อประชาชน สุขภาพดี ก้าวสู่...อำ�ำเภอบ้านบึงในศตวรรษใหม่ด้วยความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน - ตรวจคัดกรอง โรคโควิด-19 ให้กับ นักเรียนในโรงเรียน และชุมชน
บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๔๐ - ๑๔๑
- ทีมบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19
การก่อตั้งโรงพยาบาลบ้านบึง พ.ศ. ๒๔๙๙ โรงพยาบาลบ้านบึงเริ่มก่อตั้งด้วยเงินการศึกษาสาธารณสุข (ก.ศ.ส.) ตำ�ำบลบ้านบึง โดยได้รับบริจาคที่ดินจากนายหอย โอเจริญ เริ่มแรกเป็นสถานีอนามัยชั้น ๑ มีอัตรา ๔ คน โดยมีนายแพทย์ประสงค์ วีระไวทยะ เป็นแพทย์ประจำ�ำสถานีอนามัย พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้เปลี่ยนนายแพทย์ผู้อำ�ำนวยการโรงพยาบาลบ้านบึง เป็น นายแพทย์สญชัย วัฒนา โรงพยาบาลบ้านบึงได้ย้ายมาอยู่พื้นที่ใหม่ ซึ่งห่างจากโรงพยาบาลหลังเก่า ประมาณ ๑ กิโลเมตร เพื่อขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด ๓๐ เตียง และ รับบริจาคที่ดินสมทบทุนจากกำ�ำนันองุ่น เฮ้งตระกูล จำ�ำนวน ๒๐ ไร่ และบริจาคเพิ่มอีก ๑๐ ไร่ รวมเป็น ๓๐ ไร่ ได้รับงบประมาณพัฒนาชนบทของ ส.ส. ประโยชน์ เนื่องจำ�ำนงค์ จำ�ำนวน ๑.๕ ไร่ ได้รับงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (งบสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี) จำ�ำนวน ๕ ไร่ รวมทั้งสิ้น ๙ ล้านบาท เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เสร็จต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ และเข้ามาปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลบ้านบึงหลังใหม่ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๔๒ - ๑๔๓
พื้นที่ของโรงพยาบาลหลังใหม่ ประมาณ ๓๐ ไร่ คิดเป็น ๐.๐๕ ตารางกิโลเมตร เนื่องจากมีผู้ป่วยมารับบริการเป็นจำำ� นวนมาก ประกอบกับ การขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทาง โรงพยาบาลบ้านบึงจำ� ำเป็นต้องขยายงานด้านบริการเพื่อรองรับ แต่ กระทรวงสาธารณสุขไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะสนับสนุน ดังนั้ น คณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านบึงจึงได้ดำ� ำเนินการจัดหาเงินบริจาค มาดำ� ำเนินการขยายงานด้านบริการ ในการนี้นายพิพัฒน์ โรจนวณิชชากร ได้ให้ความอนุเคราะห์แสดงความจำ� ำนงในการบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคาร ผู้ป่วยในขนาด ๓๐ เตียง ในวงเงิน ๔ ล้านบาท วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เริ่มดำ� ำเนินการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน ขนาด ๓๐ เตียง โรงพยาบาลบ้านบึงได้ดำ� ำเนินการขอรับบริจาคเงิน สมทบทุนสร้างอาคารเพิ่มเติม ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคเงินร่วมด้วย หลายท่าน ต่อมา คุณวนิดา โรจนวณิชชากร แสดงความจำ� ำนงที่จะดำ� ำเนินการก่อสร้าง ต่อ โดยขอบริจาคเงินจำ� ำนวน ๓ ล้านบาท และขอใช้ชื่ออาคารว่า ‘ดร.พิพัฒน์ โรจนวณิชชากร’ และเปิดให้บริการประชาชนในเดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๓ นายแพทย์นิมิตร ขัตติยะอุดมพร ย้ายมาดำ� ำรงตำ� ำแหน่งเป็นผู้อำ� ำนวยการโรงพยาบาลบ้านบึง พ.ศ. ๒๕๓๘ - ๒๕๕๖ นายแพทย์จุมพล พบสุข ขึ้ นดำ� ำรงตำ� ำแหน่งเป็น ผู้อำ� ำนวยการโรงพยาบาลบ้านบึง
พ.ศ. ๒๕๕๖ นายแพทย์จุมพล พบสุข เกษียณอายุราชการ นายแพทย์ฐิติกร ตรีเจริญ รักษาการแทนตำ� ำแหน่งผู้อำ� ำนวยการโรงพยาบาลบ้านบึง ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ แพทย์หญิงแววดาว พิมลธเรศ เข้ารับตำ� ำแหน่ง ผู้อำ� ำนวยการโรงพยาบาลบ้านบึง (ที่มา : หนังสือที่ระลึกพิธีเปิดโรงพยาบาลบ้านบึง และ ตึก ดร.พิพัฒน์ โรจนวณิชชากร ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๓) ปัจจุบัน โรงพยาบาลบ้านบึงเป็นโรงพยาบาลขนาด ๑๒๐ เตียง มีวิสัยทัศน์ ‘เป็นโรงพยาบาลที่ชาวอำ� ำเภอบ้านบึงไว้วางใจ’ การพัฒนาโรงพยาบาล ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของโลก โรงพยาบาลบ้านบึง มีผู้ป่วยโควิด-19 รายแรก วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนักในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ - กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ผู้ป่วยโควิด-19 หลักร้อยต่อวันที่ต้องนอน โรงพยาบาล ต้องเปิดรับผู้ป่วยโควิด-19 จากอาการน้อย จนถึงอาการหนักมาก ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยเปิด โรงพยาบาลสนาม ที่ศาลาประชาคมอำ� ำเภอบ้านบึง และศูนย์ฝึกอาชีพ เทศบาลเมืองบ้านบึง และตังโรงพยาบาลสนามทุก้ ตำำ� บล เพื่อรองรับผู้ป่วย ที่ปริมาณเพิ่มขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากทุกภาคส่วน ให้บริการตรวจคัดกรอง ฉีดวัคซีนแก่กลุ่มผู้รับบริการต่างๆ ผู้ป่วยรถนั่ง - ติดบ้านติดเตียง บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๔๔ - ๑๔๕
ประวัติความเป็นมา สำ�ำนักงานสาธารณสุขอำ�ำเภอบ้านบึง ‘สำ�ำนักงานสาธารณสุขอำ�ำเภอบ้านบึง’ อดีตสู่ปัจจุบันย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๑ กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย มีการแบ่งราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค แล้วกำ�ำหนดให้มีสุขศาลาขึ้นโดยให้ใช้ชื่อเรียกสถานบริการ สาธารณสุขนี้ว่า ‘สุขศาลา’ มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๕ อำ�ำเภอบ้านบึงจึงมีสุขศาลาสร้างขึ้นแต่ไม่ทราบ ปีที่ก่อสร้างแน่ชัด ซึ่งมีการก่อสร้างขึ้นบนที่ดินบริเวณระหว่างโรงเรียน บ้านบึง ‘อำ�ำนาจคณูปถัมภ์’ (ปัจจุบันคือโรงเรียนอนุบาลบ้านบึง) และ โรงเรียนบ้านบึง ‘อุตสาหกรรมนุเคราะห์’ (ธารวรรณ นันทพิศาล, ๒๕๔๑) บริจาคที่ดินก่อสร้างโดยนายอำ�ำนาจ เนื่องจำ�ำนงค์ และคหบดีในขณะนั้น สุขศาลาหลังนี้ก่อสร้างเป็นอาคารเรือนไม้ยกพื้นชั้นเดียว ซึ่งในเวลาต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีอนามัยชั้น ๒ (สาโรจน์ ศุระ ศรางค์, ๒๕๔๑) มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำ�ำสุขศาลานี้ชื่อ นายโพยม (ไม่ทราบนามสกุล) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหมอจั๊ว ซึ่งเป็นทหาร เสนารักษ์ มีนายสกุล เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ�ำสุขศาลาในขณะนั้น (นายอินทร์ สภากร (แอ๊ว), ๒๕๔๑ อดีตผู้ใหญ่บ้านตำ�ำบลบ้านบึง ผู้ให้ข้อมูล) สุขศาลาหลังดังกล่าวนี้ ได้ผ่านการใช้งานให้บริการแก่ ผู้มารับบริการเป็นเวลานาน สภาพโดยทั่วไปชำ�ำรุดผุพังจนไม่สามารถ ใช้เป็นสถานที่ให้บริการแก่ประชาชนได้
- สำ�ำนักงานสาธารณสุขอำ�ำเภอบ้านบึง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่โรงพยาบาลบ้านบึง - นักรบโควิด-19 บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๔๖ - ๑๔๗
จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๙ สถานบริการสาธารณสุขจึงได้ย้ายสถานที่ ไปอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล (หลังเก่า) ในปัจจุบันใช้เป็นบ้านพักสำ�ำหรับ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลบ้านบึง ซึ่งก่อสร้างด้วยเงินการศึกษาสาธารณสุข (ก.ศ.ส.) และเป็นปีที่เริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลบ้านบึง ซึ่งเรียกชื่อในสมัยนั้น ว่าสถานีอนามัยชั้น ๑ บ้านบึง สำ�ำหรับตัวเรือนอาคารสถานีอนามัย ก่อสร้างด้วยไม้ชันเดียวยกพื้ นสูง ได้รับบริจาคที่ดินจากนายหอย โอเจริญ ้ โดยมีนายแพทย์ประสงค์ วีระไวทยะ เป็นแพทย์ประจำ�ำสถานีอนามัย ชั้น ๑ บ้านบึง เป็นคนแรก ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้มีการเปลี่ยนชื่อสถานีอนามัยชัน ๑ เป็นศูนย์การแพทย์ ้ และอนามัย (ศพอ.) เปลี่ยนชื่อสำ�ำนักงานอนามัยอำ�ำเภอเป็น สำ�ำนักงาน สาธารณสุขอำ�ำเภอ มีนายเอก ศุระศรางค์ ดำ�ำรงตำ�ำแหน่งอนามัยอำ�ำเภอ และเปลี่ยนตำ�ำแหน่งมาเป็นสาธารณสุขอำ�ำเภอ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๓ จึงได้ย้ายที่ทำ�ำงานไปอยู่ ณ ที่ว่าการอำ�ำเภอบ้านบึง ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้เริ่มปรับปรุงศูนย์การแพทย์และอนามัย (ศพอ.) เป็นโรงพยาบาลอำ�ำเภอ สำ�ำหรับสำ�ำนักงานสาธารณสุขอำ�ำเภอ ซึ่งมี ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ที่ว่าการอำ�ำเภอบ้านบึง ซึ่งก่อสร้างด้วยไม้ ๒ ชั้น ต่อมาเมื่อที่ว่าการอำ�ำเภอบ้านบึงหลังใหม่ก่อสร้างเสร็จแล้ว สำ�ำนักงาน สาธารณสุขอำ�ำเภอบ้านบึงจึงได้ย้ายที่ทำ�ำการจากอาคารโรงพยาบาลเก่า ตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๒ มาอยู่ที่ว่าการอำ�ำเภอหลังใหม่
- ความร่วมมือของเครือข่ายภาคีส่วนต่างๆ ในการป้องกันควบคุมและดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 บ้านบึง ๑๐๐ ปี จากอดีตถึงปัจจุบัน • ๑๔๘ - ๑๔๙
ขณะนัน นายสุวัฒน์ วรรธนะวิโรจน์ ซึ่งเป็นสาธารณสุข ้ อำำ� เภอจึงได้ปรึกษา กับผู้อำ� ำนวยการโรงพยาบาลบ้านบึง นายแพทย์จุมพล พบสุข (ตำ� ำแหน่ง ในขณะนั้น) เพื่อขอเนื้อที่บริเวณภายในโรงพยาบาลบ้านบึง เป็นสถานที่ ก่อสร้างอาคารสำ� ำนักงานฯ และได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ สำ�ำหรับโรงพยาบาลบ้านบึงได้ย้ายมาจากโรงพยาบาลเก่ามาอยู่พื้นที่ใหม่ ที่อยู่ปัจจุบันนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ย้ายเข้ามาปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ มีเนื้อที่ ๓๐ ไร่ โดยได้รับบริจาคที่ดินสมทบจากกำ� ำนันองุ่น เฮ้งตระกูล จำ� ำนวน ๒๐ ไร่ คิดเป็นเงิน ๖ ล้านบาท รับบริจาคจากประชาชน ๓.๕ ไร่ คิดเป็นเงิน ๗ แสนบาท จากงบประมาณพัฒนาชนบทของ ส.ส. ประโยชน์ เนื่องจำำ� นงค์ ๑.๕ ไร่ คิดเป็นเงิน ๓ แสนบาท จากงบประมาณองค์การบริหารส่วนจังหวัด ชลบุรี (งบสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี) ๕ ไร่ คิดเป็นเงิน ๗ แสนบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๘ ล้านบาท (ที่ระลึกพิธีเปิดโรงพยาบาลบ้านบึง และ ตึก ดร.พิพัฒน์ โรจนวณิชชากร, ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๓) ปัจจุบันสำ� ำนักงานสาธารณสุขอำ� ำเภอบ้านบึง มีสถานที่ตั้งอยู่ในบริเวณ โรงพยาบาลบ้านบึง (รวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงโดย นายวิโรจน์ มุมานะจิตต์)