การพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรคใ์ นรายวชิ าทศั นศิลป์ โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ
ซิปปา ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3
Development of Creative Thinking in Visual Art by Using CIPPA
Teaching Model of Mathayomsuksa 3 Students
นางสาวรรชิ า พรอ้ มประดษิ ฐ
สาขาวิชาหลกั สูตรประกาศนียบตั รบณั ฑิต วิชาชีพครู คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี
ประจาปี การศึกษา 2564
ข
การพฒั นาความคิดสรา้ งสรรคใ์ นรายวชิ าทศั นศิลป์ โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ
ซิปปา ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3
Development of Creative Thinking in Visual Art by Using CIPPA
Teaching Model of Mathayomsuksa 3 Students
นางสาวรริชา พรอ้ มประดิษฐ
สาขาวิชาหลกั สูตรประกาศนียบตั รบณั ฑิต วิชาชีพครู คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
ประจาปี การศึกษา 2564
ข
ช่อื เร่ือง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบ
การสอนแบบซิปปา ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
ผู้วิจัย นางสาวรริชา พร้อมประดิษฐ
อาจารย์ท่ปี รึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิสา วงศ์อารีย์
อาจารย์ท่ปี รึกษาร่วม อาจารยท์ รรศนยี ์ วันชาดี และอาจารยช์ าครยิ า พันธท์ อง
ปริญญา หลกั สตู รประกาศนียบตั รบัณฑิต วชิ าชีพครู
ปี การศึกษา 2564
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาทัศนศิลป์ ของ
นกั เรียนระดับช้นั มัธยมศึกษาปี ท่ี 3 โดยใช้การจดั การเรียนการสอนแบบซิปปา กล่มุ ตัวอย่างท่ใี ช้
ในการศึกษา คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3/4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ท่ีกาลังศึกษาอยู่
ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2564 จานวน 30 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศกึ ษา ได้แก่ 1) แผนการ
จัดการเรยี นรู้รูปแบบซิปปา 2) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรคใ์ นรายวิชาทศั นศลิ ป์ กอ่ นเรียน
และหลังเรียน 3) แบบประเมินพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละแผน โดยใช้รูปแบบ
การวิจัยเชิงก่อนทดลอง ซ่ึงมีกลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียว มีการวัดผลก่อนการทดลอง
(O1) หลังจากการจัดกระทาตามโปรแกรม (X) แล้ว มีการวัดผลหลังการทดลอง (O2)
วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใช้ ค่าเฉล่ยี ( ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t-test
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีได้เรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ในรายวิชาทศั นศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซปิ ปา มีความคิดสร้างสรรค์ในการ
สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ เพ่ิมสูงข้นึ ระหว่างรับการทดลองแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ท้งั 3 แผน
และมีคะแนนผลการประเมินความคิดสร้างสรรค์เปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า
คะแนนหลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี นอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05
คาสาคญั ความคดิ สร้างสรรค์, ทศั นศิลป์ , การจดั การเรยี นการสอนแบบซิปปา
คง
Thesis Title Development of Creative Thinking in Visual Art by Using CIPPA
Teaching Model of Mathayomsuksa 3 Students
Author Ms.Raricha Prompradit
Thesis Advisor Associate Professor Dr.Sunisa Wongaree
Thesis Co-Advisor Ms.Thassanee Wanchadee And Ms.Chakriya Panthong
Degree Graduate Diploma in Teaching Profession
Academic Year 2021
ABSTRACT
The purpose of this research was to develop the creative thinking in visual arts
courses of Mathayomsuksa 3 students by using the CIPPA method of teaching. The sample
group used in the study was Grade 3/4 students at Kaennakhon Wittayalai School. A total
of 30 students were studying in the first semester of the academic year 2021. The
instruments used in the study were 1) the CIPPA-style learning management plan, 2) a
test to measure creativity in visual arts subjects before and after study, and 3) an
assessment form development of creativity in each plan using a pre-experimental research
model which has only one experimental group Results were measured before the experiment
(O1). After the implementation of the program (X), the results were measured after the
experiment (O2). Data were analyzed using mean ( ), standard deviation (S.D.) and t-
test.
The results showed that Students who have studied according to the learning
management plan to develop creativity in the visual arts course. using CIPPA-style learning
management There was an increase in creativity in creating visual arts during the trial for
each of the 3 learning management plans, and the scores of creativity assessment were
compared before and after study. It was found that the scores after study were higher than
before. It was statistically significant at the .05 level.
Keywords: creativity, visual arts, CIPPA Model
งจ
กติ ติกรรมประกาศ
ในการทาวิจัยคร้ังน้ีสาเรจ็ ได้เพราะความกรุณาของ อาจารย์โฆษิต พรประเสริฐ อาจารย์
ประจาวิชา การวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู คณะครุ
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และเป็นอาจารย์ท่ปี รึกษาวิจัยท่ีให้ความดูแลเอาใจใส่ ให้
คาปรึกษา และช้ีแนะแนวทางแก้ไขปัญหาในทุกข้นั ตอนการดาเนินงานวจิ ยั ตลอดจนเสยี สละเวลา
อันมีค่าท้ังในเวลาราชการและนอกเวลาราชการในการให้คาปรึกษา และตอบข้อสงสัยต่าง ๆ
ผ้วู จิ ัยซาบซ้งึ ในความกรุณา จึงขอกราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสงู ณ โอกาสน้ี
กราบขอบพระคณุ ผู้อานวยการโรงเรยี นแก่นนครวิทยาลยั ผ้บู ริหาร และคณะครทู ุกทา่ นท่ี
ให้โอกาสผู้วิจยั ได้ทดลองสอนและเกบ็ ข้อมูลวิจัย และขอบกราบขอบพระคุณ คุณครูมยุรี จันทรา
ครูพ่ีเล้ียงรายวิชาทัศนศิลป์ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 ท่ีถ่ายทอดเทคนิคการสอน รวมท้ังให้
ความกรุณาเป็นผู้เช่ียวชาญในการตรวจสอบความตรงของเคร่ืองมือ และให้คาแนะนาในการ
ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสม ซ่ึงทาให้เคร่ืองมือการวิจัยคร้ังน้ีมีคุณภาพ
มากย่งิ ข้นึ
สุดท้ายน้ีขอบคุณนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3/4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ท่ีได้ให้
ความร่วมมอื ใน
การร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือเก็บข้อมูลวิจัย รวมท้ังเป็ นส่วนสาคัญในการเปิ ด
ประสบการณ์การสอนในช้นั เรยี นจริงให้แก่ผู้วิจัยในคร้ังน้ี อันเป็ นประโยชน์ในการนาไปปรับปรุง
แก้ไขเทคนคิ วธิ กี ารสอนในอนาคต
อน่ึง ผู้วิจัยหวังว่า งานวิจัยฉบับน้ีจะมีประโยชน์ต่อผู้ท่สี นใจ จึงขอมอบส่วนดีท้งั หมดน้ี
ให้แก่คณาจารย์ท่ไี ด้ประสิทธิประสาทวิชาจนทาให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ท่เี ก่ียวข้อง และ
ขอมอบคุณความดีแด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน สาหรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ท่อี าจจะ
เกิดข้ึนน้ัน ผู้วิจัยขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว และยินดีท่จี ะรบั ฟังคาแนะนาจากทุกท่านท่ไี ด้เข้ามา
ศึกษา เพ่อื เป็นประโยชนใ์ นการพฒั นางานวิจัยต่อไป
ผ้วู จิ ยั
สารบญั จ
บทคัดย่อภาษาไทย หนา้
บทคัดย่อภาษาองั กฤษ ข
กิตตกิ รรมประกาศ ค
สารบญั ง
สารบญั ตาราง จ
สารบัญภาพ ช
บทท่ี 1 บทนา ซ
1. ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 1
2. คาถามการวิจยั 4
3. วัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย 4
4. สมมติฐานการวจิ ยั 4
5. ขอบเขตของการวจิ ัย 4
6. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 5
7. ประโยชนท์ ่ไี ด้รับจากการวิจัย 6
บทท่ี 2 เอกสารงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วข้อง
1. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ 7
2. แนวคิดทฤษฎเี ก่ยี วกับการสร้างสรรค์งานทศั นศลิ ป์ 19
3. แนวคิดเก่ียวกบั ความคิดสร้างสรรค์ 24
4. การจัดการเรยี นรู้แบบซิปปา 29
5. งานวิจยั ท่เี ก่ยี วข้อง 38
6. กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
บทท่ี 3 วธิ ีดาเนินการวิจยั 42
1. วธิ ีวจิ ยั รูปแบบการวิจยั 42
2. แหล่งข้อมลู 42
3. ประชากร 43
4. กล่มุ ตวั อย่าง 43
5. เคร่ืองมือทใ่ี ช้และการพัฒนาเคร่ืองมอื 43
6. วิธีการเกบ็ ข้อมลู 44
7. สถติ ทิ ่ใี ช้ในการวจิ ัย
สารบญั (ต่อ) ฉจ
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล หนา้
1. ผลการจดั การเรยี นรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เพ่อื พฒั นา
45
ความคดิ สร้างสรรค์ในรายวชิ าทศั นศลิ ป์ โดยใช้การจดั การเรยี นการสอนแบบซปิ ปา
2. ผลการทดสอบวัดความคิดสร้างสรรคใ์ นรายวชิ าทศั นศลิ ป์ 48
กอ่ นเรยี นและหลังเรยี น 49
บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 49
51
1. สรปุ ผลการวจิ ัย 52
2. อภิปรายผลการวิจยั
3. ข้อเสนอแนะ 55
บรรณานุกรม 59
ภาคผนวก 101
ภาคผนวก ก. การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ 111
ภาคผนวก ข. เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
ภาคผนวก ค. ภาพกจิ กรรม
ประวตั ินักวิจัย
ชจ
สารบญั ตาราง
หนา้
ตารางท่ี 1 ตัวช้วี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางกล่มุ สาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทศั นศลิ ป์ ) 10
ตารางที่ 2 มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้วี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 11
ตารางท่ี 3 การวิเคราะห์ตวั ช้วี ัดรายวิชา 13
ตารางที่ 4 วิเคราะหต์ วั ช้ ีวดั รายวชิ า 16
ตารางที่ 5 คะแนนประเมินความคดิ สร้างสรรคจ์ ากผลงานทศั นศลิ ป์ 46
โดยใช้การจัดการเรยี นการสอนแบบซิปปาของนกั เรียนระหว่างได้รบั การสอน (รายบคุ คล)
ตารางที่ 6 การวเิ คราะหค์ ะแนนการประเมินความคดิ สร้างสรรค์ 47
จากการสร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศลิ ป์ โดยใช้การจดั การเรียนการสอนแบบซิปปา
ตารางที่ 7 เปรยี บเทยี บความคดิ สร้างสรรคใ์ นรายวิชาทศั นศลิ ป์ 48
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3/4 ก่อนเรยี นและหลงั เรียนด้วยรูปแบบซปิ ปา
สารบญั ภาพ 8ซ
ภาพที่ 1 การจดั การเรยี นรู้ตามหลกั ของ CIPPA MODEL หนา้
ภาพที่ 2 ข้นั ตอน/กระบวนการหลักของรูปแบบการจัดกระบวนการเรยี นรู้ 33
ภาพท่ี 3 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั 34
41
1
บทท่ี 1
บทนา
1. ท่ีมาและความสาคญั ของปัญหาวิจยั
ปัจจุบันโลกก้าวสู่ยุคแห่งศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงมีความเปล่ียนแปลงในด้านต่าง ๆ อย่าง
รวดเร็ว ท้งั ทางด้านวิทยาการ การติดต่อส่ือสาร เทคโนโลยีและการแลกเปล่ียนข่าวสารอย่างไร้
พรมแดน ซ่ึงการเปล่ียนแปลงเหล่าน้ีหล่อหลอมให้สภาพสังคม แนวคิด แนวปฏิบัติของมนุษย์
เปล่ยี นแปลงไป กล่าวคือเปล่ยี นจากสังคมท่เี รียบง่ายไปสู่สังคมท่สี ลับซับซ้อนมากข้ึน การดาเนิน
ชวี ิตของผู้คนผูกพนั กับความสะดวกสบายและความเจริญทางด้านวัตถุ คณุ ค่าของความเป็นมนุษย์
ลดลง ส่ิงของกลับมีคุณค่ามากกว่าจิตใจ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทักษะในศตวรรษท่ี 21 จึงเป็ น
ทกั ษะสาคัญในการดาเนินชีวติ ของทุกคนท่จี ะช่วยให้สามารถดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างรู้เท่า
ทนั และมีความสุข อันประกอบด้วย 1) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และการ
แ ก้ ปั ญ ห า ( problem solving) 2) ก า ร ส่ื อ ส า ร ( communication) แ ล ะ ค ว า ม ร่ ว ม มื อ
(collaboration) ซ่ึงหมายถึง การส่ือสารอย่างซับซ้อน (complex communicating) และ 3) ความ
ริเร่ิมสร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation) หมายถึง การประยุกต์ใช้จินตนาการ
และการประดษิ ฐ์ (วจิ ารณ์ พานชิ , 2555)
การจัดการศึกษาไทยในปัจจุบันจึงให้ ความสาคัญของการพัฒนาทักษะการคิดและ
ริเร่ิมสร้างของนักเรียน โดยสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระท่ชี ่วยพัฒนาให้ผ้เู รียนมีความคิด
รเิ ร่ิมสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ช่ืนชมความงาม มสี ุนทรยี ภาพ ความมีคณุ ค่า ซ่ึงมีผล
ต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนท้งั ด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
อารมณ์ สังคม ตลอดจน การนาไปสู่การพัฒนาส่ิงแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเช่ือม่ันใน
ตนเอง อันเป็นพ้ืนฐาน ในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ :ซ่ึงครูผู้สอนต้องใช้วิธีสอนท่ีเป็น
ศูนย์กลางเน้นกระบวนการคิดอย่างมีระบบและเหตุผล ท้งั น้ีจะต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา 22-24 ท่กี ล่าวว่า ในการจดั การศึกษาน้นั
ให้จัดเน้ือหาสาระ กิจกรรม เวลาเรียน ทกั ษะกระบวนการเรียน โดยคานึงถึงว่าผู้เรียนน้ันสาคัญ
ท่ีสุด และทุกคนมีความสามารถท่ีจะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ สอดคล้องตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ท่ีให้การจัดการเรียนการสอนท่ีผู้เรียนมีส่วน
ร่วมและมีบทบาทสาคญั ในกระบวนการเรียนรู้ บทบาทของครจู ะเปล่ียนจากการเป็นผู้ช้นี า หรือผู้
ถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ช่วยเหลือ อานวยความสะดวก ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหา
ความรู้และลงมือปฏิบัติ สร้างสรรค์ความรู้โดยใช้วิธีการต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบ โดยคานึงถึง
ความถนัด ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เพ่อื ให้ผู้เรียนเกิดการสร้างสรรคค์ วามรู้
และนาความรู้ไปใช้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ (กรมวชิ าการ,2546)
2
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระท่ี 1 ทศั นศิลป์ ได้กาหนดเป้ าหมายในการจัดการเรียน
การสอนในสถานศึกษา เพ่ือให้เข้าใจหลักการทฤษฎีท่เี ป็นพ้ืนฐานความรู้ในงานศิลปะ เสริมสร้าง
และพัฒนานิสัยของนักเรียนให้มีความสนใจและถนัดในด้านศิลปะ รวมท้ังปลูกฝังเจตคติอันดี
ก่อให้เกิดความรู้ ความสามารถและตระหนักในคุณค่าแห่งความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับ
ความสามารถทางศิลปะ สามารถวางพ้ืนฐานความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ทางศิลปะให้
นักเรียน อันจะมีผลให้สามารถยกระดับรสนิยมและช่วยผ่อนคลายจิตใจ อารมณ์ไปพร้อมกับ
ความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียนอีกทางหน่ึงอีกด้วย (กรมวิชาการ,2544) ด้วยเหตุน้ีรูปแบบ
การจัดการเรียนการสอนรายวิชาทัศนศิลป์ จะต้องเน้นกระบวนการสร้างองค์ความรู้พ้ืนฐานทาง
ศิลปะ ควบคู่กับการลงมือปฏิบัติและปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของผลงานทางศิลปะและเกิด
ความสุนทรยี ์ อันเป็นพ้นื ฐานของการพฒั นาด้านจติ ใจอีกด้วย
ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็ นสิ่งสาคัญอย่างมาก และเป็นการตอบสนองความต้องการ
สร้างสรรค์ของปัจเจกบคุ คล ดังท่เี ฮอลอ็ ด (Hurlock 1972 : 319) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์
ให้ความสนุก ความสุขและความพอใจ และส่งผลต่อบคุ ลกิ ภาพสร้างสรรค์ รู้สกึ ต่นื เต้น มีความสุข
และเกดิ ความภาคภูมิใจกับงานสร้างสรรคท์ ่ไี ด้สร้างข้ึนอย่างอิสระ ความคิดสร้างสรรค์จึงส่งเสริม
คณุ ลักษณะท่ีดีท้งั ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและนิสัยท่ดี ี ช่วยส่งเสรมิ ให้รกั ความงาม
ช่ืนชมกับงาน และภูมิใจกับผลงานของตนท่ีได้รับการยอมรับการชมเชย ทาให้มีทัศนคติท่ีดี ได้
เรยี นรู้ตามความต้องการทแ่ี ท้จริงของตนและพฒั นาสุนทรยี ภาพ เข้าใจและยอมรับว่างานทุกอย่าง
ท่ีทาข้ึนมีความหมาย และมีความสาคัญในการส่งเสริมให้รู้จักสังเกต มีความละเอียดลออ ใส่ใจ
และว่องไวในการรับรู้ มีความประณีต มีความแปลกแตกต่างจากส่ิงท่พี บเห็นโดยท่วั ไป จึงทาให้
เพ่ิมความสนใจ อยากรู้อยากเห็น และกระตือรือร้นท่จี ะเรียนรู้สิ่งรอบๆ ตัว อย่างมีชีวิตชีวา ช่วย
ผอ่ นคลายอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการจากการแสดงออกอย่างอิสระด้วยการลงมอื ปฏบิ ัติ
นาความคดิ ลงสู่การกระทาและสร้างงานให้เป็นรูปธรรม ลดความกดดัน ความคบั ข้องใจ และรู้สึก
ผ่อนคลายอารณ์ สร้างนสิ ยั ท่ดี ีในการทางาน ในขณะทางานไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ ระบายสี หรือ
งานอ่ืนๆ ได้เรียนรู้และสร้างนิสัยท่ีดีในการทางาน ด้วยการจัดเกบ็ เคร่ืองมือ เคร่ืองใช้ อุปกรณ์
วัสดุต่างๆ ให้เป็นระเบียบ จัดวางให้อยู่เป็นหมวดหมู่ เป็นต้น ได้มีโอกาสในการเล่นกับความคิด
ได้สารวจค้นคว้า ทดลองและลงมือทากจิ กรรมต่างๆ อย่างอิสระได้ใช้วสั ดุ อุปกรณ์ ส่ือต่างๆ หรือ
วัสดุเหลือใช้ท่หี ลากหลายในการสร้างส่ิงใหม่ๆ กจ็ ะเอ้ือให้เดก็ ได้ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ อันจะ
เป็นพ้นื ฐานไปสกู่ ารเป็นนกั คิดสร้างสรรค์
ทง้ั น้จี ากการประเมินผลงานนกั เรียนในรายวิชาทศั นศลิ ป์ ของนกั เรียนระดับมธั ยมศกึ ษาปี
ท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นแก่นนครวิทยาลัย พบว่านกั เรียนยงั ขาดความคิด
สร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ซ่ึงอาจเน่ืองมาจากรูปแบบการสอนท่ีเปล่ียนแปลงไป
ตามบริบท ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 (COVID 19) ทา
ให้โรงเรียนไม่สามารถเปิ ดการเรียนการสอนท่ีโรงเรียนได้ตามปกติ แต่มีการปรบั เปล่ียนเป็นการ
3
เรยี นออนไลน์ (Online) 100% ทาให้การจัดการเรียนการสอนมีครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
หรือเป็นการมอบหมายงานให้นักเรียนไปลงมือปฏิบัติ แต่ขาดกระบวนการแลกเปล่ียนเรียนรู้
ร่วมกันในช้ันเรียน ทาให้ให้นักเรียนไม่เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และไม่มีโอกาสได้ร่วมกัน
ประเมินผลงานศิลปะของเพ่อื น เพ่อื นาไปสู่การพัฒนาผลงาน และปัญหาท่สี าคัญคือนักเรียนขาด
ความกระตือรือร้นในการเรียน การจัดการเรียนการสอนออนไลน์แบบครูเป็นศูนย์กลางจึงไม่
ก่อให้เกิดองคค์ วามรู้และทกั ษะท่แี ท้จรงิ
จากการศึกษาค้ นคว้ าพบว่าการการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาเป็ นรูปแบบ
การสอนท่ีน่าสนใจรปู แบบหน่งึ ท่มี ีจุดเน้นคือการยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยเป็นแนวคิดของ ทศิ นา
แขมมณี (ทิศนา แขมมณี,2542) มีแนวทางการเรียนรู้คือ ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคล่ือนไหว
ร่างกายเพ่ือช่วยให้ประสาทการรบั รู้ของผ้เู รียนต่นื ตัวพร้อมท่จี ะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่าง ๆ ท่ี
จะเกิดข้ึน เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ท่มี ีการเคล่ือนไหวทางสติปัญญา ท้าทายความคิดของผู้เรียน
สามารถกระตุ้นให้สมองของผู้เรียนเกิดการเคล่อื นไหว ให้ผู้เรียนจดจ่อกับความคิด สนุกท่จี ะคิด
ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือส่ิงแวดล้อมรอบตัว เป็ นกิจกรรมท่ีส่งต่อ
อารมณ์ความรู้สกึ ของผู้เรยี น ช่วยให้การเรียนรู้เกดิ ความหมายแก่ตนเอง โดยเน้นให้ผู้เรยี นมีสว่ น
ร่วมในการกจิ กรรมการเรียนมากทส่ี ดุ ซ่ึงการจดั การเรยี นการสอนตามรปู แบบซิปปาสามารถจดั ได้
หลากหลายวิธี ตามจุดประสงค์ท่ีครูต้องการ แต่ต้องมีองค์ประกอบสาคัญคือ กิจกรรมเน้นให้
ผ้เู รียนค้นพบและสร้างความรู้ด้วยตนเอง กิจกรรมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบุคคลและ
สง่ิ แวดล้อม กิจกรรมท่เี น้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางกาย มีการเคล่ือนไหวร่างกาย การปฏิบัติจริง
การใช้กระบวนการต่างๆ ท่เี ป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทกั ษะท่จี าเป็นต่อการดารงชีวิตของผู้เรยี น
เช่น การคิดวิเคราะห์ การใช้วจิ ารณญาณ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการแสวงหาความรู้ และ
การนาความรู้ไปประยุกตใ์ ช้ในสถานการณต์ ่างๆ ได้อย่างหลากหลาย มีท้งั หมด 7 ข้นั ตอน คอื 1)
การทบทวนความรู้เดมิ 2) การสร้างความรู้ใหม่ 3) การทาความเข้าใจ 4) การแลกเปล่ยี นเรียนรู้
ในกล่มุ 5) การสรุปความคดิ รวบยอด 6) การแสดงผลการเรยี นรู้ และ 7) การประยกุ ต์ใช้ความรู้
ให้ผสมผสานกันไปตามสภาพผู้เรียนและเป้ าหมายของการเรียนรู้ จากหลักการการจัดการเรียน
การสอนแบบซิปปาท่ีกล่าวมา จะเหน็ ว่ารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาให้
ความสาคัญกับผู้เรียน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่าง
เตม็ ท่ี (วฒั นาพร ระงบั ทุกข์. 2542)
ดังน้นั จากการศึกษาสภาพปัญหาและหลักการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจยั จึง
สนใจท่ีจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางการเรียนในรายวิชาทัศนศิลป์ ของนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปี ท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย โดยใช้รูปแบบ
การสอนแบบซิปปา เพ่ือให้นักเรียนมีทกั ษะกระบวนการด้านความคิดสร้างสรรค์ เกิดการสร้าง
องค์ความรู้ ความสามารถ เกิดปฏิสัมพันธ์แลกเปล่ียนเรียนรู้กับเพ่ือน รวมท้ังมีเจตคติท่ีดี
4
ตระหนกั ถึงคุณค่าของงานทศั นศิลป์ และสามารถนาความร้ทู ่ไี ด้จากการเรียนไปประยกุ ต์ใช้ให้เกิด
ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวันต่อไป
2. คาถามการวจิ ัย
การจดั การเรยี นรู้โดยใช้รปู แบบซิปปา (CIPPA MODEL) สามารถพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงาน รายวชิ าทศั นศิลป์ ของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ได้
หรอื ไม่
3. วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั
เพ่อื พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงาน รายวิชาทศั นศิลป์ ของนักเรยี นช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่เี รียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปา
4. ขอบเขตการวจิ ยั
4.1 ขอบเขตดา้ นเน้ อื หา เวลา และสถานที่
4.1.1 เน้อื หาทใ่ี ช้ในการวิจัย
ผ้วู ิจัยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนซปิ ปา (CIPPA MODEL) โดย
ใช้เน้อื หาบทเรียนจากหนังสอื ทศั นศลิ ป์ ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 การ
สร้างสรรค์งานทศั นศิลป์ ประกอบด้วย 1) จติ รกรรม 2) ประตมิ ากรรม 3) ภาพพมิ พ์
4.1.2 ระยะเวลาท่ใี ช้ในการวิจยั
ผ้วู จิ ัยได้ทาการวจิ ยั ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 ระหว่างเดือน
สิงหาคม ถงึ เดือนตลุ าคม 2564 ใช้ระยะเวลาในการทดลองใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ 7 คาบ
ดงั น้ี
วันท่ี 9 สิงหาคม 2564ทดสอบกอ่ นเรยี น จานวน 1 ช่วั โมง
วันท่ี 16 สงิ หาคม 2564 จานวน 1 คาบเรียน คาบเรยี นละ 1 ช่วั โมง
วันท่ี 23 สงิ หาคม 2564 จานวน 1 คาบเรียน คาบเรียนละ 1 ช่วั โมง
วันท่ี 30 สิงหาคม 2564 จานวน 1 คาบเรียน คาบเรียนละ 1 ช่วั โมง
วนั ท่ี 6 กันยายน 2564 จานวน 1 คาบเรียน คาบเรียนละ 1 ช่วั โมง
วนั ท่ี 13 กันยายน 2564จานวน 1 คาบเรียน คาบเรียนละ 1 ช่วั โมง
วันท่ี 20 กันยายน 2564ทดสอบหลังเรยี นจานวน 1 ช่วั โมง
4.1.3 สถานท่ที าการวจิ ัย
โรงเรยี นแก่นนครวทิ ยาลยั อาเภอเมืองขอนแก่น จงั หวัดขอนแก่น
5
4.2 ขอบเขตดา้ นประชากร
4.2.1 ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นแกน่ นครวิทยาลัย อาเภอเมอื ง
ขอนแก่นจังหวัดขอนแก่น ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 จานวน 696 คน
4.3 ตวั แปรในการวิจัย
ตวั แปรอิสระ ได้แก่ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้รายวชิ าทศั นศลิ ป์ โดยใช้รปู แบบ
การสอนแบบซปิ ปา (CIPPA MODEL)
ตวั แปรตาม ได้แก่ ระดับความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรคผ์ ลงาน รายวิชา
ทศั นศลิ ป์ ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 3 ทเ่ี รยี นโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซปิ ปา
5. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
5.1 รูปแบบการสอนแบบซิปปา (CIPPA Teaching Model) หมายถึง รูปแบบการ
สอนท่ีผู้วิจัยนามาทาการวิจัย ในการกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์ ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปี ท่ี 3 โดยทิศนา แขมมณี (2543) เป็ นผู้พัฒนาข้ึน ซ่ึงในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้
กาหนดโดยลดข้ันตอนลงเหลือ 5 ข้ันตอน เพ่ือให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และ
ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม ซ่งึ ผ้วู ิจยั ได้นามาพฒั นาเป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ ดงั น้ี
ข้นั ท่ี 1 การทบทวนความรูเ้ ดิม เป็นการดึงความรู้ของนักเรียนในเร่ืองท่ีจะเรียน
เพ่ือช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในการเช่ือมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน โดยผู้วิจัยใช้
ภาพตัวอย่าง เกม เป็ นส่ือให้นักเรียนได้ศึกษา คิด วิเคราะห์ และใช้คาถามนาทางให้นักเรียน
ค้นหาคาตอบด้วยตนเอง โดยกระบวนการกลุ่มเพ่ือแลกเปล่ียนเรียนรู้ จากน้ันจึงอภิปรายสรุป
เพ่ือให้เกิดองคค์ วามรู้ทต่ี รงกนั
ข้นั ท่ี 2 การแสวงหาความรูใ้ หม่ เป็นการแสวงหาข้อมูลความรู้ใหม่ท่ีผู้เรียนยัง
ไม่มีจากแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ต่าง ๆ ซ่งึ ผ้วู จิ ัยกระตุ้นให้ผ้เู รียนเกดิ ความสงสยั และอยากรู้
อยากเห็น พยายามแสวงหาคาตอบด้วยตนเอง โดยผู้วิจัยใช้ภาพตัวอย่างจากหนังสือเรียน และ
อินเทอร์เน็ต รวมท้งั ใช้คาถามนาทางให้นักเรียนกระตือรือร้นท่จี ะแสวงหาคาตอบและสรุปด้วย
ตนเอง โดยผ้วู จิ ัยมีบทบาทในการให้คาช้แี นะ
ข้นั ท่ี 3 การแลกเปล่ียนความรูค้ วามเขา้ ใจกบั กล่มุ เป็นข้ันท่ีนักเรียนอาศัยกลุ่ม
เป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน รวมท้งั ขยายความรู้ความเข้าใจของตน
แก่ผู้อ่ืน และได้รับประโยชนจ์ ากความรู้ความเข้าใจของผ้อู ่ืนไปพร้อม ๆ กัน ผู้วจิ ัยสนับสนุนโดย
การใช้คาถามกระต้นุ ความคิดและแลกเปล่ยี นความคิดระหว่างนกั เรียนในกล่มุ
ข้นั ท่ี 4 การปฏิบตั ิ และ/หรือการแสดงผลงาน โดยผู้วิจัยให้นกั เรียนสร้างผลงาน
ท้งั เด่ยี วและกลุ่มตามหัวข้อท่กี าหนด แล้วจัดแสดงผลงานเพ่ือร่วมกันประเมินค่าตามแนวทางการ
ประเมินช้นิ งานทศั นศลิ ป์
6
ข้นั ที่ 5 การประยุกตใ์ ชค้ วามรู้ เป็นข้นั ของการส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนา
ความรู้ความเข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ท่หี ลากหลายเพ่ือเพ่ิมความชานาญ ความ
เข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจาในเร่ืองน้ัน ๆ โดยผ้วู จิ ัยได้ให้ผ้เู รียนสรปุ ความรู้
ในหน่วยท่เี รยี นจบ โดยให้ผู้เรียนอภิปรายความรู้ร่วมกันท้ายคาบ นอกจากน้ีผู้วิจัยจะให้นักเรียน
ทาแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์หลงั จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท้งั 3 หน่วย เสรจ็ ส้นิ แล้ว
5.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์ หมายถึง การสอนในรายวิชา
ทัศนศิลป์ ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 โดยใช้ รูปแบบการสอนแบบซิปปา ซ่ึงได้ผลการสอนคือ
ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของนกั เรียนในการสร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะ
5.3 ความคิดสรา้ งสรรค์ หมายถึง กระบวนการท่ผี ู้เรียนได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติจาก
การเรียนรู้ คิดแก้ปัญหาและหาคาตอบได้สาเร็จ แล้วจึงเกิดเป็นจินตนาการในการสร้างสรรค์
ผลงานในรูปแบบต่าง ๆ โดยผู้วิจัยจะประเมินความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของกิลฟอร์ด
(Guilford, 1950) ซ่ึงประกอบด้วย ความคิดคล่อง (Fluency) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)
ความคิดริเร่ิม (Originality) และความคิดละเอียดลออ (Elaboration) ตามเกณฑ์การประเมิน
แบบ Rubric Score ทผ่ี ้วู จิ ัยสร้างข้นึ
5.4 รายวิชาทัศนศิลป์ หมายถึง รายวิชาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รหัสวิชา ศ
23101 ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรยี นแก่นนครวิทยาลัย
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ซ่ึงมีเน้ือหาตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 โดยวิจัยในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 การสร้างสรรค์งาน
ทศั นศิลป์ ประกอบด้วย 1) จติ รกรรม 2) ประติมากรรม 3) ภาพพมิ พ์
6. ประโยชนท์ ี่ไดร้ บั
ได้พัฒนาความคดิ สร้างสรรคใ์ นการสร้างสรรค์ผลงาน รายวิชาทศั นศิลป์ ของนกั เรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่เี รียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปา
7
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วข้อง
การวิจัยเร่ือง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาทัศนศิลป์ ของนักเรียนระดับช้ัน
มัยมศึกษาปี ท่ี 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปา มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์รายวิชาทัศนศิลป์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 ท่ีเรียนโดยใช้
รูปแบบการสอนแบบซิปปาให้มีค่าตามเกณฑ์ร้อยละ 80/80 ซ่ึงผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารท่ีเป็ น
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ท่เี ก่ยี วข้อง ตามรายละเอียดดงั หัวข้อต่อไปน้ี
1. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ
2. แนวคิดทฤษฎเี ก่ยี วกับการสร้างสรรคง์ านทศั นศลิ ป์
3. แนวคิดเก่ยี วกบั ความคดิ สร้างสรรค์
4. การจัดการเรียนรู้แบบซปิ ปา
5. งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วข้อง
6. กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
1 หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ นื ฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรูศ้ ลิ ปะ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
• สาระที่ 1 ทศั นศลิ ป์
มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรคง์ านทศั นศลิ ป์ ตามจนิ ตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
วิเคราะห์วิพากษว์ ิจารณ์คณุ ค่างานทศั นศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ
ช่นื ชม และประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจาวัน
มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสมั พันธร์ ะหว่างทศั นศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
เหน็ คุณค่างานทศั นศิลป์ ท่เี ป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ิปัญญาท้องถ่นิ ภมู ปิ ัญญาไทย และสากล
• มาตรฐานการเรียนรู้
การพฒั นาผ้เู รียนให้เกดิ ความสมดุล ต้องคานงึ ถึงหลกั พัฒนาการทางสมองและพหุ
ปัญญาหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน จงึ กาหนดให้ผู้เรยี นเรยี นรู้ ๘ กล่มุ สาระการเรียนรู้
ดังน้ี
1.6.1. ภาษาไทย
1.6.2. คณติ ศาสตร์
1.6.3. วิทยาศาสตร์
1.6.4. สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
1.6.5. สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
1.6.6. ศิลปะ
8
1.6.7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
1.6.8. ภาษาต่างประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้ าหมายสาคญั ของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งท่ีผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม
และค่านิยมท่ีพึงประสงค์เม่ือจบการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็ น
กลไกสาคัญในการขับเคล่ือนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้
ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมท้งั เป็นเคร่ืองมอื ในการตรวจสอบ
เพ่ือการป ร ะกันคุณ ภ าพ การศึกษาโดยใช้ ร ะบ บ การป ร ะเมินคุณ ภ าพ ภ ายในแล ะการป ร ะเมิ น
คุณภาพภายนอก ซ่ึงรวมถึงการทดสอบระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และการทดสอบระดับชาติ
ระบบการตรวจสอบเพ่อื ประกันคณุ ภาพดังกล่าวเป็นสง่ิ สาคัญท่ชี ่วยสะท้อนภาพการจดั การศึกษา
ว่าสามารถพัฒนาผ้เู รยี นให้มีคุณภาพตามท่มี าตรฐานการเรียนรู้กาหนดเพียงใด
หลกั สูตรแกนกลางกลมุ่ สาระการเรียนรูศ้ ลิ ปะ พุทธศกั ราช 2551
ทาไมตอ้ งเรียนศลิ ปะ
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระท่ชี ่วยพฒั นาให้ผ้เู รียนมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
มีจินตนาการทางศิลปะ ช่ืนชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซ่ึงมีผลต่อคุณภาพชีวิต
มนุษย์กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนท้ังด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม
ตลอดจนการนาไปสู่การพัฒนาส่ิงแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเช่ือม่ันในตนเอง อันเป็น
พ้นื ฐานในการศกึ ษาต่อหรอื ประกอบอาชีพได้
เรยี นรูอ้ ะไรในศิลปะ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ม่งุ พัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวธิ ีการทาง
ศิลปะเกิดความซาบซ้ึงในคุณค่าของศิลปะเปิ ดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะ
แขนงต่างๆประกอบด้วยสาระสาคัญ คือ
ทศั นศลิ ป์
มคี วามรู้ความเข้าใจองคป์ ระกอบศิลป์ ทศั นธาตุ สร้างและนาเสนอผลงานทางทศั นศิลป์
จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ทเ่ี หมาะสม รวมท้งั สามารถใช้เทคนิค วิธีการของศิลปินใน
การสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ เข้าใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างทศั นศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณค่างานศิลปะท่เี ป็นมรดก
ทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่นภมู ิปัญญาไทยและสากล ช่นื ชม ประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวัน
9
คุณภาพผเู้ รยี น จบช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๓
- รู้และเข้าใจเร่ืองทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคท่หี ลากหลายในการ
สร้างงานทศั นศิลป์ ๒ มิติ และ ๓ มิติ เพ่ือส่ือความหมายและเร่ืองราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ
วิเคราะห์รูปแบบเน้ือหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ ของตนเองและผู้อ่ืน สามารถเลือกงาน
ทศั นศิลป์ โดยใช้เกณฑ์ท่กี าหนดข้ึนอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิ ก
ในการนาเสนอข้อมูลและมีความรู้ ทกั ษะทจ่ี าเป็นด้านอาชพี ทเ่ี ก่ยี วข้องกนั กับงานทศั นศลิ ป์
- รู้และเข้าใจการเปล่ียนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ ของชาติและ
ท้องถิ่นแต่ละยุคสมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ ท่สี ะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงาน
ทศั นศิลป์ ท่มี าจากยคุ สมัยและวัฒนธรรมต่าง ๆ
- รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องคป์ ระกอบ อารมณ์ ความรู้สกึ ของ
บทเพลงจากวัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเคร่ืองดนตรี ท้งั เด่ียวและเป็นวงโดย
เน้นเทคนิคการร้องบรรเลงอย่างมีคณุ ภาพ มที ักษะในการสร้างสรรคบ์ ทเพลงอย่างง่าย อ่านเขยี น
โน้ตในบันไดเสียงท่ีมีเคร่ืองหมาย แปลงเสียงเบ้ืองต้นได้ รู้และเข้าใจถึงปัจจัยท่ีมีผลต่อรูปแบบ
ของผลงานทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอ่ืน แสดงความคิดเห็น
และบรรยายอารมณ์ความรู้สกึ ท่มี ตี ่อบทเพลง สามารถนาเสนอบทเพลงทช่ี ่นื ชอบได้อย่างมีเหตุผล
มีทกั ษะในการประเมินคณุ ภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ท่ีเก่ยี วข้องกับ
ดนตรีและบทบาทของดนตรีในธรุ กิจบนั เทงิ เข้าใจถงึ อทิ ธิพลของดนตรีทม่ี ีต่อบคุ คลและสงั คม
- รู้และเข้าใจท่มี า ความสัมพนั ธ์ อทิ ธพิ ลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรมใน
ยุคสมยั ต่าง ต่าง วิเคราะหป์ ัจจัยท่ที าให้งานดนตรไี ด้รับการยอมรบั
- รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพทห์ รอื ศัพทท์ างการละครในการแปลความและส่ือสาร
ผ่าน การแสดง รวมท้งั พัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการ
พิจารณาคุณภาพการแสดงวจิ ารณ์เปรียบเทยี บงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เร่ืององค์ประกอบทาง
นาฏศลิ ป์ ร่วมจัดการแสดง นาแนวคดิ ของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจาวัน
- รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยท่มี ีผลต่อการเปล่ียนแปลง
ของนาฏศลิ ป์ ไทย นาฏศิลป์ พ้นื บ้าน ละครไทย และละครพ้ืนบ้าน เปรียบเทยี บลกั ษณะเฉพาะของ
การแสดงนาฏศิลป์ จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมท้ังสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์ เคร่ือง
แต่งกายในการแสดงนาฏศิลป์ และละคร มีความเข้าใจ ความสาคัญบทบาทของนาฏศิลป์ และ
ละครในชวี ติ ประจาวนั
10
ตวั ช้ ีวดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
สาระที่ 1 ทศั นศิลป์
มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
วิเคราะหว์ ิพากษว์ ิจารณ์คุณค่างานทศั นศิลป์ ถ่ายทอดความร้สู กึ ความคดิ ต่องานศลิ ปะอย่างอิสระ
ช่นื ชม และประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
ตารางท่ี 1 ตวั ช้วี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกล่มุ สาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทศั นศลิ ป์ )
ช้นั ตวั ช้ ีวดั หลกั สูตรแกนกลาง
1. บรรยายสิ่งแวดล้อม และงานทศั นศลิ ป์ ทศั นธาตุ หลักการออกแบบใน
ม. 3 ทเ่ี ลอื กมาโดยใช้ความรู้เร่ือง ทศั นธาตุ ส่ิงแวดล้อมและงานทศั นศิลป์
และหลกั การออกแบบ
2. ระบุ และบรรยายเทคนิค วธิ กี าร เทคนิควธิ กี ารของศิลปินในการ
ของศิลปินในการสร้างงาน ทศั นศิลป์ สร้างงานทศั นศลิ ป์
3. วเิ คราะห์ และบรรยายวิธกี ารใช้ วิธีการใช้ทศั นธาตุและหลักการ
ทศั นธาตุ และหลกั การออกแบบในการ ออกแบบ
สร้างงานทศั นศลิ ป์ ของตนเอง ในการสร้างงานทศั นศลิ ป์
ให้มีคุณภาพ
4. มที กั ษะในการสร้างงานทศั นศลิ ป์ การสร้างงานทศั นศลิ ป์ ทง้ั ไทยและ
อย่างน้อย 3 ประเภท สากล
5. มที กั ษะในการผสมผสานวสั ดุต่าง ๆ การใช้หลกั การออกแบบในการ
ในการสร้างงานทศั นศิลป์ โดยใช้ สร้างงานส่อื ผสม
หลกั การออกแบบ
6. สร้างงานทศั นศลิ ป์ ท้งั ๒ มิติ และ การสร้างงานทศั นศลิ ป์ แบบ ๒ มิติ
๓ มติ ิ เพ่อื ถา่ ยทอดประสบการณแ์ ละ และ ๓ มิติ เพ่ือถ่ายทอด
จนิ ตนาการ ประสบการณ์ และจนิ ตนาการ
7. สร้างสรรคง์ านทศั นศลิ ป์ ส่อื การประยุกตใ์ ช้ทศั นธาตแุ ละ
ความหมายเป็นเร่ืองราว โดยประยกุ ตใ์ ช้ หลกั การออกแบบสร้างงาน
ทศั นธาตุและหลักการออกแบบ ทศั นศิลป์
8. วิเคราะหแ์ ละอภิปรายรปู แบบ การวิเคราะห์รูปแบบ เน้ือหา และ
เน้อื หาและคุณค่าในงานทศั นศลิ ป์ คณุ ค่าในงานทศั นศิลป์
ของตนเอง และผู้อ่ืน หรือของศิลปิน
11
ช้นั ตวั ช้ ีวดั หลกั สูตรแกนกลาง
9. สร้างสรรคง์ านทศั นศิลป์ เพ่อื บรรยาย การใช้เทคนิค วธิ ีการท่หี ลากหลาย
ม. 3 เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ โดยใช้เทคนิค สร้างงานทศั นศลิ ป์ เพ่อื ส่อื
ทห่ี ลากหลาย ความหมาย
10.ระบุอาชีพทเ่ี ก่ยี วข้องกับงาน การประกอบอาชีพทางทศั นศลิ ป์
ทศั นศิลป์ และทกั ษะทจ่ี าเป็นในการ
ประกอบอาชพี น้นั ๆ
11.เลือกงานทศั นศิลป์ โดยใช้เกณฑท์ ่ี การจัดนิทรรศการ
กาหนดข้นึ อย่างเหมาะสม และนาไป
จัดนิทรรศการ
โครงสรา้ งหลกั สูตรรายวชิ าศลิ ปะ (ศ23101) โรงเรียนแก่นนครวิทยาลยั
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐานการเรียนรู้กบั มาตรฐานการเรียนรู้ช้ันปี กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชา ทัศนศิลป์ 5 ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา
2564
ตารางท่ี 2 มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวช้วี ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ ีวดั
มาตรฐานการเรยี นรู้ ศ 1.1 สร้างสรรค์งาน 1. บรรยายสิ่งแวดล้อม และงานทศั นศลิ ป์
ทศั นศิลป์ ตามจินตนาการ และความคดิ ท่เี ลือกมาโดยใช้ความร้เู ร่ืองทศั นธาตุและหลกั การ
สร้างสรรค์ วเิ คราะห์ วิพากษ์ วิจารณค์ ุณค่างาน ออกแบบ
ทศั นาศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อ 2. ระบุ และบรรยายเทคนคิ วธิ กี ารของศลิ ปินในการ
งานศิลปะอย่างอิสระ ช่นื ชม และประยกุ ตใ์ ช้ใน สร้างงาน ทศั นศลิ ป์
ชวี ิตประจาวัน 3. วเิ คราะห์ และบรรยายวธิ ีการใช้ทศั นธาตุ และ
หลักการออกแบบในการสร้างงานทศั นศลิ ป์ ของ
ตนเองให้มีคุณภาพ
4. มีทกั ษะในการสร้างงานทศั นศิลป์ อย่างน้อย 3
ประเภท
5. มีทกั ษะในการผสมผสานวสั ดตุ ่าง ๆ ในการสร้าง
งานทศั นศิลป์ โดยใช้
หลกั การออกแบบ
6. สร้างงานทศั นศลิ ป์ ท้งั 2 มติ ิ และ 3 มติ ิ เพ่อื
มาตรฐานการเรยี นรู้ 12
ตวั ช้ ีวดั
ถา่ ยทอดประสบการณ์และจินตนาการ
7. สร้างสรรค์งานทศั นศลิ ป์ ส่อื ความหมายเป็น
เร่ืองราว โดยประยุกต์ใช้ทศั นธาตุและหลักการ
ออกแบบ
8. วิเคราะหแ์ ละอภปิ รายรปู แบบเน้ือหาและคณุ ค่าใน
งานทศั นศิลป์ ของตนเอง และผู้อ่นื หรือของศิลปิ น
9. สร้างสรรค์งานทศั นศิลป์ เพ่อื บรรยาย
เหตุการณ์ต่าง ๆ โดยใช้เทคนิค
ท่หี ลากหลาย
การวิเคราะหต์ วั ช้ ีวดั รายวชิ า ศ23101 ทศั นศลิ ป์ 5 มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ศิลปะ
มาตรฐานการเรียนรู้ ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ตามจินตนาการ และความคิด
สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องาน
ศิลปะ
อย่างอสิ ระช่นื ชม และประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ ประจาวนั
มาตรฐานการเรียนรู้ ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และ
วัฒนธรรม เหน็ คุณค่างานทศั นศิลป์ ทเ่ี ป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ิปัญญาท้องถ่ิน ภมู ิปัญญาไทย
และสากล
13
ตารางท่ี 3 การวเิ คราะห์ตัวช้วี ัดรายวชิ า
สาระการ นาไปสู่
ตวั ช้ ีวดั ผเู้ รยี นรูอ้ ะไร/ทาอะไร เรยี นรู/้ คณุ ลกั ษณะ
ได้ ทกั ษะการ สมรรถนะ อนั พึง
สาคญั
คดิ ประสงค์
ศ 1.1 ม.3/1 ผ้เู รยี นรู้อะไร 1. การใช้ 1. 3. มวี ินยั
1. บรรยายส่ิงแวดล้อม -ทศั นธาตุ ทศั นธาตุ ความสามารถ 6. ม่งุ ม่นั ใน
และงานทศั นศลิ ป์ -สิง่ แวดล้อม ใน ในการส่อื สาร การทางาน
ท่เี ลือกมาโดยใช้ความรู้ -การออกแบบ สง่ิ แวดล้อ
เร่ือง ทศั นธาตแุ ละ ผ้เู รียนทาอะไรได้ มมา
หลักการออกแบบ สร้างสรรค์งานออกแบบ ออกแบบ
ด้วยทศั นธาตุ
ศ 1.1 ม.3/2 ผ้เู รยี นรู้อะไร 2. ระบุ 3. 4. ใฝ่เรียนรู้
2. ระบุ และบรรยาย
เทคนิค วธิ ีการของ เทคนิค วธิ ีการ ของ บรรยาย ความสามารถ 6. ม่งุ ม่นั ใน
ศลิ ปิ นในการสร้างงาน
ทศั นศลิ ป์ ศิลปินในการสร้างงาน วิเคราะห์ ในการ การทางาน
ศ 1.1 ม3/3 ทศั นศิลป์ วธิ ีการ วเิ คราะห์
3.วิเคราะห์ และ
บรรยายวธิ กี ารใช้ ผ้เู รยี นทาอะไรได้ ทางานของ 5.
ทศั นธาตุ และหลักการ
ออกแบบในการสร้าง ระบุ บรรยายวิเคราะห์ ศิลปิน ความสามารถ
งานทศั นศิลป์ ของ
ตนเองให้มีคุณภาพ ในการ
บรรยาย
ผ้เู รียนรู้อะไร 3. การ 4. ความสาม 2. ซ่อื สัตย์
การวเิ คราะห์และบรรยาย วิเคราะห์ รถในการใช้ สุจรติ
ผลงาน ผลงาน ทกั ษะชวี ิต 4. ใฝ่เรียนรู้
ผ้เู รียนทาอะไรได้ ทศั นศลิ ป์ 5. อยู่อย่าง
การวิเคราะห์และบรรยาย พอเพียง
ผลงานของตนเอง
14
สาระการ นาไปสู่
ตวั ช้ ีวดั ผเู้ รียนรูอ้ ะไร/ทาอะไร เรียนรู/้ คณุ ลกั ษณะ
ได้ ทกั ษะการ สมรรถนะ อนั พงึ
สาคญั
คดิ ประสงค์
ศ 1.1 ม.3/4 ผ้เู รยี นรู้อะไร 4. 2. 4. ใฝ่เรยี นรู้
4. มีทกั ษะในการสร้าง การสร้างสรรค์ผลงาน กระบวนก ความสามารถ 6. ม่งุ ม่นั ใน
งานทศั นศลิ ป์ ทศั นศิลป์ ารทางาน ในการทางาน การทางาน
อย่างน้อย 3 ประเภท ผ้เู รียนทาอะไรได้ 8. มจี ิต
การสร้างงานทศั นศลิ ป์ ท้งั สาธารณะ
ไทยและสากล
ศ 1.1 ม.3/ 5 ผ้เู รียนร้อู ะไร 4. 2. 4. ใฝ่เรียนรู้
5. มที กั ษะในการ การใช้หลักการออกแบบ กระบวนก ความสามารถ 5. อยู่อย่าง
ผสมผสานวสั ดุ ในการสร้างงานส่อื ผสม ารทางาน ในการทางาน พอเพียง
ต่าง ๆ ในการสร้างงาน ผ้เู รยี นทาอะไรได้
ทศั นศิลป์ โดยใช้ ออกแบบส่อื ผสม 4. 6. ม่งุ ม่นั ใน
หลกั การออกแบบ กระบวนก การทางาน
ผ้เู รยี นรู้อะไร ารทางาน 8. มจี ิต
ศ 1.1 ม.3/6 การสร้างงานทศั นศลิ ป์ สาธารณะ
6. สร้างงานทศั นศลิ ป์ แบบ 2 มติ ิ และ 3 มติ ิ 2. 4. ใฝ่เรยี นรู้
ทง้ั 2 มิติ และ 3 มิติ เพ่อื ถ่ายทอดระสบการณ์ ความสามารถ 5. อยู่อย่าง
เพ่อื ถา่ ยทอด และจินตนาการ ในการทางาน พอเพียง
ประสบการณแ์ ละ ผู้เรยี นทาอะไรได้ 6. ม่งุ ม่นั ใน
จนิ ตนาการ สร้างสรรค์ผลงานแบบ 2 การทางาน
และ3 จากประสบการณ์ 8. มจี ติ
สาธารณะ
15
ตวั ช้ ีวดั ผเู้ รียนรูอ้ ะไร/ทาอะไร สาระการ นาไปสู่
ได้ เรียนรู/้
ศ 1.1 ม.3/7 ทกั ษะการ คุณลกั ษณะ
7. สร้างสรรคง์ าน ผ้เู รียนรู้อะไร สมรรถนะ
ทศั นศิลป์ ส่อื การประยกุ ตใ์ ช้ทศั นธาตุ คดิ
ความหมายเป็ น และหลักการ 4. อนั พึง
เร่ืองราว โดย ออกแบบสร้างงาน กระบวนก สาคญั
ประยกุ ตใ์ ช้ ทศั นศิลป์ ารทางาน
ทศั นธาตแุ ละหลักการ ผู้เรียนทาอะไรได้ ประสงค์
ออกแบบ สร้างสรรคง์ านเร่ืองราว 2. 4. ใฝ่เรยี นรู้
ความสา 5. อย่อู ย่าง
มารถ พอเพยี ง
ในการ 6. ม่งุ ม่นั ในการ
ทางาน ทางาน
8. มีจติ สาธารณะ
ศ1.1 ม.3/8 ผ้เู รยี นรู้อะไร 4. 2. 4. ใฝ่เรียนรู้
8. วเิ คราะหแ์ ละ วิเคราะหแ์ ละอภปิ ราย กระบวนก ความสา 5. อย่อู ย่าง
อภปิ รายรปู แบบ รปู แบบ ารทางาน มารถ พอเพียง
เน้อื หาและคณุ ค่าใน เน้อื หาและคุณค่าในงาน ในการ 6. ม่งุ ม่นั ในการ
งานทศั นศิลป์ ทศั นศิลป์ ทางาน ทางาน
ของตนเอง และผู้อ่นื ผู้เรียนทาอะไรได้
หรือของศิลปิ น สร้างสรรคง์ านเพ่อื 8. มีจติ สาธารณะ
นาเสนอรปู แบบ
16
สาระการ นาไปสู่
ตวั ช้ ีวดั ผเู้ รยี นรูอ้ ะไร/ทาอะไร เรยี นรู/้ คุณลกั ษณะ
ได้
ศ 1.1 ม.3/9 ทกั ษะการ สมรรถนะ อนั พึง
9. สร้างสรรค์งาน ผ้เู รียนรู้อะไร สาคญั
ทศั นศลิ ป์ เพ่ือบรรยาย การใช้เทคนิค วธิ ีการท่ี คดิ ประสงค์
เหตุการณต์ ่าง ๆ โดย หลากหลาย
ใช้เทคนิค สร้างงานทศั นศลิ ป์ เพ่อื 4. 2. 4. ใฝ่เรยี นรู้
ท่หี ลากหลาย ส่อื ความหมาย
ผ้เู รียนทาอะไรได้ กระบวนก ความสา 5. อย่อู ย่าง
ส่อื ความหมายด้วย
ผลงาน ารทางาน มารถ พอเพียง
ในการ 6. ม่งุ ม่นั ในการ
ทางาน ทางาน
8. มีจติ สาธารณะ
ตารางที่ 4 วเิ คราะหต์ วั ช้ ีวดั รายวชิ า
ตวั ช้ ีวดั ความรู้ (K) กระบวนการ (P) คุณลกั ษณะ (A)
ศ 1.1 ม.3/1 นักเรยี นบรรยาย นักเรียนสามารถ นักเรยี นให้ความร่วมมือกบั
บรรยายส่ิงแวดล้อม สงิ่ แวดล้อม และงาน ออกแบบผลงานโดย กจิ กรรมการเรียนรู้เร่ืองทศั น
และงานทศั นศลิ ป์ ท่ี ทศั นศิลป์ ทเ่ี ลือกมา ความรู้เร่ืองทศั นธาตุ ธาตุ และหลกั การออกแบบ
เลอื กมาโดย โดยใช้ความรู้เร่ือง ได้
ใช้ความรู้เร่ืองทศั น ทศั นธาตุ และ
ธาตุและหลกั การ หลักการออกแบบได้
ออกแบบ
17
ตวั ช้ ีวดั ความรู้ (K) กระบวนการ (P) คุณลกั ษณะ (A)
ศ 1.1 ม.3/2 ระบุ นักเรียนระบุ และ นักเรยี นสามารถสร้าง นกั เรียนให้ความร่วมมอื กับ
และบรรยายเทคนคิ บรรยายเทคนคิ ผลงานเพ่อื นาเสนอ กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ือง
วธิ ีการของศลิ ปินใน วิธีการของศิลปิ นใน เทคนิค วธิ กี ารของ เทคนิคและวิธกี ารศลิ ปินใน
การสร้างงาน การสร้างงาน ศิลปินในการสร้าง การสร้างงานทศั นศลิ ป์
ทศั นศลิ ป์ ทศั นศิลป์ ได้ งานทศั นศลิ ป์ ได้
ศ 1.1 ม3/3 นักเรยี นวิเคราะห์ และ นกั เรียนสามารถสร้าง นักเรียนให้ความร่วมมือกบั
วิเคราะห์ และบรรยาย บรรยายวธิ ีการใช้ทศั น งานทศั นศิลป์ ของ กิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองสร้าง
วธิ ีการใช้ทศั นธาตุ ธาตุ และหลกั การ ตนเองให้มีคณุ ภาพ งานทศั นศิลป์ อย่างไรให้มี
และหลกั การออกแบบ ออกแบบในการสร้าง ได้ คุณภาพ
ในการสร้างงาน งานทศั นศิลป์ ของ
ทศั นศลิ ป์ ของตนเอง ตนเองให้มคี ณุ ภาพได้
ให้มคี ุณภาพ
ศ 1.1 ม.3/4 มี นักเรียนมีทกั ษะใน นักเรยี นสามารถสร้าง นักเรยี นให้ความร่วมมอื กับ
ทกั ษะในการสร้างงาน การสร้างงาน งานทศั นศิลป์ อย่าง กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ือง
ทศั นศลิ ป์ อย่างน้อย 3 ทศั นศิลป์ อย่างน้อย 3 น้อย 3 ประเภทได้ ทกั ษะในการสร้างงาน
ประเภท ประเภทได้ ทศั นศิลป์
ตวั ช้ ีวดั ความรู้ (K) กระบวนการ (P) คณุ ลกั ษณะ (A)
ศ 1.1 ม.3/ 5 มี นกั เรยี นมีทกั ษะใน นักเรียนสามารถ นกั เรียนให้ความร่วมมือกับ
กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ืองการ
ทกั ษะในการ การผสมผสานวัสดุ ผสมผสานวัสดุ ต่าง ผสมผสานวัสดุ ต่าง ๆ ใน
การสร้างงานทศั นศลิ ป์ โดยใช้
ผสมผสานวสั ดุ ต่าง ๆ ต่าง ๆในการสร้างงาน ๆในการสร้างงาน หลักการออกแบบ
ในการสร้างงาน ทศั นศลิ ป์ โดยใช้ ทศั นศลิ ป์ โดยใช้
ทศั นศลิ ป์ โดยใช้ หลักการออกแบบได้ หลักการออกแบบได้
หลักการออกแบบ
18
ตวั ช้ ีวดั ความรู้ (K) กระบวนการ (P) คุณลกั ษณะ (A)
ศ 1.1 ม.3/6 สร้าง นักเรยี นมีทกั ษะใน นักเรยี นสามารถสร้าง นกั เรยี นให้ความร่วมมือกับ
งานทศั นศลิ ป์ ทง้ั 2 การสร้างงาน งานทศั นศิลป์ ทง้ั 2 กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ืองการ
มติ ิ และ 3 มติ ิ เพ่อื ทศั นศลิ ป์ ท้งั 2 มิติ มิติ และ 3 มติ ิ เพ่อื สร้างงานทศั นศลิ ป์ ท้งั 2 มิติ
ถา่ ยทอดประสบการณ์ และ 3 มติ ิ เพ่อื ถา่ ยทอด และ 3 มิติ
และจนิ ตนาการ ถ่ายทอดประสบการณ์ ประสบการณแ์ ละ
และจินตนาการได้ จนิ ตนาการได้
ศ 1.1 ม.3/7 นกั เรียนบรรยาย นักเรียนสามารถ นกั เรียนให้ความร่วมมือกับ
สร้างสรรคง์ า สร้างสรรคง์ า สร้างสรรคง์ า กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ืองการ
ทศั นศิลป์ ส่อื ทศั นศิลป์ ส่อื ทศั นศิลป์ ส่ือ สร้างสรรค์งานทศั นศิลป์ เพ่อื
ความหมายเป็ น ความหมายเป็ น ความหมายเป็ น ส่อื ความหมายเป็นเร่ืองราว
เร่ืองราว โดย เร่ืองราว โด เร่ืองราว โดย
ประยกุ ตใ์ ช้ทศั นธาตุ ประยุกต์ใช้ทศั นธาตุ ประยุกต์ ใช้ทศั นธาตุ
และหลักการออกแบบ และหลักการออกแบบ และหลกั การ
ได้ ออกแบบได้
ศ 1.1 ม.3/8 นกั เรยี นวิเคราะห์และ นกั เรยี นสามารถสร้าง นักเรยี นให้ความร่วมมอื กบั
วเิ คราะห์และอภปิ ราย อภปิ รายรปู แบบ ผลงานเพ่ือนาเสนอ กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ือง
รูปแบบเน้อื หาและ เน้อื หาและคุณค่าใน รูปแบบเน้อื หาและ รปู แบบเน้อื หาและคณุ ค่าใน
คุณค่าในงาน งานทศั นศิลป์ ของ คณุ ค่าในงาน งานทศั นศิลป์
ทศั นศิลป์ ของตนเอง ตนเองและผ้อู ่ืนได้ ทศั นศลิ ป์ ได้
และผ้อู ่นื หรือของ คณุ ลกั ษณะ (A)
ศลิ ปิน ความรู้ (K) กระบวนการ (P)
ตวั ช้ ีวดั
ศ 1.1 ม.3/9 นกั เรยี นบรรยายงาน นักเรียนสามารถ นกั เรยี นให้ความร่วมมอื กับ
สร้างสรรคง์ าน ทศั นศลิ ป์ เพ่อื บรรยาย สร้างสรรคง์ าน กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ืองสร้าง
ทศั นศิลป์ เพ่อื บรรยาย เหตุการณ์ต่าง ๆ โดย ทศั นศลิ ป์ เพ่อื งานทศั นศิลป์ เพ่ือบรรยาย
เหตุการณต์ ่าง ๆ โดย ใช้เทคนิคท่ี บรรยายเหตกุ ารณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ
ใช้เทคนิคท่ี หลากหลายได้ ต่าง ๆ โดยใช้เทคนิค
หลากหลาย ท่หี ลากหลายได้
19
ตวั ช้ ีวดั ความรู้ (K) กระบวนการ (P) คณุ ลกั ษณะ (A)
ศ 1.2 ม.3/1 ศกึ ษา นักเรียนบรรยาย นักเรียนสามารถสร้าง นกั เรียนให้ความร่วมมอื กบั
และอภปิ รายเก่ยี วกับ คณุ ค่าของวัฒนธรรม ผลงานเพ่อื นาเสนอ กจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง
งานทศั นศลิ ป์ ท่ี ในงานทศั นศิลป์ ได้ คณุ ค่าของวัฒนธรรม คณุ ค่าของวฒั นธรรมในงาน
สะท้อนคณุ ค่าของ ในงานทศั นศลิ ป์ ได้ ทศั นศิลป์ คุณค่าของ
วัฒนธรรม
วฒั นธรรมได้
ศ 1.2 ม.3/2 นักเรยี นเปรียบเทยี บ นักเรยี นสามารถสร้าง นักเรยี นให้ความร่วมมือกับ
เปรยี บเทยี บความ ความแตกต่างของงาน ผลงานเพ่อื นาเสนอ กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ือง
แตกต่างของงาน ทศั นศลิ ป์ ในแต่ละยคุ ความแตกต่างของ ทศั นศลิ ป์ ในวัฒนธรรมไทย
ทศั นศลิ ป์ ในแต่ละยคุ สมยั ของ วฒั นธรรม งานทศั นศิลป์ ในแต่ และสากลได้
สมยั ของ วัฒนธรรม ไทยและสากลได้ ละยคุ สมยั ของ
ไทยและสากล วฒั นธรรมไทยและ
สากลได้
จากการศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และ
โครงสร้างหลักสูตรรายวิชาศลิ ปะ (ศ23101) โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จะเหน็ ได้ว่า
กระบวนการจดั การเรยี นการสอนเร่ืองการสร้างสรรค์งานทศั นศลิ ป์ จะต้องออกแบบกระบวนการ
ให้สอดคล้องกบั มาตรฐานตวั ช้วี ัดของหลกั สูตร เพ่อื ให้ผู้เรยี นบรรลตุ ามจุดประสงค์การเรียนรู้
และสามารถสร้างสรรคง์ านทศั นศลิ ป์ ตามจินตนาการ เกดิ ความคิดสร้างสรรค์ สามารถวิเคราะห์
วิพากษ์วิจารณค์ ุณค่างานทศั นศิลป์ ถา่ ยทอดความร้สู กึ ความคดิ ต่องานศิลปะอย่างอสิ ระช่นื ชม
และประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจาวนั ได้
2. แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกบั การสรา้ งสรรคง์ านทศั นศิลป์
2.1 ความหมายของทศั นศลิ ป์
คาว่า "ทัศนศิลป์ " บางท่านเรยี กว่า "ศิลปะทม่ี ีรูปทรง" (เฮอเบริ ์ด รีด, 2530) และบ้างก็
เรยี กว่า "จักษศุ ิลป์ " (สเุ ซาว์ พลอยชมุ , ม.ป.ป.)
ชลูด น่มิ เสมอ (2531) อธิบายไว้ว่า "เป็นศิลปะทร่ี ับสมั ผัสด้วยการเหน็ ได้แก่ จติ รกรรม
ประตมิ ากรรม ภาพพิมพ์ และสถาปัตยกรรม"
สุเชาว์ พลอยชมุ (ม.ป.ป.) ยังได้อธิบายถึงทัศนศลิ ป์ ไว้ว่า "เป็นส่ิงทป่ี รากฏแก่สายตาเรา
พร้อมกันทุกส่วนอย่างชัดเจนในขณะท่เี รามองดู แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันทางพ้ืนท่อี ย่าง
ชัดเจน" ทัศนศิลป์ เป็นผลงานศิลปกรรม ถือเป็ นองค์ความรู้หน่ึงของศิลปกรรมศาสตร์ ท่ีต้อง
อาศัยการสัมผัสรับรู้ด้วยการเห็นเป็ นแกนหลัก เป็นผลงานท่ีเป็นรูปธรรม เป็นผลิตกรรมเชิง
20
สร้างสรรค์ท่ศี ิลปิ นและนักออกแบบใช้เป็นส่ือ เคร่ืองมือเพ่ือการแสดงออกซ่ึงความรู้สึก อารมณ์
ความคิด จนิ ตนาการ เป็นต้น
2.2 จิตรกรรม (Painting) เป็นภาพท่ีจิตรกรแต่ละคนสร้างข้ึนด้วยประสบการณ์ทาง
สนุ ทรียภาพ
และความชานาญ โดยใช้สีชนิดต่าง ๆ เช่น สีน้า สีน้ามัน สีฝ่ ุน เป็นส่ือกลางในการแสดงออกถึง
เจตนาในการสร้างสรรค์ การสร้างงานจติ รกรรมจะสร้างบนพ้นื ราบเป็นส่วนใหญ่ เช่น กระดาษ ผ้า
แผ่นไม้ ผนัง เพดาน จิตรกรอาจเลือกเขียนภาพบคุ คล พชื สตั ว์ ทวิ ทศั น์ เหตุการณ์
จิตรกร คือผู้ทาหน้าท่สี ร้างผลงานออกมาเป็นจิตรกรรม โดยการวาดเขียนหรือ
วาดภาพลงบนวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษ ผ้าใบ
จิตรกรรมเหมอื นจริง หมายถึง การสร้างงานจติ รกรรมท่เี หมือนจริงดังท่ปี รากฏ
อย่ใู นธรรมชาติ โดยยดึ หลักการสร้างสรรค์ และการนาเสนอดังท่ตี ามองเหน็
จิตรกรรมแบบแสดงอารมณ์ หมายถึง การสร้างงานจิตรกรรมมุ่งแสดงอารมณ์
ความรู้สึก ภายในด้วยสาระท่เี ก่ยี วกับสังคมการระบายสีและการใช้สีรนุ แรงตรงไปตรงมา
นยิ มระบายสีทบั ซ้อน (impasto) เพ่อื แสดงภาวะความรู้สึกลกึ ๆ รปู ทรงท่ปี รากฏอาจปรับ
ไปตามกระบวนการระบายสอี ย่างอสิ ระ
จิตรกรรมแบบประเพณี (Traditional Painting) จิตรกรรมไทยแบบประเพณี
จัดเป็นงานวจิ ิตรแขนงหน่งึ ทม่ี ีคุณค่าในฐานะทเ่ี ป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม ศิลปะประจา
ชาติสะท้อนให้เห็นถึงความเป็ นชาติท่ีเจริญรุ่งเรืองประเทศไทยมีศาสนาประจาชาติ มี
อารยธรรมท่ีถ่ายทอดสืบต่อกันมา เน้ือหาจิตรกรรมไทยส่วนใหญ่ เก่ียวพันกับ
พระพุทธศาสนา นิยมเขียนบนฝาผนังภายในอาคารศาสนสถานในพระพุทธศาสนาและ
อาคารท่เี ก่ยี วเน่อื งกับบุคคลช้นั สงู คือ พระอุโบสถ วหิ าร พระทน่ี ่งั บนแผ่นผ้า (ภาพพระ
บฏ) บนกระดาษ (สมุดไทย) โดยเขยี นด้วยสีฝ่นุ ตามวิธกี ารของช่างเขียนไทยแต่โบราณ
นิยมเขียนเร่ืองเก่ียวกับอดีตพุทธ พุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ วรรณคดีและชีวิต
ไทย สว่ นใหญ่นยิ มเขยี นประดบั ผนังพระอุโบสถ วหิ าร
จิตรกรรมแบบนามธรรม (Abstract painting) หมายถึง การสร้ างงาน
จติ รกรรมท่เี ก่ียวข้องกับจิตใจ แสดงความรู้สึกของมนุษย์ต่อธรรมชาติแวดล้อมถ่ายทอด
เป็นรูปภาพ ส่วนใหญ่จะไม่พรรณนาเร่ืองราวตามความเป็นจริง ศิลปิ นอาจละท้งิ รูปทรง
ต่างๆ ด้วยการตัดทอนรูปทรงจนหมดส้ิน อาจสร้ างรูปทรงข้ึนใหม่ตามความรู้สึกของ
ตนเอง ด้วยการวางโครงสีใหม่ และเร่ืองราวล้วนเป็นนามธรรม ผู้ริเร่ิมคือ วาสสิล่ี แคน
ดินสก้ี ชาวรสั เชีย โดยเน้นหลัก 2 ประการคือ ความรู้สึกภายนอกและความรู้สึกภายใน
ความร้สู กึ ภายนอกคือ วัสดุรปู ทรง และเม่อื รู้สึกต่อการเหน็ รปู ทรง แล้วกจ็ ะเกิดความรู้สึก
ภายในสาหรับคุณค่ารูปทรงน้ัน เป็นการสร้างความกลมกลืนด้วยสีสัน การเคล่ือนไหว
ลลี า จงั หวะ ลักษณะผวิ สัดสว่ น และความเด่นชดั
21
จิตรกรรมแสดงทิวทศั นส์ ิ่งแวดลอ้ ม หมายถึง ภาพเขียนแขนงหน่ึงท่จี ัดอยู่ใน
งานศิลปะประเภทจิตรกรรม ซ่ึงเป็ นภาพเขียนท่ีถ่ายทอดความประทับใจท่ีมีต่อ
บรรยากาศความงามของธรรมชาติ และสิง่ แวดล้อมผ่านอารมณค์ วามร้สู ึกของศิลปีน โดย
เป็นภาพเขยี นท่มี ลี ักษณะ ของทศั นียภาพท่มี รี ะยะใกล้ กลางและไกล สาหรบั ภาพทวิ ทศั น์
ในงานจิตรกรรม เป็ นเร่ืองราวของภาพท่ีแสดงถึงทัศนียภาพของภูมิประเทศ และ
ส่ิงแวดล้อมต่าง ๆ ของสถานท่ีใดสถานท่ีหน่ึง ให้เห็นเป็นบริเวณกว้าง เช่น ทะเล ภูเขา
ทุ่งนา แม่น้า อาคารปลูกสร้าง โดยมีจิตรกรเป็ นผู้บันทึกเหตุการณ์ บรรยากาศ แต่ละ
ช่วงเวลาท่ีเกิดความประทับใจ และแสดงออกตามอารมณ์ความรู้สึกของตน ให้เกิดเป็น
ภาพทม่ี สี ีสนั และบรรยากาศของธรรมชาติทม่ี ีความสวยงาม
2.3 ประติมากรรม
ประติมากรรม (Sculpture) เป็ นงานศิลปกรรมท่ีสร้างเป็ นรูปทรง ๓ มิติ โดยวิธีการ
แกะสลักการป้ัน หรือการผสมผเส
การแกะสลกั ประติมากรจะต้องขจัดวัสดุส่วนท่ไี ม่ต้องการออกไปจนเหลือแต่
รปู ทรงเป็นกลุ่มมวลท่ีต้องการเท่าน้ัน วัสดุท่ีใช้สร้างประติมากรรมแกะสลัก ได้แก่ วัสดุ
เน้อื แขง็ เช่น ไม้ หนิ
การป้ัน ประติมากรจะสร้างรูปทรงโดยการพอกด้วยวัสดุท่ีค่อนข้างน่ิม วัสดุท่ี
นยิ มใช้ใน
วิธีการน้ี เช่น ดินเหนียว ข้ีผ้ึง ซ่ึงเม่ือป้ันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มักจะนาไปหล่อปูน
ปลาสเตอร์หรอื โลหะ เพ่อื ให้คงทนมากข้นึ
การผสมผเส เป็นการนาวัสดุหลายอย่างมาประกอบเป็นรูปทรงท่ตี ้องการด้วย
วธิ กี ารต่าง ๆ ผลงานเหล่าน้ีประตมิ ากรอาจสร้างเป็นรปู เหน็ รอบตวั หรือรูปนูน
รูปแบบประติมากรรม
ประติมากรรมแบบเหมือนจริง คือ ประติมากรรมท่ีแสดงรูปลักษณะของคน
สัตว์ สิ่งอ่ืน ๆ ท่พี บเห็นในธรรมชาติ เกิดจากประสบการณ์ท่ีศิลปิ นพบเหน็ สิ่งต่าง ๆ
และนาเสนอผลงานโดยไม่มีการเปล่ียนแปลงหรือบิดเบือนไปจากความเป็นจริง จะยึด
หลักความจริงท่ปี รากฏอยู่ในธรรมชาติอย่างเคร่งครดั แต่การสร้างสรรค์ของประติมากร
น้ันไม่ใช่เป็ นการลอกเลียนแบบธรรมชาติ แต่เป็นการแปลความหมายและถ่ายทอด
ความรู้สึกนึกคิดของตนลงไปในผลงานอีกทอดหน่ึง รูปแบบจะเป็นการนาเสนอความ
จรงิ และข้อเทจ็ จรงิ ต่าง ๆ
ประติมากรรมแบบแสดงอารมณ์ คือ การสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ประเภท
ประติมากรรม รูปแบบตามความรู้สึก เป็นการนาทัศนธาตุมาใช้ในการจัดองค์ประกอบ
22
ศิลป์ และกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก เช่น ความสนุกสนาน ความต่ืนเต้น ความน่า
กลวั ความเศร้า ความสบั สน ความร้อนแรง ความรัก เป็นต้น
ประติมากรรมแบบประเพณี คือ การสร้างสรรค์งานประติมากรรมท่ีเก่ียวข้อง
กับเร่ืองเก่ียวกับขนบธรรมเนียมและประเพณี เพ่ือแสดง รูปแบบ ของความเช่ือใน
ขนบธรรมเนียมและประเพณีท่ีถือปฏิบัติในเวลาน้ันให้คนท้ังหลายได้รู้เห็น เข้าใจและ
ปฏิบตั ิได้ถกู ต้อง เช่น ประเพณีต่าง ๆ ทม่ี ใี น 12 เดอื น ประเพณีเก่ยี วกับชีวติ เป็นต้น
ประติมากรรมแบบกึ่งนามธรรม เป็นงานประติมากรรมท่เี ร่ิมเบ่ียงเบนไปจาก
รูปธรรม ด้วยการตัดทอนรูปทรงของจริงให้อยู่ในรูปเรียบง่าย แต่ยังคงมีเค้าโครงท่ี
เหมือนจริงหลงเหลืออย่ใู ห้รู้ว่าเป็นรูปอะไร มีเน้ือหา และรปู แบบไม่ชดั เจนเหมอื นศลิ ปะ
รูปธรรม
ประติมากรรมแบบนามธรรม คือ ไม่มีความจริงเหลอื อยู่ เพราะถูกตัดทอนให้
เหลือแต่รปู ทรงท่กี ่อให้เกิดความงาม อารมณ์ และความรู้สึก เป็นศลิ ปะทเ่ี หนือความเป็น
จริง เน้อื หาสาระแสดงออกในรูปนามธรรม จึงยากท่เี ข้าใจ ผู้ดูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ
ในเร่ืองของศิลปะเป็นอย่างดี จึงจะสามารถสร้างเร่ืองราวของภาพนามธรรมออกมาได้
ประติมากรรมกบั สิ่งแวดลอ้ ม คอื ศิลปะประเภทหน่งึ ท่เี กิดข้นึ มาเป็นระยะเวลา
ยาวนาน
เป็นการสร้างสรรคผ์ ลงานทเ่ี น้นในเร่ืองการใช้ประโยชนจ์ ากท่ีว่างสาหรับสาธารณชน ซ่งึ มี
ความสาคัญต่อสังคมและการดารงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย บางสังคมอาจมสี ภาพ
วถิ ชี วี ติ ของคนทว่ี ่นุ วายวธิ ีหน่งึ ท่จี ะช่วยผอ่ นคลายและทาให้เกิดความร่ืนรมย์คอื การนาเอา
สุนทรียภาพทางศิลปะเข้าไปร่วมดาเนินอยู่กับสภาพแวดล้อมน้ัน ซ่ึงจะช่วยให้เกิด
ความรู้สึกท่ีผ่อนคลายเพลิดเพลินใจ เกิดอารมณ์ท่ีสุนทรีย์จากการได้สัมผัสช่ืนชมใน
สุนทรยี ภาพของประติมากรรม อีกท้งั เป็นแหล่งเรยี นรู้ทม่ี ีความสาคัญทางกายภาพซ่ึงเกิด
จากการใช้ผลงานประติมากรรมมาเป็นส่วนประดับตกแต่งพ้นื ท่ตี ่าง ๆ ให้เกิดบรรยากาศ
ท่ีน่าสนใจ ลดความแข็งกระด้างของอาคารและส่ิงก่อสร้างขนาดใหญ่ แม้กระท้ังพ้ืนท่ี
พกั ผ่อนหย่อนใจ อาทิ สวนสาธารณะ และชายหาดต่าง ๆ เป็นตนั .
2.4 ภาพพิมพ์ (Print)
เป็นผลงานถ่ายทอดด้วยการพิมพ์จากแม่พิมพ์ ซ่ึงทาด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น แผ่นไม้ แผ่น
โลหะ แท่นหิน ผลงานท่ไี ด้จะกลับด้านข้าย ขวากบั แม่พิมพ์ มแี ม่พิมพต์ ะแกรงไหม
(silk Screen) ทผ่ี ลงานจะเหมอื นกับแม่พิมพ์ไม่กลับด้านช้าย ขวา งานภาพพิมพ์เก่ียวข้องกบั การ
วาดเส้นมากกว่าสาขาอ่ืน ต้ังแต่การร่างภาพความคดิ พัฒนาความคิด ด้วยการวาดเส้นสร้างสรรค์
การทาแม่พิมพ์ด้วยการวาดเส้นลงบนแผ่นโลหะ แผ่นหิน หรือแผ่นไม้ แล้วดาเนินการตาม
กระบวนการของการพิมพ์ กลวิธีการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์ ศิลปิ นต้องมีความเข้าใจเร่ืองเส้น
23
และค่านา้ หนักอ่อนแก่ท่เี กิดจากความหนาแน่น ความหนักเบาของเส้นและพ้ืนผิว เพ่อื สร้างคุณค่า
ความงามเช่นเดียวกับการวาดเส้นสร้างสรรค์ ผลสาเร็จของงานภาพพิมพ์มีลักษณะแสดงคุณค่า
ความงามของเส้น ค่าน้าหนัก เช่นเดียวกับงานวาดเส้น จึงจัดเป็ นงานวาดเส้นสร้างสรรค์ด้วย
(อัศนยี ์ ชอู รณุ , 2543)
การสรา้ งสรรค์งานภาพพิมพ์ มีกลวิธี 4 วิธีคือ การพิมพ์ผิวนูน (Relief Printing) การ
พิมพ์ร่องลกึ (Intaglio) การพมิ พพ์ ้นื ราบ (Planographic Printing) และการพมิ พฉ์ ลุ (Stencil)
1. การพมิ พผ์ ิวนูน (Relief Printing)
การพิมพ์ผิวนูน เป็นกระบวนการพิมพ์ทพ่ี ิมพ์จากผวิ ส่วนทอ่ี ย่สู ูงของแม่พมิ พ์ ส่วนท่ี
ถกู แกะเชาะไปหรือกัดกรดออกไป จะไม่ถกู พิมพ์ วัสดุทใ่ี ช้ทาแม่พิมพ์สามารถใช้ได้ท้งั ไม้
และโลหะเม่ือพิมพ์แม่พิมพ์ชนิดน้จี ะใช้ลูกกล้ิงหรือลูกประคบหนัง ทาหมึกลงบนส่วนนูน
ของแม่พิมพ์ แล้วจงึ นาไปพิมพ์ การพิมพ์ผิวนูนจะได้ภาพในลักษณะแขง็ กล้า แสดงออก
ด้านพ้ืนท่ีมากกว่าเร่ืองเส้น ท้ังน้ี ข้ึนอยู่กับวัสดุท่ีใช้ เช่น โลหะ ให้รายละเอียดซับซ้อน
มากกว่าไม้ แต่กส็ ามารถทาให้มีค่านา้ หนกั อ่อนแกไ่ ด้ การพมิ พ์ผิวนูน ได้แก่ กรพิมพภ์ าพ
แกะไม้ (Woodcut) การพิมพ์ภาพแกะไม้ค่าต่างแสงเงา (Chiaroscuro Woodcut) การ
พิมพ์ภาพพิมพ์ลายแกะไม้ (Wood Engraving) การพิมพ์ภาพพิมพ์ มัชฌิมรงค์
(Mezzotint) การพิมพ์ภาพพิมพ์ยางแกะ (Linocut or Linoleum Cut) การพิมพภ์ าพ
พิมพ์ถู (Rubbing) และการพิมพ์ภาพพิมพ์จากฟิ ล์มถ่ายรูป (Photoengraving) เป็นต้น
(อัศนยี ์ ชอู รุณ, 2543; ไมเยอร์, 2540)
2. การพิมพร์ ่องลกึ (Intaglio)
การพมิ พ์ร่องลึก เป็นกระบวนการพมิ พจ์ ากส่วนร่องของแม่พิมพ์ท่หี มกึ พิมพ์ขังอยู่ วสั ดุ
ทาแม่พิมพ์ ได้แก่ แผ่นทองแดง สงั กะสี อะลมู ิเนียม พลาสติก แมกนีเซียม และกระดาษ
แขง็ เคลือบผิวหน้าเรยี บ เป็นต้น การพิมพ์ร่องลึกสามารถสร้างผลงานภาพพิมพ์ลกั ษณะ
ต่าง ๆ ได้มาก ด้วยกลวธิ แี กะลายเส้น กลวธิ ีกัดกรด กลวธิ จี ารเขม็ และกวธิ ีกัดกรดผวิ น่ิม
โดยทาหมึกลงบนแม่พิมพ์ เชด็ ผิวหน้าของแม่พิมพ์ให้สะอาดเหลอื ไว้แต่หมึกท่อี ยู่ในร่อง
เส้น กระดาษพิมพ์ท่ชี ุบนา้ เปี ยกหมาดๆ จะตดิ หมึกพมิ พ์จากแม่พิมพ์ โดยการพิมพ์ผ่าน
แท่นพิมพ์ การพิมพ์ร่องลึก ได้แก่ การพิมพ์เซาะร่อง (Engraving) การพิมพ์กัดกรด
(Etching) การพิมพ์กัดกรดแบบพ้ืนน่ิม (Soft-ground Etching) การพิมพ์จารเข็ม
(Drypoint) การพมิ พ์อย่างสีนา้ (Aqutint) และการพิมพก์ ราวูร์แบบภาพถา่ ย
(Photogravure) เป็นต้น (ไมเยอร์, 2540; อัศนยี ์ ชอู รุณ, 2543)
3. การพิมพพ์ ้ นื ราบ (Planographic)
การพมิ พพ์ ้นื ราบ เป็นการพมิ พจ์ ากพ้ืนแบนราบ ในด้านศลิ ปะภาพพมิ พ์ เป็นกลวธิ ี
24
การพิมพ์หิน (Lithography) ส่วนท่ีถูกพิมพ์และส่วนท่ีพิมพ์ไม่ติดน้ันจะอยู่บนระนาบ
แม่พิมพ์หินต่างกนั ท่สี มรรถภาพในการเกาะยดึ หมกึ พิมพ์ เม่อื หมึกพิมพล์ งบนแม่พิมพ์ท่ี
ช้นื
4. การพมิ พฉ์ ลุ (Stencil)
การพมิ พฉ์ ลุ เป็นการพมิ พจ์ ากแม่พมิ พท์ ่ฉี ลเุ ป็นภาพทต่ี ้องการ มวี ธิ ีการต้งั แต่แบบง่าย ๆ
จนถงึ ชบั ซ้อน ได้แก่ การฉลุกระดาษเป็นแม่พิมพ์ การพิมพ์ตะแกรงไหม เป็นต้น (สชุ าติ
เถาทอง, 2539)
การพิมพ์ตะแกรงไหม (Serigraphy) เป็ นการพิมพ์ในศิลปะภาพพิมพ์ด้วย
กลวิธมี าตรฐานสาหรับพมิ พ์ลายฉลุผา่ นตะแกรงไหม ภาพพมิ พ์ตะแกรงไหมใช้อปุ กรณไ์ ม้
ปาดสรี ีดเน้อื สผี า่ นตะแกรงเน้อื ละเอียด สีทใ่ี ช้เป็นเน้ือสี ไม่ใช่หมกึ พิมพ์ สามารถใช้สชี นิด
ต่าง ๆ ได้ เช่น สีน้ามันท่ีหนา สีน้าท่โี ปร่งใสเจือจางหรือสีน้าทึบ ศิลปิ นภาพพิมพ์จะใช้
กระดาษใยผ้าคุณภาพดี เน้ือสีติดทนและสารให้เน้ือท่ีเป็นสารอะคริลิกหรือยางอัลคิด
โปร่งใส สจี ะไม่คลา้ ผลงานคงทนเช่นเดียวกับงานจิตรกรรม
ภาพพิมพ์ตะแกรงไหมน้นั ไม่ค่อยมีการทาการพิมพ์เพ่ิม ศลิ ปิ นส่วนใหญ่จะเกบ็ รักษาภาพ
พิมพท์ เ่ี พ่มิ สีทลี ะสี และภาพพิมพแ์ ต่ละสีไว้ครบชดุ
ส่วนการพิมพต์ ะแกรงไหม (Silk Screen) เป็นการพิมพ์ลายฉลุท่นี ยิ มใช้ในการ
พิมพ์ด้านธุรกิจ เช่น พิมพ์ใบโฆษณา พิมพ์ลวดลายเส้ือผ้า สิ่งของ ภาชนะ เคร่ืองเรือน
เคร่ืองใช้ ตะแกรงผ้าไหมจะมีเน้ือละเอียดทอโปร่ง ได้แก่ ใยผ้าทอ ออร์แกนดี หรือแผ่น
ตะแกรงลวด การทาแม่พิมพ์ลายฉลุบนตะแกรงไหมมีหลายวิธี ได้แก่ วิธีระบายด้วยไข
(Tusche-washout Method) วิธีกันด้วยกาว(Block-out Stencil Method) วิธีฉลุลายบน
แผ่นฟิ ลม์ (Film-stencil Method) วิธีฉลลุ ายบนกระดาษ (Paper-stencil Method) และ
วธิ ีฉลุลายจากระบบถ่ายแสง (Photographic-stencil Method) เป็นต้น สีท่นี ิยมใช้ในการ
พิมพบ์ นกระดาษ ได้แก่ สีนา้ มนั แปลงรูปและสีฝ่นุ แปลงรูป เป็นต้น (ไมเยอร์, 2540)
3. แนวคดิ เก่ียวกบั ความคิดสรา้ งสรรค์
3.1 ความหมายของความคิดสรา้ งสรรค์
มีบุคคลในความหมายเก่ียวกบั ความคิดสร้างสรรค์ไว้หลายทศั นะ ดงั น้ี
กิลฟอร์ด (Guildford, 1967 อ้างถึงใน อัจฉรา ชีวพันธ์) กล่าวไว้ว่า ผู้ท่ีมีความคิด
สร้างสรรค์จะต้องมีบุคลิกท่ีมีความฉับไวท่ีจะรับรู้ปัญหาต่างๆ สามารถมองเห็นปัญหา และมี
ความว่องไวท่ีจะแสดงความคิดเห็นใหม่ๆ ตลอดจนถึงรู้จักการหาทางเปิ ดโอกาสให้ผู้เรียน
สามารถใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรอง สามารถแสดงออกได้อย่างอิสระด้วยความคิดริเร่ิมของ
ตนเอง สามารถเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาได้หลายทาง โดยลักษณะของการคิดอย่าง
สร้างสรรคต์ ้องมลี ักษณะ ดงั น้ี
25
1. ความคดิ คล่องแคล่ว (Fluency) เป็นความสามารถในการคดิ หาคาตอบได้อย่าง
คล่องแคล่ว รวดเรว็
และตอบในปรมิ าณมากในเวลาท่จี ากัด
2. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นความสามารถในการคดิ หาคาตอบ หรือจัดกล่มุ ได้
หลากหลาย
ประเภท หายทศิ ทาง มีการมองในแง่มุมทก่ี ว้างไม่จากดั เฉพาะแง่มุมใดมุมหน่งึ
3. ความคิดรเิ ร่มิ (Orisinality) เป็นความสามารถในการคดิ แปลกใหม่ มเี อกลักษณ์ไม่ซา้
กบั ความคิดของคนอ่ืนและแตกต่างจากความคิดธรรมดาทว่ั ไป อาจเป็นการนาความคิดเกา่ มา
ปรบั ปรงุ ผสมผสานจนเกิดเป็นสงิ่ ใหม่
4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) เป็นความสามารถในการคดิ ท่แี สดงถงึ
รายละเอยี ดเป็นข้ันตอนสามารถอธบิ ายให้เหน็ ภาพชัดเจน หรือต่อเตมิ เพ่มิ ขยายความคิดคร้ังแรก
ให้สมบรู ณข์ ้นึ
ประภาศรี สีหอาไพ (2531: 28) ให้ความหมายว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การ
ประมวลความคิดเห็นซ่ึงผู้คิดริเร่ิมข้ึนใหม่จนถือเป็นต้นคิดในเร่ืองน้ัน ความคิดสร้างสรรค์น้ี
จะต้องถูกต้องตามมาตรฐานท่มี ีอยู่ในเชิงนาประโยชน์มาสู่งานท่ีสร้างสรรค์ข้ึน คุณธรรมจึงเป็น
มาตรฐานกาหนดค่าของงานสร้ างสรรค์น้ันประดิษฐ์การท่ีสร้ างสรรค์ข้ ึ นจะต้ องสามารถนาไปใช้
ประโยชน์ได้ ช่วยให้การดาเนนิ ชีวติ มีความสุขและมพี ัฒนาการเป็นทย่ี อมรบั ในสังคมของตน
สมศักด์ิ ภ่วู ิภาดาวรรธน์ (2542 : 2) ได้สรปุ ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ ไว้ดงั น้ี
1. ความคิดสร้างสรรค์เป็ นเร่ืองท่ีสลับซับซ้อนยากแก่การให้คาจากัดความท่ีแน่นอน
ตายตัว
2. ถ้าพิจารณาความคิดสร้างสรรค์ในเชิงผลงาน (Product) ผลงานน้ันต้องเป็ นงานท่ี
แปลกใหม่และมีคุณค่า กล่าวคือ ใช้ได้โดยมีคนยอมรับ ถ้าพิจารณาความคิดสร้างสรรค์ในเชิง
กระบวนการ (Process) กระบวนการคิดสร้างสรรค์ คือ การเช่อื มโยงสัมพนั ธ์ส่ิงของหรอื ความคิด
ท่มี ีความแตกต่างกันมากเข้าด้วยกัน ถ้าพิจารณาความคิดสร้างสรรค์เชิงบุคคล บุคคลน้ันจะต้อง
เป็นคนท่ีมีความแปลก เป็นตัวของตัวเอง (Originality) เป็นผู้ท่ีมีความคิดคล่อง (Fluency) มี
ความคิดยดื หยุ่น (Flexibility) และสามารถให้รายละเอียดในความคิดน้นั ๆ ได้ (Elaboration)
เกรียงศักด์ิ เจรญิ วงศ์ศักด์ิ (2545 : 4 ) กล่าวว่า ความคดิ สร้างสรรค์ หมายถึง การคิด
สร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆ (Creative thinking) เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ท่แี ตกต่างไปจากเดิมและใช้
ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เช่น กระติกนา้ ร้อนสาหรับเดินทางท่มี ีระบบอุ่นในตัว ถือเป็นสงิ่ ใหม่
เป็นความคดิ รเิ ร่ิมใหม่ๆ ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ต่นื ตาต่นื ใจ ไม่เคยเหน็ จากท่ใี ดมาก่อน และมา
มารถนาไปใช้ประโยชน์ได้เหมาะสมกับสง่ิ ทม่ี ีอยู่เดมิ
คณะกรรมการวิชาการคดิ สร้างสรรคเ์ พ่อื การจัดการคณุ ค่า ศูนย์วชิ าบูรณาการ หมวดวิชา
ศึกษาท่ัวไป มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2555) ให้ความหมายของ ความคิดสร้างสรรค์
26
หมายถึง การคิดสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆ ท่แี ตกต่างไปจากเดิม โดยอาศัยพ้ืนฐานของสิ่งท่ีมีอยู่เดิม
โดยการคดิ สร้างสรรค์อาจจะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยไม่ซา้ แบบใคร หรือไม่เคยมีผู้ใดเคย
คดิ ทามาก่อนเลย หรอื จะเป็นการนาสงิ่ ท่มี ีอย่แู ล้วมาต่อเติมเสริมแต่ง ดัดแปลงให้เกดิ เป็นสิง่ ใหม่
ข้นึ กไ็ ด้เช่นกนั
การกาหนดว่าสง่ิ ใดเกดิ จากความคิดสร้างสรรค์สามารถพิจารณาจากองค์ประกอบสาคัญ
ดัง ความคิดน้ันต้องเป็ นส่ิงใหม่ (Original) ใช้การได้ (workable) และมีความเหมาะสม
(appropriate) ลงตวั พอดกี ับปัญหาท่ตี ้องการการแก้ไข
จากความหมายข้างต้น สรปุ ได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถงึ ความสามารถทางสมองท่ี
สามารถคิดได้หลายแง่มุมหลายทิศทาง เป็นสิ่งท่แี ปลกใหม่ และสามารถนาความคิดน้ันไปใช้ให้
เกดิ ประโยชนไ์ ด้
3.2 พฒั นาการความคิดสรา้ งสรรค์
จากแนวคิดท่ีว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถส่งเสริมให้พัฒนาข้ึนได้ จึงจาเป็น
อย่างย่ิงท่ีจะต้องศึกษาถึงพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ เพ่ือเป็ นแนวทางในการสร้างเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ของเดก็ ให้เจริญต่อเน่ืองไปถึงวัยผู้ใหญ่ ทอร์แรนซ์ (1962, อ้างถึงใน สุมิต
ตรา บุตรศรีเมือง, 2550 : 43-44 ) ได้สรุปลักษณะพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ของเดก็ ใน
วยั ประถมศึกษา ซ่งึ เป็นช่วงวยั ทม่ี ีอายใุ นช่วง 6-12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังน้ี
ระยะท่ี 1 อายุ 6 -8 ปี จินตนาการทางด้านสร้างสรรคข์ องเดก็ เปล่ียนไปสู่ความ
เป็นจริงมากข้ึน เขาพยายามท่จี ะบรรยายออกมาแม้ขณะท่ีเขาเล่น เดก็ วันน้ีรักการเรียนรู้ ดังน้ัน
การจัดประสบการณ์ท่ที ้าทายและสนุกสนานให้เดก็ วันน้ี ย่อมช่วยพัฒนาความอยากรู้อยากเห็น
ให้แก่เดก็
ระยะท่ี 2 อายุ 8-10 ปี เดก็ ใช้ทกั ษะหลายด้านในการสร้างสรรค์ และสามมารถ
ค้นพบวิธีท่จี ะใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขาสร้างสรรค์ เดก็ มักจะเทียบตนเองกับคนท่นี ่ายก
ย่อง ซ่ึงสามารถเอาชนะอปุ สรรคได้ ความสามารถในการถามและความอยากรู้อยากเหน็ ของเดก็
เพ่ิมย่งิ ข้ึน
ระยะท่ี 3 อายุ 11-12 ปี เดก็ ชอบสารวจค้นคว้า เดก็ ผ้หู ญิงชอบอา่ นหนังสอื และ
เล่นสมมติ เด็กผู้ชายชอบเรียนจากประสบการณ์โดยตรง ช่วงเวลาของความสนใจจะนานข้ึน
ความสามารถทางดนตรีและศิลปะจะพัฒนาเรว็ เดก็ ชอบทดลองทุกสิ่งทุกอย่างเพ่ือประสบการณ์
แต่มักขาดความม่นั ใจในผลงานของตนเอง
จากแนวคิดท่ีกล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า เด็กมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไปเป็ น
ลาดับของช่วงวัย ซ่ึงจะเพ่ิมข้ึนตามอายุ น่ันหมายถึงเพ่ิมข้ึนตามประสบการณ์ท่ีได้รับ ซ่ึงเดก็ จะ
สามารถพัฒนาได้ดีย่ิงข้นึ จะต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมรอบตัวเดก็ ด้วย ถ้าได้รับการสง่ เสริม สนับสนุน
กจ็ ะสามารถพัฒนาความคดิ สร้างสรรค์ของเดก็ ได้
27
3.3 องคป์ ระกอบของความคดิ สรา้ งสรรค์
มีบุคคลทไ่ี ด้อธบิ ายเก่ยี วกบั องคป์ ระกอบของความคิดสร้างสรรค์ คือ
คณะกรรมการวิชาการคิดสร้างสรรค์เพ่อื การจัดการคณุ ค่า ศูนยว์ ชิ าบูรณาการ หมวดวิชา
ศกึ ษาท่วั ไป มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ (2555) ได้อธิบาย องค์ประกอบของความคดิ สร้างสรรค์
ไว้ดังน้ี
องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ เป็ นความคิดท่ีมีลักษณะเป็ นอเนกนัย
หรอื คดิ ได้กว้างไกลหลายทศิ ทาง ซ่งึ ประกอบด้วย
1. ความคิดริเร่ิม (Originality) ซ่ึงมีลักษณะแปลกใหม่แตกต่างจากของเดิม คิด
ดัดแปลงประยุกตเ์ ป็นความคิดใหม่
2. ความคิดคล่องตัว (Fluency) เป็ นความคิดท่ีมีลักษณะถูกต้องแม่นยา สามารถทา
ความเข้าใจได้
2.1 ความคิดด้านถ้อยคา (word Fluency) สามารถใช้ถ้อยคาจากความคิดได้
อย่างเหมาะสมเข้าใจถูกต้อง
2.2 ความคิดด้ านความสัมพันธ์ (Associational Fluency) สามารถแสดง
ความสมั พนั ธ์จากสง่ิ ท่รี ิเร่มิ ออกมาได้อย่างเหมาะสม
2.3 ความคิดด้านการแสดงออก (Expressional Fluency) สามารถนาความคิด
ริเร่มิ น้นั มาแสดงออกให้รบั รู้หรอื เข้าใจได้อย่างรวดเรว็
2.4 ความคิดคล่องเชิงสร้างสรรค์ (Creative Fluency) เป็ นการสร้างความคิด
ใหม่ให้เกดิ ข้นึ อย่างรวดเรว็ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) มีความเป็นอสิ ระทางความคิด คดิ ได้หลายทางหลาย
แบบ
4. ความคดิ สวยงามละเอียดลออ (Elaboration) มคี วามรอบคอบ สวยงาม มีคุณภาพ มี
ความประณีตในความคิด สามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ได้อย่างมคี ุณภาพในทกุ ๆ ด้าน
สรุปได้ว่าองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ เป็นความคิดท่ีมีลักษณะเป็นอเนกนัย
หรือคิดได้กว้างไกลหลายทิศทาง ซ่ึงประกอบด้วย ความคิดริเร่ิม (Originality) ความคิด
คล่องตัว (Fluency) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) และความคิดสวยงามละเอียดล ออ
(Elaboration)
3.4 ลกั ษณะของบุคคลทีม่ คี วามคดิ สรา้ งสรรค์
มบี คุ คลได้อธิบายเก่ยี วกบั ลักษณะของบุคคลทม่ี ีความคิดสร้างสรรค์ ไว้ดังน้ี
ประภาศรี สีหอาไพ (2531 : 24-28) อธิบาย คุณสมบัติของผู้มีความคิดสร้างสรรค์
ดงั น้ี
28
ผ้คู ิดสร้างสรรค์เป็นผ้รู เิ ร่ิมโดยใช้ความสามารถแหวกหนจี ากระบบด้งั เดมิ หรอื แนวคิดเก่า
ไปสู่รูปแบบทางความคดิ ท่ใี หม่กว่า ผ้คู ดิ สร้างสรรคต์ ้องมีคุณสมบตั ิ คือ
1. แสวงหา มีความพยายามท่จี ะประมวล ผสมผสาน เรียบเรียงความคิดหลายรูปแบบ
เข้ามาไว้ด้วยกัน มีความกระตือรือร้นท่ีจะค้นหาคาตอบเพ่ือการค้นพบผลผลิตใหม่ท่ีเรียกว่า
นวัตกรรม (innovation)
2. มีจินตนาการ คดิ สร้างเร่ือง มปี ระดิษฐ์การในงานสร้างสรรคโ์ ดยมขี ้นั ตอนตามลาดับ
ได้แก่ ข้นั เตรียมงาน ข้นั วเิ คราะห์ ข้นั ตกแต่งโครงร่าง และข้นั ทบทวน
2.1 ข้ันเตรียมงาน (preparation) สารวจและทาความกระจ่างให้กับตนเองใน
เร่ืองท่คี ดิ ถ้ามีปัญหาใดต้องตอบปัญหาน้นั ให้ได้โดยการอ่าน การสัมภาษณ์ การสารวจ แล้วหา
ข้อสรุปท่จี ะตอบปัญหาเหล่าน้ัน
2.2 ข้ันวิเคราะห์ (analyzing) แยกแยะข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาเหล่าน้ันถึง
คุณประโยชน์และโทษ สร้างแนวคิดใหม่เกิดจากการใคร่ครวญตรึกตรอง นาไปค้นคว้าทดลอง
ประเมนิ ผลคัดเลอื กเอาความคิดทด่ี ที ส่ี ุด
2.3 ข้ันตกแต่งโครงร่าง (illumination) เม่ือเกิดความคิดวิเคราะห์ได้แล้วนามา
เรยี บเรียงร่างเค้าโครงเร่ือง (manuscript) เสนอความคิดสร้างสรรค์น้นั ซ่งึ มีข้ันตอนของความคิด
มเี หตุผลท่ไี ด้จากการหาประสบการณ์และการวเิ คราะห์
2.4 ข้ันทบทวน (revision) เพ่ือประเมินผลความคิดจากผลงานท่ีสร้างข้ึน ซ่ึง
สงั เคราะหเ์ ป็นรูปร่างอย่างใดอย่างหน่งึ อาจนาเอาสิ่งน้นั มาวิเคราะห์อย่างถ่ีถ้วน ปรับปรุงแก้ไขอีก
คร้ัง
3. มีพ้นื ฐานความคิดสร้างสรรค์ คอื
3.1 แรงบันดาลใจ (inspiration) คือความรู้สึกเกิดข้ึนจากประสบการณ์ ทาให้
สะเทอื นอารมณ์ สร้างความคดิ ข้นึ มาจากสง่ิ ทท่ี าให้เกดิ ความร้สู ึกน้นั
3.2 ความทรงจา (memory) คือการคิดถึงส่ิงท่ีผ่านมาเกิดภาพสะท้อนท่ชี ัดเจน
อยู่ทุกคราวท่ีระลึกถึง คนท่ีมีอดีตซับซ้อนสะเทือนใจมักจะเกิดความคิดสร้ างสรรค์ในงาน
ประพันธไ์ ด้ลึกซ้งึ
3.3 ความศรัทธา (faith) ในอุดมการณ์ คือความคิดท่ีเกิดจากศรัทธาในใจท่ี
ผ้เู ขียนยดึ ม่นั แนวคิดและสานวนเขียนจึงเป็นไปตามแนวทางน้นั จนเป็นเอกลักษณข์ องตนเอง
3.4 ลานาเพลง (song) คือทานองของถ้อยคาท่ีเกิดข้ึนในใจของผู้เขียน หรือ
เรียกว่า “พรสวรรค”์
จะเหน็ ว่าลักษณะของบุคคลท่มี คี ดิ สร้างสรรค์น้นั จะต้องมีการแสวงหา พยายามท่จี ะเรียนรู้
มีจินตนาการ คิดสร้างเร่ืองท่จี ะเขียนได้ตลอด และมีพ้ืนฐานของความคิดสร้างสรรค์ คือมีแรง
บันดาลใจ มีความทรงจา ความศรทั ธา และพรสวรรค์
29
4. การจัดการเรยี นรูแ้ บบซิปปา
4.1 แนวคิดและความเป็ นมาของการจดั กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบซิปปา
ทศิ นา แขมมณี (2548 : 282-283) ได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ
ซิปปาข้ึนจากประสบการณ์ท่ีได้ใช้แนวคิดทางการศึกษาต่างๆ ในการสอนมาเป็ นระยะเวลา
ประมาณ 30 ปี และพบว่าแนวคิดส่วนหน่ึงสามารถใช้ได้ผลดีตลอดมา จึงได้นาแนวคิดเหล่าน้ัน
มาประสานกัน ทาให้เกิดเป็นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาข้ึน จงึ ได้นาแนวคิดเหล่าน้นั มา
ประสานกันได้แก่ 1. แนวคิดการสร้างสรรค์องค์ความรู้ (Constructivism) 2. แนวคิดเร่ือง
กระบวนการกลุ่มและการเรียนแบบร่วมมือ (Group Process and Co-operative Learning) 3.
แนวคิดเก่ียวกับความพร้อมในการเรยี นรู้ (Learning Readiness) 4. แนวคิดเก่ียวกับการเรียนรู้
กระบวนการ (Process Learning) 5. แนวคิดเก่ียวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of
Learning) โดยใช้แนวคิดเหล่าน้ีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะท่ีให้ผู้เรียนสร้างองค์
ความรู้ด้วยตนเอง (Construction of knowledge) ซ่งึ นอกจากผู้เรียนจะเรยี นด้วยตัวเองและพ่ึงพา
ตนเองแล้ว ยังต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับเพ่ือน บุคคลอ่ืนๆ และส่ิงแวดล้อม
รวมท้ังต้องอาศัยทักษะกระบวนการ (Process skills) ต่างๆ เป็ นเคร่ืองมือในการเรียนรู้ ซ่ึง
ผ้เู รียนจะเรียนรู้ได้ดีหากผู้เรยี นอยู่ในสภาพทม่ี ีความพร้อม มีประสาทรบั รู้ท่ตี ่ืนตัวไม่เฉ่อื ยชา สง่ิ ท่ี
สามารถช่วยให้ผู้เรียนอยู่ในสภาพดังกล่าวก็คือ การให้มีการเคล่ือนไหวร่างกาย (Physical
participation) อย่างเหมาะสม และความรู้ความเข้าใจท่เี กิดข้ึน จะมีความลึกซ้ึงและอยู่คงทนมาก
ข้ึน หากผู้เรียนมีโอกาสนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ (Application) ในสถานการณ์ท่ีหลากหลาย
แนวคิดดังกล่าวจึงเกิดแบบแผน “CIPPA” ซ่ึงสามารถนาแนวคิดน้ีไปใช้เป็ นหลักในการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอน โดยยึดผ้เู รียนเป็นศนู ย์กลางให้มคี ณุ ภาพได้
4.2 ความหมายและองคป์ ระกอบของการจดั กิจกรรมการเรียนรูแ้ บบซิปปา
ทศิ นา แขมมณี (2548:280) กล่าว่า รูปแบบการสอนโมเดลซิปปา เป็ นการ
จัดการเรียนการสอนท่ใี ห้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง(Construction of knowledge) ซ่ึง
นอกจากผู้เรียนจะต้ องเรียนรู้ด้วยตนเองและพึงตนเองแล้ วยังต้องพ่ึงการมีปฏิสัมพัน ธ์
(interaction) กบั เพ่ือนๆ บุคคลอ่นื ๆ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวรวมทง้ั ต้องอาศัยทกั ษะกระบวนการ
(process skills) ต่างๆ จานวนมากเป็นเคร่ืองมอื ในการสร้างความรู้โดยให้ผู้เรียนมคี วามพร้อมใน
การรับรู้และเรียนรู้อย่างต่ืนตัว ผู้เรยี นได้มีการเคล่ือนไหวทางกาย อย่างเหมาะสม และจะทาให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี เข้าใจลึกซ้ึงและอยู่คงทนมากข้ึนหากผู้เรียนมีโอกาสนาความรู้มา
ประยกุ ต์ใช้ ในสถานการณ์ท่หี ลากหลาย
มีองค์ประกอบตามหลักการของรูปแบบโมเดลซิปปา สรุปได้ดังน้ี (ทิศนา แขม
มณี,2542)
30
C มาจากคาว่า Construct ซ่ึงหมายถึงการสร้างความรู้ตามแนวคิดของ Constructivism
กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีดีควรเป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง
ซ่งึ จะทาให้ผ้เู รยี นมคี วามเข้าใจ เกิดการเรียนรู้ท่มี ีความหมายต่อตนเอง การทผ่ี ้เู รียนมีการได้สร้าง
ความรู้ด้วยตนเองน้ี เป็นกิจกรรมท่ชี ่วยให้ผู้เรยี น มีส่วนร่วมทางสติปัญญา โดยกิจกรรมการเรียน
การสอนท่ีนักเรียนได้ มีโอกาสเป็ นผู้สร้างองค์ความรู้ คือการสอนให้ เด็กคิดเป็ น วิธีคิดมี
หลากหลายแล้วแต่ทฤษฎี ถ้านักเรียนได้รับการฝึกฝนอย่างสม่าเสมออย่างต่อเน่ือง นักเรียนจะ
เป็นผ้มู คี วามสามารถในการสร้างองค์ความรู้และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
I มาจากคาว่า Interaction ซ่ึงหมายถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ดี ีจะต้องเปิ ดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสมั พันธ์ทางสังคมกบั บุคคล และแหล่ง
ความรู้ท่หี ลากหลาย ซ่งึ จะช่วยให้ผ้เู รยี นมสี ่วนร่วมทางสงั คม
P มาจากคาว่า Physical participation ซ่ึงหมายถึงการทีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้
ทางกาย คือ ผ้เู รียนมีโอกาสได้เคล่อื นไหวร่างกายโดยการทากิจกรรมในลักษณะต่างๆ
P มาจากคาว่า Process learning หมายถึงการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ กิจกรรมการ
เรียนรู้ทด่ี ีควรเปิ ดโอกาสให้ผ้เู รยี นรู้กระบวนการต่างๆ ซ่ึงเป็นทกั ษะท่จี าเป็นต่อการดารงชีวิต เช่น
กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิ ด กระบวนแก้ ปั ญ หา กระบ วนการกลุ่ม
กระบวนการพัฒนาตนเอง เป็นต้น การเรยี นรู้กระบวนการเป็นส่งิ ท่สี าคัญเช่นเดียวกนั การเรียนรู้
เน้ือหาสาระต่างๆ การเรียนรู้ทางด้านกระบวนการ เป็ นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางด้าน
สติปัญญาอกี ทางหน่งึ
A มาจากคาว่า Application หมายถึง การนาความรู้ท่ไี ด้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ซ่ึงจะช่วยให้
ผ้เู รียนได้รับประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพ่มิ เติมข้นึ เร่ือยๆ กจิ กรรม
การเรียนรู้ทม่ี ีเพียงแต่เพียงการสอนเน้ือหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจโดยขาดกจิ กรรมการนาความรู้มา
ประยุกต์ใช้จะทาให้ผู้เรียนขาดการเช่อื มโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซ่งึ จะทาให้การเรียนรู้ไม่
เกิดประโยชน์เท่าท่คี วร การจัดกิจกรรมท่ใี ห้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้น้ีเท่ากับเป็น
การช่วยให้ผ้เู รียนมสี ่วนร่วนในกจิ กรรมเรียนรู้ในด้านใดด้านหน่ึงหรือหลายๆด้าน แล้วแต่ลกั ษณะ
ของสาระและกิจกรรมทจ่ี ัด
4.3 แนวคิดทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั การจดั กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบซิปปา
ทิศนา แขมณี (2543 : 17) ได้พัฒนารูปแบบน้ีข้ึนจากประสบการณ์ท่ีได้ใช้
แนวคิดทางการศึกษาต่าง ๆ ในการสอนและพบว่าหลักการเรยี นรู้จานวนหน่ึงสามารถใช้ได้ผลดี
ตลอดมา ได้แก่
1. แนวคดิ การสร้างสรรคอ์ งค์ความรู้ (Constructivism)
2. แนวคิดเร่ืองกระบวนการกลุ่มและการเรียนแบบร่วมมือ (Group Process and Co-
operative Learning)
31
3. แนวคิดเก่ยี วกับความพร้อมในการเรยี นรู้ (Learning Readiness)
4. แนวคิดเก่ยี วกบั การเรยี นรู้กระบวนการ (Process Learning)
5. แนวคิดเก่ียวกับการถา่ ยโอนการเรียนรู้ (Transfer of Learning)
การใช้แนวคดิ หลกั 5 แนวคดิ ใช้พ้นื ฐานทฤษฎีพัฒนาการมนุษย์ (human development) และ
ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ทศิ นา แขมมณี (2542) ได้เสนอ
แนวคดิ ทใ่ี ช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมของโมเดลซปิ ปา ดงั น้ี
1) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางด้านร่างกาย โดยการจัดกิจกรรมท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสเคล่อื นไหวร่างกาย เพ่อื ช่วยให้ประสาทการรับร้ขู องผ้เู รยี นต่นื ตวั พร้อมท่ีจะรับ
ข้อมูลและการเรียนรู้ต่างๆ ท่ีจะเกิดข้ึน ตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความ
สนใจของผ้เู รยี น
2) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา โดยการจัดกิจกรรมท่ีท้าทายความคิดของ
ผ้เู รยี น สามารถกระตุ้นสมองของผ้เู รยี นเกิดการเคล่อื นไหว ช่วยให้ผ้เู รียนความจดจ่อ
ในการคิด สนุกท่ีจะคิด โดยเร่ืองท่สี อนต้องไม่ง่ายและไม่ยากเกินไปสาหรับผู้เรียน
ครูจึ งต้ องหาป ร ะเด็นการคิดท่ีเหมาะสม กับ วัยและค วามส ามา รถข องผ้ ูเรี ยนเพ่ื อ
กระต้นุ ให้ผ้เู รียนใช้ความคิดหรือลงมือทา
3) การให้ผ้เู รียนมีสว่ นร่วมทางสงั คม โดยการจัดกิจกรรมท่ชี ่วยให้ผ้เู รยี นมีปฏิสัมพันธ์
ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีดีจึงควรเป็ น
กจิ กรรมท่สี ่งเสรมิ ให้ผ้เู รียนเรยี นรู้จากส่ิงแวดล้อมรอบตวั ด้วย
4) การให้ผู้เรียนมสี ่วนร่วมทางอารมณ์ โดยการจดั กิจกรรมท่สี ่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก
ของผู้เรียน ซ่ึงจะช่วยให้การเรยี นรู้น้ันเกิดความหมายต่อตนเอง กิจกรรมจึงควรเป็นส่ิงท่ี
เก่ยี วข้องกับชีวิต ประสบการณ์ และความเป็นจรงิ ของผ้เู รียนจะต้องเป็นสิ่งทเ่ี ก่ยี วข้องกับ
ตวั ผ้เู รียนโดยตรงหรอื ใกล้ตวั ผ้เู รยี น
4.4 กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบการเรียนรูแ้ บบซิปปา
หลักในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือเน้นนักเรียน
เป็นสาคัญตามหลักการซปิ ปา มลี กั ษณะดังน้ี (ทศิ นา แขมมณี, 2542)
1. ช่วยให้ผ้เู รยี นมสี ่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเป็นผ้สู ร้างความรู้ด้วยตนเอง
(Construct) ทาความเข้าใจ สร้างความหมายของสาระข้อความรู้ให้แก่ตนเอง ค้นพบข้อความรู้
ด้วยตนเอง (แสวงหาข้อมูล ศึกษาทาความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ตีความ แปลความหมาย
สงั เคราะหข์ ้อมูล/สาระและสรุปข้อความรู้)
2. ช่วยให้ ผู้เรียนมีบทบาท และมีส่ วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ให้ มากท่ีสุ ด
(Participation) ในด้าน จานวนผ้เู รยี น ปรมิ าณของการมีสว่ นร่วม และคุณภาพของกระบวนการ
32
3. ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน (Interaction) และได้เรียนรู้จากกันและกัน
ได้แลกเปล่ยี นข้อมูลความรู้ ความคิด และประสบการณ์แกก่ นั และกันมากทส่ี ุดเท่าท่จี ะทาได้
4. ช่วยให้ผู้เรยี นได้เรยี นรู้ “กระบวนการ (Process)” ควบค่ไู ปกับ “ผลงาน (Product)”
แนวทางการจัดการเรียนเรยี นรู้
กระบวนการเรียนการสอนของ โมเดลซิปปา ประกอบด้วยข้ันตอนการดาเนินการ 7
ข้นั ตอนดังน้ี (ทศิ นา แขมมณี, 2558 : 283-284)
ข้นั ท่ี 1 ข้นั การแสวงหาความรู้เดิม
ข้ันน้ีเป็นการดึงความรู้ของผู้เรียนในท่ีจะเรียน เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการ
เช่อื มโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน
ข้นั ท่ี 2 ข้นั การแสวงหาความรู้ใหม่
ข้ันน้ ีเป็ นการแสวงหาข้อมูลความรู้ใหม่ท่ีผู้เรี ยนไม่มีจากแหล่งข้ อมูลหรือแหล่งความรู้
ต่างๆ ซ่ึงครูอาจจะเตรียมมาให้ผู้เรยี น หรือให้คาแนะนาเก่ยี วกับแหล่งข้อมูลต่างๆ เพ่ือให้ผ้เู รียน
ไปแสวงหากไ็ ด้
ข้นั ท่ี 3 ข้นั การศึกษาทาความเข้าใจ ความรู้ใหม่ และเช่อื มโยงความรู้ใหม่กบั ความรู้เดิม
ข้ันน้ีเป็ นข้ันท่ีผู้เรียนจะต้องศึกษา และทาความเข้าใจกับข้อมูลหรือความรู้ท่ีหามาได้
ผู้เรียนจะต้องสร้างความหมายของข้อมูลหรือประสบการณ์ใหม่ โดยใช้กระบวนการต่างๆ ด้วย
ตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในอภิปรายและสรุปความเข้าใจเก่ียวกับ
ข้อมลู น้นั ๆ ซ่งึ อาจจาเป็นต้องอาศัยการเช่อื มโยงกบั ความรู้เดิม
ข้นั ท่ี 4 ข้นั การแลกเปล่ยี นความรู้ความเข้าใจกับกล่มุ
ข้ันน้ีเป็นข้ันท่ผี ู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน
รวมท้ังขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างข้ึน ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความ
เข้าใจของตนแกผ่ ้อู ่นื และได้รบั ประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจของผ้อู ่นื ไปพร้อมๆกัน
ข้นั ท่ี 5 ข้ันการสรุปและระเบียบความรู้
ข้นั น้ีเป็นข้ันของการสรุปความรู้ท่ไี ด้รับท้งั หมด ท้งั ความรู้เดิมและความรู้ใหม่และจดั สง่ิ ท่ี
เรียนรู้ให้เป็นระเบียบเพ่อื ช่วยให้ผ้เู รียนจดจาสิ่งทเ่ี รยี นรู้ได้ง่าย
ข้นั ท่ี 6 ข้นั การแสดงผลงาน
ข้ันน้ ีเป็ นข้ันท่ีช่วยให้ ผู้เรียนได้ มีโอกาสแสดงผลงานการสร้ างความร้ ูของต นให้ ผู้อ่ืนรับร้ ู
เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย่าหรือตรวจสอบความเข้าใจของตน และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
ความคดิ สร้างสรรค์
ข้นั ท่ี 7 ข้ันการประยกุ ต์ใช้ความรู้
ข้นั น้ีเป็นข้ันของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนาความรู้ความเข้าใจของตนไปใช้ใน
สถานการณ์ต่างๆท่ีหลากหลายเพ่อื เพ่มิ ความชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหา
และความจาในเร่ืองน้นั ๆ
33
4.5 ลกั ษณะรูปแบบการสอน
การจดั การเรียนรูต้ ามหลกั ของ CIPPA MODEL
ภาพท่ี 1 การจดั การเรยี นรู้ตามหลักของ CIPPA MODEL
34
ข้นั ตอน/กระบวนการหลกั ของรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้
ข้นั นา สร้าง/กระต้นุ ความสนใจ
หรอื เตรยี มความพร้อมในการเรยี น
ข้นั กิจกรรม จดั กิจกรรมตามหลกั การ
· ผ้เู รียนได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ® Construct (C)
· ผ้เู รยี นได้มีปฏสิ มั พนั ธ์ช่วยกันเรียนรู้ ® Interaction (I)
· ผ้เู รียนมีบทบาท/สว่ นร่วมในการสร้าง ® Participation (P)
ความรู้ด้วยตนเอง
· ผ้เู รยี นได้เรยี นรู้กระบวนการควบค่กู บั ® Process/Product (P)
ผลงาน/ข้อสรุปความรู้
· ผ้เู รียนนาความรู้ไปใช้ ® Application (A)
ข้นั วิเคราะห์ อภปิ รายผลจากกจิ กรรม
· วเิ คราะห์อภิปรายผลงาน/ข้อความรู้ทส่ี รปุ ได้จากกิจกรรม (Product)
· วเิ คราะห์อภิปรายกระบวนการเรียนรู้ (Process)
ข้นั สรุปและ สรุปผลและประเมนิ ผลการเรียนรูต้ ามวตั ถปุ ระสงค์
ประเมนิ ผล
ภาพท่ี 2 ข้นั ตอน/กระบวนการหลักของรูปแบบการจดั กระบวนการเรียนรู้
การวางแผนการสอนและเตรียมการสอน เพ่อื ใช้แนวทางในการจัดการเรยี นรู้
การวางแผนการสอน ก่อนทาการสอนได้วางแผนการสอนเป็นลาดบั ดังน้ี
1) ศึกษา วิเคราะห์ปัญหาการจัดการเรียนรู้ท่ผี า่ นมา
2) ศกึ ษาหลักสูตรเพ่ือทาความเข้าใจเก่ียวกับหลักการ จุดหมาย และโครงสร้าง
ของหลักสูตร ศกึ ษาอธิบายรายวิชา
35
3) วิเคราะห์คาอธิบายรายวิชา เพ่ือกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์
ปลายทาง จุดประสงค์นาทาง และเน้อื หาให้สอดคล้องกบั หลักการ จุดหมาย จุดประสงค์ กลุ่มวชิ า
และคาอธบิ ายรายวชิ า เพ่อื ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ต่อไป
4) วางแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่ือการเรียนการสอน และการวัดผล
ประเมินผล
การเตรยี มการสอน
ในการเตรียมการสอนโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาท่วี ่างจากการสอน โดยเฉพาะในช่วง
เวลาปิ ดภาคเรียน หรือช่วงวันหยุด การจัดเตรียมการสอนจะกระทาอย่างสม่าเสมอทุกรายวิชาท่ี
ได้รบั มอบหมาย ซ่งึ ในการเตรยี มการสอนได้ดาเนินการ ดงั น้ี
การจัดทาแผนการสอน ถือว่าเป็ นการเตรียมการสอนอย่างมีระบบ เป็นเคร่ืองมือ
สาคัญทช่ี ่วยให้ผ้สู อนสามารถพัฒนาคุณภาพการจดั การเรียนรู้ เพ่อื พัฒนาคุณภาพผู้เรยี นได้อย่าง
มีประสิทธิภาพในการจดั ทาแผนการสอน มีข้นั ตอนดงั น้ี
เม่ือนาแนวคิดหลักท้ัง 5 มาใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถ
ดาเนนิ การตามโมเดลการสอนแบบซปิ ปา “CIPPA Instructional MODEL” ได้ดงั น้ี
1. ข้ันการทบทวนความรู้เดิม เป็ นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเร่ืองท่ีจะ
เรียน เพ่อื ช่วยให้ผ้เู รียนมคี วามพร้อมในการเช่อื มโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดมิ
2. ข้นั การแสวงหาความรู้ใหม่ ข้นั น้เี ป็นการแสวงหาข้อมูลโดยผ้สู อนจัดเตรียม
ข้อมูลมาให้หรือบอกแหล่งข้อมลู ต่าง ๆ เพ่อื ให้ผ้เู รียนไปแสวงหาได้
3. ข้ันการศึกษาทาความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่และเช่ือมโยงความรู้ใหม่กับ
ความรู้เดิม ข้ันน้ีเป็ นข้ันท่ีผู้เรียนจะต้องศึกษาและทาความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ท่ีหามา
ได้ ผู้เรียนต้องสร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วย
ตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคดิ และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเก่ยี วกับ
ข้อมูลน้ัน ซ่งึ อาจจาเป็นต้องอาศยั การเช่อื มโยงกับความรู้เดมิ
4. ข้ันแลกเปล่ียนความรู้ ความเข้าใจกับกลุ่ม เป็นข้ันท่ีผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็น
เคร่ืองมอื ในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของผ้อู ่นื ไปพร้อม ๆ กัน
5. ข้ันการสรุปและจัดระเบยี บความรู้เป็นข้ันของการสรุปความรู้ทไ่ี ด้รับท้งั หมด
ท้งั ความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งท่เี รียนรู้เป็นระบบระเบียบ เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนจดจาส่ิงท่ี
เรียนรู้ได้ง่าย
6. ข้นั การแสดงผลงาน เป็นข้นั ทช่ี ่วยให้ผ้เู รยี นได้มโี อกาสแสดงผลงานการสร้าง
ความรู้ของตนให้ผ้อู ่ืนรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้าหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง
และช่วยสง่ เสรมิ ให้ผ้เู รียนให้ความคดิ สร้างสรรค์
36
7. ข้ันการประยุกต์ใช้ความรู้ ข้ันน้ีเป็นข้ันของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน
การนาความรู้ความเข้าใจของตนเองไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีหลากหลาย เพ่ือเพ่ิมความ
ชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหา และความจาเป็นในเร่ืองน้นั ๆ
ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืน สามารถ
สรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง และมีการฝึกประยุกต์การนาไปใช้ในชีวติ ประจาวนั ผู้เรียนจะเกิดความ
เข้าใจในสิ่งท่เี รียน สามารถอธิบาย ช้ีแจง ตอบคาถามได้ดี นอกจากน้ันยังได้พัฒนาทักษะในการ
คดิ วิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การทางานเป็นกลุ่ม การส่อื สาร รวมท้งั เกิดความใฝ่รู้ด้วย
4.6 บทบาทของครูและผเู้ รยี นในการจดั กิจกรรมการเรยี นรูแ้ บบซิปปา
บทบาทของครูและผ้เู รียนในการจดั การเรียนการสอนตามโมเดลซิปปา (ทศิ นา แขมมณี, 2542)
1. บทบาทของครู
1.1 การเตรียมการสอน
1) ศึกษาและวิเคราะห์เร่ืองทจ่ี ะสอนให้เข้าใจ
2) ศึกษาแหล่งเรียนร้ทู ่หี ลากหลาย
3) วางแผนการสอน โดยต้องมีการกาหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
วิเคราะห์เน้ือหาความคิดรวบยอด และกาหนดรายละเอียดให้ชัดเจน นาไปสู่การออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้ท่เี น้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามกลักซิปปาหรอื อ่ืนๆ รวมท้งั กาหนดวิธีการวัด
ประเมนิ ผลการเรยี นรู้
1.2 จดั เตรียม
1) ส่อื วสั ดุ การเรียนการสอน ให้เพียงพอสาหรับผ้เู รยี น
2) เอกสาร หนังสือ หรือข้อมูลต่างๆ ทจ่ี าเป็นสาหรับผู้เรยี น
3) ติดต่อแหล่งความรู้ต่างๆ ซ่ึงอาจจะเป็นบคุ คล สถานท่ี หรอื โสตทศั น์
วัสดุต่างๆ และการศึกษาหาความรู้เพ่มิ เตมิ
4) เคร่ืองมือการประเมินผลการเรยี นรู้
5) ห้องเรียนหรือสถานท่ีเพ่ือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น อาจ
จาเป็นต้องจดั โต๊ะ เก้าอ้ี ในลกั ษณะใหม่
1.2 การสอน
1) สร้างบรรยากาศการเรยี นรู้ทดี ี
2) กระต้นุ ผ้เู รียนให้สนใจในการร่วมกิจกรรม
3) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนท่ีวางไว้ โดยอาจมีการปรับแผนให้
เหมาะกับผู้เรียนและสถานการณ์ท่ีเป็ นจริง ซ่ึงครูจะต้องเป็นผู้ดูแล กระตุ้น และอานวยความ
สะดวกแก่ผู้เรียนในการดาเนินกิจกรรมต่างๆ รวมท้ังสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนเพ่ือบันทึก
พฤติกรรมท่สี ง่ ผลต่อกระบวนการเรยี นรู้แล้วปรับปรุงกจิ กรรมการเรยี นการสอนให้ดยี ่งิ ข้นึ
37
1.3 การประเมินผล
1) เกบ็ รวบรวมผลงาน และประเมนิ ผลงานของผ้เู รียน
2) ประเมนิ ผลการเรยี นรู้ตามท่กี าหนดไว้ในแผนการสอน
2. บทบาทของผ้เู รียน
2.1 ทบทวนความรู้เดิม และมีส่วนร่วมในการแสวงหาข้อมูล ข้อเทจ็ จริง ความ
คดิ เหน็ หรือประสบการณ์ต่างๆ จากแหล่งความรู้ท่หี ลากหลาย
2.2 ศึกษาหรือลงมือทากิจกรรมต่างๆ เพ่ือทาความเข้าใจ ใช้ความคิดในการ
กล่นั กรองแยกแยะ วเิ คราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล และสร้างความร้ใู ห้แก่ตนเอง
2.3 สรุปและจัดระบบระเบียบความรู้ท่ไี ด้สรรค์สร้างข้ึน เพ่ือช่วยให้การเรียนรู้
เกิดความคงทนและสามารถนาความรู้ไปใช้ได้สะดวก
2.4 นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต การประยุกต์ใช้ต้องช่วย
ตอกยา้ ความเข้าใจ สร้างความม่นั ใจ และช่วยให้เกดิ ความรู้อ่นื ๆ เพ่มิ เติมให้กับผ้เู รยี นอีกด้วย
ในการดาเนินการตามบทบาทท้งั ส่ีข้อข้างต้น ผู้เรียนต้องแสดงพฤติกรรมท่จี าเป็นในการ
เรยี นรู้ร่วมกับผ้อู ่นื ดงั น้ี
1. เข้าร่วมกจิ กรรมอย่างกระตือรือร้น
2. ให้ความร่วมมือและรับผิดชอบในการทากิจกรรมต่างๆ กับกลุ่ม เช่น การแสวงหา
ข้อมลู การศึกษาข้อมลู และการสรุป เป็นต้น
3. รับฟัง พิจารณา และยอมรับความคดิ เหน็ ของผู้อ่นื
4. ใช้ความคิดอย่างเตม็ ท่ี ปฏิสัมพันธ์ โต้ตอบ คัดค้าน สนับสนุน แลกเปล่ียนความ
คดิ เหน็ และความรู้สึกของตนกบั ผ้อู ่นื
5. แสดงความสามารถของตน และยอมรบั ความสามารถของผ้อู ่นื
6. ตดั สนิ ใจและแก้ปัญหาต่างๆ
7. เรยี นรู้จากกล่มุ และช่วยให้กลุ่มเกดิ การเรียนรู้
สรปุ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา หมายถงึ รูปแบบการสอนทเ่ี น้นผู้เรียนเป็น
สาคัญ ซ่งึ มจี ุดเน้นอยู่ท่กี ารเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนมสี ว่ นร่วมในการทากจิ กรรม ท้งั ด้านร่างกาย
สตปิ ัญญา อารมณ์ และสังคม โดยมขี ้ันตอนการสอน 7 ข้นั ตอน ดังน้ี
ข้ันท่ี 1 ข้นั การแสวงหาความรู้เดมิ
ข้นั ท่ี 2 ข้นั การแสวงหาความรู้ใหม่
ข้นั ท่ี 3 ข้นั การศกึ ษาทาความเข้าใจ ความรู้ใหม่ และเช่อื มโยงความรู้ใหม่กบั ความรู้เดิม
ข้นั ท่ี 4 ข้นั การแลกเปล่ียนความรู้ความเข้าใจกับกล่มุ
ข้นั ท่ี 5 ข้นั การสรุปและระเบียบความรู้
ข้นั ท่ี 6 ข้ันการแสดงผลงาน
ข้ันท่ี 7 ข้นั การประยุกตใ์ ช้ความรู้
38
จากการศึกษาเก่ยี วกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบซปิ ปา เป็นการจัดการเรียน
การสอนท่ีให้ผู้เรียนเป็ นผู้สร้างความรู้ด้ วยตนเองมีปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือนๆ บุคคลอ่ืนๆ และ
ส่ิงแวดล้อมรอบตัวรวมท้งั ต้องอาศัยทักษะกระบวนการ (process skills) ต่างๆ เป็นเคร่ืองมือใน
การสร้างความรู้โดยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการรับรู้และเรียนรู้อย่างต่ืนตัว ผู้เรียนได้มีการ
เคล่ือนไหวทางกายอย่างเหมาะสม และจะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี เข้าใจลึกซ้ึงและอยู่
คงทนมากข้นึ หากผ้เู รยี นมีโอกาสนาความรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณท์ ่หี ลากหลาย ซ่งึ เหมาะสม
ท่ีจะนามาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาทัศนศิลป์ ในเร่ืองการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์
เพราะเป็นเน้ือหาท่ีต้องอาศัยทักษะการปฏิบัติและสร้างสรรค์งานด้วยตนเอง จะช่วยให้ผู้เรียน
สามารถสร้างองคค์ วามรู้และมีความสามารถทางด้านทัศนศิลป์ รวมถึงเกิดสุนทรียอารมณ์ในการ
นาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั
5. งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง
ในการศึกษาเก่ยี วกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชาทศั นศลิ ป์ ของนกั เรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปี ท่ี 3 โดยจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) น้ัน มีผลงานวจิ ัยท่ี
เก่ยี วข้อง ดังน้ี
ปกรณ์ รัตนทา (2561) ได้ศึกษาเร่ืองการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ผสมผสานตาม
รูปแบบซิปปาท่สี ่งเสริมความคิดสรางสรรค์สาหรับนักศึกษาปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1)
เพ่ือพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามรูปแบบซิปปาท่ีส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ สาหรบั นักศกึ ษาปรญิ ญาตรี 2) เพ่ือเปรียบเทยี บความคดิ สร้างสรรค์ระหว่างกอ่ นเรยี น
และหลังเรียน และ3) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน หลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบผสมผสานตามรปู แบบชปิ ปาท่สี ง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์ สาหรับนักศึกษาปรญิ ญาตรี
ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ผสมผสานตามรูปแบบชิปปาท่สี ่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ สาหรับนักศกึ ษาปริญญาตรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.25; S.D. = 0.66) เม่ือ
พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ผสมผสานตามรูปแบบชิปปาในระดับ
มากทส่ี ุด 1 ข้อ อยู่ในระดบั
มาก 23 ข้อ เรียงลาดับ 3 อันดับแรกได้ดังน้ี เรียงลาดับกิจกรรมได้เหมาะสม อยู่ในระดับมาก
ท่สี ุด (x=̅ 4.53; S.D. = 0.57 การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เป็นไปตามข้นั ตอนของการเรียนรู้ร่วมกัน
ระหว่างการเรียนรู้ผสมผสานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเทคนิคซปิ ปา (x̅ = 4.40; S.D. =
0.62) และมีความเหมาะสมกับวัยความสนใจความสามารถของผู้เรียน (x̅ = 4.40; S.D. =
0.51) ตามลาดับผลการเปรยี บเทยี บความคดิ สร้างสรรค์ ระหว่างกอ่ นและหลังเรียน แตกต่างกัน
อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05
39
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ (2560) ได้ศึกษาเร่ือง การพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์
ผลงานทางด้านนาฏศิลป์ ไทย โดยใช้โมเดลซิปปา มีวตั ถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือพัฒนาแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) 2) เพ่ือศึกษาความสามารถใน
การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏศิลป์ ไทย ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโมเดล
ซิปปา (CIPPA Model) 3) เพ่ือศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) 4) เพ่ือศึกษาความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญท่มี ีต่อ
ผลงานสร้างสรรค์ทางด้านนาฏศิลป์ ไทย ผลการวจิ ัยพบว่า 1) การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้
เพ่ือพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏศิลป์ ไทย ซ่ึงมีเน้ือหาสาระสาคัญ
ประกอบด้วย เร่ือง นาฏทฤษฎี, นาฏลักษณ์, นาฏยศัพท์ (การตีความ, การส่ือสาร), นาฏ
ประดิษฐ์ จานวน 4 แผนการเรียนรู้ คร้ังละ 4 ช่วั โมง โดยใช้ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ
โมเดลซิปปา ซ่ึงมีท้ังหมด 7 ข้ันตอน และจากการพิจารณาค่าความสอดคล้อง (IOC) ของ
ผู้เช่ียวชาญ สรุปได้ว่าผู้เช่ียวชาญมีความคิดเห็นว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
โมเดลซิปปา (CIPPA Model) มีความสอดคล้องกนั และมีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2)
ความสามารถในการสร้างสรรคผ์ ลงานทางด้านนาฏศิลป์ ไทย ด้วยการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
รูปแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) พบว่า การแสดงสร้างสรรค์ท้ังหมด มีจานวน 5 ชุดการ
แสดง ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการสร้างสรรค์งานทางด้านนาฏศิลป์ ไทยเชิงอนุรักษ์ เพ่ือเป็นการ
รักษาศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวรรณกรรมของไทย โดยนาเสนอให้อยู่ในรูปแบบ
ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ ไทยประยกุ ต์ จากผลการประเมินความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน
ทางด้านนาฏศิลป์ ไทย จากคณะกรรมการผู้เช่ียวชาญ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความ
คิดเห็นของผู้เรียนท่มี ีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด 4) ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญท่ีมีต่อผลงานสร้างสรรค์
ทางด้านนาฏศลิ ป์ ไทยโดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก
สายฝน สิงห์เชิดชูวงศ์ (2555) ได้ศึกษาเร่ือง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
และความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ เร่ืองการวาดภาพ ช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 1 ระหว่างการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบซินเนคติกส์และรูปแบบซิปปา โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือ
เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะของนักเรียนระหว่างก่อน
เรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนตามรูปแบบชินเนคติกส์และรูปแบบซิปปา 2)
เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ 3)
เพ่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน และความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ ระหว่างกลุ่มท่เี รียน
ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบชินเนคติกส์ และรูปแบบซิปปา ผลการวิจัยพบว่า 1)
นกั เรียนท่เี รยี นรู้ตามรูปแบบชินเนคตกิ สก์ ับท่เี รียนรู้ตามรูปแบบซิปปา มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
และความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะหลังเรียนรู้สูงข้ึนก่อนทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ
.05 2)ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ มีความสัมพันธ์กันอย่างมี
40
นยั สาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05 3)นักเรียนท่เี รียนรู้ตามรูปแบบชินเนคติกส์ และรูปแบบซิปปา มี
คะแนนโดยเฉล่ียผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05 โดย
สรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบชินเนคติกส์และการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ตาม
รูปแบบซิปปา เป็นการจัดการเรียนการสอนทม่ี ขี ้ันตอนท่ชี ัดเจนและพัฒนาในด้านการฝึกวาดภาพ
อย่างสร้างสรรค์สร้างจิตนาการ ส่งเสริมให้การจดั การเรียนการสอนในกล่มุ สาระการเรียนรู้ศิลปะ
(ทศั นศลิ ป์ ) ให้มีประสทิ ธิภาพย่งิ ข้นึ จงึ ควรสนบั สนุนครูผ้สู อนวิชาศลิ ปะ นาวธิ ีการท้งั สองวิธีไปใช้
จัดการเรียนการสอนทกุ ระดบั ช้นั
สุชีลา เพชรแก้ว (2555) ได้ศึกษาเร่ือง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ความคิดสร้างสรรค์และความพึงพอใจต่อวิชาศิลปะพ้ืนฐาน ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แบบซิปปากับแบบปกติ ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 มีจุดประสงค์เพ่ือ 1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้วชิ าศิลปะพ้นื ฐาน ระหว่างการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ แบบซิปปากับการจัดกจิ กรรมการ
เรียนรู้แบบปกติ ท่มี ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัด
กิจกรรม การเรียนรู้แบบซิปปากับการเรียนรู้แบบปกติ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ความคิดสร้างสรรค์ ต่อวิชาศิลปะระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาศิลปะระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปากับ
แบบปกติ และ 5) ศึกษาความพงึ พอใจต่อการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบซปิ ปา ผลการวจิ ยั พบว่า
1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา และแบบปกติ เร่ือง การสร้างผลงานศิลปะ กับ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 90.53/88.78 และ
85.25/83.00ตามลาดับเป็นไปตามท่กี าหนดไว้คอื 80/80 2) ผลการหาดัชนีประสิทธผิ ล (E.I.)
ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CIPPA กับ มีค่าเท่ากับ 0.7179 และแบบปกติ มีค่าเท่ากับ
0.5714 3) นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 ท่จี ัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CIPPA และแบบปกติมี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ความคดิ สร้างสรรค์หลงั เรยี น สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ
ท่รี ะดับ .05 4) นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 กลุ่มท่ไี ด้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซปิ ปา
มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนและ ความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่านักเรยี นท่ไี ด้รับแบบปกติ เม่ือพิจารณา
เป็นรายด้านพบว่าความคิดสร้างสรรค์ด้านการคิดคล่องแคล่วและการคิดริเร่ิมไม่แตกต่างกัน 5)
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1 ท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา มีความพึงพอใจ
โดยรวมอย่ใู นระดบั มากท่สี ดุ โดยรายข้อมคี วามพึงพอใจในระดบั มากถึงมากท่สี ุด
กุหลาบ ว่องไว (2563) ศึกษาเร่ือง ผลการจัดการเรียนรู้ เร่ือง จิตรกรรมส่ือผสม
สร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA มี
วัตถปุ ระสงค์ 1) เพ่ือศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ เร่ือง จติ รกรรมส่ือผสมสร้างสรรค์ ของนักเรียน
ช้นั มัธยมศึกษาปี ท่ี 3 โดยการจัดการเรียนรู้รปู แบบ CIPPA ให้นกั เรียนมีคะแนนเฉล่ียไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 70 และมีจานวนนกั เรยี นท่ผี ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ข้นึ ไป และ 2) เพ่อื ศึกษาความพงึ พอใจ
ต่อการจัดการเรียนรู้ เร่ือง จิตรกรรมส่ือผสมสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 โดย
41
การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการ
เรียนรู้แบบ CIPPA 8 แผน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการจัดการเรียนรู้ เร่ือง จิตรกรรมส่ือผสม
สร้างสรรค์ ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โดยการจัดการเรียนรู้รปู แบบ CIPPA โดยนักเรียน
มีคะแนนเฉล่ยี 46.7 คิดเป็นร้อยละ 93.5 และมีจานวนนักเรียนท่ผี ่านเกณฑ์ร้อยละ 100 ซ่งึ ผ่าน
เกณฑ์ท่กี าหนดไว้ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากท่สี ุด (x=̄
4.8, S.D.=0.1) และผลลพั ธ์สมั ประสิทธ์ขิ องแอลฟามาเป็น ( = 0.9)
จากการศึกษางานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้องพบว่า กจิ กรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เป็นกจิ กรรมการ
เรยี นรู้ทส่ี ามารถส่งผลให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ทส่ี ูงข้ึน มีกระบวนการทางานท่สี ่งผลให้งาน
มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีเจตคติท่ดี ีต่อการเรียนและทาให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจผลการเรียนรู้
และยังช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาการครบท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา จึงมีความ
เหมาะสาหรับนามาจัดกิจกรรมการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะซ่งึ ต้องเน้นกระบวนการคดิ เปิดโอกาส
ให้นักเรียนได้ลงมอื สร้างสรรคผ์ ลงานด้วยตนเอง
6. สมมติฐาน และกรอบแนวคดิ ในการวิจยั
6.1 สมมติฐาน
การจดั การเรียนรู้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) สามารถช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ในรายวิชาทศั นศิลป์ ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 สงู ข้นึ
6.2 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ความคดิ สร้างสรรค์ในรายวิชา
รายวิชาทศั นศิลป์ โดยใช้รูปแบบ ทศั นศลิ ป์ของนักเรียน
การสอนแบบซปิ ปา (CIPPA MODEL) ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3
ภาพท่ี 3 กรอบแนวคิดในการวิจยั