99 ก่อนนะ แต่เดี๋ยวนี้มันหนุ่มน้อยเต็มทีแล้วอายุ๗๔ ขวบแล้วนะ เวลานี้เวลาพูด ต้องดื่มน้ำ บ้าง กระแอมบ้าง มันแก่แล้ว แต่ว่าสมัยหนุ่มๆ นี่ ยืนตัวตรง ไม่เคลื่อนไหวเลย ยืนนิ่ง... พูด... มีแต่ ปากเคลื่อนไหวเท่านั้นเอง ๓ ชั่วโมง พอจบนี่นั่งไม่ลง ขาแข็งไปเลย แต่ว่าคอไม่ เป็นไรเพราะอะไร... เพราะไม่มีสิ่งเป็นพิษผ่านลำคอไม่เคยดื่มเหล้าของมึนเมา ไม่สูบบุหรี่ ไอ้ที่เป็นอย่างนี้เพราะคุณแม่กวดขันเหลือเกิน พอจะไปจับไอ้เครื่อง สูบบุหรี่ คุณแม่เห็น ... ตาเขียว... จะดุ... จะลงโทษ เราเลยกลัว... กลัวคุณแม่ เลยสูบไม่เป็น โตขึ้น รู้เหตุรู้ผลว่ามันให้โทษให้คุณอย่างไรเลยไม่สูบ แล้วก็สบาย อีกเรื่องหนึ่งที่คุณแม่สอนไว้ได้ประโยชน์มาก ท่านไม่รู้หนังสือนะ แม่ หลวงพ่อไม่รู้หนังสือ ไม่ได้เข้าโรงเรียน แต่ว่าเวลาขอสตางค์ซื้อสมุดอะไรไม่เคย ให้ทันที จะต้องถามว่า มีสมุดอยู่กี่เล่มแล้ว เอามาให้แม่ดูซิ ก็ต้องไปเอามา จาระไนให้ฟัง...สมุดนี่การรักษาตัว...นี่วาดเขียน... นี่คัดลายมือ... นี่จดจรรยา... แล้วมีอะไรอีกล่ะ ยังมีอีกเล่มสำ หรับเดือนนั้น ท่านจึงให้สตางค์สมัยเป็นเด็กนี่ รำคาญ แหม! จะให้สตางค์แต่ละทีแหม! สอบสวนละเอียดละออ พอโตขึ้นมา สำ นึกได้ว่า อ้อ! นี่เราได้รับการฝึกฝนจากคุณแม่ ให้เป็นคนมีระเบียบ แล้วรู้จัก คุณค่าของเงิน คุณคาè ของหนังสือ หลวงพ่อนี่ไม่เคยใช้เงินในทางเหลวไหลเลย เป็นพระอยู่วัดนี่ มีเงินที่ เขาถวาย ไม่เคยใช้ใช้มากที่สุด...ซื้อหนังสือ เรื่องหนังสือ นี่เป็นชีวิตจิตใจ ต้อง ซื้ออ่าน ตั้งแต่เป็นสามเณรชอบอ่านหนังสือ... หนังสือยุคแรกที่หลวงวิจิตรวาท การ เขียนนะ มีหลายเล่มเขียนดีมาก เป็นบทปลุกใจ ชวนอ่าน พวกเราควรอ่าน หนังสือหลวงวิจิตรเก่าๆ เช่น มันสมอง มหาบุรุษ พุทธานุภาพ จิตตานุภาพ... นี่เล่มนี้อ่านดีอ่านแล้วจะได้เกิดอารมณ์เข้มแข็ง รักงาน คิดก้าวหน้า มีกำลัง ใจในการที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นคนดีต่อไป แล้วถ้าวันไหนรู้สึกอ่อนเพลีย.. เซ็งๆ สมัยนี้ชอบพูดว่า “แหม! มันเซ็งเหลือเกิน”... ถ้าเซ็งอย่างนั้นละก็อ่าน เรื่อง “มหาบุรุษ”... มันจะเกิดเข้มแข็งขึ้น อ่าน“พุทธานุภาพ” อ่าน“มันสมอง”
100 ความคิดจะเกิดแข็งแรงขึ้น หลวงพ่อชอบอ่าน ซื้อ... สั่งซื้อ... ทุกเล่มของหลวงวิจิตรสั่งซื้อหมด สั่ง ซื้อหนังสือของหลวงวิจิตร, ของในหลวงรัชกาลที่ ๖ เช่น ปลุกใจเสือป่า หรือ ว่า เรื่องร้อยแก้วประเภทต่างๆ, ของ น.ม.ส. พวกนี้สำ นวนดีๆ ทั้งนั้น ภาษาไทย เขียนดีมาก น่าอ่านน่าศึกษา อ่านนานๆ เข้า มันติดสำ นวน เวลาพูดมันก็คล้าย สำ นวนหนังสือเหล่านั้น เพราะว่าอ่านบ่อย ชอบซื้อของเหล่านั้น เรื่องซื้อของ เล่นก็ไม่เคย ไม่ได้ซื้อ แล้วมาอยู่กรุงเทพฯ นี่ก็ไม่ได้ดื่มอะไรหรอก สมัยก่อนนั้น ไม่เคยดื่ม กาแฟ ไม่เคยดื่มน้ำชา อะไรต่ออะไร นมเนยก็ไม่เคยกิน ไม่มีสตางค์ ไม่ใช่เรื่อง อะไร อยู่อย่างพระจนๆ ที่ไม่ค่อยมีสตางค์ แต่ถ้ามีแล้ว ก็ต้องไปเวิ้งนครเขษม วัน ๗ ค่ ำ นี่ โรงเรียนหยุด ๑๔ ค่ ำ นี่ โรงเรียนหยุดต้องไปเวิ้งนครเขษมไม่นั่งรถรางคนมันแน่นเดิน...ไปเวิ้งนครเขษม เดิมตามถนนไปทางข้างวัดสระเกศ ไปทางถนนบริพัตรนะ ออกทะลุมาเวิ้งเลย ไปเที่ยวเดินซื้อหนังสือเก่าๆ ราคาถูกๆ เอามาอ่าน แล้ววันต่อมาพอมีสตางค์ก็ ไปซื้ออีก หลวงพ่อสะสมหนังสือมากมาย เอามาอ่านได้ความรู้ความเข้าใจ ไม่ ได้เพลิดเพลินในเรื่องอื่น เพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือ เพลิดเพลินกับการหา ความรู้ ไอ้เรื่อง ความเพลิดเพลิน นี่คนเรามันชอบเหมือนกันนะ สมัยนี้เขาพูด เพราะ“นันทนาการ”... เป็นศัพท์เป็นแสง...“ต้องมีนันทนาการ”...ว่าอย่างนั้น นันทนาการสมัยนี้ต้องเปิดเพลงดิสโก้แล้วก็ยักเอวยักไหล่...เต้น...เรียกว่าบริหาร ร่างกายให้มันสนุก“โยกไปเยกมา”อะไรต่ออะไร...ถ้าได้อย่างนั้นแล้วแหม! มัน สนุก เอาก้นชนกัน...เต้นไปเต้นมา...ชนกันกระแทกกัน...ผู้ชายกระแทกผู้หญิง... ผู้หญิงกระแทกผู้ชาย...รู้สึก แหม! มันสนุกเหลือเกิน...เขาว่าอย่างนั้นนะ ไอ้เรามันไม่เหมือนคนสมัยใหม่นะ มันสนุกในการอ่านหนังสือ... เพลิด เพลินกับเรื่องการอ่านประเภทต่างๆสนุกสนานอย่างนั้น อันนี้มันไม่ค่อยเสียคน จิตใจไม่ตกต่ ำ เพราะว่าเราสนุกอย่างนั้น
101 สิ่งนี้ก็ได้มาจากผู้ใหญ่บังคับเรา..สอนเราคนเราบางทีเราไม่ชอบ ถ้าใคร มาบอกให้เราทำอย่างนั้น บอกให้ทำอย่างนี้ บางทีเราพูดว่า “แหม! โตป่านนี้ แล้ว ยังจะมาสั่งให้ทำ นั่นทำ นี่” เราโตจริงหรือ... โตอะไร... ร่างกายโต หรือว่า ใจโตถ้าร่างกายโต บางที ใจไม่โตถ้าใจไม่โตก็เรียกว่าไม่โตจริง“โต” นั้น มันต้องโตทางจิตใจความเติบโต ทางจิตใจนั้นก็คือ จิตใจดีมีคุณธรรม โตใหญ่ด้วยคุณธรรม บางคนบอกว่าสมัยนี้บังคับกันไม่ได้ เพราะเป็นประชาธิปไตยแล้ว ... ประชาธิปไตยจริงหรือ?...ระบอบประชาธิปไตยที่เราเป็นอยู่เดี๋ยวนี้มันยังครึ่งๆ กลางๆ แต่ว่าก็มีการตื่นเต้นกัน เรื่องเสรีภาพ มีเสรีภาพ เสรีภาพ สมัยที่เปลี่ยนการปกครองใหม่ๆ เด็กวัดก็อยากได้เสรีภาพ เด็กวัดวัด หนึ่งไปประชุมกันที่ข้างโบสถ์ บอกว่า..เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนการปกครองแล้ว เรา มันต้องมีเสรีภาพ เราไม่ต้องหุงข้าวแกงถวายอาจารย์ต่อไป อาจารย์ต้องทำกิน เองบ้าง... ไปนั่งข้างโบสถ์เรียบเลย อาจารย์ก็เรียกมาถาม.. “เอ๊ะ! ทำ ไมไม่หุง ข้าวเพลวันนี้” ...ไม่ได้หรอก สมัยนี้สมัยเสรีภาพ พวกผมต้องไม่ทำอะไรตามคน อื่นสั่ง ผมต้องทำตามใจตัว เพราะเป็นเสรีภาพแล้ว อาจารย์บอก “เออ! ดีนี่... เสรีภาพดี... มา ๆ ๆ เอาคนละ ๓ ทีพอ...” นี่ เสรีภาพ เลยถูกหวดก้นไปคนละ ๓ ทีร้องไห้แงๆ ไปตามๆ กัน นี่เรียกว่า เสรีภาพที่ไม่เข้าใจ “เสรีภาพ” คืออะไร ไม่ใช่ของใหม่ เสรีภาพนี่ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่เป็น ของพูดกันหลังเปลี่ยนการปกครอง ๒๔ มิถุนา ๒๔๗๕ ไม่ใช่...เสรีภาพเป็นเรื่อง เก่าแก่ที่สุด ยุคพระพุทธเจ้าเขาก็พูดเรื่องเสรีภาพ พระพุทธเจ้าก็สอน เสรีภาพ แล้วก็มีธรรมะเรียกว่า “เสรีธรรม” เพื่อให้ปฏิบัติเพื่อความเป็นเสรี “เสรีภาพ”นั้นหมายถึงอะไร ...หมายถึงว่าจิตใจเป็นอิสระ...เป็นอิสระ เป็นอย่างไร เป็นอิสระ คือไม่อยู่ใต้อำ นาจของอะไรๆ เราเรียกว่าเป็นเสรี ถ้าเรามีจิตใจตกต่ ำ อยู่ในอำ นาจของอะไร ...ไม่เสรีเช่นว่า ตกอยู่ใน อำ นาจของบุหรี่ ต้องเป็นทาสบุหรี่...ไม่มีเสรีภาพ ตกอยู่ในอำ นาจเหล้า อำ นาจ
102 การพนันตกอยู่ในอำ นาจการตามใจตัวเองชอบทำอะไรตามใจอยากสนุกสนาน เพลิดเพลิน ใครจะว่าอะไรก็ไม่ฟังละ ฉันของฉันอย่างนี้ มันเสรีภาพของฉัน... เรื่องของฉัน...คนอื่นไม่เกี่ยว นี่ไม่ใช่เสรีภาพแล้ว เพราะใจของผู้นั้นตกอยู่ในอำ นาจฝ่ายต่ ำ อำ นาจ ฝ่ายต่ ำ นั้นมันดึงคนให้ตกต่ ำ แต่ถ้าเป็นเสรีขึ้นมา เราอยู่เหนือสิ่งนั้น การอยู่ เหนือสิ่งนั้นเรียกว่า เป็นไท เป็นอิสระ ถ้าเป็นทาสเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สพฺพํ ปรวสํ ทุกฺขํ - เป็นทาสสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์” ลองเอาไปคิดนะ คิดว่า...เอ! พระท่านว่า เป็นทาสสิ่งทั้งปวง เป็นทุกข์ เราเป็น ทาสอะไรแล้วจะเป็นทุกข์หรือไม่ ลองคิดดูการศึกษาเรื่องอย่างนี้ต้องคิดจึงจะรู้ นะ ว่าเราเป็นทุกข์จริงมั้ย ถ้าเราเป็นทาสของอะไร ไม่ต้องอะไรหรอก อยากไปเที่ยว แล้วไม่ได้ไปดังใจ เรานั่งกลุ้มใจหรือ ไม่ ต้องนั่งกลุ้มใจ กลุ้มใจเพราะอะไร ใจมันเป็นทาสของความอยากจะไปเที่ยว แล้วไม่ได้ไปดังใจเราก็เป็นทุกข์อยากจะฟังเพลง แล้วเขาไม่ให้ฟัง เราก็หงุดหงิด งุ่นง่าน นั่นเป็นทุกข์แล้วนะ แต่ถ้าเป็นไทก็เป็นสุข....“สพฺพ อิสฺสริย ํ สุขํ ํ- เป็นไทอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง เป็นสุข”...นั่งสบาย ใจสงบ ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีอะไรดีกว่าความเป็นไท เป็น ไทก็เป็นสุข จิตที่เป็นไทนั้นเรียกว่ามีเสรีภาพ ถ้ายิ่งเป็นจิตที่ปราศจากอำ นาจ ฝ่ายต่ ำเรียกว่า“กิเลส” กิเลส คือ สิ่งที่ทำ ใจให้เศร้าหมอง ถ้าตกอยู่ในอำ นาจ กิเลสประเภทใดก็ตาม เราไม่เป็นไทแก่ตัว เรามีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ แต่ถ้าเป็นไทเมื่อใด เราก็เป็นสุขเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น เสรีภาพ ก็คือการทำจิตใจ ของตนให้อยู่เหนือธรรมชาติฝ่ายต่ ำ ที่มันจะดึงเราไปในทางต่ ำ อะไรที่มันจะดึง เราไปในทางต่ ำ สิ่งนั้นทำ ให้เราตกต่ ำ ไม่มีความเป็นไทแก่ตัว เราต้องดิ้นรนต่อสู้ แต่เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้ามนะ คนเราส่วนมากไม่ได้ดิ้นรนเพื่อความเป็น ไท แต่ดิ้นรนเพื่อความเป็นทาส เพื่อการตามใจตัวเอง ในเรื่องการกินการอยู่ เรื่องการเที่ยว เรื่องความสนุกสนานเฮฮา ไหลไปตามอำ นาจของตัว เขาว่ามัน เป็น “เสรีภาพส่วนบุคคล” ...นี่มันก็ยุ่งละ
103 จุดประสงคของชีวิต ์หลวงพ่อไปอังกฤษ เห็นคนแต่งตัวแปลกๆ บนหัวนี่ทำ เป็นเหมือนเอา หอยไปเสียบไว้เป็นวงออกไปโน่น ขึ้นไปตรงกลาง นับดูแล้วได้หลายกลุ่ม แล้ว ก็ย้อมสีแปลกๆสีชมพูสีแดง สีขาว อะไรไม่รู้มันย้อมไปเรื่อย แล้วก็เดิน...ใส่เสื้อ ก็แปลกด้วยนะ หลายสีทำรูปแปลกๆ นุ่งกางเกงก็หลายสีแล้วก็เดิน...สองสาม คนเดิน...ถ้าใครดูแล้ว...เขายิ้ม...ยิ้มชอบใจ เขาเรียกพวกนี้ว่าอะไร เขาเรียกว่า พวก“พั้งค์” พั้งค์แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ ทั้งหญิงทั้งชายนะพั้งค์นี่ มีทั้งหญิงทั้งชาย เที่ยวเดินย่านอ๊อกซ์ฟอร์ด พิคคาเดลลี่...อะไรที่คนมากๆ น่ะ เขาต้องเดินไปฉาย ถ้าใครมองเขานะ เขายิ้มชอบใจ คนพวกนี้เขาเรียกว่า “พวกแอ๊บนอร์มอล”คือจิตผิดปกติชอบทำอะไร ไม่เหมือนเพื่อน แต่งตัวไม่เหมือนเพื่อน กิริยาไม่เหมือนเพื่อน ถ้าได้ทำอย่างนั้น แล้วเขาสบายใจมันเป็นอย่างนั้นแหละเป็นอารมณ์ของพวกเด็กหนุ่มสาวฝรั่งแต่ ไม่มากหรอก นิดๆ หน่อยๆ มีอยู่ทั่วไป ก็ได้ทราบว่าโรคนี้ระบาดมาถึงเมืองไทย แล้วเวลานี้เพราะมีเด็กที่ชอบแต่งตัวแปลกๆ อย่างนั้น ใช้เครื่องแต่งตัวแปลกๆ แล้วก็ถ้าใครมองเขาก็ชอบใจ อ่านข่าว...คนหนังสือพิมพ์หรือใครไปสัมภาษณ์ เขาก็ว่า “หนูสบายใจ เมื่อคนมองหนูมากๆ” แปลว่าไอ้หนูคนนั้นมันเกิดมาเพื่อ จุดหมายอย่างเดียว เกิดมาเดินให้คนดูเล่นเท่านั้นเอง เรียกว่า เกิดมาเพื่อให้เขา ดูเท่านั้นเอง แล้วมันจะมีความหมายอะไร ชีวิตเราไม่ได้เกิดมาเพื่อให้คนดูเล่นๆ แต่เราเกิดมาเพื่ออะไร เรื่องนี้ต้อง คิดเหมือนกันว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร อยู่เพื่ออะไร เราควรจะใช้ชีวิตอย่างไร ชีวิต จึงจะมีค่ามีราคา เราต้องคิด ถ้าคิดถูก...เจริญ ถ้าคิดไม่ถูก...มันก็เสื่อม ชีวิต ตกต่ ำ เสียผู้เสียคน เมื่อ ๒ ปีก่อนนะ คุณแม่พาลูกชายไปที่วัดคนหนึ่ง อยากจะให้บวช ถามว่า ทำ ไมจะต้องให้บวชล่ะ เขาบอกว่า..มันแย่แล้ว จิตใจมันแย่ เขาเรียนอยู่ เกษตรปีที่ ๔ แล้วนะ ขึ้นปีที่ ๔ แล้ว จะจบปีนั้นแล้ว เตลิดเปิดเปิงไปกับดนตรี ไปกับพวกดนตรี...สนุกสนาน ไปเชียงใหม่ ไปอุบลไปหาดใหญ่ ไป...หายไป คุณ
104 แม่ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน เที่ยวตามเที่ยวสืบก็ไม่เจอ แต่มันดีนิดเดียวนะ... มันไป อุบลแล้วมันวกเข้าวัดได้วกเข้าไปวัดหนองป่าพง ที่นั่นพระเขาอยู่อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ วกเข้าไปในนั้น เลยติดวัดอยู่เลยทีนี้ไม่ได้ไปกับพวกดนตรี ติดอยู่ที่นั่น คุณแม่จะไปที่วัดนั้นเพื่อไปนมัสการพระองค์หนึ่งซึ่งเขานับถือ ไปถึง เห็นลูกชายอ้อ!มาอยู่นี่เองเลยถามว่า“มายังไงกันนี่?”บอกว่า“มันเตลิดเปิดเปิง ไปกับพวกดนตรีแล้ววันหนึ่ง ผมแวะมาที่วัดนี้คุยกับพระ ผมเกิดรู้สึกตัวว่า กู มันแย่” คนเราถ้าเกิดรู้สึกตัวว่า กูมันแย่ เมื่อไหร่แล้ว มันจะดีเมื่อนั้นละ แต่ถ้า ยังนึกว่า กูมันยังเก่ง ยังอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ นั่นมันเลอะแล้ว ไปไม่รอดแล้ว แต่นี่ เขาบอกว่ารู้สึกว่า“กูแย่แล้ว เลอะเทอะแล้วชีวิตมันจะไม่มีค่าแล้ว มันจะไม่พอ กินแล้วไอ้เรื่องเล่นดนตรีนี่” เลยไปอยู่กับวัด แม่พบก็พากลับมาบ้าน แล้วก็พามาหาหลวงพ่อที่วัดชลประทานฯ ให้ บวชเสียพรรษาหนึ่ง แล้วก็ลาสิกขา พอลาสิกขาแล้ว คุณแม่ก็ส่งไปนอกเลย... เขามีสตางค์ คุณแม่เขามีสตางค์ โดยมากเด็กที่เสียคนนี่ลูกคนมั่งมีนะ ไอ้ลูก คนจนมันไปไม่รอดหรอก มันไม่มีอะไรจะไป ไม่ใช่เรื่องอะไร ไอ้ใจมันอยาก เหมือนกันละ แต่มันไปไม่ได้ ปัจจัยมันไม่อำ นวย แต่ลูกคนรวยนั้นมันสะดวก เอาสตางค์ไปใช้ได้ เลยไปกันใหญ่ ทีหลังก็กลับใจได้... ไปเรียนนอก... เรียน ดีแล้วเวลานี้ทำ ปริญญาโทอยู่เวลานี้...มันไปไกลแล้ว ไม่เท่าใด มันคงกลับมา เป็นด๊อกเตอร์แล้ว ไม่ใช่ด๊อกเตอร์ห้องแถวนะ ด๊อกเตอร์ที่ผ่านการศึกษา เดี๋ยว นี้ด๊อกเตอร์เยอะเมืองไทย... “ด๊อกเตอร์ห้องแถว” ...เขาเรียกกันว่าอย่างนั้น ไม่ ได้ร่ ำ เรียนอะไรละ ได้ด๊อกเตอร์ นี่เด็กหนุ่มคนนี้ก็เกือบเสียคน แต่วกกลับมาได้ ชีวิตมันเป็นอย่างนี้... กลับมาหาพระได้พระได้ช่วยชีวิตให้ดีขึ้น ถ้าสมมติว่าเขาไม่พบพระไม่หันเข้าหา ธรรมะนะ ไป...เตลิดเปิดเปิง...เสียคนไปเลย เธอคงจะเคยได้อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์นะ เด็กขับรถคะนองที่ ถนนวิภาวดีรังสิต... เขามีเกาะนะ...แต่นักขับรถเมืองไทยนี่เก่งกว่าฝรั่งมาก ฝรั่ง
105 นี่มันไม่เก่ง มันขับรถข้ามเกาะไม่ได้...แต่ของเรานี่ขับรถข้ามเกาะไปชนคนอื่นได้ นะ... นี่ มันปิดฉากชีวิตด้วยวิธีนี้ เอ้า! ทำ ไมเป็นอย่างนั้น...คุณแม่มีฐานะดีลูกไปเรียนหนังสือ อยากจะ ได้รถยนต์ขับสักคันหนึ่ง...คุณแม่ก็ให้อยากได้มอเตอร์ไซค์ขี่ให้คอหักเล่นสักคัน หนึ่ง...คุณแม่ก็ให้คุณแม่ก็ใจดีเหลือเกิน...ให้พอได้แล้วมันไม่ขับปกติหรอก เขา เรียกว่าพวก“รถซิ่ง” แต่งรถให้มันแปลกๆ ขับโลดโผนโจนทะยาน มีเพื่อนรุ่น เดียวกันนั่งหลายๆ คน แล้วก็เชียร์...เหยียบเร็ว...เฮ้ย เต็มที่ๆ ...เหยียบเข้าไป... เพื่อนยุอย่างนั้น ไอ้นั่นก็เหยียบเพลิน...ปรี๊ด...ข้ามถนนไปชนเขาตาย ไอ้ตัวเองก็ ต้องไปนอนหยอดข้าวหยอดน้ำอยู่โรงพยาบาล ถึงหายก็เรียกว่าอยู่อย่างลำ บาก สมองพิกลพิการอะไรไปนี่...ดับชีวิต อนาคตเสียหาย หา้มลอ้เพราะอะไร...ความคะนองไม่มีเบรคสำ หรับห้ามล้อรถไม่มีห้ามล้อใช้ได้ ไหม...ใช้ไม่ได้ ไปตีทะเบียนเขาไม่ให้ เว้นไว้แต่ตำรวจกินสินบนเท่านั้นเอง เขา ไม่ให้ตีหรอก ต้องมีห้ามล้อเรียบร้อย เครื่องดียี่ห้อดี...รถเบ๊นซ์... รถโรลส์รอยส์ ...บี.เอ็ม.ดับบลิว...คาดิแลคไม่มีห้ามล้อใช้ไม่ได้ต้องมีห้ามล้อ มี“ห้ามล้อ” นี่ หมายความว่า หยุดได้...ไปได้... ถ้าอย่างนั้นรถดีแต่ถ้าดีแต่ไป หยุดไม่ได้ มัน ตายนะ มีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้เธอฟัง... คนบ้านนอก เป็นคนแสดงโขนนะ แสดงโขนละคร มันมาเห็นรถ มอเตอร์ไซค์จอดหน้าบ้านทนายความคันหนึ่ง มันขึ้นนั่ง ทำ นั่นทำ นี่ถีบฟึดฟัดๆ รถมันติดขึ้นมา พอมันติดแล้วมันวิ่ง มันวิ่งแล้วจะหยุดไม่ได้ มันก็วิ่งไปในเมือง สงขลา...วิ่งไป...กลับมาหน้าบ้าน...แล้วก็ร้อง“ช่วยด้วย!” แต่รถมันก็ไป..ต่อไป.. มันร้องอีก“ช่วยด้วย!”...“ช่วยที!”... ไอ้คนดูก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร มันก็ขับจนเหงื่อไหลไคลย้อย...มันไม่ยอมหยุดสักทีไอ้รถคันนี้ น้ำ มันก็ ยังไม่หมดมันขับเวียนอยู่นั่นนะไอ้คนหนึ่งตะโกนบอกว่า“ลงเล!”ว่าอย่างนั้นลง ทะเลน่ะ ภาษาปักษ์ใต้เขาเรียกสั้นๆว่า“ลงเล” มันก็ได้ยินเสียงว่า“ลงเล” มันก็ ขับไปชายทะเล ไปถึงก็พุ่งลงชายหาด...ปรี๊ด...ลงทะเลเลย พอลงทะเล รถมันก็
106 เครื่องดับ แต่ตัวคนขับมันร้อน ขับรถมานานแล้ว...มันร้อน พอลงทะเลก็ถูกน้ ำ ต่อมา ๗ วัน เป็นปอดบวมตาย... นี่..เพราะความคะนอง เพราะไม่มีห้ามล้อนี่เอง มันถึงตายอย่างนี้ มัน ลำ บากนะพวกเรา ไม่มีห้ามล้อนี่มันลำ บาก คนเราก็ต้องมีห้ามล้อเหมือนกัน“ห้ามล้อชีวิต” อะไรล่ะจะเป็นเครื่อง ห้ามชีวิต... “ประเพณี” ประเพณีบางอย่างนี่เราว่ามัน “ไดโนเสาร์เต่าล้านปี” เต่าถ้ามันอยู่ได้ถึงล้านปีมันก็เก่งนะ เต่านี่มันต้องเก่ง มันอยู่ได้ตั้งล้านปีนี่มันไม่ เสียหายอะไร ไอ้โดโนเสาร์นี้ถ้ามันอยู่ได้มันก็เก่ง แต่นี่ไม่มีแล้ว มีแต่โครงกระดูก อยู่ตามพิพิธภัณฑ์เมืองใหญ่ สิ่งที่เราเรียกว่า“ประเพณี” นี่อย่านึกว่าเป็นของล้าสมัยนะ มันเป็น “ห้ามล้อ”คนไม่ให้เสียหาย เอ้า! ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ หนุ่มสาวจะอยู่กันฉันสามีภรรยา ต้องมี ประเพณีคือพ่อแม่ฝ่ายชายต้องไปสู่ขอฝ่ายหญิง ไม่ใช่ไปถึงบอกว่า “ฉันจะมา ขอลูกสาวเป็นลูกสะใภ้นะ” พูดอย่างนั้น เขาก็ไล่ออกจากบ้าน ต้องใช้“ลิ้นทูต”ไปถึงบอกว่า“แหม! อยากจะมาเป็นทองแผ่นเดียวกับบ้านนี้” อะไรทำ นองนั้นนี่พูดแบบลิ้นทูต ทีนี้ ถ้าหากว่าเขายินดีเขาก็บอกว่า “ไม่เป็นไร...ยินดี..” วันหลังมาใหม่ จัดเครื่องอะไรต่ออะไร เขาเรียกว่า “เครื่องขอ” มีอะไร ตามระเบียบประเพณีนั้นละ ขนม นม เนย ผ้าอะไรต่ออะไร มาขอหมั้น มีแหวน วงหนึ่งด้วย ให้เจ้าบ่าวมาด้วย จับมือเจ้าสาวสวมแหวนเข้า...“จองแล้ว” นี่ ประเพณี จองกันเรียบร้อย แต่ยังไม่เสร็จ ต้องแต่งงานตามประเพณี นัดวัน แต่งงานกัน มีหน้ามีตา เชิญแขกเยอะแยะ ฉิบหายเข้าไปเยอะเหมือนกัน เกิด ความเดือดร้อน บางรายนะ...มากเกินไป เรียกว่า “เกินประเพณี” ถ้าพอดีๆ ตามประเพณีก็ไม่เดือดร้อน เอ้า! ทีนี้ถ้าไม่ทำตามประเพณีล่ะ...ไอ้หนุ่มคนหนึ่งเห็นสาวคนหนึ่งเดิน เข้ามาในซอยไม่ต้องเคารพประเพณีอะไร เข้าไปถึง...ฉุดเข้าป่าไปเลย ทำการ...
107 ไม่รู้จะใช้ถ้อยคำอะไรถึงจะสุภาพหน่อย เขาเรียกว่า...“ทำการล่วงเกินในทางที่ ไม่สมควร”... นี่อย่างนี้ใช้ไม่ได้“เลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน” ทำ ไมหลวงพ่อถึงพูดรุนแรงอย่างนั้นก็สัตว์เดรัจฉานมันไม่ทำอย่างนั้น... สุนัขนะ... ตัวผู้นะ พอเห็นตัวเมียน่ารัก มันก็เข้าไป... ทำ ท่าด๊อกแด๊กๆ... ดมหัว ...ดมข้างตัว...ดมหาง พอดมหางเสร็จแล้วก็ปีนหน่อย... ไอ้ตัวเมียยืนเฉยแสดง ว่าตกลงปลงใจกันแล้ว....ก็เรียบร้อย...มันไม่เคยพอเจอตัวเมียแล้วมันกัดหูลาก เข้าไปในป่า อย่างนั้นไม่มี...ไม่มีอย่างนั้น แต่นี่คนเราถ้าว่าฉุดกระชากลากไปทำ อย่างนั้น ชีวิตมันเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตตกต่ ำ การไม่เคารพประเพณีทำ ให้ชีวิตไม่เรียบร้อยแต่ถ้าเคารพประเพณีเป็น คนมีระเบียบมีวัฒนธรรมดี นี่เป็นเครื่องห้ามคนไม่ให้ทำความเสียหาย เพราะ มีระเบียบมีวัฒนธรรมห้ามไว้ สิ่งที่เรียกว่า“วัฒนธรรม”นั้นหมายถึงสิ่งที่จะช่วยให้เป็นคนสมบูรณ์ขึ้น วัฒนธรรมในการแต่งตัว...ในการนั่ง...ในการเดิน...ในการพูด...ในการอะไรๆ ชาติที่เจริญนั้นมีวัฒนธรรมมีระเบียบมาก คนอังกฤษ... เยอรมัน... คนญี่ปุ่นมี ระเบียบมาก นี่คนเจริญ แต่ชาติที่ไม่เจริญไม่มีระเบียบอะไรเลยยังเป็นคนป่าคน เถื่อนทำอะไรตามใจตัว ตามใจอยาก ไม่มีขอบเขต นี่ไม่เจริญ วัวกับควาย วัวกับควายนี่ รู้ไหมว่าสัตว์ชนิดไหนเจริญกว่ากัน หลวงพ่อนี่เป็นเด็ก เลี้ยงควายบ้านนอกลูกชาวนาไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย หลวงพ่อ ได้ความรู้ว่า วัวนี่เจริญกว่าควาย ควายนี่ไม่ได้เรื่อง ถ้าใครเขาด่า “มึงมันควาย” ...น่าเจ็บเหมือนกันนะ แต่ถ้าด่าว่า... วัว... ไม่เป็นไร เพราะวัวมันยังเจริญ เจริญ อย่างไร จะเล่าให้เธอฟัง... เช้าเปิดคอก ต้อนไปกินหญ้า พอตะวันใกล้จะตกดิน นี่วัวเดินแถวแล้วเดินแถวนะวัวเป็นระเบียบนะเดินเข้าเป็นแถวเลี้ยวเป็นแถว ไปเป็นแถว นี่นะ... เข้าบ้าน วัวมันเชื่อผู้นำ มันมีหัวหน้า มันเลือกอย่างไรไม่รู้วิธีเลือกหัวหน้าของ มัน แต่มีอยู่ตัวหนึ่ง ถ้าตัวนั้นบ่ายหน้าไปทิศไหน ตัวอื่นตามไปเป็นแถว หลวง
108 พ่อสังเกตเห็นอย่างนั้น แล้วตัวเป็นหัวหน้า มักจะเป็นตัวเมีย เออ... วัวนี่มันเลือกตัวเมียเป็น หัวหน้านะ มันมีหัวหน้าเป็นตัวเมีย เพราะตัวเมียมันออกลูก ทีนี้ลูกทั้งหลายนี่ เป็นหลานของไอ้ตัวนั้นบ้าง เหลนของไอ้ตัวโน้นบ้าง...มันเลยเคารพหัวหน้า มี วัฒนธรรม เคารพหัวหน้า เดินเป็นแถว กลับบ้านเรียบร้อย แต่ควายนี่ มืดแล้วก็ยังไม่กลับ เจอข้าวโพดกินข้าวโพด เจออะไรก็กิน นั่นนะ... ไม่ไป ต้อนแล้วก็ยังไม่ไป... ไม่กลับบ้าน... อันนี้ควาย พ่อบ้านที่เที่ยวไปอาบอบนวดบ้าง ไปเที่ยวบาร์บ้าง เที่ยวไนท์คลับบ้าง ... ไอ้นั่นมัน “ควาย”... ไม่ได้เรื่อง ไอ้นั่นมันควาย มันไม่รู้จักกลับบ้าน แต่ถ้าเป็นวัวนั้น พอเลิกงานแล้วเขากลับบ้านเรียบร้อย ครอบครัว เป็นสุข คุณแม่กลับบ้านเรียบร้อย ครอบครัวเป็นสุข ถ้าคุณพ่อไม่กลับบ้าน คุณ แม่ก็ไปแจกไพ่อยู่ลูกจะเป็นสุขได้อย่างไร... ครอบครัวที่มีความสุขคือครอบครัวที่พ่อแม่อยู่ในศีลในธรรม ประพฤติ ดีประพฤติชอบ มีความสุข แต่ถ้าพ่อแม่ไร้ศีลธรรมแล้ว... มีปัญหา เกิดความ ทุกข์ความเดือดร้อน นี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ง่าย ว่าชีวิตคนเรานี่มันต้องมีระเบียบ มี แบบฉบับอะไรต่างๆ จึงจะอยู่กันเรียบร้อย แต่ว่าเราเป็นเด็กนี่อาจจะไม่ชอบ พวกเธอนี่ขณะนี้ยังไม่ชอบหรอก ถ้า มีใครบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้... แหม! จะสั่งเสียเรื่อย... เผด็จการเสียเรื่อย เราชอบทำอะไรตามใจตัว ตามใจอยาก แต่วันหนึ่งเราจะรู้ว่า เราต้องมีระเบียบ ต้องอยู่อย่างมีระเบียบ เดินมีระเบียบ นั่งมีระเบียบ ทำอะไรมีระเบียบ แม้จะอยู่ ในที่ชุมนุมชนก็ต้องมีระเบียบ คนฝรั่งอังกฤษที่เขาสูบบุหรี่นะเขามีห้องเฉพาะ...“สโม้คกิ้งรูม”ในบ้าน เขามีห้องเฉพาะ ใครอยากสูบบุหรี่ต้องลุกขึ้นขอโทษ... “เอ็กซ์คิ้วส์มี”...ไปแล้ว ไปนั่งสูบบุหรี่อัดปุ๋ย... ฟุ้งเลยนะ... เสร็จแล้วมานั่งคุยต่อไป เขาจะไม่สูบบุหรี่ใน ท่ามกลางแขก หรือนั่งคุยกัน เว้นไว้แต่สนิทเหลือเกิน เขาถึงทำ ได้แต่ถ้าเป็นคน ไม่คุ้นเขาไม่ทำ เขามีห้องสูบบุหรี่ เขาไปสูบเรียบร้อย ปฏิบัติเป็นระเบียบวินัย
109 เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า เขามีระเบียบทุกหนทุกแห่ง ขึ้นรถมีระเบียบ ลงรถมีระเบียบ พอมาถึงจะรอรถ เขายืนแถว...นี่เขาคนมีระเบียบ ถ้าคนไม่มี ระเบียบ มันกองกันอยู่นั่น กองอยู่ตรงทางขึ้น แล้วแย่งกันขึ้น....นี่คนไม่มี ระเบียบ ไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีคุณค่าทางจิตใจ ทำอะไรก็ไม่ดี คนใดมีระเบียบ แสดงว่าเป็นคนเจริญ เพราะเป็นคนรู้จักบังคับตัวเอง ได้ควบคุมตัวเองได้แต่คนไม่มีระเบียบ ทำตามใจตัว แต่งตัวตามใจ...“ฉันจะ ทำยังไงก็ตามใจฉัน เสรีภาพของฉัน”... นี่เรียกว่าขาดระเบียบ มันก็ยุ่ง สังคมยุ่ง บ้านเมืองก็จะยุ่ง ไม่เรียบร้อย นี่พวกเราเขาเรียกว่าเป็น “นักศึกษา”ความจริงก็“นักเรียน” นั่นแหละ แต่พูดให้มันหรูหราว่า “นักศึกษา” ศึกษาก็คือเรียนนั่นเอง เรียนชั้นประถม ชั้น มัธยม เขาเรียกว่า “นักเรียน” พอเข้ามหาวิทยาลัยกลายเป็น“นักศึกษา” เรียก ให้แปลกจากเดิมหน่อย เพื่ออะไร? เพื่อยกระดับจิตใจคนเรียนให้สูงขึ้นเป็น นักศึกษา ศึกษาทุกอย่าง ศึกษาเรื่องตัวเอง เรื่องวิชาความรู้เรื่องสังคม เรื่อง ประเพณีเรื่องวัฒนธรรม ไม่ใช่ศึกษาเฉยๆ ต้องมีการปฏิบัติตามสิ่งที่เราเรียนด้วย แล้วก็ต้องประ คับประคองตนให้เรียบร้อยดีงาม สมกับความเป็น “นักศึกษา” ไม่ใช่เด็กน้อย เด็กน้อยนักเรียนอาจจะทำอะไรเลอะเทอะ....ไม่เป็นไร แต่นักศึกษานั้นเลอะไม่ ได้แล้ว เป็นนักศึกษา เป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องเรียบร้อย ต้องเดินไปในแนวทางที่ดี งาม การคบเพื่อน ปัจจัยที่จะทำ ให้เราดีหรือเสียนี่ มีอยู่อีกอย่างหนึ่ง อยากจะฝากเธอไว้ นะ คือ การคบเพื่อน จำ ไว้นะ นี่สำคัญที่สุด...ถ้าเราได้เพื่อนดีเราดีขึ้น ถ้าได้เพื่อนชั่วเราจะตกต่ ำลงไป “คบคนเช่นไร จะเป็นคนเช่นนั้น” ถ้าเราไปคบคนขี้เมา มันจะชวนเราไปเมา .....คบคนขี้คร้าน มันชวนเรา
110 ให้เกียจคร้าน.....คบคนสุรุ่ยสุร่าย มันชวนเราให้ใช้จ่ายสิ้นเปลือง คบคนเช่นไร เป็นเช่นนั้นจริงๆ...เสียหาย เพราะฉะนั้นต้องระวัง การคบเพื่อนนี่ เราเลือกได้...... ถ้าคนไหนมาถึง คุย ๒ คำ เราดูเถอะว่าเรื่องอะไร ถ้าคุยแต่เรื่องเหลว ไหล เรื่องสนุก คนนี้ใช้ไม่ได้แต่ถ้ามาถึงคุยเรื่องการเล่าการเรียนเขียนอ่าน คนนี้ เขาสนใจใฝ่วิชา คบเป็นเพื่อนได้ไม่ทำ ให้ชีวิตตกต่ ำ นี่เป็นข้อคิด ที่หลวงพ่อขอฝากไว้ให้พวกเธอทั้งหลาย ได้นำ ไปปฏิบัติให้ เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตัวเธอเอง แก่ครอบครัว และแก่ประเทศชาติสืบไป. เกิดมาทำ�ไม? วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๕๔ เป็นวันเกิดของฉัน เมื่อถึงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิด ฉันมีความรู้สึกว่า ได้อายุเพิ่มขึ้นอีกปีหนึ่ง และสังขารร่างกายแก่ไปอีกรอบปีหนึ่ง. ความเกิด ความแก่ เป็นไปตามเวลาที่ผ่านไป การมีอายุมากขึ้น ก็หมายความว่า “แก่มากขึ้น” แก่มากขึ้น ก็อ่อนแอลงไปมาก และผลที่สุดก็แตกดับไป สิ่งทั้งหลาย มีเกิด แก่ ตาย ทั้งนั้น. เราเกิดมาทำ ไม? เกิดมาเพื่อทำ ชีวิตให้มีค่า โดยการทำงาน “งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขขณะทำงาน” ฉันอยู่เพื่องาน ได้ทำงานก็มีความสุขใจ ความสุขของฉันอยู่กับงานทุกวันนั่นเอง. ปัญญานันทภิกขุ (บันทึกความคิด เมื่ออายุ ๗๕ ปี)
111 ปฏิ·ินชีวิต พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
112 “...ข้าพเจ้าเป็นคนรักพระศาสนา บวชเข้ามาแล้วก็อุทิศชีวิต มอบกายถวาย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเมื่ออ่านพุทธประวัติแล้ว ชอบใจว่า พระพุทธเจ้าของเรานี้ สมกับเป็นบรมครูอย่างแท้จริง เมื่อเราบวชเข้ามาแล้ว ก็ควรจะบวชกันจริงๆ ไม่ใช่บวชแบบเล่นๆ ไม่ใช่บวชรอเวลา พอได้ท่าก็ออกไป...” “...ข้าพเจ้าตั้งจิตอธิษฐานว่า เกิดมาชาตินี้บวชมันสักชาติหนึ่ง ถ้าชาติหน้าจะเกิดอีก ก็ค่อยสึกมันสักชาติหนึ่ง แล้วสลับสับเปลี่ยนกันไป เพื่อทำงานให้แก่พระศาสนา...” ปัญญานันทภิกขุ
113 พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๔๗๑ - พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เดิมชื่อ ปั่น นามสกุล เสน่ห์เจริญ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๕๔ ตรงกับ วัน ขึ้น ๑๔ ค่ ำ เดือน ๖ ปีกุน ที่ตำ บลคูหาสวรรค์อำ เภอเมือง จังหวัด พัทลุง เป็นบุตรของนายวันและนางคล้าย เสน่ห์เจริญ มีพี่ชาย ๑ คน พี่สาว ๒ คน และน้องสาว ๑ คน - ในวัยเด็ก เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำอำ เภอเมืองจังหวัดพัทลุง จาก นั้น ย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง จนจบชั้น ม. ๓ ใน สมัยนั้น แล้วไม่ได้ศึกษาต่อเพราะมีอุปสรรคทางบ้าน บิดาป่วยต้องลา ออกเพื่อช่วยเหลือครอบครัว - ในวัยหนุ่ม ติดตามหลวงลุง (อาจารย์พุ่ม ธมฺมทินฺโน) ไปประเทศ มาเลเซีย แล้วกลับมาทำ งานเหมืองแร่และสวนยางที่ภูเก็ต พ.ศ. ๒๔๗๒ - อายุ ๑๘ ปีบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอุปนันทาราม ตำ บลเขานิเวศน์ จังหวัดระนอง มีพระรนังควินัยมุนีวงศ์เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้เป็นครู ใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล เงินเดือนๆ ละ ๒๕ บาท และได้เรียนนัก ธรรมไปด้วย - สอบนักธรรมตรีได้ที่ ๑ ทั้งมณฑลภูเก็ต หัวข้อกระทู้ธรรมในการสอบ ครั้งนั้นคือ “น สิยา โลกวฑฺฒโน -ไม่ควรเป็นคนรกโลก” พ.ศ. ๒๔๗๔ - อายุ๒๐ ปีอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาดตำ บลเขาเจียกอำ เภอ เมือง จังหวัดพัทลุง โดยมีพระครูจรูญกรณีย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๔๗๕ - เทศน์ครั้งแรก ที่วัดปากนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. ๒๔๗๖ - เป็น“ภิกษุใจสิงห์” ร่วมคณะจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนากับ
114 “พระโลกนาถ”ชาวอิตาลี ไปถึงประเทศพม่าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในคณะ ท่านจึงเดินทางกลับ พ.ศ. ๒๔๗๙ - ไปจำ พรรษาที่สวนโมกขพลาราม ตำ บลพุมเรียง อำ เภอไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานีตามคำชวนของท่าน บ.ช.เขมาภิรัต (พระราชญาณกวี อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร) ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาส ๑ พรรษา เป็น“สามสหายธรรม” ร่วมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนากัน มาตั้งแต่บัดนั้น พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๖ - ศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา กรุงเทพฯ จนสอบได้ประโยค ๔ แล้ว เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงไม่ได้เรียนต่อประโยค ๕ พ.ศ. ๒๔๙๒ - ไปจังหวัดเชียงใหม่เมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๔๙๒ เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม โดยสร้างโรงมุงใบตองตึงขึ้นในที่ของ ชาวบ้าน เทศน์ทุกวันอาทิตย์และวันพระ ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดย รถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือจน มีชื่อขึ้นที่เชียงใหม่นี้ในนาม “ภิกขุปัญญานันทะ”ผู้สนับสนุนคนสำคัญ คือ เจ้าชื่น สิโรรส ท่านเผยแผ่ธรรมะอยู่ที่เชียงใหม่ โดยจำ พรรษาอยู่ที่ วัดอุโมงค์นานถึง ๑๐ ปี(พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๐๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ - เดินทางไปเผยแผ่ธรรมะยังทวีปยุโรป และร่วมประชุมกับขบวนการศีล ธรรมโลก (M.R.A.) ที่เมืองโคช์ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พ.ศ. ๒๔๙๙ - ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่“พระปัญญานันทมุนี” พ.ศ. ๒๕๐๓ - ม.ล.ชูชาติกำ ภู อธิบดีกรมชลประทาน นิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาส วัด
115 ชลประทานรังสฤษฏ์ที่อำ เภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี - ทำ พิธีเปิดวัด อัญเชิญพระประธานขึ้นประดิษฐานบนแท่นในพระ อุโบสถและเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีประกาศแต่งตั้ง“พระปัญญานันทมุนี” เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์(๒๓ พ.ค.) - เริ่มปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสติปัญญา ตาม หลักการที่ว่า “เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัด ได้ประโยชน์” - ได้แสดงพระธรรมเทศนา ถวายแด่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ณ พระตำ หนักจิตรลดารโหฐาน (๓ ส.ค.) พ.ศ. ๒๕๐๖ - ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ประเภทวิสามัญ และได้บวช ม.ล. ชอบ อิศรศักดิ์เป็นคนแรก (๖ พ.ค.) - ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพระธรรมทูต สายที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๑๒ - เริ่มเปิดสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์แก่เยาวชน โดยอาศัยสถานที่ของ โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์(๑๒ส.ค.)จนกระทั่งปีพ.ศ.๒๕๒๗ เมื่อ อาคารโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์สร้างเสร็จแล้ว จึงย้ายมาเรียน มาสอนกันภายในวัดชลประทานรังสฤษฏ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ - ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่“พระราชนันทมุนี” พ.ศ. ๒๕๑๗ - ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๘ พ.ศ. ๒๕๑๘ - ได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ วัดชลประทาน รังสฤษฏ์(๒ เม.ย.) - ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ประเภทสามัญ (๒๓ พ.ค.)
116 “...ข้าพเจ้ามีความรักเคารพในพระบรมครู และชอบใจในงานที่ทรงกระทำ มาเป็นตัวอย่างแก่เราทั้งหลาย พระพุทธดำรัสที่ตรัสสอนทุกวรรคทุกตอน ซาบซึ้งถึงใจของข้าพเจ้า ทำ ให้ข้าพเจ้ามองเห็นความจริงแห่งคำสอนนั้น...” “...ข้าพเจ้าจึงมอบกาย-ใจ ถวายเป็นพลีแด่พระองค์ และยินดีทำงานตามรอยพระองค์เสมอไป เพื่อให้สัจธรรมของพระองค์ ได้เข้าถึง ใจของหมู่สัตว์ผู้มีโมหะครอบงำ และเข้าใจทางเดิน นำ ตนออกจากโมหะนั้นเสีย...” ปัญญานันทภิกขุ
117 - ได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, องคมนตรีและรัฐมนตรีทุก ท่าน ในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รามาธิบดีอัน มีศักดิ์ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (๑๙ ธ.ค.) - เป็นประธานก่อสร้างโรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ พ.ศ. ๒๕๒๐- ได้รับรางวัล “สังข์เงิน” เป็นเกียรติในฐานะพระภิกษุผู้เผยแผ่ธรรมะ ยอดเยี่ยมประจำ ปี๒๕๒๐ จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศ ไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ - ได้รับรางวัล“นักพูดดีเด่น”ประจำ ปี ๒๕๒๐ ประเภทเผยแพร่ธรรม จากสมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย (๒๗ พ.ค.) - เริ่มแสดงปาฐกถาธรรมทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน เวลา ๘.๐๐ - ๘.๓๐ น. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถ่ายทอดทั่วประเทศ ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔ - ได้รับการถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุ- ศาสตร์) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย - เริ่มโครงการ“พระธรรมทายาท” อบรมพระภิกษุให้เป็นนักเผยแผ่ ธรรมะที่ดีมิใช่เป็น“อามิสทายาท” ของพระบรมศาสดา พ.ศ. ๒๕๒๕ - ได้รับการยกย่องและคัดเลือกให้เป็น“บุคคลผู้ทำ คุณประโยชน์ต่อ พระพุทธศาสนา” ในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์๒๐๐ ปีโดยได้รับ รางวัล ๒ รางวัล ๒ ประเภท คือ ประเภท ก. บุคคล และประเภท ง. สื่อสารมวลชน (รายการส่งเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน์) - เป็นประธานก่อสร้าง โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดชลประทาน
118 รังสฤษฏ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ - จากผลการพัฒนาวัดชลประทานรังสฤษฏ์ของท่านปัญญานันทะ กรม การศาสนาได้พิจารณาให้เป็น “วัดพัฒนาตัวอย่าง ปี พ.ศ. ๒๕๒๕” และสมเด็จพระสังฆราชทรงพอพระทัย ได้ประทานพัดพัฒนาไว้เพื่อ เชิดชูเกียรติ(๖ พ.ค.) พ.ศ. ๒๕๒๙ - ไปร่วมประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์อาเซียนเพื่อสันติภาพ ครั้งที่ ๗ ณ ประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาว พ.ศ. ๒๕๓๐ - ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่“พระเทพวิสุทธิเมธี” พ.ศ. ๒๕๓๒ - ได้รับการถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ๒๕๓๓ - เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ (ตึก “๘๐ ปีปัญญานันทะ”) โรงพยาบาลชลประทาน - เป็นประธานสร้างศูนย์ฝึกอบรมแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง อ. เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๓๔ - ได้รับการถวายปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ - เป็นประธานอำ นวยการศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ - เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม ฮินสเดล รัฐอิลลินอยส์สหรัฐอเมริกา
119 พ.ศ. ๒๕๓๖ - ได้รับการถวายปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ได้รับการถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ - ไปร่วมประชุมและบรรยายในการประชุมสภาศาสนาโลก ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา (๒๘ ส.ค.- ๔ ก.ย.) พ.ศ. ๒๕๓๗ - ได้รับการถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่“พระธรรมโกศาจารย์” - เป็นประธานสร้างวัดปัญญานันทาราม ต.คลองหก อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี พ.ศ. ๒๕๓๘ - ได้รับรางวัลเหรียญทอง “TOBACCO OR HEALTH MEDAL-1955” จากองค์การอนามัยโลก เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก (๓๑ พ.ค.) พ.ศ. ๒๕๔๐- ได้รับรางวัล“มหิดลวรานุสรณ์” ในฐานะผู้บำ เพ็ญประโยชน์ต่อประชาชน สังคมและประเทศชาติสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระ บรมราชูปถัมภ์ถวาย ในโอกาส“วันมหิดล” (๒๔ ก.ย.) - ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค ๑๘ (๒๔ พ.ย.) พ.ศ. ๒๕๔๒ - เป็นประธานทอดผ้าป่าหาทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาล วชิระ จ. ภูเก็ต พ.ศ. ๒๕๔๔ - เป็นประธานสร้างอาคารเรียน “๙๐ ปีพระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญา-
120 นันทภิกขุ)”ให้โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์อ. ปากเกร็ดจ. นนทบุรี - เป็นประธานทอดผ้าป่าการศึกษาให้โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ จ. นนทบุรี - ได้รับการถวายปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศึกษา จากมหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. ๒๕๔๕ - เป็นประธานสร้างอาคารที่พักอาคันตุกะสงฆ์ “๙๒ ปีปัญญานันทะ” ให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ. วังน้อย จ. พระนคร ศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๔๖ - ได้รับรางวัล“ศาสตรเมธี” สาขาสังคมศาสตร์ด้านศาสนาและปรัชญา จากมูลนิธิศาสตราจารย์ม.ล. ปิ่น มาลากุล (๑๘ พ.ย.) พ.ศ. ๒๕๔๗ - ได้รับปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย - ได้รับการถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช - เป็นประธานซื้อที่ดิน ๑๒๕ ไร่สร้างวัดให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา - ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ ในพระราชทินนามที่ “พระพรหมมังคลาจารย์ ไพศาล ธรรมโกศล วิมลศีลาจารนิวิฐ พิพิธธรรมนิเทศ พิเศษวรกิจจานุกิจ มหา คณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี” (๕ ธ.ค.) พ.ศ. ๒๕๔๘ - ได้รับโล่รางวัลเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่นของโรงเรียนพัทลุง จากคณะ กรรมการจัดงาน ๑๐๐ ปีโรงเรียนพัทลุง (๑๒ เม.ย.)
121 - เป็นประธานหาทุนสร้างศูนย์เด็กเล็กบ้านโตนด อ.เมือง จ.พัทลุง - เป็นประธานสร้างอุโบสถกลางน้ ำ ให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ. วังน้อย จ. พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๔๙ - ได้รับรางวัลบุคคลต้นแบบ “คนดีศรีแผ่นดิน”จากกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์(๒๑ มิ.ย.) พ.ศ. ๒๕๕๐ - ได้รับรางวัล“ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติประจำ ปี๒๕๕๐” จากคุรุสภา (๑๖ ม.ค.) - ได้รับรางวัล“ผู้สูงอายุแห่งชาติ (ผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม) ประจำ ปี๒๕๕๐” จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ(๑๑ เม.ย.) - วาระสุดท้ายของชีวิต พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทภิกขุ) เข้ารับ การผ่าตัดเนื่องด้วยเส้นโลหิตตีบ ที่โรงพยาบาลศิริราช (๑ ต.ค.) ต่อมา เกิดการติดเชื้อที่ปอด ทำ ให้ระบบการทำ งานของไตและหัวใจผิดปกติ ท่านมรณภาพด้วยภาวะปอดอักเสบ ไตวายเฉียบพลัน และภาวะหัวใจ ล้มเหลว ในวันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๙.๐๐ น. สิริอายุ ๙๖ ปี๕ เดือน พรรษา ๗๖ - อัญเชิญศพไปไว้ที่โรงพยาบาลชลประทาน แล้วเคลื่อนย้ายไปยังศาลา ขจรประศาสน์ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เพื่อประกอบพิธีพระราชทาน น้ำหลวงสรงศพ ในวันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ - พิธีสวดพระอภิธรรมอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์๗ วัน - งานบำ เพ็ญกุศล ณ ศาลาขจรประศาสน์ ครบ ๑๐๐ วัน แล้วบรรจุศพ ไว้ณ อาคารพิพิธภัณฑ์วัดชลประทานรังสฤษฏ์มีพิธีบำ เพ็ญกุศล ทุก วันพระ และวันอาทิตย์เวลา ๑๓.๐๐ น. พ.ศ. ๒๕๕๔ - ครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาล ปัญญานันทภิกขุ (๑๑ พ.ค.)
122 “...ข้าพเจ้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะพูดหรือกระทำ เรื่องอันผิดความประสงค์ของพระพุทธองค์ ผู้ซึ่งข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตเป็นธรรมพลีแล้ว...” “...ความมุ่งหมายของข้าพเจ้า จึงอยู่ในเกณฑ์ ๒ ประการ คือ ๑. เพื่อประกาศความจริงที่พระองค์ทรงประกาศไว้ ๒. เพื่อทำลายความเห็นผิดและการกระทำ ที่ผิดๆ ในหมู่พี่น้องชาวพุทธทั้งหลายให้หมดไป...” ปัญญานันทภิกขุ
123 ศัก´า วิÁลจัน·ร ์ ผู้เสกสรรค์นิยายภาพ “เส้นทางนักรบ” เกิด เกิดวันศุกร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๙๒ ที่ตำ บลคูหาสวรรค์อำ เภอเมือง จังหวัดพัทลุง พ่อแม่และยาย คุณแม่เป็นคนสงขลา ย้ายมาเป็นครูที่พัทลุง ส่วนคุณพ่อเป็นคนนคร พนม มารู้จักกับคุณแม่ตอนที่คุณแม่มาเรียนวิชาครูที่กรุงเทพฯ แม่เล่าว่า พ่อ เขียนรูปเก่งมาก แต่มีโอกาสสอนวิธีใช้ยางลบเพียงอย่างเดียว คุณพ่อเสียเมื่อตัว เองยังเรียน ป.๔ แม่ไม่ค่อยว่าง จึงไปอยู่กับยายบ่อยๆ การเรียน เรียนจบ ป.๔ ที่โรงเรียนวัดคูหาสวรรค์, จบ ม.๒ ที่โรงเรียนพัทลุง, จบ ม.๓ ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร, จบ ม.ศ.๕ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, จบสถาปัตย์จุฬาฯ เมื่อ ปี๒๕๑๔, จบปริญญาโทวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์ เมื่อปี๒๕๔๖ การทำ�งาน ทำ มาหลายอย่าง - สถาปนิก, นักออกแบบโฆษณา, นักผังเมือง, นัก ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์,นักเขียนภาพประกอบ,บรรณาธิการฝ่ายศิลป์,บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์รายวัน, อาจารย์พิเศษวิชาการออกแบบ-จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ หลาย มหาวิทยาลัย แต่ที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดคือ คณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ เดี๋ยวนี้ก็ยังช่วยสอนอยู่ในระดับปริญญาโท, เคยทำ หนังการ์ตูนด้วยคอมพิวเตอร์
124 ออกโทรทัศน์รายการ “โลกนิทาน” ทางช่อง ๓ เมื่อปี๒๕๓๑ แต่ออกอากาศ ไปได้เพียง ๙ ตอนก็หมดทุน, ทำสำ นักพิมพ์“พื้นฐาน” ก็ไม่ประสบความสำ เร็จ ท้ายที่สุดก็กลับมาทำสิ่งที่ทำ มาตั้งแต่เด็ก คือการเขียนรูป แต่ด้วยแนวคิดใหม่ ในฐานะภาษาภาพ ตั้งใจจะรวบรวมความรู้เรื่องนี้เสนอให้สังคมพิจารณา การเขียนรูป ชอบเขียนรูปตั้งแต่เด็ก มีความรู้สึกว่าน่าจะเขียนรูปเป็นก่อนเขียนก.ไก่ ในวัยเด็กแม่ไม่ห้ามเรื่องวาดรูปแต่ห้ามดึงกระดาษสมุดเรียนออกมาเขียนรูปแต่ เนื่องจากไม่มีกระดาษจากที่อื่น สมุดเรียนจึงบางลงและหมดเล่มอย่างรวดเร็ว คุณแม่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงต้องตีพอเป็นพิธีหัดวาดรูปหน้าคนจากชิ้นโฆษณา น้ำ มันใส่ผมยี่ห้อไบรล์ครีมในหนังสือพิมพ์ เพราะเป็นภาพเขียนคนสวยๆ ชัดๆ เพียงภาพเดียวที่หาดูได้ ในวัยเด็กได้รางวัลประกวดภาพวาดบ่อยๆ เป็นแรง หนุนให้ชอบเขียนภาพมากขึ้น สมัยที่เรียนสถาปัตย์ได้สร้างประวัติคะแนนวิชา ฝึกเขียนภาพที่สถาปัตย์ด้วยคะแนน A++ (เก็บไว้แสดง) ไว้หลายชิ้น รวมทั้ง ชนะที่ ๑ ประกวดภาพสีน้ ำ ในคณะฯ ความคิด ตอนนี้อายุมากแล้ว ตั้งใจจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ในเรื่อง เดียว คือ เรื่องการ์ตูน โดยเฉพาะการ์ตูนในสื่ออ่าน (สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อคอมพิวเตอร์) เพราะเห็นว่า การ์ตูนมีความสำคัญอย่างน้อย ๔ ข้อ ข้อแรก การ์ตูนเป็นการสื่อสารตามธรรมชาติ คือ ภาษาภาพ ซึ่งมี บทบาทในการสื่อสารมากที่สุดและเกี่ยวพันกับภาษาถ้อยคำอย่างใกล้ชิดมีส่วน ช่วยสื่อสารในชีวิตประจำวัน เราควรเรียนเขียนภาพในเชิงภาษา มากกว่าการ เรียนในเชิงศิลปะซึ่งแฝงทัศนะยึดตัวเองเป็นใหญ่ และสังคมได้ประโยชน์น้อย ข้อสอง ภาษาภาพช่วยประคับประคองการเรียนภาษาถ้อยคำ ในเบื้อง ต้น การ์ตูนจึงมีส่วนช่วยสร้างนิสัยการอ่าน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำ เป็นในการพัฒนา บุคคล และการพัฒนาประเทศ กล้าพูดได้ว่า การรณรงค์สร้างนิสัยรักการอ่าน จะประสบความสำ เร็จไม่ได้ ถ้าไม่มีการ์ตูนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเข้าช่วย
125 ข้อสาม การ์ตูนเป็นสื่อวัฒนธรรม ในการ์ตูน “เส้นทางนักรบ” มี เชิงอรรถ (Footnote) อธิบายเรื่องวัฒนธรรมอยู่หลายแห่ง แต่ก็ยังไม่พอหรอก เชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ผู้อ่านวัยเด็กต้องการคำตอบจากผู้ใหญ่ ยังสงสัยอยู่ว่า ผู้ใหญ่เองจะตอบคำถามต่างๆ ได้หมดหรือไม่ ข้อสี่ การสื่อสารการ์ตูน คือ การสื่อสารความคิดเสกสรรค์ เพราะไม่มี กรอบกฎเกณฑ์อันเคร่งครัด ในการ์ตูนอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งหมดการอ่านการ์ตูน จึงเป็นการฝึกและพัฒนาความคิดเสกสรรค์อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การฝึก พัฒนาความคิดสร้างสรรค์อย่างผิดๆ อย่างที่ทำกันอยู่ โดยการยุยงให้มีอิสระ ในการแสดงออกอย่างเกินเลย ซึ่งนำ ไปสู่อิสระในการแสดงออกที่ไม่สร้างสรรค์ อะไร นอกจากการเลียนแบบ และการทำอะไรๆ ให้มันสุดโต่งขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อพูดถึงการพัฒนาความคิดเสกสรรค์ถ้าเราเปลี่ยนจากการสนับสนุน “การแสดงออกอย่างอิสระ” มาเป็น “การเปิดใจรับฟัง” ให้มาก โดยอย่าเพิ่ง ด่วนตัดสินถูก-ผิด, ดี-ไม่ดี วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีพัฒนาความคิดเสกสรรค์อย่างแท้ จริง ท่าทีการเปิดใจรับฟังตลอดเวลาของผู้ใหญ่ จะนำ ไปสู่การแสดงออกที่เป็น อิสระของเด็กโดยอัตโนมัติในทุกโอกาส ทุกบริบท ซึ่งจะไม่เป็นไปอย่างรุนแรง ก้าวร้าวในเชิงปลดปล่อยในโอกาสเฉพาะกิจหรือในบริบทพิเศษ เช่น การแสดง และการชมดนตรีร็อค เป็นต้น หวังว่าการ์ตูน “เส้นทางนักรบ” นี้ได้แสดงคุณค่าของการ์ตูนในสื่ออ่าน อย่างเป็นรูปธรรมในแง่ที่กล่าวข้างต้น คือ การใช้ภาษาภาพ, การช่วยสร้างนิสัย รักการอ่าน, การสื่อสารวัฒนธรรม, และ การพัฒนาความคิดเสกสรรค์ อยากฝากบอกผู้ใหญ่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กว่าอย่าตั้งข้อรังเกียจ การ์ตูนเกินไป แต่ก็อย่าเห็นว่าการ์ตูนดีไปเสียทั้งหมด การ์ตูนเป็นอาหารสมอง ของเด็ก(และของผู้ใหญ่ด้วย) เราต้องเสพอย่างเลือกสรรคือเลือกเนื้อหาที่ดีรูป แบบที่ดีที่ประณีตและมีรสนิยม ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆอยากทำสิ่งดีๆ เช่นนั้นบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นไปในทางตรงข้าม ดังคำกล่าวที่ว่า “Garbage in. Garbage out.” แปลว่า เมื่อป้อนขยะเข้าไป เราก็จะได้ขยะออกมา.
126 โครงการ“กตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา” ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)และ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เป็นสองพระมหาเถระที่มอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนตรัย พยายามนำแก่นธรรมของพุทธศาสนา เผยแผ่แก่ชาวไทยและชาวโลกร่วมกันมาตลอดอายุขัย สร้างคุณูปการใหญ่หลวงต่อพุทธศาสนิกชน จนได้รับการชนานนามว่า “สองศรีพระศาสนา” ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ผู้รำลึกในพระคุณของท่าน จึงร่วมกันจัดตั้ง โครงการ “กตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา” ขึ้นเป็นอาจริยบูชา โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
127 ๑. เพื่อเป็นธรรมสมโภช ในวาระ ๑๐๐ ปี ชาตกาล พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญา นันทภิกขุ) – ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ และ ๑๐๕ ปี ชาตกาล พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) – ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ๒. เพื่อเชิดชูหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่ท่านทั้งสองนำ มาถ่ายทอดให้คงอยู่ คู่ยุคสมัย ๓. เพื่อชักชวนผู้คนให้ศึกษา-ปฏิบัติ-เผยแผ่ธรรมะ เพื่อพัฒนาชีวิตให้สงบเย็นและ เป็นประโยชน์ ๔. เพื่อเพิ่มพูน “คนดีศรีศาสนา” ให้มีมากมายและแพร่หลายในสังคมไทย กิจกรรมในโครงการ ๑. กิจกรรมพัฒนาเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้สนใจนำธรรมะไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน - จัดประกวดภาพวาด และเรียงความ ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา ๒. กิจกรรมพัฒนาผู้ปกครองและครู ให้รู้ซึ้งถึงการทำ หน้าที่ให้ถูกต้องตามทำ นอง คลองธรรม และให้เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา - จัดประชุมเสวนา “การเลี้ยงลูกให้ถูกธรรม” และปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น ๓. กิจกรรมพัฒนาสื่อ ให้ “คนถึงธรรม” และ “ธรรมถึงคน” ได้ง่ายและลัดสั้น - จัดทำสื่อธรรมะทุกรูปแบบเผยแพร่ผ่านเครือข่าย“กตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา” ๔. กิจกรรมถ่ายทอดธรรมด้วยศิลปะ ได้แก่ ดนตรี ภาพถ่าย ภาพวาด ฯลฯ - จัดแสดงมหรสพทางวิญญาณ คอนเสิร์ตเพลงธรรมะ ร่วมกับกลุ่ม “ศิลปะเปิดจิต” - จัดทำ หนังสือและนิทรรศการภาพถ่ายแนว “พิศเจริญ” ประกอบคำสอนของ “สอง ศรีพระศาสนา” ร่วมกับกลุ่ม “สห+ภาพ” ชุมชนคนถ่ายภาพ - เสนอให้บริษัท ไปรษณีย์ไทยจำกัด จัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึก ๑๐๐ ปีชาตกาล ปัญญานันทภิกขุ - สนับสนุน อ.ศักดา วิมลจันทร์ จัดทำ นิยายภาพชีวประวัติท่านปัญญานันทภิกขุ ชุด “เส้นทางนักรบ” ๕. กิจกรรมนำธรรมะสู่ชุมชน - จัดเวทีธรรมสัญจร (นิทรรศการ-สนทนา-ดนตรี-กวีธรรม) ไปยังชุมชน วัด หมู่บ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน และมหาวิทยาลัย - สนับสนุนองค์กรพัฒนาชุมชนโดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ สนับสนุนกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรีและระยองและสนับสนุนการจัดทำ ห้องสมุดและห้อง ปฏิบัติธรรมประจำสถานีอนามัยอำ เภอ ในจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น
128 ระยะเวลาดำ�เนินโครงการ พุทธศักราช ๒๕๕๓ -๒๕๕๕ ติดต่อโครงการ ได้ที่ โครงการ “กตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา” ห้องสมุดจำ ปีรัตน์วัดชลประทานรังสฤษฏ์ อำ เภอปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี๑๑๑๒๐ โทร. ๐๘-๑๔๑๒-๓๓๓๗ คณะกรรมการดำ�เนินงาน โครงการ “กตัญญูกตเวทีสองศรีพระศาสนา” ประธาน พระครูสังฆกิจพิมล (สุรศักดิ์สุรญาโณ) วัดชลประทานรังสฤษฏ์ รองประธาน นายวิโรจน์ ศิริอัฐ รศ.บุญนำ ทานสัมฤทธิ์ ฝ่ายกิจกรรม อ.ฟูเฟื่อง อินทรสมบัติ อ.สุชาดา ชมธวัช อ.เจริญ กุลสุวรรณ อ.อุทุมพร มุลพรม อ.อุเทน หล่อสกุล นายสัมพันธ์ก้องสมุทร นายดินป่า จีวัน นางณพา จีวัน นางกรรณีรัตน์สุขถาวร อ.ธนกฤต อกนิษฐ์ธาดา อ.รัชดาภรณ์อินทะนิน อ.ธรรมวิทย์สุวรรณพฤกษ์ อ.ธนิต กิตติพันธพงศ์ อ.นงคราญ ศิริบูรณะภานนท์ อ.มงคล ดีวิมล อ.สุกัญญา นิยมตรุษะ นายพัชรบดินทร์อินทรสมบัติ น.ส.พัชรไพลิน อินทรสมบัติ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นายวิรัช มัญชุศรี นายวุฒิวิพันธ์พงศ์ นายทวีเกียรติ โตจำ เริญ นายอำ นาจ ทัศนียกุล นางสุขวสา ทัศนียกุล น.ส.วิไลลักษณ์ทัศนียกุล ฝ่ายการเงิน นายนิคม เจตน์เจริญรักษ์ นางสการะ จันทร์อ่วม ฝ่ายธุรการ น.ส. มิ่งขวัญ อินทรพาณิชย์ น.ส.ชฎาพร ทะนุก ฝ่ายสวัสดิการ นายพยนต์พงษ์ธีรภาพ นายปิยะ ชัยชนานันท์ นายพิทักษ์มั่งเรือน นายอรัญ วิลัยกร นายจักรกฤษณ์ตันติวิชาญ นายลิขิต อ่าวสกุล นายรุ่งโรจน์ศักดิ์อภิบุญนันท์ นายจิตติ ตลับนาค นายชัยรัตน์ ดลพิทักษ์ น.ส.พรจิตร แซ่เล็ก นายกวง แซ่เฮ้ง
129
130