The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัตชีวประวัติท่านปัญญานันทภิกขุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sakda.fullmoon, 2023-01-24 01:39:57

ชีวิตของข้าพเจ้า

อัตชีวประวัติท่านปัญญานันทภิกขุ

49 พอก่อนถึง ๑๕ ค่ ำ เดือน ๑๒ เขามีการทอดกฐิน เขาไปนิมนต์พระมหา จวน วัดเกาะถ้ำ มาเทศน์เพราะไม่รู้ว่าวัดนั้นมีพระเทศน์ได้นึกว่ามีแต่พระแก่ๆ ทั้งนั้น เขาก็มาเทศน์กัน อาตมาก็ไปนั่งรับไทยทานอะไร พอเสร็จแล้ว น้าฮวดนี่ แหละแกบอกว่า วัดนี้ก็มีพระเทศน์ได้เหมือนกัน แล้วชี้มาที่อาตมา แล้วบอกว่า คืน ๑๕ ค่ ำ เดือน ๑๒ นี้ให้มาฟังกัน เลยพวกที่มากฐินก็มาฟังกัน. ส่วนมากเป็น พ่อค้าที่มาฟังกัน มาฟังกันก็พอใจ เออ! ฟังได้. มีอยู่คนหนึ่งในหมู่นั้น แกมีความทุกข์มาก ความทุกข์เรื่องถูกจับสินค้า เถื่อน ความจริงแกไม่ได้ค้า แต่มีคนใส่ความ ส่งของมาในนามร้านของแก บุญ ยังช่วย คือเจ้าหน้าที่จับเสียก่อนที่จะถึงร้าน แล้วเปิดของเสียก่อน แง่นี้ทนายสู้ ได้แต่ว่าศาลชั้นต้นนี่ตัดสินปรับ หนึ่งหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยบาท จำ เลยเป็นลม กลางศาลเลยทีเดียว ที่เป็นลมกลางศาลนั้น เสียใจว่ามันไม่ยุติธรรม เลยอุทธรณ์ เอานายไต๋ ปาณิกบุตร ไปเป็นทนาย ชั้นอุทธรณ์หลุดไป แต่ก็มีความทุกข์แก มองเห็นกฎของกรรมว่า ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ เสื่อม-เจริญ มันขึ้นอยู่กับการกระทำ แกเห็นเลยก็ไปวัดวันนั้นด้วยแล้วต่อมาคนๆ นี้ไปทุกเย็นๆไปคุยธรรมะกัน แก สบายใจเมื่อได้ไปคุยธรรมะความทุกข์ความยุ่งยากในปัญหาต่างๆ มันเบาไป ได้ เห็นผลธรรมะที่ศาลานี่แล้วคนอื่นก็ติดตามไปฟังกันตอนเย็นๆ หลายคน. เทศนลูกเดียว ์ เวลาไปเทศน์นี่ฝนมันตก เดือน ๑๒ สงขลาลมแรง เขาเรียกว่าลม ตะเภา ตะเกียงเดี๋ยวดับๆ อาตมาไม่สนใจ มีหน้าที่เทศน์เทศน์เรื่อยไป ตะเกียง ดับก็เทศน์สว่างก็เทศน์ ไม่หยุด ฝนตกก็ไม่หยุด เพราะว่าพระไม่เปียก นั่งบน ธรรมาสน์มีหลังคาอีกชั้นหนึ่ง เป็นธรรมาสน์โบราณ นั่งเทศน์เรื่อยไป. พวกนั้น ก็หลบฝนไป เราทำ เฉย ทำ ไม่รู้ไม่ชี้พอเทศน์จบก็ร้อง ฮื้อ! ตะเกียงอย่างนี้เอา มาตามอยู่ได้ มันน่ารำคาญ คนที่พูดนั้นคือเป็นคนค้าขายมีฐานะดี เพื่อนฝูงก็ บอกว่า เถ้าแก่เอาเข้ามาซีไฟอยู่หน้าวัดแล้วนี่ ..เออ! เราจัดการเอง.. เลยก็ดึง ไฟมา ๓ ดวง ไม่มีหม้อ ใช้เสียค่าไฟรายเดือน สว่างขึ้นหน่อย พอสว่างแล้ว มอง ดูหลังคา อ้าว! แย่, กระเบื้องไม่มีมันถึงรั่วอย่างนี้ก็พวกนั้นแหละเขาจัดการ


50 กันเอง จัดการไปเรี่ยไรกันในหมู่พี่น้องเขา มาช่วยมุงหลังคา มาช่วยกันทำฝา ศาลา แล้วก็เอาไฟฟ้าเข้ามา. อาตมาทำ หน้าที่เทศน์เท่านั้น ไม่ขอร้องในเรื่องให้ซ่อมกุฏิ ซ่อมศาลา แม้เขาจะมานั่งอยู่ก็ไม่บอก เขาเห็นเอง ทำ หน้าที่เทศน์ อันนี้เป็นอุดมการณ์ ที่เกิดขึ้นในใจ ตั้งแต่เริ่มสั่งสอนคน คือมีอุดมการณ์ว่า จะเทศน์สอนคน จะไม่ รบกวนเขาในเรื่องการก่อสร้าง สิ่งไรที่เขาจะสร้างให้เขาเห็นเองรู้เอง แล้วสละ ของเขาเอง จะไม่แจกฎีกา ไม่ขออะไรเขาทั้งนั้น เป็นอุดมการณ์ที่ตั้งมาตั้งแต่ เริ่มแรก แล้วได้ปฏิบัติมาโดยลำดับ แม้ขณะอยู่ที่วัดอุทัยนี่ ได้ทำอย่างนั้น จนมี ไฟฟ้าใช้มีศาลาใช้คนฟังเทศน์ก็เพิ่มขึ้น แล้วก็เทศน์เรื่อยไป อยู่ที่นั่นนาน อยู่มา ๒ ปี. เอาหยุดไว้ตรงนี้ก่อน กลับไปบ้านเสียหน่อย... เมื่อกลับไปสงขลา แล้วก็เลยไปบ้าน พอไปถึงบ้านก็จัดแจงทำ บุญ กระดูกให้โยมหน่อยแล้วก็ฝังในแผ่นดินในวัดเรานั่น คือวัดที่ถือว่าเป็นวัดเราฝัง ไว้ที่นั่น แต่โยมผู้หญิงแกบอกว่าตั้งแต่คุณไปแล้ว.. (แต่ปักษ์ใต้เขาไม่เรียกว่าคุณ เขาเรียกว่าต้น คือพระนี่ก็เรียกว่าต้น ถ้าเป็นสมภาร เขาเรียกว่าท่าน) เลยบอก ว่า ตั้งแต่ต้นไปแล้วนี่ คิดถึงต้นทุกเช้าทุกเย็น ให้กลับมา. อิทธิพลของความคิด ของโยมนี้แรงไม่ใช่น้อย นอนๆ อยู่ ก็ลุกขึ้นว่ากลับบ้าน เหมือนอะไรมากระตุ้น อย่างนั้นแหละ เลยต้องกลับ แล้วสังเกตมาทุกคราว จะไปไหนจะทำอะไรนี่ ถ้า โยมไม่เต็มใจแล้ว ไม่สำ เร็จ ไม่ว่าจะไปไหน ไม่สำ เร็จ. แต่ถ้าโยมบอกว่าไปเถอะ ไปให้สบาย คล่องทุกที่. อันนี้ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน ผู้ใหญ่นี้มีอิทธิพลทางด้าน จิตใจ เลยก็รู้ว่า อ้อ! โยมคิดถึงมาก จึงไปไม่ได้ต้องกลับมา. พระนักเทศน์ทีนี้กลับไปสงขลา อยู่ที่สงขลานี่ ก็เริ่มเป็นนักเทศน์ตอนนั้นเรียกว่าเริ่ม เทศน์ออกไปแพร่หลาย ไปเทศน์ตามงานศพในตลาดบ้าง ที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง. ทีนี้การเทศน์ มันแหวกแนว ไม่เหมือนคนอื่นเขาที่เทศน์กันอยู่ทั่วๆ ไป คนจึงสนใจในการที่จะฟัง ในการที่จะนิมนต์ไปเทศน์ต่อมาก็กลายเป็นนักเทศน์ คู่ คือเทศน์๒ ธรรมาสน์พระที่เทศน์ด้วยกันเวลานี้ยังอยู่ ชื่อท่านนาค ท่านมา


51 อยู่กรุงเทพฯ อยู่วัดประยุรวงศ์ เรียนเทศน์ไปจากที่นี่ เทศน์เก่ง เทศน์ไพเราะ เพราะพริ้ง ตัวอย่างเช่นว่า ท่านเทศน์ว่า “ทำ บุญแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์อมร พิมาน ไม่ต้องตากแดดตากฝนทนความร้อนความหนาว ข้าวไม่ต้องหุงกินเอง” ท่านว่าอย่างนั้น ว่ากันเป็นพวงไปอย่างนั้นแหละ อาตมาว่าอย่างนั้นไม่ได้ว่าได้ แต่แบบสำ นวนง่ายๆแล้วก็ขึ้นเทศน์ทีไร เขาต้องนิมนต์ท่านนาค ท่านปั่น ให้ไป เทศน์คู่กัน เทศน์ที่ไหนแล้วคนฟังล้นหลาม. คราวหนึ่งเทศน์ที่ศาลาวัดหนึ่ง ศาลาหักโครมลงไปเลย เขาก็ลือกันว่า แหม! พระนักเทศน์คู่นี้เทศน์กันจนศาลาหักไปเลย! เพราะว่าศาลามันเก่าไม่ใช่ อะไร แต่คนมันก็มากเหมือนกัน! ไปเทศน์กันบ่อยๆ ที่นั่นที่นี่ เทศน์กันอย่างนี้ เรื่อยไป. การเทศน์ในสมัยนั้นไม่ใช่สบาย ต้องเดิน ญาติโยมไม่เคยไปสงขลาไม่รู้ ระยะทาง อยู่ในเมืองนี้เดินไปเทศน์ระโนด เดินวันนี้ต้องไปนอนที่สทิงพระ รุ่ง ขึ้นเดินถึงระโนด แล้วเทศน์ตอนบ่าย เทศน์เสร็จแล้วเดินทางกลับอีก ๒ วันถึง สงขลา ถึงสงขลานอนคืนหนึ่ง เดินไปอำ เภอจะนะ ไปเทศน์ที่อำ เภอโน้นต่อไป อีก มันไกลๆ ทั้งนั้น เดินจนริมสบงน่ะขาด ด้วยอำ นาจเสียดสีกับแข้งกับขานี้ เดินไปเทศน์คู่กันก็เดินไป ๒ องค์กับลูกศิษย์คนหนึ่ง ไปกันเรื่อยไป นานๆจะได้ นั่งเรือยนต์เสียทีหนึ่ง แต่ส่วนมากก็เดินไปเที่ยวเทศน์ในที่อย่างนั้น. คราวหนึ่งเดินไปเทศน์ไกลมากเวลาขากลับอาตมาเดินไปก่อน ทิ้งพระ ผู้เทศน์คู่ไว้ข้างหลังไกลเลย มาถึงบ้านแห่งหนึ่งก็แวะเข้าไป มันกระหายน้ำ เต็มที เข้าไปถึงเห็นมีมะพร้าว บอก เฮ้ย! ปอกมะพร้าวถวายพระสัก ๒ ผลโว้ย พวกก็ ขึ้นมาให้ถามว่าองค์เดียวทำ ไมฉัน ๒ ผล บอกว่าฉันฉันผลเดียว อีกผลหนึ่งเธอ เก็บไว้นะ อีกองค์หนึ่งท่านเดินช้า อยู่ข้างหลัง ท่านมาแล้วก็นิมนต์ท่านฉันด้วย เลยองค์นั้นก็ได้ฉัน. อาตมาเดินมาถึงอำ เภอจะนะยังทันเพล ได้ฉันเพล แต่เพื่อนอีกองค์ หนึ่งไม่ทันได้ฉัน พอมาถึงก็ถามว่าฉันเพลหรือเปล่า? แกก็โมโหหน่อย ฉันอะไร! เดินไม่เหลียวแลเพื่อนเลย!ถามว่าเมื่อตะกี้ฉันมะพร้าวอ่อนหรือเปล่า?ฉัน.อ้าว! ว่าไม่เหลียวแลยังไง เขาขอไว้ให้จึงได้ฉันนะถ้าไม่เหลียวแลก็อดฉันน่ะซีพอพูด


52 อย่างนั้นแกก็ยิ้มออก เพราะว่าได้ฉันมะพร้าวแล้ว. เดินกันอย่างนี้ ไปเที่ยวเทศน์กัน เดินกันจนว่าเต็มทน แล้วก็ไม่ใช่ว่า ได้มากมาย หน้ากัณฑ์น่ะ ไปทีหนึ่งน่ะ ๒ บาท ๒ บาทน่ะอย่างมากแล้วนะ ๕ บาทนี้เรียกว่าสูงแล้ว ที่เขาถวายนะ บางวัดไม่ถวายเลย ค่ารถก็ไม่ให้ต้องควัก กระเป๋าอีกด้วยซ้ำ ไป อย่างนี้ก็มีเวลาไปเทศน์เป็นอย่างนั้น. จุดไตตำ�ตอ ้ มีอยู่บ่อยๆ ที่มีอะไรแปลกๆ เวลาไปเทศน์ตามบ้านนอกนี้คราวหนึ่งไป เทศน์ที่ระโนด เดินทางวันหนึ่ง ไปนอนสทิงพระ เช้ามืดไม่ฉันอาหารรีบเดิน นึก ว่าไปฉันวัดไหนก็ได้วัดมันเยอะ วัดไหนตีกลองก็เข้าไปเลย พอเสียงตีกลองตุ้มๆ แวะเข้าไป ไปฉันเสีย ฉันเสร็จแล้วเดินทางต่อไป. เดินจนถึง ๑๑ โมง ไปถึงศาลานั้นก็ไปนั่งเฉยๆ มีคนอาบน้ำอยู่คนหนึ่ง พอแกอาบน้ำ เสร็จมาถึงยกมือไหว้ถามว่าท่านจะไปไหน? บอกว่าจะไประโนด เลยยังมีร่องรอย รอยเขาสร้างโรงครัว ซึ่งเขาเพิ่งจะทำ บุญกระดูกกันเสร็จไป ถามว่านี่รอยทำ งานอะไร? แกบอกว่าทำ บุญเอากระดูกแม่เข้าบัว (คือเข้าบรรจุ ที่บรรจุ เขาเรียกว่าบัว) แหม! งานใหญ่ หนังอย่างดีโนราดีหนังตั้ง โนราเติม เรียกว่ามีชื่อทางปักษ์ใต้นักเทศน์ก็นิมนต์ชั้นดีแต่แกไม่มา ถามว่าใครล่ะ? ท่าน ปั่นวัดอุทัยน่ะ. เลยจุดไต้ตำตอเข้าให้แล้ว! ถามว่าทำ ไมแกไม่มาล่ะ? รับแล้วไม่ มาเสียนี่ ติดสอบไล่ วันนั้นติดสอบไล่เลยไม่มา แกก็ยังไม่รู้จัก นั่งพูดกันอยู่แล้ว ไม่มาก็ไม่มา, ไม่มา เสียใจไหม ฮื้อ..คนคอยฟังกันแย่ไปเลย ท่านไม่มา เสียดาย.. แย่ แล้วก็ถามเท่านั้น แล้วก็รีบไปหาอาหารมาเลี้ยงเพล ข้าวยำ มีขายเยอะแยะ แถวนั้นมาเลี้ยง มาเลี้ยงเพลเสร็จแล้วนั่งคุยกันต่อไป แกก็ยังไม่รู้ว่าคุยกับใคร คุยเรื่อยไป พูดไปพูดมา ประเดี๋ยวมีคนหนึ่งเดินผ่านมา มาถึงยกมือไหว้กราบ แล้วก็ถามว่า นี่ท่านจะไปไหนนี่? จะไประโนด เลยบอกนายหนังคนที่นั่งคุยนั้น ว่า นี่แหละท่านปั่นวัดอุทัย พอบอกอย่างนั้นเท่านั้นแหละ แกก้มลงกราบใหญ่ เลย กราบที่เท้าเลยทีเดียว. กราบแล้วบอกว่า แหม! นั่งคุยกันอยู่ตั้งนาน ไม่ยัก รู้บอกว่านี่จะไประโนด จะเทศน์เมื่อไรล่ะ? ก็เทศน์พรุ่งนี้บ่าย อ้อ! ถ้างั้นเทศน์


53 เสร็จแล้วนิมนต์รีบเดินมา ที่นี่มีงานศพอยู่ศพหนึ่ง จะให้ท่านเทศน์คืนพรุ่งนี้๓ ทุ่ม มาให้ทันก็แล้วกัน เกณฑ์เอาถึงขนาดนั้น มันไม่ใช่ทางใกล้ๆ. ทีนี้ก็ต้องไป เทศน์โน้นเสร็จราวบ่ายสาม ลงจากธรรมาสน์ก็รีบเดิน. อาตมานี่เป็นคนเดินเร็วก้าวมันยาว เดินมาถึงนั่นเวลา ๓ ทุ่มเป๊งทีเดียว พอมาถึงนั่งประเดี๋ยวเดียว เขาบอกนิมนต์อาบน้ ำ ให้รีบไปอาบน้ ำ คนกำลังรอ จะฟังเทศน์ ก็เลยรีบอาบน้ำ. อาบน้ำ เสร็จก็ไปเทศน์ให้เขาฟัง พอเทศน์ให้ฟัง แล้ว เขาบอกว่า พรุ่งนี้ไปเทศน์อีกสักกัณฑ์ที่ป่าช้า ต้องหยุดอยู่อีก เทศน์ให้เขา ฟังอีกกัณฑ์หนึ่ง แล้วเดินทางต่อไป. การเป็นนักเทศน์ต้องเดินแบบนี้ สมัยนั้นเป็นอย่างนี้ ต้องเดินไปมา ระยะทางไกลๆ ไปกันอย่างลำ บาก บางแห่งก็นอนกลางทางตั้ง ๓ คืน จึงจะ กลับมาถึงวัดได้เป็นอยู่อย่างนี้ตลอด ๒-๓ ปีที่อยู่สงขลา. ไปไม่ถึงอินเดีย กาลต่อมา ก็มีเพื่อนที่ไปอินเดีย รุ่นเดียวกันครั้งพระโลกนาถ คือท่าน เจ้าคุณประกาสิต แกไปถึงอินเดีย ไปถึงอินเดียแล้วก็จดหมายมา บอกว่าให้ไป อินเดีย พบที่จะเรียนหนังสือสะดวกสบาย ให้ไปอยู่โน่น ก็เลยลาญาติโยม เดิน ทางไปอินเดีย ขึ้นรถจากสงขลาไปตรัง ไประนอง ไปโน่นแน่ะ... ไปเกาะสอง แล้วไปย่างกุ้ง แล้วลงเรือจากย่างกุ้ง สมัยนั้นค่าเรือมันถูก จากย่างกุ้งไปอินเดีย ๑๖ รูปีเท่านั้นเอง รูปีหนึ่งมัน ๘๐ สตางค์เท่านั้น มีเงินสัก ๑๐๐ บาทก็ไปถึง อินเดียได้แล้วก็ได้จากโยมให้สตางค์แล้วก็ไปแต่ว่าพอไปถึงย่างกุ้งนี่ท่านเจ้าคุณ ประกาสิตแกกลับเสียแล้ว ไปถึงย่างกุ้งเขาบอกว่า แกลงเรือ กลับแล้วเมื่อวานนี้ เอง อาตมาถึงเรือลำ นั้น แกก็ลงเรือลำ นั้นแหละ อาตมาถึงวันนี้แกก็ลงเรือวันรุ่ง ขึ้นนั่นแหละ ไปถามที่วัด เขาบอกว่าลงเรือไปเมื่อวานนี้. อ้าว! ต้องเดินทางกลับ อีกแล้ว จะไปต่อยังไง ก็เพื่อนกลับมาเสียแล้ว ต้องเดินทางกลับมาระนอง มาถึง ระนองก็ต่อไปชุมพรเลย ไปพบกันที่ชุมพรนั่น พบกันที่ชุมพร เออ! ดีแล้ว น้อง ท่านมาก็ดีแล้วจะไปไชยาไปเยี่ยมท่านพุทธทาสยังไม่เคยพบกันกับท่านเจ้าคุณ พุทธทาส ไม่รู้จัก ได้ยินแต่ชื่อเวลานั้น ก็เลยพากันไปไชยา.


54 พุทธทาส ไปไชยาก็เลยจำ พรรษาที่ไชยา ๑ พรรษาจำ พรรษาที่นั่น เลยได้คุ้นเคย กับท่านเจ้าคุณพุทธทาส ได้เป็นสหายร่วมงานร่วมการกัน ความจริงไปอยู่ไชยา ในพรรษานั้น ก็ไม่ได้อยู่สงบนิ่งหรอก พระที่สอนนักธรรมที่วัดพระธาตุแกเกิด ป่วยหนัก สอนไม่ได้ เลยต้องไปสอนหนังสือแทนเขา. ต้องทำสัตตาหะ คือไป สอน ๗ วัน กลับมานอนสวนโมกข์คืนหนึ่ง ทำกันอยู่ตลอดพรรษา ไม่ได้ทำ เรื่อง อื่น แต่ก็ได้ผลทางจิตใจ คือได้กำลังใจจากท่านเจ้าคุณ คือท่านแนะนำว่า จะ ทำ งานศาสนาต่อไปข้างหน้านี้ต้องรู้บาลีไม่ได้เรียนบาลีมันก็ลำ บาก ท่านเรียก อาตมาว่าน้องท่าน ต้องไปเรียนภาษาบาลี. อาตมาก็รับคำ ไว้. ออกพรรษาแล้วก็กลับสงขลาอีก  กลับไปสงขลาก็คิดถึงเรื่องว่าจะมา เรียนต่อที่กรุงเทพฯ เรียนภาษาบาลี เพราะได้เริ่มเรียนไว้บ้างแล้ว เมื่ออยู่ นครศรีธรรมราช คือเรียนจบไวยากรณ์ ขึ้นแปลคัมภีร์ธรรมบท. ได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็เดินทางไปกับพระโลกนาถเสีย ถ้ามาต่ออีกก็คงจะไม่ลำ บาก เลย คิดว่าจะต้องมากรุงเทพฯ มาเรียนต่อ. ในปี พ.ศ.๒๔๘๑ นั้น ได้เข้ากรุงเทพฯ มาอยู่วัดสามพระยา เรียน บาลี  ตอนนี้ใคร่จะเล่าความในใจสักอย่างหนึ่งกับญาติโยม  คือตอนที่มา นครศรีธรรมราช เมื่อเช้าไม่ได้เล่า ไปลาหลวงลุง - ที่ดีมากนั่นแหละ, ท่านก็ บอกว่า เออ! ไปเรียนหนังสือไปให้ดีไปตั้งใจเรียน ไปถึงเมืองนครฯ แล้ว ให้ไป นมัสการพระธาตุ ให้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะทำอะไร ในชีวิตนี้จะทำอะไร ให้ไปตั้ง จิตอธิษฐานใจเสียก่อน. อธิษฐาน อาตมาก็มาถึงนครฯ ก็เอาธูปเทียนไปจุดบูชาพระธาตุที่นครฯ ตั้งจิต อธิษฐานอย่างไรคือตั้งจิตอธิษฐานว่า“ข้าพเจ้าขอถวายชีวิตจิตใจนี้แด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขอมอบกายใจ ถวายแด่พระพุทธศาสนา จะทำ งานให้แก่ พระศาสนาจนตลอดชีวิต” ถ้าพูดตามภาษาบาลีก็เรียกว่า พุทฺธสาสเน อุร ทตฺวา อนิวตฺติสฺสามิ ํ


55 พฺรหฺมจริยปรายโนฯ แปลว่า ข้าพเจ้าขอถวายชีวิตแด่พระพุทธศาสนา จะไม่ กลับไปสู่เพศคฤหัสถ์ ได้ตั้งใจไว้อย่างนั้น อธิษฐานที่หน้าวัดพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช. เมื่อคราวเข้ามากรุงเทพฯ นี่ก็เหมือนกัน เข้ามาครั้งแรกก่อนที่จะไปกับ พระโลกนาถนี่ ได้ไปที่โบสถ์วัดพระแก้ว ซึ่งถือว่าเป็นปูชนียสถานสำคัญ จุดธูป เทียนบูชาอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิต  แด่พระพุทธศาสนา  จะทำ งานเพื่อ พระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิต” อธิษฐานเป็นครั้งที่สองที่นั่น. เมื่อเดินทางกับพระโลกนาถ ไปถึงวัดพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก ซึ่ง ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงสำ คัญในดวงใจชาวพุทธ  ก็ได้กราบตั้งจิต อธิษฐานเช่นเดียวกัน ครั้นเดินทางไปถึงเมืองย่างกุ้ง อันเป็นเจดียสถานที่คนเขา ชอบไปไหว้ไปบูชา ก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานเช่นเดียวกันว่า “ขอมอบกายนี้ถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะทำ งานเพื่อพระพุทธศาสนาตลอดไป.” อันนี้เป็นความตั้งใจมาตั้งแต่เริ่มแรก. ที่ได้เกิดความตั้งใจนี้ขึ้น ก็เพราะ ว่าศึกษาพุทธประวัติ เลื่อมใสในความเป็นมาของพระพุทธเจ้า แล้วก็อยากที่ จะทำ งานให้กับพระพุทธศาสนา. เคยพูดบ่อยๆ กับเพื่อนฝูง เมื่อสมัยอยู่นครฯ บอกว่า เราต้องเทศน์กันจริงๆ เสียทีที่เทศน์กันอยู่นี่ มันเทศน์เล่นๆ เทศน์เอา หน้ากัณฑ์กัน ไม่ค่อยได้สาระ ไม่ได้เทศน์แก้คน ไม่ได้ปรับปรุงจิตใจคน ให้มันดี ขึ้น ต่อไปนี้ต้องเทศน์จริงๆ. เพื่อนฝูงก็บอกว่า อย่าพูดอย่างนั้น คนพูดอย่างนั้นมันต้องไม่สึก. บอก ว่า อ้าว! ก็ต้องไม่สึกกันล่ะซิ! เมื่อจะเทศน์กันแล้ว มันต้องไม่สึก สึกไปทำ ไม! คนอยู่ในโลกมันเยอะแยะแล้ว เราเอาจริงเอาจังกันเสียบ้าง. เพื่อนฝูงบอก เฮ้ย! อย่าพูดไป เดี๋ยวมันจะเป็นบ้าภายหลัง. ถามว่าบ้าเพราะอะไร? อ้าว! มันอยาก สึกแล้วไม่ได้สึก เลยทำ ให้บ้า เพราะได้พูดไว้มากแล้ว. ก็บอกว่า ใจเราเราบังคับ ได้เมื่อเราตั้งใจแล้วมันต้องบังคับได้อธิษฐานแล้ว ตั้งจิตรักษาการอธิษฐานนั้น


56 ไว้. พระพุทธเจ้าท่านทำจริง เราก็ต้องทำจริงบ้าง. อันนี้เป็นความคิดที่เกิดขึ้นในใจตั้งแต่เริ่มแรกเกิดตั้งแต่เป็นพระแล้วก็ คิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องการมากรุงเทพฯนี้มาเพื่อเรียนหนังสือ เมื่อมาถึง กรุงเทพฯ ก็อาศัยคุณครูถัด พรหมมานพ พาไปฝากที่วัดสามพระยา เพราะว่า ท่านเป็นครูอยู่ที่นั่น มีความคุ้นเคยกันกับท่านเจ้าคุณวัดสามพระยาเดี๋ยวนี้ท่าน ก็รับด้วยความเต็มใจเมื่อรับแล้วท่านก็ถามว่าพรรษาเท่าไร เวลานั้นพรรษา ๑๐ เข้าไปแล้ว ท่านบอกว่าจะไปเรียนไวยากรณ์อยู่มันช้า เคยเรียนมาบ้างแล้วไม่ ต้องไปเรียนซ้ำอีก แปลคัมภีร์ธรรมบทเลย เลยก็ได้เรียนต่อไป ได้พักอยู่ที่นั่น ที่ วัดสามพระยา. กรุงเทพฯ กันดาร เมื่อมากรุงเทพฯนี่ อยากจะเล่าให้โยมฟังสักหน่อย ว่าพระในกรุงเทพฯ นี่ลำ บากอย่างไร.อาตมาอยู่กรุงเทพฯ นี่รู้สึกว่าลำ บากคือลำ บากในเรื่องอาหาร การฉัน. ได้ออกบิณฑบาตทุกวัน ไปเห็นหลวงตานั่งฉันกาแฟตามร้าน ชั้นแรก เมื่อมาใหม่ๆ นึกติ..พระหลวงตาเพ่นพ่าน ไปเที่ยวนั่งฉันกาแฟ.. นึกติท่าน. แต่ พอมาอยู่กรุงเทพฯเข้า ไม่นึกติ. ที่ไม่นึกติเพราะอะไร เพราะมันเกิดกับตัวเอง เวลาออกบิณฑบาตเช้าๆ บางวันนี่ มันหิว น่องมันหย่อน เดินเหนื่อย มันหิว ที่หิว นี่เพราะอะไร? เพราะเมื่อวานนี้ฉันอาหารไม่เป็นรส ที่มันไม่เป็นรสเพราะไม่มี จะฉัน มันมีแต่ข้าว หัวไชโป๊วผัดแห้งอะไรอื่นมันก็ไม่มีกินแห้งๆเข้าไปอย่างนั้น มันเหมือนกับเข็นเรือบนที่แห้งอย่างนั้นแหละ ฉันเข้าไปอย่างนั้นแหละ มันไม่มี โอชะสำ หรับเลี้ยงร่างกาย ตื่นเช้าเดินไปบิณฑบาตนี้มันเพลีย พอเพลียอย่างนั้น ก็นึกให้อภัย โถ! คนแก่ท่านเพลียมากกว่าเรา เลยไม่ติท่านต่อไป เห็นอกเห็นใจ. ทีนี้การออกบิณฑบาตนี่ เดินอยู่วัดสามพระยา เดินผ่านบางลำ พู ไป ถนนข้าวสาร โน่น ไปโน่น ไปสะพานเสี้ยว เลี้ยวราชดำ เนิน เข้าถนนตะนาว วก ถนนข้าวสาร เพราะว่าบ้านคุณครูแกอยู่ที่นั่น แล้วก็ได้ไปเอาแกงโถหนึ่ง. เขาใส่ โถให้หิ้วโตงเตงๆ กลับวัด ได้ข้าวชามใหญ่ก็พอฉันแล้ว แต่ก็เดินเรื่อยไป บางที ก็วกไปหน้าวัดบวรฯ ไปผ่านฟ้า เลียบคลองบางลำ พูเรื่อยๆ มา ตามมีตามเกิด


57 เดินไม่รีบไม่ร้อน นึกในใจว่า ได้ก็ฉัน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร. แต่ไม่เป็นไรหรอก ได้ทุก วัน แต่ว่าบางวันมันก็ฝืด บางวันก็อย่างนั้นแหละ ก็ฉันไปตามเรื่อง. เวลามาเรียนหนังสือกรุงเทพฯ นี่ ญาติโยมถวายปัจจัยมาสำ หรับใช้สอย ในเวลานั้นได้มา ๓๔๕ บาท จำแม่น เพราะว่าเงินก้อนนั้นมันจำ ได้แม่น เอามา ได้เท่านั้น อาตมานี่มีหลักอยู่ในใจอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ออกจากโรงเรียนแล้ว นึกว่า โตแล้ว ไม่เคยขอสตางค์โยมใช้แม้จะอยู่กรุงเทพฯ กลับไปบ้าน ไม่เคยบอกโยม ว่าลำ บากตอบว่าสบายดีไม่เคยแสดงอาการว่าอยากได้สตางค์จากโยม ถ้าโยม นึกให้ก็เอา. ถ้าโยมไม่ให้ก็ไม่เอา. เรื่องขอนี้ไม่ขอ เพราะมานึกว่า ท่านเลี้ยงเรา มาก็มากพอแล้ว อย่าให้ท่านต้องลำ บากในการเลี้ยงเด็กโตๆ ต่อไปอีกเลย เลย ไม่รบกวน ไม่ขออะไรท่านทั้งนั้น อยู่อย่างชนิดที่เรียกว่า ตามมีตามเกิด เพราะ เครื่องใช้ไม้สอย ไม่มีอะไร มีขันน้ำ ใบเดียว ขันแรกเป็นขันทองเหลือง แต่วัน หนึ่งเผลอเอาวางไว้ที่ฝาโอ่งหน้าห้อง มีโอ่งน้ำ ใบหนึ่ง ตักน้ำ ประปาใส่ไว้ หิวก็ ดื่มน้ำ ประปา เช้าเย็นฉันนั้นแหละ ไม่ฉันอื่นนอกจากน้ำ ประปา หิวขึ้นมาฉันน้ำ ประปา หิวขึ้นมาก็ฉันน้ำ ประปาอย่างอื่นมันไม่มีฉัน ไม่ใช่เรื่องอะไร.ความจริงก็ อยากฉัน แต่มันไม่มีจะฉัน วันไหนมีสตางค์จะฉัน ก็บอกตัวเองว่าไม่ฉัน..ถ้าไม่มี เอ็งจะฉันอะไรอย่าฉันดีกว่า เลยก็ไม่ฉันมันเสียเพราะว่าสตางค์ที่ได้มาโดยมาก ไม่ซื้อของกิน ไม่ซื้อของเล่น แต่ซื้อหนังสือ. เรื่องหนังสือนี้ชอบนัก ซื้อมาก ตั้งแต่เป็นสามเณรอยู่ระนอง ได้เงิน เดือน ๒๕ บาท จากการเป็นครูใช้ซื้อหนังสือ. หนังสือของหลวงวิจิตรฯ (หลวง วิจิตรวาทการ) ออกชุดแรก เช่น วิชชาแปด (วิชชาแปดประการ) มันสมอง พุทธานุภาพ จิตตานุภาพ ความฝัน ฯลฯกี่เล่มๆซื้อหมดซื้อไปอ่าน ชอบอ่าน.แล้ว หนังสือต่างๆที่เขาพิมพ์ขายนั่น ชอบอ่าน แม้หนังสืออ่านเล่นชนิดดีก็ซื้อเหมือน กัน. สมัยหนุ่มๆ ซื้อมาก อ่านมาก อ่านจนอยู่ตัว..เบื่อ อ่านแล้ว ก็นึกรู้สึกว่าไม่ ได้ความ เลิก..ไม่ซื้อหนังสืออ่านเล่นต่อไป แต่ซื้อหนังสือที่เป็นสาระ เรื่องเอา สตางค์ไปใช้เรื่องอื่นนั้นไม่มีใช้แต่เรื่องเป็นประโยชน์. การเป็นอยู่ในกรุงเทพฯ  ไม่ค่อยได้เทศน์  เพราะว่าเป็นพระผู้น้อย


58 เทศน์กับเขาไม่ได้เทศน์ได้เขาก็ไม่ให้เทศน์แต่ภายในพรรษามีโอกาสแสดงฝีไม้ ลายมือบ้าง คือว่าวันพระเขาเทศน์เช้าเทศน์บ่าย ตอนบ่ายเทศน์หลายองค์ถ้า หลายองค์ก็มีโอกาสขึ้นไปแสดงฝีมือกับเขาบ้าง ว่าพระบ้านนอกนี้มีฝีไม้ลายมือ เหมือนกัน คือเทศน์ปฏิภาณให้ญาติโยมฟัง ญาติโยมก็พออกพอใจ แต่ก็ไปไม่ รอด เพราะว่าวงมันจำกัด ต้องการศึกษา ยังเทศน์กับใครไม่ได้ก็อยู่อย่างนั้น. สตางค์ที่ได้มา ๓๔๕ บาทนี่ ใช้๓ ปีไม่หมด เพราะว่าไม่ค่อยใช้ไม่ใช่ เรื่องอะไร แล้วก็มีอยู่ก้อนหนึ่งเก็บเงียบ ใส่ซองเพื่อกลับบ้านฉุกเฉิน เดี๋ยวเกิด มีธุระอะไร ไม่มีสตางค์จะลำ บาก เลยเจียดใส่ซองไว้ไม่แตะต้อง พอมีเรื่องแล้ว ก็ใช้ตีตั๋วรถได้ทันทีกลับบ้าน นอกนั้นก็เก็บไว้การใช้จ่ายไม่ค่อยจะมีอะไรมาก นัก เป็นอยู่อย่างง่ายๆ ถ้าไปดูรูปถ่ายในสมัยนั้น ผอมเต็มที หน้าเป็นกระดูก โกโรโกโสไปทีเดียว เรื่องไม่มีจะกินนั่นเองไม่ใช่เรื่องอะไร จึงได้ผอมอย่างนั้น. อยู่วัดสามพระยา ๓ ปีก็เข้าสอบบาลีสอบครั้งแรกตกเลย ไม่ได้ที่ไม่ ได้นี่ มันตกไวยากรณ์ เพราะว่าเรียนมานานแล้ว ทิ้งมา ไม่ค่อยได้ท่อง เวลาไป สอบเข้า มันตอบผิด แปลได้สัมพันธ์ได้แต่ไปตกไวยากรณ์ไม่เป็นไร ปีหน้าเอา ใหม่ แต่พอตกแล้ว เงินหมดเลย ๓ ปีสตางค์มันไม่มีเหลือแล้ว ทำอย่างไรดีจึง จะได้เรียนต่อ. หาทุนที่ชุมพร ต้องไปชุมพร ไปหาท่านเจ้าคุณประกาสิต เพื่อนเก่าอยู่ที่นั่น ท่านก็พา ไปเที่ยวเทศน์วัดนั้นวัดนี้ก็ได้หน้ากัณฑ์อีกบ้าง หากินด้วยปากตลอดเวลา ไม่มี เรื่องอื่น เทศน์ก็ได้สตางค์หน้ากัณฑ์มาบ้างพอสมควร เวลาจะกลับ กลับทาง รถไฟมันลำ บาก กลับรถไฟเอาของไปไม่ได้ กลับเรือดีกว่า ลงเรือที่ท่าปากน้ำ ชุมพร ได้มะพร้าวมา ๒๐๐ ผล ได้กะปิมา ๑ ไห น้ำ ปลา ๑ ไห ข้าวสารอีก ๑ กระสอบ นี่ปัจจัยจากชุมพร บรรทุกเรือมาเลย มาขึ้นท่าน้ำราชวงศ์ยืนอยู่ นึก ว่ากูจะทำอย่างไร มะพร้าวตั้ง ๒๐๐ นี่ จะเอาไปให้ถึงวัดอย่างไรดีรถรามันก็ ไม่มียืนงงอยู่ เลยเรียกรถเจ๊กมา ๓ คัน บอกว่าลื้อขนมะพร้าวใส่รถ ๓ คันนี้แล้ว ก็ไปวัดสามพระยา ถึงไกลรถลากมันก็เอาเหมือนกัน เลยเอามาส่ง.


59 ตั้งแต่มีมะพร้าวขึ้นแล้ว ตอนเพลไม่ได้ฉันอะไร หุงข้าวมันฉันทุกวัน จนกว่ามะพร้าวจะหมด ๒๐๐ ผล ฉันแต่ข้าวมันนั่นแหละ พอถึงเพลก็ฉันข้าว มัน พอถึงเพลก็ฉันข้าวมัน เพราะว่ามะพร้าวมันเยอะ ข้าวสารก็มีกะปิก็มีฉัน กันไป เรียนหนังสือต่อ ขอสอบรั่ว ้เรียนต่อไปอีกปีก็สอบได้ ก็ปรากฏว่าปัญหาข้อสอบบาลีมันรั่ว ไม่ใช่ มันรั่ว มันระเบิด ไหลท่วมกรุงไปเลยทีเดียว อาตมาไม่ได้สนใจไปหาหรอก ไป บิณฑบาตเขาบอกว่าไวยากรณ์รู้แล้วยัง? มันรั่วแล้ว บอกว่ายังไม่รู้เขาก็บอกว่า เอาไปเลยๆ พอเข้าห้องสอบ ปัญหาไวยากรณ์ออกมาเหมือนทุกอย่าง มันก็ตอบ ถูกซิ เพราะมันรั่วแล้วนี่ มันรั่วจนท่วมเมืองไปแล้ว แล้วก็มีคนบางคนมาขาย ปัญหาจากการสอบ - ๗ วันนี้เอา ๕๐๐ เราบอกว่าไม่เอา, จะสอบอีก ๓ วันนี้ ๓๐๐ ก็พอ เราก็ไม่เอา, พรุ่งนี้จะสอบ ขอ ๑๐๐ เดียว เราก็บอกว่าไม่เอา, ฉัน ไม่มีสตางค์หรอกฉันเรียนมานานแล้วไม่ต้องซื้อหรอกเลยสอบ สอบแล้ว นึกไว้ ในใจว่ามันได้เพราะว่ามันรั่วเหลือเกินแล้ว เลยออกไปสงขลาโน่น ไปเยี่ยมญาติ เยี่ยมโยม กำลังเทศน์เพลินอยู่แล้วโน้น เขาโทรเลขตาม ว่าต้องสอบใหม่ เดือน พฤษภาคม เพราะว่าปัญหารั่ว ต้องกลับกรุงเทพฯอีกแล้ว มาสอบใหม่. สอบครั้งใหม่นี้มันไม่รั่ว สอบได้สอบครั้งที่หนึ่งนั้นมันรั่ว เลยสอบ ๒ ครั้งในปีนั้น ปีนั้นเลยได้ทั้ง ๒ ประโยค คือว่าสอบประโยค ๓ ได้ในปีนั้น เพราะ ว่ามันรั่ว ปลายปีสอบประโยค ๔ ได้อีก เวลาจะผ่านประโยค ๔ นี้ต้องเรียนขอม เรียนอักษรขอมนี้ไม่เคยเรียนมาก่อน แล้วไม่อยากเรียนด้วย เพราะมันไม่ค่อย ได้ใช้ เรียนคืนนั้นก็ไปสอบคืนนั้น เรียนให้มันจำอักขระวิธีเขียนเท่านั้นแล้วก็ไป เข้าสอบ พอเสร็จแล้วลืมหมด เพียงสอบได้เท่านั้นเอง ยังลืมจนบัดนี้ อ่านไม่ ออก ว่าขอมนี้รู้ตัวเดียวคือตัว นะ เขียนง่ายกว่าเพื่อน นอกนั้นไม่รู้. ฝาè ไฟสงคราม พอสอบได้ ป. ๔ แล้ว ก็เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ทีนี้ยุ่งกันใหญ่ เรียนประโยค ๕ ก็ไม่ได้เรียน อยู่กรุงเทพฯ ลูกระเบิดมันตกที่นั่นที่นี่ วันนั้นนึก


60 ว่าหนีระเบิดจากวัดสามพระยาละ ไปนอนวัดวิเศษการ ธนบุรีเพื่อนที่ชื่อแป้น เขาอยู่ที่นั่น มันไปทิ้งลงที่นั่นเลย ทิ้งวัดวิเศษการ เตาเผาศพพังไป โกดังศพพัง กระจาย สถานีบางกอกน้อยก็แหลกไป ไฟไหม้แถวนั้น ยุ่งกันใหญ่ ลงไปนอน อยู่ในคู พระองค์หนึ่งลงไปนอนอยู่ในบ่อ อีกองค์หนึ่งวิ่งเตลิดเปิดเปิง ไปพบ ชาวบ้าน บอกว่าโยมช่วยด้วย! ชาวบ้านบอกว่าพระต้องช่วยผมซิ! ผมจะช่วย พระอย่างไร! พอชาวบ้านบอกอย่างนั้น ท่านนึกได้ นึกได้ว่า อ้อ! เรามันพระ นี่! เลยกลับวัด ไปถึงวัดขาถลอกปอกเปิก หญ้าคาขวากหนามในสวนมันบาด เลอะเทอะไปหมด ก็เลยนึกว่า มันไม่ไหว อย่างนี้แย่ ต้องเดินทางกลับบ้านแล้ว ไปหัวเมืองเถอะ เลยกลับ โดยขึ้นรถไฟที่บางกอกน้อย รถด่วนไม่มีแล้วเวลานั้น มีแต่รถธรรมดา นอนเพชรฯ นอนชุมพร แล้วจึงถึงทุ่งสง แล้วถึงพัทลุง. คราวนั้นเด็กที่มาอยู่กรุงเทพฯ ไปด้วยหลายคน อาตมาไปแต่เช้า ได้ที่ นั่งเรียบร้อย เดี๋ยวเด็กมันมากันเยอะ ก็หลีกให้เด็กนั่ง ผลที่สุดขึ้นไปนั่งบนพนัก พิงที่เบาะชั้น ๓ นั่งบนพนัก นั่งไปจนถึงเพชรบุรี. รถไฟนรก ถึงเพชรบุรีให้เด็กนอนที่สถานีอาตมาไปนอนวัด บอกว่าพวกเธอตื่น เช้าๆ นะ พอรถชุมพรเข้าแล้วให้นั่งไว้. เช้ามืดอาตมากลับมาขึ้นรถ พวกนั้น ยังกรนฟี้ๆ อยู่ เด็กยังไม่ตื่นสักคน ปลุกให้ตื่นบอกว่าไปหาที่นั่ง เขาก็ไปหากัน อาตมาหิ้วกระเป๋าจันทบูรไปใบเดียว เที่ยวเดินเบียดเซไปเซมา ไม่รู้จะขึ้นตรง ไหน รถไฟมันเต็มหมดแล้ว ในเวลานั้นมันยังไม่มีชื่อเสียงด้วย เป็นพระธรรมดา นึกในใจวาดภาพไว้ว่า ระฆังออกก็ต้องขึ้นให้ได้เลยขึ้นที่ห้องการ์ด พวกการ์ดว่า ไม่ได้! เอามือยันอก ขึ้นไม่ได้! ที่นี่ไม่ใช่ที่โดยสาร! ว่าเข้านั่นแน่ะ! อาตมาบอกว่า รู้แล้วว่าไม่ใช่ที่โดยสาร แต่ที่มีนั่งหัวสลอนอยู่นั่น เจ้าหน้าที่ทั้งนั้นรึ? พวกนั้นไป ได้พระไปสักองค์หนึ่งมันจะกีดอะไรนักหนา พูดพลางก็ขึ้นพลาง พอขึ้นไปแล้ว เขาไม่มีเอื้อเฟื้อ ไม่เอาใจใส่ทั้งนั้น ไม่ให้นั่ง ไม่ให้กินน้ำกินท่า วันนั้นไม่ได้ดื่มน้ำ เลยตั้งแต่ออกจากเพชรบุรีได้ไปดื่มเอาโน่นแน่ะ ที่สถานีปะทิวโน่น มีมนุษย์ขึ้น มาพวกหนึ่งที่ปะทิวนั่น เขาสนุกกัน เขาเมากัน เขากินกันใหญ่อาหารกลางวันที่


61 เขากินกัน พระนั่งอยู่องค์หนึ่ง ไม่มีใครนึกถึง อาตมาก็ไม่โกรธ. นึกว่าพระพุทธเจ้าเอง ก็เคยมีมารดลใจชาวบ้าน ไม่ให้ใส่บาตร เรามัน พระธรรมดา มารมันเยอะแยะ ดังนั้นจึงนั่งเฉยๆ สบายๆ บำ เพ็ญบารมีไปก็แล้ว กัน ไม่ได้ฉัน ถ้าเขานึกได้ว่า เออ! ข้าวราดแกงถวายพระสักจานหนึ่ง ก็ได้ฉัน แต่เปล่า! นั่งกินอยู่ตรงนั้น พระก็ยืนตรงนี้อาตมานึกว่านี่พวกมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น เวลานั้นเป็นเวลาสงคราม เหตุการณ์นี้จำแม่น พระไม่ได้ฉันเลย พระก็ไม่ได้นั่ง ได้แต่ยืน เขาไม่ให้เก้าอี้นั่ง ยืนมันเฉยๆ ก็ยืนมันอย่างนั้น ช่างมันเถอะ มนุษย์มาแล้ว! ไปจนถึงปะทิว มีเจ้าหน้าที่รถไฟ ๓ ดาวขึ้นมาคนหนึ่ง พอขึ้นมาถึง ยกมือไหว้อาตมานึกในใจ..มนุษย์มาแล้ว! บอกกับตัวเองว่า มนุษย์มาแล้ว พอ ยกมือไหว้ เขาก็เอาเก้าอี้มาให้ท่านนั้นนั่ง ท่านไม่นั่ง บอกว่านิมนต์นั่งสิครับ อาตมาก็นั่ง นั่งแล้วก็นึกในใจว่า เออ! เพิ่งได้นั่งเอาตอนนี้ยืนมาตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ไปได้นั่งเอาตอน ๒ ทุ่ม โยมคิดดูเถอะ ว่าต้องอดทนขนาดไหน! ถ้าหากเป็นคน อายุ๖๐ ล้มนานแล้ว เวลานั้นยังหนุ่ม ไม่เป็นไร ยืนได้. ทีนี้ประเดี๋ยวเดียว พวกขายของในรถสะเบียงนั่นแหละ เอาโอเลี้ยงมา มากมาย มายื่นให้คนนั้นแหละ คนนั้นแกก็ยกเอา ๑ แก้วมาถวาย ได้ฉันตอนนี้ เอง ตอนที่ ๓ ดาวขึ้นมานี่เอง! เป็นมนุษย์มนาหน่อย นอกนั้นที่มีไม้หมอนบน บ่ามันแย่ทั้งนั้น10 ก็นั่งไปถึงชุมพร พอถึงชุมพรก็ลงรถไฟ ไปเจอครูเก่า ท่านเคย สอนเหมือนกัน ชื่อครูไทย ท่านถามว่าไปไหน? ตอบว่า หนีลูกระเบิด กลับบ้าน แล้วท่านนอนไหนล่ะ? นอนตรงนี้คืนนี้นอนหน้าสถานีนี่แหละ ถ้าไปที่อื่น รุ่ง ขึ้นหาที่นั่งลำ บาก ก็เลยรออยู่. พอรถไฟเข้าชุมพรขึ้นนั่งไว้ก่อนกลางดึกนั้นเลย มิเช่นนั้นจะไม่มีที่นั่ง นั่ง หลับไปบ้าง อะไรไปบ้าง เช้ามีเด็กมันเคยอยู่ที่วัดอุทัย เป็นเด็กวัดรุ่นนั้น บังเอิญ มาตรวจงาน อยู่รถไฟ มาถึงเห็นเข้า ถามว่า อาจารย์ไปไหนมา? ตอบว่ามาจาก กรุงเทพฯ ถามคำ เดียวแล้วผ่านไปเลย กลับมาอีกทีหอบอาหารมา เอามาใหญ่ 10 ไม้หมอน ในที่นี้หมายถึง เครื่องหมายขีดบนบ่า เป็นแท่งๆ ทางนอน เหมือนไม้หมอนรถไฟ


62 ข้าวกระทงหลายกระทง บอกว่าวันนี้ได้บุญมาก เพราะว่าเมื่อวานนี้ไม่ได้ฉันเลย นี่เป็นอาหารพิเศษที่เธอถวายวันนี้บุญเหลือเกินแล้ว เขาก็ถวายอาหาร น้ำแข็ง โอเลี้ยงใหญ่โตเลย พอรู้ว่าเมื่อวานไม่ได้ฉัน ให้ฉันเสียเต็มอัตรา. พระใจจื´ รถออกจากนั้นก็เดินทางต่อไปเรียบร้อย จนกระทั่งถึงทุ่งสง ไปนอนที่ วัดไปถึงเรียกพระที่อยู่ในห้อง ไปเรียก ท่านคร้าบ...ผมขอพักด้วย ท่านก็บอกว่า ไปนอนศาลาโน่น! ท่านว่าส่งเดชไปอย่างนั้นแหละ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เราก็ไปที่ ศาลา ไปนอนอย่างไร หมาขี้เรื้อนทั้งนั้น เลยไปนั่งๆ จนสว่าง เสร็จแล้วก็ไปขึ้น รถไฟต่อไป. พระรูปนั้นสึกไปนานแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่อยู่ ถ้าอยู่ก็จะได้ไปเทศน์ให้ฟัง สักกัณฑ์หนึ่ง. พวกใจจืดๆ นี้ มีหลายองค์เหมือนกัน. ที่จังหวัดตากนี่ก็มีใจจื๊ดจืด มี อยู่องค์หนึ่ง ไม่มีเกลือเลย มันห่างทะเล คือสมภารวัด ตอนเดินมาขากลับ กลับ จากย่างกุ้งครั้งโน้น เดินไปถึงก็ไปพักที่วัดนั้นอีก ขาไปก็พักวัดนั้นแหละ แต่ ว่าพักลานวัด ในเวลาขามาเรามาน้อยเพียง ๓ องค์ เข้าไปกราบสมภารตาม ระเบียบ แสดงความคารวะ บอกว่าจะขอพักด้วย ท่านถามทันทีว่า ใบสุทธิมี ไหม? แน่ะ! ว่าเข้านั่นเชียว! สมัยก่อนใบสุทธิเป็นเล่มยังไม่มีมันเป็นแผ่น ก็เลย ยื่นให้ท่านดูบอกว่า นี่ใช้ไม่ได้แล้ว! มันพ้นแล้ว ๓ เดือน เขาออกใหม่แล้ว. เรา ก็ถามว่า ออกเมื่อไรครับ? ท่านก็โยนแถลงการณ์มาให้แกะออกดูแถลงการณ์ คณะสงฆ์ยังม้วนอยู่เลย ยังไม่ได้เปิดดูเลย ว่าแถลงการณ์มาวันนี้ออกใบสุทธิ แบบใหม่ ถามว่าที่วัดใต้เท้ามีแล้วยัง ใบสุทธิแบบใหม่นี้? ตอบว่า ยัง ยังไม่มี อ้าว! แล้วจะเค้นเอากับพวกผมอย่างไร ผมมาจากต่างประเทศ จะเอาอย่างไร? ท่านบอกว่า ระเบียบเขาตั้งมาอย่างนั้น เลยว่า ไม่ไหว! อย่างไรผมก็ต้องพักที่นี่ แหละ! ท่านบอกว่า พักก็ได้แต่ต้องไปพักที่ศาลา นึกว่า ถ้าไปพักที่ศาลาจะเข้า มาไหว้ให้เสียมือทำ ไม แต่ก็ไม่พูด เพียงนึกในใจ ถ้าพูดออกไปมันก็เสียหาย เลย ก็กราบอีก กราบเรียบร้อย ไม่ถือโทษ กราบแล้วมานอนศาลา แต่ว่าโยมมาเห็น เข้า โยมก็เอาเสื่อสาดอาสนะมาให้ เอามุ้งมาให้ แล้วก็ยกเอาอาหารมาให้ฉัน


63 เลยเล่าให้โยมฟัง โยมบอกว่า ผมอยู่ใกล้วัดนี้แต่ผมไปทำ บุญวัดโน้น วัดนี้ผมไม่ ทำ บุญหรอกเพราะว่าสมภารเต็มทน นี่พวกใจจืดมันเป็นอย่างนี้แหละ มีอยู่ เรา ไปโดนเข้ามันก็ลำ บาก. พระใจ´ี ทีนี้ก็พบคนใจดีบ้าง เล่าถึงคนใจดีให้โยมฟังเสียหน่อย พอเดินทาง ตอนนั้นแหละ ตอนเมืองตากนั่นแหละ ขอเล่าในตอนนี้หน่อย เกี่ยวกับคน ใจดีเดินทางกลับจากพม่าคราวนั้น มาทางเมืองตาก เมืองกำแพง แล้วมาทาง นครสวรรค์อำ เภอบรรพตฯ เลียบฝั่งแม่น้ำ ปิงเรื่อยมา มาถึงวัดแห่งหนึ่ง เรียก ว่าเก้าเลี้ยว นครสวรรค์นี่ สมภารใจดีพวกเรา ๓ องค์ไปนั่งต่อหน้าท่าน ทั้งๆ หน้าตาหนวดเครารุ่มร่าม ทั้งสามองค์ ผิวก็คล้ ำเพราะตากแดดมาตลอดเวลา พอเสียงกลองตึงๆ สมภารก็ส่งคนไปนิมนต์มาฉันเช้า พอขึ้นไปถึง ท่านนั่งอยู่ แล้ว ท่านร้องว่า ฮึ! พวกเราก็ไม่พูดอะไร นั่งฉันเฉย ฉันเสร็จเรียบร้อย อาตมาก็ กล่าว ขอบคุณมากครับที่ให้ฉันอาหาร ท่านเลยร้องอีกว่า ฮึ! พูดไทยได้ละหรือ? ถามอย่างนั้นเสียด้วย ถามเราว่าพูดไทยได้หรือ ก็ผมเป็นคนไทยนี่. ที่ท่านแสดง ฮึนั่น นึกว่าเราไม่ใช่คนไทย มันเป็นเสียอย่างนั้น พอบอกขอบคุณ ท่านเลยฉงน ว่าพูดไทยได้หรือ อ้าว! แล้วกัน! ก็ผมทั้งสามคนเป็นคนไทยนี่นา! ท่านเลยว่า ฮึ! ผมนึกว่าแขก เพราะหนวดเครามันดกอยู่ ไม่ได้โกนเพราะเดินทาง จึงรุ่มร่าม นึกว่าพระแขก ว่าอย่างนั้น บอกว่าพระไทยนี่แหละ ท่านเลยถามว่านี่จะไปไหน ต่อไป? ไปนครสวรรค์จะเดินไป ท่านเลยว่า ไม่ต้องผมจะไปเอาปูนซีเมนต์ล่อง เรือไปเร็วกว่า ก็เลยลงเรือมาขึ้นตลาด พักวัดตลิ่งชัน นครสวรรค์เจ้าคุณราชพร หมาภรณ์ เดี๋ยวนี้น้ำ ใจประเสริฐจริง ให้พักเรียบร้อย ภายหลังมีโอกาสผ่านไป กราบ ท่านก็ไม่ถามอะไร ท่านคงลืมไปแล้ว. พวกเราก็เดินออกจากวัด เดินเลียบแม่ปิงฝั่งขวาเรื่อยมา มาถึงวัดอะไร ตรงนั้น ท่านมาบวช นาคยังไม่ได้เข้าโบสถ์ เห็นพวกเราเดินไป ให้คนวิ่งตามมา บอกว่าลืมถามไป เมื่อเช้านี้ว่าจะเดินไปหรือไปเรือ ถ้ารู้ว่าเดิน ก็ไม่ต้องเดิน เลย ชวนว่าให้บวชนาคเสร็จแล้ว ไปเรือตอนเย็นดีกว่า เลยก็พักอยู่ที่นั่น พอท่าน


64 บวชนาคเสร็จ เรือเย็นล่อง ท่านให้คนไปตีตั๋วถึงกรุงเทพฯเลย รายนี้พระใจดี แต่ไปถูกเข้าบางแห่ง แหม! เหลือเข็นเหมือนกัน ไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น เลยต้อง ลำ บากเดือดร้อน นี่มันเป็นอย่างไร การเดินทางนี่ ได้พบแปลกๆ มีอะไรแปลกๆ ได้ฝึกใจ ดีเหมือนกัน ให้อดทนหนักแน่น. ในเมืองพม่านั้น พูดภาษากันก็ไม่รู้เรื่อง ตอนขากลับนี่ ไปถึงก็จูงมือ ไปนอน ตื่นเช้าก็มาจูงมือไปกินข้าว ใจดีถึงขนาดนั้น ขนาดจูงมือไป มาถึงวัด หนึ่ง วัดจีนมหายานให้พักสบาย วิเศษทุกอย่าง เวลาขากลับอาตมาเห็นว่าท่าน รับรองดีก็เลยไหว้ท่านหน่อย เป็นพระจีนแก่แล้วยกมือไหว้ มหาเลิศที่ไปด้วย กันคราวนั้น, ท่านอยู่วัดเทพศิรินทร์, ดึงแขนทันทีถามว่าไปไหว้พระจีนได้หรือ? บอกว่าไม่ได้ไหว้พระจีน แต่ไหว้องค์พระ ไหว้แต่พระ ที่ว่า จีน-ไทย หรืออะไร นั้นไม่รู้เราไหว้พระ ซึ่งท่านเลี้ยงเรามา ๓-๔ วันแล้ว ควรจะไหว้แกได้แล้ว แล้ว ไม่ใช่เพียงแกเลี้ยงเท่านั้น ยังมาส่งถึงสถานีรถไฟ ตีตั๋วให้มามะละแหม่งตอนขา กลับ มาถึงมะละแหม่งแล้ว ยังมีจดหมายนำ มาให้บ้านจีนบ้านหนึ่ง ให้ตีตั๋วเรือ ส่งมาจนถึงหมู่บ้านเข้าเขตไทย ใกล้เมืองไทย อย่างนี้มันต้องไหว้แล้ว เพราะว่า มีใจสูง ไอ้กางเกงที่นุ่ง จีวรที่ห่มนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เราไม่ได้ไหว้ตัวคน ไม่ได้ไหว้ เปลือกพระ เราไหว้เนื้อแท้ของพระ ที่มีอยู่ในน้ำ ใจ ท่านก็ใจดีอย่างนี้เราก็ต้อง ยกย่องนับถือได้อย่างนั้นมันไม่เสียหายอะไร นี่เป็นตัวอย่างในการผ่านที่อย่างนี้ มา. หนีสงครามไมพèน้ทีนี้กลับมาเล่าถึงตอนตะกี้ ว่ามาอยู่กรุงเทพฯ ออกไปเที่ยวเทศน์ ได้ สตางค์มา ก็มาเรียนต่อ จนเริ่มสงครามต้องเดินทางกลับบ้าน กลับบ้านทีนี้ก็ไป อยู่สงขลาตามเดิม ที่วัดที่เคยอยู่นั่นแหละ ไปสงขลา กลับถูกระเบิดหนักยิ่งขึ้น ไป เพราะเมืองมันแคบ คราวอยู่ในกรุงเทพฯนั้น ลูกระเบิดมาไม่ได้ตกใจ ถ้าทิ้ง บางซื่อ เราอยู่บางลำ พูไม่เดือดร้อน ทิ้งสาทร เราอยู่บางลำ พูก็ยังสบายใจ ไม่ ยุ่ง แต่พอไปอยู่สงขลา พอเครื่องบินบินมาแล้ว เสียวหัว นั่งอยู่ที่วัดไม่ได้ต้อง ลงไปชายทะเล ไปนั่งชายทะเล ตอนมันผ่านทุกๆ ทีต้องนึกในใจ พอมันบินผ่าน


65 ก็นึกว่า ถ้ามึงยิงกู..กูตาย ถ้าไม่ถูกยิง..ก็อยู่ต่อไป ว่าได้เพียงเท่านั้น นึกในใจ เท่านั้นแหละ แล้วก็อยู่ได้ไม่เป็นไร. มีเพื่อนองค์หนึ่งคือเจ้าคุณวิเชียรฯอยู่ด้วยกัน นอนด้วยกัน หลบภัยไป ด้วยกัน อาตมาเดินหน้า เหลียวมาหายไปแล้ว หายไปไหน หายไปตั้ง ๑๐ กิโล แกเดินทางไป วิ่งหนีระเบิด ๑๐ กิโล พอตอนมืดกลับมา เช้าขึ้นมาดูมีแต่หนาม ตำ เขี่ยบ่งกัน ๓ วัน เพราะหนามตำ ที่เท้า บอกว่าวิ่งไม่คอยเพื่อนเชียว ท่านว่า มันไม่รู้สึกตัวคว้าย่ามห้อยคอก็ไปเลย จากสงขลาถึงบางกระดาน มันตั้ง ๘ กิโล ถ้าคิดเป็นเส้นทาง เลยต้องไปหนีระเบิดที่สงขลาอีก. จนกระทั่งเสร็จสงคราม นึกว่าจะกลับกรุงเทพฯ มาเรียนต่อ แต่ว่ามี เหตุการณ์ผันผวนเกิดขึ้น คือว่าท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ของอาตมานี้ท่านเคยไป อยู่สีตวัน รัฐเปรัคในมลายูไปสร้างวัดที่นั่น ในเวลาสงครามอยู่ที่นั่น ท่านสิ้นบุญ พระที่อยู่เฝ้าวัดถูกทหารอังกฤษจับไปสิงคโปร์ แล้วก็ไปตกใจลูกระเบิด เมื่ออยู่ ในคุกตาย วัดก็เลยร้าง เจ๊กเข้าไปอยู่แทน ไปขายเศษกระดาษขายธูปขายเทียน อยู่ เถ้าแก่เนี้ยซึ่งเป็นเจ้าของวัดเป็นทุกข์ในการที่คนจีนเข้าไปอยู่แทน ไม่มีพระ อยู่ ก็เลยเขียนจดหมายมาถึงวัดคูหาสวรรค์ เล่าถึงสภาพวัดว่าเป็นอย่างนั้น อยากได้พระ จดหมายมาถึงวัดตั้งครึ่งเดือน ไม่มีใครอ่าน อาตมากลับไปบ้าน พัทลุงเยี่ยมโยมแล้วไปเยี่ยมวัด เขาก็ส่งจดหมายนั้นให้อ่าน อ่านแล้วก็บอกว่า เขาต้องการพระ ถ้าพระอะไรต้องการไป เขาจะช่วยเหลือค่าเดินทาง ไปเมื่อไร ให้บอก ท่านอาจารย์พระคงเพชร ซึ่งเป็นรองฯ อยู่เวลานั้น ท่านบอกว่า คุณ จะไปไหนล่ะ? ไม่กลับกรุงเทพฯ ก็ไปมลายูซิไปอยู่วัดที่นั่น อาตมาก็เลยบอกว่า เอาอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน ก็เป็นอันว่าไปเลย สำ หรับอาตมาแล้วมันง่าย ตอน บวชก็ง่าย จะไปไหนก็ง่าย ไม่ชักช้าเรื่องอะไรที่จะตัดสินใจ. ไปมลายู ท่านก็ว่าถ้าไปก็เขียนจดหมายตอบซิก็เลยเขียนตอบไปว่าจะไป แต่ว่า จะไปวันไหน จะบอกอีกทีหนึ่ง พอจดหมายถึงเขาก็ส่งเงินค่าเดินทางมาให้เวลา นั้นสงครามเสร็จใหม่ๆ ไม่ต้องขอพาสปอร์ต เพราะอังกฤษยังไม่อยู่ แต่ญี่ปุ่นยัง


66 วุ่นวายอยู่จัดไม่เรียบร้อยไม่มีหนังสือเดินทางออกไปพร้อมกันกับหลวงตาองค์ หนึ่ง ไปจนถึงวัดนั้น ไปก็ไปอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้ทำอะไร ก็ใช้เวลาว่างนั้น เรียนภาษาอังกฤษของตัว ซื้อหนังสือมา สั่งไปที่สมาคมมหาโพธิอินเดีย หรือ เขามีขายที่ไหน ก็ซื้อมานอนอ่าน อ่านคนเดียว จำศัพท์จำ เสียง ท่องมันคนเดียว ไปเรื่อย เพราะว่าไม่มีอะไรจะทำ ว่างๆ ก็มีคนมาขอให้รดน้ำ มนต์บ้าง ก็รดๆ ให้ ไปตามเรื่อง. มีเรื่องหนึ่งขำ จะเล่าให้โยมฟัง คือว่ามีคนๆ หนึ่งเป็นหญิงจีน แกมาถึง ถามว่า พ่อท่านทำ เสน่ห์ได้ไหม?แกถามเป็นภาษาอังกฤษว่า“Canyou make a charm?” บอกว่า “Yes, I can.”ถามว่า“ทำ ได้ไหม?”ตอบว่า ได้แต่ว่าก่อน จะทำ นี้ต้องบอกมาก่อน ว่ามันทุกข์ร้อนเพราะเรื่องอะไร ต้องบอกให้ละเอียด แกก็เล่าให้ฟัง เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนนี้ครอบครัวแกสบาย เพราะไม่มีคนที่สาม เดี๋ยวนี้มีคนที่สาม คือพ่อผัวเข้ามาอยู่ด้วย พ่อผัวนี้เป็นจีนเก่า ลูกสะใภ้คือตัว แกนี้เป็นจีนใหม่ จีนเกิดในมลายูถ้ามาเกิดเมืองไทยก็เป็นคนไทยไปแล้ว แต่ถ้า เกิดที่โน่นมันก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น เลยถามว่า แล้วมันเป็นอย่างไร พ่อผัวมาอยู่ ด้วยเช่นนั้น แกบอกว่าพ่อผัวคอยฟ้องผัวตลอดเวลา ว่าเมียไม่เอาใจใส่ต่อพ่อผัว ไม่เอาข้าวต้มมาให้ไม่เอาน้ำร้อนมาให้ไม่ทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนี้ผัวจึงไปว่า เมีย เมียเป็นคนสมัยใหม่ ก็เลยเถียงผัว ผัวก็รำคาญ พอกลับบ้านพ่อก็บอก ก็ ฟ้อง ผัวเป็นนายไปรษณีย์เลิกงานเลยไม่กลับบ้าน พอเลิกงานก็ไปแทงบิลเลียด กลับดึกดื่น ไม่พูดไม่จากับฝ่ายใด เหินห่างไป เมียก็เป็นทุกข์. แกก็เลยมาหา อาตมา ถามว่า ทำ เสน่ห์ได้ไหม? เลยตอบไปว่า อ้อ! อย่างนี้ง่าย ทำ ได้ง่ายนิด เดียว แกถามว่าต้องการอะไรบ้าง บอกว่าไม่ต้องอะไร พ่อผัวอยากอาบน้ำร้อน ก็ให้อาบน้ำร้อน อยากอาบแดด ก็เข็นรถให้ไปนั่งกลางแดด แล้วเข็นแกกลับมา กลางคืนก็ปัดที่นอน กางมุ้งให้คอยถามเตี่ยต้องการอะไร เตี่ยทุกข์ร้อนอะไร ทำ เท่านี้แหละ แล้วเตี่ยก็จะรักคุณ เมื่อเตี่ยรักคุณแล้วเตี่ยก็จะไม่ฟ้องผัว ผัวก็จะรัก คุณต่อไป พอบอกอย่างนั่น แกว่า “I can’t.” บอกว่า ทำ ไม่ได้ถามว่ามันเป็น อย่างไร แกว่าเกลียดพ่อผัวจนเข้ากระดูกเสียแล้ว เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็หมด


67 อำ นาจเสน่ห์แล้ว มันก็ทำอะไรให้ไม่ได้เลยก็ไม่ได้ให้อะไรแก. วันหลังมีคนอื่นไปต้มเอา เสียร้อยกว่าเหรียญ นี่เรื่องเหลวไหล มันย่อม เป็นอย่างนั้นแหละ เพราะคนทางมลายูชอบอย่างนั้น ชอบเสน่ห์ชอบอะไรต่อ อะไร พระองค์ไหนทำ ไม่ได้ก็ว่า เป็นพระประสาอะไร ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ก็ไม่ ได้อาตมาก็ไม่ค่อยได้ยุ่งกับเขาหรอก เพราะว่าที่โบสถ์นั้นมีคนอยู่อาแป๊ะแกอยู่ แล้ว คอยขายธูปเทียน ดูแลที่โบสถ์อาตมาก็อยู่ที่กุฏินอนอ่านหนังสือหนังหา ไปตามเรื่อง อยู่ถึง ๒ ปีเถ้าแก่เนี้ยตาย พอตายแล้วก็นึกว่า เรามันต้องถอยทัพ เสียทีขืนอยู่ที่นี่ต่อไปมันจมปลัก ไม่ได้เรื่องอะไร ชีวิตไม่ก้าวหน้า ก็เลยหาพระ อื่นมาอยู่แทนแล้วก็ถอยมาปีนัง. ถูกเรียกตัว ที่มาปีนังนี้ก็นึกว่าจะอยู่นาน เพราะมีทางเผยแพร่ ถ้าพูดภาษาจีนพื้น บ้านได้คล่อง ก็ทำ งานได้ในการเผยแพร่ศาสนา แต่ว่ามาอยู่ได้เพียง ๘ เดือน ท่านเจ้าคุณพุทธทาสโทรเลขไปบอกว่า ให้กลับเมืองไทยด่วน จะให้ไปอยู่ เชียงใหม่ ก็ว่ามันด่วนไม่ได้เพราะจะเข้าพรรษาอีก ๒-๓ วันนั้นแล้ว ต้องอยู่จน ออกพรรษาถึงจะกลับ ก็เลยได้อยู่ที่ปีนัง ๑ พรรษา ในพรรษานั้นก็ได้พบสีลานันทะที่นั่น เขาบวชใหม่เลยสนิทสนมกัน เวลามาเมืองไทย ก็เลยชวนมาด้วย อาตมาพาไปเชียงใหม่ เวลาจะไปเชียงใหม่นี่ ก็มาแวะไชยาก่อน อยู่ไชยาเดือน หนึ่ง แล้วก็เดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อไปทำ งานฟื้นฟูพระศาสนาที่นั่น ตามความ ต้องการของทายกที่นั่น. การไปเชียงใหม่นี้ มีคนเตือนหลายคน ทีแรกก็มีพระเตือน เตือนว่า เชียงใหม่นี้เป็นเมืองคนงาม เราอย่าไปหลงดอกไม้เข้า บางคนก็บอกว่า ไป เชียงใหม่ต้องระวัง เพราะว่าเมืองเชียงใหม่ เขาถือพรรคถือพวก โดยเฉพาะพระ นี่ถือนัก เขาบอกไว้. มาถึงกรุงเทพฯ ก็มีคนเตือนบอกว่า ที่เคยมีใครไปอยู่ๆ นี้อยู่ไม่ค่อยได้ เพราะว่าถูกกีดกันอย่างนั้นอย่างนี้อาตมาก็จำสิ่งที่เขาบอกไว้หมด คิดแก้ไขไป แล้ว ว่าไปอยู่นี้จะต้องแก้อะไร จะทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้ก็เลยไป.


68 แนวรบเชียงใหม่ ถึงเชียงใหม่วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๔๙๒ เป็นวันสงกรานต์พอดีพอรถไฟ ถึงสถานีเชียงใหม่ ฝนเทจั้กๆ ลงมาเลย ชุ่มเย็นสบาย เขาก็พาไปวัดอุโมงค์ซึ่ง เป็นวัดที่ได้อยู่มาตลอด ๑๐ ปีตั้งแต่นั้น. เมื่อไปอยู่ที่นั่น ก็เริ่มดำ เนินงานเผยแพร่ศาสนาด้วยการปาฐกถา ไม่ไป เทศน์วัดใดวัดหนึ่ง เพราะว่าคนเชียงใหม่ ถือวัดเขาวัดเราอยู่ ถ้าไปเทศน์วัดนี้ก็ ว่าไม่ใช่วัดเราถ้าไปเทศน์วัดโน้น ทางนี้ก็ว่าบ่ใช่วัดเรา มันหลายพวกลำ บาก นึก ในใจว่า ต้องไม่เข้าวัดใด แต่เราจะต้องหาที่ต่างหาก แล้วก็ไปเทศน์เลยไปสร้าง โรงมุงใบตองขึ้นในที่ของชาวบ้าน แล้วไปเทศน์ที่นั่นทุกวันอาทิตย์ ทุกวันพระ คนก็สนใจ แต่ว่ายังไม่พอ ผูกใจคนไม่ได้ต้องเขียนเรื่องลงในหนังสือพิมพ์ด้วย น.ส.พ.“ชาวเหนือ” ออกอยู่ในเวลานั้น ต้องผูกมิตรกับ น.ส.พ.ไว้เลยเขียนเรื่อง ไปลงในหนังสือพิมพ์บทความทางธรรมะนี้เขียนลงมาก เขียนลงไว้ผลที่ติดต่อ กับ น.ส.พ.นี่แหละให้คุณ คือต่อมามีผู้คัดค้านเรื่องอะไรหลายอย่าง เขียนไปลง ใน น.ส.พ. บรรณาธิการเขาก็แอบเอาไปให้อาตมาอ่านเสียก่อน อ่านแล้วอาตมา บอกว่า ลงก็ได้ไม่เป็นไรหรอก ดีเหมือนกันคนจะได้รู้แต่บรรณาธิการไม่ยอม ลง เพราะว่าเป็นการคัดค้านที่ไม่เข้าเรื่อง เลยก็ไม่ลงให้คนที่เขียนนั้น เวลานี้ลา สิกขาไปแล้ว ก็แปลว่าพ่ายแพ้ไปแล้ว เพราะว่าสึกออกไป. สู้ไม่ไหว. ทีนี้ต้องผูกจิตใจกับพวกหนังสือพิมพ์ไว้ ผูกใจชาวบ้าน ด้วยการเทศน์ ชี้แจงเหตุผลให้คนเข้าใจ เทศน์อย่างนี้เรื่อยไป เทศน์ในศาลาประจำ ทุกวันพระ วันอาทิตย์ออกไปเทศน์บ้านนอก ไปทุกวันเลย เพราะมีรถยนต์มีเครื่องขยาย เสียง ไปเทศน์มากจนโยมบ่น โยมบอกว่า รถเสียซื้อได้เครื่องขยายเสียงเสียซื้อ ได้แต่ถ้าท่านเสียนี่ผมจะซื้อที่ไหน ไม่รู้ว่าจะไปซื้อหาได้อย่างไร ถ้าหากคนเสีย ถ้าคอแตกแล้ว เราไม่อาจซื้อได้ บอกว่าให้หยุดๆ เสียบ้าง อย่าให้มันมากนัก บอกว่าไม่เป็นไรโยม ยังแข็งแรง ราษฎรพี่น้องเขาอยากฟัง ก็ต้องไปพูดให้เขา ฟัง เลยไปเที่ยวเทศน์จนกระทั่งว่ามีชื่อเสียงขึ้นที่เชียงใหม่ คนรู้จักท่าน “ภิกขุ ปัญญานันทะ” เพราะอยู่เชียงใหม่นี้.


69 เพ็ญพุธ อยู่เชียงใหม่ทำ งานต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ซึ่งเรียกว่าฝ่ายที่ไม่ใช่พุทธศาสนานี้ มาก แก้หลายเรื่อง ที่เห็นง่ายๆ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่แก้ไขได้คือเรื่องใส่บาตรกลาง คืนตอนตีหนึ่ง วันเดือนไหนเป็นวันเพ็ญพุธแล้วคนก็จะใส่บาตร เพราะเขาถือว่า พระอุปคุตมาจากสะดือทะเล มาบิณฑบาต ถ้าใครได้ใส่บาตรพระอุปคุตจะเป็น เศรษฐีแล้วที่ๆ เขาคอยใส่บาตรกันก็คือสี่แยกอุปคุตนั่นเอง เชิงสะพานนวรัฐ วัดอุปคุตนั่นแหละ อันนี้เป็นเรื่องตำ นานของพม่าเขา พระพม่าฉันข้าวตีหนึ่ง เมื่อครั้งไปย่างกุ้ง ไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ไปครั้งพระโลกนาถ อาตมาไปหลายครั้ง สำ หรับย่างกุ้งนี้ เมื่อก่อนหน้านี้ก็เคยไป ครั้งเมื่อเป็นสามเณรอยู่ที่ระนองก็เคย ไป ตอนหลังเป็นพระแล้วก็เคยไป. นอนหลับแล้วพระมาปลุก ปลุกแล้วบอกว่า ไป-ไป-ไป ไปกันเลย ก็นึก ว่าเขาไปทำอะไร ไปถึงบ้านนั้นใหญ่โตเป็นบ้านคหบดี พระหลายสิบกำลังฉัน ข้าวกัน ดูนาฬิกามันบอกว่าเวลาตีหนึ่งเท่านั้นเอง ฉันข้าวกันแล้ว เราไปยืนๆ เขาก็ว่านั่งลงฉันข้าว พูดอย่างเด็ดขาด บอกว่า นั่งลงฉันข้าว! ก็เลยต้องตักข้าว ใส่จานเคี้ยวเล่นไปบ้างนิดๆ หน่อยๆ มันไม่หิวจะไปฉันลงได้อย่างไรแต่ว่าจะไม่ ฉันเสียเลย เขาก็จะว่านั่นไป ก็เลยเอานิดหน่อย ฉันไปกับเขาหน่อย. ธรรมเนียมนี้ติดมาถึงเชียงใหม่ อาตมาไปถึงวันเพ็ญแรกนั้น ตรงกับวัน พุธพอดีเขาใส่บาตรกันใหญ่ ข้าราชการก็ไปใส่ เวลานั้นอธิบดีศาล คือ หลวง จักรปราณีแกยังคุยว่า เมื่อคืนตื่นตอนดึก ไปใส่บาตรกันสนุกสนาน เลยนึก แปลกใจว่า ไม่ได้การ! ใส่บาตรกลางดึกนี้มันไม่ไหวนะ เลยเตรียมข้อไว้ใกล้จะ มีเพ็ญพุธอีก จะต้องแก้อันนี้. ได้ไล่ปฏิทินดู มันไปเพ็ญพุธอีกเดือนต่อไป ก่อนจะถึงวันเพ็ญพุธนั้น แหละ เริ่มเทศน์ปาฐกถาที่หอประชุมพุทธสถาน เวลานั้นยังไม่ได้ชื่อพุทธสถาน เทศน์ให้ฟังว่า มันไม่ถูก ผิดวิสัย อาหารที่พระรับไปก็ฉันไม่ได้เสียหาย ไม่ควร ทำอย่างนั้น พูดกับชาวบ้านแล้ว ก็เขียนลงในหนังสือพิมพ์ด้วย เสร็จแล้วไปหา เจ้าคณะจังหวัดให้พูดกับพระ บอกว่าใต้เท้าอย่าทุกข์ร้อน เรื่องนี้ผมบอกกับ


70 ประชาชนแล้ว ประชาชนเขาเชื่อแล้ว ใต้เท้าสั่งพระ อย่าให้ออกในตอนวันเพ็ญ พุธ ท่านก็สั่งไปทุกวัด แล้วเราก็สั่งญาติโยมให้คอยดูว่าพระวัดไหนออกมาบ้าง โยมหลวงศรีประกาศ แกตื่นตอนดึก เที่ยวเอารถออกดูมีพระบ้านนอกเดินเข้า มาองค์หนึ่ง แกพบเข้าบอกว่า เอ้า! มาทำอะไร เขาเลิกกันแล้ว แล้วพระองค์ นั้นก็กลับวัดไป การใส่บาตรวันเพ็ญพุธที่เชียงใหม่ไม่มีแล้ว เพราะว่าไปเทศน์ แก้อย่างนี้แก้หายไปแล้ว พยายามแก้อยู่หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เรียกว่าไม่เข้าทีก็ พยายามเทศน์ไปเรื่อยๆงานที่ทำ เชียงใหม่ตลอด ๑๐ ปีนี้ทำ ให้ชาวเชียงใหม่ตื่น ขึ้นพอสมควร ในเรื่องปฏิบัติกิจการพระศาสนา มีความตื่นตัว มีความก้าวหน้า ช่วยกันส่งเสริมดีขึ้น พระสงฆ์องค์เจ้าก็ตื่นตัวกันขึ้น รวมพวกรวมหมู่ในการที่จะ เผยแผ่ธรรมะต่อไป. เมื่อเทศน์อยู่ที่เชียงใหม่ ก็เทศน์เฉพาะกับประชาชนชาวบ้านตามที่ ต่างๆ ทั่วไปใน ๗ จังหวัด คือมาเทศน์ถึงลำ ปาง ไปเชียงราย มาเมืองแพร่ ก็ ค่อยๆ ดังขึ้นกระทั่งมาถึงกรุงเทพฯ. เทศนป์าฐกถา เวลาอาตมาเทศน์ปาฐกถานี้ ทำ ไมจึงใช้ปาฐกถา? ทำ ไมไม่เทศน์แบบ เก่า? ขอบอกตรงๆ ว่าเบื่อเต็มทีในการเทศน์แบบเก่า เทศน์คู่ ถามกันไปถาม กันมา เล่นสำ นวน อวดสำ นวนกัน เสร็จแล้วโยมไม่ได้อะไร ว่าโยกไปโยกมา องค์นั้นว่าแดงองค์นี้ว่าดำ โยมเลยไม่รู้ว่าดำ หรือแดงกันแน่ เคยเทศน์มาแล้ว เห็นว่ามันไม่ได้ประโยชน์ เดี๋ยวนี้เทศน์เดี่ยว เคยไปเทศน์ตามงานศพ งานอะไร ต่ออะไร พระอื่นเทศน์ก็ไปฟัง โดยมากก็ไปยอเจ้าภาพ ว่าเจ้าภาพเป็นคนดีมี ศรัทธา แต่ก็ว่าดีนั่นแหละ เป็นเชิงประจบญาติโยมไป ไม่ได้พูดในเชิงธรรมะอัน เป็นเนื้อแท้ที่ญาติโยมจะเข้าใจ เทศน์ไปเทศน์มาเบื่อ รู้สึกว่าประโยชน์มันน้อย คนไม่ก้าวหน้าในการศึกษาธรรมะ. เราควรจะเทศน์ในรูปใหม่ เลยคิดว่าปาฐกถาดีกว่าขึ้นไปเชียงใหม่จึงได้ เริ่มแสดงปาฐกถาในรูปใหม่ พูดให้ฟังง่ายๆ ตรงไปตรงมา อันใดผิดก็บอกว่าผิด อันใดถูกก็บอกว่าถูก อันใดควรแก้ไขก็แก้ไม่ต้องเกรงใจใคร แม้ประเพณีที่เคย


71 ทำ มาที่เห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรก็บอกให้เลิก ให้คิดเลิกกัน อันนี้ไปกระทบกับคน อื่น คนที่เขาได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น เป็นการทำลายเขา เขาก็ไม่พอใจ แต่ว่าคน ที่มีปัญญานั้นมีมากกว่า เราไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร เทศน์เรื่อยไป มีคนสนับสนุน เห็นดีเห็นงามกับสิ่งเหล่านี้ก็มาก. ครั้งหนึ่งเคยมีผู้เขียนคัดค้านลงในหนังสือพิมพ์แต่คนในกรุงเทพฯ ช่วย เขียนแก้ คนที่ช่วยเขียนแก้สมัยนั้นคือ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนลงใน น.ส.พ.“ไทย” บอกว่า ท่านทำถูกแล้ว ไม่มีพระองค์ใดที่จะกล้าเทศน์อย่างนี้เรา อย่าไปขัดคอกัน ให้ท่านทำ งานต่อไป เราก็ทำต่อไปตามเรื่อง เทศน์ไปตามความ บริสุทธิ์ใจ ตามที่คิดเห็น เท่าที่นึกว่าจะต้องเทศน์ ตามความคิดเห็นเยี่ยงพุทธ บริษัท ให้ชาวพุทธได้รู้ได้เข้าใจ ในสิ่งที่ถูกต้อง อะไรที่เป็นความงมงายไร้สาระ ควรจะเลิกกันเสียบ้าง ก็เทศน์กันอย่างตรงไปตรงมา พูดกันให้เข้าใจเรื่อง แล้ว ญาติโยมที่เข้าใจเรื่องก็มีมากขึ้น พรรคพวกก็มีมากขึ้น ในเรื่องอย่างนี้. พระผู้ เป็นเจา้สั่งมา ในการอยู่ที่เชียงใหม่นั้น ไม่ใช่แต่เพียงเทศนาอย่างเดียว แต่ว่าได้ช่วย เหลือในด้านสังคม ในบางครั้งบางคราว เช่นว่าเกิดน้ำ ท่วม อาตมาเป็นตัวตั้ง ตัวตีชักชวนญาติโยม เอาของไปบริจาคที่พุทธสถาน แล้วเอาไปแจก ไปทุกวัน หอบไปแจก คราวหนึ่งไปแจกบ้านพวกคริสเตียน คือพวกคริสเตียนนี่มีอยู่หลาย หมู่ มีหมู่หนึ่งอยู่ใต้เมือง น้ำ ท่วมก่อน พวกคริสเตียนเขาก็ไปแจก แต่เขาแจกแต่ บ้านคริสเตียน ชาวพุทธไปขอ เขาบอกว่าให้ไม่ได้ของนี้เป็นของพระผู้เป็นเจ้า ส่งมาสำ หรับพวกคริสเตียน ชาวพุทธก็เลยไม่ได้. อาตมารู้เข้า ก็ต้องแก้ลำ แก้โดยจะไม่บอกให้ชัด วันหลังไปหมู่บ้าน ใหญ่ ที่เขาเรียกว่าบ้านเบธเลเฮม อยู่ที่เขตลำ พูน-เชียงใหม่ต่อกัน น้ำ ท่วมหมด เลย ไปไหนไม่ได้ผู้คนไปไหนไม่ได้เลยหมู่บ้านนั้น อาตมาเอาเรือไป ไปกับคุณ ไกรศรีด้วย พอไปถึงไปจอดที่โบสถ์เลย พอจอดที่โบสถ์ ก็สั่นระฆังใหญ่ของ โบสถ์เลย พวกนั้นตกใจ เอ๊ะ! ใครมาตีระฆังที่โบสถ์มีเรื่องอะไร มากันใหญ่เลย มาถึงถามว่า ตุ๊เจ้ามาตีระฆังทำ ไม? ถามว่างั้น ก็บอกว่าพระผู้เป็นเจ้าสั่งมาให้


72 ช่วยพวกเราที่มันอดข้าวอดน้ำ น่ะซี! พระผู้เป็นเจ้าสั่งให้เอาของมาช่วย ไปป่าว ร้องพรรคพวกมา พวกนั้นเลยไปป่าวประกาศ แจกข้าวสาร แจกปลาแห้ง แจก ปลาเค็ม แจกหมาก แจกเมี่ยง ของอะไรก็มีแจกทั้งนั้นแหละ แหม! พวกนั้นดีอก ดีใจ ยกมือไหว้กันสลอนไปเลย บอกว่า นี่แหละพระผู้เป็นเจ้าท่านมาช่วยอย่าง นี้แหละ ถ้าไม่มีพระผู้เป็นเจ้ามันก็แย่ละพวกเรา แจกหมดทั้งบ้านชาวคริสต์ชาว พุทธ หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวเกรียวกราวเรื่องการแจกของ. ฝ่าฝ่ายคา้น ทีนี้ก็มากรุงเทพฯ มาคราวนั้น เข้าไปหาพระมหาเถระองค์หนึ่ง พอไป ถึงท่านดุเอาเลยทีเดียว ดุว่าแกนี่ไปแจกข้าวของ น.ส.พ.ลงคนเดียว คนอื่นเขา ทำ ทำ ไมไม่ลง ว่าไปอย่างนั้น อาตมาบอกว่า มันเรื่องของ น.ส.พ. เขาไปเห็น แต่กระผมนั่งทำ งาน  พระองค์อื่นแอบไปสักประเดี๋ยวแล้วก็ไปนอนตีพุงเสีย แล้วมันจะเอาไปลงได้อย่างไร เขาไม่เห็นนี่ จะเอาไปลงได้อย่างไร นั่นมันเรื่อง น.ส.พ. จะมาดุเอากับกระผมอย่างไร ท่านบอกว่า มันลำ เอียงนี่ มีแต่จะพูดถึง เธอนี่ บอกว่านั่นมันเรื่อง น.ส.พ. ไม่ใช่เรื่องของกระผม. นี่ไม่ใช่เรื่องอะไร คือท่านเป็นคนหูเบา เชื่อง่าย ลูกศิษย์มาบอกอะไร เชื่อทั้งนั้น ว่าท่านปัญญาไม่เข้าเรื่อง ไปอยู่เชียงใหม่นี่ ทำอะไรมันขวางหูขวางตา ไปหมดเชียว เจอทีไรด่าทุกทีติทุกทีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ไม่ดีไม่เคยชมว่าดีสัก ครั้งเดียว. พระมหาเถระในเมืองที่ชมท่านปัญญาว่าดีนั้นมีองค์เดียวเท่านั้น คือ หลวงพ่อวัดพระเกียรติ เห็นทีไร บอกว่าท่านพูดเก่ง พูดไม่เหนื่อย พูดเป็น ประโยชน์ ว่าอย่างนั้นทุกทีไม่ได้ติได้ว่า แต่องค์อื่นเป็นไม่ได้ เจอหน้าต้องว่า ทุกทีหาเรื่องว่าเสียเรื่อย ไม่มีอะไรก็ต้องหาเรื่องว่า. คราวหนึ่งไปปาฐกถา ไปกราบท่านตามธรรมเนียม พอกราบท่าน ท่าน ก็ดุเลย ดุว่าคราวก่อนไปด่าตำรวจหรือ? บอกว่าด่าที่ไหนกันกระผม? ท่านว่าด่า ที่วัดมหาธาตุฯ กระผมไม่ได้ด่าว่าเขาเลย เขามาบอกกะฉันนี่ เราก็เลยบอกท่าน ว่าพระเดชพระคุณอยากจะฟังก็ได้ ผมอัดไว้มี พอว่าอย่างนั้น ท่านเงียบเลย.


73 บอกว่าตำรวจนั่นซิทำ ไม่ถูกตามเรื่องตามราว เราไม่ได้ว่าเขาแต่พูดเท่าที่เขาทำ ไม่ถูก. สมเด็จท่านก็ว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็พูดถึงว่า วัดมหาธาตุฯ เขาก็ดีเขา ทำกัมมัฏฐาน ท่านก็ว่า นั่นมันเหมือนกับหัดแถวทหาร ว่าไปอย่างโน้นเสียอีกนี่ เรื่องมันถ้าไม่ชอบเสียแล้ว มันก็ติได้ทั้งนั้น เลยไม่ได้เรื่อง ถ้าอารมณ์ไม่ชอบก็ว่า ไปอย่างนั้นแหละ อาตมาไม่ได้ถือสาหาความอะไร กับท่านทั้งหลายที่เคยติเคย ว่า. เราทำ งานให้พระพุทธเจ้า ไม่ได้ทำ งานให้ใคร ทำ งานเพื่อพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ใครจะชมก็อย่างนั้นแหละใครจะติก็อย่างนั้นแหละแต่มุ่งหมาย อย่างเดียว คือให้ถูกธรรมะ ถ้าถูกธรรมะแล้ว ไม่เกรงใคร ไม่กลัวใครทั้งนั้น ถ้า ผิดถึงจะกลัว ถ้าถูกแล้วไม่มีเรื่อง เพราะฉะนั้นจึงพูดเรื่อยไป. แก้ ไมตกè ที่เขาพูดว่า ท่านปัญญาฯ นี่ ไปเทศน์ที่ไหนก็ด่าทั้งนั้นแหละ มันก็ถูก เหมือนกัน เพราะว่าไปที่ไหน ก็พยายามแก้ญาติแก้โยม แก้ตั้งแต่การจุดธูป จุด เทียน การนั่งเป็นแถวเป็นแนว การกราบพระทุกวัด ทางบ้านนอกต้องไปเทศน์ แก้ทุกวัด แต่ว่ามันเสียดาย อาตมาไปแก้วางรูปไว้แล้ว พอกลับมาไม่มีใครจัดต่อ เมืองไทยนี้เสียดายอยู่อย่างหนึ่ง คนไทยเรานี้มันหยิ่ง ไม่สร้างเสริมสิ่งที่คนอื่น ทำ ไว้อยากจะทำ เอง ถ้าทำ เองไม่ได้ก็ไม่ยอมเดินตามใคร นี่มันเสียหาย ความ จริงเขามาตั้งฐานไว้แล้ว ควรจะก่อจะสานต่อไป นี่ไม่เอา ใครมาตั้งฐานก็ตั้งไป ให้เป็นฐานร้างอยู่อย่างนั้นแหละ ฉันจะตั้งฐานของฉันใหม่ แม้ตั้งเองไม่ได้ก็ไม่ ยอมตั้งต่อไป นี่มันเป็นปมด้อยอยู่ในประเทศไทยเรา. วัดวาอารามก็อย่างนั้นแหละ อาตมาเทศน์มาตั้งหลายปีแล้ว ไปเทศน์ แก้อะไรไว้พอไปทีหลัง หมดแล้ว ไม่ค่อยรักษาในเรื่องนั้นไว้เช่น ให้โยมนั่งเป็น แถวเป็นแนว ไม่ให้จุดธูปเหมือนจะเผาไร่ในเวลาฟังเทศน์ เวลาไปแก้ไว้แล้วไป อีกทีก็จุดกันเหมือนกับเผาไร่ต่อไปอีก ไม่มีใครเอาอย่าง เพราะว่าผู้ที่อยู่ประจำ ถิ่นไม่รักษาไม่แนะนำ ไม่ถือโอกาสที่เขามาช่วยแก้ไว้แล้วเราก็ช่วยกันรักษานี่ไม่ เอา เรื่องมันก็ลำ บากแต่ข้อนี้ไม่เป็นไรต้องทำต่อไปตามหน้าที่ช่วยเหลือต่อไป.


74 ปา้ยสีพระ ช่วยเหลือที่เชียงใหม่เรื่องน้ำ ท่วม บางครั้งก็มาถึงกรุงเทพฯ เช่น คราว หนึ่งที่บ้านหมี่ เกิดไฟไหม้อาตมาอยู่ในกรุงเทพฯพักอยู่ที่คณะ ๒ วัดมหาธาตุ เจ้าคุณเทพฯจะไปอุดร เลยชวนท่านปัญญาช่วยหน่อย ก็เลยประกาศใน หนังสือพิมพ์ ออกข่าว ญาติโยมเอาผ้ามาให้กองเต็มห้องเลย มากมาย เป็น ปัญหา จะเอาไปอย่างไรมากอย่างนี้ก็เลยไปติดต่อขอรถคุณสังข์พัฒโนทัย ได้ รถคันหนึ่ง รถบัส เอาไปแจก พอไปถึงเจ้าหน้าที่บอกว่า ท่านไม่ต้องแจกหรอก เหนื่อย ทิ้งไว้นี่แหละ ผมแจกเอง ดูๆ เขาไม่เต็มใจให้เราแจกด้วยมือเอง ใน ๑๐ วันที่อาตมาประกาศทาง น.ส.พ. ออกไป เวลานั้นแม้ไม่ได้ติดต่อทางวิทยุคนก็ เอาเงินมาให้ให้ซื้อเอง ซื้อได้ครบจำ นวนเรียบร้อย พาไปแจกแจกเสร็จแล้ว ทำ รายการส่งไปสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ให้ช่วยออกแถลงการณ์ให้หน่อย ว่าได้นำ ไปแจกแล้ว เพราะเห็นเขาทำอะไรเขาก็ประกาศกันทั้งนั้น ส่งไป ๓ ครั้ง เขาไม่อ่านออกอากาศเลย ทีหลังนึกในใจว่ามันเพราะอะไร. นายตำรวจคนหนึ่งมากระซิบบอกว่า ท่านอย่ายุ่งให้มันเหนื่อยเลย เขา จะหาว่าท่านเป็นคอมมูนิสต์อยู่นา ที่ไปแจกเสื้อผ้าอยู่นี่ เอาแล้ว! จะให้เป็นแดง เสียให้ได้จะให้ท่านปัญญาเป็นคอมมูนิสต์เสียแล้ว บอกว่าสถานีวิทยุเขาไม่อ่าน นั้น เขาไม่ส่งเสริมท่าน เพราะมันล้ำ หน้าเขา ท่านทำอะไรไม่เอาชื่อเขาใส่ไปด้วย อันนี้ถูก เพราะว่าเราทำอะไรก็ไม่คิดใส่ชื่อใคร อาตมาเองก็ไม่อยากเอาชื่ออยู่ แล้ว จะไปเอาชื่อคนอื่นใส่อีกทำ ไม ทีนี้ทำ ไปมันก็ล้ำ หน้าเขา. เช่น ไปเที่ยวสร้างโรงเรียน สร้างอะไร ทำแล้วมันเกิดปมด้อยแก่คนอื่น คนอื่นเขาก็ไม่ชอบ เลยก็ไม่ส่งเสริม แต่ก็ไม่หวั่นไหว มีโอกาสก็จะทำ เรื่อยไป ทำอยู่อย่างนั้นหลายปีช่วยเหลือประชาชนที่เกิดทุกข์ร้อน ข้าวยากหมากแพง เกิดไฟไหม้ที่ไหน ที่ตะพานหิน บ้านหมี่ ก็ได้ทำอยู่เสมอ ช่วยอยู่ เป็นงานด้าน สังคมสงเคราะห์ที่เป็นงานช่วยเพื่อนมนุษย์ตลอดเวลา. งานพัฒนาเชียงใหม่ งานวิสาขบูชานี่งานหนึ่ง ที่ไปเพาะขึ้นที่เชียงใหม่ แล้วก็ได้ผล แต่เดี๋ยว


75 นี้ซบเซาเต็มทีวิหารวัดสวนดอกนั้น ยาวตั้งหนึ่งเส้นกว่า ครูบาศรีวิชัยสร้างไว้ ตั้งแต่สร้างแล้วท่านก็ตายไป คนไม่เคยนั่งเต็มตัววิหารสักทีอาตมาขึ้นไปปีแรก เอาคนมานั่งเต็มวิหาร คือทำวิสาขะ ก่อนวันวิสาขะมีโฆษณาป่าวร้อง เขียน หนังสือพิมพ์เทศน์แนะนำว่าควรทำอย่างไร. ชาวเชียงใหม่น่ะเขาดีสอนง่าย ถ้ามีคนสอนแล้วไม่มียุ่งหรอก คนเหนือ นี้ที่ยุ่งนี้เพราะไม่มีคนสอน สอนก็ไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าทำ ให้ดีๆ แล้วไปไกล คนชาว เหนือนี่เขาใจดีว่านอนสอนง่าย. พอถึงวันวิสาขะเข้าจริงนะโยมนะ ทุกบ้านทุกช่องประดับประดาธงทิว โคมไฟสว่างไสวไปหมดเลย ทุกถนนทุกบ้านทุกช่อง วัดวาอารามก็ทำ . แต่ว่า ก่อนถึงวันนั้นมีบัตรสนเท่ห์พิมพ์แจกเหมือนกัน ว่าอย่าไปเชื่อท่านปัญญา ท่าน ไม่ใช่พระพวกเรา พระแขกมาจากไหนก็ไม่รู้จะมาทำลายประเพณีบ้านเรา เรา อย่าไปเชื่อ มีออกแจกเหมือนกัน. เขาเอามาให้ดูอาตมาก็บอกว่าไม่เป็นไร ใบ ปลิวเล็กๆ ไม่น่ากลัว คอยดูวันวิสาขะก็แล้วกัน. คนทำ เรียบร้อยหมดทุกหน ทุกแห่ง. ได้ประชุมเด็กนักเรียนทั้งเมือง ในเขตเทศบาลกี่โรง โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนพวกมิชชั่นนารีมาหมด นักเรียนสี่พันเศษ นั่งกันเต็ม ศาลา แล้วก็ปาฐกถาอะไรต่ออะไร ตอนเช้าเลี้ยงพระ แจกข้าวแจกของ แจก ดินสอ แจกของเล่นแก่เด็ก กลางคืนเดินแห่ ถือโคมไฟแห่ มีบทเพลงด้วย. เมื่อ คราวนั้น สนิท ศ. เขาอยู่เชียงใหม่ เขาแต่งเพลงวิสาขบูชา ร้องเพลงกันก้องเมือง ไปเลย สนุกกันใหญ่. แล้ววันรุ่งขึ้นนำคนแก่ไปเยี่ยมคนป่วยโรคเรื้อน คนแก่ๆที่เชียงใหม่อายุ ๕๐-๖๐ ออกปาก “อุ๊ย! ข้าเจ้าอายุ ๕๐-๖๐ แล้ว ยังบ่เคยมานี่สักเตื้อ” ไม่เคย ไปดู ม่วน! เยี่ยมที่โรงพยาบาลโรคเรื้อนนี้แล้ว ก็พาไปให้เห็นสภาพคนเป็นโรค เรื้อนนั้น ญาติโยมสงสาร ให้โยมหลวงศรีประกาศ เก็บสตางค์ได้อีกเยอะ เอาไป แจกคนเหล่านั้นต่อไป. นำคนไปในทางอย่างนี้ชักจูงญาติโยมไปให้รู้จัก ว่าอะไรควรทำ อะไร ไม่ควรทำ แก้ไขเรื่อยไปในเรื่องที่ควรจะแก้ไข.


76 อยู่เชียงใหม่นี้ก็พยายามทำอย่างนี้เรื่อยมา เป็นเวลาก็๑๐ ปีไม่ใช่น้อย อยู่ถึง ๑๐ ปีออกหนังสือพิมพ์“ชาวพุทธ” ให้คนได้อ่านด้วย. ต่อมาก็ได้ลงมากรุงเทพฯคือว่าหน้าหนาวนี้อยู่ไม่ได้เชียงใหม่มันหนาว ผิวหนังมันแพ้ ออกผื่นคัน ต้องหนีทุกปี หนีมากรุงเทพฯ ก็มาอยู่วัดมหาธาตุ คณะ ๗ (เดิม) กับเจ้าคุณเทพฯ ได้พักพาอาศัย พลอยได้อาศัยกินข้าวแดงแกง ร้อนเขา แล้วคนก็นิมนต์ไปเทศน์ไปปาฐกถา ที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง. ยืนพูด เวลาปาฐกถาใหม่ๆ นี้ มีข้อติอีกอย่างหนึ่ง เขาติกันเหลือเกิน ท่าน ปัญญายืนพูด ไม่ดีติทั้งนั้นแหละ; ถือเป็นจุดดำ ที่ติอาตมาว่ายืนพูด. ตอนนั้นอาตมามาเทศน์กรุงเทพฯ  ที่พุทธสมาคมหน้าวัดบวรนิเวศฯ กรรมการพุทธสมาคมกลัวเขาจะว่า ว่ายืนพูด อุตส่าห์จัดเก้าอี้ไว้ให้นั่ง อาตมา สั่งให้เอาเก้าอี้ออกทันทีพอจะขึ้นพูด บอกให้เอาออก อาตมาจะยืนพูดให้โยม ฟัง ดูว่ายืนพูดกับนั่งพูดมันเป็นยังไง อันไหนจะเข้าใจง่ายกว่ากัน แล้วก็เลยยืน พูด. เดี๋ยวนี้คนที่ติอาตมานั้น ยืนพูดหมดแล้วยืนพูดกันหมดแล้ว พระสังฆราชก็ ยืนพูดเวลานี้. ก่อนนั้นก็ติว่าไม่ดีที่ท่านปัญญายืนพูด แต่เดี๋ยวนี้ก็ยืนพูดกันแล้ว เดี๋ยวนี้ยืนพูดกันทั่วไปแล้ว. มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องติไอ้ของเล็กน้อยอย่างนั้นน่ะ สิ่งใดเป็นประโยชน์ละก็ทำ เข้าไปเถอะ กินข้าวกับตะเกียบ กินกับช้อน กินกับ ส้อม อิ่มหรือเปล่า ก็อิ่มเท่ากัน. เมื่ออิ่มแล้วมันก็กินได้ตามกาลเทศะ จะนั่งจะ ยืนมันก็ได้ทั้งนั้นแหละ ยืนพูดก็ได้. ตีขนดหางพญานาค เมื่อคราวอยู่เชียงใหม่นี่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง อยากจะเล่าให้โยมฟังอีก คือว่า เรียกกันว่า สนั่นหวั่นไหว เหมือนมีการวางระเบิดกลางเมือง คราวนั้นน่ะคือ เขาประชุมพระ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำ เภอมาก แล้วก็เชิญพระผู้ใหญ่จาก กรุงเทพฯไปด้วยวันนั้นจำ ได้ว่า ท่านเจ้าคุณสังฆมนตรีอยู่ด้วย. เขาให้อาตมาพูด ข้อคิดในการเผยแผ่ แต่ว่าข้อคิดที่พูดนั้น พูดแล้วมันกระเทือน กระเทือนมาก.


77 หนังสือพิมพ์ชาวเหนือลงว่า  “ท่านปัญญาเอาค้อนเหล็กตีขนดหาง พญานาคราช” จั่วหน้าว่าอย่างนั้น เพราะว่าพูดเรื่องมันแรง หาว่าพระเรานั้นไม่ ค่อยเอางานเอาการ. พระที่มีตำแหน่งเผยแผ่ ไม่ได้เผยแผ่ แต่นอนแผ่อยู่บนกุฏิ ว่าอย่างนั้น. สมเด็จฯท่านฟังแล้วท่านลุกขึ้นยืนท่านนั่งอยู่ตรงนี้ลุกขึ้นไปยืนทางนู้น ยืนเฉพาะหน้า ยืนดูอาตมา.อาตมาพูดให้ท่านยืนดูท่านเพ่งใหญ่เลยคงจะเพ่ง ให้หยุดพูดนั่นเองแหละ แต่อาตมาก็ไม่หยุด ยังคงพูดต่อไป พูดใหญ่ พูดวันนั้น. รัฐมนตรีว่าการศึกษาฯ ท่านนั่งฟังอยู่ด้วย รัฐมนตรีศึกษาสมัยนั้นชื่อ ส. สวัสดิเกียรติท่านไปนั่งฟังด้วย พอฟังจบ ท่านบอกว่า โอ! พูดแบบนี้ต้องเอาไป พูดที่กรุงเทพฯ เวลานี้เขาประชุมพระอยู่ที่วัดโพธิ์ ให้ท่านไปพูดที่โน่นด้วย พรุ่ง นี้. เลยได้ขึ้นเรือบิน. วันนั้นน่ะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ขึ้นเรือบินเรือบินสองแถวไม่ใช่เรือบินนั่ง เก้าอี้เป็นเรือบินสำรวจ นั่งสองแถว แล้วขึ้นมาพร้อมกันกับสมเด็จฯ ด้วย เรียก ว่าสมเด็จฯ ท่านฟังอยู่ด้วย ซ้ำต้องนั่งเรือบินมาด้วยกัน มาถึงลงที่สนามบิน เขา มีรถไปรับอาตมา แต่ไม่มีรถรับสมเด็จฯ สมเด็จฯ ก็เลยต้องพลอยไปกับอาตมา ในวันนั้น. พลอยไปแวะที่วัดก่อน แล้วก็ไปวัดโพธิ์. ไปวัดโพธิ์ก็เลยไปเทศน์กับพระที่วัดโพธิ์พระเจ้าคณะทั้งนั้น เทศน์แล้ว เขาอัดเทปไว้ อัดเทปแล้วเอามาเปิดที่พุทธสมาคม. วันที่เขานำ มาเปิดที่พุทธสมาคมนั้น อาตมาไม่ได้ไปหรอก แอบไปทีหลัง เขาเปิดไปครึ่งหนึ่งแล้ว ก็แอบ เข้าไปนั่งอยู่ข้างหลัง พอไปนั่งอยู่ข้างหลัง เปิดจบ ก็มีคนเห็น. เขาก็เชิญเข้าไปให้พูดปากเปล่าไม่ใช้เทป พอพูดออกไปคราวนั้นเสร็จ แล้ว มีคนลุกขึ้นค้าน คือพระราชธรรมนิเทศ ลุกขึ้นค้าน ค้านใหญ่เลย วันนั้น ผู้ฟังจะวางมวยกันเสียให้ได้. พวกที่ “ถือหาง” อาตมาไม่ชอบในการค้านเช่น นั้น แต่ว่ายังมีเจ้าคุณภรตฯ นี่ ไปดึงคุณพระออกไปเสีย ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะ วางมวยกัน เพราะว่าไปค้านสิ่งที่ไม่เป็นเรื่องเข้า คำ ที่อาตมาพูดนั้น ท่านว่า มันไม่ถูก แต่คนอื่นเขาว่าถูก มันไปกันอย่างนี้เลยค้านกัน แต่ก็ดัง เวลานั้นดัง.


78 หนังสือพิมพ์ก็เอาไปลงข่าว มีชื่อมีเสียง ว่าอย่างนั้นเถอะ เกิดเป็นเรื่องดังขึ้น แต่ ว่าดังคราวนั้นก็ยังไม่เท่าใด. เทศนท์างวิทยุ คราวหนึ่งมากรุงเทพฯ เขามีการประชุมพระที่วัดสามพระยา อาตมาก็ ไปช่วยวิ่งเต้น ยกโต๊ะยกเก้าอี้เพราะว่าเคยอยู่วัดนั้น เจ้าคุณท่านก็ว่า เอ้อ,ว่างๆ ปาฐกถาหน่อย เลยขึ้นไปพูดใหญ่ พูดเรื่องสำคัญสะกิดสะเกาแรงๆ จอมพลผิน นั่งฟังอยู่ด้วย ชอบอกชอบใจ บอกว่า เออ! อย่างนี้ต้องเอาไปเทศน์วิทยุบ้าง เลย เขาบอกให้ไปเทศน์วิทยุ เจ้าหน้าที่เขาถามว่า เอาต้นฉบับมาหรือเปล่า ตอบว่า จะเทศน์พรุ่งนี้จะเอาอะไรทัน ไม่ต้องต้นฉบับ. โดยปรกติวิทยุกรมประชาสัมพันธ์นี่เขาต้องมีต้นฉบับอาตมาไม่ได้เขียน ไปเทศน์เลย เทศน์กัณฑ์นั้นมันรุนแรง เทศน์เรื่องกินจอบกินเสียม กินเหล็กกิน ไหล กินกันใหญ่ แล้วก็ยกเรื่องกลบท ว่าเรื่อง “พาราสาวัตถีใครไม่มีปรานีใคร, ดุดื้อถือแต่ใจ ถึงทีได้โกยกันให้พอ” ว่าอย่างนั้น. ได้ข่าวว่าท่านจอมพลเคืองใหญ่ บอกว่านิมนต์พระอะไรมาเทศน์ทำ ไม ไม่ตรวจสำ บัดสำ นวน. เขาบอกว่าตรวจอะไร ท่านเทศน์ปากเปล่า ไม่ได้ตรวจ สำ นวนนี่. แหม! หนังสือพิมพ์ก็ประโคมตามหลังอีก. นี่มันดังออกไปตอนนี้เอง มันดังตอนพูดแรงๆ ในกรุงเทพฯหลายครั้ง มีการเขี่ยแรงหลายครั้ง เลยก็ดัง ออกไป. ความจริงมันก็เป็นอารมณ์แรงสมัยนั้นน่ะ เพราะว่ายังหนุ่ม ความคิด มันก็แล่นไป. เดี๋ยวนี้ไม่แรงแล้ว เทศน์ปกติ ไปเทศน์ที่ไหนก็ไม่ค่อยจะรุนแรง เทศน์ธรรมดา. ถ้าว่าจะร้อนก็พออุ่นๆ ไม่ถึงกับร้อน ๙๐ ดีกรีสมัยก่อนนี้มัน ร้อน เทศน์แรง เพราะว่าความคิดมันแล่น อยากจะจัดอยากจะทำ เรื่องอะไรต่อ อะไร. แต่เมื่อทำ งานนานๆ เข้า มันมีประสบการณ์ เกิดความคิดความนึกว่าไม่ ไหว ปล่อยเบาๆ หน่อย แต่ก็ยังไม่ทิ้งอุดมการณ์ยังถือหลักการเดิมว่าต้องแก้ไข สิ่งบกพร่อง ยังแก้อยู่เรื่อยๆ. ไปเทศน์ที่ไหนก็ยังแก้เรื่อยไป หลักการเป็นอย่าง นั้น.


79 แจกธรรมะดีกว่า ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง อยากจะบอกโยมได้รู้ว่า อาตมานี้ไม่นิยมการก่อสร้าง วัตถุที่ใหญ่โต คือไม่จำ เป็นก็ไม่ทำอะไรมากอย่างนั้น มุ่งสอนธรรมะอย่างเดียว ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็อยากทำแต่เรื่องธรรมะ สอนธรรมะ เรื่องก่อสร้างนั้นไม่ค่อย สนใจ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเรื่องแจกฎีกาขออะไรกับญาติกับโยม เพราะถือว่า เรื่องมันยุ่ง เรายุ่งแต่เรื่องแจกธรรมะก็แล้วกัน. แม้ในการทำ บุญอายุคราวนี้ ก็มีพระมาถามบ้างเหมือนกัน ถามว่า อยากจะทำ เหรียญหลวงพ่อปัญญาแจก ทำแล้วเอาไปให้เขาเสก. เราก็ว่า ไม่ ต้องเอาไปเสก ถ้าทำแล้วก็จะต้องเสกเอง แต่ว่าไม่ทำ เพราะว่าจะเอารูปไปแจก นี่ไม่กี่วันก็เอาไปหล่นน้ำหมด แจกธรรมะพอแล้ว. พระธรรมย่อมวิเศษกว่ารูปร่างกายแจกธรรมะดีกว่า ในการทำ บุญอายุ แจกธรรมะ พิมพ์หนังสือแจก แทนพระพุทธเจ้า. พระธรรมนั้นเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้า เราเอาธรรมะกันดีกว่า แจก ธรรมะ ใครจะทำ เรื่องอื่นนั้นไม่ส่งเสริม ไม่อยากให้ทำ ที่ได้มาอยู่วัดชลประทาน ๑๑ ปีนี้แล้ว โยมจะเห็นว่า อาตมาไม่ได้ทำอะไรเลย ในทางที่เรียกว่าเหมือนคน อื่นเขาทำ , ทำอะไรมันก็แผกแหวกแนวเขาเสมอ ทำ บุญอายุก็ไม่เหมือนเพื่อน ไม่นิมนต์พระมาสวดมนต์ นี่ที่จริงควรนิมนต์สมเด็จทั้งหลายมาสวดมนต์นะ เพราะว่าตามวัดวาอารามเขาทำอย่างนั้น แต่อาตมาคิดว่ามันเป็นการเมืองมาก ไป. การนิมนต์พระผู้ใหญ่นี้ โดยมากนิมนต์แบบการเมือง ไม่ใช่นิมนต์เพราะ เลื่อมใสศรัทธาแท้อะไร ไม่เลื่อมใสเท่าไรหรอก มันการเมือง. เช่นให้ท่านได้มาเห็นวัดวาอาราม ให้ได้รู้จัก ต่อไปข้างหน้าเพื่อเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งมันง่ายหน่อย. เลยบอกว่าเราไม่ได้ทำ บุญแบบการเมือง ทำ บุญ ธรรมดา เท่าที่ควรจะทำ ได้เพราะฉะนั้นไม่มีการนิมนต์ใครมาฉันข้าว เลี้ยงแต่ พระในวัดก็พอ พระวัดอื่นหากมาก็เลี้ยง ไม่รังเกียจ แต่จะเลือกนิมนต์องค์นั้น องค์นี้มานั้น ลงทุนมาก ต้องเที่ยวไปรบกวนรถยนต์เขา ต้องจัดอาหารพิเศษ ต้องมีที่ใส่น้ำชา. ที่นี่ก็ไม่มีเสียด้วย อาตมากับน้ำชามันก็อย่างนั้นแหละ ไม่ค่อย


80 ได้ฉัน ฉันน้ำ เย็น. จะต้องมีน้ำชา มีอาสนะ มีหมอนอิง ถ้าทำ ไม่ถูก เดี๋ยวเขาจะ หาว่า ท่านปัญญานี่ ท่านไม่รู้อะไร ดีแต่สอนคน ปฏิสันถารก็ไม่เป็น เดือดร้อน อีกแหละ นิมนต์มาแล้วก็เดือดร้อน เลยอย่านิมนต์เลย ลำ บาก. มานิมนต์พระ ที่ฉันง่ายๆ ดีกว่า แล้วก็ทำ บุญอย่างอื่นเถอะ มันไปอย่างนั้น มันแผลง คือเป็น คนแผลงมาตั้งแต่เด็กๆ มันก็แผลงอย่างนั้นแหละ ไม่ค่อยเชื่อเรื่องอะไรต่ออะไร เรื่องผีสาง เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ไม่ค่อยเชื่อ. ถ้าเขาบอกว่าตรงไหนศักดิ์สิทธิ์ละก้อ อาตมามักจะแอบไป ขออภัย เถอะ, แอบไปเยี่ยวรดเสียบ้าง ลองดูว่ามันจะศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ เปล่า! ไม่เห็น เป็นอะไร. เช่น เขาว่าอ้ายนั่นศักดิ์สิทธิ์ บางทีก็ขุดไปทิ้งเสียเลย. ตอนเด็กๆ น่ะ ซนแบบนี้โตขึ้นมาใจมันยังซนแบบนั้นอยู่ คือไม่เชื่อสิ่งเหลวไหล เชื่อแต่คำสอน ของพระพุทธเจ้า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เชื่ออย่างนี้แล้วก็เอาตัวรอดมาอย่างนี้ โดยอาศัยหลักการแบบนี้ไม่มีหลักการแบบอื่นที่เขาทำๆ กัน. อาตมาไม่เห็นด้วย กับการพิธีปลุกเสก ลงเลขลงยันต์ทำตะกรุด ทำผ้า ประเจียดแจก เพื่อเอาเงินสร้างนั่นสร้างนี่ ไม่ได้สร้างก็ไม่สร้าง แต่ถ้าจะสร้างก็ ให้ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ให้โยมศรัทธาเลื่อมใส ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้า โยมมาทำ บุญ ต้องการได้เหรียญ ต้องการได้ผ้ายันต์ ต้องการได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็ เป็นการแลกเปลี่ยนไป เป็นสินค้าในการศาสนา ไม่ค่อยชอบในเรื่องอย่างนั้น จึง ไม่ทำ ไม่ส่งเสริม ดังที่โยมเคยเห็นกันอยู่. ที่มาอยู่วัดนี้ก็ ๑๑-๑๒ ปีกระทั่งเข้าพรรษานี่ ก็อยู่อย่างนี้ ทำอะไรก็ ทำ มาเรื่อยๆ ตามเท่าที่จะได้ ไม่ได้ทำด้วยใจร้อน ทำตามสบาย ได้มาก็ทำ ไป ไม่มีก็หยุดมันเสีย. โยมเอามาให้ก็ทำต่อไป เพราะงานมันไม่จบหรอก สมภาร นี้ตาย สมภารอื่นก็ทำต่อไป วัดวาอารามก็อยู่อย่างนั้น เราจะไปร้อนอกร้อนใจ เป็นทุกข์ เที่ยววิ่งเต้นแจกฎีกาให้มันเหนื่อยทำ ไม ทำ หน้าที่สอนธรรมะไปดีกว่า งานการก็ไม่ยุ่งไม่เดือดร้อน. อันนี้เป็นเรื่องที่เรียกว่าผลงานที่ได้กระทำ มาโดย ลำดับ จนกระทั่งมาอยู่ที่นี่. อยู่นี่ก็อยู่ไปยังนี้แหละโยม แต่ว่าไม่แน่นา วันหนึ่งอาตมาอาจจะไม่อยู่


81 ก็ได้ ถ้านึกขลังขึ้นมาวันไหน ก็ลาออกจากสมภาร แล้วก็ไปอยู่ป่าดงพงไหน ก็ได้ อยู่ตามวัดร้างที่ไหนก็ได้ หรืออาจจะไปจำ พรรษาอยู่เมืองอุบลสักพรรษา ร่างกายแข็งแรงก็ไปอุดรบ้าง ไปหนองคายบ้าง หรืออาจจะลงไปสงขลาไปภูเก็ต โน่น เท่าที่จะไปได้ไม่ใช่อยู่อย่างผูกมัด. อยู่อย่างไม่ได้ผูกมัด ไม่มีข้อผูกพันใน ทางจิตใจ ว่าจะต้องอยู่กันนานเท่านั้นเท่านี้ ไม่มีอย่างนั้น. อาตมานึกอยากจะ ลาออกเมื่อไรก็ได้ไม่มีข้อผูกพันอะไร ไม่ได้อาลัยอาวรณ์ในตำแหน่งสมภาร. หัวสมภาร การเป็นสมภารนี่นึกว่าสบายหรือ พระทั้งหลายที่ไม่เคยเป็น อยากเป็น จนตัวสั่น บางองค์อยากเป็นสมภาร อุตส่าห์ไปแย่งเขามา เรื่องอะไรที่จะไปเอา กงจักรมาพัดหัวให้เลือดไหล.11 เป็นสมภารนี่ไม่ใช่มันสบายอะไร ใครไม่เป็นก็ ไม่รู้ ถ้าเป็นเข้าแล้วก็รู้ว่า มันหนักอกหนักใจ ถ้าหนักไม่รู้จักวางก็นอนไม่หลับ เลยทีเดียว เป็นโรคประสาทไปเลย. แต่ถ้าปล่อยวางเป็น มันก็ไม่หนัก อยู่สบาย ไม่เดือดร้อน เพราะว่าต้องรับภาระตั้งแต่โบสถ์จนถึงเว็จกุฏิอยู่ในอกของสมภาร ทั้งนั้น อะไรเกิดขึ้นก็สมภาร เด็กไม่ดีก็สมภาร เณรไม่ดีก็สมภาร พระลูกวัดไม่ดี ก็สมภาร หญ้ารกก็ว่าสมภาร นกพิราบขี้ใส่โบสถ์คนมาเห็นเข้าก็สมภารวัดนี้ไม่ เอาใจใส่ มันลงบนหัวสมภารทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไร. ใครที่สบายอยู่แล้วอย่าไปแบกเอา“หัวสมภาร”เข้า มันเดือดร้อน แต่ถ้า เป็นแล้วก็ต้องเป็นให้ดีทำ หน้าที่ให้เรียบร้อยให้สมบูรณ์มันก็ไม่ยุ่งลำ บากเดือด ร้อนอะไร. อันนี้เอามาเล่าให้ญาติโยมฟัง ถึงชีวิตที่ผ่านมาในอดีต ตั้งแต่สมัยก่อน โน้น จนมาถึงปัจจุบันนี้ โยมก็เห็นอยู่แล้ว ว่าอาตมาปัจจุบันนี้อยู่อย่างไร ทำ อะไร ดำ เนินชีวิตอย่างไร อยู่มาได้๖๐ ปีนี้ก็นับว่าบุญแล้ว. 11 เป็นการเปรียบเปรยกับนิทานชาดก เรื่อง “มิตตวินทุกะมาณพผู้หัวดื้อ” เรื่องย่อว่า มิตตวินทุกะมาณพเป็นบุตรเศรษฐีมีนิสัยดื้อหนีออกจากบ้านไปกับพ่อค้าสำ เภา ต่อมาถูกลอยแพ ไปขึ้น เกาะ ได้อยู่กับนางเปรตปลอมเป็นนางฟ้าในวิมาน แต่ด้วยนิสัยดื้อ เชื่อว่าข้างหน้ายังมีเกาะที่ดีกว่า นี้อีก จึงลงแพหนีไปขึ้นเกาะที่มีสัตว์นรกมีกงจักรหมุนบดอยู่บนหัว เลือดไหลอาบ แต่มิตตวินทุกะ มาณพกลับมองเห็นกงจักรเป็นมงกุฏดอกบัว จึงขอมาสวมหัวตน สัตว์นรกรีบถอดให้แล้วหนีไป.


82 บุญรักษา โยมผู้ชายอาตมา ๕๔ ปีเท่านั้น ตายแล้ว เพราะว่าเป็นโรคปอดสมัยนั้น ไม่มียารักษา อาตมาอยู่ถึง ๖๐ นี่ดีใจแล้วว่าเรานี้อยู่เกินโยมผู้ชาย แต่ยังไม่เท่า โยมผู้หญิง เพราะโยมผู้หญิงอยู่ถึง ๘๘ ปีอาตมาอยู่สัก ๘๐ ก็ยังนับว่าดีแต่มัน ก็ว่าไปไม่ได้สังขารร่างกายไม่มีใครกำ หนดได้ใครจะให้พรว่าให้อยู่ ๑๐๐ ปีไม่ ขอรับ, ๑๐๐ ปีนี้มันจะไม่ไหวเอา มันลำ บาก อย่าให้อยู่อย่างนั้นเลย ให้แต่เพียง ว่าขอให้ท่านสบายก็พอแล้ว. ถ้าอยู่ ๑๐๐ ปีนี่มันจะง่อนแง่นเต็มทีจะไม่ไหว. สุดแล้วแต่เรื่อง เรื่องอายุอานามอย่าไปยุ่งกับมัน อย่าไปทุกข์ร้อนกับมัน ทำ หน้าที่ตามหน้าที่ อันใดดีก็ทำ ไป อันใดไม่ดีก็หยุดทำ มันเสีย ชีวิตก็จะก้าวหน้า ไปในทางที่ถูกที่ชอบ ตามคำสอนในทางพระพุทธศาสนา. อาตมานั่งพิจารณาดูชีวิตของตนเองตั้งแต่น้อยมาจนกระทั่งบัดนี้นั้นนึก ว่าเรานี้บุญไม่มีใครวางแผนชีวิตให้มันเป็นของมันเองไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นอย่าง นั้นจะเป็นอย่างนี้เรียนก็เรียนไปอย่างนั้นเอง เรียนไปตามเรื่อง. ครูบาอาจารย์ ก็สอนไปตามเรื่อง แม้มาบวช เป็นสามเณรเป็นพระ ก็เรียนไปตามหน้าที่จนครู ก็สอนไปตามหน้าที่ แต่ครูไม่ได้เพาะอุดมการณ์ลงในใจ ว่าควรทำอย่างนั้นควร ทำอย่างนี้ชีวิตจะต้องเป็นอย่างนั้น ครูไม่ได้บอกสอนให้คิด สอนแต่ให้รู้ไม่ได้ สอนให้คิด แล้วก็ไม่ได้ให้อุดมคติประจำจิตใจ อันนี้เรียกว่าผิดพลาด. แต่นี่มันเกิดขึ้นเอง นี่เรียกว่ามันเป็นบุญของตัวเอง เกิดความคิดความ นึกขึ้นมา คิดจะทำอย่างนั้น คิดจะทำอย่างนี้คิดจะแก้ไขอะไรๆ นี่มันเกิดเอง ไม่ได้เกิดเพราะคนนั้นคนนี้แนะนำตักเตือนให้แต่มันเป็นความคิด อันเนื่องจาก อ่านหนังสือธรรมะ แล้วเอาไปเทียบดูกับการปฏิบัติของพุทธบริษัท เห็นว่าไม่ ตรงกัน แล้วก็คิดจะแก้ไข มันเกิดขึ้นในใจ ชีวิตก็ผ่านมาโดยลำดับ บางทีถึงหัว เลี้ยวที่อันตราย มันก็เลี้ยวไปได้อย่างเรียบร้อย หลบไปได้ไม่มีอันตราย. ถ้าสมมติว่าไม่ได้บวชเป็นสามเณร ไม่ได้ออกจากบ้านในวัยหนุ่ม น่า กลัว..น่ากลัวจะเป็นคนร้ายไป จะมีชื่อเป็นนักเลงไปเสียก็ได้ เพราะว่าที่บ้าน ของอาตมานั้น คุณโยมไม่ได้ประพฤติชั่ว แต่เป็นคนรักเพื่อนฝูง บ้านเป็นเหมือน กับห้องรับแขกที่คนมาไม่ขาด คนเดินทางมาแวะกินอาหาร มาถึงเช้าให้กินเช้า


83 มาถึงเที่ยงให้กินเที่ยง มาถึงกลางคืนหุงให้กินกลางคืน บางทีโยมผู้หญิงหุงข้าว หม้อใบใหญ่ เพราะแขกมากันตั้ง ๑๐ คนพร้อมกัน หุงให้กิน กินแล้วไปนอน นอนแล้วบางทีก็ยังไม่ไป นอนอีก ๒ วันถึงจะไป. อาตมาเป็นเด็กนี่ดูๆ แล้วคิดว่า บ้านเรานี้เหมือนกับห้องรับแขก มานึก ทีหลัง นึกถึงภาพเหล่านั้น แล้วก็ยังนึกว่า เขาอยู่กันดีไม่มีภัย. ในบริเวณบ้าน นั้นอยู่กัน ๑๐ ครอบครัว รักกันเหมือนกับพี่น้อง. รักกันด้วยอะไร? อาตมาจำ ได้ ว่า ครั้งเป็นเด็กๆ นี่ เบื่อที่สุด ในการที่จะต้องเอาแกงไปแจกบ้านโน้น เอาขนม ไปแจกบ้านนี้ต้องแจกเขา. โยมทำอะไรกิน ได้เนื้อมาก้อนหนึ่ง เอามาถึงแกง ขึ้นหม้อหนึ่ง ต้องตักไปแจกทุกบ้าน ไม่มาก ถ้วยเล็กๆ เอาไปให้เขาทุกบ้าน. ได้ ทุเรียนมา ๒-๓ ผล ทำ น้ำกะทิอ่างใหญ่ต้องเอาไปแจกทุกบ้าน. ถ้าได้ปลามามากตั้งเข่ง ต้องเอามาแบ่งเป็นกองๆ เด็กต้องเอาไปแจก เรือนนั้นกอง เรือนนี้กอง ได้อะไรมาก็ไปแจกกันอยู่อย่างนั้น. สมัยเด็กๆ นี้เบื่อ เต็มทีพอเห็นเขาแบ่งกองปลาออก คิดว่ากูแย่อีกแล้ววันนี้วิ่งกันเต็มที่ละ นึก เบื่อ. ครั้นเป็นผู้ใหญ่นี่ มานึกว่า อ้อ..เขาทำถูก โยมท่านทำถูก คือว่า เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำ ให้คนรักนี้ด้วยการให้ พูดจา อ่อนหวาน ประพฤติตนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกัน แล้วก็ทำตนให้เสมอต้น เสมอปลาย ท่านประพฤติอยู่ เห็นคุณธรรมเหล่านี้เมื่อบวช ว่าโยมประพฤติ ธรรมเหล่านี้สมบูรณ์ที่สุด. โจรพัทลุง เมืองพัทลุงนี้โจรมาก สมัยอาตมาเป็นเด็กนี่ โจรใหญ่ ก๊กใหญ่ เรียกว่า ดำ หัวแพร, รุ่งดอนทราย, อ้ายสีเงินหนวดแดง, โอ๊ย..มากมายละ! ยิงกันทุกคืน ปล้นกันทุกคืน เลี้ยงควายอยู่ในทุ่ง มาถึงเอาปืนยิงปังๆ ๆ ต้อนไป ๒๐ ตัว ต้อน ไปหมดเลย เอาไปหมดเลย. แต่ว่าควายของโยมไม่เคยถูกต้อน ถ้าเขาต้อนไป วันนี้ของใคร บอกชื่อโยมโจรมันไม่เอา. ทำ ไมพวกโจรไม่เอา คือว่าจะเอาไปใช้ เมื่อไรก็ได้ควายของโยมนี่ มาถึงก็บอกว่าลุง น้า อา แล้วแต่จะเรียก ขอควาย


84 ไปเหยียบนาสัก ๒-๓ เช้า เอาไปเถอะ..เอาไปเลย เอาไปเหยียบนา เวลาเหยียบ ก็ต้อนทั้งฝูงลงไปย่ ำ ในนา เขาเรียกว่า “เหยียบนา” ไม่ต้องไถ นวดๆให้หญ้ามัน ตาย ดำข้าวได้เลย. ขอไปเถอะ ๓ วัน ๗ วัน ไม่ว่า เอาไป ใครไม่มีอะไร ก็เอาไป เถอะ. โยมมีควาย ๒ ตัว สำ หรับไถนา วันหนึ่งมีคนมาถึงบอกว่า น้า..ผมไม่มี ควาย โยมบอกว่าเอาไป มึงเอาไปตัวหนึ่ง เหลือตัวเดียว โยมผู้หญิงบอก มี๒ ตัวให้เขาไปแล้วเหลือตัวเดียว เราจะไถอย่างไร โยมผู้ชายบอกว่า มันจนกว่าเรา เราไม่เดือดร้อนหรอก พรุ่งนี้ไปเอามาใหม่ ไปเอาของเพื่อนบ้านมาอีก เอามาไถ ได้ต่อไป ก็ทำอย่างนี้คนถึงรักใคร่นับถือ ไม่มีขโมยขโจร. ในเวลานั้นชาวบ้านชาวช่องนอนบนเรือนไม่ได้ต้องหอบผ้าหอบหมอน ไปนอนในป่าดงข้างบ้าน แต่ที่บ้านนี้ไม่มีโยมบอกว่าไม่ต้องหนีบ้านเราไม่มีใคร ปล้น ขอให้นอนให้สบาย. แล้วโยมนี่ก่อนนอนสวดมนต์ทุกคืน อาตมาได้ยินเสียงสวดมนต์ สวด มนต์ไหว้พระเสร็จแล้วนอน แล้วบอกลูกบอกหลานว่า ไม่ต้องเป็นทุกข์ไป บ้าน เราไม่มีใครปล้น. อ้ายที่ไม่ปล้นน่ะเพราะอะไร? เพราะว่าเป็นมิตรกับคนทุก เหล่า อยู่กันอย่างสบาย มีการแจกการให้กันอยู่เสมอ มีความเอื้อเฟื้อ. งานของ คนอื่นมาละก็ต้องช่วยเต็มที่ตามประสาของคนบ้านนั้น. อันนี้คือธรรมะที่เห็นอยู่ในครอบครัว ตั้งแต่เล็กแต่น้อย จนกระทั่งมา เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็นึกได้ว่า อ้อ! เขาประพฤติธรรม จึงอยู่กันด้วยความสุข ความสบาย. สมัยก่อนนี้ที่บ้านอาตมาไม่มีการพนัน ไม่มีเลย ถ้าจะมีการพนันก็ตอน สงกรานต์เห็นเขาเล่นสะบ้ากัน ยิงสะบ้ากัน สงกรานต์นี้๓ วันเท่านั้น พ้นจาก นั้นแล้วก็ไม่มีเล่นอะไรกัน. แต่เดี๋ยวนี้ผีเข้าไปแล้ว บ่อนการพนันเยอะเดี๋ยวนี้คน รุ่นเก่าตายหมด เด็กรุ่นใหม่มันรับอารยธรรมแผนใหม่ เลยมันยุ่งกัน เดี๋ยวนี้เกิด ความทุกข์ความเดือดร้อน. คนแต่ก่อนนี้เขาไม่ยุ่ง เขาประพฤติธรรม อยู่กันฉัน พี่น้อง มีแต่ความสุขความสบาย. นี่คือธรรมะที่ได้พบได้เห็นติดมาในนิสัย.


85 กราบหมอน แต่ที่อยากจะบอกอันหนึ่ง ที่เรียกว่ามีอิทธิพลเหนือจิตใจ คือเมื่อเด็กๆ นี้นอนกับแม่แก่คือคุณยายนั่นเองคุณยายมี๒ คน คือยายใหญ่ยายน้อยยาย ใหญ่คือพี่ของยายตัว ชื่อยายหนูยายของอาตมานี่ ชื่อยายนุ่ม อยู่บ้านเดียวกัน นอนห้องเดียวกัน ยายสองคนนี่ อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เวลานั้นอาตมาเป็น หลานชายคนเดียวในครอบครัว. ยายหนูไม่มีหลานชาย ยายนุ่มมีหลานชายคน เดียว อาตมาต้องนอนตรงกลางยาย ก่อนนอนนี่ยายต้องให้กราบหมอน. อ้ายหมาเอ้ย! เอ็งกราบหมอนหรือยัง? เอ้า! ต้องลุกขึ้นกราบหมอน กราบอยู่แต่หมอนนั่นแหละ! กราบทุกคืน ไม่รู้ว่ากราบทำ ไม กราบแต่หมอนนั่น น่ะ ก็กราบไป เพราะยายแกรู้เพียงเท่านั้น. ต่อมาเมื่อบวชมาเรียนจึงรู้ว่า อ้อ! หมอนก็คือพระ สอนให้กราบพระก่อนนอน. แต่ว่ายายแกเรียนน้อย ก็สอนให้ กราบหมอนเท่านั้น แต่ว่าการกราบหมอนมีอิทธิพลมิใช่น้อย ทำ ให้จิตใจโน้ม เอียงไปในทางศาสนา. อาตมาไปเที่ยวเตร็ดเตร่ ไปเที่ยวภูเก็ตไปเที่ยวเมืองที่มันยุ่ง มีอบายมุข เยอะแยะ กำลังล่อใจคนหนุ่มอยู่ แต่ความคิดที่จะเร่เข้าไปมันไม่มีที่จะไปบ่อน การพนัน จะไปเที่ยวเสเพล ถ้าจะไปก็ดูหนังเท่านั้นแหละ แต่ไปดูโปรแกรมใน วันสุดท้ายนั้น ดูเงียบๆ ไม่ไปเที่ยวเถลไถล ไม่คบเพื่อนชั่ว ไม่ไปกินเหล้าเมา เพราะเมามา ๒ ครั้งแล้ว มันก็เบื่อแล้ว ดังที่เล่ามาในตอนเช้า. อันนี้มันเกิดจากอะไร? เกิดจากน้ำ ใจที่ได้รับจากการอบรมบ่มนิสัยจาก แม่แก่ คุณยายท่านสอน เวลาจะนอนท่านก็มักจะเล่านิทานเก่าๆ เรื่องสุวรรณ หงษ์ เรื่องวรรณรัตน์ เรื่องจำ ปาสี่ต้น บางตอนยกกลอนมาว่าให้ฟังด้วย. ไม่รู้ หนังสือหรอก แต่จำกลอนและเล่าให้ฟังได้อบรมมาอย่างนั้น. ตื่นเช้าใส่บาตร ก็ไปใส่ด้วยกัน วันไปวัดยายก็พาไป และบอกว่านี่วัด เรา ให้รู้ว่าวัดเรา ให้ยึดถือไว้ด้วย แล้วก็ไปกันอย่างนั้น จนกระทั่งมาบวชเป็น สามเณรเป็นพระ นิสัยมันก็โน้มเอียงไปทางศาสนา ด้วยอิทธิพลของผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เคร่งครัดปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า จึง มีชีวิตปลอดภัยมาด้วยดีจนกระทั่งถึงสมัยนี้๖๐ ปีแล้ว มองดูตัวเอง ก็สบายใจ


86 เพราะไม่มีอะไรที่จะเรียกว่าชั่วร้าย ที่จะทำ ให้ต้องเดือดร้อน เวลาตายจะต้องไป เกิดในนรกตามที่เขาว่ากันนั้น มันไม่มี. มองเห็นแล้วเราทำแต่ความดี ทำสิ่งที่ เป็นประโยชน์แก่ตน แก่ชาติตามสมควร ตามฐานะก็เป็นความชื่นใจ. อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว นำ มาเล่าให้ฟัง เพราะญาติโยม อยากจะรู้ก็เลยเล่าให้ฟัง. รวมความว่า อาตมาเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ขึ้น ๑๔ ค่ ำ เดือน ๖ วันพฤหัสบดีปีกุน พ.ศ.๒๔๕๔ คนเกิดปีเดียวกันหลายคน นักเรียนร่วมชั้นเกิด ปีเดียวกันหลายคน เขาไปเป็นใหญ่เป็นโตก็มีเป็นผู้พิพากษา เป็นอาจารย์ใหญ่ นักเรียนร่วมชั้น ๓๐ กว่าคน เป็นอะไรเยอะ แต่มาเป็นพระองค์เดียว คือท่าน ปัญญาฯ นี้เท่านั้น ก็สบายใจ ภูมิใจแล้วก็เล่าให้ญาติโยมฟังมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ก็สมควรแก่เวลา. อนุโมทนา อาตมารู้สึกดีใจที่ญาติโยมมากันตั้งแต่เช้า นำอาหารมาเลี้ยงพระ นำ ปัจจัยมาอนุโมทนาในส่วนบุญ ปัจจัยก้อนนี้ก็จะตั้งไว้เป็นทุน ในนามว่า “ทุนวัน เกิดปัญญานันทะ” แล้วก็จะใช้ดอกผล เพื่อเป็นค่าไฟฟ้าของวัดเพราะกำลังจะ เปลี่ยนระบบจาก ๑๑๐ เป็น ๒๒๐ โวลท์ ทางการไฟฟ้าเขาคิดราคามาแล้วตั้ง โน่นตั้งนี่ค่านั่นค่านี่๒๐,๐๐๐เศษ ต้องหาเหมือนกันเงินนี้ต่อนี้ไปวัดเราต้องเสีย ค่าไฟ ก็นึกว่าก้อนนี้ตั้งไว้ก่อน เป็นการใช้ดอกผลเสียค่าไฟ แล้วค่อยหาสมทบ เรื่อยๆไป ให้เป็นทุนก้อนใหญ่ไว้คนอยู่ข้างหลังจะได้ไม่ลำ บากไม่เดือดร้อน ผู้ที่ อยู่ก่อนทำ ให้สบายไว้ก็เป็นความสบายใจ. อาตมาได้ทำ บุญอายุ ๖๐ ปีด้วยการบำ เพ็ญเพียรภาวนา พิจารณา ตัวเอง แล้วก็ทำ บุญร่วมกันในวันนี้ คือการเลี้ยงพระ. อาหารที่นำ มาเลี้ยง เหลือเฟือ พอสำ หรับเลี้ยงพระ นึกว่าจะเลี้ยงโยมด้วย แต่ว่าข้าวไม่เหลือ เพราะ เด็กหุงไว้น้อย ไม่นึกว่าญาติโยมจะมามากอย่างนี้ เพราะไม่ได้ออกบัตรออก อะไร นอกจากพูดให้ทราบทางวิทยุ นึกในใจว่าไม่มาก จึงไม่ได้ตั้งเต๊นท์ต้อนรับ ไม่มีอะไร. ในกรมชลประทานนี้ก็ไม่ได้บอกใคร ญาติโยมจึงเห็นว่าไม่มีใครมา


87 นอกจาก นายช่างจรูญ อุบาสกประจำ รู้เข้าก็มา, คนอื่นไม่ได้บอก ที่ไม่บอก เพราะไม่อยากรบกวนอะไร ใครรู้ใครก็มาเอง มาเองนั้นเรียกว่ามาด้วยน้ำ ใจ รักบูชา. ไม่ใช่รักอาตมา บูชาอาตมาดอก แต่รักคุณธรรมที่อยู่ในร่างกายของ อาตมา อาตมาไปไหนมีคนต้อนรับกราบไหว้ไม่ได้เคยคิดว่า เขารักท่านปัญญา แต่นึกว่าเขารักธรรมะที่มีอยู่ในจิตใจของอาตมา อาตมามีธรรมะเขาก็ต้อนรับ ถ้าไม่มีธรรมะ เขาก็ไล่ลงไป. ดังนั้นที่ญาติโยมมา ก็ไม่ได้มาด้วยอะไร มาด้วยธรรมะ ในใจของ ญาติโยมมีธรรมะ ชอบใจคนที่มีธรรมะ ธรรมะกับธรรมะมาเจอกัน ก็เข้ากันได้ อยู่กันด้วยความสบาย มีกิจการอะไรเกิดขึ้น ก็ช่วยเหลือกันตามแต่ฐานะ ไม่ ลำ บากยากเข็ญ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ช่วยตามมีตามได้ดังที่ญาติโยมได้กระทำ ในวัน นี้อาตมารู้สึกสบายใจ ในการที่ญาติโยมได้มาประชุมกัน แล้วก็ได้พูดอะไรๆ ให้ โยมฟัง เอาไปคิดเอาไปตรอง จากตัวอย่างของชีวิต. เล่าไว้คร่าวๆ ก่อน แล้ว ค่อยพิมพ์เป็นเล่ม แจกญาติโยมเอาไว้ให้ลูกหลานอ่าน จะได้รู้ว่า คนคนหนึ่งเกิด มาแล้ว ทำอะไร มีชีวิตอยู่ด้วยอะไร เพื่ออะไร ตายไปเมื่อไร ได้ทำอะไรทิ้งไว้ใน โลกบ้าง เพื่อจะได้เป็นการเตือนคนข้างหลัง เหมือนเราเหยียบรอยไว้ให้คนอื่น เห็น แล้วคนอื่นเขาจะได้เดินตามรอยนั้นต่อไป. ในที่สุดนี้อาตมาขออ้างเอาคุณพระศรีรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงมาตั้งอยู่ในใจของญาติโยมทั้งหลาย ขอให้ญาติโยมทั้งหลายมีใจ ประกอบด้วยคุณธรรม คือความซื่อสัตย์ความอดทน ความรู้จักบังคับใจตัวเอง มีความเสียสละ มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ในสิ่งทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง และขอให้ พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตนี้จงทั่วกันทุกท่านทุกคน เทอญ.


88 หลักใจของท่านปัญญาฯ ๑. ร่างกายชีวิตเป็นของพระรัตนตรัย ข้าพเจ้าเป็นทาสพระรัตนตรัยโดยสมบูรณ์ ๒. ความมุ่งหมายของข้าพเจ้าอยู่ที่ประกาศคำสอนที่แท้ ของพุทธศาสนา ๓. ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นคนกล้าพูดความจริงทุกกาลเทศะ ๔. ข้าพเจ้าจักต้องสู้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายสิ่งเหลวไหล ในพุทธศาสนา นำความเข้าใจถูกมาให้แก่ชาวพุทธ ๕. ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไรเป็นส่วนตัวนอกจากปัจจัยสี่พอเลี้ยง อัตภาพเท่านั้น ผลประโยชน์อันใดที่เกิดจากงานของข้าพเจ้า สิ่งนั้นเป็นของงานที่เป็นส่วนรวมต่อไป ๖. ข้าพเจ้าถือว่าคนประพฤติชอบตามหลักธรรม เป็นผู้ร่วมงานของข้าพเจ้า นอกจากนี้ไม่ใช่


89 ·างชีวิต· ีè´ีงาÁ ปัญญานันทภิกขุ หลวงพ่อปัญญานันทะ เล่าเรื่องชีวิตให้นักศึกษา มศว.ปทุมวัน ฟัง เมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๗


90 ชื่อนั้นสำ�คัญไฉน ที่ประชุมกันอยู่นี้ ใครเคยได้ยินชื่อ“ท่านปัญญานันทะ” บ้าง...ถ้าเคย ได้ยินให้ยกมือขึ้น... ใครเคยเห็นหน้า“ท่านปัญญานันทะ”บ้าง...เว้นวันนี้... ก่อน หน้านี้ใครเคยเห็นบ้าง...เห็นที่ไหน..อ้อ!..ในโทรทัศน์...ใครเคยฟังเสียงทางวิทยุ บ้าง... อ้อ!...สำคัญๆ... แสดงว่าพวกเธอนี่เป็นผู้สนใจในการศึกษา สนใจในการ ฟังเสียงธรรมะของท่านปัญญานันทะ...นี่ละ“ท่านปัญญานันทะ”มานั่งอยู่ที่นี่ แล้ว เขาว่า “ท่านปัญญาเป็นนักเทศน์มีชื่อ”ความจริงชื่อมันมีด้วยกันทั้งนั้น เธอทุกคนก็มีชื่อ ไม่มีชื่อเรียกกันไม่ได้ เพราะว่าชื่อนี้เป็นเรื่องสมมติสำ หรับใช้ เรียกขานกัน ชื่อนั้นชื่อนี้สมัยนี้ชื่อเพราะๆ ทั้งนั้น เพราะเวลาเกิดแล้วชอบไปให้ พระตั้งชื่อ พระตั้งชื่อให้เป็นภาษาบาลีบ้าง สันสกฤตบ้าง ชื่อสวยๆ ชื่อ นฤมล.. นฤมาร อะไรอย่างนั้น แต่ว่าไปเขียนกันแล้วไม่ได้ความ ชื่อ มนฤดีนี่ เวลาไป เขียนแล้ว มล น่ะเขียน ล.ลิง สะกด ก็เขียนไม่ถูก เลยยุ่งกันใหญ่1 ถ้าชื่อง่ายๆ ก็ เขียนง่าย ชื่อ แม่บัว แม่จัน ชื่อคนโบราณเขาชื่อกันอย่างนั้น หลวงพ่อนี่ก็ชื่อไม่ได้เพราะอะไร เมื่ออยู่บ้านชื่อ “ปั่น” แปลว่า หมุน อยู่ตลอดเวลา แล้วก็พอมาบวชเป็นพระ ท่านตั้งชื่อให้ว่า “ปัญญานันทะ” หมายความว่า ยินดีในเรื่องปัญญา ยินดีในเรื่องความรู้ในเรื่องการศึกษา เป็นผู้ สนใจในการศึกษาในการเล่าเรียน เอาหนังสือเป็นเพื่อน หลวงพ่อชอบอ่านหนังสือ สมัยเด็กๆ นี่ไม่ชอบเล่นกับเพื่อน เพื่อนว่า “ไอ้หน้าตัวเมีย”ความจริงมันก็“ตัวผู้” นั่นแหละแต่ว่ามันให้นิคเนม อย่างนั้น ให้นิคเนมว่า “หน้าตัวเมีย” เพราะเราไม่ค่อยชอบชกต่อย ไม่ชอบเรื่องทะเลาะ เบาะแว้ง แต่ชอบหลบเพื่อนไปอ่านหนังสือ สมัยเด็กๆ นี่ชอบอ่านหนังสืออ่าน ทุกเรื่อง สมัยนั้นหนังสือพิมพ์มีไม่มาก มีชื่อหนังสือพิมพ์“ไทย” แล้วก็หนังสือ1 เมื่อผู้ฟังสนใจไปเปิดพจนานุกรมดูก็จะได้รู้ว่า “มล” (ล.ลิงสะกด) แปลว่า มลทิน


91 พิมพ์อีกฉบับหนึ่ง ชื่อเป็นฝรั่งแต่ว่าเป็นตัวไทยทั้งนั้นแหละ แต่ให้ชื่อเป็นฝรั่ง ก็ ไปอ่าน เรื่องที่ชอบอ่านคือเรื่องจีน สมัยนั้นคนชอบเรื่องเกร็ดพงศาวดารไม่ใช่ เนื้อแท้เอาเกร็ดมาเขียน แล้วก็อ่านสนุกเพราะเขาหยุดในตอนที่พระเอกถูกจับ บ้าง นางเอกถูกจับบ้าง เลยเป็นห่วง พรุ่งนี้ต้องมาอ่านต่อ เลยชอบอ่านหนังสือ แล้วโตขึ้นก็ชอบอ่าน ถ้ามีสตางค์นี่ไม่เคยไปซื้ออะไร นอกจากหนังสือ ไม่เคยซื้อ ของอย่างอื่น เพราะว่าไม่มีสิ่งยั่วยวนชวนใจในสมัยนั้น เดินเพลิน ตอนหลวงพ่อเป็นเด็กนี่บ้านเมืองยังไม่เจริญไปโรงเรียนไม่ได้สวมรองเท้า ถนนก็ไม่ได้ลาดยาง ขรุขระเป็นลูกกรวดลูกรัง แต่ว่าเดินทุกวันๆ วันละ ๒๐ กิโลเมตร ไปสิบกิโล กลับสิบกิโล เดินทุกวัน เดินจนตีนหนา แล้วก็แข็งแรง เดินจนใกล้ชั้นแรกๆ ใหม่ๆ เดินไกล เดินนานๆ...เอ๊ะ!มันใกล้นิดเดียว เดินไป..หาไข่เต่าข้างถนนไปบ้าง จับ ปูไปบ้าง เล่นกันไปตามเรื่อง ก็ถึงโรงเรียน ไปถึงโรงเรียนก่อนคนที่อยู่บ้านใกล้ เพราะคนบ้านใกล้นี่นึกประมาทว่าสายค่อยไปก็ได้ เรามันอยู่ไกลต้องตื่นแต่เช้า มืด แล้วก็ไปโรงเรียน บ้านเมืองยังไม่เจริญ แม้ครูก็ยังไม่ได้สวมรองเท้า ที่ไปสอนน่ะ ไม่ได้ สวมรองเท้า ครูก็เดินเหมือนกัน มีครูคนเดียวที่ใช้จักรยาน เพราะครูคนนี้เป็น คนในตลาด ชื่อ“ครูซ่วนเลียะ” ชื่อเป็นคนประเทศจีนหน่อย แต่ว่าแกไม่เคยไป เมืองจีนหรอก เตี่ยก็ไม่เคยไป ทวดแกโน่นเคยอยู่เมืองจีน แต่ว่าก็ชื่อกันมาอย่าง นั้น ชื่อ“ซ่วนเลียะ” ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น “นายวุฒิ” ชื่อเป็นไทยขึ้นมา มีรถ จักรยานใช้คนเดียว นอกนั้นเดินกันทั้งนั้น ครูก็เดิน...นักเรียนก็เดิน...เดินกันไปอย่างนั้นก็สนุกดีชีวิตก็สมบุกสมบัน หน่อย ต่อมาเดินไม่ไหว ก็เลยบอกว่า..ไปอยู่ใกล้ๆ เถอะ สมัยนั้นไม่มีหอพัก นอกจาก“หอพักคุณพระ” หอพักคุณพระก็คือ “วัด” นั่นเอง เลยไปอยู่วัด อยูวัè ´ อยู่วัดนี่ดีมาก เพราะอยู่วัดได้เรียนหลายอย่าง ได้ประสบการณ์ในชีวิต


92 อยู่บ้านไม่เคยทำอะไร เพราะว่าคนอื่นทำ หมด แม่ทำ บ้าง พี่ทำ บ้าง เราเป็น ลูกชายคนเดียวในครอบครัว เลยทำอะไรไม่ค่อยเป็น ชีวิตอ่อนแอ ทีนี้พอไปอยู่วัดนี่ เขาจัดเวรกัน ๔ คน หุงข้าวตอนเช้า หุงข้าวตอนเย็น ๔ คนนี้ทำ ทั้งวัน ทำ เช้าทำ เย็น พรุ่งนี้ก็๔ คน ผลัดเปลี่ยนกันไป ได้รู้จักหุงข้าว รู้จักติดไฟ พวกเธอนี่ติดไฟไม่ยากเวลานี้กดสวิทช์ปุ๊บ ไฟสว่างแล้ว เดี๋ยวนี้เราหุง ข้าวด้วยหม้อไฟฟ้ากันทั้งนั้น ไม่ได้หุงข้าวด้วยหม้อธรรมดา สมัยก่อนหุงข้าว หม้อดินด้วยนะ หุงหม้อดินทำ ให้มีนิสัยประณีต ระมัดระวัง เพราะเผลอไม่ได้... หม้อแตก จะใส่ข้าวสารในหม้อต้องกะว่าจะใส่สักเท่าไร ถ้าใส่มากเกินไปคับ หม้อ หม้อแตกเหมือนกัน แตกเพราะข้าวมันมาก นี่ต้องรู้ว่าจะต้องใส่สักเท่าไร แล้วต้องเรียนรู้ว่าใส่น้ำสักเท่าไรจึงไม่ต้องเช็ดน้ำ ทิ้ง เพราะเอาไปทิ้งมันสูญเสีย วิตามิน ของมีคุณค่ากับร่างกายข้าวสมัยก่อนไม่ได้สีโรงสีนะ เวลาหุงแล้ว น้ำ น่ะ เป็นมันทีเดียว แสดงว่ามีวิตามินเหลืออยู่มาก อันนี้ถ้าทิ้งไปเสีย สูญเปล่า เพราะฉะนั้นอาจารย์บอกว่า อย่าเอาน้ำ ทิ้ง ให้แห้งในตัว ต้องกะน้ำ ให้ พอดีใส่น้ำลงไปในข้าวสารขนาดสักข้อนิ้วมือเรียกว่า“องคุลี”สมัยนั้นไม่ได้วัด ว่าเป็นเซ็นต์หรือเป็นอะไรหรอก พูดกันไม่รู้เรื่อง เอาข้อนิ้วมือเป็นเครื่องวัด ใส่ น้ำวัดดูจากข้าวสาร...ขนาดอย่างนี้แล้วก็ใส่ไฟให้พอดีไฟมากก็ไม่ได้...ข้าวไหม้ กินไม่อร่อย ต้องพอดี ชั้นแรกก็หุง ไหม้บ้าง..เปียกบ้างถ้าวันไหนหุงไหม้เพื่อนก็ว่า“ไอ้เวร2 นี้ หุงข้าวไม่ได้ความ หุงข้าวไหม้”วันไหนเปียก มันก็ว่า“ไม่ได้ความ หุงข้าวเปียก” เวลาดิบมันก็ว่าอีกเหมือนกัน เราก็ต้องระมัดระวัง ไม่ให้เปียก ไม่ให้ดิบ ไม่ให้ ไหม้ต้องให้พอดีๆ และให้เรียบร้อย อย่างนี้มันต้องศึกษาด้วยตัวเองทั้งนั้น ไม่มี ครูสอน แต่ศึกษาจากประสบการณ์ในชีวิตของเราเอง หุงข้าวก็เป็นแล้ว ก็ต้องแกงเป็นด้วยนะ หลวงพ่อเป็นคนปักษ์ใต้ชอบ กินแกงเหลือง แต่ปักษ์ใต้เขาไม่เรียก“แกงเหลือง” เขาเรียก“แกงส้ม” เพราะว่า 2 เรื่องเล่าตอนนี้อาจเป็นที่มาของคำว่า “ไอ้เวร” ก็ได้หรือเป็นการเล่าเอาขำ เล่นๆ ก็ได้


93 ใส่ของเปรี้ยว ใส่มะขามใส่อะไรให้มันเปรี้ยว ไอ้ของเปรี้ยวนี่ทำ ให้รับประทานได้ ไม่เบื่อถ้ากินแกงที่มีไขมันมาก...เบื่อ มีกะทิก็เบื่อแกงประเภทมีเนื้อหมูมากๆก็ เบื่อ แต่ว่าแกงส้มนี่ไม่มีเบื่อเลย กินทุกวัน มื้อเช้าแกงส้ม มื้อเย็นแกงส้ม เอ้า!... จะแกงยังไง ต้องรู้วิธีแกง ต้องใส่เครื่องอะไรบ้าง ต้องโขลกให้ละเอียด ผักนั้น ต้องใส่เท่านั้นเท่านี้โอ๊ะ! หลายเรื่องที่จะต้องเรียนทั้งนั้น เลยเก่ง เพราะฉะนั้น ถ้าเด็กคนไหน เขาถามว่า “อยู่วัดแล้วหรือยัง?” บอกว่า “อยู่แล้ว” อ้อ! อยู่วัดแล้ว...มันทำ ได้ทุกอย่าง เพราะเด็กวัดทำ ทุกอย่าง วัดนี่เป็นโรงเรียนที่หัดคน ให้รู้จักทำ งานทุกประเภท กวาดขยะเป็น ผ่า ฟืนเป็น ตักน้ำ เป็น ปลูกผักก็เป็น แล้วก็ปฏิบัติพระก็ได้ต้อนรับชาวบ้านก็ได้ อะไรต่ออะไรทุกอย่าง นี่วิชาที่ได้จากสถานที่เหล่านั้น เป็นสถาบันที่ให้ประโยชน์ แก่ชีวิตมากพอสมควร เรียนหนังสือ แล้วก็ไปเรียนหนังสือ สมัยก่อนเรียนหนังสือไม่เหมือนเราสมัยนี้ คือ หนังสือที่อ่านที่เรียนนี่เขามีหนังสือแบบเก่าๆ หนังสือเก่าๆ นี่สอนคนมาก เช่น ให้อ่านหนังสือ สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ อ่านราชาธิราช...ศึกพระเจ้าฝรั่ง มังฆ้อง อ่านอิเหนา...ศึกกะหมังกุหนิง นี่พวกเธอไม่ได้อ่านหนังสือเหล่านี้ไม่ได้ อ่านแล้วสมัยนี้ เพราะว่านักวิชาการสมัยใหม่ พอขึ้นมาเป็นหัวหน้าบ้านเมือง ก็เปลี่ยนสิ่งเหล่านี้หมด น่าเสียดาย ความจริงหนังสือเหล่านี้มีประโยชน์มาก ภาษาดีแล้วก็สำ บัดสำ นวนถูก ต้อง คติในเรื่องเป็นประโยชน์มาก ถ้าอ่านแล้วคิด เป็นประโยชน์เป็นข้อเตือนใจ หลายสิ่งหลายประการ เป็นการศึกษาชีวิตที่ดีที่งามไปด้วยในตัวหมดทุกอย่าง อ่านกันไป แล้วก็มีหนังสือประเภทอื่นๆ อีก ภาษาอังกฤษ นี่สมัยก่อนเรียนน้อยๆ เรียนแบบผสมตัว เดี๋ยวนี้เรียน แบบ “นิว เม็ทธอด” เรียนทีละคำ ทีละคำ ผสมเป็นประโยคอะไรไปเสร็จเลย เพิ่มความรู้ทีละศัพท์เรื่อยๆ แต่สมัยก่อนเรียนแบบผสมตัว เอ บี...แอ๊บ, อีบี... เอ๊บ, โอ บี...อ๊อบ, ยูบี...อั๊บ อ๊อบ อั๊บ เอ๊บ อิ๊บ อิ๊บ อ๊อบ อั๊บ....


94 เด็กก็เรียนกันเสียงดัง...อิ๊บ ๆ อั๊บ ๆ อะไรอย่างนี้ เขาเรียกว่า ตำรา ภาษาอังกฤษของมิสเตอร์บีโอ คาร์ท ไรท์ - เอ็ม.เอ. ซะด้วยนะ คนเขียนไม่ใช่ ย่อยๆ ปริญญาโทจากอ๊อกซฟอร์ดด้วย ที่มาแต่งหนังสือให้เด็กไทยเรียนน่ะแล้ว ก็เรียน หัดอ่าน พอขึ้นชั้นมัธยมนี่ ปีที่สองก็อ่าน หนังสือแบล๊คกี้- บุ๊ควัน บุ๊คทู บุ๊คทรีนี่เรียนกันมาอย่างนั้น สปิริตครู ในโรงเรียนสมัยก่อนนี่ไม่เหมือนโรงเรียนสมัยนี้ คือโรงเรียนสมัยก่อน นี้ ครูกวดขันเด็กนักเรียนให้อยู่ในระเบียบวินัย เวลานั่งในห้องเรียนนี่ก็นั่งเป็น แถวๆ เดี๋ยวนี่นั่งล้อมเป็นวง หันหลังให้ครูบ้าง เอาข้างให้ครูบ้าง หลวงพ่อไป เห็นตามโรงเรียน เอ๊ะ! ทำ ไมนั่งอย่างนั้น เขาว่า สมัยนี้เขาฝึกฝนเสรีภาพ เพื่อไม่ ให้เด็กถูกกดดันทางสมอง เขาว่าอย่างนั้น ให้นั่งตามสบาย หันหลังให้ครูก็ได้หัน ข้างให้ครูก็ได้ถ้าครูสอนเรื่องนี้เด็กไม่สนใจ ต้องเปลี่ยนเรื่องสอน ไปสอนเรื่องที่ เด็กสนใจต่อไป ดีนะ...เดี๋ยวนี้สบายมาก พวกเธอนี่สามารถจะบังคับครูได้เวลานี้ แต่สมัยก่อนนี้ไม้เรียวมากเหลือเกิน คอยบังคับเด็กตลอดเวลา ทำผิด ไม่ได้ครูคอยตีไม้บรรทัดยาวแค่นี้...แก่นมะม่วงนะ...ตีมือ ท่องหนังสือไม่ได้ตี มือ ๒ ทียื่นมือไป พอครูตี...หลบเสีย ไอ้หลบนี่ ทำ ให้ครูเคือง พอยื่นไปใหม่... เปรี้ยง! เข้าให้...แหม! มือแดงไปทั้งแถบเลย นี่เขาสอนกันอย่างนั้น แล้วก็ครูนี่กวดขันเหลือเกิน หลวงพ่อพบครูที่เรียกว่ามีสปิริตของครู ร้อยเปอร์เซ็นต์ คือว่าหลวงพ่อไปเข้าโรงเรียนมัธยมสายมาก โรงเรียนเปิดวันที่ ๑๗ พฤษภา โน่นแน่ะ...ดันไปถึงเดือนมิถุนา วันที่ ๒๐ พอเข้าไปในห้องเรียนครู แกลืมไป แกบอก “เอ้า! อ่าน” ให้อ่านภาษาอังกฤษ... ไอ้เราเอ.บี.ก็ยังไม่รู้จะ อ่านยังไง เลยบอกว่าผมอ่านไม่ได้...“อ้าว! ทำ ไมถึงอ่านไม่ได้” ...ก็ผมเพิ่งเข้าวัน นี้...“อ้อ! นั่งลง” ครูแกรู้แกใช้คนผิดเสียแล้ว เลยนั่งเรียบร้อย พอตอนเย็นเลิกเรียน ครูบอกว่า “มานี่ ๆ... เธอมานี่” ...อ๊ะ! เสียว พอ ครูแกเรียกเท่านั้น นึกว่า แหม!ครูจะดุแล้ววันนี้...แต่ไม่ดุหรอกไปถึงถามว่า “นี่ ทำ ไมเธอเพิ่งมาเข้าเรียน” ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของผม มันเรื่องของพ่อ...พ่อไม่พา


95 มา ผมจะมาได้ยังไง... “เอ๊อ!.. พ่อเรานี่ทำ ไมถึงช้า ยังงี้” ...ก็ยังงี้ตามประสาของ คนบ้านนอก...พูดไปอย่างนั้น ครูก็ยิ้ม แล้วถามว่า“เย็นๆ ทำอะไร”...บอกว่าไม่ ได้ทำอะไร... “เอาหนังสือไปที่บ้านฉัน”.....เอาไปกวดวิชา หลวงพ่อไปทุกวันๆ ครูสอนให้อ่าน... ๒ เดือนทันเพื่อน ครูบอกว่า...“เออ! พอแล้ว ทันเพื่อนแล้ว อย่าขี้เกียจนะ!”... ครับ... เลยตั้งใจเรียน เหตุการณ์ก็เป็นไปเรียบร้อย ครูคนนี้ดุมาก ดุเหลือเกิน จนเป็นที่ประทับใจของลูกศิษย์ พอเอ่ยชื่อ ครูคนนี้ลูกศิษย์ประทับใจมาก สมัยเป็นเด็กไม่ชอบเลย ไม่ชอบครูคนนี้แล้วก็ ให้นิคเนมไปประการต่างๆ เยาะเย้ยครู เที่ยวให้นิคเนมครูไปเยอะแยะ แต่พอ โตเป็นผู้ใหญ่ พอเอ่ยชื่อครูคนนั้น อยากจะยกมือไหว้ท่วมหัว เพราะเราได้ดิบได้ ดีเพราะครูคนนั้น แกกวดขันควบคุม คอยชี้คอยแนะแนวทางชีวิตทุกประการ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ แล้วหลวงพ่อมาเป็นนักเทศน์นะ กลับบ้านทีไร ครูต้องมาฟังทุกที รู้ ว่าเทศน์ที่ไหน ครูต้องมาฟัง นั่งข้างหน้า หน้าเพื่อนนะ...หลวงพ่อยืนบนเวที... ใกล้...ท่านนั่งจ้องตาเขม็ง...ฟังไปยิ้มไปนะ...ยิ้ม...ดีใจที่ลูกศิษย์ที่กูเคยตีมือมา เคยกวดขันมา เป็นคนเก่ง เที่ยวเทศน์เที่ยวสอนคนทั่วบ้านทั่วเมืองเวลานี้ พอ เทศน์จบ ลงจากเวทีครูต้องมาบีบมือแรงๆเหมือนสมัยเป็นเด็กนักเรียน พบกัน ก็ต้องบีบมืออย่างนั้น เวลาครูบีบมือแล้ว แหม ...มันตื้นตันใจ... ตื้นตันใจว่า...ครู นี่หวังดีต่อเราเหลือเกิน คนเราจะรู้บุญคุณคนก็เมื่อโต ไอ้เวลาเด็กนี่ไม่รู้ นี่เหมือนเราเป็นเด็ก อย่างนี้ ไม่รู้ว่าพ่อแม่มีบุญคุณกับเราอย่างไร เรานึกไม่ออก นึกไม่ได้ว่า..พ่อแม่ รักเราอย่างไร จะเล่าเรื่องเก่าให้ฟังสักหน่อย... เรื่อง พระเจ้าอชาตศัตรู... พระเจา้อชาตศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรูไปคบเทวทัต เทวทัตเป็นภิกษุใจพาล รังควานพระพุทธเจ้า เรียกว่า “ยอดอันธพาล” หาเรื่องกับพระพุทธเจ้า พอคบกับเทวทัต เทวทัตก็ยุแหย่อย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็บอกว่า ชีวิตคนมันไม่แน่นอน พ่อนี่ควรจะ ให้ออกจากราชสมบัติได้แล้ว ท่านจะได้ครองราชย์ต่อไป


96 พระเจ้าอชาตศัตรูเลยหลงคำ พูด จับพ่อไปขังเสียนี่ ขังไว้ในคุก ขังแล้ว ก็ทรมานหลายอย่างหลายประการ ไม่นึกถึงว่าพ่อมีบุญคุณแก่ตนอย่างไร มานึก ได้ตอนนี้วันหนึ่งอำ มาตย์เข้าไปกราบทูล ๒ คนเข้าไปพร้อมๆ กัน คือข่าวพ่อ ตาย กับ ข่าวเกิดลูก คนหนึ่งไปบอก...เอ! เราจะบอกข่าวอะไรก่อนดีนา... ข่าว เกิดหรือข่าวตาย... อีกคนว่า เอ๊อะ! ... มันต้องข่าวเกิดสิเรื่องเกิดมันเรื่องพอใจ ไอ้เรื่องตายมันเรื่องเศร้า เราควรบอกข่าวเกิดก่อน คนหนึ่งเข้าไปถึงกราบทูลว่า “พระมเหสีของพระองค์คลอดพระโอรสแล้วพ่ะย่ะค่ะ” พอรู้ว่าได้โอรสแล้วนะ สัญชาตญาณของความเป็นพ่อมันเกิดขึ้นรักลูก...พอรักลูก คิดถึงพ่อทันทีแหม! พ่อเรานี่อยู่ลำ บาก ไม่สมควรที่เราจะทำกับพ่อของเราอย่างนั้น พอคิดอย่างนั้นอำ มาตย์คนหนึ่งก็ทูลว่า “พอดีพระบิดาของพระองค์สิ้น พระชนม์แล้ว ที่ในคุกพ่ะย่ะค่ะ” ...เศร้าใจ...มีความทุกข์... นี่มารู้ว่า พ่อ มีประโยชน์แก่ตน เมื่อมีลูก พอมีลูกก็เกิดรักพ่อเพราะเรา รักลูก แล้วเกิดความคิดว่า พ่อคงรักเราอย่างนี้เหมือนเรารักลูก วัตถุกับจิตใจ คนเราบางทีนึกไม่ได้ว่า พ่อแม่มีบุญคุณอย่างไร ครูบาอาจารย์มีบุญคุณ แก่เราอย่างไร หรือว่า ใครๆ ให้ประโยชน์แก่เราอย่างไร นึกไม่ค่อยได้เพราะว่า เรานึกว่า ก็ชดเชยกันไปแล้ว ครูสอนก็ได้เงินเดือนไปแล้ว กวดวิชาก็เรียกเงินเรา ไปแล้ว เลยใช้หนี้หมดกันไปแล้ว นี่อย่างนี้เขาเรียกว่า วัตถุนิยมไปหน่อย ไม่ได้ คิดถึงเรื่องจิตใจ แต่ว่าคนสมัยก่อนเขาไม่ได้นึกอย่างนั้น แต่เขานึกว่า เรื่องสัมพันธ์ทาง จิตใจเป็นเรื่องสำคัญ คนเอเชียเรานี้ไม่เหมือนกับคนยุโรปนะ อยากจะเล่าให้เธอ ฟังสักหน่อย เพราะว่าชีวิตกำลังจะก้าวหน้า จะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ชาวยุโรปนี่แก่แล้วน่าสงสาร น่าสงสารมาก หลวงพ่อเดินทางไปยุโรป ไปอเมริกานี่ ไปมา ๒ ครั้งแล้ว ไปอังกฤษ ไปมา ๔ ครั้งแล้ว นี่ก็เพิ่งกลับมา ไป แล้ว..หลวงพ่อสังเกตศึกษาสังคม..ความเป็นอยู่ของคน สภาพสิ่งแวดล้อม อะไร ดีก็เอามาเล่า อะไรไม่ดีก็เอามาเล่าเหมือนกัน


97 ได้เห็นคนแก่ๆ ต่างประเทศ ถ้าเดินไม่เดินคนเดียว ต้องเดินกับหมา บางคนหมาจูงคน หมาจูงคนคือหมาเดินหน้า บางคนก็จูงหมา ก็คือว่าหมาเดิน หลังคน มันมี๒ ประเภท พวกหนึ่งหมาจูง พวกหนึ่งจูงหมา เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ก็ เลยลองศึกษาดูว่า ทำ ไมชาวยุโรปจึงชอบมีหมาเป็นเพื่อนอย่างนั้น ก็ได้ความรู้ว่าคนแก่ในยุโรปในอเมริกานี่เหงาเปล่าเปลี่ยวใจ พอแก่ตัว ลงไปแล้วเหมือนกับสุนัขนายพรานที่ไม่มีเขี้ยวจะไล่กัดเนื้อต่อไป  เขาก็ปลด ระวางแล้ว ไม่มีใครเอาใจใส่คนแก่เหล่านั้นก็เหงาหงอย อยู่ในบ้าน ๒ คน สามี ภรรยา บางคนก็อยู่คนเดียว เอาหมาเป็นเพื่อน หมาก็ต้องนอนอยู่ข้างๆ บางคน ตายไป ๓ วัน ชาวบ้านยังไม่รู้แต่หมานั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น ไม่ไปไหน ชาวบ้านเห็น ว่า เอ๊ะ! ไม่ออกจากบ้าน ๓ วันแล้ว คงจะไปไหน เป็นอย่างไร แจ้งความตำรวจ ตำรวจมางัดประตูเข้าไป ...ตายแล้ว ...แต่หมาน้อยยังนั่งเฝ้าอยู่ไม่ไปไหนเลย หมามันรักเจ้าของ ไม่ทิ้งเจ้าของ แม้เจ้าของหมดลมหายใจแล้ว ก็นึกว่าเจ้าของ กูยังอยู่ เลยนั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น นี่คือสภาพชีวิตของคนที่นั่น ลูกเต้าไม่เอาใจใส่ เด็กๆ ในประเทศยุโรป ในอเมริกานี่ พอโตอายุ ๒๐ พ่อแม่พูดไม่รู้เรื่องแล้ว พอพูดมากก็ว่า “หนูยี่สิบ แล้วนา”...“แม่อย่าพูดมากนา”... นั่น! มันเป็นอย่างนั้น คนสมัยใหม่เขาเป็น อย่างนั้น แล้วพอโตแล้วก็ไปแล้ว จบการศึกษาเขาไปหากินไปตามเรื่อง ปีหนึ่ง จะมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่สักครั้ง วันคริสต์มาส วันสิ้นปี หรือวันขึ้นปีใหม่ มา เยี่ยม เอาดอกกุหลาบมาให้สักช่อ... แล้วก็กลับไปไม่มีอะไร... นี่คือสังคมยุโรป ผิดกับสังคมในบ้านเราชาวเอเชีย สังคมชาวเอเซีย ชาวเอเชียนั้น พ่อแม่อยู่กับลูกกับหลาน คุณยายได้เลี้ยงหลาน นี่พวก เรามีคุณยาย คุณยายเลี้ยงพวกเรา คุณย่าก็เลี้ยงพวกเรา ถ้าอยู่กับคุณย่า คุณย่า เลี้ยง ถ้าอยู่กับคุณยาย ก็ยายเลี้ยง ยายกับย่ามีความสุขใจเหลือเกินที่ได้เลี้ยง หลาน ได้อาบน้ำ ให้หลาน ป้อนข้าวให้หลาน ได้ดูแลหลาน พาหลานไปส่ง โรงเรียนอนุบาล ตอนเย็นก็เดินต๊อกแต๊กๆ ไปรับหลานกลับมา...รู้สึกว่ามีความ


98 สุขในการที่ได้อยู่กับหลาน หลานก็มีความสุขที่ได้อยู่กับยายเหมือนกัน สภาพ ชีวิตบ้านเรามันเป็นอย่างนั้น ที่ได้เป็นอย่างนี้เพราะว่า โบราณเขาอบรมมาอย่าง นั้น อบรมคนให้รู้สึกว่า มีความสัมพันธ์กันในครอบครัว ชาวจีน ชาวอินเดีย ๒ ชาตินี้เป็นชาติใหญ่ในเอเชีย วัฒนธรรมของ ๒ ชาตินี้ลึกซึ้งมาก เดี๋ยวนี้แม้จีนจะปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ แต่ว่าของ ดั้งเดิมของจีนยังไม่เสื่อม มันเปลี่ยนแต่ระบบเศรษฐกิจในประเทศ แต่ว่าระบบ สังคมที่แท้จริงนั้นยังอยู่ ยังเป็นของเก่าๆ อยู่ คนเก่านั้นเขาสอน เขาอบรมกัน มา ให้รู้จักบุญคุณแห่งกันและกัน เช่นให้ลูกเคารพพ่อแม่ ให้ศิษย์เคารพครูบา อาจารย์ อะไรต่างๆ เหล่านี้มันเป็นฐานของสังคม เป็นฐานของชีวิตที่ก้าวหน้า ทำ ให้สิ่งทั้งหลายเรียบร้อยขึ้น ในทางอินเดีย ก็เหมือนกัน เขาสอนให้คนเคารพกันในรูปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพ่อแม่ไม่เดือดร้อน ไม่ลำ บาก ไอ้เราเป็นเด็กนี่ไม่เป็นไร แต่ต่อไป ข้างหน้าเมื่อโตขึ้นมีครอบครัว ถ้าลูกทิ้งเรานี่เราเศร้าใจ แต่ถ้าลูกมาเลี้ยงดูเรา เราสบายใจ มันเป็นผลปลายมือ เวลานี้คิดไม่ได้เรื่องอย่างนั้น เพราะยังไม่ถึงเวลา แล้วเวลานี้พวกเรายัง ไม่มีปัญหาเท่าใดเพราะยังไม่ต้องทำ งานหาเงิน คุณพ่อคุณแม่หาให้เสร็จแบมือ ขอได้ทันที... สิบบาท... ยี่สิบบาท... ขอร้อย... ให้เจ็ดสิบห้า... นั่งหน้าบึ้ง แล้วก็ ทำ ท่าเศร้า... คุณแม่ว่าทำ ไมยังไม่ไป ... ก็ว่า เงินมันน้อย... เจ็ดสิบห้า... ขออีก ยี่สิบห้า... เดี๋ยวพอคุณแม่ให้ก็เดินยิ้ม... ชอบใจว่า...กูต้มคุณแม่ได้ทุกที... นี่ได้ เต็มร้อย... แล้วก็ไปใช้จ่าย เราไม่รู้ว่าหาเงินอย่างไร มีความลำ บากขนาดไหน เราไม่รู้เพราะว่าคนอื่นหาให้เราใช้ไม่ลำ บากไม่เดือดร้อน แมสอน è ไว้หลวงพ่อนี่อยากจะเล่าประสบการณ์ เมื่อเล็กๆ นี่คุณแม่กวดขันมาก หนึ่ง... กวดขันไม่ให้สูบบุหรี่ หลวงพ่อสูบบุหรี่ไม่เป็น จนกระทั่งโตก็สูบบุหรี่ ไม่เป็น ไม่เคยสูบบุหรี่เลยในชีวิต เพราะไม่สูบบุหรี่นี่..คอดี หลวงพ่อพูดมาก ปาฐกถาวันละ ๓ ชั่วโมงติดต่อกัน ๓ ชั่วโมง ไม่ดื่มน้ ำ แล้วไม่กระแอมเลย...สมัย


Click to View FlipBook Version