1
แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ จัดทำโดย กลุ่มที่6 1. นางสาวพรสวรรค์ ป้อมยุคล สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. นางสาวภริตพร ปัสเสนะ สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3. นายสุนทร เพ็งภาค สังกัด กรมชลประทาน 4. นายกิตติ ศรีเจริญ สังกัด กรมชลประทาน 5. นายนิธิ รัตนโรจนากุล สังกัด กรมชลประทาน 6. นายปรีชา งอกนาวัง สังกัด กรมประมง 7. นางนุชนารถ หนุนอริยทรัพย์ สังกัด กรมประมง 8. นายศรชัย คงสุข สังกัด กรมปศุสัตว์ 9 นายมนัสกิจ พลศรี สังกัด กรมปศุสัตว์ 10. นายภัทรพล อุปชัยกิติภณ สังกัด กรมพัฒนาที่ดิน 11. นายฤทธิรงค์ หลอดกระโทก สังกัด กรมพัฒนาที่ดิน 12. นางศิวะพร จารัตน์ สังกัด กรมพัฒนาที่ดิน 13. นางนิรนุช เมืองจันทร์ สังกัด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 14. นางกุลจิรา จารุตันติ์ สังกัด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 15. นางสุกัญญา คำดวง สังกัด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 16. นางประทุมทิพย์ โกฎิศรี สังกัด กรมส่งเสริมการเกษตร 17. นางสัณห์ญาดา แก้วกรม สังกัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ 18. นายประยูร เทียมคำ สังกัด กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 19. นางวรรทนา เสวกวัง สังกัด กรมหม่อนไหม 20. นางสาวปิลันธนา ศรีบุญเรือง สังกัด สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 21. นางสาวอนุรักษ์ ผาวันดี สังกัด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 22. นายชยากร บุสสุวัณโณ สังกัด สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด ศรีสะเกษ ภายใต้โครงการฝึกอบรม หลักสูตร “นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง” รุ่นที่ 107 ซึ่งมีกระบวนการพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ โดยการวิเคราะห์บริบทและสถานการณ์ ด้านการเกษตรของจังหวัด มีการศึกษาข้อมูลการเกษตรที่สำคัญ และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ เช่น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก ที่ใช้ SWOT Analysis McKinsey 7-S Framework และ PESTEL Analysis เพื่อศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค การวิเคราะห์ TOWS Matrix การวิเคราะห์ ห่วงโซ่คุณค่าของประเทศไทย (Final Value Chain Thailand : FVCT) การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับ แนวคิดการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Economy Model และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) รวมถึงการวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) เพื่อกำหนดประเด็นการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ ที่มี ความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์เพื่อมุ่งไปสู่ “เมืองเกษตร ปลอดภัยสู่เกษตรมูลค่าสูง สืบสานอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรกรเข้มแข็ง ภาคเกษตรยั่งยืน” รวมทั้งนำเสนอ โครงการที่มีศักยภาพเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษภายใต้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ต่อไป คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ ฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาและขับเคลื่อนให้ตามบริบททางการเกษตร ของจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อยกระดับการสร้างเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรมูลค่าสูง การสร้างความมั่นคง ในการประกอบอาชีพ ให้แก่เกษตรกร เกิดการพัฒนาการเกษตรได้อย่างแท้จริง และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ของประเทศด้วยความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้ คณะผู้จัดทำ นบก. 107 กลุ่มที่ 6 มิถุนายน 2566 ก
สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญตาราง ง สารบัญภาพ จ บทที่ 1 ข้อมูลสำคัญของการวางแผนกลยุทธ์การพัฒนาของจังหวัดศรีสะเกษ 1 1.1 ทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตร และสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ 1 1.1.1 ที่มา 1 1.1.2 ทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนพัฒนา การเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ 2 1.2 ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านการเกษตรที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ 24 1.2.1 ข้อมูลทั่วไปของจังหวัด 24 1.2.2 ข้อมูลด้านการเกษตรที่สำคัญของจังหวัด 37 1.2.3 ข้อมูลสำคัญด้านโอกาสของสินค้าเกษตรของจังหวัด 48 บทที่ 2 วิธีการดำเนินการศึกษา 52 2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ 52 2.1.1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) 52 2.1.2 TOWS matrix 55 2.1.3 ห่วงโซ่คุณค่าของประเทศไทย (Final Value Chain Thailand) 56 2.1.4 BCG Economy Model 56 2.1.5 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 58 2.1.6 การวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) 60 2.2 ขอบเขตการศึกษา 60 2.3 วิธีการดำเนินการศึกษา 61 บทที่ 3 ผลการวิเคราะห์ 62 3.1 ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ 62 3.2 ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกโดย PESTEL Analysis 64 3.3 ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษ 66 ข
หน้า 3.4 ผลการวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษ (Stakeholder Analysis) 70 3.5 ผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับแนวคิดการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Economy Model 71 3.6 ผลการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าของประเทศไทย (Value Chain Analysis) 71 3.7 ผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development 72 บทที่ 4 แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ 74 4.1 วิสัยทัศน์ 74 4.2 พันธกิจ (Mission) 74 4.3 ตัวชี้วัดเป้าหมาย และค่าเป้าหมาย 74 4.4 เป้าประสงค์หลักในการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ (Goal) 74 4.5 ประเด็นการพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ (Strategic Issue) 75 4.6 แบบสรุปโครงการย่อ (Project Idea) 84 4.6.1 โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตหอมแดงให้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP และการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า 84 4.6.2 โครงการส่งเสริมการผลิตกาแฟโรบัสตาศรีสะเกษแบบครบวงจร และ พัฒนาให้เป็นกาแฟคุณภาพสูง 90 4.6.3 โครงการส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพรสู่มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย 93 เอกสารอ้างอิง 97 ภาคผนวก 101 ค
สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 จำนวนโรงงานแยกตามจำพวกโรงงาน 36 ตารางที่ 2 จำนวนโรงงานแยกตามขนาดโรงงาน 37 ตารางที่ 3 การจำแนกพื้นที่ปลูก 38 ตารางที่ 4 ด้านการปลูกพืชเศรษฐกิจของจังหวัด 42 ตารางที่ 5 ข้อมูลผลผลิตด้านการปลูกพืชเศรษฐกิจของจังหวัด 2562-2565 42 ตารางที่ 6 ข้อมูลสินค้าเกษตรที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 43 ตารางที่ 7 ข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตร 43 ตารางที่ 8 สินค้า OTOP จังหวัดศรีสะเกษ 44 ตารางที่ 9 ข้อมูลการเพาะปลูกและร้อยละผลผลิตเก็บเกี่ยวรายเดือนของสินค้าเกษตรของจังหวัด 44 ตารางที่ 10 ประเภทสหกรณ์และจำนวนสมาชิก 45 ตารางที่ 11 ประเภทกลุ่มเกษตรกรและจำนวนสมาชิก 45 ตารางที่ 12 ข้อมูลการจัดระดับชั้นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ 45 ตารางที่ 13 จำนวนและสมาชิกเกษตร องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนจังหวัด ปี 2564 46 ตารางที่ 14 จำนวนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) แยกตาม ประเภท 47 ตารางที่ 15 อุตสาหกรรมส่งออก 47 ตารางที่ 16 ตลาดกระจายสินค้า 48 ตารางที่ 17 การวิเคราะห์ TOW Matrix 55 ตารางที่ 18 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในโดย McKinsey 7-S Framework 62 ตารางที่ 19 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกโดย PESTEL Analysis 65 ตารางที่ 20 ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้ SWOT Analysis, McKinsey 7-S Framework, PESTEL และ TOW Matrix 68 ง
สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดศรีสะเกษ 24 ภาพที่ 2 ดอกลำดวน 24 ภาพที่ 3 ต้นลำดวน 24 ภาพที่ 4 แผนที่จังหวัดศรีสะเกษ 25 ภาพที่ 5 แผนที่กลุ่มชุดดินจังหวัดศรีสะเกษ 26 ภาพที่ 6 รถยนต์ 29 ภาพที่ 7 รถประจำทาง 29 ภาพที่ 8 รถไฟ 30 ภาพที่ 9 รถตู้ รถบัส 30 ภาพที่ 10 สัดส่วนมูลค่าสินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดศรีสะเกษ 35 ภาพที่ 11 แผนที่สภาพการใช้ดิน จังหวัดศรีสะเกษ ปี พ.ศ. 2565 38 ภาพที่ 12 ส่วนประกอบของห่วงโซ่คุณค่าของประเทศไทย 56 ภาพที่ 13 การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อน BCG Model 57 ภาพที่ 14 การสร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจ BCG ในระดับต่าง ๆ 58 ภาพที่ 15 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 เป้าหมายเชื่อมโยงแผนแม่บทภายใต้ ยุทธศาสตร์ 59 ภาพที่ 16 ความเชื่อมโยง BCG Economy Model 71 จ
1 บทที่ 1 ข้อมูลสำคัญของการวางแผนพัฒนาของจังหวัด 1.1 ทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ 1.1.1 ที่มา 1.1.1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 65 รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้อง และบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ประกอบกับมาตรา 72 (4) รัฐพึงจัดให้มีทรัพยากรน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมทั้ง การประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอื่น และมาตรา 73 รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้ เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูป ที่ดินหรือวิธีอื่นใด รวมทั้งมาตรา 75 (วรรค 3) รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพ ให้แก่ ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน 1.1.1.2 ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560 -2579) มุ่งเน้นการเสริม จุดแข็ง และแก้ไขจุดอ่อนให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรในระยะยาว เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์“เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” โดยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืน และพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 1.1.1.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ระยะ 5 ปี(พ.ศ. 2566 -2570) ตามแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ชาติโดยทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกันพิจารณาภารกิจของ หน่วยงานที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนในแต่ละระดับ รวมทั้งนำนโยบายสำคัญ และสถานการณ์สภาพแวดล้อม ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริบทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มากำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแนวทาง การดำเนินงานในการขับเคลื่อนภารกิจให้ได้ผลลัพธ์ตามที่กำหนด ตลอดจนพิจารณาความต่อเนื่องในการ บริหารราชการแผ่นดินควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนปฏิบัติราชการฯ จะเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การ มหาชน รวมทั้งเป็นเครื่องมือสำหรับผู้บริหารในการกำกับ ดูแล และติดตามผลการดำเนินงานของโครงการ/ กิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละผลผลิตให้สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภ าพ มีความคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวมเพื่อมุ่งสู่การบรรลุผลสัมฤทธิ์ ของเป้าหมายระดับชาติร่วมกันต่อไป
2 1.1.2 ทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดศรีสะเกษเป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 -2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 -2570) ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560 - 2579) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) แผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564 - 2570 เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2566 -2570 แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (พ.ศ. 2566 – 2670) นโยบายรัฐบาล นโยบายสำคัญของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ประเด็นการพัฒนาตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศรีสะเกษ พ.ศ. 2566 – 2570 ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงกำหนดกรอบแนวคิดหลัก ในการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด โดยมุ่งเน้นให้มีความเชื่อมโยง สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาในระดับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้ 1.1.2.1 ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) มีวิสัยทัศน์ คือ “ประเทศไทย มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนา อย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” โดยยกระดับศักยภาพของประเทศ ในหลากหลายมิติ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่งและมีคุณภาพ สร้างโอกาส และความเสมอภาคทางสังคม สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐ ของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ โดยมีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (01) ยุทธศาสตร์ชาติด้านความ มั่นคง (02) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (หลัก) (04) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (05) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิต ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ (06) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ภาครัฐ การประเมินผลการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติประกอบด้วย 1) ความอยู่ดีมีสุขของคนไทย และสังคมไทย 2) ขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้3) การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ 4) ความเท่าเทียมและความเสมอภาคของสังคม 5) ความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ6) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการเข้าถึง การให้บริการของภาครัฐ 1.1.2.2 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. 2566 - 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) เป็นส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเป้าหมายและประเด็นยุทธศาสตร์ลงสู่แผนระดับต่าง ๆ ในลักษณะการบูรณา การและเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการ ดำเนินการที่เกี่ยวข้องให้บรรลุเป้าหมายกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติภายในปี 2580 โดยแผนแม่บทภายใต้
3 ยุทธศาสตร์ชาติ มีทั้งหมด 23 ฉบับ เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 15 ฉบับ ได้แก่ (01) ความมั่นคง (03) การเกษตร (หลัก) (05) การท่องเที่ยว (06) พื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ (07) โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และดิจิทัล (08) ผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ยุคใหม่ (09) เขตเศรษฐกิจพิเศษ (15) พลังทาง สังคม (16) เศรษฐกิจฐานราก (18) การเติบโตอย่างยั่งยืน (19) การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (20) การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ (21) การต่อต้าน การทุจริตและประพฤติมิชอบ (22) กฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม และ (23) การวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็น (03) การเกษตร ให้ความสำคัญกับการยกระดับ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อนำมาซึ่งโอกาสในการสร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในระยะ 20 ปี ที่เน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตร ไปสู่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยอาศัยการยกระดับการผลิตให้เข้าสู่คุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย การใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ และความหลากหลายทางชีวภาพในการแปรรูป สร้างมูลค่า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง หรือการใช้ ในการจัดการฟาร์ม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการระบบนิเวศตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยมี 6 แผนย่อย ดังนี้ 1) แผนย่อย เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนา ดังนี้ (1) ส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ด้วยการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนากระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้มีสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น ออกสู่ตลาดสม่ำเสมอรวมถึงสินค้าเกษตรนอกฤดูกาล ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย (2) ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับความสามารถของเกษตรกรและชุมชน ในการพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน (3) สร้างอัตลักษณ์ หรือนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดให้กับสินค้า สร้างความแตกต่างและโดดเด่นของสินค้าในแต่ละท้องถิ่น และสร้างตราสินค้าของเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรอัตลักษณ์ตลอดจนใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์แต่ละพื้นที่ ในการเชื่อมโยงไปสู่ภาคการผลิตอื่น เช่น การท่องเที่ยวและบริการ และส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตร อัตลักษณ์พื้นถิ่นในระดับประเทศ และเพื่อการส่งออกไปยังตลาดโลก เป้าหมาย สินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด อัตราการขยายตัวของมูลค่าของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (เฉลี่ยร้อยละ) 2) แผนย่อย เกษตรปลอดภัย ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนา ดังนี้ (1) สนับสนุนการบริหารจัดการฐานทรัพยากรทางเกษตรและระบบการผลิตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน อาทิ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ และวนเกษตร เป็นต้น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปนเปื้อน
4 ของสารเคมีอันตรายในสินค้าเกษตรและอาหาร และสร้างความปลอดภัยและมั่นคงด้านอาหารในระดับ ครัวเรือน (2) พัฒนาระบบคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยและระบบการตรวจรับรองคุณภาพ จากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลผลผลิตเกษตรปลอดภัย สถาบันเกษตรกร และเกษตรกร ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงการพัฒนาคุณค่าทางโภชนาการของสินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้เป็นที่ยอมรับกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ (3) ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร ชุมชน ท้องถิ่น รวมถึงผู้ประกอบการ ให้เข้าถึง แหล่งทุนและสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งมาตรฐานที่เป็นขั้นพื้นฐาน ตามหลักการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร และพัฒนาต่อยอดไปจนถึงมาตรฐานขั้นสูง เช่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ตลอดจน ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาสินค้า พร้อมทั้งดูแลการผลิตอาหารภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภคและการค้าระดับสากล (4) สร้างความตระหนักรู้ของผู้ผลิตและผู้บริโภคถึงความสำคัญของความปลอดภัย เพื่อสุขภาวะและโภชนาการที่เหมาะสม พัฒนาระบบฐานข้อมูลสินค้าด้านเกษตรปลอดภัย รวมถึงการส่งเสริม ด้านการขยายตลาดการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย (5) สนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์วิถีชาวบ้าน เพื่อต่อยอดสู่เกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการขยายตลาดเกษตรอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ เป้าหมายที่ 1 สินค้าเกษตรปลอดภัยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด อัตราการขยายตัวของมูลค่าของสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ได้รับการรับรอง ได้แก่ (1) สินค้าเกษตรที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และ (2) สินค้าอินทรีย์ (เฉลี่ยร้อยละ) เป้าหมายที่ 2 ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยของไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ ความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น ตัวชี้วัด ดัชนีคุณภาพและความปลอดภัย ภายใต้ดัชนีความมั่นคงทางอาหาร (อันดับของโลก ภายในปี 2570/ 2575/ 2580) 3) แผนย่อย เกษตรชีวภาพ ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนา ดังนี้ (1) สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อนำไปสู่การผลิตและขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนการเชื่อมโยงไปสู่ ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (2) ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิต การแปรรูป และการพัฒนาสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์จากฐานเกษตรกรรม และฐานทรัพยากรชีวภาพ มีการยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ วิสาหกิจการเกษตรขนาดกลางและเล็กบนฐานทรัพยากรชีวภาพ ตลอดจนมีการใช้ฐานจากการทำเกษตรกรรม ยั่งยืน ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่คำนึงถึงระบบนิเวศ สภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ
5 เพื่อใช้ประโยชน์และต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรชีวภาพ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการนำวัตถุดิบเหลือทิ้ง ทางการเกษตรมาใช้ในอุตสาหกรรมและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) ส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจตามความเหมาะสมของ สภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ มุ่งแปรรูปเพื่อป้อนในตลาดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สินค้าประเภท โภชนาเภสัช ผลิตภัณฑ์ประเภทเวชสำอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (4) ส่งเสริมการทำการตลาดผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ จากเกษตรชีวภาพ ประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพรไทย โดยใช้โอกาสจากความต้องการของผู้บริโภค ในปัจจุบันที่หันมาใส่ใจสุขภาพ และการรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านเกษตรชีวภาพ เป้าหมายที่ 1 สินค้าเกษตรชีวภาพมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด อัตราการขยายตัวของมูลค่าของสินค้าเกษตรชีวภาพ (เฉลี่ยร้อยละ) เป้าหมายที่ 2 วิสาหกิจการเกษตรจากฐานชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการจัดตั้ง ทุกตำบลเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด การจดทะเบียนดำเนินการของวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวกับเกษตรชีวภาพ (เฉลี่ยร้อยละ) 4) แผนย่อย เกษตรแปรรูป ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนา ดังนี้ (1) ส่งเสริมการพัฒนาและใช้วัตถุดิบและผลิตผลทางการเกษตรที่เชื่อมโยงไปสู่ กระบวนการแปรรูปในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีมูลค่าสูง โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร (2) ส่งเสริมการแปรรูปโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงองค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการแปรรูป สร้างความแตกต่าง และเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ และสินค้าเกษตร รวมทั้งการผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตรขั้นสูงที่มีคุณค่าเฉพาะ และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ (3) สนับสนุนการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต หลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป อาทิ บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ ควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย ติดตาม ผลิตภัณฑ์ระหว่างขนส่ง และยืดอายุของอาหารและสินค้าเกษตรในบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า (4) ส่งเสริมการสร้างตราสินค้า และขยายช่องทางการตลาดด้วยระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเครื่องหมายทางการค้าและการปกป้องสิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญา เป้าหมาย สินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด อัตราการขยายตัวของมูลค่าสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ (เฉลี่ยร้อยละ)
6 5) แผนย่อย เกษตรอัจฉริยะ ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนา ดังนี้ (1) ส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปัจจัยการผลิต เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ การเกษตร รวมทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรแห่งอนาคต อาทิ เกษตรแม่นยำ เกษตรในร่ม และเกษตรแนวตั้ง เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตรทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ ตลอดจนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทดแทนแรงงานภาคเกษตรที่ลดลงและเข้าสู่สังคมสูงอายุ (2) พัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร การจัดการภาคเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์ความรู้ด้านการผลิต และการตลาดต่าง ๆ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เทคโนโลยีดิจิทัล ฐานข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรต่าง ๆ เพื่อการวางแผนการเกษตร และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกร อัจฉริยะที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน (3) สนับสนุนและส่งเสริมการทำระบบฟาร์มอัจฉริยะ โดยการถ่ายทอดและสนับสนุน ให้เข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีแก่เกษตรกรในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการวางแผนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความ ต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในเชิงมูลค่าและปริมาณต่อพื้นที่สูงสุด และทดแทนการผลิตดั้งเดิม เป้าหมายที่ 1 สินค้าที่ได้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่/อัจฉริยะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด มูลค่าสินค้าที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่/อัจฉริยะ (เฉลี่ยร้อยละ) เป้าหมายที่ 2 ผลผลิตต่อหน่วยของฟาร์มหรือแปลงที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่/ อัจฉริยะเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด ผลผลิตต่อหน่วยของฟาร์มหรือแปลงที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่/อัจฉริยะ (เฉลี่ยร้อยละ) 6) แผนย่อย การพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนา ดังนี้ (1) เพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการฐานทรัพยากรทางการเกษตร อนุรักษ์และรักษา ฐานทรัพยากรทางการเกษตรที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการสร้างมูลค่าและความมั่นคงอาหาร อาทิ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ การคุ้มครองที่ดินทางการเกษตร การจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและชุมชน อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทรัพยากรทางการเกษตร เพื่อนำมาวางแผนการผลิต ให้สอดคล้องกับข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตร และนำไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมอย่าง เหมาะสม สอดคล้องกับแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (2) สร้างความมั่นคงอาหารให้กับครัวเรือนเกษตรกรและชุมชน โดยสร้างความมั่นคง ด้านอาหารและโภชนาการให้เกิดขึ้นในระดับครัวเรือน ชุมชน ท้องถิ่น และประเทศ สนับสนุนให้ชุมชน ทำการเกษตรของท้องถิ่น เพื่อเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก ส่งเสริมการทำ การเกษตรตามหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นฐาน
7 ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐหรือท้องถิ่นในพื้นที่มีบทบาท ดำเนินการให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในมิติต่าง ๆ รวมถึงการดูแลโภชนาการของประชาชนในทุกช่วงวัย สร้างเสถียรภาพด้านรายได้ของเกษตรกรและประชาชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ และเหมาะสม รวมทั้งการมีมาตรการรองรับสำหรับผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรและอาหาร ได้อย่างทั่วถึง การติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาอาหารและผลกระทบ (3) พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ และการเฝ้าระวังและเตือนภัยสินค้าเกษตร ส่งเสริม ให้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่มีมาตรฐานและครบวงจร ทั้งเรื่องเกษตรกร ข้อมูล อุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรที่มุ่งเน้นการตลาดนำการผลิต ข้อมูลพื้นที่เกษตรกรรม และข้อมูลมูลค่าสินค้า เกษตรรวมทั้งการพัฒนาระบบติดตามเฝ้าระวังและวางระบบเตือนภัย และกลไกการจัดการปัญหาที่อาจจะ เกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน อาทิ เสถียรภาพราคาสินค้า กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ภัยพิบัติธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงอาหาร โดยกำหนดมาตรการรองรับ มาตรการเตือนภัย มาตรการการปรับตัว ระบบสำรองอาหารในภาวะวิกฤต และการประกันความเสี่ยงให้ทันกับสถานการณ์ รวมทั้งให้เกษตรกรและผู้ใช้ประโยชน์สามารถเข้าถึงข้อมูล ได้ง่าย ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ วิเคราะห์แนวโน้มการผลิตสินค้าเกษตร (4) ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาด้านการผลิตและด้านการตลาดของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสนับสนุนการขยายเครือข่ายธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ และสนับสนุนให้มีโอกาสในการเข้าถึง แหล่งทุนภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากขึ้น เพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร ที่มีความเข้มแข็ง ตลอดจนการให้มีกลไกในการดูแลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มและการเพิ่ม มูลค่าสินค้าเกษตรอย่างแท้จริง (5) วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนภาคเกษตร สนับสนุนและส่งเสริม การวิจัยพื้นฐาน รวมถึงการวิจัยเชิงประยุกต์ในด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับการพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งในส่วนของปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่รองรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบ ต่อภาคเกษตร และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ พัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการเข้าถึงองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการผลิตและการตลาด เทคโนโลยีดิจิทัล และข้อมูลสารสนเทศ โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์ เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาการผลิตและยกระดับเป็น ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (6) พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและผลิตภัณฑ์ยกระดับการผลิตสินค้าและ ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดหรือกลุ่มผู้บริโภค รวมทั้งจัดให้มีระบบ การตรวจรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างเพียงพอ มีขั้นตอนการตรวจสอบที่รวดเร็ว และมีราคา เหมาะสมรวมถึงการวางระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
8 (7) ส่งเสริมด้านการตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีและ เครื่องมือต่าง ๆ ในการส่งเสริมและขยายตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรในรูปแบบต่าง ๆ โดยการ ใช้สื่อแบบดั้งเดิมและบนอินเทอร์เน็ตทั้งในและต่างประเทศ การจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้า การรณรงค์ ให้ความรู้ความเข้าใจถึงคุณค่าหรือเรื่องราวของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ และการสร้างตราสินค้าไทยให้เป็น ที่ยอมรับระดับสากล รวมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบบรรจุ ภัณฑ์ให้มีความสวยงาม โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อการใช้งาน ความต้องการของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศตลอดห่วงโซ่การผลิต (8) อำนวยความสะดวกทางการค้าและพัฒ นาระบบโลจิสติกส์การเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการค้าและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้มีความรวดเร็ว และไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมทางการค้า รวมทั้งการพัฒนาด้านโลจิสติกส์การเกษตร เพื่อลด การสูญเสียระหว่างการขนส่งลดขั้นตอนและระยะเวลาในการส่งสินค้า ตลอดจนเตรียมความพร้อมของสถานที่ เก็บรวบรวม/รักษาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน เป้าหมายที่ 1 ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรต่อหน่วยการปรับตัวเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด ผลผลิตสินค้าเกษตรต่อหน่วย (เฉลี่ยร้อยละ) เป้าหมายที่ 2 สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเป้าหมาย) ที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความเข้มแข็งในระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด สัดส่วนของจำนวนสถาบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งในระดับมาตรฐาน ได้แก่ (1) สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งระดับ 1 และ 2 (2) วิสาหกิจ ชุมชนที่มีศักยภาพในระดับดี และ (3) กลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งระดับ 1 และ 2 ต่อจำนวนสถาบัน เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งหมด (เฉลี่ยร้อยละ) 1.1.2.3 แผนการปฏิรูปประเทศ ต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคี สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ การปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย 13 ด้าน มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ด้าน ได้แก่ (2) การบริหารราชการแผ่นดิน (3) กฎหมาย (5) เศรษฐกิจ (หลัก) (6) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ (7) สาธารณสุข โดยแผนปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจมีเป้าประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศกระจายความเจริญและ ความเข้มแข็งของภาคสังคม และปรับบทบาท โครงสร้างและกลไกสถาบันบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ ตามหลักแนวคิดการบริหารงานคุณภาพที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเด็นปฏิรูปเพื่อเพิ่ม ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยกำหนดกิจกรรมปฏิรูป ประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ จำนวน 5 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การสร้างเกษตรมูลค่าสูง 2) การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง 3) การเพิ่มโอกาสของ
9 ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมาย 4) การเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และการลงทุนของไทยในภูมิภาคและ 5) การพัฒนาศักยภาพคนเพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.1.2.4 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) มีจุดประสงค์ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทย หรือ เปลี่ยนแปลงประเทศขนานใหญ่ (Thailand’s Transformation) ภายใต้ แนวคิด “Resilience” มีเป้าหมายหลักเพื่อพลิกโฉมประเทศไปสู่ “เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้า อย่างยั่งยืน” หรือ “Hi-Value and Sustainable Thailand” โดยใช้องค์ความรู้ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการยกระดับ ศักยภาพและพัฒนาประเทศในทุกมิติ เพื่อสนับสนุน เสริมสร้างการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันและเพื่อส่งเสริม โอกาสและความเสมอภาคทางสังคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและ การบริโภคให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางที่ประเทศสามารถปรับตัวและรองรับกับการ เปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทัน ตลอดจนสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่าง ต่อเนื่องในระยะยาวไปพร้อมกับการ รักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบหลักของการขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้า อย่างยั่งยืน” (Hi-Value and Sustainable Thailand) 4 ประการ ได้แก่ 1) เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม (High Value-Added Economy) 2) สังคมแห่งโอกาสและความเสมอภ าค (High Opportunity Society) 3) วิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Eco-Friendly Living) และ 4) ปัจจัยสนับสนุนการพลิกโฉม ประเทศ (Key Enablers for Thailand’s Transformation) โดยภายใต้องค์ประกอบในแต่ละด้านได้มีการ กำหนด “หมุดหมาย” (Milestones) โดยมีหมุดหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 11 หมุดหมาย ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการ เพื่อคุณภาพ ความมั่นคงอาหาร และความยั่งยืนของภาคเกษตร และเพิ่มศักยภาพและบทบาทของ ผู้ประกอบการเกษตรในฐานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจของห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับส่วนแบ่งประโยชน์อย่างเหมาะสม และเป็นธรรม หมุดหมายที่ 2 ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน โดยเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยเป็นการท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมและบริการที่มีศักยภาพ อื่น ปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวให้พึ่งพานักท่องเที่ยวในประเทศและมีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น และการท่องเที่ยวไทยต้องมีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนในทุกมิติ หมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญ ของภูมิภาค โดยทำให้ประเทศไทยเป็นประตูการค้าและการลงทุนในภูมิภาค เป็นห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค และเป็นประตูและทางเชื่อมโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาค หมุดหมายที่ 6 ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและอุตสาหกรรม ดิจิทัลของอาเซียน โดยมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลภายในประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น การส่งออกของ
10 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของประเทศเพิ่มขึ้น และมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของประเทศมีการความเข้มแข็งขึ้น หมุดหมายที่ 7 ไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูง และสามารถแข่งขันได้โดยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตและแข่งขันได้ของวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม มีศักยภาพสูงในการดำเนินธุรกิจ สามารถยกระดับและปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันใหม่ สามารถ เข้าถึงและได้รับการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิผลจากภาครัฐ หมุดหมายที่ 8 ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษขยายตัวเพิ่มขึ้น ความไม่ เสมอภาคในการกระจายรายได้ของภาคลดลง และการพัฒนาเมืองให้มีความน่าอยู่อย่างยั่งยืน มีความพร้อม ในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง หมุดหมายที่ 9 ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และมีความคุ้มครองทางสังคมที่ เพียงพอ เหมาะสม โดยครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นมีโอกาสในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และคนไทยทุกช่วงวัยได้รับความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต หมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการเพิ่มมูลค่า จากเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำและยั่งยืน หมุดหมายที่ 11 ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการลดความเสียหายและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศการลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้าง ภูมิคุ้มกันและการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ หมุดหมายที่ 12 ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การ พัฒนาแห่งอนาคต โดยคนไทยได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงวัย มีสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับโลก ยุคใหม่มีคุณลักษณะตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม มีคุณธรรม จริยธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง อย่างพลิกโฉมฉับพลันของโลก สามารถดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข กำลังคนมีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตเป้าหมาย และสามารถสร้างงานอนาคต ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึง การเรียนรู้ตลอดชีวิต หมุดหมายที่ 13 ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน โดยการบริการภาครัฐมีคุณภาพเข้าถึงได้ และภาครัฐที่มีขีดสมรรถนะสูงและคล่องตัว 1.1.2.5 ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์จัดทำยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) เพื่อเป็นกรอบการพัฒนา การเกษตรของประเทศในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาในระดับโลกขององค์การ
11 สหประชาชาติ โดยยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) มุ่งในการเสริมจุดแข็งและ แก้ไขจุดอ่อนให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรในระยะยาว เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” โดยมียุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยสร้าง ความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร Smart Farmer, Smart Group, Smart Enterprise เสริมสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม บริหารจัดการแรงงานภาคเกษตรโดยนำ นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพมาตรฐานสินค้า และส่งเสริมการเกษตรตลอดโซ่อุปทาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและ นวัตกรรม โดยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนเกษตรให้สอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 บริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเกษตร และพัฒนาผลงานวิจัยด้านการเกษตรนำไปสู่การผลิต นวัตกรรม เชิงพาณิชย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและ ยั่งยืนโดยบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืน และฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรการเกษตรให้สมดุล และยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ โดยพัฒนาบุคลากรเป็น Smart Officer และ Smart Researcher เชื่อมโยงระบบการทำงานของทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านการเกษตร 1.1.2.6 แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) เป็นแผนหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ และนำไปใช้ในการ ติดตาม ประเมินผลโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ ตลอดจนผู้บริหารสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับ ดูแล ติดตามผลการดำเนินงานของโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละผลผลิตให้สามารถดำเนินการได้ตาม เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวม มีวิสัยทัศน์ คือ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี” โดยมีเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตรเพิ่มขึ้น ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้น รายได้เงินสดสุทธิ ครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้น สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร) มีศักยภาพเพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตทางการเกษตรมีความสมดุล ประกอบด้วย 5 ประเด็นการพัฒนา 28 แนวทางการพัฒนา ได้แก่
12 ประเด็นการพัฒนาที่ 1 เสริมสร้างความมั่นคงทางการเกษตร มีแนวทางการพัฒนา คือ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเกษตร ประเด็นการพัฒนาที่ 2 ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร มีแนวทางการพัฒนา คือ เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร ท่องเที่ยวเกษตรเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐานและระบบ โลจิสติกส์การเกษตร การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกร (สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร) ให้เป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ และการพัฒนาการเกษตรในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประเด็นการพัฒนาที่ 3 สร้างความเสมอภาคและกระจายความเท่าเทียมทางสังคม เกษตร มีแนวทาง การพัฒนา คือ การเสริมสร้างทุนทางสังคม การรองรับสังคมเกษตรสูงวัยเชิงรุก การ ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร รายย่อยให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจ และการสร้างสภาพแวดล้อมและกลไกที่ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ประเด็นการพัฒนาที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืน มีแนวทางการพัฒนา คือ การพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมเชิงนิเวศ การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน บนสังคมเศรษฐกิจ สีเขียว การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล การสร้างการเติบโต อย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ การจัดการมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสารเคมี ในภาคเกษตรทั้งระบบให้เป็น ไปตามมาตรฐานสากล การพัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบเพื่อเพิ่ม ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ การเพิ่ม ผลิตภาพของน้ำทั้งระบบในการใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้น้ำให้ทัดเทียมกับระดับสากล ประเด็นการพัฒนาที่ 5 พัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐและงานวิจัยด้าน การเกษตร มีแนวทาง การพัฒนา คือ การพัฒนาบริการประชาชน การพัฒนาระบบบริหารงานภาครัฐการสร้าง และพัฒนาบุคลากรภาครัฐ การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ การพัฒนากฎหมาย และการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร 1.1.2.7 แผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564 - 2570 โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นกลไกเร่งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้ Thailand 4.0 ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจจากการใช้ความได้เปรียบด้านทรัพยากรและ แรงงานไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ด้วยการระดมทรัพยากรและ ความสามารถของทุกภาคส่วนในการมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดล เศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564 - 2570 เป็นการพัฒนาภายใต้ 4 + 1 สาขายุทธศาสตร์ คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งมีศักยภาพจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท จาก ฐานความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ (Nature) วัฒนธรรม (Culture) และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Nurture) ภายใต้กลไกจตุภาคี ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย/ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน โดยมีวิสัยทัศน์ คือ เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ประชาชน
13 มีรายได้ดี คุณภาพชีวิตดีรักษาและฟื้นฟูฐานทรัพยากรจากความหลากหลายทางชีวภาพให้มีคุณภาพที่ดี ด้วย การใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ โดยเกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความยั่งยืนของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทาง ชีวภาพด้วยการจัดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ เน้นการนำความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่าง การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืนของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งด้วยทุนทรัพยากร อัตลักษณ์ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้ศักยภาพของพื้นที่โดยการระเบิดจากภายใน เน้นการตอบสนองความต้องการในแต่ละ พื้นที่เป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ การดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ รวมถึงการใช้ ประโยชน์จากความเข้มแข็งจากภายในอันประกอบด้วย “ความหลากหลายทางชีวภาพ” “ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม” และ “ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” มาต่อยอดและยกระดับมูลค่าในห่วงโซ่การผลิตสินค้าและบริการ ให้มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยกระดับมาตรฐาน สร้างคุณค่าใหม่ รวมถึงการนำหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เพื่อการลดการใช้ทรัพยากร ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้เศรษฐกิจ BCG ให้สามารถ แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เน้นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการเดิมให้สามารถ เติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วยการนำความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดความ สูญเสียในกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ หรือการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มตาม หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับมาตรฐานสู่การเป็นแหล่งผลิตและให้บริการที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีสุขอนามัยที่ดีให้ความสำคัญกับระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการผลิตที่ยั่งยืนเทียบเท่า มาตรฐานสากล รวมถึงการยกระดับผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วยการใช้นวัตกรรมเข้มข้น เช่น ระบบการผลิตพืช ในโรงเรือนอัจฉริยะ (Plan factory) การให้บริการด้านสุขภาพที่มีความแม่นยำสูง หรือการแพทย์เฉพาะบุคคล ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเสริมสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อกระแสการ เปลี่ยนแปลงของโลก เน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ โลกอย่างเท่าทันเพื่อบรรเทาผลกระทบ รวมถึงเข้าถึงโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกที่เกิดขึ้นได้ รวดเร็วยิ่งขึ้น 1.1.2.8 เป้ าหมายและแน วท างการพั ฒ น าภ าค พ .ศ. 2566 - 2570 ของภ าค ตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพเศรษฐกิจสาขาเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1) มีบทบาทเป็นแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศแต่เป็นพืชเชิงเดี่ยว พึ่งพาน้ำฝนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลิตภาพต่ำ ในขณะที่เกษตรอินทรีย์
14 และเกษตรปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาคเกษตรมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในด้านเป็นฐานรายได้หลักของประชากรส่วนใหญ่และการจ้างงาน ในปี 2563 ผลิตภัณฑ์ภาคเกษตร มีมูลค่า 311,615 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.6 ของผลิตภัณฑ์ภาค พืชหลักที่สำคัญของภาค ได้แก่ ข้าว อ้อย โรงงาน และมันสำปะหลัง โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากที่สุดของประเทศ ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ในพื้นที่ ตอนกลางและตอนล่างของภาค โดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ยโสธร สุรินทร์มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และทุ่งสัมฤทธิ์ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและบุรีรัมย์ แต่ผลผลิตเฉลี่ย ต่อไร่ในภาพรวมต่ำกว่าระดับประเทศ เนื่องจากทำการเกษตรแบบดั้งเดิมใช้สารเคมีสูง ซึ่งในแต่ละปีมี การนำเข้าวัตถุอันตรายทางเกษตร เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี เป็นภาคที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยและ มันสำปะหลังมากที่สุดของประเทศ โดยอ้อยส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และอุดรธานี และมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และอุดรธานีสำหรับการปลูก ข้าวอินทรีย์ มีแนวโน้มขยายพื้นที่มากขึ้น ปัจจุบันแหล่งปลูกข้าวอินทรีย์ในประเทศไทยร้อยละ 80 อยู่ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (จังหวัดศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม สุรินทร์ร้อยเอ็ด) และจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนอีกร้อยละ 20 อยู่ในภาคเหนือตอนบน ตลาดข้าวอินทรีย์ ส่วนใหญ่ส่งออก ต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป นอกจากนี้ แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ได้กำหนดจังหวัดนำร่องพัฒนาเมืองสมุนไพร (Herbal City) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สกลนคร มหาสารคาม อำนาจเจริญ และอุดรธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสมุนไพรไทย 2) มีพื้นที่ทำการเกษตรมากที่สุดแต่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย พื้นที่ถือครอง ทำการเกษตรต่อครัวเรือนมากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ในปี 2563 มีพื้นที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรรวม 63.48 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 42.50 ของพื้นที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรทั้งประเทศ โดยพื้นที่เกษตรของ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งลักษณะภูมิประเทศ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ค่อนข้างราบ เหมาะสำหรับปลูกข้าวและพืชไร่ มีความเหมาะสมในการทำเกษตรแปลงใหญ่ ขณะที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีพื้นที่เกษตรไม่มากเนื่องจากเป็นภูเขาสูงสลับที่ราบเชิงเขา และมีขนาดฟาร์มเล็กมากประมาณ 10 ไร่ต่อครัวเรือน จึงเหมาะกับเกษตรแบบประณีตหรือเกษตรอินทรีย์ จังหวัดที่มีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรต่ำสุดของภาคซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาด้านความยากจน ได้แก่ จังหวัด ขอนแก่น นครพนม กาฬสินธุ์และศรีสะเกษ โดยมีเนื้อที่ถือครอง 12.0, 12.3, 13.1 และ 13.2 ไร่ต่อครัวเรือน ตามลำดับ 3) การปศุสัตว์มีความสำคัญมากขึ้นโดยเฉพาะโคเนื้อ ในปี 2564 มีจำนวนโคเนื้อในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ 3,966,980 ตัว โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.30 ของประเทศ โดยมีอัตราการขยายตัว ของจำนวนโคเนื้อ ช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ขยายตัวร้อยละ 13.70 มีแหล่งการเลี้ยงโคเนื้อกระจายอยู่ใน ทุกพื้นที่ของภาค โดยจังหวัดที่มีการเลี้ยงโคเนื้อมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ จังหวัดศรีสะเกษ นครราชสีมา และอุบลราชานี มีโคเนื้อคุณภาพสูงที่มีชื่อเสียง คือ โคเนื้อโพนยางคำ สกลนคร โคเนื้อหนองสูง มุกดาหาร และโคเนื้อโคราชวากิว นครราชสีมา
15 4) การเพิ่มพื้นที่ชลประทานมีข้อจำกัดด้านกายภาพไม่สามารถพัฒนาโครงการขนาด ใหญ่เพื่อเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกตลอดปีพื้นที่ชลประทานต่อพื้นที่เกษตร ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดยในปี 2563 มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 8.15 ล้านไร่ และมีสัดส่วนพื้นที่ชลประทานต่อพื้นที่เกษตรร้อยละ 12.80 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีสัดส่วน ร้อยละ 23.40 โดยพื้นที่โครงการชลประทานของภาคส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 มีสัดส่วนร้อยละ 32.50, 29.60 และ 20.20 ของพื้นที่ชลประทานทั้งภาค ตามลำดับ จึงเป็นข้อจำกัดในการ บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ทั้งการเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง และชะลอน้ำในช่วงฤดูฝนไม่ให้ท่วมพืชผลเสียหาย ทิศทางการพัฒนาภาค กำหนดทิศทางการพัฒนาตามแนวคิดการเป็นฐานการผลิตของ ประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นประตูเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา 3G ได้แก่ (1) การเป็นฐานการผลิตของประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green) เน้นส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Bio Circular Green Economy) และการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (2) การเป็น ประตูเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน (Gate) ใช้โอกาสจากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ พัฒนาการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน (Growth) ใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในการ พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สนับสนุนการพัฒนาศูนย์กลางบริการ ทางการแพทย์ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ท่องเที่ยวชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย 1.1.2.9 แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ) ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566 - 2570 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กำหนดเป้าหมายการพัฒนา “เกษตร สร้างมูลค่า ศูนย์กลางการค้า โลจิสติกส์ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เชื่อมโยงภูมิภาค” โดยมีตัวชี้วัด ความสำเร็จ ตามเป้าหมายการพัฒนากลุ่มจังหวัด 5 ด้าน คือ 1) มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมกลุ่มจังหวัด ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 เมื่อสิ้นสุดแผนการพัฒนา 2) อัตราการขยายตัวภาคบริการเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 เมื่อสิ้นสุดแผนการพัฒนา 3) รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2 เมื่อสิ้นสุดแผนการพัฒนา 4) อัตราการ เปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้ในกลุ่มจังหวัดเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.20 เมื่อสิ้นสุดแผนการพัฒนา 5) ร้อยละประชากร ที่อยู่ใต้เส้นความยากจนลดลง ร้อยละ 10 เมื่อสิ้นสุดแผนการพัฒนา กลุ่มจังหวัดตั้งประเด็นการพัฒนาที่มีแผนงานและโครงการสำคัญรองรับตลอดระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ของแผนพัฒนาฯ ในการที่จะบรรลุเป้าหมายไว้ 5 ประเด็นการพัฒนา 13 แผนงาน 44 โครงการ โดยสรุปประเด็นการพัฒนาทั้ง 5 ประเด็น พร้อมทั้งจำนวนแผนงานและโครงการ ประกอบด้วย ประเด็นการพัฒนาที่ 1 การส่งเสริมเกษตรสร้างมูลค่า ประกอบด้วย 2 แผนงาน 11 โครงการ กำหนดเป้าหมายที่สำคัญ คือ การเพิ่มจำนวนแปลง/ฟาร์มและพื้นที่ผลิตพืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร
16 ปศุสัตว์ และประมง ที่ได้มาตรฐาน รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น มีระบบฐานข้อมูล จำนวนผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ปลอดภัยของกลุ่มจังหวัดที่ได้รับรองมาตรฐาน และผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่เพิ่มขึ้น ประเด็นการพัฒนาที่ 2 เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการค้าการลงทุน ประกอบด้วย 1 แผนงาน 8 โครงการ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการขยายตัวภาคบริการ ประเด็นการพัฒนาที่ 3 เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ประกอบด้วย 1 แผนงาน 8 โครงการ โดยเป้าหมายต้องการรายได้ของการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดเพิ่มขึ้น จากจำนวน นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีการพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดเพื่อรองรับ ประเด็นการ พัฒนาดังกล่าว ประเด็นการพัฒนาที่ 4 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างโอกาส และความเสมอภาคทาง สังคมและความมั่นคง ประกอบด้วย 4 แผนงาน 9 โครงการ โดยกลุ่มจังหวัดให้ความสำคัญและตั้งค่าเป้าหมาย ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบบริการสุขภาพของคนไทยทุกช่วงวัย และเสริมสร้างความสมบูรณ์ ของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน อีกทั้งตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ให้สังคมมีความยุติธรรม ความมั่นคงด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งปลอดยาเสพติด และอบายมุข ในขณะเดียวกันการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และสถานการณ์ตามแนวชายแดนให้มีความสงบเรียบร้อย ประเด็นการพัฒนาที่ 5 การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 5 แผนงาน 8 โครงการ มุ่งเน้นที่จะพัฒนาและอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ พื้นที่ป่า และพื้นที่สีเขียว ให้มีการบริหารจัดการพลังงานเพื่อความยั่งยืน รวมถึงการบริหารจัดการขยะในพื้นที่ ในขณะที่การผลิต ทางการเกษตร มุ่งเป้าหมายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน 1.1.2.10 นโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โดยคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ทราบถึงแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาล จะดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง สังคมไทยมีความสงบสุข สามัคคี และเอื้ออาทร คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจไทย มีความแข็งแกร่งและมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนโยบายประกอบด้วย นโยบายหลัก 12 ด้าน นโยบาย เร่งด่วน 12 เรื่อง นโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้ 1) นโยบายหลัก 8 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายหลักที่ 1 การปกป้องและเชิดชูสถาบัน พระมหากษัตริย์ นโยบายหลักที่ 4 การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก นโยบายหลักที่ 5 การพัฒนาเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของไทย นโยบายหลักที่ 6 การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจาย ความเจริญสู่ภูมิภาค นโยบายหลักที่ 7 การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก นโยบายหลักที่ 10 การฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นโยบายหลักที่ 11 การปฏิรูป
17 การบริหารจัดการภาครัฐ และนโยบายหลักที่ 12 การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรม 2) นโยบายเร่งด่วน 10 เรื่อง ประกอบด้วย นโยบายเร่งด่วนที่ 1 การแก้ไขปัญหา ในการดำรงชีวิตของประชาชน นโยบายเร่งด่วนที่ 3 มาตรการเศรษฐกิจ นโยบายเร่งด่วนที่ 4 การให้ความ ช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม นโยบายเร่งด่วนที่ 5 ยกระดับศักยภาพแรงงาน นโยบายเร่งด่วนที่ 6 การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต นโยบายเร่งด่วนที่ 7 เตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 นโยบายเร่งด่วนที่ 8 การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการ ประจำ นโยบายเร่งด่วนที่ 9 การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ นโยบาย เร่งด่วนที่ 10 การพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน และนโยบายเร่งด่วนที่ 11 การจัดเตรียมมาตรการ รองรับภัยแล้งและอุทกภัย 1.1.2.11 นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1) นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) มอบให้ผู้บริหารขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กำหนดการ ขับเคลื่อนการทำงานโดยยึด 5 ยุทธศาสตร์และ 15 นโยบายสำคัญ เป็นกรอบในการทำงาน ปรับตัวตาม สถานการณ์และเพิ่มทำงานในเชิงรุกมากขึ้น รวมทั้งปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ 1.1) กรอบ 5 ยุทธศาสตร์และ 15 นโยบายสำคัญ กรอบ 5 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ ประสาน ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย Lazada Shopee Alibaba สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เพื่อเพิ่ม ช่องทางการตลาดให้มีความหลากหลาย ทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรมจับคู่ ธุรกิจผู้ซื้อกับผู้ขายเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจเกษตรทั้งผลผลิตและสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เกษตร ชุนชนที่เชื่อมโยงกับตลาดชุมชนหรือตลาดเกษตรกร อีกทั้งส่งเสริมระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อสร้างความ ไว้วางใจระหว่างเกษตรกรกับ ผู้ประกอบการ 2) ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 เพื่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรมโดยการใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดโซ่อุปทานและโซ่คุณค่า (Supply-Value Chain) ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาด 3) ยุทธศาสตร์3S คือ "Safety" ความปลอดภัยของอาหาร "Security" ความมั่นคง มั่งคั่ง ของภาคการเกษตรและอาหาร และ "Sustainability" ความยั่งยืนของภาคการเกษตร 4) ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน โดยมีการ รวบรวมข้อมูล และการดำเนินงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรให้ครอบคลุมทุกด้านทั้งสินค้า การตลาด และทรัพยากร และครอบคลุม เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรและทรัพยากรทางการเกษตร นำไปใช้วางแผน การผลิตอย่างเป็นระบบ รวมถึงการรับรู้ความต้องการคุณภาพและปริมาณของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
18 5) ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยน้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร สามารถ นำไปปฏิบัติได้จริงและพึ่งพาตนเองได้ แนวทางนโยบายสำคัญ 15 ด้าน ประกอบด้วย 1) นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” เป็นนโยบายหลักโดยเพิ่มช่องทางตลาดให้ หลากหลาย ทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์ (แพลตฟอร์มรายสินค้าเพื่อรองรับ New Normal) ตลาดออฟไลน์ โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) รถโมบาย ตลาดสด ตลาดชุมชน คาราวานสินค้า เกษตรพันธสัญญา และ เคาน์เตอร์เทรด จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจผู้ซื้อกับผู้ขายเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ โดยร่วมมืออย่างเข้มข้น กับกระทรวงพาณิชย์ภายใต้โมเดล “เกษตร - พาณิชย์ทันสมัย” 2) การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก โดยส่งเสริมให้เกษตรกร มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีอำนาจต่อรองในการซื้อขายผลผลิต ส่งเสริมการแปรรูป สินค้าเกษตร เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรชุมชนเชื่อมโยงกับตลาดชุมชน/ตลาดเกษตรกร ตลาดสีเขียว (Green Market) และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในชุมชน รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ สามารถช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรเอื้อให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ ทั้งสังคม ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติให้เข้มแข็งและยั่งยืน 3) การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start Up เป็นหน่วยธุรกิจ ให้บริการ ทางการเกษตร (Agricultural Service Providers : ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตร เช่น เทคโนโลยี ในการดูแลรักษารถจักรกลในการเตรียมดินและการเก็บเกี่ยว สำหรับให้บริการแก่ พี่น้องเกษตรกรแบบครบวงจร 4) การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจ และความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกัน ยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด 5) การพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร โดยเชื่อมโยงการทำงานกับ ศพก. เพื่อยกระดับสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ และเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) 6) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทาน ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร ให้มีความสดใหม่ และถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว รวมถึงพัฒนาระบบเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวย ความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตร 7) การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีการกระจายน้ำอย่างเหมาะสมและ ทั่วถึง รวมทั้งพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในการ อุปโภค บริโภค และทำการเกษตร ตลอดจนป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย
19 8) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด โดยกำหนดเขต ความเหมาะสมในการทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุดผ่านข้อมูล Agri - Map 9) การส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การบริหารจัดการ และ การตลาดแก่เกษตรกร รวมทั้งให้บริการทางวิชาการและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ โดยมีเกษตรกรต้นแบบ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และเป็นกลไกในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา และพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ 10) การประกันภัยพืชผล ให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสีย ต่อพืชผลที่เอาประกันภัย ซึ่งเกิดจากภัยต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ลมพายุ ลูกเห็บตก เป็นต้น ซึ่งจะช่วยสร้าง เสถียรภาพทางรายได้และความมั่นคงในอาชีพให้แก่เกษตรกร รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร ที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างทันท่วงที 11) การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่ เกษตรกร ได้แก่ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตร ด้วยการ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง และมีการ พัฒนาอาหารของไทย ให้เป็นรูปแบบอาหารที่ปลอดภัยและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการสินค้าเกษตรปลอดภัยใน 5 ร ได้แก่ โรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล เรือนจำ และร้านอาหาร 12) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มี เอกลักษณ์ เฉพาะถิ่น สร้างแบรนด์ให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าจากความหลากหลาย ทางชีวภาพ เช่น สมุนไพร แมลงเศรษฐกิจ ส่งเสริมสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพทางด้านการตลาดในอนาคต ทั้งสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) และสินค้าเกษตรที่ตอบสนองผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม (Functional Food) รวมทั้งสินค้าเกษตร เพื่อพลังงานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 13) การวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ เกษตรกรและผู้บริโภค 14) การพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ในการใช้ประโยชน์และเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการบริหารและช่วยให้เกษตรกรมีข้อมูลที่ดีและเพียงพอต่อการตัดสินใจ ที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อการผลิตและการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 15) การประกันรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม น้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.2) ปี2566 มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรม 1) สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การพัฒนาคน เพื่อรองรับสิ่งต่างๆ ที่เป็นอนาคตของประเทศและของโลกเป็นสิ่งสำคัญ กระทรวงต้องเร่งพัฒนาสร้างความ
20 เข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ยกตัวอย่าง กระทรวงกำหนดเป้าหมายจะยกระดับความเข้มแข็งของ องค์กรกลุ่มสตรีโดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดเป็นเป้าหมายการขับเคลื่อนงาน เป็นต้น เชื่อมั่นว่าหาก พัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งแล้ว การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ก็จะสัมฤทธิ์ผล 2) เร่งผลักดันการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร ขอให้ ทุกหน่วยงาน ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและวางแผนผลักดันมาตรการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ซึ่งทุกหน่วยงาน มีภารกิจและมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้คาดว่าในระยะเวลาไม่เกิน 2-3 ปีนี้ประเทศต่าง ๆ จะมีมาตรการ กีดกันทางการค้าที่อ้างอิงเงื่อนไข ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการ โดยขอให้มองว่าเป็นโอกาสที่สำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ภาคเกษตรโดยเฉพาะการบริหาร จัดการคาร์บอนเครดิต และเพื่อให้สินค้าเกษตร ของเราได้มาตรฐานสามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง และได้มอบแนวทางการทำงานในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1) เร่งหามาตรการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในการผลิต ที่เกิดขึ้นจากการ ผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์และประมง ตามที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจ ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการหามาตรการต่าง ๆ และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแสดงความพร้อมในการรองรับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป 2.2) ส่งเสริมการปลูกโกโก้นอกพื้นที่ป่า โกโก้พืชเป็นเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ควรส่งเสริมการผลิต ร่วมกับพืชชนิดอื่น ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และส่งเสริมการผลิตและแปรรูปให้มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการ ของตลาด ลดการนำเข้า เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าโกโก้มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท 2.3) ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์การใช้ที่ดิน (บัตร สีชมพู) ขอให้การยางแห่งประเทศไทยไปศึกษาว่าการรับรองพื้นที่ดังกล่าวจะเกี่ยวข้องหรือไม่เป็นไป ตามมาตรการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ เชื่อมโยงการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรปหรือไม่ และพื้นที่ที่ปลูก ไปแล้วต้องผลักดันการลดพื้นที่ปลูก ลด Supply ผลผลิตออกจากระบบ และจำแนกผลผลิตจากพื้นที่มีเอกสาร สิทธิการใช้ที่ดิน (บัตรสีเขียว) และพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิการใช้ที่ดิน (บัตรสีชมพู) ให้ชัดเจนไม่ให้ปะปนกัน ซึ่งต้องหามาตรการมารองรับและทำความเข้าใจกับเกษตรกร 2.4) การผลิตในพื้นที่ ส.ป.ก. ควรได้รับการยกเว้นจากมาตรการห้ามนำเข้า ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยง การตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป เพราะเป็นพื้นที่ที่ภาครัฐออกเอกสารสิทธิ์ขอให้ ฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมศึกษาความเป็นไปได้ในการขอรับการยกเว้น 3) เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การดำเนินนโยบายของกระทรวงให้ทั่วถึง ที่ผ่านมาสภาพปัญหาต่าง ๆ ของภาคเกษตรที่เกิดขึ้น สาเหตุสำคัญเกิดจากเกษตรกรและประชาชนยังไม่เข้าใจ การทำงานของภาครัฐ ก่อให้เกิดแรงต้านการทำงาน ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้สำเร็จ ดังนั้น จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจการดำเนินงานของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการต่าง ๆ ในด้านการเกษตร เช่น การเลี้ยงสัตว์การจัดการน้ำ ปุ๋ย ดิน วิธีการปลูก การตัด การเก็บเกี่ยว การใช้พันธุ์พืชที่เหมาะสม เป้าหมายเพื่อให้ผลผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน เกษตรกรจะเป็น
21 ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง ซึ่งต้องมีคณะทำงานบูรณาการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อบริหารจัดการแก้ไขปัญหา ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน 4) พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การส่งเสริมเทคโนโลยีและ นวัตกรรมให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มคุณภาพและมูลค่าสินค้า โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ซึ่งร่วมบูรณาการ กับสถาบันอุดมศึกษา ปราชญ์ท้องถิ่น และองค์กรต่าง ๆ ทั้งนี้ยังมีปัญหาเรื่องการไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ดังนั้น หากมีแนวทางแก้ปัญหาในเรื่องงบประมาณได้จะทำให้มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาส่งเสริมให้ เกษตรกรใช้ประโยชน์สามารถลดต้นทุนการผลิต การแปรรูปเพิ่มมูลค่าตรงตามความต้องการของตลาด เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับภาคการเกษตรของไทย 5) ส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เนื่องจากเกษตรปลอดภัยคือหัวใจของการผลิต โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องมีมาตรการที่ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัย การสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภค ไม่ส่งเสริมให้ใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งใช้กันมากเป็นระยะเวลานาน กระทรวงต้องมี มาตรการที่เหมาะสมในการผลักดันให้การผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิดได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย 6) ผลักดันค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ขอให้ทุก หน่วยงานให้ความสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจแก่อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านของทุกหน่วยงาน เนื่องจาก อาสาสมัครเกษตรเป็นฟันเฟืองที่สำคัญมากในพื้นที่แต่ยังไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งกระทรวงจะผลักดันเรื่องนี้ อย่างเต็มที่ ในเบื้องต้นขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างขวัญกำลังใจ และแรงจูงใจในการทำงานให้กับอาสาสมัคร เกษตรทุกคน 7) บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำที่ดีต้องใช้น้ำ อย่างมีคุณค่าให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเกิดปัญหาน้อยที่สุด มีแผนการจัดการน้ำที่ดีให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติและเกษตรกรมากที่สุด ในสถานการณ์ฤดูฝนภาคใต้ปัจจุบัน ขอให้กรมชลประทานเตรียมพร้อม รับมือและประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน เมื่อเกิดกรณีน้ำท่วมฉุกเฉิน รวมทั้งพื้นที่ ที่ได้รับความเสียหายแล้ว ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเข้าช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและ รายงานให้ผู้บริหารได้รับทราบทันที 8) เร่งขับเคลื่อน BCG Model ไปสู่การปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายของ นโยบายรัฐบาล เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรประเทศไทยไปสู่ 3 สูง ได้แก่ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง ซึ่งถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนภาคเกษตรที่สำคัญ ต้องมุ่งเน้นที่การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ เกษตรกรเกี่ยวกับเป้าหมายของนโยบาย แนวทางการปฏิบัติและประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ 9) ส่งเสริมความรู้พืชเศรษฐกิจใหม่ผลักดันไทยเป็นครัวโลก โดยขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องพิจารณาคาดการณ์สถานการณ์ตลาดโลก ตลาดผู้บริโภคในอนาคตว่าแนวโน้มความต้องการสินค้า เกษตรและอาหาร เป็นอย่างไร กำหนดแผนการทำงานการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูง และสนับสนุน เครื่องมือและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ซึ่งนอกจากพืชอาหารคนแล้วควรให้
22 ความสำคัญกับพืชอาหารสัตว์ให้มากขึ้นเพราะประเทศไทยยังต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในปริมาณ และ มูลค่าสูงมากในแต่ละปีต้องเร่งหาวิธีการเพิ่มผลผลิตพืชอาหารสัตว์ในประเทศเพื่อลดการนำเข้าให้มากที่สุด 2) แนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมและมอบแนวทางการปฏิบัติงานของ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 2.1) การขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้หารือ แนวทางการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติให้เห็นผลเชิงประจักษ์ 2.2) การขับเคลื่อน การเกษตรต่างประเทศ เพื่ อให้ ผลการดำเนินงาน ด้านการเกษตรต่างประเทศมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมให้ความสำคัญกับการสนับสนุนส่งเสริมการเพิ่มปริมาณ และมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทย และขยายตลาดสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มรายได้กับเกษตรกร โดยควรส่งเสริม ภาพลักษณ์ความโดดเด่นของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นให้เป็น ที่รู้จักในเวทีและมุ่งส่งเสริมการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในทุกระดับตั้งแต่ตลาดในท้องถิ่น ไปสู่สินค้า เกษตรไทยระดับพรีเมี่ยม เพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มมีความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรไทย 2.3) เร่งขับเคลื่อน BCG Model ให้เป็นรูปธรรม ปรับปรุงข้อมูลกระบวนการ ทำงานและผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อน BCG Model ให้มีความเป็นปัจจุบัน และครบถ้วนทุกประเภท ของสินค้า ได้แก่ พืช สัตว์ประมง โดยให้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้เกษตรและสหกรณ์ จังหวัดได้ศึกษาเป็นแนวทางการปฏิบัติและสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จ โดยต่อไป อาจส่งเสริม ให้ขับเคลื่อน BCG Model ร่วมกับระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ 1.1.2.12 แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ (พ.ศ. 2566 - 2570) 1) วิสัยทัศน์ (Vision) “เมืองเกษตรปลอดภัย สร้างมูลค่า สู่ความยั่งยืน” 2) พันธกิจ (Mission) (1) สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี (2) ส่งเสริมการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรปลอดภัย อย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐาน (3) ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและ นวัตกรรม (4) ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืน (5) เชื่อมโยงเครือข่ายและบูรณาการการทำงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ อย่างมีส่วนร่วม 3) ตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย (1) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (เฉลี่ยร้อยละ 4) (2) พื้นที่การเกษตรได้รับรองมาตรฐานเพิ่มขึ้น (ไร่) 10,000 ไร่
23 4) เป้าประสงค์หลักการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด (Goal) (1) เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาชีพมั่นคง และรายได้ จากทางการเกษตรเพิ่มขึ้น (2) สินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดได้รับการพัฒนาและมีคุณภาพได้มาตรฐาน (3) เกษตรกรมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มมูลค่าและการตลาด (4) ทรัพยากรทางการเกษตรมีการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (5) ภาคีเครือข่ายการบริหารจัดการด้านการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลอย่างยั่งยืน 5) ประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategic Issue) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตร ที่สำคัญครบวงจร ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันภาค การเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลและยั่งยืน ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 เชื่อมโยงเครือข่ายและบูรณาการการทำงานด้านการเกษตร และสหกรณ์อย่างมีส่วนร่วม
24 1.2 ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านการเกษตรที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ 1.2.1 ข้อมูลทั่วไปของจังหวัด ภาพที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ตราประจำจังหวัดศรีสะเกษ รูปปราสาทหิน 7 ชั้น และดอกลำดวนมีใบ 6 ใบ ปรางค์กู่ หมายถึง ปราสาทหินและปรางค์กู่ ที่มีจำนวนมากในจังหวัด ดอกลำดวน หมายถึง ชื่อเดิมที่ปรากฏในตำนาน เมือง คือ เมืองศรีนคร ภาพที่ 2 ดอกลำดวน ภาพที่ 3 ต้นลำดวน คำขวัญประจำจังหวัดศรีสะเกษ “แดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี มีสวนสมเด็จ เขตดงลำดวน หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี ดอกไม้ประจำจังหวัด ลำดวน (ชื่อวิทยาศาสตร์: MelodorumfruticosumLour.) มีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า หอมนวล (ภาคเหนือ) ลำดวน (ภาคอีสาน) เป็นไม้ดอกชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทาน ประจำจังหวัดศรีสะเกษนอกจากนี้ ดอกหอมนวลยังเป็น ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัย ราชภัฏศรีสะเกษ ต้นไม้ประจำจังหวัด ต้นลำดวน เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 5-20 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือน ยอดรูปกรวย หนาทึบ ลำต้นเปลาตรง มีเปลือกสีน้ำตาล แตกขรุขระเป็นสะเก็ด ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 5-11.5 เซนติเมตร ปลายใบ แหลมโคนใบสอบหรือมน ดอกมีสีนวลกลิ่นหอม ออกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง
25 1.2.1.1 ข้อมูลด้านกายภาพของจังหวัด 1) ที่ตั้งและอาณาเขต จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ทางตอนล่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 14 - 15 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 104 - 105 องศาตะวันออกอยู่สูงจาก ระดับน้ำทะเลประมาณ 662.6 ฟุต ห่างจากกรุงเทพมหานคร 571 กิโลเมตร โดยทางรถยนต์และ 515 กิโลเมตรโดยทางรถไฟ มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 8,839.976 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,524,985 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อจังหวัด ใกล้เคียง ดังนี้ ภาพที่ 4 แผนที่จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับทุ่งนา มีภูเขาและป่าไม้อยู่ทางตอนใต้และพื้นที่จะค่อย ๆ ลาดลงสู่ทิศเหนือ และทิศตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วย ห้วย หนอง คลอง บึง ต่าง ๆ ตลอดระยะทางที่ลำน้ำมูลและลำน้ำชีไหลผ่าน สภาพดินร้อยละ 60เป็นลักษณะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีแต่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และมีแนวชายแดน ติดกับประเทศกัมพูชา ประมาณ 127 กม. (อำเภอกันทรลักษ์76 กม. อำเภอขุนหาญ 18 กม.และอำเภอภูสิงห์33 กม.) 2) ลักษณะภูมิประเทศ จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับทุ่งนา มีภูเขาและป่าไม้อยู่ทางตอนใต้ และพื้นที่จะค่อย ๆ ลาดลงสู่ทิศเหนือและทิศตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วย ห้วย หนอง คลอง บึง ต่าง ๆ ตลอดระยะทาง ลําน้ำมูลและลําน้ำชีไหลผ่าน สภาพดินร้อยละ 60 เป็นลักษณะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีแต่มี ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งทางตอนใต้มีทิวเขาพนมดงรักทอดตัวในแนวตะวันตก-ตะวันออกเป็นแส้นแบงเขตแดน ระหว่างไทยกับกัมพูชา ประมาณ 127 กม. (อําเภอกันทรลักษ์ 76 กม. อําเภอขุนหาญ 18 กม. และอําเภอ ภูสิงห์ 33 กม.) ทิศเหนือ : เขตอำเภอราศีไศล อำเภอศิลาลาด และ อำเภอยางชุมน้อย ติดจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธร ทิศใต้: เขตอำเภอขุขันธ์อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ และอำเภอกันทรลักษ์ติดราชอาณาจักรกัมพูชาโดยมี เทือกเขาพนมดงรัก เป็นแนวกั้นเขตแดน ทิศตะวันออก : เขตอำเภอกันทรลักษ์อำเภอกันทรารมย์ และอำเภอโนนคูณ ติดจังหวัดอุบลราชธานี ทิศตะวันตก : เขตอำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอปรางค์กู่ อำเภอห้วยทับทัน และอำเภอบึงบูรพ์ ติดจังหวัดสุรินทร์
26 ลักษณะดิน กลุ่มชุดดินที่พบในจังหวัดศรีสะเกษ พบกลุ่มชุดดินที่ 22 เนื้อที่ 1,124,245 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 20.28 ของพื้นที่ส่วนใหญ่ ใช้ประโยชน์ในการทำนา รองลงมาพบกลุ่มชุดดินที่ 15 เนื้อที่ 26,296 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 13.10 มีกลุ่มชุดดินที่ 46B เนื้อที่ 457,411 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.85 จำแนกตามความเหมาะสม การปลูกพืชดังนี้ 1) ดินที่มีความเหมาะสมสำหรับปลูกข้าว ดินที่มีความเหมาะสมดีสำหรับปลูกข้าว ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 7 และดินที่มีความเหมาะสมดีสำหรับปลูกข้าว แต่มีข้อจำกัด พบ - เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย เสี่ยงต่อการขาดน้ำ ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 15 - เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ได้แก่ กลุ่มชุดดิน ที่ 17,18,19, 22, 19hi 2) ดินมีพื้นที่ดอน เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 15hi, 15hi/7hi ดินที่มีความเหมาะสมปานกลางสำหรับปลูกข้าว เป็นดินค่อนข้างดอน เสี่ยงต่อการขาดน้ำ เมื่อฝนทิ้งช่วงกลุ่ม ชุดดินที่ 25hi 3) ดินที่มีความเหมาะสมดีสำหรับปลูกพืชไร่ เหมาะสมดี ไม่มีข้อจำกัด ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 33, 33B,38B4) ดินที่มีความเหมาะสมดีสำหรับปลูกไม้ผล มีเหมาะสมดีไม่มีข้อจำกัด ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 33, 33B, 38B ภาพที่ 5 แผนที่กลุ่มชุดดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่มา : กองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน
27 3) ลักษณะภูมิอากาศ (1) ภูมิอากาศ ของจังหวัดศรีสะเกษ ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของมรสุมที่พัดประจำฤดูกาล 2 ชนิด คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดพามวลอากาศเย็นและแห้งจากประเทศจีนเข้าปกคลุมประเทศ ไทยตั้งแต่ประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ทำให้จังหวัดศรีสะเกษมีอากาศหนาวเย็นและแห้งทั่วไป และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพามวลอากาศชื้น จากทะเล และมหาสมุทรเข้าปกคลุมประเทศไทยในช่วงฤดูฝนประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงประมาณ กลางเดือนตุลาคมทำให้มีฝนตกชุกทั่วไป (2) ปริมาณน้ำฝน ปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีของจังหวัดศรีสะเกษ 1,439.6 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ย 133 วัน โดยเดือนที่มีฝนตกชุกมากที่สุดในรอบปีจะอยู่ในช่วงเดือน สิงหาคมและปริมาณน้ำฝน ระหว่างเดือนมกราคม – 26 ตุลาคม 2565 รวม 1,670.8 มิลลิเมตร (ข้อมูลสถานี อุตุนิยมวิทยาศรีสะเกษ) (3) อุณหภูมิอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี27.9 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 22.3 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 33.6 องศาเซลเซียส (4) ฤดูกาล ฤดูหนาว เริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ฤดูร้อน เริ่มต้นประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นที่มี อากาศร้อนอบอ้าว โดยทั่วไป โดยเฉพาะเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวที่สุดของปี ฤดูฝน เริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม โดยเฉพาะ เดือน สิงหาคมเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกหนาแน่นมากที่สุดในรอบปี 1.2.1.2 ข้อมูลด้านการปกครองของจังหวัด 1) การแบ่งเขตการปกครอง จังหวัดศรีสะเกษ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 22 อำเภอ 206 ตำบล 2,633 หมู่บ้าน 329,087 หลังคาเรือน เนื้อที่รวมทั้งจังหวัด 8,839,796 ตร.กม. โดยมีพื้นที่เป็นอันดับที่ 21 ของประเทศไทย ประกอบด้วย (1) เมือง (9) เบญจลักษ์ (2) กันทรลักษ์ (10) ปรางค์กู่ (3) กันทรารมย์ (11) พยุห์ (4) ขุขันธ์ (12) โพธิ์ศรีสุวรรณ (5) ขุนหาญ (13) ไพรบึง (6) น้ำเกลี้ยง (14) ภูสิงห์ (7) โนนคูณ (15) เมืองจันทร์ (8) บึงบูรพ์ (16) ยางชุมน้อย
28 (17) ราษีไศล (20) ศิลาลาด (18) วังหิน (21) ห้วยทับทัน (19) ศรีรัตนะ (22) อุทุมพรพิสัย 2) จำนวนประชากร จังหวัดศรีสะเกษ มีประชากรรวมทั้งสิ้น 1,457,554 คน ชาย 725,425 คน หญิง 730,975 คน (ข้อมูล ณ มกราคม 2566) ความหนาแน่นของประชากร 164.57 คนต่อ ตารางกิโลเมตร 1.2.1.3 ข้อมูลด้านสังคมและวัฒนธรรม 1) ด้านสังคม จังหวัดศรีสะเกษ มีชุมชนหลายกลุ่มตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการ อพยพย้ายครัวเข้ามาของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบันยังคงปรากฏลักษณะเฉพาะ ทางกายภาพและวัฒนธรรมของกลุ่มคนเหล่านั้นอยู่ กลุ่มคนดังกล่าวได้แก่ ชาวลาว ชาวเขมร ชาวกูย (หรือส่วย หรือกวย) และเยอ กลุ่มชาติพันธุ์ลาว มีภาษาในการสื่อสารเป็นของตนเองทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ซึ่งมีทั้งชาวลาวที่เคลื่อนย้ายมาจากทางตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศลาวปัจจุบัน ทั้งนี้ ภาษาลาว อีสานมีการพูดทั่วไปในทุกอำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มชาติพันธุ์กูย (หรือส่วย หรือกวยกลุ่มชาติพันธุ์กวยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบางส่วนของ อำเภอราษีไศล อำเภอเมืองจันทร์อำเภอห้วยทับทัน อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอปรางค์กู่ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอศรีรัตนะ อำเภอไพรบึง อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์ กลุ่มชาติพันธุ์เยอ มีเพียงภาษาพูด ภาษาเยอจัดเป็นภาษา ในตระกูลมอญ-เขมร เช่นกัน โดยพบว่ามีการพูดภาษาดังกล่าวนี้ในบางพื้นที่ของอำเภอไพรบึง อำเภอพยุห์ อำเภอศรีรัตนะ และ อำเภอน้ำเกลี้ยง กลุ่มชาติพันธุ์เขมร กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขมรอาศัยอยู่ หนาแน่นในอำเภอภูสิงห์ อำเภอ ขุขันธ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ รวมทั้งบางส่วนของอำเภอศรีรัตนะ อำเภอไพรบึง อำเภอปรางค์กู่ และอำเภอห้วยทับทัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งจังหวัด 2) วัฒนธรรม จังหวัดศรีสะเกษได้รับอารายธรรมมาจากประเทศลาวและประเทศกัมพูชา จังหวัดศรีสะเกษจึงเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นทางด้านวัฒนธรรมที่เรียกว่า“วัฒนธรรมสี่เผ่า” มีภาษาพูดถึง 4 ภาษา (1) เขมร (2) ส่วย (3) ลาว และ (4) เยอ คนส่วนมากจะอพยพมาจากฝั่งแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ก่อนจะแยกออกไปตั้งบ้านเมืองต่าง ๆ ในบริเวณลุ่มน้ำชีหรือลุ่มแม่น้ำมูล ดังนั้น อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์ก็คือการประยุกต์ใช้หลักคำสอน ทางศาสนาและประเพณีของชุมชนภาคอีสานที่ถือกันมา แต่อดีตจึงได้รับการสืบต่อกันมาไม่ขาดสายโดยดำรงบทบาทสำคัญในการควบคุมพฤติกรรมและศีลธรรมของคน ในสังคม (ประสาท อิศรปรีดา) ,2518 :19) 3) งานเทศกาลที่สำคัญ ได้แก่ (1) เทศกาลดอกลำดวนบาน จัดขึ้นเป็นประจำระหว่าง วันที่ 15-17 มีนาคมของทุกปีณ สวนสมเด็จศรีนครินทร์ เป็นช่วงที่ดอกลำดวนในสวนกำลังบาน (2) ทุเรียน ภูเขาไฟศรีสะเกษ จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน เป็นช่วงที่ผลไม้ต่าง ๆ ที่ปลูกได้ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษออกผลผลิตจำนวนมาก (3) งานวันข้าวโพดหวาน อำเภอศรีรัตนะ เป็นงาน จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมของทุกปีเพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตรของอำเภอศรีรัตนะ โดยเฉพาะ “ข้าวโพดหวาน” ที่ทำชื่อเสียง ที่มีผลผลิตทยอย ออกสู่ท้องตลาดได้ตลอดปีสร้างงานและเงินให้กับ
29 ชาวไร่ในอำเภอศรีรัตนะได้เป็นอย่างดีและเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การจัดงานให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย มากยิ่งขึ้น (4) งานประเพณีบุญบั้งไฟแสน เป็นงานประเพณีที่สำคัญ มีการประกวดบั้งไฟสวยงาม ขบวนเซิ้ง และการแสดง (5) ประเพณีบุญบั้งไฟมหกรรมผ้าไหมบึงบูรพ์นิยมจัดในช่วงต้นฤดูฝน ด้วยความ เชื่อว่าบุญบั้งไฟเป็นการบูชาพญาแถนบูชาอารักษ์หลักเมือง เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลด้านวัฒนธรรม ของท้องถิ่น เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่และสำคัญของอำเภอราษีไศล อำเภอบึงบูรพ์จัดในช่วงเดือนมิถุนายน ของทุกปี 4) สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและวัฒนธรรม เช่น ชุมชนชาวกูยบ้านกู่ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ก่อตั้งมาช้านานเป็นระยะเวลาเกือบสามร้อยกว่าปีชาวกูยบ้านกู่ ทุกหลังคาเรือนมักจะทำคอกวัวคอกควายไว้ใต้ถุนบ้าน การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เช่น วัดบ้านปราสาท ปราสาทภูฝ้าย วัดปราสาทหินสระกำแพงน้อย อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวิถี พุทธ เช่น วัดถ้ำสระพงษ์ วัดสิเรียมพุทธาราม วัดป่าถ้ำผึ้ง วัดโพธิ์ชัยศรี วัดบ้านด่าน วัดมหาพุทธราม (วัดพระโต) วัดบ้านสร้างเรืองหรือวัดพระธาตุเรืองรอง วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด) วัดศรีบึงบูรพ์ ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ วัดป่าศรีมงคลรัตนาราม หอศรีลำดวนเฉลิมพระเกียรติ วัดพระธาตุสุพรรณหงส์ วัดไพรพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น น้ำตกร้อนสะพานยูง จุดชมวิวผาพญากูปรี น้ำตกห้วยจันทร์ ผามออีแดง การท่องเที่ยวด้านกีฬาและนันทนาการ เช่น อุทยานประวัติศาสตร์ย้อนรอยพระเศวต ศูนย์แสดง พันธุ์สัตว์น้ำ (Sisaket Aquarium) หอศรีลำดวนเฉลิมพระเกียรติ ทุ่งกบาลกระไบ สวนผลไม้ เงาะ/ทุเรียน น้ำตกวังใหญ่ น้ำตกสำโรงเกียรติ 1.2.1.4 ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 1) ระบบโครงสร้างพื้นฐาน (1) การคมนาคมขนส่งระหว่างภูมิภาค จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 540 กิโลเมตร โดยสามารถเดินทางได้หลายวิธี ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง และรถไฟ จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ 1. ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ไปจนถึงจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นแยกใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ ถึงจังหวัดศรีสะเกษ 2. ใช้ทางหลวง หมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี แยกขวาเข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 2 (มิตรภาพ) ไปจนถึงอำเภอสีคิ้ว แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม) ผ่านอำเภอโชคชัย อำเภอนางรอง อำเภอสังขะ แล้วเลี้ยว ซ้ายเข้าสู่ตัวเมืองศรีสะเกษ โดยใช้เส้นทางหมายเลข 220 หรือ 221 ภาพที่6 รถยนต์ มีรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8-9 ชั่วโมง ภาพที่7 รถประจำทาง
30 การรถไฟแห่งประเทศไทยให้บริการรถเร็ว รถด่วน และรถด่วนพิเศษ ไปยัง จังหวัดศรีสะเกษทุกวันทั้งเที่ยวขึ้น-เที่ยวล่อง วันละ 20 ขบวนโดยรถไฟ ออกจากสถานีกลางบางซื่อทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9-11 ชั่วโมง ภาพที่8 รถไฟ (2) การเดินทางภายในจังหวัดศรีสะเกษ การเดินทางภายในตัวจังหวัดศรีสะเกษ มีรถชนิดต่าง ๆ ให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการยานพาหนะต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ ตามความเหมาะสมรถสองแถว มีวิ่งบริการจากสถานีขนส่งไปยังที่ต่าง ๆ ในตัวเมือง นักท่องเที่ยวอาจเหมารถสองแถวไปเที่ยวได้ทั้งในเมืองและ ต่างอำเภอ คิดราคาวันละ 1,000-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง และการต่อรองรถสามล้อเครื่องและมอเตอร์ไซค์รับจ้างจอดอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในจังหวัด เช่น หน้าตลาดเทศบาล หน้าสถานีขนส่ง ค่าบริการมีทั้งแบบตกลงกัน ตามแต่ระยะทางและแบบเหมาจ่ายระยะทางจากอำเภอเมืองศรีสะเกษ ไปยังอำเภอต่าง ๆ ภาพที่9 รถตู้ รถบัส (3) เส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด มีระบบคมนาคมขนส่งหลัก ๆ คือ ระบบ คมนาคมประเภทถนนและทางราง โดยถนนสายหลักที่ตัดเข้าสู่ศูนย์กลางของจังหวัดศรีสะเกษ คือ ถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงไปยังศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในที่นี้มีเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือขนานกันไป ส่วนถนนสายหลักอีกสาย คือ ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองศูนย์กลางหลักจังหวัดลงไปสู่เมือง ศูนย์กลางรองทางใต้คืออำเภอขุขันธ์และอำเภอกันทรลักษ์ และลงสู่จุดผ่อนปรนเขาพระวิหาร (4) เส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ - ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี แยกขวาเข้าสู่ ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ที่กิโลเมตรที่ 107 แล้วไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ถึงจังหวัด นครราชสีมา จากนั้นแยกใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ ถึงจังหวัดศรีสะเกษ รวมระยะทาง 571 กิโลเมตร - ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี แยกขวาเข้าสู่ ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ไปจนถึงอำเภอสีคิ้ว แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม) ผ่านอำเภอโชคชัย อำเภอนางรอง อำเภอสังขะ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตัวเมืองศรีสะเกษ โดยใช้เส้นทางหมายเลข 220 หรือ 221
31 - โดยรถโดยสารประจำทาง สามารถเดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ สายตะวันออกเฉียงเหนือ มาลงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดศรีสะเกษ - โดยเครื่องบิน สามารถเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศมายังท่าอากาศยาน อุบลราชธานี และเดินทางต่อมายังจังหวัดศรีสะเกษ ด้วยระยะทางอีกประมาณ 60 กิโลเมตร และมีเส้นทาง รถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือมาลงที่สถานีศรีสะเกษ ระยะทาง 551 กิโลเมตร (5) ข้อมูลด่านการกักกันของจังหวัด ด่านชายแดน - จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ เป็นจุดผ่านแดนถาวรของประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณ ช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์จังหวัดศรีสะเกษ เชื่อมต่อกับช่องจอม อำเภออัลลองเวง จังหวัด อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เส้นทางช่องสะงำ เป็นเส้นทางที่สามารถเดินทางผ่านถนนสาย 67 ของกัมพูชาเพื่อเดินทางผ่านไปยังนครวัด-นครธม ด้วยระยะทางเพียง 135 กิโลเมตร นับเป็นเส้นทางที่สามารถเดินทางได้สะดวก และเดินทางไปกลับได้ ในวันเดียว และเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังประเทศกัมพูชา - จุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยว เป็นจุดผ่านแดนที่ใช้เป็นช่องทางขึ้นเขาพระวิหาร สำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเข้าชมปราสาทเขาพระวิหาร โดยตั้งอยู่ในเขตอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ 2) ระบบสาธารณูปโภค (1) ระบบไฟฟ้า จังหวัดศรีษะเกษ มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า (2) การประปา ระบบน้ำประปาในจังหวัดศรีสะเกษ จะมีด้วยกัน 2 ระบบ คือ - ระบบน้ำประปาหมู่บ้าน พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษจะเป็นระบบ น้ำประปาหมู่บ้าน ซึ่งจะมีหน่วยงานการประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีสะเกษ จะเป็นผู้ให้ความรู้ในการควบคุม การผลิต และบำรุงรักษาระบบประปาหมู่บ้าน - ระบบประปาของการประปาส่วนภูมิภาค จะมีเพียงบางพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ เช่น การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีสะเกษ การประปาส่วนภูมิภาค สาขากันทรลักษณ์ (3) ระบบการศึกษา จังหวัดศรีสะเกษมีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มี ความพร้อมตั้งอยู่ในพื้นที่ สามารถจัดการศึกษารองรับประชาชนชาวศรีสะเกษ และจังหวัดอื่น ๆ โดยมี สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย (1) มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต ศรีสะเกษ (2) มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา (3) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงภรณ์ราชวิทยาลัย (4) มหาวิทยาลัยราช ภัฏศรีสะเกษ โดยจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 8 จังหวัด ภายใต้การบริหารของคณะกรรมการ ขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดศรีสะเกษ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ โดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผู้แทน สถาบันอุดมศึกษา ผู้แทนองค์กร ร่วมกับองค์กรสมาชิกภาคีการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership : TEP) ได้แก่ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สถาบันอาศรมศิลป์
32 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น (4) ระบบสาธารณสุข จากข้อมูลและสถานการณ์ด้านสุขภาพของจังหวัดศรีสะเกษ มีประชากรผู้สูงอายุ จำนวน 262,087 คน คิดเป็นร้อยละ 17.98 ของประชากรทั้งจังหวัด และแนวโน้มทิศทาง กลุ่มประชากรภายในปี 2567 ของประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (5) ระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศ สำหรับข้อมูลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ของประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าประชาชนมีแนวโน้มใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ส่วนการใช้ คอมพิวเตอร์มีสัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์ลดลง เนื่องจากประชาชนใช้มือถือในการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มขึ้น 3) ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (1) การพัฒนาด้านคมนาคมในจังหวัดศรีสะเกษ มิติทางบก ประกอบด้วย ถนนทางหลวง (ทล.) ระยะทาง 1,032.13 กิโลเมตร (กม.) และถนนทางหลวงชนบท (ทช.) จ.ศรีสะเกษ ระยะทาง 1,198.68 กม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างร่างแผนการ ศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (Pre-FS) ทุกเส้นทาง จัดทำแผนปฏิบัติการและแผนกลยุทธ์การพัฒนาทางหลวง พิเศษระหว่างเมือง โดยเส้นทางที่จะเชื่อมกับจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ เส้นทาง MR5 มีจุดเริ่มต้นที่ จังหวัด นครสวรรค์สิ้นสุดที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 6 จังหวัดอุบลราชธานีระยะทางรวมประมาณ 722 กิโลเมตร มิติทางราง มีขบวนรถไฟที่วิ่งผ่านสถานี จ.ศรีสะเกษ เที่ยวขึ้น-เที่ยวล่อง มีวันละ 20 ขบวน โดยกระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ดังนี้1) แผนพัฒนารถไฟทางคู่ระยะ เร่งด่วน (ปี 60-64) 7 เส้นทาง ระยะทาง 993 กม. โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางชุมทาง ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย และชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง อีก 5 เส้นทาง คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2566,2) แผนพัฒนารถไฟทางคู่ระยะที่ 2 (ปี 65-69) 7 เส้นทาง ระยะทาง 1,483 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างขออนุมัติโครงการ และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มิติทางอากาศ มีท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานีซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ อยู่ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีเพียง 60 กม. ประชาชนสามารถเดินทางไปใช้บริการได้อย่างสะดวก ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์ขนส่งผู้โดยสารและปรับปรุงลานจอดรถยนต์ เพื่อเป็นศูนย์การขนส่ง (Transportation Hub) งบประมาณ 86.80 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดใช้ได้ในปี2566 1.2.1.5 ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของจังหวัด 1) สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไป อาชีพที่สร้างรายได้มาสู่จังหวัด : การเกษตรกรรม (ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หอมแดง กระเทียม ทุเรียน ถั่วลิสง) ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดศรีสะเกษ (GPP) 16 สาขา ภาพโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษ พิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ปี 2564 มีมูลค่าการ ผลิต 78,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,494 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวม จังหวัดศรีสะเกษต่อประชากร (Gross Provincial Products Per Capita) เท่ากับ 83,332 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 2,585 บาท จากปีที่ผ่านมา จากจำนวนประชากร 1,457,556 คน เป็นลำดับที่ 56 ของประเทศ และลำดับที่ 8
33 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาขาอุตสาหกรรมที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) เกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง (ร้อยละ 27.72 ของ GPP) 2) การศึกษา (ร้อยละ 16.44 ของ GPP) 3) การขายส่ง ขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ฯ (ร้อยละ 11.64 ของ GPP) 4) กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย (ร้อยละ 8.67 ของ GPP) และ 5) การผลิต (ร้อยละ 7.83 ของ GPP) 2) รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดศรีสะเกษ ประจำเดือน เมษายน 2566 ด้านการผลิต พบว่ามีสัญญาณหดตัว สะท้อนจาก ดัชนีผลผลิตภาคบริการหดตัว โดยหดตัวร้อยละ -12.5 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยว และยอดขายจากการค้าส่งค้าปลีกใน ตัวจังหวัดเป็นหลัก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครอบคลุมระยะเวลาที่ยาวนาน ส่งผลให้พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้ว่าสถานการณ์การ แพร่ระบาด COVID-19 จะมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเดินทางแล้วก็ตาม ในขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคเกษตรกรรมขยายตัว โดยขยายตัวร้อยละ 20.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ ผ่านมา ขยายตัวจากเดือนที่ผ่านมาที่หดตัวร้อยละ -58.4 จากปริมาณข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง เป็นหลัก และดัชนีผลผลิต ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว โดยขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี ที่ผ่านมา ชะลอตัวจากเดือนที่ผ่านมา ที่ขยายตัวร้อยละ 2.7 จากปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม จำนวน โรงงานอุตสาหกรรม ทุนจดทะเบียนของโรงงาน อุตสาหกรรม โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มกำลังการผลิต และ ขยายโรงงานเพื่อรองรับความต้องการบริโภคสินค้าภายในจังหวัด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และ ดัชนีการค้าชายแดนหดตัว โดยหดตัวร้อยละ -9.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา หดตัวจากเดือน ที่ผ่านมาที่ขยายตัวร้อยละ 20.4 จากทั้งการส่งออกและนำเข้า โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำ ผลไม้มะพร้าว นมถั่วเหลือง เกลือ และรถเกี่ยวข้าวพร้อมอุปกรณ์เก่าใช้แล้ว เป็นต้น และสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ มันสำปะหลัง (หัวมันสด) พริกแห้ง มะม่วงสด และมันสำปะหลัง (สับตากแห้ง) เป็นต้น เสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของจังหวัด ในเดือนเมษายนอยู่ที่ร้อยละ 3.2 จากการ เพิ่มขึ้นของดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่ ผักและผลไม้สด แป้งและผลิตภัณฑ์ จากแป้ง และเนื้อสัตว์เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ เป็นหลัก สำหรับการจ้างงานในเดือนเมษายน 2566 อยู่ที่ร้อยละ -2.2 3) การศึกษาปัจจัยที่ส่งกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ลักษณะทางกายภาพ โดยเฉพาะความเหมาะสมในเชิงพื้นที่ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดินที่เอื้ออำนวยในการเพาะปลูก แต่อย่างไร ก็ตามภาคเกษตรกรรมต้องได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้ภาคเกษตร สามารถส่งต่อผลผลิตต่อเนื่อง ไปสู่ภาค อุตสาหกรรม ทำให้ต้องส่งเสริมการแปรรูปเกษตรกรรม และมีการจัดการน้ำให้เพียงพอต่อทั้งภาค การเกษตรและภาคประชาชน โดยจากการบูรณาการผลการวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจในจังหวัดศรีสะเกษ จะเห็นได้ว่าจังหวัดศรีสะเกษมีโรงงานอุตสาหกรรมกระจายอยู่ในทุก ๆ อำเภอ โดยอำเภอที่มีโรงงาน อุตสาหกรรมมากที่สุด คือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศล อำเภอขุขันธ์ และอำเภอ กันทรลักษ์ โดยมีจำนวนโรงงานกระจายอยู่ในแต่ละอำเภอมากกว่า 200 แห่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจำนวน แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งอำเภอเมืองศรีสะเกษ ที่มีจำนวนแรงงานสูงที่สุด กว่า 1,000 คน และอำเภอ
34 อื่น ๆ มีประมาณอำเภอละ 500 ถึง 1,000 คน แต่ในปัจจุบัน พบว่าทิศทางของแรงงานในภาคอุตสาหกรรม จะลดลง จึงจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานนอกพื้นที่หรือต่างชาติมากขึ้น ซึ่งการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของ ฐานเศรษฐกิจสาขาเกษตรกรรม ควรมีการวางแผนเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือการกำหนด ย่านจึงมีผลที่ จะช่วยส่งเสริมการพัฒนา และการจัดสรรทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน การวางพื้นที่ที่เหมาะสมแก่ การทำ เกษตรกรรมในอนาคต รวมถึงการส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดการขายส่ง และขาย ปลีก การลงทุนของ ผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านทางการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เพื่อการขยาย ตลาดฐานการผลิตให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ หมุนเวียนความรู้ทางเศรษฐกิจ และผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตที่แปรรูปของผลิตภัณฑ์จากพืช ดังนั้น จึงควรมีการอำนวยความสะดวกทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต ส่งเสริมการแปรรูป เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยจะเห็นได้ว่า จังหวัดศรีสะเกษ มีการปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำประหลัง และยางพารา เป็นต้น กระจายอยู่ ทั่วทั้งจังหวัด รวมถึงมีการปลูกพืชสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ ลำไย กระจายอยู่บริเวณตอนใต้โดยเฉพาะ ในอำเภอภูสิงห์อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญ อำเภอเบญจลักษ์ และอำเภอกันทรลักษ์ จึงควรส่งเสริม แรงงานเกษตรกรรม และควรส่งเสริมสินค้าเกษตรกรรมเข้าสู่ตลาดการขายส่ง และขายปลีก ผ่านทาง การสนับสนุนธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) เพื่อการขยายตลาดฐานการผลิต เกิดการแข่งขัน และพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ หมุนเวียน ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น 4) ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในจังหวัดศรีสะเกษ ปี 2565 มีการขยายตัวร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสาขาพืชขยายตัวร้อยละ 2.6 สาขาบริการทางการเกษตรขยายตัวร้อยละ 0.2 สาขา ปศุสัตว์ขยายตัวร้อยละ 1.0 สาขาป่าไม้ขยายตัวร้อยละ 0.4 ในขณะที่สาขาประมงหดตัวลงร้อยละ 1.6 โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ได้แก่ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ภัยธรรมชาติปริมาณน้ำ ต้นทุน การปรับระบบการเลี้ยงให้มีมาตรฐาน ราคาต้นทุนปัจจัยการผลิต และความต้องการของตลาด ส่งผลให้ ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรอยู่ที่ระดับ 175.7 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เป็นผลมาจากสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว นาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทุเรียน อ้อยโรงงาน มีปริมาณ ผลผลิตที่เพิ่ มขึ้น ขณ ะที่ดัชนีราคา ที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ระดับ 179.4 เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.6 จากราคาสินค้าที่สำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ยางพารา หอมแดง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โคเนื้อ กระบือ ไก่เนื้อ และสุกร จึงส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตร อยู่ที่ระดับ 315.2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.5 แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2566 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 1.1 – 2.1
35 ภาพที่ 10 สัดส่วนมูลค่าสินค้าเกษตรที่สำคัญจังหวัดศรีสะเกษ ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 วันที่ 1 มีนาคม 2566 5) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตการเกษตร สถานการณ์น้ำ 1) ปริมาณน้ำภาพรวมของจังหวัด (ข้อมูลจากเขื่อน 2 แห่ง + 16 อ่าง) - ในอ่าง ปริมาตรน้ำทั้งหมด จำนวน 213.127 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 102.30% ปริมาตรน้ำใช้การได้จำนวน 196.234 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 102.50% - เขื่อนราษีไศล ปริมาตรน้ำทั้งหมด จำนวน 138.148 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 185.53% ปริมาตรน้ำใช้การได้ จำนวน 136.406 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 187.58% - เขื่อนหัวนา ปริมาตรน้ำทั้งหมด จ้านวน 176.938 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 272.30% ปริมาตรน้ำใช้การได้ จำนวน 156.388 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 351.99% สรุปรวมปริมาตรน้ำทั้งหมด 2 เขื่อน + 16 อ่าง จำนวน 393.963 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 113.28% ปริมาตรน้ำใช้การ จำนวน 354.780 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 114.97% 2) ความต้องการใช้น้ำ แผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2565 โดยโครงการ ชลประทาน, โครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษามูลล่าง (ข้อมูล ณ 21 ธันวาคม 2565) อุปโภค 11.92 ล้าน ลบ. เมตร การเกษตร 134.65 ล้าน ลบ. เมตร ระบบนิเวศน์ 18.73 ล้าน ลบ.เมตรอื่นๆ 1.8 ล้าน ลบ.เมตร รวมทั้งสิ้น 167.10 ล้าน ลบ.เมตร ข้าวเจ้านาปี 55.8% โคเนื้อ 9.9% ยางพารา 8.0% มันส าปะหลัง 6.4% หอมแดง 4.5% กระบือ 4.4% ทุเรียน 3.8% ข้าวเหนียวนาปี 3.1% อื่นๆ 4.2%
36 สถานการณ์ภัยธรรมชาติและโรคระบาด - การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลให้อุณหภูมิ เพิ่มสูงขึ้น ฝนทิ้งช่วงบางพื้นที่ - สถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน (SLD) โดยพบสัตว์ป่วย (โค) ซึ่งป่วย จากการระบาดของโรคลัมปี สกิน (SLD) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม – ปัจจุบัน ในพื้นที่ 22 อำเภอ 204 ตำบล เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบ 21,001 ราย สัตว์ป่วยสะสม จำนวน 53,897ตัว รักษาหายสะสม 46,532 ตัว ตาย 6,8321 ตัว สัตว์ป่วยคงเหลือ 278 ตัว (ข้อมูล ณ 28 ก.ย.2565) ปัจจัยอื่น ๆ - สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายชนิดอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกร ขยายการผลิต - สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด - 19 คลี่คลาย ทำให้ภาครัฐผ่อนคลาย มาตรการ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น - ราคาปัจจัยการผลิตที่สูง อาทิ ราคาน้ำมัน ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ พืช พันธุ์สัตว์ และอาหารสัตว์ที่จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น - การขับเคลื่อนนโยบายภาคเกษตร เช่น นโยบายตลาดนำการผลิต การใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ส่งผลดีต่อการผลิตทางการเกษตร 1.2.1.6 ข้อมูลด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านสังคม การท่องเที่ยว แรงงาน วัฒนธรรม 1) ข้อมูลด้านอุตสาหกรรม (1) โรงงานที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการ โรงงานอุตสาหกรรม ภาวการณ์ลงทุนด้านอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ มีโรงงานที่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการ โรงงานอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2565 รวมทั้งสิ้น 408 โรงงาน เงินลงทุนรวม 15,132.92 ล้านบาท มีการจ้างงาน 5,311 คน แยกตาม จำพวกของโรงงานได้ ดังนี้ ตารางที่ 1 จำนวนโรงงานแยกตามจำพวกโรงงาน จำพวกที่ จำนวนโรงงาน เงินลงทุน (ล้านบาท) คนงาน (คน) จำพวกที่ 2 32 356.02 291 จำพวกที่ 3 376 14,776.90 5,020 รวม 408 15,132.92 5,311 ที่มา : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2565 (2) ขนาดของโรงงาน โรงงานส่วนใหญ่ เป็นโรงงานขนาดเล็ก (เงินลงทุนไม่เกิน 50 ล้านบาท) จำนวน 354 โรงงาน คิดเป็นร้อยละ 86.8 ของจำนวนโรงงานทั้งหมด รองลงมาเป็นโรงงานขนาดกลาง (เงินลงทุนมากกว่า
37 50 ล้านบาท ถึง 200 ล้านบาท) จำนวน 43 โรงงาน คิดเป็นร้อยละ 10.5 ของจำนวนโรงงานทั้งหมด และ โรงงานขนาดใหญ่ (เงินลงทุนมากกว่า 200 ล้านบาท) จำนวน 11 โรงงาน คิดเป็นร้อยละ 2.7 ของจำนวน โรงงานทั้งหมด ตารางที่ 2 จำนวนโรงงานแยกตามขนาดโรงงาน ขนาดโรงงาน จำนวนโรงงาน เงินลงทุน (ล้านบาท) คนงาน (คน) โรงงานขนาดเล็ก 354 4,331.29 3,871 โรงงานขนาดกลาง 43 3,445.30 921 โรงงานขนาดใหญ่ 11 7,356.62 591 รวม 408 15,124.92 5,308 ที่มา : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2565 2) ข้อมูลด้านแรงงาน (1) โครงสร้างและภาวการณ์ทำงานประชากร ประชากรที่อยู่ในวัยทำงานหรืออายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 760,348 คน (ชาย 360,834 คน หญิง 399,514 คน) จำแนกเป็น ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 534,553 คน (ชาย 288,861 คน หญิง 245,692 คน) ได้แก่ ผู้มีงานทำ 525,125 คน (ชาย 280,167 คน หญิง 244,958 คน) ผู้ว่างงาน 2,413 คน (ชาย 2,213 คน หญิง 200 คน) และผู้รอฤดูกาล 7,015 คน (ชาย 6,481 คน หญิง 534 คน) ขณะที่ผู้ไม่อยู่ ในกำลังแรงงาน มีจำนวน 225,795 คน (ชาย 71,973 คน หญิง 153,822 คน) จำแนกเป็นผู้ทำงานบ้าน 65,871 คน เรียนหนังสือ 75,500 คน เด็ก/คนชรา/ป่วย/พิการ 80,131 คน และอื่น ๆ 6,294 คน (2) ผลิตภาพแรงงานจังหวัดศรีสะเกษ ปี 2562 เทียบกับจำนวนผู้มีงานทำในจังหวัด ศรีสะเกษ ปี 2563 โดยในปี 2563 มีผลิตภาพแรงงาน อยู่ที่ 141,554 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2562 มีผลิตภาพแรงงานอยู่ที่ 133,468 บาทต่อคนต่อปี (3) อัตราการมีงานทำของจังหวัดศรีสะเกษ ปี2566 พบว่าอัตราการจ้างงาน ในจังหวัดอยู่ที่ร้อยละ 67.13 ลดลงจากไตรมาสที่แล้วอยู่ที่ ร้อยละ 72.84 และลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน อยู่ที่ร้อยละ 71.07 อัตราการจ้างงานในภาคเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ มีอัตราร้อยละ 71.50 โดยเมื่อ เปรียบเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา จะพบว่า อัตราการมีงานทำในภาคเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ มีอัตราลดลงจาก ไตรมาส 3 ปี พ.ศ. 2565 ที่ร้อยละ 74.00 และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีอัตราที่ ลดลงเช่นกัน ส่วนอัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงในไตรมาส 4 ปี 2565 มีอัตราร้อยละ 28.50 1.2.2 ข้อมูลด้านการเกษตรที่สำคัญของจังหวัด มีครัวเรือนภาคการเกษตร 241,452 ครัวเรือน เป็นแรงงานภาคเกษตร 422,438 คน พื้นที่ทั้งหมด 5.5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 3.71 ล้านไร่ (67.08 ของพื้นที่ทั้งหมด) เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 3.37 ล้านไร่ พืชไร่ 0.26 ล้านไร่ (7.11% ของพื้นที่เกษตรกรรม) ไม้ผล 35,135 ไร่ โดยมีพื้นที่ชลประทาน 200,279 ไร่ (5.05% ของพื้นที่เกษตรกรรม) 1.2.2.1 ครัวเรือนเกษตรกรและแรงงานภาคเกษตร มีครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน เป็นภาคการเกษตร 241,452 ครัวเรือน
38 1.2.2.2 การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร จังหวัดศรีสะเกษ มีลุ่มน้ำมูลเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ เศรษฐกิจซึ่งประกอบด้วยการปลูกข้าว ทำไร่และสวน รวมไปถึงชุมชนเมืองที่เริ่มมีการขยายตัวของกิจกรรมต่าง ๆ และเป็นชุมชนเมืองมีประชากรหนาแน่น จากการจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 5 TM พื้นที่เกษตรกรรมปลูกข้าวในปี2565 จำนวน 3,334,016.60 ไร่ จากการสำรวจภาคสนาม พื้นที่ในลุ่มน้ำมูลจะมีเขื่อนราษีไศล ซึ่งจะมีปริมาณน้ำใช้ตลอดปีประชาชนส่วนใหญ่จะมีการปลูกข้าวนาปีและ นาปรังทำให้มีพื้นที่ทางการเกษตรกรรมมากขึ้นและบางปีมีการทำเกษตรกรรมปลูกพริก กระเทียม และ หอมแดง เป็นต้น ทำให้พื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ ซึ่งเกษตรกรมีการปรับชนิดของการปลูกพืชทำให้พื้นที่นาบางส่วนมีการจัดทำสวนพริกหรือพืชระยะสั้น เพื่อรองรับการปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป ทำให้มีการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับพื้นที่ชุมชน/สิ่งปลูกสร้างมีการขยายตัวและมีมากขึ้น ภาพที่ 11 แผนที่สภาพการใช้ที่ดิน จังหวัดศรีสะเกษ ปีพ.ศ. 2565 ที่มา : ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์(Agri-Map Online) กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตารางที่ 3 การจำแนกพื้นที่ปลูก การจำแนกพื้นที่ ประเภทพื้นที่ พื้นที่ (ไร่) คิดเป็น% พื้นที่. ปลูกข้าว 3,360,128 79 พื้นที่. ปลูกพืชไร่ 298,248 7 พื้นที่. ปลูกพืชสวน 37,380 1 พื้นที่. ปลูกไม้ผล 50,443 1 ที่มา : ข้อมูลจาก Agri Map online ณ เดือน มิถุนายน 2566
39 1.2.2.3 แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 1) พื้นที่ชลประทานและระบบชลประทาน แหล่งน้ำเพื่อการชลประทานในจังหวัด ศรีสะเกษ มีขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ (1) เขื่อนราษีไศล เป็นเขื่อนทดและระบายน้ำ ตำบลหัวหุ่ง อำเภอราศีไศลก่อสร้าง แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2536 เป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดบานประตูระบายเหล็กโค้ง มีพื้นที่รับน้ำฝน 44,275 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยไหลเข้าหน้าเขื่อนปีละ 3,254 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรเก็บกัก น้ำหน้าเขื่อน 75 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ระยะแรก 1,019,504 ไร่ (2) เขื่อนหัวนา เป็นเขื่อนปิดกั้นลำน้ำมูลที่บ้านกอก อำเภอกันทรารมย์ ก่อสร้าง แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2544 เป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดบานประตูระบายเหล็กโค้ง มีพื้นที่รับน้ำฝน 53,184 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยไหลเข้าหน้าเขื่อนปีละ 9,195 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรเก็บกัก น้ำหน้าเขื่อน 64.98 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ระยะแรก 777,591 ไร่ 2) สถานการณ์ทรัพยากรน้ำด้านการผลิตและแนวโน้ม (1) ปริมาณน้ำภาพรวมของจังหวัด (ข้อมูลจากเขื่อน 2 แห่ง + 16 อ่าง) - ในอ่าง ปริมาตรน้ำทั้งหมด จำนวน 191.669 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 92% ปริมาตรน้ำใช้การ จำนวน 174.776 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 91.29% - เขื่อนราษีไศล ปริมาตรน้ำทั้งหมด จำนวน 64.566 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 86.71% ปริมาตรน้ำใช้การได้ จำนวน 62.826 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 86.39% - เขื่อนหัวนา ปริมาตรน้ำทั้งหมด จำนวน 63.413 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 97.59% ปริมาตรน้ำใช้การได้ จำนวน 42.863 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 96.47% สรุปรวมปริมาตรน้ำทั้งหมด 2 เขื่อน + 16 อ่าง จำนวน 319.648 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 91.9% ปริมาตรน้ำใช้การ จำนวน 280.465 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 90.88% (2) ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำฝนประจำปี2566 (ข้อมูลสถานีอุตุนิยมวิทยาศรีสะเกษ) เดือนมกราคม 2566 จำนวน 12.8 มิลลิเมตร (3) ความต้องการใช้น้ำแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2565/66 โดยโครงการ ชลประทาน, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง (ข้อมูล ณ 21 ธันวาคม 2565) (ข้อมูลจัดสรรน้ำ 9 กุมภาพันธ์ 2566) อุปโภค 11.92 ล้าน ลบ.เมตร จัดสรรแล้ว 5.96 ล้าน ลบ.เมตร การเกษตร 134.65 ล้าน ลบ.เมตร จัดสรรแล้ว 40.40 ล้าน ลบ.เมตร ระบบนิเวศน์ 18.73 ล้าน ลบ.เมตร จัดสรรแล้ว 1.87 ล้าน ลบ. เมตร อื่นๆ 1.8 ล้าน ลบ.เมตร จัดสรรแล้ว 0.72 ลบ.เมตร รวมทั้งสิ้นจัดสรรแล้ว 48.95 ลบ.เมตร 3) แหล่งน้ำอื่น ๆ (1) แหล่งน้ำใต้ดิน จำนวน 65,223 แห่ง แบ่งเป็นบ่อบาดาล 9,409 บ่อ และบ่อน้ำตื้น 55,814 บ่อ ระบบประปา มีจำนวนหมู่บ้านที่ประปาใช้การได้1,110 แห่ง (ร้อยละ 42.27) ต้องปรับปรุง 829 แห่ง (ร้อยละ 31.57) และยังไม่มีประปา 687 หมู่บ้าน (ร้อยละ26.16) (2) สระน้ำในไร่นา จำนวน 4,715 แห่ง พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 23,575 ไร่
40 1.2.2.4 ข้อมูลสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ 1) ด้านการปลูกพืชเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษ (1) ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สําคัญที่ทํารายได้มากเป็นอันดับ 1 ของจังหวัด มีการ เพาะปลูกทุกอำเภอ ประมาณร้อยละ 86.64 เป็นข้าวเจ้า ซึ่งเป็นข้างหอมมะลิทีปลูกได้ดีในเขตดินเค็ม บริเวณ ทุ่งกุลาร้องไห้ ปริมาณผลิตข้าวของจังหวัดศรีสะเกษอยู่อันดับที่ 7 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ปลูกข้าว มาก ได้แก่ อำเภอขุขันธ์อำเภอเมือง อำเภอราษีไศล อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอไพรบึง อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอกันทรารมย์ อำเภอปรางค์กู่ และอำเภอวังหิน (2) มันสำปะหลัง พื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 222,030 ไร่ ผลผลิต 679,953.62 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 3,193.90 กิโลกรัม/ไร่ ผลิตได้มากเป็นอันดับที่ 15 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกมาก ที่สุด ได้แก่อำเภอกันทรลักษ์ อำภอภูสิงห์และ อำเภอขุนหาญ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ และอำเภอน้ำเกลี้ยง พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแต่ละปีจะมากน้อยขึ้นอยู่กับราคาในท้องตลาดเป็นสำคัญหลัก ลำดับที่ 2 (3) อ้อย พื้นที่ปลูกจำนวน 29,053 ไร่ มีพื้นที่ปลูกในอำเภอกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรารมย์ อำเภอศรีรัตนะ ผลผลิตรวม 245,289 ตัน (ผลผลิตเฉลี่ย 9,305.35 กก./ไร่) (4) ยางพารา มีพื้นที่ปลูกยางพารา รวมทั้งสิ้น 344,071 ไร่ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษ์ และอำเภอขุนหาญ ปริมาณผลผลิต 77,071.90 ตัน (5) หอมแดงศรีสะเกษ (GI) เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ด้วยสภาพภูมิ ประเทศและภูมิอากาศที่มีความเหมาะสมกับการปลูกที่เป็นดินมูลทรายจากดินตะกอนลุ่มน้ำของลำน้ำมูลและ ลำน้ำชีที่ทับถม เมื่อนำมาผสมกับดินโพนหรือดินจอมปลวกตามเทคนิคการเพาะปลูกที่ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น ทำให้หอมแดงศรีสะเกษมีเปลือกแห้งมัน สีแดงเข้มปนม่วงหัวมีลักษณะกลม มีกลิ่นฉุน แหล่งปลูกใหญ่อยู่ที่ อำเภอยางชุมน้อย ในส่วนของกระเทียมศรีสะเกษมีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณะเฉพาะถิ่น ลักษณะเด่น คือ เปลือกนอกสีขาวแกมม่วง เปลือกบาง หัวแน่นกลิ่นฉุน รสเผ็ดร้อน สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานไม่ฝ่อ (6) พริก จังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรผู้ปลูกพริก จำนวน 5,453 ครัว เรือน พื้นที่ปลูก ประมาณ 8,003 ไร่ มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่พริกจำนวน 19 แปลง มีเกษตรกรเข้าร่วม 959 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 2,146 ไร่ โดยเกษตรกรแปลงใหญ่พริกบ้านบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล และเกษตรกรแปลงใหญ่ พริกบ้านเมืองน้อย อำเภอกันทรารมย์ นิยมปลูกพริกพันธุ์จินดา ซุปเปอร์ฮอก ชีซั่นฮอท และเจ้าสัว ฤดูเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 3,800-4,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เก็บเกี่ยว ผลผลิตทุก ๆ 5 วัน ได้ผลผลิตครั้งละ 300-400 กิโลกรัมต่อไร่ (2565/66) จำนวน 10,357 ไร่ ผลผลิตรวม 34,280.75 ตัน (ผลผลิตเฉลี่ย 3,325 กก./ไร่) (7) กระเทียมศรีสะเกษ (GI) ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศความหนาวเย็น เหมาะสมต่อการเพาปลูก ลักษณะพื้นที่ปลูกเป็น ดินมูลทรายที่เป็นดินตะกอนลุ่มน้ำโบราณลำน้ำมูลและลำน้ำสาขามูลที่ทับถมมานาน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์สูง
41 ประกอบกับเมื่อผสมกับดินโพนหรือดินจอมปลวกตามภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้าน จึงทำให้ได้ผลผลิตที่มี คุณภาพคือ กระเทียมพันธุ์เบาหรือพันธุ์พื้นเมืองศรีสะเกษ ซึ่งปลูกในพื้นที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอราษีไศล อำเภอยางชุมน้อย อำเภอวังหิน อำเภอกันทรารมย์ อำเภออุทุมพรพิสัย และอำเภอพยุห์ ของจังหวัดศรีสะเกษ รูปทรง เป็นหัวทรงกลมหรือกลมแป้น หัวแน่น กลีบและหัวสีขาว เปลือกนอกสีขาวแกมม่วง เปลือกบาง รสชาติ เผ็ดร้อน มีกลิ่นฉุน สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ฝ่อ ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกเพื่อบริโภคและทำพันธุ์ คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน -กุมภาพันธ์(2564/65) จำนวน 1,218 ไร่ ผลผลิตรวม 1,179.04 ตัน (ผลผลิตเฉลี่ย 972 กก./ไร่) (8) ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ (GI) เริ่มมีการปลูกตั้งแต่ปี 2531 จากการที่เกษตรกร มองเห็นถึงสภาพพื้นที่เขตอำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์และอำเภอศรีรัตนะ คล้ายคลึงกับจังหวัดจันทบุรี ทุเรียนศรีสะเกษเจริญเติบโตได้เร็วให้ผลผลิตค่อนข้างดีและมีคุณภาพ เนื่องจากบริเวณที่ปลูกเป็นดินที่เกิดจาก หินภูเขาไฟ ผุพังมาจากหินบะซอลต์ ระบายน้ำได้ดี มีแร่ธาตุที่จำเป็นกับพืชในปริมาณสูง ทางจังหวัดมีนโยบาย ส่งเสริมการให้ความรู้แก่กลุ่มผู้ปลูกทุเรียน การพัฒนาพื้นที่ การควบคุมดูแลการผลิต ทำให้ลูกทุเรียนมีความ สม่ำเสมอและมีคุณภาพ และการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างสรรค์อัตสักษณ์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทัศนคติที่ดี ต่อสินค้าภายใต้ตราสินค้า "ทุเรียนภูเขาไฟ" เมื่อพิจารณาจากพื้นที่ในการส่งเสริมการปลูกทุเรียนภูเขาไฟ อำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์และอำเภอศรีรัตนะ มีพื้นที่ศักยภาพคงเหลือในพื้นที่เหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 433,349 ไร่ แยกเป็น อำเภอขุนหาญ 137,704 ไร่ อำเภอกันทรลักษ์ 262,414 ไร่ และอำเภอศรีรัตนะ 33,231 ไร่ (9) ปาล์มน้ำมัน พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 7,746 ไร่ ผลผลิตรวม 9,800 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,340 กิโลกรัม/ไร่ ปลูกมากที่สุดในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ (10) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พื้นที่ปลูก จำนวน 21,216 ไร่ ผลผลิตรวม 28,910.37 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,362.69 กก./ไร่ ผลิตเพื่อการค้า ผลิตได้มากเป็นลำดับที่ 5 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูก มากที่อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุญหาญ และอำเภอน้ำเกลี้ยง
42 ตารางที่ 4 ด้านการปลูกพืชเศรษฐกิจของจังหวัด ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดศรีสะเกษ ตารางที่ 5 ข้อมูลผลผลิตด้านการปลูกพืชเศรษฐกิจของจังหวัด 2562 - 2565 ที่ ชนิดสินค้า เกษตร เกษตรกร ที่ปลูก (ครัวเรือน) พื้นที่ เพาะปลูก (ไร่) พื้นที่ เสียหาย (ไร่) พื้นที่เก็บ เกี่ยว (ไร่) ผลผลิตเฉลี่ย (กก./ไร่) ผลผลิตรวม (ตัน) ต้นทุนการ ผลิตเฉลี่ย (บาท/ไร่) ราคา เฉลี่ย (บาท/ กก.) มูลค่า ผลผลิตรวม (ล้านบาท) 1 ข้าวนาปี 250,684 3,020,421 106,828 2,884,557 407.17 1,174,515 3,194 9.05 6,678.66 ข้าวนาปรัง 9,430 75,353 351 75,002 527.19 39,540 3,433 8.27 326.68 2 มันสำปะหลัง 17,133 222,030 9,139 212,891 3,193.90 679,953.62 4,202 2.40 1,550.83 3 อ้อยโรงงาน 2,458 29,053 2,693 26,360 9,305.35 245,289 13,480 0.59 144.72 4 ยางพารา 35,113 344,071 - 344,071 224 77,071.90 9,708.36 23.92 1,843.56 5 หอมแดง 8,348 26,726 2,797 23,929 3,370.80 80,655.61 35,613 16.45 1,326.84 6 พริก 5,453 8,003 91 7,912 3,326 26,320 21,127.19 43 592.33 7 กระเทียม 1,678 1,347 0 1,347 825.30 1,111.89 27,249 71.23 79.20 8 ทุเรียน 2,275 14,828 0 5,969 1,460 8,191 23,056 160 1,310.50 9 ปาล์มน้ำมัน 991 7,746 5 7,315 1,340 9,800 6,381 7.07 41.66 10 ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ 2,809 21,216 0 21,216 1,362.69 28,910.37 4,105 7.40 205.57 ที่ ชนิดสินค้าเกษตร ผลผลิต/ไร่ (กก./ไร่) 2562 2563 2564 2565 1 ข้าวนาปี 416 405 407.17 408 2 มันสำปะหลัง 3,614 3,232 3,193.90 3,547 3 อ้อยโรงงาน 9,412 9,412 9,305.35 9,305.35 4 ยางพารา 240 240 224 224 5 หอมแดง 2,610 3,005 3,370.80 3,542 6 พริก 2,451 3,490 3,326 3,325 7 กระเทียม 1,034 1,098 825.30 972 8 ทุเรียน 1,094 1,212 1,460 1,344.71 9 ปาล์มน้ำมัน 1,515 1,346 1,340 1,422.15 10 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 942 915 1,362.69 889
43 2) ด้านการปศุสัตว์ของจังหวัด มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จำนวน 137,737ราย กระจาย อยู่ใน 22 อำเภอ โดยในอำเภอขุขันธ์ มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มากที่สุดซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 16,390ราย คิดเป็น ร้อยละ11.90 รองลงมาคือ อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 12,876ราย คิดเป็นร้อยละ 9.35 และอำเภอบึงบูรพ์ มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้อยที่สุด ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 1,568 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.14 โดยสัตว์ ที่มีผู้เลี้ยงมาก ที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ไก่ โคเนื้อ เป็ด สุกร และ กระบือ ตามลำดับในด้านการรับรองมาตรฐาน GAP ด้านปศุสัตว์ ของจังหวัดศรีสะเกษ ในปี2565 มีจำนวนฟาร์มที่ได้รับรอง มาตรฐาน GAP เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ใน 3 ชนิดสินค้าได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร และโคนม โดยในปี2565 มีจำนวนฟาร์มที่ได้รับรอง จำนวน 183 ฟาร์ม เพิ่มขึ้นจากปี2564 ที่ได้รับรอง จำนวน 178 ฟาร์ม และในปี2563 ที่ได้รับรองจำนวน 172 ฟาร์ม 3) ด้านการประมงของจังหวัด มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ สายหลักคือ แม่น้ำมูล รวมทั้งแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและทางราชการขุดขึ้น ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร หรือเพื่อทำการประมง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทุกครัวเรือนของ เกษตรกร ในจังหวัดศรีสะเกษ มีสระน้ำขนาดเล็กของตนเอง เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำ ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาหมอ ปลาไน ปลาดุก ปลาช่อน ปลาสวาย ฯลฯ อีกทั้งยังมีการเลี้ยงกบสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ จำกัดและใช้น้ำน้อย อันเป็นผลผลิตทางการประมงที่สำคัญและเป็นแหล่งอาหารโปรตีน นอกจากนั้น ในแม่น้ำมูล และแหล่งน้ำปิดอีกหลายแหล่ง ยังมีการเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่เพิ่มเติมอีกด้วย โดยในปี พ.ศ. 2565 มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ทบ.1) ในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 7,779 ครัวเรือน มีเนื้อที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวม 6,978 ไร่ 4) ข้อมูลสินค้าเกษตรที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตารางที่ 6 ข้อมูลสินค้าเกษตรที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ชนิดสินค้า จำนวน ไร่ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ 77 ครัวเรือน 3,479.00 ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ 898 ครัวเรือน 17,319.00 หอมแดง* 106 ครัวเรือน 233.00 กระเทียม* 17 ครัวเรือน 16.50 ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ *สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 2564 5) ข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตร ตารางที่ 7 ข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตร มาตรฐาน/ชนิดสินค้า หน่วยนับ จำนวน เกษตรอินทรีย์/ข้าว ไร่ 162,044.27 เกษตรอินทรีย์/พืชอื่น ๆ ไร่ 9,691.00 GAP/ข้าว* ไร่ 13,698.00 ไม้ผล ไร่ 1,615.00 ที่มา : สนง.เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ/ สนง.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ 2565