The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัตชีวประวัติท่านปัญญานันทภิกขุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sakda.fullmoon, 2023-01-24 01:39:57

ชีวิตของข้าพเจ้า

อัตชีวประวัติท่านปัญญานันทภิกขุ

A


B


1 ชีวิตของข้าพเจ้า.................. ·Ò§ªÕÇÔµ· Õè´Õ§ÒÁ ..................ปฏิ·ินชีวิต..................


2 อนุโÁ·นา เป็นที่รู้กันอยู่โดยทั่วไปว่าพระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทภิกขุ) เป็นผู้กล้า หาญทางจริยธรรม  เป็นผู้นำ ทางจิตวิญญาณ เป็นผู้ปลุกประชาชนให้รู้-ตื่น-เบิกบาน เผยแผ่ ธรรมะตรงไปตรงมาเป็นเวลาช้านาน แต่น้อยคนนักที่รู้จัก “เส้นทางชีวิต” ในวัยเด็กและวัยรุ่นก่อนเข้าสู่เพศบรรพชิต ของท่าน บัดนี้อาจารย์ศักดา วิมลจันทร์ ได้ ทุ่มเทความรู้ความสามารถถอดรหัสเส้นทาง ชีวิตหลวงพ่อปัญญานันทะออกมาเป็น นิยายภาพชุด “เส้นทางนักรบ” ลายเส้น การ์ตูนแบบไทยๆ อันวิจิตร แทรกความคิด เพื่อพัฒนาชีวิตและความรู้ทางศิลปะวัฒนธรรมไว้อย่างแยบคาย  ในภายภาคหน้าจะ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์บุคคลสำคัญของ ชาติและพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน ขออนุโมทนา ...ผู้เขียนเรื่องและวาดภาพ ผู้ให้ข้อมูลผู้พิมพ์ผู้ร่วมบุญจัด พิมพ์และเผยแผ่ ตลอดจนผู้อ่านทุกท่าน ที่ช่วยกันทำ ให้นิยายภาพ “เส้นทาง นักรบ” ชุดนี้มีคุณค่า ปลุกผู้คนให้“ตื่นตัว-ว่องไว-ก้าวหน้า” ตามความมุ่งมาด ปรารถนาของหลวงพ่อปัญญานันทะ พระครูสังฆกิจพิมล (สุรศักดิ์ สุรญาโณ) ประธานโครงการกตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา ห้องสมุดจำ ปีรัตน์ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕


3


4 ชีวิตของข้าพเจ้า อัตตชีวประวัติ พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทภิกขุ) ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ชีวิตของข้าพเจ้า.--นนทบุรี :โครงการ “กตัญญูกตเวที สองศรีพระศาสนา”, 2555. 128 หน้า 1. พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ), 2454-2550. I. ชื่อเรื่อง. 294.30922 ISBN 978-616-90432-6-3 บรรณาธิการ, ออกแบบ และภาพปก ศักดา วิมลจันทร์ จัดพิมพ์โดย โครงการ “กตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา” ห้องสมุดจำ ปีรัตน์วัดชลประทานรังสฤษฎ์ อ. ปากเกร็ด นนทบุรี11120 โทร. 08-1412-3337 ร่วมบุญจัดพิมพ์และเผยแผ่ สมาคมศิษย์วัดชลประทานรังสฤษฏ์ มูลนิธิศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดปัญญานันทาราม สถาบันปัญญานันทะ วัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี วัดอุโมงค์(สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่ วัดพุทธปัญญา อ.เมือง จ.นนทบุรี สำ นักสงฆ์แทนวันดีเจริญสุข เขตบางขุนเทียน กทม. วัดอตัมมยตาราม รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา วัดพุทธปัญญา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา วัดรัตนปัญญา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา วัดพุทธปัญญานันทาราม แวนคูเวอร์แคนาดา พิมพ์ที่ บริษัท พิมพ์ดีจำกัด โทร. 0-2401-9401 พิมพ์ครั้งที่ ๑ : มีนาคม ๒๕๕๕ / ๑๐,๐๐๐ เล่ม


5 คำ�นำ� ท่านพระครูสังฆกิจพิมล ประธานโครงการ “กตัญญูกตเวทีสองศรีพระ ศาสนา” วัดชลประทานรังสฤษฏ์ผู้สนับสนุนการจัดทำการ์ตูนนิยายภาพ เรื่อง “เส้นทางนักรบ”  มีดำ ริว่า  เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องราวชีวิตของหลวงพ่อ ปัญญานันทะในการ์ตูนชุดนั้นจบแล้ว ก็คงอยากรู้ว่า เรื่องราวต่อจากนั้นเป็น อย่างไร กว่าที่หลวงพ่อฯ จะกลายมาเป็นพระนักเทศน์นักพัฒนาที่รู้จักกันใน ทุกวันนี้ ท่านพระครูฯ จึงแนะนำ ให้ข้าพเจ้าผู้เขียนการ์ตูนฯ นำ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้า” ซึ่งหลวงพ่อปัญญานันทะแสดงแก่ญาติโยม เนื่องใน โอกาสอายุครบ ๖๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ มาออกแบบรูปเล่มเพื่อจัดพิมพ์ ใหม่ให้เข้าชุดกับหนังสือการ์ตูนฯ รวมเป็น ๑๐ เล่มพอดี ในการจัดพิมพ์ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้า” ครั้งนี้ข้าพเจ้า ได้ปรับรูปแบบบางประการให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน คือ ๑. จัดทำ หัวข้อให้กับเนื้อหา เพื่อให้ชวนอ่าน สะดวกแก่การพักอ่าน เป็นตอนๆ และเพื่อประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลในภายหลัง ๒. ปรับถ้อยคำ ที่เป็นภาษาพูดแบบภาษาใต้ ซึ่งผู้อ่านที่ไม่คุ้นจะอ่าน สะดุด เข้าใจยาก แต่ทั้งนี้ก็ปรับเท่าที่จำ เป็น โดยรักษาบรรยากาศของการพูด อย่างอบอุ่นกับญาติโยม และลีลาการพูดอันเป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อฯ ไว้ ๓. แก้ไขตัวสะกดชื่อบุคคลและสถานที่ตามที่เห็นว่าน่าจะถูกต้อง ๔. จัดทำ เชิงอรรถอธิบายศัพท์ และให้ข้อมูลเพิ่มเติม หวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์สมเจตนา. (ศักดาวิมลจันทร์) บรรณาธิการ


6 สารบัญ ชีวิตของข้าพเจ้า /9 . . . . . . . . . . . . . . . . . . ทำ�บุญวันเกิดÇѹà¡Ô´ /10 พื้นเพ /11 à´ç¡ÅÕ駤ÇÒ¡ÅѼÕเด็กเลี้ยงควายกลัวผี /12 เริ่มเรียนหนังสือ /14 เรียนไปชักไป /16 ยาขมของหลวงลุงÂÒ¢ÁͧËÅÇØ /16 นักโทษหนี¹Ñ¡â·ÉËÕ /17 เข้าโรงเรียนà¢éÒâçÕ¹ /18 หนีโรงเรียน˹Õâçà /19 หนีอันธพาล˹ÕÍѸ¾ÒÅ /19 เรียนพิเศษàÃÕ¹¾ÔÈÉ /20 ฤทธิ์อาจารย์พุ่มÄ·¸ÔìÍҨþØèÁ /21 ทุกขลาภ·Ø¡¢ÅÒÀ /22 ทำ�นา·Ó¹Ò /23 ลูกผู้ชายต้องเมาÅÙ¡¼éªÒµͧàÁ /24 หลวงลุงเลิกร้ายËÅǧØàÔ¡ÃéÒ /25 ประกาศิตหลวงลุงÃСÒÈÔµËÅÇ§Ø /26 ไปภูเก็ตÀÙà¡çµ /26 กรรมกรเหมืองͧ /27 นิทานผ่อนแรง¹Ô·Ò¼èÍáç /28 พึ่งวัด¾Öè§ÇÑ´ /29 ตัดต้นยางµÑ´é¹ÂÒ§ /30 ท่านพระครู·èÒ¹¾ÃФ٠/31 เป็นครูแต่ชื่อèÍ /32 บวชเณรºÇªà³Ã /32 ครูคนเก่ง¤ÃÙ¹à¡è§ /33 บวชพระºÇª¾ÃÐ /34 เริ่มเป็นนักเทศน์ç¹Ñ¡à·Èì /35 ข้ามบันไดดารา¢éÒÁºÑ¹ä´ÃÒ /36 นักเทศน์เทียนดับ¹Ñ¡à·ÈìÕ¹´Ñº /36 ไปเผยแผ่พระศาสนาà¼Âáè¾ÃÐÈÒʹ /37 โยมไม่ยอมâÂÁäèÍ /38 เหลี่ยมพระบ้านนอกàËÅÕèÂÁ¾Ãкéҹ͡ /38 ฝ่าลมหนาว½èÒÅÁË¹Ç /40 ตะลุยแดนตะเลงµÐÅØÂá´¹µÐàŧ /42 วงแตกǧᵡ /45


7 กลับบ้าน¡ÅѺéÒ¹ /46 วัดอุทัยÇÑ´ÍØ·Â /47เทศน์ลูกเดียวà·È¹ìÅÙ¡à´ÕÂÇ /49 พระนักเทศน์¾Ãйѡà·Èì /50 จุดไต้ตำ�ตอ¨Ø´äµéÓÍ /52 ไปไม่ถึงอินเดียäÁè¶Ö§ÍÔ¹à´Õ /53 พุทธท าส¾Ø·¸ÒÊ /54 อธิษฐ าน͸Ôɰҹ /54 กรุงเทพฯ กันด าร¡Ñ¹´Òà /56 ห าทุนที่ชุมพรËҷعÕèªÁ¾Ã /58 ข้อสอบรั่ว¢éÍʺÃÑèÇ /58 ฝ่ าไฟสงคร าม½èÒä¿Ê§¤ÃÁ /59 รถไฟนรกö俹¡ /60 มนุษย์ม าแล้ว! /61 พระใจจืด´ /62 พระใจดี¾ÃÐã¨´Õ /63 หนีสงคร ามไม่พ้น˹Õʧ¤ÃÒÁäè¾é¹ /64 ไปมล ายูÁÅÒÂÙ /65 ถูกเรียกตัว¶Ù¡àÃÕµÑÇ /67 แนวรบเชียงใหม่á¹ÇúàªÕ§ãËÁè /68 เพ็ญพุธ¾Ø¸ /69 เทศน์ป าฐกถ าÒ°¡¶ /70 พระผู้เป็นเจ้าสั่งม าç¹à¨éÒÊÑè§Á /71 ฝ่ าฝ่ ายค้าน½èÒÂ¤é¹ /72 แก้ไม่ตกá¡éäÁèµ /73 ป้ ายสีพระéÒÂÊÕ¾ÃÐ /74 ง านพัฒน าเชียงใหม่§Ò¹¾Ñ²àªÕ§ãËÁè /74 ยืนพูด¹¾Ù´ /76 ตีขนดห างพญ า น า คÒ¹¤ /76 เทศน์ท างวิทยุà·È¹ìÒ§ÇÔ·ÂØ /78 แจกธรรมะดีกว่ าᨡ¸ÃÁдÕÇèÒ /79 หัวสมภ ารËÑÇÊÁÀÒà /81 บุญรักษ าÃÑ¡ÉÒ /82 โจรพัทลุงâ¨Ã¾Ñ·Åا /83 กร าบหมอน¡ÃÒºËÁ͹ /85 อนุโมทน า͹ØâÁ·Ò /86 . . . . . . . . . . . . . . . . .


8 ·Ò§ªÕÇÔµ·è´ÕÕ§ÒÁ /89 . . . . . . . . . . . . . . . . ชื่อนั้นสำ�คัญไฉน¹ /90 เอาหนังสือเป็นเพื่อนè͹ /90 เดินเพลินà´Ô¹¾Å /91 อยู่วัดÍÂÙèÇÑ´ /91 เรียนหนังสือÍ /93 สปิริตครูÔõ¤Ù /94 พระเจ้าอชาตศัตรู¾ÃÐà¨éÒͪµÈÑÃÙ /95 วัตถุกับจิตใจÇѵ¶Ø¡º¨Ôã /96 สังคมชาวเอเซียÕ /97 แม่สอนไว้áÁèÊ͹äÇé /98 คุณค่าของหนังสือÍ /99 เสรีภาพàÊÃÕÀÒ¾ /101 จุดประสงค์ของชีวิตÃÐʧ¤ì¢ÍªÕÇÔµ /103 ห้ามล้อËéÒÁÅÍ /105 วัวกับควายÇÑ¡º¤Ò /107 การคบเพื่อนè͹ /109 . . . . . . . . . . . . . . . . ปฏิทินชีวิต /111 . . . . . . . . . . . . . . . . . . (บันทึกสั้นๆ ตลอดชีวิต ๙๖ ปี ของท่านปัญญานันทภิกขุ) ภาคผนวก . . . . . . . . . . . . . . . . . . ศักดา วิมลจันทร์ ผู้เสกสรรค์ “เส้นทางนักรบ” /123 โครงการกตัญญูกตเวที สองศรีพระศาสนา ผู้จัดพิมพ์ “เส้นทางนักรบ” /126


9 ชีวิตของข้าพเจ้า ปัญญานันทภิกขุ ปาฐกถาพิเศษ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ในมงคลวารเจริญอายุ ๖๐ ปี - ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๔ เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระราชนันทมุนี


10 ทำ�บุญวันเกิด ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย การแสดงปาฐกถาเป็นพิเศษในวันเสาร์นี้ เนื่องจากการทำ บุญที่เรียก กันทั่วๆ ไปว่า ทำ บุญอายุ คือแสดงความยินดี ที่มีอายุมาได้ในช่วงระยะหนึ่ง ชาวโลกก็มักจะทำกันอย่างนั้น อาตมามีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม แต่ว่าในวัน ที่ ๑๑ นั้น ไม่ได้ทำ บุญดังที่ใครๆ เขาทำกัน แต่ว่าได้ทำ บุญอย่างหนึ่ง คือ การ ภาวนา ในวันนั้นไม่ฉันอาหาร เก็บตัวเงียบๆ อยู่ในห้องคนเดียวเป็นเวลา ๑ วัน เพื่อจะได้ใช้เวลาที่เรียกกันว่า “ทำ บุญในวันเกิด” นั้นมาพิจารณา การเกิดของ ตัวเอง ว่า เกิดมาเพื่ออะไร ได้ใช้ชีวิตในรูปใดจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะว่า ตามปกติไม่ค่อยจะมีเวลาสำ หรับนั่งดูตัวเองมากนัก มีเวลาที่จะไปทำอะไรๆ สำ หรับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา การพิจารณาตัวเองให้เต็มที่นั้น ยังไม่ค่อยมี, ก็นึก อยู่ในใจว่า เมื่อถึงวันเกิด ๖๐ ปีบริบูรณ์จะได้พิจารณาตัวเองให้มากเป็นพิเศษ จึงกระทำ บุญในรูปเก็บตัว ไม่รับแขกในวันนั้น. ในวันที่ ๑๒, ๑๓, ๑๔ ก็ได้ปฏิบัติเหมือนกัน แต่ว่าในวันที่ ๑๒, ๑๓, ๑๔ นั้น ฉันอาหารหนึ่งมื้อ เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย. การทำ บุญโดยนัดญาติโยม มาฟังปาฐกถานั้น คือในวันนี้. ไม่ได้ออกบัตรเชิญให้ญาติโยมรู้บางคนบอกว่าไม่ เห็นบอก ความจริงบอกในศาลาวันอาทิตย์ก่อนนั้น คนที่มาฟังจึงรู้ที่ไม่มาฟังก็ ไม่รู้แต่มีคนมาบอกว่ามีหนังสือพิมพ์เอาไปลงเป็นข่าว คงจะมีใครเขาเอาไปลง ให้ญาติโยมได้ทราบทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ได้บอกไปทางวิทยุยานเกราะ และ ว.ป.ถ. บ้าง ญาติโยมที่สนใจฟังวิทยุก็ได้ทราบ จึงได้มาประชุมกันเป็นจำ นวน มากกว่าปกติที่เคยเทศน์ในวันอาทิตย์. การแสดงปาฐกถาในวันนี้ ใคร่จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับตัวของตัวเอง มากกว่า แต่ก็มีธรรมะอยู่ในตัว. เมื่อได้นั่งพิจารณาตัวเองตลอดเวลาแล้ว บางที ก็นึกขำตัวเอง บางทีก็สงสารตัวเอง แต่บางทีก็นึกได้ว่า เรานี้ผ่านพ้นหลุมนรก มาได้อย่างไร มีชีวิตมาได้ถึงขนาดนี้ โดยอาการอย่างไร นั่งพิจารณาก็รู้สึกว่า


11 สบายใจ ในเมื่อมองเห็นสิ่งที่ตนได้กระทำ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบำ เพ็ญ ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นตลอดเวลาอันยาวนาน โดยเฉพาะตั้งแต่บวชเป็น สามเณร เป็นพระมา ก็ได้ใช้ชีวิตในแง่ที่เป็นประโยชน์เป็นคุณแก่ญาติโยมพุทธ บริษัททั้งหลาย อันนี้มองดูแล้วเกิดความสบายใจ. ญาติโยมจำ นวนมากหลายได้เคยถามว่า ทำ ไมไม่พิมพ์เรื่องประวัติของ ท่านขายบ้าง..ยังไม่เคยคิดว่าจะทำอย่างนั้น. บางคนบอกว่าอยากจะรู้เพราะว่า ชีวิตของคนนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษา เป็นเรื่องที่มีบทเรียน ถ้าหากว่าได้เขียนขึ้นก็ จะดี. ท่านธรรมานันทะซึ่งเคยบวชพระ เป็นศิษย์ อยู่ด้วยกัน ก็ได้ขอร้อง หลายครั้งหลายหนว่า ให้เขียนเสียทีแต่ไม่มีเวลาที่จะนั่งลงเขียนได้เพราะว่าถ้า เขียนแล้ว ต้องเขียนกันจนจบ ต้องใช้เวลา ไม่ยุ่งกับใครหลายวัน แต่ในหน้าที่ที่ เป็นอยู่เวลานี้ต้องยุ่งกับคนมากๆ ไม่มีโอกาสที่จะนั่งเขียนได้ตลอดไป จึงนึกว่า ในวันทำ บุญวันนี้ จะได้เล่าไว้ในเทปไปเสียเลย ใครจะเอาไปพิมพ์แจกจ่ายก็ได้ ในกาลต่อไปข้างหน้า เพื่อประโยชน์แก่คนที่อยากรู้อยากเรียน ในเรื่องเกี่ยวกับ ประวัติชีวิตต่อไป. พื้นเพ ข้าพเจ้าเกิดที่จังหวัดพัทลุง อันเป็นจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย พอเอ่ยชื่อจังหวัดพัทลุงละก็ คนสั่นหัวกันมาก เพราะว่าเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ในทางดุๆ มากอยู่ โดยเฉพาะเวลานี้มีพวก ค.ม. (คอมมิวนิสต์) อยู่ในจังหวัด นั้น ไปเอ่ยชื่อขึ้นที่ไหนเขาก็สั่นหัว ว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว. แต่ว่าความจริงนั้นไม่มี อะไรที่จะต้องกลัวมากเกินไป. จังหวัดพัทลุงในสมัยที่ข้าพเจ้าเกิดนั้น ไม่เหมือนกับพัทลุงเดี๋ยวนี้ เมื่อ ก่อนนี้ตัวเมืองตั้งอยู่ทางทะเลสาบ เรียกว่า ตำ บลลำ ปำ บ้านที่ข้าพเจ้าเกิดนั้น อยู่ห่างเมืองถึง ๑๕ กิโล ในสมัยก่อนต้องเดินทางด้วยเท้า ไม่มีรถ ไม่มีอะไร ไป นับว่าอยู่ห่างไกลกับความเจริญที่เขามีๆ กันอยู่พอสมควร โรงเรียนสำ หรับ ศึกษาในเวลานั้นก็ไม่แพร่หลาย มีอยู่เฉพาะในตัวเมือง ตำ บลที่ข้าพเจ้าเกิดนั้น


12 ยังไม่มีมามีในตอนหลัง ก็พอได้เล่าเรียนกับเขา. มารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นคนชาวนาชาวไร่ธรรมดา. คือทำ นา มี ที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่มากมายอะไร ลองนึกสำรวจดูว่านาที่โยมมีอยู่นั้น รวม เข้าแล้วมีแค่ ๒๐ ไร่เท่านั้นเอง.โยมจะต้องไปเช่านาคนอื่นทำ ทุกปี เพื่อจะได้ มีข้าวสำ หรับเลี้ยงครอบครัว. แต่ก็ไม่ลำ บากยากเข็ญอะไร เป็นครอบครัวที่ เรียกว่าอยู่เย็นเป็นสุข เพราะว่าบิดามารดาเป็นคนสัมมาทิฏฐิมีความเห็นชอบ ประพฤติตนอยู่ในธรรมะอย่างเรียบร้อยตลอดมา. ตามปกติในครอบครัวนั้นตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้อยู่กันด้วยความสงบ ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน. คุณโยมทั้งสองเป็นคนพูดน้อย แต่ ว่ามีใจเยือกเย็นอยู่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็พูดกันเบาๆ ไม่เคยถกเถียงอะไรกันมาก นักโดยเฉพาะโยมผู้ชายนั้น พูดน้อยที่สุดเคร่งขรึมตลอดเวลาเป็นคนที่มีรูปร่าง เรียกว่า มีหนวดเครามากหน่อย ใครๆ มักจะล้อเลียนว่าเป็นแขก แต่ความจริงก็ เป็นไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ส่วนโยมผู้หญิงนั้น มีปกติเงียบๆ แต่อารมณ์ดีไม่เคย ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน เราอยู่กันด้วยความสุขความสบาย. เด็กเลี้ยงควายกลัวผี ในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นพอสมควรที่จะทำ งานทำการได้ ก็จะต้องทำ งาน คือเลี้ยงควาย ต้องเอาควายไปเลี้ยงในทุ่งนา เวลาที่รำคาญใจ ที่สุด คือเวลาตื่นเช้าๆ ในฤดูไถนา เพราะจะต้องเอาควายไปตั้งแต่เช้ามืด. ข้าพเจ้าเป็นคนกลัวผีแต่ว่ามันกลัวอยู่ในใจ ไม่กล้าบอกคุณพ่อว่ากลัว ผีกลัวถูกดุ. เวลาเขาใช้ให้ไปไหนในเวลากลางคืนแล้ว ใจมันไม่สบายทุกทีโดย เฉพาะตอนใกล้รุ่ง ต้องจูงควายออกไปกินหญ้าเสียก่อน แล้วจึงเตรียมไถไว้ สำ หรับไถนา. เวลาเอาควายไปกินหญ้าตอนเช้านี้ กลัวเหลือเกิน เวลากลัวจะทำ อย่างไร ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ต้องเดินไปกับควายด้วย ควายเดินไปกินหญ้าตรง ไหนก็จะต้องเดินตามไปเหมือนกับเดินคุยไปกับมันด้วยนั่นเอง แต่ก็ไม่มีอะไร บางทีเห็นตอไม้ก็กลัว นึกว่าผีอะไรมายืนอยู่ตรงนั้น เลยเดินเกาะควายเรื่อยไป


13 แล้วก็มองดูที่ตอไม้นั้นตลอดเวลาว่ามันแสดงอาการอย่างไร ดูไปดูมาจนสว่าง พอสว่างก็เห็นว่า  อ้อ..ตอไม้นั่นเอง ไม่ใช่ผีที่ไหน แต่ว่าความกลัวก็ยังมีอยู่ในใจ นั่นเอง. ความสุขในสมัยตอนเป็นเด็กนี่ เป็นความสุขประเภทเด็กเลี้ยงควาย คือ ว่าวันไหนควายกินหญ้าอิ่มท้องเอาไปนอนในน้ำตอนเย็นๆ นั่งดูมันด้วยอารมณ์ สดชื่นแจ่มใส. แต่ถ้าวันไหนควายไม่อิ่ม รู้สึกไม่สบายใจ. เวลากลางวันไปเลี้ยง ควายในทุ่ง ข้าพเจ้าไม่ชอบคลุกคลีกับเด็กเลี้ยงควายอื่นๆ เพราะว่าเขาซุกซน ชอบเล่นในเรื่องที่ว่ายุ่งๆ จึงไม่ชอบคลุกคลีกับเด็กเหล่านั้น. พวกเด็กเลี้ยงควายโดยมากมักจะเล่นที่เขาเรียกว่าเสือกินวัวคือขีดเป็น ตารางคล้ายหมากรุก แล้วก็มีเสือ ๔ ตัว มีวัว ๑๒ ตัว ทีนี้ก็เดินไปๆ เดี๋ยว ก็เสือกินวัวหมด. ถ้าหากว่าใครถือวัวก็แพ้เสือ ถ้าแพ้เสือก็มักจะเขกหัวเข่ากัน เวลาเขก บางคนมันเขกเจ็บๆ คนถูกเขกก็โกรธ  พอโกรธขึ้นมาก็ต่อยปากกัน.  ได้เห็นเพื่อนเด็กเลี้ยงวัวเลี้ยงควายต่อยกันแล้วไม่ค่อยจะพอใจ เพราะไม่ชอบ การชกต่อย ไม่ชอบความชนะในรูปนั้น ชอบหนีตลอดเวลา. ถ้าเพื่อนชวนต่อย เราก็บอกว่าไม่เอาด้วย แต่หนีไปเสีย. ตามปกติมักจะไปนั่งอยู่คนเดียวในกลาง แจ้ง แม้แดดจะร้อนเปรี้ยงๆ ไม่มีร่มไม้แต่ก็ไปนั่งอยู่อย่างนั้น ไม่มีเสื้อใส่ นุ่งผ้า ขาวม้าผืนเดียว แล้วก็ไปนั่งอยู่อย่างนั้น เพื่อดูวัวดูควายว่ามันกินหญ้าอย่างไร บางทีก็เกิดความคิดในใจว่า เอ้อ..เราจะเลี้ยงควายไปถึงไหน เมื่อไรมันจะได้ หยุดเลี้ยงควายกันเสียทีนั่งแล้วมันเกิดความคิดขึ้นอย่างนั้น แต่ก็ยังไม่คิดอะไร มากไปกว่านั้น คงทำ งานเลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปตามปกติ. ในฤดูที่มีการไถนา เวลาไปไถนา เอาควายไปเลี้ยงตอนเช้าๆ นี้ มักจะ กินอาหารก่อน อาหารที่กินประจำ บ้านทางภาคใต้ก่อนที่จะไปไถนานั้น เขาให้ กินข้าวเหนียว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ปวดท้องบ่อยๆ เวลาโตขึ้นจึงรู้ว่าอาหารมัน แข็งเกินไป ย่อยยาก เวลาไปนั่งหัวคันนาคุณโยมไถนานี้นั่งปวดท้องตลอดเวลา ปวดอยู่หลายๆ ชั่วโมง แต่ก็ไม่รู้สาเหตุตื่นเช้าก็ทานข้าวเหนียวอีก ข้าวเหนียว เขาหุงสวยแล้วก็ไม่มีกับอะไร จิ้มน้ำผึ้งตาลโตนด เพราะแถวอำ เภอระโนดนั้นมี


14 ต้นตาลมาก ซื้อน้ำตาลโตนดเอาไว้เป็นน้ำตาลเหลว เอาข้าวเหนียวจิ้มน้ำตาล กินเข้าไป ๒-๓ ปั้น ๒-๓ ก้อนแล้วก็ไปนา ปวดท้องทุกทีมารู้เอาเมื่อโตว่า อ้าย ปวดท้องเมื่อเด็กนี้มันเรื่องกินข้าวเหนียวนี่เอง เพราะเป็นอาหารที่ย่อยยาก ทำ อยู่อย่างนี้ตลอดมา ยังไม่ได้เริ่มเรียนหนังสือเวลานั้น. เริ่มเรียนหนังสือ เมื่อเริ่มจะเรียนหนังสือนี้ไม่มีครูอื่นสอน แต่ว่าโยมผู้ชายนั่นแหละเป็น ครูสอนเอง จำความได้ว่า ในวันจะเริ่มเรียนหนังสือนี่ เป็นวันพฤหัสบดีข้าพเจ้า เกิดวันพฤหัสบดีถ้านับตามจันทรคติก็ขึ้น ๑๔ ค่ ำ เดือน ๖ แต่ว่าทางสุริยคติ เป็นวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ปีกุน พ.ศ.๒๔๕๔. เวลาจะเรียนหนังสือนี้ ก็เริ่มเรียนในวันพฤหัสฯ จำ ได้ดีวันนั้น เพราะ เป็นภาพติดตา คุณโยมหญิงได้จับตัวไปอาบน้ ำ ทาแป้งแต่งตัวเรียบร้อย. ที่ว่า เรียบร้อยนี้คือว่า นุ่งขาวเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้สวมเสื้อ มีแต่ผ้านุ่ง แล้วมีผ้าขาว ห่มเฉวียงบ่าอีกผืนหนึ่ง เขาจัดที่สำ หรับไหว้ครูก่อนเรียนหนังสือ มีผ้าขาวปูผืน หนึ่งมีม้าตัวเล็กๆเตี้ยๆเอามาวางไว้ตรงนั้น แล้วก็มีหมากพลู๙ คำ มีเทียนขี้ผึ้ง ซึ่งโยมหญิงปั้นด้วยฝีมือ ๙ เล่ม เอามาติดไว้ที่ม้านั้น พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็เข้าไปกราบ ๓ ครั้งก่อนจุดเทียน จุดเทียนเสร็จแล้วกราบอีก ๓ ครั้ง แล้วก็นั่ง ประนมมือ มีคนๆ หนึ่งชื่อลุงด้วง เป็นผู้มีความรู้จำ บทไหว้ครูได้แกก็นำ ให้ไหว้ ครูคำ ไหว้นั้นว่ายาวจำ ไม่ได้จำ ได้แต่คำขึ้นต้นว่า “สรัสวดีเจ้าข้าเอ๋ย จงมาถึง ตูข้าหนา ข้าน้อยขอเรียนอรรถ เรียนทั้งธรรมคาถา...” แล้วว่ากันไปยืดยาว ว่า อยู่ประมาณสัก ๑๕ นาทีเห็นจะได้ว่าจบเสร็จแล้วคุณโยมผู้ชายก็จับมือขวาให้ ถือดินสอซึ่งขุดได้จากพื้นแผ่นดิน. เมืองพัทลุงมีเนินอยู่เนินหนึ่งเรียกว่า“ควน”- ปักษ์ใต้นี้ถ้าเนินสูงๆเขา เรียกว่า“ควน”ภาคเหนือเรียกว่า“ม่อน”แต่ภาคกลางนี้เรียกว่า“เนิน” - เรียกว่า “ควนดินสอ”ควนดินสอนี้เป็นดินสีขาวคล้ายกับดินสอพองเอามาเลื่อยทำ เป็น ดินสอเหลาเป็นแท่งกลมๆดินสอนี้ใช้ในการเขียนหนังสือในแผ่นกระดาน กระดาน ที่ใช้ในการเขียนนั้นเป็นกระดานชนวนแผ่นใหญ่ เป็นกระดานที่โยมเคยใช้เมื่อ


15 สมัยอยู่วัด แล้วก็ยังเก็บไว้เอามาให้ลูกชายเรียน เสียดายที่กระดานแผ่นนั้นไม่ เหลืออยู่แล้ว ถ้าเหลืออยู่จะเก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ของชีวิตได้. โยมจับมือขวาให้จับดินสอ และก็ลากบนกระดานนี้ลากตัว ก ตัวเดียว เขียนตัวกก่อนเพื่อนทีเดียวแล้วก็เขียนอยู่วันยังค่ ำ ว่างก็ลงไปเล่นเสียบ้างแล้ว ค่อยมาเขียนต่อ บางครั้งคุณโยมก็โมโหเหมือนกัน เพราะว่าเขียนไม่ถูก ก็เอามือ เขกกระดานบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงโทษอะไรรุนแรง เรียนอย่างนี้ทุกๆ วัน ที่บ้าน ไม่ ได้ไปเรียนที่โรงเรียน ไม่ได้ไปเรียนที่วัด เขียนแบบนี้จนกระทั่งจำ ก ข จำสระได้ แล้วมีการแจกลูก กะ กา กิกีกึกือ เรื่อยไป ข ขะ ขา ขิขีขึขือ เรื่อยไปจนจบ รูปสระ แล้วก็เริ่มเรียนหนังสือ ที่เป็นแบบเรียน. ตอนเรียนหนังสือแบบเรียนเร็วนี้เป็นแบบเรียนเร็วเล่ม ๑ สมัยนั้นเขา แจกไปตามวัด ท่านสมภารที่วัดใกล้บ้าน ชื่อวัดนางลาด คุณโยมที่เป็นคุณยาย. คุณยายนี่ที่ภาคใต้เรียก“แม่แก่”คุณตาก็เรียกว่า“พ่อแก่”ถ้าปู่ก็เรียก“ปู่”ย่าก็ เรียก“ย่า”. คุณโยมก็พูดบอกว่า นั่นมันวัดเรา พูดบอกเสมอว่าวัดเรา แล้วต่อมา ได้ถามว่า ทำ ไมเรียกว่าวัดเรา ก็เพราะว่าบรรพบุรุษข้างฝ่ายมารดาเป็นผู้สร้าง วัดนั้นขึ้นมา แล้วก็เรียกว่า วัดเรา ตลอดมา. เรียนไปชักไป ตอนที่ไปอยู่วัดเพราะน้าชายบวช น้าชายนี้ได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน ที่ลำ ปำ สมัยที่เขาเปิดใหม่ๆ น้าจึงมีความรู้หนังสือ พอดีน้าบวช ก็เลยเป็นลูก ศิษย์ ไปอยู่วัด ก็ได้สอนให้ วันหนึ่งน้าบอกว่าให้ไปหาตาหลวง คือหลวงตา นั่นเอง ปักษ์ใต้เรียกว่า“ตาหลวง”ไปหาตาหลวงขอหนังสือสักเล่ม ไปถึงก็บอก ท่าน ท่านบอกว่า..หนังสือเป็นของหลวง เขาให้มาไว้กับวัด ต้องเก็บไว้.. เลยไป บอกหลวงน้า หลวงน้าก็บอกว่า ..เขาแจกให้เด็กอ่าน ไม่ใช่เก็บไว้ในตู้.. หลวงน้า ก็เลยไปบอกเอง ตาหลวงก็เลยให้มาหนึ่งเล่ม เป็นแบบเรียนเร็วเล่มที่ ๑. หลวงน้านั่นแหละเป็นครูสอน เริ่มต้นเรียนแบบเรียนเร็วเล่ม ๑ เรียน แบบเรียนเร็วเล่ม ๑ นี้ไปจนกระทั่งครึ่งเล่ม เกือบจบเล่มแล้ว ก็พอดีมีโรคภัย ไข้เจ็บเกิดขึ้นในร่างกาย ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน โรคที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าหากไม่หาย


16 ละก็มันตายแน่ ไม่ได้มาเทศน์กับญาติโยมวันนี้แน่ๆ คือเป็นโรคลมชัก วันหนึ่ง ชักหลายๆ ครั้ง นั่งอยู่ดีๆ ก็หน้ามืดไป น้ำลายฟูมปาก นอนดิ้นอยู่ตรงนั้นเอง บางทีชักเวลากินข้าว การชักเวลากินข้าวนี้ เพื่อนต่อว่าต่อขาน หาว่า..ตะกละ ตะกลาม กินจนไปนอนสำรับ.. บอกว่า..ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่แกล้งอย่างนั้น มัน เป็นเอง.. บางทีกำลังเดินอยู่ก็ล้มลงไปเลย แต่ว่าหัวไม่ฟาดพื้นถึงกับเป็นอะไรไป นึกแล้วก็รู้สึกว่า เรานี่มันรอดตายมาได้ก็นับว่าเป็นบุญโขอยู่ เป็นลมชักอย่างนี้ บ่อยๆ หลายครั้งหลายหน เป็นอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง. โยมผู้ชายเห็นว่าจะต้องรักษาเสียที เลยเข้าไปหาพระที่เป็นหลวงลุง ท่านเป็นลูกพี่ลูกน้องกับโยมผู้หญิง ท่านเป็นหมออยู่ด้วยเหมือนกัน หมอยา โบราณ โยมบอกว่าจะมาขอยาแก้ลมชักไปรักษาเด็กหน่อย ท่านถามว่าเด็ก ที่ไหน บอกว่าเป็นลูกชาย ท่านบอกว่า เอามา..กูรักษาเอง เลยต้องไปอยู่วัดย้าย ไปอยู่วัดคูหาสวรรค์ซึ่งเป็นวัดที่ใกล้ตลาดพัทลุงเดี๋ยวนี้. หลวงลุงท่านอยู่ที่นั่น. ยาขมของหลวงลุง หลวงลุงนี้ปกติเคร่งขรึมหนักเหลือเกิน วันหนึ่งๆ ไม่ยิ้มกับใครเลย นั่ง เฉยๆ นั่งอยู่ที่เดียวตลอดเวลา ไม่ไปไหน นั่งอยู่อย่างนั้น ใครขึ้นมาหาก็พูดด้วย คำสองคำ ถ้าหากว่าพูดจาไม่เหมาะก็ไม่พูดด้วย เช่น คนมาหาท่าน ถามว่ามา ธุระอะไร คนปักษ์ใต้ชอบใช้คำ ปฏิเสธก่อนพูด คือพูดว่า “ไม่” พอตอบว่า“ไม่” แล้วไม่ต้องพูดกันอีกต่อไป มีธุระอะไรก็นั่งไปเถอะ ฉันไม่พูดกับแกแล้ว เพราะ แกบอกว่า“ไม่”แล้ว ข้าก็นั่งเฉยอยู่อย่างนั้นแหละ อย่างนี้ตลอดไป. ทีนี้มารักษา ท่านก็ให้กินยา กินยาที่วัดนั้น ๒ ครั้งเท่านั้น ก็พอดีถึงกาล เข้าพรรษา ท่านไปอยู่จำ พรรษาที่วัดภูผาเบิก ที่ตำ บลแหลมสน จังหวัดสงขลา คือตรงข้ามกับตัวเมืองด้านทิศตะวันตก ไปอยู่ที่นั่น พาไปด้วย ในพรรษานั้นจำ ได้ว่าเป็นลมชักเพียง ๒ ครั้ง แล้วก็กินยาทุกวัน ยาที่กินนั้นขมที่สุดเหมือนกับ บอระเพ็ด กินยาทีไรจะต้องเอาน้ำตาลหรือน้ำผึ้งมาวางไว้ข้างหน้า ล่อหน่อยพอ กินยาปั๊บก็กินน้ำตาลตามไปล้างคอ ท่านได้รักษาให้ในพรรษานั้นหายเรียบร้อย ออกพรรษาแล้วก็ไม่เป็นอีก กลับบ้านได้.


17 เมื่อครั้งที่อยู่กับท่านที่วัดคูหาสวรรค์นี้ ท่านไม่ค่อยพูดค่อยจา แล้วก็ดุ เจ้าระเบียบและเคร่งครัด ทำอะไรผิดหน่อย ก็ทุบกันเลย สมมติเอาของเข้าไป ประเคนนั่งไม่เรียบร้อย ไม่ใช้คำ พูด ใช้ฝ่ามือตบเปรี้ยงเข้าเลย ตบล้มลงไป จำ ได้ ว่าจะต้องเปลี่ยนท่าใหม่ แล้วก็อย่างนี้บ่อยๆ เลยนึกรำคาญ พอนึกรำคาญบ่อย เข้าก็เปิดหนีไปเลย แต่หนีไปแล้วไม่ไปบ้าน ไปเที่ยวที่สถานีรถไฟ เที่ยวตาม สถานีรถไฟ ไปเที่ยวแอบอยู่ตามที่ต่างๆ เขาไปตามจับมาได้ จับมาได้ท่านก็ ลงโทษ คือการเฆี่ยน. เมื่อครั้งอยู่บ้านไม่เคยถูกเฆี่ยน เพราะว่าลูกชายในครอบครัวมี๒ คน แต่พี่ชายตายเสียก่อนด้วยโรคบิดยังจำ ภาพที่พี่ชายนั่งถ่ายได้ เวลาถ่ายร้องไห้ คร่ ำครวญ เพราะถ่ายไม่ออก แล้วก็ถึงแก่ความตายไป เหลือแต่อาตมาคนเดียว ก็เป็นหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัว โยมไม่ได้ตี โยมผู้หญิงตีบ้าง แต่ก็ไม่ได้ตี ด้วยไม้เอาฝ่ามือตบตะโพกแรงๆ แต่ โยมผู้ชายไม่เคยตีเลย. เมื่อมาอยู่วัด เที่ยวซุกซนไปอย่างนั้น หลวงลุงก็เลยเฆี่ยนเสียงอมไปเลย มัดมือแขวนกับเขากวางแล้วก็เฆี่ยนๆๆๆๆๆๆเหนื่อยก็นั่งลงไป แล้วก็ลุกขึ้น มาเฆี่ยนใหม่. ท่านเจ้าคุณที่อยู่วัดจักรวรรดิเดี๋ยวนี้คือเจ้าคุณราชปัญญาฯ เวลา นั้นเป็นพระหนุ่ม ท่านนั่งนับอยู่ในห้อง ว่าเฆี่ยนเท่าไร ท่านนับได้ว่า ๓๐๐ ที ไม่ได้เฆี่ยนด้วยไม้เรียวธรรมดา เฆี่ยนด้วยหวายเท่านิ้วก้อย เฆี่ยนจนท่านเจ็บมือ ของท่านเอง แล้วก็ไปนั่ง นั่งแล้วก็มาเฆี่ยนต่อ ถูกเฆี่ยนอย่างนี้ครั้งหนึ่ง เลยก็ หยุด ไม่เที่ยวไปไหนอยู่พักหนึ่ง. นักโทษหนี ต่อมามันก็รำคาญอีกนั่นแหละ เด็กนี่มันก็อย่างนั้น มันต้องระบายบ้าง ก็ไปอีก ไปอีกก็จับมาเฆี่ยนกันอีก คราวนี้เฆี่ยนหนักมากจนกระทั่งตะโพกนี้บวม ช้ำเลย แล้วเอาโซ่ล่ามไว้ในกุฏิ ท่านลงไปฉันข้าวที่โรงฉันห่างจากกุฏิที่พัก กุฏิ นั้นมีร่อง พอจะลอดลงไปได้โซ่ที่สวมมือนั้นมันหลวมๆ เลยก็ถอดออกเสีย พอ ถอดออกแล้วลงทางร่อง ลงไปใต้ถุน ออกไปทางหลังเขาด้านทิศเหนือ เดินกลับ บ้าน ไปสวนทางกับคุณป้าชื่อฟัก แกก็ถามว่า เออ! อ้ายขาว - คือว่าเมื่อเด็กมี


18 หลายชื่อ บางคนเรียก อ้ายขาว, บางคนเรียกว่า อ้ายเผือก, คุณยายเรียก อ้าย หมุน, แต่โยมผู้หญิงเรียก อ้ายหมา ตลอดเวลา. อ้ายหมา นี่เรียกว่ารักที่สุดแล้ว จึงเรียกอ้ายหมา คนไทยเรารักกันมากเรียก “อ้ายหมา” นี่เป็นคำ น่ารักแล้ว อาตมาจึงมีหลายชื่ออย่างนี้. ป้าฟักถามว่า เป็นไงอ้ายขาว บอกว่ากลับบ้าน ทำ ไมเดินง่อกแง่กอย่าง นั้นล่ะ บอกว่า ถูกเฆี่ยน เลยกลับไปบ้าน กลับไปบ้านโยมก็เอาหัวไพลมาฝนทา แผลให้ ขออภัย ที่ตะโพกนี่ยังเป็นแผลอยู่จนบัดนี้ มันเป็นแผลเปื่อยลึกลงไป อย่างนี้ เวลาอาบน้ำต้องเอาน้ำรดลงไปชำระไข คือหนอง อันนี้ไม่ได้รักษาด้วย อะไร ด้วยน้ำ มนต์ ความจริงน้ำ มนต์ถึงไม่เสกก็รักษาได้ เพราะว่ารดน้ำ เรื่อยๆ มันไม่มีเวลาตั้งหนองขึ้นมา เอาผ้าขาววางไว้ข้างบนแล้วก็รด นอนรด เวลา รักษาแผลกินอะไรก็ไม่ได้ กินแต่ข้าวกับปลากรวด ปลากรวดเป็นปลาน้ำ เค็ม ชนิดหนึ่งทางภาคใต้ใส่เกลือ กินแต่ข้าวกับปลาใส่เกลือนี้อยู่ ๒-๓ เดือน กว่า แผลจะหาย พอหายแล้วโยมผู้ชายถามว่า จะกลับไปอยู่กับหลวงลุงอีกไหมล่ะ? บอกว่าเห็นจะไม่ไหวแล้ว ถ้าขนาดนั้นเห็นจะลำ บาก เลยก็ไม่ไปต่อไป เมื่อไม่ไป ก็เลยเปลี่ยนเข้าโรงเรียน. เขา้โรงเรียน โรงเรียนเวลานั้นเพิ่งตั้ง เพิ่งย้ายมาตั้งที่หน้าวัดประดู่หอม มีอาจารย์ ใหญ่ชื่อ เลี่ยง เวชรังษีครูน้อยมีหลายคนยังจำชื่อได้ทุกคน. ครูที่สอนชุดนั้น ครูที่ดุที่สุดชื่อ ครูดำ นามสกุล ม้องกี้ถ้าเราเรียนภาษาอังกฤษแล้วนึกว่า ครู นี่นามสกุลไม่เข้าท่า แต่นามสกุลแกอย่างนั้นจริงๆ และแกก็ตีเด็กจริงเหมือน กัน แต่อาตมาไม่ถูกตีเพราะอ่านหนังสือคล่อง อ่านแบบเรียนเร็วมาเกือบจบ เล่มแล้วนี่ ชั้นป. ๑ อ่านคล่องกว่าเพื่อน เขียนคล่อง เรียนมาโดยลำดับ จนมา ถึงชั้นประถม ๓ ครูที่สอนชื่อ ครูเส้ง โสภณ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นครูฉัตร มาอยู่ กรุงเทพฯ วันก่อนพบกันที่หัวลำ โพง ดีอกดีใจ บอกว่า เอ้อ..มันก็แปลก เมื่อคืน ก่อนผมฝันเห็นเจ้าคุณ ว่าอย่างนั้น, ฝันเห็นเจ้าคุณกับเริ่ม ขณะรัตน์ นักเรียน ร่วมชั้นกันคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้เขาออกจากราชการแล้วเพราะเขาเกิดปีระกา


19 อาตมาปีกุน ถามว่าฝันว่ายังไง ..ฝันว่าผมจะขึ้นรถไฟแล้วก็ไม่มีสตางค์แล้วเจ้า คุณบอกว่าไม่เป็นไรคุณครูอาตมาตีตั๋วให้เอง แต่ล้วงไปล้วงมามีสตางค์อยู่ร้อย หนึ่ง เลยไม่รบกวนเจ้าคุณ.. ฝันไปอย่างนั้น วันนี้เลยมาเจอกันได้. หนีโรงเรียน ครูคนนี้พอเขียนเลขลงในแผ่นกระดานเสร็จ ใครทำผิดตีมือข้อละ ๒ ที แหม! เดือดร้อนอีกแล้ว พอครูตีอย่างนั้น ในใจมันไม่สบาย แล้วเราก็ชอบทำ ผิดเสียด้วย เลขผิดอยู่เรื่อย ถูกตีบ่อยๆ ถูกตีหนักเข้าก็เลยไม่มาโรงเรียนเสียนี่ พอหายไป ๗ วัน ครูก็เขียนจดหมายไปถึงโยม  ให้เพื่อนคนหนึ่งนำ ไปให้พบกัน กลางทางพอดีถามว่าไปไหน?... จดหมายครูใหญ่ เอาไปให้ลุงหน่อย... ไม่ต้องไป เอาไปเองก็ได้ เลยรับจดหมายนั้นมา อ่านดูแล้วก็รู้ว่าเรื่องอะไร เลยก็เอา จดหมายนั้นฉีกทิ้งเสีย แล้วไปบ้านก็ทำ เงียบเฉย ไม่รู้ไม่ชี้แต่ว่าเรื่องมันไม่อย่าง นั้น พอไปถึงบ้านตอนเย็น น้าชายก็ถามว่า..เมื่อตอนเย็นไอ้แป้นมาทำ ไม?.. ถาม ขึ้นอย่างนั้น ตอบว่ามาเยี่ยมมาเยียนอย่างนั้นน่ะ ..อ้า! เองมันโกหกนี่ เขาถือ จดหมายอะไรมา.. เลยรู้เรื่อง พอรู้เรื่องโยมก็เลยสวดใหญ่ ไม่ตีแต่นั่งบ่น นั่งบ่น พิรี้พิไรว่ามันไม่รักดีอย่างนั้นอย่างนี้. ท่านดุ ท่านว่าไม่รักดี. รุ่งเช้า ก็เอาตัวไป ส่งโรงเรียน ครูถามว่า..ทำ ไมถึงไม่เรียนหนังสือ.. บอกว่าผมกลัวครูตีครูตีเจ็บนัก ครูบอกว่า..ทีนี้ไม่ตีละ เรียนให้ดี.. ก็เลยไม่หนีต่อไป ตั้งใจเรียน. หนีอันธพาล เรียนในโรงเรียนชั้นประถมจนสอบได้ สมัยนั้นมีเพียง ๓ ชั้น พอจบ ชั้นประถม ๓ แล้วก็หมดเพียงเท่านั้น ไปเรียนที่อื่นต่ออีกต่อหนึ่ง. ในขณะที่อยู่ โรงเรียนนี้ เพื่อนฝูงบางคนชอบรังแก เพราะอาตมานี่เรียกว่าเป็นคนประเภท ตัวเมีย ไม่ค่อยจะสู้รบตบมือกับใคร เพื่อนรังแกก็มักจะหนี บางทีมันก็ไปดัก ต่อย ถ้ารู้ว่ามันไปดัก เส้นทางนั้นก็ไม่เดิน เดินไปเส้นอื่นเสีย. อ้ายพวกนั้นก็ไป คอยเก้อไม่ได้ต่อยวันรุ่งขึ้นมันก็ต่อว่า.. เฮ้ย! เอ็งมันพวกขี้ขลาดตาขาวเมื่อวาน ทำ ไมไม่ไปทางนั้นวะ!.. บอกว่าไปให้พวกเองต่อยทำ ไม มันเจ็บจะตายไป ข้าหนี ไปทางอื่นดีกว่า. แล้วการไปโรงเรียนเพื่อนรังแกอย่างนั้น ก็ดีอยู่อย่าง ทำ ให้ต้อง


20 หลบเพื่อน เมื่อหลบเพื่อนจะไปไหนล่ะ ก็ต้องไปอยู่ในห้องใกล้ๆ ครูไปนั่งเฉยๆ ดูกระไรอยู่ ก็เลยต้องค้นหาหนังสือมาอ่าน มีหนังสืออะไรก็เป็นอ่านกันเรื่อยไป จนติดนิสัยชอบอ่านหนังสือ. เวลาโรงเรียนหยุดพักไม่ไปเล่นกับเพื่อน เพราะกลัว เพื่อนจะต่อยเลยแอบไปอ่านหนังสือการอ่านหนังสือมากๆ นั้นทำ ให้กลายเป็น นักพูดขึ้นมา เพราะว่าสิ่งที่เก็บไว้ในสมองตั้งแต่เป็นเด็กโน้นมันหลายเรื่อง เลย ได้ประโยชน์. ความจริงเพื่อนรังแกก็ดีเหมือนกัน ทำ ให้หลบไปอีกมุมหนึ่ง ก็เป็น ประโยชน์แก่ชีวิตต่อมา. เรียนพิเศษ เมื่อจบชั้น ป.๓ แล้ว จะต้องไปเรียนต่อที่ลำ ปำ โรงเรียนจังหวัดอยู่ที่ โน่น ห่างบ้าน จะไปเรียนอย่างไร โยมก็พาไปฝากวัด ฝากไว้กับอาจารย์ชื่อ พุ่ม เหมือนกัน ท่านอาจารย์องค์นี้ดีมาก จะเล่าให้โยมฟังตอนต่อไป. ไปอยู่โรงเรียน เอาไปฝากเรียน โรงเรียนเขาเปิดวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ได้ไปฝากเรียนเอาจริงๆ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน มันสายมากไปหน่อย. พอเข้าเรียน ก็เรียนภาษาอังกฤษ สมัยนั้นใช้หนังสือชื่อว่า บีโอคาร์ทไร้ท์ เขาให้ท่องศัพท์เอบี-เอ็บ... อีบี-อิ๊บ... อิ๊บๆ.. อ๊อบๆ.. อั๊บๆ อะไรอย่างนั้น เพื่อน เขาเรียนได้อาตมาไปถึง นั่งงงเลย ไม่รู้เรื่อง เอบีก็ยังไม่รู้เลยจะไปเรียนอย่างไร นั่งไปอย่างนั้นไม่รู้เรื่อง. น่าขอบใจคุณครูเหลือเกิน วันนั้นตอนเย็นคุณครูก็เรียกไปที่หน้าชั้น ถามว่า..เธอทำ ไมเพิ่งมา?.. บอกว่าบ้านอยู่ไกลครับ ..มาช้า มาสาย มาหลังเขา อย่างนี้ไม่ทันกิน.. ครูว่าอย่างนั้น ..ตอนเย็นๆ ว่างไหม?.. ก็ไม่มีอะไร นอกจาก เล่นฟุตบอลเท่านั้น ครูบอกว่า..ไม่ได้ เย็นนี้ไปที่บ้าน ฉันจะสอนให้เป็นพิเศษ เลยต้องไปเรียนพิเศษกับครู. ครูสมัยนั้นสอนเด็กเป็นพิเศษนี้ไม่ต้องพูดเรื่องเงินเรื่องทอง พูดแต่เรื่อง สอนเท่านั้นเอง สอนไปเรียนไปทุกวัน. ตอนเย็นเลิกเรียน กินข้าวเสร็จ ไปหาครู เดินไปบ้านครูประมาณสัก ๓๐๐ เมตร ไม่ไกลอะไร ครูตามตะเกียง ควันโขมง ใช้น้ำ มันก๊าดนี่ ไม่มีตะเกียงหลอด ตามสอน ตีมือกันไปบ้าง ขู่กันไปบ้าง วันไหน


21 ไม่จำก็ถูกตีว่ากันไปตามเรื่อง. ครูคนนั้นเดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย เวลาไป บ้านไปเทศน์ที่ไหนครูมักจะไปฟัง ชอบมานั่งข้างหน้า นั่งให้ลูกศิษย์เห็นว่ามา ฟังกับเขาด้วย เวลาเทศน์จบลงไปแล้ว ครูจะเข้ามาใกล้ๆ มาถึงจับแขน แล้ว บีบแรงๆ บีบเหมือนสมัยเป็นเด็ก ครูแกบีบแรงอย่างนั้น แล้วก็บอกว่า.. พูดจา คล่องแคล่วดี.. ครูรักศิษย์ น้ำ ใจครูท่านเป็นอย่างนี้. แต่ครูสมัยนี้จะเป็นเหมือน ครูสมัยก่อนหรือไม่นั้นเป็นปัญหา เลยก็เรียนอยู่ที่นั่น ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ขึ้นไป โดยลำดับ. ฤทธิ์อาจารยพุ์ Áèการที่อยู่วัดในสมัยนั้น มีเด็กมากถึง ๔๐ คน ท่านอาจารย์องค์นี้ใจดี เหลือเกิน หาข้าวสารมาเลี้ยงเด็ก วันหนึ่งจำ ได้ว่าพวกเรากลับมาจากโรงเรียน มาถึงก็เที่ยวปีนต้นมะพร้าวอ่อน ต้นฝรั่ง อะไรกินได้กินทั้งนั้น เที่ยวปีนให้ว่อน ไปเลยทีเดียว. อาจารย์ชักสงสัย ทำ ไมไม่หุงข้าวต้มแกงกิน เที่ยวปีนต้นไม้วุ่นวายเรียก มาถาม ถามว่า ทำ ไมไม่กินข้าวปลากันรึวันนี้? บอกว่าไม่มีข้าวสาร. พอบอกว่า ไม่มีข้าวสารเท่านั้น ท่านห่มจีวรทันที แบกร่มคันใหญ่ เดินออกจากวัดไปคือ ไปทางแถวบ้านที่อาตมาอยู่ ห่างจากเมืองไป ๑๕ กิโลเมตร ไปหาข้าวสาร ลูก ศิษย์อดข้าวแล้ว ต้องไปหา ไปคืนหนึ่ง รุ่งเช้ากลับมาพร้อมด้วยข้าวสาร ๓-๔ กระสอบ กระสอบของทางภาคใต้ชาวพื้นเมืองเขาเรียกว่า สอบจูด ทำจากต้น จูด คล้ายต้นกกนั่นแหละ เอามาทำ เป็นกระสอบใส่ข้าวสาร เอามาให้. พวกเรากินข้าวแล้วก็นั่งคุยกันว่า อาจารย์ของเรานี่เหลือเกิน รักศิษย์ ไปหาข้าวสารมาเลี้ยงศิษย์พวกเราก็ได้กินได้อยู่อย่างสะดวกสบาย ผลัดเปลี่ยน เวรกันทำกับข้าวตอนเย็นไว้กินตอนเช้า โดยมากก็แกงผักบุ้ง เพราะในหนอง มีผักบุ้งอยู่หนองหนึ่ง วัดนั้นมีมะพร้าวมาก แกงกะทิทุกวัน ลูกศิษย์วัดไขมัน เต็มตัวไปเลยทีเดียว กะทิก็คั้นอย่างดีเรียกว่ามันวับไปเลยทีเดียว แกงผักบุ้งที่ ทำครัวกัน.


22 ทุกขลาภ วันหนึ่งมีเรื่องเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ควรจะเล่าให้โยมฟัง คือไปทำครัวกัน อยู่ที่บนครัวนั้น ตอนแกงเวร มีใครคนหนึ่งพายเรือเข้าไปในป่าสาคู - ต้นสาคู นี่ภาคกลางไม่มีภาคใต้เยอะ ชอบขึ้นริมคลองริมหนอง - เข้าไปในป่าสาคูเอา อะไรไปซ่อน ลูกศิษย์คนหนึ่ง คนใหญ่ 1 ชื่อกลั่น เวลานี้เป็นครูลูกชายบวชเป็น พระ ชื่อพระสิงห์ได้มาอยู่กับอาตมาเหมือนกัน. ครูกลั่นเข้าไปในป่าสาคูไปเจอของดีเข้าเหล้าเถื่อนไหใหญ่เลยทีเดียวไป ซ่อนไว้ในป่าสาคูครูกลั่นนี่ เราเรียกพี่กลั่น สมัยนั้น เพราะแกอายุมากกว่าเพื่อน ก็เลยตักกินเข้าไป พอกินแล้วเอามาอีกหนึ่งกระป๋องลิ้นจี่ เอามาแจกพวกเรา บอกว่า กินซิอร่อย, เด็กนี่ไม่รู้อะไร กินกันใหญ่กินกันหมดทั้งวัดเลย กินกันจน หมดไห. เจ้าของต้องมาบอกอาจารย์ว่า ไม่ไหวละ ลูกศิษย์วัดนี่ ผมเอาเหล้ามา ซ่อน มันกินหมดเลย. ท่านบอกว่า อ้าว! ก็ของเถื่อนนี่ เอามาซ่อนไว้ทำ ไม. กินกันแล้วเมาเอะอะกันบนครัว คุยกันฉาวเชียว อาจารย์ก็แอบฟังก็ไม่ ว่าอะไร ไปแอบฟังเฉยๆแต่ท่านจำ ได้ว่าพูดอะไรกันบ้าง. มีตอนหนึ่งครูกลั่นแก บอกว่า..นี่มีเหล้า กินเหล้าอย่างนี้ อย่าไปหาอาจารย์นะ ใครจะไปหาอาจารย์ เคี้ยวข้าวสารเสียก่อน กลิ่นมันจะไม่ออก.. อาจารย์ได้ยินก็จำ ได้พวกเราก็เที่ยว เมาเอะอะเข้าไปในวัด บางคนเมาแล้วเที่ยวเอะอะ. ก็เลยยุ่งกันใหญ่ อาตมานี่ อาเจียนใหญ่ อาเจียนออกมาหมดเลยในท้อง เพราะเมา พระหลวงพี่ดำ มาถึง ก็ถาม เอ็งกินอะไรเข้าไป?. ถามอย่างนั้น คิดว่ามันจะออกทางไหนดีหนอ เลย บอกว่า กินข้าวหมากน้าชื่นเข้าไป ๒ ห่อ น้าชื่นข้างวัดแกขายข้าวหมาก เลย บอกว่ากินข้าวหมาก. นั่นซิกลิ่นเหมือนข้าวหมาก ผสมโรงไปเลย ไม่เป็นไร เลย เอาขี้เถ้ามาทาหน้าอกผสมกับอะไรก็ไม่รู้ทาเสียจนดำ ไปเลยลูบหลังลูบหน้าให้ หายอาเจียน ความจริงกินเหล้า; กินเหล้าผิดศีลไปข้อหนึ่ง แล้วยังโกหกแถมอีก ข้อ มันจะเสียคน ไม่ได้การแล้ว. 1 คนใหญ่ - ภาษาใต้หมายถึง ผู้มีอายุมากกว่าคนอื่นในกลุ่ม


23 รุ่งขึ้นเช้า ไปกินข้าวในครัวตามปกติแต่ว่าไม่สบายใจ ต่างคนต่างมอง หน้ากัน ไม่รู้ว่าใครจะว่าอะไร อาจารย์จะว่าอะไร. ประเดี๋ยวเดียว อาจารย์พูด ขึ้นกับอาจารย์อีกองค์หนึ่ง อาจารย์สุขกับอาจารย์พุ่ม ๒ องค์ อาจารย์พุ่มพูด ว่า..เมื่อคืนนี้ได้ความรู้ใหม่.. อาจารย์สุขถามว่าอะไร? อาจารย์พุ่มบอกว่า..กิน เหล้าแล้วเคี้ยวข้าวสารมันไม่มีกลิ่น.. พวกเราคิดว่าแย่แล้ว มองตากันใหญ่เลย เห็นจะแย่วันนี้รีบกินรีบล้าง แต่งตัวไปโรงเรียน ไม่อะไรทั้งนั้น รีบไปเลย. ตอนเย็นกลับมา อาจารย์เรียกประชุมใหญ่ เทศน์กันเป็นการใหญ่วัน นั้น ไม่เทศน์เปล่าหรอกนะ รางวัลเสียด้วย คนละ ๓ ที๓ ทีเลย ได้รับรางวัลไป ตามๆ กัน. นี่เรียกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้ไปลิ้มรสน้ำ เมาเข้าเป็นครั้งแรก จำ ได้ว่ามันไม่ได้เรื่อง เมาแล้วมันไม่ได้เรื่อง. ก็ไม่ได้ดื่มต่อไป แล้วสมัยเป็นเด็กวัดก็ ไม่ได้ยุ่งต่อไปในเรื่องอย่างนั้น การเรียนก็เป็นไปปกติดี จนสอบได้มัธยมสมัย ก่อนนั้นเป็นมัธยมปีที่ ๓ เขาจัดการย้ายเมืองพัทลุงขึ้นไปตั้งอยู่ที่ตั้งเดี๋ยวนี้ย้าย เมือง โรงเรียนก็ต้องย้าย ไปอยู่ที่วัดประดู่หอมที่ศาลาชั่วคราว อาตมาก็ต้องไป อยู่บ้าน. ทำ�นา ตอนนี้เกิดมีอุปสรรคขัดข้อง เกี่ยวกับการศึกษา เพราะว่าคุณโยมผู้ชาย ไม่สบาย เป็นโรคปอด ไอมาก แล้วก็เป็นโรคตามตัว เป็นแผล เป็นแผลลึกๆ ลง ไปในเนื้อ แล้วก็ไอมาก ไถนาไม่ได้อาตมาต้องลาโรงเรียน เพื่อไปไถนา ลาโรง เรียนบ่อยๆ ลาบ่อยๆ มันก็เรียนไม่ทันเพื่อน เมื่อไม่ทันเพื่อนก็นึกในใจว่า อย่า เรียนเลย เรียนไปก็ไม่ทันเขาแล้ว สอบไล่ไม่ได้มันจะเสียชื่อ เลยบอกโยมว่า.. อย่างนี้ไม่ไหว เลี้ยงควายบ้าง ไถนาบ้าง ไปเรียนก็ไม่ทันเขา ลาออกดีกว่า.. เสนอขึ้นไปอย่างนั้น โยมก็ไม่ขัดข้อง เพราะว่าไม่มีใครทำ นา มีลูกชายคนเดียว เลยต้องลาออกจากโรงเรียนไปไถนา. ไถนาก็ดีเหมือนกัน ไถนานี่ได้บทเรียนว่า การไถนานี่มันลำ บากอย่างไร เวลานั้นใช้วัว ๒ ตัวเทียมไถ. วันหนึ่ง ไถไปๆ หักหมดคือว่าคันไถหัก ทำ ไมถึงได้ หัก หัวหมูมันกินดินลึกเกินไป วัวลากไม่ไหว เอาไม้เรียวตีมันแรงๆ มันกระโดด


24 หัวหมูเลยหลุดจากหางยาม คันไถหักหมด หักหมดแล้วกลับไปบ้าน บอกโยม ว่า วันนี้ยุบยับหมดแล้ว คันไถหางยามหลุดหมดแล้ว แย่กัน พรุ่งนี้จะไถอะไร ต้องเที่ยวแบกหัวหมูกับหางยามไปหาช่าง ให้เขาช่วยซ่อมให้จะซ่อมเองก็ไม่มี ปัญญา เลยต้องไปให้เขาช่วยซ่อม. ในการทำ นานี่ มีความทุกข์อยู่อย่างหนึ่ง คือว่า พอไถนากันมากๆ แล้ว ไม่มีทุ่งหญ้าเลี้ยงวัว ต้องเอาวัวไปเลี้ยงบริเวณศาลากลาง แถวโรงพัก แถวที่ ต่างๆ ตำรวจก็คอยขู่เสียเรื่อย ขู่ว่า..อย่ามาเลี้ยงแถวนี้นะ เลี้ยงจะจับนะ.. เลย ลำ บาก ต้องคอยหลบคอยหลีก นึกว่ามันเป็นทุกข์เสียแล้ว เป็นชาวนานี่ เป็น ทุกข์เสียแล้ว แต่ก็ทำ นาไปอย่างปกติจนเสร็จฤดูปักดำ . เมื่อเสร็จฤดูปักดำแล้ว ก็ว่าง. งานว่าง. ลูกผูช้ายตองเ ้Áา มีอยู่คราวหนึ่ง เขามีการแต่งงาน เขามีใบบอกการ - กรุงเทพฯ เรียกว่า การ์ดเชิญ ปักษ์ใต้เขาเรียกว่า ใบบอกการ, เขียนใส่กระดาษมาว่าจะแต่งงาน ขอ เชิญท่านมาร่วมรับประทานอาหาร โยมไปไม่ได้ เพราะป่วย เลยส่งลูกชายไป แทน ต้องไปทั้งสองบ้าน บ้านเจ้าบ่าวก็ต้องไป บ้านเจ้าสาวก็ต้องไป ชั้นแรกไป กินข้าวบ้านเจ้าสาวก่อน กินข้าวกับแกงไม่ได้กินอย่างอื่น คนที่นั่งกินอยู่นั่นเห็น เข้า ก็บอกว่า..เอ็งมันโตป่านนี้แล้ว กินแต่ข้าวไม่เข้าท่า ต้องกินอ้ายนี่ด้วย.. เลย เอาเหล้ามาให้กิน บอกว่า ไม่ได้กินไม่ได้กินแล้วอาเจียน ..ลูกผู้ชาย ลูกเมืองลุง ไม่กินเหล้ามันจะใช้ได้รึ.. มันว่าอย่างโน้นอย่างนี้ก็เลยกินเข้าให้กินเข้าไปแก้ว หนึ่ง กินรวดเดียวหมดเลยทั้งแก้ว พวกนั้นหัวเราะชอบอกชอบใจ หน้าแดง พอ หน้าแดง ใบหน้าเลือดฝาดดีเลยกินต่อไป เสร็จบ้านนั้นแล้วไปกินบ้านโน้น พวก มันยุให้กินเหล้าอีก เลยกินอีกครั้ง. คราวนี้กลับบ้านมาถึงอาเจียนอีก อาเจียน โยมก็บ่นว่า..กินมันเข้าไปทำ ไม.. โยมนี่ไม่ดื่ม โยมผู้ชายไม่ดื่มเหล้าเลย เมื่อสมัยหนุ่มเคยดื่ม ดื่มแล้วเมา เมาแล้วถูกตำรวจจับเอาไปไว้ในกรง ตื่นเช้าขึ้นมาออกจากกรงได้ก็บอกว่า ..กู ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะไม่ดื่มของเมาเป็นอันขาด.. แล้วไม่ดื่มเลย จนกระทั่ง


25 ตัวตาย เป็นโรค ก็ไม่เคยดื่ม อาตมาไปดื่ม โยมก็บ่น แต่ว่าครั้งนั้นเป็นครั้งที่สอง แล้วก็ไม่ดื่มอีกเลย จนกระทั่งบวชไม่เคยดื่มอีกต่อไป มันเป็นบทเรียนว่า ไม่ไหว กินเข้าไปแล้วมันเมา เมาแล้วมันอาเจียน นี่มันเกิดความเดือดร้อน เลยก็ไม่กิน อีก ไม่ดื่มอีกต่อไป ปีนั้นรวมความว่าทำ นาแล้วฤดูปักดำ เสร็จแล้วก็เกี่ยวข้าวเกี่ยวข้าวเสร็จ ขึ้นบ้าน 2 เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เที่ยวเฉยๆ. ในตอนนี้ล่อแหลมต่ออันตรายเพราะ ว่าเป็นเด็กหนุ่ม เมืองพัทลุงนั้นมันคนเกะกะ เขาชมชอบในเรื่องความเกะกะกัน. คนไหนลักไม่เป็นมันก็ใช้ไม่ได้ ทำ ท่านักเลงไม่เป็นมันก็ใช้ไม่ได้ มันต้องหัดเป็น นักเลงกับเขาบ้าง แต่ว่ายังไม่ได้ฝึกหัดลักขโมยอะไร พอดีจังหวะมันเหมาะเข้า หลวงลุงที่เคยเฆี่ยนเคยตีกันคราวก่อนนี้ท่านไปอยู่ปีนัง แล้วก็กลับมา. หลวงลุงเลิกรา้ย ตอนกลับมา เล่าตกไปหน่อย ไปพบกับหลวงลุงอีกครั้งหนึ่ง ตอนหลังนี้ ตอนเรียนชั้น ม. ๓ คือว่ากลับบ้านเพื่อจะไปเอาสตางค์ไปแวะที่วัดคูหาสวรรค์ ฝนมันตก เลยก็ขึ้นไปที่ท่านพัก ไปเจอกันพอดี พอเจอกันก็เข้าไปกราบตัวสั่น งันงก ท่านก็ถามว่า ทำ ไมตัวสั่น? บอกว่า กลัว..กลัวหลวงลุง บอกว่า กูไม่ใช่เสือ นี่ กลัวอะไร ว่าตีเจ็บนัก..กลัว ท่านบอกว่าไม่ต้องกลัว กูไม่ตีแล้วต่อไปนี้ เลย คืนนั้นก็พักกับท่าน ท่านเอาลงไปอาบน้ ำ ตักน้ำอาบเอง รดตั้งแต่หัว ถูสบู่ให้ถู พลางก็พูดพลางว่า..กูไม่ได้อาบน้ำ ให้มึงหลายปีแล้ว.. ว่าอย่างนั้น แล้วก็อาบน้ำ ให้เรียบร้อย ก็เลยนอนที่นั่น. รุ่งเช้าขึ้นจะไปบ้านท่านถามว่าจะไปทำอะไร?บอกว่าไปขอสตางค์ ท่าน ว่าไม่ต้องไป เอาสตางค์ที่นี่ก็แล้วกัน เดินไปเปิดหีบไม้ที่เก็บสตางค์ ให้หยิบเอา ตามใจชอบ อาตมาหยิบเอาเท่าไรโยมรู้ไหม? หยิบเอา ๒ บาทเท่านั้นเอง ท่าน หัวเราะ ยิ้ม ถามว่า เอาเท่านั้นเองรึ? บอกว่าเอาเท่านี้ก็พอแล้ว นิสัยเกรงใจคน นี่มันมีมาตั้งแต่เด็กๆ ความจริงเอามาสัก ๒๐ บาท ท่านก็ไม่ว่าอะไร แต่ก็ไม่เอา เอา ๒ บาทเท่านั้นเอง แล้วก็เดินกลับไปเรียนเลย ได้เท่านั้น พบกันในตอนนั้น. 2 คำ นี้หลวงพ่อฯ แปลจากคำ ภาษาใต้ว่า “ขึ้นเริน” หรือ ขึ้นเรือน หมายถึง ขึ้นยุ้งเก็บข้าว


26 ประกาศิตหลวงลุง ต่อมาเมื่อมาอยู่บ้าน ท่านกลับมาถึงพัทลุง ท่านก็สืบถามว่า มันไปไหน? โยมผู้หญิงไปหาท่าน บอกว่าอยู่บ้าน ไถนาเก็บข้าวอะไรเสร็จแล้วก็อยู่บ้าน ท่าน บอกว่าไม่ได้ขืนปล่อยไว้มันจะเสียคน เอามาให้กูเลย ต้องพาไปหาท่าน ท่าน ก็เลยพาเตลิดเปิดเปิงไปปีนังโน่นแน่ะ! เวลาจะไปปีนังนี่ โยมผู้ชายกำลังป่วย ท่านก็ไม่อยากให้ไป อยากให้อยู่บ้าน ช่วยกันทำ ไร่ไถนาตามเรื่อง แต่ว่าหลวง ลุงก็ไม่ยอม ท่านว่าขืนอยู่มันจะเสียคน มันจะเป็นโจรผู้ร้าย จะเป็นขโมยกับเขา ด้วยรู้ไหม! มันคงต้องเป็นแน่ๆละ! เพราะว่าถ้าไม่เป็นก็รักษาทรัพย์ไม่ได้เพื่อน ฝูงต้องชักจูงให้ไปลักไปขโมย มันล่อแหลม ท่านเลยเอาไปเสียเลย พาไปปีนัง ความจริงจะให้ไปเรียนต่อ. เมื่อไปถึงแล้ว ไม่สะดวกในการจะเข้าเรียน ก็เลยอยู่วัด ทำกับข้าวถวาย พระอะไรไปตามเรื่อง อยู่ไปสัก ๒-๓ เดือน ท่านก็ว่า อยู่เฉยๆ ไม่ได้เรื่องอะไร ไปเรียนไปทำ งานที่โรงเรียนฟิตเครื่องยนต์เถอะ จะได้มีความรู้เรื่องรถยนต์กลับ บ้านไปจะได้ขับรถอะไรกับเขาบ้าง ท่านคิดว่าอย่างนั้น ไปก็ไป ไปทำ งานใน โรงงานซ่อมรถยนต์ที่เป็นของพวกแขก กินข้าวกับเขา ทำ งานกับเขา สตางค์ไม่ ได้หรอก ให้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เรียกว่าค่าน้ำชากาแฟ ทำ ไปสักเดือนหนึ่ง เกิด อาการไม่สบาย บวมที่เท้า เท้าบวม มือบวม หน้าบวม ต้องไปกินยารักษา. ยา โกคิด ชาวจังหวัดตรัง ไปเป็นหมออยู่ที่นั่น ช่วยรักษาหาย หายแล้วไปทำอีก ทำ อีกเป็นอีก รักษาหายอีก ไปทำอีก ถึง ๓ หน ๓ ครั้ง ก็นึกว่า วาสนาบารมีมัน ไม่เหมาะกับเป็นคนขับรถยนต์แล้ว เป็นสารถีแบบนั้นมันไม่ได้เรียนเครื่องยนต์ กลไกกับเขาไม่ได้แล้ว เลิก.. ไม่เรียน.. ออก เลยไม่ไปทำ งาน. ไปภูเก็ต มีคนมาชวน บอกว่าไปภูเก็ตดีกว่า มีความรู้ขนาด ม. ๓ นี้ หางาน ทำ ได้ ที่โน่นคนเขาไม่ทำราชการ เขาชอบทำ เหมืองแร่ เลยก็ไปเสนอความคิด กับหลวงลุง ท่านบอกว่าไปก็ได้เลยชวนเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อนายปาน อาตมานี่ ชื่อปั่น แล้วเพื่อนคนนั้นชื่อปาน เวลาไปไหนไปกันสองคนละก็มักมีเพื่อนชื่อตัว


27 ป. ทุกทีเวลาจะมาเรียนหนังสือที่นครฯก็มากับเพื่อน ชื่อแป้น ก็ป. เหมือนกัน. ก็ไปลาท่าน ท่านบอกว่าไปได้ก็เลยไป ไปนี่ท่านให้เงิน ๑๐ บาท ๒ คน คนละ ๑๐ บาท เสียค่าเรือ ๘ บาท เวลาขึ้นฝั่งเหลือ ๒ บาท เสียค่าเรือข้ามฟาก ขึ้นไปบนฝั่งอีก ๒ บาท รวมความว่าไปขึ้นภูเก็ตนี่ไม่มีสตางค์ติดตัวไปเลย เสีย ค่าเรือหมด เพราะท่านให้ไปคนละ ๑๐ บาทเท่านั้น แต่ว่าคนที่พาไปนี้เขาช่วย เหลือไปฝากไว้ที่บ้านคนหนึ่ง เป็นชาวกระบี่ ชื่อนายชวน ภรรยาแกชื่อแม่เฮียบ ทำ งานเป็นนักการศาลที่ภูเก็ต อยู่กันสองคนเท่านั้น ไม่มีลูกเต้า ก็พาไปอยู่ด้วย. อาตมานี่มีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นคนไม่ขี้เกียจ อยู่บ้านใครเขาไม่ รังเกียจเพราะขยัน ไปอยู่บ้านนี้ตื่นแต่เช้าไปหาบน้ำ ให้เขา น้ำ นั้นอยู่ที่วัดมงคล นิมิตร บ้านอยู่อีกถนนหนึ่ง เดินทางจากบ้านไปถึงวัด บ่อน้ำ ห่างประมาณ ๒๐๐ เมตร เช้ามืดเอาปี๊บไปหาบน้ำ มาให้เขา ใส่โอ่งเต็ม มันจะกี่หาบก็ตามใจใส่ให้มัน เต็ม ไม้ฟืนมีผ่าให้เขา กวาดบ้านให้เขา ไม่อยู่นิ่ง เจ้าของบ้านก็พอใจ ให้กินข้าว กินน้ำสะดวกสบาย อยู่มาได้สัก ๗ วัน เจ้าของบ้านก็คงนึกว่ามันจะไม่ไหว เลี้ยง คน ๒ คนนี่มันจะไม่ไหว ภูเก็ตนี่อาหารแพง หางานให้ทำ เถอะ เลยก็หางานให้. กรรมกรเหมือง งานก็คืองานกรรมกรที่เหมืองแร่เจ้าฟ้า เรียกว่าบางอะไรสมัยนั้น เดี๋ยว นี้เรียกว่าเหมืองเจ้าฟ้าของหลวงอนุภาษภูเก็ตเข้าไปทำ งานที่นั่น ไม่เคยทำ งาน เหมืองแร่ ทำ ไม่เป็น พอไปถึงจับจอบโกยดิน เขาเห็นแล้วว่าทำ ไม่เป็น เมื่อทำ ไม่เป็น หัวหน้างานที่เรียกว่า กังเท้า3 หัวหน้าเขา บอกว่า โบ้ยต่า!4 ลื้อขื่อกงซี!5 บอกเป็นภาษาจีนว่า ขื่อกงซีกงซีก็นึกว่าให้ไปนอนเสีย ไม่ต้องทำละ พวกเรา สองคนก็กลับมานอนเสียที่กงสีนอนเฉย พอตอนเที่ยงเพื่อนฝูงเลิกงานกลับมา อ้าว! ยังนอนอยู่อีกรึ?- ก็เขาบอกให้มานอนนี่! ก็ขื่อกงซีนี่! เพื่อนบอกว่า ไม่ใช่! ขื่อกงซีน่ะ เขาบอกให้กลับบ้าน ไม่ให้งานทำอ้าว..แล้วกัน! แล้วเวลาจะไป 3 กัง = งาน, เท้า = หัวหน้า 4 โบ้ยต่า แปลตามตัวว่า พูดไม่เป็น ในที่นี้หมายถึง ทำอะไรไม่เป็น 5 ลื้อขื่อกงซีแปลตามตัวว่า เอ็งไปบริษัท ในที่นี้หมายถึง ให้กลับไปบ้าน


28 ทำ งานนี่ซื้อปลากระป๋องไป ๒ กระป๋อง เปิด ๑ กระป๋อง แล้วน้ำซีอิ๊ว ๑ ขวดก็ เปิดแล้ว เอ! ไม่ให้ทำ งานจะทำยังไง ปลาก็เปิดแล้ว กินก็ยังไม่หมด จะทำยังไง? เลยให้เพื่อนกรรมกรที่ไม่รู้จักกันนั่นรับเอาไว้แล้วเราก็กลับ กลับมาบ้านนั้นอีก พร้อมด้วยปลา ๑ กระป๋อง ส่วนซีอิ๊ว ๑ ขวดน่ะให้เขาไปเสียด้วย นิทานผอนแรง è อาตมาพักกับเขาต่อไปอีก.พักอยู่อีก๗วันแม่น้าคนนั้นแกก็ขยันหางาน ให้หาให้ก็งานกรรมกรทุกทีเลยก็หาให้อีก เขามีการถมภูเขา กักน้ำ เพื่อจะเอา ไปทำ เหมืองแร่ถมภูเขาที่บางวาด อำ เภอกะทู้งานนี้คืองานหาบดิน หาบดินไป ถมภูเขาว่าอย่างนั้นเถอะ ไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยในสมัยนั้น. อ้ายนี่พอทำ ได้ เลยเข้าไปทำ แต่ว่าเมื่อหาบดินครั้งแรกนี่ หาบไปแล้ว เทไม่เป็น เขาหาบไปถึง เขากระดิกพรึบ เทลงไปเลย ไม่ต้องวางหาบเททีละปุ้งกี๋ หัวหน้างานบอกว่า ไม่ได้! ทำอย่างนั้นไม่ได้! ต้องเททันที. เอ..มันเทไม่ได้นี่ เอ้า! หัด เวลาหัด ไม้คานที่หาบมันตีหัวเอาบ่อย เพราะไม่ชำ นาญ แต่ว่าหัดจนเป็น จนทำ ได้. แต่ว่าทำ ไปจนถึงวันที่ ๒ ที่ ๓ ที่บ่ามันเกิดการด้านมันบวมขึ้นมาเชียว เพราะไม่เคยหาบของหนักอย่างนั้น บวมสูงขึ้นมาตั้งคานหาบไม่ได้มันปวด แต่ ก็ต้องไปหาบ ไม่หาบมันก็ไม่ได้อะไรกินซิปวดก็ต้องหาบ. ทีนี้เอาตัวรอดอย่างไร? ทำ ให้กรรมกรอื่นเกิดเห็นอกเห็นใจอย่างไร?อัน นี้ความรู้ช่วยตัว จำ ไว้เถอะ ไปบอกลูกหลาน ความรู้ช่วยตัวเพราะอ่านหนังสือ มากนี่ อยู่ที่ไหนชอบอ่านหนังสือ แต่ทีนี้พอไปถึงที่วางปุ้งกี๋รับดินปุ๊บ ก็เล่าเรื่อง อะไรให้พวกโกยดินฟัง แต่เล่าไม่ทันจบหรอก เขาให้หาบ...ก็หาบต่อ เดี๋ยวก็มา วางหาบ เล่าต่อ พวกนั้นมันสงสาร มันใส่ดินน้อยๆ มันไม่แกล้ง. พวกโกยดินนี่ ถ้ามันแกล้งแล้วหาบไม่ไหวหรอก มันโกยจนพูนสูง แล้วหาบไม่ไหวจริงๆ แต่ว่า เขาไม่ใส่มาก เล่านิทานให้เขาฟัง พอตอนกลางวัน เที่ยงหยุดกินข้าว เสร็จแล้ว อาตมาไปนั่งพักใต้ต้นไม้กรรมกรหาบดินต้องมานั่งล้อมเป็นวงเลย อาจารย์จะ สอนธรรม แล้วเล่านิทาน มาถึงเล่านิทานบ้านนั้นเมืองนี้. มีไทยอิสลามอยู่หลายคน ไม่รู้เรื่องศาสนาของตัว อาตมาเคยอ่านเรื่อง


29 พระนาบีมะหะหมัด แล้วบอกว่า พวกเราอิสลาม วันนี้จะพูดเรื่องพระนาบีให้ฟัง กัน แหม! มากันใหญ่เลย เล่าเรื่องพระนาบีว่าเกิดอย่างไร มาอย่างไร เลยเชียร์ กันว่า อย่างนี้ต้องเป็นอิสลามถึงจะดีมันจะชวนให้ไปเข้าแขกให้ได้บอกว่าไม่ได้ ..เป็นพุทธ.. เป็นอิสลามไม่ได้. วิชาความรู้ที่ได้อ่านหนังสือไว้นี่ช่วยตัวได้มากด้วยการสนทนาเล่าเรื่อง กลางคืนก็เหมือนกัน นอนในกงสีมันหนาวเยือกเย็นเวลาฝนตก ฤดูฝนนี่ต้อง นอนใกล้กัน ๒ คน เอาผ้าผืนเดียวคลุมห่มกันเป็นการใหญ่แล้วก็ใกล้กองไฟ มัน ค่อยอุ่นใจหน่อย ทำ ไปๆ เพื่อนคนที่ไปด้วยนั้น เกิดไม่สบาย เป็นไข้ขาแข็งไป ข้างหนึ่ง ต้องหามส่งโรงพยาบาล แล้วผลที่สุดต้องส่งกลับบ้าน เดี๋ยวนี้ออกรับ บำ นาญแล้วเป็นครูใหญ่ เพื่อนคนนี้ไปสอนอยู่โรงเรียนตำ บลไทรบุรีอาตมาไป ทอดกฐิน สร้างโรงเรียนไว้หลังหนึ่ง เมื่อหลายปีมาแล้วที่นั่น เพื่อนเป็นครูใหญ่ ที่นั่น. พึงวัè ´ เมื่อเพื่อนกลับเสียแล้วอาตมาก็อยู่คนเดียวอยู่ไปจนเขาถมดินเต็มบริเวณ เลยหมดงาน ไปไหนดีล่ะ?... อาตมานี่ชอบวัดภูเก็ต ก็ไปวัดซิ6 ไปอยู่ที่วัดเหนือ วัดขจรรังสรรค์มีพระชาวนครฯชื่อท่านเทียบอยู่ในโบสถ์เลยไปฝากเนื้อฝากตัว เป็นศิษย์ของท่าน ตื่นเช้ากวาดโบสถ์กวาดบริเวณโบสถ์ตักน้ำ ใส่โอ่ง จัดที่ฉัน เรียบร้อย ท่านก็สงสาร ให้อยู่ด้วย เวลากินอาหารเสร็จแล้วก็ว่าง ก็อ่านหนังสือ ธรรมะ หนังสือของท่านมีให้อ่านทั้งนั้นพุทธประวัตินวโกวาทแม้แต่คำขานนาค ไม่ได้คิดจะบวชท่องเล่นๆ...เอสาหัง...ฯลฯ นี่ท่องตั้งแต่ไม่คิดจะบวชนั่น ท่องไว้ เล่นๆ เท่านั้น อยู่เปล่าทำ ไม ท่องไปเรื่อยๆ ถ้ามีเวลาว่างก็ไปสโมสรเจ๊ก อ่าน หนังสือพิมพ์ เขามีหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ ก็ไปอ่านกับเขาที่นั่น ไม่ชอบไป เที่ยว ดูหนังดูละครนี่นานๆ ไปดูสักทีอยู่ภูเก็ตนี่ คืนแรกของโปรแกรมไม่ดูคืน 6 ในหนังสือ “ชีวิตและงานของท่านปัญญานันทะ” โดย ดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เล่าว่า เพื่อนกรรมกรชวนปั่นไปเที่ยวซ่อง เพื่อนๆ ขึ้นห้องไปหมดแล้ว แต่ปั่นเดินออกมาเสีย แล้วเดินพลัดเข้าไปในวัดเหนือ ทำ ให้ได้รู้จักกับท่านเทียบ (อยู่ใน “เส้นทางนักรบ” เล่ม ๗)


30 สุดท้ายละก็ไปละ เพราะคนมันน้อย นั่งสบายดีไปดูกับเขาบ้าง. การเที่ยวเตร่ในเรื่องเหลวไหล คุยได้ว่า ไม่เคย..ไม่มีเพื่อนชวนไปเที่ยว สนุก ไม่ไป..ไม่เอา บอกอย่างนั้นเราไม่ชอบ เดี๋ยวมันจะเกิดยุ่ง เป็นโรคเป็นภัย ขายหน้ามนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่าชอบอ่านหนังสือ ชอบอยู่กับพระกับเจ้า อยู่ที่วัด นั้น ว่างๆ มีงานที่ไหนก็ไปทำ . คราวหนึ่ง ไปของานเขาทำ งานที่แผนกสุขาภิบาลเขาบอกว่า งานไม่มี มีแต่งานโกยขยะขึ้นรถบรรทุกขยะ ฮึ!..เอา! พรุ่งนี้มาทำ ได้ แต่ว่าเกณฑ์ชะตา มันยังไม่ถึงอย่างนั้น พอว่าไปหางานเทขยะโกยขยะได้แล้วนี่ กลับไปถึงวัด ก็มี คนบอกว่าอย่าไปโกยขยะเลย มันสกปรก ไปทำ งานที่สวนยางดีกว่า ถางหญ้า ดายหญ้า เลยไม่ต้องโกยขยะ ยังเสียดายอยู่ ที่ไม่ได้โกยขยะ ถ้าได้โกยสักหน่อย ก็จะดีเหมือนกันแหละ จะได้เขียนไว้ในประวัติว่า เจ้าคุณปัญญานี่เคยโกยขยะ สุขาภิบาลมาแล้ว แต่นี่มันไม่ทันได้โกย เลยมันขาดไปหน่อย. ตั´ตนย้ าง ทีนี้ก็ไปทำ งานสวนยางสวนยางนี่เป็นของพระพิทักษ์ชินประชาเจ้าของ สวนอยู่บางมั่ว ภูเก็ตนั่นแหละ ไปทำ ก็ถางหญ้า วันละ ๙๐ สตางค์กินของเรา เองต้องหาข้าวสารไปหุงกิน ทำกัน ก็ไปทำกับเขา ทำ ไปได้ประมาณสัก ๒ เดือน วันหนึ่งถางหญ้าเพลิน หญ้าคามันมาก มีดยาวเป็นของอเหมือนเคียว ถางเพลิน ไปเลยตัดต้นยางต้นเท่านิ้วก้อยขาดไป ๕ ต้น พอขาดไป ๕ ต้น เขาปรับต้นละ ๑ บาท นึกในใจว่า กูมันแย่ ได้วันละ ๙๐ สตางค์นี่ถูกปรับไป ๕ บาท ต้นละ ๑ บาท นี่มันก็๕ บาทเข้าไปแล้ว เราจะเอาเงินที่ไหนเสียค่าปรับ ก็ต้องหักเรื่อยไป เลยเห็นว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะว่าเราก็ไม่ได้แกล้งตัดอย่างนั้น จะเอาแพงอย่าง นั้น มันไม่ยุติธรรม นึกในใจว่าไม่ไหว ออกดีกว่า เลยลาออก. ลาออกก็กลายเป็นคนว่างงาน ไปอยู่วัดขจรต่อไป น้าหลวงเทียบก็ยัง ใจดีอยู่ ตอนหลังเมื่อบวชแล้วก็อยากจะไปกราบ แต่ว่าพอไปถึงได้ข่าวว่าท่าน มรณภาพเสียแล้ว ก็เลยไม่ได้กราบท่าน. ทีนี้ก็ไปอยู่ที่วัดอีก อยู่วัดต่อมา ก็ไปทำ งานเหมืองแร่ฝรั่ง ก็ไม่ได้ทำสมง


31 เสมียนอะไรกับเขาหรอก เป็นกรรมกร เรียกว่างานจับกัง จับกังนี่แปลว่างาน ๑๐ อย่าง งานจิปาถะ เดี๋ยวไปโกยหิน เดี๋ยวไปขุดท่อ ไปยกอ้ายนั่นยกอ้ายนี่ ...งานจับกัง หัวหน้างานเป็นคนจีน แต่ว่าใจดี ไม่ดุไม่ร้าย ทำ งานนี้อยู่อีก ประมาณ ๒ เดือน ว่างงานอีกแล้ว งานเป็นกรรมกรไม่มีก็มาอยู่วัดอีก. ·าèนพระครู ทีนี้เกณฑ์ชะตาชักจะดีแล้ว วันหนึ่งมีพระชื่อสมุห์ข้อง ท่านสิ้นบุญไป แล้ว มาบอกว่า..ปั่นเอ๊ย! ไปเมืองระนองไหม? ท่านพระครูท่านต้องการเอาเด็ก ไปเป็นครูอ้า..เกณฑ์ชะตาท่ามันจะดีแล้วคราวนี้จะได้ไม่ต้องเป็นกรรมกรแล้ว จะได้ไปเป็นครูกับเขาเสียทีอาตมาบอกว่า เอาครับ! ท่านก็เลยพาไปหาท่าน พระครูพิพัฒน์สมาจารย์เวลานั้นเป็นเจ้าคณะอำ เภอกะทู้ภูเก็ต เวลานี้เป็นเจ้า คณะจังหวัดระนอง ยังอยู่ เจ้าคุณรณังควินัยยังอยู่เดี๋ยวนี้พาไปฝากเนื้อฝากตัว ให้ไปอยู่ด้วย มีพระเณรในวัดขจรบอกว่า ไปก็อยู่ไม่ได้ท่านพระครูท่านเข้มงวด กวดขัน ท่านตื่นแต่เช้า เราตื่นไม่ทัน..ท่านด่า อ้อ! ไม่ลำ บาก อย่างนี้รู้แล้วมันทำ ง่าย ท่านตื่นเช้าเราก็ต้องตื่นก่อนท่านอีก ให้ท่านเห็นว่าเรามันขนาดไหนเหมือน กัน แล้วก็เลยบอกว่า อั๊วจะอยู่ให้ดูเลยก็ไป. คราวนี้เมื่อไปแล้ว ท่านบอกว่า เดี๋ยวก่อน ฉันจะไปปีนังสัก ๗ วัน เมื่อ กลับมาแล้ว ท่านบอกว่าวันนั้นก็ให้มาพบ ถึงวันนั้นไปนั่งรออยู่ที่วัด วัดที่ท่าน อยู่ ไปแต่เช้าเพื่อรอพบ อย่าให้มันสาย ให้ท่านเห็นว่าเอาใจใส่. พอตอนท่านออกมาก็เจอกัน เออ! พรุ่งนี้จะฉลองครัว ช่วยกวาดครัว หน่อย ตักน้ำ ใส่โอ่ง เก็บถ้วยมาเรียงเป็นถาดๆ ทำคนเดียว ตักน้ำ ใส่โอ่ง ๕ โอ่ง บ่อภูเก็ตนี่มันลำ บาก โยมไม่เห็น! น้ำ มันลึก! กว่าจะได้นี่มันลำ บาก ตักเต็มโอ่ง ตักเสร็จแล้วเอาถ้วยมาใส่ถาดวางไว้คนจะได้มาใส่อาหาร. ใส่ไว้๔๐ ถาดวางไว้ เรียบร้อยเสร็จแล้วมาเรียนท่านว่า เรียบร้อยแล้วครับผม ไปดูว่าอ้า.. ใช้ได้แล้ว นอนที่ไหนล่ะ? บอกว่าไปนอนวัดเหนือ พรุ่งนี้มาแต่เช้านา. อาตมามาถึงวัด ท่านยังไม่ตื่นเลย มานั่งหัวบันไดแล้ว พอตื่นเปิดประตู มาฮึ!..มาแล้วรึ!ชอบใจ บอกว่าขยันดีมาถึงก็จัดงานจัดการวางสำรับใส่กับข้าว


32 สำ หรับเลี้ยงพระ เลี้ยงชาวบ้าน เลี้ยงเขาเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงรับประทาน รับประทานเสร็จแล้วล้างกันเป็นงานใหญ่ตั้งหลายชั่วโมง ล้างเสร็จเก็บเข้าที่ เรียบร้อยตามเดิม เสร็จแล้วไปรายงาน บอกว่าทำ เสร็จแล้ว ท่านไปดูอีก เออ.. เรียบร้อย พรุ่งนี้ลงเรือไประนองด้วยกัน ท่านเสียค่าเรือให้ก็เลยไปลงเรือลงเรือ ไประนอง เป็นครูแตชืèอèเวลานั้นจำ ได้ว่า เป็นเดือนพฤษภาคม เดือน ๖ ข้างแรม ลมแรง คลื่น แรง พอลงเรือออกจากอ่าวภูเก็ตเท่านั้นแหละ มันถูกคลื่นใหญ่เลย เมาไม่ได้ส่ ำ ไม่ได้กินอาหารในเรือ ไปขึ้นฝั่งระนองแล้วก็เมาลูกคลื่นไปหลายวัน พอไปถึงวัด ก็อยู่เป็นศิษย์วัด เพราะจะไปเป็นครู. ท่านอาจารย์ก็เลยเรียกว่า “ครู” ตลอดเวลา ครูกวาดขยะ! ครูเท กระโถน! ครูถางหญ้า! แหม..ครูนี่มันแย่! ยังไม่ได้เป็นครูแต่ว่าเรียกว่า “ครู” ใช้ครูเสียทุกอย่าง ทำ ทุกอย่างเรียบร้อย ตื่นเช้าทุกวัน ตื่นก่อนท่าน ไปถูกุฏิ ก่อนตั้งแต่ท่านยังไม่ตื่น ถูแล้ว พอตื่นก็เกลี้ยงเลย กระโถนสะอาด ปัดกวาด เรียบร้อย นิสัยมันเป็นอย่างนั้น ถือหลักเกณฑ์ไว้ในใจ ไปอยู่ที่ไหนไม่ให้เขาเดือด ร้อน ทำ งานทำ ไปๆ ก็ยังไม่ได้เป็นครู. วันหนึ่งกินอาหารกลางวันเลี้ยงเพลเสร็จแล้ว ท่านก็ถามว่า ครูบวชเณร เอาไหม? ถามมาเฉยๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไร ถามว่าบวชเณรเอาไหม? เวลานั้นอายุ มัน ๑๘ แล้ว บอกว่า เอาครับ! โกนหัวเดี๋ยวนั้นเลย โกนหัวเลย. เคราะห์ดีที่ได้ ท่องไว้ก่อน ถ้าไม่ท่องไว้ก่อนมันคงจะแย่. นี่บังเอิญได้ท่องไว้เล่นๆ ก่อนแล้ว. บวชเณร พอถูกถามว่า เอาไหม? ก็เอาเลย! ไปโกนหัวบวชนุ่งผ้าขาว ไม่มีใครใน กระบวน มีแม่ชี๒ คนเท่านั้น แม่ชีคนหนึ่งแก่ อายุ ๘๐ ชื่อแม่นวล แล้วลูกแม่ ชีนวลอีกคน เป็นแม่ชีเหมือนกันนั่นแหละ กระบวนแห่ เรียกว่าเข้าโบสถ์ไม่ได้ เวียนรอบโบสถ์อะไร เข้าไปในโบสถ์ แต่ทีนี้เพื่อนคนหนึ่งมีสายสร้อยห้อยคอ บอกว่า เฮ้ย! นาคคอเปล่า! เอาสายสร้อยแขวนหน่อย เฮ้ย! จะบวชแล้วจะไป


33 แขวนทำ ไม! เพื่อนก็ว่า แขวนหน่อย! แขวนหน่อย! เลยให้สายสร้อยแขวนเสีย สายหนึ่ง ความจริงไม่เคยแขวนสายสร้อยกับเขา ตั้งแต่เด็กๆ มาก็ไม่ค่อยชอบ ใช้ของพรรณนี้อย่างถ้าเขาให้นุ่งผ้าใหม่ ก็ต้องพับไว้ใต้ที่นอนให้มันยู่ยี่เสียก่อน จึงเอาไปนุ่ง มันเป็นอย่างนี้ มันแปลกมนุษย์อยู่หน่อยเรื่องนี้คือไม่ชอบใช้ของ ใหม่ๆ กับเขา เลยเขาแขวนสายสร้อยประเดี๋ยวเดียว แล้วก็เข้าบวช บวชแล้วก็ อยู่วัดนั้น. ครูคนเกงè ในพรรษานั้นแหละ ครูใหญ่ลาออก ก็เลยได้เป็นครูความจริงเป็นครูนี่ ก็เคยนึกตั้งแต่เมื่อเด็กๆ เคยนึกว่า เราโตขึ้นต้องเป็นครูทำ ไมจึงได้นึกอย่างนั้น? เพราะว่าเห็นครูไม่ถูกตีมือ ไม่ถูกดุ มันสบาย นึกในใจอย่างนั้น นึกว่า กูโตขึ้น ต้องเป็นครูเลยได้เป็น เป็นครูใหญ่ เป็นครูน้อย เป็นภารโรงไปด้วยในตัว. แล้วโรงเรียนก็ไม่น่าพิสมัยอะไร เป็นโรงมุงจาก ไม่มีฝากั้น มีลูกกรง ตีห่างๆ พอไม่ให้วัวเข้าไปได้เท่านั้นเอง มีเด็ก ๓ ชั้น ป.๑ - ๒ - ๓ รวมแล้ว ๓๔ คน ก็ต้องวิ่งสอน สอนชั้นนั้นนิด สอนชั้นนี้หน่อย วิ่งกันอยู่ในห้องแคบนิด เดียว สอนนักเรียนไป เรียนนักธรรมไปด้วย ปีนั้นสอบนักธรรมตก เพราะว่ามัว ยุ่งกับสอนเด็ก ไปสอบนักธรรมตรีไม่ได้ปีหน้าเรียนใหม่ สอนเด็กไปด้วย เรียน ด้วย ก็สอบนักธรรมตรีได้คราวนี้สอบได้เอาดีเลย ได้ที่ ๑. เวลาได้ที่ ๑ นี้หนึ่งทั้งมณฑลภูเก็ต พระชาวภูเก็ตองค์หนึ่งชื่อ พระแวว ได้ที่ ๑ เหมือนกัน แต่ว่าแพ้อาตมาตรงไหน? ตรงกระทู้นี่เอง เขาเอากระทู้มา อ่าน รางวัลที่ ๑ มี๒ องค์เลยให้เอากระทู้มาอ่าน..อ่านแล้วก็สู้อาตมาไม่ได้เขา ให้แต่งกระทู้ว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน - อย่าเป็นคนรกโลก อาตมาแต่งเสียสวย เลย พอเอามาอ่านแล้ว เจ้าคุณเนกขัมมุนีเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์เป็นแม่กอง บอกว่าฮื้อ!ต้องให้องค์นี้กระทู้เขาแต่งดีมากเลยได้ที่ ๑ ได้รับรางวัลนาฬิกาตั้ง เรือนหนึ่ง ของพระยาอมรศักดิ์ประสิทธิ์(พ่วง บุนนาค) เป็นเจ้าเมืองภูเก็ตเวลา นั้น ได้ผ้าไตร ๑ ไตร กับนาฬิกา ๑ เรือน ก็เป็นเรื่องภูมิใจว่าได้รางวัล. อยู่ที่ระนองต่อมา เป็นครูอยู่ พอดีอายุครบบวช ๒๐ ปีคุณโยมผู้หญิง


34 เคยสั่งไว้ บอกว่า..ไปไหนแม่ไม่ว่า แต่อายุครบบวชต้องกลับบ้าน กลับมาบวช นึกถึงคำสั่งนี้อยู่ตลอดเวลา ว่าอายุ ๒๐ ต้องไปบวชให้แม่. ที่บวชเป็นสามเณรนี้ ไม่คิด ไม่เข้าบัญชีแต่ต้องไปบวชพระให้แม่ เลยไปลาอาจารย์บอกว่าจะต้องไป บวชแล้ว งานครูไม่ลาออก เพราะคิดว่าจะกลับมาอีก แต่ว่า... ขอให้โยมฟังต่อ ไป.... บวชพระ พอไปถึงบ้านที่พัทลุงได้ ๕ วันก็บวชพระเลย ไม่ได้มีงานอะไรหรูหรา ตามแบบที่เขาทำ เมืองพัทลุงนี่ ถ้าบวชลูกนี่มันเรื่องใหญ่ อย่างน้อยต้องล้มวัว ตัวหนึ่ง ต้องมีเหล้าเถื่อนสัก ๒-๓ ไห ถึงจะมีชื่อเสียง. ความจริงโยมก็ชอบอย่าง นั้น แต่ตอนหลังโยมไม่ชอบ เลยไม่มีอะไร บวชง่ายๆ บวชเสร็จแล้วคิดว่าจะ กลับระนอง แต่เพื่อนที่ชื่อแป้นนี่ เราเห็นเก็บข้าวเก็บของจัดเนื้อตัวอยู่ ถามว่า จะไปไหน? เพื่อนว่า ไปนครฯ พรุ่งนี้อ้าว! ไปด้วย นึกขึ้นมาอย่างนั้นเองแหละ จะไปด้วย. ไปทำ ไม?ก็เราไปทำ ไมล่ะ? ไปเรียนหนังสือผมก็ไปเรียนด้วยซิไปไม่ ได้! ไม่มีที่จะอยู่! ช่างมันเถอะ! ไปก็แล้วกัน! เลยก็เขียนจดหมายไปทางระนอง ว่า ขอลาออก ไม่เอาแล้ว จะไปเรียนหนังสือเมืองนครฯ จะไปเรียนบาลีก็เลย มานครฯ มาทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีที่ซุกหัวหรือไม่. ไปถึงเมืองนครฯ ก็ไม่มีที่จริงๆ ในวัดหน้าพระธาตุนั้นไม่มีที่นอนแล้ว ก็ เที่ยวเดินหา เดินไปเดินมามีกุฏิอยู่หลังหนึ่ง ข้างบนมีคนอยู่แต่ห้องระเบียงไม่มี คน มันเล็กเหลือเกินห้องระเบียงนั้น อาตมานอนนี่ เท้าจรดฝาโน้น หัวชนฝา นี้พอดีถ้าจะกางแขนอย่างนี้ไม่ได้ ห้องมันแคบ กางได้เพียงแค่ศอกเท่านั้นเอง แล้วก็นอนอยู่ในห้องนั้น. อาตมาอยู่ในห้องนั้น ๒ ปีเพื่อนที่มีที่อยู่นั้นย้าย ๓ ครั้ง เดี๋ยวย้าย เดี๋ยว ย้าย อาตมาไม่ย้าย อยู่มันในห้องน้อยนั่นแหละ ข้างบนสามเณรอยู่ พระอยู่ข้าง ล่าง เณรโค่งอยู่ข้างบน ชื่อ สามเณรเลียบ เวลานี้ก็อายุคราวกัน ความจริงเรียน มาด้วยกัน แต่แกไม่ได้บวชเท่านั้น กวาดขี้ทรายใส่ทุกทีกวาดให้มันลงในห้อง อาตมาทุกทีก็ทำ เฉยไม่รู้ไม่ชี้ช่างเขาเถอะ กวาดก็กวาดไป เราไม่สนใจ เรามา


35 เรียนหนังสือ ก็เรียน เรียนนักธรรมโท ที่วัดหน้าพระธาตุได้เรียนนักธรรมเอก ได้ที่นั่น. เริ่มเป็นนักเทศน์ตอนได้นักธรรมชั้นโทนี้เริ่มเป็นนักเทศน์. การที่จะเริ่มเป็นนักเทศน์นั้น น่าขำ คือว่า ยังเทศน์กับเขาไม่เป็นหรอก แต่ว่าเมื่อได้นักธรรมโทแล้วต้องไป เรียนพระปาฏิโมกข์ให้ได้เพื่อสอบธรรมชั้นเอก มีพระองค์หนึ่งบอกว่า คุณท่อง ปาฏิโมกข์ไปท่องที่วัดปากนครดีกว่าที่วัดปากนครน่ะมันไม่ลำ บากเรื่องบิณฑบาต ยืนอยู่แห่งเดียว คนก็มาใส่เต็มบาตร แล้วนอนท่องสบาย เลยไปที่นั่น. วันนั้นเป็นวันพระ๘ค่ ำ ญาติโยมมากันหลายคนอาตมาถามว่ามาทำ ไม? ..มาฟังเทศน์.. ใครเทศน์? ..ท่านแหละเทศน์.. ฮื้อ! เทศน์ไม่เป็น! ..ฮึ! ได้นักธรรม โทแล้ว มันต้องเทศน์ได้. เอ!ถ้าจะแย่นา บอกตัวเองว่า มันจะแย่นา! เขาก็เกณฑ์ ให้ขึ้นธรรมาสน์เทศน์. พอขึ้นนั่งบนธรรมาสน์จับพัดให้ศีล มันสั่นเอาเลยเชียวโยม! มันสั่น สั่น จนธรรมาสน์ไหวเชียวนะฮื้อ!..ก็ทำ ไปทั้งอย่างนั้น แต่ก็ให้ศีลได้นะโม ตัสสะ ภะ คะวะโต ก็ว่าไปได้ให้ศีลเรียบร้อย แล้วก็เทศน์ทั้งๆ ที่สั่นอย่างนั้นแหละ เทศน์ ปรู๊ดไปเลย ไม่รู้ว่าอะไร ก็ว่าไปได้ญาติโยมบอกว่าเทศน์คล่อง ฉันไม่รู้ว่าเทศน์ เรื่องอะไร. แต่เขาก็ฟังสนุกไปเลย - นี่เป็นครั้งแรก. ต่อมาวันหนึ่ง เขาหาพระเทศน์คู่ที่วัดหน้าพระลาน ใกล้ๆแถวนั้น. พระ มหาพลอยถามว่า ปั่น ไปเทศน์คู่กับเขาหน่อยได้ไหม? เทศน์คู่นี้เทศน์อย่างไร บอกว่า ก็ถามตอบกันน่ะซิคนหนึ่งถาม คนหนึ่งตอบ. แล้วจะให้ผมตอบหรือ ผมถามล่ะ? ให้ตอบ เอ้าได้! ถ้าอย่างนั้น... ก็ไปเทศน์พอถึงวันเทศน์เทศน์คู่มัน ต้องอารัมภกถา ต้องว่าหน้าธรรมาสน์เอ! ว่าไงล่ะ? เลยไปขอหนังสือ “คู่มือนัก เทศน์” มา เอามาอ่าน ท่ามันจะว่าไม่ได้ก็มันเพิ่งหัด เขียนดีกว่า คัดใส่ใบลาน พอถึงวันก็ว่าได้เพราะพริ้งไปเท่านั้น เพราะคัดเอาของเขามา ไม่ได้ว่าปากเปล่า ก็ว่าได้เรียบร้อยตอนลงก็ว่าอีกก็คัดไปด้วย.ตอนต้นๆถามตอบมันไม่ยากอะไร เทศน์เรื่อง บุญกิริยาวัตถุ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา.องค์โน้นถามว่า ทานคืออะไร?


36 ทานคือการให้ก็ตอบไปอย่างนั้น มันจะยากอะไร เราเรียนมาแล้วตอบคล่องไป เลย.ตอนขึ้นก็ดีตอนลงก็ดีคนชมว่า ท่านปั่นเทศน์ดีความจริงตัวเองมันแย่รู้ว่า มันไม่ได้ความอะไร. ข้ามบันไดดารา แต่ว่าที่เมืองนครฯ นี่ดีอย่างหนึ่ง นครศรีธรรมราชนี่ - โยมไม่เคยไป! มี พระธาตุอยู่ รอบๆ พระธาตุมีวิหารคด เรียกว่าระเบียง ระเบียงวิหารคดนี้เป็นที่ ฝึกนักเทศน์เพราะว่ามีธรรมาสน์มากโยมตั้งธรรมาสน์ไว้บางธรรมาสน์มีคนฟัง ๓ คนเท่านั้นเอง บางธรรมาสน์๕ คน บางธรรมาสน์๑๐ คน บางธรรมาสน์๒๐ คน. นักเทศน์ใหม่ๆก็ไปเทศน์ธรรมาสน์๓ คนก่อน เหมือนฝึกไต่บันไดดารา อย่างนั้นแหละไต่บันไดดาราของการเป็นนักเทศน์. ไปเทศน์ธรรมาสน์ชนิด ๓ คน ๕ คน ค่อยก้าวขึ้นไปโดยลำดับ แล้วไปเทศน์ธรรมาสน์ที่ติดกับองค์พระธาตุ ๓ ธรรมาสน์นั้นคนมาก. อาตมาไม่ได้ไต่ลำดับอย่างนั้น เอาก็เอาขั้นใหญ่เลย ขึ้น ยอดเลย ไปเทศน์ธรรมาสน์ติดเชิงพระธาตุด้านตะวันออก ไปเทศน์ธรรมาสน์ เก่าโบราณ ขึ้นไปนั่ง แล้วถือหนังสือไปอ่านก็ได้ หนังสือแบบธรรมดานี่แหละ วันไหนคิดอะไรไม่ออกก็แบกหนังสือไปอ่าน ให้ฟังดูเพราะพริ้ง ก็ใช้ได้. นักเทศน์ เทียนดับ ต่อมา เมื่อเขาฟังกันแพร่หลายขึ้น วันหนึ่งคนปฏิบัติงานรับใช้ท่านหญิง กลาง เขาเรียก ท่านกลาง ณ นคร. บ้านท่านกลางนี้มีเทศน์ตลอดพรรษา องค์ หนึ่งเทศน์ ๓ ครั้ง ยกทีหนึ่ง โยมนั้นมาฟังแล้วก็ชอบใจ ไปเล่าให้ท่านกลางฟัง ท่านกลางอยากฟังเลยก็ต้องไปเทศน์ทีนี้ต้องเทศน์ปฏิภาณแล้วก็เทศน์ได้คล่อง เพราะเทศน์หลายกัณฑ์แล้ว ไปถึง เทศน์ยาก! บ้านท่านกลางนี่ ท่านมีเทียน เล่มใหญ่เบ้อเริ่ม.ถ้าเทศน์เทียนไม่หมดท่านว่าน้อยไปถ้าเทียนหมดแล้วเทศน์ยัง ไม่จบ ท่านว่ามากไป ว่าอย่างนั้น เทศน์ยาก. บอกว่า ไม่เป็นไร เรามันเทศน์จบ พอดีกับเทียนทุกทีอาตมาเทศน์ให้จบพอดี. พอขึ้นเทศน์ก็ดูเทียนไปด้วย ว่าไป ด้วย พอเทียนดับก็จบพอดีท่านกลางชมว่า เทศน์พอดีๆ ให้พอดีกับเทียน ไม่ใช่


37 เรื่องอะไร แล้วก็เทศน์๓ กัณฑ์ยก แล้วได้เทศน์บ่อยๆ ค่อยเทศน์มากขึ้น. ต่อมาก็ไปเทศน์ไกลๆ ไปเทศน์ทางเขา เรียกว่าทางเหนือของเมือง นครฯ ทางทิศตะวันตกมีภูเขา เรียกว่าวังไทรคีรีกัน ดินดอน ท่าดีทั้งนั้น มีสวน ทุเรียน สวนพลูเยอะ ไปเทศน์ไกลออกไป เทศน์อย่างนั้นก็เป็นนักเทศน์ เทศน์ เรื่อยๆ ไป เวลาได้นักธรรมโท เรียนนักธรรมเอก ก็เป็นนักเทศน์เรื่อยมา เทศน์ ไม่หยุด เทศน์เรื่อยไปในที่ต่างๆ เริ่มเป็นนักเทศน์อย่างนี้. ไปเผยแผพระศ è าสนา เมื่ออยู่เมืองนครฯ ในปีพ.ศ. ๒๔๗๕ ต่อกับ ๗๖ เวลานั้นมีพระฝรั่งมา เมืองไทยองค์หนึ่ง ชื่อ พระโลกนาถ. เมื่อมาถึงหนังสือพิมพ์ลงข่าวเกรียวกราว 7 อาตมาเป็นคนชอบอะไรเกรียวกราวอยู่ในสมัยนั้น พออ่านเสร็จแล้วใจมันคิดขึ้น มาเชียว ต้องไปกับพระโลกนาถ. จะไปเผยแผ่พระศาสนา ความจริงเป็นความ คิดเด็ก. สมัยนั้นยังเด็ก อายุเพียง ๒๑-๒๒ ยังเด็กอยู่ ไม่รู้อะไร อยากจะไป เลยเที่ยวไปเดินพูดในวัดว่า เราต้องไปคราวนี้แน่ ไปเผยแผ่พระศาสนา ไปถึง กรุงโรม เดินไปต้องไป. เพื่อนฝูงบางคนก็ว่าอย่าไปเลยแต่บางคนบอกว่าไปด้วย มีหลายองค์พระจะไปหลายองค์จะทำยังไง? เอาสตางค์ที่ไหนเสียค่ารถไฟล่ะ? จากนครฯ ถึงกรุงเทพฯ เวลานั้น ๑๐ กว่าบาทแน่ะ! มันแพงนะ เงินล่ะทำยัง ไง? ก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรียกประชุมพระ ๓๐ องค์ได้พระ ๓๐ องค์แจก กระดาษองค์ละแผ่น เขียนตามคำ บอกว่าอาตมากับเพื่อนฝูงอีก ๑๐ รูป จะเดิน ทางไปเผยแผ่พระศาสนา ใบปลิวโฆษณาให้พระช่วยเขียน ๓๐ องค์ เขียน ๓๐ แผ่น เขียน ๓ ครั้ง ได้๙๐ แผ่นพอแล้ว แจกในเมือง เอาไปแจก แล้วก็นัดฟัง เทศน์เทศน์ใหญ่คืนนั้น เทศน์คู่ด้วยคนมาฟังกันอย่างมากมายได้ปัจจัยสำ หรับ เป็นค่าเดินทางพระ ๑๐ รูป. พอวันรุ่งขึ้นก็เดินทาง ห่มจีวรคร่ ำสะพายบาตร ไม่มีกลดจะแบก เดิน จากวัดหน้าพระธาตุมาท่าวัง ไปสถานีรถไฟ เดินไป ไม่ขึ้นรถ ให้คนเห็นตื่นเต้น 7 ลงข่าวรับสมัครพระและสามเณรใจสิงห์ร่วมเดินธุดงค์เผยแผ่ศาสนาพุทธไปให้ถึงกรุงโรม


38 หน่อย.ชาวบ้านก็เดินตามกันเป็นแถว พระจะไปเมืองนอกกันแล้ว ไปดูกันใหญ่. โยมไมยอม è เย็นวันนั้นโยมมา โยมผู้หญิงมาเลย! โยมผู้ชายกำลังป่วยอยู่ มาถึง..บอก ว่าจะไปยังไง? ไปเมืองนอกเมืองนา มันไกล โยมผู้ชายก็ป่วยอยู่ โยมจะไม่ให้ไป. อาตมาต้องเทศน์กับโยมก่อน เทศน์บอกว่าไปอย่างนี้ไปเพื่อศาสนา ไปทำ งาน เป็นประโยชน์เทศน์ให้โยมฟัง โยมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่นั่น แต่ว่าไม่กล้าคัดค้าน. โยมมาเห็นด้วยตรงไหน? ตอนมาถึงสถานีรถไฟ เอาม้าตัวหนึ่ง อาตมา ขึ้นยืนบนม้าที่หลังสถานี ทั้งพระทั้งชาวบ้านเป็นจำ นวนพัน ยืนกันเต็มไปหมด อาตมาขึ้นปาฐกถา ยืนพูดเรื่องการไปเผยแพร่ศาสนา. โยมบอกทีหลังว่า โยม สบายใจตรงนี้สบายใจตรงที่เห็นลูกชายไปยืนพูดเท่านั้นเอง ใจมันสบายตรงนั้น เลยนึกว่านั่นลูกกูมายืนพูดอยู่บนม้านั่น แล้วก็เลยไม่ขัดคอ ไปก็ไปเถิด เพราะ เห็นว่ามันเด่นอยู่ในหมู่คนเท่านั้น พ่อแม่ก็อย่างนั้นแหละ เป็นธรรมดา พ่อใคร แม่ใครก็เหมือนกัน ดีใจตรงนั้น.แล้วก็เลยออกเดินทางมาขึ้นรถไฟ จำ ได้ว่า นาย อำ เภอเมืองมาด้วย เวลานั้นเป็นโยมไวยาวัจกร สั่งอาหารอะไรๆ มาเลี้ยง. ครั้งแรกไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ ไม่รู้จะไปพักที่ไหน แต่ก็ได้โทรเลขมาถึง คุณครูถัด พรหมมานพ ซึ่งเป็นญาติกัน บอกว่าจะถึงกรุงเทพฯ รถด่วนเวลานั้น ครูก็งงเหมือนกัน เอ! มากันทำ ไมตั้งมากมาย แกก็ไปรับที่หัวลำ โพง รับแล้วถาม ว่าจะไปไหนกัน? ไม่ทราบว่าจะไปพักที่ไหน? ไม่รู้..ไม่รู้เหมือนกันว่าจะพักที่ไหน คุณครูเลยถามว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วจะไปไหนต่อ? บอกว่าจะไปกับพระโลกนาถ ก็รู้ว่าอยู่ที่วัดบวรฯ ก็พาไปพักวัดบวรฯ พักคณะสูง ไปถึงพักวัดบวรฯ. เหลี่ยมพระบา้นนอก รถมาถึงกรุงเทพฯ ตอนเที่ยงนี่มันร้อน ก็จะอาบน้ ำ ถามพระในวัดว่า เขาอาบที่ไหนกัน พระก็ชี้ไปในคูนั่นแหละ คูในวัด บอกว่าอาบที่นั่น นึกในใจ ว่า เอ! เรามันคนบ้านนอก เข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรก ชาวกรุงเทพฯจะหลอกต้มให้ อาบน้ำสกปรกเสียแล้ว น้ำ ในคูมันสกปรก มองแล้วน้ำ บ้านนอกสะอาดกว่า นึก ว่าไม่ไหว ดูก่อน ทนร้อนไปก่อน อย่าไปอาบ เดี๋ยวเขาจะหัวเราะ เลยนั่งเฉยๆ


39 พอตอนเย็นเห็นทั้งพระทั้งเณร ลงไปดำผุดดำว่ายกันในคูนั้น อ้อ! เขาไม่หลอก หรอก แล้วก็ลงไปอาบกับเขาด้วย. นอนกลางคืน ไม่มีมุ้งกาง คืนเดียวเท่านั้นหน้าพรุนไปหมดทุกรูปเลย. เหมือนกับเป็นไข้ทรพิษ ยุงบางกอกเล่นงาน.ตื่นเช้าออกไปบิณฑบาตแถวรอบๆ กำแพง ก็ได้ข้าวมาฉัน ยุงกัดเสียหลายคืน. ต่อมาได้ขึ้นไปเฝ้าเจ้าอาวาสสมเด็จ พระวชิรญาณวงศ์ที่สิ้นบุญนี่แหละ พอท่านเห็นหน้าก็ถามว่า..ทำ ไมหน้าตาเป็น อย่างนั้น? บอกว่ายุงกรุงเทพฯมันต่อยครับผม ..ไม่มีมุ้งหรือ?.. ไม่มีครับ. ท่าน เลยสั่งพระให้เอามุ้งไปแจกองค์ละหลัง องค์ละหลัง เลยได้นอนมุ้ง. ต่อจากนั้นก็พักอยู่สัก ๒ อาทิตย์แล้วก็เดินทางออกจากกรุงเทพฯ วันที่ ๑๔ มกราคม จำ ได้ปีพ.ศ.๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง. เดินทางออก จากวัดบวรฯ เป็นกระบวนประมาณ ๔๐ องค์ไปวัดพระแก้ว ไปบูชาพระแก้ว เสร็จแล้วเดินจากวัดพระแก้วมาตามถนนราชดำ เนินผ่านวังปารุสกวัน เวลานั้น คุณหลวงประดิษฐ์มนูธรรมยังอยู่ หลวงวิจิตรวาทการ หลวงอะไรๆ หลายหลวง ออกคุยกับพระโลกนาถ แล้วพวกเราก็เดินทางออกมา ถึงเพียงบางซื่อเท่านั้น เอง นอนที่นั่น นอกพักที่นั่น. ชาวกรุงเทพฯยังเอาอาหารมาถวายในตอนเช้าข้าพเจ้าได้เห็นคุณสัญญา ธรรมศักดิ์สมัยนั้นท่านยังหนุ่ม นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน เจ้าคุณลัดพลีธรรมประคัลภ์ ก็นุ่งโจงกระเบน มาเป็นลูกศิษย์พระโลกนาถ มาปฏิบัติวัฏฐาก เรื่องนั้น เรื่องนี้ติดต่อเรื่องหนังสือเดินทาง. ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ทรงอุปถัมภ์ให้รูปละ ๕๐ บาท ให้หนังสือเดินทางด้วย ได้เรียบร้อยก็ออกเดินทาง. เรื่องการเดินทางนี่ก็น่าฟัง ยืดยาว ถ้าเล่าให้โยมฟังแล้วจะสนุกกันใหญ่ แต่ว่าเวลานี้๑๐ โมงครึ่งแล้ว หยุดพักจัดแจงอาหารเลี้ยงพระกันเสียก่อนตอน เพล ถ้าโยมไม่เบื่อไม่หน่าย ตอนบ่ายเล่าต่อ. การทำ บุญอายุในวันนี้ กับปาฐกถาตอนเช้านี้ ขอหยุดไว้เพียงนี้ก่อน ตอนบ่ายฟังต่อ ถ้าโยมจะอยู่ฟังต่อ ตามสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ญาติโยมทั้งหลาย จงทั่วกันทุกท่านเทอญ.


40 ฝ่าลมหนาว (ปาฐกถาภาคบ่าย) ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนต่อไปนี้ก็จะได้เล่าต่อไป ต่อจากเมื่อตอนเช้า เมื่อตอนเช้าเล่าค้าง ไว้ถึงตอนที่ว่า พระชาวต่างประเทศชื่อพระโลกนาถ ได้เดินทางมาประเทศไทย แล้วชักชวนพระภิกษุใจสิงห์จำ นวนสัก ๑๐ รูป เพื่อให้ร่วมเดินทางไปกับท่าน เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา อาตมาเวลานั้นเป็นพระบวชได้เพียง ๒ พรรษา กำลังหนุ่ม จิตใจกำลังคิดว่าควรจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบเท่าใด นัก ความจริงเรื่องการไปนั้น จะทำอะไรก็ไม่ได้หรอก เพราะว่ายังไม่มีความรู้ ความสามารถพอ แต่ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น ที่อยากจะไปนี่ มันมีมาก ก็เลยออก เดินทางจนมาถึงกรุงเทพฯ แล้วก็ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ คืนแรกพักที่บางซื่อ ในการเดินทางไปตลอดทางนั้น เราไม่มีความสุข ต้องนอนกลางแจ้ง ญาติโยมอาจจะนึกว่ายุงมิเล่นงานรบกวนแย่หรือ แต่ยุงมัน ไม่นึกว่ามีคนอยู่ในทุ่งนา มันนึกว่าคนอยู่ในตลาดทั้งนั้น เลยมันแห่ไปกินคนใน ตลาด พระที่นอนอยู่ในทุ่งจึงไม่เดือดร้อน นอนได้สบาย นอนกันอย่างนั้นเรื่อย ไป. เวลาออกเดินทางนี้เป็นฤดูหนาว เดือนมกราคมกลางๆ เดือน อากาศ หนาวมากอยู่ พอออกจากบางซื่อไปถึงรังสิต ดอนเมือง ประตูน้ำ พระอินทร์ เรื่อยไปนี่หนาวมาก ลมแรงในเวลากลางคืน พวกเราที่ออกเดินทาง เป็นหวัดกัน งอมแงมไปตามๆ กัน เพราะร่างกายยังไม่คุ้นกับธรรมชาติแต่ก็ไม่เป็นไร เมื่อ เดินทางต่อไปได้๒ อาทิตย์ร่างกายเกิดความต้านทาน หนาวก็ทนได้ร้อนก็ทน ได้หวัดที่เคยเป็นมันก็หายไป ไม่ลำ บากเดือดร้อนอะไร เดินทางไปตามเส้นทาง รถไฟบ้าง หลีกออกจากรถไฟบ้าง ถ้าเป็นเมืองใหญ่ก็พักหลายคืน เช่น อยุธยา ลพบุรีนครสวรรค์อย่างนี้พักนาน. ในการเดินทางไปนั้น เราได้จัดให้มีการแสดงธรรมแก่ประชาชนที่มา พบปะในตอนค่ ำ พระที่แสดงธรรมได้ในหมู่ที่ไปนั้น มีไม่กี่รูป แล้วอยากจะบอก


41 ญาติโยมไว้หน่อยว่า เป็นพระที่มาจากภาคใต้ทั้งนั้น ที่เป็นนักแสดงธรรมในหมู่ นั้นก็มีท่านเจ้าคุณประกาสิตพุทธศาสน์เวลานี้เป็นเจ้าคณะจังหวัดชุมพร เวลา นั้นท่านชื่อบุญชวน เขมาภิรัต เป็นนักเทศน์องค์หนึ่ง อาตมาก็เป็นนักเทศน์อีก องค์หนึ่ง แล้วยังมีพระอีกองค์หนึ่งเทศน์ได้ พวกเราผลัดเปลี่ยนกันแสดงธรรม แก่ประชาชนทุกหนทุกแห่ง ในที่บางแห่งพระโลกนาถเทศน์ก่อน แล้วมีคนแปล เป็นภาษาไทย. ล่ามที่ช่วยแปลเป็นภาษาไทยสมัยนั้น ชื่อ ครูเหลี่ยม เป็นนักเขียน ไป เรียนต่างประเทศ สมัยเดียวกับเจ้าคุณธรรมศักดิ์มนตรี แต่ว่าสติสตังท่านไม่ ค่อยจะเรียบร้อย เลยก็ออกมา ท่านเห็นพวกเราเดินทาง ก็ไปด้วย ไปอย่างชนิด ธุดงค์เหมือนกัน คือนุ่งผ้าเพียง ๓ ผืนเหมือนกัน มีกางเกงไปตัวหนึ่ง เสื้อตัว หนึ่ง หมวกใบหนึ่ง ผ้าอาบน้ำผืนหนึ่งเท่านั้น ไม้เท้าอันหนึ่ง แกก็ไปกับพวกเรา ได้จนกระทั่งถึงเมืองย่างกุ้ง ในผ้าชุดนั้นแหละ ไปได้ไปเปลี่ยนชุดกันต่อเมื่อถึง นครสวรรค์. มีคนหนึ่งที่เคยเรียนเป็นลูกศิษย์มาเห็นเข้า ก็เลยจัดแจงซื้อกางเกง ใหม่ เสื้อใหม่ให้ได้เปลี่ยน เป็นคนที่แปลปาฐกถาเก่งมาก ภาษาอังกฤษเลิศที เดียว แปลแล้วขบขัน หัวเราะกันงอหายไปก็มีแปลดี. เมื่อพระโลกนาถเทศน์แล้ว พวกเราก็เทศน์กับญาติโยมต่อไป ทำกัน ไปอย่างนี้ทุกวันๆ ไปถึงนครสวรรค์นี้ พักอยู่ตั้งเดือน พักอยู่ที่ป่าช้าวัดพรหม จริยาวาส วัดตลิ่งชัน ญาติโยมชาวนครสวรรค์นี่ มากันเป็นการใหญ่ มาฟังธรรม เทศนา บางคนก็มารับศีล กินผักตลอดชีวิตไปก็มีเหมือนกัน. ออกจากนครสวรรค์ก็เดินทางต่อไป ขึ้นรถไฟไปลงเอาพิษณุโลกเลยที เดียว. พักพิษณุโลก ๗ วัน ญาติโยมก็มาฟังธรรมกันอย่างเคยแล้วเดินทางต่อไป อีก จนกระทั่งไปถึงสวรรคโลก สุโขทัย. พอตอนไปถึงสุโขทัยนี่ เราแบ่งกันออกไป คือมีพวกหนึ่งส่วนมากก็มา จากปักษ์ใต้๑๐ รูปด้วยกัน เราขอแยกไปก่อน พระโลกนาถก็อนุญาต ไปก็ไป ถึงเมืองตาก. สมัยนั้นระหว่างสุโขทัยกับตากนี่ยังไม่มีถนน รถยนต์วิ่งไปในป่า พวก


42 เรามีกระติกน้ำกันไปคนละใบ แตกหมดเลย กระติกนี้เป็นแก้วข้างใน แตกทุก ใบไม่มีเหลือ รถมันกระแทกแตกหมด ไปถึงเมืองตากก็ไปพักอยู่ที่วัดพร้าว ริม แม่น้ำ ปิง ๔ คืน แล้วเดินทางข้ามภูเขาไปแม่สอด ใช้เวลา ๔ คืนเหมือนกัน ถึง แม่สอดก็พักอีก แล้วก็เดินทางออกจากแม่สอด. ไปถึงวันสงกรานต์พอดีเข้าเขต ประเทศพม่า ตะลุยแดนตะเลง เมื่อเข้าเขตพม่า ก็เดินทางกันไปเรื่อยไป ไปพักอยู่ที่คอกะริป คนไทย เรียกดุกดิก พักอยู่ที่นั่น ๔ คืน ๑๐ รูปเรานี่แล้วก็เดินทางต่อไปถึงจงโก้ไม่มีเรือ คือว่าไม่มีสตางค์ค่าเรือ ไม่ใช่เรือไม่มี. เลยเดินทางไปตามทุ่งนา เอาเสาโทรเลข เป็นเส้นทาง ถามเขาว่า เสาโทรเลขนี้มันไปไหน? เขาบอกว่าไปมะละแหม่ง เรา ก็เดินตามสายโทรเลขนั้นไป. ในการเดินทางนี้น่าสงสารสุนัข ๒ ตัว มันติดตามเราไปตั้งแต่แม่สอด พระฉันอาหารมื้อเดียว มันก็กินมื้อเดียวด้วย พระนอนกลางแจ้ง มันก็นอนกลาง แจ้งด้วย. เวลานอนกลางคืน ได้ยินเสียงท้องหมามันร้องจ๊อกๆ พวกเราบอกว่า มันหิว มันไม่ได้กินข้าว แต่มันก็ทนได้ไปด้วยกัน. เวลาเดินทางจากจงโก้ไปทุ่งนานั้น เป็นบ้านมอญทั้งนั้น หมาก็ไปด้วย กัน ไปๆ ก็ไปถึงแม่น้ำ ใหญ่ ไม่สามารถจะว่ายข้ามได้แล้ว พวกเราก็นั่งลง. มอง หน้ามองตากัน ท่านเจ้าคุณประกาสิตบอกว่า สิงห์โตมันจะหมดฤทธิ์ตรงนี้8 ถ้า สิงห์โตขืนว่ายก็จะจมน้ำกันตรงนั้นแหละ เลยบอกว่า ไม่เป็นไร ถ้าบุญมีก็คงจะ มีอะไรมาหรอก ประเดี๋ยวก็มีแขกแจวเรือเอี๊ยดอ๊าดๆ มา เลยเรียกมา บอกว่า จะไปฝั่งโน้น ทำ มือทำ ไม้กัน พูดกันไม่รู้ภาษา. เลยก็บอกว่าให้ช่วยพาข้ามฟาก หน่อย เขาก็พาข้ามฟากให้. พอข้ามไปแล้วเรายื่นของให้๒ สิ่ง กระติกน้ ำ กับกาน้ ำแขกเอากาน้ำ ไม่เอากระติก เขาก็เอากาน้ำ ไป แล้วเขาถามว่ามียาบ้างไหม? แสดงอาการปวด 8 สิงห์โต เป็นคำสะกดแบบเดิม เชื่อมโยงถึงเรื่อง พระ-สามเณรใจสิงห์ที่ใจเด็ดร่วมขบวน ธุดงค์เผยแผ่พระศาสนา เปรียบเปรยพระ-สามเณรเป็นสิงห์โต


43 ท้อง แล้วบอกว่ามียากินไหม? พูดภาษาใบ้ พวกเรามียาติดเนื้อติดตัวไป เลย แจกให้เขาแล้วก็ทำ ท่าว่าถ้ากินยานี้เช้าก็ต้องวิ่งกันละต้องวิ่งให้ดูเสียหน่อยว่า กินยาแล้วมันต้องถ่าย เขาก็ได้ยาไป แจกให้เขา แล้วก็เดินทางต่อไป. ผ่านบ้านมอญหลายบ้าน โดยมากก็ได้พักสะดวกสบาย. ไปถึงบ้านมอญ บ้านหนึ่ง เรียกว่าเป็นหมู่บ้านสุดท้าย ใกล้จะเข้ามะละแหม่งแล้ว เจ้าของบ้าน บ้านหนึ่ง ชอบหมา ๒ ตัวนั้น อยากได้ไว้เลยมาขอ บอกว่าเอาไปก็ได้เลยเขา จับไป จับเอาไปผูกไว้ที่บ้าน พวกเราเดินผ่านบ้านนั้น หมามันร้อง มันกระโจน ใหญ่เลยเหมือนกับจะบอกว่า หลวงพี่! ทำ ไมทิ้งผมไว้นี่เล่า? มาด้วยกันแล้ว เคย ยากลำ บากด้วยกัน แล้วไม่เอาไปด้วย! มันเหมือนจะร้องอย่างนั้นแหละ พวกเรา มองตากัน สงสารมัน แต่ก็นึกว่าให้มันอยู่นั่นดีกว่า มันเลยถูกจับไว้ที่นั่น แล้วเรา ก็เดินทางต่อไป. ใกล้จะถึงมะละแหม่งนี้ ก็มีแม่น้ำกั้นอีกสายหนึ่ง พวกเราเดินไปถึงที่ นั่นตอนเย็น เหนื่อย ขี้ฝุ่นทั้งนั้น ชาวบ้านเห็นเข้าก็เลยนิมนต์ให้นั่ง เขายกเก้าอี้ มาให้นั่งทุกองค์ แล้วเขาเอาน้ำ ปานะมาถวาย. น้ำ ปานะที่เอามาถวายคือส้ม มะขามเปียกเอามากวนกับน้ ำ ใส่น้ำตาลหวานๆเปรี้ยวๆอร่อยดีเหมือนกัน ฉัน แล้วชุ่มใจ เขาเลี้ยงพวกเราได้ฉันกัน ฉันเสร็จแล้วบอกว่าจะไปมะละแหม่ง จะ ไปกันยังไง? เขาบอกว่าต้องข้ามเรือ เราบอกว่าสตางค์ไม่มีพูดภาษาฝรั่งกับคน หนุ่ม บอกว่าสตางค์ไม่มี.อุบาสิกาคนหนึ่งบอกว่าไม่เป็นไรดิฉันเสียให้เราก็เลย ข้ามฟากไปได้ด้วยความเรียบร้อย แล้วก็เดินทางเข้าเมืองกันละ. พอเดินไปได้สักหน่อย มีคนวิ่งมาดักหน้า มาถึงก็ดักหน้า แล้วบอกว่า นิมนต์ให้ไปแวะที่บ้าน พวกเราก็ไปแวะที่บ้าน ไปแวะที่บ้านนั้น เท้าเปื้อนขี้ฝุ่น เขาเอาผ้าขาวสะอาดทั้งผืนเลย มาเช็ดเท้าทุกองค์ แล้วนิมนต์ให้นั่ง ให้ฉันน้ำ ปานะ เสร็จแล้วเขาบอกว่า พระโลกนาถโทรเลขมาบอกว่า พระ ๑๐ รูปมาก่อน ถ้าผ่านบ้านละก็ให้ต้อนรับด้วย เป็นทายกของแก เขาก็ต้อนรับ ให้ฉันน้ำอะไรๆ เสร็จก็พาไปพักที่วัด พักอยู่ที่วัดนั้น ในกลางแจ้งเหมือนกัน พักอยู่ ๗ วัน. ถึงเมืองพม่านี่ ฉันกันไม่ไหว อาหารการกินมันเหลือเฟือ พวกเราฉันผัก


44 ไม่ฉันปลาฉันเนื้อ เขาก็จัดหาอาหารประเภทผัก มีถั่ว ผักกาด กะหล่ ำ ปลีอะไร ที่เป็นผักเป็นพืชละก็ทำ ปรุงมาอย่างดีฉันกันไม่หวาดไม่ไหว ออกบิณฑบาต ไม่ ได้เปิดฝาบาตร เพราะถ้าจะให้ใส่แล้วก็ใส่ไม่หมดเลยเอาให้ประเคนหัวแถว เอา มือแตะๆ แล้วขนใส่รถไปเลย เอาไปวัด ไปถึงก็ให้พระตักฉันเอาเองตามชอบใจ ฉันในบาตรอย่างนี้ทุกๆ วัน มากมายก่ายกอง ศรัทธาในพระศาสนาของชาว พม่านี่เหลือเกิน เราพักอยู่ที่มะละแหม่งนี้๗ คืน แล้วก็ขอเดินทางไปต่ออีก เขา ก็ให้เรือข้ามฟาก เดินไป รถไฟมีแต่ว่าไม่ขึ้น อยากจะเดินกัน เดินไป ๒ วันแรก นับว่าสะดวกสบาย พอถึงวันที่ ๓ ชักจะเดือดร้อน เดือดร้อนตรงที่รองเท้ามัน ขาดไป แล้วไม่มีรองเท้าจะใส่ เดินย่ ำลูกกรวดลูกรัง เจ็บเท้าไปตามๆ กัน เวลา จะก้าวเดินนี่ก็ต้อง “ย่างหนอ” ทุกองค์ ไม่กล้าเดินไวกลัวเหยียบกรวด ต้อง ค่อยๆ ย่องเดินไป แล้วทุกองค์หน้าตาก่ ำด้วยความร้อน พูดอะไรกันไม่ได้เวลา นั้นไม่ต้องพูดกัน รู้ใจกัน ว่ามันเจ็บเท้าเต็มที. เดินไป จนกระทั่งถึงเมืองใจตู้ที่มีพระเจดีย์เขาเรียกว่า“เจดีย์แขวน” ที่ จริงไม่ได้แขวนหรอก แต่มีก้อนหินก้อนหนึ่งยื่นออกไป แล้วไปสร้างเจดีย์ไว้บน เกาะนั้น แต่เขาลือว่า ข้างใต้เอาเชือกสอดได้ลือกันให้มันยุ่งไปเท่านั้นเอง ไปที่ นั่นมีโรงพยาบาล เลยแวะไปที่โรงพยาบาล ให้เขาบ่งเอาน้ำ ที่เท้าออก ทาหยูก ทายากัน พักอยู่ ๓ คืน ให้เท้าสบายแล้วเดินทางต่อ เดินทางต่อไป มันก็รูป เดียวกันอีกนั่นแหละ พอไปเหยียบเข้ามันก็เจ็บอีก บวมช้ำ เป็นหนองอีก ไปถึง ป่าช้าก็เลยนึกว่าพักที่นี่ละวันนี้บ่าย ๓ โมงพักได้แล้ว ขืนไปก็เห็นจะไม่ไหวละ. พอพักประเดี๋ยวเดียว คนมากันแล้ว! ชาวบ้านมา อุบาสิกาบางคนมา เห็นเท้าพระแล้วน้ำตาไหลสงสาร แล้วก็บอกว่าอย่าไปเลย นอนนี่แหละ เราเลย นอนกันบอกว่าน้ำ ไม่มีอาบพอบอกเท่านั้นแหละโยมคนหนึ่งเข้าไปในบ้านพวก ผู้หญิงทูนน้ำกันมาเป็นแถวเชียว อาบพวกเราเสียสั่นไปตามๆ กัน น้ำ มันมาก จะห้ามก็ไม่ไหว อาบตามใจชอบ เลยนอนป่าช้า กลางคืนนั้นเทศน์ให้เขาฟัง มี ล่ามแปลเป็นภาษาพม่า ชาวพม่าฟังกัน คุยธรรมะกัน. เช้ามืดยังไม่ทันสว่าง อาหารมาแล้ว มาตั้งแต่ตี๕ ครึ่งโน่น พวกเรายัง


45 ไม่ได้ล้างหน้ากันเลย อาหารมาแล้ว เลยต้องขอโอกาสล้างหน้าล้างตาจึงจะฉัน. ฉันแล้วเดินทางต่อไปอีก ไปอีกแห่งหนึ่ง ทีนี้มันไม่ไหว ชักเจ็บเท้าเต็มที เลย หยุดข้างสถานีรถไฟ ญาติโยมมาเห็นเข้า ก็บอกว่า โฮ้ย! ไม่ได้! เดินไม่ได้! อย่าง นี้อันตราย ยังไกลกว่าจะถึงย่างกุ้ง ยังไม่ได้ข้ามแม่น้ำสะโตงเลย. กองทัพพระ นเรศวรไปถึงแม่น้ำสะโตง ยังยิงพม่าเวลานั้น พม่าหนีแต่เรายังไม่ได้ข้าม เขา บอกว่าไม่ให้เดินแล้ว พรุ่งนี้จะให้ขึ้นรถไฟ เลยนอนที่นั่น. เขาเลยตีตั๋วแจกองค์ ละใบๆ ย่นระยะทาง. พระอินทร์ช่วยย่นระยะทาง เลยไปถึงย่างกุ้งเรียบร้อย. พอไปถึงย่างกุ้ง เช้าออกบิณฑบาต ไม่ได้ข้าวสักช้อนเดียว กลับวัด บาตรเปล่า มาถึงเปิดฝาบาตรให้พระพม่าดู บอกว่าไม่ได้อะไรเลย พระพม่า ท่านหัวเราะ ท่านบอกว่าไม่รู้จักเวลา ท่านว่าอย่างนั้น ท่านพูดเป็นภาษาบาลี ว่า นกาโล บอกว่าไม่ใช่เวลา. แล้วเวลาไหนล่ะ? ท่านบอกว่าต้องออกไปตั้งแต่ไม่ รุ่ง ตีสี่ครึ่งนี่ต้องไปแล้วจึงจะได้ข้าวมา ถ้าพ้นเวลานั้นต้องไป ๙ โมงเช้าจึงจะได้ แล้วเรามันดันไป ๖ โมงเช้า เลยไม่ได้ข้าว เดือดร้อนซีทีนี้. พระพม่าต้องเอาข้าว มาแจก ก็ได้ฉันเหมือนกัน. พอรุ่งขึ้นอีกวัน เอาใหม่ เรารู้เวลาแล้ว ๙ โมง พอเวลา ๙ โมง เตรียม ตัวห่มจีวรเดินเป็นแถว เดินเป็นระเบียบ พระพม่าเดินเพ่นพ่าน เราเดินเป็น ระเบียบตามหลังกัน แล้วเดินช้าๆ น่าดูพอใช้ชาวบ้านแห่กันมาใส่เลยทีนี้เต็ม บาตร ไม่มีที่จะใส่ มากันใหญ่. วันต่อมาก็มากันใหญ่อีกไม่ต้องลำ บากแล้วตอน นี้รู้เวลาแล้ว เลยพักสบาย. วงแตก ต่อมา พระโลกนาถไปถึง ก็ไปรวมกันที่พระธาตุย่างกุ้ง ไปพักกันอยู่ ที่นั่น แต่ว่าน่าเสียดายที่การเดินทางคราวนั้นมีเรื่องยุ่งยาก เรื่องยุ่งยากที่ได้ เกิดขึ้นนี้เพราะเหตุว่ามากันมากเกินไป ความจริงออกจากกรุงเทพฯ ๔๐ รูปนี้ เรียบร้อยไม่ยุ่งยากอะไรแต่ตอนหลังนี้พระโลกนาถไปเชียงใหม่ลำ ปางไปเทศน์ อยู่ที่นั่นตั้งนาน แล้วมีเด็กหนุ่มๆ ทางภาคเหนือ บวชเข้ามาตั้งร้อย บวชแล้ว ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมอะไร แล้วก็ไปกัน พอไปใกล้จะถึงแม่สอด พวกที่เขา


46 เรียกว่า “น้ำดิบ”9 ถึงตรงนั้นก็เกิดสงคราม พระเณรพวกเหนือ กับพวกกลาง กับพวกใต้แบ่งพวกกัน ตีกันจนหัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน. เวลาตีกันนั้น พวกอาตมาไม่อยู่ ไปเสียก่อนแล้ว นึกเสียใจว่า แหม! เรา ไม่น่าจะทิ้งพวกทิ้งหมู่มาให้เกิดเรื่องอย่างนั้น ถ้าอยู่ก็คงไม่เป็นไร. ในกลุ่มนั้น เด็กปักษ์ใต้ที่เป็นสามเณรองค์หนึ่งชื่อเมตตา ใจแกร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าว่าพูด ผิดใจละก็เปรี้ยงปร้างเข้าไปทีเดียว เลยตีกันใหญ่ ตีกันจนกระทั่งต้องส่งตัวไป ก่อน ไปพบกันที่มะละแหม่ง มีแผลที่หน้าผากที่แก้ม ถามว่าไปชกกับใครมา เล่า ให้ฟังสนุกกันใหญ่อ้าว! แล้วกัน! พอไปถึงมะละแหม่ง ต้องคัดเลือกส่งกลับ ใช้คำว่า ยีบีหมายความว่า โกแบ๊ค (Go Back) กันเป็นงานใหญ่ส่งกลับกันมาก แต่ว่าบางองค์ก็ไม่กลับ ไป กันจนถึงย่างกุ้ง. พอไปถึงย่างกุ้งก็มีเรื่องอีก ยุ่งกันใหญ่ พวกเราเลยรำคาญ ไม่ เข้าไปร่วมวงแล้ว มันยุ่งเต็มที. กลับบา้น อาตมาไปพักอยู่กับพวกด้วยกัน ๑๐ องค์ อยู่มาวันหนึ่งกำลังนอนอยู่ สบายๆ เกิดความคิดขึ้นมาว่า กลับบ้านดีกว่า ได้คิดขึ้นมาอย่างนั้น เลยบอกกับ เพื่อน เจ้าคุณประกาสิตนี่เป็นเพื่อนใกล้ชิดว่า ผมจะกลับบ้าน เพื่อนอีก ๒ องค์ ก็บอกว่าจะกลับด้วย เลยกลายเป็น ๓ ทีนี้. ออกจากย่างกุ้งเดินทางกลับ เหลือนอกนั้นก็คงยังอยู่ต่อไป ทิ้งความ วุ่นวายไว้เบื้องหลัง. พระโลกนาถแกก็ทิ้งพวกเราไปแล้ว แกไม่เหลียวแล้ว. พวก เราก็เที่ยวเพ่นพ่านละซี! แต่ว่ายังจับกลุ่มไว้ได้ ให้อยู่กันเป็นหมู่เป็นคณะ ออก บิณฑบาตพร้อมกัน ชาวบ้านก็ยังช่วยเหลือเป็นอันดีแต่อยู่ๆ ไปก็รำคาญ เลย ก็นึกว่ากลับบ้านดีกว่า. เมื่อกลับบ้านนี้พอมาถึงบ้านแล้ว ไปเยี่ยมโยม ในตอนนั้นเมื่อออกจาก แม่สอดนี้วันออกจากแม่สอดนั่นน่ะ โยมผู้ชายถึงแก่กรรม แต่ว่าไม่รู้ มารู้เอา ทีหลังเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ มาถึงกรุงเทพฯ นี่ความตั้งใจจะอยู่กรุงเทพฯเพื่อ 9 น้ำดิบ คือน้ำ ไม่สุก หมายถึง คนที่บวชอย่างลวกๆ ยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมอะไร


47 จะเรียนหนังสือต่อไป ถ้าหากว่าได้อยู่ในคราวนั้น การเรียนก็คงจะไปไกล ไม่มา เที่ยวติดสงครามให้มันยุ่ง ไปวัดไหน เขาบอกว่า ศิษย์โลกนาถ ไม่มีใครรับ บาง วัดบอกว่า ไม่เอาลูกศิษย์พระโลกนาถ ท่านที่ไม่รับให้อาตมาอยู่นี่ ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งนั้น ถ้าจำความได้ก็คงจะนึกเสียดาย ว่า ถ้ากูรับไว้ก็ดีองค์นี้เพราะว่าไม่ทำ ชื่อเสียงวัดให้เสียหาย กลายเป็นคนสำคัญขึ้นพอสมควร. แต่ว่าในสมัยนั้นท่านมองไม่เห็น ไม่ยอมรับทั้งนั้น. เมื่อไม่ยอมรับจะ ทำอย่างไร อยู่กรุงเทพฯไม่ได้ วัดไหนเขาก็ไม่ยอมรับ เขารังเกียจว่าเป็นพวก โลกนาถทั้งนั้นแหละ แต่เขาไม่เรียกโลกนาถ เขาเรียกว่าโลกาวินาศไปเลย. พวก ลูกศิษย์พระโลกาวินาศนี่ไม่รับทั้งนั้น เข้าไปวัดไหนก็ไม่เอาทั้งนั้น อยู่ไม่ได้เดือด ร้อน ความจริงจะเรียนต่อ. วัดอุทัย เมื่ออยู่ไม่ได้ก็มีเพื่อนองค์หนึ่งเสนอว่า ไปอยู่สงขลาดีกว่า ตอนนี้ไปอยู่ สงขลาเสียก่อน แล้วค่อยตั้งต้นใหม่ก็ตกลงตามคำ เสนอนั้น ขึ้นรถจากกรุงเทพฯ วัน ๑๕ ค่ ำ กลางเดือน ๘ ไปถึงสงขลา แรมค่ ำ หนึ่ง ไปพักที่วัดอุทัย วัดนี้ เรียกว่าเป็นวัดที่ทรุดโทรมที่สุดในสงขลา ท่านสมภารอายุ ๘๕ ลูกวัดก็๘๐, ๗๐ ขนาดนั้นทั้งนั้น ขนาดหนุ่มน่ะไม่ค่อยมีมีอยู่องค์เดียวอายุรุ่น เดียวกับอาตมา อาตมาไปอยู่ที่นั่น ตื่นเช้าออกไปบิณฑบาตห่มจีวรคร่ ำๆ กลับ มาถึงก็ฉัน เขาวางถาดใส่ถ้วยชามไว้ถามว่าใส่ไว้ทำ ไม? บอกว่าเอาของในบาตร มาใส่แล้วก็ฉัน บอกว่าไม่ต้องฉันในบาตรเถอะ ใส่ถ้วยมันหลายใบนักยุ่งเปล่าๆ ที่วัดนั้นหนังสือจะอ่านสักเล่มก็ไม่มีฉันแล้วก็พักอยู่เฉยๆ มันมีแต่คัมภีร์ใบลาน อภิธรรม ๗ คัมภีร์นี่กองตั้งแต่พื้นถึงเพดาน อ่านไม่ออก เพราะไม่ได้เรียนขอม ทีหลังถึงได้เรียน. ทีนี้ก็อยู่ที่สงขลานั่นแหละ วันเข้าพรรษา มีคนมาฟังเทศน์๒ คน สอง คนนั้นคือสามีกับภรรยา ตายิ่ง กับ ยายแช่ม จำชื่อแกได้มี๒ คนเท่านั้นมานั่ง ฟังคืนที่ ๒ เพิ่มเป็น ๓ คนขึ้น คือแกเอาหลานน้อยมาด้วยคนหนึ่งก็เทศน์ให้ฟัง เทศน์ปฏิภาณเสียด้วย ไม่ถือหนังสือ ที่สงขลาเขาเทศน์ต้องถือคัมภีร์ ถ้าไม่ถือ


48 คัมภีร์ชาวบ้านก็ว่า แกว่าเอาเอง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า คนจะไม่สนใจ เลย ก็เทศน์ให้ฟัง พอเทศน์ให้ฟังอย่างนั้นพวกก็ว่า ท่านจำแม่น ท่องมาได้หมด อ้าว! ว่าไปเสียอย่างนั้นเสียอีก. หาว่าจำ มาเสียอีก ไม่ได้ว่าๆ เอาเอง เลยก็เทศน์ ให้ฟัง. วันแรมค่ ำ๑, แรม ๒ แรม ๓ นี้เทศน์ทุกคืน ก็มีคนเพิ่มขึ้นทุกคืน คืน สุดท้ายคือคืนแรม ๓ ค่ ำ นี่มีคน ๘ คน ในจำ นวนแปดคนนั้น เป็นคนครอบครัว ของตายิ่งเสีย ๔ แล้วก็มาจากอื่น ๔ คน สี่คนที่มาจากอื่นนี้ทำ ให้แพร่หลายคือ สามคนนั้นมาจากอิฐ ที่เขาเผาอิฐขาย ฟังแล้วไปบอกกับเจ้าของเตาอิฐ ชื่อน้า ปู้เหนี่ยว บอกว่า ..ที่วัดอุทัย พระอะไรก็ไม่รู้เทศน์ไม่ถือหนังสือ.. ว่าอย่างนั้น ..เทศน์นับว่าคล่องไปเลย.. ทีนี้คุณน้านั่นแกอยากฟัง พอแรม ๘ ค่ ำ แกก็นิมนต์ ไปฉันเพล ฉันเพลแล้วก็เทศน์ให้คนงานฟัง เลยได้ไปเทศน์ทุกแรม ๘ ค่ ำของ เดือน จึงได้ปัจจัยมาซื้อยาสีฟัน แปรงสีฟันอะไรอยู่ มิฉะนั้นละก็เหี่ยวแห้งไปเลย ไม่ได้เรื่องเลย. อยู่ที่นั่นก็ได้เทศน์รายนั้น ได้อะไรมาจับจ่ายใช้อยู่บ้าง ก็อยู่เรื่อยไปจน กระทั่งถึงวันออกพรรษา คือวัน ๑๕ ค่ ำ มีคนข้างวัดคนหนึ่ง ชื่อน้าฮวด วัดนี้น่ะ ศาลามีแต่ว่ามีแต่ขี้ฝุ่น เด็กไปเล่นล้อต๊อก หลังคาก็รั่ว กุฏิมีหลายหลัง แต่ก็พอ อยู่ได้ไม่เป็นไร. แกก็มากวาดศาลาเอง เอาตะเกียงมาตามเอง ตะเกียงที่วัดก็ ไม่มีอาตมาอยู่วัดนั้นไม่ได้ตามตะเกียง ค่ ำลงก็นั่งเฉยๆ ง่วงก็นอนไปเลย ไม่ได้ ใช้ตะเกียงกับเขา ไฟฟ้าก็ไม่มีตอนนั้น ก็อยู่อย่างนั้นแหละ อยู่อย่างสันโดษ ไม่ ยุ่งอะไร แต่ก็ทำอะไรไปตามเรื่อง. พอวัน ๑๕ ค่ ำ น้าฮวดแกมากวาดศาลา อาตมาก็ไปถามว่า ทำอะไรน้า แกว่าก็เทศน์ให้คนฟังมั่งซิเลยบอกว่า ถ้าคนพร้อมให้ตีระฆัง ฉันจะมา ที่ไหนได้ คนที่มาฟังเทศน์ไม่มีใคร เด็กถีบรถสามล้อทั้งนั้น มีทั้งหมด ๑๗ คน เลยก็ต้อง เทศน์เรื่องอาชีพกรรมกรถีบสามล้อ เรื่องอะไรต่ออะไร ให้รู้จักเก็บหอบรอมริบ อย่าเล่นการพนัน อย่ากินเหล้าเมายา ว่าไปตามเรื่อง พอจบแล้ว น้าฮวดแกว่า วัน ๑๕ ค่ ำ หน้า มาฟังกันอีกนะ เดือนละครั้ง ว่าอย่างนั้นเถอะ.


Click to View FlipBook Version