The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดที่ ๒ วรรณคดี ม.๒

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by www.lovedapqee, 2021-06-15 00:24:09

ชุดที่ ๒ วรรณคดี ม.๒

ชุดที่ ๒ วรรณคดี ม.๒

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๑๐๐

พระกรณียกิจสาคัญของพระองค์ในด้านพระพุทธศาสนาคือ ทรงเป็นแม่กองปฏิสังขรณ์วัดพระศรสี รร
เพชญ์ รื้อมณฑปท่ีประดิษฐานพระมงคลบพิตรและก่อสร้างใหม่โดยแปลงเป็นวิหารอานวยการซ่อมพระที่นั่ง
วหิ ารสมเดจ็ และวัดอน่ื ๆ อกี มากมาย

ทรงพระนิพนธ์วรรณคดีหลายเรื่อง กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง หรอื กาพย์ห่อโคลงประพาสธาร
ทองแดง กาพย์หอ่ โคลงนิราศธารโศก กาพยเ์ ห่เรือ บทเห่เร่ืองกากี บทเหส่ งั วาสและเห่ครวญ นนั โทปนันทสูตร
คาหลวง พระมาลัยหลวง เพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง เป็นท่ียอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าพระองค์ทรงพระนิพนธ์
วรรณคดีได้อย่างยอดเยี่ยมพระนิพนธ์ของพระองค์ เป็นต้นแบบของการแต่งวรรณคดีประเภทกาพย์เห่เรือใน
สมัยต่อมา

จดุ ประสงคใ์ นการแตง่
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรหรือเจ้าฟ้ากุ้ง ทรงพระนิพนธ์เรื่องนี้มีจุดประสงค์สาคัญ คือ เพื่อเป็นบทชม

ธรรมชาติทั้งสองข้างทางท่ีพบเห็นระหว่างเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท อีกอย่างหน่ึงคือเพ่ือให้กาพย์ห่อ
โคลงเป็นวรรณคดที ี่มอี ยคู่ ูช่ าติสบื ไป

ลักษณะคาประพนั ธ์
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง แตง่ เปน็ กาพย์หอ่ โคลง ซง่ึ มีลักษณะทางฉันทลักษณ์ ดงั นี้ ข้ึนตน้

ด้วยกาพย์ยานี ๑ บท แล้วตามด้วยโคลงสี่สุภาพ ๑ บท ซ่ึงเน้ือหาในกาพย์และโคลงแต่ละบทใช้คาเริ่มต้นบท
ของโคลงตรงกับคาต้นบทของกาพย์ยานี ๑๑ โดยเน้ือความระหว่างโคลงกับกาพย์ต้องมี ใจความเหมือนกัน
กาพยห์ อ่ โคลงประพาสธารทองแดงน้นั มกี าพย์ท้งั สนิ้ ๑๐๘ บท และโคลง ๑๑๓ บท

กาพยย์ านี ๑๑ มีลักษณะคาประพนั ธ์ ดงั นี้
๑. บทหน่ึงมี ๒ บาท บาทหนึ่งมี ๒ วรรค วรรคแรกมี ๕ คา วรรคหลังมี ๖ คา รวมเป็น ๑๑ คา จึง

เรียกวา่ กาพยย์ านี ๑๑
๒. สัมผัสมีดังน้ี คาสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคาท่ี ๓ ของวรรคที่ ๒ คาสุดท้ายของวรรคที่ ๒

สัมผัสกับคาสุดท้ายของวรรคท่ี ๓ ถ้าจะแต่งบทต่อไป จะต้องให้คาสุดท้ายของบทต้น สัมผัสกับคาสุดท้ายของ
วรรคท่ี ๒ ของบทต่อไป ซ่ึงถือเป็นสัมผัสระหว่างบทในการแต่งกาพยย์ านี ๑๑ นั้นถ้าจะให้คาสุดท้ายของวรรค
ที่ ๓ สัมผัสกับคาท่ี ๑ หรอื ๒ หรอื ๓ ของวรรคที่ ๔ ดว้ ย ก็จะเป็นการเพิม่ ความไพเราะยิง่ ขึน้

๓. ถ้อยคาท่ใี ชใ้ นวรรคเดยี วกนั นยิ มมสี มั ผัสในเหมอื นกลอนจึงจะไพเราะ
๔. คาสุดท้ายของบท ห้ามใช้คาตายหรือคาที่มีรูปวรรณยุกต์และนิยมใช้เสียงวรรณยุกต์สามัญและ
จัตวา
กาพย์ยานมี กั นิยมแต่งเป็นบทสวด บทเหเ่ รือ บทพากย์โขน และบทสรภญั ญะที่ใช้ในบทละคร และมัก
นิยมแต่งเกี่ยวกบั ตอนทีพ่ รรณนาโวหาร หรอื ตอนท่ชี มสง่ิ ตา่ งๆหรือตอนท่ีโศกเศร้าคร่าครวญ

ตัวอย่าง

เทยี่ วเล่นเปน็ เกษมสุข แสนสงิ่ สนุกปลกุ ใจหวงั
เร่ร่ายผายผาดผงั หัวรกิ รืน่ ชืน่ ชมไพร

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๑๐๑

แผนผงั กาพย์ยานี ๑๑

ทมี่ า : http://onnari.blogspot.com/p/blog-page_18.html

โคลงส่สี ภุ าพมีกฎเกณฑ์การประพนั ธ์ ดังน้ี

๑. โคลงส่ีสุภาพบทหน่ึง มี ๔ บาท บาทหนงึ่ มี ๒ วรรค หรือวรรคหน้ากบั วรรคหลงั วรรคหน้าของทุก

บาทมีวรรคละ ๕ คา วรรคหลังของบทที่ ๑ ๒ และ ๓ มีวรรคละ ๒ คา ส่วนของบาทท่ี ๔ มี ๔ คารวมโคลงส่ี

สภุ าพบทหนงึ่ มี ๓๐ คา

๒.สัมผสั ดงั น้ี คาท่ี ๗ ของบาทที่ ๑ สมั ผสั กบั คาที่ ๕ ของบาทที่ ๒ และ ๓ คาท่ี ๗ ของบาทที่ ๒ สัมผสั

กบั คาท่ี ๕ ของบาทท่ี ๔ นอกจากน้ีเพ่ือความไพเราะยิ่งขนึ้ ควรมสี มั ผสั ในและสัมผัสอักษรระหวา่ งวรรคดว้ ย

๓.เอกโทและคาเปน็ คาตาย มีดังน้ี

๑) ตอ้ งมคี าเอก ๗ แหง่ และคาโท ๔ แหง่ ตามตาแหน่งในแผนผงั

๒) ตาแหน่งคาเอกและโทในบาทท่ี ๑ อาจสลับทกี่ ันได้ คือ เอาคาเอกไปไดใ้ นคาที่ ๕ และเอา

คาโทมาไว้ในคาท่ี ๔

๓) คาท่ี ๗ ของบาทที่ ๑ และคาที่ ๕ ของบาทที่ ๒ และ ๓ หา้ มใช้คาทมี่ รี ปู วรรณยุกต์

๔) ห้ามใช้คาตายท่ผี นั ดว้ ยวรรณยุกต์โท ในตาแหน่งโท

๕) คาสุดท้ายของบท ห้ามใช้คาตาย และคาท่ีมีรูปวรรณยุกต์ และเสียงท่ีนิยมกันว่าไพเราะ

คือเสยี งจตั วาไมม่ รี ูป หรือจะใช้เสียงสามญั ก็ได้เพราะเปน็ คาจบ จะตอ้ งเอื้อนลากเสียงยาว

๖) คาที่เป็นเอกโทษและโทโทษไม่ควรใช้อยา่ งย่งิ เพราะเป็นการขอไปทอี ย่างมักง่าย ทงั้ ทาให้

รูปคาเสียไปด้วย

๗) คาตายใชแ้ ทนคาเอกได้

๘) ถา้ เนื้อความยังไม่ส้นิ กระแส สามารถเติมคาสร้อยลงในทา้ ยบาทท่ี ๑ และที่ ๓ ๒ คา

ตัวอย่าง

สนกุ เกษมเปรมหนา้ เหลอื บ ลมื หลัง

แสนสนกุ ปลกุ ใจหวงั ว่งิ หร้ี

เดนิ ร่ายผายผันยงั ชายปา่

หวั รอ่ รื่นชน่ื ช้ี ส่องนวิ้ ชวนแล

แผนผงั โคลงส่สี ุภาพ

ที่มา : https://sites.google.com/site/niraswadxrunrachwraram/kholng-si-suphaph-khux-xari

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๑๐๒

ตัวอย่างกาพย์ห่อโคลง

เทยี่ วเล่นเปน็ เกษมสุข แสนส่งิ สนกุ ปลกุ ใจหวงั

เร่ร่ายผายผาดผงั หวั รกิ ร่นื ชื่นชมไพร

สนกุ เกษมเปรมหนา้ เหลอื บ ลืมหลงั

แสนสนกุ ปลกุ ใจหวัง วง่ิ หรี้

เดนิ ร่ายผายผันยงั ชายปา่

หวั รอ่ รน่ื ชื่นชี้ สอ่ งน้วิ ชวนแล

วเิ คราะหเ์ น้ือหา

กาพยห์ อ่ โคลงประพาสธารทองแดง เร่มิ เนื้อหาด้วยการกล่าวถึงขบวนเสร็จทางสถลมารค ทาใหท้ ราบ

ถึงลักษณะการเดนิ ทางของกวี แล้วตอ่ ด้วยเนอื้ หาที่ประมวลสภาพแวดลอ้ มระหว่างการเดินทางอย่างเปน็ ระบบ

ท้ังสัตว์ส่ีเท้า เช่น ช้าง วัว กวาง ฯลฯ สัตว์เล้ือยคลาน เช่น ตะกวด งูเขียว งูเหลือม ฯลฯ สัตว์ปีก เช่น ไก่ป่า

นกหว้า นกเงือก ฯลฯ สัตว์น้า เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย ฯลฯ และพรรณไม้ต่างๆ เช่น ทองกวาว น้อยหน่า ไผ่เทศ

ฯลฯ และปดิ ท้ายดว้ ยการบอกข้อมลู เกี่ยวกบั กวี จุดประสงคข์ องกวี และวธิ อี ่านโคลงใหไ้ พเราะ

๕๏ เทีย่ วเล่นเป็นสุขเกษม แสนสิ่งสนกุ ปลกุ ใจหวงั
เรร่ า่ ยผายผาดผัง หวั ริกรน่ื ช่ืนชมไพร
ลืมหลัง
สนกุ เกษมเปรมหนา้ เหลอื บ ว่ิงหรี้
แสนสนุกปลกุ ใจหวัง ชายป่า
เดนิ รา่ ยผายผันยัง สอ่ งนิว้ ชวนแล
หวั ร่อรืน่ ชื้นช้ี

ถอดคาประพนั ธ์
การเทย่ี วเล่นครง้ั น้ีเตม็ ไปดว้ ยสนกุ สนานเหมือนทีใ่ จหวัง เดนิ รีบเร่งรวดเรว็ ไปในป่าเร่ือย ๆ หัวเราะ

กันอยา่ งมีความสุข โดยมกี ารชี้นิ้วชวนให้ชนื่ ชมธรรมชาติ
อธบิ ายศัพท์

เรร่ า่ ย หมายถงึ ไปไม่เป็นตาแหนง่ แห่งท่ี
ผายผัน,ผาดผงั หมายถึง เดนิ อยา่ งรวดเร็ว
หร้ี หมายถงึ เปน็ คาโทโทษของ “รี่”

๒๐๏ เลียงผาอยภู่ ูเขา หนวดพรายเพราเขาแปลป้ ลาย

รปู ร่างอยา่ งแพะหมาย ขนเหมน็ สาบหยาบเหมือนกัน

เลียงผาอย่พู า่ งพ้นื ภูเขา

หนวดพู่ดูเพราเขา ไปลท่ ้าย

รปู ร่างอย่างแพะเอา มาเปรียบ

ขนเหมน็ สาบหยาบร้าย กล่ินกลา้ เหมือนกนั

ถอดคาประพนั ธ์

มีเลียงผาอยบู่ นภเู ขา รูปร่างของเลียงผามีลกั ษณะคล้ายกับแพะ มหี นวดงดงาม ปลายเขาโค้งไป

ขา้ งหนา้ ขนหยาบและมีกลน่ิ เหม็นสาบ

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรยี น ม.๒ ๑๐๓

อธบิ ายศัพท์ หมายถึง งาม
เพรา , พรายเพรา หมายถงึ แบนราบ
แปล้ หมายถึง ปลายโคง้ ไปขา้ งหน้า.
ไปล่ทา้ ย

๒๗๏ กระจงกระจติ เตยี้ วงิ่ เร่ยี เรี่ยน่าเอน็ ดู

เหมอื นกวางอย่างตาหู มเี ข้ียวนอ้ ยสร้อยแนมสอง

กระจงกระจดิ หน้า เอ็นดู

เดินรอ่ ยเรีย่ งามตรู กระจ้อย

เหมือนกวางอยา่ งตาหู ตนี กีบ

มีเคีย่ วขาวน้อยช้อย แนบขา้ งเคยี งสอง

ถอดคาประพันธ์

กระจงเปน็ สตั วท์ ี่มตี วั ขนาดเล็ก เตีย้ ดูนา่ รัก มีตา หู และตีนกีบเหมือนกวาง มีเขย้ี วสขี าวสองข้าง

อธบิ ายศัพท์

กระจดิ หมายถึง เลก็ น้อย

แนม หมายถึง แนบ

หน้า หมายถึง หน้า เป็นคาโทโทษของ น่า

กระจ้อย หมายถึง เลก็ น้อย

เคี่ยว หมายถึง เคี่ยว เปน็ คาเอกโทโทษของ เข้ยี ว

ช้อย หมายถึง อ่อนช้อย

๒๘๏ ฝงู ลงิ ใหญน่ ้อยกระจุ้ย ชะนีอยุ่ อยุ้ ร้องหา

ฝงู คา่ งหว่างพฤกษา คา่ งโจนไลไ่ ขวป่ ลายยาง

ฝูงลิงยวบยาบต้น พวาหนา

ฝูงชะนมี ีก่ ่หู า เปล่าขา้ ง

ฝงู ค่างหว่างพฤกษา มาสู่

ครอกแครกไล่ไขวค่ วา้ ง โลดเลยี้ วโจนปลวิ

ถอดคาประพนั ธ์

ฝงู ลงิ น้อยใหญ่ขย่มตน้ พวาข้นึ ลง ฝูงชะนีรอ้ งหาคู่ของมัน ฝงู ค่างกระโดดไปมาระหว่างต้นไม้ ฝงู ลิงตา่ ง

พากันร้องขู่พร้อมทงั้ กระโดดไล่กนั ไปมา

อธบิ ายศัพท์

กระจุ้ย หมายถงึ เลก็ ๆ

ยวบยาบ หมายถึง อาการท่ีลิงขย่มต้นไม้ขึน้ ลง

พวา หมายถงึ ตน้ มะมว่ ง

ครอกแครก หมายถึง เสยี งข่ตู ะคอกของลิง

มี่ หมายถึง อกึ ทึก, เสียงแซ่

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๑๐๔

๔๔๏ งเู ขียวรดั ต๊กุ แก ตุ๊กแกแกค่ างแข็งขยนั

กัดงงู ยู ่ิงพัน อ้าปากงว่ งล้วงตับกิน

งเู ขียวแลเหลอ้ื มพน่ พษิ พลนั

ตุ๊กแกคางแข็งขยัน คาบไว้

กดั งงู ูเร่งพัน ขนดเครียด

ปากอา้ งจู ึงได้ ลากล้วงตับกนิ

ถอดคาประพนั ธ์

งูเขยี วท่ีมีตัวเป็นเงามันรดั ตกุ๊ แกแก่เพื่อจะกนิ ตับ ตุก๊ แกกัดงตู อ่ สเู้ พ่ือเอาตวั รอดแตง่ เู ขียวกย็ งิ่ รดั ทาให้

ตกุ๊ แกต้องอ้าปาก แลว้ งูเขียวจงึ เข้าล้วงกนิ ตับของตุ๊กแก

อธบิ ายคาศพั ท์

เหลอื้ ม หมายถึง เป็นรปู โทโทษของ เลือ่ ม หมายถงึ เปน็ เงามนั

พันขนดเครยี ด หมายถงึ รัดให้แนน่ มาก

คางแข็งขยัน หมายถงึ อา้ ปากงบั ได้แนน่

๔๕๏ ยงู ทองยอ่ งเยื้องย่าง รารางชางช่างฟา่ ยหาง

ปากหงอนอ่อนสาอาง ชา่ งราเล่นเต้นตามกนั

ยูงทองย่องยา่ งเย้อื ง ราฉวาง

รายรา่ ยฟ่ายเฟอื่ งหาง เฉดิ หนา้

ปากหงอนอ่อนสาอาง ลายเลิศ

ราเล่นเตน้ งามหง้า ปกี ป้องเป็นเพลง

ถอดคาประพันธ์

นกยงู ค่อย ๆ เดินเยื้องย่าง และราแพนหางอย่างสงา่ งาม แลว้ เชิดหน้าเพ่อื อวดความงาม ปากและ

หงอนของมันก็ดูออ่ นชอ้ ยสวยงาม นกยงู กางปีกคลา้ ยจะร่ายราตามทานองของมนั

อธบิ ายคาศัพท์

รางชาง หมายถงึ งาม สวย เด่น

ฉวาง หมายถึง ขวาง

รายร่ายฟา่ ยเฟอื่ งหาง หมายถึง ฟายหาง เป็นคากริ ยิ าของนกยงู เวลาราแพนหาง กวใี ชค้ าวา่

“ฟ่าย” เพื่อเล่นล้อคาเอกกบั คาวา่ “ร่าย” และ “เฟ่ือง”

หงา้ หมายถึง เป็นรปู โทโทษของ ง่า หมายถึง กางออก
๔๘๏ ไกฟ่ า้ อา้ สดแสง
หัวสกุ แดงแทงเดือยแนม

ปกี หางตา่ งสแี กม สีแตม้ ต่างอย่างวาดเขยี น

ไก่ฟา้ หนา้ กา่ กล้า ปากแหลม

หวั แดงแฝงเดอื ยแนม เนื่องแขง้

ปกี หางตา่ งสแี กม ลายลวด

ตวั ด่างอยา่ งคนแกล้ง แต่งแต้มขดี เขยี น

ถอดคาประพันธ์

ไก่ฟา้ หนา้ สแี ดงเข้ม หัวสแี ดง มีปากแหลม กาลังแทงเดือยท่ีอยู่ติดกบั หน้าแข้งของไกฟ่ า้ ข้ึนมา ปีกหาง

ของไก่ฟา้ มีสสี นั ลวดลายเหมอื นกับมคี นมาแต่งแตม้ สสี ันให้

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๐๕

อธบิ ายคาศัพท์ อวัยวะของไกต่ วั ผแู้ ละนกบางชนิด มีรปู เรียวแหลม งอกขึ้นท่เี หนือข้อ
เดอื ย หมายถึง ตีนเบอ้ื งหลงั
สุกใส เข้ม จัด (มักใช้แกส่ ีแดงหรือทองทส่ี กุ )
ก่า หมายถึง ติดต่อกนั เกยี่ วข้องกัน
เนื่อง หมายถึง ตัง้ ใจ
แกล้ง หมายถึง

๕๒๏ดูหนสู รู่ ูงู งสู ดุ สหู้ นูส้งู ู

หนงู สู ดู้ อู ยู่ รูปงูทหู่ นมู ูทู

ดูงขู ฝู่ ูดฝู้ พรูพรู

หนสู ่รู งู ูงู สดุ สู้

งสู ู้หนูหนูสู้ งอู ยู่

หนูร้งู ูงรู ู้ รูปถ้มู ูทู

ถอดคาประพันธ์

หนเู ขา้ ไปในรูของงู จงึ เกิดการต่อสกู้ ันข้ึน งูก็สกู้ ับหนู หนกู ็สู้กบั งู งูขูห่ นูฟู่ ๆ เปน็ ระยะ ๆ ตา่ งฝา่ ยต่าง

รู้เชงิ กัน และต่างทาหน้ามู่ทใู่ ส่กนั

อธบิ ายคาศพั ท์

ทู่ หมายถงึ ไม่แหลม (ใช้แกข่ องที่มีลักษณะยาวแหลม แต่ขาดความแหลมไปเพราะ

ความ สกึ กร่อนดว้ ยการใช้ เป็นต้น)

มูทู หมายถึง มูท่ ู่ หมายถงึ ป้าน ไมแ่ หลม สัน้ อ้วน ใหญ่ (ใช้แก่หนา้ )

ฝู้ หมายถงึ เสยี งขูข่ องงู เป็นคาโทโทษของ ฟู่

พรู หมายถึง เคลื่อนมาพรอ้ ม ๆ กัน เป็นจานวนมาก

ถู้ หมายถึง ทู่

๕๔๏ นกแก้วแจว้ เสียงใส คลอไคล้คหู่ ม่สู าลิกา

นกตัว้ ผวั เมียคลา ฝา่ แขกเตา้ เหลา่ โนรี

นกแกว้ แจ้วรี่รอ้ ง เร่หา

ใกล้คหู่ มู่สาลกิ า แวดเคล้า

นกต้ัวตัวเมียมา สมสู่

สตั วาฝา่ แขกเต้า พวกพ้องโนรี

ถอดคาประพันธ์

นกแกว้ ส่งเสยี งแจว้ ๆ เพ่ือหาคู่ เร่เข้าไปใกลห้ มนู่ กสาลกิ า นกกระตวั้ สองตัวผัวเมียกาลังผสมพนั ธ์กนั

นกสัตวาฝ่านกแขกเตา้ เข้าไปหานกโนรีพวกพ้องของมัน

อธบิ ายศัพท์

ฝ่า หมายถงึ กล้าผา่ นเข้าไปหรือออกมาจากที่อันตรายหรอื ทลี่ าบาก เชน่ ฝา่ อปุ สรรค ฝา่ ฝงู

ชน ฝา่ อนั ตราย, ทนรับ, ทนสู้, เช่น ฝา่ แดดฝน

คลอ หมายถึง เคยี งคูก่ ันไปอย่างคู่รักหรอื อย่างสนิทสนม

ไคล้ หมายถึง เล่หก์ ลหรอื เง่อื นงา

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรยี น ม.๒ ๑๐๖

แวด หมายถึง เฝ้า, ระวัง, รกั ษา

เคล้า หมายถึง คลอเคลีย เชน่ เคล้าแขง้ เคลา้ ขา, เกลอื ก เชน่ แมลงภู่เคล้าเกสรดอกไม้
๖๓๏ กระจายสยายซร้องนาง ผา้ สไบบางนางสีดา

หอ่ ห้อยย้อยลงมา แตค่ า่ ไม้ใหญ่สงู งาม

กระจายสยายคลี่ซร้อง นงพะงา

สไบบางนางสีดา หอ่ ห้อย

ยืน่ เล้ือยเฟื้อยลงมา โบยโบก

แตค่ า่ ไม้ใหญน่ ้อย แกวง่ เยื้องไปมา

ถอดคาประพันธ์

ต้นซ้องนางคล่ี และต้นสไบนางสดี า ต่างหอ้ ยย้อยลงมาตามกิ่งก้านของตน้ ไม้นอ้ ยใหญ่ เวลาลมพัดจะ

กวดั แกวง่ ไปมา

อธิบายศพั ท์

ซรอ้ งนาง หมายถงึ ต้นชอ้ งนางคล่ี ไมอ้ ิงอาศยั ต้นไม้ใหญ่ ลาตน้ ยาวห้อยลงแยกแขนง

เป็นคู่ ๆ

สไบบางนางสีดา หมายถงึ ตน้ สไบนาง เป็นเฟริ น์ ชนดิ หนึง่ อิงอาศัยตน้ ไมใ้ หญ่ในปา่ ท่ชี ุ่มช้ืน

ซร้องนงพะงา หมายถงึ ซร้องนาง หรือ ชอ้ งนางคลี่

แต่คา่ ไม้ หมายถึง จากคบไม้

๘๖๏ หัวลิงหมากลางลงิ ต้นลางลิงแลหลู ิง

ลิงไตก่ ระไดลงิ ลงิ โลดควา้ ประสาลิง

หวั ลงิ หมากเรยี กไม้ ลางลิง

ลางลงิ หูลงิ ลิง หลอกขู้

ลงิ ไต่กระไดลงิ ลงิ ห่ม

ลิงโลดฉวยชมผู้ ฉีกควา้ ประสาลงิ

ถอดคาประพันธ์

ต้นเถาหัวลงิ ตน้ หมากลิง ต้นลางลิงหรือตน้ กระไดลงิ และมลี ิงบางตัวข้ึนตน้ หูลงิ แลว้ ทาหน้าตาหลอกคู่

ของมัน บางตวั ไตเ่ ถากระไดลงิ ขยม่ เลน่ ไปมา บ้างกก็ ระโดดจับชมพมู่ าฉีกเลน่ ตามประสาลิง

อธิบายศพั ท์

ขู้ หมายถึง คาโทโทษของคาวา่ คู่

ห่ม หมายถึง ขย่ม

ชมผู้ หมายถงึ เป็นรูปโทโทษของคาว่า ชมพู่

๘๙๏ ธารไหลใสสะอาด มัจฉาชาตดิ าษนานา
หวนั่ ว่ายกินไคลคลา ตามกนั มาให้เห็นตวั
รนิ มา
ธารไหลใสสะอาดน้า หวั่นหวา้ ย
มจั ฉาชาตนิ านา เชยหมู่
จอกสร่ายกนิ ไคลคลา ผุดใหเ้ ห็นตัว
ตามคู่มาคลา้ ยคล้าย

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๑๐๗

ถอดคาประพันธ์

นา้ ในลาธารใสสะอาดกาลังไหลริน จนสามารถมองเห็นฝูงปลาหลากหลายชนิดแหวกวา่ ยไปมา พวก

มันกนิ จอก สาหรา่ ย ตะไคร่น้า มนั วา่ ยกันมาเป็นคู่ ๆ บางครงั้ ก็ผดุ ขึน้ มาจากนา้ ให้เห็นตวั

อธบิ ายศพั ท์

มจั ฉาชาติ หมายถึง พวกปลา แม่คาของ "มัจฉาชาติ" คือ มจั ฉะ มจั ฉา

ดาษ หมายถึง มากมาย เกลือ่ นกลาด มีทวั่ ไป

ไคล หมายถงึ ตะไครน่ า้

หวน่ั หว้าย หมายถึง วา่ ยไปมา (หวา้ ย เป็นรูปโทโทษของคาว่า ว่าย)

สรา่ ย หมายถงึ สาหรา่ ย

คล้ายคลา้ ย หมายถงึ เคล่ือนไหวไปช้า ๆ

วิเคราะห์คณุ คา่ จากเรอ่ื งกาพยห์ ่อโคลงประพาสธารทองแดง

คณุ ค่าด้านเนื้อหา

กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ พืช สัตว์นานาชนิด ท้ังท่ีปรากฏใน

อดีตและปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็จะได้ศึกษาวิธีการใช้ถ้อยคาของกวีท่ีสามารถเลือกสรรคาท่ีเข้าใจง่าย สื่อ

ความหมายได้กระจ่างชัด ส่อื จินตภาพการเคลื่อนไหว สีและเสียง ตลอดจนการเลน่ เสียงคาอย่างไพเราะ ทาให้

การเสนอภาพธรรมชาติดังกล่าวมีชีวิตชีวา น่าสนใจ แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้ววรรณคดีไม่ใช่เรื่องที่อ่านยาก

เข้าใจยาก หรือนา่ เบอ่ื

คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์

๑.การใชภ้ าพพจน์

๑.๑ อุปมา
๒๐๏ เลียงผาอย่ภู ูเขา
หนวดพรายเพราเขาแปลป้ ลาย

รูปร่างอย่างแพะหมาย ขนเหม็นสาบหยาบเหมือนกนั

เลยี งผาอยพู่ ่างพ้นื ภูเขา

หนวดพูด่ เู พราเขา ไปลท่ า้ ย

รปู ร่างอยา่ งแพะเอา มาเปรียบ

ขนเหม็นสาบหยาบรา้ ย กล่ินกลา้ เหมือนกนั

จากบทประพันธ์ข้างต้น อุปมา คือคาว่า “อย่าง” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงลักษณะของ

เลียงผามีรูปร่างเหมือนแพะ มีหนวด ปลายเขาโค้งไป ด้านหลัง ขนหยาบ และมีกลิ่นเหม็นสาบ เช่นเดียวกับ

แพะ

๒๗๏ กระจงกระจติ เต้ยี วง่ิ เรยี่ เรี่ยนา่ เอน็ ดู

เหมือนกวางอยา่ งตาหู มเี ข้ยี วน้อยสร้อยแนมสอง

กระจงกระจิดหน้า เอน็ ดู

เดินรอ่ ยเรย่ี งามตรู กระจ้อย

เหมอื นกวางอยา่ งตาหู ตีนกบี

มเี คย่ี วขาวนอ้ ยช้อย แนบขา้ งเคยี งสอง

จากบทประพันธ์ข้างต้น อุปมาที่กวีใช้ คือคาว่า “เหมือน” เพ่ือเป็นการเปรียบเทียบใหผ้ ู้อ่านเห็นภาพ

ลักษณะของกระจง ทม่ี ตี า หู และตนี กบี เหมอื นกวาง

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๑๐๘

๑.๒ บคุ ลาธิษฐาน

๔๕๏ ยูงทองย่องเย้อื งย่าง รารางชางช่างฟ่ายหาง

ปากหงอนอ่อนสาอาง ชา่ งราเล่นเตน้ ตามกัน

ยูงทองย่องย่างเยื้อง ราฉวาง

รายร่ายฟา่ ยเฟือ่ งหาง เฉิดหน้า

ปากหงอนอ่อนสาอาง ลายเลศิ

ราเลน่ เต้นงามหงา้ ปกี ปอ้ งเป็นเพลง

จากบทประพันธ์ข้างต้น กวีได้ใช้บุคลาธิษฐาน คือ มีการเปรียบยูงทองแสดงท่าทางร่ายราเหมือน

มนษุ ย์ ซงึ่ เป็นส่ิงที่ไมส่ ามารถเป็นไปไดท้ ย่ี ูงทองจะรา่ ยราตามเสยี งเพลงเหมือนมนุษย์

๑.๓ สทั พจน์ ๒๘๏ ฝงู ลงิ ใหญ่นอ้ ยกระจุ้ย ชะนีอยุ่ อุ้ยร้องหา

ฝูงคา่ งหวา่ งพฤกษา ค่างโจนไลไ่ ขว่ปลายยาง

ฝูงลิงยวบยาบตน้ พวาหนา

ฝูงชะนมี ่กี ูห่ า เปล่าข้าง

ฝงู คา่ งหว่างพฤกษา มาสู่

ครอกแครกไลไ่ ขวค่ ว้าง โลดเลีย้ วโจนปลวิ

จากบทประพันธ์ข้างต้น กวีได้ใช้คาเลียนเสียงธรรมชาติของสัตว์ เช่น เสียงชะนีร้อง “อุ่ยอุ้ย” เสียง

ค่างร้อง “ครอกแครก” ซงึ่ ทาให้ผูอ้ า่ นรสู้ ึกเหมอื นได้ยินเสยี งสัตวร์ อ้ งเชน่ นน้ั จริงๆ

๕๒๏ ดูหนูสรู่ งู ู งสู ุดสหู้ นูสู้งู

หนงู สู ู้ดูอยู่ รปู งทู ู่หนมู ทู ู

ดงู ขู ฝู่ ูดฝู้ พรพู รู

หนูสู่รูงงู ู สุดสู้

งูสูห้ นหู นสู ู้ งอู ยู่

หนรู ้งู งู รู ู้ รปู ถมู้ ทู ู

จากบทประพนั ธข์ ้างต้น กวีได้ใชค้ าเลยี นเสียงธรรมชาติของงู คือคาว่า “ฝูดฝู้” ทม่ี าจากคาวา่ ฟู่

๒. การใชค้ าท่ีเลน่ เสยี งวรรณยกุ ต์

๔๕๏ ยงู ทองย่องเยื้องย่าง รารางชางช่างฟา่ ยหาง

ปากหงอนอ่อนสาอาง ช่างราเลน่ เตน้ ตามกัน

ยงู ทองย่องยา่ งเยอ้ื ง ราฉวาง

รายร่ายฟ่ายเฟื่องหาง เฉดิ หนา้

ปากหงอนอ่อนสาอาง ลายเลศิ

ราเลน่ เต้นงามหง้า ปกี ปอ้ งเปน็ เพลง

จากบทประพันธ์ขา้ งต้น กวมี ีการเล่นเสยี งวรรณยกุ ต์ คาว่า “ชางชา่ ง” “รายรา่ ย” โดยการเปล่ียนจาก

วรรณยกุ ต์หนงึ่ ไปเปน็ อกี วรรณยุกต์หนึง่ เพื่อให้คาประพันธ์มีความไพเราะมากยงิ่ ขนึ้

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๐๙

๓.การใชค้ าทีเ่ ล่นเสียงสมั ผสั

๓.๑ สัมผสั สระ ๕๒๏ ดูหนูส่รู ูงู

งูสดุ สู้หนูส้งู ู

หนงู สู ูด้ อู ยู่ รปู งทู หู่ นมู ทู ู

ดูงูขู่ฝดู ฝู้ พรพู รู

หนูสู่รูงงู ู สุดสู้

งูสู้หนหู นสู ู้ งอู ยู่

หนรู ้งู ูงรู ู้ รูปถูม้ ทู ู

การเลน่ เสยี งสระ คือ กวีเลน่ เสียงสระอทู งั้ หมดในบทน้ี แสดงให้เห็นถงึ ความสามารถของกวี

๔๘๏ ไกฟ่ า้ อา้ สดแสง หวั สกุ แดงแทงเดือยแนม

ปีกหางต่างสีแกม สแี ตม้ ตา่ งอย่างวาดเขยี น

ไก่ฟา้ หนา้ กา่ กล้า ปากแหลม

หวั แดงแฝงเดือยแนม เนื่องแข้ง

ปกี หางตา่ งสีแกม ลายลวด

ตัวด่างอย่างคนแกล้ง แต่งแต้มขดี เขยี น

จากบทประพันธ์ข้างตน้ มกี ารเล่นเสยี งสระทคี่ าว่า ฟ้า-อ้า, แดง-แทง, หาง-ตา่ ง, แกม-แตม้ , แดง-แฝง,

ห่าง-ตา่ ง, ดา่ ง-อย่าง, แกลง้ -แตง่

๓.๒ สมั ผสั พยัญชนะ

๔๕๏ยงู ทองย่องเยือ้ งย่าง รารางชางช่างฟ่ายหาง

ปากหงอนอ่อนสาอาง ช่างราเล่นเต้นตามกนั

ยงู ทองย่องยา่ งเย้ือง ราฉวาง

รายร่ายฟา่ ยเฟื่องหาง เฉิดหนา้

ปากหงอนอ่อนสาอาง ลายเลิศ

ราเล่นเตน้ งามหงา้ ปีกป้องเปน็ เพลง

จากบทประพันธ์ข้างต้น กวีเล่นเสียงพยัญชนะท่ีคาว่า ย่อง-เย้ือง-ย่าง, รา-ราง, ฟ่าง-เฟ่ือง เพ่ือให้บท

ประพนั ธ์ไพเราะมากยิง่ ข้ึน

๕๏ เทยี่ วเล่นเปน็ สขุ เกษม แสนส่งิ สนกุ ปลุกใจหวัง

เรร่ ่ายผายผาดผงั หวั รกิ รนื่ ชื่นชมไพร

สนุกเกษมเปรมหน้าเหลือบ ลมื หลัง

แสนสนกุ ปลกุ ใจหวัง ว่ิงหร้ี

เดินรา่ ยผายผนั ยงั ชายป่า

หวั รอ่ รนื่ ช้นื ชี้ ส่องนวิ้ ชวนแล

จากบทประพันธ์ข้างต้น กวีเล่นเสียงพยัญชนะท่ีคาว่า แสน-ส่ิง-สนุก, ผาย-ผาด-ผัง, ริก-รื่น, ชื่น-ชม,

ร่อ-รนื่ เพ่ือใหบ้ ทประพนั ธ์ไพเราะมากย่ิงข้ึน

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๑๐

๔.การใชค้ าพ้อง

๔.๑ การเลน่ คาพ้องความหมาย
๔๕๏ ยูงทองยอ่ งเยือ้ งย่าง
รารางชางชา่ งฟ่ายหาง

ปากหงอนอ่อนสาอาง ชา่ งราเลน่ เต้นตามกนั

ยงู ทองย่องย่างเย้อื ง ราฉวาง

รายรา่ ยฟา่ ยเฟือ่ งหาง เฉดิ หน้า

ปากหงอนอ่อนสาอาง ลายเลิศ

ราเลน่ เต้นงามหง้า ปีกป้องเปน็ เพลง

จากบทประพันธข์ า้ งตน้ กวคี าพ้องความหมายทีค่ าว่า “ยอ่ งเยอ้ื งย่าง” ท่ีแปลว่าการเดนิ

๔.๒ การเล่นคาพ้องเสยี ง

๘๖๏ หัวลิงหมากลางลิง ต้นลางลงิ แลหูลิง

ลิงไต่กระไดลงิ ลงิ โลดควา้ ประสาลงิ

หวั ลงิ หมากเรียกไม้ ลางลงิ

ลางลงิ หลู งิ ลงิ หลอกขู้

ลงิ ไตก่ ระไดลิง ลงิ ห่ม

ลิงโลดฉวยชมผู้ ฉีกควา้ ประสาลงิ

บทน้ีเป็นบทเด่นของวรรณคดีเร่ืองน้ี เนื่องจากกวีได้นาคาว่า “ลิง” ซ่ึงเป็นชื่อสัตว์และเป็นส่วนหน่ึง

ของชื่อตน้ ไมม้ าใช้อย่างสมั พันธ์กนั ไดแ้ ก่ หัวลงิ (ไม้เถาวลั ย์ชนิดหนึง่ ) ลางลิง หรอื เรียกอกี อยา่ งวา่ “กระไดลิง”

(ไม้เถาวัลย์ชนิดหน่ึง) และหูลิง (เป็นช่ือพรรณไม้ชนิดหนึ่ง)และแทรกด้วยการบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าลิง

กาลังทาอาการอยา่ งใดบ้าง

๕.การใช้คาซา้

๒๗๏ กระจงกระจติ เตย้ี ว่งิ เรี่ยเรยี่ น่าเอ็นดู

เหมือนกวางอยา่ งตาหู มีเขย้ี วนอ้ ยสรอ้ ยแนมสอง

กระจงกระจิดหน้า เอน็ ดู

เดนิ รอ่ ยเรยี่ งามตรู กระจ้อย

เหมือนกวางอย่างตาหู ตีนกีบ

มเี ค่ียวขาวน้อยช้อย แนบข้างเคียงสอง

จากบทประพันธข์ า้ งตน้ กวใี ช้คาวา่ “เรย่ี เรี่ย” เพื่อเนน้ ใหเ้ หน็ ว่ากระจงมรี ปู ร่างเตยี้ เกือบติดดิน

๒๘๏ ฝูงลงิ ใหญน่ ้อยกระจยุ้ ชะนอี ุ่ยอุ้ยร้องหา

ฝูงคา่ งหวา่ งพฤกษา คา่ งโจนไลไ่ ขวป่ ลายยาง

ฝงู ลิงยวบยาบตน้ พวาหนา

ฝูงชะนีมีก่ หู่ า เปลา่ ขา้ ง

ฝงู คา่ งหวา่ งพฤกษา มาสู่

ครอกแครกไลไ่ ขวค่ วา้ ง โลดเล้ียวโจนปลวิ

จากบทประพนั ธข์ ้างต้น กวมี ีการเล่นคาซ้าทค่ี าวา่ “ฝูง” ของแต่ละ “บาท”

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๑๑

๖.การใชโ้ วหาร

๖.๑ พรรณนาโวหาร
๒๐๏ เลยี งผาอยภู่ ูเขา
หนวดพรายเพราเขาแปลป้ ลาย

รปู ร่างอย่างแพะหมาย ขนเหมน็ สาบหยาบเหมือนกนั

เลยี งผาอยพู่ ่างพ้ืน ภูเขา

หนวดพดู่ เู พราเขา ไปลท่ า้ ย

รูปรา่ งอยา่ งแพะเอา มาเปรียบ

ขนเหม็นสาบหยาบร้าย กลนิ่ กลา้ เหมือนกัน

จากบทประพันธข์ า้ งตน้ กวีได้ใชพ้ รรณนาโวหาร เพ่อื บอกถึงลกั ษณะของเลียงผาท่ีมีรปู รา่ งคล้ายแพะ

๖.๒ บรรยายโวหาร
๔๔๏ งูเขียวรดั ตุ๊กแก
ตุ๊กแกแกค่ างแข็งขยนั

กัดงงู ูย่ิงพัน อ้าปากง่วงล้วงตบั กนิ

งูเขียวแลเหลื้อมพ่น พิษพลัน

ต๊กุ แกคางแข็งขยนั คาบไว้

กดั งงู เู ร่งพัน ขนดเครยี ด

ปากอ้างูจงึ ได้ ลากล้วงตบั กิน

จากบทประพนั ธข์ า้ งต้น กวีได้ใช้บรรยายโวหาร เพื่อบรรยายเก่ยี วกบั งูเขียวทใี่ ชว้ ิธกี ารรัดต๊กุ แกให้อ่อน

แรงแลว้ ล้วงกนิ ตบั ของตุก๊ แก

๒๘๏ ฝงู ลิงใหญน่ ้อยกระจ้ยุ ชะนีอุย่ อ้ยุ ร้องหา

ฝงู คา่ งหว่างพฤกษา คา่ งโจนไลไ่ ขวป่ ลายยาง

ฝงู ลิงยวบยาบตน้ พวาหนา

ฝงู ชะนีม่ีกหู่ า เปล่าข้าง

ฝูงค่างหวา่ งพฤกษา มาสู่

ครอกแครกไล่ไขวค่ ว้าง โลดเล้ยี วโจนปลวิ

จากบทประพันธ์ข้างต้น กวีได้ใช้การบรรยายโวหารแสดงถึงพฤติกรรมอากัปกริยาของสัตว์ต่างๆได้

อย่างมีชีวิตชีวา ท้ังฝูงลิงขย่มต้นไม้ ชะนีท่ีร้องหาคู่ และฝูงค่างท่ีกระโดดจับกันไปมา กวีใช้คาที่แสดง

ภาพเคลื่อนไหว เช่น โจน ไล่ ไขว่ ควา้ ง ยวบยาบ โลด เลย้ี ว ปลิว

๗.กลบท

กาพยห์ ่อโคลงประพาสธารทองแดงน้ี นอกจากกวีได้แต่งเป็นกาพย์ห่อโคลงแลว้ ยงั แฝงกลบทไว้ในบท

ประพนั ธ์เรื่องน้ีอกี ด้วย จึงจะขอยกตวั อยา่ งดังน้ี

๑.กลบทบาทเล่ือนลา้
๕๒๏ ดูหนสู ูร่ ูงู
งสู ดุ สู้หนสู ้งู ู

หนูงสู ูด้ อู ยู่ รูปงูทหู่ นูมูทู

ดูงขู ฝู่ ูดฝู้ พรพู รู

หนูสรู่ ูงงู ู สุดสู้

งูสหู้ นหู นสู ู้ งูอยู่

หนูร้งู งู ูรู้ รปู ถมู้ ทู ู

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๑๒

จากบทประพันธ์ข้างต้น กวีใช้กลบทบาทเล่ือนล้า โดยมีข้อบังคับคือ กาหนดให้ซ้าเสียงสระเดียวกัน
ตลอดท้ังบท

๒.กลบทอรรถอกั ษร

๘๖๏ หวั ลิงหมากลางลิง ต้นลางลงิ แลหลู งิ

ลิงไต่กระไดลิง ลิงโลดควา้ ประสาลิง

หัวลิงหมากเรียกไม้ ลางลิง

ลางลิงหลู งิ ลิง หลอกขู้

ลงิ ไต่กระไดลิง ลงิ ห่ม

ลงิ โลดฉวยชมผู้ ฉกี ควา้ ประสาลิง

จากบทประพันธ์ข้างต้นกวีใช้กลบทอรรถอักษร โดยมีลักษณะบังคับคือ ต้องใช้คาเดียวกันในการรับส่งสัมผัส

ตลอดทั้งบท

๓.คณุ ค่าดา้ นธรรมชาติวทิ ยา
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงได้ให้ความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยา โดยเฉพาะเรื่องสัตว์และ

ต้นไม้ โดยได้ใหค้ วามรู้เกีย่ วกับสตั วต์ ่างๆ และพันธ์ไม้ต่างๆทีม่ ีอยู่ในเมืองไทยอยา่ งละเอียดลออ บางอย่างที่หา
ยากไม่เคยไดย้ ินหรือรู้จัก ก็ไดร้ เู้ ม่อื ได้มาอ่านบทประพันธ์เร่ืองน้ี กวไี ดบ้ รรยายรายละเอยี ดตา่ งๆ ทง้ั ช่ือ รปู รา่ ง
ลกั ษณะ ขนาด สี เสยี ง พฤติกรรม ไว้อย่างชัดเจน
ขอ้ คดิ ท่ีไดจ้ ากเรื่อง

ทาให้ผูอ้ ่านเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติความเปน็ อยขู่ องสัตวแ์ ละพรรณพืชตา่ ง ๆ นาไปสูก่ ารรจู้ ัก
หวงแหนและรักษาไวเ้ พื่อให้คงอยู่สืบตอ่ ไป

เกรด็ ความรู้

กาพยห์ อ่ โคลงประพาสธารทองแดงน้ีนอกจากจะมีคุณค่าทางด้านวรรณศลิ ปเ์ ป็นอย่างมากแล้วยังแฝง
ไปด้วยคุณค่าทางด้านธรรมชาติวิทยาอีกด้วย บทประพันธ์ในแบบเรียนน้ีได้ได้แฝงเนื้อหาของพรรณสัตว์และ
พรรณพชื เอาไว้ โดยมชี ่ือสตั ว์จานวน ๑๘ ชนิด และช่อื พืช ๘ ชนดิ ดงั นี้

๑.พรรณสัตว์

๑.๑ เลยี งผา
สตั ว์เลีย้ งลกู ด้วยนม เปน็ สัตวเ์ ค้ียวเอือ้ ง รูปรา่ งคล้ายแพะ ขนสดี า บางตัวมสี ขี าวแซม มีตอ่ มน้ามันตรง

ส่วนหน้าของตาทั้ง ๒ ข้าง มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย ขายาวและแข็งแรง อาศัยอยู่ตามภูเขาหรือหน้าผาสูง ๆ
เปน็ สตั วป์ า่ สงวนของไทย, กรู า โครา เยอื ง หรอื เยยี งผา

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรยี น ม.๒ ๑๑๓

๑.๒ แพะ
สัตวเ์ ลีย้ งลูกดว้ ยนม เปน็ สตั วเ์ คี้ยวเอื้องกบี ค่ขู นาดกลาง ขนลาตัวหยาบสีดา ขาว หรือนา้ ตาล มเี ขา ๑

คู่ ตัวผู้มีเครา หางสั้น มีความอดทน แข็งแรง และทนทานต่อโรคได้ดีกว่าสัตว์กีบคู่อ่ืน ๆ สามารถปีนป่ายท่ีสูง
โดยเฉพาะโขดหนิ หรือภูเขาได้ดี ทน่ี ยิ มนามาเลี้ยง
๑.๓ กระจง

สัตว์เล้ียงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องที่เล็กท่ีสุด รูปร่างคล้ายกวาง แต่ไม่มีเขา ตัวผู้มีเข้ียวบนท่ี
แหลมคมงอกออกมาซ่งึ มผี นู้ ิยมใชเ้ ปน็ เคร่ืองราง มี ๒ ชนดิ คอื กระจงควาย และกระจง
๑.๔ กวาง

สัตว์เล้ียงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เค้ียวเอ้ืองกีบคู่ มีหลายชนิด รูปร่างลาตัวเพรียว คอยาว ขายาว หางส้นั
ตวั เมยี เล็กกวา่ ตัวผู้ ผลัดเขาปลี ะครง้ั ชนิดท่ีพบท้ังตวั ผ้แู ละตวั เมียมีเขา
๑.๕ ลิง

สัตว์เล้ียงลูกด้วยนม ลักษณะคล้ายคน แขนขายาว ตีนหน้าและตีนหลังใช้จับเกาะได้ มีท้ังชนิดท่ีมีหาง
เช่น ลงิ วอก และชนดิ ทไ่ี ม่มีหาง
๑.๖ ชะนี

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แขนยาวมาก ไม่มีหาง ขนยาวนุ่ม เดินตัวต้ังตรงได้ ห้อยโหนอยู่ตามต้นไม้สูง ๆ
ร้องเสยี งดัง แสดงถงึ อาณาเขตของแตล่ ะคู่ กนิ ผลไม้และใบไม้
๑.๗ ค่าง

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลักษณะคล้ายลิง ขนสีเทาหรือดา ลาตัว แขน ขา และหางยาวกว่าลิงท่ัว ๆ ไป
กินใบไม้และบางคร้ังผลไม้ ในประเทศไทยมี ๔ ชนดิ คือ คา่ งดา ค่างแวน่ ถ่ินใต้ ค่างหงอกหรือคา่ งเทา และค่าง
แวน่ ถิ่นเหนอื
๑.๘ งเู ขียวพระอนิ ทร์ หรือ งเู ขยี วดอกหมาก

เป็นงู ลักษณะลาตัวเรียวยาว ปราดเปรียว เกล็ดสเี ขียวแกมเหลืองลายดา สามารถเล้อื ยไต่ไปบนก่ิงไม้
ได้อย่างคลอ่ งแคล่ว มีพษิ ออ่ นแตไ่ มร่ ้ายแรงมาก ผูถ้ ูกกดั จะมีอาการอกั เสบ และบวมทบี่ ริเวณบาดแผล
๑.๙ ตุ๊กแก

สัตว์เล้ือยคลาน หัวโต ลาตัวยาว มีลายเป็นจุดสีต่าง ๆ กระจายอยู่ด้านบนของตัวเปล่ียนสีได้ หาง
ค่อนข้างยาว ตีนมีลักษณะพิเศษสามารถเกาะตามพื้นเรียบได้ ไข่กลมติดตามผนัง หลายชนิดร้องเสียงดัง ออก
หากินในเวลากลางคืน ตุ๊กแกที่พบบ่อยตามบ้านเรือนและในป่า ได้แก่ ตุ๊กแกใหญ่ บางชนิดร่อนตัวได้ ได้แก่
ตุ๊กแกบินหางเฟิน
๑.๑๐ นกยงู

เป็นนกจาพวกไก่ฟ้า ขนาดใหญ่ มีขายาวสมส่วน มีหงอน สีเขียวเหลือบ ชี้ตรงอยู่บนหัว หน้าท้ังสอง
ข้างมีสีฟ้า ดา และเหลือง ขนคอ ขนหน้าอก และส่วนบนของหลังเป็นขนท่ีมี ลักษณะป้าน กลมตรงกลางขน
เหลือบ สีนา้ เงนิ แก่ล้อมรอบด้วยสีเขยี ว และ สีทองแดง และตรงขอบขนปีก มีขอบสเี หลือบเขียวแกมดา มองดู
คล้ายๆ กบั เกล็ดปลา หลังเปน็ ขนสเี หลอื บเขียวตรงกลางแลว้ กลายเปน็ สีทองแดง แกมดา ไปทางรอบ ๆ ขน
๑.๑๑ ไกฟ่ า้

นกขนาดกลาง ตัวขนาดไล่เล่ียกับไก่บ้าน ปากส้ันแข็งแรง ปลายแหลมโค้งเล็กน้อย ตัวผู้ส่วนใหญ่ที่
หน้ามีแผ่นหนังสีสดใสคล้ายหน้ากาก เกือบทุกชนิดมีหงอนเป็นพู่ขน คอยาว ลาตัวป้อม มีหลายสี ขาแข็งแรง
หางยาวโดยเฉพาะตัวผู้มีหางสวยงามเปน็ พเิ ศษและสสี นั สวยงามกว่าตวั เมีย กินแมลง สัตวเ์ ล็ก ๆ ผลไมส้ กุ และ
เมลด็ พชื เชน่ ไกฟ่ ้าหลงั ขาว

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๑๑๔

๑.๑๒ หนู
สัตว์เล้ียงลูกด้วยนม หัวอาจยาว หรือกลมและสั้น มีฟันแทะ ตีนคู่หน้าและคู่หลังมีข้างละ ๕ น้ิว ไม่

ซอ่ นเล็บ หางยาวหรือสน้ั มอี ยูท่ วั่ ไปตามบ้านเรอื นและในถน่ิ ธรรมชาติ มีหลายชนิด
๑.๑๓ นกแกว้

นกปากขอ ปากสีแดงหรือเหลือง จะงอยปากบนงอโค้งเป็นขอปลายแหลมขยับไปมาและข้ึนลงได้
จะงอยปากล่างขยับไปข้างหน้าและถอยมาข้างหลังได้ หัวค่อนข้างโต ลาตัวป้อม สีส่วนใหญ่ของลาตัวเป็นสี
เขียวอมเหลอื ง อยู่รว่ มกันเป็นฝงู กนิ เมลด็ พืชและผลไม้
๑.๑๔ นกสาลกิ า

นกขนาดเลก็ ปากสีแดง มีแถบสีดาคาดตา ตวั สีเขยี ว ขนปลายปีกสีนา้ ตาล ทารังแบบง่าย ๆ ดว้ ยกง่ิ ไม้
บนตน้ ไม้ กินผลไมแ้ ละสัตวข์ นาดเลก็ ในประเทศไทยมี 2 ชนดิ คอื สาลกิ าเขียว และสาลิกาเขยี วหาง
๑.๑๕ นกกระตว้ั

นกปากขอ ลกั ษณะคลา้ ยนกแกว้ แต่ตวั โตกว่า พบในทวปี ออสเตรเลยี และบรเิ วณใกล้เคยี ง เชน่ กระตั้ว
หงอนเหลอื ง กระตัว้ ดา
๑.๑๖ นกแขกเต้า

นกปากขอขนาดกลาง ตาสีดาขอบเหลือง หัวสีเทา หน้าผากสีเทาอมเขียวมีเส้นสีดาลากผ่านไปจดหัว
ตาทง้ั ๒ ข้าง และมีแถบสีดาลากจากโคนปากลงไปท้ัง ๒ ข้างของคอคล้ายเครา ขนลาตวั สีเขยี วอมเหลือง ตวั ผู้
ปากสแี ดง ตวั เมยี ปากสดี า มักอยู่เปน็ ฝูงใหญ่ กนิ ผลไม้ เมล็ดพืช ร้องเลียนเสยี งคนหรือเสียงอื่น ๆ บางอย่างได้
๑.๑๗ นกโนรี

นกปากขอขนาดเล็ก ตัวมีสีสันสวยงาม เช่น สีแดงสดหรือเลือดหมู น้าเงิน ม่วง เขียว ปีกสีเขียวหรือ
เหลอื ง หางสนั้ มถี ่นิ กาเนดิ อยู่ในหมู่เกาะนิวกินี อนิ โดนเี ซยี ออสเตรเลีย
๑.๑๘ นกสัตวา

เป็นนกท่ีมีสีเขียวสดเกือบทั้งตัว ยกเว้นขอบปีก ขนปลายปีก และบริเวณปลายหางท่ีมีขนสี น้าเงินสด
แซมปากบนมสี ีแดง ปากล่างมีสีดา ขณะบนิ จะดสู วยงามมาก เพราะจะเหน็ เป็นสีเขยี วและแดงสลบั กัน เปน็ นก
จาพวกนกแกว้ ตัวโต

ภาพสัตว์แตล่ ะชนิด

๑.๑ เลียงผา ๑.๒ แพะ ๑.๓ กระจง
ท่มี า : กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ ทีม่ า : สภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่มา : สัตว์โลก world animal

และพนั ธุ์พืช

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๑๕

๑.๔ กวาง ๑.๕ ลิง ๑.๖ ชะนี
ท่ีมา : ขา่ วสด ทีม่ า : Thaihealth.or.th ทีม่ า : สัตวโ์ ลก world animal

๑.๗ ค่าง ๑.๘ งเู ขียวพระอนิ ทร์ ๑.๙ ตกุ๊ แก
ท่มี า : www.chm-thai.onep.go.th ท่ีมา : ไทยรัฐออนไลน์ ท่ีมา : lifestyle.campus-star.com

๑.๑๐ นกยงู ๑.๑๑ ไกฟ่ า้ ๑.๑๒ หนู
ทม่ี า : www.seub.or.th ทีม่ า : animal inter ท่ีมา : Matichon
นกยงู - มลู นิธิสบื นาคะเสถียร
๑.๑๕ นกกระตวั้
www.seub.or.th ทม่ี า : Maketbird
นกยูง - มูลนิธิสบื นาคะเสถยี ร

www.seub.or.th

๑.๑๓ นกแกว้ ๑.๑๔ นกสาลกิ า
ทีม่ า : Kapook ทม่ี า : animal inter

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๑๑๖

๑.๑๖ นกแขกเต้า ๑.๑๗ นกโนรี ๑.๑๘ นกสตั วา
ท่ีมา : Pinterest ที่มา : องค์การสวนสตั ว์ในพระบรม ท่มี า : Youtube

ราชปู ถัมภ์

๒.พรรณพชื

๒.๑ ต้นพวา (ตน้ มะม่วง)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ต้นเป็นทรงพุ่มทึบ ผลมีลักษณะรูปทรงรี ผิวเปลือกบาง ผลอ่อนมีสีเขียว มี

รสชาติเปร้ียว มียางสีขาว ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อสุกมีสีเหลือง มีเนื้อแน่นนุ่มฉ่าน้า มีรสชาติหวานฉ่า มีกล่ินหอม
มีเมล็ดใหญแ่ ข็งแบนรยี าว สขี าวนวล อยู่ข้างในเนื้อ
๒.๒ ตน้ ช้องนางคล่ี (ซร้องนาง ซรอ้ งนงพงา)

ไม้อิงอาศัยไร้ดอก ลาต้นยาวห้อยลง แยกแขนงเป็นคู่ ๆ เป็นพืชกลุ่มเฟิน มีลักษณะห้อยยาวลงมาใน
แนวด่งิ แตกกิง่ กา้ นครัง้ ละ ๒ แฉก ใบหนาแต่เลก็ และเรยี วแหลม สเี ขยี วปนเหลอื ง
๒.๓ ต้นสไบนางสีดา

เป็นเฟิร์นทีเ่ กาะอาศยั อยู่บนพรรณไม้อื่น ลาตน้ เป็นแท่งเหง้าแบบแท่ง ทั้งลาต้นเป็นสีเขียวปนสีน้าเงิน
มขี นนวลขาวปกคลมุ อยทู่ ว่ั ไป ชอบแสงแดดราไรถึงแสงแดดมาก มีความชน้ื ในอากาศ
๒.๔ เถาหวั ลงิ

เป็นพรรณไม้เถา ลาต้นอยู่เหนือดิน เปลือกลาต้นเป็นสีน้าตาล ผิวขรุขระ ไม่มียาง อาศัยอยู่บนบก
ขยายพันธโ์ุ ดยใชเ้ มล็ด เป็นพรรณไม้กลางแจ้งทชี่ อบอากาศค่อนขา้ งชุม่ ชน้ื
๒.๕ กระไดลิงหรอื ลางลงิ

เป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งผลัดใบขนาดใหญ่ มีมือเกาะ มักขึ้นพาดพันตามเรือนยอดของต้นไม้อ่ืนไปได้
ไกล เถาแก่มีลักษณะแข็ง เหนียว แบน โค้งไปมาเป็นลอนสม่าเสมอ ลักษณะเป็นข้ัน ๆ โดยมักข้ึนตามป่าดิบ
แลง้ และตามปา่ เบญจพรรณชืน้
๒.๖ ตน้ หูลงิ

เปน็ ไม้ผลัดใบก่ึงยนื ตน้ ขนาดเล็ก เปลอื กของลาต้นเรียบ เปน็ สนี า้ ตาลอมเทา ใบ มีลักษณะเป็นรูปวงรี
ผลมีลักษณะกลมแบน ส่วนบนหยักเว้าคลา้ ยรูปหวั ใจ พบเจรญิ เติบโตอยูบ่ รเิ วณปา่ เตง็ รงั ปา่ ผลัดใบ ริมน้า
๒.๗ ตน้ หมากลงิ

เปน็ ต้นไม้ตระกลู ปาลม์ มกี ารแตกกอ ลาตนั มสี เี ขียวสด มขี ้อปลอ้ งชดั เจน ใบมีลกั ษณะคลา้ ยขนนก
มีผลกลมรี เม่ือสกุ แล้วจะมสี ีแดง
๒.๘ จอก

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๑๑๗

เป็นวัชพืชน้าขนาดเล็ก หรือเป็นพรรณไม้ท่ีขึ้นลอยและเจริญเติบโตติดกันเป็นกลุ่มลอยอยู่บนผิวน้า
รปู รา่ งของใบมลี ักษณะท่ีไม่แนน่ อน สามารถพบได้ตามลาคลอง หนองน้า นาข้าว และทม่ี ีน้าขัง ขยายพันธ์ดุ ว้ ย
วธิ ีการใชเ้ มลด็ หรือแตกไหล และวิธีการแยกตน้ อ่อน
ภาพพชื แตล่ ะชนิด

๒.๑ ต้นพวา (ตน้ มะมว่ ง) ๒.๒ ช้องนางคล่ี ๒.๓ ต้นสไบนางสดี า
ที่มา : โรงเรียนจักราชวทิ ยา ท่ีมา : pantip.com ทม่ี า : Medthai

๒.๔ เถาหวั ลิง ๒.๕ กระไดลงิ หรอื ลางลงิ ๒.๖ ต้นหูลงิ
ทมี่ า : Medthai ที่มา : Medthai ที่มา : Vichakaset

๒.๗ ตน้ หมากลิง ๒.๘ จอก
ทม่ี า : ศนู ย์ศกึ ษาการพฒั นาพิกุลทอง ทีม่ า : Medthai

ธารทองแดง
ธารทองแดง ตน้ น้าเกดิ จากเขาธารทองแดงในเขตอาเภอพระพุทธบาท แลว้ ไหลไปทางอาเภอหนอง

โดน เป็นธารทมี่ คี วามยาวมาก ทาใหผ้ ู้คนไดข้ นานนามออกถึง ๓ ช่อื ด้วยกัน คือธารมะลิ ธารเกษม และธาร
ทองแดง ริมธารนา้ มซี ากปรักหกั พงั ของเขอ่ื นกนั้ น้าธารทองแดงสมัยกรงุ ศรีอยุธยา และร่องรอยของเกยชา้ ง
เกยมา้ และพระตาหนกั ธารเกษม ซ่งึ ทาใหม้ ีผู้เรยี กธารทองแดงวา่ ธารเกษม ตามชื่อ พระตาหนัก

เขือ่ นกนั้ นา้ ธารทองแดงน้ีสนั นิษฐานวา่ เกิดขน้ึ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงพระกรณุ าสั่งว่า
“พน้ เทศกาลราษฎรท่เี ก็บเกยี่ วข้าวแล้ว จะเสดจ็ ไปนมัสการพระพทุ ธบาท ให้ยกชา่ งขน้ึ ไปตกแตง่ พระตาหนัก

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๑๘

ใตธ้ ารทองแดง และใหไ้ ขนา้ มาแต่ธารทองแดง ให้สนุกสนาน...เสนาบดีรับพระราชโองการแลว้ ก็ยกช่างแลพล
ขึ้นไป...แลชา่ งกองใหญย่ กขน้ึ ไปทาตาหนัก รมิ ลาธารทา้ ยทองแดงตดิ ตอ่ ท่อทดนา้ เปิดปดิ ใหไ้ หลเช่ยี วมาแต่ธาร
ทองแดง” ท่อทดนา้ ท่สี ร้างในสมัยพระเจา้ ปราสาททอง เขา้ ใจว่าทาด้วยทองแดง เพราะยังมีบางส่วนท่พี บใน
บริเวณเขื่อนธารทองแดง ปจั จบุ ันเกบ็ อย่ใู นวิหารหลวง วดั พระพุทธบาท จึงมีผู้สนั นิษฐานวา่ ทอ่ นา้ ทาด้วย
ทองแดง จงึ ทาใหล้ าธารสายน้ีมชี ื่อวา่ “ธารทองแดง”

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๑๑๙

เอกสารอา้ งอิง

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๖๑). วรรณคดวี ิจักษ์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒. พมิ พ์คร้ังที่ ๑๐. กรุงเทพฯ : สกสค.
ลาดพร้าว.

กรี ติ ธนะไชย. (๒๕๕๔). พฒั นาการของกลบทในวรรณคดีไทย. (วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาดุษฎีบัณฑติ ,
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ).

ธนติ อยโู่ พธ์ิ. (๒๕๑๒). เจ้าฟา้ ธรรมธิเบศ พระประวตั ิ และ บทร้อยกรองบางเร่ือง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร
นฤมล วิจิตรรัตนะ. (๒๕๕๕). คูม่ อื เตรยี มสอบ ภาษาไทย ม.๒. กรงุ เทพฯ : ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง.
เปล้อื ง ณ นคร. (๒๕๔๔). ประวตั วิ รรณคดีไทย. พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๒. กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ ย์.
มลู นธิ สิ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดา. (๒๕๕๓). นามานกุ รมวรรณคดีไทย ชุดท่ี ๒ ช่ือผู้แต่ง. พมิ พ์ครั้งท่ี ๑.

กรงุ เทพ ฯ : นานมีบุ๊คสพ์ ับลเิ คชนั่ ส์ จากัด.
ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๖). พจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. พมิ พ์คร้งั ที่ ๒.

กรงุ เทพฯ : ราชบณั ฑิตยสถาน.
สถาบันพฒั นาคุณภาพวชิ าการ. (๒๕๕๖). ค่มู อื ครู วรรณคดแี ละวรรณกรรม ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๒.

กรงุ เทพฯ : พัฒนาคณุ ภาพวชิ าการ (พว.).
เอกรัตน์ อดุ มพร. (๒๕๕๕). สรปุ ถาม-ตอบ และแบบฝกึ หัด ภาษาไทย ม.๒ วรรณคดีวจิ กั ษ์. กรุงเทพฯ :

พ.ศ. พฒั นา จากัด.

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๑๒๐

บทที่ ๖ โคลงสุภาษติ

พระราชนพิ นธ์พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ความเป็นมา

โคลงสภุ าษติ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เป็นโคลงท่ีพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพื่อเป็นคติสอนใจให้กับราษฎรในประเทศ โดยได้รับอิทธิพลมาจาก

ต่างประเทศ เนื้อหามกี ารกล่าวถงึ สิง่ ท่ีประชาชนควรปฏบิ ตั หิ รือละเว้น มที ้ังหมด ๑๑ เรื่อง ได้แก่

๑. สุภาษติ บางปะอนิ ทรงพระราชนพิ นธ์ในปี พ.ศ.๒๔๒๐

๒. โคลงกระท้สู ุภาษิต ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.๒๔๒๐

๓. สภุ าษิตเบด็ เตล็ด ทรงพระราชนิพนธใ์ นปี พ.ศ.๒๔๒๐

๔. สุภาษิตสอนผู้เปน็ ขา้ ราชการ ทรงพระราชนพิ นธ์ในปี พ.ศ.๒๔๒๒

๕. สภุ าษติ โสฬสไตรยางค์ ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.๒๔๒๓

๖. สุภาษติ นฤทมุ นาการ ทรงพระราชนิพนธใ์ นปี พ.ศ.๒๔๒๓

๗. โคลงวา่ ดว้ ยความสุข ทรงพระราชนพิ นธใ์ นปี พ.ศ.๒๔๓๑

๘. วชริ ญาณสภุ าษติ ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.๒๔๓๒

๙. พระราชปราถความสุขทุกข์ ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.๒๔๓๖

๑๐. สุภาษติ พิพธิ ธรรม ไมแ่ นช่ ัดว่าทรงพระราชนพิ นธ์ในปีใด

๑๑. สภุ าษติ อิศปปกรณา ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ตง้ั แต่ก่อนปี พ.ศ.๒๔๔๗

ซึ่งบททีก่ าหนดให้เรียนในระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๒ กาหนดใหเ้ รยี นเพียง ๓ เร่ืองเท่าน้ัน คือ สุภาษิต
โสฬสไตรยางค์,สุภาษิตนฤทุมนาการ,สุภาษิตอิศปปกรณา โดยท้ัง ๓ เร่ืองเป็นบทพระราชนิพนธ์ใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่แต่งร่วมกับกวีท่านอื่น คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิต
ปรชี ากร,พระยาศรสี นุ ทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และพระยาราชสมั ภารากร

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๑๒๑

ประวตั ผิ ู้แตง่
๑. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ พระเจ้าอยหู่ วั

พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
(ทม่ี า : https://www.tnews.co.th/religion/379386)

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าพระเจา้ อยูห่ ัวเสด็จพระราชสมภพเม่ือวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.
๒๓๙๖ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๔ และสมเด็จพระเทพศิริน
ทราบรมราชินี เม่ือคร้ังทรงพระเยาว์พระองค์ทรงได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ เช่น ด้านการปกครองบ้านเมือง
ประวัติศาสตร์ อีกท้ังยังทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับอาจารย์ต่างชาติ นอกจากน้ีพระองค์ยังทรงมีพระ
อัจฉรยิ ภาพด้านอักษรศาสตร์ โดยทรงพระราชนิพนธ์งานเขยี นต่างๆทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เชน่ พระราชพิธี
สิบสองเดือน,ไกลบ้าน,พระราชวิจารณ์ บทละครเรื่องเงาะป่า,ลิลิตนิทราชาคริต,บทละครเร่ืองวงศเทวราช,
กาพยเ์ ห่เรือ,บนั ทกึ จดหมายเหตุต่างๆ,โคลงอธิบายภาพรามเกียรติ์ และรวมถึงโคลงสุภาษติ ด้วย

๒. กรมหลวงพิชิตปรชี ากร

กรมหลวงพชิ ติ ปรีชากร
(ทม่ี า : https://th.wikipedia.org/wiki)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร หรือพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล พระราชโอรสใน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี ๔ และเจ้าจอมมารดาพ่ึง ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๓๙๘ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงพิชติ ปรีชากร ทรงมคี วามรู้ด้านการแพทย์ ทรงเป็นคนไทยคนแรก
ที่คิดประดิษฐ์ปรุงยาไทยผสมกับยาต่างประเทศ นอกจากนี้ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านการพระนิพนธ์บท
ร้อยแกว้ และร้อยกรอง มากมายหลายเรื่อง เชน่ โคลงทา้ วกาสี นางปทมุ สงั กา และเร่อื งสนุกนกึ ซ่งึ เปน็ เรอ่ื งส้ัน
เรอื่ งแรก ท่เี รยี กวา่ เปน็ บนั เทิงคดี ตามแบบอยา่ งนิยายฝร่งั ถอื เป็นนิยายเรื่องแรกของไทยทีม่ ชี ่ือเสยี งและได้รับ

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๑๒๒
ความนยิ มเปน็ อย่างมาก อีกทัง้ พระองค์ยังไดร้ ว่ มกับพระเจ้าพย่ี าเธอ และพระเจ้าน้องยาเธอ จดั ตงั้ หอสมุดวชิ
รญาณ ข้นึ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ เพอื่ เฉลิมพระเกยี รติแดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั
๓. พระยาศรีสนุ ทรโวหาร

พระยาศรสี ุนทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกูร)
(ทีม่ า : http://www.xn--12clc3djb6a6adbebcadd3.com/ )

พระยาศรีสุนทรโวหาร หรือน้อย อาจารยางกูร เกิดเมื่อวันท่ี ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๕ เป็นชาว
ฉะเชิงเทรา ทา่ นได้รับสมญาว่าเป็นศาลฎกี าภาษาไทย เป็นผูแ้ ต่งตาราเรียนชุดแรกของไทย เรยี กวา่ "แบบเรยี น
หลวง" ใช้สอนในโรงเรียนพระตาหนกั สวนกุหลาบ และหนังสือกวีนิพนธ์ท่ีมีคุณค่าอีกหลายเร่ือง งานชิ้นสาคัญ
ชิน้ หน่ึง คือท่านได้รับแตง่ ตง้ั ให้เปน็ แม่กองตรวจโคลงบรรยายประกอบรปู ภาพเรื่อง "รามเกียรต์ิ" รอบระเบียง
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมอ่ื ครงั้ กรุงรตั นโกสนิ ทรค์ รบรอบ ๑๐๐ ปี และตัวท่านเองก็ได้รบั หน้าท่ี
เป็นผู้แต่งด้วยทา่ นหน่งึ

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๑๒๓

๔. พระยาราชสมั ภารากร

พระยาราชสัมภารากร

(ที่มา : https://web.facebook.com/makingsocialhistoryofoldbangkok)

พระยาราชสัมภารากร หรือนามเดิมเลื่อน สุรนันท์ เป็นบุตรพระยาอภัยพิพิธ (เสพ) จางวางกรมท่า
ขวากับคุณหญิงพุ่ม ซ่ึงเป็นพระราชนัดดาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เกิดเม่ือพ.ศ. ๒๓๘๐ พระยาราชสัม
ภารากรมีความสนใจศึกษาเล่าเรียนวชิ าหนังสอื ขอม หนังสือไทย วิชาโหราศาสตร์ ตาราพิชัยสงคราม พระ
ราชพงศาวดาร และการแต่งร้อยกรอง กาพย์ โคลงฉันท์ โดยมีผลงานการประพันธท์ ่ีน่าสนใจดังน้ี โคลงภาพ
เร่ืองรามเกียรติ์ท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม,โคลงภาพพระราชพงศาวดาร,โคลงหริภุญชัย,โคลงยอพระเกียรติ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมสมเดจ็ พระบาราบปรปกั ษ์

ลักษณะคาประพนั ธ์
โคลงสุภาษิตพระราชนพิ นธพ์ ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวทั้ง ๓ เร่ืองท่ีกาหนดให้เรียนใน

ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ ๒ ลว้ นแตง่ ดว้ ยโคลงสส่ี ภุ าพ ได้แก่
๑. โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ ประกอบด้วยโคลงส่ีสุภาพ ๑๘ บท บทนา ๑ บท เนื้อเรื่อง ๑๖ บท และ
บทสรุป ๑ บท
๒. โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ ประกอบด้วยโคลงส่ีสุภาพ ๑๒ บท บทนา ๑ บท เนื้อเร่ือง ๑๐ บท และ
บทสรุป ๑ บท
๓. โคลงอิศปปกรณา ประกอบด้วยโคลงสส่ี ภุ าพ ๔ บท เปน็ นทิ านเรื่องต่างๆ

แผนผังฉันทลักษณ์โคลงสสี่ ภุ าพ

(ทม่ี า : https://teacherpisit.wordpress.com/2011)

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๒๔

บทหนงึ่ มี ๔ บรรทดั วรรคหน้าของทุกบรรทัด มี ๕ พยางค์ วรรคหลงั ของบรรทดั ท่ี ๑ – ๓ มี ๒ พยางค์
บรรทดั ที่ ๔ มี ๔ พยางค์ บงั คบั รูปวรรณยกุ ต์ เอก ๗ โท ๔ คือ วรรคท่หี น่ึงคาท่ี ๔ กาหนดเปน็ รูปเอก คาที่ ๕
กาหนดเป็นรูปโท วรรคที่สามคาที่ ๒ กาหนดเป็นรูปเอก วรรคที่สี่ คาที่ ๑ กาหนดเป็นรูปเอก คาที่ ๒ กาหนด
เป็นรูปโท วรรคที่ห้า คาท่ี ๓ กาหนดเป็นรูปเอก วรรคที่ ๖ คาท่ี ๒ กาหนดเป็นรูปเอก วรรคท่ีเจ็ด คาที่ ๒
กาหนดเป็นรูปเอก คาที่ ๕ กาหนดเป็นรูปโท และวรรคท่ีแปด คาท่ี ๑ กาหนดเป็นรูปเอก คาที่ ๒ กาหนดเปน็
รปู โท สามารถใช้คาเอกโทษและคาโทโทษได้ กล่าวคอื คาเอกโทษ หมายถงึ คาที่มคี วามหมายและกากับด้วยรูป
วรรณยุกต์โท แต่มีความจาเป็นท่ีต้องแปลงให้เป็นคาที่มีรูปวรรณยุกต์เอก คาโทโทษ หมายถึงคาท่ีมี
ความหมายและกากับดว้ ยรูปวรรณยุกต์เอก แต่มีความจาเปน็ ทีต่ ้องแปลงให้เป็นคาที่มีรปู วรรณยุกตโ์ ท มกี าร
กาหนดตาแหนง่ สมั ผสั ตามเส้นโยงดังรปู

วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาและจดุ มงุ่ หมายในการแตง่
๑. โคลงสภุ าษติ โสฬสไตรยางค์

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์เดิมเป็นสุภาษิตภาษาอังกฤษท่ีนามาแปลเป็นภาษาไทย โดย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเปน็
ผู้แปลและประพันธ์ข้ึน ทั้งน้ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ตรวจสอบบทประพันธ์ช้ินน้ี
พร้อมทั้งแก้ไขให้ถูกต้องตามแบบฉบับของภาษาอังกฤษ เนื่องด้วยท่านทรงมีพระปรีชาสามารถในด้าน
ภาษาอังกฤษจึงทาให้บทประพันธ์มีเนื้อหาที่ถูกต้องตามภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังมีการสอดแทรกศัพท์
ภาษาองั กฤษประกอบในโคลงแต่ละบทอีกดว้ ย

โคลง หมายถงึ โคลงสี่สุภาพ สุภาษิต หมายถึงถ้อยคาท่กี ล่าวสั่งสอน โสฬส หมายถงึ สบิ หก
ไตรยางค์ หมายถึงองค์สาม กล่าวคือ โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ คือคาสอนที่ควรปฏิบัติและควรละเว้น
จาแนกเน้อื ความเปน็ ๑๖ หมวด หมวดละ ๓ ขอ้ ดงั นี้

วา่ ด้วยความสามอย่าง

ปราชญ์แสดงดาริดว้ ย ไตรยางค์

โสฬสหมดหมวดปาง กอ่ นอา้ ง

เป็นมาตกิ าทาง บณั ฑิต แสวงเอย

หวงั สวัสด์ขิ จดั ทุกข์สรา้ ง สืบสร้องศภุ ผล

ถอดความ ผู้มีความรู้แสดงความคิดด้วยสามประการซึ่งมีสิบหกบทเป็นแม่บทและเป็นแนวทางให้ผู้มีปัญญา

แสวงหาความรูห้ รอื สาระตา่ งๆหวังใหค้ วามจากาจดั ความทกุ ข์ยากลาบากเพ่อื สรรเสริญผลของความดี

สามสิ่งควรรกั (Three Things to love)

ความกล้า (Courage) ความสภุ าพ (Gentleness) ความรกั ใคร่ (Affection)

ควรกล้ากลา้ กล่าวถ้อย ท้งั หทยั แทแ้ ฮ

สวุ ภาพพจนภ์ ายใน จติ พร้อม

ความรักประจกั ษ์ใจ จรงิ แน่ นอนฤๅ

สามสงิ่ ควรรกั น้อม จติ ให้สนิทจริง

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๑๒๕

ถอดความ ควรกล้าที่จะพูดความจริงในใจทั้งหมด มีความสุภาพทางคาพูดหรือวาจา ทางกาย ทางใจ มี
ความรักที่แน่ชัดให้กับผู้อ่นื สามสง่ิ น้ีควรให้ผูอ้ นื่ อยา่ งจริงใจ

สามสง่ิ ควรชม (Three Things to Admire)

อานาจปัญญา (Intellectual Power) เกียรติยศ (Dignity) มมี ารยาทดี (Gracefulness)

ปัญญาสตลิ า้ เลศิ ญาณ

อานาจศกั ดิ์ศฤงคาร ม่งั ขง้ั

มารยาทเรียบเส่ยี มสาน เสงย่ี มเงื่อน งามนอ

สามสิง่ ควรจักตั้ง แต่ซอ้ งสรรเสริญ

ถอดความ ควรทจี่ ะชื่นชมผู้ที่มีทั้งสามอย่างน้ี คือ ผู้ท่มี ีปญั ญาลา้ เลิศ ผู้ท่ีเกยี รตยิ ศ ผูท้ มี่ ีมารยาทงาม และ เรา

ควรจะมสี ามสิง่ น้ี จะไดเ้ ปน็ ทช่ี ื่นชมของผ้อู ่ืน

สามสง่ิ ควรเกลยี ด (Three Things to Hate)

ความดุรา้ ย (Cruelty) ความหยง่ิ กาเริบ (Arrogance) อกตัญญู (Ingratitude)

ใจบาปจิตหยาบรา้ ย ทารณุ

กาเรบิ เอบิ เกนิ สกลุ หยิง่ ก้อ

อีกหนงึ่ ห่อนรคู้ ณุ ใครปลูก ฝังแฮ

สามสิ่งควรเกลียดท้อ จติ แท้อยา่ สมาน

ถอดความ สามสงิ่ ทคี่ วรเกลยี ด เราไมค่ วรท่ีจะมีสามส่ิงน้ี คอื ความดรุ ้าย ความหยงิ่ กาเรบิ และความอกตัญญู

รู้คณุ

สามสิ่งควรรงั เกียจติเตียน (Three Things to Despise)

ช่ัวเลวทราม (Meanness) มารยา (Affectation) ฤษยา (Envy)

ใจชวั่ ชาติตา่ ช้า ทรชน

ทจุ ริตมารยาปน ปกไว้

หึงจติ คิดเกลียดคน ดีกวา่ ตัวแฮ

สามสว่ นควรเกยี จใกล้ เกลียดซ้องสมาคม

ถอดความ กล่าวถงึ สามส่ิงที่ควรจะรังเกยี จไม่ควรเข้าใกล้ นนั่ คอื ความช่ัวช้าเลวทราม ความมารยา ความ

ฤษยา (รษิ ยา)

สามสง่ิ ควรเคารพ (Three Things to Reverence)

ศาสนา (Religion) ยุติธรรม (Justice) สละประโยชน์ตนเอง (Self-denial)

ศาสนาสอนส่งั ให้ ประพฤติดี

หนึง่ ยตุ ิธรรมไปม่ ี เลอื กผู้

ประพฤติเพอ่ื ประโยชน์ศรี สวัสดท์ิ ั่ว กนั แฮ

สามสิง่ ควรรอบรู้ เคารพเรอ้ื งเจริญคุณ

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๑๒๖

ถอดความ เราควรเคารพศาสนา เพราะ ศาสนาสอนให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ควรจะยุติธรรมต่อทุกคน
ไมเ่ ขา้ ข้างฝา่ ยใดฝา่ ยหนึ่ง และ ควรจะประพฤติตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อส่วนรวม

สามสิ่งควรยินดี (Three Things to Delight in)

งาม (Beauty) ตรงตรง (Frankness) ไทยแก่ตน (Freedom)

สรรพางคโ์ สภาคพร้อม ธัญลักษณ์

ภาษติ จิตประจักษ์ ซื่อพร้อม

เป็นสุขโสดตนรกั การชอบ ธรรมนา

สามสง่ิ ควรชกั น้อม จิตให้ยินดี

ถอดความ ความงามพร้อม พูดปากกับใจตรงกนั และเปน็ อิสระแกต่ วั ในการที่จะทาอะไรในทางทช่ี อบธรรม

สามส่ิงควรปรารถนา (Three Things to Wish for)

ความสุขสบาย (Healthy) มติ รสหายท่ดี ดี ี (Friends) ใจสบายปรุโปร่ง (a Cheerful Spirit)

สุขกายวายโรครอ้ น ราคาญ

มากเพ่ือนผู้วานการ ชีพได้

จิตแผว้ ผ่องสาราญ รมยสขุ เกษมแฮ

สามสิ่งควรจกั ให้ รบี รอ้ นปรารถนา

ถอดความ สามส่ิงที่ควรหามาใส่ตน คือ ความสุขสบายปราศจากโรคภัยมาเบียดเบียน มีมิตรสหายท่ีดี

ชว่ ยเหลือเราได้ และจิตใจผอ่ งใส

สามสิง่ ควรออ้ นวอนขอ (Three Things to Pray for)

ความเชอื่ ถือ (Faith) ความสงบ (Peace) ใจบรสิ ทุ ธิ์ (Purity of Heart)

ศรทั ธาทาจิตหม้ัน คงตรง

สงบระงับดบั ประสงค์ สง่ิ เศร้า

จติ สะอาดปราศสิง่ พะวง วนุ่ ขุ่น หมองแฮ

สามสว่ นควรใฝ่เฝ้า แตต่ ง้ั อธษิ ฐาน

ถอดความ ความเช่ือถือทาให้จิตใจเราม่ันคงไม่วอกแวก ม่ันคงอยู่กับส่ิงท่ีเราจดจ่อ ไม่คิดฟุ้งซ่านไปกับ

เรอ่ื งต่าง ๆ ความสงบจะทาให้เรายับยั้งความต้องการในสิ่งต่าง ๆ ทีท่ าให้เราเป็นทกุ ข์ระทมใจ ใจบริสุทธิ์ไม่มี

สิง่ เศร้าหมอง สามสง่ิ นีค้ วรมงุ่ ดแู ลรกั ษา แต่ก็ควรทจี่ ะต้ังใจอธษิ ฐาน

สามสงิ่ ควรนับถือ (Three Things to Esteem)

ปญั ญา (Wisdom) ฉลาด (Prudence) มั่นคง (Firmness)

ปัญญาตรองตรลิ า้ ลกึ หลาย

ฉลาดยิง่ สง่ิ แยบคาย คาดรู้

มน่ั คงไมค่ ืนคลาย คลอนกลบั กลายแฮ

สามสง่ิ ควรกอบกู้ กับผู้นบั ถือ

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๒๗

ถอดความ ปัญญา ฉลาด ม่ันคง ความรอบรู้ ฉลาดที่จะนาความรู้ไปใช้และจิตใจม่ันคงเช่ือถือได้ สามสิ่งนี้
ควรนากลบั มาใหก้ บั ผทู้ ่เี คารพนับถอื

สามสง่ิ ควรจะชอบ (Three Things to Like)

ใจอารีสุจรติ (Cordiality) ใจดี (Good Humour) ความสนุกเบกิ บานพร้อมเพรียง (Mirthfulness)

สุจริตจิตโอบออ้ ม อารี

ใจโปร่งปราศราคี ขุน่ ข้อง

สิ่งเกษมสุขเปรมปรี- ดาพร่งั พร้อมแฮ

สามสิง่ สมควรตอ้ ง ชอบตอ้ งยนิ ดี

ถอดความ ใจอารี สุจรติ ใจดี มคี วามสนุกสนานและเบิกบาน สุจรติ ดี ปฏบิ ตั ิในทางชอบ

สามสง่ิ ควรสงสยั (Three Things to Suspect)

ยอ (Flattery) หนา้ เนื้อใจเสอื (Hypocrisy) พลนั รักพลนั จดื (Sudden Affection)

คายอยกย่องเพ้ยี น ทุกประการ

พักตรจ์ ติ ผิดกันประมาณ ยากรู้

เรว็ รดั ผลดั พลันขาน คากลบั พลนั ฤๅ

สามสว่ นควรแล้วผู้ พะพ้องพึงแคลง

ถอดความ คายกยอ รู้หน้าไมร่ ใู้ จ รกั ง่ายและกลับคาอย่างรวดเรว็ สามส่งิ น้ีควรต้ังขอ้ สงสยั เอาไว้

สามส่ิงควรละ (Three Things to Avoid)

เกียจคร้าน (Idleness) วาจาฟ่นั เฝอื (Loquacity) หยอกหยาบแลแสลงฤๅขดั คอ (Flippant Jesting)

เกยี จครา้ นการทา่ นทง้ั การตน กด็ ี

พูดมากเปลา่ เปลืองปน ปดเหล้น

คาแสลงเสยี ดแทงระคน คาหยาบ หยอกฤๅ

สามส่งิ ควรท้งิ เวน้ ขาดส้ินสนั ดาน

ถอดความ ข้ีเกียจในเรื่องของการทางานท้ังของตนเองและของคนอื่น ทาได้ก็แค่พูดมาก ไร้สาระ ไม่มี

ประโยชน์ไปวัน ๆ คาพดู ที่พดู ก็เสยี ดแทงคนรอบขา้ ง ทงั้ ๓ ส่ิงนไ้ี มค่ วรทาเปน็ อย่างยงิ่

สามส่ิงควรจะกระทาให้มี (Three Things to Cultivate)

หนังสอื ดี (Good Books) เพ่ือนดี (Good Friends) ใจเยน็ ดี (Good Humour)

หนังสือสอนสงั่ ข้อ วทิ ยา

เวน้ บาปเสาะกัลยาณ์ มิตรไว้

หนงึ่ ขาดปราศโทสา คตหิ อ่ ใจเฮย

สามสิ่งควรมีให้ มากยั้งยนื เจริญ

ถอดความ สามสิ่งท่เี ราควรจะมี คอื หนังสือทใ่ี หค้ วามรู้ มิตรทด่ี ี และจิตใจที่ดีไม่มคี วามโกรธ

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๑๒๘

สามสง่ิ ควรจะหวงแหนฤๅตอ่ สูเ้ พือ่ รักษา (Three Things to Contend for)

ช่อื เสยี งยศศกั ดิ์ (Honour) บา้ นเมืองของตน (Country) มติ รสหาย (Friends)

ความดีมชี ือ่ ท้ัง ยศถา ศักดเ์ิ ฮย

ประเทศเกิดกูลพงศา อย่ยู งั้

คนรักร่วมอัธยา- ศัยสขุ ทุกขแ์ ฮ

สามสิ่งควรสงวนต้ัง ตอ่ สผู้ เู้ บียน

ถอดความ สามสิ่งควรจะหวงแหนฤๅตอ่ สู้เพอื่ รกั ษาไว้ ได้แก่ ชื่อเสียงยศศกั ด์ิ บา้ นเมอื งของตน มติ รสหาย

สามสิ่งควรครองไว้ (Three Things to Govern)

กริ ยิ าทเ่ี ปน็ ในใจ (Temper) มกั ง่าย (Impulse) วาจา (The Tongue)

อาการอนั เกิดด้วย น้าใจ แปรฤๅ

ใจซ่ึงรีบเร็วไว ก่อนรู้

วาจาจกั พดู ใน กิจสบ สรรพแฮ

สามสิ่งจาท่ัวผู้ พทิ ักษ์หมั้นครองระวัง

ถอดความ สามส่ิงควรต้องระวัง อันไดแ้ ก่ กริ ิยาท่ีเปน็ ในใจ ความมักงา่ ย และวาจา

สามสิ่งควรจะเตรียมเผ่ือ (Three Things to Wait for)

อนิจจัง (Change) ชรา (Decay) มรณะ (Death)

สงิ่ ใดในโลกล้วน เปลีย่ นแปลง

หนึ่งชราหยอ่ นแรง เรง่ ร้น

ความตายติดตามแสวง ทาชพี ประลยั เฮย

สามสว่ นควรคดิ ค้น คติรูเ้ ตรยี มคอย

ถอดความ ทกุ ส่ิงบนโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง อนั ไดแ้ ก่ ความไม่เทีย่ งไมแ่ นน่ อน ความชรา ความตาย

จบสามสบิ หกเค้า คะแนนนับ หมวดแฮ

หมวดละสามคิดสรรพ เสร็จส้นิ

เป็นสสี่ ิบแปดฉบบั บอกเยี่ยง อย่างแฮ

ตามแบบ บ่ ขาดหวน้ิ เสรจ็ แล้วบริบูรณ์

ถอดความ จบสิบหกหมวด หมวดละสามขอ้ มสี ี่สบิ แปดฉบับตามฉบับจริง

จุดมุ่งหมายในการแตง่

โคลงสภุ าษิตโสฬสไตรยางค์เป็นโคลงสุภาฺ ษิตท่ผี แู้ ต่งได้แนะนาสิ่งใดที่ควรปฏิบตั ิหรือสิ่งใดท่ีควรละเว้น

เพอ่ื จะทาใหผ้ ู้ทป่ี ฏบิ ัตติ ามมคี วามสขุ ในการดาเนินชีวิต

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๒๙

๒. โคลงสภุ าษติ นฤทุมนาการ
เป็นบทท่ีท่ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอกมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลจากภาษาอังกฤษและร้อยเรียงเป็น

โคลงส่สี ุภาพ เนอ้ื หามีการกล่าวถึงการปฏิบตั ิตนทง้ั ในดา้ นการคิด การพดู และการกระทา
โคลง หมายถึงโคลงสี่สุภาพ สุภาษิต หมายถึงถ้อยคาท่ีกล่าวส่ังสอน นฤ หมายถึง ไม่,ปราศจาก ทุ

หมายถึง ไม่ด,ี เสีย มน หมายถึง ใจ อาการ หมายถึง สภาพ,กิริยา ซึ่งนฤทุมนาการเป็นคาสมาสท่ีมีการสนธิ

ระหว่างคาว่า นฤทุมน + อาการ = นฤทุมนาการ ท่ีหมายถึงสภาพท่ีปราศจากความเสียใจ หรือสภาพท่ีไม่ทา

ให้เสียใจ โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการมชี ่ือเรียกอีกช่ือหนึ่งวา่ ทศนฤทุมนาการ หมายถึง สภาพที่ปราศจากความ

เสยี ใจ ๑๐ ประการ ดังน้ี

กจิ ๑๐ ประการทผี่ ปู้ ระพฤติยงั ไมเ่ คยเสยี ใจ

บณั ฑติ วนิ จิ แล้ว แถลงสาร สอนเอย

ทศนฤทุมนาการ ชอื่ ชี้

เหตผุ ู้ประพฤตปิ าน ดงั กล่าว นัน้ นอ

โทมนสั เพราะกิจน้ี ห่อนไดเ้ คยมี ฯ

ถอดความ ผู้รู้กล่าวถึง ๑๐ ประการ ที่ผู้ประพฤติยังไม่เคยเสียใจ เพราะเป็นความประพฤติดีในไตรทวาร

(กาย วาจา ใจ ) อันจะยังให้เกดิ ผลดแี กผ่ ู้ประพฤตเิ องและต่อสงั คมสว่ นรวม อนั ได้แก่

๑. เพราะความดที ่วั ไป

ทาดีไป่เลือกเวน้ ผใู้ ด ใดเฮย

แต่ผูกไมตรีไป รอบข้าง

ทาคุณอุดหนนุ ใน การชอบ ธรรมนา

ไร้ศัตรปู องมลา้ ง กลบั ซ้องสรรเสรญิ

ถอดความ การทาความดีน้ันไม่ควรเลือกกระทากับผู้ใดผู้หน่ึง ควรทากับคนทั่ว ๆ ไป และทาความดีเพิ่มขึ้น

ดว้ ยความชอบธรรม จะได้ไม่มศี ตั รคู ิดรา้ ย จะมกี ็แตผ่ ูย้ กย่องเชดิ ชู

๒. เพราะไมพ่ ดู รา้ ยต่อใครเลย

เหินห่างโมหะร้อน รษิ ยา

สละส่อเสยี ดมารษา ใส่รา้ ย

คาหยาบจาบจ้วงอา ฆาตขู่ เขญ็ เฮย

ไปหมน่ิ นินทาบ้าย โทษใหผ้ ้ใู ด

ถอดความ การอย่หู ่างไกลความหลงและความริษยา จะทาให้ไม่พดู จากลา่ วเทจ็ ใหร้ ้ายผู้อน่ื ไม่พดู อาฆาตใคร

และไมพ่ ูดนินทากลา่ วโทษผูใ้ ด

๓. เพราะถามฟังความก่อนตัดสิน ใหญ่ไฉน ก็ดี
ยินคดมี ีเรื่องน้อย เด็ดด้วน
คิดใคร่ ครวญนา
ยงั บล่ งเห็นไป เหตุด้วยเบาความ
ฟงั ตอบสอบคาไข
ห่อนตัดสินห้วนหว้ น

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๑๓๐

ถอดความ การได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวใด ๆ มาไม่ควรจะเช่ือในทันที ต้องสอบสวนทวนความ คิดใคร่ครวญให้ดี
ก่อนที่จะตัดสนิ ใจเช่ือ

๔. เพราะคิดเสียก่อนจึงพดู

พาทีมีสติรั้ง รอคิด

รอบคอบชอบแลผิด ก่อนพร้อง

คาพดู พ่างลิขิต เขียนรา่ ง เรยี งแฮ

ฟงั เพราะเสนาะต้อง โสตทงั้ ห่างภยั

ถอดความ ก่อนที่จะพูดสิ่งใดให้ต้ังสติให้รอบครอบก่อน เพราะการพูดดีก็เหมือนกับการเขียนท่ีมีการเรียบ

เรยี งไวแ้ ลว้ ทาให้เวลาฟังเกดิ ความไพเราะเสนาะหู และไม่เป็นภยั ตวั ผูพ้ ูดดว้ ย

๕. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ

สามารถอาจห้ามงด วาจา ตนเฮย

ปางเมื่อยังโกรธา ขุ่นแค้น

หยุดคิดพจิ ารณา แพช้ นะ ก่อนนา

ชอบผิดคดิ เหน็ แม้น ไม่ยั้งเสยี ความ

ถอดความ การรู้จักหักห้ามตนเองไม่ให้พูดในขณะท่ียังโกรธอยู่โดยให้หยุดคิดพิจารณาว่าพูดแล้วจะเป็นฝ่าย

แพห้ รือชนะ หรือพูดไปแล้วจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผดิ หากไม่รู้จกั ยับยง้ั แล้วละกอ็ าจทาให้เสยี หายได้

๖. เพราะได้กรุณาต่อคนทถี่ ึงอบั จน

กรณุ านรชาตผิ ู้ พ้องภัย พิบตั ิเฮย

ช่วยรอดปลอดความกษัย สว่างร้อน

ผลจักเพมิ่ พนู ใน อนาคต กาลแฮ

ชนจักชชู ือ่ ช้อน ป่างเบอื้ งปจั จบุ นั

ถอดความ การมีความเมตตากรุณาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ท่ีประสบภัย ทาให้เขารอดพ้นจากความทุกข์

ยาก ผลทไ่ี ดร้ ับคอื ผคู้ นจะพากนั สรรเสริญท้งั ในปจั จุบนั แล้วอนาคต

๗. เพราะขอโทษบรรดาทีไ่ ดผ้ ิด

ใดกจิ ผดิ พลาดแล้ว ไป่ละ ลืมเลย

หยอ่ นทฐิ ิมานะ อ่อนน้อม

ขอโทษเพ่ือคารวะ วายบาด หมางแฮ

ดกี ว่าปดอ้อมคอ้ ม คดิ แก้โดยโกง

ถอดความ เมื่อกระทาการสิ่งใดผิดพลาดแลว้ ก็ควรลดความอวดดีลง และรูจ้ กั กล่าวโทษเพือ่ ลด ความ

บาดหมางลง ดีกว่าคดิ หาทางแกด้ ้วยความคดโกง

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๓๑

๘. เพราะอดกลนั้ ต่อผู้อืน่

ขันตมี ีมากหมนั้ สันดาน

ใครเกะกะระราน อดกล้ัน

ไป่ฉุนเฉยี วเฉกพาล พาเดือด รอ้ นพ่อ

ผปู้ ระพฤติดั่งนั้น จักไดใ้ จเยน็

ถอดความ การมีความอดทนอดกล้ันต่อผู้ท่ีมาข่มเหงรงั แก ไม่ฉุนเฉียวเหมือนคนพาล นี่แหละจักได้ช่ือว่าเปน็

คนใจเยน็

๙. เพราะไมฟ่ งั คาคนพดู เพศนินทา

ไป่ฟงั คนพูดฟงุ้ ฟ่นั เฝือ

เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา้

คอื มดี เท่ยี วกรดี เถือ ท่านท่วั ไปนา

ฟังจะพาพลอยเขา้ พวกเพ้อรังควาน

ถอดความ การไม่ควรฟังคนท่ีชอบพูดเพ้อเจอ้ เท็จจริงบา้ ง เพราะเปรียบเสมือนมีดท่ีกรีดหรือระรานคนท่วั ไป

ฟังแล้วจะพาเราเข้าไปอยใู่ นพวกพูดจาเหลวไหลไปด้วย

๑๐. เพราะไม่หลงเชือ่ ข่าวรา้ ย

อกี หนึ่งไปเ่ ช่ือถ้อย คาคน ลอื แฮ

บอกเลา่ ขา่ วเหตผุ ล เรื่องร้าย

สืบสอบประกอบจน แจ่มเทจ็ จริงนา

ยงั บด่ ว่ นยักย้าย ตื่นเตน้ ก่อนกาล

ถอดความ การไม่ควรด่วนหลงหรือต่ืนเต้นกับข่าวร้ายท่ีมีผู้นามาบอก ควรสืบสาวเร่ืองราวที่

แท้จริงกอ่ น

ขอ้ ความตามกลา่ วแก้ สิบประการ นี้นอ

ควรแกค่ วามพจิ ารณ์ ทวั่ ผู้

แม้ละไป่ขาดปาน โคลงกล่าว กด็ ี

ควรระงับดบั สู้ สงบบ้างยงั ดี

ถอดความ ทีก่ ลา่ วมาท้งั ๑๐ ประการน้ี แม้จะกระทาตามไดไ้ ม่หมดทุกข้อ กระทาได้เป็นบางข้อกย็ งั ดี

จดุ มงุ่ หมายในการแตง่

ผู้แต่งแต่งข้ึนเพื่อเป็นส่ิงเตือนใจให้ผู้อ่านตระหนักถึงการไตร่อตรองให้ดีก่อนท่ีจะกระทาส่ิงใดจะได้ไม่

เกดิ ความเสยี ใจหรอื เกิดความผดิ พลาดตามมา

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๑๓๒

๓. โคลงสุภาษติ อศิ ปปกรณา

โคลงสุภาษิตอิศปปกรณา เป็นโคลงที่มีการแปลมาจากนิทานกรีกฉบับภาษาอังกฤษ ซ่ึงในสมัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้เจ้าอยู่หวั ได้มีการแปลเรื่องท่ีมาจากวรรณกรรมตะวันตกอย่างแพร่หลาย เช่น

นิทานอีสป ซ่ึงเป็นนิทานที่เกี่ยวกับคาสอนหรือที่เรียกว่านิทานให้คติสอนใจผู้อ่านในการดาเนินชีวิตประจาวัน

จงึ ทาให้กวีไทยได้นามาแปลเป็นภาษาไทย

นอกจากน้ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระราชนิพนธ์แปลนิทานอีสปไว้ 24

เร่ืองและทรงพระราชนิพนธ์โคงสุภาษิตร่วมกับกวีท่านอ่ืน ได้แก่ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูล)

พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงพชิ ิตปรชี ากร และพระยาราชสัมภารากร

คาว่า อิศป หรือ อีสป (Aesop) เป็นช่ือนักเล่านิทานชาวกรีกผู้มีชีวิตอยู่ในราวศตวรรษที่ 6 ก่อน

คริสต์กาล อีสปเป็นทาสผู้มีร่างกายพิการแต่มีปัญญาที่ชาญฉลาด อีสปมักจะยกนิทานขึ้นมาเล่าเพ่ือเปรียบ

เปรยหรือเตือนสติให้เจ้านายได้คิด หรือแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆให้คล่ีคลาย ด้วยความฉลาดของอีสปจึงถูก

ปลดปล่อยจากการเป็นทาสให้ได้รับอิสระ ช่ือเสียงของอีสปโด่งดังไปจนถึงเมืองซาร์ดิสท่ีปกครองโดยกษัตริย์

โครอซี สู อสี ปกลายเป็นคนทีป่ ระทบั ใจของผอู้ ื่นและไดเ้ ริม่ แต่งเร่อื งราวเก่ียวกบั พฤติกรรมมนุษยโ์ ดยใชต้ วั ละคร

ท่ีเป็นสตั ว์เพอ่ื สื่อถงึ ข้อคดิ ในการดารงชีวติ นิทานของอีสปจงึ เปน็ ที่นิยมมาจนถงึ ปัจจุบัน

ราชสีห์กบั หนู

อย่าควรประมาทผู้ ทรุ พล

สบเคราะห์คราวขดั สน สุดรู้

เกลือกเขาสบรา้ ยดล ใดเหตุ มแี ฮ

มากพวกคงมผี ู้ ระลกึ เคา้ คุณสนอง

ถอดความ ไมค่ วรประมาทผู้มีกาลังน้อยกว่าเราวา่ ไม่สามารถชว่ ยเหลือเราได้ เพราะเราไมร่ ไู้ ด้วา่ เราจะประสบ

เคราะหเ์ ม่อื ใด เผอ่ื วา่ พวกเขาเหลา่ นน้ั พบเห็นเราเคราะห์ร้าย คงจะมผี ู้ซ่ึงระลกึ ถงึ บญุ มาตอบแทนคณุ เรา

บดิ ากับบตุ รทงั้ หลาย

เช้อื วงศ์วายรักร้อย รษิ ยา กนั เฮย

ปรปกั ษเ์ บยี นบฑี า ง่ายแท้

ร่วมสรู้ ่วมรักษา จติ รว่ ม รวมแฮ

หมน่ื อมิตร บ มิแพ้ เพราะพร้อมเพรยี งผจญ

ถอดความ ญาติพี่น้องที่ไม่รักใคร่ปรองดองกัน มีแต่ความริษยากัน ศัตรูก็จะมาเบียดเบียนหรือรบกวนได้งา่ ย

แตถ่ ้าทุกคนร่วมใจเปน็ อันหน่ึงอันเดียว ศัตรมู าเป็นหม่นื เป็นแสนกส็ ามารถเอาชนะได้

สุนัขปา่ กับลกู แกะ

ชาตกิ กั ขฬะดรุ ้าย สนั ดาน

คงจะหาสงิ่ พาล โทษให้

ถึงจะกลา่ วคาหวาน คาชอบ ก็ดี

หาญหักเอาจนได้ ดงั่ ขอ้ เขาประสงค์

ถอดความ ผู้ท่ีมีความหยาบคายดุร้ายเป็นสันดาน จะหาเรื่องทาให้เราเดือดร้อนได้เสมอ ถึงแม้ว่าเราจะพูดดี

กับเขาอย่างไรก็ตาม เขากจ็ ะหกั เอาดว้ ยอานาจตามที่เขาต้องการ

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๑๓๓

กระต่ายกบั เตา่

เช่ือเร็วแรงเรย่ี วท้งั เชาวนช์ าญ เชย่ี วแฮ

แม่นประมาทมละการ กล็ ้า

โฉดอตุ ส่าห์หาญ ห่อนหยุด ยั้งเฮย

ดงั เตา่ กระตา่ ยทา้ แข่งช้าชนะเร็ว

ถอดความ ผู้ที่เช่ือมั่นว่าตนเองมีเรี่ยวแรงดี ท้ังยังมีปัญญาหรือความคิดฉับไวที่เก่งกล้าสามารถ หากประมาท

ละเลยไม่เอาใจใส่ในการงานที่กระทาก็จะทาให้งานนั้นล้มเหลวได้ ส่วนผู้เชื่องช้าและโง่ ถ้ามีความมานะ

พยายามอย่างเต็มท่ีก็จะทาให้งานน้ันสาเร็จลงได้ ดังเช่น เต่ากับกระต่ายว่ิงแข่งขัน ความเช่ืองช้าของเต่าก็ยัง

สามารถเอาชนะความเรว็ ของกระต่ายได้

จดุ มุง่ หมายในการแต่ง

ผู้แต่งแต่งเพ่ือเป็นคติสอนใจใหผ้ ู้อ่านเลือกเป็นแนวทางการปฏบิ ัตติ ามคาสอนท่ีปรากฏในนทิ านแต่ละ

เร่ือง

วิเคราะห์คณุ คา่
๑. คุณคา่ ด้านเนื้อหา
โคลงสภุ าษิตโสฬสไตรยางค์

ด้านเน้ือหาของโคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ เป็นโคลงสุภาษิตที่มีการประพันธ์โดยอ้างอิงเปรียบเทียบ
กับภาษาอังกฤษจึงมีคาภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ในบท ซึ่งมีเน้ือหาเกี่ยวกับคาสอนท่ีทุกคนควรปฏิบัติแสดงให้
เห็นคุณคา่ เกี่ยวกบั แนวทางการปฏิบัติตนไปในทศิ ทางที่ดแี ละการละเว้นการปฏิบตั ติ นในทิศทางท่ีไม่ดี เนื้อหามี
ความเหมาะสมกบั ทุกคน ทกุ อาชีพ ทุกวยั สามารถนาไปปรบั ใช้ไดเ้ พือ่ ความเจรญิ ต่อตนเอง
โคลงสภุ าษติ นฤทมุ นาการ

โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการแสดงถึงคุณค่าด้านเนื้อหาเกี่ยวกับการให้ผู้อ่านตระหนักถึงการไตรต่ รองให้
ดีกอ่ นจะกระทาหรือปฏบิ ัติสิ่งต่าง ๆ ทง้ั ในดา้ นกาย วาจา ใจ เช่น บทท่ี ๒ ไม่กล่าวว่ารา้ ยผู้อน่ื อีกทั้งกล่าวให้
อดทนอดกล้นั ต่อส่ิงต่าง ๆ รอบตัวที่อาจจะทาให้เราเผลอกระทาในส่ิงท่ีไม่ดี เช่น บทที่ ๕ เพราะอดพูดในเวลา
โกรธ และกล่าวถึงการฟังว่าควรท่ีจะไตร่ตรองเร่ืองที่ฟังให้ดีว่าเรื่องนั้นเป็นส่ิงท่ีควรฟังหรือไม่เพราะหากเรา
ได้รับฟงั ในสิ่งท่ีไม่ดีก็จะทาให้เรากลายเป็นคนไม่ดีไปดว้ ย เชน่ บทที่ ๙ เพราะไม่ฟังคาคนพูดเพศนินทา ซง่ึ การ
ไตรต่ รองก่อนจะทากระทาสิง่ ใดจะทาใหก้ ารกระทาส่ิงนน้ั ไดร้ บั ผลดใี นการอย่รู ว่ มกันในสงั คม
โคลงสุภาษติ อศิ ปปกรณา

โคลงอศิ ปปกรณามีเนอ้ื หาเกย่ี วกับนิทานอสี ปที่มีคาสอนและข้อคิดให้กับผู้อ่านจึงแสดงคุณคา่ ทางด้าน
เนื้อหาออกมาหลายด้าน ได้แก่ การไม่ดูถูกผู้ท่ีด้อยกว่าเพราะทุกคนล้วนมีคุณค่าในตนเอง ดังปรากฏในบท
ราชสีห์กับหนู ,ความสามัคคีในครอบครัวและหมู่คณะที่จะนาไปสู่หนทางที่ดีได้ ดังปรากฏในบท บิดากับบุตร
ท้ังหลาย ,การปฏิบัติตนกับคนพาลที่แม้จะปฏิบัติดีแค่ไหนก็ไม่เป็นผลกับคนเหลา่ น้ัน ดังปรากฏในบท สุนัขกับ
ลกู แกะ และการประมาทเลนิ เล่อคดิ ว่าตนดีกว่าคนอน่ื ซึ่งก่อให้เกิดผลเสยี ตอ่ ตนเอง ดงั ปรากฏในเร่ือง กระต่าย
กับเตา่

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๑๓๔

๒. คุณคา่ ด้านวรรณศิลป์

โคลงสภุ าษติ โสฬสไตรยางค์

๑) การเล่นคา

ควรกล้ากลา้ กล่าวถอ้ ย ทั้งหทัย แทแ้ ฮ

สวุ ภาพพจน์ภายใน จติ พรอ้ ม

ความรักประจักษ์ใจ จรงิ แน่ นอนฤๅ

สามสิ่งควรรักนอ้ ม จติ ให้สนทิ จริง

จากบทประพันธ์ข้างต้น จะเห็นไดว้ า่ ผู้แต่งมีการใช้คาซ้า เชน่ คาวา่ กลา้ จติ จริง เพื่อเน้นความหมาย

ให้ผ้อู ่านไดร้ สู้ ึกตระหนักและปฏบิ ตั ติ าม

๒) การเลน่ เสยี ง

ปราชญ์แสดงดารดิ ้วย ไตรยางค์

โสฬสหมดหมวดปาง ก่อนอ้าง

เป็นมาตกิ าทาง บณั ฑิต แสวงเอย

หวังสวัสดขิ์ จดั ทุกข์สร้าง สบื สรอ้ งศุภผล

จากบทประพนั ธข์ ้างต้น จะเห็นได้วา่ มีการเลน่ เสียงพยัญชนะทา้ ย การเล่นเสยี งสระ ดังน้ี

คาวา่ โสฬส - หมด เปน็ การเลน่ เสียงสระ โอะ กบั มาตรา แม่ กด และคาว่า สวัสดิ์-ขจัด เป็นการเล่น

เสียงสระ อะ กับมาตราแม่ กด ซึง่ จะทาใหบ้ ทกวมี ีความไพเราะมากยง่ิ ขนึ้

๓) การใช้ภาษา

เนื่องจากบทประพันธ์นี้ได้แปลมาจากภาษาอังกฤษ ซ่ึงผู้แต่งมีการเรียบเรียงคาและแปลบทประพันธ์

ได้อยา่ งถูกต้องครบถ้วน อกี ทัง้ ยงั ใช้ภาษาทเ่ี รียบง่าย สละสลวย มกี ารเลน่ เสียงพยญั ชนะ สระ มาตราตัวสะกด

รวมถงึ การซ้าคา เพอื่ เพ่ิมความไพเราะของบทประพันธ์ พรอ้ มทง้ั มีคาศัพท์ภาษาอังกฤษและความหมาย ทาให้

ผอู้ า่ นเขา้ ใจง่ายมากขน้ึ

โคลงสภุ าษติ นฤทมุ นาการ

๑) อุปมา

ขนั ตมี มี ากหมนั้ สันดาน

ใครเกะกะระราน อดกล้นั

ไป่ฉนุ เฉยี วเฉกพาล พาเดือด รอ้ นพ่อ

ผปู้ ระพฤตดิ ง่ั น้นั จักไดใ้ จเยน็

จากบทประพันธ์ข้างต้น จะเห็นได้ผู้แต่งมีการใช้โวหารภาพพจน์ อุปมา คือ การเปรียบส่ิงหน่ึง

เหมือนกับอีกส่ิงหนึ่ง เช่น คาว่า เฉก เพื่อทาให้ผู้อ่านได้เห็นภาพจินตนาการไ้ด้อย่างชัดเจนและเข้าใจมากขึ้น

กลา่ วคอื ผแู้ ต่งได้อธิบายวา่ การไมอ่ ดทนต่อสงิ่ ใดนน้ั เป็นพฤติกรรมทีเ่ หมอื นกบั คนพาล

๒) อปุ ลักษณ์

ไปฟ่ ังคนพูดฟ้งุ ฟ่นั เฝอื

เทจ็ และจริงจานเจือ คละเคล้า

คอื มดี เท่ยี วกรดี เถือ ทา่ นทวั่ ไปนา

ฟังจะพาพลอยเข้า พวกเพ้อรังควาน

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๓๕

จากบทประพันธ์ข้างต้น จะเห็นได้ผู้แต่งการใชโ้ วหารภาพพจน์ อุปลักษณ์ คือ การเปรียบสง่ิ หน่ึงเป็น

อีกสิ่งหน่ึง เช่น คาว่า คือ ผู้แต่งได้อธิบายว่าคนท่ีพูดไม่เข้าความหรือพูดไร้สาระเปรียบเป็นมีดที่คอยชักจูงให้

เราพดู จาไรส้ าระไปด้วย

๓) การเล่นคา

ยนิ คดีมเี ร่ืองนอ้ ย ใหญ่ไฉน ก็ดี

ยงั บล่ งเห็นไป เดด็ ดว้ น

ฟังตอบสอบคาไข คดิ ใคร่ ครวญนา

ห่อนตัดสินห้วนห้วน เหตุดว้ ยเบาความ

จากคาประพันธ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าบทประพันธ์มีการเล่นคาซ้า คาว่า ห้วนห้วน เพ่ือเป็นการเน้นย้า

ความหมายให้ชัดเจนมากย่ิงข้ึน กล่าวคือ ผู้แต่งเน้นคาเพ่ือให้เห็นว่าการคิดไตร่ตรองควรคิดไตร่ตรองให้ดีอย่า

คดิ ไตรตรองเพยี งผา่ น ๆ ไป

๔) การใชภ้ าษา

โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ ผู้แต่งเลือกใช้ภาษาโดยมีคาโบราณปรากฏในคาประพันธ์ เช่นคาว่า ไป่ บ่

โสด ปา่ ง เป็นตน้ ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี

กรณุ านรชาตผิ ู้ พ้องภัย พิบัติเฮย

ชว่ ยรอดปลอดความกษยั สว่างรอ้ น

ผลจกั เพิม่ พนู ใน อนาคต กาลแฮ

ชนจกั ชูช่อื ช้อน ป่างเบอ้ื งปัจจบุ นั

๕) การเลน่ สมั ผสั

กรุณานรชาตผิ ู้ พอ้ งภัย พบิ ัติเฮย

ช่วยรอดปลอดความกษัย สวา่ งร้อน

ผลจกั เพ่ิมพูนใน อนาคต กาลแฮ

ชนจกั ชูชอ่ื ชอ้ น ป่างเบ้ืองปัจจบุ นั

จากบทประพันธข์ ้างต้นจะเห็นไดว้ ่า ผู้แต่งมีการใชส้ มั ผสั ในโดยใช้เป็นการสมั ผัสพยัญชนะ “ ช “ เพ่ือ

ทาใหอ้ า่ นไดไ้ พเราะมากยงิ่ ขน้ึ

๖) การเล่นเสียง

กรุณานรชาตผิ ู้ พอ้ งภัย พบิ ตั ิเฮย

ช่วยรอดปลอดความกษัย สว่างร้อน

ผลจกั เพิ่มพูนใน อนาคต กาลแฮ

ชนจกั ชูชอื่ ช้อน ป่างเบือ้ งปัจจบุ นั

จากบทประพันธ์ข้างตน้ ผ้แู ต่งมีการเลน่ เสยี งสระ และเสียงพยัญชนะท้ายดังน้ี

เลน่ เสียงสระ ออ และมาตราแม่ กด ในคาวา่ “รอด - ปลอด” เพ่ือทาให้อา่ นไดไ้ พเราะมากย่งิ ขึ้น

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๓๖

โคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณา

๑) การใช้ภาษา

ผู้แต่งมีการเลือกใช้ภาษาที่ง่าย โดยการประพันธ์ด้วยร้อยแก้วให้เป็นนิทาน ทาให้ผู้อ่านเข้าถึงได้ทุก

ช่วงวัยและเขา้ ใจเน้อื เร่ืองได้ง่าย อกี ทงั้ การเลือกใชถ้ ้อยคาในการประพนั ธ์ โคลงสภุ าษิตในตอนท้ายเร่ือง ผแู้ ต่ง

ไดป้ ระพนั ธไ์ ดอ้ ย่างเหมาะสมและเลอื กใช้ถ้อยคาทก่ี ินความมาก เพ่อื ให้เข้าใจสาระสาคัญของนิทาน

๒) กลวธิ ีการเลา่ เรือ่ ง

ผู้แต่งได้เลือกใช้กลวิธีการเล่าเรื่องโดยการบรรยายสลับกับบทสนทนา ซึ่งมีความสอดคล้องกันและทา

ใหเ้ นอ้ื เร่ืองกระชับ เข้าใจสาระสาคัญของเรือ่ งได้ง่าย

๓) การเล่นสัมผสั

เชอ่ื เรว็ แรงเรยี่ วท้ัง เชาวน์ชาญ เชีย่ วแฮ

แม่นประมาทมละการ กล็ ้า

โฉดอุตส่าห์หาญ ห่อนหยดุ ย้ังเฮย

ดังเตา่ กระตา่ ยทา้ แขง่ ช้าชนะเรว็

จากบทประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผู้แต่งเล่นสัมผัสในโดยใช้เสียงสัมผัสพยัญชนะต้น คือ สัมผัส

พยัญชนะ “ร” ภายในวรรค ซ่ึงจะทาให้บทประพนั ธ์มคี วามไพเราะมากขึ้น

๔) การใช้สัญลกั ษณ์

ผู้แต่งกาหนดคาเพ่ือใช้เป็นสัญลักษณ์แทนส่ิงที่ต้องการจะสื่อโดยไม่ได้ส่ือโดยตรง เช่น บทราชสีห์กับ

หนู ราชสีห์ = ผูม้ ีอานาจ และหนู = ผทู้ ่อี อ่ นแอหรือไมม่ อี านาจ เป็นตน้

๓. คุณค่าดา้ นสังคม
โคลงสุภาษติ โสฬสไตรยางค์

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์เป็นสุภาษิตที่มีเนื้อหาเก่ียวกับการปฏิบัติตนและการละเว้นการปฏิบัตติ
ตน ซึ่งแสดงคุณค่าด้านสังคมโดยสะท้อนให้เห็นว่าการอยู่ในสังคมควรที่จะปฏิบัตติตนอย่างไรหรือควรจะละ
เวน้ การกระทาสิ่งใด เพอ่ื ความเจริญของชวี ิต เช่น บคุ คลแบบทจ่ี ะถูกยกย่องในสังคมนี้คือบุคคลท่ีมีอานาจทาง
ปัญญา เกียรติยศ และมารยาทดี ดังปรากฏในบทที่ ๒ สามสิ่งควรชม และสะท้อนให้เห็นความเชือ่ ทางศาสนา
ท่ีผู้คนนับถือกันในสังคมเพื่อเป็นส่ิงท่ียึดเหนี่ยวจิตใจให้กระทาความดี ดังปรากฏในบทท่ี ๕ สามส่ิงควรเคารพ
เปน็ ต้น
โคลงสุภาษติ นฤทุมนาการ

โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการแสดงคุณค่าด้านสังคมโดยสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมในการปฏิบัตติตนใน
สังคม คือ ด้านการกระทา ดังปรากฏในบทที่ ๑ เพราะความดีท่ัวไป สะท้อนให้เห็นว่าสังคมนั้นยกย่องผู้ที่ทา
ความดีกับทุกคนโดยไม่เลือกบุคคล ด้านการพูด ดังปรากฏในบทท่ี ๒ เพราะไม่พูดร้ายต่อใครเลย แสดงให้เห็น
ว่าสังคมนั้นยกย่องกับบุคลที่พูดดีและพูดว่าร้ายคนอ่ืน ด้านการฟัง ดังปรากฏในบทที่ ๙ เพราะไม่ฟังคาคนพูด
เพศนินทา แสดงให้เห็นวา่ สังคมยกย่องผทู้ ี่ฟังในเร่ืองที่มีสาระ และด้านการคิด ดังปรากฏในบทที่ ๔ เพราะคิด
เสียก่อนจงึ พูด แสดงใหเ้ ห็นว่าสังคมยกยอ่ งคนทค่ี ิดก่อนพูด

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๓๗

โคลงสภุ าษิตอิศปปกรณา
โคลงสุภาษิตอิศปปกรณาแสดงคุณค่าด้านสังคมให้เห็นในด้านความสามัคคี ดังปรากฏให้เห็นในบทท่ี

๒ บดิ ากบั บตุ รทงั้ หลาย สะทอ้ นให้เห็นวา่ สงั คมต้องการใหค้ นสามัคคีกันเพ่ือทาให้สงั คมน้ันแข็งแกร่งไม่หวั่นต่อ
อันตรายใดๆ ดา้ นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ดังปรากฏในบทท่ี ๓ สุนัขปา่ กับลกู แกะ สะทอ้ นให้เหน็ วา่ สังคมมิได้มีเพียง
ส่ิงท่ีดีเท่านั้นแต่ยังมีสิ่งท่ีไม่ดีอยู่ด้วยเราจึงควรเลือกปฏิบัติตนให้ดีกับสิ่งแวดล้อมท่ีดี ไม่ควรท่ีจะไปปฏิบัติดีกับ
ส่ิงแวดล้อมที่ไม่ดี และด้านการประมาท ดังปรากฏในบทท่ี ๔ กระต่ายกับเต่า สะท้อนให้เห็นว่าการประมาท
คนอ่ืนหรอื สงิ่ อ่ืนอาจจะนาภยั มาส่ตู ัวเราได้

ข้อคดิ ทีไ่ ดจ้ ากเรื่อง
โคลงสภุ าษิตโสฬสไตรยางค์

โคลงสุภาษิตโสฬศไตรยางค์ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติตนอย่างไรท่ีจะนาไปสู่การมีชีวิตที่มีความสุข
รวมไปถึงการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นให้มีความสุขด้วย ตามท่ีปรากฏไว้ในเน้ือเร่ือง อีกท้ังผู้แต่งได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ
สัจธรรมของชีวิตในสามสิ่งที่ควรเตรียมเผื่อ คือ อนิจจัง ชรา มรณะ ซึ่งทาให้ผู้อ่านได้ข้อคิดเกี่ยวกับเร่ืองน้ีอีก
ดว้ ย
โคลงสุภาษติ นฤทมุ นาการ

โคลงสภุ าษติ นฤทุมนาการให้ข้อคิดทเ่ี ป็นสิ่งเตือนใจต่างๆเพื่อให้ผู้อ่านไดน้ าไปปรับใช้ในชีวิตประจาวัน
ท่ีผู้แต่งได้ให้เน้ือหาเป็นแนวทางในการปฏบิ ัติตนและสิ่งที่ผูป้ ฏิบัติตามจะไม่เสียใจ เม่ือปฏิบัติตามแล้วจะทาให้
จิตใจสงบ ไมฟ่ งุ้ ซา่ นและมคี วามสุข
โคลงสภุ าษติ อศิ ปปกรณา

โคลงสุภาษิตอิศปปกรณาผู้แต่งได้แต่งเป็นนิทานสอนใจดังน้ันเม่ือผู้อ่านได้อ่านจะทาให้ได้ข้อคิดและ
สุภาษิตสอนใจที่สามารถนาไปปรับใช้และปฏิบัติตาม เช่น โคลงสุภาษิตกระต่ายกับเต่า ให้ข้อคิดว่า “ความ
ประมาทจะนาทุกขม์ าให้ ” ซึง่ ทาใหผ้ ูอ้ ่านไดข้ ้อคิดเกย่ี วกับความประมาท เป็นต้น
เกร็ดความรู้จากเรือ่ ง

พระทีน่ ่ังทรงธรรมในงานพระเมรสุ มเด็จพระนางเจา้ สุนนั ทากมุ ารรี ตั น์
(ท่ีมา : https://web.facebook.com/ArtsandCultureSSRU/photos/a.1918295751764267)

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรียน ม.๒ ๑๓๘

โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้
ทรงตรวจแก้และทรงพระราชนิพนธ์โคลงบทนาและโปรดให้ คุณหญิง เปล่ียน ภาสกรวงศ์ นาโคลงไปปักเป็น
ตัวอักษรใส่กรอบกระจก ประดับบนพระที่น่ังทรงธรรมในงานพระเมรุสมเดจ็ พระนางเจา้ สุนันทากุมารรี ัตน์ จุล
ศกั ราช ๑๒๔๖

กรณีการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” พร้อม
ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ พระราชธิดา เม่ือวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๒๓
ในแมน่ า้ เจ้าพระยา ณ ตาบลบางพูด อาเภอปากเกรด็ จังหวดั นนทบุรี โดยเรอื พระประเทยี บล่มขณะกาลงั เสด็จ
ประพาสพระราชวังบางปะอิน ซึ่งในขณะน้ันสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงพระครรภ์อยู่ด้วย เหตุน้ี
ทาใหพ้ ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั ทรงเสยี พระทัยยิง่ นัก

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาข้ึนเป็น สมเด็จพระนางเจ้า
สุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ดารงพระฐานันดรศักดิ์พระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั

พระศพของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯและสมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์
เพชรรัตน์ฯ ตั้งบาเพ็ญพระราชกุศลท่ีหอธรรมสังเวชภายในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันทิวงคต โดย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระโกศทองใหญ่ซ่ึงเป็นพระโกศสาหรับทรงพระบรม
ศพของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสีและพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ ให้ทรงพระบรมศพสมเด็จพระ
นางเจ้าสุนนั ทากุมารีรัตน์ฯ ซ่ึงถือเป็นการพระราชทานพระเกียรติยศแก่สมเด็จพระนางเจ้าสุนนั ทากุมารรี ัตนฯ์
เป็นอย่างย่ิง หลังจากนั้น ได้มีการจัดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพท้ัง 2 พระองค์ขึ้น ณ กลางทุ่ง
พระเมรุ เม่ือวันท่ี 13 มีนาคม พ.ศ. 2424 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนนิ
ข้ึนพระราชทานเพลิงพระศพ ในวันท่ี 16 มนี าคม พ.ศ. 2424

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๑๓๙

บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๔). หนงั สือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ภาษาไทย วรรณคดีวจิ ักษ์ ชน้ั มธั ยมศึกษา

ปที ี่ ๒. พิมพค์ รัง้ ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพส์ กสค. ลาดพรา้ ว.
บหุ ลง ศรกี นก. (ม.ป.ป.). พระยาราชสัมภารากร (เลื่อน สรุ นนั ท)์ . สืบค้นเมื่อ ๘ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๓.

จาก https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?cr_id=142
รนื่ ฤทยั สจั จพนั ธุ์. (ม.ป.ป.). พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร. สบื คน้ เม่ือ ๘ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๓.

จาก https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?cr_id=95
สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ. (๒๕๕๒). หนงั สอื ชุดวรรณกรรมภาษิตและคาสอน ประชุมโคลงสภุ าษิตใน

พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั . กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพรา้ ว
สมาคมนิสติ เกา่ จฬุ าฯ ฉะเชงิ เทรา. (๒๕๖๒). พระยาศรสี ุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกรู ). สบื ค้นเม่อื ๘

กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๓. จาก http://www.พระยาศรีสุนทรโวหารนอ้ ยอาจารยางกรู .com/

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรยี น ม.๒ ๑๔๐

บทท่ี ๗ กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าชา้ เจ้าอยหู่ ัว

พระยาอปุ กิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)

ประวัตผิ ูแ้ ตง่ พระยาอุปกิตศิลปสาร (น่มิ กาญจนาชีวะ) เกดิ วันท่ี ๑๐

พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นบุตรของนายหว่างและนางปลั่ง ในวัยเด็ก
ไดเ้ ริ่มศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกบั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ท่ีวัดบางประทนุ นอก
อาเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี และที่วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร
ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ท่ีวัดสุทัศนเทพวรารามราวรมหาวิหาร
จนอุปสมบทเปน็ พระภกิ ษุ ระหว่างที่ผนวชได้ศกึ ษาพระธรรมวนิ ัย ปริยัติ
ธรรม และภาษาบาลีจนสอบได้เปรียญ ๖ ประโยค และศึกษาวิชาครูไป
ด้วยจนสอบได้วิชาครูประโยคมัธยมศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ท่านเข้ารับ
ราชการเปน็ ครฝู ึกสอนที่โรงเรยี นฝึกหัดอาจารยส์ ายสวลี ต่อมาไดย้ ้ายไป
สอนที่โรงเรียนสวนกหุ ลาบ วดั มหาธาตุ และโรงเรียนฝกึ หดั อาจารย์บ้าน
สมเด็จเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังเคยเป็นข้าหลวงตรวจการพนักงานกรม
ราชบัณฑติ หัวหน้าการพิมพแ์ บบเรยี นกรมวชิ าการ หัวหน้าแผนกอภิธานสยาม เคยดารงตาแหนง่ ปรัดกรมตารา
เข้ารับราชการเป็นอาจารย์พิเศษคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิ ทยาลัยและเป็น
อาจารย์ประจากรมศึกษาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงได้เล่ือนบรรดาศักด์ิเป็นพระยาอุปกิตศิลปสาร มี
ตาแหน่งในกระทรวงศึกษาธิการ และมียศเป็นอามาตย์เอก นอกจากน้ีท่านยังมีหน้าที่พิเศษต่างๆ เช่น
กรรมการชาระปทานกุ รมและวรรณคดีโบราณ เปน็ ผู้นาคาว่า “สวสั ดี” มาใชเ้ ป็นคาทกั ทายเมือ่ พบกันท่านถึงแก่
อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และในวาระสุดท้ายท่านได้แสดงถึงความเป็นครูโดยแท้ใน
การอุทิศร่างกายของตนเองเพ่ือการศึกษาทางการแพทย์เป็นครูสอนนักเรียนแพทย์ต่อไป ท่านถือเป็นอาจารย์
ใหญท่ ่านแรกของประเทศไทยด้วย ท่านเปน็ นกั อักษรศาสตร์และกวีที่มีชื่อเสยี งในสมัยรัชกาลท่ี ๖ และ ๗ เป็น
เจ้าของตาราไวยากรณ์ที่สอนคนไทยทั่วประเทศ เป็นกวีที่มีนามปากกาท่ีรู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ สามเณร
นิ่ม พระมหานม่ิ อ.น.ก อุนิกา และอนกึ คาชชู ีพ

ผลงานประพันธ์ท่สี าคญั
ตาราไวยากรณ์ไทยซ่ึงต่อมาเรียกว่าหลักไวยากรณ์ไทย ๔ เล่ม ได้แก่อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์
และฉนั ทลกั ษณ์ ผลงานเรื่องอนื่ คือ สงครามภารตะคากลอน คาประพนั ธบ์ างเร่ือง กลอนดอกสรอ้ ยราพึงในป่า
ช้า ฉันท์ยอพระเกียรติชาวนครราชสีมา (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๔: ๒๗๔; วัลลภา วิทยารักษ์, ๒๕๕๗:
๕๖; กระทรวงศึกษาธิการ: ๒๕๕๘: ๑๓๘)

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรยี น ม.๒ ๑๔๑

ท่ีมาของวรรณคดีเรอื่ งกลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ช้า

กลอนดอกสร้อยราพึงในป่าช้ามีที่มาจากกวีนิพนธ์เร่ือง Elegy Written in a Country Churchyard
ของ ทอมัส เกรย์ (Thomas Gray) ซ่ึงเป็นกวีชาวอังกฤษประมาณศตวรรษที่ ๑๘ เขาได้เขียนบทกวีน้ีข้ึนที่
สุสานในเมืองสโตกโปจส์ (Stoke Poges) ในมณฑลบักกิงแฮมเชอร์ (Buckinghamshire) เม่ือประมาณ พ.ศ.
๒๒๘๕

คาว่า elegy (บทร้อยกรองกาสรด) แต่เดิมเป็นโคลงไว้อาลัยหรือคร่าครวญถึงบุคคลใดบุคคลหน่ึงที่
จากไปไม่มีวันกลับ แต่ elegy ของทอมัส เกรย์ เป็นการราพึงถึงความตายของมนุษย์ซ่ึงแสดงถึงสัจธรรมของ
ชีวิต ทอมัส เกรย์ เกิดแรงบันดาลใจในการแต่งบทกวีน้ีหลังจากที่เขาได้สูญเสียญาติที่ใกล้ชิดและเพ่ือนรักใน
เวลาใกล้เคียงกนั ซ่ึงนบั ว่ากวนี พิ นธเ์ รอื่ งนเ้ี ป็นเร่ืองทีม่ ีชอ่ื เสียงมากในอังกฤษ

พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ประพันธ์กลอนดอกสร้อยราพึงในป่าช้าจากต้นฉบับของ
เสฐียรโกเศศท่ีได้แปลกวีนิพนธเ์ รื่องนเ้ี ป็นภาษาไทยไว้ โดยนามาประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นไทย เช่น เปลีย่ น
ต้นไอวี (Ivy) เป็นเถาวัลล์ เปลี่ยนแมลงบีเทิล (Beetle) เป็นจิ้งหรีดเรไร เปลี่ยนชื่อจอห์น แฮมพ์เด็น (John
Hampden) เป็นชาวบ้านบางระจัน เปล่ียนจอห์น มิลตัน (Jhon Milton) กวีเอกของอังกฤษเป็นศรีปราชญ์
โดยได้แต่งเป็นกลอนดอกสร้อยจานวน ๓๓ บท เพ่ิมข้ึนจากบทประพันธ์ภาษาอังกฤษหนึ่งบท แต่ในหนังสือ
เรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย วรรณคดีวิจักษ์ของม.๒ คัดมาให้ศึกษาเพียง ๒๑ บท (เอกรัตน์ อุดมพร,
๒๕๕๕: ๑๘๗; กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๘: ๑๓๘)

จุดมุง่ หมายในการแต่ง
จุดมุ่งหมายในการแต่งกลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ชา้ เพ่ือช้ีให้เหน็ เก่ียวกบั สจั ธรรม ความเป็นอนิจจงั

และความไมเ่ ท่ียงแท้แน่นอนของชวี ติ โดยมงุ่ แสดงความจริงเกยี่ วกับชีวติ ของมนษุ ย์วา่ ไมม่ ผี ้ใู ดหลีกหนีความ
ตายได้

ลกั ษณะคาประพนั ธ์

รปู แบบ กลอนดอกสร้อย ๑ บท มี ๘ วรรค วรรคแรกมี ๔ คา คาท่ีสองใช้คาวา่ “เอ๋ย” หรือ “เอย”

วรรคอ่ืนมี ๖ - ๘ คา คาสุดทา้ ยของวรรคสุดท้าย ลงท้ายด้วยคาว่า “ เอย” (วลั ลภา วิทยารกั ษ์, ๒๕๕๗ : ๕๖)

ตวั อย่าง วังเอ๋ยวงั เวง หงา่ งเหงง่ ! ยา่ ค่าระฆังขาน

ฝงู วัวควายผา้ ยลาทิวากาล คอ่ ยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถ่ินตน

ชาวนาเหนือ่ ยอ่อนตา่ งจรกลับ ตะวนั ลบั อับแสงทกุ แหง่ หน

ทิง้ ท่งุ ให้มดื มัวทว่ั มณฑล และทง้ิ ตนตูเปล่ยี นอยู่เดยี วเอย

แผนผงั กลอนดอกสรอ้ ย OOOOOOOO
O เอ๋ย O O OOOOOOOO
OOOOOOOO
OOOOOOOO
OOOO OOOO O O O O O O O เอย
(วันเนาว์ ยเู ดน็ , ๒๕๓๒ : ๑๒๐)
OOOOOOOO

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๑๔๒

วิเคราะหเ์ นื้อหา

กถามุข

ดังได้ยินมา สมัยหน่ึง ผู้มีชื่อต้องการความวิเวก, เข้าไปน่ังอยู่ ณ ท่ีสงัด ในวัดชนบท เวลาตะวันรอนๆ

จน

เสยี งระฆงั ย่าบอกส้นิ เวลาวนั ฝงู โคกระบือ และ พวกชาวนาพากันกลบั ท่ีอยเู่ ป็นหมู่ๆ เมอ่ื สน้ิ แสงตะวันแลว้ ได้

ยินแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรกับเสียงเกราะในคอกสัตว์ นกแสกจับอยู่บนหอระฆังก็ร้องส่งสาเนียง ณ ที่นั้นมีต้นไทร

ต้นโพธิ์สูงใหญ่ ใต้ต้นล้วนมีเนินหญ้า กล่าวคือที่ฝังศพต่างๆ อันแลเห็นด้วยเดือนฉาย ศพในที่เช่นน้ันก็เป็นศพ

ชาวไรช่ าวนานั่นเอง ผ้นู ้นั มคี วามรู้รสู้ กึ เยอื กเย็น แลว้ ราพึงในหม่ศู พ จึงเขยี นความในใจออกมาสู่กันดังนี้

(กถามขุ นี้ นาคะประทปี เรียบเรียง)

๑. วังเอ๋ยวงั เวง หงา่ งเหงง่ ! ย่าคา่ ระฆังขาน

ฝงู ววั ควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถ่ินตน

ชาวนาเหนอ่ื ยออ่ นต่างจรกลับ ตะวนั ลับอบั แสงทุกแหง่ หน

ท้ิงทุ่งให้มืดมัวท่ัวมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอย่เู ดียวเอย

เม่อื เวลายามเย็นเสยี งระฆังดังขน้ึ ฝูงววั ควายต่างพากนั เดินผ่านทอ้ งทุ่งเพอ่ื กลบั คอกที่อยู่

ของมัน ชาวนาทเี่ หน่ือยล้าจากการทางานก็ตา่ งแยกยา้ ยกนั กลบั ทีพ่ กั ของตน ดวงอาทิตย์ตกดินทาให้มืดไป

ทัว่ ทุกบริเวณ ท้ิงให้เขาเดียวดาย

๒. ยามเอ๋ยยามน้ี ปถพีมืดมวั ทั่วสถาน

อากาศเยน็ เยอื กหนาวคราววิกาล สงดั ปานป่าใหญ่ไร้สาเนียง

มีกแ็ ต่เสียงจังหรดี กระกรีดกร่ิง! เรไรหรงิ่ ! ร้องขรมระงมเสยี ง

คอกควายววั รวั เกราะเปาะเปาะ ! เพยี ง ร้วู ่าเสยี งเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย

เวลาน้ีความมืดปกคลมุ ไปท่ัวทกุ แห่ง อกี ทัง้ ยังมอี ากาศที่หนาวเยน็ เงยี บสงบเหมือนกับ

ปา่ ใหญท่ ี่มีเพยี งเสียงของจ้ิงหรดี และจกั จ่นั ที่รอ้ งระงม และเสยี งแว่วๆของเกราะที่มาจากคอกววั ควาย

๓. นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจก๊ เพียงแถกขวญั

อยูบ่ นยอดหอระฆังบังแสงจนั ทร์ มีเถาวลั ย์รงุ รังถงึ หลังคา

เหมอื นมนั ฟ้องดวงจันทร์ใหผ้ ันดู คนมาสซู่ ่องพักมันรักษา

ถอื เป็นทร่ี โหฐานนมนานมา ใหเ้ สอื่ มผาสกุ สนั ต์ของมันเอย

นกแสกทเ่ี กาะอยู่บนยอดหอระฆงั มีเถาวัลย์พันเก่ยี วถงึ หลังคาส่งเสยี งรอ้ งทาให้คนเสีย

ขวญั เหมือนตอ้ งการจะบอกดวงจันทรว์ ่ามีคนมารุกรานท่ีสว่ นตัวของมนั ทาให้มนั ไม่มีความสุข

๔. ตน้ เอย๋ ต้นไทร สูงใหญร่ ากย้อยหอ้ ยระย้า

และต้นโพธพิ์ ุ่มแจแ้ ผ่ฉายา มีเนนิ หญ้าใต้ตน้ เกล่อื นกลน่ ไป

ล้วนร่างคนในเขตประเทศน้ี ดุษณนี อนราย ณ ภายใต้

แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิง่ ใกล้หลุมน้ันทุกวันเอย

ตน้ ไทรที่สูงใหญ่มรี ากห้อยลงมาและตน้ โพธทิ์ ่แี ผ่กิง่ กา้ นใหร้ ่มเงา ซึ่งเนนิ หญ้าภายใต้ต้นไม้

เหล่านน้ั ลว้ นมแี ตร่ า่ งผู้คนทไ่ี ร้ชีวติ นอนเรียงรายอยู่ ทาให้รสู้ ึกเศร้าใจวา่ เรากค็ งใกลค้ วามตายแลว้ เชน่ กัน

๕. หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวญิ ญาณลาญสลาย

ถึงลมเชา้ ชวยช่ืนร่นื สบาย เตือนนกแอน่ ลมผายแผดสาเนียง

อยู่ตามโรงมงุ ฟางขา้ งข้างนั้น ท้งั ไกข่ นั แขง่ ดเุ หวา่ ระเร้าเสยี ง

โอเ้ หมอื นปลุกร่างกายนอนรายเรียง พน้ สาเนียงทจี่ ะปลุกใหล้ ุกเอย

วรรณกรรมคดั สรรในหนังสือเรียน ม.๒ ๑๔๓

เมอื่ คนเราตายไปแลว้ ความหว่ งในสิ่งตา่ งๆก็หมดลง แม้ลมยามเช้าจะเยน็ สบาย นกจะสง่

เสียงร้อง หรือไกจ่ ะขนั แขง่ กับกาเหวา่ อยขู่ ้างโรงนา ก็ไม่ทาให้เสยี งดังเหลา่ นนั้ ปลกุ รา่ งที่ไร้วญิ ญาณลกุ

ข้ึนมาได้

๖. ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยพู่ ร้อมหนา้

ทิง้ เพ่ือนยากแมเ่ หยา้ หาขา้ วปลา ทกุ เวลาเช้าเย็นเปน็ นิรันดร์

ทง้ิ ท้ังหนนู ้อยน้อยร่อยรอ่ ยรับ เห็นพ่อกลับปล้มื เปรมเกษมสันต์

เขา้ กอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดท้งิ ทุกส่งิ เอย

ยามมีชีวติ อยู่ในหน้าหนาวเคยใช้เวลาอยูพ่ ร้อมหน้าพรอ้ มตากนั แตเ่ มื่อตายไปกก็ ลบั ท้ิง

เพ่ือน ท้ิงภรรยาที่เคยหาข้าวปลาใหก้ นิ ทกุ เช้าเยน็ ทิ้งลกู นอ้ ยท่ีเคยหยอกล้อด้วยกนั อยา่ งมีความสขุ เมอื่

กลบั มาเจอหนา้ กนั และท้งิ ทุกสิ่งทกุ อยา่ งไว้

๗. กองเอย๋ กองขา้ ว กองสงู ราวโรงนายิง่ นา่ ใคร่

เกิดเพราะการเก็บเกย่ี วดว้ ยเคียวใคร ใครเลา่ ไถคราดพืน้ ฟ้ืนแผน่ ดนิ

เช้ากข็ ับโคกระบือถือคนั ไถ สาราญใจตามเขตประเทศถิ่น

ยึดหางยามยกั ไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย

กองข้าวที่สูงเกอื บเท่าโรงนาเปน็ เรือ่ งทน่ี ่ายินดีซ่ึงเกิดจากการท่ีใชเ้ คยี วเก็บเกีย่ ว ใชค้ ราด

ไถพนื้ เพื่อปรับสภาพหนา้ ดนิ ขว่ี ัวควายอยา่ งมีความสุขในพนื้ ท่ขี องตนเองโดยใช้หางยามเปน็ สง่ิ บังคับ

ทิศทางตามใจตน ซึ่งส่ิงเหล่านี้เกิดดว้ ยฝมี ือของใคร

๘. ตัวเอย๋ ตวั ทะยาน อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝนั

ดถู ูกกจิ ชาวนาสารพนั และความครอบครองกนั อันชื่นบาน

เขาเปน็ สุขเรียบเรียบเงียบสงัด มปี วตั ตเ์ิ ป็นไปไม่วติ ถาร

ขออย่าได้เยย้ เยาะพดู เราะราน ดหู มน่ิ การเปน็ อยเู่ พ่ือนตูเอย

คนเรามคี วามทะเยอทะยานไดแ้ ต่อย่านามาดูถกู อาชีพชาวนาและการใช้ชีวติ แบบปกตสิ ุข

เรียบง่าย เพราะฉะน้นั อย่าพูดจาเยาะเยน้ หรือดหู ม่นิ ชาวนา

๙. สกลุ เอ๋ยสกุลสูง ชกั จงู จิตฟชู ศู ักดศิ์ รี

อานาจนาความสง่าอา่ อนิ ทรีย์ ความงามนาใหม้ ไี มตรกี นั

ความรา่ รวยอวยสขุ ให้ทุกอย่าง เหล่าน้ีตา่ งรอตายทาลายขันธ์

วถิ ีแหง่ เกียรตยิ ศทงั้ หมดนนั้ แต่ล้วนผันมาประจบหลมุ ศพเอย

คนท่มี ชี าตติ ระกูลสูงถงึ จะดูมศี กั ดิ์ศรี อานาจ มีความสง่า รา่ รวยให้ความสขุ ทุกอย่างได้

แต่เกยี รตยิ ศเหล่านี้ไม่ยง่ั ยนื เม่ือตายไปก็ล้วนจบส้นิ ที่หลุมศพ

๑๐. ตวั เอย๋ ตวั หย่ิง เจ้าอยา่ ชิงตซิ ากวา่ ยากไร้

เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ทรี่ ะลึกสิ่งไรก็ไมม่ ี

ไมเ่ หมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครอื่ งแสดงเกยี รตยิ ศเลิศประเสริฐศรี

สรา้ งสานการบุญหนนุ พลี เปน็ อนสุ าวรีย์สงา่ เอย

อย่าดูถกู ศพท่ียากไรว้ า่ ไม่มคี ณุ คา่ ไม่มีสิง่ ใดใหน้ ึกถึง เพียงแค่นอนไรช้ ีวติ อยู่ในหลุมศพ

ไมเ่ หมือนกับบางศพท่มี ีญาตคิ อยตบแต่งหลมุ ศพเพ่ือแสดงถึงเกียรติยศ คอยทาบุญให้อย่างยิ่งใหญ่และ

สร้างสถานทเ่ี กบ็ กระดูกอย่างสวยงาม

๑๑. ทเี่ อ๋ยที่ระลกึ ถึงอธึกงามลบในภพพื้น

ก็ไม่ชวนชพี ทด่ี ับให้กลับคืน เสยี งชมชื่นเชิดชูคณุ ผู้ตาย

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๑๔๔

เสียงประกาศเกยี รตเิ อกิ เกริกลน่ั จะกระเทือนถงึ กรรณนัน้ อย่าหมาย

ลว้ นเป็นคุณแกผ่ ูย้ งั ไมว่ างวาย ชเู กียรตญิ าติไปภายภาคหน้าเอย

ถงึ สถานท่เี ก็บกระดูกที่สรา้ งให้ผู้ตายจะสวยงามมากในแผน่ ดนิ นี้ ก็ไม่สามารถทาให้ผู้ตาย

ฟ้ืนคนื กลับมาได้ แมเ้ สียงช่ืนชมเชดิ ชูเกียรติจะเสียงดงั ขนาดไหนผตู้ ายก็ไมส่ ามารถได้ยนิ เพียงแต่จะเชดิ ชู

เกยี รติญาติพน่ี อ้ งทีย่ ังมีชีวิตอย่เู ท่านัน้

๑๒. ร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพนื้ ดาษด่นื หลาม

อย่าดถู ูกถน่ิ น้วี ่าที่ทราม อาจข้ึนช่อื ลือนามในก่อนไกล

อาจจะเป็นเจดยี ์มีพระศพ แห่งจอมภพจกั รพรรดิกษัตรยิ ์ใหญ่

ประเสรฐิ ดว้ ยสัตตรตั น์จรัสชยั ณ สมยั กอ่ นกาลบุราณเอย

คนเราเมือ่ ตายรา่ งกายกต็ ้องลงไปอยู่ในหลมุ ศพใต้พ้นื ดินทั้งน้ัน เพราะฉะนัน้ อย่างดูถูกว่า

เปน็ ท่ีทไี่ ม่ดี เพราะอาจเคยเป็นพระเจดยี ์ที่มีช่ือเสียงซง่ึ บรรจพุ ระศพของพระมหากษัตริย์ท่ีประเสริฐดว้ ย

แก้ว ๗ ประการในสมยั โบราณก็ได้

๑๓. ความเอ๋ยความรู้ เป็นเคร่อื งชูช้ีทางสวา่ งไสว

หมดโอกาสทีจ่ ะช้ีตอ่ น้ีไป ละห่วงใยอยากร้ลู งสูด่ นิ

อนั ความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความรู้อยูแ่ ค่ถนิ่

หมดทกุ ขข์ ลุกแต่กิจคิดหากนิ กระแสวิญญาณงันเพียงนัน้ เอย

ถงึ จะมีความร้เู ป็นเครอื่ งคอยนาทางแตเ่ ม่อื ตายไปกไ็ มส่ ามารถใช้ความรู้ช้ีนาได้อีกต้องทงิ้

ความอยากเรยี นรลู้ งไปอย่ใู นหลมุ ศพแทน ความยากจนน้ันทาใหไ้ มไ่ ดร้ ับการศึกษาไดร้ บั ความร้เู ฉพาะใน

ทอ้ งถิ่นของตน ตายไปกห็ มดทกุ ข์ทีจ่ ะคิดถงึ แตเ่ รือ่ งทามาหากนิ เพราะวญิ ญาณก็คงจะหยดุ อยู่เพียงเท่านี้

๑๔. ดวงเอย๋ ดวงมณี มักจะลล้ี ับอยู่ในภผู า

หรือใตท้ ้องห้องสมทุ รสุดสายตา ก็เส่อื มซาส้ินชมนิยมชน

บุปผชาตชิ สู แี ละมกี ล่นิ อยู่ในถน่ิ ทไ่ี กลเช่นไพรสณฑ์

ไม่มใี ครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปลา่ ดายมากมายเอย

ของมีค่ามกั จะซ่อนอยู่ในที่ลึกลบั เช่น ภเู ขา ใตม้ หาสมทุ ร ยากท่คี นจะพบเจอ เมื่อไม่มี

ใครไดพ้ บเจอของเหล่านนั้ กห็ มดประโยชน์ไป เช่นเดียวกับดอกไม้ที่มีกลิ่นและสสี นั สวยงามแต่เม่ืออยใู่ นปา่

ลกึ ไมม่ ใี ครสามารถเข้าไปเชยชมได้ก็ยอ่ มบานและร่วงหล่นไปอย่างไร้ประโยชน์

๑๕. ซากเอย๋ ซากศพ อาจเป็นซากนักรบผูก้ ลา้ หาญ

เชน่ ชาวบ้านบางระจันขนั ราบาญ กบั หมูม่ ่านมาประทษุ อยุธยา

ไม่เช่นนนั้ ทา่ นกวีเชน่ ศรปี ราชญ์ นอนอนาถเลห่ ์ใบไ้ ร้ภาษา

หรือผู้กบู้ ้านเมืองเรืองปญั ญา อาจจะมานอนจมถมดนิ เอย

ศพของผู้ตายน้นั อาจเปน็ ศพของนกั รบผกู้ ลา้ หาญ เชน่ ชาวบา้ นบางระจนั ทีส่ รู้ บกบั พมา่ ท่ี

ตอ้ งการมาทาลายเมืองอยุธยา หรอื ศพกวศี รปี ราชญ์ทีน่ อนสงบนงิ่ ไรซ้ ึ่งเสียงสนทนา หรอื ศพผู้กบู้ ้านเมือง

ทมี่ ีปัญญาก็มาจบชีวิตท่ีหลุมศพใต้ดนิ เชน่ เดียวกัน

ฯลฯ

๑๘. มักเอย๋ มักใหญ่ ก่นแตใ่ ฝ่ฝันฟุ้งตามม่งุ หมาย

อาพรางความจรงิ ใจไม่แพรง่ พราย ไมค่ วรอายก็ต้องอายหมายปิดบงั

มุ่งแต่โปรยเคร่ืองปรงุ จรุงกล่นิ คอื ความฟมู ฟายสินลิน้ โอหัง

ลงในเพลงิ เกียรติศกั ดป์ิ ระจักษ์ดัง เปลวเพลงิ ปลั่งหอมกลบตลบเอย

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สือเรยี น ม.๒ ๑๔๕

ผูท้ ม่ี ักใหญใ่ ฝส่ ูงคดิ แตใ่ ฝฝ่ นั จะทาตามจดุ มุ่งหมายของตน พูดแต่ส่งิ ทีค่ ิดและปดิ บังความ

จริงไมใ่ หผ้ ู้อนื่ รู้ถึงแม้ว่าเรอื่ งทป่ี ิดไว้จะไมใ่ ช้เรื่องทีน่ ่าอบั อายกต็ าม หวังแต่จะปรุงแต่งให้รูปลักษณภ์ ายนอก

ดดู ี พูดอวดดีเพอื่ แสดงวา่ ตนเองมีเกียรตสิ ูงส่งกวา่ ผู้อ่ืน ซ่ึงเป็นการปกปดิ ความจริงของตนเองไว้

๑๙. หา่ งเอย๋ หา่ งไกล ห่างจากพวกมกั ใหญฝ่ กั ใฝ่หา

แตส่ ่ิงซ่งึ เหลวไหลใสอ่ าตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป

เพ่อื นรักษาความสราญฐานวเิ วก ร่มเชือ้ เฉกหุบเขาลาเนาไศล

สนั โดษดบั ฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสยั ชาวนาเยน็ กว่าเอย

ควรอยู่ให้หา่ งจากผู้ทีม่ ีความมักใหญใ่ ฝ่สงู ซ่งึ ทาแตส่ ่ิงทีเ่ หลวไหลใส่ตัวเอง ไมน่ อ้ มนา

ความมกั น้อยของชาวไปปฏิบตั ิ เพ่ือรักษาความสบายใจ ความรม่ รื่นร่มเยน็ เหมอื นอยู่ในหุบเขาลาเนาไพร

ใหถ้ อื สันโดษใช้ชีวติ อยา่ งสงบดบั ความฟงุ้ ซา่ นในใจแบบชาวนาจะสบายใจกวา่

๒๐. ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มใี ครข้ึนชือ่ ระบือขาน

ไม่เกรงใครนินทาวา่ ประจาน ไมม่ ีการจารึกบันทกึ คุณ

ถึงบางทีมบี า้ งเปน็ อยา่ งเลิศ กไ็ ม่ฉูดฉาดเชดิ ประเสริฐสุนทร์

พอเตือนใจได้บา้ งในทางบุญ เปน็ เครอ่ื งหนนุ นาเหตสุ ังเวชเอย

ศพคนธรรมดาสามญั ท่ีไม่มีใครรูจ้ ักไมม่ ีใครกลา่ วถึง ไมต่ ้องกลัววา่ ใครจะนนิ ทาหรอื

ประจาน เพราะไมม่ ีการจารึกคณุ งามความดเี อาไว้ บางคนอาจจะมีการยกยอ่ งบ้างแต่ไมไ่ ด้เชิดชูอย่าง

เต็มท่ี เปน็ สิ่งท่ีพอเตือนใจในการทาบุญได้บ้าง เป็นเครื่องทท่ี าให้รสู้ ึกสังเวชและสลดใจ

๒๑. ศพเอ๋ยศพสงู เป็นเครอื่ งจูงจิตใหเ้ ลื่อมใสศานต์

จารกึ คาสานวนชวนสกั การ ผิดกบั ฐานชาวนาคนสามัญ

ซ่ึงอย่างดีกม็ ีกวเี ถ่ือน จากรึกช่ือปีเดือนวันดบั ขนั ธ์

อทุ ิศส่ิงซง่ึ สร้างตามทางธรรม์ ของผ้นู ัน้ ผู้นแ้ี ก่ผีเอย

ศพของผู้ทม่ี ีชาติตระกลู สูงส่งเปน็ สิ่งท่ีทาให้ผคู้ นรูส้ กึ เลอ่ื มใสศรทั ธา มกี ารจดบนั ทึกยก

ย่องคุณงามความดเี อาไว้ ผิดกับศพของชาวนาคนธรรมดาสามัญ ซ่ึงอยา่ งมากก็มีเพียงแคก่ ารจดบันทึกวัน

เดือนปที ่ตี ายเอาไว้ แล้วอุทศิ ส่ิงของทางธรรมของผ้คู นให้กับผู้ตาย

๒๒. ห่วงเอย๋ หว่ งอะไร ไม่ยงิ่ ใหญ่เทา่ ห่วงดวงชวี ติ

แม้คนลมื ส่งิ ใดได้สนทิ ก็ยังคดิ ขนึ้ ได้เมือ่ ใกล้ตาย

ใครจะยอมละทิง้ ซง่ึ สงิ่ สุข เคยเปน็ ทกุ ขห์ ่วงใยเสียได้งา่ ย

ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย

ความห่วงอะไรกไ็ ม่สาคญั เท่ากับห่วงชวี ติ แมค้ นจะลืมสงิ่ ใดไปจนหมดส้นิ กย็ ังสามารถนกึ

ขึน้ ได้เมื่อ

ใกล้ตาย ใครกันจะยอมละทง้ิ สิง่ ทท่ี าให้ตนเองมคี วามสุข เคยเป็นห่วง ใครกันจะยอมจากท่อี ยู่ท่แี สนสขุ

สบายโดยไม่อาลยั อาวรณ์

๒๓. ดวงเอย๋ ดวงจติ ลืมสนิทกจิ การงานทัง้ หลาย

ย่อมละชีพเคยสขุ สนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง

ละทง้ิ ถ่ินท่ีสาราญเบิกบานจิต ซ่ึงเคยคิดใฝ่เฝา้ เป็นเจา้ ของ

หมดวติ กหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลยี วมองด้วยซา้ เอย

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสอื เรียน ม.๒ ๑๔๖

จิตใจทลี่ มื หมดสน้ิ ทั้งกจิ การงานต่างๆ ละทิง้ ส่ิงที่เคยมคี วามสขุ สนกุ สบายทเ่ี คยเสียดาย
เคยกงั วล เคยอยากครอบครอง ละทิง้ สถานที่ท่ใี ห้ความสบายใจและเคยอยากจะเป็นเจา้ ของ ขอให้หมด
กงั วล หมดความเสียดายและ ละท้ิงจนหมดส้ินอยา่ ได้แม้แต่จะหันกลบั ไปมองอกี เลย

คาศัพท์ เคร่ืองสัญญาณทาดว้ ยไม้ ใช้ตีหรอื สนั่ ให้ดงั
รา่ งกาย
๑. เกราะ หมายถึง ท่อี ยู่
๒. ขนั ธ์ หมายถงึ อาการนิ่งซง่ึ แสดงถงึ การยอมรับ
๓. ซอ่ ง หมายถึง เสอื กไป ตรงไป ในความวา่ “แถกขวญั ” หมายความว่า ทาให้ตกใจ
๔. ดุษณี หมายถึง
๕. แถก หมายถึง เสยี ขวญั
ความเปน็ ไป
หรือทาให้ เคลือ่ นจากท่ี
อ่านวา่ พะ – ลี แปลวา่ การบวงสรวง การบูชา เครอ่ื งบวงสรวง
๖. ปวัตน์ หมายถงึ ชนชาตพิ ม่า
๗. ผา้ ย หมายถงึ บรเิ วณ
๘. พลี หมายถงึ รบ
หมายถึง เขาหิน
๙. ม่าน หมายถึง แกว้ ๗ ประการของจักรพรรดิ ได้แก่ ช้างแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว
๑๐.มณฑล หมายถงึ
๑๑.ราบาญ หมายถึง แก้ว มา้ แก้ว แกว้ มณี และจักรแกว้ ในบรบิ ทอน่ื หมายถงึ แก้ว ๗
หมายถงึ ประการ ไดแ้ ก่ สุวรรณ (ทอง) หริ ัญ (เงนิ ) มกุ ดาหาร (มกุ ดา) มณี
๑๒.ไศล (ทับทิม) ไพฑูรย์ (แกว้ สไี ม้ไผ่) วิเชยี ร (เพชร) และประฬาร
๑๓.สัตตรัตน์ (โกเมน)
ย่งิ เกิน มาก
ขุนคลงั ร่างกายและจิตใจ

๑๔.อธึก หมายถงึ
๑๕.อนิ ทรยี ์ หมายถงึ

วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรยี น ม.๒ ๑๔๗

การวิเคราะหค์ ณุ ค่าดา้ นต่างๆจากวรรณคดีเรือ่ งกลอนดอกสร้อยราพงึ ในปา่ ชา้

๑. คณุ ค่าดา้ นเน้ือหา

๑.๑ เน้ือหาของกลอนดอกสรอ้ ยราพงึ ในป่าช้า ให้อารมณ์ความรสู้ กึ ท่ีสะเทือนใจ เกี่ยวกับ

ชวี ติ ความ

ตาย ความเหงา วังเวงใจ บรรยากาศในยามใกลค้ ่า ย่ิงทาใหเ้ กิดความร้สู กึ อา้ งวา้ ง สะเทือนใจมากขึ้น

นบั ว่าผปู้ ระพนั ธส์ ามารถทาใหผ้ อู้ า่ นเกดิ ความรสู้ กึ ร่วมไปกบั บทประพันธไ์ ดเ้ ปน็ อย่างดี ดังบทที่ ๑ ทวี่ ่า

วังเอ๋ยวงั เวง หง่างเหงง่ ! ยา่ คา่ ระฆังขาน

ฝงู วัวควายผา้ ยลาทิวากาล คอ่ ยค่อยผา่ นท้องทุ่งม่งุ ถิน่ ตน

ชาวนาเหนือ่ ยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลบั อับแสงทกุ แหง่ หน

ทง้ิ ทุ่งให้มดื มวั ท่ัวมณฑล และทิ้งตนตูเปลยี่ วอยเู่ ดยี วเอย

๑.๒ เนอ้ื หาสะท้อนให้เห็นความจริงเก่ียวกับชีวติ ของมนษุ ยท์ ่มี คี วามไม่เที่ยง ทุกคนลว้ น

แต่ต้องตายทั้งสิ้น แม้วา่ จะเป็นคนธรรมดา หรอื คนทมี่ ีชาติตระกลู สูง มเี กยี รติ มอี านาจ มีความรา่ รวย ก็ไม่

สามารถหนีความตายพน้ ดงั บทที่ ๙ ท่วี ่า

สกลุ เอ๋ยสกุลสงู ชกั จูงจิตฟชู ูศกั ดิ์ศรี

อานาจนาความสง่าอ่าอินทรยี ์ ความงามนาใหม้ ไี มตรกี นั

ความรา่ รวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่านี้ต่างรอตายทาลายขนั ธ์

วถิ ีแห่งเกียรติยศทงั้ หมดนัน้ แต่ลว้ นผนั มาประจบหลุมศพเอย

๒. คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์
วรรณคดีเร่ืองกลอนดอกสร้อยราพึงในป่าช้าปรากฏความงดงามทางวรรณศิลป์ ตั้งแต่การ

เลือกรูปแบบ

บทประพันธ์ประเภทกลอนดอกสร้อย ซึ่งเป็นรูปแบบที่จดจาได้ง่าย มีมาแต่โบราณ โดยเลือกใช้ถ้อยคาง่ายๆ

ท่ีสือความได้ชัดเจนและวรรณศิลป์ท่ีมีลักษณะเด่นท่ีสุด คือ สัมผัสในบทท่ีมีความไพเราะสละสลวย และ

นอกจากนี้ยงั พบวรรณศิลปใ์ นดา้ นตา่ งๆ ดงั น้ี

๒.๑ การใชโ้ วหารภาพพจน์

- อปุ มา

ยามเอย๋ ยามน้ี ปถพีมืดมวั ทั่วสถาน

อากาศเยน็ เยอื กหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไรส้ าเนยี ง

มกี แ็ ตเ่ สียงจังหรดี กระกรีดกร่ิง! เรไรหร่งิ ! รอ้ งขรมระงมเสียง

คอกควายวัวรวั เกราะเปาะแปะ! เพยี ง ร้วู ่าเสยี งเกราะแวว่ แผ่วแผ่วเอย

จากคาประพนั ธ์ดงั กล่าว จะเหน็ ได้ว่า มีการใช้อปุ มาโวหารในการเปรียบเทยี บให้เข้าใจชัดเจนย่งิ ขึ้นวา่

ความเงียบนัน้ เหมือนกบั ป่าที่กว้างใหญไ่ ร้ซง่ึ เสียง

- อุปลักษณ์ เป็นเครื่องชูชที้ างสว่างไสว
ความเอย๋ ความรู้ ละหว่ งใยอยากรลู้ งสู่ดิน
ย่นปญั ญาความรู้อยู่แค่ถ่นิ
หมดโอกาสท่จี ะชตี้ อ่ นี้ไป กระแสวิญญาณงนั เพียงนั้นเอย
อันความยากหากให้ไรศ้ ึกษา
หมดทกุ ขข์ ลกุ แตก่ จิ คิดหากนิ

วรรณกรรมคดั สรรในหนงั สอื เรยี น ม.๒ ๑๔๘

จากคาประพันธด์ งั กล่าว จะเห็นได้ว่า มีการใช้อปุ ลักษณ์ในการเปรยี บเทียบให้เข้าใจชดั เจนยงิ่ ขน้ึ ว่า
ความรู้เปน็ เครื่องทีช่ ้นี าทางให้พบเจอกับสง่ิ ทีด่ ี

- สัทพจน์

วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหงง่ ! ยา่ ค่าระฆังขาน

ฝงู วัวควายผา้ ยลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งม่งุ ถ่ินตน

ชาวนาเหน่ือยอ่อนตา่ งจรกลบั ตะวนั ลบั อบั แสงทกุ แห่งหน

ทงิ้ ทุง่ ให้มืดมวั ทว่ั มณฑล และท้ิงตนตูเปลยี่ วอย่เู ดียวเอย

จากคาประพนั ธ์ดังกล่าว จะเห็นไดว้ า่ มีการใชค้ าเลยี นเสยี งธรรมชาติคือคาว่า “หงา่ งเหงง่ ” ซง่ึ เป็น

เสียงของระฆงั

ยามเอ๋ยยามน้ี ปถพมี ืดมัวท่วั สถาน

อากาศเยน็ เยือกหนาวคราววิกาล สงดั ปานป่าใหญ่ไร้สาเนยี ง

มีก็แตเ่ สยี งจงั หรดี กระกรดี กริ่ง! เรไรหริง่ ! รอ้ งขรมระงมเสยี ง

คอกควายวัวรวั เกราะเปาะเปาะ! เพียง รูว้ า่ เสียงเกราะแวว่ แผว่ แผว่ เอย

จากคาประพนั ธ์ดังกล่าว จะเห็นไดว้ ่ามกี ารใช้คาเลียนเสียงธรรมชาตคิ ือคาวา่ “กระกรีดกรง่ิ ” ซงึ่ เป็น

เสียงของจงิ้ หรีดคาว่า “หร่งิ ” ทเ่ี ป็นเสียงของจักจนั่ และคาว่า ”เปาะเปาะ” เปน็ เสียงของเกราะทค่ี ลอ้ งคอสัตว์

- บุคคลวตั

นกเอ๋ยนกแสก จบั จ้องรอ้ งแจก๊ เพียงแถกขวญั

อยู่บนยอดหอระฆงั บงั แสงจนั ทร์ มเี ถาวลั ยร์ ุงรังถึงหลังคา

เหมอื นมนั ฟ้องดวงจันทรใ์ ห้ผันดู คนมาสู่ซอ่ งพักมนั รักษา

ถอื เป็นท่ีรโหฐานนมนานมา ให้เส่อื มผาสกุ สันต์ของมนั เอย

จากคาประพันธ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีการใช้คาว่า “ฟ้อง”ที่แสดงให้เห็นว่า สัตว์มีการแสดงกิริยา

อาการทีเ่ หมือนกบั มนุษยเ์ นื่องจากนกแสกไมส่ ามารถแสดงกิรยิ าอาการฟ้องได้ในความเป็นจริง และคาว่า “ผนั

ดู” ท่ีแสดงใหเ้ ห็นว่ามกี ารทาสิ่งไม่มีชวี ิตให้มีชวี ติ ราวกบั มนษุ ย์

- การใช้คาถามเชิงวรรณศิลป์ (ปฏปิ จุ ฉา)

กองเอย๋ กองข้าว กองสงู ราวโรงนายิง่ นา่ ใคร่

เกดิ เพราะการเก็บเกย่ี วดว้ ยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดพื้นฟ้ืนแผ่นดนิ

เช้าก็ขบั โคกระบือถือคันไถ สาราญใจตามเขตประเทศถน่ิ

ยดึ หางยามยักไปตามใจจนิ ต์ หางยามผนิ ตามใจเพราะใครเอย

จากคาประพันธด์ งั กล่าว จะเหน็ ไดว้ ่ามกี ารใชค้ าถามที่ไมต่ ้องการคาตอบเพื่อกระต้นุ ความคิดใหผ้ ้อู ่าน

เกิดความอยากรู้และคิดตามเกี่ยวกบั เร่อื งท่ไี ด้อ่าน เชน่ คาว่า “ใคร” ในคาประพนั ธ์ขา้ งต้น

๒.๒ การเลือกสรรคา ลืมสนิทกิจการงานทงั้ หลาย
- การซ้าคา เคยเสยี ดายเคยวิตกเคยปกครอง
ดวงเอ๋ยดวงจติ ซงึ่ เคยคดิ ใฝ่เฝา้ เปน็ เจ้าของ
ยอ่ มละชีพเคยสุขสนุกสบาย ไม่ผนิ หลงั เหลยี วมองด้วยซา้ เอย
ละท้งิ ถิน่ ท่ีสาราญเบิกบานจติ
หมดวติ กหมดเสียดายหมดหมายปอง

วรรณกรรมคัดสรรในหนงั สือเรียน ม.๒ ๑๔๙

จากคาประพนั ธ์ดงั กล่าว จะเหน็ ไดว้ า่ มีการซ้าคาเพ่อื เน้นย้าความหมายให้ผู้อา่ นเกิดความรูส้ กึ คล้อย
ตามเช่นคาว่า “เคย” และคาวา่ “หมด”

- การใช้คาซ้า

ยามเอย๋ ยามนี้ ปถพีมืดมัวทว่ั สถาน

อากาศเยน็ เยอื กหนาวคราววิกาล สงัดปานปา่ ใหญ่ไรส้ าเนียง

มกี แ็ ตเ่ สียงจังหรดี กระกรีดกริ่ง! เรไรหร่งิ ! ร้องขรมระงมเสยี ง

คอกควายววั รัวเกราะเปาะเปาะ ! เพียง รวู้ า่ เสยี งเกราะแวว่ แผว่ แผว่ เอย

จากคาประพันธด์ งั กล่าว จะเห็นได้วา่ มกี ารใชค้ าซา้ คอื คาว่า “แผ่วแผว่ ” เพ่อื เป็นการเนน้ ความหมาย

ให้ผอู้ า่ นรบั รูแ้ ละรสู้ ึกได้ถึงความเบามากๆ ของเสยี งเกราะ

- การเลอื กใช้คาเพอื่ บรรยายให้เห็นภาพ

นกเอ๋ยนกแสก จับจอ้ งรอ้ งแจ๊กเพยี งแถกขวญั

อยูบ่ นยอดหอระฆังบังแสงจนั ทร์ มเี ถาวัลย์รงุ รังถงึ หลงั คา

เหมือนมนั ฟอ้ งดวงจันทรใ์ หผ้ ันดู คนมาสู่ซ่องพักมนั รักษา

ถือเปน็ ทีร่ โหฐานนมนานมา ใหเ้ สอ่ื มผาสุกสนั ต์ของมนั เอย

จากคาประพันธด์ ังกลา่ ว จะเห็นได้ว่า มีการใช้คาวา่ “รงุ รัง” ในการบรรยายเพ่ือทาใหผ้ อู้ ่านเหน็ ภาพ

ของเถาวัลย์ทพ่ี ันอยา่ งหนาแน่นทชี่ ดั เจนมากย่งิ ข้นึ

- การเลอื กใช้คาไวพจน์
ทิวากาล หมายถงึ เวลากลางวัน ในบทท่ี ๑ ความวา่ “ฝงู วัวควายผ้ายลาทวิ ากาล”
ปถพี, ภพ หมายถงึ พนื้ ดิน ในบทที่ ๒ ความว่า “ปถพีมืดมวั ทั่วสถาน” และบทท่ี ๑๑ “ถงึ อธึกงาม
ลบในภพพนื้ ”
อินทรยี ์ หมายถงึ ร่างกาย ในบทท่ี ๙ ความวา่ “อานาจนาความสง่าอ่าอินทรีย์”
กรรณ หมายถงึ หู ในบทที่ ๑๑ ความว่า “จะกระเทือนถงึ กรรณนัน้ อยา่ หมาย”
ชพี หมายถึง ชวี ติ ในบทที่ ๑๑ ความวา่ “กไ็ มช่ วนชีพทด่ี ับใหก้ ลบั คนื ”
จักรพรรดิ หมายถงึ กษัตรยิ ์ ในบทที่ ๑๒ ความวา่ “แห่งจอมภพจักรพรรดิกษตั รยิ ใ์ หญ่”
บปุ ผชาติ หมายถงึ ดอกไม้ ในบทท่ี ๑๔ ความว่า “บปุ ผชาติชสู ีและมกี ล่ิน”
ไพรสนฑ์ หมายถึง ปา่ ไม้ ในบทท่ี ๑๔ ความวา่ “อยู่ในถิ่นทไ่ี กลเชน่ ไพรสนฑ์”
เพลงิ หมายถงึ ไฟ ในบทที่ ๑๘ ความวา่ “ลงในเพลิงเกียรตศิ ักดิ์ประจักษ์ดัง”
อาตมา หมายถึง ตวั เอง ในบทที่ ๑๙ ความวา่ “แตส่ ่ิงซ่ึงเหลวไหลใสอ่ าตมา”

๒.๓ การเล่นสัมผัส

- สมั ผัสใน

ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพมี ืดมัวทว่ั สถาน

อากาศเยน็ เยอื กหนาวคราววิกาล สงัดปานปา่ ใหญ่ไร้สาเนียง

มีกแ็ ต่เสียงจังหรดี กระกรีดกร่ิง! เรไรหรง่ิ ! ร้องขรมระงมเสยี ง

คอกควายวัวรวั เกราะเปาะเปาะ ! เพียง รู้ว่าเสยี งเกราะแวว่ แผว่ แผ่วเอย

จากคาประพนั ธด์ งั กลา่ ว มีการเลน่ สัมผสั ในเพอ่ื ให้บทประพันธ์ มีความไพเราะและอ่านได้อย่างราบรื่น


Click to View FlipBook Version