The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดที่ ๒ วรรณคดี ม.๒

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by www.lovedapqee, 2021-06-15 00:24:09

ชุดที่ ๒ วรรณคดี ม.๒

ชุดที่ ๒ วรรณคดี ม.๒

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๕๐

๗.แปลศิลาจารกึ
ภาควิชาภาษาตะวนออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (๒๕๔๖: ๔๐-๔๖) กล่าวว่า

ศาสตราจารย์ ยอรช เซเดส์ (George Coedes) ผูซ่ึงอุทิศตนให้กับการศึกษาค้นคว้า ทางดานคาบสมุทร
อินโดจีน โดยสานต องาน การอ านจารึกภาษาสันสกฤต ศึกษาการอ นจารึกภาษาเขมรโบราณ
อีกทั้งประวัติศาสตร์โบราณสถานต่าง ๆ ในประเทศเขมร เมื่อ ค.ศ. ๑๙๑๘ ได้ดารงตาแหนงบรรณรักษ์ใหญ่
ประจาหอสมดุ สาหรับพระนครและดารงตาแหนงเลขานุการบัณฑิตยสภาแหงสยามควบคูไปด้วย และยงั เป็นผู้
ถอดคาอา่ นและปริวรรตศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงเปน็ คาอ่านปจั จุบนั ในหนังสอื ประชมุ จารึกสยาม ภาคท่ี ๑
จารกึ สโุ ขทัย

กรมศิลปากร (๒๕๔๓: ๑๓-๑๔) กลา่ วว่า นายฉ่า ทองคาวรรณ เป็นชาวเขมร แลว้ ไดเ้ ข้ามาเรยี นภาษา
บาลีท่ีวัดโมลโี ลก จังหวัดธนบุรี แล้วย้ายจาพรรษาท่ีวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนคร จากน้ันได้อุปสมบทเปน็ ภิกษุ
สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค แล้วลาสิกขาบท ไปอาศัยอยู่บ้านศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ จนได้เป็น
ลูกศิษย์ ท่านศาสตราจารย์พาไปฝากทางานกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ
ในหอพระสมุดแห่งชาติ จากน้ันก็ได้ทางานเกี่ยวกับศิลาจารึก จนได้เป็นกรรมกราชาระปทานุกรม
และเป็นอาจารย์สอนภาษาเขมรกับอ่านจารึกในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์สอน
ทค่ี ณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรต่อมา

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๕๑

เอกสารอ้างอิง

กรมศิลปากร. (๒๕๔๗). ประมวลข้อมลู เก่ียวกบั จารึกพอ่ ขุนรามคาแหง. กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลปก์ ารพิมพ์.
กรมศิลปากร. (๒๕๔๗). ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ จารกึ พ่อขนุ รามคาแหง. พมิ พ์ครั้งท่ี ๓.

กรุงเทพมหานคร: ร่งุ ศลิ ปก์ ารพิมพ์.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๔). ประวตั ิวรรณคดี เลม่ ๑ วรรณคดแี ละวรรณกรรมสมยั สโุ ขทยั และสมยั

กรุงศรีอยธุ ยา ชว่ งชั้นท่ี ๔ (มธั ยมศึกษาปที ี่ ๔-๖). พมิ พค์ รั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สกสค.
ลาดพรา้ ว.
กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๘). หนงั สอื เรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน ภาษาไทย วรรณคดีวจิ กั ษ์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปี
ท่ี ๒. พมิ พ์ครง้ั ที่ ๘. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ สกสค.ลาดพร้าว.
กุหลาบ มัลลิกะมาส. (๒๕๕๙). ความรู้ทัว่ ไปทางวรรณคดีไทย. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ธวชั ปุณโณทก. (๒๕๕๙). การอ่านจารึกสมัยตา่ ง ๆ. พมิ พ์ครง้ั ที่ ๕. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัย
รามคาแหง.
น้อมนจิ วงศ์สุทธิธรรม. (๒๕๕๕). วรรณคดสี โุ ขทยั . พิมพ์คร้งั ที่ ๗. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัย
รามคาแหง.
พิริยะ ไกรฤกษ.์ (๒๕๔๗). จารึกพอ่ ขนุ รามคาแหง วรรณคดีประวัตศิ าสตรก์ ารเมอื งแหง่ กรุงสยาม.
พิมพ์ครั้งท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร: มตชิ น.
โพธ์ิ แซมลาเจียก. (๒๕๑๗). พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช. พิมพค์ ร้ังท่ี ๒. กรงุ เทพมหานคร: คุรุสภาลาดพรา้ ว.
ไพเราะ มากรกั ษา. (๒๕๔๘). พัฒนาการวรรณคดีไทย. กรุงเทพมหานคร: ศนู ยส์ อื่ และส่งิ พมิ พ์แกว้ เจ้าจอม.
ราชบณั ฑติ ยสภา. (๒๕๕๖). พจนานุกรมศัพทว์ รรณคดไี ทย สมัยสุโขทยั ศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหง-
มหาราช หลักที่ ๑. พิมพค์ รัง้ ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร: ห้างหนุ่ ส่วนจากัดอรณุ การพมิ พ์.

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๕๒

บทท่ี ๔ บทละคร เร่อื ง รามเกยี รติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก

๑. บทนา

รามเกียรต์ิมาจากวรรณคดีอินเดียเรื่อง “รามายณะ” ซ่ึงเป็นวรรณคดีที่มีความสาคัญ และปรากฏมา
นานกว่า ๒,๐๐๐ ปี คาว่า “รามายณะ” หมายถึงเร่ืองของพระราม โดยชาวฮินดูเชือ่ ว่า คัมภีร์รามายณะมีคุณ
วิเศษตา่ ง ๆ ผใู้ ดอ่านแลว้ ปรารถนาสงิ่ ใดกจ็ ะสมปรารถนา มีอายุยนื ยาว ส่วนในประเทศไทยได้นาวรรณคดเี ร่ือง
รามเกียรต์ิ มาแสดงเป็นหนังใหญ่ โขน ละคร อีกทั้งยังมีการนามาวาดเป็นภาพจิตรกรรม เช่น ภาพวาดท่ีผนัง
ระเบียงรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดา ซ่ึงคาว่า “รามเกียรติ์” มาจากคาว่า ราม + เกียรติ หมายถึง
เกียรติของพระราม ตามคติฮินดูมีความเชื่อว่าพระราม คือพระนารายณ์อวตารลงมาเกิดในโลกมนุษย์เพ่ือ
ปราบยุคเข็ญ (อวตาร หมายถงึ แบง่ ภาคมาเกิดในโลก)

รามเกยี รติส์ านวนต่าง ๆ
วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เป็นท่ีนิยมมากอย่างยิ่งในประเทศไทยจึงมีผู้แต่งวรรณคดีเร่ืองนี้ขึ้นหลาย
โอกาส หลายวาระ รามเกยี รตขิ์ องไทยจงึ มสี านวนแตง่ ต่าง ๆ กัน และรูปแบบการประพันธห์ ลากหลายดังนี้

๑) บทพากย์รามเกียรติ์ครั้งกรุงเก่า ข้อความตอนสีดาหาย ถึงกุมภกรรณล้มติดต่อกัน
นอกนน้ั มคี วามเปน็ ตอน ๆ ไมต่ ่อเนอ่ื งกัน

๒) บทละครรามเกียรต์คิ รง้ั กรงุ เก่า ตอนพระรามประชมุ พลถงึ องคตสอื่ สาร
๓) บทละครรามเกยี รต์ิ ฉบบั พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี มตี อนกาเนิดพระมงกุฎ
ตอน หนุมานเก้ียวนางวานรินจนถึงท้าวมาลีวราชเสด็จ ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ จนถึงทศกัณฐ์เข้าเมือง
ตอนทศกัณฐ์ต้งั พธิ ที รายกรดปลกุ เสกหอกกบลิ พทั จนถึงหนุมานผกู ผมทศกัณฐ์กับนางมณโฑ
๔) บทละครเรอื่ งรามเกยี รติ์ พระราชนพิ นธส์ มเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก
๕) บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอน
หนมุ านถวายแหวนไปจนถึงทศกัณฐล์ ้มพระรามเสดจ็ กลับอยุธยาและตอนบุตรลพ (พระมงกฎุ พระลบ)
๖) คาพากย์รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนนาง
ลอย ตอนนาคบาศ ตอนพรหมาสตร์ และตอนเอราวัณ
๗) บทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ตอนพระราม
เดินดง
๘) บทเบิกโรง พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตอนนารายณ์ปราบ
นนทกและพระรามเข้าสวนพริ าพ
๙) เรื่องรามเกียรต์ิ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซ่ึงมีหลายประเภทและ
หลายตอน บางส่วนทรงพระราชนิพนธ์ตามเร่ืองรามายณะ ของวาลมิกิ ฉบับภาษาอังกฤษ รวมท้ังช่ือตัวละคร
บุคลิกลักษณะของตัวละครบางส่วนดาเนินเรื่องตามฉบับรัชกาลท่ี ๑ อย่างตอนพรหมาสตร์ บางส่วนดาเนิน
ตามฉบับรัชกาลที่ ๒ อยา่ งตอนนางลอย

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๕๓

๒. พระราชประวัติ รชั กาลท่ี ๑ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช

ภาพที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ท่ีมา: https://sites.google.com

๒.๑ พระราชประวตั ิ รัชกาลท่ี ๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระนามเดิมว่า “ด้วง” หรือ “ทองด้วง” เสด็จ
พระราชสมภพเมื่อวันพุธ เดือน ๔ แรม ๔ ค่า ปีมะโรง จุลศักราช ๑๐๙๘ หรือวันท่ี ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นบุตรของพระอักษรสุนทร (ทองดี) ข้าราชการกรม
อาลกั ษณ์ กบั ทา่ นหยกธดิ าเศรษฐี สบื เชอ้ื สายมาจากเจา้ พระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีกรมพระคลัง ในสมยั
พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้ารับราชการคร้ังแรกโดยถวายตัวเข้าเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้า
อุทุมพร กรมขุนพรพินิต เมื่อพระชนมายุ ๑๒ พรรษา ทรงผนวช ณ วัดมหาทลาย เป็นเวลา ๑ พรรษา ทรง
กลับเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงและได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี เมื่อ
พระชนมายุ ๒๕ พรรษา
หลงั เสยี กรงุ ศรีอยุธยาแกพ่ ม่าได้ ๑ ปี พระองคไ์ ดเ้ ข้ามารบั ราชการในกรุงธนบุรใี นตาแหนง่ พระราช วริ
นทร์ ในกรมพระตารวจหลวง ทรงเปน็ กาลงั สาคญั ในการกอบกูบ้ า้ นเมืองและทาศึกสงครามมากมาย ในปี พ.ศ.
๒๓๑๑ พระองคไ์ ดต้ ามเสดจ็ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราชไปปราบเจ้าพิมาย ภายหลังสงครามครัง้ นที้ รงได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอภัยรณฤทธ์ิ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๒ ทรงเป็นแม่ทัพไปตีเมืองเขมร ตีได้
เมอื งพระตะบองและเสียมราฐ ด้วยพระปรีชาสามารถในการทาสงครามอยา่ งมากมาย จึงไดร้ บั พระกรณุ าโปรด
เกล้าฯ จากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเลื่อนยศเป็นพระยายมราช เจ้าพระยาจักรี และสมเด็จเจ้าพระยา
มหากษัตรยิ ศ์ กึ ตามลาดบั
เมื่อถึงปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ราวปี พ.ศ. ๒๓๒๔ ขณะสมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึกกาลังไปราชการทัพอยู่ที่เขมร ได้เกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี เกิดความขัดแย้งกันอย่าง
รุนแรง ระหว่างฝา่ ยกบฏทตี่ ้องการควบคุมองค์สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช แล้วออกวา่ ราชการแทนกับฝ่าย
ต่อต้านกบฏ ก่อความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างมาก สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงยกทัพกลับกรุง
ธนบุรีทันที และปราบปรามฝ่ายกบฏได้สาเร็จ เมอ่ื ปราบปรามฝา่ ยกบฏได้สาเร็จแล้ว ราษฎรและข้าราชการจึง
ไดอ้ ัญเชิญพระองค์ปราบดาภิเษกข้ึนเปน็ พระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเดจ็ พระรามาธิบดีศรี
สินธร มหาจักรีบรมนาถพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เม่ือวันท่ี ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๕ นับเป็นองค์ปฐม
กษตั ริย์แหง่ ราชวงศ์จกั รี

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๕๔

พระสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระมเหสีพระนามว่า สมเด็จพระอมรินทราพระ
บรมราชนิ ี เปน็ พระบรมราชินีองคแ์ รกแหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ มพี ระนามเดมิ ว่านาค มพี ระราชโอรสและพระราช
ธิดารวมทงั้ สนิ้ ๔๒ พระองค์ โดยพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสตู ิในพระอัครมเหสีมี ๙ พระองค์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอยู่ในสิริราชสมบัตินาน ๒๘ ปีเศษ เสด็จ
สวรรคตเมอ่ื วนั ท่ี ๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ รวมพระชยมายุได้ ๗๔ พรรษา พระองคท์ รงเป็นพระมหากษัตริย์ท่ี
มพี ระอจั ฉรยิ ภาพรอบดา้ น ไม่ว่าจะเป็นดา้ นการสงคราม, ศาสนา, การปกครองและศลิ ปวัฒนธรรม ทรงเป็น
ผู้ก่อต้ังกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีใหม่ และฟื้นฟูบ้านเมืองในทุกด้านให้มีความรุ่งเรืองสง่างามเทียบเท่า
กับกรุงศรอี ยุธยาราชธานเี ก่า

๒.๒ พระราชกรณียกจิ ดา้ นการฟ้นื ฟศู ิลปวัฒนธรรม
การฟ้ืนฟูศิลปวัฒธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ส่วนใหญ่จะเป็นการ
ฟื้นฟูในด้านวรรณกรรมเป็นสาคัญ โดยทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองบา้ ง กวแี ละผรู้ เู้ ขยี นขน้ึ มาบ้าง และ
ด้วยความที่พระองค์ทรงสนพระทัยในงานด้านวรรณศิลป์เป็นอย่างมาก จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์งาน
วรรณกรรมที่ทรงคุณค่าไว้จานวนหน่ึง ท่ีรู้จักกันดีได้แก่ พระราชนิพนธ์เรื่อง “รามเกียรติ์” จะเห็นได้ว่า
เร่ืองราวของวรรณคดเี รอื่ งนีป้ รากฏอยใู่ นงานศิลปะแขนงต่าง ๆ มากมาย เชน่ จิตรกรรมฝาผนังตามโบสถว์ ิหาร
ต่าง ๆ หรอื การแสดงโขน เป็นตน้ ซึ่งรามเกียรติ์ฉบับรชั กาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลก
มหาราชทรงพระราชนิพนธ์ลงในสมุดปกดาแบบโบราณ ความยาวประมาณ ๑๐๒ เล่มจบ นับว่าเป็นวรรณคดี
ไทยท่ีมีความยาวมากเรื่องหน่ึง นอกจากนี้พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้อีกหลายเร่ือง ได้แก่ ๑)
บทละครเร่อื งอุณรุท ๒) บทละครเร่อื งอเิ หนา ๓) บทละละครเร่อื งดาหลงั ๔) เพลงยาวรบพม่าท่ที า่ ดินแดง
(นิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง) ๕) นิทานอิหร่านราชธรรม ๖) กฎหมายตราสามดวง และ ๗)
พงศาวดารฉบับพนั จันทนมุ าศ

๓. จดุ มงุ่ หมายในการแตง่

วรรณกรรม “รามเกียรต์ิ” สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ท่ีหลงเหลืออยู่นั้น หาฉบับที่สมบูรณ์ครบถ้อย
กระบวนความไม่ได้ เพราะชารุดเสียหายจากภัยสงครามเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทานุบารุงวรรณกรรมของชาติไว้ให้เป็น
สมบัติของอนุชนรุ่นหลังสืบไป และเพ่ือเป็นสิ่งแสดงความเจริญของบ้านเมือง ดังความใน “ตานานละคร
อิเหนา” พระนพิ นธข์ องสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานภุ าพว่า

“การมหรสพต่าง ๆ ซึ่งเส่ือมทรามแต่คร้ังเสียกรุงเก่ามากลับมีบริบูรณ์ข้ึน เมื่อในรัชกาลที่ ๑ กรุง
รัตนโกสินทร์ เพราะพระบาทสมเดจ็ ฯ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชทรงพยายามก่อกู้การท้ังปวงโดยมีพระ
ราชประสงค์จะให้กรุงเทพมหานคร รุ่งเรืองเหมือนเม่ือครั้งบ้านเมืองดีอยู่แต่ก่อน แม้เครื่องมหรสพเป็นต้นว่า
โขนหุ่นของหลวงก็โปรดให้หัดข้ึนทั้งฝ่ายวังหลวงและวังหน้า แต่ละครผู้หญิงนั้นมีแต่ในพระราชวังหลวงแห่ง
เดียวตามแบบกรุงเก่า บทละครในท่ีขาดหายไปแตก่ ่อน ก็โปรดให้ขอแรงพระราชวงศานวุ งศ์ และข้าราชการที่
เป็นกวีสันทัดทางบทกลอน ช่วยกันแต่งถวาย ทรงตรวจแก้ไข แล้วตราเป็นบทพระราชนิพนธ์ไว้เป็นต้นฉบับ
สาหรับพระนครครบทุกเรื่อง มีเรื่องรามเกียรต์ิ ๑๑๖ เล่มสมุดไทย เรื่องอุณรุท ๑๘ เล่มสมุดไทย เรื่องดาหลัง
๓๒ เลม่ สมุดไทย เรือ่ งอเิ หนา ๓๒ เล่มสมดุ ไทย”

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๕๕

บทพระราชนิพนธ์เร่ืองรามเกียรต์ินี้ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เม่ือวันขึ้น ๒ ค่า เดือนอ้าย ปีมะเส็ง จุล
ศักราช ๑๑๕๙ (พ.ศ. ๒๓๔๐) โดยทรงแสดงพระราชปณธิ านไว้ในบทร่ายเกรน่ิ นาเร่ือง ดังนี้

“เกิดเกื้อเพ่ือสมภารบพิตร กระวีวิธหลายหลาก รู้มลากหลายฉันท์ นิพันธ์โคลงกาพย์กลอน ภูธรดาริ
ดารัส จัดจองทานองทานุก ไตรดายุคนิทาน ตานานเนื่องเรื่องรามเกียรต์ิ เบียนบรปักษ์ยักษ์พินาศ ด้วยพระ
ราชโวหาร ปานสุมาลัยเรียบร้อยสร้อยโสภิต พิกสิตสาโรช โอษฐสุคนธ์วิมลหื่นหอม ถนอมถนิมประดับโสต
ประโยชนฉ์ ลองเฉลมิ เจิมจุฑาทพิ ยป์ ระสาท ประกาศยศเอกอา้ ง องคบ์ พิตรพระเจา้ ชา้ ง เผือกผคู้ รองเมอื ง ฯ”

และในโคลงกระทู้ จบบรบิ ูรณ์ ท้ายเร่อื ง ดงั นี้ อสุรพงษ์
จบ เรื่องราเมศล้าง แต่งไว้
บ พติ รธรรมิกทรง สมโภช พระนา
ริ ร่าพร่าประสงค์ อ่านรอ้ งราเกษมฯ
บรู ณ์ บาเรอรมย์ให้

เหตุทที่ รงพระราชนพิ นธบ์ ทละครเรอ่ื งนี้ กลา่ วโดยสรุปกค็ อื
๑) เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตาม

ประเพณนี ยิ มทถี่ อื เอาความเจรญิ ทางวฒั นธรรมเปน็ เครื่องวดั ความมั่นคงของแผน่ ดนิ ในขณะน้ัน
๒) เพื่อเป็นการรวบรวมวรรณคดีอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้มิให้สูญส้ินไป

โดยเฉพาะบทละครเร่ืองรามเกยี รต์ิ ฉบบั พระราชนิพนธ์น้ี นับเป็นฉบับท่ีสมบูรณ์ทสี่ ุด เน้อื เร่ืองเร่ิมตั้งแต่หิรันต
ยักษ์ม้วนแผ่นดิน จนถึงอภิเษกพระรามและนางสีดา และสองกุมารปราบคนธรรพ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขถือ
เป็นจบกระบวนความ ดังน้ัน เมื่อมีการศึกษาค้นคว้ารามเกียรติ์ฉบับอ่ืน ๆ จึงมักจะศึกษาเปรียบเทียบกับฉบบั
นด้ี ้วย

๓) เพื่อให้อ่านร้องราเกษม แต่การที่จะทั้งอ่าน ร้อง และรา ให้เกษมเสมอกันนั้นเป็นไปได้
ยาก เพราะเหตุที่วัตถุประสงค์และลลี าการประพันธข์ องกลอนอ่านและกลอนบทละครนั้นต่างกัน กลอนอ่านผู้
แต่งจะใช้พรรณนาโวหาร มีบทชมโฉมกระบวนต่าง ๆ ชมการทรงเคร่ืองของตัวละคร รายละเอียดยืดยาวได้ไม่
จากัดและจะแสดงความสามารถทางกวโี วหาร เล่นสมั ผัสนอกสัมผัสในอยา่ งแพรวพราวโดยมงุ่ หวงั ทจ่ี ะใหผ้ ู้อ่าน
เห็นภาพพจน์จากตัวอักษร และเสพอรรถรสความไพเราะในน้าเสียงของบทกลอนเป็นสาคัญ ในขณะท่ีกลอน
บทละครน้ันจะเสพความงามได้เม่ือนามาแสดง เพราะกวีมุ่งแต่งข้ึนเพื่อใช้ในการแสดงละครรา คาท่ีใช้จึงต้อง
คานึงว่าเป็นคาที่สามารถประดิษฐ์ออกเป็นท่าราได้มากกว่าจะคานึงถึงความไพเราะ ลีลาการประพันธ์จะต้อง
กระชบั เพราะตอ้ งคานึงถึงเวลาที่ใชใ้ นการแสดงดว้ ย

๔. ลักษณะคาประพนั ธ์

บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระ
ราชนิพนธด์ ้วยคาประพนั ธห์ ลายชนิดให้เหมาะสมกบั เรื่อง ดงั นี้

๔.๑ ร่ายดั้น
พระองค์ทรงใช้ร่ายด้ันเป็นการเปิดเรื่อง พรรณนาถึงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองและพระราช
กรณยี กจิ ต่าง ๆ ของพระองค์ แล้วกลา่ วถงึ สาเหตุที่ทรงพระราชนิพนธ์เร่อื งรามเกียรตวิ์ า่

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๕๖

“...กระวีวิธหลายหลาก รู้มลากหลายฉันท์ นิพันธ์โคลงคากลอน ภูธรดารดารัส จัดจองทานองนุก
ไตรดายคุ นทิ าน ตานานเรอื่ งรามเกียรติ์ เบยี นบรปักษ์ยกั ษพินาศ ด้วยพระราชโวหาร...”

๔.๒ กลอนบทละคร
การดาเนินเรื่อง ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนบทละคร มีลักษณะบังคับเหมือนกลอนสุภาพท่ัวไป แต่
วรรคแรกมักขนึ้ ตน้ ด้วย เม่อื นั้น บัดนนั้ มาจะกลา่ วบทไป เป็นตน้
เมื่อนั้น สาหรับใช้ข้ึนต้นตอนที่กล่าวถึงตัวละครสาคัญของเรื่องหรือของตอนหรือตัวละครที่อยู่ในชั้น
กษตั ริยเ์ ป็นพระเอกนางเอก
บัดนั้น สาหรับใช้ข้ึนต้นตอนที่กล่าวถึงตัวละครท่ีไม่สาคัญท่ีอยู่ในช้ันข้าราชบริพาร เช่น ตัวเสนา ตัว
ตลก ยักษ์ หรือทหาร เป็นต้น
มาจะกลา่ วบทไป เมอื่ จะเปลีย่ นเรอ่ื งใหมห่ รอื เลา่ เรือ่ งใหม่
จานวนคาในแตล่ ะวรรคจะไมก่ าหนดตายตัวเพื่อให้ผู้แสดงหรอื ผูร้ าละครสามารถราตามบทไดแ้ ละต้อง
มีการกาหนดเพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยาอาการเคล่ือนไหวของตัวละคร และบอกทานองเพลงขับร้องเม่ือ
ขึ้นต้นกากับไว้ พร้อมทั้งบอกจานวนคาในบทน้ันโดยใช้คาว่า คา ซึ่งหมายถึง คากลอน คือ จานวน ๒ วรรค
เป็น ๑ คากลอน ทั้งน้ี บทละครเรื่องรามเกียรต์ิบางฉบับอาจไม่ได้กาหนดเพลงหน้าพาทย์และบอกทานอง
เพลงขับร้องไว้ทุกบท เช่น บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก เน่ืองด้วยมีพระราชประสงค์
เพื่อใหค้ วามเพลดิ เพลนิ เปน็ หลกั บางบทท่ีไม่ได้กาหนดเพลงหนา้ พาทย์จงึ เขียนเพียงจานวนคากลอนไว้เท่านัน้

ภาพท่ี ๒ แผนผงั กลอนบทละคร
ทีม่ า: https://sites.google.com

“ตวั อย่างกลอนบทละคร”

ร๏า่ ย ครัน้ ไดศ้ ุภฤกษย์ ามดี พระรวีหมดเมฆแสงฉาน

ปีขาลเดอื นสามวนั อังคาร เยาวมาลย์ก็ประสูติโอรส

เปน็ วานรผู้เผน่ ออกทางโอษฐ์ เผือกผอ่ งไพโรจนท์ งั้ กายหมด

ใหญเ่ ท่าชนั ษาได้โสฬส อลงกตดง่ั ดวงศศิธร ฯ

ฯ ๔ คา ฯ คุกพาทย์

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๕๗

รา่ ย เป็นทานองเพลงขับร้องที่ผู้ร้องขับให้ตัวละครร่ายราตามบท เรียกว่า รา
ตามบท ร่าย นยิ มใชใ้ นกรณตี ้องการให้ดาเนินเรอ่ื งไปอย่างรวดเรว็
๔ คา หมายถึง จานวนกลอน ๔ คากลอน
คกุ พาทย์ เปน็ ทานองเพลงหนา้ พาทยท์ ่ใี ช้ประกอบเน้ือเรือ่ งท่ีแสดงอิทธิฤทธ์ิ
ปาฏหิ าริย์

๕. เร่ืองย่อ

ณ เขาไกรลาส อันเป็นที่อยู่ของพระอิศวร ที่เชิงบันไดเขา ยักษ์

นนทก ผมู้ ีน้าใจกล้าหาญ ทาหน้าทีร่ ับใชพ้ ระอิศวร ดว้ ยการตักน้าลา้ งเท้าให้

เหล่าเทวดาที่มาเข้าเฝ้าพระอิศวรนานนับโกฏิปี นนทกถูกเทวดาแกล้งอยู่

เป็นประจา บ้างก็ตบหัว บ้างก็ลูบหน้า บ้างก็ถอนเส้นผมจนโกร๋น ดูเงาในน้า

ทีไรร้องไห้ทุกที จนกระท่ังทนไม่ไหวจึงเข้าเฝ้าพระอิศวร คร่าครวญร้องไห้

เล่าเรื่องท่ีเป็นไปพร้อมกับขอพรเป็นนิ้วเพชร เมื่อช้ีใครผู้น้ันต้องตาย พระ

อิศวรเห็นความดี ความซ่ือสัตย์ และรับใช้มาเน่ินนานจึงประทานพรให้ตาม

คาขอ

เมื่อมีน้ิวเป็นเพชรแล้ว จิตใจของนนทกก็เหิมเกริม กลับมาน่ังทา ภาพท่ี ๓ นนทกถูกกลัน่ แกล้ง
หน้าที่ล้างเท้าเช่นเดิม เหล่าเทวดายังคงจับหัวสั่นล้อเล่นเช่นเคย นนทก ท่ีมา: https://sites.google.com
โกรธมาก ช้ีนิว้ ไปยงั เหล่าเทวดา ทนั ใดนน้ั เทวดาพากนั ลม้ ตายในพรบิ ตา

พระอิศวรจึงบัญชาให้พระนารายณ์ไปปราบนนทก พระนารายณ์

แปลงกายเป็นเทพอปั สรผ้งู ดงาม นนทกหลงใหลในรปู งามและท่าทาง

ร่ายราท่ีอ่อนช้อย จึงเข้าเกี้ยวพาราสี นางจึงเชื้อเชิญให้ร่วมราตาม นน

ทกราตามจนถึงท่า “นาคาม้วนหาง” เผลอเอาน้ิวเพชรชี้ไปท่ีขาของ

ตนเองทาใหข้ าหัก นางอัปสรจงึ คืนร่างเปน็

พระนารายณ์เหยียบอกนนทกไว้

นนทกต่อว่าพระนารายณ์ มีถึงส่ีกร

ทาไมไม่สู้กันซึ่ง ๆ หน้า หรือเพราะ

ภาพที่ ๔ นนทกขอนว้ิ เพชร กลัวน้ิวเพชรของตน พระนารายณ์
ท่ีมา: ศิลปากร (๒๕๔๐)
จึงทา้ ใหน้ นทกไปเกดิ ใหม่ มีสบิ หน้า
ยี่สิบมือถืออาวุธครบครัน เหาะเหิน

เดินอากาศได้ ส่วนพระนารายณ์ขอเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน มีสองมือ จะลง

ไปปราบในโลกมนุษย์ กล่าวจบก็ใชพ้ ระแสงตรีตัดศีรษะกระเดน็ ไป

ภาพท่ี ๕ นางอัปสร (พระนารายณ์แปลงกาย) ปราบนนทก
ทม่ี า: ศลิ ปากร (๒๕๔๐)

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๕๘

๖. ตัวละครสาคัญ

๖.๑ นนทก หรอื นนทุก

ภาพที่ ๖ นนทก หรอื นนทกุ
ท่ีมา: นดิ ดา หงส์ววิ ฒั น์ (๒๕๔๕)

อสูรเทพบุตร อยู่เชิงบันไดเขาไกรลาส ทาหน้าท่ีล้างเท้าเทวดาที่ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวร ถูกเหล่าเทวดา
หยอกล้อกลั่นแกล้งลูบหัวถอนผมจนเกลี้ยงโกร๋นเป็นเวลาถึงโกฏิปี จึงเจ็บแค้น ทูลขอพระอิศวรให้มีน้ิวเป็น
เพชร เม่ือช้ีถูกผู้ใดผู้น้ันต้องตาย เมื่อพระอิศวรประสาทพรแล้ว นนทกก็ช้ีนิ้วเพชรให้เทวดาที่มาหยอกล้อล้ม
ตายไปหมด พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์แปลงร่างเป็นนางอัปสรช่ือ สุวรรณอัปสร
หลอกล่อให้นนทกราตามด้วยความปฏิพัทธ์ เม่ือราท่า “นาคาม้วนหาง” น้ิวเพชรช้ีถูกขา นนทกขาหักล้มลง
นางอปั สรคืนรา่ งเป็นพระนารายณเ์ หยียบอกจะสงั หาร นนทกเห็นเชน่ น้นั ก็ตัดพ้อว่าเพราะตนมเี พยี งสองมือ จงึ
แพ้ฤทธิ์พระนารายณ์สี่กร พระนารายณ์จึงสาปให้ไปเกิดเป็นยักษ์มีสิบหน้า ยี่สิบมือ ส่วนพระองค์จะตามไป
เกิดเปน็ มนษุ ย์มเี พียงสองมือ แต่จะล้างวงศย์ ักษใ์ ห้หมด แลว้ จึงตัดศีรษะนนทก นนทกไปเกดิ เป็นทศกณั ฐ์ โอรส
ทา้ วลัสเตยี น เจา้ เมืองลงกา (ร่นื ฤทยั สจั จพนั ธุ,์ ๒๕๕๙: ๑๔๗)

๖.๒ พระนารายณ์

ภาพที่ ๗ พระนารายณ์
ที่มา: นิดดา หงสว์ ิวฒั น์ (๒๕๔๕)

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๕๙

เป็นเทพเจา้ ท่ีมกี ายสีม่วงดอกตะแบก มสี ่ีกร ทรงมงกุฎชยั อาวุธคอื สงั ข์ ตรี คทา และจกั ร ซึ่งพระ
อิศวรประทานให้ มเหสีคือพระลักษมี ทรงครุฑเป็นพาหนะ ประทับ ณ เกษียรสมุทรบนหลังอนันตนาคราช
เปน็ เทพผรู้ กั ษาโลกดังปรากฏในเร่ืองนารายณส์ ิบปางอนั เป็นเร่ืองราวการอวตารของพระนารายณ์ที่ลงมาปราบ
ยคุ เขญ็ ในแผน่ ดิน (นดิ ดา หงสว์ วิ ฒั น,์ ๒๕๔๒: ๑๗) ดังน้ี

ปางที่ ๑ มัตสยาวตาร เกิดเป็นปลาเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากการเกิดน้าท่วมโลก และพระเวท
(คมั ภีรพ์ ราหมณ)์ กลบั คนื พระพรหม

ปางที่ ๒ กูรมาวตาร เกิดเป็นเต่าเพื่อช่วยรองรับเขามันทระไม่ให้พื้นโลกทะลุจากการท่ีบรรดาเทวดา
และพวกอสรู ใชก้ วนนา้ อมฤต

ปางท่ี ๓ วราหาวตาร เกิดเป็นหมูเพื่อฆ่าหิรันตยักษ์ผู้ม้วนแผ่นดินทั้งส่ีทวีปให้จมลงไปใต้มหาสมุทร
เพราะไมอ่ ยากใหม้ นุษยม์ ที ่ีอยู่อาศยั

ปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร เกิดเป็นตัวนรสิงห์ (สัตว์ท่ีมีหน้าเป็นสิงห์ ตัวเป็นคน) เพ่ือปราบหิรัณยกศิปุ
นอ้ งชายฝาแฝดของหริ ันตยักษ์

ปางท่ี ๕ วามนาวตาร เกิดเป็นพราหมณ์เตี้ยเพ่ือปราบท้าวพาลีจอมยักษ์ ผู้มีจิตใจโหดร้าย รุกราน
มนษุ ย์และเทวดา แย่งเอาแผ่นดนิ ไปครอบครองจนหมดส้นิ

ปางที่ ๖ ปรศุรามาวตาร เกิดเป็นพราหมณ์ลูกช่ือราม ต่อมาพระอิศวรประทานขวานเพชรจึงใหช้ อ่ื ว่า
ปรศุราม เพ่ือปราบท้าวอรชุนทเ่ี บยี ดเบยี นพวกพราหมณ์ ฤาษี และนักบวช

ปางที่ ๗ รามจันทราวตาร เกิดเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถและนางเกาสุริยา เพื่อมาปราบ
ทศกณั ฐ์ ดงั ทปี่ รากฏในเรื่องรามเกียรติ์

ปางท่ี ๘ กฤษณาวตาร เกิดเปน็ ท้าวกฤษณะในเร่อื งมหาภารตะ หรือสงครามภารตะยุทธ
ปางท่ี ๙ พุทธวาชตาร เกิดเป็นพระพุทธเจ้าโดยถือว่าพระองค์เป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์อันเป็น
ปางปจั จุบัน
ปางท่ี ๑๐ กัลกยาวตาร เกดิ เปน็ พระกลั ป์กิ มีผวิ ขาว ทรงมา้ ขาว มือถือดาบเพอื่ มาปราบปรามคนพาล
บนโลกมนษุ ย์ เม่อื สิน้ กลียุค ปางน้ีจงึ ยงั มาไมถ่ งึ และนบั เปน็ ปางสุดท้ายกอ่ นท่ีโลกจะแตกดบั ไป

๖.๓ พระอศิ วร

ภาพที่ ๘ พระอิศวร
ทม่ี า: นดิ ดา หงสว์ วิ ัฒน์ (๒๕๔๕)

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๖๐

เป็นเทพเจา้ องค์หนึง่ กายสขี าว พระศอ (คอ) สีดาเนอื่ งจากด่ืมน้าพิษที่เกดิ จากการกวนเกษียรสมุทร
ของบรรดาเทวดาและอสูร มีสามตา ตาที่สามอยู่กลางพระนลาฏ (หน้าผาก) ซ่ึงปกติจะปิดอยู่เสมอ และ
หากลืมตานข้ี นึ้ เม่ือใดจะสามารถเผาผลาญสรรพสิ่งได้ ทรงมงกุฎนา้ เต้ากาบ ทัดพระจนั ทร์เปน็ ปน่ิ มีนาคเป็น
สงั วาล อาวธุ คอื ตรีศลู (สามงา่ ม) สถิต ณ เขาไกรลาส ประทับอยบู่ นหลงั โคอุศภุ ราช นามว่า นนทิ หรือศังกา
ยาน เจ้าแหง่ สัตว์จตบุ าททง้ั หลาย ดงั คาบรรยายในโคลงประกาศโองการแช่งน้า ดงั น้ี

“โอมปรเมศวราย ผายผาหลวงอคร้าว ท้าวเสดจ็ เหนือวัวเผอื ก
เอาเงอื กเกยี้ วขา้ ง อา้ งทัดจนั ทรเ์ ปน็ ปิน่ ทรงอนิ ทรช์ ฎา
สามตาพระแพรง่ แกว่งเพชรกลา้ ฆา่ ภชิ จรรไรฯ”

พระอศิ วรยังมชี ่อื เรยี กหลายชื่อ เชน่ ศลุ ,ี ศิวะ, พระสยมภวู ญาณ เป็นต้น พระมเหสีคอื พระแมอ่ มุ า มี
โอรส ๒ องค์ คือ พระขันทกุมาร (เทพเจ้าแห่งสงคราม) และพระพิฆเนศ (เทพเจ้าแห่งศิลปะ) ชาวฮินดูนับถือ
พระอศิ วรวา่ เปน็ เทพเจา้ สูงสุดในบรรดาเทพทั้งสาม คือ พระอศิ วร พระนารายณ์ พระพรหม (นดิ ดา หงสว์ ิวัฒน์
, ๒๕๔๒: ๑๑)

บทบาทท่สี าคญั ของพระอิศวรในเร่อื งรามเกยี รต์ิ (นิดดา หงส์ววิ ฒั น,์ ๒๕๔๒: ๑๒) มีดงั นี้
๑) เป็นผู้ประทานพรหิรันตยักษ์ให้สามารถม้วนแผ่นดินได้ ทาให้เกิดความเดือดร้อนแก่

ชาวโลก จึงต้องให้พระนารายณ์ลงไปปราบหิรันตยักษ์ โดยพระนารายณ์แปลงเป็นหมูป่าขวิดฆ่าหิรันตยักษจ์ น
ตาย

๒) เป็นผู้ประทานพรให้แก่นนทก หรือนนทุก ยักษ์ท่ีทาหน้าที่ล้างเท้าให้เทวดาท่ีมาเฝ้าพระ
อิศวรโดยขอให้มีน้ิวเพชรสามารถชี้ผู้อื่นให้ถึงแก่ความตายได้ซ่ึงสร้างความเดือดร้อนแก่บรรดาเทวดาทั้งปวง
จนพระนารายณล์ งไปปราบนนทก

๓) พระอิศวรสงั่ ให้พระพายซดั อาวุธเขา้ ปากนางสวาหะจนนางตัง้ ครรภ์และให้กาเนนิ หนุมาน
๔) เปน็ ผ้ขู วา้ งช้างปักอกทศกัณฐ์ ขณะที่ทศกณั ฐ์กาลงั ไลฆ่ ่ากเุ ปรนั
๕) พระอิศวรยกนางดาราให้แก่สุครีพเป็นบาเหน็จในการช่วยยกเขาพระสุเมรุร่วมกับพาลีให้
ต้ังตรงได้ และฝากนางดาราไปกับพาลี ซึ่งพาลีก็สาบานกับพระนารายณ์ว่าจะไม่ล่วงเกินนาง แต่พาลีผิดคา
สาบานตอ้ งเสียชวี ิตด้วยศรของพระราม
๖) เมื่อครั้งเจ้าเมืองบาดาลชื่อวิรุฬหกไปเฝ้าพระอิศวรแล้วถูกตุ๊กแกล้อเลียน จึงขว้างตุ๊กแก
ด้วยสังวาลย์ทาใหเ้ ขาพระสุเมรุเอยี ง ตอ่ มาทศกัณฐส์ ามารถชะลอได้ จงึ ทูลขอพระแมอ่ มุ าเปน็ รางวลั พระอศิ วร
จาใจตอ้ งยกให้ แตท่ ศกณั ฐ์กไ็ มส่ ามารถลว่ งเกนิ ได้ จงึ นาพระแม่อุมาไปคนื และขอนางมณโฑแทน
๗) พระอิศวรเป็นผู้ประทานศรพรหมมาสตรใ์ ห้แก่อนิ ทรชิต
๘) พระอิศวรเป็นผูช้ ว่ ยเกล้ียกล่อมใหพ้ ระรามกับนางสีดาคืนดีกนั

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๖๑

๖.๔ พระราม

ภาพที่ ๙ พระราม
ที่มา: นิดดา หงส์วิวฒั น์ (๒๕๔๕)

พระราม คือ พระนารายณ์ที่อวตารลงมาเกิดเป็นโอรสของท้าวทศรถกับนางเกาสุริยาแห่งกรุง
อโยธยาเพื่อปราบทศกัณฐ์ โดยมีพระอนุชาต่างมารดา ๓ พระองค์ คือ พระพรต พระลักษณ์ และพระสัตรุด
ซ่ึงทุกพระองค์ต่างรักใคร่กันเป็นอย่างดี มเหสีคือนางสีดา อาวุธคือศร ๓ เล่มที่พระอิศวรประทานให้ ได้แก่
พรหมมาสตร์, อัคนิบาตร และพลายวาต พระรามได้ศึกษาศิลปะศาสตร์จากสานักฤๅษีสวามิตร (วิศวามิตร)
ต่อมาเปน็ ผู้ยกศรรตั นธนูได้สาเร็จจึงได้อภเิ ษกกับนางสดี า และพานางกลับมายังกรุงอโยธยา ระหวา่ งทางได้พบ
และต่อสู้กับรามสูร ยักษ์ผู้ถือขวานเพชรเป็นอาวุธจนได้รับชัยชนะ รามสูรยอมถวายศรแก่พระราม และ
พระรามไดฝ้ ากศรนัน้ ไวก้ ับพระพิรุณ ภายหลงั จึงนามาใชส้ ู้กับทศกัณฐ์ (นิดดา หงสว์ ิวัฒน,์ ๒๕๔๒: ๒๕)

๖.๕ ทศกณั ฐ์

ภาพที่ ๑๐ ทศกณั ฐ์
ที่มา: นิดดา หงสว์ วิ ฒั น์ (๒๕๔๕)

พญายักษ์ เจ้าเมืองลงกาองค์ท่ี ๓ เป็นโอรสองค์โตของท้าวลัสเตียนกับนางรัชดา มีน้องร่วมท้อง คือ
กุมภกรรณ พเิ ภก ทูษณ์ ขร ตรีเศยี ร และนางสามะนกั ขา ทศกัณฐ์มรี า่ งกายใหญโ่ ต มีสิบหนา้ ยี่สบิ มือ มีนสิ ัย
ร้ายกาจพาลเกเร และเป็นยักษ์เจ้าชู้ มักมากในกามารมณ์ มักแปลงร่างเป็นเทวดาลอบไปชมนางสวรรค์ มี
มเหสหี ลายตน มเหสเี ป็นมนษุ ย์คอื นางมณโฑ มลี ูก ๓ ตน คือรณพกั ตร์ (อินทรชิต) นางสีดา และไพนา สุ
รยิ วงศ์ (ทศพนิ ) มเหสเี ป็นนาคคอื นางกาลอัคคี เป็นอัครราชมเหสี มลี กู ช่ือ บรรลยั กลั ป์ และยังสมพาสกับนาง

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๖๒

สนมอีกหน่ึงพัน มีลูกชาย นางละตน เรียกรวม ๆ ว่า สหัสกุมาร สมพาสกับนางสนมอีก ๑๐ ตน มีลูกอีก ๑๐
ตน เรียกว่า สิบรถ ทศกัณฑ์มีฤทธาอานาจมาก เคยช่วยเหลือเทวดาหลายคร้ัง อย่างเช่น ยกเขาพระสุเมรุท่ี
เอียงทรุดเพราะยักษ์วิรูฬหกเอาสังวาลนาคฟาด จึงได้นางมณโฑมาเป็นรางวัล เป็นคู่ปรปักษ์กับพระราม
เพราะไปลักพาตัวนางสีดามเหสีเอกของพระรามและอันท่ีจริงคอื ลูกสาวของตนเอง จึงต้องทาสงครามสู้รบ
มาเปน็ ระยะเวลายาวนาน พาเอาเพอ่ื นฝงู ญาติพ่นี ้อง ลกู หลาน ล้มตายเกอื บหมดวงษ์ยักษ์ ไม่มีใครฆา่ ทศกัณฐ์
ให้ตายได้เพราะทศกัณฐ์ได้ถอดดวงจิตใส่กล่องซ่อนไว้ในแท่งหินแล้วฝากพระโคดมฤๅษี ซึ่งเป็นพระอาจารย์
เอาไว้ แต่หนุมานล่วงเอากล่องดวงจิตไปได้ในท่ีสุด ทศกัณฐ์จึงตายด้วยศรของพระราม อดีตชาติของทศกัณฐ์
คือ นนทก ยักษ์ล้างเท้าเทวดาท่ีได้รับพรน้ิวเพชรจากพระอิศวรแล้วกาเริบฤทธิ์ เมื่อพระนารายณ์ปราบได้
นนทกขอเกิดมาต่อสู้กันใหม่ พระนารายณ์จึงให้มาเกิดเป็นยักษ์สิบเศียร ย่ีสิบกร ส่วนพระองค์จะอวตารเป็น
มนุษย์มแี ค่สองมอื ลงมาปราบ (ร่ืนฤทัย สจั จพนั ธ,ุ์ ๒๕๕๙: ๑๓๙-๑๔๑)

๗. ถอดความบทประพันธ์

๑) ๏ มาจะกลา่ วบทไป ถงึ นนทกน้าใจกล้าหาญ

ตงั้ แต่พระสยมภูวญาณ ประทานให้ลา้ งเทา้ เทวา

อยู่บนั ไดไกรลาสเป็นนิจ สรุ าฤทธ์ิตบหัวแลว้ ลูบหนา้

บ้างให้ตักนา้ ล้างบาทา บา้ งถอนเส้นเกศาวนุ่ ไป

จนผมโกร๋นโล้นเกลี้ยงถงึ เพียงหู ดเู งาในนา้ แลว้ ร้องไห้

ฮดึ ฮัดขดั แคน้ แนน่ ใจ ตาแดงดัง่ แสงไฟฟา้

เป็นชายดูดูม๋ าหมิ่นชาย มิตายกจ็ ะได้เห็นหนา้

คิดแลว้ ก็รบี เดินมา เฝ้าพระอิศราธิบดี

ฯ ๘ คา ฯ เสมอ

ถอดความ : กล่าวถึงนนทกผู้มีจิตใจกล้าหาญ ครั้นพระอิศวรให้ทาหน้าที่ล้างเท้าเทวดาอยู่ทางขึ้น ณ
เขาไกรลาส ต่างถูกเทวดากล่ันแกล้งทั้งตบหัว ลูบหน้า บ้างก็โดนถอนเส้นผมจนทาให้นนทกหัวล้าน เม่ือมองดู
เงาตนเองในน้าจึงร้องไห้ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจที่ตนถูกเหล่าเทวดากล่ันแกล้ง จึงได้นาความไปเข้าเฝ้ากราบ
ทูลพระอศิ วร

พระสยมภวู ญาณ, พระอิศราธบิ ดี หมายถึง พระอิศวร, ศวิ ะ
เทวา, สุราฤทธ์ิ หมายถงึ เทวดา
ไกรลาส หมายถึง ชอื่ ภูเขาทเ่ี ปน็ ท่ปี ระทับของพระอศิ วร

๒) ๏ คร้ันถึงจึ่งประณตบทบงส์ุ ทลู องค์พระอิศวรเรอื งศรี

วา่ พระองค์เปน็ หลกั ธาตรี ย่อมเมตตาปรานีท่วั พักตร์

ผ้ใู ดทาชอบตอ่ เบอื้ งบาท กป็ ระสาทท้ังพรแลยศศักดิ์

ตัวข้ากม็ ชี อบนัก ล้างเทา้ สุรารกั ษ์ถึงโกฏปิ ี

พระองคผ์ ทู้ รงศักดาเดช ไม่โปรดเกศแก่ข้าบทศรี

กรรมเวรสง่ิ ใดดัง่ น้ี ทลู พลางโศกีราพนั

ฯ ๖ คา ฯ โอด

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๖๓

ถอดความ : นนทกเข้ากราบทูลพระอิศวรผู้เป็นใหญ่ในโลกด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ด้วยเพราะ
หวงั วา่ พระองคจ์ ะมีความเมตตากบั ทุกคน ผ้ใู ดกระทาความดกี ็จะไดร้ ับพร นนทกจงึ ยกความดขี องตนเข้ากราบ
ทูลพรอ้ มกบั ตดั พอ้ ดว้ ยความเศรา้ โศกเสยี ใจ

บทบงส,ุ์ บทศรี หมายถงึ ใชห้ มายถงึ พระบาทของเทวดาหรอื กษตั รยิ ์ เปน็ ต้น
ธาตรี หมายถงึ แผน่ ดิน โลก
สุรารักษ์ หมายถงึ เทวดา
โกฏิปี หมายถึง ๑๐ ลา้ นปี

๓) ๏ เมื่อนัน้ พระอิศวรบรมรังสรรค์

เหน็ นนทกโศกาจาบัลย์ พระทรงธรรมใ์ ห้คิดเมตตา

จงึ่ มีเทวราชบรรหาร เอง็ ตอ้ งการสง่ิ ไรจงเร่งวา่

ตัวกูจะให้ดงั่ จนิ ดา อยา่ แสนโศกาอาลยั

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : พระอิศวรเห็นนนทกโศกเศร้าเสียใจ จึงตรสั ถามวา่ ตอ้ งการส่ิงใด จะประทานใหด้ งั่ ใจหวงั
จาบลั ย์ หมายถงึ หว่ันไหว, กระสบั กระสา่ ย, กาสรด, ร้องไหค้ รา่ ครวญ, สะอกึ
เทวราช หมายถึง เทวดา
บรรหาร หมายถึง เฉลย, กลา่ วแก้, ตรัสสัง่ .
จนิ ดา หมายถึง ความคดิ , ความนกึ

๔) ๏ บัดนั้น นนทกผมู้ อี ัชฌาสยั

น้อมเศียรบงั คมแล้วทลู ไป จะขอพรเจา้ ไตรโลกา

ให้นวิ้ ขา้ เป็นเพชรฤทธี จะชใี้ ครจงม้วยสงั ขาร์

จะไดร้ องเบ้อื งบาทา ไปกวา่ จะสนิ้ ชีวี

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : นนทกผ้มู กี ิริยาสารวมจึงได้น้อมบงั คมทลู ขอพรพระอศิ วรให้ตนมีนิว้ เป็นเพชรท่ีสามารถชี้
ผใู้ ดผู้นนั้ ก็ถึงแกค่ วามตาย เพ่อื ตนจะไดอ้ ยูร่ ับใชพ้ ระองค์จนกว่าชีวติ จะหาไม่

อชั ฌาสยั หมายถงึ กริ ยิ าดี, นิสัยใจคอ, ความร้จู กั ผ่อนปรน
เจ้าไตรโลกา หมายถึง เจ้าแห่งสามโลก (พระอิศวร)
ม้วย หมายถงึ ตาย, ส้ินสุด, วายวอด, มักใชเ้ ข้าคกู่ ับคา มอด เป็น มว้ ยมอด หรือ มอดม้วย.
สงั ขาร์ หมายถึง รา่ งกาย, ตัวตน, ส่ิงท่ปี ระกอบและปรงุ แต่งขน้ึ เปน็ ร่างกายและจติ ใจรวมกัน

๕) ๏ เม่ือน้ัน พระสยมภวู ญาณเรอื งศรี

ไดฟ้ งั นนทกพาที ภมู นี ิ่งนึกตรึกไป

อ้ายนีม่ ีชอบมาช้านาน จาจะประทานพรให้

คดิ แลว้ ก็ประสิทธิ์พรชัย จงไดส้ าเร็จมโนรถ

ฯ ๔ คา ฯ

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๖๔

ถอดความ : เม่ือพระอิศวรได้ฟังนนทกเล่าความ จึงนึกถึงความดีความชอบของนนทก และประทาน
พรใหต้ ามความประสงค์

พระสยมภวู ญาณ หมายถงึ พระอศิ วร, พระศิวะ
ภูมี หมายถงึ น. พระเจ้าแผ่นดิน
ประสทิ ธ์ิ หมายถงึ ความสาเร็จ, ทาให้สาเร็จ
มโนรถ หมายถงึ น. ความหวัง, ความประสงค,์ ความใฝฝ่ นั

๖) ๏ บัดนั้น นนทกผใู้ จสาหส

รับพรพระศุลีมียศ บงั คมแล้วบทจรไป

ฯ ๒ คา ฯ เสมอ

ถอดความ : นนทกผมู้ ใี จโกรธแคน้ เมอ่ื ได้รบั พรจากพระอิศวรแล้ว จงึ กราบบังคมลาไป
สาหส หมายถงึ รา้ ยแรง เชน่ บาดเจ็บสาหัส, รุนแรงเกินควร
ศุลี หมายถงึ พระอิศวร, ศูลิน ก็เรียก
บทจร หมายถงึ เดินไปดว้ ยเท้า

๗) ๏ ครนั้ ถึงบนั ไดไกรลาส ขดั สมาธนิ ่ังยิ้มริมอ่างใหญ่

คอยหมู่เทวาสรุ าลยั ด้วยใจกาเรบิ อหงั การ์

ฯ ๒ คา ฯ

ถอดความ : นนทกนง่ั รอเหล่าเทวดาทบี่ ันไดเขาไกรลาส ด้วยความทะนงตน
สรุ าลยั หมายถึง ทอ่ี ย่ขู องเทวดา, สวรรค์
อหงั การ์ หมายถึง การยดึ วา่ เปน็ ตวั เรา ความเย่อหย่งิ จองหอง

๘) ๏ เม่อื น้ัน เทวาสุราฤทธทิ์ ุกทศิ า

สบุ รรณคนธรรพว์ ทิ ยา ต่างมาเฝา้ องคพ์ ระศลุ ี

ฯ ๒ คา ฯ เหาะ

ถอดความ : เทวดาจากท่ัวสารทศิ ท้ังครุฑ และเหล่าชาวสวรรค์ ตา่ งมาเขา้ เฝ้าพระอศิ วร
สุบรรณ หมายถึง ครฑุ
คนธรรพ์ หมายถงึ ชาวสวรรค์พวกหนงึ่ เปน็ บรวิ ารทา้ วธตรฐ มคี วามชานาญในวชิ าดนตรีและขบั ร้อง
วทิ ยา หมายถงึ ความรู้, มกั ใชป้ ระกอบกบั คาอื่น เชน่ วทิ ยากร วทิ ยาคาร

๙) ๏ ครัน้ ถึงซึ่งเชิงไกรลาส คนธรรพเ์ ทวราชฤาษี

ก็ชวนกันย่างเยอื้ งจรลี เขา้ ไปยงั ทอี่ ัฒจันทร์

ฯ ๒ คา ฯ

ถอดความ : เม่อื เหลา่ เทวดา ฤๅษีมาถงึ เชงิ เขาไกรลาส ต่างพากนั เดนิ ไปยังขนั้ บันได
ฤๅษี หมายถึง ฤๅษ,ี นกั บวชพวกหนึ่ง มีมาก่อนพทุ ธกาล สละบา้ นเรือนออกไปบาเพญ็ พรต
จรลี หมายถึง เดินเยื้องกราย

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๖๕

อัฒจันทร์ ในที่นห้ี มายถึง ขัน้ บันได

๑๐) ๏ นนทกกล็ ้างเทา้ ให้ เมอื่ จะไปกจ็ ับหวั สั่น

สพั ยอกหยอกเล่นเหมือนทุกวัน สรวลสนั ต์เยาะเย้ยเฮฮา

ฯ ๒ คา ฯ เจรจา

ถอดความ : นนทกทาหน้าที่ล้างเท้าเหล่าเทวดา และยังถูกกลั่นแกล้ง ตบหัวอย่างสนุกสนานเหมือน
ทกุ ๆ วัน

สพั ยอก หมายถึง หยอกเย้า
สรวลสันต์ (สรวลสนั หรรษา) หมายถงึ หัวเราะร่าเริงยนิ ดี, หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ

๑๑) ๏ บัดนั้น นนทกน้าใจแกล้วกลา้

กริ้วโกรธร้องประกาศตวาดมา อนิจจาข่มเหงเลน่ ทกุ วนั

จนหวั ไม่มีผมตดิ สดุ คิดท่เี ราจะอดกลนั้

วนั น้จี ะได้เห็นกัน ขบฟนั แล้วชน้ี ว้ิ ไป

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : นนทกร้องตวาดเหล่าเทวดาด้วยความโกรธแค้น เหตุเพราะตนถูกแกล้งดึงเส้นผมจน
หัวลา้ น จงึ ชน้ี ้วิ เพชรไปท่เี หล่าเทวดา

แกล้ว หมายถงึ กลา้ , องอาจ, เกง่ , ว่องไว.
กริ้ว หมายถึง โกรธ, เคือง.
อนิจจา หมายถึง คาทีเ่ ปลง่ ออกมาแสดงความสงสารสังเวชเปน็ ต้น.

๑๒) ๏ ตอ้ งสบุ รรณเทวานาคี ดง่ั พษิ อสนุ ีไม่ทนได้

ล้มฟาดกลาดเกลื่อนลงทันใด บรรลัยไมท่ นั พริบตา

ฯ ๒ คา ฯ โอด

ถอดความ : เหลา่ ครฑุ เทวดา พญานาคถกู ฤทธ์นิ ิ้วเพชรของนนทก เจ็บปวดดั่งถูกฟ้าผ่า ตา่ งพากันล้ม
ตายเกลอ่ื นกลาด

นาคี หมายถงึ งูใหญม่ ีหงอน เป็นสัตว์ในนยิ าย
บรรลยั หมายถงึ ฉิบหาย, วอดวาย, ยอ่ ยยับ, มอดม้วย

๑๓) ๏ เมือ่ น้นั หสั นัยน์เจ้าตรัยตรึงศา

เหน็ นนทกนัน้ ทาฤทธา ชี้หมู่เทวาวายปราณ

ตกใจตะลึงราพึงคดิ ใครประสิทธิใ์ หม้ ันสงั หาร

คดิ แล้วเข้าเฝา้ พระทรงญาณ ยงั พิมานทิพรัตน์รูจี

ฯ ๔ คา ฯ เสมอ

ถอดความ : พระอินทร์เห็นนนทกช้ีนิ้วเพชรฆ่าเหล่าเทวดาจึงตกใจและนึกคิดว่าใครเป็นคนให้พรแก่
นนทก แลว้ จึงรีบเข้าเฝา้ พระอิศวร

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๖๖

หัสนัยน์ หมายถงึ ยอ่ มาจากสหสั นยั น์ แปลว่า พันตา (พระนามของพระอินทร)์
ตรัยตรึงศา หมายถึง ตรัยตรึงศ์หรือดาวดึงส์ แปลว่า ๓๓ เป็นชื่อสวรรค์ท่ีมีเทพช้ันผู้ใหญ่ ๓๓ องค์
และมพี ระอินทรเ์ ป็นหัวหน้า เปน็ สวรรคช์ ้นั ท่สี องแห่งฉกามาพจร (สวรรค์ ๖ ช้ันฟ้า)
วายปราณ หมายถึง ตาย
พระทรงญาณ หมายถงึ พระนามของพระอิศวร
รจู ี (รจุ ี) หมายถึง แสง, สวา่ ง, ความร่งุ เรอื ง

๑๔) ๏ ครั้นถึงจงึ่ ประณตบทบงสุ์ ทลู องค์พระอิศวรเรอื งศรี

วา่ นนทกมันทาฤทธี ชหี้ มเู่ ทวาบรรลัย

อนั ซงึ่ นว้ิ เพชรของมนั พระทรงธรรม์ประทานฤาไฉน

จงึ่ ทาอาจองทะนงใจ ไม่เกรงใต้เบอ้ื งบาทา

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : พระอินทร์เข้ากราบทูลพระอิศวรถึงเหตุที่นนทกมีฤทธิ์ ใช้น้ิวเพชรชี้ฆ่าเหล่าเทวดา และ
ทูลถามด้วยความสงสัยว่าพระอิศวรทรงประทานพรแก่นนทกใช่หรือไม่ เหตุใดจึงก่อเหตุโดยไม่เกรงกลัว
พระองค์เช่นน้ี

๑๕) ร๏่าย เมอ่ื นัน้ พระอศิ วรบรมนาถา

ไดฟ้ งั องค์อมรินทรา จึ่งมบี ัญชาตอบไป

อ้ายน่ที าชอบมาช้านาน เราจ่ึงประทานพรให้

มนั กลับทรยศกระบถใจ ทาการหยาบใหญ่ถึงเพยี งน้ี

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : พระอิศวรได้ฟังพระอินทร์เล่าความ จึงบอกเหตุผลว่า เพราะนนทกมีความดีความชอบ
จึงประทานพรให้ แตไ่ มค่ ิดว่าจะนาไปใช้ในทางทีผ่ ิด

บรมนาถา หมายถงึ พระผู้เปน็ ทพี่ ่งึ
องค์อมรินทรา หมายถงึ พระอินทร์
กระบถ หมายถึง การประทษุ ร้ายตอ่ ทางอาณาจกั ร, ความทรยศ, ขบถ.

๑๖) ๏ ตรสั แลว้ จง่ึ มีบญั ชา ดรู าพระนารายณเ์ รืองศรี

ตัวเจ้าผู้มฤี ทธี เปน็ ที่พ่ึงแก่หมเู่ ทวญั

จงชว่ ยระงับดบั เขญ็ ให้เยน็ ทว่ั พิภพสรวงสวรรค์

เชญิ ไปสังหารอา้ ยอาธรรม์ ใหม้ นั ส้ินชีพชีวา

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : เมื่อพระอศิ วรตรสั เสรจ็ แล้ว จึงมคี าสัง่ ใหพ้ ระนารายณ์ไปชว่ ยปราบนนทก
เทวัญ หมายถึง เทวดา
อาธรรม์ หมายถึง ชั่ว, ไม่เปน็ ธรรม, ไมเ่ ทยี่ งธรรม, ไมย่ ุติธรรม

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๖๗

๑๗) ร๏า่ ย เมอ่ื น้ัน องคพ์ ระนารายณ์นาถา

รับสงั่ ถวายบังคมลา ออกมาแปลงกายด้วยฤทธี

ฯ ๒ คา ฯ ตระ

ถอดความ : พระนารายณ์รบั คาสั่งจากพระอิศวร แลว้ ทูลลาไปแปลงกายเพ่อื ปราบนนทก

๑๘) ๏ เป็นโฉมนางเทพอปั สร ออ้ นแอน้ อรชรเฉลิมศรี

กรายกรย่างเยือ้ งจรลี ไปอยทู่ น่ี นทกจะเดินมา

ฯ ๒ คา ฯ เชดิ เพลง

ถอดความ : พระนารายณ์แปลงกายเป็นนางอัปสร มาดกั รอยงั เส้นทางท่นี นทกจะเดนิ ผา่ น
เทพอปั สร หมายถงึ นางฟา้
ออ้ นแอ้น หมายถงึ มีรูปร่างแบบบาง, ชดชอ้ ย.
อรชร หมายถงึ งามอย่างเอวบางร่างนอ้ ย, มักใชเ้ ข้าคู่กบั คา อ้อนแอ้น เป็น อรชรอ้อนแอ้น.

๑๙) ๏ บัดนั้น นนทกผใู้ จแกลว้ กลา้

สนิ้ เวลาเฝา้ เจ้าโลกา สาราญกายาแลว้ เท่ยี วไป

ฯ ๒ คา ฯ เชิด

ถอดความ : เมอ่ื นนทกเขา้ เฝา้ พระอิศวรเสร็จแล้ว จงึ เดินเทย่ี วเล่นอย่างมคี วามสขุ
เจา้ โลกา หมายถึง พระนามของพระอศิ วร
สาราญ หมายถึง สขุ สบาย

๒๐) ชม๏โฉมเหลือบเห็นสตรีวไิ ลลกั ษณ์ พศิ พกั ตร์ผอ่ งเพยี งแขไข

งามโอษฐง์ ามแก้มงามจไุ ร งามนัยน์เนตรงามกร

งามถันงามกรรณงามขนง งามองคย์ ิ่งเทพอปั สร

งามจริตกริ ยิ างามงอน งามเอวงามอ่อนทงั้ กายา

ถงึ โฉมองค์อคั รลกั ษมี พระสรุ ัสวดีเสนห่ า

ส้นิ ทง้ั ไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรียบไม่เทียบทัน

ดไู หนก็เพลินจาเรญิ รกั ในองคเ์ ยาวลักษณ์สาวสวรรค์

ยิง่ พิศย่ิงคดิ ผกู พนั ก็เดนิ กระชัน้ เข้าไป

ฯ ๘ คา ฯ เขา้ ม่าน

ถอดความ : ขณะที่นนทกเที่ยวเล่นเหลอื บไปเห็นหญิงงามนางหน่ึง ใบหน้าสวยเหมือนพระจันทร์ ริม
ฝีปาก แก้ม ไรผม ดวงตา แขน ทรวงอก หู และค้ิว ช่างงามย่ิงกว่านางฟ้านางสวรรค์ ท้ังกิริยาท่าทางสารวม
สวยเอวบางร่างเล็ก แม้แต่พระลักษมีชายาของพระนารายณ์ และพระสุรัสวดีชายาของพระพรหมก็ไม่อาจ
เทียบได้ ยิ่งมองยิ่งหลงใหล อยากเข้าใกลท้ าความรู้จกั

แขไข หมายถึง พระจันทร์
จุไร หมายถงึ ผมทเ่ี กล้าเป็นจกุ และประดบั อย่างสวยงาม
ลักษมี หมายถึง ชายาของพระนารายณ์

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๖๘

พระสุรสั วดี หมายถึง ชายาของพระพรหม
ไตรภพ หมายถึง ภพทง้ั สาม คอื กามภพ รูปภพ และอรปู ภพ, ถา้ นับตามหลักไสยศาสตร์และวรรณคดี
หมายถึง สวรรค์ มนษุ ยโลก และบาดาล.
จาเริญ หมายถึง เตบิ โต, งอกงาม, มากข้ึน, สมบรู ณ์ (แผลงมาจาก เจรญิ )
เยาวลกั ษณ์ หมายถงึ หญิงท่มี ลี ักษณะสวย.

๒๑) ช๏าตรีโฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ์ นง่ นอ้ ยพิสมัย

เจ้ามาแตส่ วรรคช์ น้ั ใด นามกรช่ือไรนะเทวี

ประสงคส์ ง่ิ ใดจะใครร่ ู้ ทาไมมาอย่ทู ่นี ี่

ข้าเห็นเปน็ นา่ ปรานี มารศรจี งแจง้ กิจจา

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : นนทกเข้าไปถามหญิงงามว่าอยู่สวรรค์ช้ันใด มีช่ือว่าอะไร ต้องการสิ่งใดจึงมาอยู่ที่น่ี
นนทกถามด้วยความเอ็นดทู ี่มีต่อนาง

โฉมเฉลา หมายถึง รปู ร่างงามกลงึ เกลา, หญงิ งามราวกลงึ เกลา.
เสาวภาคย์ หมายถึง ความสุข, ความเจริญ, โชคลาภ, ความสาเร็จ.
พสิ มัย หมายถงึ ความรัก, ความปลื้มใจ, ความชนื่ ชม, หลงใหล, รักใคร่.
มารศรี หมายถงึ นาง, นางงาม.
กจิ จา หมายถงึ เรื่องราว, ขอ้ ความ.

๒๒) ร๏า่ ย เมอ่ื นน้ั นางนารายณ์เยาวลักษณ์เสนห่ า

ได้ฟังย่งิ ทามารยา ชาเลอื งนัยนาแล้วตอบไป

ทาไมมาลว่ งไถ่ถาม ลวนลามบกุ รกุ เขา้ มาใกล้

ทา่ นนไ้ี ม่มคี วามเกรงใจ เราเปน็ ข้าใช้เจา้ โลกา

พนกั งานฟอ้ นราระบาบนั ช่ือสุวรรณอัปสรเสนห่ า

มที กุ ขจ์ ่ึงเท่ยี วลงมา หวังว่าจะให้คลายรอ้ น

ฯ ๖ คา ฯ

ถอดความ : พระนารายณ์ในร่างหญิงงามได้ฟังนนทก จึงแสร้งตอบนนทกไปว่า ทาไมจึงเข้ามาถาม
ใกล้ ๆ เช่นนี้ ไม่มีความเกรงใจกันเลย ข้าเป็นคนรับใช้พระอิศวร เป็นนางราช่ือสุวรรณอัปสรมีเร่ืองไม่สบายใจ
จึงได้มาเที่ยวเพอ่ื คลายทกุ ข์

นยั นา หมายถงึ ดวงตา
สุวรรณอัปสร หมายถึง เป็นร่างจาแลงขององค์พระนารายณ์ เมื่อครั้งท่ีนนทกใช้นิ้วเพชรท่ีได้พรจาก
พระอิศวรไล่ชีเ้ ทวดาจนเทวดาล้มตาย พระอศิ วรจงึ ให้พระนารายณม์ าปราบนนทก

๒๓) ร๏่าย สดุ เอยสุดสวาท โฉมประหลาดล้าเทพอัปสร
ทง้ั วาจาจรติ ก็งามงอน ควรเป็นนางฟ้อนวไิ ลลักษณ์
อันซงึ่ ธุระของเจ้า หนักเบาจงแจ้งใหป้ ระจกั ษ์
ถา้ วาสนาเราเคยบารงุ รัก กจ็ ะเป็นภักษผ์ ลสบื ไป

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๖๙

ตัวพม่ี ิได้ลวนลาม จะถอื ความสงิ่ นน้ี ไี่ มไ่ ด้
สาวสรรคข์ วญั ฟ้ายาใจ พไ่ี รค้ ่จู ะพึ่งแตไ่ มตรี

ฯ ๖ คา ฯ

ถอดความ : นนทกชมนางอปั สรว่างามยิง่ กว่านางฟ้า กิรยิ าท่าทางก็งาม จงึ ไถ่ถามถึงเรื่องทุกข์ใจ เพ่ือ
ตนจะได้ช่วยเหลอื หากเราเคยทาบญุ ร่วมกันก็มีวาสนาไดเ้ ป็นคู่กัน แต่ตนไมไ่ ด้คิดลวนลาม เพยี งแค่ตอ้ งการผูก
มติ รไมตรเี ท่าน้ัน

ภกั ษผ์ ล หมายถงึ ผลสาเร็จ

๒๔) ๏ เมอ่ื นน้ั นางเทพนิมติ โฉมศรี

คอ้ นแล้วจ่ึงตอบวาที ว่าน้ีไพเราะเป็นพ้นไป

อันซึ่งจะฝากไมตรีข้า ข้อน้ันอย่าว่าหารู้ไม่

เราเปน็ นางราระบาใน จะมีมิตรท่ใี จผกู พัน

ใครมาราเกลงเพลงฟอ้ น จง่ึ จะผ่อนดว้ ยความเกษมสนั ต์

ราไดก้ ็มาราตามกัน นน่ั แหละจะสมดงั่ จนิ ดา

ฯ ๖ คา ฯ

ถอดความ : นางอัปสรจึงตอบกลับนนทกวา่ หากคิดจะผูกไมตรี จะต้องมาราร่วมกันเพ่ือให้ผ่อนคลาย
สบายใจ

เกลง ยังไม่ทราบความหมาย ข้อความว่า “ใครมาราเกลงเพลงฟ้อน” น่าจะหมายความว่า ใครมารา
ตามเพลงด้วย รามเกยี รตบ์ิ างฉบับใชข้ อ้ ความวรรคนตี้ ่างไปวา่ “ในการนกั เลงเพลงฟอ้ น”

๒๕) ๏ บัดนั้น นนทกผูใ้ จแกลว้ กลา้

ไม่รวู้ า่ นารายณ์แปลงมา ก็โสมนัสาพนั ทวี

ยม้ิ แล้วจ่งึ กลา่ วสุนทร ดูกอ่ นนางฟา้ เฉลมิ ศรี

เจา้ จกั ปรารมภ์ไปไยมี พเี่ ป็นคนเก่าพอเขา้ ใจ

เชญิ เจา้ ราเถดิ นะนางฟา้ ใหส้ นิ้ ทา่ ทีน่ างจาได้

ตัวพจี่ ะราตามไป มใิ หผ้ ดิ เพลงนางเทวี

ฯ ๖ คา ฯ

ถอดความ : นนทกไม่รู้ว่าพระนารายณ์แปลงกายมา จึงให้นางพาราตามกระบวนท่าที่นางต้องการ
และตนจะเป็นผู้ราตามโดยไมใ่ หผ้ ิดพลาด

โสมนสั า หมายถงึ ความสขุ ใจ, ความปลาบปลม้ื , ความเบิกบาน
สุนทร หมายถงึ งาม, ด,ี ไพเราะ
ปรารมภ์ หมายถึง เรมิ่ แรก, วิตก, ราพงึ , คร่นุ คดิ

๒๖) ๏ เมอื่ น้ัน พระนารายณ์ทรงสวัสด์ิรศั มี

เห็นนนทกหลงกลกย็ นิ ดี ทาทเี ย้อื งกรายให้ยวนยิน

ฯ ๒ คา ฯ เจรจา

ถอดความ : พระนารายณใ์ นรา่ งนางอัปสรเห็นนนทกหลงกลกท็ ากริ ยิ าทา่ ทางเพ่ือหลอกลอ่ ให้ตายใจ

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๗๐

๒๗) พระ๏ทอเงทพนมปฐมพรหมสหี่ น้า สอดสรอ้ ยมาลาเฉิดฉิน

ท้ังกวางเดนิ ดงหงส์บิน กนิ รินเลยี บถา้ อาไพ

อีกชา้ นางนอนภมรเคล้า ทง้ั แขกเต้าผาลาเพียงไหล่

เมขลาโยนแกว้ แววไว มยเุ รศฟอ้ นในอัมพร

ลมพัดยอดตองพรหมนมิ ิต ท้งั พิสมยั เรยี งหมอน

ย้ายทา่ มจั ฉาชมสาคร พระส่กี รขว้างจกั รฤทธิรงค์

ฝา่ ยว่านนทกกร็ าตาม ด้วยความพิสมัยใหลหลง

ถึงทา่ นาคามว้ นหางวง ชีต้ รงถูกเพลาทนั ใด

ฯ ๘ คา ฯ เพลง

ถอดความ : นนทกไดร้ าตามนางอปั สร จานวน ๑๙ ท่า ได้แก่ เทพนม, ปฐม, พรหมสห่ี น้า, สอดสรอ้ ย
มาลา, กวางเดนิ ดง, หงส์บิน, กนิ รนิ เลียบถา้ , ช้านางนอน, ภมรเคลา้ , แขกเตา้ เข้ารงั , ผาลาเพยี งไหล,่ เมขลาล่อ
แก้ว, มยุเรศฟ้อน, ลมพัดยอดตอง, พรหมนิมิต, พิสมัยเรียงหมอน, มัจฉาชมสาคร, พระส่ีกรขว้างจักร
จนกระท่ังท่าราสุดทา้ ย คือ นาคาม้วนหาง โดยชเี้ ขา้ ที่ขาของตน

อาไพ หมายถึง งาม, สวา่ ง, สุกใส.
เพลา หมายถึง ตกั , ชว่ งขาตั้งแต่เขา่ ถงึ โคนขา, ราชาศัพทว์ า่ พระเพลา

๒๘) ๏ ด้วยเดชนวิ้ เพชรสทิ ธิศกั ด์ิ ขาหักล้มลงไมท่ นได้

นางกลายเป็นองคน์ ารายณไ์ ป เหยียบไวจ้ ะสงั หารราญรอน

ฯ ๒ คา ฯ เชิด

ถอดความ : ด้วยอานาจของน้ิวเพชรทาให้ขาของนนทกหักและล้มลง นางอัปสรจึงคืนร่างกลายเป็น
พระนารายณ์ ยนื เหยียบอกนนทกหมายจะเอาชีวิต

ราญรอน หมายถงึ รบ

๒๙) ๏ บัดนั้น นนทกแกล้วหาญชาญสมร

เหน็ พระองค์ทรงสังขค์ ทาธร เปน็ สกี่ รกร็ ้ปู ระจักษ์ใจ

ว่าพระหรวิ งศท์ รงฤทธิ์ ลวงลา้ งชวี ติ กเ็ ป็นได้

จ่ึงมีวาจาถามไป โทษข้าเป็นไฉนให้วา่ มา

ฯ ๔ คา ฯ

ถอดความ : นนทกเหน็ นางอปั สรกลายเปน็ พระนารายณ์ ถือสงั ข์และคทา มีส่ีหน้า กร็ ูอ้ ยู่แกใ่ จว่าเป็น

แผนลวงฆา่ จงึ ถามถงึ โทษที่ตนกระทาผดิ

สมร หมายถงึ การรบ, การสงคราม

พระองค์ทรงสังข์คทาธร เป็นส่ีกรก็รู้ประจักษ์ใจ หมายถึง พระนารายณ์ ตามคติอินเดียว่ามีส่ีกรถือ

สงั ข์ จักร คทา และธรณี ส่วนในวรรณคดีไทย พระนารายณ์มกั ถอื แทนธรณี

ดังปรากฏในรามกยี รต์ิตอน “กุมภกรรณล้ม” วา่ กอ่ นจะตายกุมภกรรณเหน็ พระรามเป็นพระส่กี ร

ทรงเทพอาวธุ จกั รสงั ข์ ทัง้ ตรคี ทาศลิ ปศ์ ร

จึงรนู้ ารายณ์ฤทธริ อน จากกระเษียรสาครเสดจ็ มา

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๗๑

พระหรวิ งศ์ หมายถึง ชอื่ พระนารายณ์

๓๐) ๏ เม่ือนั้น พระนารายณ์บรมนาถา

ไดฟ้ ังจง่ึ มีบญั ชา โทษามงึ ใหญ่หลวงนกั

ดว้ ยทาโอหงั บังเหตุ ไมเ่ กรงเดชพระอศิ วรทรงจกั ร

เอง็ ฆ่าเทวาสุรารกั ษ์ โทษหนักถึงท่ีบรรลยั

ตัวกกู ค็ ิดเมตตา แตจ่ ะไว้ชวี ามงึ ไมไ่ ด้

ตรัสแล้วแกว่งตรีเกรยี งไกร แสงกระจายพรายไปด่งั ไฟกาล

ฯ ๖ คา ฯ

ถอดความ : พระนารายณ์ตอบกลับว่า นนทกกระทาตนด้วยความโอหังโดยไม่เกรงกลัวพระอิศวร
ถงึ แม้พระนารายณ์จะเมตตานนทกก็ตาม แตค่ วามผิดที่ฆ่าเหล่าเทวดานร้ี ้ายแรงนักจึงไม่สามารถไวช้ วี ิตได้ เมื่อ
กล่าวจบจึงแกว่งตรศี ูลอาวุธประจากายเกดิ แสงประกายด่ังไฟบรรลยั กัลป์

บงั เหตุ หมายถงึ ประมาท ทาใหเ้ ปน็ เหตุ
ตรี หมายถงึ คอื ตรีศลู เป็นอาวุธสามงา่ ม ปกตเิ ป็นเทพอาวธุ ของพระอศิ วร แตใ่ นที่น้เี ป็นเทพอาวุธของ
พระนารายณ์
ไฟกาล หมายถึง ไฟกัลป์ หรือไฟบรรลัยกัลป์ ตามคติพราหมณ์เชื่อว่าเป็นไฟไหม้ล้างโลกเมื่อส้ินอายุ
ของโลกครั้งหน่งึ ๆ เรียกวา่ กปั หรือ กลั ป์

๓๑) ๏ บัดนั้น นนทกผู้ใจแกล้วหาญ

ได้ฟงั จง่ึ ตอบพจมาน ซ่งึ พระองค์จะผลาญชีวี

เหตุใดมิทาซึ่งหน้า มารยาเป็นหญิงไม่บดั สี

ฤาว่ากลัวนิว้ เพชรนี้ จะชพ้ี ระองค์ให้บรรลยั

ตวั ขา้ มีมอื แต่สองมือ ฤาจะสู้ท้ังส่กี รได้

แมน้ สีม่ อื เหมือนพระองค์ทรงชยั ทไ่ี หนจะทาไดด้ ่งั น้ี

ฯ ๖ คา ฯ

ถอดความ : นนทกตอบกลับพระนารายณ์ว่า การที่พระองค์จะฆ่าตนนั้นทาไมไม่กระทาต่อหน้า ไม่
ควรใช้มารยาหญิงเช่นนี้ หรือว่าพระองค์กลัวจะสู้นิ้วเพชรไม่ได้ นนทกมีแค่สองมือหรือจะสู้ส่ีมือของพระ
นารายณไ์ ด้ หากมสี ม่ี ือก็สามารถชนะพระองค์ไดเ้ ชน่ กนั

พจมาน หมายถงึ คาพดู .

๓๒) ๏ เมือ่ นน้ั พระนารายณ์ทรงสวัสดิ์รศั มี
ไดฟ้ ังจึ่งตอบวาที กูนแ้ี ปลงเปน็ สตรมี า
เพราะมึงจะถึงแกค่ วามตาย ฉบิ หายด้วยหลงเสน่หา
ใชว่ ่าจะกลัวฤทธา ศกั ดานิว้ เพชรน้ันเมื่อไร
ชาตนิ ม้ี ึงมีแต่สองหตั ถ์ จงไปอุบตั เิ อาชาตใิ หม่
ให้สบิ เศยี รสบิ พักตรเ์ กรียงไกร เหาะเหินเดนิ ไดใ้ นอัมพร
มีมอื ยี่สบิ ซ้ายขวา ถือคทาอาวธุ ธนูศร

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๗๒

กูจะเปน็ มนุษยแ์ ตส่ องกร ตามไปราญรอนชวี ี

ให้สิน้ วงศพ์ งศม์ ึงอันศักดา ประจักษแ์ กเ่ ทวาทกุ ราศี

วา่ แล้วกวัดแกวง่ พระแสงตรี ภมู ตี ัดเศียรกระเด็นไป

ฯ ๑๐ คา ฯ เชิด โอด

ถอดความ : พระนารายณต์ อบนนทกว่า เพราะความหลงเสนห่ ์ในผู้หญิงของนนทกนามาซ่ึงความตาย
พระนารายณ์จึงแปลงกายเป็นหญิงเพ่ือหลอกล่อนนทก ไม่ใช่เพราะกลัวน้ิวเพชร แต่ในเม่ือชาติน้ีนนทกมีสอง
มือ ฉะน้ันหากเกิดชาติหน้าขอให้มีสิบหัว สิบหน้า เหาะเหินเดินอากาศได้ มียี่สิบมือซ้ายขวาถืออาวุธมากมาย
ส่วนตนจะเป็นมนุษย์มีสองมือตามไปฆ่าล้างท้ังวงศ์ตระกูล ให้เหล่าเทวดาได้เห็น เม่ือกล่าวจบก็แกว่งตรีศูลตัด
คอนนทก ศีรษะขาดกระเด็นไป

วงศ์ หมายถงึ เช้อื สาย, เหลา่ กอ, ตระกลู
พงศ์ หมายถึง เช้อื สาย, เทือกเถา, เหล่ากอ, สกลุ
พระแสง หมายถึง ศัตราวธุ

๓๓) ๏ ครัน้ ลา้ งนนทกมรณา พระจักราผู้มีอัชฌาสยั

เหาะระเห็จเตรด็ ฟ้าดว้ ยวอ่ งไว ไปยังกระเษียรวารี

ฯ ๒ คา ฯ เชิด

ถอดความ : หลังจากพระนารายณ์ปราบนนทกได้สาเร็จ จึงกลับไปประทับยังเกษียรสมุทร (ทะเล
นา้ นม)

มรณา หมายถงึ ความตาย, การตาย
ระเหจ็ หมายถึง ไปอย่ใู นท่ีทไ่ี มส่ มควร
เตร็ด หมายถงึ ลานา้ เล็กทีเ่ ปน็ ทางลัดเช่อื มลาน้าใหญส่ ายเดียวกนั ท้งั ๒ ข้าง
กระเษยี รวารี หมายถงึ เกษียร สมทุ รหรือทะเลนา้ นม

๓๔) ช๏้า เมื่อนั้น ฝา่ ยนางรชั ดามเหสี

องค์ทา้ วลสั เตยี นธิบดี เทวมี รี าชบุตรา

คอื วา่ นนทกมากาเนิด เกิดเป็นพระโอรสา

ชอ่ื ทศกัณฐ์กุมารา สบิ เศยี รสิบหน้ายสี่ ิบกร

อนั น้องซึ่งถดั มานนั้ ชอ่ื กุมภกรรณชาญสมร

องคพ์ ระบิตเุ รศมารดร มใิ หอ้ นาทรสักนาที

ฯ ๖ คา ฯ

ถอดความ : นนทกได้ลงมาเกิดเป็นลูกของท้าวลัสเตียนและนางรัชดา ชื่อทศกัณฐ์ มีสิบหัว สิบหน้า
ย่ีสบิ มือ และมีนอ้ งช่อื กมุ ภกรรณ ท้งั สองไดร้ ับการเล้ยี งดเู ปน็ อยา่ งดี ไม่เคยทาใหท้ กุ ขร์ อ้ นใจ

พระบิตเุ รศ หมายถงึ พอ่
มารดร หมายถงึ แม่
กุมภกรรณ หมายถึง เป็นตวั ละครยักษใ์ นเร่อื งรามเกยี รต์ิ เป็นน้องของทศกัณฐ.์
อนาทร หมายถึง ความละเลย, เปน็ ทกุ ข์กงั วล, เดอื ดเนอ้ื รอ้ นใจ, มกั ใชใ้ นความปฏิเสธ.

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๗๓

๘. บทวิเคราะห์

เนื้อเร่ืองในตอนนารายณ์ปราบนนทก กล่าวถึงนนทกทซึ่งทาหน้าที่ล้างเท้าเทวดาที่จะเข้าเฝ้าพระ
อิศวร นนทกถูกเทวดากล่ันแกล้งดึงผม ลูบ และตบศีรษะอยู่เสมอ ทาให้เกิดความคับแค้นใจจึงขอพรจากพระ
อิศวรให้มีน้ิวเพชรสามารถช้ีใครให้ตายก็ได้ นนทกได้น้ิวเพชรแล้วจงึ นาไปชี้เหล่าเทวดาล้มตายจานวนมาก จน
พระอิศวรมีบัญชาให้พระนารายณ์ไปปราบนนทก แม้วรรณคดีเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณ์ปราบนนทกจะมี
เน้อื ความสั้น แต่น่าสนใจ ควรค่าแก่การศกึ ษาหลายประการ ดงั นี้

๘.๑ คณุ คา่ ด้านเน้ือหา
บทละครเรอื่ ง รามเกียรต์ิ ตอน นารายณ์ปราบนนทก เป็นวรรณคดไี ทยทีไ่ ด้รับอิทธิพลมาจากประเทศ
อินเดียแต่ได้มีการดดั แปลง จนนบั ได้ว่าเปน็ วรรณคดที ี่มเี อกลักษณ์ของความเป็นไทยปรากฏอยู่ โดยสะท้อนให้
เห็นถึงค่านิยม และความเชื่อต่าง ๆ ของสังคมไทย อีกท้ังยังสะท้อนให้เห็นแก่นสาคัญของเรื่อง คือ การผูก
ใจเจ็บแค้น ไม่ยอมให้อภัย ย่อมนามาซึ่งความเดือดร้อน เหมือนดังท่ีนนทกผูกใจเจ็บพระนารายณ์แปลง
จนกระท่งั จตุ มิ าเกดิ เป็นทศกัณฐ์ ซ่งึ สดุ ท้ายไดพ้ า่ ยแพ้ให้แก่พระรามเพราะความอาฆาตพยาบาทจองเวร
บทละครเร่ือง รามเกียรต์ิ ตอน นารายณ์ปราบนนทก มีเนื้อหาที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของ
สงั คมและมนษุ ย์ที่เต็มไปด้วยรัก โลภ โกรธ หลง ใหข้ ้อคิดท่ีควรนามาพิจารณาเปรียบเทยี บกับพฤติกรรมของ
คนในสังคมปัจจุบัน ดังจะเห็นจากเหตุการณ์ตอนท่ีพระอิศวรมอบอานาจให้แก่นนทก ก็เปรียบกับการให้
อานาจตกอยู่ในมือของคนที่ลืมตัว ย่อมทาให้เกิดผลร้ายตามมา ผู้มอบอานาจจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่า จะ
จากัดขอบเขตอานาจน้ันอย่างไร เม่ือผู้อ่านได้อ่านนอกจากจะได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินจากบทประพันธ์
แล้ว ยังสามารถนาข้อคิดท่ีแฝงไว้ในบทประพันธ์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้ ทาให้ผู้อ่านตระหนักได้ ว่า
วรรณคดีไมใ่ ช่เรือ่ งไกลตวั แมว้ ่าตัวละครและฉากหรือองคป์ ระกอบอื่นจะเปน็ สิ่งสมมติข้ึน แต่พฤติกรรมของตัว
ละครคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ดังนั้น วรรณคดีท่ีมีคุณค่า
จงึ ควรเปน็ เสมือนเคร่ืองมือที่ช่วยสะท้อนความจรงิ ทาใหผ้ ู้อ่านได้เรยี นรปู้ ัญหาและแนวทางในการแก้ไขผ่าน
วรรณคดีเรื่องน้นั ๆ
อีกท้ังบทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก ทาให้ผู้อ่านได้รับความสนุกสนาน
เพลดิ เพลนิ ด้วยกลวิธดี งั ตอ่ ไปน้ี

๘.๑.๑ การดาเนนิ เรือ่ งทร่ี วดเร็วฉบั ไว เช่น ตอนทน่ี นทกได้รบั พรใหม้ นี ว้ิ เพชรจากพระอิศวร
จึงไปทาหน้าที่ล้างเท้าเทวดาตามปกติ เมื่อถูกเทวดาหยอกล้อเหมือนเช่นเคย นนทกใช้นิ้วเพชรสังหารเหล่า
เทวดา ซ่ึงเนอื้ เร่ืองสามารถอธิบายไดอ้ ย่างชดั เจนในคาประพนั ธต์ อนหนึ่งว่า

๏ ตอ้ งสบุ รรณเทวานาคี ดงั่ พิษอสุนไี ม่ทนได้
ลม้ ฟาดกลาดเกลอ่ื นลงทนั ใด บรรลัยไม่ทันพริบตา

๘.๑.๒ เหตุการณ์ในเรื่องสร้างความตื่นเต้นและน่าติดตามตั้งแต่เร่ิมต้นจนจบตอน ตั้งแต่
ตอนที่นนทกถูกเทวดากล่ันแกล้งจนเกิดความแค้นจึงไปขอพรจากพระอิศวรให้ประทานน้ิวเพชร เม่ือได้
น้ิวเพชรก็นาไปสังหารเหล่าเทวดาจนพระอิศวรให้พระนารายณ์มาปราบ แปลงกลายเป็นนางอัปสรมาหลอก
ล่อให้นนทกลมุ่ หลงราตาม จนในท่ีสดุ นนทกเสียท่า และกอ่ นถูกสงั หาร เนอื้ เร่อื งทง้ิ ทา้ ยไวใ้ หผ้ อู้ ่านติดตามตอน
ต่อไป

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๗๔

๏ เมอ่ื นน้ั ฝา่ ยนางรัชดามเหสี
องคท์ ้าวลัสเตียนธบิ ดี เทวมี ีราชบุตรา
คือว่านนทกมากาเนิด เกดิ เปน็ พระโอรสา
ช่ือทศกณั ฐ์กมุ ารา สบิ เศยี รสบิ หนา้ ยี่สิบกร
อันน้องซ่งึ ถดั มานนั้ ชือ่ กุมภกรรณชาญสมร
องค์พระบิตเุ รศมารดร มิใหอ้ นาทรสกั นาที

๘.๑.๓ กาหนดฉากและตัวละครได้อย่างน่าสนใจแตกต่างจากวรรณคดีเร่ืองอื่น ๆ
โดยเฉพาะการใช้ฉากบนเขาไกรลาส มีตัวละคร คอื พระอศิ วร พระนารายณ์ พระอนิ ทร์ เหลา่ เทวดา และยักษ์
อีกทั้งหากติดตามตอนต่อไปจะปรากฏฉากที่น่าสนใจ อาทิ เมืองยักษ์ การจองถนน (การสร้างถนนเพื่อยก
กองทพั ข้ามมหาสมุทรไปกรงุ ลงกา)

๘.๑.๔ เนื้อเร่ืองสื่ออารมณ์ผ่านตัวละครได้อย่างหลากหลาย เช่น ผู้อ่านจะรู้สึกสงสาร
นนทกท่ีถูกเทวดากล่ันแกล้ง ต่อมาความรู้สึกถูกเปล่ียนไป เม่ือสัมผัสได้ว่านนทกมีความแค้นใจและคิดสังหาร
ผู้อ่ืน ส่งผลให้กระทาเร่ืองท่ีเกินเหตุ และเมื่อนนทกได้พบนางอัปสรก็จะสัมผัสได้ถึงความรัก ความอ่อนโยน
และลุ่มหลง

๏ บา้ งใหต้ กั น้าล้างบาทา บา้ งถอนเสน้ เกศาวุน่ ไป
จนผมโกร๋นโล้นเกลี้ยงถงึ เพียงหู ดูเงาในนา้ แล้วรอ้ งไห้
ฮดึ ฮัดขดั แค้นแน่นใจ ตาแดงดง่ั แสงไฟฟ้า
เป็นชายดูดู๋มาหม่นิ ชาย มิตายกจ็ ะไดเ้ หน็ หนา้

๘.๒ คณุ ค่าดา้ นแนวคดิ
บทละครเร่ือง รามเกียรต์ิ ตอนนารายณ์ปราบนนทก แสดงให้เห็นแนวคิดเกี่ยวกับการใช้อานาจให้ถกู
ท่ีถูกทาง โดยเฉพาะการใช้อานาจอย่างถูกต้องท้ังเหลา่ เทวดาและนนทก การที่เทวดาไปจับหัวลูบหนา้ ถอนผม
จนผมนนทกโกร๋น นับว่าเป็นการใช้อานาจในทางที่ผิด รังแกผู้ด้อยกว่า แม้จะเป็นการหยอกล้อเล่นกัน ดังบท
ประพันธ์ที่ว่า

๏ นนทกกล็ ้างเทา้ ให้ เม่ือจะไปก็จับหวั ส่ัน
สัพยอกหยอกเลน่ เหมือนทุกวัน สรวลสนั ตเ์ ยาะเย้ยเฮฮา

จากการกระทาของเหลา่ เทวดา สดุ ทา้ ยก็จบลงด้วยความตาย ดังบทประพนั ธท์ ีว่ า่

๏ ต้องสุบรรณเทวานาคี ดั่งพษิ อสุนีไมท่ นได้
ล้มฟาดกลาดเกล่อื นลงทันใด บรรลยั ไมท่ นั พรบิ ตา

“การรังแก” ทาร้ายผู้อ่ืนเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่สมควรกระทา แม้ทาเพื่อความสนุกสนาน แต่ถ้าสร้าง
ความทุกขใ์ ห้ผอู้ ่ืนกถ็ อื วา่ เปน็ สงิ่ ท่ีผดิ

๏ อ้ายนี่ทาชอบมาชา้ นาน เราจึง่ ประทานพรให้
มนั กลบั ทรยศกระบถใจ ทาการหยาบใหญถ่ ึงเพียงนี้

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๗๕

คาวา่ “ทาการหยาบใหญ่” หมายถงึ การใชอ้ านาจทีต่ นมสี งั หาร ทารา้ ยผ้อู ืน่ ให้ถึงแก่ชวี ติ เปน็ การทา
ผิดคุณธรรมอย่างร้ายแรง ในที่สุดผลการกระทาของนนทกทาให้ถึงแก่ชีวิต หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกฎแห่ง
กรรม กรรมทผี่ ใู้ ดกระทาไว้เช่นไร ย่อมไดร้ ับคืนสนองเช่นนน้ั สาหรบั พระนารายณ์ผสู้ งั หารนนทกตามคาบัญชา
ของพระอศิ วร เป็นการกระทาเพอื่ ส่วนรวม เพื่อให้สวรรคส์ งบสุข ดงั บทประพนั ธ์ทวี่ า่

๏ ตวั กกู ค็ ิดเมตตา แตจ่ ะไว้ชวี ามึงไมไ่ ด้
ตรสั แล้วแกว่งตรเี กรยี งไกร แสงกระจายพรายไปดั่งไฟกาล

การทาให้คนช่ัวหมดไป ถือว่าเป็นหน้าท่ีของพระนารายณ์โดยตรง ไม่ใช่การกระทาท่ีลุแก่โทสะ
เหมือนนนทก ซึ่งเห็นได้จากท่ีพระนารายณ์ตรัสกับนนทกเป็นการอธิบายให้เข้าใจก่อนสังหาร ดังบทประพันธ์
ท่ีว่า

๏ เม่ือนัน้ พระนารายณ์บรมนาถา
ได้ฟงั จึ่งมบี ญั ชา โทษามึงใหญห่ ลวงนัก
ดว้ ยทาโอหังบงั เหตุ ไม่เกรงเดชพระอิศวรทรงจกั ร
เอ็งฆา่ เทวาสุรารักษ์ โทษหนกั ถึงทีบ่ รรลยั

๘.๓ คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์

๘.๓.๑ รสทางวรรณคดี บทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก มีรสทาง

วรรณคดที ัง้ ๔ รส ดังน้ี

๑) เสาวรจนี คือ บทชมความงาม มีทั้งการชมความงามของตัวละครและชมความ

งามของธรรมชาติหรอื สถานท่ี ดังบทประพนั ธ์

๏ เหลอื บเหน็ สตรีวไิ ลลกั ษณ์ พิศพักตรผ์ ่องเพียงแขไข

งามโอษฐ์งามแกม้ งามจุไร งามนยั นเ์ นตรงามกร

งามถันงามกรรณงามขนง งามองคย์ ง่ิ เทพอัปสร

งามจริตกิริยางามงอน งามเอวงามออ่ นท้ังกายา

ถึงโฉมองคอ์ คั รลกั ษมี พระสรุ สั วดีเสน่หา

สิน้ ทัง้ ไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรียบไม่เทียบทนั

ดูไหนก็เพลินจาเริญรัก ในองคเ์ ยาวลกั ษณ์สาวสวรรค์

ยิ่งพิศยิง่ คดิ ผกู พนั ก็เดินกระช้นั เข้าไป ฯ

จากบทประพันธ์จะเห็นได้ว่า เมื่อนนทกเห็นนางอัปสรหรือนางนารายณ์แปลง จึงตะลึงในความงาม

ถึงกับพรรณนาความงามของนางอัปสรว่าท้ังใบหน้า ปาก แก้ม ผม นัยน์ตา มือ หน้าอก หู ค้ิว งามไปหมดทุก

ส่วน งามยง่ิ กว่าพระลกั ษมีชายาของพระนารายณ์ และพระสุรัสวดีชายาของพระพรหม ย่งิ มองย่งิ หลง

๒) นารีปราโมทย์ คือ บทเล้าโลมเก้ียวพาราสี เช่น บทเกี้ยวพาราสีของนนทกท่ีมีต่อนาง

แปลง ดังบทประพนั ธ์

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคย์แน่งน้อยพสิ มัย

เจา้ มาแตส่ วรรคช์ ้นั ใด นามกรช่ือไรนะเทวี

ประสงคส์ ิ่งอนั ใดจะใคร่รู้ ทาไมมาอยู่ท่นี ี่

ข้าเหน็ เปน็ น่าปรานี มารศรีจงแจ้งกิจจา ฯ

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๗๖

จากบทประพนั ธ์เป็นบทเกีย้ วพาราสีของนนทกท่ีกล่าวกับนางอัปสร โดยเร่ิมตน้ ด้วยการถามว่ามาจาก
สถานท่ีใด ช่ืออะไร ต้องการส่ิงใดจึงมาอยู่ที่น่ี และเสนอตัวที่จะช่วยเหลือ ถือเป็นบทเกี้ยวพาราสีที่เริ่มต้นด้วย
การทาความรจู้ กั ฝา่ ยหญงิ ก่อนและแสดงไมตรใี ห้เปน็ ที่ประทบั ใจ

๓) พโิ รธวาทงั คือ บทท่แี สดงความโกรธ โมโห มีจิตใจกาเริบ ไดแ้ ก่ ตอนที่ นน
ทกได้รับพรจากพระอิศวรให้มีนิ้วเพชร จึงใช้น้ิวเพชรช้ีเพื่อสังหารเทวดาที่กลั่นแกล้งตน เพื่อแก้แค้นดังบท
ประพันธ์

๏ บัดนั้น นนทกน้าใจแกลว้ กลา้
กร้วิ โกรธรอ้ งประกาศตวาดมา อนจิ จาข่มเหงเล่นทกุ วัน
จนหวั ไมม่ ีผมตดิ สุดคิดที่เราจะอดกลนั้
วันนจ้ี ะไดเ้ ห็นกนั ขบฟันแลว้ ชนี้ ว้ิ ไป

จากบทประพันธ์จะเห็นได้ว่านนทกซึ่งเป็นตัวละครสาคัญของเร่ืองกาลังแสดงอารมณ์โกรธ เมื่อได้รับ
พระราชทานนิ้วเพชรจากพระอิศวร จึงเกิดความฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวใคร เม่ือโดนแกล้งเหมือนดังเช่นทุกวัน
ดว้ ยความโกรธแคน้ สุดท่จี ะอดกล้ันไดจ้ งึ ใชน้ ิ้วเพชรไลช่ เ้ี ทวดาให้ได้รบั ความเดือดรอ้ น

๔) สัลลาปังคพิสยั เปน็ บทคร่าครวญ โศกเศร้า ราพงึ ราพนั ดังบทประพนั ธ์

๏ ผู้ใดทาชอบตอ่ เบ้ืองบาท กป็ ระสาททงั้ พรแลยศศักด์ิ
ตัวข้านีม้ ีชอบนัก ล้างเท้าสุรารักษ์ถึงโกฏปิ ี
พระองคผ์ ้ทู รงศกั ดาเดช ไมโ่ ปรดเกศแก่ขา้ บทศรี
กรรมเวรส่งิ ใดดงั่ นี้ ทลู พลางโกศรี าพนั ฯ

จากบทประพันธ์แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความโศกเศร้าของนนทก เมื่อถูกแกล้งเป็นประจาจึงเข้าเฝ้า
พระอิศวรและราพึงราพันให้เห็นความดีที่ผ่านมาของตนเองท่ีทาหน้าท่ีล้างเท้าเทวดาทุกองค์ท่ีจะเข้าเฝ้าพระ
อิศวรแต่กลับไม่เคยได้รับพรหรือยศศักด์ิใดเลย กวีเลือกใช้ถ้อยคาเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามไปกับอารมณ์ท่ี
เต็มไปด้วยความน้อยใจของนนทกจากวรรคท่ีว่า “ไม่โปรดเกศแก่ข้าบทศรี” หมายถึง ไม่เมตตานนทกเลยสัก
คร้งั

๘.๓.๒ การใช้โวหารและถ้อยคา
๑) การหลากคา เพ่ือให้เกิดความไพเราะในบทประพันธ์ และสามารถเลือกใช้คาให้

ลงสัมผัสที่ต้องการได้อย่างไพเราะเหมาะสม ในบทละครเรื่อง รามเกียรต์ิ ตอน นารายณ์ปราบนนทก มีการ
หลากคา ดังบทประพนั ธ์

๏ เมือ่ นน้ั หสั นัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
เหน็ นนทกนนั้ ทาฤทธา ช้ีหมเู่ ทวาวายปราณ

จากบทประพันธ์จะเห็นได้ว่ามีการหลากคา คือ ใช้คาที่เขียนต่างกันแต่หมายถึงส่ิงเดียวกัน ในที่น้ี คือ
พระอินทร์ ไดแ้ ก่ คาวา่ หัสนยั น์ เจ้าตรัยตรงึ ศา

นอกจากคาวา่ พระอินทร์แล้ว ยงั พบการหลากคาในบทอื่น ดังบทประพนั ธ์

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๗๗

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนนทกน้าใจกลา้ หาญ

ตัง้ แต่พระสยมภวู ญาณ ประทานให้ลา้ งเท้าเทวา

จากบทประพันธ์จะเห็นว่ามีการหลากคาท่ีมีความหมายว่า พระอิศวร คือ พระสยมภูวญาณและยังมี
การหลากคาทีห่ มายถงึ พระนารายณ์ ดงั บทประพนั ธ์

๏ บัดนั้น นนทกแกลว้ หาญชาญสมร
เห็นพระองค์ทรงสงั ข์คทาธร เป็นสีก่ รกร็ ้ปู ระจักษใ์ จ
ว่าพระหริวงศท์ รงฤทธิ์ ลวงลา้ งชีวิตก็เป็นได้
จึง่ มวี าจาถามไป โทษข้าเปน็ ไฉนใหว้ ่ามา

จากบทประพันธ์ปรากฏการหลากคาที่หมายถึง พระนารายณ์ คือ พระส่ีกร พระหริวงศ์ ทรงสังข์คทา
ธร ซึ่งคาท่ีมีความหมายเหมือนกันแต่สามารถเขียนได้หลายคาเช่นนี้เรียกว่า “คาไวพจน์” เป็นศิลปะการใช้
ถอ้ ยคาของกวเี พ่ือสรรคาใหไ้ ด้ความหมายตรงกับความต้องการและถกู ต้องกับฉันทลักษณ์ของบทประพันธ์

๒) การใช้คาแสดงอารมณ์ เพ่ือให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครในเรื่องดังบท

ประพนั ธ์

๏ จนผมโกรน๋ โลน้ เกล้ียงถงึ เพียงหู ดเู งาในน้าแลว้ ร้องไห้
ฮดึ ฮัดขัดแคน้ แน่นใจ ตาแดงด่ังแสงไฟฟ้า
เป็นชายดูดู๋มาหม่ินชาย มติ ายจะไดม้ าเหน็ หน้า
คิดแล้วกร็ ีบเดินมา เฝ้าพระอศิ ราธิบดี ฯ

จากบทประพันธ์จะเห็นได้ว่าการใช้เสียงในคาว่า ฮึดฮัดและขัดแค้น ซ่ึงเป็นคาที่ประสมด้วยสระเสียง
ส้ันแสดงถึงความรู้สึกอึดอัดคับแค้นที่ฝังอยู่ในอกของนนทก เป็นการเลือกใช้คาที่เหมาะกับการแสดงอารมณ์
โกรธ ทาให้ผู้อ่านเกดิ ความรู้สึกคลอ้ ยตามไปกับตัวละคร

การใช้คาว่า “ดูดู๋” ทาให้รู้สึกถึงการเสียศักด์ิศรีความเป็นชาย ย่ิงต่อด้วยคาว่า หม่ินชาย ยิ่งตอกย้า
ความรู้สึกเกบ็ กดตลอดเวลาทถ่ี กู ข่มเหงรงั แกของนนทกไดเ้ ปน็ อย่างดี

๓) การใช้คาน้อยแต่กินความมาก เรื่อง รามเกียรต์ิ ตอน นารายณ์ปราบนนทก

สามารถเล่าเรือ่ งโดยใช้บทกลอนสัน้ ๆ แตไ่ ด้ใจความครบถ้วนและมีความไพเราะ ดังบทประพนั ธ์

๏ ชาตนิ ี้มงึ มีแตส่ องหัตถ์ จงไปอบุ ัตเิ อาชาติใหม่

ให้สบิ เศียรสิบพกั ตรเ์ กรยี งไกร เหาะเหนิ เดินได้ในอัมพร

มีมือยส่ี ิบซา้ ยขวา ถือคทาอาวุธธนศู ร

กูจะเป็นมนุษย์แตส่ องกร ตามไปราญรอนชวี ี

จากบทประพันธ์เป็นตอนที่พระนารายณ์กล่าวกับนนทกก่อนจะสังหาร ซึ่งเป็นบทกลอนสั้น ๆ แต่ได้
ใจความชัดเจน โดยนนทกกล่าวว่าพระนารายณ์มีส่ีกรแต่กลับรังแกตนเองที่มีสองมือเท่าน้ัน พระนารายณ์จึง
กล่าวให้นนทกไปอุบัติในชาติใหม่ให้มีสิบหน้า ย่ีสิบมือ นนทกจึงจุติ มาเป็นทศกัณฐ์ และพระนารายณ์อวตาร
เป็นพระราม

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๗๘

๔) การใชค้ าในลกั ษณะกลบทและการซ้าคา เพื่อให้เกิดความไพเราะ และเป็นการ

เนน้ ความ ดงั บทประพนั ธ์

๏ เหลอื บเห็นสตรวี ไิ ลลกั ษณ์ พิศพักตร์ผ่องเพียงแขไข

งามโอษฐ์งามแกม้ งามจุไร งามนยั นเ์ นตรงามกร

งามถันงามกรรณงามขนง งามองคย์ งิ่ เทพอัปสร

งามจริตกริ ยิ างามงอน งามเอวงามออ่ นทั้งกายา

จากบทประพนั ธ์เปน็ ตอนทนี่ นทกเห็นความงามของนางแปลง จึงชมความงามของนาง โดยกวซี ้าคาว่า
“งาม” เพอ่ื เนน้ ยา้ ใหผ้ อู้ า่ นเกิดอารมณ์ความรูส้ ึกคล้อยตามและเกดิ จนิ ตภาพถึงความงามของนางอัปสร ว่าเป็น
ผูม้ คี วามงามเพยี บพร้อม

๕) การใช้อุปมาเปรียบเทียบ อุปมาเป็นการเปรียบส่ิงหนึ่งเหมือนอีกส่ิงหนึ่งเพื่อให้
ผู้อ่านเกิดจินตนาการเห็นภาพชัดเจนย่ิงขึ้น ทาให้ภาพที่ผู้อ่านจินตนาการตรงกับภาพที่กวีต้องการสื่อและ
ผู้อา่ นจะไดร้ บั อรรถรสในการอา่ นมากย่ิงข้ึน โดยจะมีคาวา่ ด่งั เพียง เปรยี บ เหมอื น ในบทประพันธ์ เพือ่ แสดง
ถึงการเปรียบเทยี บ ดังบทประพันธ์

๏ ตอ้ งสุบรรณเทวานาคี ดง่ั พิษอสนุ ีไม่ทนได้
ลม้ ฟาดกลาดเกลอ่ื นลงทันใด บรรลยั ไม่ทันพริบตา

๏ ตัวกกู ค็ ดิ เมตตา แต่จะไวช้ วี ามงึ ไมไ่ ด้
ตรสั แลว้ แกว่งตรีเกรียงไกร แสงกระจายพรายไปดง่ั ไฟกาล

จากบทประพันธ์สองบทข้างต้น มีการใช้คาอุปมา “ดง่ั ” โดยกลอนบทแรกเป็นตอนทนี่ นทกใช้น้วิ เพชร
ชี้เทวดาด้วยฤทธานภุ าพของนิ้วเพชรเปรียบได้กับพิษของสายฟ้า

บทประพันธ์ที่สองเป็นตอนที่พระนารายณ์กล่าวแก่นนทกว่า พระองค์ทรงมีความจาเป็นต้องสังหาร
นนทกด้วยความผิดที่นนทกก่อข้ึน จากนั้นจึงใช้พระแสงตรีอาวุธประจาพระองค์ตัดศีรษะของนนทก ขณะท่ี
แกว่งพระแสงตรีเกิดแสงกระจายเหมือนไฟท่ีกาลงั ลกุ ไหม้ การใช้คาอุปมาเปรียบเทียบในบทประพันธ์จะทาให้
ผอู้ ่านเกดิ จินตภาพขณะอา่ นบทประพันธ์ได้เปน็ อย่างดี

สิ่งทีค่ วรพิจารณาอีกประการหน่งึ คือ ท่วงทา่ การร่ายราของนางแปลงท่บี รรยายในบทประพันธ์น้ี เปน็
บทรวบรวมทา่ ราพื้นฐาน สาหรบั ผูฝ้ ึกนาฏศิลป์ ซ่งึ เรียกวา่ “ทา่ ราแม่บท” ปรากฏดงั บทประพันธ์

๏ เทพนมปฐมพรหมสี่หนา้ สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน
ทงั้ กวางเดินดงหงสบ์ นิ กนิ รินเลียบถ้าอาไพ
อกี ชา้ นางนอนภมรเคล้า ท้งั แขกเตา้ ผาลาเพยี งไหล่
เมขลาโยนแก้วแววไว มยเุ รศฟอ้ นในอมั พร
ลมพัดยอดตองพรหมนมิ ิต ทง้ั พิสมยั เรียงหมอน
ย้ายท่ามัจฉาชมสาคร พระส่ีกรขว้างจกั รฤทธริ งค์
ฝ่ายวา่ นนทกกร็ าตาม ดว้ ยความพสิ มัยใหลหลง
ถงึ ทา่ นาคาม้วนหางวง ช้ีตรงถูกเพลาทนั ใด

ท่าราทั้งหมดที่กล่าวในเรื่องรามเกียรต์ิตอนนารายณ์ปราบนนทก เป็นท่าราสาคัญของนาฏศิลป์ไทย
ได้แก่ เทพนม, ปฐม, พรหมสี่หน้า, สอดสร้อยมาลา, กวางเดินดง, หงส์บิน, กินรินเลียบถ้า, ช้านางนอน, ภมร

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๗๙

เคล้า, แขกเต้าเข้ารัง, ผาลาเพียงไหล่, เมขลาล่อแก้ว, มยุเรศฟ้อน, ลมพัดยอดตอง, พรหมนิมิต, พิสมัยเรียง
หมอน, มัจฉาชมสาคร, พระสี่กรขว้างจักร นาคาม้วนหาง ซึ่งผู้เรียนนาฏศิลป์ทุกคนต้องเรียนรู้ท่ารา เรียกว่า
ท่าราแม่บท เพอื่ จะนาไปประยกุ ตใ์ ช้ในการราละครหรือการแสดงชดุ ต่าง ๆ

๘.๓.๓ สัมผสั ใน และสมั ผสั พยญั ชนะ หรือสัมผัสอกั ษร
๑) สัมผัสใน คือ การสัมผสั ทีอ่ ยู่ภายในวรรคเพ่ือเพ่ิมเสยี งไพเราะ อา่ นแล้วเสนาะหู

๏ ครั้นถงึ บันไดไกรลาส ขดั สมาธนิ งั่ ยม้ิ ริมอา่ งใหญ่
คอยหมู่เทวาสุราลยั ด้วยใจกาเริบอหงั การ์

จากบทประพนั ธ์ จะเหน็ ได้ว่า มสี มั ผัสในคาวา่ ย้มิ กับ รมิ ทาใหบ้ ทประพันธม์ คี วามไพเราะยงิ่ ขึ้น

๒) สัมผัสพยัญชนะ หรือสัมผัสอักษร คือ คาคล้องจองท่ีมีพยัญชนะตวั หลักเป็นตวั

เดียวกัน แต่ประสมสระตา่ งกนั

๏ บัดนั้น นนทกนา้ ใจแกล้วกล้า

กร้ิวโกรธรอ้ งประกาศตวาดมา อนิจจาขม่ เหงเลน่ ทุกวัน

จากบทประพันธ์ จะเหน็ ไดว้ ่า มสี ัมผสั พยญั ชนะ คาว่า แกล้ว-กล้า และ กร้วิ -โกรธ-กาศ ทาให้บท

ประพันธม์ ีความไพเราะยงิ่ ขึ้น

๘.๔ คณุ ค่าดา้ นสังคม

บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิตอนนารายณ์ปราบนนทก สะท้อนให้เห็นคุณค่าด้านสังคมท้ังด้านนามธรรม

และรปู ธรรม ดังน้ี

๑) สะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนไทย บทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก

สะท้อนใหเ้ หน็ คา่ นยิ มของคนไทยท่ีวา่ ทาดีไดด้ ี ทาชั่วไดช้ ว่ั ดังบทประพนั ธ์

๏ เมอื่ นัน้ พระสยมภูวญาณเรืองศรี

ไดฟ้ งั นนทกพาที ภูมนี ิง่ นกึ ตรกึ ไป

อา้ ยนีม่ ชี อบมาชา้ นาน จาจะประทานพรให้

คิดแล้วกป็ ระสิทธิ์พรชยั จงได้สาเรจ็ มโนรถ

จากบทประพันธ์ แสดงให้เห็นว่านนทกต้ังใจปฏิบัติหน้าท่ีของตนเป็นอย่างดีเม่ือจะขอพรจากพระ

อิศวร จงึ ได้รบั ความเมตตาและประสิทธป์ิ ระสาทพรให้โดยทันที

๏ เมื่อนนั้ พระนารายณ์ทรงสวัสดิร์ ัศมี
ไดฟ้ งั จง่ึ ตอบวาที กนู ้ีแปลงเป็นสตรีมา
เพราะมึงจะถึงแกค่ วามตาย ฉบิ หายดว้ ยหลงเสน่หา
ใช่ว่าจะกลวั ฤทธา ศกั ดาน้วิ เพชรนั้นเมอ่ื ไร
ชาตินมี้ งึ มีแตส่ องหตั ถ์ จงไปอบุ ัติเอาชาตใิ หม่
ให้สบิ เศยี รสิบพักตรเ์ กรยี งไกร เหาะเหนิ เดินได้ในอมั พร
มีมือยี่สบิ ซา้ ยขวา ถอื คทาอาวุธธนศู ร
กูจะเป็นมนุษยแ์ ต่สองกร ตามไปราญรอนชีวี
ใหส้ ้นิ วงศพ์ งศม์ งึ อันศักดา ประจกั ษ์แก่เทวาทกุ ราศี
ว่าแล้วกวัดแกวง่ พระแสงตรี ภมู ตี ัดเศียรกระเด็นไป

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๘๐

จากบทประพันธ์แสดงใหเ้ หน็ ว่าหลังจากท่ีนนทกได้รบั น้ิวเพชรตามต้องการ แล้วกลับไปใช้ในทางท่ีผิด
ไล่ช้ีเทวดาจนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งการกระทาของนนทกถือเป็นส่ิงท่ีไม่ถูกต้องจึงได้รับผลของการกระทา
โดยพระนารายณ์แปลงเป็นนางอัปสรชวนนนทกร่ายราในท่าต่าง ๆ จนนนทกใช้น้ิวเพชรช้ีขาของตนเองล้มลง
พระนารายณ์จึงใชพ้ ระแสงตรศี รี ษะหัวของนนทก

บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิตอนนารายณ์ปราบนนทก ได้สะท้อนค่านิยมของคนไทยท่ีเช่ือวา่ หากคนทท่ี า
ความดีย่อมได้รับสิ่งดี แต่ถ้าทาความชั่วย่อมได้รับส่ิงไม่ดีตอบสนอง เหมือนดังที่นนทกตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ เมื่อ
ขอพรจากพระอิศวรจึงได้รับความเมตตา แต่ภายหลังนนทกประพฤติตนไปในทางไม่เหมาะสมสร้างความ
เดอื ดร้อนใหแ้ กผ่ ู้อน่ื สุดท้ายจึงพบจุดจบของตนเอง

๒) สะท้อนให้เห็นความเช่ือของคนไทย กล่าวคือ สังคมไทยเป็นสังคมที่ผูกพันอยู่กับความ
เช่ือและความศรัทธา ดังน้ัน ผู้ประพันธ์จึงถ่ายทอดผ่านบทประพันธ์ ซ่ึงบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิตอนนารายณ์
ปราบนนทก สะท้อนความเช่อื คอื ความเชือ่ ในภพหนา้ ดังบทประพนั ธ์

๏ ชาตนิ ี้มงึ มีแตส่ องหตั ถ์ จงไปอุบตั ิเอาชาติใหม่
ให้สบิ เศียรสิบพักตรเ์ กรยี งไกร เหาะเหินเดินได้ในอมั พร
มีมือยี่สิบซา้ ยขวา ถอื คทาอาวุธธนศู ร
กูจะเปน็ มนุษยแ์ ต่สองกร ตามไปราญรอนชวี ี
ใหส้ ิ้นวงศ์พงศ์มงึ อันศักดา ประจกั ษ์แกเ่ ทวาทกุ ราศี
ว่าแล้วกวดั แกวง่ พระแสงตรี ภูมีตัดเศยี รกระเดน็ ไป
ฝา่ ยนางรชั ดามเหสี
ช๏้า เมื่อนน้ั เทวมี ีราชบตุ รา
องค์ทา้ วลัสเตียนธบิ ดี เกดิ เป็นพระโอรสา
คือวา่ นนทกมากาเนิด สบิ เศยี รสิบหนา้ ยี่สบิ กร
ชื่อทศกัณฐ์กมุ ารา

จากบทประพันธ์กล่าวถึง นนทกท่ีผูกใจอาฆาตในพระนารายณ์ท่ีแปลงเป็นนางอัปสรมาสังหารตน

พระนารายณ์จึงให้นนทกลงไปเกิดในชาติใหม่ แล้วพระองค์จะอวตารลงไปปราบสะท้อนให้เห็นความเชื่อใน

เรื่องภพหน้า หรือการเกิดใหม่

๓) สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ไทย กล่าวคือ ท่าราของนางอัปสรเป็นท่ารา

สาคัญซ่ึงผู้เรียนนาฏศิลป์จะต้องเรียนรู้เป็นท่าพ้ืนฐาน เรียกว่า ท่าราแม่บท และสามารถนาไปประยุกต์

ประดิษฐ์ท่าราอ่ืน ๆ ได้ ในต้นฉบับของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใช้เพลงพระทอง

ประกอบทา่ รา ดังบทประพนั ธ์

พระ๏ทอเงทพนมปฐมพรหมสห่ี นา้ สอดสรอ้ ยมาลาเฉิดฉนิ

ท้งั กวางเดินดงหงส์บนิ กนิ รนิ เลยี บถา้ อาไพ

อกี ช้านางนอนภมรเคล้า ทงั้ แขกเต้าผาลาเพยี งไหล่

เมขลาโยนแกว้ แววไว มยุเรศฟอ้ นในอัมพร

ลมพัดยอดตองพรหมนมิ ติ ท้ังพิสมัยเรียงหมอน

ยา้ ยท่ามจั ฉาชมสาคร พระสี่กรขวา้ งจกั รฤทธิรงค์

ฝ่ายวา่ นนทกกร็ าตาม ดว้ ยความพสิ มยั ใหลหลง

ถงึ ท่านาคามว้ นหางวง ชตี้ รงถกู เพลาทนั ใด

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๘๑

จากบทประพันธ์สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ มีการคิดประดิษฐ์ท่าราท่ี
งดงามและกาหนดช่อื ให้สอดคลอ้ งกับทา่ ราแต่ละท่าอย่างคล้องจองกัน

๔) การวางตัวของสตรี

๏ ทาไมมาล่วงไถ่ถาม ลวนลามบกุ รกุ เขา้ มาใกล้
ท่านนไี้ ม่มคี วามเกรงใจ เราเปน็ ข้าใชเ้ จา้ โลกา

จากบทประพันธ์ พระนารายณ์ท่ีแปลงกายเป็นหญิง แสร้งทาท่าทีไม่พอใจที่นนทกเข้ามาสนทนาด้วย
จะเหน็ ได้วา่ เมื่อผ้ชู ายเข้ามาพูดกบั ผ้หู ญิงที่ไม่รู้จกั ถือว่าไมเ่ หมาะสม เป็นการลวนลามกนั แม้ว่านนทกยังไม่ได้
พูดจาไมใ่ หเ้ กียรตผิ หู้ ญงิ ก็ตาม

๕) ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคนต่างฐานะ

๏ อยู่บนั ไดไกรลาสเปน็ นจิ สรุ าฤทธติ์ บหวั แลว้ ลูบหนา้
บ้างให้ตักน้าลา้ งบาทา บ้างถอนเส้นเกศาวนุ่ ไป

จากบทประพันธ์ จะเห็นได้ว่า นนทกผู้ทาหน้าท่ีล้างเท้าให้เหล่าเทวดา มักจะโดนเทวดาแกล้งอยู่เป็น
ประจา นนทกเสมอื นผู้นอ้ ยท่ไี ม่มอี านาจใด ๆ ทาให้ไมม่ เี ทวดาตนใดใหเ้ กยี รตินนทก

๖) ความเชื่อเรอ่ื งเวรกรรม

๏ พระองค์ผทู้ รงศักดาเดช ไม่โปรดเกศแก่ข้าบทศรี

กรรมเวรส่งิ ใดดง่ั น้ี ทูลพลางโศกีราพัน

จากบทประพันธ์ นนทกได้ตัดพ้อพูดถึงเรื่องเวรกรรม ท่ีทาให้ตนต้องเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ กล่าวคือ

นนทกเชือ่ ว่าสาเหตุท่ีทาใหโ้ ดนกลน่ั แกล้ง เปน็ เพราะเรื่องของเวรกรรม

๗) คา่ นยิ มเรื่องเพศ

๏ เหตใุ ดมทิ าซง่ึ หนา้ มารยาเป็นหญงิ ไมบ่ ัดสี
ฤาวา่ กลัวนวิ้ เพชรนี้ จะชพ้ี ระองค์ให้บรรลยั

จากบทประพันธ์ แสดงให้เห็นถึงค่านิยมเร่ืองเพศอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อพระนารายณ์แปลงกาย
เป็นหญิงมาหลอกล่อนนทก นนทกจึงกล่าวว่า การแปลงกายเป็นหญิงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทา นั่น
หมายความว่า ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องแสดงกิริอาการให้สมดั่งชาย การท่ีผู้ชายแสดงกิริอาการเหมือนผู้หญิง เป็น
เรอ่ื งทส่ี ังคมยังไมย่ อมรบั

๘) ความรักในศกั ดิศ์ รขี องผู้ชาย ทีไ่ ม่ยอมให้ผู้ใดมาล้าเสน้ หรือดูถูก ทาใหอ้ บั อายท้ังต่อหน้า
และสาธารณะ ในสังคมไทยไม่ว่ายุคสมัยใดจะเห็นได้ผู้ชายจะมีความเป็นผู้นา มีความรักในพวกพ้อง มีความ
ทะนงในศักด์ิศรี ด่ังในประโยค “ผู้ชายฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้” ซ่ึงผ้ชู ายในปจั จุบนั มักจะพูดหรือปฏิบตั ิตนให้เห็น
แสดงถึงศกั ด์ิศรเี ปน็ เร่อื งทส่ี าคญั สาหรบั ผู้ชาย ดังบทประพนั ธ์ตอนหนงึ่ ว่า

เป็นชายดดู มู๋ าหมน่ิ ชาย มติ ายกจ็ ะไดเ้ ห็นหน้า

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๘๒

๘.๕ ข้อคิดท่ีสามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวนั
จากการพิจารณาคุณค่าวรรณคดี ท้ังคุณค่าด้านเน้ือหา ด้านวรรณศิลป์ และด้านสังคม ทาให้เห็นว่า

บทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณ์ปราบนนทก สะท้อนให้เห็นถึงข้อคิดที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั ได้ โดยขึ้นอย่กู บั วยั และประสบการณ์ของบคุ คล ดงั นี้

๑) ความอาฆาต พยาบาท จองเวร นามาซึ่งความเดอื ดร้อน กลา่ วคือ ธรรมชาติของมนุษย์
มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ในบุคคลหรือวัตถุส่ิงของ เมื่อเกิดความไม่พอใจหรือไม่ได้รับในส่ิงท่ีต้องการ
ย่อมก่อให้เกิดความอาฆาต พยาบาท จองเวร และท้ายที่สุด ความอาฆาต พยาบาท จึงกลายเป็นไฟเผาไหม้
ทาลายชีวิตของตนเอง หากนนทกยอมรับในชะตากรรมของตน ปลงใจจากความเจ็บแค้น ความเดือดร้อน
นานัปการจะไม่เกิดข้ึน การปฏิบัติตนให้เป็นผู้ท่ีรู้จักการให้อภัยไม่ผูกใจเจ็บแค้นย่อมนามาซ่ึงความสุขกาย
สบายใจ

๒) การใชอ้ านาจในทางท่ีผดิ ย่อมนามาซึ่งความเดือดร้อน กลา่ วคอื อานาจเม่อื ตกอยู่ในมือ
ของผู้ซง่ึ ขาดสติไตรต่ รอง เขายอ่ มใชอ้ านาจไปในทางที่ไมถ่ ูกต้อง อาจสรา้ งความเดอื ดรอ้ นหรือทาลายบคุ คลอื่น
ท้ังทางตรงและทางอ้อม เหมือนที่นนทกได้รับน้ิวเพชรจากพระอิศวร ด้วยความท่ีนนทกเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง
ครองชวี ติ ดว้ ยความโกรธแคน้ จึงใช้นิว้ เพชรไล่ชเ้ี ทวดาที่เคยกล่ันแกล้งตน

ดังน้ัน การใช้อานาจต้องพิจารณาให้ดี ถ้าใช้อานาจอย่างมีคุณธรรม คือ ใช้ให้ถูกต้อง ก็จะมีบารมี
เช่นเดียวกับพระอิศวร หรือพระนารายณ์ที่เป็นที่พ่ึงแก่หมู่เทวดา หากใช้อานาจไม่ถูกต้อง ไม่ยับย้ังช่ังใจอย่าง
นนทก กจ็ ะเกิดผลร้ายแก่ตนเองและผู้อื่น และไมค่ วรโออ้ วดวา่ ตนเองมคี วามสามารถเหนือผูอ้ น่ื

๓) อย่ารังแกผู้ที่ด้อยกว่าตน กล่าวคือ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคม
และการที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขนั้น ต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ต้องระลึกไว้เสมอว่า การ
รังแกผู้ที่ด้อยหรืออ่อนแอกว่าตนเองเป็นการกระทาท่ีไม่สมควรและในบางครั้งความเดือดร้อนอาจจะกลับมา
ตอบสนองตนเองในภายหลัง

๔) ความลุ่มหลงมัวเมาจะทาให้ภัยมาถึงตัว กล่าวคือ ความลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง
สัมผสั ยอ่ มทาให้มนุษย์ขาดสติในการใชช้ ีวิต เมื่อความลุ่มหลงกลายเปน็ ความต้องการย่อมทาให้มนุษยย์ อมทา
ทุกอย่างเพ่ือจะได้มาครอบครอง โดยไม่ทันได้พิจารณาว่าอาจนามาซึ่งความเดือดร้อนของตนเองเหมือนท่ี
นนทกลุ่มหลงนางอัปสร เม่ือนางบอกให้ร่ายราตาม นนทกก็ทาตามจนเผลอใช้นิ้วเพชรช้ีขาของตน และพระ
นารายณ์ทรงใชพ้ ระแสงตรีตดั ศีรษะในทส่ี ดุ

๕) การใช้สติปัญญาสาคัญกว่าการใช้กาลัง จะเห็นว่านนทกกล่าวว่า พระนารายณ์มีสี่มือ
แตต่ นมีสองมือเท่าน้ัน พระนารายณ์จึงให้นนทกไปเกิดใหม่ มสี บิ หนา้ ยีส่ บิ มือและพระองค์เป็นมนุษย์มีสองมือ
ให้มาต่อสู้กันใหม่ พระนารายณ์ต้องการให้รู้ว่าสิ่งที่สาคัญสาหรับการต่อสู้ คือ สติปัญญา ไม่ใช่การมีกาลังมาก
หรือนอ้ ย

๖) รจู้ กั เอาใจเขามาใสใ่ จเรา ไม่ควรรงั แกผู้อ่นื หรือคนท่ีดอ้ ยกวา่ เชน่ นนทกถูกเทวดารังแก
บ่อย ๆ ก็เปน็ ที่น่าเหน็ ใจ

๗) การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีย่อมเป็นท่ีพึง่ ของผู้อื่น นอกจากนั้น ผู้ใหญ่ควรมีเมตตาต่อผู้น้อยจงึ จะ
ทาให้สงั คมร่มเย็นเป็นสุข ดังคาประพันธท์ ี่กล่าวถงึ พระอศิ วรว่า

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๘๓

๏ ว่าพระองคเ์ ป็นหลกั ธาตรี ยอ่ มเมตตาปราณที ั่วพักตร์

ผู้ใดทาชอบตอ่ เบือ้ งบาท กป็ ระสาททัง้ พรแลยศศกั ดิ์

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก แม้จะมีเน้ือหาสั้น ๆ แต่ก็มีคุณค่าในด้านการใช้
ถ้อยคาที่ไพเราะ ลึกซึ้ง มีการพรรณนาให้เกิดความรู้สึกตามเน้ือเร่ือง และได้สาระที่มีคุณค่าหลายประการ อีก
ทั้งยังให้ข้อคิดเตือนใจแก่ผู้อ่านด้วย เช่น อย่าคิดว่าตนเหนือกว่าผู้อื่นแล้วไปรังแกผู้ท่ีด้อยกว่าด้วยความ
สนุกสนานโดยไม่คานึงถึงจิตใจของผู้อื่น หรือความลุ่มหลงมัวเมาย่อมจะนาภัยมาถึงตัว ดังที่นนทกลุ่มหลงสตรี
จนขาดสติย้ังคิดจึงต้องตายในที่สุด อีกแนวคิดที่นามาพิจารณา คือ การจะบาเหน็จรางวัลให้กับผู้ใด ต้อง
พิจารณาให้รอบคอบก่อนว่าเหมาะกับอุปนสิ ัยของผนู้ ั้นหรือไม่ ให้แล้วจะเกิดประโยชนห์ รือโทษ บทละครเรอ่ื ง
รามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก จึงมีคุณค่าในด้านต่าง ๆ ครบถ้วน ซ่ึงผู้เรียนสามารถนาไปใช้ประโยชน์
ในการเรียนและการดาเนนิ ชีวิตไดเ้ ปน็ อย่างดี

๙. เกรด็ ความรจู้ ากเร่อื ง

๙.๑ ชาตกิ าเนิดกอ่ นเปน็ ทศกัณฐ์: นนทกขอพร

ภาพท่ี ๑๑ พระอิศวรฟังซออปุ ปาติกะ (นนทก)
ทม่ี า: ศิลปากร (๒๕๔๐)

ฝ่ายอสูรนนทกก็ได้ไปเกิดเป็นอุปปาติกะข้ึนที่เชิงเขาไกรลาส ดุจพระนารายณ์ประสารทพรให้แล้ว ก็
กระทาความเพียรบูชาพระปรเมศวร (พระอิศวร) ด้วยดุริยางค์ คือไปเก็บเอาซากอสุภเก่าของตัวมา เอากระดูก
สันหลังมาเป็นทวนซอ เอาหนังศีรษะเป็นหนังขึงซอ เอาเอ็นในกายเป็นสายซอ แล้วสีซอถวายพระปรเมศวร
เม่ือพระองค์ได้ฟัง จึงตรัสถามว่า เอ็งกระทาความเพียรบาเรอกูดังนี้ เพ่ือประโยชน์สิ่งใดฤๅ อสุรอุปปาติกะก็
กราบทูลว่าข้าพเจ้าตายลงบัดน้ี จะขอไปบังเกิดเป็นอสูรเชื้อพรหมในลงกาทวปี ให้ข้าพเจ้ามีเศียร ๑๐ เศียร มี
พักตร์ ๑๐ พักตร์ มีกร ๒๐ กร ทรงเทพอาวุธทั้ง ๒๐ กร แล้วขอให้ข้าพเจ้ามีมหิทธิฤทธ์ิอันยิ่ง จะได้รอง
บาทยุคลพระองค์ตลอดไป พระปรเมศวร ก็ประสิทธิ์พระพรให้ตามท่ีอสุรอุปปาติกะปรารถนา ฝ่ายอสุรอุปปา
ตกิ ะไดร้ ับพรแลว้ ก็กราบบงั คมลา จุติลงมาปฏสิ นธิในครรภน์ างรัชดาเทวี มเหสีทา้ วลสั เตียนพรหมในพภิ พลงกา
ทวีป (วฒั นะ บุญจบั , ๒๕๕๘: ๑๘๑-๑๘๓)

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๘๔

ภาพที่ ๑๒ อุปปาตกิ ะ (นนทก) สีซอ
ที่มา: ศิลปากร (๒๕๔๐)

๙.๒ ร่างอวตารของพระนารายณ์ทเ่ี กย่ี วข้องกบั ตอน นารายณป์ ราบนนทก
๙.๒.๑ รามาวตาร หรือ รามนาวตาร หรือรามจันทราวตาร

ภาพที่ ๑๓ รามาวตาร หรอื รามนาวตาร หรอื รามจนั ทราวตาร
ทมี่ า: http://hinduangel.blogspot.com

ทรงอวตารเป็นพระราม กษัตริย์แห่งอโยธยา เพ่ือปราบอสูรนาม “ราวณะ” หรือ “ราพณ์”
หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “ทศกัณฐ์” กษัตริย์แห่งกรุงลงกา ปางน้ีเป็นหลักในการจัด จารีต และ
ขนบธรรมเนียม ประเพณีของสังคมอินเดีย หากลาดับเน้ือหา ปางนี้จะต่อเนื่องจากปางอัปสราวตาร โดยทรง
อวตารเป็นมนษุ ยผ์ ูช้ าย ชอื่ ราม หรือพระราม เพอื่ ปราบทศกณั ฐ์พญายักษ์แหง่ กรงุ ลงกา อย่างทใ่ี ห้สจั จะสัญญา
ไว้กับนนทกในปางอัปสราวตาร โดยนนทกได้มาเกิดเป็นทศกัณฐ์พญายักษ์ครองเมืองลงกา แต่เกิดหลงใหล
ความงามของมเหสีพระราม เพราะไม่รู้ว่าท่ีแท้แล้วสีดาคือพระธิดาแห่งตนที่เกิดกับนางมณโฑแล้วตนเป็นผู้สั่ง
ให้นาไปประหาร เน่ืองจากตอนท่ีสีดาเกิดส่งเสียงร้องว่า “ผลาญราพณ์” ถึง ๓ ครั้ง ซ่ึงประหลาดกว่าทารก

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๘๕

ทั่วไป โหรจึงทานายว่าพระธิดาเปน็ กาลกิณี ขืนเลยี้ งไวจ้ ะผลาญพงศ์อสูรจนหมดส้นิ ทศกณั ฐ์ต้องจาใจสัง่ ให้นา
พระธิดาใส่ผอบลอยน้าไป แต่ด้วยพระธิดาคือพระลักษมีอวตาร จึงบันดาลให้นางมณีเมขลาและเทวดาผู้รักษา
มหาสมุทรมาพบและเข้าช่วยไว้ ในท่ีสุดก็เจริญวัยขึ้นจากทารกมาเป็นนางสีดามเหสีที่ทรงสิริโฉมงามของ
พระราม แล้วบังเอิญให้นางสามะนักขาน้องสาวทศกัณฐ์มาพบ และเกิดหึงหวงเพราะต้องการอยากได้พระราม
มาเป็นคู่ครอง นางสามะนักขาจึงทาอุบายนาเรื่องราวและความงามนางสีดาไปเล่าแก่ทศกัณฐ์ เป็นเหตุให้
ทศกัณฐ์ลักพานางมาไว้ยังกรุงลงกา เม่ือพระรามทรงทราบเร่ืองจึงติดตามมาทาศึกสงครามชิงนาง ทศกัณฑ์ได้
ใช้มติ รสหาย ญาติพ่นี ้อง และลูกออกต่อสู้ ศึกแลว้ ศกึ เลา่ ก็พ่ายแพ้แก่พระราม จนทศกณั ฐ์ต้องออกรบเอง แต่ก็
พ่ายแพแ้ ก่พระรามในทสี่ ุด (วฒั นะ บญุ จับ, ๒๕๕๘: ๒๓)

๙.๒.๒ อปั สราอวตาร
พระวิษณุอวตารในปางนี้ไม่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ของปุราณะหรือคัมภีร์มหารามายณะ หรือ
แม้แต่ในคัมภีร์ใด ๆ ของอินเดียก็ไม่ได้กล่าวถึง แต่เรื่องราวของการอวตารมาเป็นนางอัปสรนี้จะเกี่ยวเนื่องกับ
การกาเนิดของของทศกัณฐ์และรามาวตารของพระวิษณุ ดังน้ันจึงขอให้ปราบนนทกนี้เป็นอวตารปางหนึ่งของ
พระวิษณุและให้ช่ือปางนี้ ว่า “อัปสรอวตาร” คือการอวตารมาเป็นนางอัปสร หรือนางฟ้าผู้เลอโฉมปรากฏ ๒
ครั้ง ครั้งแรกเพ่ือหลอกล่อเหล่าอสูร เพื่อให้เหล่าเทวดาได้ดื่มน้าอมฤตท่ีได้จากการกวนเกษียรสมุทร เพ่ือ
เทวดาจะไดเ้ ป็นอมตะและมีฤทธ์ิเหนืออสูร ครั้งทีส่ อง เพื่อปราบอสูรนนทกที่มาขอพรจากพระอิศวรให้มนี ้ิวเป็น
เพชรไว้ใช้ป้องกันตัวยามท่ีถูกเทวดากลั่นแกล้ง แต่เมื่อนนทกได้นิ้วเพชรแล้วก็กลับกาเริบ ใช้นิ้วเพชรน้ันเท่ียว
สังหารรงั แกเหล่าเทวดา นางอปั สราจึงต้องมาลวงนนทกให้ราตามท่าตา่ ง ๆ จนถงึ ท่า “นาคาม้วนหาง” นนทก
ไม่ทันระวัง เมื่อราตามจึงเผลอใช้น้ิวเพชรชี้ที่ขาของตนเองหักล้มลง ไม่สามารถขยับเขย้ือนได้ คร้ันนนทกรู้ว่า
นางอัปสราคือพระนารายณ์ ก็ต่อว่า ว่าเหตุใดต้องจาแลงตน เหตุใดไม่สู้กันซ่ึงหน้า ก่อนที่พระนารายณ์จะ
สังหาร นนทก ได้ทรงมีวาจาปกาศิตให้นนทกไปเกิดเป็นพญายักษ์ มีสิบหน้า ย่ีสิบมือ มีฤทธ์ิเหาะเหิน
เดนิ อากาศ ส่วนพระองคจ์ ะไปเกดิ เป็นมนุษย์มีเพียงสองมือ และจะทาสงครามประหัตประหารกัน ปางน้ีนบั ว่า
เป็นปฐมกาเนิดของเร่ืองรามเกียรต์ิ โดยนนทกมาเกิดเป็นทศกัณฐ์ และพระนารายณ์มาเกิดเป็นพระราม
(วฒั นะ บุญจบั , ๒๕๕๘: ๒๕)

๙.๓ ละครใน

ภาพท่ี ๑๔ การแสดงละครใน
ที่มา: มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม (๒๕๖๓)

ละครใน หมายถึง การแสดงที่ดาเนินเป็นเร่อื งราว โดยใช้ศิลปะการร่ายราประกอบการขับร้อง และมี
วงปี่พาทย์บรรเลงประกอบการแสดง ละครในเป็นละครผู้หญิงที่มีกาเนิดในราชสานัก มีประวัติความเป็นมาท่ี

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๘๖

ยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่องท่ีใช้แสดงมีเพียง ๔ เร่ืองเท่าน้ัน คือ รามเกียรต์ิ อุณรุท ดาหลัง และ
อิเหนา

ข้ันตอนและจารีตการแสดงละครใน เร่ิมต้นด้วยวงปี่พาทย์โหมโรงจนจบกระบวนเพลง เว้นเพลงวา
เม่ือจะเริ่มแสดงละครจึงบรรเลงเพลงวา แลว้ แสดงชุดเบิกโรงก่อนการแสดง ชุดเบกิ โรงมีอยู่ ๒ แบบ คอื “เบิก
โรงด้วยระบา” ปัจจุบันที่ยังคงอยู่ คือ ชุดเบิกโรงประเลง เบิกโรงราดอกไม้เงินทอง (ตัวแสดงเป็นตวั พระ) เบิก
โรงราฉุยฉายดอกไม้เงินทอง (ตัวแสดงเป็นตัวนาง) เบิกโรงอีกประเภทหนึ่ง คือ “เบิกโรง ด้วยการแสดงสั้นๆ”
ปัจจบุ นั มีการสบื ทอดเพยี งเร่ืองเดียว คอื เบิกโรงวสันตนิยาย (รามสรู เมขลา) จากนัน้ จึงจับเรอ่ื งใหญ่ แต่โบราณ
ใช้เวลาแสดงท้ังส้นิ ไม่น้อยกว่า ๔ ชวั่ โมง ปัจจุบนั นยิ มแสดงไม่เกนิ กว่า ๒ ชวั่ โมง ดงั น้นั การแสดงชดุ เบกิ โรงจึง
หายไปโดยปรยิ าย

การแสดงละครใน เน้นกระบวนท่าร่ายราท่ีงดงามสอดประสานกับการขับร้องและเพลงดนตรีที่มี
จังหวะช้า ไม่มุ่งเน้นการดาเนินเร่ือง ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การเดินทางของตัวละครเริ่มต้นด้วย
การอาบน้าแตง่ ตวั (บทลงสรง) การจัดทพั ตรวจพล (บทชมทพั ) การชมความงามของพาหนะ (บทชมมา้ ชมรถ)
การชมความงามของธรรมชาติ (บทชมดง) ดังนั้น การแสดงละครในในสายตาของผู้ชมปัจจุบันจึงค่อนข้างช้า
ยืดยาด ทาใหล้ ะครลดความนิยมลง

วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงละครใน โดยปกติใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า นิยมตีด้วยไม้นวม เพ่ือให้มี
กระแสเสียงท่ีนุ่มนวล เพลงร้องและหน้าพาทย์ท่ีใช้ประกอบการร่ายราจากบทละครที่ปรากฏเป็นหลักฐาน ใช้
เพลงรอ้ งไม่มากนักโดยจะดาเนินเรื่องดว้ ย “เพลงร่ายใน” เป็นหลักใหญ่ การใช้เพลงร้องทานองตา่ ง ๆ ปรากฏ
มากข้ึนในระยะทมี่ ลี ะครดึกดาบรรพ์เกดิ ข้ึนแลว้ และเป็นแบบแผนสบื มาถงึ ปัจจบุ ัน

การแต่งกาย ละครในทุกตัวแต่งกายยืนเครื่อง (แต่งเลียนแบบเครื่องต้นเคร่ืองทรงของ
พระมหากษตั รยิ ์) และบคุ คลชน้ั สงู สวมศิราภรณ์ตามยศศกั ดข์ิ องตวั ละคร

เรื่องราวและขั้นตอนการแสดงละครใน ล้วนแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของสังคมราชสานักในอดีต เป็น
บันทึกจารีตประเพณี อาทิ ระเบียบประเพณีของพระราชพิธีต่าง ๆ มหรสพสมโภช การแต่งกายของผู้คน
อาหารการกิน การจัดทพั การจดั ขบวนแห่แหน การเจรจาในการทูต ถอื เปน็ บนั ทึกข้อมลู ทางประวัติศาสตร์ท่ี
ผศู้ ึกษาในศาสตรต์ ่าง ๆ สามารถใชเ้ ปน็ ฐานข้อมลู ไดอ้ ย่างดี

“ละครในเป็นวัฒนธรรมการแสดงละครที่สาคัญของไทย สมควรท่ีจะได้รับการอนุรักษ์และสืบสานใน
ฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ และควรสนับสนุนให้มีการจัดแสดงละครในที่สมบูรณ์ก่อนจะสูญ
หายไปอยา่ งถาวร”

๙.๔ เพลงหนา้ พาทย์
เพลงหน้าพาทย์ คือ เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยา พฤติกรรมต่าง ๆ และอารมณ์ของตัวละคร เช่น
เพลงโอดสาหรับร้องไห้เสียใจ เพลงกราวราสาหรับเยาะเย้ยสนุกสนาน เพลงเชิดฉานสาหรับพระรามตามกวาง
เพลงแผละสาหรับครุฑบิน เพลงคุกพาทย์สาหรับทศกัณฐ์แสดงอิทธิฤทธ์ิความโหดร้าย หรือสาหรับหนุมาน
แผลงอทิ ธิฤทธ์ิ หาวเป็นดาวเปน็ เดือน เป็นต้น นอกจากน้นั ยังหมายถึงเพลงท่ีบรรเลงประกอบกิรยิ าสมมติที่แล
ไม่เหน็ ตัวตน เชน่ เพลงสาธุการ เพลงตระเชญิ เพลงตระนมิ ิต เพลงกระบองกัน สาหรับเชิญเทพยดาให้เสด็จมา
แต่ไม่มีใครมองเห็นการเสด็จมาของเทพยดาในเวลานั้น เช่น บรรเลงประกอบพิธีไหว้ครู ครอบครูดนตรีและ
นาฏศิลป์ และยังเป็นเพลงท่ีบรรเลงประกอบกิริยาท่ีเป็นอดีตไม่ใช่ปัจจุบัน เช่น เม่ือพระเทศน์มหาชาติกัณฑ์
มัทรีจบลง ปี่พาทย์บรรเลงเพลงทยอยโอด คือ บรรเลงเพลงโอดกับเพลงทยอยสลับกัน เพื่อประกอบกิริยา
คร่าครวญ โศกเศร้าเสียใจของพระนางมัทรี ตัวเอกของกัณฑ์นี้ เม่ือทราบว่าพระเวสสันดรได้บริจาค ๒ กุมาร

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๘๗

กัณหาและชาลีใหแ้ ก่พราหมณ์ชูชกไป พระได้เทศน์เร่อื งนี้จนจบลงแล้ว แตป่ ีพ่ าทย์เพิ่งจะบรรเลงเพลงประกอบ
เรื่อง อย่างนี้ถือว่าเป็นการบรรเลงประกอบกิริยาสมมติท่ีเป็นอดีต เป็นต้น เพลงหน้าพาทย์นิยมบรรเลงดนตรี
เพียงอยา่ งเดยี ว ไมม่ รี ้อง

เพลงหน้าพาทยแ์ บ่งตามฐานนั ดร แบง่ ออกเป็น ๒ ชนดิ คอื
๑) หน้าพาทย์ธรรมดา ใช้บรรเลงประกอบกิริยาอารมณ์ของตัวละครท่ีเป็นสามัญชน เป็น

เพลง หน้าพาทยไ์ ม่บงั คับความยาว การจะหยุด ลงจบ หรอื เปลยี่ นเพลง ผ้บู รรเลงจะต้องดทู า่ ราของตวั ละคร
เปน็ หลัก เพลงหนา้ พาทย์ชนิดนี้โดยมากใชก้ ับการแสดงลเิ กหรือละคร เช่น เพลงเสมอ เพลงเชดิ เพลงรัว เพลง
โอด

๒) หน้าพาทยช์ นั้ สูง ใช้บรรเลงประกอบกิริยา อารมณข์ องตัวละครผู้สูงศักดหิ์ รอื เทพเจ้าต่าง
ๆ เป็นเพลงหน้าพาทย์ประเภทบังคับความยาว ผู้ราจะต้องยืดทานองและจังหวะของเพลงเป็นหลักสาคัญ จะ
ตัดให้สั้นหรือเติมให้ยาวตามใจชอบไม่ได้ โดยมากใช้กับการแสดงโขน ละคร และใช้ในพิธีไหว้ครู ครอบครู
ดนตรีและนาฏศิลป์ เช่น เพลงตระนอน เพลงกระบองกัน เพลงตระบรรทมสินธ์ุ เพลงบาทสกุณี เพลงองค์
พระพิราพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงอนงค์พระพิราพ ถือกันว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงสดุ ในบรรดาเพลงหนา้
พาทยท์ ้งั หลาย

เพลงหน้าพาทยแ์ บ่งตามหนา้ ที่การนาไปใชป้ ระกอบการแสดงของตัวละคร แบง่ ได้ ๗ ลักษณะ คอื
๑) เพลงหนา้ พาทย์ประกอบกริ ยิ าไปมา ได้แก่
เพลงเสมอ ใชป้ ระกอบกิรยิ าการเดินทางระยะใกล้ ไปชา้ ๆ ไม่รบี รอ้ น
เพลงเชดิ ใช้ประกอบกิรยิ าการเดินทางระยะไกลไปมาอยา่ งรีบร้อน
เพลงโคมเวยี น ใช้ประกอบกริ ยิ าการเดินทางในอากาศของเทวดาและนางฟ้า
แผละ ใช้ประกอบกิรยิ าการไปมาของสตั วม์ ีปกี เช่น นก ครุฑ
เพลงชุบ ใชป้ ระกอบกิริยาไปมาของตัวละครศักดต์ิ า่ เชน่ นางกานลั

๒) เพลงหน้าพาทย์ประกอบการยกทพั ได้แก่
เพลงกราวนอก สาหรบั การยกทัพของมนษุ ย์ และลิง
เพลงกราวใน สาหรบั การยกทัพของยกั ษ์

๓) เพลงหน้าพาทย์ประกอบความสนุกสนานรา่ เริง ไดแ้ ก่

เพลงกราวรา สาหรับกิริยาเยาะเย้ย

เพลงสนี วล เพลงชา้ เพลงเรว็ สาหรบั แสดงความรื่นเริง

เพลงฉยุ ฉาย แมศ่ รี สาหรบั แสดงความภูมใิ จในความงาม

๔) เพลงหน้าพาทยป์ ระกอบการแสดงอิทธิฤทธป์ิ าฏหิ ารยิ ์ ไดแ้ ก่
เพลงตระนิมิตร สาหรบั การแปลงกาย ชบุ คนตายให้ฟ้นื
เพลงคกุ พาทย์ สาหรับการแสดงอทิ ธฤิ ทธิ์ หรอื เหตกุ ารณ์อันน่าสะพรงึ กลวั
เพลงรวั ใช้ท่วั ไปในการสาแดงเดช หรือแสดงปรากฏการณ์โดยฉบั พลัน

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๘๘

๕) เพลงหน้าพาทย์ประกอบการต่อสู้และติดตาม ได้แก่
เชดิ นอก สาหรับการต่อสู้หรือการไลต่ ดิ ตามของตวั ละครท่ีไมใ่ ช่มนุษย์
เชน่ หนุมานไล่จบั นางสุพรรณมจั ฉา หนมุ านไล่จบั นางเบญกาย
เพลงเชิดฉาน สาหรับตวั ละครที่เป็นมนุษย์ไลต่ ามสตั ว์ เช่น พระรามตามกวาง
เพลงเชิดกลอง สาหรบั การตอ่ สู้ การรุกไลฆ่ ่าฟนั กนั โดยท่ัวไป
เพลงเชิดฉ่งิ ใช้ประกอบการรากอ่ นท่จี ะใช้อาวธุ สาคัญหรือกอ่ นกระทากจิ
สาคัญ

๖) เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอารมณ์ทั่วไป ได้แก่
เพลงกลอ่ ม สาหรบั การขับกล่อมเพอื่ การนอนหลบั
เพลงโลม สาหรบั การเข้าพระเข้านาง การเลา้ โลมดว้ ยความรัก
เพลงโอด สาหรับการรอ้ งไห้
เพลงทยอย สาหรบั อารมณเ์ สียใจ เศรา้ ใจขณะที่เคลอ่ื นทีไ่ ปดว้ ย เช่น เดิน
พลางร้องไห้พลาง

๗) เพลงหนา้ พาทยเ์ บด็ เตลด็ ได้แก่
เพลงตระนอน แสดงการนอน
เพลงลงสรง สาหรบั การอาบนา้
เพลงเซ่นเหลา้ สาหรับการกิน การดื่มสุรา

เพลงหน้าพาทย์ทั้ง ๗ ลักษณะน้ี ล้วนเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่นามาใช้ในการแสดงต่าง ๆ เช่น
ลิเก ละคร และโขนอยู่บ่อยคร้ัง ดังน้ัน หากสังเกตและศึกษาหาความรู้ในเรื่องเพลงหน้าพาทย์เหล่านี้ จะช่วย
ให้สามารถดูศลิ ปะการแสดงต่าง ๆ ของไทยไดอ้ ย่างเข้าใจ และมคี วามเพลดิ เพลินยง่ิ ขึน้

๙.๕ กาเนิดการรา
เกิดจากการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า แต่โบราณมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาไม่มีสิ่งใดอันจะยึดเป็นท่ีพึ่งทาง
จิตใจ หรือเครื่องเคารพสักการะเหมือนปัจจุบัน เทพเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้าเข้ามามีบทบาทสาคัญในชีวิตมนษุ ย์
ซึ่งเกิดจากการสมมติ เมื่อมีการรวมพลังจิตมากเข้า ก็ทาให้สิ่งสมมติมีความศักด์ิสิทธิ์ประสบความสาเร็จในท่ี
ปรารถนา เช่น ญี่ปุ่นนับถือดวงอาทิตย์ เป็นการบูชาความสาคัญของดวงอาทิตย์ที่ให้ความร้อนและแสง
สว่าง อินเดียบูชารูปเคารพซึ่งแต่งต้ังเป็นเทพเจ้าต่าง ๆ ไทยเชื่อเร่ืองภูต ผี เทพารักษ์ เจ้าป่า เจ้าเขา รูปเคารพ
ต่าง ๆ ที่มนุษย์สมมติขึ้นต่างได้รับการบวงสรวงบูชาด้วยอาหาร หรือสรรพส่ิงอันควร จากน้ันมีการบวงสรวง
ด้วยการร่ายรา กระโดดโลดเต้นตามจังหวะ เช่น กลุ่มแอฟริกา คนป่า ชาวเขา เป็นแบบแผนวัฒนธรรมของ
แต่ละชาติ นบั ไดว้ า่ เป็นนาฏศลิ ป์พื้นฐาน ประเทศอนิ เดียมีหลักฐานปรากฏว่ามีการร่ายราอ้อนวอนบชู าเทพเจ้า
ในคัมภรี ์หน่ึงในสขี่ องคมั ภรี ์ไตรเวท อันมี ฤคเวท ยชุ รเวท สามเวท และอาถรรพเวท
ตอ่ มามกี ารขบั ร้องประกอบการรา่ ยรา เพือ่ ใหม้ คี วามงดงามทางเสยี งประกอบการราเรียกว่า
นาฏยเวท เม่ือศิลปะแห่งการรารุ่งเรืองในประเทศอินเดีย พราหมณ์ได้นาเอาตารานาฏเวทมาสอนในประเทศ
ไทย ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเข้ามาในสมัยใด และเปล่ียนชื่อตารานาฏศาสตร์ เช่ือกันว่า พระภรตมุนีเป็นผู้

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๘๙

รจนา ตารานาฏยศาสตร์น้ี บางคร้ังเรียกวา่ ตาราภรตศาสตร์ มีตานานแหง่ การฟ้อนราของอินเดีย กล่าววา่ พระ
ศวิ ะทรงเป็นบรมครแู ห่งการฟอ้ นรา ดังมตี านานที่ไดก้ ลา่ วไวใ้ นตานานการฟอ้ นราของอนิ เดีย

๙.๕.๑ ทา่ รานารายณ์แปลง
ท่ารานารายณ์แปลงที่ปรากฏในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก เป็นท่า
ราพื้นฐานของการศึกษานาฏศิลป์ไทยเบ้ืองต้น เรียกว่า “ราแม่บท” (แม่บทเล็กหรือแม่บทนางนารายณ์) ใช้
ทานองเพลงชมตลาด มีลีลาเอ้ือนช้า นุ่มนวลและอ่อนช้อยตามลักษณะของท่าราไทยแบบมาตรฐาน ซ่ึงเป็น
พืน้ ฐานในการราเพลงอน่ื ๆ

ตารางท่ารานารายณแ์ ปลง

ช่อื ทา่ รา ทว่ งท่ารา ภาพประกอบ

๑. เทพนม ยกมอื ประนมระหวา่ งอก

๒. ปฐม มือทั้งสองต้ังวงประสานกันระดับอก ยกวง
ขวาทับวงซา้ ย กระดกเทา้ ขวา

๓. พรหมส่ีหน้า มือทั้งสองจีบคว่าแล้วยกข้ึนตั้งวงบัวบาน
กระดกเทา้ ซ้าย

๔. สอดสร้อยมาลา สอดสร้อย
ตั้งเท้าซ้ายข้ึนข้างหน้า มือขวาต้ังวงบน มือ
ซา้ ยจบี ชายพก

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๙๐

มาลา

ลกุ ข้นึ ยืนหมุนตวั ไปทางขวา มอื ซ้ายตง้ั วงบน
มือขวาจีบที่ชายพก เอียงขวาแตะเท้าขวา
หมุนตวั ไปทางขวา วิง่ รอบตัวหนั มาด้านขวา

๕. กวางเดนิ ดง ถอยเท้าซ้ายลงหลังยกเท้าขวาข้างหน้า ก้าว
เท้าขวาลง มือซ้ายยื่นเหลื่อมไปข้างหน้า
นิ้วชี้กับน้ิวกลางเหยียดตึง น้ิวท่ีเหลือทั้งสาม
เก็บรวมกันไว้มือขวาย่ืนเหล่ือมไปข้างหน้า
ต่ากวา่ มือซ้าย เอียงขวา

๖. หงสบ์ ิน ถอนเท้าขวาลงหลัง จีบหงาย ๒ มือ เอียง
ขวา แล้วส่งจีบไปข้างหลังแขนตึง ยกเท้า
ซ้าย วาดจีบหลังขึ้นมาตั้งวงบนทั้ง ๒ ข้าง
กลับเอียงซ้าย ก้าวเท้าซ้ายลง ว่ิงซอยเท้า
หมุนตัวมาดา้ นซา้ ย

๗. กินรินเลยี บถ้า กินริน

กา้ วเท้าซา้ ย จีบคว่าท้งั สองมือ เอียงซ้าย ยก
เท้าขวาขึ้น มือซ้ายจีบปรกข้าง มือขวาจีบ
หงายเหยยี ดแขนตงึ ระดับไหล่ เอยี งขวา

๘. ชา้ นางนอน วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๙๑

เลยี บถา้

ก้าวเท้าขวาหมุนตัวจากทางซ้ายมาทางขวา
พร้อมกับม้วนมอื จีบท้ัง ๒ ขา้ งคลายออก มือ
ซ้ายป้องหน้าอยู่สูงระดับศีรษะ กันมือ
ออกไปข้าง ๆ มือขวาคลายจีบออกหงายฝ่า
มือและงอศอกเข้าเล็กน้อย ยกเท้าซ้ายข้ึน
เอยี งซา้ ย วางเทา้ ซ้าย ว่ิงมาดา้ นซา้ ย มือขวา
วาดสา่ ยขึ้นลง

อกี ช้า

ถอนเท้าซ้าย ยกเท้าขวา จีบคว่าท้ังสองมือ
ระดับหน้าท้อง เอียงซ้าย คลายจีบทั้งสอง
มือซ้ายตั้งวงล่าง มือขวาเหยียดตึงไปข้าง ๆ
ระดบั ไหล่เอยี งขวา วางเท้าขวาลง

๙. ภมรเคลา้ นางนอน

หมุนตัวไปทางด้านซ้าย ยกเท้าซ้าย มือซ้าย
หงายฝา่ มอื ไปทางด้านขา้ งงอศอก มอื ขวาตั้ง
วงล่าง เอียงซ้าย วางเท้าซ้ายไขว้เอียงขวา
มื อ ซ้ า ย ว ง บ น มื อ ข ว า จี บ ข้ า ง ว ง ว ง
เปล่ียนเป็นเอียงซ้าย ประเท้าขวา ซอยเท้า
กลับมาดา้ นหน้า

หันมาด้านหน้า ย่อตัวเท้าขวาก้าวข้างแล้ว
ยืดตัวขึ้น มือขวาต้ังวงบน มือซ้ายยกข้ึนจีบ
ปัดไปทางขวาระดับเดียวกับวง เอียงขวา
แตะจมกู เทา้ ซ้ายกับพ้ืน

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๙๒

๑๐. แขกเตา้ เข้ารงั ย่อตัวเท้าขวาก้าวข้าง มือขวาจีบปรกข้าง
มือซ้ายจีบต่อศอก เอียงซ้าย ยกเท้าซา้ ย

๑๑. ผาลาเพียง ผาลา
ไหล่
เท้าซ้ายวางหลัง ยกเท้าขวาขึ้น มือขวาม้วน
จบี ออกต้ังวงบน มือซา้ ยเลือ่ นไปทางซ้าย ตั้ง
วงแล้วหงายฝ่ามือ งอศอก ก้าวเท้าขวาลง
ดา้ นหนา้ เอยี งขวา

เพยี งไหล่

ถอยเท้าขวา หมุนตัวมาทางขวาเอียงขวา
มือท้ังสองจีบคว่าระดับชายพก ประเท้าซ้าย
เอียงซ้าย ซอยเท้าถ่ี ๆ มาด้านหน้า ก้าวเท้า
ขวากระดกเท้าซ้าย หงายฝ่ามือท้ังสองออก
งอศอก ตง้ั ระดบั ไหล่

๑๒. เมขลาลอ่ แกว้ เมขลา

ก้าวเท้าซ้าย มือซ้ายจีบปรกข้าง มือขวาต้ัง
วงสงู เอยี งซา้ ย ม้วนจีบซ้ายเปล่ยี นเปน็ ตั้งวง
บน หงายฝ่ามือขวาลงเป็นวงกลางแล้วจีบ
ล่อแก้วหักข้อมือลง เอียงขวา กระดกเท้า
ขวา

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๙๓

๑๓. มยเุ รศฟอ้ น ล่อแก้ว (โยนแกว้ แววไว)

หันตัวมาหน้าตรง ก้าวเท้าไปข้างหน้า ๒
ก้าว เริ่มจากขวาแล้วซ้าย พร้อมกับโยนมือ
ขวาที่ล่อแก้วข้ึนด้านหน้า มือซ้ายจีบส่งหลัง
กระดกเท้าขวาหลัง เอียงซ้าย จากน้ันก้าว
เทา้ ขวาไขวห้ นา้ แล้วขย่ันเท้า พร้อมกับพลิก
มอื ลอ่ แกว้ หงายออกข้าง เอียงขวา แล้วพลิก
ล่อแก้วขึ้นต้ัง เอียงซ้าย หยุดขยั่นเท้า หงาย
จีบล่อแก้วออกอีกครั้ง แล้วพลิกขึ้นต้ัง
เหมือนเดิม พร้อมกับลักคอ ตรงคาว่า "แวว
ไว"

มยุเรศ

ก้าวเท้าซ้ายข้างหน้า มือท้ังสองจีบหงาย
ระดับอก เอียงซ้าย กระดกเท้าขวา เปลี่ยน
จีบเป็นตัง้ วงกลางท้งั สองข้าง ศรี ษะตรง

ฟ้อน

ก้าวเท้าขวา หันตัวมาทางขวา เปลี่ยนมือใน
ท่าสอดสร้อย เอียงซ้าย กระดกเท้าซ้าย มือ
ซ้ายส่งข้ึนต้ังวงบน มือขวาจีบคว่าแล้ว
เปลยี่ นเป็นวงแขนตึง เอียงขวา

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรยี น ม.๒ ๙๔

๑๔. ลมพัดยอด หมุนตัวมาด้านหน้า ก้าวเท้าซ้ายไขว้หน้า
ตอง จีบซ้ายด้านหน้า มือขวาต้ังวงบน เอียงขวา
ตรงคาว่า “ยอดตอง” จากน้ันช้อนมือขวา
(ยอดตองต้องลม) เป็นจีบปรกหน้า มือซ้ายส่งจีบไปหลังแขน
ตึง กระดกเท้าขวาหลัง เอียงซ้าย ตรงคาว่า
“ต้องลม” จากนั้นสะบัดจีบออกตั้งวง เอียง
ข ว า แ ล้ ว ส ะ บั ด เ ข้ า ม า จี บ ป ร ก ห น้ า
เหมือนเดิม เอียงซา้ ย ทา ๔ จังหวะ

๑๕. พรหมนิมติ ก้าวเท้าขวา กระดกเท้าซ้าย ประนมมือ
ระหว่างอก ปลายมือท้งั สองบานออก

๑๖. พสิ มยั เรยี ง พิสมัย
หมอน
มือทั้งสองตั้งวงไขว้กันทาบเหนืออก ก้าว
ซา้ ยเอียงซ้าย หมุนตวั ไปทางขวารอบตัว

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๙๕

เรยี งหมอน
หันตัวมาด้านหน้า ก้าวเท้าขวา มือท้ังสอง
จีบระดับหน้าท้อง เอียงซ้าย กระทุ้งเท้าซ้าย
ยกข้ึน มือซ้ายตั้งวงบน มือขวาเหยียดแขน
ตงึ ระดบั ไหล่ เอยี งขวา

๑๗. มจั ฉาชมสาคร มัจฉา
มือซ้ายต้ังวงบน มือขวาจีบหงายแขนตึง
ระดับไหล่ ยกเท้าขวาแตะครึ่งน่องเท้าซ้าย
เอยี งขวา

ชมสาคร
หมุนตัวมาทางขวา เอียงขวา มือซ้ายยกข้ึน
ป้อง มือขวาหงายฝ่ามือ งอศอก ยกเท้าซ้าย
เอยี งซา้ ย

๑๘. พระสีก่ รขว้าง พระสี่กร
จักร
หันตัวมาด้านหน้า ก้าวเท้าซ้าย มือทั้งสอง
จีบล่อแกว้ คว่าแล้วหงายขอ้ มอื งอศอกระดับ
ไหล่ ยกมือจีบล่อแก้วขึ้นต้ังระดับวงกลาง
กระดกเท้าขวา

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๙๖
ขวา้ งจกั ร
หันตวั ไปทางขวา วางเทา้ ขวา เอยี งซ้าย แทง
มือขวาในท่าล่อแก้ว ยกขึ้นตั้งระดับวงบน
มือซ้ายทาท่าล่อแก้วระดับวงล่าง วางเท้า
ซ้ายแล้วยกเท้าขวาข้ึนด้านหน้า เอียงขวา
ประเท้าขวา ซอยเท้าหมนุ ตัวทางขวา

ทม่ี า: แต้ว บา้ นรกั ษไ์ ทย, ๒๕๕๑: ออนไลน์

๙.๕.๒ ท่ารานาคามว้ นหาง

ภาพท่ี ๑๕ ท่ารานาคามว้ นหาง
ที่มา: https://deadmanstation.wordpress.com

ท่าราสุดท้ายท่ีปรากฏในบทประพันธ์ คือท่านาคาม้วนหาง เป็นท่าราท่ีนางอัปสรหลอก
ล่อใหน้ นทกราตาม ทาให้น้ิวเพชรของนนทกชี้ไปทข่ี าของตน ซงึ่ ทา่ รานไ้ี ม่ไดจ้ ัดอยู่ในท่าราแม่บทของนาฏศิลป์
ไทย แต่กเ็ ป็นท่าราทางนาฏยศัพท์ เม่อื ผรู้ าราตามคารอ้ ง ทา่ ราท่ไี ดจ้ ะอยใู่ นลักษณะทน่ี ิ้ว ชไี้ ปยังขาของผู้รา

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๙๗

๑๐. บทสรปุ

บทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลท่ี 1 ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ให้เป็นยอดแห่งกลอนบทละคร
นอกจากจะทาให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพแล้ว เนื้อหายังมีข้อคิดท่ีสามารถนามาประยุกต์ใช้ได้ในสังคมปัจจุบัน ซึ่ง
จุดมุ่งหมายในการแต่งขึ้นก็เพ่ือทานุบารุงวรรณกรรมของชาติไว้ให้เป็นสมบัติของอนุชนรุ่นหลงั สืบไป เพื่อเป็น
สิ่งแสดงความเจริญของบ้านเมือง และเพ่ือเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ใชค้ าประพันธป์ ระเภทร่ายดน้ั และกลอนบทละคร

ตัวละครที่สาคัญในเรื่อง คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และนนทก โดยเนื้อเรื่องกล่าวถึงเร่ืองราวของ
ยกั ษต์ นหนง่ึ ช่อื ว่า นนทก ผทู้ าหน้าทีล่ ้างเท้าให้เหลา่ เทวดาทีม่ าเขา้ เฝ้าพระอิศวรทเ่ี ชงิ เขาไกรลาศ แตถ่ ูกเทวดา
กล่ันแกล้งและดึงผมจนทาให้ศีรษะล้าน ตนเกิดความโศกเศร้าและคับแค้นใจจึงไปเข้าเฝ้าพระอิศวรเพื่อขอน้ิว
เพชรไว้ป้องกันตัว เม่ือพระอิศวรประทานพรให้ นนทกกลับนาน้ิวเพชรไปฆ่าเหล่าเทวดาทาให้เดือดร้อนไปทั่ว
สวรรค์ จนพระอิศวรต้องให้พระนารายณ์ลงมาปราบด้วยการแปลงกายเป็นนางอัปสรมาหลอกล่อให้นนทก
หลงใหลและราตามจนน้ิวเพชรชี้ไปที่ขาของตน หลังจากน้ันจึงรู้ว่าพระนารายณ์แปลงกายลงมาล่อลวงตนจึง
พูดจาดูหม่ินและกล่าวว่าพระอิศวรรังแกตนผู้มีสองมือและอ่อนแอกว่า พระอิศวรจึงสาปให้นนทกไปเกิดเป็น
ทศกัณฐท์ มี่ สี ิบหัว ยีส่ ิบมอื และตนจะอวตารลงไปเปน็ มนุษยม์ ีสองมือ ตามไปฆ่าเอาชวี ิตนนทกในชาติหนา้ และ
ได้ตัดศรี ษะนนทกขาดไป หลงั จากน้นั นนทกจึงไปเกดิ เป็นทศกณั ฐ์ โอรสท้าวลสั เตยี น เจา้ เมืองลงกา

บทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม และความเชื่อต่าง ๆ
ของสังคมไทย อีกท้ังยังสะท้อนให้เห็นแก่นสาคัญของเรือ่ ง คือ การผูกใจเจ็บแค้น ไม่ยอมให้อภัย ย่อมนามาซ่งึ
ความเดือดร้อน สะท้อนสภาพความเป็นจริงของสังคมและมนุษยท์ ่ีเต็มไปด้วยรัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งนับว่าเปน็
วรรณคดีที่มีคุณค่าเสมือนเคร่ืองมือท่ีช่วยสะท้อนความจริง โดยบทประพันธ์นี้นอกจากจะให้คุณค่าด้านสังคม
ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีคุณค่าในด้านเน้ือหา แนวคิด ด้านวรรณศิลป์และข้อคิดท่ีสามารถนาไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน ซึ่งทาให้เกิดความงดงามในด้านต่าง ๆ จนได้รับการยกย่องให้เป็นยอดแห่งกลอน
บทละครและได้รบั ความนยิ มอย่างแพรห่ ลายจนถงึ ปจั จบุ ัน

บทประพันธ์ในบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก มีตอนหนึ่งท่ีมีความสาคัญโดย
ปรากฏทา่ ราท่เี ปน็ พื้นฐานของการศกึ ษานาฏศลิ ปไ์ ทยในปัจจุบัน จานวน ๑๘ ทา่ เรยี กวา่ ราแมบ่ ท ได้แก่ เทพ
นม, ปฐม, พรหมสี่หน้า, สอดสร้อยมาลา, กวางเดินดง, หงส์บิน, กินรินเลียบถ้า, ช้านางนอน, ภมรเคล้า, แขก
เต้าเข้ารัง, ผาลาเพียงไหล่, เมขลาล่อแก้ว, มยุเรศฟ้อน, ลมพัดยอดตอง, พรหมนิมิต, พิสมัยเรียงหมอน, มัจฉา
ชมสาคร, พระส่ีกรขว้างจักร ซ่ึงนับว่ามีความสาคัญอย่างย่ิงในวงการนาฏศิลป์ของไทยเพราะใช้เป็นพ้ืนฐานใน
การราชุดต่าง ๆ ต่อไป

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๙๘

บรรณานกุ รม

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (๒๕๖๑). หนงั สือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ภาษาไทย วรรณคดวี ิจักษ์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่
๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว.

แตว้ บา้ นรักษไ์ ทย. (๒๕๕๑). ท่าราแมบ่ ทเล็กและภาพประกอบ. สบื คน้ เมอื่ วัน ๑๑ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๓, จาก
เว็บไซต:์ http://thaidanceclass.blogspot.com/๒๐๐๘/๑๑/blog-post_๒๗.html.

บา้ นราไทย. (๒๕๕๑). เพลงหนา้ พาทย์. สืบคน้ เมอ่ื วนั ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓, จากเว็บไซต:์
http://www.banramthai.com/html/napat.html.

บ้านราไทย. (๒๕๕๑). แมบ่ ทเลก็ . สืบค้นเม่อื วัน ๑๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๓, จากเว็บไซต:์
http://www.banramthai.com/html/maebot.html.

บุญเหลอื ใจมโน. (๒๕๕๕). การแต่งคาประพนั ธ.์ กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์
พทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช , พระบาทสมเดจ็ พระ. (๒๕๕๗). บทละครเร่อื งรามเกยี รต์ิ เล่ม ๑-๔. สโุ ขทัย :

นครสาสน์ .
มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม. (๒๕๖๓). ละครใน. สบื ค้นเมอ่ื วนั ๙ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๓, จากเว็บไซต:์

http://ich.culture.go.th.
อดุ ม เชยกวี งค์. (๒๕๕๒). พระมหากษตั รยิ ์แหง่ กรงุ รตั นโกสินทร(์ รัชกาลท่ี ๑ - รัชกาลที่ ๙). กรุงเทพฯ :

แสงดาว.
pakin. (๒๕๕๑). พระนารายณ์. สืบค้นเมอื่ วัน ๙ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๓, จากเว็บไซต:์

http://hinduangel.blogspot.com.

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๙๙

บทที่ ๕ กาพย์หอ่ โคลงประพาสธารทองแดง

บทนา
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง เป็นพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ซ่ึงเป็นบทนิราศท่ีไม่ได้

พรรณนาถึงการพรากจากคนรกั แตเ่ ปน็ การบันทึกความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยาอันเป็นแนวสารคดี พรรณนา
ถึง ธรรมชาติ สัตว์ป่า และพืชพันธุ์ อีกท้ังยังอุดมไปด้วยรสวรรณศิลป์ มีการแทรกด้วยโคลงกลบทในบางบท
ซ่งึ สามารถใหค้ วามรู้และความสนกุ สนานบนั เทิงใจเปน็ อย่างมาก
ประวัติความเปน็ มา

กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง เปน็ บทประพนั ธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ไชยเชษฐส์ ุริยวงศ์ หรือ
เจ้าฟา้ ก้งุ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเม่ือคร้ันตามเสด็จสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวบรมโกศโดยสถลมารคไปนมัสการพระพุทธ
บาท จังหวัดสระบุรี ท้ังนี้คาว่าธารทองแดงเป็นชื่อลาน้าท่ีเขาพระพุทธบาท ท่ีอยู่ในบริเวณพระพุทธบาท อัน
เป็นทรี่ ืน่ รมย์ด้วยธรรมชาติ มสี ตั ว์ต่าง ๆ และพนั ธ์ไุ มต้ ่างอยู่มากมาย

นอกจากน้ี ที่แห่งน้ีเป็นบริเวณที่ตั้งพระตาหนักธารเกษม ที่มีมาตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาท
ทอง ในหนงั สือปรทิ รรศน์แหง่ วรรณคดีไทยของ "นายตารา ณ เมอื งใต"้ ซ่ึงเรียบเรียงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ เรียกช่ือ
วรรณคดเี รื่องนวี้ ่า “กาพยห์ อ่ โคลงประพาสธารทองแดง”ตามลักษณะคาประพนั ธ์และเน้ือเรอ่ื ง

ต่อมาเมื่อกรมศิลปากรอนุญาตให้นาเรื่องนี้ไปพิมพ์รวมกับพระนิพนธ์เร่ืองอ่ืนของเจ้าฟ้าธรรมธเิ บศร
เพื่อเผยแพร่ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาเลขวณิชธรรมวิทกษ์ (เย่ียม เลขะวณิช) ใน พ.ศ. ๒๕๐๕ ก็ได้
เขยี นคานาอธิบายเก่ียวกับเร่อื งนีเ้ รียกชื่อวา่ นิราศ โดยเทยี บกับชอื่ พระนิพนธอ์ ีกเร่ืองหนึง่ ทีแ่ ตง่ คูก่ ันคือ กาพย์
ห่อโคลงนิราศธารโศก ทาให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเร่ืองน้ีมีช่ือว่ากาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง และเข้าใจเช่นนี้มา
จนกระทังปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในหนังสือเรียนวรรณคดีวิจักษ์จะใช้ช่ือเดิมว่า กาพย์ห่อโคลงประพาสธาร
ทองแดง
ประวตั ิและผลงานของผแู้ ต่ง

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (บางแห่งใช้ “ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ”) หรือเจ้าฟ้ากุ้ง เป็นพระราช
โอรสพระองคใ์ หญใ่ นสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั บรมโกศกับสมเดจ็ พระพันวสั สาใหญ่หรือกรมหลวงอภัยนุชิต ประสตู ิ
เมื่อ พ.ศ. ๒๒๕๘ เมื่อสมเด็จพระราชบิดาเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติใน พ.ศ. ๒๒๗๖ ทรงได้รับการสถาปนาให้
เป็นเจา้ ฟ้าธรรมธเิ บศรกรมขุนเสนาพิทกั ษ์

ครงั้ หนงึ่ ทรงลอบฟันพระภิกษุเจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ พระนดั ดาของพระบรมราชชนกเนื่องจาก
ทรงเกรงว่าเจ้าฟ้ากรมขุนสเุ รนทรพิทักษ์จะทรงได้รับราชสมบัติเปน็ พระเจ้าแผน่ ดินพระองค์ต่อไปดว้ ยเหตุนจ้ี ึง
ทรงออกผนวชเพื่อหนีพระราชอาญาพระองค์ประทับในรม่ กาสาวพัสตร์ ๓ พรรษาและได้ทรงลาสิกขาเม่ือพระ
ราชชนนึกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๒๘๔ ทรงได้รับสถาปนาเป็นกรม
พระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นตาแหน่งองค์รัชทายาท และพระราชทานเจ้าฟ้าอินทสุดาวดี กรมขุนอิสาร
เสนเี ป็นพระชายา

ครั้นถึงพ.ศ. ๒๒๙๘ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรถูกกล่าวหาว่าทรงลอบรักกับเจ้าฟ้าสังวาลย์พระมเหสีอีก
พระองค์หน่ึงของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศผู้เป็นพระราชบิดาพระองค์จึงมีพระบรมราชโองการให้ชาระ
ความเจ้าฟ้าท้ังสองพระองค์ทรงยอมรับผิดจึงถูกลงพระราชอาญาโบยจนสิ้ นพระชนม์พระศพฝังอยู่ที่วัดไชย
วฒั นาราม จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา


Click to View FlipBook Version