รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสูส่ ี่เหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสู่สเ่ี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคญั
องค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ นับเป็นองค์กรท่ีมีบทบาทสำคญั ยิ่งในการจัดการศกึ ษาและการมีส่วน
ร่วมในการจัดการศึกษา อันเนื่องมาจากนโยบายกระจายอำนาจการจัดการศึกษาองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่นซึ่งได้กำหนดไวใ้ นกฎหมายสำคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2560 กำหนดให้องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินมีสิทธิที่จะจดั การศึกษาและเข้าไปมีส่วนร่วมจดั
การศกึ ษา ยังมบี ทบาทในกรณีมีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของรัฐในด้านต่าง ๆ เชน่ ด้าน
งบประมาณและทรัพย์สิน ดา้ นวิชากร เชน่ การพฒั นาหลักสูตรและกระบวนการเรยี นการสอน การระดม
ผู้รู้ในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมเป็นกรรมการสถานศึกษา
กรรมการเขตพื้นที่การศึกษา กรรมการที่ปรึกษาหรือกรรมการอื่น ๆ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542 (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553 กำหนดให้การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัด
การศึกษาให้ยึดหลักการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่นิ ตลอดถงึ ใหอ้ งคก์ รปกครองสว่ นท้องถิน่ มสี ทิ ธิ จดั การศกึ ษาระดบั ใด ระดับหนงึ่ หรอื ทกุ ระดับตาม
ความพรอ้ ม ความเหมาะสม และความตอ้ งการภายในท้องถนิ่ ของตนเอง อีกท้ังให้กำหนดหลกั เกณฑ์และ
วิธกี ารการประเมนิ ความพร้อมในการจดั การศกึ ษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ เพ่ือเปน็ การส่งเสริมให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาให้สอดคล้องกั บนโยบายของรัฐและได้มาตรฐาน
การศึกษา
ต่อมาได้มีการประกาศใช้แผนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช
2542 นอกจากนี้ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ได้แก่ เทศบาล เมืองพัทยา
องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่ในการจัด
การศึกษา และให้มีการถ่ายโอนภารกิจการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพร้อมทั้งได้กำหนดให้
สร้างความพร้อมเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณและทรัพย์สิน รวมทั้งเตรียมความ
พร้อมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานของรัฐที่ถ่ายโอนภารกิจให้ความช่วยเหลือ
สนับสนุน ให้คำแนะนำและปรึกษาทางเทคนิค วิชาการ และการดำเนินงานให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นตามความเหมาะสม และดำเนินการฝึกอบรมต่าง ๆ รวมทั้งกฎหมาย กฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ รัฐยังได้กำหนดนโยบายไว้อย่างชัดเจนว่าให้เตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาแก่องค์กร
โรงเรียนองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสสู่ ี่เหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ในปี 2558 มอี งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ จำนวนมากถงึ 7,850 แหง่ ซง่ึ ประกอบด้วย
องค์การบริหารส่วนจังหวดั 76 แห่งเทศบาล 2,469 แห่ง (เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 192 แห่ง
เทศบาลตำบล 2,247 แห่ง)องค์การบริหารส่วนตำบล 5,303 แห่ง กรุงเทพมหานคร 1 แห่ง และเมือง
พัทยา 1 แห่ง (กลุ่มงานกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น 2 กองกฎหมายและระเบียบ กรมส่งเสริมการ
ปกครองทอ้ งถนิ่ , 2563) ซ่ึงในปจั จุบันมอี งคก์ รปกครองสว่ นท้องถิน่ ที่มีอำนาจหน้าทจี่ ดั การศึกษาในระบบ
อยู่แลว้ ตามกฎหมายเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในแตล่ ะรปู แบบ คอื เทศบาล องค์การบริหาร
สว่ นตำบล องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั กรุงเทพมหานครและเมอื งพัทยา โดยมีองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น
ทีจ่ ดั การศึกษาท่มี โี รงเรียนในสังกัด 1,481 แห่ง แยกเป็นสังกัดเทศบาล 658 โรงเรยี น องค์การบริหารส่วน
ตำบล 52 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด 326 โรงเรียน สังกัดเมืองพัทยา 10 โรงเรียน และสังกัด
กรุงเทพมหานคร 435 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยกเว้นกรุงเทพมหานครที่จัด
การศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา และเทศบาล นครนครปฐมที่จัดการศึกษาถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ช้ันสูง (ปวส.) อย่างไรก็ตามในส่วนองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินท่ีไม่ไดจ้ ัดการศึกษาในระบบโดยตรงก็ได้ให้
ความสำคัญในการจัดการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น จัดศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก จัด
ฝึกอบรมวิชาชีพ และจัดแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมส่งเสริม
สนับสนุน การจัดการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ และจะมีการจัดการศึกษาในระบบต่อไปเมื่อผ่านการ
ประเมินความพรอ้ มและความสมคั รใจของสถานศึกษาในท้องถนิ่ ของตนเอง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธจิ ัดระบบบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในท้องถิ่นของตนเอง
ในหมวด (6) การจัดการศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รูปแบบหนึ่งที่มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสอดคล้องยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาการศึกษาและการ
สาธารณสุข กลยุทธ์ 3.1 สง่ เสริมและพฒั นาการศึกษาท้ังในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
ใหไ้ ด้มาตรฐานการศึกษา จดั ตัง้ โรงเรียนข้ึนสงั กัดองค์การบริหารส่วนจงั หวดั เชียงราย ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2549
จนถึงปีปัจจุบัน จำนวนท้ังสิ้น 1 โรงเรียน (กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชียงราย พ.ศ. 2561 – 2564 หน้า 3) โดยโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเป็นโรงเรียนใน
สังกดั องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นขนาดใหญ่ ซึ่งได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวดั เชียงราย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี
พุทธศักราช 2549 เริ่มแรกมีนักเรียน 126 คน มี 2 โปรแกรม หลักสูตร คือ โปรแกรมหลักสูตรวิทย์ - คณิต
และหลักสูตรกีฬา ในปีการศึกษาแรก ๆ และมีแนวคิด ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพิ่มขึ้นอย่าง
ต่อเนื่องตามลำดับ ตลอดถึงนำแนวทาง Thinking school จากประเทศนิวซีแลนด์ มาเป็นรูปแบบ
กระบวนการสอนคิดเป็นฐาน โดยปรับวิธีเรียนและเปลี่ยนวิธีสอน เปลี่ยนบทบาทจากการต้องท่อง
เน้อื หาวิชามาเป็นการจัดกระบวนการเรยี นรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการ Thinking School
ให้ความรักความสนใจในชีวิตของนักเรียนแต่ละคน จัดประสบการณ์การเรียนรู้อันหลากหลายและ
โรงเรียนองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสสู่ ี่เหล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคลร่วมเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนในสถานการณ์จริง รู้ศักยภาพท่ี
แตกตา่ งกนั ของนักเรียนแต่ละคนและส่งเสรมิ ให้นักเรยี นไดน้ ำศักยภาพนนั้ มาใช้อย่างเต็มท่ี เนน้ การประเมิน
ผู้เรียนตามสภาพจริง นักเรียนที่ได้รับการส่งเสริมศักยภาพตามความถนัดของตนจะมีความสุขที่จะเรียนรู้
ครูมคี วามสุขและสนุกในการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน โดยใชท้ ักษะและเคร่ืองมือการสอนคิดได้
เหมาะสมกับนักเรียน รวมทั้งเปลี่ยนทัศนคติใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ สามารถคิดในระดับสูงได้ คือ คิด
วิเคราะห์ และคิดสรา้ งสรรค์ (รายงานการประเมนิ ตนเองของสถานศึกษา SAR 2562 หน้า 33)
จากการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา (2550 : 43) พบว่า
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ มปี ัญหาและอุปสรรคในการบริหารจดั การศึกษาหลายประการ เช่น ผู้บริหาร
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขาดความรู้ความเข้าใจในการศึกษา หรือไม่เห็นความสำคัญด้านการศึกษา
ขาดความต่อเนื่องทางการเมืองเนื่องจากผู้บริหารมีวาระในการดำรงตำแหน่งครู ขาดขวัญกำลังใจและ
ความก้าวหน้าทางวิชาชีพเมื่อเปรียบเทียบกับสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี
รายได้ไม่เพียงพอในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตน ยังต้องพึ่งพิงงบประมาณจากส่วนกลาง ทำให้ไม่มี
ความคล่องตัวในการบริหาร และที่สำคัญผู้บริหารสถานศึกษาขาดความรู้ความเข้าใจและความมุ่งมั่นใน
การปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ส่งผลให้คุณภาพ ของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
หลายแห่งไม่เป็นที่ยอมรับจากชุมชนและผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเพื่อเข้าเรียนสถานศึกษาในสังกัด
เปน็ ตน้
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ระดับจังหวัดมี
โรงเรียนหรอื สถานศกึ ษาในสงั กัด จำนวน 1 แหง่ คอื โรงเรียนองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชยี งราย ซึ่งเปิด
ทำการเรยี นการสอนต้งั แต่ปีการศึกษา 2549 ในระดับอนบุ าล 1 ถงึ ระดับมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 เปน็ แหล่งการ
เรียนรู้ที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาผู้ เรียนและผลิตกำลังคนในจังหวัดเชียงรายให้มีศักยภาพที่จะช่วยพัฒน า
ประเทศให้สามารถแข่งขันด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี กับนานาประเทศได้ ดังนนั้
การมี “โรงเรียนคณุ ภาพ” ในสงั กัดถอื เป็นนโยบายเร่งด่วนท่ีสำคญั ในการเปน็ กลไกให้เกิดการพัฒนาการ
จดั การศกึ ษาใหม้ ีคุณภาพ มีความเป็นเลศิ และมคี วามเสมอภาคในการให้บริการทางการศึกษาท่ีเท่าเทียม
กันในมาตรฐานวิชาการ มีความยืดหยุ่นและหลากหลายในทางปฏิบัติ การจัดการศึกษาเพื่อสู่ความเป็น
เลิศ จึงเป็นเป้าหมายในการพัฒนาสถานศึกษาให้มีศักยภาพ และความพร้อมในการพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณภาพ มาตรฐานเป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จของ “โรงเรียนคุณภาพ” ของ
สถานศึกษาในสังกัดจะส่งผลให้บรรลุตามมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 ที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน
จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย...” นอกจากนี้ยังจะช่วยขจัดปัญหาวิกฤต
ทางการศึกษาต่าง ๆ ได้ อาทิเช่น คุณภาพสถานศึกษา ที่แตกต่างกัน คุณภาพผู้เรียนที่จะพัฒนาได้อย่าง
โรงเรยี นองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมส่สู ่เี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
ต่อเนื่องตลอดชวี ิต และ ความเหล่อื มล้ำในการเขา้ รับการบริการทางการศึกษา การบริหารจัดการศึกษาท่ี
ทำให้โรงเรียนมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบความเป็นอิสระและความคล่องตัว สามารถบริหารตนเองได้อยา่ ง
มีคุณภาพจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นแกนนำทีส่ ำคัญในการ
เป็นผู้นำให้คณะกรรมการสถานศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร
ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มี การพัฒนาหลักการและกระบวนการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานให้
เป็นกลไก ในการปฏิรูปการศึกษา และแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี
สงิ คโปร์ ฮอ่ งกง ออสเตรเลยี และไดพ้ บวา่ การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาให้ดีขนึ้ นัน้ ตอ้ งปรบั ปรงุ และพัฒนา
ระบบการบริหารโรงเรียน โดยมุ่งปรับระบบโครงสร้างการบริหารโรงเรียนใหม่ ให้มีการกระจายอำนาจ
การบริหารและจดั การศึกษาไปยงั โรงเรียนมากขึน้ และให้โรงเรียนบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วมมากขน้ึ
จึงเป็นความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยการนำของผู้บริหารองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น นายกองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดเชียงราย และทุกภาคส่วนทเี่ กี่ยวข้องกับการศึกษา
ที่จะขับเคลื่อนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อยกระดับและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ให้มี
คณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นคนดี คนเกง่ และสามารถมชี วี ติ อย่ใู นสังคมได้อย่างเปน็ สขุ องค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถ่นิ อันมีภารกจิ หลักในการส่งเสรมิ สนบั สนนุ พัฒนา และดแู ลการบริการสาธารณะท้ังปวงที่มีอยู่
ในชุมชน หมู่บ้าน ตำบล และจังหวัดของตนเอง เดิมทีให้ความสนใจ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเสีย
เป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคนมาก
ยิ่งขึ้น อันเกิดจากวิกฤตการศึกษาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ ตลอดถึง ความก้าวล้ำทาง
เทคโนโลยี ซึ่งจะต้องมีการเตรียมคนให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก และเตรียมคนเข้าสู่การ
แขง่ ขนั ในเวทนี านาชาติด้วยกระบวนการทางการศึกษา
ในสภาพความเปน็ จรงิ ปรากฏว่า มปี ญั หาอีกมากท่เี กิดจากการบริหารจดั การศึกษาไมเ่ ปน็ ไปตาม
แนวทางปฏิรูปการศกึ ษา ส่งผลใหก้ ารบริหารจัดการศึกษาเกิดปัญหาและอุปสรรคไม่บรรลุ ผลสำเร็จตาม
วัตถปุ ระสงค์ หรือสำเร็จอยา่ งไม่มีประสิทธภิ าพ ดงั เชน่ ชุมชนอยากมโี อกาสในการมีสว่ นรว่ ม แต่โรงเรียน
ขาดวิสัยทัศน์หรือยึดติดระบบราชการ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2547 : 61) หรือผลการ
ประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รอบแรก พ.ศ. 2544-2548
พบวา่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา 6,389 คน จาก 32,000 คน ไมไ่ ดม้ าตรฐาน และโดยภาพรวมมาตรฐานจาก
การประเมินที่ไม่ได้รับรองมากที่สุด คือ มาตรฐานผู้เรียนด้านการคิดวิเคราะห์ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนและ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งสาเหตุเบื้องต้นเกิดขึ้นจากการบริหารวิชาการหรือการจัดการเรียนรู้ของ
ผู้บริหารสถานศึกษา (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (2551 : 15) แสดงให้
เห็นถึงปัญหาการขาดการบริหารจัดการศึกษาไม่เปน็ ไปตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่บริหารจัดการ
เชิงกระจายอำนาจและการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสู่สี่เหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
สำหรับสถานศึกษาที่มีผลการประเมินรอบแรกและรอบที่สอง อยู่ในระดับปรับปรุงและระดับพอใช้
นอกจากนั้นรายงานการศึกษาหลายชิ้นระบุว่าความล้มเหลวของ การปฏิรูปการศึกษาหรือการจัด
การศกึ ษาน้ันเกดิ จากผู้บริหารสถานศึกษาซ่ึงการจัดการศึกษาในโรงเรียนจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น
ขึน้ อยกู่ ับตัวแปรทีส่ ำคญั ทีส่ ุด คอื สถานศึกษา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายในการจัดการศึกษาของ
สถานศึกษาในสังกัด ให้เป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา จึงมีความสำคัญและจำเป็นในการ
พฒั นาหลกั สูตรของสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน
ในจงั หวดั เชียงราย โดยมีหลกั การบรหิ ารทส่ี ำคัญคือ “ใหโ้ อกาส เพมิ่ คุณภาพ เพอ่ื อนาคตท่ดี ีกวา่ ” การจัด
จัดการศึกษาของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชยี งราย ได้จัดหลกั สตู รไว้ 3 หลกั สตู รดงั นี้ หลักสูตร
English Program หลักสูตรปกติและหลักสูตรกีฬา ภายใตป้ รัชญาการศกึ ษา “วิชาการเด่น เปน็ เลิศภาษา
นำกฬี าสู่สากล พฒั นาความเปน็ มนษุ ยใ์ หส้ มบรู ณ”์
ดังนั้น โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญใน
การพัฒนาหลักหลักสูตรสถานศึกษาอยู่สม่ำเสมอ เริ่มจาก 2 โปรแกรมหลักสูตร เป็น 6 ถึง 9
โปรแกรมหลักสูตร และปีการศึกษา 2559-2562 ได้ยกร่างพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขึ้น จำนวน 14
โปรแกรมหลักสูตร เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล ตลอดถึงหลักสูตรสถานศึกษาที่ควรต้อง
ปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้ทันกับยุคของโลก เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนรายบุคคลของโรงเรียน ตลอดถึง
เสนอแนะแนวทางการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น (แผนปฏิบัติการประจำปีโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชียงราย, 2560 : 89)
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายโดยผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญในการ จัด
การศึกษา กำหนดกรอบแนวคิดในการจัดการศึกษา คือ การให้ความรกั ก่อนให้ความรู้ สร้างคนดีก่อนคน
เก่ง 1 โรงเรยี น 3 หลักสูตร 4 ชว่ งช้ัน 14 โปรแกรมรายวชิ า ห้องเรียนพิเศษเตรียมความพรอ้ มสสู่ ี่เหล่าทัพ
(Pre – Cadet : PCD) เป็นโปรแกรมทจ่ี ัดการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์(ฟิสกิ ส์ ชวี วิทยา และเคมี ) คณิตศาสตร์
ภาษาอังกฤษ ฝึกสมรรถภาพร่างกาย และฝึกระเบียบวินัยอย่างเข้มให้แก่ผู้เรียน ในระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้นต้องเรยี นลูกเสือ ระดบั ศกึ ษาตอนปลายต้องเรียนนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อการสอบ
เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนท้ังส่ีเหลา่ การจัดการศึกษาของหลักสูตรสถานศึกษามีเป้าหมายสำคัญเพ่ือนำไปสู่
ความสำเร็จในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคตอัน
ใกล้ อนั จะสง่ ผลถึงคุณภาพชวี ติ ประชากรในจังหวดั เชยี งราย ท้องถ่ิน ชมุ ชน สังคมอย่รู ว่ มกันอย่างสันติสุข
ยังประโยชนถ์ งึ ส่วนรวม บ้านเมือง ประชาชนและประเทศชาตไิ ดอ้ ย่างย่งั ยนื
จากการที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนพิเศษเตรียม
ความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ในปีการศึกษา 2563 แล้วอาจมีปัญหาและอุปสรรค
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสูส่ เ่ี หลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งนี้สืบเนื่องจากปัจจัยหลายประการ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายโดย
องค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชียงรายจึงได้ศึกษาผลการจดั การเรียนรู้ห้องเรียนพิเศษเตรียมความพร้อมสู่ส่ี
เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ขึ้น โดยมุ่งหวังวา่ ผลการดำเนินการครั้งนี้จะเป็นข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้อง ใช้
เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนพิเศษเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre –
Cadet : PCD) ใหม้ ีประสิทธิภาพมากย่งิ ข้ึน
วัตถุประสงค์ของการดำเนินการ
1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการจัดการศึกษาตาหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียน
พเิ ศษเตรียมความพร้อมสูส่ ี่เหลา่ ทัพ (Pre – Cadet : PCD) กรณโี รงเรยี นองค์การบริหารส่วน
จังหวดั เชยี งราย
2. เพื่อรายงานผลการจัดการศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนพิเศษเตรียมความพร้อมสู่สี่
เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ประจำปีการศึกษา 2563 กรณีโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวัดเชียงราย
3. เพื่อหาแนวทางการพัฒนา ปรับปรุง การจัดการศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนพิเศษ
เตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กรณี
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงรายให้มปี ระสิทธิภาพต่อไป
ขอบเขตของการดำเนินการ
1. ขอบเขตดา้ นเน้อื หา
การดำเนินการครง้ั น้ี ผ้ดู ำเนินการรวมรวมเนือ้ หาดังน้ี
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสตู รสถานศึกษา พิเศษเตรยี มความพร้อมสสู่ ีเ่ หลา่ ทัพ (Pre -Cadet
: PCD) ของโรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดเชยี งราย
2) ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนพิเศษ
เตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชียงราย
โรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสู่สี่เหล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
2. ประชากร
1) ประชากร ได้แก่
1. ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาจำนวน 4 คน
2. นักเรียนที่กำลังศึกษาห้องเรียนพิเศษเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre – Cadet :
PCD) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 ของโรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชยี งราย
จำนวน 201 คน
3. ครูผสู้ อนทีจ่ ดั การเรยี นรใู้ นห้องเรียนพเิ ศษเตรียมความพร้อมสสู่ ี่เหลา่ ทัพ (Pre – Cadet
: PCD) ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 - 6 ของโรงเรียนองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดเชียงราย
จำนวน 201 คน
4. ผู้ปกครองนักเรยี นท่ีกำลงั ศึกษาในห้องเรยี นพิเศษเตรียมความพร้อมสู่ส่ีเหลา่ ทัพ (Pre –
Cadet : PCD) ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 - 6 ของโรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งรายจำนวน 201 คน
3. ตวั แปร
3.1 ตวั แปรต้น ได้แก่ จัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศกึ ษา หอ้ งเรยี นพิเศษเตรียมความพร้อมสู่
สเ่ี หล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ของโรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
3.2 ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
1) ผลการจัดการเรียนร้หู ลกั สูตรสถานศกึ ษา พิเศษเตรียมความพรอ้ มสู่สเ่ี หล่าทัพ (Pre –
Cadet : PCD) ของโรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
2) ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนพิเศษ
เตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จังหวัดเชียงราย
โรงเรียนองคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรียมความพรอ้ มสูส่ เี่ หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
กรอบแนวคดิ ในการดำเนินการ รูปแบบการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา
ห้องเรียนพิเศษเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ (Pre – Cadet : PCD) ของโรงเรียนองค์การ
พุทธศักราช 2542 บรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน - ผลการจดั การเรยี นรู้
พืน้ ฐานพุทธศักราช 2551 - ปญั หา อุปสรรคในการจัดการเรียนรู้
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการบริหาร
แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตร
สถานศกึ ษาของสถานศึกษา จดั การหลักสูตรสถานศึกษา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้โรงเรยี น
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชยี งราย
หอ้ งเรียนพเิ ศษเตรียมความพรอ้ มสสู่ ่ี
เหลา่ ทพั (Pre – Cadet : PCD)
การดำเนินการถอดบทเรยี น
นิยโคปาวมราแมศกพพั รรทม้อ์เหฉมอ้พสงู่สาเ่เีระหียลน่าพทิเัพศษ(Pเตreรีย–ม
Cadet : PCD)
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชียงราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสสู่ เี่ หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
1. การจดั การเรียนรู้ หมายถึง การจัดสถานการณ์ สภาพการณ์ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ให้
ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ อันก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีความเจริญงอกงามและ
พัฒนาการทงั้ ทางกาย และทางสมอง อารมณ์ และสังคม
2. หลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre –
Cadet : PCD) หมายถึง การจัดรายละเอียดองค์ประกอบของหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย เป้าหมาย
จุดหมาย เน้ือหาสาระ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการประเมินผล เพอื่ พฒั นาหลักสูตรโปรแกรม
ห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรยี มความพรอ้ มสู่สีเ่ หล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD)
3. แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตร หมายถึง การบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง
พัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด พัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมสนับสนุน และ
การกำกับ ดแู ลคุณภาพการใช้หลักสูตร
4. รูปแบบห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD)
หมายถึง แนวการจัดประสบการณ์ ที่มีการจัดทำเป็นแผนการจัดสภาพการเรียนรู้หรือโครงการพัฒนา
การศึกษา โดยมีการกำหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์หรือ
จุดมุ่งหมายตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ ให้กับนักเรียนห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความพร้อมสู่ส่ี
เหลา่ ทพั (Pre – Cadet : PCD) ท่กี ำลงั ศกึ ษาอยูใ่ นปกี ารศกึ ษา 2563 โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจงั หวดั
เชยี งราย
5. การถอดบทเรียน หมายถึง กระบวนการทบทวน สรุปเหตุการณ์และเงื่อนไขที่เกิดข้ึน
ประมวลผลลพั ธ์เช่ือมโยงหลายมติ ทิ ั้งภายในและภายนอก สะทอ้ นสง่ิ ที่สง่ ผลให้เกิดความแตกต่าง แสวงหา
บทเรียนที่ดีที่สุด หรือวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อให้เกิดวิธีคิดค่านิยมใหม่ ๆ นำไปสู่การสร้างสรรค์
ปฏิบัติการใหม่ ๆ ที่ดีขึ้นในครั้งต่อไป ก่อให้เกิดผลต่อพฤติกรรม การถอดบทเรียนหลักสูตรโรงเรียน
องค์การบรหิ ารบริหารสว่ นจังหวัดเชียงราย คือ โปรแกรมห้องเรียนทเี่ ปดิ สอน
ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รบั
1. ผลการดำเนินการ สามารถนำไปเป็นข้อมูลการบริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วน
จังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบสภาพปัญหา และผลการจัดการศึกษาตามหลักสูตร
ห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) และใช้เป็นข้อมูล
พนื้ ฐานในการพัฒนาการบรหิ ารงานวิชาการของผ้บู ริหารใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมากย่งิ ข้ึน
2. การถอดบทเรียนกระบวนการเรียนรู้โปรแกรมห้องเรียนของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวัดเชยี งราย จะช่วยสะทอ้ นภาพรวมการสรา้ งการเรยี นรู้ของสถานศึกษาท่มี ีอยู่ใหเ้ ห็นอย่างเป็นระบบ
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมส่สู เ่ี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
และเผยแพร่ในวงกว้างให้สถานศึกษาที่สนใจ และผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา ได้รับรู้และเข้าใจถึง
ศักยภาพของสถานศึกษาในการสร้างการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สำเร็จตามความสามารถและอัจริย
ภาพรายบคุ คล
3. ทำให้สถานศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา ได้รับรู้และเข้าใจถึงปัจจัยและเงื่อนไขที่ส่งผลต่อ
กระบวนการเรียนรู้การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สามารถนำไปเป็นแนวทางการสง่ เสริมการเรียนรู้ของ
ผ้เู รียนไดอ้ ย่างสอดคลอ้ งกับศกั ยภาพและความสามารถของผู้เรยี น
4. แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของโปรแกรมห้องเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา
สามารถนำไปเป็นแนวทางการบริหารสถานศึกษาและพัฒนาการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้เกิด
ความสำเร็จในการเรียน สู่โรงเรียนเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างเป็นอิสระ เพื่อพัฒนานักเรียนที่มี
ความสามารถพเิ ศษเฉพาะ
โรงเรยี นองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั เชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พเิ ศษ)
เตรยี มความพรอ้ มสู่สเี่ หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
บทท่ี2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวข้อง
รายงานผลการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษา หอ้ งเรยี นพิเศษโปรแกรมวชิ าเตรยี มความพร้อมสู่
สเ่ี หล่าทพั (Pre – Cadet : PCD) ของโรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชียงราย มวี ัตถปุ ระสงค์ คือ (1)
เพื่อรายงานผลการจัดการศึกษาตามหลักสูตรปกติ ห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความพร้อมสู่ส่ี
เหล่าทัพ (Pre – Cadet : PCD) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 2) เพื่อรายงานปัญหา
อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรปกติ ห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความ
พรอ้ มสู่สเ่ี หลา่ ทพั (Pre – Cadet : PCD) ของโรงเรียนองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชยี งราย ผู้ดำเนินการได้
ศึกษาแนวคดิ หลักการ และงานศึกษาทเ่ี ก่ียวข้องเอกสารทีเ่ กี่ยวขอ้ งดังนี้
1. การดำเนนิ การถอดบทเรยี น
2. พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติพุทธศกั ราช 2542 (แก้ไขเพ่ิมเตมิ พ.ศ. 2553)
3. การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม
พ.ศ.2553)
4. ความหมายหลกั สูตรและส่วนประกอบของหลกั สูตร
5. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560)
6. ข้อมลู โรงเรยี นองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดเชียงราย
7. แนวทางการบรหิ ารจัดการหลักสตู รสถานศกึ ษาของสถานศกึ ษา
8. หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชยี งราย
9. การจัดการเรยี นรู้
10. โครงสร้างเวลาเรียนห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ (Pre –
Cadet : PCD)
11. โครงสร้างเวลาเรียนรายชั้นปีห้องเรียนพิเศษโปรแกรมวิชาเตรียมความพร้อมสู่สี่เหล่าทัพ
(Pre – Cadet : PCD)
1. การดำเนินการถอดบทเรยี น
การดำเนินการถอดบทเรียนเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดในการถอดบทเรียน ผลที่ได้จาก
การดำเนินกิจกรรมนี้จะทำให้ทีมงานถอดบทเรียน และผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรู้
โรงเรยี นองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสู่สีเ่ หลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
จากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน และได้แนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์ในการ
ปฏิบัติงานตอ่ ไปการดำเนนิ การถอดบทเรียนมีข้นั ตอนดังน้ี
ขั้นที่ 1 การถอดบทเรียน ทีมงานถอดบทเรียนควรแจ้งกำหนดการ ระยะเวลา และสถานที่จะ
ดำเนินการถอดบทเรียนใหก้ ลุม่ เปา้ หมายใหท้ ราบลว่ งหน้า เพ่อื ให้กลุ่มเปา้ หมายไดเ้ ตรียมความพร้อม และ
เข้ารว่ มการถอดบทเรยี นครบทกุ คน การถอดบทเรียนมีข้นั ตอนที่สำคัญ 5 ข้นั ตอน ดงั น้ี
(ศุภวลั ย์ พลายนอ้ ย, 2556:74)
1. การสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียน
2. การกำหนดกตกิ าในการถอดบทเรียน
3. การจดั กจิ กรรมอ่นุ เคร่อื ง
4. การเข้าสปู่ ระเดน็ สำคัญของการถอดบทเรยี น
5. การสรปุ ผลการถอดบทเรยี น
ซ่ึงสามารถอธบิ ายรายละเอียดขนั้ ตอนในการถอดบทเรยี นไดด้ งั น้ี
1. การสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียนการสร้างบรรยากาศให้ผู้ร่วมถอดบทเรียน
เกิดความผ่อนคลายและมีความเปน็ กันเองเปน็ สิ่งจำเป็นอยา่ งยิง่ ในการเริ่มต้นการถอดบทเรียน ผู้อำนวย
กระบวนการตอ้ งดำเนนิ การสร้างบรรยากาศดงั กล่าวให้เกิดขึ้นเมื่อทมี งานถอดบทเรยี นและผู้เข้าร่วมถอด
บทเรียนอยู่พร้อมหน้า การเริ่มต้นสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียน ควรใช้เกมหรือเพลงประกอบ
ท่าทางในการละลายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียน เพือ่ ให้ทกุ คนเกิดความ
สนุกสนานและได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมขั้นตอนต่อไป ผู้อำนวยกระบวนการต้องอธิบายให้ผู้เข้าร่วมถอด
บทเรียนทราบว่าทุกคนที่เข้าร่วมถอดบทเรียนมีความเสมอภาคกัน หมายความว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครเป็น
หวั หนา้ เปน็ ผบู้ ริหาร เป็นลกู นอ้ ง เป็นนายก อบต. หรอื เป็นชาวบา้ น แต่ทุกคนมสี ทิ ธิเท่าเทียมกันทั้งหมด
หากผ้อู ำนวยกระบวนการสามารถทำให้ผูร้ ว่ มถอดบทเรียนทุกคนกลับไปเป็นเด็กไดจ้ ะเป็นเรื่องที่ดี เพราะ
จะทำให้เกิดบรรยากาศมีความเป็นอิสระมากขนึ้ และลดบรรยากาศทเ่ี ป็นทางการ ซ่ึงจะส่งผลให้ผู้ร่วมถอด
บทเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการตั้งคำถามแปลก ๆ เกิดขึ้นในระหว่างการถอดบทเรียน นอกจากน้ี
การเรยี กเฉพาะชื่อของผู้ร่วมถอดบทเรียนจะช่วยให้บรรยากาศทผี่ ่อนคลายมากกว่าการเรยี กตำแหน่งของ
ผู้รว่ มถอดบทเรียน อกี ทั้งเป็นการกระตนุ้ ให้ผรู้ ว่ มถอดบทเรยี นมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมมากขนึ้
2. การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเข้าใจใน
หน้าที่ของตนเอง สร้างบรรยากาศที่ดีในการถอดบทเรียน และทำให้การถอดบทเรียนเกิดความราบรื่น
วิธีการกำหนดกติกาในการถอดบทเรยี น ผู้อำนวยกระบวนการควรใหผ้ ู้ร่วมถอดบทเรียนมีส่วนร่วมในการ
กำหนดกติกาเพื่อให้ทุกคนเกิดความสบายใจในระหว่างการถอดบทเรียนประเด็นสำคัญที่ควรกำหนดใน
กติกาการถอดบทเรียน ไดแ้ ก่
โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจงั หวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พเิ ศษ)
เตรยี มความพร้อมสูส่ ่เี หล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
2.1 เป้าหมายการถอดบทเรียน เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรู้จาก
การปฏิบตั ิกิจกรรมท่ีผ่านมา
2.2 วิธีการถอดบทเรียน ใช้การระดมความคิดของผู้ร่วมถอดบทเรียน
เนน้ การแลกเปลย่ี นความคิดเห็น ไม่เนน้ การโต้เถียงหรือการทะเลาะววิ าท
2.3 หนา้ ทขี่ องผ้รู ว่ มถอดบทเรยี น ทกุ คนตอ้ งให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ใน
การปฏิบัติงานทุกคนต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงวิธีการ
ปฏิบัติงานให้ดีข้ึน
2.4 ข้อพึงระวังในการถอดบทเรียน ต้องไม่มีการตำหนิบุคคลใด ๆที่ เข้าร่วม
ถอดบทเรียนและไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนเมื่อผู้ร่วมถอดบทเรียน
ได้ร่วมกันกำหนดกติกาเรยี บรอ้ ย ผู้อำนวยกระบวนการควรบันทึกกตกิ าดังกล่าวลงในกระดาษฟลิปชารต์
และติดไวบ้ นผนงั ห้องให้ผรู้ ่วมถอดบทเรยี นมองเห็นทั่วทุกคน
3. การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่องผู้อำนวยกระบวนการต้องชี้แจงให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิด
ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ และวิธีการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ทบทวนความทรงจำ
จากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมาวิธีการจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง ผู้อำนวยกระบวนการควรเตรียมการเขียน
วัตถุประสงค์ และวิธีการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นขั้นตอนลงในกระดาษฟลิปชาร์ตไว้ล่วงหน้า และ
นำมาใช้ประกอบการชแ้ี จงใหผ้ ู้ร่วมถอดบทเรียนได้เกิดความเขา้ ใจ ซึง่ จะนำไปส่ผู ลลัพธท์ ่ีต้องการจากการ
ถอดบทเรยี น
4. เข้าสู่ประเด็นสำคัญของการถอดบทเรียนในการเริ่มต้นการถอดบทเรียน ผู้อำนวย
กระบวนการต้องอธิบายขั้นตอนการสกัดความรู้จากผู้ร่วมถอดบทเรียน และเป้าหมายของ
การถอดบทเรียนคือรายงานผลการปฏิบัติงานและบทเรียนจากการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน
และกระตุ้นให้ผ้รู ่วมถอดบทเรยี นไดร้ ว่ มถอดบทเรยี นตามลำดบั ขัน้ ตอนต่อไปนี้
4.1 การเล่าประสบการณจ์ ากวธิ กี ารปฏบิ ัติงานของผู้รว่ มถอดบทเรียน
4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนด
ในแผนปฏบิ ัติงานกับวธิ กี ารปฏบิ ตั ิงานจรงิ
4.3 การวเิ คราะหผ์ ลการปฏบิ ัติงานทท่ี ำไดเ้ ปน็ อยา่ งดขี องผู้รว่ มถอดบทเรียน
4.4 การใหข้ อ้ เสนอแนะวิธกี ารปฏิบตั งิ านต่อไปใหด้ ขี น้ึ ของผรู้ ่วมถอดบทเรียน
4.5 การวเิ คราะหอ์ ุปสรรคท่เี กิดขึ้นระหว่างการปฏิบัตงิ านผูร้ ่วมถอดบทเรียน
4.6 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
ของผู้ร่วมถอดบทเรียน
โรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พเิ ศษ)
เตรยี มความพรอ้ มสสู่ ่เี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
4.7 ข้อเสนอแนะในสงิ่ ทคี่ วรทำเพิ่มเติมในการปฏิบตั ิงานท่ผี า่ นมาของผ้รู ่วม
ถอดบทเรยี น
4.8 การประเมินความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของผู้ร่วมถอดบทเรียน
หน้าที่ของผู้จดบันทึกในระหว่างการถอดบทเรียนทั้ง 8 ขั้นตอน ผู้จดบันทึกต้องดำเนินการจดบันทึก
รายละเอียดข้อมูลทั้งหมดของผู้ร่วมถอดบทเรียน บันทึกเสียงการถอดบทเรียนทุกขั้นตอนและสังเกต
บรรยากาศในระหว่างการถอดบทเรียนพร้อมจดบันทึกไว้ประกอบการจัดทำรายงานการถอดบทเรียน
วธิ ีการดำเนินงานในข้นั ตอนการถอดบทเรียน มีรายละเอยี ดดังน้ี
1. การเลา่ ประสบการณจ์ ากวิธกี ารปฏบิ ตั ิงานของผรู้ ่วมถอดบทเรยี น
ผู้อำนวยกระบวนการเริ่มเปิดประเด็นให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเล่าประสบการณ์จากวิธีการปฏิบัติงาน
ซึ่งควรใช้วิธีการแสวงหาอาสาสมัครที่จะเริ่มต้นเล่าประสบการณ์เป็นคนแรก ถ้าไม่มีใครสมัครใจ
ผู้อำนวยกระบวนการรีบดำเนินการปรับแผนโดยการต้องระบุชื่อผู้ร่วมถอดบทเรียนซึ่งอาจจะใช้ชื่อ
ที่เริ่มต้นด้วยพยัญชนะ ก เป็นผู้เล่าประสบการณ์เป็นคนแรก หรืออาจจะเลือกผู้ที่มีอายุมาก
เป็นผู้เริ่มต้นเล่าประสบการณ์ เป็นต้นระหว่างการเล่าประสบการณ์ของผู้ร่วมถอดบทเรียน ผู้อำนวย
กระบวนการควรเปิดโอกาสให้ผู้เล่าประสบการณ์มีความอิสระในกา รเล่าประสบการณ์ หากมี
ความคิดเห็นหรอื ขอ้ เสนอแนะในการปฏิบัตงิ านทีผ่ า่ นมา สามารถสอดแทรกประเด็นดงั กล่าวไดใ้ นระหว่าง
การเล่าประสบการณ์หากผู้เล่าประสบการณ์ในลำดับต่อมากล่าวว่า ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของ
ตนเองเหมือนกับประสบการณ์ของคนก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยกระบวนการต้องตั้งคำถามทันทีว่า
ประสบการณ์ที่เหมือนกันมีเรื่องอะไรบ้าง การตั้งคำถามดังกล่าวทำให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้มีโอกาสเล่า
ประสบการณข์ องตนเอง ซึง่ สอดคล้องกบั กตกิ าทกี่ ำหนดไว้ในข้นั ต้น
2. การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนด
ในแผนปฏิบัติงานกับวิธีการปฏิบัติงานจริงก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนนี้ ผู้อำนวยกระบวนการ
ต้องเขียนขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานลงในกระดาษฟลิปชาร์ตไว้ล่วงหน้าผู้อำนวย
กระบวนการสรุปข้ันตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนจากการเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา
ลงในกระดาษฟลิปชาร์ตติดไว้บนกระดานด้านหน้า เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนสามารถมองเห็น
ได้ทุกคนผู้อำนวยกระบวนการนำกระดาษฟลิปชาร์ตซ่ึงมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานตาม
แผนปฏิบัติงานนำมาติดใกล้กับกระดาษ ฟลิปชาร์ตที่สรุปขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วม
ถอดบทเรียน เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ศึกษารายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานทั้ง 2 ส่วนผู้อำนวย
กระบวนการเปิดประเด็นการสนทนาให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง
ขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานและขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนผู้อำนวย
โรงเรียนองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสสู่ ี่เหลา่ ทัพ (Pre - Cadet : PCD)
กระบวนการควรสร้างบรรยากาศที่ดีให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนการ
ดำเนินงานอยา่ งอิสระ
3. การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานที่ทำได้เป็นอย่างดีของผู้ร่วม
ถอดบทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการนำข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียน
ในกระดาษฟลิปชาร์ตมานำเสนออีกครั้ง เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้วิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน
ที่ทำได้ดี และค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จผู้อำนวยกระบวนการสรุป
ประเด็นจากการวิเคราะห์ผลการปฏิบตั ิงานที่ทำได้ดีและสาเหตุที่ทำให้การปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จลง
ในกระดาษฟลปิ ชารต์
4. การให้ข้อเสนอแนะวิธีการปฏิบัติงานต่อไปให้ดีขึ้นของผู้ร่วม
ถอดบทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการนำข้อมูลสรุปประเด็นจากการวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานที่ทำได้ดี
และสาเหตทุ ท่ี ำให้การปฏิบตั ิงานประสบผลสำเรจ็ ท่เี ขียนลงในกระดาษฟลิปชาร์ตใหผ้ ู้ร่วมถอดบทเรียนได้
ศึกษาและคน้ หาวธิ กี ารปฏิบัติงานตอ่ ไปใหด้ ขี นึ้ กว่าเดิมผลลพั ธท์ ่ีสำคญั ในขั้นตอนนคี้ ือ ตอ้ งไดข้ อ้ เสนอแนะ
หรือข้อสรุปแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานที่เป็น
ประโยชน์ในอนาคต
5. การวิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานผู้ร่วมถอดบทเรียนผู้
อำนวยกระบวนการนำข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียนไว้ ในกระดาษ
ฟลิปชาร์ตมานำเสนออีกครั้ง เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้วิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่าง
การปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมายผู้อำนวยกระบวนการ
สรุปประเดน็ จากการวิเคราะห์อปุ สรรคทเ่ี กิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตหุ รือปัจจัยท่ีทำให้
การปฏบิ ตั งิ านไมบ่ รรลุเปา้ หมายลงในกระดาษฟลิปชาร์ต
6. การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงานของผู้
ร่วมถอดบทเรียนผู้อำนวยกระบวนนำข้อมูลสรุปประเด็นจากการวิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการ
ป ฏิ บ ั ต ิ ง า น แ ล ะ ค ้ น ห า ส า เ ห ต ุ ห ร ื อ ป ั จ จ ั ย ท ี ่ ท ำ ใ ห ้ ก า ร ป ฏ ิ บ ั ต ิ ง า น ไ ม ่ บ ร ร ล ุ เ ป ้ า ห ม า ย ท ี ่ เ ข ี ย น
ในกระดาษฟลิปชาร์ตให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ศึกษาและค้นหาวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการ
ปฏิบัติงานผลลัพธ์ที่สำคัญในขั้นตอนนี้คือ ต้องได้ข้อเสนอแนะหรือข้ อสรุปแบบเฉพาะเจาะจง
ซง่ึ สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์กำหนดแนวทางการปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กิดอุปสรรคในการปฏิบัติงานในอนาคต
7. ข้อเสนอแนะในส่ิงที่ควรทำเพิ่มเติมในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของผู้ร่วมถอด
บทเรยี นผอู้ ำนวยกระบวนการเร่ิมเปดิ ประเด็นและกระตุ้นให้ผรู้ ่วมถอดบทเรียนใหข้ ้อเสนอแนะเพิ่มเติมใน
การปฏิบตั ิงานทผ่ี ่านมา ถ้าไมม่ ีขอ้ เสนอแนะใด ๆ จากผรู้ ่วมถอดบทเรยี นกส็ ามารถข้ามขน้ั ตอนนีไ้ ด้
โรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจังหวดั เชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรยี มความพร้อมส่สู ่ีเหลา่ ทัพ (Pre - Cadet : PCD)
8. การประเมินความพึงพอใจผลการปฏิบัตงิ านทผ่ี ่านมาของผรู้ ่วมถอดบทเรียน
การถอดบทเรียนในขั้นตอนสุดท้าย ผู้อำนวยกระบวนการต้องจัดเตรียมบัตรคำเพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียน
ทุกคนไดป้ ระเมนิ ความพึงพอใจในการปฏบิ ัติงานทผ่ี ่านมาการกำหนดคา่ คะแนนความพึงพอใจ ค่าคะแนน
ความพึงพอใจน้อยที่สุดมีเท่ากับ 1 และค่าคะแนนความพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 10 ดังตัวอย่าง
ตอ่ ไปน้ี
ขอ้ พึงระวงั ในการถอดบทเรียน
กอ่ นการถอดบทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการควรจัดแบ่งเวลาการถอดบทเรียนในแต่ละข้ันตอนให้
ความเหมาะสมในระหวา่ งการถอดบทเรียน ผอู้ ำนวยกระบวนการต้องหม่นั สงั เกตพฤติกรรมของผู้เข้าร่วม
ถอดบทเรียนตลอดเวลา หากบรรยากาศในการถอดบทเรียนเริ่มเกิดความตึงเครียด ให้ยุติการถอด
บทเรียนทันที ซึ่งระยะเวลาในการผ่อนคลายของผู้ร่วมถอดบทเรียนควรอยู่ระหว่าง 10-15 นาที ควรจัด
อาหารวา่ งและเครือ่ งด่มื ใหแ้ กผ่ ู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียน
ขนั้ ที่ 2 การบนั ทกึ บทเรียน
การบันทึกบทเรียนเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของผู้จดบันทึก ในขั้นตอนนี้ผู้จดบันทึกต้องมีการ
ปฏิบัติงานรวม 3 ขั้น คือ การเตรียมตัวก่อนการบันทึก การบันทึกข้อมูลการถอดบทเรียนและการสรุป
รายงานการถอดบทเรียน โดยมรี ายละเอียดดังนี้
1. การเตรยี มตัวก่อนการบันทึกบทเรียน ผู้จดบนั ทึกควรเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินการถอด
บทเรียนใน 4 ประเด็น คือ ศึกษารายละเอียดโครงการ ศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียน จัดเตรียม
อุปกรณ์ในการบนั ทึกการถอดบทเรียน และเตรยี มความพร้อมทางร่างกายและจติ ใจซงึ่ มรี ายละเอยี ดดังนี้
1.1 การศกึ ษารายละเอียดโครงการในการศึกษารายละเอียดโครงการ ผจู้ ดบันทึกควรนำ
รายละเอียดโครงการมาศึกษาให้เกิดความเข้าใจ และดำเนินการจดบันทึกรายละเอียดโครงการให้แล้ว
เสร็จ จะทำใหเ้ กิดความเขา้ ใจเพิม่ ข้นึ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงานการถอดบทเรียน
1.2 การศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียนข้อมูลที่ใช้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษากรอบ
แนวคิดการถอดบทเรียน ขั้นตอนการถอดบทเรียน และประเด็นคำถามในการถอดบทเรียน
มีรายละเอียดดังนี้ การศึกษากรอบแนวคิดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนำกรอบแนวคิด
การ ถอดบทเรียนมาศึกษาให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมของการถอดบทเรียนทั้งหมด วัตถุประสงค์ของ
การถอดบทเรียน และสามารถนำหัวข้อและประเด็นที่ปรากฏในกรอบแนวคิดการถอดบทเรียนเขียน
บรรยายเป็นเนื้อเรื่องในเชิงพรรณนา และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงาน
การถอดบทเรียนการศึกษาขั้นตอนการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนำขั้นตอนการถอดบทเรียน
มาศึกษาให้เกิดความเข้าใจในแต่ละขั้นตอนมีวิธีการดำเนินงานอย่างไรบ้าง เพื่อวางแผนการจดบันทึก
ขอ้ มลู สำคัญท่ีจะเกดิ ขึน้ ในแต่ละขนั้ ตอนการศกึ ษาประเด็นคำถามในการถอดบทเรยี น จากประเดน็ คำถาม
โรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดเชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรียมความพรอ้ มส่สู ี่เหลา่ ทัพ (Pre - Cadet : PCD)
ซึ่งทีมงานถอดบทเรียนกำหนดไว้ ผู้จดบันทึกสามารถนำข้อมูลประเด็นคำถามดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ใน
การจดั ทำแบบฟอร์มบนั ทกึ บทเรียน
1.3 การจัดเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกการถอดบทเรียนอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้
ในการบันทึกการถอดบทเรียน ได้แก่ แบบฟอร์มบันทึกบทเรียน เครื่องบันทึกเสียง แถบบันทึกเสียง
แบตเตอรี่ และสมุดบันทึก
1) การจัดทำแบบฟอร์มบันทึกบทเรียนผู้จดบันทึกสามารถนำข้อมูลประเด็น
คำถามใช้ในการจัดทำแบบฟอร์มบันทึกบทเรียน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้จดบันทึกในระหว่าง
การถอดบทเรียน
แบบฟอร์มบนั ทึกบทเรียน มีรายละเอยี ดดังนี้
แบบบนั ทกึ บทเรยี นในโครงการ….........................................................................
หนว่ ยงานรบั ผดิ ชอบ.............................................................................................
วนั เดือนปีทีถ่ อดบทเรยี น.......................................................................................
รายชื่อผู้ร่วมถอดบทเรียน............................................................................... .......
รายชอ่ื ทีมงานถอดบทเรียน...................................................................................
รายช่ือผอู้ ำนวยกระบวนการ..................................................................................
วตั ถปุ ระสงค์ของการถอดบทเรยี น.........................................................
รายละเอยี ดของโครงการ.....................................................................................
วธิ ีปฏิบตั งิ านของผู้รว่ มถอดบทเรียน.............................................................
วธิ ปี ฏบิ ตั งิ านที่กำหนดในแผนปฏิบตั งิ านของโครงการ................................................
เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของวธิ ีปฏบิ ัตงิ านของผู้ร่วมถอดบทเรยี นกับวิธี
ปฏิบตั งิ านทกี่ ำหนดในแผนปฏบิ ตั ิงานของโครงการ.....................................
สง่ิ ท่ที ำได้ดจี ากการปฏิบัติงานของผ้รู ่วมถอดบทเรยี น..........................................
สาเหตุทที่ ำไดด้ ี...............................................................................................
ขอ้ เสนอแนะวิธีปฏบิ ตั งิ านต่อไปใหด้ ขี น้ึ .......................................................
อุปสรรคในการปฏิบตั งิ าน...................................................................
สาเหตขุ องการเกดิ อปุ สรรคในการปฏบิ ัตงิ าน..........................................
ขอ้ เสนอแนะวธิ ปี อ้ งกนั ไม่ใหเ้ กดิ อุปสรรคในการปฏบิ ัตงิ าน......................
ขอ้ เสนอแนะส่งิ ทคี่ วรกระทำเพมิ่ เติมในการปฏิบตั ิงานทผี่ ่านมา.................................
โรงเรียนองค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสู่สเ่ี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
วธิ ีการปฏบิ ัตงิ านที่จะทำใหค้ ะแนนความพงึ พอใจเพ่ิมขน้ึ ในการปฏบิ ตั ิงานต่อไป
2) การจัดเตรยี มเคร่อื งบันทกึ เสียงและอุปกรณ์ผจู้ ดบนั ทึกควรจัดหาเครื่องบันทกึ เสียงที่มคี ุณภาพ
ดี ใชง้ านสะดวก ผจู้ ดบันทึกควรทดลองใช้งานเคร่ืองบนั ทึกเสียงก่อนวันท่ีจะดำเนินการถอดบทเรียน เพื่อ
ทดสอบคุณภาพของเครื่องบันทึกเสียงว่าสามารถใช้งานได้จริงและได้ทดลองใช้งานจริงทำให้เกิดความ
คล่องตัวในการใช้เครื่องบันทึกเสียงเครื่องบันทึกเสียงที่ต้องใช้แถบบันทึกเสียง ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียม
แถบบันทึกเสียงให้มีปริมาณเพียงพอกับระยะเวลาทีต่ ้องบนั ทกึ เสียงระหว่างการถอดบทเรียน ส่วนเครื่อง
บันทึกเสียงที่ไม่ต้องใช้แถบบันทึกเสียง ได้แก่ เครื่องMP3 หรือ MP4 ผู้จดบันทึกต้องคัดลอกหรือลบ
ไฟล์ข้อมูลในเครื่องบันทึกเสยี งเพ่ือให้มีพ้ืนที่ว่างในการบันทึกเสยี งเพียงพอกบั ระยะเวลาท่ีต้องบันทึกเสียง
ในกรณที ่เี คร่อื งบนั ทกึ เสียงไม่สามารถใช้ไฟฟา้ และตอ้ งใชเ้ ฉพาะแบตเตอรีเ่ ท่าน้ัน ผ้จู ดบนั ทกึ ควรจดั เตรยี ม
แบตเตอร่สี ำรองใหเ้ พยี งพอกบั ระยะเวลา ท่ีต้องบนั ทึกเสยี งในระหว่างการถอดบทเรียน
3) การจัดเตรียมสมุดบันทึกสมุดบันทึกเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการปฏิบัติงาน
ของผ้จู ดบนั ทึก การจดั เตรยี มสมดุ บนั ทึกทด่ี ีควรมจี ำนวนหนา้ เพยี งพอต่อการจดบันทึกข้อมูลระหว่างการ
ถอดบทเรียนการเตรียมสมุดบันทึกไว้พร้อมใช้งานทำให้การปฏิบัติงานของผู้จดบันทึก มีความคล่องตัว
เมอ่ื จดบันทึกข้อมูลเสร็จแลว้ สามารถนำไปเกบ็ ไว้ไดเ้ ปน็ ระเบยี บและเกิดความสะดวกในการค้นหา
1.4 การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจในการเตรียมความพร้อม
ทางร่างกาย ผู้จดบันทึกควรออกกำลังกายให้ร่างกายเกิดความกระฉับกระเฉง สมองเกิดวามตื่นตัว และ
ควรบริหารมือให้มีความพร้อมในการจดบันทึก นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรงด
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดและควรนอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางคืนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 -8
ชัว่ โมง กอ่ นท่จี ะดำเนินการถอดบทเรียนในวนั รุ่งข้นึ สว่ นการเตรียมความพร้อมทางจติ ใจ ควรฝึกสมาธิให้มี
ความมั่นคง ทำจิตใจให้เบิกบาน มองโลกในแง่ดีและเห็นคุณค่าของการจดบันทึกข้อมูลจากการถอด
บทเรียน ซึ่งมีผลทำให้ทีมงานถอดบทเรียน ผู้ร่วมถอดบทเรียน และผู้สนใจเกิดได้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้
ประโยชนใ์ นการเรยี นรูห้ ลังจากเสรจ็ สนิ้ การถอดบทเรียน
2. การบันทึกข้อมูลการถอดบทเรียน สิ่งท่ีต้องดำเนินการ เมื่อเริ่มต้นการถอดบทเรียน
ผู้จดบันทึกควรเปิดเครื่องบันทึกเสียงและดำเนินการบันทึกเสียงตั้งแต่การสร้างบรรยากาศในการ
ถอดบทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจดั กจิ กรรมอุ่นเครื่อง และการถอดบทเรียนข้อมูล
ที่ตอ้ งจดบันทกึ ระหว่างการถอดบทเรยี น มดี ังนี้
2.1 ข้อมูลขั้นตอนและวิธีการจัดกิจกรรมถอดบทเรียน โดยเริ่มต้นจากการสร้าง
บรรยากาศในการถอดบทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง
และการถอดบทเรียนซึ่งเปน็ กิจกรรมสุดทา้ ย
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดเชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสูส่ เ่ี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
2.2 ข้อมูลจากการเล่าเรื่อง การวิเคราะห์ และการอภิปรายของผู้ร่วมถอดบทเรียนใน
ขั้นตอนการถอดบทเรยี น ซง่ึ ผจู้ ดบนั ทึกควรนำแบบฟอร์มการถอดบทเรยี นมาใชป้ ระโยชนใ์ นการจดบันทึก
ข้อมลู ตามประเด็นท่ีกำหนดไว้
2.3 ข้อมูลบรรยากาศระหว่างการถอดบทเรียน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การสร้างบรรยากาศ
ในการถอดบทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่องและ
การถอดบทเรียนเมื่อสิ้นสุดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกต้องตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล
อีกครงั้
3. การสรุปรายงานการถอดบทเรียนเมื่อเสร็จสิ้นการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกจะต้องอ่าน
รายงานการถอดบทเรียนให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียนได้รับทราบข้อมูลที่ได้
จดบันทึกทั้งหมด หากมีข้อมูลในขั้นตอนใดที่ไม่ชัดเจนหรือไม่สมบูรณ์ ผู้จดบันทึกสามารถเพิ่มเติม
รายละเอียดของข้อมูลดังกล่าวตามข้อเสนอแนะของผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียนเพื่อให้
ขอ้ มลู มีความสมบูรณ์
2. พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบบั ที่ 3 พ.ศ.2553)
1. หมวด 1 บทท่ัวไป ความมุง่ หมายและหลักการ
พร ะร า ช บ ั ญ ญ ั ต ิ ฉ บ ั บ นี้ ม ี เ จ ต น า ร ม ณ ์ ท ี ่ ต ้ อง ก า ร เ น ้ น ย ้ ำ ว ่ า ก า ร จั ด ก า ร ศ ึ ก ษ า ต ้ อง เ ป ็ นไป
เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
มีจริยธรรมและวฒั นธรรมในการดำรงชีวติ สามารถอยรู่ ่วมกบั ผู้อืน่ ได้อย่างมคี วามสุข
2. การจดั การศกึ ษา ใหย้ ดึ หลักดังนี้
1) เปน็ การศกึ ษาตลอดชีวิตสำหรบั ประชาชน
2) ให้สงั คมมสี ่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรยี นรูใ้ ห้เปน็ ไปอย่างตอ่ เนอื่ ง
3. สำหรับเรอ่ื งการจดั ระบบ โครงสรา้ งและกระบวนการจดั การศึกษา ใหย้ ึดหลักดังน้ี
1) มีเอกภาพดา้ นนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏบิ ัติ
2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง ส่วน
ทอ้ งถิน่
3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษา
ทุก ระดับและประเภท
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร ทาง
การศึกษาอยา่ งต่อเน่อื ง
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัดเชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสสู่ ี่เหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งตา่ ง ๆ มาใช้ในการจัดการศกึ ษา
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กร เอกชน องค์กรวชิ าชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบนั สังคม
4. หมวด 2 สทิ ธิและหน้าทท่ี างการศึกษา
1) บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า
สิบสองปี ท่ีรฐั ตอ้ งจัดให้อย่างท่วั ถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บคา่ ใช้จา่ ย
2) บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความต้องการ
เปน็ พเิ ศษ หรอื ผูด้ ้อยโอกาสมสี ิทธแิ ละโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพ้นื ฐานเปน็ พิเศษ
3) บดิ ามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าท่จี ัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับการศึกษา
ทง้ั ภาคบังคับ และนอกเหนือจากภาคบังคบั ตามความพร้อมของครอบครัว
4) บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมที่สนับสนุนหรือจัด
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มสี ทิ ธไิ ด้รับสทิ ธิประโยชนต์ ามควรแก่กรณดี งั นี้
- การสนับสนนุ จากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่
บุตรหรอื ผู้ซ่งึ อยใู่ นความดูแล รวมทงั้ เงินอดุ หนุนสำหรับการจัดการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
- การลดหย่อนหรอื ยกเวน้ ภาษสี ำหรบั คา่ ใช้จ่ายการศึกษา
5. หมวด 3 ระบบการศึกษา
1) การจดั การศึกษามีสามรปู แบบ คอื
- การศกึ ษาในระบบ - การศึกษานอกระบบ - การศึกษาตามอัธยาศัย
สถานศกึ ษาจัดได้ทงั้ สามรปู แบบ และใหม้ ีการเทียบโอนผลการเรยี นท่ีผ้เู รียนสะสมไว้ระหว่างรปู แบบ
เดียวกันหรอื ต่างรูปแบบได้ ไม่วา่ จะเป็นผลการเรยี นจากสถานศกึ ษาเดียวกนั หรือไมก่ ็ตาม
2) การศึกษาในระบบมีสองระดบั คอื
- การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานซึ่งจัดไมน่ ้อยกวา่ 12 ปี กอ่ นระดบั อุดมศึกษา
- ระดับอดุ มศกึ ษาแบ่งเป็น 2 คือ ระดับต่ำกว่าปรญิ ญาและระดับปรญิ ญา
3) ใหม้ ีการศกึ ษาภาคบังคับเก้าปี นับจากอายุย่างเข้าปีท่ีเจด็ จนอายยุ า่ งเขา้ ปที ี่สิบหกหรือเม่อื
สอบไดช้ ัน้ ปที ีเ่ ก้าของการศึกษาภาคบังคับ
4) สำหรับเรอ่ื งสถานศึกษาน้ัน การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ใหจ้ ัดใน
1) สถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรยี นของรฐั เอกชน และโรงเรยี นทส่ี งั กดั สถาบันศาสนา
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพรอ้ มสู่สี่เหลา่ ทัพ (Pre - Cadet : PCD)
สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบนั สังคมอืน่ เปน็ ผจู้ ัด
6. หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา
- การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคน สามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็ม
ตามศักยภาพ
- การจัดการศึกษาทั้งสามรูปแบบในหมวด 3 ต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม และ กระบวนการ
เรียนรู้ ในเร่ืองสาระความรู้
7. หมวด 5 การบรหิ ารและการจดั การศึกษา
ส่วนท่ี 1 การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของรัฐ
- แบ่งเป็นสามระดับ คือ ระดับชาติ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษา
เพือ่ เป็นการกระจายอำนาจลงไปสู่ทอ้ งถิน่ และสถานศกึ ษาใหม้ ากท่ีสุด
1.1 ระดับชาติ ให้มีกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ กำกับดูแล
การศึกษาทุกระดับและทุกประเภทรวมทั้ง การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดนโยบายแผน และ
มาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรรวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล
การจัดการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กระทรวง มีองค์กรหลักที่เป็นคณะ บุคคลในรูปสภาหรือ
คณะกรรมการสี่องค์กร คือ สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน
คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา คณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม
1.2 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการอุดมศึกษา
ระดับตำ่ กวา่ ปริญญาใหย้ ดึ เขตพน้ื ท่ีการศึกษาโดยคำนงึ ถงึ ปรมิ าณสถานศกึ ษาและจำนวนประชากรเป็นหลัก
1.3 ระดับสถานศึกษา ให้แต่ละสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับ
ต่ำกว่าปริญญา มีคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการ
ของสถานศึกษาและจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คณะกรรมการสถานศึกษาประกอบด้วย ผู้แทน ผู้ปกครอง
ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ผู้แทนศิษยเ์ ก่า ของ
สถานศึกษา และผทู้ รงคุณวุฒิ และให้ผู้บริหารสถานศกึ ษาเปน็ กรรมการและเลขานุการ ของ
คณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้กระทรวงกระจายอำนาจ ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหาร
งานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษาฯ เขตพื้นที่การศึกษา และ
สถานศึกษาในเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาโดยตรง
โรงเรยี นองคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรียมความพรอ้ มส่สู เี่ หลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
8. หมวด 6 มาตรฐานและการประกนั คุณภาพการศึกษา
- ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกัน
คณุ ภาพภายใน ระบบการประกันคณุ ภาพภายนอก
- หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกับคุณภาพภายใน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร และจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยตอ่
สาธารณชน
- ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
ทกุ หา้ ปี โดยสำนกั งานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา ซ่งึ เป็นองคก์ ารมหาชน
9. หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษา
- ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ตามมาตรา 53 ทำให้เกิด พรบ. สภาครูและบุคลากร
ทางการศึกษา 2546
- ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามมาตรา 54 ทำให้เกิด พรบ.
ระเบียบข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
- ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาอื่น
ทัง้ ของรัฐและเอกชน ตอ้ งมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ทั้งนี้ ยกเว้น ผู้ที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย จัดการศึกษาในศูนย์การเรียน วิทยากรพิเศษ และ
ผู้บริหารการศึกษาระดบั เหนือเขตพื้นทกี่ ารศึกษา
10. หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพ่อื การศกึ ษา
- ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน
ทั้งจากรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องค์กรวิชาชีพ สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอน่ื และตา่ งประเทศมาใช้จัดการศึกษา
- สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา
ใช้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอ่ืน
รวมทั้งหารายได้จากบริการของสถานศึกษาที่ไม่ขัดกับภารกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ที่ สถานศึกษา
ของรัฐได้มา ทั้งจากผู้อุทิศให้หรือซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถานศึกษา ให้เป็นกรรมสิทธ์ิ
ของสถานศึกษา บรรดารายได้และผลประโยชน์ต่าง ๆ ของสถานศึกษาของรัฐดังกล่าว ไม่เป็นรายได้
ทีต่ ้องสง่ กระทรวงการคลัง
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวัดเชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพรอ้ มสู่ส่เี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
11. หมวด 9 เทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษา
- รัฐจัดสรรคล่ืนความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการ ส่ง
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่นเพื่อประโยชน์สำหรับ
การศกึ ษา การทะนุบำรงุ ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรมตามความจำเป็น
- รัฐสง่ เสริมสนับสนนุ ใหม้ ีการศึกษาและพัฒนา การผลติ และพัฒนาแบบเรียน ตำรา ส่ือ
สงิ่ พมิ พ์อนื่ วัสดอุ ุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อการศกึ ษาอ่นื โดยจดั ใหม้ ีเงนิ สนบั สนุนและเปดิ ให้มีการแข่งขัน
โดยเสรอี ยา่ งเป็นธรรม รวมท้ังการตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพ่อื การศึกษา
- ใหม้ กี ารพัฒนาบคุ ลากรทัง้ ด้านผู้ผลิตและผูใ้ ชเ้ ทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนได้
พัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ อันจะนำไปสู่การแสวงหา
ความรไู้ ด้ดว้ ยตนเองอย่างต่อเนอื่ งตลอดชีวิต
- ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากเงินอุดหนุน
ของรฐั คา่ สัมปทานและผลกำไรที่ไดจ้ ากการดำเนินกิจการ ดา้ นส่ือสารมวลชน เทคโนโลยสี ารสนเทศ และ
โทรคมนาคมจากทกุ ฝ่ายที่เกี่ยวขอ้ ง ท้งั ภาครฐั ภาคเอกชน และองคก์ รประชาชน รวมท้ังให้มีการลดอัตรา
ค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยี ให้มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน
ส่งเสรมิ และประสานการศึกษา การพัฒนาและการใช้ รวมทัง้ การประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของ
การผลิตและการใช้เทคโนโลยเี พอื่ การศึกษา
3. การจัดการศกึ ษาตามพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพ่ิมเตมิ พ.ศ.2553)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็นความพยายามที่จะทำการปฏิรูป
การศึกษาครั้งสำคัญ ซึ่งดำเนินการจัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง
ฝ่ายข้าราชการ ครู อาจารย์ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ
มีการศึกษาปัญหา ประมวลองค์ความรู้ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการระดมผู้รู้ นักปราชญ์
มาช่วยกันคดิ ช่วยกันสรา้ งเป้าหมายของการศกึ ษาไทย
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เปน็ กฎหมายท่ีกำหนดขนึ้ เพ่ือแก้ไขหรือแก้ปัญหา
ทางการศึกษา และถอื ไดว้ ่าเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการปฏริ ูปการศึกษา อาจสรปุ หลักการสำคัญได้ 7 ด้าน
ดังนี้
1. ด้านความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรากฏตามนัย มาตรา 10 วรรค 1
คือ การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย มาตรา 8 (1)
การจัดการศึกษาให้ยึดหลักวา่ เป็นการศกึ ษาตลอดชวี ิตสำหรบั ประชาชน
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั เชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสูส่ ี่เหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
2. ด้านมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (3) กำหนดมาตรฐานการศึกษาและ
จัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา และ มาตรา 47 ให้มีระบบประกัน
คุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบประกัน
คุณภาพภายในและระบบประกนั คณุ ภาพภายนอก
3. ดา้ นระบบบริหารและการสนับสนนุ ทางการศกึ ษา ปรากฏตาม มาตรา 9 การจัดระบบ
โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (1) มีเอกภาพด้านนโยบายและหลากหลายใน
การปฏิบัติ (2) มกี ารกระจายอำนาจไปสู่เขตพ้ืนท่ีการศึกษา สถานศกึ ษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
(5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้จัดการศึกษา (6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน
องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาน
ประกอบการ และสถาบันสังคมอน่ื ๆ
มาตรา 43 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน ให้มีความเป็นอิสระ โดยมีการกำกับ
ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเชน่ เดียวกบั การศึกษาของรฐั
4. ด้านครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (4) มีหลักการส่งเสริม
มาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษาอย่างตอ่ เน่อื ง
มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และ
บคุ ลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ และมาตรฐานท่ีเหมาะสมกับการเปน็ วิชาชีพชนั้ สูง โดยการกำกับและ
ประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา
ให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจำการอย่าง
ตอ่ เน่อื ง รัฐพึงจดั สรรงบประมาณและจดั ต้ังกองทุนพฒั นาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่าง
เพยี งพอ
5. ด้านหลักสูตร ปรากฏตาม มาตรา 8 (3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไป
อย่างต่อเนื่อง มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานกำหนดหลักสตู รภาคบังคบั การศึกษาขั้น
พน้ื ฐาน เพอ่ื ความเป็นไทย ความเปน็ พลเมอื งทดี่ ขี องชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจน
เพือ่ การศกึ ษาต่อ ใหส้ ถานศึกษาขนั้ พ้นื ฐานมีหน้าทีจ่ ัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง
ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็น
สมาชกิ ทด่ี ีของครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสูส่ เี่ หล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
มาตรา 28 หลักสูตรสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับบุคคลพิการ
ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
บคุ คลให้เหมาะสมแกว่ ยั และศกั ยภาพ
สาระของหลักสูตรทั้งที่เป็นวิชาการและวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุล
ท้ังดา้ นความรู้ ความคดิ ความสามารถ ความดีงาม และความรบั ผิดชอบตอ่ สังคม
สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหน่ึงและวรรคสองแล้ว
ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูง และด้านการค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาองค์
ความรู้และพฒั นาทางสังคม
มาตรา 24 (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด
โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
6. ด้านกระบวนการเรียนรู้ ปรากฏตาม มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียน
ทกุ คนมคี วามสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือวา่ ผู้เรียนมคี วามสำคญั ทสี่ ดุ กระบวนการจดั การ
ศกึ ษาตอ้ งสง่ เสริมให้ผ้เู รียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเตม็ ตามศักยภาพ
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศกึ ษาและหนว่ ยงานทเี่ กยี่ วข้องดำเนินการ
ดังนี้ (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน
โดยคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคดิ การจดั การ การเผชิญสถานการณ์
และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้คิดได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (4)
จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝัง
คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูสามารถ
จัดบรรยากาศ สภาพแวดลอ้ มสื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อใหเ้ กิดการเรียนรู้และมีความรอบ
รู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเปน็ สว่ นหนึ่งของกระบวนการจัดการเรยี นรู้ ท้ังนี้ครูและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไป
พร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ (6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนได้ทุก
เวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อ
รว่ มกันพัฒนาผู้เรียนตามศกั ยภาพ
มาตรา 25 รัฐต้องเร่งส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์
อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อ่ืน
อย่างพอเพยี งและมปี ระสทิ ธภิ าพ
โรงเรียนองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสูส่ ีเ่ หลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความ
ประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไป
ในกระบวนการเรยี นการสอนตามความเหมาะสมของแตล่ ะระดับและรปู แบบการศึกษา
มาตรา 8 (1) และ (3) การจัดการศึกษายึดหลักดังนี้ (1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับ
ประชาชน (3) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรยี นร้ใู ห้เปน็ ไปอย่างต่อเน่ือง
7. ดา้ นทรพั ยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (5) การจัดระบบ โครงสร้าง
และกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัด
การศกึ ษา
มาตรา 58 ให้มีการระดมทรัพยากรการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน
ทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และต่างประเทศ มาใช้ในการ
จัดการศึกษา
มาตรา 60 ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษา ในฐานะที่มีความสำคัญสูงสุดต่อ
ความม่นั คงยั่งยนื ของประเทศ โดยจัดสรรเป็นเงนิ งบประมาณเพอ่ื การศกึ ษา
จากหลักการสำคัญดังกล่าวข้างต้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
คอื
1. ด้านหลักสูตร กล่าวถึงการปฏิรูปหลักสูตรให้ต่อเนื่อง เชื่อมโยง มีความสมดุลในเนื้อหาสาระ
ทั้งที่เป็นวิชาการ วิชาชีพ และวิชาว่าด้วยความเป็นมนุษย์ และให้มีการบูรณาการเนื้อหาหลากหลายที่มี
ประโยชน์ต่อการดำรงชวี ติ ได้แก่
1.1 เน้ือหาเกีย่ วกบั ตนเองและความสมั พันธร์ ะหวา่ งตนเองกับสงั คม
1.2 เนอ้ื หาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบำรุงรักษา ใช้ประโยชนจ์ ากธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม
1.3 เนื้อหาเก่ยี วกบั ศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม ภมู ิปัญญาไทย
1.4 เนื้อหาความร้แู ละทกั ษะด้านคณติ ศาสตร์และภาษา เนน้ การใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
1.5 เน้ือหาความรแู้ ละทกั ษะในการประกอบอาชพี และการดำรงชวี ิตอย่างมีความสุข
2. ด้านกระบวนการเรียนรู้ กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้
และพัฒนาตนเองได้ โดยถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเตม็ ตามศักยภาพ และเป็นการเรียนรอู้ ยา่ งต่อเน่ืองตลอดชวี ิต ดงั ขอ้ มูลที่
ระบุไว้เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาที่สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2543) ได้สรุปถึงลักษณะกระบวนการจัดการเรียนรู้ในสาระของ
พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ ไว้ดังน้ี
โรงเรยี นองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัดเชียงราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสสู่ เี่ หล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
2.1 มีการจดั เน้อื หาทส่ี อดคล้องกบั ความสนใจ ความถนดั ของผู้เรียน
2.2 ใหม้ กี ารเรียนรู้จากประสบการณ์และฝึกนิสยั รกั การอา่ น
2.3 จัดให้มีการฝึกทกั ษะกระบวนการและการจัดการ
2.4 มกี ารผสมผสานเนื้อหาสาระด้านตา่ ง ๆ อยา่ งสมดุล ปลกู ฝงั คุณธรรม
2.5 จดั การสง่ เสริมบรรยากาศการเรยี นเพือ่ ใหเ้ กดิ การเรียนรูแ้ ละรอบรู้
2.6 จดั ใหม้ ีการเรยี นรไู้ ดท้ ุกเวลา ทกุ สถานที่ และใหช้ ุมชนมีส่วนรว่ มในการจดั การเรียนรดู้ ว้ ย
3. ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนเปน็
สำคญั จะต้องประเมินผเู้ รยี นตามสภาพจริง โดยการใชว้ ธิ กี ารประเมนิ ผ้เู รยี นหลายๆ วธิ ี ไดแ้ ก่ การสังเกต
พฤติกรรมการเรียนและการร่วมกิจกรรม การใช้แฟ้มสะสมงาน การทดสอบ การสัมภาษณ์ ควบคู่ไปกับ
กระบวนการเรียนการสอน ผู้เรียนจะมีโอกาสแสดงผลการเรียนรู้ได้หลายแบบ ไม่เพียงแต่ความสามารถ
ทางผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนซ่ึงวดั ได้โดยแบบทดสอบเท่านัน้ การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ บบน้ีแสดง
ให้เห็นความแตกต่างอันเกิดจากผลการพัฒนาตนเองของผู้เรยี นในดา้ นตา่ ง ๆ ไดช้ ดั เจนมากขึ้น
4. ความหมายของหลกั สตู รและส่วนประกอบของหลักสูตร
ความหมายของหลกั สูตร
ความหมายของหลักสูตร (Curriculum) และการพัฒนาหลักสูตร (Developmental
Curriculum) คำว่า “หลักสูตร” แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “curriculum” ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก
ภาษาลาตินว่า “currere” หมายถงึ “running course” หรอื เสน้ ทางท่ีใช้ว่ิงแข่ง ตอ่ มาได้นำศัพท์นี้มาใช้
ในทางการศึกษาว่า “running sequence of course or learning experience” (Armstrong, 1989 :
2) เป็นการเปรียบเทียบหลักสูตรเสมือนสนามหรือลู่วิ่งให้ผู้เรียนจะต้องฟันฝ่าความยากของวิชา หรือ
ประสบการณ์การเรียนรู้ตา่ ง ๆ ท่ีกำหนดไวใ้ นหลักสูตรเพ่อื ความสำเรจ็
ในแวดวงนักศึกษาผู้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้มากมาย โดยไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นพ้อง
กับความหมายใดเพียงความหมายเดียว เพราะหลักสูตรเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแต่อาจ
แบ่งกลุ่มความหมายของหลักสูตรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มความหมายที่เน้นถึงเนื้อหาสาระที่จะต้อง
เรียนรู้ 2) กลุ่มความหมายที่เน้นความหมายสำคัญของจุดหมายที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน และ
3) กล่มุ ความหมายทเ่ี น้นกระบวนการที่จะพัฒนาผเู้ รียน
กาญจนา คณุ ารักษ์ (2535 : 1-4) ได้รวบรวมความหมายหลักสูตรไว้ดงั นี้
1. หลักสตู ร คือ รายวชิ าหรือรายการเนื้อหาที่สอนโรงเรียน
2. หลกั สตู ร คือ ประสบการณ์ทจี่ ัดให้แกผ่ ู้เรียน
3. หลกั สตู ร คอื กิจกรรมการเรยี นการสอนและวสั ดอุ ปุ กรณ์
โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสสู่ ่เี หลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
4. หลักสูตร คือ สิ่งที่โรงเรียน ผู้ปกครอง คาดหมายหรือมุ่งหวังจะให้ผู้เรียนได้รับหรือ
มคี ุณสมบตั ิในสง่ิ นั้น ๆ
5. หลักสตู ร คอื พาหนะท่ีจะนำผเู้ รยี นไปสคู่ วามสำเร็จตามเป้าหมายของการศึกษา
6. หลกั สูตร คือ สิ่งแวดลอ้ มตา่ ง ๆ ทางการเรยี น และสง่ิ แวดล้อมในโรงเรียน
7. หลกั สูตร คือ กระบวนการปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งครู นักเรียน และสง่ิ แวดลอ้ มการเรยี น
8. หลกั สตู ร คอื แผนหรือแนวทาง หรอื ข้อกำหนดในการจดั การศกึ ษาของโรงเรียน
9. หลักสูตร คือ เอกสาร หนังสือหลักสูตร และเอกสารประกอบหลักสูตรใด ๆ เ ช่น
แผนการสอน คมู่ ือครู แบบเรยี น เปน็ ตน้
10.หลักสูตร คือ วิชาความรู้สาขาหนึ่งที่ว่าด้วยทฤษฎี หลักการ และแนวปฏิบัติในการพัฒนา
หลักสตู ร
วิชัย วงษ์ใหญ่ (2537 : 12) ได้ให้แนวคิดว่า หลักสูตร คือ มวลประสอบการณ์ทั้งปวงที่จัดให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ครบถ้วนตามมาตราฐานคุณภาพสากล มาตรฐานความเป็นชาติไทยและมาตรฐานที่
ชมุ ชนท้องถิน่ ต้องการ
สงัด อทุ รานนั ท์ (2538 : 6) กลา่ ว หลักสูตร หมายถงึ ลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงตอ่ ไปนี้
1. หลักสูตร คือ สิ่งที่สร้างขึ้นในลักษณะของรายวิชา ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสาระ
ท่จี ัดเรยี งลำดบั ความยากงา่ ย หรือเปน็ ขั้นตอนอยา่ งดีแลว้
2. หลักสูตร ประกอบด้วยประสบการณ์ทางเรียนซึ่งได้วางแผนล่วงหน้าเพื่อมุ่งหวังจะให้เด็กได้
เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมในทางที่ต้องการ
3.หลักสตู ร เปน็ สิง่ ที่สังคมสรา้ งขึ้นสำหรบั ให้ประสบการณท์ างการศึกษาแก่เด็กในโรงเรียน
4. หลักสูตร ประกอบด้วยมวลประสบการณ์ทั้งหมดของผู้เรียน ซึ่งเขาได้ทำได้รับรู้ และได้ตอบสนองต่อ
การแนะแนวของโรงเรยี น
ใจทิพย์ เชื้อรตั นพงษ์ (2539 : 9) ใหค้ วามหมายหลักสูตรวา่ คือ SOPEA ประกอบดว้ ย
S คือ Subject matter ไดแ้ ก่ เน้อื หาท่ใี ช้ในการเรียนการสอน
O คือ Object ไก้แก่ วตั ถุประสงค์
P คอื plans ไดแ้ ก่ แผนสำหรับจดั โอกาสการเรยี นรู้หรอื ประสอบการณ์แกน่ ักเรียนท่คี าดหวัง
E คือ learner’s experience ไดแ้ ก่ ประสบการณ์ทงั้ ปวงของผู้เรยี นมาจดั โดยโรงเรยี น
A คอื education activities ได้แก่ กิจกรรมทาวการศึกษาทจ่ี ดั ให้กบั ผเู้ รียน
ชมพนั ธุ์ กุญชน ณ อยธุ ยา (2540 :3-5) ได้อธบิ ายความหมายของ “หลกั สตู ร” ว่ามคี วามแตกตา่ ง
กันไปตั้งแต่ความหมายที่แคบสุดจนจนถึงกว้างสุด แต่จำแนกความคิดเห็นของนักศึกษาที่ได้ให้นิยาม
ความหมายของหลกั สตู ร ออกเปน็ 2 ใหญ่ ๆ ดังน้ี
โรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมส่สู ่ีเหล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
1. หลักสูตร หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียน นักการศึกษาที่มีความคิดเห็นว่าหลักสูตร
หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียนนนั้ มองหลกั สูตรในลักษณะท่ีเป็นเอกสาร หรอื โครงการการศึกษาท่ี
สถาบันการศึกษาได้วางแผนไว้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามแผนหรือโครงการที่กำหนดไว้ หลักสูตรตาม
ความหมายนี้หมายถึงรวมถึง แผนการเรียนหรือรายวิชาต่าง ๆ ที่กำหนดให้เรียนรวมทั้งเนื้อหาวิชาของ
รายวิชาต่าง ๆ กิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผล ซึ่งได้กำหนดไว้ในแผน ความคิดเห็นของ
นักศึกษากลุ่มนีไ้ ม่รวมถงึ การนำหลกั สตู รไปใช้หรือการเรียนการสอนที่ปฏิบตั ิจริงแต่ทั้งแผนประสบการณ์
การเรียนกับการสอนท่ีปฏิบัติจรงิ มคี วามสัมพันธ์กันอยา่ งใกล้ชดิ
2. หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่สถาบันการศึกษาจัดให้ซึ่งหมาย
รวมถึงประสบการณ์การเรียนและการนำหลักสูตรไปใช้ด้วย แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของท้ัง
ทาบาและ ไทเลอร์ที่เห็นว่า หลักสูตรประกอบด้วยจุดมุ่งหมายประสอบการณ์ทางการศึกษาหรือเนื้อหา
การจัดประสบการณท์ างการศกึ ษาหรอื จัดการเนอื้ หาและกจิ กรรมการเรียนการสอนและการประเมนิ ผล
ธำรง บวั ศรี (2542 : 7) กลา่ วว่า หลักสตู ร คอื แผนซึ่งได้ออกแบบจัดทำขึน้ เพื่อแสดงจุดมุ่งหมาย
การจดั เนอ้ื หาสาระกิจกรรมและมวลประสบการณ์ในแต่ละโปรแกรมการศึกษา เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนมีพัฒนาการ
ในด้านตา่ ง ๆ ตามจดุ หมายทไี่ ด้กำหนดไว้
มาเรียม นิลพันธุ์ (2543 : 6) กล่าวว่า หลักสูตร หมายถึง เอกสารข้อกำหนดเกี่ยวกับมวล
ประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาไปในแนวทางที่ต้องการ ทั้งนี้ นักการศึกษาและนักพัฒนาหลักสูตร
ประเทศ ได้ใหค้ วามหมายและคำจำกัดความของหลักสตู รไว้ โดยสรปุ ดงั นี้
คาสเวลและแคมเบล (Caswell and Cambell 1935 : 66) ได้ให้จำกัดความว่าหลักสูตร
เปน็ สงิ่ ท่ปี ระกอบด้วยประสบการณ์ท้ังมวลของเด็ก ภายใต้การแนะแนวของครู
ไทเลอร์ (Tyler. 1949 : 79) ได้สรปุ วา่ หลกั สูตรเป็นส่ิงทีเ่ ด็กจะต้องเรียนรู้ท้ังหมด โดยมีโรงเรียน
เปน็ ผู้วางแผนและกำกับเพอื่ ใหบ้ รรลถุ งึ จุดหมายของการศึกษา
ทาบา (Taba. 1962 : 11) ให้คำสรุปเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างสั้น ๆ ว่าหลักสูตรเป็นแผนการ
เก่ยี วกบั การเรยี นรู้
กู๊ด (Good. 1973 : 157) ได้ใหค้ วามหมายของหลกั สตู รไว้ 3 ประการ ดงั น้ี คอื
1. หลักสูตร หมายถึง เนื้อหาวิชาที่จัดไว้เป็นระบบให้ผู้เรียนได้ศึกษา เพื่อสำเร็จหรือรับ
ประกาศนยี บัตรในสาขาวิชาหนง่ึ
2. หลักสูตร หมายถึง เค้าโครงสร้างทั่วไปของเน้ือหาหรือสิ่งเฉพาะที่จะต้องสอน ซึ่งโรงเรียนจัด
ให้แกเ่ ดก็ เพ่อื ใหส้ ำเรจ็ การศกึ ษาและสามารถเข้าศึกษาต่อในทางอาชีพต่อไป
3. หลักสูตร หมายถึง กลุ่มวิชาและการจัดประสบการณท์ ี่กำหนดไว้ให้ผู้เรยี นได้เรียนภายใต้การ
แนะนำของโรงเรียนและสถานศึกษา
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสูส่ ี่เหล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
โอลวิ า (Oliva. 1992 : 8-9) ได้ให้นยิ ามความหมายของหลักสูตรโดยแบ่งเป็นการใหน้ ยิ ามโดยยึด
จุดประสงค์ บริบทหรอื สภาพแวดล้อม และวิธดี ำเนินการหรือยทุ ธศาสตร์ ดังนี้
1. การให้นิยามโดยยดึ จดุ ประสงค์ (Purpose) หลักสตู รจึงมีภาระหน้าทที ี่จะทำให้ผเู้ รียนควรจะ
เป็นอย่างไร หรือมีลักษณะอย่างไร หลักสูตรในแนวคิดนี้จึงมคี วามหมายในลักษณะที่เป็นวิธีการที่นำไปสู่
ความสำเร็จตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายนั้น ๆ เช่น หลักสูตร คือ การถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม
หลกั สูตร คือ การพัฒนาทกั ษะการคิดผ้เู รียน เปน็ ต้น
2.การให้นิยามโดยยึดบริบทหรือสภาพแวดล้อม (Contexts) นิยามของหลักสูตร ในลักษณะน้ี
จึงเป็นการอธิบายถึงลักษณะทั่วไปของหลักสูตรซึ่งแล้วแต่ว่าเนื้อหาสาระของหลักสูตรนั้นมีลักษณะเป็น
อย่างไร เช่น หลักสูตรที่ยึดเนื้อหาวิชา หรือหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือหลักสูตรที่เน้นการ
ปฏิรูปสังคม เป็นต้น
3. การให้นิยามโดยยึดวิธีดำเนินการการหรือยุทธศาสตร์ (Strategies) เป็นการนิยามในเชิง
วิธีดำเนนิ การทเ่ี ป็นกระบวนการ ยทุ ธศาสตรห์ รือเทคนคิ วธิ ีการในการจัดการเรยี นการสอน เช่น หลักสูตร
คอื กระบวนการแก้ปัญหา หลกั สูตร คือ การอยู่รวมกนั เป็นกลุ่ม การทำงานกลุ่ม หลกั สตู ร คือ การเรียนรู้
เป็นรายบุคคล หลกั สูตร คือ โครงการหรือแผนการจัดการเรยี นการสอน เป็นตน้
โอลิวา ได้สรุปความหมายของหลักสูตรไว้ว่า หลักสูตร คือ แผนงานหรือโครงการ
ที่จัดประสบการณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้เรียน ภายใต้การดำเนินงานของโรงเรียน และในทางปฏิบัติหลักสูตร
ประกอบด้วยจำนวนของแผนการต่าง ๆ ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และมีขอบเขตกว้างหลายหลาย
เป็นแนวทางของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ต้องการ ดังนั้น หลักสูตรอาจเป็นหน่วย ( Unit)
เป็นรายวิชา (course) หรือเป็นรายวิชาย่อยต่าง ๆ (sequence of courses) แผนงานหรือโครงการทาง
การศกึ ษาดังกล่าวน้ีอาจจัดข้นึ ได้ทั้งในและนอกช้ันเรยี นหรอื โรงเรยี นก็ได้
จากที่กล่าวมาแล้วสามารถสรุปได้ว่า หลักสูตร หมายถึงมวลประสบการณ์ความรู้ต่าง ๆ
ที่จัดให้ผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นกิจกรรม โครงการหรือแผน เพื่อเป็นแนวทางใน
การจดั การเรยี นการสอนใหผ้ ู้เรียน ได้พฒั นาและมีคุณลักษณะตามความมุ่งหมายท่ีได้กำหนดไว้
ความสำคญั ของหลักสูตร
หลักสูตรมีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาทุกระบบ เนื่องจากข้อกำหนดต่าง ๆ ของหลักสูตรจะ
เป็นมาตรฐานในการจัดการศึกษาของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งทำให้เป็นแนวทางนำไปสู่การกำหนด
เป้าหมายของการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับผู้สอนในการ
ดำเนินการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายทั้งในด้านความรู้ในเนื้อหาสาระ ทักษะกระบวนการ
เรียนรู้และการคิด ทักษะทางสังคมและที่สำคัญคือคุณภาพทางด้านคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมอันพึง
โรงเรยี นองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรยี มความพรอ้ มสู่สเ่ี หลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
ประสงค์ นอกจากน้ี นักการศึกษาหลายท่านได้แสดงทัศนะและความคิดเห็นที่เกี่ยวกับความสำคัญของ
หลักสูตรว่าหลักสูตรมีความสำคัญอย่างไรต่อการจัดการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหลักสูตรมี
ความสำคัญต่อการกำหนดมาตรฐานและคุณภาพการเรียนรู้ของผูเ้ รียน ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนในแต่
ละวัยแต่ละระดับการศึกษาได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกันหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ
ผู้เรียนว่าควรเรียนรู้สาระการเรียนรู้อะไร มีเนื้อหาสาระมากนอ้ ยเพียงใด จาการศึกษาเอกสารพบว่ามผี ้ทู ่ี
กล่าวถงึ ความสำคัญของหลกั สูตรไวโ้ ดยสรุป ดังน้ี
สันต์ ธรรมบำรุง (2527 : 152) สรุปความสำคัญของหลักสตู รไว้ 9 ประการ คือ
1. หลักสูตร เป็นแผนปฏิบัติงานหรือเครื่องชี้แนวทางปฏิบัติงานของครู เพราะหลักสูตรจะ
กำหนดจดุ มงุ่ หมาย เนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผลไวเ้ ป็นแนวทาง
2. หลักสูตรเป็นข้อกำหนดแผนการเรยี นการสอน อันเปน็ ส่วนรวมของประเทศ เพอ่ื นำไปสู่ความ
มุง่ หมายตามแผนการศกึ ษาชาติ
3. หลักสูตรเป็นเอกสารของทางราชการ เป็นบัญญัติของรัฐบาล หรือเป็นธรรมนูญในการจัด
การศึกษา เพอื่ ให้บุคคลที่เกยี่ วขอ้ งกบั การศึกษาปฏบิ ตั ิตาม
4. หลักสูตรเป็นเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา เพื่อควบคุมการเรียนการสอนในสถานศึกษาระดับ
ต่าง ๆ และยังเป็นเกณฑ์มาตรฐานอย่างหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณ บุคลากร อาคาร สถานที่ วัสดุ
อปุ กรณ์ ฯลฯ ของการศึกษาของรัฐแกส่ ถานศกึ ษาอีกด้วย
5. หลกั สูตรเปน็ แผนการดำเนนิ งานของผูบ้ ริหารการศึกษา ท่ีจะอำนวยความสะดวกและควบคุม
ดแู ลตดิ ตามให้เป็นไปตามนโยบายการจดั การศกึ ษาของรัฐบาลดว้ ย
6. หลักสูตรจะกำหนดแนวทางในการส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาการของเด็กตาม
จุดมุ่งหมายของการศกึ ษา
7. หลักสูตรจะกำหนดและลกั ษณะรูปร่างของสังคมในอนาคตได้ว่า จะเป็นไปในรูปใด
8. หลักสูตรจะกำหนดแนวทางให้ความรู้ ทักษะ ความสามารถ ความประพฤติที่จะเป็น
ประโยชนต์ ่อสังคม อนั เปน็ การพฒั นากำลงั ซ่ึงจะนำไปสูก่ ารพฒั นาเศรษฐกจิ แบะสังคมแหง่ ชาติท่ีได้ผล
9. หลักสูตรจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความเจริญของประเทศ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือในการ
พัฒนาคน ประเทศใดจัดการศึกษาโดยมีหลักสูตรที่เหมาะสม ทันสมัย มีประสิทธิภาพทันต่อเหตุการณ์
และการเปลยี่ นแปลงย่อมไดก้ ำลงั ท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพสูง
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสสู่ ีเ่ หล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
พงษ์ศักดิ์ ภูกาบขาว (2540 : 18-19) กล่าวถงึ ความสำคัญของหลกั สูตรไวดงั นี้
1. หลักสตู รย่อมเป็นแนวทางในการปฏบิ ัติงานของครู
2. หลักสูตรย่อมเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนากา รของเด็ก
ตามจดุ มุ่งหมายของการศกึ ษา
3. หลักสูตรย่อมกำหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์ว่าเด็กควรได้รับสิ่งใดบ้าง
ทีเ่ ป็นประโยชนแ์ กเ่ ดก็ โยตรงและแกส่ ังคม
4. หลักสูตรย่อมกำหนดว่า เนื้อหาวิชาอะไรบ้างที่จะช่ วยให้เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคม
อย่างราบร่นื เป็นพลเมอื งดีของประเทศชาตแิ ละบำเพญ็ ประโยชนแ์ ก่สังคม
5. หลักสตู รย่อมกำหนดวธิ กี ารดำเนนิ ชวี ติ ของเด็กใหเ้ ปน็ ไปด้วยความราบรืน่ และผาสุข
6. หลักสูตรย่อมกำหนดแนวทางความรู้ ความสามรถ ความประพฤติ ทักษะและเจตคติ
ในอันท่ีจะอยู่ร่วมกนั ในสงั คม และบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ ชุมชนและประเทศ
จากทก่ี ล่าวมาแล้วสรุปได้วา่ หลกั สูตรเปน็ ส่งิ สำคัญในการจัดการศกึ ษา 3 ระดบั คือ
1. ระดับประเทศ เป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาโดยภาพแ ละเป็น
ตวั บ่งช้ใี ห้เหน็ แนวโน้มสงั คมกบั การจัดการศกึ ษาในอนาคต
2.ระดับสถานศึกษา ซึ่งนับได้ว่าหลักสูตรเป็นหัวใจและจุดเด่นของการจัดการเรียนการสอนใน
สถานศกึ ษาน้นั ๆ
3.ระดับห้องเรียนซึ่งมีความสำคัญต่อการนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อจัดการเรียนรู้ที่เกิดกับผู้เรียน
โดยตรง โดยมีรายละเอียดและเอกสารประกอบที่กำหนดแนวทางว่าจะสอนใคร เรื่องใด เพื่ออะไร
องคป์ ระกอบของหลกั สตู ร
องค์ประกอบของหลักสูตร นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ความหมายของหลักสูตรสมบูรณ์และ
สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การประเมินผล และการปรับปรุงการเรียนการสอน
หรอื การพัฒนาหลกั สตู รได้
องคป์ ระกอบของหลักสูตร โดยทว่ั ไปมี 4 องคป์ ระกอบ
1. ความมุ่งหมาย (objectives) คือ เป็นเสมือนการกำหนดทิศทางของการจัดการศึกษา
การจัดการเรียนการสอน เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาไปในลักษณะต่าง ๆที่พึงประสงค์อันก่อให้เกิด
ประโยชน์ในสังคมนั้นการกำหนดความมุ่งหมายของหลักสูตรต้องคำนึงถึงข้อมูลพื้นฐานของสังคม
เพื่อประโยชน์ ในการแก้ปัญหา และสนองความต้องการของสงั คมและผู้เรียน และต้องสอดคล้องสัมพันธ์
กับนโยบายการจัดการศึกษาของชาติด้วย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดองค์ประกอบของ
หลักสูตรส่วนนี้ เป็น 2 ลักษณะ คือ “หลักการของหลักสูตร” หมายถึง แนวทางหรือทิศทางในการจัด
โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรียมความพรอ้ มสูส่ ี่เหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
การศึกษาซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการจัดการศึกษาระดับนั้น ๆ จะได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ “จุดหมาย
ของหลักสูตร” หมายถึง พฤติกรรมต่าง ๆหรือคุณสมบัติต่าง ๆที่ต้องการให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน เมื่อผ่ าน
กระบวนการต่าง ๆ ตามท่ีกำหนดไว้ในหลักสตู รนนั้ แลว้
2. เน้อื หาวชิ า (Content) เปน็ สาระสำคญั ท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตรใหช้ ัดเจน โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้มี
ประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาไปสู่ความมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาสาระที่ได้กำหนดไว้ต้อง
สมบูรณ์ ต้องผนวกความรู้ ประสบการณ์ ค่านิยม แนวคิด และทัศนคติเข้าด้วยกันเพื่อใหผ้ ู้เรยี นได้พัฒนา
ทัง้ ในด้านความรู้ ความทศั นคติ และพฤติกรรมตา่ ง ๆ อนั พงึ ประสงค์
3. การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง เพราะ
เป็นกิจกรรมที่จะแปลงหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติกิจกรรมนั้นมีหลายลักษณะ แต่กิจกรรมที่สำคัญที่สุด คือ
กิจกรรมการเรียนการสอน หรือ อาจกล่าวได้ว่า “การสอนเป็นหัวใจของการนำหลักสูตรไปใช้” ดังน้ัน
ครผู สู้ อนจึงเปน็ ผู้ท่ีมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้จัดการเรยี นรู้ การกำหนดวธิ กี ารท่จี ะนำผู้เรียนไปสู่ความ
มงุ่ หมายของหลักสตู ร ประกอบด้วย
3.1 วิธีการจัดการเรยี นรู้ การกำหนดวิธีการจดั การเรยี นรูห้ ลกั สูตรจะเน้นแบบยดึ ครู
เป็นสำคัญหรือยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปรัชญาการศึกษา หรือแนวความคิด ความเชื่อใน
การจัดการศึกษาที่พึงประสงค์ และขึ้นอยู่กับจุดหมายของหลักสูตรนั้นเป็นสำคัญ สำหรับวิธีการจัดการ
เรียนรู้ตามหลักสูตรในปัจจุบันเน้นแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือเน้น “การสอนคนมากกว่าการสอน
หนังสือ” โดยมีแนวทางการจัดการเรียนรู้ เช่น กระบวนการเรียนหรือวิธีการเรียนสำคัญพอๆ กับ
เน้อื หาวิชาใหผ้ ูเ้ รียนเปน็ ผูแ้ สดงและครูเป็นผ้กู ำกับการแสดงชี้แนะแนวทาง ผู้เรียนค้นหาความรู้ สรุป และ
ตดั สินใจเอง สอนปฏิบตั คิ วบคู่ไปกบั ทฤษฎี เป็นต้น
3.2 วสั ดปุ ระกอบหลักสูตร หมายถึง วัสดุ เอกสาร รวมท้ังสอ่ื การเรียนการสอน
ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ครูใช้หลักสูตรได้โดยง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แบ่งออกเป็ น
2 ประเภท คอื
3.2.1 วสั ดุประกอบหลักสตู รสำหรับครู เชน่ แผนการจดั การเรยี นรู้ คู่มอื ครู ค่มู อื การใช้
หลักสตู ร คูม่ อื การประเมินผล คู่มอื การแนะแนว คมู่ ือการจดั กจิ กรรมเสริมหลักสูตร เป็นต้น
3.2.2 วัสดุประกอบหลักสูตรสำหรับนักเรียน เช่น หนังสือเรียน หนังสือแบบฝึกหัด
บัตรงาน หนงั สอื อา่ นเพ่ิมเตมิ แบบคดั ลายมือ เป็นตน้
3.3 การประเมนิ ผล (evaluation) เปน็ องคป์ ระกอบท่ชี ี้ให้เห็นว่าการนำหลักสูตร แปลง
ไปสู่การปฏิบัตินั้น บรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่ หลักสูตรเกิดสัมฤทธ์ิผลมากน้อยเพียงใด ข้อมูลจา
การประเมนิ ผลน้ีจะเปน็ แนวทางไปสู่การปรับปรุงและพฒั นาหลักสูตรต่อไป
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสสู่ ่ีเหล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
ธำรง บัวศรี (2538 : 7-8) ที่กล่าวเน้นว่า หลักสูตรประกอบด้วย 1) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2)
จุดประสงคข์ องการเรยี นการสอน 3) เนื้อหาสาระและประสบการณ์ 4) วัสดุอุปกรณแ์ ละสื่อการเรยี นการ
สอน 5) ประเมินผล
จากแนวคิดต่าง ๆทีก่ ล่าวมาทัง้ หมด สรุปได้ว่าองคป์ ระกอบสำคัญของหลกั สูตร คือ
1. จุดมุง่ หมายของหลักสตู ร เป็นผลส่วนรวมทีต่ ้องการใหเ้ กิดแกผ่ ู้เรียนหลังจากเรียนจบหลักสูตร
ไปแลว้
2. โครงสร้างเนื้อหาสาระ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทักษะและความสามารถที่ต้องการ
ให้มรี วมทงั้ ประสบการณ์ทตี่ ้องการให้ได้รบั
3. อัตราเวลาเรียน เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ครบกระบวนการและ
มีประสิทธภิ าพ
4. กิจกรรมการเรียนการสอนและสื่อ ทั้งนี้เพื่อให้แนวทางในการนำหลักสูตรไปใช้ในการจัด
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
5. การวดั และการประเมินผล เพือ่ ให้มีการตรวจสอบคุณภาพและเพม่ิ ประสิทธิภาพของหลักสูตร
ก่อนและหลังการนำไปใช้
องค์ประกอบหลักสูตรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และส่งผลถึงลักษณะ โครงสร้าง รูปแบบของ
หลักสูตรว่าจะเป็นอย่างไร โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญของ หลักสูตร คือ ความมุ่งหมาย (objectives)
เนื้อหาวิชา (Content) การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) การประเมินผล
(evaluation)
การพฒั นาหลกั สตู รแบบครบวงจร
การพัฒนาหลักสตู รมลี ักษณะเป็นกระบวนการท่มี ีความเป็นระบบและเป็นวงจรท่ีมีความสัมพันธ์
กัน ระบบการพัฒนาหลักสูตรแบบครบวงจรประกอบด้วย ระบบการร่างหลักสูตร ระบบ การใช้หลักสตู ร
และระบบการประเมนิ หลักสูตร โดยแต่ละระบบมรี ายละเอียดดงั น้ี
ระบบการพัฒนาหลกั สตู ร ประกอบด้วย การศกึ ษาสิ่งกาหนดหลักสูตร การกาหนด รปู แบบหลกั สตู ร การ
ตรวจสอบคณุ ภาพหลกั สูตร และการปรบั ปรุงหลักสูตร
ระบบการใช้หลักสูตร ประกอบด้วย การขออนุมัติใช้หลักสูตร การประชาสัมพันธ์ หลักสูตร
การวางแผนการใช้หลักสูตร การกาหนดงบประมาณ / ทรัพยากร และการบริหาร นิเทศ กากบั ดแู ล
ระบบการประเมินหลกั สตู ร ประกอบดว้ ย การวางแผนการประเมนิ การเกบ็ รวบรวม ขอ้ มลู การ
วิเคราะห์ขอ้ มลู และการรายงานผลการประเมนิ
โรงเรียนองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสสู่ ่เี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
ระบบการพัฒนาหลักสูตรทั้ง 3 ระบบที่ดีจะต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพื่อให้
กระบวนการพัฒนาหลักสูตร การใช้หลักสูตร และการประเมินหลักสูตรมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้อง
กบั กลุ่มเปา้ หมายหรือผใู้ ชห้ ลกั สตู ร ความสัมพันธ์ระหวา่ งระบบท้งั สาม ดังแผนภาพ
แผนภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการพัฒนาหลักสูตร ระบบการใช้หลักสูตร และระบบการ
ประเมินหลกั สตู รตามแนวคดิ การพัฒนาหลักสตู รแบบครบวงจร
ขั้นตอนการพฒั นาหลกั สตู ร
ทาบา (Hilda Taba. 1962) ได้กาหนดขนั้ ตอนการพัฒนาหลักสตู รไว้ 8 ขัน้ ตอนดงั นี้
1. การวินจิ ฉัยความต้องการจาเป็นของการพฒั นาหลกั สตู ร (Diagnosing Needs)
2. การกาหนดวัตถุประสงค์ของหลักสตู ร (Formulating Specifics Objectives)
3. การคัดเลอื กเนือ้ หาสาระ (Selecting content)
4. การจัดลาดับเนื้อหาสาระ (Organizing Content)
5. การคัดเลือกประสบการณก์ ารเรยี นรู้ (Selecting Learning Experiences)
6. การจัดลาดับประสบการณก์ ารเรยี นรู้ (Organizing Learning Experiences)
7. การกาหนดแนวทางการวัดและประเมินผล (Evaluating)
8. การตรวจสอบความสมดลุ และลาดบั (Checking for Balance and Sequence)
โรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสู่สเ่ี หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
โครงสร้างหลักสตู ร
โครงสร้างของหลักสูตร หมายถึง การกำหนดรูปแบบของการจัดเนื้อหาสาระ การกำหนด
ขอบเขตหรอื จำนวนความมากนอ้ ยของสาระ รวมทั้งเวลาเรียน เพือ่ ให้บรรลุเปา้ หมายของหลกั สตู ร
การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และเพม่ิ เติม สถานศึกษาสามารถดำเนินการ ดงั น้ี
- ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพนื้ ฐานของแตล่ ะกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ได้ตามความ
เหมาะสม ทั้งน้ี ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียนต้องมี
คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชว้ี ดั ที่กำหนด
- ระดบั มัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรยี นพ้ืนฐานให้เปน็ ไปตามท่กี ำหนดและสอดคล้องกับ
เกณฑก์ ารจบหลักสตู ร
สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติม ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม
หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อม จุดเน้นของสถานศึกษาและเกณฑ์
การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สถานศึกษาอาจจัดให้เป็นเวลาสำหรับสาระการ
เรียนร้พู น้ื ฐานในกลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทยและกลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120
ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 360 ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนว
กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชน์ใหส้ ถานศกึ ษาจัดสรรเวลาใหผ้ เู้ รยี นไดป้ ฏบิ ตั ิกิจกรรม ดงั น้ี
ระดับประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จำนวน 60 ช่ัวโมง
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น (ม.1-3) รวม 3 ปี จำนวน 45 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
รปู แบบหลักสตู ร
หลกั สตู รแต่ละรูปแบบจะแตกต่างกันในประเด็นสำคญั ดังตอ่ ไปน้ี คือแนวความคิดหรือปรัชญาใน
การจัดการศึกษาแตกต่างกันจุดเน้นของความมุง่ หมายแตกต่างกัน เป็นต้น จากหลักเกณฑ์ความแตกต่าง
ของหลกั สตู รดงั กล่าวข้างตน้ อาจจำแนกรูปแบบของหลักสตู รได้ 8 รูปแบบ ดังน้ี
3.1 หลักสูตรแบบเนื้อหาวิชาหรือแบบรายวิชา เป็นหลักสูตรแบบดั้งเดิมหรือหลักสูตรเก่า
ที่เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาความรู้ต่าง ๆ จะจัดไว้
เพอื่ ถ่ายทอดอยา่ งมีระเบียบตามทผ่ี รู้ ใู้ นแตล่ ะวชิ าไดก้ ำหนดไว้
3.2 หลกั สตู รแบบสัมพนั ธว์ ชิ า เป็นหลักสูตรท่ีมีพนื้ ฐานมาจากหลักสูตรแบบรายวชิ าเนื่องจากเม่ือ
นำหลักสูตรรายวิชาไปใช้การเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละวิชาแตกแยกกันมากข้ึน ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้
โรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรียมความพร้อมสูส่ ่ีเหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
ประโยชน์ได้น้อย เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงนำเนื้อหาวิชาต่างๆที่มีลักษณะคล้ายคลึง และ มีส่วนเกี่ยวข้อง
สัมพันธก์ ันจดั ไวด้ ว้ ยกัน
3.3 หลักสูตรแบบหมวดวิชา หรือสหสัมพันธ์ หลักสูตรลักษณะแบบนี้จุดมุ่งหมาย
จะผสมผสานเนื้อหาวิชาที่มีลักษณะใกล้เคียงกนั หรอื สาขาเดยี วกัน ใหม้ ีความสัมพันธ์ระหว่างวิชามากขึ้น
ในลักษณะหมวดวิชา เช่น หมวดวิชาสังคมศึกษา ประกอบด้วยวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าท่ี
พลเมือง ศีลธรรม เป็นต้น
3.4 หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ หลักสูตรลักษณะแบบนี้ต้องการแก้ไขข้อบกพร่องของ
หลักสูตรแบบรายวชิ า ทไ่ี ม่คำนงึ ถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียน หลักสูตรน้ีจึงยึดเอากิจกรรม
ความสนใจและประสบการณ์แวดล้อมมาเป็นแนวทางในการจัดลำดับประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อให้
ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง โดยยึดปรัชญาพิพัฒนาการเป็นแนวทางด้านการวัดผลให้
ความสำคญั กบั การพัฒนาผู้เรียนมากกว่าปริมาณความรู้ความจำ โดยมขี ้อดี คือ สนองความต้องการ และ
ความสนใจของผู้เรียนเป็นการเรยี นอยา่ งมีความหมาย เป็นตน้
3.5 หลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม หลักสูตรนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดปรัชญาพิพัฒนา
การนยิ ม ของ จอหน์ ดวิ อี้ ซงึ่ เช่อื วา่ การเรยี นรูเ้ กดิ จากประสบการณ์ และประสบการณ์จะทำใหพ้ ฤติกรรม
เปลี่ยนแปลง หลักสูตรนี้จะยึดเอาสังคมและชีวิตของเด็กเป็นหลัก เช่น การมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม
ประเพณีของสังคมที่แวดล้อมอยู่โดยพยายามให้เนื้อหามีส่วนสั มพันธ์กับชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ไป
ประยุกต์ใชใ้ นชีวติ จริง เป็นตน้
3.6 หลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรแบบนี้มลี ักษณะผสมผสานเน้ือหาวิชาเพื่อท่ีจะตอบสนองความ
ต้องการและความสนใจของผู้เรยี น สง่ เสริมการเรียนทม่ี คี วามสัมพันธก์ ับประสบการณช์ วี ติ ของผู้เรียนของ
ผูเ้ รยี น หลักสตู รประกอบด้วยสิ่งท่ีผเู้ รียนต้องเรียนเปน็ ความรู้หน่ึง และส่วนทใี่ ช้เลอื กส่วนหนง่ึ หลักสำคัญ
อยู่ที่การจัดการเวลาเรียน และการจัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและขณะเดียวกัน
เน้นการเรียนร้ทู างวิชาการอยา่ งมีระบบ โดยมขี อ้ ดี คอื มีการผสมผสานทางด้านการเรยี นร้แู ละเน้ือหาวิชา
มีความเกี่ยวพันกับชีวิตและความสนใจของผู้เรียน สนองความสนใจและความถนัดของแต่ละบุคคล เปิด
โอกาสให้ผเู้ รยี นศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเตมิ ด้วยตนเอง
3.7 หลักสูตรแบบเอกัตภาพ หลักสูตรแบบนี้จัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรไปตามความเหมาะสม
และความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคล การจัดหลักสูตรแบบนี้ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของครูผู้สอนที่จะ
วิเคราะห์ความต้องการ ระดับสติปริญญา และความสามารถของผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง จัดการเรียนการ
สอนอยู่ในรูปของการจัดชุดการเรียนให้ผู้เรียนได้ศึกษาและพัฒนาความสามารถของตนไปตามลำดับ มี
ข้อดีคือ ผู้เรียนสามารถได้เรียนได้ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยให้คำแนะนำปรึกษา ผู้เรียนยึดแนวการสอนที่
จัดทำไว้ โดยไม่ต้องพบผู้สอนเป็นประจำ ผู้เรียนที่มีความสามารถสูงสามารถพัฒนาตนเองได้เต็ม
โรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรยี มความพร้อมสสู่ ีเ่ หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
ความสามารถ แต่มขี อ้ จำกดั ทว่ี า่ ความสัมพนั ธ์ในการรวมกลุ่มมีน้อย ผู้เรียนทข่ี าดความรบั ผดิ ชอบและไม่มี
ความซ่อื สตั ย์อาจจะไม่ไดผ้ ลเตม็ ที่ การแกป้ ญั หาต่าง ๆ กระทำไดน้ ้อยและควรจะมาจากความคิดเห็นของ
กลุม่ มากกวา่ คนเดียว
3.8 หลักสูตรบูรณาการ เป็นการผสมผสานเนื้อหาเข้าด้วยกัน ไม่แยกเป็นรายวิชาโดยพยายาม
รวมประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยจะคัดเลือกตัดตอนมาจากหลายๆ สาขา แล้วมา
จัดเป็นกลุ่มหมวดหมู่เพื่อให้นักเรียนได้ประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง มีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตและพัฒนา
ตนเอง การบูรณาการเนื้อหาวขิ าต่าง ๆ จะเน้นที่ตัวเด็กและปัญหาสังคมเป็นสำคัญ การจัดการเรียนสอน
มงุ่ ให้ผู้เรยี นได้รับประสบการณ์ตรง และนำความร้ไู ปใช้ในชีวิตประจำวนั จัดกจิ กรรมใหส้ อดคล้องกับความ
สนจและความตอ้ งการ การวัดผลจะเนน้ พฒั นาการทุกด้านโดยเฉพาะด้านความสามารถในการแก้ปัญหามี
ข้อดี คือ ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ต่อเนื่อง มีประโยชน์โดยตรงต่อการดำรงชีวิตเป็นหลักสูตรที่มีการ
ผสมผสานกันอยา่ งดี
จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การกำหนดรูปแบบของหลักสูตรเป็นการพิจารณาเลือกและจัด
เนื้อหาวิชาของวิชาของหลักสูตรให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักสูตร โดยหลักสูตรแต่ละรูปแบบ
จะมจี ดุ มุ่งหมายโครงสร้างหลักสูตรที่แตกตา่ งกนั ออกไป เนือ่ งจากการสร้างหลกั สูตรแตล่ ะคร้งั ต่างยุคต่าง
สมยั จงึ ต้องคำนงึ ถึงพ้ืนฐานทตี่ า่ งกนั ดว้ ย
ลักษณะของหลักสูตรท่ดี ี
หลักสูตรที่ดีย่อมส่งผลดีต่อการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน กล่าวคือ
หลักสูตรที่ดีจะเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียนนำไปปฏิบัติได้ดี มีประสิทธิภาพทางด้านครูสามารถ
นำไปใชใ้ นการจัดการเรียนการสอนใหเ้ กิดผลดตี ่อผเู้ รยี น หลกั สูตรที่ดีควรมลี ักษณะดังน้ี คือ
1. หลักสูตรควรมีความคล้องตัว และสามารถปรับปรุงและยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับสภาพการณ์
ตา่ ง ๆ ทเี่ ปลย่ี นแปลงได้เป็นอยา่ งดี
2. หลักสูตรควรเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การเรียนการสอนได้บรรลุตามความมุ่งหมาย
ท่กี ำหนดไว้
3. หลกั สูตรควรไดร้ ับการจัดทำหรือพฒั นาจากคณะบุคคลหลายฝ่าย
4. หลกั สูตรจะตอ้ งจัดได้ตรงตามความมุ่งหมายของการศึกษาแห่งชาติ
5. หลักสูตรควรจะมีกิจกรรมกระบวนการและเนื้อหาสาระของเรื่องที่สอนบริบูรณ์เพียงพอที่จะ
ช่วยใหผ้ ูเ้ รยี นคดิ เปน็ ทำเป็น แก้ปัญหาเปน็ และพัฒนาการเรียนผ้เู รยี นในทกุ ๆ ด้าน
6. หลักสตู รควรบอกแนวทาง ดา้ นสอื่ การสอน การใช้ส่ือ การวัดและประเมินผลไว้อย่างชดั เจน
7. หลกั สูตรควรจะมีลกั ษณะที่สนองความต้องการและความสนใจ ท้งั ของนักเรยี นและสงั คม
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพรอ้ มสสู่ ี่เหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
8. หลักสูตรควรส่งเสริมความเจริญงอกงามในตัวผู้เรียนทุกด้าน รวมทั้งส่งเสริมความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์
9. หลกั สตู รควรชีแ้ นะแนวทางกระบวนการเรียนรู้ เพอื่ ให้ผู้เรยี นได้เพิ่มพนู ความรู้ ทักษะและเจต
คตไิ ดด้ ้วยตนเอง จากส่อื ตา่ ง ๆ ที่อยรู่ อบตวั
10. หลักสตู รควรจัดทำมาจากการศกึ ษาขอ้ มลู พื้นฐานดา้ นต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
11. เปน็ หลกั สูตรท่ยี ดึ ผเู้ รียนเป็นสำคัญ เนื้อหาและกิจกรรมตอ้ งเหมาะสมกบั ธรรมชาติ
12. เนือ้ หาและประสบการณ์ต้องสอดคล้องกบั สภาพการดำรงชวี ิตของผู้เรียน ประสบการณ์ต้อง
เปน็ สิ่งที่ใกล้ตวั และสามารถนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
สรปุ หลักสตู ร หมายถงึ มวลประสบการณ์ความรู้ตา่ ง ๆ ทีจ่ ัดให้ผเู้ รียนท้งั ในและนอกห้องเรียนซ่ึง
มีลักษณะเป็นกิจกรรม โครงการหรือแผน ซึ่งประกอบด้วย ความมุ่งหมายของการสอน เพื่อเป็นแนวทาง
ในการจัดการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้พัฒนาและมีคุณลักษณะตามความมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้
หลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการศกึ ษา ที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาของประเทศ หรือกล่าว
อีกในหนึ่งได้ว่าหลักสูตรเป็นหัวใจของการจัดการเรียนการสอน ที่กำหนดแนวทางว่าจะสอนใคร เรื่องใด
เพื่ออะไร
5. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560)
การจดั การศกึ ษาขน้ั พื้นฐานจะตอ้ งสอดคล้องกบั การเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม วัฒนธรรม
สภาพแวดล้อม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาและ
เสริมสร้างศักยภาพคนของชาติให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศ โดยการ
ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล สอดคล้องกับประเทศ
ไทย 4.0 และโลกในศตวรรษท่ี 21
กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้ดำเนินการ ทบทวน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 โดยนำข้อมูลจากแผนพัฒนา เศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 มาใช้
เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรให้มีความเหมาะสมชัดเจน ยิ่งขึ้น ในระยะสั้นเห็นควร
ปรับปรุงหลกั สตู รในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และสาระ ภมู ศิ าสตรใ์ นกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึง่ มีความสำคญั ต่อการพัฒนา ประเทศ และเปน็ รากฐานสำคัญ
ที่จะช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือ
โรงเรยี นองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัดเชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรียมความพรอ้ มสูส่ ีเ่ หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
สถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีที่
เหมาะสมในการบูรณาการกับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และคณติ ศาสตร์ เพื่อแกป้ ัญหาหรือพัฒนางาน
ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่นำไปสู่การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ หรือสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เอื้อ
ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต การใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณ ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ
เทคโนโลยีและการสื่อสารในการแก้ปัญหาที่พบใน ชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งใช้ความรู้
ความสามารถ ทักษะ กระบวนการ และเคร่อื งมือทาง ภูมิศาสตร์ เรียนรสู้ ิ่งต่าง ๆ ท่อี ยูร่ อบตวั อย่างเข้าใจ
สภาพที่เป็นอยู่และการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การจัดการและปรับใช้ในการดำรงชีวิตและการประกอบ
อาชีพอย่างสรา้ งสรรค์
การปรับปรุงหลักสูตร ยังคงหลักการและโครงสร้างเดิมของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ
การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ แต่มุ่งเน้นการปรบั ปรุงเนื้อหาใหม้ ีความทันสมัย ทัน
ต่อการเปล่ียนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวทิ ยาการต่าง ๆ คำนึงถงึ การสง่ เสริมใหผ้ ้เู รียน มีทักษะที่
จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ เตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
พร้อมทจี่ ะประกอบอาชีพ เมือ่ จบการศึกษา หรอื สามารถศึกษาต่อในระดับทสี่ งู ข้ึน สามารถแข่งขนั และอยู่
ร่วมกบั ประชาคมโลกได้
กรอบในการปรับปรุง คือ ให้มีองค์ความรู้ที่เป็นสากลเทียบเท่านานาชาติ ปรับมาตรฐานการ
เรียนรู้และตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน สอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในกลุ่มสาระการ
เรยี นรู้ และระหว่างกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ตลอดจนเชอื่ มโยงองคค์ วามรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และ
เทคโนโลยี เข้าด้วยกัน จัดเรียงลำดบั ความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละระดับชั้นตามพัฒนาการแต่ละชว่ ง
วัย ให้มีความเชื่อมโยงความรู้และกระบวนการเรียนรู้ โดยให้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
พฒั นาความคดิ
กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 3) ได้ระบุหลักการ และจุดหมายของหลักสูตรการศึกษา
ขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ดงั นี้
โรงเรยี นองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดเชียงราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พเิ ศษ)
เตรียมความพร้อมส่สู ีเ่ หล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
1. หลักการ
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน มีหลกั การทีส่ ำคญั ดงั นี้
1.1 เป็นการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรบานการเรียนรู้เป็น
เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็น
ควบค่คู วามเปน็ สากล
1.2 เป็นการศกึ ษาเพอื่ ปวงชน ที่ประชาชนทุกคนจะไดร้ บั การศึกษาอยา่ งสมำ่ เสมอภาค และ
มีคุณภาพ
1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศกึ ษาใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความต้องการของท้องถิน่
1.4 เป็นหลักสูตรทมี่ โี ครงสร้างยดื หย่นุ ท้งั ด้านสาระ เวลา และการจัดการการเรียนรู้
1.5 เปน็ หลักสูตรท่ีเน้นผูเ้ รยี นเป็นสำคญั
1.6 เป็นหลักสูตรทจ่ี ดั การศกึ ษาสำหรับ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั
ครอบคลุมทกุ กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์
2. จดุ มุ่งหมาย
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มี
ความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดจุดหมายเพื่อให้
เกิดกบั ผ้เู รียน เม่อื จบการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ดังนี้
2.1มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมทีพ่ ึงประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง มีวินัยและปฏิบัตติ นตามหลกั ธรรม
ของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาท่ตี นนบั ถือยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2.2 มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้
เทคโนโลยีและมที ักษะชีวติ
2.3 มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ทด่ี ี มีสขุ นิสยั และรกั การออกกำลงั กาย
2.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
2.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมปิ ัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มี
จติ สาธารณะท่ีมุง่ ทำประโยชน์และสรา้ งส่ิงท่ดี ีงามในสังคม และอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมอย่างมคี วามสุข
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสูส่ ่ีเหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
3. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน มุ่งให้ผูเ้ รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถา่ ยทอดความคดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจ ความรู้สกึ และทศั นะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัด
และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ ีการสอ่ื สาร ทมี่ ีประสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบท่ีมตี อ่ ตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด เปน็ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคดิ อยา่ ง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพ่อื การตัดสินใจเกีย่ วกบั ตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพนั ธแ์ ละการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณต์ ่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามรู้มาใช้ใน
การป้องกันและแก้ไขปญั หา และมกี ารตัดสินใจท่ีมีประสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบที่เกิดข้ึน ต่อ
ตนเอง สงั คมและส่งิ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และ
การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ
ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และ
การรู้จักหลกี เลีย่ งพฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์ทสี่ ่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่างๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ
ทำงาน การแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
4. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอยู่ร่วมกับผูอ้ ืน่ ในสังคมไดอ้ ย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ซือ่ สตั ย์สุจรติ
3. มวี นิ ัย
4. ใฝ่เรียนรู้
โรงเรียนองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พเิ ศษ)
เตรยี มความพรอ้ มสู่ส่ีเหลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
6. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
7. รกั ความเป็นไทย
8. มีจติ สาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม
บริบทและจุดเนน้ ของตนเอง
5. มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน จงึ กำหนดให้ผูเ้ รยี นเรียนรู้ 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดังน้ี
1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศึกษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชพี
8. ภาษาตา่ งประเทศ
6. ขอ้ มลู พ้นื ฐานโรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ถือกำเนิดจากนโยบาย ในการจัดการศึกษา
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนและประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามที่ นายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แถลงไว้ต่อสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และผ่านการ
ประเมนิ ความพร้อม จากสำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาเชยี งรายเขตหน่งึ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ใหอ้ งค์การ
บริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ (โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งราย, 2554:3)
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จัดตั้งขึ้นจากนโยบายในการจัดการศึกษา
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน และประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามที่
นางรัตนา จงสุทธนามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในขณะนั้น แถลงไว้ต่อสภาองค์การ
โรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พิเศษ)
เตรียมความพรอ้ มสู่สเี่ หล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
บริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และผ่านการประเมินความพร้อมจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย
เขต 1 กระทรวงศกึ ษาธกิ ารให้องค์การบริหารสว่ นจังหวดั เชียงราย สามารถจดั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐานได้
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 มีครูจำนวน 12 คน มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 126 คน
มีผู้บริหารสถานศึกษาคือ นายศราวุธ สุตะวงค์ โดยใช้อาคารศูนย์ส่งเสริมสาธิตและจำหน่ายสินค้า
พืน้ เมอื ง (ขา้ งโรงเรยี นเทศบาล 6 นครเชียงราย) เปน็ อาคารเรียนชวั่ คราว ในปี พ.ศ. 2550 ได้ย้ายสถาน
ที่ตั้งโรงเรียนมาอยู่ในบริเวณศูนย์บูรณาการการเรียนรู้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (สนามกีฬา
กลางจังหวัดเชียงราย) เปิดสอนในระดับชั้น อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดการเรียนการสอน 3
โปรแกรมหลักสูตร คือโปรแกรมวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ และโปรแกรมกีฬา – ภาษา ปัจจุบัน
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั เชียงรายได้ดำเนนิ การจัดการศึกษาตามแนวทางดงั นี้
วสิ ยั ทศั น์
“โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพ
ให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษากำหนด รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ใช้เทคโนโลยีเป็น สื่อสาร
ภาษาตา่ งประเทศได้ มีจิตสาธารณะ บนวิถีชีวิตทอ้ งถิ่นล้านนา และก้าวสูค่ วามเปน็ สากลโลก”
พันธกิจ
1. จัดการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ระดับประถมศกึ ษา – มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
2. พฒั นาผเู้ รียนอยา่ งเต็มตามศักยภาพเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ
3. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยี
เปน็ และสามารถสอ่ื สารภาษาตา่ งประเทศได้
4. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักรู้ความเป็นท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม และกา้ วสูก่ ารแขง่ ขันบนเวทโี ลกหรือความเป็นสากล
5. พัฒนาผู้เรียนเพื่อความเป็นเลิศเฉพาะทาง ให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น อาทิ
ภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และกีฬาอาชีพ เปน็ ต้น
ยุทธศาสตร์การพฒั นา 5 ยทุ ธศาสตร์ คือ
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 1. การพฒั นาผู้เรียนสมู่ าตรฐานการศึกษา และความเป็นสากล
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 2. การพฒั นาครูสคู่ รูมืออาชีพ
ยุทธศาสตร์ที่ 3. การพฒั นาการบริหารจัดการศึกษา
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 4. การพฒั นาสถานศกึ ษาให้เปน็ ทีย่ อมรับและสู่มาตรฐานสากล
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 5. การพฒั นาด้านการศึกษาและการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์
โรงเรียนองค์การบริหารสว่ นจังหวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พเิ ศษ)
เตรยี มความพรอ้ มส่สู ีเ่ หลา่ ทัพ (Pre - Cadet : PCD)
อัตลกั ษณ์
“วิชาการเด่น เป็นเลิศภาษา นำกฬี าสู่สากล พฒั นาความเป็นมนุษยใ์ หส้ มบูรณ์”
เอกลกั ษณ์
ให้ความรกั ก่อนให้ความรู้
สร้างคนดกี ่อนคนเก่ง
ใหโ้ อกาส เพ่ิมคณุ ภาพ เพ่ืออนาคตทีด่ ีกว่า
1 โรงเรียน 3 หลกั สตู ร 3 ช่วงชน้ั 13 โปรแกรมรายวชิ า
แนวทางการจัดการศกึ ษา
1. ใหค้ วามรกั กอ่ นให้ความรู้
2. สรา้ งคนดกี ่อนคนเกง่
3. ให้โอกาส เพม่ิ คณุ ภาพ เพ่ืออนาคตทด่ี กี ว่า
4. สร้างคน สรา้ งชุมชน สรา้ งชาติ
7. แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของสถานศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการได้มคี ำส่ังให้ใชห้ ลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช
2551 ในโรงเรียนตน้ แบบและโรงเรยี นที่มีความพรอ้ มการใช้หลักสูตร ในปีการศึกษา 2552 และ
ใช้ในโรงเรียนทั่วประเทศในปีการศึกษา 2553 หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ใช้แนวคิดหลักสูตร
อิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum) กล่าวคือ เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็น
เปา้ หมายในการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียน โดยในมาตรฐานการเรยี นรไู้ ดร้ ะบสุ ิ่งทีผ่ ู้เรียนพึงรแู้ ละปฏิบตั ิได้ เมื่อ
สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาได้ยึดเป็นแนวทางในการ
ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้บรรลุคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ดังกล่าว ด้วยการ
ดำเนินการบริหารจัดการอิงมาตรฐาน (Standard-based Administration) การจัดการเรียนรู้ที่มี
มาตรฐานเป็นเป้าหมาย (Standard-based Instruction) การวัดและประเมินผลที่สะท้อนมาตรฐาน
(Standard-based Assessment) เพื่อให้กระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้จัดทำเอกสารประกอบหลักสูตรเพ่ือ
อธิบายขยายความให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งระดับชาติ ท้องถิ่น และสถานศึกษา มีความเข้าใจที่ชัดเจน
ตรงกนั รวมทง้ั ร่วมกันรับผิดชอบและทำงานร่วมกนั อย่างเป็นระบบ
การบริหารจัดการหลักสตู ร (Curriculum Administration) เปน็ การบริหารงานที่มีขอบข่าย
กว้างขวางครอบคลุมหลายมิติ เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย และต้องอาศัยองค์ประกอบปัจจัยเกื้อหนุน
ต่าง ๆ มากมาย เปรียบเสมือนการบริหารกิจกรรมทุกชนิดในโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง
พัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดีและมีประสทิ ธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้จะเนน้
โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรียมความพรอ้ มสสู่ เี่ หล่าทพั (Pre - Cadet : PCD)
เฉพาะประเด็นสำคัญในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมสนับสนุน และการกำกับ ดูแลคุณภาพ
การใชห้ ลักสูตรโดยนำเสนอให้เหน็ ภาพตลอดแนวต้ังแต่ระดบั ชาติ ระดับท้องถิ่น และสถานศกึ ษา และจะ
เน้นเป็นพิเศษเกี่ยวกับการดำเนินการในสถานศึกษาซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่สุดในการนำหลักสูตรสู่
การปฏิบตั ิเอกสารฉบับนจี้ ะชว่ ยให้ ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา ครูผู้สอน และบคุ ลากรทางการศึกษาในโรงเรียน
เห็นแนวทางในการดำเนินงานในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอน รวมทั้งการ
สง่ เสริม และดแู ลดา้ นคณุ ภาพการจดั การศึกษาใหบ้ รรลุผลตามเจตนารมณข์ องหลักสูตร
การบริหารจดั การหลักสูตรระดับสถานศึกษา
สถานศกึ ษามีภารกจิ หลักในการจดั การศึกษา ให้ผ้เู รียนไดร้ ับการพัฒนาอยา่ งเตม็ ตาม
ศักยภาพ สถานศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และดำเนินการนำหลักสูตรสู่
การปฏบิ ตั ิในการจัดการเรยี นหารสอนในชนั้ เรียนอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ โดยตอ้ งสรา้ งความมน่ั ใจตอ่
พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชนว่า ผู้เรียนจะมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด และเกิดสมรรถนะ
สำคัญ ตลอดจนมคี ุณลักษณะอนั พึงประสงคต์ ามที่กำหนดไวใ้ นหลกั สูตร เพ่ือให้บรรลุเจตนารมณ์ ดงั กล่าว
สถานศึกษาจะต้องออกแบบหลักสูตรให้ครอบคลุมส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุถึงคุณภาพตามมาตรฐาน อันเป็น
ความคาดหวังทกี่ ำหนดไว้ร่วมกันในการพัฒนาเยาชนทกุ คนในชาติ นอกจากนน้ั
หลักสูตรสถานศึกษายังต้องสอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการของชุมชน และท้องถ่ิน
เพ่ือพัฒนาให้ผูเ้ รียนเปน็ สมาชกิ ทดี่ ีของชมุ ชน สามารถอยใู่ นสังคมแวดลอ้ มไดอ้ ย่างมีความสขุ และเกดิ
ความรักความผูกพันในบ้านเกิดเมืองนอน มีบทบาทในการร่วมพัฒนาชุมชนในการจัดการศึกษาให้บรรลุ
มรรคผลดังกล่าว นอกจากสถานศึกษาจะต้องพัฒนาหลกั สูตร
ที่ครอบคลมุ ส่วนสำคญั ดงั กล่าวแล้ว ยงั ตอ้ งมีการบรหิ ารจัดการหลักสตู รทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ สถานศึกษา
ต้องมกี ารเตรยี มวางแผนเพือ่ ใชห้ ลักสูตรใหม่ ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาและคณะกรรมการสถานศึกษาจะ
ต้องศึกษาและทำความเข้าใจหลักสูตรใหม่ และเตรียมความพร้อมในการใช้หลักสูตร พิจารณาถึง
งบประมาณและอาคารสถานที่ว่าพอเพียงหรือไม่ การเตรียมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรจะ
ดำเนินการโดยวิธีใด การวางแผนงานเพื่อใชห้ ลักสูตรอยา่ งละเอียดรอบคอบและมขี ั้นตอน จะทำให้การใช้
หลักสตู รประสบความสำเรจ็ ตามเป้าหมาย โรงเรียนควรมีการสง่ เสรมิ สนบั สนนุ การนำหลกั สตู ร
ไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม เนื่องจากสถานศึกษาแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน ความพร้อมต่างกัน
อีกทั้งมีความแตกต่างกันในด้านงบประมาณ ทรัพยากร สถานที่ และบุคลากร รวมทั้งผู้เรียนใน
สถานศึกษาแต่ละสถานศึกษาก็มาจากพื้นเพครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมที่ต่างกัน มีความรู้
ความสามารถตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การวางแผนในการบริหารจัดการหลักสูตรจึง
ควรพิจารณาให้สอดคล้องสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวด้วยนอกจากน้ัน สถานศึกษาจะต้องมีการ
ติดตาม ดูแลคณุ ภาพการจดั ทำหลกั สูตรและการจัดการเรยี นรู้อย่างเป็นระบบ ตอ่ เนอ่ื งและครบวงจร และ
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสู่ส่ีเหล่าทัพ (Pre - Cadet : PCD)
นำผลจากการติดตาม กำกับดูแลคุณภาพนั้นมาพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ให้มี
คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพยง่ิ ขนึ้
แผนภาพ การบรหิ ารจดั การหลักสตู รสถานศกึ ษา
การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่าง ๆ อาทิ
ฝ่ายบริหาร ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ชุมชน โดยทั่วไปนั้นมีการดำเนินการใน 2 ส่วน คือ
1) การดำเนินการระดับสถานศึกษา: ดำเนินการโดยองค์คณะบุคคล ในระดับสถานศึกษา ได้แก่
คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ เพื่อพิจารณาจัดทำหลักสูตร
สถานศึกษา รวมทั้งแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบการวัดประเมินผลการเรียนรวมทั้ง
พิจารณาเกี่ยวกบั เอกสารบันทึกและรายงานผลการเรยี น ซ่งึ ต้องใช้ร่วมกันในสถานศกึ ษาน้นั ๆ
2) การดำเนินการระดับชัน้ เรียน: ดำเนินการโดยครูผูส้ อนแต่ละคน ในการออกแบบหน่วยการเรียนรู้และ
จัดการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้อง เหมาะสมกับกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งอาจมีความแตกต่างกัน
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ครูผู้สอนรายวิชาเดียวกัน ระดับชั้นเดียวกันอาจพิจารณาออกแบบหน่วยการ
เรียนรู้ที่แตกต่างกันได้ เพราะผู้เรียนที่ครูแต่ละคนรับผิดชอบนั้นอาจมีความต้องการและความสามารถ
แตกต่างกัน ดังนั้น กิจกรรมการเรียนรู้ หรืองานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติ สื่อการสอน หรือวิธีการวัด
ประเมินผลอาจต้องปรับให้เหมาะสมกับผูเ้ รยี นแตล่ ะกล่มุ
โรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชียงราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียน (พิเศษ)
เตรียมความพร้อมสู่สี่เหลา่ ทัพ (Pre - Cadet : PCD)
ขัน้ ตอนการจัดทำหลักสตู รสถานศกึ ษา
การจัดทำหลกั สูตรสถานศึกษา โดยทว่ั ไปนนั้ ดำเนนิ การโดยคณะกรรมการ หรอื คณะทำงาน
ซ่ึงมขี ั้นตอนการดำเนินการโดยสงั เขป ดงั นี้
1. แต่งตง้ั คณะกรรมการ/ คณะทำงาน: คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรและงานวิชาการของ
สถานศกึ ษา ประกอบดว้ ย ผู้บรหิ ารสถานศึกษา และครผู ้สู อน
2. วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ: มีแหล่งข้อมูลสำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการ
จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา อาทิ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กรอบ
หลักสูตรระดับท้องถิ่น ข้อมูลจากการวิเคราะห์ สภาพ ปัญหา จุดเน้น ความต้องการของชุมชน และของ
สถานศกึ ษาแตล่ ะแหง่ ตลอดจนความต้องการของผเู้ รยี น
3. จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา: พิจารณาจัดทำหลักสูตรสถานศกึ ษาซึง่ มีองคป์ ระกอบสำคญั
ได้แก่ วิสัยทัศน์ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา
(เวลาเรียน รายวิชาพื้นฐาน/เพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) คำอธิบายรายวิชา และเกณฑ์การจบ
หลักสูตร พร้อมกันนี้สถานศึกษาจะต้องจัดทำเอกสารระเบียบการวัดผลประเมินผล เพื่อใช้ควบคู่กับ
หลกั สูตรสถานศกึ ษา
4. คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาให้ความเห็นชอบ: นำเสนอร่างเอกสารหลักสูตร
สถานศึกษา และระเบียบการวัดประเมนิ ผล ต่อคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
หากมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ ก็นำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุงร่างหลักสูตร
สถานศึกษาให้มีความเหมาะสม ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนการอนุมัติใช้หลักสูตร เม่ือได้รับความเห็นชอบจาก
คณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว ให้จัดทำเป็นประกาศหรือคำสั่งเรื่องให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา โดย
ผู้บรหิ ารสถานศึกษาและประธานกรรมการสถานศึกษาเป็นผลู้ งนาม
5. ใชห้ ลกั สตู รสถานศึกษา: ครผู ู้สอนนำหลักสูตรสถานศึกษาไปกำหนดโครงสร้างรายวิชา
และออกแบบหน่วยการเรียนรู้เพ่อื พัฒนาผ้เู รียนให้มีคุณภาพตามเปา้ หมาย
6. วิจยั และ ตดิ ตามผลการใช้หลักสตู ร: ดำเนนิ การตดิ ตามผลการใชห้ ลกั สูตรอยา่ งต่อเนื่อง
เป็นระยะ ๆ เพือ่ นำผลจากการติดตามมาใช้เป็นขอ้ มลู พจิ ารณาปรับปรงุ หลกั สตู รใหม้ ีคณุ ภาพ และมีความ
เหมาะสมย่งิ ขึ้น
องคป์ ระกอบสำคญั ของหลักสตู รสถานศึกษา
เอกสารหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเอกสารสำคัญท่ีครูจะใช้สำหรับการจัดทำหน่วยการเรยี นรู้
จัดการเรียนการสอน และการประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ดังนั้นเอกสารหลักสูตรสถานศึกษาควรมี
ข้อมูลที่ชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติ องค์ประกอบที่สำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา ได้แก่
1) ส่วนนำ : ข้อมูลในส่วนน้ชี ่วยให้ครผู ูส้ อนทราบถึงเป้าหมายโดยรวมของสถานศกึ ษาในการ
โรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั เชยี งราย
รายงานการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี น (พเิ ศษ)
เตรียมความพร้อมสู่สเ่ี หลา่ ทพั (Pre - Cadet : PCD)
พัฒนาผู้เรียน เช่น วิสัยทัศน์ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตร
แกนกลาง เปน็ ต้น
2) โครงสรา้ งหลักสตู รสถานศึกษา: เป็นสว่ นทใี่ หข้ อ้ มลู เกีย่ วกบั การกำหนดรายวิชาท่ีจัดสอน
ในแต่ละปี/ ภาคเรียน ซึ่งประกอบด้วยรายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนพร้อมทั้ง
จำนวนเวลาเรียน หรือหนว่ ยกติ ของรายวิชาเหลา่ นน้ั
3) คำอธิบายรายวิชา: ส่วนนี้เป็นรายละเอียดที่ช่วยให้ทราบว่าผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรจาก
รายวิชานั้น ๆ ในคำอธิบายรายวิชาจะประกอบด้วยรหัสวิชา ชื่อรายวิชา ประเภทรายวิชา (พื้นฐาน/
เพิ่มเติม) กลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นที่สอน พร้อมทั้งคำอธิบายให้ทราบว่าเมื่อเรียนรายวิชานั้นแล้ว
ผู้เรียนจะมีความรู้ ทักษะ คุณลักษณะหรือเจตคติอะไร ซึ่งอาจระบุให้ทราบถึงกระบวนการเรียนรู้ หรือ
ประสบการณ์สำคัญทผี่ ้เู รยี นจะไดร้ ับด้วยกไ็ ด้
4) เกณฑ์การวัดประเมินผลและจบหลักสูตร: เป็นส่วนที่สถานศึกษากำหนดคุณสมบัติของผู้
ที่จะจบการศึกษาในแต่ละระดับ โดยพัฒนาเกณฑ์ดังกล่าวให้สอดคล้องสัมพันธ์กับเกณฑ์การจบหลักสตู ร
ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การจัดรายวชิ า
ระดับประถมศึกษา
รายวชิ าพน้ื ฐาน : การจัดรายวชิ าพน้ื ฐานในระดับประถมศึกษาใหพ้ จิ ารณาดำเนินการดังนี้
- ให้สถานศึกษาจัดรายวิชาพื้นฐานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ กลุ่มละ 1 รายวิชาต่อปียกเวน้
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กำหนดเป็นรายวิชา สังคมศึกษา และรายวิชา
ประวตั ิศาสตร์ โดยรายวชิ าประวัติศาสตรใ์ ห้จดั การเรียนการสอน 40 ชั่วโมงตอ่ ปี
- สถานศึกษาสามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตามความ
เหมาะสมกับจุดเน้นของสถานศึกษา ทั้งนี้ เมื่อรวมเวลาเรียนของรายวิชาพื้นฐานทั้ง 8 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้แล้ว ต้องมีเวลาเรียนรวม 840 ชั่วโมงต่อปีรายวิชาเพิ่มเติม: สถานศึกษาสามารถกำหนดรายวิชา
เพิ่มเติมตามความต้องการ โดยจัดเป็นรายปี ตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กำหนด และมีการกำหนดผลการ
เรียนรู้ของรายวิชานั้น ๆ เมื่อรวมเวลาเรียนรายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพ่ิมเติมและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
แล้ว ไมเ่ กิน 1,000 ชว่ั โมงต่อปี
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
รายวชิ าพน้ื ฐาน : การจัดรายวิชาพืน้ ฐานในระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ใหพ้ ิจารณาดำเนินการดงั น้ี
- สถานศึกษาสามารถจัดรายวชิ าพื้นฐานตามกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ไดต้ ามความเหมาะสม ใน
แตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนร้อู าจจัดไดม้ ากกวา่ 1 รายวิชาในแตล่ ะภาค/ปี
โรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดเชียงราย