45 วัตถุแห่งการวิพากษ์เพื่อความน่าเชื่อถือโดยความน่าเชื่อถือทางทฤษฎีของเรื่องนี้ หรือ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญมากกว่านั้น สิ่งที่มีความสำคัญไม่ได้มีการปฏิเสธของใหม่ หรือของเก่าแต่อย่างใด แต่เป็นการปฏิเสธที่ถูกต้อง (ฉ) รวมทั้งการให้ความสำคัญที่หลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งก็คือการโต้แย้งนั่นเอง บางคนที่ ปฏิเสธข้อโต้แย้งแบบสากลนิยมใหม่ที่มีความใกล้ชิดกันแบบดั้งเดิมกับข้อโต้แย้งอื่น ๆ ที่ แสดงให้เห็นบทบาทของรัฐและอำนาจของนักทุนนิยม (บางประเด็นจากประเด็นเหล่านี้ ถูกพัฒนาไปอย่างมากใน Martell 2008, 2009 รวมถึงในหนังสือเล่มนี้) ประเด็นต่าง ๆ ในส่วนที่ 2 นี้ นี่คือลำดับหัวข้อของประเด็นต่าง ๆ ที่มีอยู่ในส่วนที่ 2 นี้ 1. พื้นฐานทางเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์ ตามข้อมูลที่อ้างถึง ส่วนมากของการศึกษาสังคมวิทยาเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ได้มุ่งไปที่วัฒนธรรมและ บางครั้งก็โต้แย้งเพื่อเคลื่อนให้ห่างออกไปจากแนวคิดการกำหนดสร้างทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมได้ก่อร่างสร้าง โลกาภิวัตน์ขึ้นอย่างเต็มตัว เป็นต้น และโลกาภิวัตน์ก็ได้สร้างอย่างเต็มที่กับการข้ามชาติ และวัฒนธรรมที่ ผสมผสานกัน และการขานรับวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่วัฒนธรรมสากล ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลกาภิวัตน์กับ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์เป็นของน่าตื่นตาตื่นใจ ความเป็นไปได้ที่สำคัญและสมบูรณ์ และจะอภิปรายกันใน หนังสือเล่มนี้ แต่มันก็ยากที่จะเข้าใจขอบเขตของโลกาภิวัตน์ที่กว้างใหญ่ที่หลอกหลอนอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ที่ ไม่ใช่โครงสร้างทางเศรษฐกิจอีกด้วย และที่มีผลต่อความสมดุลหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับโลกาภิวัตน์นี้ที่ ถูกผลิตขึ้นหรือรับเข้ามา หรือการกระตุ้นทางเศรษฐกิจเพื่อสะสมเงินตรา ข้อโต้แย้งของเราไม่ใช่เพิ่งเกี่ยวกับ วิชาเศรษฐศาสตร์ภายหลังโลกาภิวัตน์ แต่เป็นเศรษฐศาสตร์ของนักทุนนิยม การติดตามผลกำไรโดยเจ้าของ เฉพาะบุคคล ปัจจัยอื่น ๆ คือ ช่างตัดเสื้อและรูปทรงของเสื้อ โลกาภิวัตน์ และผลกำไรทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัย เชิงเหตุผล หรือปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นที่อยู่ในทิศทาง ไม่ใช่เส้นตรงธรรมดาที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยผ่าน ขุมกำลังอย่างอื่น แต่นี่คือขุมกำลังที่พุ่งไปอย่างมีนัยสำคัญเสมอ 2. โลกาภิวัตน์ตามแนวประวัติศาสตร์/สมัยใหม่ โลกาภิวัตน์คือเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ซึ่งได้เริ่มมานานแล้วก่อนหน้าปีแห่งยุคเทคโนโลยีข่าวสาร ปัจจุบัน การสิ้นสุดสงครามเย็นหรือการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเบ็ดเสร็จ โลกาภิวัตน์ได้เป็นฐานมา ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วในการพัฒนาระบบทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม และสถาบันต่าง ๆ เทคโนโลยีและสิ่งกระตุ้น ระบบเหล่านี้ถูกนำเข้ามานานแล้ว ระบบเหล่านี้เตรียมให้มีการก้าวกระโดดอย่างมีคุณภาพครั้งใหญ่ในยุคโลกา ภิวัตน์และอยู่เบื้องหลังรูปแบบโลกาภิวัตน์เหลือคณนาในปัจจุบัน ระบบเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ สำคัญ หากแต่ยังเป็นพื้นฐานสำหรับรูปแบบปัจจุบันได้อีกด้วย ในขณะเดียวกันมันก็มีความเป็นไปได้น้อยที่ โลกาภิวัตน์หรือฐานสำหรับโลกาภิวัตน์ปัจจุบันที่ได้เริ่มต้นมาก่อนหน้านี้ ขณะที่ยุโรปและตะวันตกยังคงก้าว
46 ถอยหลังอย่างสัมพันธ์กัน ยิ่งไปกว่านั้นส่วนที่ซับซ้อนลวงตาของโลกคือ การปฏิบัติทางการค้า ศาสนา และการ ขยายตัวที่กินระยะทางยาวไกล แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่โลกาภิวัตน์อย่างแท้จริงทีเดียว 3. มุมมองที่ยังไม่ไว้ใจในโลกาภิวัตน์ สังคมวิทยาคือสาขาวิชาเชิงวิพากษ์ ทั้งวิพากษ์ตามแนวทางประวัติศาสตร์ แต่วิธีการที่เปิดเผยจะ สมบูรณ์และเป็นส่วนหนึ่งที่งานวิจัยเชิงวิชาการควรจะเกี่ยวข้องด้วย โลกาภิวัตน์ประยุกต์นำไปสู่ข้อสรุปที่ยังน่า สงสัยบางอย่าง ประกอบด้วยความสงสัยเกี่ยวกับบางอย่างที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์อย่างที่มันเป็นจริง ๆ หรือไม่ หรือเป็นเพียงโครงสร้างและกระบวนการนานาชาติในโลกที่ต่อสู้กันเพื่อมาตรฐานทางโลกาภิวัตน์ อะไรที่คน ส่วนมากพร่ำเพ้อถึงเมื่อพวกเขาสนทนากันถึงโลกาภิวัตน์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ชัดเจนนักว่า นี่คือโลกาภิ วัตน์ การพรรณนาถึงสิ่งหนึ่งที่ให้บางสิ่งที่มีความหมาย ที่ชักนำไปในทางที่ผิดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่มันเป็นจริง ของตัวมันเอง ทัศนะที่ยังสงสัยนี้เชื่อมโยงกับประเด็นอื่น ๆ ในหนังสือเล่มนี้ โลกาภิวัตน์มีโครงสร้างของอำนาจ ความ ไม่เท่าเทียมกันและความขัดแย้ง บางประเด็นเล่นบทบาทสำคัญในโลกาภิวัตน์มากกว่าประเด็นอื่น ๆ และบาง ประเด็นก็มีการบูรณาการกันอย่างดีแถมยังกันประเด็นอื่น ๆ ออกไป ดังนั้น ขณะที่มันอาจจะกลายเป็น กระบวนการสากล กระบวนการเหล่านี้บางครั้งก็ไม่ใช่ของสากล เพราะว่าบางคนบางกลุ่มก็ไม่ได้มีอิทธิพลหรือ เข้าร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ โครงสร้างและกระบวนการอธิบายถึงโลกาภิวัตน์อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การศึกษา ประเด็นเหล่านี้จึงมีความสำคัญ แต่อย่างที่ผลลัพธ์ของความไม่แน่นอนของการรวมตัวกัน และเพราะเหตุ อำนาจ ความไม่เท่าเทียมกัน และความขัดแย้ง สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ห่างไกลกับคำว่า “สากล” มันมี ความสำคัญที่จะยอมรับได้ถึงนัยสำคัญของกระบวนการนานาชาติ แต่ยังไม่ให้การยอมรับนักว่าสิ่งเหล่านี้เป็น โลกาภิวัตน์ที่มีความจำเป็น 4. อำนาจ ความไม่เท่าเทียมกัน และความขัดแย้ง โลกาภิวัตน์ที่ได้วิเคราะห์กันไปส่วนมาก เป็นเรื่องเชิงตีความและเข้าใจกันในฐานะกระบวนการที่มี ปัญหา-ตัวอย่างของทั้งคู่ก็คือ เสรีภาพแนวใหม่กำหนดส่วนต่าง ๆ ของโลกตามตะวันตกที่นำไปสู่ผลลัพธ์เชิง ปฏิเสธ หรือลัทธิอาณานิคมอเมริกันที่เล่นแทรกซึมเข้าไปในสื่อ บริษัทต่าง ๆ ของหลายประเทศ ผู้หา ผลประโยชน์ส่วนตัวหรืออำนาจทางการทหาร ประเด็นอื่น ๆ ทางสังคมวิทยาที่มีปฏิกิริยาต่อต้านทัศนะเช่นนี้ ก็ เห็นโลกาภิวัตน์ในทัศนะเชิงบวกอย่างยิ่ง กระบวนการที่สมดุลเป็นประชาธิปไตยและประกอบด้วยเมตตากรุณา ที่นำมาซึ่งวัฒนธรรมเชิงผสมผสานตามแนวคิดสากลนิยม กับทั้งค่านิยมเชิงบวกยุคใหม่ เช่น สิทธิมนุษยชน สากล จุดประสงค์อย่างหนึ่งของเราก็คือ เพื่อค้นหาบางอย่างจากมุมมองส่วนหลังเหล่านี้และประเด็นทาง อำนาจ ในภาวการณ์เช่นนั้น ความไม่เท่าเทียมกันและความขัดแย้งก็อาจจะกลับมาปรากฏต่อหน้าอีกครั้ง หนังสือเล่มนี้รวมเอาวรรณกรรมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์โดยเลือกเอาเฉพาะส่วนที่พิเศษที่เกี่ยวข้องกับ แนวทางสังคมวิทยา หนังสือนี้ได้เน้นหนักไปที่การวิเคราะห์เชิงตีความ อำนาจที่ตรวจสอบได้ ความไม่เท่าเทียม กัน และความขัดแย้งทางความสัมพันธ์ทั้งหมด หนังสือนี้ใส่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์เพื่อตรวจสอบการ เกาะติดทางทฤษฎีและหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ หนังสือนี้มุ่งไปที่การเชื่อมโยงสหวิทยาการและภาพแบบองค์
47 รวม ภาพวาดคร่าว ๆ ถึงความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญ ๆ ของวัฒนธรรมและการอพยพ แต่ดูประเด็นเหล่านี้ ตามที่มันเกี่ยวข้องกันจากโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ หนังสือนี้กินความกว้างลงไปถึงแนวพื้นที่โลกา ภิวัตน์ที่ได้อภิปรายไป รวมทั้งความกว้างของมุมมองจากวัฒนธรรมลูกผสมถึงสงครามทั่วโลก จุดประสงค์ของ หนังสือนี้เข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านที่ยังใหม่กับพื้นที่ตรงนี้อย่างสัมพันธ์กัน แต่ก็ไม่ได้ละเลยข้อโต้แย้งของหนังสือ นี้เลย การตีความสามารถนำเข้าสู่ทิศทางที่แตกต่างได้ ในหนังสือนี้จะนำเข้าสู่ข้อสรุปร้าย ๆ บางสิ่งบางอย่าง โลกาภิวัตน์อาจจะไม่ได้พัฒนาไปมากอย่างที่มองเห็น เท่าที่มันเป็นการปรากฏให้เห็นภาพมันไม่ใช่สีชมพู จุดประสงค์เพื่อค้นหาปัญหาของโลกที่ผ่านเข้าไปในการเมืองทั่วโลกที่มีความหมายที่ดี แต่เป็นมุมมองที่ดีและมี ความหวัง นี่คือสิ่งสำคัญที่เป็นเชิงลบ ถ้าสิ่งนี้คือข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุดเพื่อกลับมาสู่ความสำคัญ แต่ความสงสัยที่ อยู่เคียงข้างโลกาภิวัตน์และการเมืองทั่วโลก ข้อโต้แย้งทางการเมืองเชิงบวกที่พุ่งไปข้างหน้า สำหรับตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวคิดบางอย่างที่สามารถทำได้ดีกว่าด้านความสัมพันธ์เพื่อการอพยพ ความยากจนทั่วโลกและ การเมืองนานาชาติ หนังสือนี้โต้แย้งว่า มันคือสิ่งจำเป็นเพื่อประกอบกับการเมืองระดับชาติ ขณะเดียวกันก็ก้าวข้ามพ้น จากเรื่องพวกนี้ ณ ระดับข้อสรุปที่ลงตัวกับการเมืองทั่วโลก และคนธรรมดาสามัญไม่สามารถประส บ ความสำเร็จได้เสมอไปเพราะเหตุของความไม่เท่าเทียมกัน อำนาจ และความขัดแย้งเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่ น่าสนใจ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างขั้วที่แตกต่างกันอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้อาจรวมถึงคนยากจน และคนรวยที่ต่อต้านระดับนานาชาติที่เป็นพันธมิตรกับผู้มีอำนาจน้อยและผู้มีอำนาจมาก รวมทั้งเรื่องการเมือง ที่เป็นระดับนานาชาติ (น่าจะเป็นเพียงระดับชาติหรือทั่วโลก) และที่ขัดแย้งกัน (น่าจะเป็นระดับสากลนิยมหรือ ที่เห็นพ้องต้องกัน) มุมมองทางการเมืองและนักทฤษฎีพหุลักษณ์นิยมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ แนวคิดหนึ่งที่โดดเด่นด้านวรรณกรรมโลกาภิวัตน์ก็คือ ตำแหน่งแห่งที่ที่เห็นโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นหรือที่ สงสัยสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ที่ห้ามทำลายระหว่างเส้นทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน นั่นคือเสรีนิยมใหม่กับกลุ่มมาร์กซิสต์ที่ ให้โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ดำเนินไปได้ แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ยอมรับผลลัพธ์ของมันก็ตาม (ตัวอย่างคือมันจะ แก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและความยากจนทั่วโลกได้หรือไม่) หรือสิ่งใดดีหรือไม่ดี นี่คือการแบ่งแยก ระหว่างเสรีนิยมใหม่กับกลุ่มมาร์กซิสต์แบบปกติธรรมดากับแบบตามใบสั่ง และหลาย ๆ ครั้งในผลลัพธ์ของมัน อย่างประจักษ์ แต่ที่ระดับการอธิบายเกี่ยวกับความจริงของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น ที่ แยกออกไปจากนักสากลทั่วโลกและสิ่งที่ยังต้องสงสัยที่ไม่ใช่ตามเส้นทางอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งเราได้เค้า โครงมุมมองเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่างเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ในตาราง 4.1 และประเด็นเหล่านี้จะถูก ยกขึ้นมาแสดงอีกครั้งผ่านหนังสือเล่มนี้ ประเด็นหนึ่งที่ได้สนทนากันในหนังสือนี้ก็คือ การโน้มน้าวของนักทฤษฎีพหุลักษณ์นิยมผู้ให้ประโยชน์ การผสมผสานและมุมมองที่มีหลายมิติของโลกาภิวัตน์ มุมมองเช่นนี้เข้าใจโลกาภิวัตน์ในฐานะปฏิบัติการที่
48 ระดับความแตกต่างจากเศรษฐกิจสู่วัฒนธรรมหรือการเมือง หลาย ๆ ครั้งก็เน้นไปที่ภาวะหลายมิติที่พยามยาม ออกห่างไปจากมุมมองที่เน้นหนักไปที่เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ บางมุมมองเน้นไปที่โลกาภิวัตน์ในฐานะ ปรากฏการณ์ลูกผสมกับกระบวนการผลิตจากส่วนที่แตกต่างหลาย ๆ ส่วนของโลก-ส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่แค่เป็น ตะวันตกหรือกลายเป็นพวกเดียวกัน สำหรับส่วนอื่น ๆ โลกาภิวัตน์คือเรื่องทฤษฎีพหุลักษณ์นิยมและเรื่อง ท้องถิ่นในความหมายของมัน รวมถึงการรับผลของมันที่ผันแปรโดยพึ่งพาโลกาภิวัตน์ที่แพร่เข้ามา โลกาภิวัตน์ ยังดำเนินไปตามความหลากหลายของปัจจัย น่าจะเป็นการลดลงเพียงหนึ่งเดียวหรือเหตุที่เลือกไว้แล้วอีกด้วย โลกาภิวัตน์มีหลากหลายมิติ เป็นของผสมผสานกัน เป็นท้องถิ่นในความหมายของตัวมันเอง และมีหลากหลาย เหตุผล ตาราง 4.1 อุดมการณ์ทางการเมืองและโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ที่กำลังเกิดขึ้น? เชิงบรรยาย โลกาภิวัตน์ที่ดีหรือไม่ดี? ปกติธรรม เสรีนิยมใหม่ กลุ่มมาร์กซิสต์สากล นักชาตินิยมเชิงอนุรักษ์ ผู้สงสัยประชาธิปไตยเชิงสังคม นักสากลประชาธิปไตยเชิงสังคมทั่วโลก ใช่ ใช่ ใช่ ไม่ใช่ ใช่ ดี ไม่ดี (สำหรับเหตุผลของนัก สังคมนิยม) ไม่ดี (สำหรับเหตุผลของนัก ชาตินิยม) ไม่ดีเพราะ: (1) ไม่เสมอภาค กล่าวคือ ไม่ทั่วถึงทั้งหมด หรือ (2) ไม่มีแนวทางแก้ปัญหาความ ยากจน (แนวคิดการปกป้อง คุ้มครองที่ดีกว่า) ดี ถ้าควบคุมกฎระเบียบได้ทั่ว โลก มาดูโลกาภิวัตน์ที่มีหลากหลายแนวทางซึ่งเป็นของที่มีประโยชน์และเป็นยาแก้พิษขนานเอก เหนือ ความเป็นตะวันตก มุมมองที่เป็นเอกฉันท์บางประการเน้นไปที่เศรษฐกิจที่ความสิ้นเปลืองทางวัฒนธรรมหรือมี มุมมองที่ธรรมดา ๆ ในเรื่องความหมายทางวัฒนธรรม มุมมองด้านทฤษฎีพหุลักษณ์นิยมของโลกาภิวัตน์คือ การปรับปรุงทฤษฎีทั่วไปที่มีขอบเขตกว้างขวางตั้งแต่เริ่มแรกซึ่งปัจจุบันมีความนิยมน้อยลงไปอีกทั้งเห็นโลกาภิ วัตน์ย้อนกลับไปในลักษณะที่เหมือนกันทั่วโลก
49 ตาราง 4.2 มุมมองของนักทฤษฎีพหุลักษณ์นิยมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ หลากหลายเหตุผล หลากหลายระดับ ผสมผสาน ท้องถิ่น โลกาภิวัตน์ไม่เพียงเป็นเหตุผลโดยเป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่สำคัญ ที่สุด เช่น เศรษฐกิจ เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม การทหาร และสิ่งแวดล้อม การผลิตเชิงผสมผสานทั้งจากตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ รูปแบบโลกาภิวัตน์ที่แปรปรวนตามที่ที่รับเอามา แต่นี่คือจุดอันตรายของการเป็นนักทฤษฎีพหุลักษณ์นิยมที่ไร้การวิเคราะห์ ถ้านี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด หรือยิ่งใหญ่ที่สุดที่บางระดับและสืบค้นอะไรบางอย่างระหว่างปัจจัยที่หลากหลาย ซึ่งปัจจัยบางตัวจะมีไปมี อิทธิพลอย่างมากหรือมีผลเชิงสาเหตุต่อปัจจัยตัวอื่น ๆ เพื่อพูดถึงโลกาภิวัตน์ที่มีหลายมิติ เป็นประโยชน์และ นำเอาสิ่งอื่นมาผสมเข้าด้วย แต่นี่คืออันตรายในการมองเรื่องนี้ในฐานะส่วนผสมที่สมดุลและปราศจากการมอง ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ความมีอิทธิพลเหนือหรือมีอำนาจตัดสินใจของปัจจัยบางตัวเหนือปัจจัยตัวอื่น นี่คือสิ่ง สำคัญที่ไม่ได้แยกออกไปต่างหากจากปัจจัยตัวอื่น ๆ นอกนี้อีกด้วย เมื่อมองไปที่ปัจจัยแต่ละตัว ถ้าปัจจัยตัว หนึ่งแยกออกไปจากปัจจัยตัวอื่น ๆ และทำให้เขวออกไปจากความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยเหล่านี้ แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ส่วนอื่น ๆ ของหนังสือเล่มนี้มุ่งไปที่ความหมายของโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ที่ให้นิยามไว้จะมี ความสำคัญหากมันมีผลต่อประเด็นอื่น ๆ ที่ได้อภิปรายไปในหนังสือนี้ เช่น เมื่อโลกาภิวัตน์เริ่มขึ้นแล้ว โลกาภิ วัตน์คือวาทกรรม (Discourse) ที่มีอิทธิพลหรือเป็นขุมทรัพย์ทางสติปัญญา โลกาภิวัตน์ได้มีผลกระทบต่อสิ่งที่ เราให้ความหมายแก่โลกและปฏิบัติได้อย่างไร? ถ้าความคิดเป็นสิ่งที่มีอำนาจแล้วละก็ มันจะมีความสำคัญที่จะ สอดแทรกเข้าไปถึงสิ่งที่มีความหมายและเข้าใจได้ ถ้าสิ่งนี้อ้างอิงถึงเพื่อปฏิบัติตามหลักที่ให้นิยามไว้ ภาพของ โลกาภิวัตน์ในฐานะภาพรวมทั้งหมด เป็นหนึ่งเดียวและเป็นของสากลที่สร้างตัวมันให้ดูเหมือนเป็นเชิงบวก แต่ ทว่าคำนิยามอื่นเป็นเสียยิ่งกว่าการมองโลกในแง่ร้าย ดังนั้น การให้คำนิยามนี้จึงมีความสำคัญที่จะบอก เอกลักษณ์ที่โลกาภิวัตน์มีความหมายและจะมีความเหมาะสมกับความจริงเพียงใด? โลกาภิวัตน์-ก้าวข้ามการทำให้เป็นนานาชาติ เสรีนิยม และของสากล? Scholte (2005) กล่าวแย้งว่า โลกใหม่ไม่มีทางมาเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่รู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้วกับ คำศัพท์เฉพาะทาง แต่ได้ให้ความหมายที่แตกต่างของบางอย่าง เขาปฏิเสธความหมายของโลกาภิวัตน์ 4 ประเด็น-กล่าวคือ การทำให้เป็นนานาชาติ การทำให้เป็นเสรีนิยม การทำให้เป็นของสากล หรือการทำให้เป็น ตะวันตก ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมและไม่ใช่การควบคุมสิ่งที่มีความต่างกันเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ การทำให้เป็นนานาชาติเกี่ยวข้องกับการเติบโตด้านธุรกิจการค้า การพึ่งพากันระหว่างประเทศ การ งานข้ามพรมแดนระหว่างรัฐ หรืองานตามชายแดนระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ข้อความ ความคิด สินค้า เงิน
50 การลงทุน ขยะ และประชาชน แต่ Scholte พูดว่า ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศไม่มีอะไรใหม่และกล่าวตาม คำกล่าวที่ว่า “นานาชาติ” ได้ถือเอาสิ่งที่ได้อธิบายไปแล้ว พวกเราไม่ต้องการคำอธิบายใหม่สำหรับแนวทาง ของกระบวนการเหล่านี้ Scholte ยังกล่าวว่า โลกาภิวัตน์ไม่ใช่การทำให้เป็นเสรีนิยมอีกด้วย การทำให้เป็นเสรีนิยมประการ หลังอ้างถึงการเคลื่อนไหวการบีบบังคับเรื่องการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างประเทศที่เปิดเสรี โลกไร้ พรมแดน การทำให้เป็นเสรีนิยมเกี่ยวข้องกับมาตรการกฎระเบียบที่จะต้องล้มเลิก อย่างเช่น การกีดกันทาง การค้า การควบคุมการลงทุน และการรับรองวีซ่า และที่จะเชื่อมต่อกันในส่วนที่เกี่ยวกับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ การสนับสนุนและผู้วิจารณ์แนวคิดเสรีนิยมใหม่ทั้งสองนิยามในโลกาภิวัตน์วิถีทางนี้ Scholte กล่าวว่า การทำ ให้เป็นเสรีนิยมนี้ได้เกิดขึ้นและได้สนับสนุนโลกาภิวัตน์ แต่การทำให้เป็นเสรีนิยมและโลกาภิวัตน์คือ เรื่องที่ แตกต่างกันสองด้าน โลกาภิวัตน์สามารถที่จะจับรูปแบบที่แตกต่างได้ซึ่งประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ใช่เสรีนิยมใหม่ พวกเราไม่ต้องการคำอธิบายใหม่เรื่อง “โลกาภิวัตน์” สำหรับประเด็นนี้ ในฐานะที่ประเด็นนี้ได้ถูกโต้แย้งมา อย่างยาวนานเพียงเพราะการทำให้เป็นเสรีนิยม โลกาภิวัตน์ไม่ใช่การทำให้เป็นของสากลอีกด้วย การทำให้เป็นของสากลนี้เกี่ยวกับการแพร่กระจาย วัตถุและประสบการณ์ของโลกทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดหมายถึงทั่วทั้งโลกหรือทุก ๆ แห่งหน ตัวอย่างเช่น ภายใต้ เงื่อนไขโดย Scholte ประกอบด้วย พืชยาสูบ เสื้อผ้า รัฐบาล อาหาร การศึกษา ของเล่นเด็ก ๆ และอาวุธ บางครั้งการทำให้เป็นของสากลนี้ได้แพร่เข้าไปถึงโลกาภิวัตน์ ในฐานะการทำให้เป็นของมาตรฐานเดียวกันหรือ การทำให้มีลักษณะเดียวกัน แต่ Scholte กล่าวว่า นี่มันไม่ใช่สิ่งใหม่อะไรหรอกในเรื่องการทำให้เป็นของสากล นี้ มันคือของเก่า อย่างเช่น ในเรื่องศาสนาโลกและการค้าโลก นี่มันไม่ใช่ความต้องการศัพท์เฉพาะทางใหม่ สำหรับบางสิ่งที่พวกเราได้ทราบเป็นอย่างดีแล้วเกี่ยวกับคำศัพท์เรื่องการทำให้เป็นของสากล โลกาภิวัตน์เป็นมากกว่าการทำให้เป็นตะวันตกอีกด้วย การทำให้เป็นตะวันตกนี้คือ ประเภทพิเศษของ การทำให้เป็นของสากล เกี่ยวกับโครงสร้างตะวันตก เช่น ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม เหตุผลนิยม เมืองนิยม ปัจเจกชนนิยม และประชาธิปไตย หรือการบรรยายอย่างวิพากษ์ที่สุดก็คือ การทำให้เป็นอาณานิคม การทำให้ เป็นอเมริกันและจักรวรรดินิยม อีกประการหนึ่ง Scholte กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์แต่ ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว โลกาภิวัตน์สามารถดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ใช่ตะวันตกได้ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีนัก จักรวรรดินิยม ถ้าขบวนการปลดปล่อยสามารถแนะนำโลกาภิวัตน์ได้ และการทำให้เป็นตะวันตกอยู่มาอย่าง ยาวนานก่อนหน้าโลกาภิวัตน์แล้ว ดังนั้นจึงขอเรียกการทำให้เป็นตะวันตกและไม่ได้ประดิษฐ์สร้างคำใหม่อะไร สำหรับเรื่องโลกาภิวัตน์ สำหรับ Scholte แล้ว โลกาภิวัตน์คือการทำให้เป็นอาณาเขตป้องกันหรือการอยู่เหนืออาณาเขตอื่น เรื่องเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกันมากกว่าความสัมพันธ์ข้ามโลกเสียอีก การติดต่อกันระหว่างส่วนต่าง ๆ ของโลก การ เชื่อมโยงกันข้ามโลก ได้กระจายไปทั่วมาหลายศตวรรษแล้ว อย่างไรก็ดี การมีอิทธิพลเหนืออาณาเขตอื่นเป็น ความสัมพันธ์แบบใหม่และได้ผูกติดอยู่กับภูมิศาสตร์ของนักอาณานิคม กับทั้งอาณาเขตและพรมแดนที่มี ความสำคัญ ในการพิมพ์หนังสือครั้งแรกของเขา Scholte บรรยายถึงโลกาภิวัตน์เป็นภาพของการทำให้เป็น
51 อาณาเขตป้องกัน ในการพิมพ์ครั้งที่สองเขาแทนที่โลกาภิวัตน์นี้ด้วยแนวคิดการอยู่เหนืออาณาเขตอื่น เขากล่าว ว่า นี่คือเหตุผลของคำว่า “การทำให้เป็นอาณาเขตป้องกัน” โดยเสนอแนะว่า อาณาเขตไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เลยที่จะต้องใส่เข้าไปอย่างขาดเสียมิได้ ความสัมพันธ์ข้ามโลกเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงกันระหว่างประชาชนทั้งโลก ความสัมพันธ์นี้มีมาหลาย ศตวรรษแล้ว แต่ ณ ขณะนี้ยิ่งหนาแน่นกว่าแต่ก่อน ประกอบด้วยประชาชนมาก สม่ำเสมอมาก และกว้างขวาง มาก มีความเข้มข้นและประกอบด้วยปริมาณมาก ๆ อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ก้าวข้ามอาณาเขตในปัจจุบันยิ่ง เพิ่มขึ้น และไม่ใช่เพิ่งเกี่ยวพันกับความเข้มข้นของการเชื่อมโยงกันทั่วโลก แต่ประเภทความแตกต่างของการ เชื่อมโยงกันทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย ความเข้มข้นของการเชื่อมต่อกันข้ามเขตแดนนี้ยังเกี่ยวข้องกับความเสื่อม ของเขตแดนเหล่านี้อีกด้วย เขตแดนนี้อยู่นอกเหนือและไม่เกี่ยวข้องกับพรมแดน เขตแดนนี้ประกอบด้วยงานที่ ดูเหมือนการเกิดขึ้นในขณะเดียวกันข้ามโลก (เช่น ประชาชนในที่ต่าง ๆ ที่ทำอะไรคล้าย ๆ กัน เช่น การบริโภค ตราสินค้ากาแฟคล้าย ๆ กัน) หรือเกิดขึ้นแบบฉับพลันข้ามโลก (เช่น โทรศัพท์ที่ประชาชนซึ่งอยู่ในที่ห่างไกลกัน สนทนากับคนอื่น ๆ ในขณะเดียวกันได้) ตัวอย่างอื่น ๆ ของแนวคิดการอยู่เหนืออาณาเขตอื่น สำหรับ Scholte ประกอบด้วย เครื่องบินเจ็ต เทคโนโลยีการสื่อสาร สื่อสากล การเงินการคลัง ปัญหาระบบนิเวศวิทยาและจิตสำนึกสากล (เช่น จิตสำนึกทาง กีฬาและสิทธิมนุษยชน) ในกรณีเช่นนี้ยิ่งเกี่ยวข้องกับความกดดันของเวลาเหนืออวกาศ เช่น ที่ที่การสื่อสาร หรือการท่องเที่ยวไม่ขึ้นกับระยะทางอย่างรวดเร็ว นี่คือความสัมพันธ์ทางสังคมข้ามพ้นอวกาศทางอาณาเขต ข้อแตกต่างระหว่างความกดของกาล-อวกาศกับการข้ามพ้นอาณาเขตคือเรื่องของคุณสมบัติ คุณสมบัตินี้ไม่ใช่ เพียงเกี่ยวข้องกับความเข้มข้นของความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่เท่านั้น แต่เป็นประเภทของความสัมพันธ์แบบใหม่ สำหรับ Scholte แล้ว อาณาเขตปกครองยังคงมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่คำอธิบายกรอบการทำงานทั้งหมด ณ ที่ ที่เป็นการอยู่เหนืออาณาเขตอื่น Scholte ได้ยกตัวอย่างของการอยู่เหนืออาณาเขตอื่นว่าประกอบด้วยการสื่อสาร (เช่น ตำรา ไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ แฟกซ์ ตำราเรียน อินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์) ขบวนการประชาชน (เช่น การท่องเที่ยว การอพยพ/ผู้ลี้ภัย ธุรกิจท่องเที่ยว) การบวนการผลิต (เช่น การผลิตที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ ทรัพยากรการผลิตทั่วโลก การค้าโลก) การบริโภค การเงิน/การธนาคารโลก องค์การโลก (เช่น MNCs องค์การ ที่ใช้ความเชื่อเป็นฐาน สหภาพ NGOs การกุศล) โลกาภิวัตน์ทางการทหาร (เช่น อาวุธที่สามารถเจาะทะลุไปได้ ทั่วโลก สงครามแบบเบ็ดเสร็จจากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก) นิเวศวิทยา (ในเหตุและผลทั้งสอง) สุขภาพ (เช่น การ เจ็บป่วยที่แพร่ไปทั่วโลก) กฎหมาย (เช่น กฎหมายระหว่างประเทศ) และจิตสำนึกสาธารณะ (เช่น การแข่งขัน กีฬา รายการการแข่งขันทั่วโลก การชุมนุมกันของนักกีฬาทั่วโลก) ปัญหาก็คือว่า เรื่องเหล่านี้เป็นตัวอย่างทั้งหมดของการเชื่อมต่อกันข้ามโลกมากเท่ากับการมีอำนาจ เหนืออาณาเขตอื่น และ Scholte ได้สร้างอันดับคุณสมบัติไว้สำหรับสิ่งที่เขากำลังกล่าวถึง กำลังอ้างถึงว่า แนวคิดสากลนิยมไม่ได้ลบล้างแนวคิดอาณาเขตนิยมซึ่งยังคมมีความสำคัญอยู่ เช่น ในกระบวนการผลิต การ ปกครอง นิเวศวิทยา และเอกลักษณ์ โลกคือทั้งสองอย่างคือทั้งอาณาเขตและสิ่งสากล ไม่ใช่ความเป็นสากล
52 ล้วนที่ดำรงอยู่อย่างอิสระจากอวกาศทางอาณาเขต สิ่งสากลไม่ใช่อาณาเขตการปกครองที่แยกออกไปจากเขต พื้นที่ รัฐ ระดับภูมิภาคและท้องถิ่น และนี่คือทางสองแพร่งของเรื่องทั้งหมดนี้ นี่คือสิ่งที่ Scholte กล่าวถึง และ นี่คือคุณสมบัติหลักอย่างแท้จริงที่ดูเหมือนขอบริมความคิดเกี่ยวกับการทำให้เป็นสิ่งเหนืออาณาเขตอื่นและ แนวคิดการอยู่เหนืออาณาเขตอื่น ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดหลาย ๆ อย่างที่ได้อธิบายไปตามแนวโลกาภิวัตน์ที่จัดเข้าในกฎเกณฑ์ของการทำ ให้เป็นนานาชาติ การทำให้เป็นเสรีนิยม หรือการทำให้เป็นตะวันตก Scholte กล่าวตามแบบของเขาว่า เรื่อง เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ เพียงแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องชัดเจนว่า โลกา ภิวัตน์แตกต่างอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ตามที่เขาแนะนำว่า สิ่งนี้เป็นอย่างไร ข้อยกเว้นคือ การทำให้เป็นของ สากล กระบวนการเล็กน้อยอย่างที่ Scholte อ้างถึงคือ สิ่งสากล ดังนั้น ขณะที่โลกาภิวัตน์ตีวงล้อมเรื่องการทำ ให้เป็นนานาชาติ การทำให้เป็นเสรีนิยม และการทำให้เป็นตะวันตกมากเท่ากับละเลยประเด็นเหล่านี้ การทำ ให้เป็นของสากลสำเร็จได้ยากอย่างนี้ เขาจึงได้จำแนกโลกาภิวัตน์ให้ต่างออกไปจากประเด็นดังกล่าวมาเสียเลย คุณสมบัติที่ Scholte สร้างไว้ อ้างถึงลอย ๆ ทำแนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของเขาให้ค่อย ๆ อ่อนลง พวกเขาแนะนำไว้ว่า โลกาภิวัตน์เป็นการประสานกันกับอาณาเขตที่ไม่ใช่เพียงสิ่งลอย ๆ ก้าวเลยและแยก ต่างหากจากโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์อาจจะดูดีกว่าที่จะพูดว่า อะไรคือสิ่งที่ประชาชนพูดถึง เมื่อสนทนากันถึง โลกาภิวัตน์ที่มีรูปแบบการทำให้เป็นตะวันตก การทำให้เป็นนานาชาติ และการทำให้เป็นเสรีนิยม แต่นั่นพวก เขาก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ และก้าวเลยออกไปจากประเด็นทั้งหมดนี้ นักสังคมวิทยากับนักประวัติศาสตร์ผู้นิยามโลกาภิวัตน์ Waters (2001: 4) อ้างถึงนิยามของโลกาภิวัตน์ที่ผลิตโดย Robertson และ Giddens สำหรับนิยาม ของ Robertson (1992: 8): โลกาภิวัตน์ตามแนวคิดที่กล่าวถึงความกดของโลกและความเข้มข้นของจิตสำนึกของชาวโลก ทั้งปวง...การพึ่งพาอาศัยกันและจิตสำนึกของชาวโลกที่เห็นเป็นรูปธรรมทั้งปวง นั่นคือแรงกดของอวกาศที่อ้างถึงเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยี แนวคิดที่ดูว่ายิ่งใหญ่แม้จะอยู่ห่างไกลก่อน หน้านั้นตลอดกาล แต่อยู่ใกล้ในส่วนของความรวดเร็วทางการสื่อสารและการท่องเที่ยว เราสามารถเห็นสื่อจาก ส่วนอื่น ๆ ของโลกหรือติดต่อสื่อสารกับใครบางคนได้ ณ ที่นั่นราวกับว่าพวกเขาอยู่ที่ห้องถัดไป นี่คือบางเวลาที่ ถูกเรียกว่า การทำลายล้างของอวกาศได้เช่นเดียวกัน (Harvey 1991) นั่นเป็นระยะห่างทางอวกาศไม่ใช่สสารที่ ยาวไกล เนื่องจากความเป็นไปได้ของการสื่อสาร เคลื่อนย้ายและเห็นได้ผ่านกระบวนการเหล่านี้อย่างเต็มที่และ รวดเร็ว นั่นคือจุดเน้นทางวัฒนธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจิตสำนึกทางสิ่งสากลของ Robertson ตามที่พวกเรา จะได้เรียนรู้ในบทต่อไป สำหรับบางคนแล้ว จิตสำนึกทางโลกาภิวัตน์อย่างที่มันมีความสำคัญในฐานะความจริง ด้านโลกาภิวัตน์ สำหรับ Giddens (1990: 64):
53 โลกาภิวัตน์สามารถ...มีความหมายเพียงความเข้มข้นของความสัมพันธ์ทางสังคมสากล ซึ่ง เชื่อมต่อกับท้องถิ่นตามระยะทางในแนวทางเช่นนี้ ที่ท้องถิ่นบังเกิดมีรูปร่างตามสถานการณ์ที่ เกิดขึ้น มีระยะทางที่ห่างไกลออกไปมากมาย และในทางกลับกัน นี่คือกระบวนการเชิง วิพากษ์ เพราะท้องถิ่นเช่นนี้เกิดขึ้นอาจจะเคลื่อนไปในทิศทางที่กลับกันจากความสัมพันธ์ที่มี ระยะทางห่างไกลออกไปมากจากที่ที่ได้ก่อเป็นรูปร่างขึ้น การปฏิรูปท้องถิ่นมีส่วนอย่างมาก กับโลกาภิวัตน์ในฐานะการแพร่ออกไปในวงกว้าง ด้วยการติดต่อกันทางสังคมข้ามกาลเวลา นี่คือความสัมพันธ์สากลที่เห็นได้ตามที่มันได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง กับจุดเน้นเกี่ยวกับ ความสำคัญของปฏิสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับสากล ณ จุดนี้ ท้องถิ่นไม่ใช่เพิ่งเกิดเป็นรูปร่างจากโลกาภิวัตน์ แต่อาจจะมีปฏิกิริยาต่อโลกาภิวัตน์ในฐานะที่เป็นแนวทางเลือกทางหนึ่ง Waters (2001: 5) มองโลกาภิวัตน์เพียงเป็นกระบวนการทางสังคมในที่ซึ่งแรงบีบบังคับของภูมิศาสตร์ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง การจัดการทางสังคมและวัฒนธรรม ถอยห่างและประชาชนจะเป็นผู้ตื่นตัวอย่าง มากเกี่ยวกับเรื่องนี้และปฏิบัติตามอย่างนั้น Waters มองโลกาภิวัตน์เพียงกระบวนการที่เป็นมากกว่าจุดจบ เหมือน Holton อ้างอิงถึงข้างล่างและเขาก็เน้นถึงวัฒนธรรมและจิตสำนึกพร้อมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ผ่านการกระทำ Holton (2005) นิยามโลกาภิวัตน์ไว้ว่า: 1. การติดต่อกันและกัน-การเคลื่อนย้ายอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับ สินค้า เงิน เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร ประชาชน ความคิด และการปฏิบัติการทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ทางการเมืองและวัฒนธรรม 2. การพึ่งพาซึ่งกันและกันด้านกิจกรรมดังกล่าวข้ามพรมแดน และการบรรจบกันกับ การบูรณาการกัน เช่น ราคาและตลาด โลกาภิวัตน์ต้องมีอะไรมากกว่าการ เคลื่อนย้ายเป็นช่วง ๆ หรือเกี่ยวข้องกับประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ (เช่น ในเรื่องการค้ายุค แรก ๆ) หรือผลลัพธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับประเด็นดังกล่าวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ผลลัพธ์ 3. Holton ยังมองโลกาภิวัตน์ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับจิตสำนึกและการสร้างเอกลักษณ์ เกี่ยวกับโลกในฐานะที่เป็นเอกเทศอีกด้วย เช่น เรื่องวัฒนธรรมสากลนิยม ศาสนา และสิ่งแวดล้อมนิยม นั่นคือสิ่งที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ ณ ที่นี้กับนิยามของ Robertson ที่ มุ่งไปที่จิตสำนึกมากกว่า 4. Holton เน้นไปที่ตัวแทนและกระบวนการในเรื่องโลกาภิวัตน์ที่คัดค้านสิ่งที่ เห็นปรากฏเพียงโครงสร้างภายนอกและมั่นคง Held และคณะ (1999) มีสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ทัศนะของนักการปฏิรูป ประเด็นนี้มองโลกาภิวัตน์ว่า: เป็นสิ่ง ใหม่ แต่ไม่ใช่สิ่งยอดเยี่ยม; ปลายเปิด-มันอาจจะนับเข้าในทิศทางที่มีความแตกต่างกันมาก และผันผวนเรื่อง รูปแบบที่จะยึดเอาตามท้องที่ ระดับชั้นและก้าวข้ามกาลเวลา นี่คือสิ่งที่เข้ากันได้กับท้องถิ่น พื้นที่และ
54 ความสัมพันธ์ของประเทศชาติที่ยังดำเนินไปอยู่ แต่ปฏิสัมพันธ์กับโลกาภิวัตน์ และยึดเอารูปแบบสากลหรือ รูปแบบที่ส่งผลโดยโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนเรื่องส่วนตัวของบุคคลโดยเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และแพร่ ขยายกิจกรรมของบุคคลข้ามพื้นที่และทวีป โลกาภิวัตน์นี้เกี่ยวข้องกับ: 1. กิจกรรมที่แผ่ขยายออกไปข้ามพื้นที่ ดังนั้น กิจกรรมในส่วนหนึ่งของโลก จึงมี นัยสำคัญสำหรับส่วนอื่น ๆ ในพื้นที่ห่างไกล นั่นคือการติดต่อกันข้ามพื้นที่และ เครือข่ายที่ขยายออกไป 2. ความสัมพันธ์สากลกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เป็นปกติกับผลลัพธ์ที่ว่า นั่นคือ ความ เข้มข้นหรือขนาดที่ใหญ่โตของการติดต่อระหว่างกัน ปฏิสัมพันธ์และไหลไปข้าม สังคมและรัฐ 3. การเร่งความเร็วของปฏิสัมพันธ์สากลและกระบวนการในฐานะผลลัพธ์ของการ พัฒนาการขนส่งและการติดต่อสื่อสาร การแพร่กระจายของแนวคิด สินค้า ข้อมูล ทุนและประชาชนอย่างรวดเร็ว 4. ผลกระทบของเหตุการณ์ที่สำคัญที่เพิ่มขนาด การพัฒนาท้องถิ่นเกิดมีผลลัพธ์ที่ สำคัญไปทั่วโลก ดังนั้น พรมแดนระหว่างเรื่องบ้าน ๆ และเรื่องสากลจึงกลายเป็น ของเลือนลางไป Held และคณะ ชี้ให้เห็นว่า โลกาภิวัตน์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน โลกาภิวัตน์ประกอบด้วยกระบวนการ มากมายที่ไม่ใช่แต่เพียงกิจกรรมหรือบทสรุปหนึ่งเดียว และเกี่ยวข้องกับความเป็นตัวแทนกับโครงสร้าง กระบวนการผลิตของผู้ประกอบการที่ใส่เข้าไปเพื่อสร้างโลกาภิวัตน์และการจำกัดส่วนภายนอกเกี่ยวกับ ประเด็นดังกล่าวทั้งหมด โลกาภิวัตน์เป็นของแตกต่างกันในความรู้สึกที่ว่า มันพัฒนาไปสู่ขอบเขตที่ต่างกันและ ในรูปแบบที่แปรผันในพื้นที่ที่ต่างกัน โลกาภิวัตน์เป็นดินแดนเฉพาะตน เพราะสามารถเกี่ยวข้องกับการทำให้ เป็นดินแดนที่ถูกกำจัดได้ (ณ จุดที่กิจกรรมแพร่กระจายเข้าไปในจุดสุดท้ายร่วมกันกับดินแดน) แต่ก็ยัง เกี่ยวข้องกับการทำให้เป็นดินแดนใหม่อยู่ดี (ณ จุดที่โลกาภิวัตน์กลายเป็นที่ยอมรับในพื้นถิ่นและพื้นที่ของรัฐ ย่อย ๆ และกระตุ้นได้อย่างดีกับแนวคิดชาตินิยม) ลักษณะเชิงซ้อนและข้อจำกัดที่มีนัยสำคัญบางอย่างถูกเติม เข้าไปในแนวคิดโลกาภิวัตน์ในที่นี้ Held และคณะแบ่งแยกระหว่างการไหลไปซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายของงาน ประชาชน สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และข้อมูลข้ามอวกาศจากเครือข่ายซึ่งเป็นการปฏิสัมพันธ์ปกติหรือเป็นรูปแบบ ประเด็นนี้ เกี่ยวข้องกับความแตกต่างที่มีความสำคัญระหว่างงานที่เคลื่อนไปข้ามอวกาศ และการเคลื่อนย้ายนี้กลายเป็น ระบบที่ได้รับการยอมรับและคงที่ Held และคณะ ยังได้สร้างคุณสมบัติบางอย่างที่สำคัญในสิ่งที่โลกาภิวัตน์ไม่มี พวกเขาปฏิเสธว่า โลกา ภิวัตน์จะไม่มีเรื่องสับสนกับการพึ่งพาอาศัยกัน การบูรณาการกัน แนวคิดสากลนิยมหรือความละม้ายคล้ายคลึง กัน พวกเขาบอกว่า โลกาภิวัตน์ไม่ใช่การพึ่งพากัน เพราะเหตุว่ามีผลต่อความสมมาตรที่ไม่ใช่แค่เพียงการ ปกครองตามระดับขั้น และนั่นก็คือความรุ่มรวยของโลกาภิวัตน์ในเวลาต่อมา ไม่ใช่การบูรณาการกันเพราะเหตุ
55 ว่าแสดงนัยถึงชุมชนที่ร่วมกันและไม่ใช่สิ่งทีดำรงอยู่ ไม่ใช่แนวคิดสากลนิยม เพราะว่าโลกาภิวัตน์ไม่ใช่เรื่องที่ ร่วมกันโดยประชาชนทุกคนหรือชุมชนทั้งหลายในถนนสายเดียวกัน และไม่ใช่ความละม้ายคล้ายคลึงกัน เพราะว่าประเด็นนี้แสดงถึงความมีลักษณะเหมือนกันและความกลมกลืนกันที่ขยายตัวขึ้น ขณะที่โลกาภิวัตน์มุ่ง ไปสู่ความขัดแย้ง ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นคำนิยามที่ซับซ้อนเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ กับทั้งลักษณะที่คล้ายกันบางอย่าง คือ จุดประสงค์ที่ส่งเสียงไปตามสิ่งที่ยังสงสัยเรื่องโลกาภิวัตน์ ความสลับซับซ้อนบางอย่างและคุณสมบัติที่พวกเขา สร้างเพิ่มเติมในสิ่งที่พวกเขาบรรยายไปถึงบางอย่างน้อยไปกว่าสิ่งอื่น ๆ ที่อาจจะเห็นได้ในฐานะโลกาภิวัตน์ นักประวัติศาสตร์สองคน คือ Osterhammel กับ Petersson (2005) ยังได้เน้นการทำให้เป็นปกติ และความมั่นคงด้านความสัมพันธ์สากลในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนต่อโลกาภิวัตน์ พวกเขากล่าวว่า โลกาภิ วัตน์แตกต่างจากจักรวรรดินิยม ด้วยเหตุที่แนวคิดจักรวรรดินิยมเป็นเรื่องที่ทำให้สดชื่นได้โดยแนวคิดเกี่ยวกับ โลกาภิวัตน์บางอย่าง-เช่น นักประวัติศาสตร์เหล่านั้นได้เน้นเช่นนี้ถึงอำนาจของชาวอเมริกัน-โลกาภิวัตน์ยังเป็น เรื่องสากลและเป็นเรื่องหลังอาณานิคมที่สำคัญอีกด้วย โลกาภิวัตน์ประกอบด้วยกระบวนการผลิตเกี่ยวกับ ทรัพยากรที่ไม่ใช่จักรวรรดิ และยังเกี่ยวข้องกับบทสรุปของสังคมที่ยังจำกัดตัวเอง พวกเขาสร้างความแตกต่าง ระหว่าง: (1) ประวัติศาสตร์โลก ซึ่งเป็นการศึกษาอารยธรรมที่แตกต่างกัน พลวัตภายในของอารยธรรมเหล่านี้ กับการเปรียบเทียบระหว่างอารยธรรมเหล่านี้ (2) ประวัติศาสตร์สากล ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องการสัมผัสและ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังคมต่าง ๆ และ (3) โลกาภิวัตน์ซึ่งอาจจะเติบโตไปจากการสัมผัสและการปฏิสัมพันธ์ ทั้งสองนี้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โลกาภิวัตน์เติบโตไปตามที่ที่การสัมผัสและการปฏิสัมพันธ์กลายเป็นเครือข่ายและการปฏิสัมพันธ์ที่ เป็นวงกลมไม่ใช่การปฏิสัมพันธ์กันทั้งหมดที่กลายเป็นเครือข่าย การปฏิสัมพันธ์นี้ต้องการช่วงเวลาที่ยาวนาน และบางครั้งก็เป็นการส่งเสริมเชิงสถาบัน ดังนั้น สองเรื่องนี้จึงได้รับประเภทของความมั่นคงที่สามารถสืบหาได้ จากองค์การทางการปกครองตามระดับชั้นอีกด้วย Osterhammel กับ Petersson กล่าวว่า สถาบันอย่างเช่น การทูตและการค้าที่ช่วยขับเคลื่อนการปฏิสัมพันธ์เข้าสู่เครือข่ายปัจจัยอื่น ๆ ด้านโลกาภิวัตน์ พวกเขาอ้างถึงสิ่ง ที่ประกอบด้วย แถว การวางท่าทาง ความเข้มข้นและความรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้เป็นของมีพลังโดย เทคโนโลยีและการสนับสนุนเชิงองค์การกับเชิงสถาบัน ความคงทนถาวรและความสม่ำเสมอของความสัมพันธ์ มีผลต่อปฏิสัมพันธ์ที่กลายเป็นเครือข่ายที่มั่นคงหรือไม่ และประเด็นนี้สามารถเป็นสิ่งถูกจำกัดโดยอวกาศ หรือไม่ หรือจะเป็นของแข็งกระด้างหรือกลับหัวกลับหางหรือไม่ ด้วยเหตุฉะนี้ โลกาภิวัตน์จึงเป็นกระบวนการที่ ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งที่ผสมผสานกันหรืออยู่กับที่ในชั่วเวลาหนึ่ง ๆ สำหรับ Osterhammel กับ Petersson แล้ว ลักษณะเฉพาะที่ว่าเหมาะสมกับคำนิยามของประเด็นต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ที่เริ่มมาตั้งแต่ 1,500 ปี หรือไกลกว่านั้น และกลายเป็นของที่ก่อตั้งมาแล้วตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 กับ 19 สรุปแนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์
56 เมื่อนิยามของโลกาภิวัตน์ปรับประยุกต์ไปตามปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมเข้าด้วยกันเหล่านี้แล้ว รวม ทั้งหมดเข้าด้วยกันจะมีความหมายว่าอย่างไร? โลกาภิวัตน์เกี่ยวข้องกับการบีบอัดของอวกาศเช่นกับระยะเวลา ของปัจจัยบางตัวที่น้อยเกินกว่าที่จะใช้เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ การติดต่อสื่อสารและการเคลื่อนย้าย ภูมิศาสตร์และอาณาเขตเป็นเรื่องที่ต้องค่อย ๆ ขุดเซาะ และยิ่งไปกว่านั้น งานที่เริ่มพัฒนา ณ ระดับที่ดีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไรได้เกิดขึ้นต่อเรื่องนี้ที่มันกลายเป็นโลกาภิวัตน์? 1. โลกาภิวัตน์ต้องการที่จะมีระยะทางที่เป็นสากล ระยะทางที่ยาวไกลหรือการขยายตัวทาง เศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึงการเมืองและวัฒนธรรมที่มีขอบเขตที่ไม่ใช่สากล เพราะว่า ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ขยายออกอย่างเป็นสากล มันจะมีเหตุผลเป็นอย่างมากที่จะพูดว่าเป็นโลกาภิ วัตน์ บางสิ่งได้มาถึงทุก ๆ ส่วนของโลก แต่มันก็สามารถเป็นเหตุผลได้ที่จะพูดว่า โลกาภิวัตน์ ต้องการที่จะเข้าถึงทุก ๆ ทวีปและเข้าให้ถึงทุก ๆ ภาคส่วนของทวีปเหล่านั้นให้มากที่สุด 2. โลกาภิวัตน์ต้องการที่จะมีกระบวนการผลิตที่เป็นสากลแต่ผู้เพียงผู้เดียว รวมถึงเข้ายึดแต่เพียงผู้ เดียว ดังนั้น บางอย่างที่ขยายถึงแนวคิดและผลิตภัณฑ์จากส่วนหนึ่งของโลก เช่น การทำให้เป็น ตะวันตก อีกตัวอย่างหนึ่งคือ มีเหตุผลมากมายที่จะพูดว่า ทุกภาคส่วนของโลกแบบเบ็ดเสร็จ ต้องการที่จะมีการผลิตที่มีน้ำหนักเท่าเทียมกัน แต่เพื่อเป็น “สิ่งสากล” โลกาภิวัตน์ต้องการที่จะมี การผลิตทั่วทั้งทวีปและหลายประเทศภายในการผลิตนี้ ที่ไม่ใช่แค่เพียงทางเดียวหรือกระบวนการ ที่มีไม่เท่ากันมากมายจากที่หนึ่งสู่ที่อื่น 3. โลกาภิวัตน์ต้องการที่จะมีการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช่แค่เพียงการติดต่อระหว่างกัน ดังนั้น ถ้าหยุด การค้าด้านสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เพชรพลอยหรือผ้าไหมที่ไม่มีการสะท้อนกลับอย่างมีนัยสำคัญ บางทีโลกาภิวัตน์นี้ก็ไม่ใช่การพึ่งพาอาศัยกันอย่างแท้จริง แต่ถ้าเมื่อใดการตกต่ำด้านการค้ามีผล อย่างมีนัยสำคัญสำหรับคนงานและเศรษฐกิจของสังคมแบบส่งออก หรือสำหรับทางเข้าของการ รับเอาสังคมสินค้า เมื่อนั้นโลกาภิวัตน์จะปรากฏเป็นลักษณะการพึ่งพาอาศัยกัน 4. โลกาภิวัตน์ต้องการที่จะมีความมั่นคง และความมีระเบียบกฎเกณฑ์ด้านความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่ เพียงเป็นลักษณะเดิน ๆ หยุด ๆ หรือเฉพาะกาล เพื่อว่าปัจจัยสองตัวดังกล่าวจะได้ถูกตั้งเป็น โครงสร้างหรือเป็นระบบ 5. มุมอื่นบางด้านอาจที่จะเพิ่มเข้าไปเพื่อสร้างแนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ตามที่ต้องการให้ยิ่งขึ้นไป อีก เช่น โลกาภิวัตน์ต้องการเกี่ยวข้องที่มากกว่าชนชั้นสูง และประกอบด้วยชนชั้นล่างหรือมุมมอง ที่ไม่ใช่ต้องการแค่เพียงโลกาภิวัตน์ แต่ยังต้องมีจิตสำนึกเชิงสากลอีกด้วย ประชาชนไม่ได้ต้องการ เพียงสร้างงานอย่างสากลเท่านั้น แต่ต้องมีการเฝ้าระวังโลกในฐานะสถานที่ที่หนึ่งด้วย อย่างที่พวกเราจะเห็นได้ เมื่อพวกเรามองไปที่ประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์ และมุมมองเกี่ยวกับโลกา ภิวัตน์ที่ยังคลุมเครืออยู่ การใช้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์เช่นนี้นำไปสู่การตัดสินใจบางอย่างว่าจะยึดเอาสถานที่ อย่างเป็นนานาชาติอย่างไรที่ไม่ใช่โลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันก็เป็นกฎเกณฑ์อย่างเหนียวแน่น-มันจะเป็น อุปสรรคสำหรับบางอย่างที่จะเปรียบเทียบกับทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ถ้าเมื่อใดคุณเห็นโลกาภิวัตน์เพียงเป็น
57 กระบวนการที่เคลื่อนไปข้างหน้ากับกฎเกณฑ์เช่นนี้ที่ไม่ใช่เพียงบทสรุป เมื่อนั้นโลกาภิวัตน์อาจจะเป็นบางสิ่งที่ ดีที่กำลังดำเนินไปข้างหน้า และจะนิยามโลกาภิวัตน์ที่ก้าวเลยไปจากประเด็นที่เพิ่งตัดสินใจอย่างไร เมื่อบางอย่างเป็นโลกาภิวัตน์ หรือไม่? นี่ไม่ใช่เป็นเพียงคำถามเกี่ยวกับนิยามเชิงทฤษฎี นั่นคือ เรื่องอื่นที่สร้างนิยามโลกาภิวัตน์ให้มี ความสำคัญ นั่นก็คือว่ามันรับประกันว่า พวกเราเจออำนาจความไม่เท่าเทียมกันและความขัดแย้งเรื่องโลกาภิ วัตน์ โปรดดูสถานการณ์บางอย่างในฐานะโลกาภิวัตน์-คือ ผูกขาด บูรณาการ ขยายไปทางเดียว และเป็นสากลให้รอยประทับด้วยความครอบคลุมและเท่าเทียมกันที่ไม่แน่นอน เมื่อถามว่าปรากฏการณ์พบเห็นนิยามของ โลกาภิวัตน์ที่ช่วยแสดงให้เห็นอำนาจ ความไม่เท่าเทียมกัน และการรวมกันอย่างช้า ๆ ในกระบวนการที่เป็นรูป เป็นร่างหรือไม่? ขณะเดียวกันยังกล่าวต่อว่า เช่นการไหลไปของทุนหรือบรรษัทแห่งชาติที่หลากหลาย เป็นงานแน่นอน ที่ไม่ใช่โลกาภิวัตน์ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการดำรงอยู่หรือความสำคัญของมัน อะไรที่ได้บรรยายไปโดยนักสากลนิยม อาจจะไม่ใช่โลกาภิวัตน์ แต่อาจจะยังคงเกิดขึ้นและยังคงมีความสำคัญ และบางสิ่งเช่นนี้ซึ่งจะเป็นการศึกษา และวิเคราะห์อย่างใส่ใจ นี่คือโลกาภิวัตน์ต้นเหตุที่มีความสำคัญเสมอ ถ้าคุณไม่คิดว่ามันกำลังเกิดขึ้น! บันทึกเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับบทเรียนที่ได้อ่านไป คุณสามารถอ่านหนังสือนี้โดยมองไปที่บทต่าง ๆ บนเนื้อที่ที่คุณชอบใจมากที่สุดและไม่ต้องอ่านบทอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ขณะที่บทเฉพาะบุคคลยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว บทเหล่านี้ก็ยังซ้อนทับและเชื่อมต่อกันอยู่ ถึงการ อ่านซ้ำที่พึงหลีกเลี่ยง ผู้เขียนมีบางครั้งเท่านั้นที่อ้างถึงสั้น ๆ ในประเด็นสถานที่บางแห่งที่ถูกพัฒนาไปมากใน บทอื่น ๆ ขณะเดียวกันบางประเด็นที่มีความสำคัญก็มีมากกว่าบทเดียวที่บทเหล่านี้ถูกอธิบายถึงขอบเขต บางอย่างมากกว่าบทเดียว อ่านเพิ่มเติม วรรณกรรมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์มีมากมาย ผู้เขียนไม่ได้พยายามเพื่อให้แนวเอกสารอ้างอิงในบทต่าง ๆ ของหนังสือนี้ครบสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ในบทสรุปของแต่ละบทผู้เขียนได้ให้ข้อแนะนำบางอย่างสำหรับการ อ่านในบทต่อ ๆ ไป บทเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับบทต่อมาที่เป็นโลกาภิวัตน์ใหม่อย่างสัมพันธ์กัน และดู เหมือนจะไปมีผลต่อบทต่อไปในบางหัวข้อ การส่งต่อข้อมูลข่าวสารของ Held และคณะ (1999) เป็นหนังสือเก่าทีเดียว แต่ยังมีบทนำถึงพื้นที่ โลกาภิวัตน์ที่มีความสำคัญและซับซ้อนอยู่ กับทั้งมุมมองทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางทฤษฎีและข้อมูลเชิง ประจักษ์ หนังสือนี้ปฏิเสธมุมมองนักส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร รวมถึงปฏิเสธมุมมองของนักสากลนิยมและมุมมอง ที่ยังคลุมเครือ หนังสือนี้มีประโยชน์กับเพื่อนนักอ่านที่แก้ไขโดย Held และ McGrew ผู้อ่านการส่งต่อข้อมูล ข่าวสารสากล (Global Transformations Reader, 2003)
58 โลกาภิวัตน์และชีวิตประจำวันของ Larry Ray (2007) คือหนังสือที่ทันสมัยที่สุด การอภิปรายอย่างถึง พริกถึงขิงกับประเด็นสำคัญบางประเด็นในสังคมวิทยาโลกาภิวัตน์ Robert Holton ได้เขียนถึงจำนวนหนังสือ เช่น Globalization and the Nation-State (1998), Making Globalization (2005) และ Global Networks (2007) ซึ่งได้ให้ประเด็นที่แจ่มชัดในวิถีทางที่กะทัดรัด โลกาภิวัตน์ของ Scholte คือหนังสือที่ดีในระดับการนำเข้าสู่บทเรียน หนังสือนี้เป็นการบรรยายอย่าง สมบูรณ์ และผู้เขียนไม่ทำให้มั่นใจโดยกรณีศึกษาที่สร้างขึ้นเพื่อโลกาภิวัตน์ แต่ก็มีประโยชน์ในฐานะจุดเริ่มต้น (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2005) หนังสือที่สามารถอ่านได้โดยสังเขปเล่มอื่น ๆ ที่ถูกนำเข้ามาเป็นประเด็นสำคัญ กับทั้ง จุดเน้นทางวัฒนธรรม ได้แก่ เรื่อง Globalization ของ Malcolm Water (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2001) นิตยสารใหม่คือ The Economist มีจุดยืนทางมุมมองเสรีนิยมใหม่มากที่สุด แต่ยังได้เปิดเผยอย่าง ยุติธรรมอีกด้วย หนังสือนี้เป็นเชิงธุรกิจนานาชาติด้านข้อมูลข่าวสารอย่างมากประกอบด้วยเงินค้ำประกันทาง เศรษฐกิจ ความขัดแย้ง การเมือง และความยากจน ที่แพร่ออกไปโดยสังคมวิทยาโลกาภิวัตน์บางส่วน มุมมองทางสังคมวิทยาซึ่งมีมุมมองทางโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมและปฏิฐานนิยมถูกอ้างถึงในบทนี้ มุมมองเชิงวิพากษ์อย่างแข็งแกร่งจากนักสังคมวิทยาผู้นำเข้ามาในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าจะต้อง จ่ายความใส่ใจถึงสื่อและวัฒนธรรมก็ตาม ดู Acts of Resistance (1998) The Weight of the World (1999) และ Firing Back (2003a) โดยนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ Pierre Bourdieu
59 บทที่ 5 มุมมองเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์: ความแตกต่างหรือความลงรอยกัน? มุมมองเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ถูกจัดเข้าในคลื่นลูกที่สี่ สามลูกคลื่นแรกสร้างเอกลักษณ์ในการอภิปรายถึง โลกาภิวัตน์คือ ลูกคลื่นของนักสากลนิยม ลูกคลื่นของนักสงสัย และลูกคลื่นของนักหลังสมัยหรือนักส่งผ่าน ข้อมูลข่าวสาร (เช่น Held และคณะ 1999 และ Holton 2005) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน โลกาภิวัตน์ถูก ปฏิเสธว่า เป็นมุมมมองคลื่นลูกที่สี่ที่ก้าวเลยไปจากสามลูกคลื่นแรก อย่างไรก็ตาม สามลูกคลื่นแรกต้องการที่ จะมองอีกครั้งที่ไม่ใช่แค่เข้าใจแบบน้ำท่วมทุ่งหรือปราศจากการแตะต้อง คลื่นลูกที่สี่มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่แค่ เพียงเป็นของใหม่หรือมีผลเป็นเพียงทนายแก้ต่างเท่านั้น ผู้บรรยายถึงคลื่นลูกที่สามต้านแนวคิดโลกาภิวัตน์ด้วยแนวคิดเชิงวิพากษ์โดยนักสงสัยคลื่นลูกที่สอง นักทฤษฎีทั้งสองยังพยายามสร้างความซับซ้อนและปรับคุณสมบัติของทฤษฎีโลกาภิวัตน์มากกว่าเตรียมการ โดยคลื่นลูกที่หนึ่งเสียอีก แต่คลื่นลูกที่สามต้านแนวคิดโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันก็ประกอบด้วยการสร้าง คุณสมบัติที่ยืนยันโดยไม่ตั้งใจอีกครั้งถึงข้อโต้แย้งเชิงสงสัย คลื่นลูกที่สามนี้ได้ข้อสันนิษฐานเชิงการเมือง คลื่น ลูกที่สามนี้เสนอประชาธิปไตยเชิงสากลนิยมของนักสากลนิยม แต่ข้อโต้แย้งของคลื่นลูกที่สามนี้อยู่ในแถวการ ปฏิบัติการด้านมุมมองเชิงสงสัยทางการเมือง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียมกันและความ ขัดแย้ง รัฐ ชาติและกลุ่มคนเชิงพื้นที่ และพันธมิตรเกี่ยวกับความสนใจแบบธรรมดาหรืออุดมการณ์แทนที่โครงสร้างทั่วไป เชิงสากลนิยม ทฤษฎีโลกาภิวัตน์พบว่า ได้กำเนิดขึ้นมาราว ค.ศ. 1980 กว่า ๆ โดยกล่าวว่า ได้เริ่มต้นจากคำอธิบาย เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งรวมถึงเรื่องการเมืองและวัฒนธรรม ตามด้วยแนวเขตที่ขยาย ออกไปอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับพรมแดนเชิงอาณาเขตและเศรษฐกิจชาติ รัฐและวัฒนธรรม Ohmae (1990, 1996) ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเสมอสำหรับวิธีการนี้ และผู้สนับสนุนคนอื่น ๆ ก็ได้พูดถึงนักเขียนตัว ประกอบ เช่น Reich (1992) และ Albrow (1996) รวมถึงวาทกรรมด้านโลกธุรกิจ สื่อ และการเมือง (Hay และ Marsh 2000: 4; อีกตัวออย่างหนึ่งคือ Blair 1997) คลื่นลูกที่หนึ่งในทฤษฎีโลกาภิวัตน์ได้กล่าวถึง คำอธิบายของนักสากลนิยมที่มีลักษณะเกินจริงไป (hyper) เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจระดับชาติที่มีนัยสำคัญน้อย มาก หรือที่ดำรงอยู่เป็นระยะเวลานาน ๆ ไม่ได้ เนื่องจากการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของทุน บรรษัทแห่งชาติที่ หลากหลายและการพึ่งพากันทางระบบเศรษฐกิจ การจำกัดวงทางการเมืองที่ลดลงเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย เงินตราและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในรูปแบบของระบบคอมพิวเตอร์ของธุรกิจการค้าการคลัง หมายถึงว่าปริมาณขนาดใหญ่ของเงินตราสามารถเคลื่อนย้ายอย่างง่ายดายกับการบังคับเพียงเล็กน้อยภายใน พรมแดนของชาติ บรรษัทจำนวนมากที่เห็นในปัจจุบันล้วนเป็นบรรษัทแห่งชาติอันหลากหลายในความเป็น เจ้าของและความสะดวกสบายในการผลิตทั่วทั้งโลก กำลังแรงงานและผู้บริโภคจากโคคาโคลาและแม็คโดนัลด์
60 ถึงบรรษัทข่าวสาร ท้ายที่สุดเศรษฐกิจทั่วโลกก็ได้เป็นระบบเปิด เชื่อมต่อกันได้และได้ประกอบเป็นส่วนหนึ่ง ของโลกแต่โดยดี แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเชิงบวกหรือไม่ได้ถูกโต้แย้งก็ตาม กลุ่มนักคิดมาร์กซ์และนักเศรษฐศาสตร์ เสรีนิยมได้ยอมรับว่า โลกกลายเป็นโลกาภิวัตน์ ขณะที่ปฏิเสธว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่? (เช่น Sklair 2002; Wolf 2004) มุมมองของนักสากลนิยมมีบางสิ่งที่มองเห็นในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ (Held และคณะ 1999: 3-4) กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้มีผลต่อการเมืองและวัฒนธรรม รัฐชาติสูญเสียอำนาจและอิทธิพลหรือ อำนาจอธิปไตยอันถูกต้อง เพราะว่านโยบายของรัฐชาติผู้เป็นช่างตัดต่อเหล่านี้มีเพื่อต้องการทุนที่เคลื่อนที่ได้ สังคมประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการจะตัดทอนให้พอดีกับความต้องการผลประโยชน์ทางธุรกิจ (เช่น Gray 1996; Cerny และ Evans 2004) รัฐชาติถูกเข้ามาแทนที่โดยองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ (UN) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) การเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นสากลนิยมหรือที่เป็นสังคม พลเมืองสากลนิยมเบ็ดเสร็จ (เช่น Gill 2000; Keane 2003) โลกาภิวัตน์ได้เอ่ยถึงการนำไปสู่ความเป็นหนึ่ง เดียวหรือวัฒนธรรมสากลนิยมลูกผสมที่ซึ่งความแตกต่างแห่งชาติกลายเป็นสัญลักษณ์เล็ก ๆ เพียงประชาชน ผู้บริโภควัฒนธรรมจากทั่วโลกเข้ามาแทนที่ประเทศชาติของพวกเขาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น (เช่น Tomlinson 1999) นี่คือความสะดวกสบายด้วยการสื่อสารอิเลคทรอนิคสากล เช่น อินเทอร์เน็ต การถ่ายทอดทางทีวีผ่าน ดาวเทียม การอพยพเข้าเมืองและการท่องเที่ยว บทบาทใหม่ของเทคโนโลยีได้ทำให้โลกาภิวัตน์ดูเหมือนมี บางอย่างเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด ประมาณยุคหลัง ค.ศ. 1960 กว่า ๆ หรือหลัง ค.ศ. 1980 กว่า ๆ กระมัง (เช่น Scholte 2005) โดยเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม นักสากลนิยมมองพลังข้ามชาติพลังสากลที่รับ ช่วงต่อจากชาติต่าง ๆ ในฐานะแหล่งทรัพยากรหลักทางเศรษฐกิจ อำนาจอธิปไตยและเอกลักษณ์ สำหรับบาง คนเรื่องนี้หมายถึงสังคมศาสตร์ได้เคลื่อนย้ายออกไปจากแนวคิดชาตินิยมทางวิธีวิทยาจากแนวคิดเชิงสังคมล้วน ๆ ถึงมุมมองสากลนิยมและทั่วโลกบนความสัมพันธ์ทางสังคมมากกว่า (เช่น Beck 2006; Urry 2000; แต่ดู คำตอบได้จาก Outhwaite 2006) โลกาภิวัตน์นี้ถูกพูดถึงโดยนักเขียนเกี่ยวกับลูกคลื่นทั้งสาม เมื่อครั้งยังมีกลุ่มคำอธิบายที่มีเหตุผลดีอยู่ นักเขียนเหล่านี้มีปฏิกิริยากับแนวคิดสงสัยนิยมเพื่อปฏิเสธว่า โลกาภิวัตน์ไม่ใช่ของใหม่และที่เป็นกระบวนการที่ ได้อธิบายไปแล้วก็ไม่ใช่สิ่งสากลเช่นเดียวกัน (เช่น Hirst และ Thompson 1996; Krugman 1996) ผู้สงสัย โต้แย้งว่า มุมมองนักสากลนิยมเป็นนามธรรมและไร้น้ำหนักทีเดียวบนข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ที่ได้อ้างสิทธิ์แห่ง แนวเขตที่ได้สร้างไว้ในกระบวนการราวกับว่ากระบวนการเหล่านี้มีผลต่อพื้นที่ทั้งหมดของโลกจริง ๆ รวมทั้ง คำตอบที่คล้าย ๆ กัน ผู้สงสัยเห็นหลักฐานในบทบาทที่ต่อเนื่องของรัฐชาติ ภายในพรมแดนของรัฐชาติและใน ฐานะตัวแทนของโลกาภิวัตน์ เนื่องจากหลักฐานทั้งที่ยังพบเห็นอยู่และอำนาจที่สูญเสียไป ในกรณีประเทศ แกนกลาง เช่น ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ประเทศเหล่านี้ยังคงมีอำนาจเต็มที่ในธุรกิจการค้าโลกทั้งหมด เอกลักษณ์ชาติมีประวัติศาสตร์และจินตนาการที่เป็นที่ยอมรับที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์สากลไม่อาจเข้ามา แทนที่ได้ที่ค่อย ๆ ปรากฏตัวเข้ามาแทนที่เป็นแนวยาวออกไป นั่นอาจจะเป็นหลักฐานที่สำคัญของแนวคิด ชาตินิยมที่ฟื้นคืนชีพอย่างที่ประเทศเก่าแก่ที่กลับมาได้ภายใต้ความท้าท้าย แต่จากแนวคิดชาตินิยมที่บอบบาง
61 ที่ยังดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น เช่น ยูโกสลาเวียเก่า ศรีลังกา และแคนาดา มาจนกระทั่งแนวคิดข้ามชาตินิยม (เช่นตัวอย่างดู Smith 1990; Kennedy และ Danks 2001) ผู้สงสัยต้องการที่จะทดสอบการอ้างสิทธิของแนวคิดสากลนิยมที่ปฏิเสธหลักฐาน และเมื่อพวกเขาได้ ลงมือทำอย่างนั้นก็มีบางครั้งที่พบสิ่งที่ต้องการ พวกเขายังคงเกี่ยวพันโดยเฉพาะเพื่อมองหาสิ่งที่เป็นโลกาภิวัตน์ ที่รับเข้ามาแต่โดยดี และกับคำตอบที่คล้ายกันในที่ทุกสถานและได้พบสัญลักษณ์ของการทำให้แตกต่างกันด้าน ควากว้างใหญ่ไพศาลโดยไม่มีความตื่นเต้นใด ๆ ผู้สงสัยเฝ้าดูเศรษฐกิจทั่วโลกในฐานะที่ไม่ได้ครอบคลุมทั่วทั้ง โลก เช่น พื้นที่ทางทะเลทรายซาฮาราย่อยของแอฟริกาที่มีการบูรณาการกันน้อยกว่าโรงกำเนิดไฟฟ้าของเอเชีย ตะวันออก ยุโรป และอเมริกาเหนือ ความไม่เท่าเทียมกันทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นและแนวคิดการป้องกันนิยมก็ยัง ดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น เช่น ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาด้านคำตอบเพื่อการนำเข้าสินค้าจากระบบเศรษฐกิจ เอเชียที่กำลังเติบโต ในฐานะที่พวกเราจะได้เห็นได้ พวกสงสัยปฏิเสธว่า เศรษฐกิจทั่วโลกเป็นระบบนานาชาติ และเป็นระบบไตรภาคี แทนที่จะเป็นเชิงสากลนิยมทั่วโลก และที่เป็นระบบนานาชาตินี้ในสมัยปัจจุบันอย่างที่ ไม่ใช่ไม่เคยมีมาก่อน จริง ๆ แล้ว ระบบนานาชาตินี้อาจจะเป็นเคยเป็นระบบนานาชาติมามากกว่าร้อยปีจนถึง ปัจจุบันนี้แล้วก็ได้ นี่คือคำถามในสิ่งที่เป็นโลกาภิวัตน์หรือการค้าเสรีหรือไม่ตราบเท่าที่สิ่งนี้เป็นเรื่องเสรีจริง ๆ เป็นคำตอบเรื่องความยากจนทั่วโลก นโยบายเสรีนิยมและการบูรณาการกันเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสากลอาจจะ ได้ช่วยพื้นที่บางส่วนของโลกได้ เช่น จีน อินเดีย และส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย แต่ทว่าในสถานที่เหล่านี้ระบบการ ป้องกันทางการค้าและการแทรกแซงของรัฐได้เข้าไปมีส่วนต่อความสำเร็จของเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วนอื่น ๆ ของ โลก เช่น แอฟริกา ได้ตกเป็นเหยื่อความไม่เท่าเทียมกันและความยากจนอย่างล้นพ้น ขณะที่โลกาภิวัตน์มีแต่จะ เจริญขึ้น และประเทศเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น และมีความเป็นไปได้น้อยที่จะยืนอยู่บนความเปลี่ยนแปลงเพื่อ ต่อต้านประเทศคู่แข่งขันผู้แข็งแกร่งในการเปิดระบบเศรษฐกิจสากลซึ่งบางประเทศก็อยู่ในฐานะคำตอบของ ปัญหาของตนเอง (เช่น Wolf และ Wade 2002; Kaplinsky 2005) โดยทางการเมือง ผลกระทบด้านโลกาภิวัตน์คือ รัฐไม่เป็นธรรมเอาเปรียบ รวมทั้งสูญเสียอำนาจใน กระบวนการโลกาภิวัตน์รัฐเป็นจำนวนมากมีอำนาจล้นเหลือเหนือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก และบางประเทศก็มี ความสามารถที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องกับนโยบายสังคมประชาธิปไตยอันดียิ่ง ถึงอย่างไรก็ตาม มุมมอง ของนักสากลนิยมฝ่ายที่เหนือกว่าที่เข้าใจโลกาภิวัตน์ก็ยังต้องการความร่วมมือกับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Mann 1997; Mosley 2005) แนวคิดเสรีนิยมใหม่ได้เสนอแนะรัฐชาติเพื่อให้สงวนไว้ซึ่งเอกราชและอำนาจอธิปไตยใน บางวิถีทาง และในวิถีทางที่ไม่ราบเรียบแบบนั้น หลาย ๆ ฝ่ายชองสหประชาชาติ (UN) ที่ดูว่าเป็นองค์การ นานาชาติที่ไม่ใช่แค่เพียงองค์การระหว่างชาติ ก่อตัวเป็นรัฐชาติและขับเคลื่อนไปโดยตนเอง คนทั่วโลกอาจเห็น ตามที่ตัดสินใจตามสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางการแข่งขันกับสิ่งที่อยู่เหนือผลประโยชน์เช่นนี้ ความสมดุลนี้ เกิดขึ้นในกรณีของการปกครองทั่วโลกจากสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เรื่องการยอมรับความ อุ่นใจทั่วโลก การแพร่กระจายของนิวเคลียร์และกระบวนการยุติธรรมนานาชาติ สหประชาชาติถูกมองในฐานะ เครื่องมือของชาติที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดซึ่งเป็นทางอ้อมหรือข้อยกเว้นโดยตัวของมันเองจากกฎเกณฑ์ เมื่อมัน
62 ไม่ใช่คำขอร้องของตัวมันเอง และที่ใช้ประโยชน์จากองค์การนี้เพื่อกำหนดเจตนารมณ์สำหรับผลประโยชน์ของ ตนเองเมื่อมีโอกาสได้ดำเนินการ (Zolo 1997, 2002) โดยทางวัฒนธรรม เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศชาติมีท่าทีต่อโลกาภิวัตน์ที่แตกต่างกัน แมคโดนัลด์ อาจจะแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่ส่วนประกอบเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมกับอัตราภาษีท้องถิ่น (จาก Shrimp Burger ในเจแปน ถึง Kosher Burger สำหรับลูกค้าชาวยิว) สถานที่ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ลูกค้าตลาดส่วนบุคคลไม่ใช่ชนชั้นแรงงานหลักก็เป็นชนชั้นกลาง ขณะที่จัดเก็บอัตราภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปจาก อัตราก้าวหน้าไปเป็นอัตราธรรมดาในบริบทสังคมที่แตกต่างกัน จากฝรั่งเศสถึงบางส่วนของตะวันออกกลางไม่ มีใครมีคำตอบที่เป็นบวกเรื่องโลกาภิวัตน์เกี่ยวกับวัฒนธรรมอเมริกา ที่จริงแล้วในบางท้องที่ลัทธิความเชื่อ ดั้งเดิมที่ค่อย ๆ จางลงและแนวคิดชาตินิยมเล็ก ๆ ที่ดูยิ่งใหญ่เข้ามาแทนที่ซึ่งถูกมองว่า เป็นปฏิกิริยาที่ชัดเจน เรื่องโลกาภิวัตน์ (Robins 1997) นี่เป็นวัฒนธรรมของชาติหนึ่ง เช่น อเมริกาที่เอ่ยถึงบ่อย ๆ ในความสัมพันธ์ ทางโลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมมากเท่ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมจากทั่วโลก (Beck และคณะ 2003) เมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องสากลจริง ๆ นั่นได้กลายเป็นคำทำนายทางวัฒนธรรมที่ขัดแย้งกันที่เกิดมาจากโลกาภิวัตน์ ต่อต้านข้อสรุปของนักสากลนิยมฝ่ายที่เหนือกว่าเกี่ยวกับการผสมกลมกลืนกันหรือวัฒนธรรมลูกผสม (Barber 1996; Huntington 1996) ยังมีชุดของปฏิกิริยาข้างเคียงและในคำตอบเพื่อคนที่สงสัยพวกอื่นอีก นั่นคือปฏิกิริยาซึ่งแบ่งให้แก่ผู้ สงสัยที่ยังเกี่ยวข้องอยู่กับหลักฐานและการทำให้เกิดความแตกต่าง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่สามารถช่วย ได้ แต่เข้าใจโลกาภิวัตน์ก่อนความเข้าใจของพวกสงสัยที่รุกไปข้างหน้า ณ ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคปัจจุบัน เช่น การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ในฐานะที่ได้เติบโตไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นเศรษฐกิจชาติจึงไม่มีการ จำกัดวงอยู่นานภายในพรมแดนอาณาเขตชาติ คลื่นลูกที่สามจึงได้ถูกประเมินเสียใหม่อย่างวิพากษ์อันแหลมคม สู่การอ้างอิงสิทธิเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ แต่ได้ถูกโยนออกไปเหมือนกับเด็กอาบน้ำ (เช่น Held และคณะ 1999 และ Held และ McGrew 2003 ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า “นักการปฏิรูป”) ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ได้ถูกแยกออกไปจาก ข้อสรุปบางอย่างของผู้สงสัย กับทั้งรูปลักษณ์ของโลกาภิวัตน์ที่ซับซ้อนยิ่งเข้ามาแทนที่ ซึ่งโลกาภิวัตน์เห็นการ ปรากฏขึ้นโดยปราศจากแนวเขตแดนที่ทอดยาวออกไปทั้งหมดจริง ๆ ตามที่นักสากลนิยมฝ่ายที่เหนือกว่าได้ จินตนาการภาพไว้แล้ว ธรรมชาติโครงสร้างสากล เช่น การเงินการคลัง ปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งเสพติดและอาชญากรรม รวมทั้ง การพัฒนาด้านการติดต่อสื่อสารนานาชาติและการขนส่ง ได้นำไปสู่รูปแบบการเมืองสากลโดยเฉพาะ ระบบ เศรษฐกิจชาติ พลังทางการเมืองและวัฒนธรรม ถูกปฏิรูปและได้แบ่งสรรอำนาจอธิปไตยของตนเอง กับทั้ง เอกลักษณ์ทางการปกครองสากลและกฎหมายนานาชาติแบบอื่น รวมถึงกับทุนนิยมเคลื่อนที่ บรรษัทข้ามชาติ ที่หลากหลายและการเคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลก แต่ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน โลกาภิ วัตน์อาจจะมีผลกระทบแตกต่างกันที่ยังต้องพึ่งพากันอยู่กับรูปแบบ (เช่น รูปแบบทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมหรือ การเมือง) หรือสถานที่ที่มีประสบการณ์ ขณะที่ยังคงกำลังที่เข้มแข็งอยู่เหมือนเดิม ความเหลื่อมล้ำกันทั่วโลกดู เหมือนว่าจะเคลื่อนย้ายไปจากรูปแบบขอบภายนอกที่เป็นแกนธรรมดาถึงโครงสร้างของแถวนั่งสามแถวที่เหลือ
63 ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มกลางทางเศรษฐกิจที่ประสงความสำเร็จอย่างมาก จากบราซิลถึงจีน กลุ่มเหล่านี้ทั้งหมด เกี่ยวพันกับทั้งภาระต่อเนื่องและการปฏิรูปของโครงสร้างที่ยังคงอยู่ หนึ่งในสองเรื่องนี้ที่ได้บรรยายไปโดยผู้ สงสัยและนักสากลนิยมฝ่ายที่เหนือกว่า อนาคตของโลกาภิวัตน์อาจจะมีความไม่แน่นอนและปลายเปิดอันจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน (บางทีอาจจะเป็น เสรีนิยมใหม่หรือเป็นสังคมประชาธิปไตยก็ได้) หรือกลายเป็นกลับหัวกลับหางก็ได้แทนที่อนาคตจะเป็นโลกาภิ วัตน์ที่แน่นอนหรือควรจะเป็นความต่อเนื่องกับโครงสร้างรัฐชาติที่จะไม่เกิดผลอะไรตามมา กับทั้งการยอมรับ ความไม่แน่นอนมาสู่การยอมรับความสำคัญของตัวแทนในการตัดสินใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแก่โลกาภิวัตน์แทนที่ ข้อสรุปที่ว่า นี่คือการตัดสินใจล่วงหน้าหรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามข้อเสนอในคำอธิบายของคลื่นลูกที่หนึ่งบาง แห่ง (Holton 2005) คำกล่าวสั้น ๆ การสนับสนุนของคลื่นลูกที่สามเป็นแนวคิดสากลนิยมฝ่ายที่เหนือกว่าเชิงวิพากษ์และ ต้องการสูตรสำเร็จที่เป็นยิ่งกว่าภาพที่หลอกลวง แต่ทว่ามีความรู้สึก ตรงกันข้ามกับแนวคิดสงสัยนิยม ที่โลกาภิ วัตน์กำลังเปลี่ยนแปลงโลก การสนับสนุนนี้ห้ามดำเนินไปตราบเท่าที่ผู้สงสัยในเรื่องนี้ที่พูดว่า การเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญจริง ๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว คลื่นลูกที่สามยอมรับความจริงของการเปลี่ยนแปลงเชิงสากล และแล้ว ป้องกันตำแหน่งแห่งที่ของนักสากลนิยม แต่เหตุผลหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนไปที่ซับซ้อนมากกว่าที่เปลี่ยนแปลงไปของ พวกนักสากลนิยมฝ่ายที่เหนือกว่า ตารางที่ 5.1 ได้สรุปลูกคลื่นทั้งสามไว้แล้ว ลูกคลื่นเหล่านี้คือรูปแบบตัวอย่าง ผู้สนับสนุนส่วนบุคคล ห้ามความเหมาะสมตลอดไปเท่านั้นในเมื่อเข้าสู่ลูกคลื่นหนึ่งและเพียงเป็นสิ่งที่พวกเราจะเห็นได้ แม้ว่าคลื่นลูกที่ สามที่เสนอตนเองในลูกคลื่นหนึ่ง เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้ว มันจะดูเหมือนเป็นจริงเพื่อสนับสนุนลูกคลื่นแห่งผู้ สงสัยที่ค้นหาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น จุดเน้นในตารางนี้จะเป็นรูปแบบตัวอย่างของลูกคลื่นทั้งสาม ความจริง ของตารางนี้ก็คือการสำรวจตรวจค้นเป็นลำดับต่อมา (ดูเพิ่มเติมจาก Held และคณะ 1999; 10) ก้าวข้ามคลื่นลูกที่สอง? Kofman และ Youngs (1996) สร้างเค้าโครงฐานรากของมุมมองเรื่องโลกาภิวัตน์ไว้แล้ว แต่ว่าได้ อภิปรายถึงลูกคลื่นเพียงสองลูกคลื่นแทนที่จะอภิปรายสามลูกคลื่น ในเค้าโครงของพวกเขา นักการปฏิรูปและ ทัศนะพวกสงสัยเป็นของประกอบกัน เค้าโครงนี้สัมพันธ์กับปัญหาที่หนึ่งที่ต้องการส่วนสำคัญซึ่งทฤษฎีคลื่นลูก ที่สามสนับสนุนแนวคิดสงสัยนิยม ทฤษฎีเหล่านี้ได้สืบค้นเพื่อทำลายทีละน้อย ผู้เขียนจะเน้นที่จุดนี้เป็นพิเศษ (แต่ไม่ใช่แค่นี้) เกี่ยวกับมิติด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลกาภิวัตน์ที่เป็นจุดเน้นสำคัญของนักเขียน ผู้เขียน จะมุ่งไปที่นี่และจะอภิปรายมิติทางวัฒนธรรมให้สมบูรณ์เป็นพิเศษในบทต่อ ๆ ไป คลื่นลูกที่หนึ่งที่ได้เห็นผ่านคลื่นลูกที่สองและสามอย่างที่เห็นในขอบเขตของโลกาภิวัตน์ที่แพร่ออกไป เกินจริง และปฏิเสธโลกาภิวัตน์ในบทคัดย่อและแนวทางทั่ว ๆ ไป ซึ่งไม่ใช่คำอธิบายที่เพียงพอสำหรับหลักฐาน เชิงประจักษ์หรือความไม่ราบเรียบและตัวแทนในเรื่องโลกาภิวัตน์ ทฤษฎีคลื่นลูกที่สามพยายามเพื่อให้เกิด ระยะห่างระหว่างของตัวมันเองกับนักสากลนิยมหัวรุนแรง และนักสงสัยสมบูรณ์นอกเหนือจากนั้นทั้งคู่ ทั้งสอง
64 กลุ่มนี้โต้แย้งแนวคิดโลกาภิวัตน์และช่องว่างดังกล่าวของตัวมันเองจากนักสงสัยทั้งหลาย แต่นักสงสัยปฏิบัติ เช่นนี้ในวิถีทางที่ซับซ้อนมากกว่าที่จะมองไปข้างหน้าในคลื่นลูกที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในการทำเรื่องดังกล่าวนี้ พวกเขาได้เพิ่มคุณสมบัติและความซับซ้อนเข้าไปทั้งที่โดยปกติแล้วก็เป็นการหนุนเสริมการโต้แย้งนักสงสัยคลื่น ลูกที่สอง นี่ไม่ใช่กรณีศึกษาเสมอไปและนั่นเป็นความแตกต่างบางอย่างระหว่างคลื่นลูกที่สามและนักสงสัย แต่ ถ้ากรณีนี้ปรากฏว่าคลื่นลูกที่สามได้รับรองคลื่นลูกที่สองจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เมื่อกรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ ทัศนะของนักสงสัยมีเหตุผลขึ้นมาแทนที่จะพูดว่ามีความเหมาะสมน้อยกว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสิ่งที่ คลื่นลูกที่สามได้พูดไปตามปกติว่ามีความสำคัญต่อความเข้าใจโลกาภิวัตน์อย่างเหมาะสม นั่นเป็นสิ่งที่พัวพันกับการเมืองต่อโลกาภิวัตน์ ข้อสรุปของนักสากลนิยมที่ลุถึงแม้ว่าจะมีบางสิ่งซึ่งซับซ้อนเพิ่ม เข้ามา และโต้แย้งว่าข้อสรุปเหล่านี้แสดงให้เห็นมลทินในแนวคิดสงสัยนิยม คลื่นลูกที่สามต้องการให้ Held และคณะ สรุปว่า รูปแบบของนักสากลนิยมด้านการเมือง เช่น ประชาธิปไตยสากลนิยม ได้อภิปรายแล้วในบท ที่ 10 เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโลกาภิวัตน์ที่ชี้นำทางตามแนวทางการพัฒนาที่ดี เรื่องนี้ต่อต้านการ วิเคราะห์ทางการเมืองของพวกสงสัยที่มีมุมมองต่อโลกตามเป็นจริง โดยเฉพาะที่เป็นรูปแบบสากลเช่นนี้ที่ เป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้มีเพราะเหตุแห่งอำนาจที่อยู่เหนือว่าของรัฐชั้นสูง โดยเฉพาะรัฐที่เป็นผู้นำและร่ำรวย ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันและอุดมการณ์ของผู้แสดงสากลและการเมืองที่มีความสำคัญ ณ ระดับของรัฐชาติ กลุ่มคนท้องที่และพันธมิตรอื่น ๆ ตารางที่ 5.1 ลูกคลื่นทั้งสามในทฤษฎีโลกาภิวัตน์ นักสากลนิยม นักสงสัยนิยม นักการปฏิรูป โลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์; โลกาภิวัตน์ในฐานะ เหตุผล โลกาภิวัตน์คือวาทกรรม; การทำให้ เป็นนานาชาติเพียงแค่ผลกระทบ ของเหตุผลอื่น การปฏิรูปทั่วโลก แต่เป็น การทำให้แตกต่างและการ ฝังตรึง วิธีการ นามธรรม, วิธีการทั่ว ๆ ไป วิธีการเชิงประจักษ์ เชิงคุณภาพแทนที่วิธีการเชิง ปริมาณ เศรษฐกิจ เศรษฐกิจทั่วโลก; บูรณาการ, ระบบเปิด; การค้าเสรี เศรษฐกิจนานาชาติ; ไตรภาคี; เชิง ท้องถิ่น, ไม่เท่าเทียม ; การ แทรกแซงของรัฐและระบบการกีด กันทางการค้า ปฏิรูปทั่วโลก; ชนชั้นทาง สังคมแบบใหม่; สากลแต่มี ความแตกต่าง การเมือง การปกครองสากลหรือระบบเสรี นิยมใหม่; รัฐชาติเสื่อม; สูญเสีย อำนาจอธิปไตยชาติ ประเทศชาติ, กลุ่มคนตามท้องถิ่น, นานาชาติ; อำนาจและความเหลื่อม ล้ำ; ความเป็นไปได้ของตัวแทนทาง การเมือง ปฏิรูปการเมืองทั่วโลก; รัฐ ชาติมีความสำคัญ แต่ว่าต้อง มีการรื้อสร้างใหม่; แบ่งปัน อำนาจอธิปไตย วัฒนธรรม ความเป็นหนึ่งเดียวกัน วัฒนธรรมที่ขัดแย้ง; ชาตินิยม; ความเป็นอเมริกัน; โลกาภิวัตน์ที่มี ความแตกต่าง ปฏิรูปทั่วโลก; วัฒนธรรม ลูกผสม; ซับซ้อน, โลกาภิ วัตน์ที่แตกต่างกัน
65 ประวัติศาสตร์ โลกาภิวัตน์เป็นของใหม่ ความเป็นนานาชาติเป็นของเก่า โลกาภิวัตน์เป็นของเก่า แต่ เสนอรูปแบบที่คาดไม่ถึง การเมืองปกติ การปกครองสากลหรือระบบเสรี นิยมใหม่; บทสรุปของสังคม ประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ นักการปฏิรูปสังคมประชาธิปไตย และกฎเกณฑ์นานาชาติที่เป็นไปได้ ประชาธิปไตยสากลนิยม อนาคต โลกาภิวัตน์ รัฐชาติ ไตรภาคี ความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ ไม่แน่นอน, ตัวแทน; ซ้าย หรือขวา; ต่อเนื่อง, ติดขัด หรือกลับหัวกลับหาง กลุ่มผู้สงสัยเน้นที่อำนาจ ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งและรัฐชาติที่มีความสำคัญ นักสงสัยกลุ่มนี้เน้น ไปที่การเมืองที่แตกต่างจากการเมืองสากลหรืออีกประเภทหนึ่ง เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับรัฐทั้งหลาย หรือมัน อาจจะเกี่ยวข้องกับพันธมิตรภายใต้ระดับสากลระหว่างรัฐทั้งหลายกับวัตถุประสงค์ที่คล้ายกันหรือผลประโยชน์ นั่นเอง เช่น ความไม่ลงรอยกัน ส่วนหนึ่งของแนวคิดเสรีนิยมใหม่หรือจักรวรรดินิยมสหรัฐและกับการ เคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ เรื่องนี้แทนที่หรือรวมทั้งโครงสร้างสากลทั่วโลก ด้านความเห็นพ้องกันระดับสามัญอันที่อาจจะเป็นไปไม่ได้และอันที่อาจจะเป็นการปล้นจี้โดยผู้แสดงที่มีอำนาจ เต็ม ถ้าคลื่นลูกที่สามที่ได้วิเคราะห์ไปนำไปสู่ทิศทางการค้นคว้าของนักสงสัยมากกว่าสิ่งที่พูดว่า นี่ไงเมื่อใด เมื่อ นั้นการวิเคราะห์เรื่องอำนาจความไม่เท่าเทียมกันทั่วโลกและอำนาจรัฐด้านกลยุทธ์ทางการเมือง จุดเน้น บางอย่างโดยนักสงสัยที่อาจจะกลายเป็นมากกว่าภาพบางส่วนและภาพสำหรับประชาธิปไตยสากลที่ดูเหมือน ยังเป็นปัญหาอยู่มากกว่า เมื่อมองไปที่สิ่งที่พัวพันอยู่กับข้อโต้แย้งของคลื่นลูกที่สามที่มีต่อคลื่นลูกที่สองแล้ว ผู้เขียนต้องการที่จะ เริ่มต้นในรายละเอียดให้มากเกี่ยวกับบางอย่างของการเรียกร้องเรื่องคลื่นลูกที่สอง Hirst และ Thompson (1996) อ้างถึงอยู่บ่อยครั้งในฐานะผู้สนับสนุนที่สำคัญของตำแหน่งแห่งทัศนะของผู้สงสัย และได้พัวพันในการ อภิปรายอย่างตรงไปตรงมากับคลื่นลูกที่สาม สำหรับตัวอย่างดูในการอภิปรายของ Paul Hirst กับ David Held (Held และ Hirst 2002) การวิเคราะห์เรื่องข้อเรียกร้องโลกาภิวัตน์ของ Hirst และ Thompson คือเรื่องหลัก โดยเป็นเรื่องของ เศรษฐกิจและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบชนิดความคิดในโลกาภิวัตน์ ชนิดของ ความคิดที่พวกเขาได้ใช้ไปนั้น พวกเขากล่าวว่าเป็นชนิดของแนวคิดขั้นสุดยอด แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นสิ่งที่โลกา ภิวัตน์ควรจะมี ถ้าหากเรื่องนี้กำลังจะปรากฏขึ้นและพวกเขาก็กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่มีการอภิปราย เป็นรูปธรรมด้านวงจรธุรกิจและการเมือง แล้วอะไรคือจุดเน้นของพวกเขาล่ะ? (ดู Hirst และ Thompson 1996: บทที่ 1) • เคยมีกระบวนการนานาชาติเกี่ยวกับตลาดการเงินการคลัง เทคโนโลยีและบางส่วน ของการผลิต และการบริการทั้งหลาย โดยเฉพาะตั้งแต่ ค.ศ. 1970 กว่า ๆ กระบวนการนานาชาตินี้ได้วางภาวะกดดันลงบนนโยบายแนวก้าวหน้าที่เป็นการ
66 ปฏิบัติโดยรัฐบาลแห่งชาติ กระบวนการนานาชาติยอมให้การลงทุนเพื่อหลบหนีจาก พรมแดนของประเทศแต่โดยง่าย บางสิ่งอาจจะเป็นการดี ถ้าหากได้เผชิญกับรัฐบาล ฝ้ายซ้ายหัวรุนแรงที่ได้ทำการลงทุนไปแล้ว • เศรษฐกิจนานาชาติปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน เศรษฐกิจนานาชาติได้เปิด กว้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1870-1914 มิติเศรษฐกิจนานาชาติเป็นเรื่องบังเอิญและเคย ขัดขวางหรือกลับกลอกในอดีต Hirst และ Thompson เปิดเผยข้อมูลให้เห็นในเรื่อง การค้าระดับสูงและการอพยพก่อนหน้าปี ค.ศ. 1914 เรื่องนี้ยิ่งกลับกลอกมากขึ้นใน ยุคสงครามระหว่างชาติ ทั้งยังแสดงให้เห็นโลกาภิวัตน์ที่ไม่ได้ดำเนินไปตามหลักการ ประเมินหรือแนวทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เป็นเหตุผลหนึ่งที่หยุดได้หรือ ดำเนินไปสู่แนวทางที่กลับตาลปัตรได้ • การค้าและการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ระหว่างชาติกำลังเกิดขึ้น แต่เป็นโครงสร้างภายในที่ ดำรงอยู่เข้ามาแทนที่ตามสัดส่วนของโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ทั่วโลก อะไรที่กำลัง เกิดขึ้นอยู่ระหว่างชาติคือนานาชาติ โดยเฉพาะระหว่างรัฐหรือพื้นที่ที่มีอิทธิพล เหนือกว่า แทนที่บางแห่งที่ขยายออกไปทั่วโลกหรือดำเนินไปเหนือกว่าและก้าวพ้น ไปจากชาติอื่น ๆ หรือนานาชาติหรือพื้นที่ระหว่างประเทศ • บรรษัทข้ามชาติ (TNCs) มีน้อย บริษัทส่วนมากมีพื้นฐานในชาติของตน และการค้า เป็นแบบหลากหลายชาติ (คือ MNCs แทนที่ TNCs) ไม่มีแนวโน้มเฉพาะที่ป้อนไป ข้างหน้าอย่างแท้จริงถึงบริษัททั่วโลก บริษัทอาจจะพื้นฐานมาจากประเทศหนึ่ง และ ขายสินค้าหรือบริการข้ามชาติไปอีกประเทศหนึ่ง แต่เรื่องนี้ได้สร้างสิ่งที่บริษัท แห่งชาติกำลังปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่การซื้อขายระหว่างชาติที่เข้ามาแทนที่บริษัททั่ว โลก • การลงทุนทางตรงต่างประเทศ (FDI) มีความเข้มข้นในบรรดาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ขั้นสูงเข้ามาแทนที่การเคลื่อนย้ายการลงทุนและการจ้างงานขนานใหญ่ใด ๆ ที่กำลัง เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายไปสู่ประเทศโลกที่สาม สิ่งที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดในเวลา ต่อมาด้านการค้าที่เป็นกรณีพิเศษของเรื่องนี้คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) ในลาตินอเมริกาและเอเชียตะวันออก • เศรษฐกิจโลกไม่ใช่เรื่องสากล การค้าการลงทุนและการไหลบ่าของการเงินการคลังมี ความเข้มข้นในระบบไตรภาคีของยุโรป ญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือ บางสิ่งที่หล่นลงมา ให้เห็นตามนั้นก็คือ เสียงหายใจที่รวยรินที่แพร่กระจายไปทั่วโลกที่ไม่สามารถเห็นได้ แล้วในฐานะเศรษฐกิจสากล
67 • กลุ่มจีสาม (G3) มีกำลังความสามารถที่จะใช้อำนาจหน้าที่ครอบงำด้านเศรษฐกิจ เหนือตลาดการเงินการคลังได้ แต่ไม่ได้เลือกเหตุผลด้านอุดมการณ์และผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ พวกเขาได้รับการมอบหมายทางอุดมการณ์เพื่อการเงินการคลังที่เป็น อิสระหรือค้นหาสิ่งที่พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากการเงินการคลังนี้ นี่คือเหตุผล สำหรับการยับยั้งบางอย่างด้านการครอบงำทางเศรษฐกิจเข้ามาแทนที่ เพราะว่า เหตุผลนี้มันเป็นไปไม่ได้ รัฐโดยตัวของมันเองหรือความร่วมมือเชิงพื้นที่หรือระหว่าง ชาติมีความสามารถที่จะควบคุมเศรษฐกิจสากลและติดตามนโยบายนักการปฏิรูปได้ ถ้าหากว่าพวกเขาเลือกที่จะทำเช่นนั้น • การจัดการเศรษฐกิจชาติที่ขยายวงกว้างและการกระจายแบบใหม่แนวก้าวหน้า จะ เป็นไปไม่ได้เนื่องจากความประสงค์ของเศรษฐกิจแบบครัวเรือนและนานาชาติ เช่น บรรทัดฐานที่ต้องการความพึงพอใจในตลาดการเงินการคลังนานาชาติ ทุนนิยม อาจจะหลบหลีก ถ้าหากรัฐบาลปฏิบัติตามนโยบายที่เป็นสังคมนิยมแนวก้าวหน้า มาก ๆ รัฐบาลและผู้ปฏิบัติตามอื่น ๆ ได้แสดงพฤติกรรมอย่างแตกต่างกันเนื่องจาก กระบวนการนานาชาติ แต่ว่าทฤษฎีโลกาภิวัตน์ได้นำไปสู่พรหมลิขิตนิยมที่มาก จนเกินไป และคำสั่งเตือนที่เป็นเสรีนิยมใหม่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากโลกา ภิวัตน์ตามความเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกันกับนโยบายเชิง อุดมการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นักการเมืองมักพูดว่า เสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกันกับนโยบายที่บริสุทธิ์ที่พวกเขาเป็นผู้มอบหมายไปตามอุดมการณ์ทาง การเมือง เพราะว่านโยบายเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้จริง ๆ กลยุทธ์นักการ ปฏิรูประดับชาติและระดับนานาชาติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ทั้งยังใช้ประโยชน์จาก สถาบันต่าง ๆ ที่มีอยู่และการลงมือปฏิบัติจริง ๆ Hirst และ Thompson โต้แย้งว่า เศรษฐกิจโลกในบางแง่มุมเป็นกระบวนการนานาชาติมาก (ดู เพิ่มเติม Hirst และ Thompson 2000 เกี่ยวกับ “เหนือกระบวนการนานาชาติ” ของ the British economy) แต่ว่าพวกเขาก็ใช้ประโยชน์จาก “กระบวนการนานาชาติ” โลก แผนที่ “โลกาภิวัตน์” ทั้งโต้แย้งว่า หลักฐาน จากอดีตจะใช้ประโยชน์ไปในทางเรียกร้องสิทธิที่ชอบธรรมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ พวกเขามองโลกในฐานะ กระบวนการนานาชาติแทนที่จะมองในฐานะโลกาภิวัตน์ เนื่องจากบทสรุปอย่างเช่น ข้อสรุปที่ได้กล่าวถึงที่อยู่ เหนือกว่าเหล่านี้: สำหรับตัวอย่างก็คือ ได้มีเศรษฐกิจชาติที่ชัดเจนและบริษัททั้งหลาย; กระบวนการนานาชาติ ด้านเศรษฐกิจนั่นได้ถูกจำกัดวงเข้าสู่เศรษฐกิจขั้นสูงและเศรษฐกิจไตรภาคีแทนที่ระบบเศรษฐกิจทั่วทั้งโลก; และแล้วกระบวนการนานาชาติก็กำลังเกิดขึ้นภายในโครงสร้างที่มีอยู่แทนที่การสร้างสรรค์โครงสร้างใหม่ทั่ว โลกที่ก้าวข้ามไปจากโครงสร้างระดับชาติหรือนานาชาติ ขณะนี้ให้พวกเรามองไปที่มุมมองที่สามเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ มุมมองนี้พยายามที่จะรักษาไว้ซึ่งทัศนะ สากลนิยม เหตุผลหนึ่งที่ได้ห้ามการล่าถอยจากการเรียกร้องสิทธิของนักสากลนิยมอย่างที่พวกสงสัยนิยมได้ทำ
68 แต่นั่นก็พยายามสร้างโครงร่างของแนวคิดสากลนิยมเชิงซับซ้อนมากกว่าพยายามสร้างโครงร่างโดยคลื่นลูกที่ หนึ่งเกี่ยวกับนักสากลนิยมผู้อยู่เหนือกว่า Held และคณะ-นักการปฏิรูป และแนวคิดสากลนิยมประยุกต์ ผู้เขียนจะมุ่งไปที่แนวคิดการปฏิรูปของ Held และคณะ เป็นหลัก Held และคณะ ทิ้งช่วงห่างตัวพวก เขาเองจากพวกสงสัยนั้น แต่พวกเขาก็ยังโต้แย้งอีกว่า โลกาภิวัตน์มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากกว่าการ เรียกร้องสิทธิของนักสากลนิยมฝ่ายที่เหนือกว่าของคลื่นลูกที่หนึ่ง Held และคณะ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ มุมมองที่สาม แนวคิดการปฏิรูปซึ่งมีโครงร่างที่มีภาพของโลกาภิวัตน์ที่สลับซับซ้อนมาก (เช่น Held และคณะ 1999; Held และคณะ 2002; และ Held และ McGrew 2003) องค์ประกอบที่สำคัญในข้อโต้แย้งของ Held และคณะ ดำเนินไปในทิศทางที่แตกต่างกัน พวกเขา โต้แย้งทฤษฎีโลกาภิวัตน์โดยจัดให้มีเรื่องราวของโลกาภิวัตน์ที่ได้ดัดแปลงแล้วอยู่เรื่อย ๆ แต่คุณลักษณะและ ความซับซ้อนที่พวกเขาได้ยืนยันเพิ่มเติมซึ่งการเรียกร้องสิทธิของพวกสงสัย เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็ไม่ได้ ทำลายพวกสงสัยนิยมหรือสนับสนุนโลกาภิวัตน์มากเท่ากับการเรียกร้องสิทธิเลย ขอให้พวกเรามองไปที่ ตัวอย่างของสิ่งที่ Held และคณะ ได้เริ่มต้นในตำแหน่งนักการปฏิรูปและ ณ ตำแหน่งที่พวกเขาได้วิจารณ์ เกี่ยวกับพวกสงสัยนิยมตามที่ตำแหน่งแห่งที่ของนักการปฏิรูป (Held และคณะ 1999: 7-14): • โลกาภิวัตน์ร่วมสมัยคือ ส่วนหนึ่งของกระบวนการทางประวัติศาสตร์อันยาวไกล แต่ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น เรื่องการค้าและการอพยพระหว่างเอเชีย ตะวันออก กลางกับรอยตะเข็บยุโรปเมื่อครั้งยุคก่อนสมัยใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีและการเมืองตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ได้นำไปสู่การเจริญเติบโตด้าน ขอบเขต อัตราความเร็ว ปริมาตร ความเข้มข้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สื่อ โทรคมนาคมสากล การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่าง ๆ กับองค์การ ทางการเมืองนานาชาติ • โลกาภิวัตน์เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการปฏิรูปและขับเคลื่อนกำลังไป ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโลกที่กำลังก่อตัวใหม่ นี่ไม่ใช่ความแตกต่างที่ชัดเจนอะไร ระหว่างเศรษฐกิจแบบครัวเรือนกับนานาชาติ กระบวนการทางสังคมกับการเมือง เช่น มุมมองโครงสร้างวัฒนธรรมนานาชาติ เช่น สื่อ ภาพยนตร์ ศาสนา อาหาร แฟชั่น และเพลง จะซึมซาบไปกับการผลิตจากแหล่งทรัพยากรนานาชาติ ดังนั้น วัฒนธรรมของชาติจึงไม่ได้แยกออกห่างจากทรัพยากรนานาชาติ นี่คือการปฏิรูปที่ ขับเคลื่อนไปด้วยพลัง เพราะว่าโลกาภิวัตน์จะทำการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ชีวิต ของหมู่ชน
69 • เศรษฐกิจกำลังจะกลายเป็นกระบวนการอาณาเขตใหม่ เป็นสิ่งสากลและก้าวข้าม ประเทศ เช่น เศรษฐกิจกำลังจะเกิดขึ้นผ่านทางการเคลื่อนย้ายทุนข้ามพรมแดนชาติ บทบาทบรรษัทข้ามชาติและการพึ่งพากันระหว่างเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของชาติ • ขณะที่เรื่องต่าง ๆ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นอำนาจอธิปไตยที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็น อำนาจของรัฐชาติ เป็นหน้าที่และอำนาจหน้าที่ที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่โดยการ ปกครองและกฎหมายระหว่างชาติ โดยระบบนิเวศวิทยาสากล การพัฒนาการขนส่ง และการสื่อสาร และโดยองค์การที่ไม่เกี่ยวกับอาณาเขต เช่น บรรษัทข้ามชาติ (MNCs) และการเคลื่อนไหวทางสังคมระหว่างชาติ รัฐชาติที่ไม่ใช่การปกครองตนเอง หน่วยงานอิสระและอำนาจหน้าที่ได้แพร่กระจายออกไป Held และคณะ ยังกล่าว อีกว่า รัฐได้กลายเป็นยิ่งกว่านักกิจกรรมผู้กระตือรือร้น และอำนาจของรัฐเองจะ ไม่ใช่ค่อย ๆ ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะกลายเป็นสิ่งซึ่งกำลังสร้างขึ้นมาใหม่ เรื่องนี้ไม่เหมือนกับการเรียกร้องสิทธิของนักสากลนิยมที่อำนาจอธิปไตยของรัฐชาติ ได้สิ้นสุดไป หรือสิ่งที่จะพิจารณาในฐานะตำแหน่งแห่งที่ของนักสงสัยที่ว่า ไม่มีอะไร ที่เปลี่ยนแปลงไปมากมายเลย • พรมแดนด้านอาณาเขตยังคงมีความสำคัญ แต่ว่าความคิดที่ว่าพรมแดนเหล่านี้เป็น เครื่องบ่งชี้เริ่มแรกของชีวิตสมัยใหม่ที่เป็นยิ่งกว่าปัญหาเสียอีก กิจกรรมและ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นฐานรากของท้องถิ่น แต่ได้กลายเป็นว่าแยกห่าง ออกไปจากอาณาเขตหรือการขีดเส้นแบ่งใหม่ในรูปแบบใหม่ของท้องถิ่นนิยมและ ชาตินิยม ดังนั้น บริษัทอาจจะได้ฐานรากในเรื่องอาณาเขตโดยเฉพาะ แต่กลายเป็น ปลดปล่อยออกไป เมื่อคนงานของบริษัททั้งหมดตั้งรกรากอยู่อย่างเป็นนานาชาติ หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทขายออกไปแบบเป็นนานาชาติ ประเด็นนี้เป็นเรื่องของการ ขีดเส้นแบ่งใหม่ด้านสถานที่ใหม่ กำลังคนงานใหม่ที่ได้ตั้งรกรากอยู่หรือที่ที่ผลิตภัณฑ์ ของบริษัทคือ การตัดเสื้อผ้าเพื่อตลาดในพื้นที่ต่าง ๆ เพลงประเภทต่าง ๆ เริ่มจาก ความเป็นท้องถิ่น แต่สามารถกระจายออกไปได้อย่างที่ถูกปฏิบัติหรือขายอย่าง แพร่หลาย หรือที่ได้รับอิทธิพลจากโลก ดนตรีเหล่านี้ได้รับอิทธิพลหรือแพร่เข้าไปสู่ ดนตรีประเภทอื่น ๆ ทั่วโลก หรือแพร่เข้าไปสู่สถานที่ในประเทศอื่น ๆ ซึ่งการหลอม ละลายของดนตรีแล้วสรรค์สร้างท้องถิ่นรูปแบบใหม่หรือวัฒนธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ กล่าวคือ รูปแบบใหม่ของโลกาภิวัตน์กับกระบวนการแห่งชาติ • นักการปฏิรูปทั้งหลายกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ย่อโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ผสมผสาน ประเภทของความคิด ในฐานะมุมมองอื่นที่ได้สร้างขึ้น และว่า พวกเขายอมรับว่า โลกนี้ยังมีความขัดแย้งและเป็นเรื่องบังเอิญ พวกเขารู้สึกว่า นักสากลนิยมกับนัก สงสัยทั้งหลายได้ย่อโลกให้เป็นสิ่งสากลหรือประเภทที่ไม่ใช่สิ่งสากลโดยปราศจาก
70 สำนึกว่า โลกนี้มันมีความขัดแย้งกันอย่างไร? กับทั้งมุมมองทั้งสองประเภทที่เคียง ข้างกับที่ที่องค์ประกอบสำคัญขนาดกลาง เช่น วัฒนธรรมอาจจะอาศัยองค์ประกอบ ของชาติ แต่ว่าองค์ประกอบ “ของชาติ” อะไรล่ะที่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามการผลิต สากล-ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าเปลี่ยนแปลงไปตามส่วนผสมของชาติกับสากล และพวก เขาก็เข้าใจนักสากลนิยมกับนักสงสัยตามที่ได้เสนอแนะสิ่งที่มีความจำเป็น เมื่อโลก กลายเป็นสิ่งสากลมากหรือน้อยที่ไม่ได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าจริงหรือไม่? แต่ก็ได้ เปิดเผยเพื่อดำเนินไปในทิศทางที่แตกต่างกันที่เป็นไปได้ • พวกสงสัยกล่าวอย่างเข้าใจโลกในฐานะกระบวนการเชิงเดี่ยว เมื่อตามปกติโลกนี้เป็น ของที่มีความแตกต่างกันกับรูปแบบความแตกต่างในพื้นที่ชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงมีตัวอย่างว่า โลกาภิวัตน์บางอย่าง (เช่น การเงินการคลัง) อาจจะเป็นสิ่งสากล มากกว่าสิ่งอื่น ๆ (เช่น บรรษัท) และบางประเทศในโลก (เช่น ประเทศเหล่านี้กับ การลงทุนภายในที่ยิ่งกว่า) อาจจะเป็นประสบการณ์ที่มีผลกระทบต่อการเงินการ คลังสากลมากกว่าเรื่องอื่น ๆ • Held และคณะ โต้แย้งว่า นักสงสัยเป็นพวกประจักษ์นิยม เพราะว่าหลักฐานทาง สถิติได้ถูกนำมาเพื่อยืนยันเช่นนั้น ทั้งยังปรับคุณสมบัติหรือปฏิเสธบทความวิจัยทาง โลกาภิวัตน์ เมื่อมีหลักฐานเชิงคุณลักษณะและการวิเคราะห์เชิงตีความมากมายก็ยัง ถูกต้องการอยู่ เช่น การอพยพหรือการค้าอาจจะ (โต้แย้ง) ไม่ใช่โลกาภิวัตน์มากไป กว่าด้าน belle époqe (ยุคสมัยที่สวยงาม) ในส่วนของดรรชนีเชิงคุณลักษณะ เช่น ค่านิยมทางสินค้าที่แลกเปลี่ยนกันหรือจำนวนของประชาชนด้านการเคลื่อนย้าย แต่ ว่าผลกระทบเชิงคุณลักษณะด้านการอพยพและการค้าเชิงเศรษฐกิจ การเมืองและ วัฒนธรรมอาจจะยิ่งใหญ่ก็ได้ ดรรชนีเชิงคุณลักษณะด้านการเปลี่ยนแปลงที่ยังมี ข้อจำกัดไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความล่าช้าของผลกระทบเชิงคุณลักษณะที่แน่นอน • นี่คือระบบสากลที่ว่า สังคมส่วนมากเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่การผสมกลมกลืนกันเชิง สากลหรือเป็นสังคมโลกเพียงหนึ่งเดียว สังคมและระบบของชาติถูกทำให้พัวพันกับ เครือข่ายระหว่างท้องถิ่น แต่สองเรื่องนี้แตกต่างจากการบูรณาการกันเชิงสากลซึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่จริง เพราะว่าแสดงนัยถึงความเป็นหนึ่งเดียวอย่างมาก และจาก ความผสมกลมกลืนกันซึ่งจะเกี่ยวพันกับความเป็นหนึ่งเดียว เช่น เศรษฐกิจสากลที่ พึ่งพาอาศัยกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่หมายความว่า นี่เป็นความผสมกลมกลืนกันด้านปัจจัย ทางเศรษฐกิจ เช่น ราคาหรืออัตราเปรียบเทียบผลประโยชน์ • โลกาภิวัตน์เกี่ยวข้องกับรูปแบบใหม่ของชนชั้นทางสังคมข้ามผ่านเข้าไปภายในสังคม บางรูปแบบกลายเป็นเกี่ยวข้องกันและบางรูปแบบถูกลดความสำคัญลงไป แต่ใน องค์ประกอบใหม่ที่แตกต่างจากขั้วโลกเหนือ-ใต้ ที่เป็นแกนขอบวงนอกเก่ากับการ
71 แบ่งแยกประเภทโลกที่หนึ่ง-โลกที่สามออกจากกัน ประเด็นที่ตามมาก็คือ โลกาภิ วัตน์ไม่ใช่การทำให้เป็นสิ่งสากล เพราะว่าโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ประสบการณ์เพื่อกรอบ บางอย่างโดยประชาชนทั้งหมดในตำแหน่งของรูปแบบแกนขอบนอกของความ เหลื่อมล้ำทั่วโลกที่เป็นตัวอย่างหนึ่งในขณะนี้ ที่แสดงให้เห็นกลุ่มขนาดกลางของ ประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกากับเอเชีย ทวีปเหล่านี้ได้เติบโตไปอย่างมี นัยสำคัญ ทั้งยังกลายเป็นยิ่งกว่าการบูรณาการกันในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ดังนั้น จึงได้ถีบตัวเองออกไปจากประเทศบริวาร (ขอบนอก) แต่ยังมีประเทศอื่น ๆ บาง ประเทศ เช่น ประเทศแถบแอฟริกาได้กลายเป็นยิ่งกว่าถีบตัวเองออกไป ดังนั้น รูปแบบที่ดีสองขั้วจึงเข้ามาแทนที่ตามชนชั้นทางสังคมที่ซับซ้อนยิ่งกว่ากับการ รวมกันอย่างยิ่งใหญ่ของบางรูปแบบ แต่ยังมีการแยกตัวออกไปตามแรงแม่เหล็กที่ สำคัญระหว่างจุดสูงสุดกับต่ำสุด ที่กำลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่ ไม่แน่นอน • นักการปฏิรูปเรียกร้องสิทธิที่ไม่เหมือนกับนักสากลนิยมที่ดูเหนือกว่ากับนักสงสัย เพราะพวกเขายอมรับทิศทางโลกาภิวัตน์ที่มีความไม่แน่นอนแทนที่ทิศทางที่เป็นแนว ทฤษฎีว่าด้วยสาเหตุสุดท้ายกับที่เป็นเส้นขนานไปกับจุดจบของรัฐที่ผลักออกไป แทนที่โลกาภิวัตน์จะกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อขจัดปัญหาหรือสภาพที่เป็นอยู่ที่จะ กำหนดอนาคตไว้ล่วงหน้า กลุ่มนักการปฏิรูปกล่าวว่า อะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นอย่าง เป็นนานาชาติอย่างเปิดเผย และสามารถดำเนินไปได้ตามลำดับทิศทางโดยอาศัย ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ตัวเลือกที่เป็นบรรษัทขนาดใหญ่และรัฐบาลหรืออิทธิพลของสังคม อารยะและการเคลื่อนไหวทางสังคม • กลยุทธ์ของรัฐบาลสำหรับจัดการกับโลกสากลจะได้กล่าวถึงองค์ประกอบเรื่อง แนวคิดเสรีนิยมใหม่ สภาพการณ์ที่เกี่ยวกับการพัฒนาและตัวกระตุ้น รวมทั้งวิธีการ ที่ดูเหมือนเป็นเปลือกนอกมากบนฐานข้อบังคับนานาชาติและวิธีการเพื่อการ ปฏิบัติการของรัฐบาลที่ชื่นชอบระบบประชาธิปไตยสากลทั่วโลก เช่น Held และ คณะ (Held และ McGrew 2002) การเปิดเผยแนวทางที่ว่า โลกาภิวัตน์อาจจะมุ่ง ไปที่อนาคต หมายความว่า รัฐบาลมีลำดับข้อผูกพันเพื่อมีอิทธิพลเหนือทิศทางนั้น ๆ ประกอบด้วย เศรษฐกิจเสรีนิยม การแทรกแซงของรัฐที่สำคัญในวิถีอนาคตด้าน เศรษฐกิจและสังคม หรือการมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจโลก และสภาพปัญหาสากล เปรียบเทียบกันระหว่างนักการปฏิรูปกับนักสงสัยนิยม นักการปฏิรูปคลื่นลูกที่สามนี้ช่วยให้โลกาภิวัตน์ด้านการปรับรูปแบบและทำให้นักสงสัยนิยมอ่อนลงได้ มากเท่าไร? ขอให้พวกเรามองไปที่บางประเด็นของ Held และคณะ
72 นี่คือข้อแตกต่างระหว่างนักการปฏิรูปกับนักสงสัยนิยม: เกี่ยวกับนิยาม (อาจจะเป็นกระบวนการที่ พวกเขาเห็นเป็นนิยามในเรื่องของกระบวนการนานาชาติหรือโลกาภิวัตน์?); เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ (คือโลกาภิ วัตน์ร่วมสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือยุคสมัยระหว่าง ค.ศ. 1870-1914 ที่เป็นโลกาภิวัตน์มากสุด?); และข้อเสนอ (ข้อแตกต่างระหว่างรัฐชาติที่มองเห็นกับกลุ่มชนนานาชาติหรือระบอบประชาธิปไตยสากล ในฐานะเป็นฐาน สำหรับการปฏิบัติการทางการเมืองในอนาคต) Hirst และ Thompson คือ ผู้กล่าวหาเพื่อตอบโต้ประเภทความคิดเพื่อทำลายกรณีศึกษาสำหรับโลกา ภิวัตน์ Hirst และ Thompson ยอมรับเรื่องนี้ที่พวกเขาได้กระทำไป แต่ประเภทความคิดของพวกเขาเป็นเรื่อง ที่โลกาภิวัตน์อาจจะมี ถ้าหากว่าโลกาภิวัตน์ยังคงดำรงอยู่ และพวกเขาก็ใช้ประโยชน์ไปเพื่อประเมินโลกาภิวัตน์ หรือไม่อย่างไร ประเด็นนี้ดูเหมือนถูกต้อง ถ้าหากคุณได้ทดสอบของเขตโลกาภิวัตน์ แต่ผู้เขียนต้องการ นำออกไปสู่รูปแบบข้างเคียง และเปรียบเทียบสิ่งที่ Hirst และ Thompson ได้พูดไปว่า เป็นการดำเนินไปตาม โลก-กระบวนการนานาชาติ-กับสิ่งที่ Held และคณะ ได้พูดไปที่กำลังเกิดขึ้นอยู่หรือไม่ กล่าวคือ การปฏิรูปทั่ว โลก เมื่อพวกเราสามารถเข้าใจได้ ถ้ามีความแตกต่างกันในความเข้าใจโลกของพวกเขา พวกเราสามารถทำเรื่อง นี้โดยข้ามพ้นเลยไปจากจุดโครงร่างส่วนบนของเหล่านักการปฏิรูป Held และคณะ กล่าวว่า โลกาภิวัตน์ร่วมสมัยเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทางประวัติศาสตร์ แต่ว่า นั่นเป็นรูปแบบโลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่เบื้องต้น เรื่องนี้หมายความว่า มีเหตุการณ์ปัจจุบันสำหรับโลกาภิ วัตน์ แต่ว่ายังไม่อยู่ในสภาพที่เข้มข้น ครอบคลุม รวดเร็ว และปริมาตรที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้กับผลกระทบดังเช่น ปัจจุบัน นักสงสัยนิยมกับนักการปฏิรูปยอมรับว่า โลกาภิวัตน์เป็นเรื่องในระยะยาว แต่ว่ามีความแตกต่างกัน ระหว่างมุมมองของ Hirst และ Thompson กล่าวคือ สมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของโลกาภิวัตน์ คือ ระหว่าง ปี ค.ศ. 1870-1914 กับยุคปัจจุบันที่เข้มข้นน้อยกว่า รวมถึงมุมมองของ Held และคณะ ที่ว่ายุคสมัยปัจจุบันเป็นยุคที่ อยู่ในระดับสูงสุดของโลกาภิวัตน์ Held และคณะ โต้แย้งว่า ไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างกระบวนการแบบครัวเรือนกับนานาชาติ นี่คือบางสิ่งที่นักสงสัยนนิยมยอมรับกับกระบวนการนี้ ก็อย่างที่เข้าใจกันจากข้อสรุปของตำแหน่งแห่งที่ของนัก สงสัยนิยมที่อยู่เหนือกระบวนการนี้ พวกเขาเข้าใจเศรษฐกิจแบบครัวเรือนในฐานะกระบวนการนานาชาติ เช่น ในภาคส่วนของการเงินการคลัง การค้าและการลงทุน นั่นก็เพราะมีความแตกต่างที่อยู่บนกระบวนการ นานาชาติที่มีภาพลักษณ์อย่าง “สากล” หรือไม่อย่างไร แต่มุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับการไหลผ่านอย่างชาติ และอย่างนานาชาติที่ไม่ได้แสดงให้เห็นแนวคิดการปฏิรูปอย่างชัดเจนจากนักสงสัยนิยมเลย Held และคณะ ยังโต้แย้งอีกว่า ระบบเศรษฐกิจกำลังจะกลายเป็นทำลายเส้นแบ่งเดิมเป็นเชิงสากล และเป็นประเทศทางผ่าน เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นตำแหน่งแห่งที่แนวก้าวหน้ามากกว่าที่จะเป็นแนวนักสงสัย แต่ พวกเขาก็ปรับเรื่องนี้กับมุมมองที่เป็นพรมแดนเชิงอาณาเขตที่ยังมีความสำคัญ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นรากฐานท้องถิ่นและกลายเป็นแพร่ออกไปแบบอาณาเขตหรือเป็นการขีดเส้นแบ่งใหม่ใน รูปแบบใหม่ของการเป็นท้องถิ่นกับการเป็นนานาชาติ เรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรกับตำแหน่งแห่งที่ของ นักสงสัยที่มีระบบเศรษฐกิจแห่งชาติที่กำลังค้าขายแบบนานาชาติ และบริษัทกับฐานท้องถิ่นที่เป็นฐานการผลิต
73 ที่กำลังขายและกิจกรรมการลงทุนที่กำลังดำเนินก้าวพ้นไปจากสถานที่นี้? จุดสำคัญของการทำลายเส้นแบ่งเดิม กับการแพร่กระจายออกไปล่วงเลยตำแหน่งแห่งที่ของนักสงสัย แต่แนวคิดความเป็นฐานรากกับการขีดเส้นแบ่ง ใหม่ที่ยืนยันอีกครั้งแทนที่จะปฏิเสธข้อโต้แย้งของนักสงสัย มุมมองเรื่องรัฐชาติที่ Held และคณะ ใช้เป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยถูกกฎหมายกับอำนาจของรัฐชาติ เองที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่มากพอ ๆ กันกับค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงไปผู้ซึ่งเป็นนักกิจกรรม แต่กับอำนาจหน้าที่ที่ แพร่ขยายไปและอำนาจเอกราชปกครองตนเองที่เฉื่อยชา เช่น รัฐชาติอาจจะได้สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ในฐานะ ส่วนหนึ่งขององค์การเชิงพื้นถิ่นและเชิงนานาชาติ การหาข้อสรุปในเรื่องอำนาจหน้าที่กับอำนาจปกครองตนเอง ที่กำลังค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไปโดยสภาพนี้และโดยแรงกดดันด้านเศรษฐกิจสากล แต่เรื่องนี้ก็ยังคงมี อำนาจที่ชอบธรรมในบทบาทที่มีความสำคัญในการสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่สำคัญเช่นนี้ใน แนวทางที่ยังคงหรือเสริมอำนาจของรัฐชาติให้สูงขึ้น รัฐชาตินี้พูดถึงตำแหน่งแห่งที่ของพวกสงสัยนิยมที่ แตกต่างกันที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างกันนี้จากตำแหน่งแห่งที่ของพวกสงสัย นิยมยังเป็นปัญหาต่อเหตุผล 3 ข้อ กล่าวคือ เหตุผลข้อที่หนึ่ง การเรียกร้องสิทธิที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิที่กลุ่มสงสัยนิยม สร้างขึ้น พวกเขากล่าวอย่างหนักแน่นว่า มันเปลี่ยนแปลงไปแล้วในยุค belle époque (ยุคสมัยสวยงาม) และ ค.ศ. 1970-1980 แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเราอาศัยอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ พวกเขาโต้แย้งว่า เคยมี การปฏิรูปครั้งใหญ่ในเศรษฐกิจนานาชาติ แม้แต่ภายในโครงสร้างที่ดำรงอยู่ บริษัทต่าง ๆ ได้ปฏิบัติแตกต่างกัน และบรรทัดฐานของตลาดการเงินการคลังนานาชาติก็จำกัดวงสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับรัฐชาติที่จะทำได้ เช่น การ วางกฎเกณฑ์ไว้สำหรับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแนวก้าวหน้า เหตุผลข้อที่สอง กลุ่มสงสัยนิยมยอมรับว่า รัฐชาติปราศจากอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์และต้องกระจาย อำนาจอธิปไตยนี้ด้วย เช่น พวกเขาร่างโครงร่างบทบาทขององค์การนานาชาติ การเงินการคลังนานาชาติ และ การบีบบังคับด้านนโยบายการจัดสรรใหม่แนวก้าวหน้า การปรับคุณสมบัติของพวกเขาไม่ใช่ประเด็นใหม่และ แก้ไขได้เพียงบางส่วน แต่พวกเขาก็ยอมรับว่า ไม่มีอำนาจอธิปไตยที่ชัดเจน และว่า อำนาจอธิปไตยจำต้อง กระจายออกไป เหตุผลข้อที่สาม กลุ่มสงสัยนิยมยอมรับกับมุมมองของรัฐนักกิจกรรม แต่จุดเน้นของนักการปฏิรูป เกี่ยวกับรัฐนักกิจกรรมนี้ที่ให้ความไว้วางใจต่อกรณีนักสงสัยที่รัฐชาติเป็นผู้กระทำที่มีความสำคัญบนการก้าวไป ของโลก กับทั้งอำนาจที่ระดับชาติกับนานาชาติเพื่อตัดสินใจในรูปแบบที่โลกาภิวัตน์ยึดถือ นักสงสัยนิยมโต้แย้ง ว่า รัฐชาติมีอิสระเพื่อผลในอนาคตเรื่องโลกาภิวัตน์ Held และคณะ เสนอเค้าโครงกลยุทธ์ทางเลือก เช่น เสรี นิยมใหม่ สถานการณ์การพัฒนา สถานการณ์ที่เป็นตัวเร่ง และระบอบประชาธิปไตยสากลนิยม และเสริม มุมมองที่รัฐชาติมีอิสระบางอย่างและมีอำนาจเพื่อตัดสินใจอนาคตได้ ซึ่งเป็นวิถีทางที่โต้แย้งกับ Hirst และ Thompson นักการปฏิรูปและนักสงสัยนิยมไม่มีความลงรอยกันอย่างสมบูรณ์แบบในบทบาทด้านรัฐชาติสากล หรือโลกนานาชาติ แต่ข้อจำกัดในการวิเคราะห์ของนักการปฏิรูปได้ยืนยันข้อโต้แย้งกรณีศึกษาของนักสงสัย นิยมมากเท่ากับการโต้กลับพวกเขาเพื่อหักล้าง
74 สำหรับ Held และคณะแล้ว ความแตกต่างกันอย่างหนึ่งระหว่างนักการปฏิรูปกับนักสงสัยนิยมเป็น เรื่องที่ยอมรับกันมาก่อนหน้านั้นแล้วว่ามีหลายมิติ เป็นธรรมชาติของโลกที่มีความบังเอิญและขัดแย้งกัน และมี ทิศทางที่ขาดความแน่นอน แต่ทว่านักสงสัยนิยมกลับเข้าใจว่า มันเป็นเชิงเดี่ยวและเป็นเส้นตรงตาม สถานการณ์สุดท้ายที่ได้ให้ไว้ แต่นักสงสัยนิยมเข้าใจผิดในเรื่องนี้ Hirst และ Thompson โต้แย้งว่า กระบวนการนานาชาติได้เปลี่ยนแปลงผลของส่วนที่แตกต่างกันของโลก กับทั้งกิจกรรมที่หลากหลายที่รวม ศูนย์เข้าไปในเศรษฐกิจขั้นสูง ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ของโลกมีการบูรณาการกันน้อยกว่า พวกเขาแถลงว่า กระบวนการนานาชาติไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็นเรื่องที่กลับตาลปัตร เช่น ช่วงหลังยุค belle époque (ยุค สวยงาม) พวกเขาโต้แย้งว่า ความคิดที่ว่าโลกาภิวัตน์เป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็น นิยายโบราณที่ใช้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ในเรื่องนโยบายเสรีนิยมใหม่ ความจริงเป็นเรื่องที่รัฐชาติที่เป็นส่วน บุคคลหรือนานาชาติที่จัดระเบียบเสร็จแล้วมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงบทเรียนกระบวนการนานาชาติ การ เรียกร้องสิทธิในความแตกต่างจากพวกสงสัยนิยมซึ่งทำโดยนักการปฏิรูปที่มีฐานมาจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ สิ่งที่นักสงสัยนิยมได้กล่าวไว้ อะไรล่ะที่นักการปฏิรูปโต้แย้งเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ที่ดูเหมือนเป็นความ สอดคล้องกับนักสงสัยนิยมแล้วยืนยัน แทนที่จะทำลายกรณีศึกษาของพวกสงสัยนิยม สุดท้าย นักการปฏิรูปก็โต้แย้งว่า มีระบบสากลเชิงเดี่ยวในบรรดาสังคมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกัน บางสิ่งที่ ปรากฏว่าแตกต่างจากตำแหน่งแห่งที่พวกสงสัยนิยมที่เรียกร้องกิจกรรมสำคัญในเศรษฐกิจนานาชาติเป็นของมี ความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจไตรภาคีของญี่ปุ่น ยุโรปและอเมริกาเหนือ กับบางประเทศที่เป็นกลุ่ม อุตสาหกรรมใหม่และกำลังดำเนินไปสู่บรรยากาศแบบนี้และส่วนอื่น ๆ ของโลกที่มีการบูรณาการกันน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเรื่องนี้ได้รับการพิจารณาว่า นักการปฏิรูปวางเค้าโครง สถานการณ์ในเรื่องอะไรขณะที่มีระบบโลกอยู่ และไม่มีการผสมผสานกันเชิงสากลหรือเป็นสังคมโลกเชิงเดี่ยว แล้วพวกเขาก็เข้าใจกลุ่มชนชั้นทางสังคมที่แพร่ขยายเข้าไปสู่สังคมต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวพันถึงบางสิ่งซึ่งกำลัง กลายเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกันและบางสิ่งกลายเป็นเรื่องชายขอบไป และในเรื่องที่โลกาภิวัตน์ไม่ใช่สิ่งสากล เพราะว่าไม่ใช่ประสบการณ์ในขอบเขตที่ขยายออกไปบางแห่งจากทั้งหมด ความไม่แน่นอนของการบูรณาการ กันในระบบโลกได้มาสู่จุดจบเพื่อยืนยัน แทนที่จะหักล้างเค้าโครงของพวกสงสัยนิยม ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปใน ภายหลังว่า ไม่มีเศรษฐกิจสากล เนื่องจากกระบวนการการรวมตัวกันกับการแยกตัวออกจากกันดังเช่นที่ได้ กล่าวไปแล้ว การเมืองโลกาภิวัตน์ ดังนั้น จึงพยายามเพื่อโต้แย้งกับแนวคิดสงสัยนิยมและป้องกันแนวคิดสากลนิยมประยุกต์ที่ดูเหมือนว่า ตามปกติมีพื้นฐานร่วมกันกับการวิเคราะห์ของพวกสงสัยนิยม เรื่องนี้สนับสนุนความสงสัยเกี่ยวกับความจริง เรื่องโลกาภิวัตน์กับยืนยันการเรียกร้องของพวกสงสัยนิยมอีกครั้ง นักการปฏิรูปมีความแข็งแกร่งในการต่อสู้กับ แนวคิดสากลนิยม ที่ดูถูกสามัญชนเช่นนี้กับพวกสงสัยนิยมอย่างมีวาทศิลป์ และเรื่องนี้อาจจะมีส่วนที่จะนำไปสู่ พื้นที่หนึ่งในความแตกต่างที่มีความสำคัญ นักการปฏิรูปยังคงให้คำมั่นต่อทัศนะของนักสากลนิยม และบัญญัติ
75 ทางการเมืองของพวกเขา ซึ่งสามารถตอบสนองต่อโลกาภิวัตน์ที่วางจุดเน้นอย่างแข็งขันบนระบอบ ประชาธิปไตยสากลนิยมทั่วโลก (ดู Archibugi และ Held 1995; Held 1995; Archibugi 2004) ประเด็นยัง เกี่ยวข้องกับเวทีทางการเมืองสากลในชุมชนและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่มีส่วนเพื่อยึดความเห็นพ้อง ต้องกันบนประเด็นที่มีลักษณะสากลและไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างบริสุทธิ์ได้ในระดับชาติ สิทธิมนุษยชน และสงคราม ปัญหาระบบนิเวศวิทยา ยาเสพติดและอาชญากรรม ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและความ เหลื่อมล้ำ สามารถเห็นได้ทั่วไปไม่ใช่เพียงแค่ระดับชาติเท่านั้น และปรารถนาความเสมอภาคหรือการแทรกแซง สากลเพื่อเป็นการแก้ปัญหา ลักษณะสากลนิยมดูที่เวทีสากลหรือการแทรกแซงนานาชาติ มีฐานรากในจิตสำนึก สากลนิยมทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาอย่างที่กล่าวมานี้ นักสงสัยนิยมผู้ทำการวิเคราะห์ไม่ได้นำไปสู่ข้อสรุปของนักสากลนิยมที่ไม่ได้แบ่งปันในความเชื่อเช่นนี้ ในการเมืองสากล (ตัวอย่างดูได้จาก Zolo 1997 และ 2002) นักสงสัยนิยมไม่เชื่อว่า รัฐตะวันตกจากผู้ทรง อำนาจจะต้องการเพื่อจะแบกรับความเหลื่อมล้ำทางการเมืองที่ระบอบประชาธิปไตยสากลจะยินยอมได้ พวก เขาอาจจะต่อต้านความเสมอภาคกับการครอบงำทางการเมือง ทั้งพยายามเพื่อจะรักษาอำนาจสูงสุดของพวก เขาในเวทีสากลก็ได้ พวกเขาอาจจะใช้การเมืองสากลต่อต้านอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเขา และแอบหลบหลีกการเป็นผู้กระทำเสียเองในเรื่องนี้ที่จะเป็นการต่อต้านผลประโยชน์ของพวกเขา ยังมีความ ขัดแย้งทางผลประโยชน์และอุดมการณ์และทรัพยากรที่ยิ่งกว่านั้นระหว่างรัฐชาติที่ได้เพิ่มมากขึ้นเช่นกับ ผลลัพธ์ทางปัญหามากมาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทางออกจากปัญหาทั่วโลกอาจจะมีส่วน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรืออุดมการณ์ที่เป็นเรื่องหอมหวานบางอย่างก็ได้ ขณะที่สิ่งอื่น ๆ จากนี้มีการต่อต้าน ไม่มีทางออกที่จะได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย (win-win) ในปัญหาเช่นนี้ ดังนั้น ความขัดแย้งที่อาจจะเป็นไปได้ เกี่ยวกับปัญหาการเมืองทั่วโลกและจิตสำนึกร่วมอาสาทางแนวคิดสากลนิยมที่พอไว้ใจได้อาจจะเป็นไปไม่ได้ แล้ว ตัวอย่างของประเด็นเหล่านี้เคยเป็นบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการเมืองนานาชาติ สหรัฐพยายามที่ จะรักษาอำนาจได้ต่อต้านความเสมอภาคด้านสถาบันนานาชาติ (เช่น ในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ/ UNSC) และได้ใช้สถาบันนานาชาติเหล่านี้เป็นฐานสำหรับติดตามผลประโยชน์ของตนโดยต่อต้านประเทศอื่น ๆ แต่ได้ยกเว้นตัวเองหรือไม่ใส่ใจประเทศอื่น เมื่อพวกเขาไม่สนับสนุน (เช่น ในสงครามต่อต้านอิรัก) สหรัฐได้ สนับสนุนหรือทำลายข้อตกลงนานาชาติ (เช่น เกี่ยวกับความอุ่นใจทั่วโลก ความยุติธรรมและสิทธินานาชาติ และการแพร่กระจายของนิวเคลียร์) เกี่ยวกับฐานทางเลือก อาศัยอุดมการณ์ และผลประโยชน์ของตน มุมมอง ของนักสงสัยนิยมที่เห็นโลกนานาชาติว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่จะเกิดผลได้ก็เพราะอำนาจ ความเหลื่อมล้ำกันและ ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ทั้งยังแนะนำไว้ว่า การเมืองสากลนิยมทั่วโลกคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผู้นิยมสากลนิยมทั้งหลายมีเจตนาที่ดีและมีสิทธิที่จะข้องแวะกับประเด็นต่าง ๆ เช่น ระบบนิเวศวิทยา สิทธิและความเหลื่อมล้ำกัน พวกเขาแก้ไขเพื่อทำความเข้าใจปัญหาเช่นนี้ในฐานะของสากลและทางออกข้าม ชาติที่ต้องการเสมอ แต่ถ้าการเมืองสากลนิยมเป็นไปไม่ได้หรือเป็นเรื่องไม่พึงปรารถนาสำหรับเหตุผลที่มีมิติที่ อาจจะเป็นทางออกทางการเมืองทางเลือกสำหรับประเด็นเช่นนี้ที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่?
76 สำหรับนักสงสัยนิยม อนาคตที่วางไว้ในรัฐชาติกำลังแสดงอย่างโดดเดี่ยว หรือเพราะว่าปัญหาเช่นนี้ เป็นปัญหาข้ามชาติที่แสดงร่วมกันหลายฝ่าย-ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มชนเชิงพื้นที่หรือพันธมิตรผู้มีหัวใจเดียวกัน แทนที่แนวสากล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้อตกลงสากลหรือทั่วโลก แต่กลุ่มคนและพันธมิตรที่ยอมรับว่าเป็นสองฝ่าย และหลายฝ่ายระหว่างกลุ่มคนเหล่านี้กับเรื่องราวที่แบ่งปันกัน ผลประโยชน์กับอุดมการณ์ เรื่องนี้อาจจะดูดี สำหรับรัฐกับตัวแสดงทางการเมืองอื่นที่เป็นพันธมิตรกับตัวแสดงที่มีหัวใจเดียวกันและมีผลประโยชน์ข้ามชาติ ร่วมกัน แทนที่จะพยายามเพื่อจิตสำนึกเชิงสากลนิยมในระดับสากล ที่ส่วนมากได้ต่อต้านผลประโยชน์และ อุดมการณ์และมีอิทธิพลมาก นี่คือการเมืองที่ทำหน้าที่ตนเองกับความจริงเรื่องการแบ่งสัดส่วน ความเป็น ปรปักษ์กับรัฐพันธมิตรมากกว่าประชาชนทั่วโลกกับการยอมรับที่น่าปรารถนาสำหรับระบอบประชาธิปไตย สากลนิยมทั่วโลก พันธมิตรเช่นนี้ที่สามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เช่น ระหว่างรัฐหรือการเคลื่อนไหวที่ พวกเขาเพียงเป็นผู้ต่อต้านเสรีนิยมใหม่หรือผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม เช่น รัฐบาลฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาและ สถานที่อื่น ๆ การเคลื่อนไหวอย่างเป็นกลางหรือกระบวนการยุติธรรมสากล (เช่น ดูได้จาก Gill 2000; Gills 2000; Motta 2006) สถาบันนานาชาติยังคงอยู่และต้องเกี่ยวพันกัน ดังนั้น ตัวแสดงเช่นนี้จะมีส่วนร่วมกับสถาบันเหล่านี้ แต่สถาบันเหล่านี้ยังต้องเสนอเป็นพิเศษพอ ๆ กับผลประโยชน์สากลทั่วโลกและเป็นเหมือนกับเครื่องมือสำหรับ ผดุงอำนาจไว้พอ ๆ กับความเสมอภาคกับระบอบประชาธิปไตย เมื่อเป็นดังนี้ การเมืองจึงต้องปฏิบัติการอยู่ ภายนอกและภายในสถาบันเช่นนี้ กับทั้งตัวแทนที่มีรูปแบบพันธมิตรกับการใช้ประโยชน์อื่น ๆ แต่ละอย่างที่ เป็นทรัพยากรที่ตัวเองมี (เช่น ทรัพยากรพลังงานและความเชี่ยวชาญด้านมนุษย์) สำหรับการช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน ในความขัดแย้งทางการเมือง (แทนที่สิ่งสากลทั่วโลก) ที่ต่อต้านกำลังที่ทรงอำนาจที่สงวนความเหลื่อม ล้ำไว้หรือประชาธิปไตยที่เฉื่อยชา หรือที่มีระหว่างเรื่องเหล่านี้ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชน และที่เป็นนโยบายที่ นำไปสู่ปัญหาทางนิเวศวิทยากับสงคราม เรื่องการเมืองนี้ไม่ใช่ทั้งเรื่องข้อเท็จจริงเชิงตัวเลขทั้งเรื่องจุดศูนย์รวมอำนาจอย่างที่เข้าใจกันทั่วโลก (แม้ว่าการเมืองจะใช้ประโยชน์จากทั้งสองเรื่องก็ตาม) เรื่องนี้ไม่ใช่เข้าข้างกลุ่มนักสงสัยนิยมในการเมืองสากล นิยมกับแนวคิดการต่อต้านการแทรกแซง แนวคิดความสงบเงียบหรือการอยู่กับที่ เรื่องนี้ชื่นชอบแนวคิด กิจกรรมและการแทรกแซงข้ามชาติในประเด็นที่เกี่ยวพันกันทางสากลและความตรงประเด็น แต่ผ่านการ ยินยอมความขัดแย้ง เพราะว่าเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งไม่ใช่เพียงแค่ผลประโยชน์ทางวัตถุธรรมดา เรื่องนี้สามารถสร้างเป็นนานาชาติได้โดยผ่านรัฐไปยังกลุ่มผู้กระทำการแบบทวิภาคีและพหุภาคีกับเวทีประชุม และผลประโยชน์สามัญที่รัฐเองยืนเคียงอยู่ หรือก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไม่ใช่แค่เพียงก้าวข้ามรัฐเดี่ยว ๆ หรือสากลรวมทั้งโลกเท่านั้น เรื่องนี้เป็นทางเลือกทั้งต่อแนวคิดเชิงสถิติและแนวคิดศูนย์รวมอำนาจ/แนวคิด สากลนิยมที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในระดับทั้งสองแนวคิดนี้ แต่ว่ายังปฏิบัติการในระดับที่มีในระหว่างการเมืองเชิง ขัดแย้งกับแนวคิดพหุภาคีข้ามชาติที่เลือกไว้อีกด้วย ความแตกต่างระหว่างบัญญัติทางการเมืองของนักสงสัยนิยมกับนักการปฏิรูปที่ยับยั้งข้อสรุปของ นักการปฏิรูปเชิงสากลมากกว่าจากสาระของการโต้แย้งของพวกเขาที่มีในปฏิบัติการที่มีร่วมกันตลอดใน
77 พื้นฐานอย่างเดียวกันกับมุมมองของพวกสงสัย นักการปฏิรูปให้ภาพเกี่ยวกับ: ความไม่ลงรอยกันของการบูรณา การกัน; ความเหลื่อมล้ำกัน ชนชั้นทางสังคมกับอำนาจ; รัฐชาติ (แม้ว่าจะสถาปนาขึ้นมาใหม่อีกครั้งก็ตาม) สำหรับประเทศที่มีกลยุทธ์ของนักกิจกรรมที่เป็นไปได้ที่แตกต่างกัน; และการขีดเส้นแบ่งใหม่กับกลุ่มชนเชิง พื้นที่ บนพื้นฐานนี้การเมืองประชาธิปไตยสากลนิยมทั่วโลกที่พวกเขาชื่นชอบดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ การ วิเคราะห์ของพวกเขาแสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำกับความขัดแย้งที่อาจจะสร้างความแตกต่างกันสำหรับ ข้อตกลงสากลที่เป็นการสร้างความจริง เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอระหว่างรัฐชาติที่ดำรงอยู่ตามโครงร่างของ พวกเขา ตัวแสดงที่ทรงอำนาจ ข้อสรุปเพิ่มเติมทางการเมืองที่เหมาะสมจากภาพระเบียบโลกเช่นนี้เป็นเรื่อง หนึ่งที่ยอมรับความเหลื่อมล้ำกับความขัดแย้ง รัฐชาติกับกลุ่มชนเชิงพื้นที่ หรือกลุ่มชนที่มีหัวใจเดียวกัน หลากหลายกลุ่ม อย่างที่พิสูจน์กันโดยนักสงสัยนิยมในฐานะโครงสร้างเพิ่มเติมที่อาจจะเป็นไปได้ในทาง การเมืองในอนาคต คลื่นลูกที่สี่ในทฤษฎีโลกาภิวัตน์ สำหรับบางคนแล้ว การโต้แย้งกันถึงคลื่นลูกที่สามมันเป็นเพียงหมวกใบเก่าเท่านั้น เรื่องอะไรที่มี ความสำคัญน้อยที่กำลังเกิดขึ้นในโลกและยิ่งโลกาภิวัตน์ในฐานะวาทกรรมหรือการพัฒนาแนวความคิด (Cameron และ Palan 2004; Bruff 2005; Scholte 2005) อะไรที่พวกเราคิดว่า โลกาภิวัตน์คือสิ่งที่สำคัญ มากกว่าตัวโลกาภิวัตน์เอง พวกเราตีความว่า โลกในฐานะโลกาภิวัตน์ นี่เป็นโลกาภิวัตน์หรือไม่ใช่อย่างไร เรื่อง นี้อาจจะมีผลสมบูรณ์แบบในตัวของมันเองก็ได้ เพราะว่าพวกเราคิดว่า โลกเป็นโลกาภิวัตน์ที่พวกเราแสดงราว กับว่ามันมีอยู่จริง ๆ โลกาภิวัตน์ในเวลานั้นมีพลังทางแนวคิดโดยพวกเราเอง ยิ่งไปกว่านั้น มันเริ่มที่จะเกิดขึ้น เมื่อพวกเรามีพฤติกรรมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์วิถี เนื่องจากสิ่งที่พวกเราคิดมากพอ ๆ กัน เนื่องจากสิ่งที่มีอยู่ ณ ขณะนี้เดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง นักสากลนิยม นักสงสัยนิยม หรือนักการปฏิรูปรึเปล่าที่ต้องทำโลกาภิวัตน์ที่ กำลังอธิบายให้ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งสำคัญคลื่นลูกที่สี่ในทฤษฎีโลกาภิวัตน์ที่ได้วิเคราะห์โลกาภิวัตน์ในฐานะ วาทกรรม วิธีการนี้มีอิทธิพลต่อนักหลังโครงสร้างนิยม นักหลังสมัยใหม่ และต่อมุมมองของนักกำหนดสร้างเชิง สังคม รวมถึงต่อการทำงานของนักคิดที่ชื่นชอบฟูโกต์ แนวคิดหลังโครงสร้างนิยมและแนวคิดหลังสมัยใหม่มี จุดเน้นที่บทบาทต่อสัญลักษณ์และจิตสำนึกต่อชาวโลกพอ ๆ กับต่อตัวของโลกเอง จุดเน้นที่อยู่บนสิ่งสำคัญ (สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงบางอย่าง) มากพอ ๆ กับที่มันมีความสำคัญ (เรื่องสำคัญที่กล่าวถึง) อะไรที่พวกเรา เคยรับรู้และเคยเชื่อเช่นนั้น รวมถึงแสดงออกเกี่ยวกับวาทกรรมหรือความคิดเกี่ยวกับสังคม ซึ่งเป็นตัวกลาง ระหว่างพวกเรากับโลกและในผลกระทบที่ตามมา เป็นตัวของโลกเองเท่าที่พวกเราจะได้รับรู้ถึงโลกนี้ โลกนี้อยู่ ห่างจากวาทกรรมที่พวกเราได้รับรู้ถึงโลก หรือรับรู้ผ่านทางประสบการณ์ของพวกเราเองต่อโลกที่ได้กำหนด สร้างมันขึ้นมา สำหรับฟูโกต์แล้ว วาทกรรม เช่น จิตเวชศาสตร์หรือแพทยศาสตร์ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ผ่านสิ่งที่ พวกเราได้ตีความและเข้าใจสังคม และที่ได้สร้างสรรค์โลกสำหรับพวกเราในวาระสุดท้าย (เช่น ฟูโกต์ 1979)
78 ดังนั้น ความรู้และจิตเวชศาสตร์หรือแพทยศาสตร์เหล่านี้ที่กำหนดสร้างและควบคุมวาทกรรม เช่น นักจิตวิทยา และแพทย์เป็นผู้มีอำนาจมากเหลือเกิน เช่น รายการอาการป่วยทางจิตหรือการรักร่วมเพศเดียวกันได้เตรียม รายการไว้สำหรับสร้างความรู้สึกต่อโลก ประชาชนกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตหรือเกย์ (Gay) ไปอีกต่างหาก เมื่อ วาทกรรมได้แบ่งแยกพวกเขาไปในแนวทางเช่นนี้ ซึ่งก่อนหน้าวาทกรรมและการแบ่งชั้นทางสังคมเช่นนี้เคยใช้ ป้ายประชาชนในแนวทางเช่นนี้คือ ความวิกลจริตและการรักร่วมเพศเดียวกันซึ่งเป็นการไม่เข้าใจ แล้วยังไม่ได้ ดำรงอยู่เช่นนี้อย่างมีผลกระทบ ประเด็นนี้บ่งชี้ถึงการบ่ายเบี่ยงจากมุมมองทางเศรษฐกิจกับการเมืองบนโลกาภิวัตน์เพื่อบางสิ่งเกี่ยวกับ แนวคิดสัญลักษณ์ จิตสำนึกและวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพื่อให้เป็นพลังสำหรับตัวเอง แทนที่จะเป็นการ ตัดสินใจอย่างบริสุทธิ์ เช่น ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ความคิดเป็นเรื่องที่ถอดออกจากระบบการเมืองและ เศรษฐกิจได้ มีอิสระและมีอำนาจเป็นของตัวเอง ดังนั้น วิธีการทางวาทกรรมที่ประกอบกับส่วนปฏิกิริยาที่ ต่อต้านแนวคิดการกำหนดสร้างทางเศรษฐกิจ มุมมองทางความคิดคือผู้เพ้อฝันเพียงเพื่อต่อต้านนักวัตถุนิยมใน ส่วนของเรื่องราวที่เข้าใจหลักเหตุผลที่กำลังมาจากและเล่นบทบาทอย่างสำคัญในความเข้าใจโลกาภิวัตน์ สำหรับสาขาวิชาเช่นนี้ เช่น ศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ในอดีตมุมมองได้วางจุดเน้นสำคัญไปที่หน่วยที่ สำคัญ (Subjective) ที่มีความหมายไปในแนวทางอธิบายชีวิตทางสังคม รวมถึงศึกษาตัวโครงสร้างของวัตถุ ธรรม (Objective) จากจุดนี้ของทัศนะคือ จุดที่สำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาในประวัติศาสตร์โลกาภิวัตน์ก็คือ ตัว ของโลกาภิวัตน์ที่รู้จักกันทั่วไปในทศวรรษ 1980 กว่า ๆ พอ ๆ กับกระบวนการปกติบางประการของโลกาภิ วัตน์ การพัฒนานี้มีความสำคัญมากกว่าโลกาภิวัตน์ที่เริ่มขึ้นในยุคก่อนสมัยใหม่จริงหรือไม่ กับทั้งแนวคิดทุน นิยมหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองหรือเมื่อใดก็ตามที เมื่อพวกเราพัฒนาจิตสำนึกโลกาภิวัตน์แทนที่จะพัฒนา ตัวของโลกาภิวัตน์เองซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า ณ จุดนี้ประชาชนเริ่มที่จะเคลื่อนออกไปจากเอกลักษณ์ชาติ เข้าไปสู่เอกลักษณ์สากล และมีจินตนาการสากลที่มุ่งไปสู่โลกาภิวัตน์ ประชาชนตีความโลกเพียงเป็นโลกาภิ วัตน์และแสดงได้อย่างสอดคล้องกับโลกาภิวัตน์นี้ มีการเปรียบเทียบกันกันแนวคิดชาตินิยม แนวคิดชาตินิยมในฐานความคิดที่ช่วยโฆษณาความคิดทาง อาณาเขตเกี่ยวกับโลกและรัฐชาติ ชาติคือชุมชนในจินตนาการ (Anderson 2006) ประชาชนเชื่อในชาติและ เอกลักษณ์ชาติ เมื่อพวกเรามองไปที่กฎเกณฑ์ที่นิยามชาติหรือเอกลักษณ์ชาติที่พวกเราคิดอยู่เสมอถึงรูปร่าง หน้าตา เช่น ประวัติศาสตร์ที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา ภาษา พื้นที่ หรือเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ยังไม่มีชาติใดในโลก ที่มีลักษณะร่วมกันบางอย่างจากประเด็นใดประเด็นหนึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ชาติทั้งหมดมีสมาชิกที่มาจาก ส่วนที่แตกต่างของโลกแต่เริ่มแรก และแล้วมีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างผ่านทางบรรพบุรุษของพวกเขา ทั้งหมดมี อะไรที่มากกว่าหนึ่งภาษา ถ้าหากชาติใดชาติหนึ่งมีอิทธิพลเหนือกว่าและมีพื้นที่มากมายหรือมีพหุชาติพันธุ์ละก็ ดังนั้น ชาติอื่น ๆ จะเป็นของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาและเกาะกลุ่มไปด้วยกัน เพราะว่าพวกเราเชื่อในชาติเหล่านี้ ในฐานะนิยายเข้ามาแทนที่ เนื่องจากความเป็นจริงที่เป็นวัตถุวิสัยของประเทศเหล่านี้ ประเทศเหล่านี้เป็นเพียง วาทกรรมแทนที่ความเป็นจริง และวาทกรรมก็กำหนดสร้างพวกเราในฐานะชาตินั้นนั่นเอง
79 ข้อโต้แย้งที่สำคัญก็อยู่ที่การมาปรากฏตัวของวาทกรรมนั้นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ วาทกรรมกลายเป็น ประสบการณ์ทางสัญลักษณ์ใหม่ วาทกรรมมีมากยิ่งและมีเอกลักษณ์ที่ผสมผสานที่สร้างขึ้นจากแหล่งต่าง ๆ ทั่ว โลก ที่ทำให้พวกเราคิดถึงตัวเองในฐานะประชาชนกับเอกลักษณ์สากลมากกว่าเรื่องอื่นของชาติ ยอมให้สิ่งอื่น ๆ พัฒนา-เช่น การปกครองสากล ถ้าหากว่าพวกเราเห็นตัวเองในฐานะผู้มีเอกลักษณ์ละก็ พวกเราก็สามารถ สร้างเอกลักษณ์ของรูปแบบสากลเช่นที่ว่านี้ได้อย่างง่ายดายทีเดียว ณ ที่นี้การจินตนาการสากลที่มีมาก่อนและ ช่วยกำหนดสร้างโลกาภิวัตน์อย่างยิ่งใหญ่ ประเภทของความคิดก็ไม่ได้ปักลงไปภายใต้รูปแบบโลกาภิวัตน์ด้าน การเมืองและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม วาทกรรมโลกาภิวัตน์อาจจะอยู่บนฐานของโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงและผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจและการเมืองมากกว่าข้อโต้แย้งที่มีจุดเน้นที่ความเป็นอิสระและอำนาจทางวาทกรรมเพื่อสร้างสรรค์ โลกตามที่ยินยอมได้ ความคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ได้รับการสนับสนุนโดยการพัฒนาเชิงสากลที่สร้างวาทกรรม โลกาภิวัตน์อย่างจริงจัง และความคิดเกี่ยวกับเอกลักษณ์สากลที่เป็นไปได้-การอพยพ สื่อสากลและอินเทอร์เน็ต เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้พวกเราสร้างเอกลักษณ์ที่กระจัดกระจายออกไปหรือผสมผสาน หรือไม่ก็ เชื่อมต่อกับชาติประเทศ หรือพหุชาติประเทศทั้งหมด-เช่น ในฐานะผู้หญิง สมาชิกของการเคลื่อนไหวเพื่อ สันติภาพ คนงาน พื้นถิ่นหรือเพศสภาพของพวกเรา-และวาทกรรมก็นำพวกเราเข้าไปสัมผัสกับเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และสื่อ ซึ่งก้าวพ้นไปจากระดับชาติ ดังนั้น การพัฒนาอย่างจริงจังของโลกาภิวัตน์จึงสนับสนุนวาท กรรมโลกาภิวัตน์ วาทกรรมโลกาภิวัตน์นี้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ แทนที่จะเป็นแนวคิดบริสุทธิ์ อย่างเดียว แนวคิดของนักกำหนดสร้างเชิงสังคมเกี่ยวกับโลกเป็นของที่สร้างขึ้นในวาทกรรมของพวกเรา เกี่ยวกับโลกนี้แทนที่จะเป็นความเป็นจริงเชิงวัตถุวิสัย แถมยังสามารถเข้ากับการวิเคราะห์เชิงอำนาจในฐานะที่ แนวคิดนี้มีอยู่ในทฤษฎีของฟูโกต์ วาทกรรมเกี่ยวกับความเป็นจริงค่อย ๆ ทำลายสิ่งที่เคยรู้แล้วและพวกเราจะ เข้าใจโลกได้อย่างไร ดังนั้น การกำหนดสร้างสิ่งสากลจึงค่อย ๆ ทำลายสิ่งที่พวกเราได้สร้างความรู้สึกต่อโลก และปฏิบัติต่อโลกอย่างไร อำนาจที่อยู่เหนือการกำหนดสร้างที่ยังสับสนจึงมีอำนาจมากมายเท่าที่จะมีได้ นี่คือ อำนาจที่อยู่เหนือความจริง ฟูโกต์เห็นอำนาจนี้ในเชิงบวกมากกว่าที่จะเป็นลบ หรืออำนาจที่อยู่เหนือชีวิต มากกว่าที่จะอยู่เหนือความตาย เพราะว่าอำนาจนี้สร้างสรรค์กฎเกณฑ์ผ่านทางสิ่งที่พวกเราสร้างสัมผัสเชิงบวก ต่อโลกมากกว่าที่จะเป็นอำนาจต้องห้ามในฐานะกฎหมายและศาลยุติธรรมที่มีอยู่ สำหรับบางคนอำนาจนี้ที่อยู่ เหนือกระบวนการสร้างสรรค์วัตถุที่มาร์กซ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในอดีตอาจจะมีการยึดถือมากกว่าปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญในสิ่งที่บางครั้งเรียกว่าหลังอุตสาหกรรม (Post-industrial) หรือสังคมข้อมูลข่าวสาร (Kumar 2004) วาทกรรมเกี่ยวกับเสรีนิยมใหม่เชิงสากลได้นำธุรกิจประชาชนและนักการเมืองให้เข้าใจโลกในฐานะที่ ถูกปกครองโดยการเคลื่อนย้ายของทุนและบรรษัทข้ามชาติ และเพื่อสร้างธุรกิจหรือการตัดสินใจเชิงนโยบายใน ความลงรอยกับโครงสร้างและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเหล่านี้ เช่น นักการเมืองอาจจะจ่ายภาษีธุรกิจที่ต่ำลงหรือทำ ให้กฎเกณฑ์อ่อนลงเพื่อคุ้มครองคนงานและสิ่งแวดล้อม เพราะว่านักการเมืองเหล่านี้เชื่อถือโลกที่ได้สถาปนา
80 ขึ้นโดยการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของทุนและแล้วพวกเขาก็ต้องการที่จะยึดการตัดสินใจเชิงนโยบายเสรีนิยมใหม่ เช่นนี้เพื่อรักษาทุนในประเทศของพวกเขานั่นเอง มีสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่งในการวางมุมมองความคิดที่อยู่เหนือปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีวาท กรรมถูกประกอบขึ้นอยู่เสมอด้วยขั้นตอนที่ผิด ๆ ที่แหวกออกไปจากแนวคิดการกำหนดสร้างทางเศรษฐกิจที่ หยาบ ๆ ล้าสมัย แต่ระบบเศรษฐกิจอาจจะมีปัจจัยบางตัวที่แน่นอนที่จะนำมาซึ่งวาทกรรมทางความคิดที่อยู่ ข้างหน้า แนวคิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์สื่อสากลและโครงสร้างบนจินตนาการสากลที่อยู่บน พื้นฐานและจากสิ่งที่การจินตนาการได้พัฒนาไปอีกด้วย ยังมีโลกาภิวัตน์ของจริงที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดโลกาภิ วัตน์พอ ๆ กับความเป็นจริงที่สร้างสรรค์ขึ้นมา โลกาภิวัตน์อาจจะต้องการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจออกไปให้ แพร่หลายที่จะนำผู้นำทั้งหมดไปสู่จุดเน้นทางโลกาภิวัตน์ และการค้าเสรีในฐานะสิ่งจำเป็นที่พวกเราต้องดำเนิน ไปพร้อม ๆ กัน มีการขับเคลื่อนทางความคิดไปสู่โลกาภิวัตน์ แต่การขับเคลื่อนอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจวัตถุนิยมหรือผลประโยชน์ ตัวอย่างเช่น แนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจหรือสิทธิมนุษยชนสากลเป็นแนวคิดที่จะพิสูจน์แนวคิดการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือทางการเมืองของชาวตะวันตก ยิ่งไปกว่านั้นยังซ่อนเร้นบางสิ่งไว้ภายใต้โฉมหน้าของ สิ่งที่แนวคิดเหล่านี้ได้กล่าวไว้ เช่น แนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับความไม่ลงรอยกันอันใหญ่โต ระหว่างชาติที่ร่ำรวยและทรงอำนาจยิ่งกับชาติที่ตรงกันข้ามอื่น ๆ การค้าเสรีให้ความร่ำรวยและอิสรภาพที่ทรง พลังอย่างยิ่งที่จะแข่งขันอย่างเปิดเผยกับกลุ่มประเทศอื่น ๆ เกี่ยวกับความเสียเปรียบทางการแข่งขันอย่าง มหาศาลกับประเทศเหล่านั้น ดังนั้น การค้าเสรีกับการค้าอย่างเปิดเผยจึงซ่อนเร้นบางอย่างให้ด้อยกว่า สิทธิ มนุษยชนเกี่ยวข้องกับค่านิยมของชาวตะวันตกกับปัจเจกบุคคล (ซึ่งอยู่ในฐานะเดียวกับการค้าเสรี ผู้สนับสนุน ชาวตะวันตกที่ยึดมั่นอย่างไม่ลงรอยกัน พึ่งพากันบนผลประโยชน์ที่โปรดปรานของพวกเขาหรือไม่) ส่วนอื่น ๆ ของโลกมีจุดเน้นที่นักการสะสมหรือแนวคิดสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ เช่น สิทธิด้านอาหารและน้ำดื่มน้ำใช้ ยิ่ง ไปกว่านั้นก็คือ สิทธิของปัจเจกหรือทางการเมืองก็ตาม หรือพวกเขาเห็นค่านิยมอย่างอื่น เช่น พันธะหรือความ เสมอภาคทางเศรษฐกิจร่วมกันในฐานะที่อยู่เหนือสิทธิปัจเจก ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏที่เป็นแนวคิดสากลนิยมที่มี จุดเน้นอยู่ที่สิทธิของทุกฝ่าย จึงซ่อนเร้นความคิดของชาวตะวันตกที่แตกต่างกับค่านิยมทางเลือกในสังคมที่ ไม่ใช่ตะวันตก สิทธิมนุษยชนสากลที่สำคัญที่พวกเขามีอยู่ จึงซ่อนเร้นความล้าหลังของสิ่งสากลและสิทธิของตัว พวกเขาเอง โลกาภิวัตน์เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจและ/หรือโครงการทางการเมืองที่หมายถึงถูกผูกมัดเพื่อให้ได้มาซึ่ง ความยินยอมหรือการยินยอมของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือพิสูจน์ตัวของพวกเขาผ่าน กฎเกณฑ์ เช่น “โลกาภิวัตน์” ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นรากฐานทางวัตถุและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมือง ฐานราก ในฐานะที่พวกเราเพิ่งเคยประสบความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนเร้นบางอย่างกับอำนาจในฐานะความเสมอ ภาคและอิสรภาพ ถ้าหากว่าวาทกรรมและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองวางอยู่บนลำดับชั้นทางสังคมเชิงเหตุผลที่ คุณเห็นแล้วว่าเป็นรากฐานในสิ่งอื่น ๆ ซึ่งคุณอาจพบเห็นได้ว่า วาทกรรมเป็นรากฐานทางผลประโยชน์ทางการ
81 เมืองและเศรษฐกิจละก็ ดังนั้น การอธิบายในประเด็นเหล่านี้จะต้องเน้นไปที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจการเมืองเชิง วาทกรรมเท่า ๆ กับตัวของวาทกรรมเอง เช่น วาทกรรมและข้อโต้แย้งทางความคิดไม่ได้ทำลายอะไรมากเลย กับการวิเคราะห์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในฐานะที่การวิเคราะห์อาจจะมีปรากฏเป็นครั้งแรกหรือบางครั้งก็ เพียงแค่เป็นการเรียกร้องสิทธิโดยตัววาทกรรมและข้อโต้แย้งเอง Ian Bruff (2005) ได้วางโครงร่างเกี่ยวกับมุมมองทางความคิดที่มีปฏิกิริยาต่อความเข้าใจทาง เศรษฐกิจการเมืองที่สำคัญโดยกำลังนำมาซึ่งมุมมองเพื่อให้เข้าไปสู่การวิเคราะห์ทางวาทกรรมอย่างเข้มข้น สำหรับเขาแล้ว จากแนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์ในมุมมองทางวาทกรรมมีอิทธิพลต่อความเป็นจริงที่ถูกเข้าใจแล้ว ได้อย่างไร ความซับซ้อนและโลกที่มีหลากหลายมิติได้เปิดเผยเพื่อดำเนินไปในความแตกต่างของทิศทางและมัน อาจจะมีผลต่อส่วนอื่นโดยโลกาภิวัตน์ที่รับเข้ามาได้อย่างไร มันไม่ใช่เนื้อหาสาระอะไร ถ้าหากพวกนักสงสัย นิยมจะมีความชอบธรรมเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ถ้าหากว่าวาทกรรมโลกาภิวัตน์จะมีผลและสร้างสรรค์ความเป็น จริงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ แต่ Bruff ก็ปฏิเสธมุมมองของพวกนีโอกรัมชี (neo-Gramscian) ที่นำเข้ามาในระบบเศรษฐกิจที่ปู พื้นฐานไว้สำหรับวาทกรรมโลกาภิวัตน์ ที่อธิบายว่าทำไมวาทกรรมเหล่านี้จึงเกิดขึ้นบนพื้นฐานของผลประโยชน์ เชิงวัตถุนิยม กรัมชีเป็นพวกมาร์กซิสต์ชาวอิตาลีผู้ต้องการออกไปจากความเข้าใจโลกของพวกแนวคิดการ กำหนดสร้างทางเศรษฐกิจที่เกินเลยโดยการพัฒนาแนวคิดทางอุดมการณ์การเป็นเจ้าโลกที่อาจจะเคลื่อนย้าย ประชาชนและครอบงำความเข้าใจโลก ในการทำเช่นนั้นเขาได้แสดงให้เห็นอย่างถูกต้องว่า แนวคิดและสิ่งที่ ไม่ใช่แค่เพียงเศรษฐกิจที่เป็นตัวกำหนด แต่เขาก็ยังรักษามุมมองของตัวเองไว้เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ที่เป็นการ เชื่อมต่อกับผลประโยชน์เชิงวัตถุนิยมและตัวแทนในสังคม แทนที่จะเป็นการล่องลอยไปอย่างเสรีและไม่สัมพันธ์ กับเศรษฐกิจและฐานทางการเมือง สำหรับ Bruff แล้ว มีความต้องการที่จะเป็นการเปลี่ยนถ่ายข้ามสายพันธุ์ไป ตามเส้นสายเหล่านี้ระหว่างทฤษฎีเชิงวิพากษ์ของนักวัตถุนิยมมาร์กซิสต์กับทฤษฎีวิพากษ์ที่มาจากวาทกรรม และการวิพากษ์ทางอุดมการณ์ Bruff ยังพยายามที่จะนำเอาตัวแทนเข้ามาอีกด้วย เขาปฏิเสธว่า โลกาภิวัตน์ไม่ใช่พลังจากภายนอกที่ ปราศจากการควบคุมของตัวเรา แต่วาทกรรมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและเป็นสิ่งที่พวกเราสามารถที่จะเตรียม ประเด็นทางเลือกได้ จุดประสงค์มีไว้เพื่อมองไปที่กลุ่มและผลประโยชน์อันที่นำมาซึ่งโลกาภิวัตน์-จากทุนที่จะ เกิดประโยชน์จากการปฏิรูปการค้าเสรี รวมถึงรัฐบาลที่ต้องการวิงวอนความกดดันสากลจากภายนอกในฐานะ เป็นเหตุผลสำหรับลดปริมาณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการ ยังมีวาทกรรมจำนวนมากเกี่ยวกับความเป็นจริง และ มุ่งไปที่อำนาจเบื้องหลังวาทกรรมเหล่านี้ที่ช่วยให้เข้าใจว่า ทำไมบางอย่างจึงต้องเลือกและสงวนไว้ รวมทั้งเป็น เครื่องมือในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น มุมมองทางแนวคิดโลกาภิวัตน์จึงถูกเสนอออกมาโดย Bruff รวมกับตัวแทนและเศรษฐกิจ การเมืองพอ ๆ กับสร้างความเข้าใจในวาทกรรมที่สำคัญของประเด็นที่เหลืออยู่อีกมากและมองข้ามในภายหลัง ที่ซึ่งวาทกรรมเหล่านี้มาจากและที่เป็นผลประโยชน์ที่วาทกรรมเหล่านี้นำเสนอแทน ตัวแทนและเรื่องบังเอิญที่ ระดับของความคิดที่รวมกันกับหลักเหตุผลในวัตถุนิยมและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การสะสมทุนและ
82 แนวคิดการแพร่กระจาย ความหมายที่แตกต่างอาจจะมีการเจรจากันได้ตามสถานการณ์หรือตามกลุ่มสังคมที่ ชนะสงครามสำหรับอำนาจในการตัดสินใจเพื่อประเมินแนวคิดเรื่องทุนและความหมายของการเป็นเจ้าโลกที่ พวกเราใช้เพื่อทำความเข้าใจสังคม การวิพากษ์ของ Bruff เป็นยาต้านพิษของทฤษฎีสากลนิยมคลื่นลูกที่หนึ่งเพื่ออธิบายว่า ทำไมโลกาภิ วัตน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดและผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของแนวคิด นี่มีความชัดเจนน้อยว่า ทำไม ทฤษฎีวาทกรรมที่อยู่ไกลจึงเป็นทางเลือกของพวกสงสัยนิยม แม้ว่าจะเท่า ๆ กับการพัฒนาหรือส่วนเสริมแต่ง ในมุมมองคลื่นลูกที่สอง เช่นเดียวกับคลื่นลูกที่สามคลื่นลูกที่สี่ที่ยืนยันอีกครั้งต่อแนวคิดสงสัยนิยมและส่งเสริม มากเท่า ๆ กับทำลายแนวคิดสงสัยนิยม Bruff ปฏิเสธเชิงโต้แย้งมุมมองคลื่นลูกที่สองบนพื้นฐานที่โลกาภิวัตน์เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ใช่เรื่องที่ สำคัญน้อยกว่าความหมายที่ประชาชนยึดถือเพื่อพิสูจน์เรื่องโลกาภิวัตน์ แต่นักสงสัยนิยมได้สร้างประเด็นที่ คล้ายคลึงกัน โลกาภิวัตน์นั่นเป็นเพียงการแสดงข้อเท็จจริงสำหรับโครงการทางการเมืองในฐานะสิ่งจำเป็น ภายนอก ส่วนที่สำคัญของการวิพากษ์วาทกรรมโลกาภิวัตน์ไม่ใช่แค่เพียงแสดงให้เห็นว่าเป็นวาทกรรม แต่เพื่อ ทดสอบว่าวาทกรรมมีความถูกต้องแม่นยำหรือไม่ เพราะว่าประชาชนสามารถสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับโลกไม่ได้ หมายความว่า การกำหนดสร้างอะไรก็ตามมีความเสมอภาคกันที่จะเป็นความจริงทุก ๆ ส่วน ถ้าหากว่ามัน สามารถที่จะแสดงให้เห็นว่า วาทกรรมไม่มีความถูกต้องในการเป็นตัวแทนเสนอความเป็นจริงละก็ บางสิ่งที่ พวกสงสัยนิยมพยายามประเมินว่า นี่คือส่วนของวาทกรรมที่ต่อสู้กันมากจนเกินไป ทั้งมีการยอมรับวาทกรรม ว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผูกมัดเพื่อพยายามทดสอบและสถาปนาการเป็นตัวแทนเสนอความเป็นจริงที่แตกต่างกัน ดังนั้น Bruff จึงได้พัฒนาหรือเพิ่มเอาแนวคิดสงสัยนิยมเข้ามาแทนที่จะแสดงอย่างน้ำท่วมทุ่ง พวก สงสัยยังเข้าใจการเป็นตัวแทนเสนอความเป็นจริงในฐานะที่ยังสับสนและเป็นเชิงอุดมการณ์ และในฐานะที่เคย นำเสนอ (แบบผิด ๆ) โลกในฐานะโลกาภิวัตน์เพื่อความสำเร็จในข้อสรุปทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น นโยบายเสรีนิยมใหม่ การตีความเหล่านี้คือความบังเอิญ และผู้สงสัยก็เล่นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการขึ้นรูป ข้อโต้แย้งที่ยังสับสน ในกรณีนี้โดยความประจักษ์ชัดก็กำลังแสดงโลกาภิวัตน์เพื่อเป็นตัวแทนเสนอแทนที่ความ เป็นจริง แทนที่ทฤษฎีวาทกรรมคลื่นลูกที่สี่ล้ำหน้าผู้สงสัยในคลื่นลูกที่สอง มุมมองเหล่านี้ควรจะเป็นพันธมิตร ในการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ซึ่งโลกาภิวัตน์ อ่านเพิ่มเติม Held และคณะ (1999) ในการปฏิรูปเชิงสากล และ Held และ McGrew (2003) ในผู้ศึกษาการ ปฏิรูปเชิงสากลเบื้องต้นก็ได้โต้แย้งมุมองของนักการปฏิรูปคลื่นลูกที่สาม พวกเขาวางเค้าโครงคลื่นลูกที่หนึ่ง ที่ สองและที่สาม หรือมุมมองเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์กลุ่มอื่น ๆ เช่น Holton (2005) ทั้งยังเตรียมร่างเค้าโครงลูก คลื่นทั้งสามลูก ขณะที่ผู้เขียนได้โต้แย้งพวกเขาทั้งหมดกล่าวคือ นักการปฏิรูปคลื่นลูกที่สามก็เหมือน Held และคณะ ที่โต้แย้งว่า พวกเขาเป็นผู้วางชุดวิทยานิพนธ์โลกาภิวัตน์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก แต่เมื่อพวกเรามองไป
83 ที่รายละเอียดของสิ่งที่พวกเขากล่าวถึง พวกเขาอาจจะเป็นเพียงผู้ยืนยันโดยที่ไม่ได้เขียนอะไรถึงแนวคิดสงสัย นิยมของคลื่นลูกที่สอง Hirst และ Thompson (1996) ได้วางมุมมองเกี่ยวกับผู้สงสัยเพิ่มเข้าไปอีก เป็นมุมมองที่ซับซ้อนเชิง ทฤษฎีและสนับสนุนกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ หรือเป็นความเฉื่อยชาของโลกาภิ วัตน์ในทางเศรษฐกิจ การเคลื่อนย้ายเชิงสากล (Global Shift) ของ Dicken (2007) ก็ยังพยายามที่จะประเมิน ทฤษฎีโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจที่ต่อต้านหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แข็งแกร่ง ทั้งวกมาสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับผู้สงสัย บางอย่าง Mosley (2005) ได้เขียนอย่างรัดกุมและโน้มน้าวใจได้เกี่ยวกับบทความที่มีข้อจำกัดทางทัศนะที่ กล่าวแถลงนโยบายที่ถูกทำลายไปโดยโลกาภิวัตน์ บทความของ Bruff (2005) เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับมุมมองคลื่นลูกที่สี่และได้เอื้อประโยชน์ต่อวาท กรรมที่สำคัญ แต่ก็ยังฝังตรึงวาทกรรมอยู่กับผลประโยชน์ทางวัตถุนิยม Cameron และ Palan (2004) ยังได้ เน้นถึงมุมมองวาทกรรมในการสนทนาเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ในฐานะที่เป็นเศรษฐกิจ “เชิงจินตนาการ” อีก ต่างหาก
84 บทที่ 6 ประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์: ก่อนยุคสมัยใหม่ ยุคสมัยใหม่ หรือหลังยุคสมัยใหม่ หนังสือประเภทนี้จำนวนมากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ยุคปัจจุบันและร่วมสมัย ตั้งแต่กลาง ศตวรรษที่ 20 และหลัง ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา กับทั้งการยุติสงครามเย็นและความเฟื่องฟูของยุคข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี (IT) อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดเน้นเช่นนี้บางประการมีภาพที่สั้นมาก จุดเน้นนี้มองข้ามไปว่า โลกาภิ วัตน์คือของเก่า จากประวัติศาสตร์โลกาภิวัตน์ที่เป็นมุมมองหนึ่งได้เลี้ยวกลับมาสู่ยุครุ่งเรืองของแนวคิด อุตสาหกรรมและแนวคิดทุนนิยม สำหรับจุดเน้นอื่น ๆ ประวัติศาสตร์นี้เป็นปัจจุบันมากไม่มีมิติของการมียุโรป เป็นศูนย์กลาง ภาพระยะยาวแสดงให้เห็นโลกาภิวัตน์กำลังกลับมาสู่ศตวรรษก่อนหน้านี้มิติของการมียุโรปเป็น ศูนย์กลางและกำลังอุบัติขึ้นในรูปแบบแรกสุดของโลกาภิวัตน์จากตะวันออก แทนที่จะเป็นในฐานะ กระบวนการการทำให้เป็นตะวันตก บทที่หนึ่งเกี่ยวโยงกับบทนี้คือ มุ่งไปที่โลกาภิวัตน์หรือแนวโน้มโลกาภิวัตน์ย้อนหลังไปไกลเพียงไร บท อื่น ๆ ทำความเข้าใจยุคสมัยที่พวกเราสามารถค้นหาพื้นฐานโลกาภิวัตน์ปัจจุบันได้ บทนี้ดูเหมือนชอบคำถามที่ คล้ายกันที่นำหน้ามาก่อนบทอื่น ๆ แต่ในฐานะที่พวกเราจะเข้าใจได้ บทเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีคำตอบที่ แตกต่างกัน อาจจะเป็นว่าสัญลักษณ์ที่หนึ่งของโลกาภิวัตน์ได้เริ่มต้นมานานแล้ว แต่ทว่าสถาบันและโครงสร้าง ที่ซ่อนอยู่ภายใต้โลกาภิวัตน์ปัจจุบันเป็นอะไรยิ่งกว่าปัจจุบัน ยุคสมัยนั้นผู้เขียนจะมุ่งไปที่ยุคเหล่านี้: 1. ก่อนยุคสมัยใหม่-ก่อนยุคสมัยราว ๆ ค.ศ. 1500 2. ยุคสมัยใหม่เริ่มแรก-ค.ศ. 1500-1800 3. อุตสาหกรรมสมัยใหม่-ค.ศ. 1800-1914 4. ยุคสงครามโลกและในระหว่างสงคราม-ค.ศ. 1914-1945 5. ยุคสมัยใหม่ตอนปลาย-ค.ศ. 1945 เป็นต้นไป 6. ยุคการพัฒนาร่วมสมัยหรือปัจจุบัน-จาก ค.ศ. 1980 กว่า ๆ เป็นต้นไป จำนวนประเด็นทั้งหมดสัมพันธ์กับโลกาภิวัตน์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นโดยมุ่งไปที่ประวัติศาสตร์โลกาภิวัตน์ ที่มี ประเด็นทางแนวคิดว่า โลกาภิวัตน์มีผลทางนิยามในส่วนของประเด็นแนวคิดได้อย่างไร เมื่อโลกาภิวัตน์ได้ตั้ง รกรากทางประวัติศาสตร์ ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับแนวคิดที่เป็นกลางของยุโรปหรือตะวันตกในการศึกษาโลกาภิวัตน์ ปรากฏขึ้นในการสนทนาทางประวัติศาสตร์โลกาภิวัตน์ ข้อโต้แย้งเหล่านี้ยังเชื่อมต่อกับการสนทนาเกี่ยวกับ วัฒนธรรมโลกาภิวัตน์หรือไม่ ที่อาจจะพบเห็นได้ในฐานะสิ่งที่เข้ากันได้หรือผสมผสานกัน การโต้แย้งเกี่ยวกับ น้ำหนักที่สัมพันธ์กันระหว่างตะวันออกหรือตะวันตก มุ่งไปที่ประวัติศาสตร์โลกาภิวัตน์ที่เพิ่มประเด็นอำนาจ และความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นศูนย์กลางในการศึกษาของหนังสือเล่มนี้
85 โลกาภิวัตน์ในฐานะก่อนยุคสมัยใหม่ สำหรับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในเรื่องโลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่ การเคลื่อนไหวเหนือระยะทางที่ยาวไกล เป็นของเก่ามาก ประชาชนเคลื่อนย้ายไปเพื่อแสวงหาอาหาร ดินแดน ทาส เพื่อหลบหลีกการรบกวนหรือ ติดตามการค้าที่ดีก่อนหน้าศตวรรษที่ 16 หรือ 17 และศตวรรษหลังจากที่เมื่อการอุตสาหกรรมและยุครุ่งเรือง ของทุนนิยมเกิดขึ้น อะไรล่ะที่ขับเคลื่อนไปโดยไม่ใช่แค่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีแนวคิดที่มากับพวกเขาและ สินค้าที่ซื้อขายกันอีกด้วย จักรวรรดิที่ไล่ตาม ศาสนาได้แผ่ขยายไปกับการเคลื่อนย้ายของประชาชน ตัวของ ประชาชนที่ได้อพยพไปและเศรษฐกิจการแลกเปลี่ยนก็ได้ขยายตามไปด้วย สมัยจักรวรรดิกรีกและโรมันของโลกโบราณยังรุ่งเรืองอยู่เช่นเดียวกับจักรวรรดิมุสลิมราว ๆ ค.ศ. 800 ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ที่ยังคงเป็นของชาวมุสลิมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา รวมถึงราชวงศ์จีนที่กินพื้นที่ที่ยังคงเป็น ของชาวจีนอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ยังมีอาณาจักรชั่วคราวคือจักรวรรดิมองโกลผู้เป็นภัยในศตวรรษที่ 13 ที่แพร่ ขยายไปทางทิศตะวันออก ทางใต้และทางตะวันตกไปจนกระทั่งยุโรปตอนกลางและตะวันออกกลาง จักรวรรดิ เหล่านี้ร่วมมือกันเป็นอย่างดีเสมอด้วยกฎเกณฑ์ทางการทหารส่วนกลางในฐานะวัฒนธรรมผสมของประชาชน ท้องถิ่น ก่อนหน้ายุคทุนนิยมอุตสาหกรรม ศาสนา เช่น คริสต์ อิสลามและพุทธ ได้แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่ที่ ยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น การค้าข้ามเขตแดนประกอบด้วยเส้นทางสายไหมระหว่างจีนกับประเทศแถบ เมดิเตอร์เรเนียน การอพยพของประชาชนกับการค้า ศิลปะกับสินค้าฟุ่มเฟือยระหว่างดินแดนอาหรับกับ ตะวันออกไกล เอเชียใต้กับแอฟริกา ยังมีหลักฐานการท่องเที่ยวกับการตั้งรกรากใหม่ในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไป แต่ก็ไม่ใช่ประเภทของการตั้งรกรากใหม่ที่ผู้เข้าไปตั้งรกรากยังรักษาความสัมพันธ์กับดินแดนที่ย้ายเข้าไปหรือที่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มั่นคงและถาวร และโครงสร้างของการอพยพ จักรวรรดิเอเชียอื่น ๆ ต้องย้อนหลังไป ตั้งแต่ ค.ศ. 1500 ในเชิงการค้าที่ขยายออกไปเหนือดินแดนภายในทวีปของพวกเขา ขณะที่รัฐตะวันตกก็ได้ พัฒนาไปในช่วงเวลาเดียวกัน การแพร่ขยายของก่อนยุคสมัยใหม่นี้อยู่ในแนวพื้นที่แทนที่จะเป็นแนวสากลเชิงขอบเขตและยังเป็น การชั่วคราวอีกต่างหาก แต่ว่าการเดินทางเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ในศตวรรษที่ 15 และ 16 เช่น การค้นพบของ โคลัมบัสขยายออกไปเหนือดินแดนกว้างใหญ่ การขยายตัวของเศรษฐกิจยุคสมัยใหม่ที่เห็นอยู่อย่างกว้างขวางนี้ ปรากฏขึ้นก่อนหน้าลัทธิแพร่ขยายของชาวตะวันตกที่สัมพันธ์กับโลกาภิวัตน์ ลัทธิจักรวรรดินิยมยุโรป ประกอบด้วย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส ใช่หรือไม่? หรือว่าอังกฤษและดัทช์หรือว่าล่าสุดความเป็นอเมริกันของ โลกเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 20 แง่มุมทางประวัติศาสตร์อันยาวนานเน้นไปที่ตะวันออก และการเคลื่อนไหวด้านแนวคิดของตะวันออกและการค้าไปสู่ตะวันตก ทฤษฎีระบบโลก (World system theory) (เช่น Wallerstein 1974, 1980, 1989) มีจุดเน้นที่วัน เริ่มต้นของความสัมพันธ์และการเชื่อมต่อเชิงสากล แม้ว่าภายในทฤษฎีระบบโลกจะมีความแตกต่างกันก็ตาม Frank แย้งว่า ระบบโลกมีมาประมาณ 5,000 ปี ก่อน (Frank และ Gills 1993) แม้ช่วงเวลายาวนานผ่าน
86 มาแล้ว การค้าที่ผ่านช่วงเวลายาวนานก็ยังดำรงอยู่กับตลาดแลกเปลี่ยนและการสะสมทุน ดังนั้น อะไรก็ตามที่ ปรากฏเป็นระบบที่รุ่งเรืองในบางยุคสมัยระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 19 กับทั้งระบบทุนนิยมถูกอ้างจากทัศนะ นี้ที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยาวไกลพอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น การค้า การแลกเปลี่ยนและการสะสมทุน ถือเอา สถานที่ทางตะวันออกแทนที่จะเป็นตะวันตก และในฐานะที่พวกเราจะได้เห็นทัศนะนี้บางอย่างได้ขยายเข้าไป ในระบบทุนนิยมตะวันตกในภายหลัง ทั้งชี้ให้เห็นจุดเริ่มต้นของระบบโลกที่ไม่ใช่เริ่มจากตะวันตก อย่างไรก็ตาม Wallerstein ได้เน้นไปที่ศตวรรษที่ 16 เป็นสำคัญที่เริ่มต้นระบบทุนนิยม Frank เน้นไปที่การแลกเปลี่ยนที่กิน พื้นที่ยาวไกล มันไม่มีการแลกเปลี่ยนซึ่งผลิตภัณฑ์และการเงินการคลังจนกระทั่งทุกวันนี้ รวมถึงการค้าที่เป็น โลกาภิวัตน์ในฐานะส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบทุนนิยม Janet Abu-Lugod (1989) ยังได้ย้อนกลับไปเกิน 1500 ปี และอะไรก็ตามที่เธอเรียกว่า “อำนาจ ครอบงำของยุโรป” (European hegemony) เพื่อมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนในระยะเริ่มแรก เธอแย้ง ว่า การเพ่งไปที่จุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์เริ่มจากแสดงให้เห็นว่า โลกาภิวัตน์เริ่มมาจากเอเชียแล้วค่อย ๆ ทำลายความเป็นศูนย์กลางของยุโรปและทัศนะด้านโลกาภิวัตน์ที่เน้นตะวันตกเป็นสำคัญ งานวิจัยของ AbuLughod แสดงให้เห็นว่า จีน อินเดีย และโลกอิสลามเป็นผู้ส่งออกนวัตกรรมไปสู่ประเทศอื่น ๆ ดังนั้น สิ่งที่ ตามมาภายหลังจึงกลายเป็นตะวันตกซึ่งตามความเป็นจริงเป็นตะวันออกทั้งสิ้นในกระบวนการผลิต และ ตะวันตกกับตะวันออกก็ไม่ใช่เพียงแค่ขั้วอำนาจ ณ บางเวลาที่แสดงให้เห็นภาพความเป็นไป เมื่อใดที่ตะวันออก ถูกเข้าใจในฐานะ “ที่อื่น” ของตะวันตก (ดู Frank 1998 และ Hobson 2004 เพิ่มเติมด้วย) อาจจะดูได้จาก แผนภาพที่ 6.1 Abu-Lughod ได้พิสูจน์ให้เห็นวงจรที่ซ้อนทับกันอยู่แปดวงจรเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนที่กิน พื้นที่ยาวไกลที่เริ่มไปจากจีนสู่ยุโรปตะวันตก ทั้งมีการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างวงจรต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างมากในแต่ละวงจรที่มีผลต่อวงจรอื่น ๆ ที่มา: Abu-Lughod 1989: 34
87 แผนภาพที่ 6.1 วงจรของการค้าก่อนยุคสมัยใหม่ (pre-modern trade) นักวิจารณ์ เช่น Hopkins (2002a) Nederveen Pieterse (2004a) และ Scholte (2005) ได้เน้นไป ที่วลีที่แตกต่างกันของโลกาภิวัตน์ กับทั้งวลีเริ่มแรกต่าง ๆ ที่กำลังมาในยุคก่อนสมัยใหม่และโลกาภิวัตน์ ประเภทอื่นที่ยึดรูปแบบที่แตกต่างที่กำลังมาในเวลาต่อมา Hopkins พูดถึงโลกาภิวัตน์สมัยใหม่หลังจากผ่านมา ได้ 1800 ปี โลกาภิวัตน์เริ่มแรกจาก 1600 – 1800 ปี และโลกาภิวัตน์สมัยเก่าเริ่มก่อนหน้านั้น (ดู Holton 2005: ch.2 เพิ่มเติมด้วย) ผู้เขียนจะย้อนกลับมาสู่โลกาภิวัตน์สมัยใหม่ จุดเน้นของโลกาภิวัตน์สมัยโบราณ ยกขึ้นมาอธิบายโดย Hopkins เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ เช่น การซื้อขายและการกระจายตัวของ ชาวยิวที่พัฒนามาจากการซื้อขายนี้ รวมถึงจักรวรรดิกับการเคลื่อนไหวทางศาสนาได้แพร่กระจายออกไป ครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้าง ประเด็นที่นำไปสู่การเชื่อมต่อกันระหว่างส่วนต่าง ๆ ของโลกและในฐานะ ความสัมพันธ์ที่พัฒนาไประหว่างส่วนต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อการพึ่งพาอาศัยกัน ในฐานะที่พวกเราจะเข้าใจได้ ความ แตกต่างระหว่างการเชื่อมต่อกันกับการพึ่งพาอาศัยกันเป็นเรื่องที่สำคัญ เครือข่ายที่กินวงกว้างเช่นนี้ ได้แก่ แอฟริกากับเอเชียซึ่งมากพอ ๆ กับยุโรป ตัวแสดงที่สำคัญคือ พระราชา นักรบ พระ และผู้ซื้อขาย จากมาร์โค โพโลถึงเจงกิสข่าน ขณะเดียวกัน Hopkins ยังเน้นว่า ตัวแสดงที่สำคัญเหล่านี้เป็นโลกาภิวัตน์น้อย และแล้ว บางองค์ประกอบของตัวแสดงเหล่านี้พังครืนลงหรือกลายเป็นผู้โดดเดี่ยวอย่างยิ่ง เช่น การแพร่ขยายออกไป ภายนอกโดยชาวจีน เขาแสดงโครงร่างโลกาภิวัตน์น้อยเหล่านี้ในฐานะเป็นภาคตอนและเป็นการแบ่งแยกออก จากกัน กับทั้งจักรวรรดิที่บางครั้งก็เลยเถิดและยังต้องถอยร่นกลับอีกด้วย แต่ทว่าโลกาภิวัตน์น้อยที่เหลือจากมรดกที่ครอบครองในหลาย ๆ กรณีโดยตะวันตก บางกรณีของเรื่อง นี้ถูกรวมเข้าไปเพื่อสิ่งที่กลายเป็นโลกาภิวัตน์โดยมีตะวันตกเป็นรากฐานโดยเฉพาะ เช่น ในระบบเงินตราและ กฎระเบียบของเรื่องนี้ เหรียญ เงินกระดาษและระบบราชการที่ซับซ้อนอันเป็นมรดกตกทอดจากจีน นโยบาย การเงินและเครดิตทางการค้ามาจากจีนและอาหรับที่ชื่อว่าเป็นโลกาภิวัตน์น้อย ระบบตัวเลขของชาวอาหรับ ยอมให้ระบบการทำบัญชีที่มีทางเข้าสองทางที่เป็นศูนย์กลางเพื่อการบัญชี ขณะที่กฎระเบียบทางเรือทะเลก็มา จากตะวันออก การพัฒนาเหล่านี้เป็นศูนย์กลางของระบบ เช่น ทุนนิยมและระบบราชการที่ให้ความหมาย สมัยใหม่และโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ ดังนั้น จึงมีจุดเริ่มต้นทางตะวันออกสู่สถาบันที่กลายเป็นศูนย์กลางของโลกา ภิวัตน์ของชาวยุโรปในภายหลัง ความสัมพันธ์ที่ขยายออกไปก่อนยุคสมัยใหม่นี้ไม่ใช่ตัวโลกาภิวัตน์จริง ๆ สำหรับเหตุผลนั้น ผู้เขียนจะย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่เมื่อพูดเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไปที่มีตะวันตกเป็น ศูนย์กลาง เพราะว่าเรื่องนี้ก็เข้ากันได้กับการยอมรับว่า กระบวนการครอบงำโดยตะวันตกในเวลาต่อมาบนฐาน โลกาภิวัตน์ที่ดีที่ไม่ใช่ตะวันตกล้วน ๆ โลกตะวันตกที่เข้าไปครอบงำโลกาภิวัตน์ในเวลาต่อมาได้สรรค์สร้าง กระบวนการผลิตนี้ที่มาจากตะวันออก ตามความเป็นจริงเรื่องนี้ก็ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นโดยโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ใน ฐานะที่ตะวันตกได้ประสบกับการผลิตแบบอื่นจากตะวันออกที่เป็นการผลิตเชิงวัฒนธรรม (เช่น ภาพยนตร์ อาหาร และเพลงที่มาจากส่วนต่าง ๆ ของเอเชีย) หรือเศรษฐกิจ (เช่น ยุครุ่งเรืองของจีน)
88 ยังมีประเด็นที่สำคัญในการสังเกตนี้โดย Hopkins อันเป็นการเน้นที่มูลค่า สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเน้นของ เรื่องนี้อยู่บนจุดเริ่มต้นจากตะวันออก เป็นการเตรียมยาแก้พิษเพื่อทัศนะเกี่ยวกับสมัยใหม่ที่มีตะวันตกเป็น ศูนย์กลางโดยเฉพาะ หรือโลกาภิวัตน์หลังสงครามที่กำลังมาจากยุโรปหรืออเมริกา เรื่องนี้เน้นให้เห็นจุดเริ่มต้น จากตะวันออกเป็นเบื้องต้นไปสู่การเชื่อมต่อในระยะยาว แต่ยังมีการผลิตทางตะวันออกที่เข้าไปสู่อะไรก็ตามที่ ได้กลายมาเป็นตะวันตกในภายหลัง และสรรค์สร้างพื้นฐานที่อยู่บนโลกาภิวัตน์ตะวันตก ประเด็นที่สองก็คือ เพื่อทำร่วมกันกับระยะทาง ระยะทางมากมายนี้ก็คือ โลกาภิวัตน์น้อย ระยะทางนี้ ไม่ได้ปฏิบัติการเหนือระยะทางสากล ระยะทางนี้จำกัดอยู่ที่เอเชีย แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และส่วนต่าง ๆ ของยุโรป อเมริกาไม่ได้ผุดขึ้นมาในฐานะพื้นที่ที่ถูกตรึงอยู่โดยโลกาภิวัตน์ (หรือบนพื้นฐานของโลกาภิวัตน์) สู่ ขอบเขตหลักบางแห่งจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้น ถ้าโลกาภิวัตน์ต้องเป็นเชิงสากลในที่ที่ล่วงเลยไปถึง และโลกาภิ วัตน์เช่นนี้ก็ประกอบด้วยความสัมพันธ์ที่ก้าวเลยไปจากทะเลแอตแลนติกหรือก้าวเลยไปจากมหาสมุทร แล้ว อะไรล่ะที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ที่ไม่ใช่โลกาภิวัตน์ แล้วถ้าโลกาภิวัตน์กระโจนไปข้างนอกในทิศทางเช่นนี้ ประเด็นที่สามก็คือ ยังมีประเด็นนอกจากนี้ที่ให้ความหมายไว้เพื่อทำร่วมกับการพึ่งพาอาศัยกัน ความ มั่นคงและกฎข้อบังคับ โลกาภิวัตน์ต้องเกี่ยวข้องมากกว่าการติดต่อสื่อสารหรือการเคลื่อนย้ายจากส่วนหนึ่งของ โลกไปสู่ที่อื่น ๆ โลกาภิวัตน์ยังต้องการการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้น ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ จึงมีผลต่อกันกับส่วนอื่น ๆ และกฎข้อบังคับหรือความมั่นคง ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเหล่านี้ที่เป็นการ สรรค์สร้างขึ้นมาที่มั่นคงถาวร (ดู Osterhammel และ Petersson 2005; Holton 2005) เพื่อเคลื่อนจาก ส่วนหนึ่งของโลกไปสู่ส่วนอื่น ๆ ภายนอกที่ยังรักษาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับจุดเริ่มแรกของพวกคุณที่ อาจจะโต้แย้งว่าไม่ใช่โลกาภิวัตน์ ยังมีการเคลื่อนย้ายสากล แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์สากลที่คงทน หรือถ้าสิ่งสากล เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อกัน แต่ระหว่างสองสิ่งที่ไม่ได้มีผลต่อกัน นั่นคือไม่ใช่การพึ่งพาอาศัยกันที่อาจจะพูด เสริมถึงการหลุดเข้าไปในโลกาภิวัตน์ช่องสั้น ๆ ผู้เขียนอาจจะสร้างโทรศัพท์เรียกจากอังกฤษไปถึงกรุงเดลี แต่เรื่องนี้ก็คือการเชื่อมต่อกันและมันไม่ได้ ติดตามไปว่า มีการพึ่งพากันระหว่างคนสองคนที่สนทนากัน สิ่งที่ฟังดูเหมือนเป็นโลกาภิวัตน์ โทรศัพท์ระหว่าง ประเทศที่เรียกถึงอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็ได้ การติดต่อระหว่างกันเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อ แต่ไม่ได้ เป็นความสัมพันธ์โดยความจำเป็น หรือการพึ่งพากันที่ถาวรที่เป็นภาคส่วนโลกาภิวัตน์ที่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเด็นของกฎข้อบังคับหรือความสม่ำเสมอของความสัมพันธ์ เมื่อประชาชนสนทนากันถึงโลกาภิวัตน์ที่ หมายถึงระบบทั่ว ๆ ไป หรือสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเคลื่อนย้ายที่ไม่ต่อเนื่องหรือ อยู่อาศัยเพียงเวลาสั้น ๆ หรือแม้แต่การติดต่อสื่อสารกัน ปฏิกิริยาที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์หรือเครือข่ายที่จำเป็น นี่ ยังต้องการมีความคงทนถาวรบางอย่างสำหรับบางสิ่งที่เป็นโลกาภิวัตน์ ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่หลากหลายทางการนิยามความหมายของโลกาภิวัตน์ที่เข้าประเด็นในที่นี้คือ-(1) ระยะทางสากล; (2) ก้าวเลยไปจากการเชื่อมต่อระหว่างกันสู่การพึ่งพาอาศัยกัน; และ (3) ความมั่นคงถาวรใน ความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่เพียงเดิน ๆ หยุด ๆ และการเชื่อมโยงกันที่มีระยะเวลาสั้น ๆ หรือแม้แต่การเคลื่อนย้าย รูปแบบการค้าที่มีข้อจำกัดเชิงพื้นที่เป็นอย่างยิ่งบางประการ การเคลื่อนย้ายหรือการเคลื่อนไหวทางศาสนาของ
89 โลกาภิวัตน์ตะวันออกก่อนยุคสมัยใหม่ไม่ได้แพร่กระจายไปข้ามระยะทางสากลเลย ดังนั้น จึงไม่อาจจะเห็นใน ฐานะโลกาภิวัตน์ได้ ขณะที่ถ้าเรื่องเหล่านี้สร้างสรรค์รูปแบบที่ซึ่งดัดแปลงไปโดยตะวันตก และรูปโฉมในเวลา ต่อมาในโลกาภิวัตน์สากลที่ยิ่งไปกว่านั้น Hopkins แนะนำว่า อะไรปรากฏในโลกาภิวัตน์โบราณที่ไม่ใช่สิ่งยั่งยืน แต่เป็นโลกาภิวัตน์ที่ไม่ยั่งยืนและกลับหัวกลับหางมากกว่า ดังนั้น จึงมีโลกาภิวัตน์ที่เป็นแบบน้อย กล่าวคือ เป็น เชิงพื้นถิ่นแทนที่เชิงสากล และมีกระบวนการที่ดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ของการแพร่กระจายออกไปและ ถอยกลับแทนที่จะยั่งยืน หรือความสัมพันธ์ที่คงทนของการพึ่งพาอาศัยกัน Nederveen Pieterse (2004a) จำแนกระหว่างยุคโบราณ สมัยใหม่ และโลกาภิวัตน์ตัวเร่งปฏิกิริยา ร่วมสมัย และเน้นไปที่ธรรมชาติที่กำลังดำเนินไปในระยะยาว เขาโต้แย้งว่า โลกาภิวัตน์ที่กำลังเห็นอยู่ในฐานะ ของเก่าหลบหลีกจุดเน้นที่มียุโรปเป็นศูนย์กลางหรือตะวันตก และแสดงให้เห็นว่า นี่คือวัฒนธรรมระหว่างชาติ แทนที่จะเป็นการครอบงำโดยตะวันตก สำหรับเขาแล้ววัฒนธรรมสากลเป็นวัฒนธรรมเชิงผสมผสานมากกว่าที่ จะเป็นเชิงหนึ่งเดียว Nederveen Pieterse โต้แย้งว่า แง่มุมที่เป็นกฎระเบียบมีผลกระทบ นักเศรษฐศาสตร์และนักสังคม วิทยาผู้ทำให้ติดอกติดใจกับทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม ถ้าหากไม่ได้ครอบงำเช่นนั้นละก็ และ นักวิทยาศาสตร์การเมืองผู้เป็นศูนย์รวมที่มีอยู่ทางการเมืองรัฐชาติสมัยใหม่ แม้ว่าจะไม่ได้มีอยู่แต่ผู้เดียวก็ตาม ก็ได้เฝ้าดูโลกาภิวัตน์ที่เป็นสมัยใหม่ นี่เป็นเพราะว่าพวกเขาเป็นที่สนใจ ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม และรัฐชาติ ที่เป็นผลผลิตของยุคสมัยใหม่ Nederveen Pieterse กล่าวว่า นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์ผู้ให้จุด สนใจในยุคสมัยใหม่เริ่มแรกไม่มากนัก เห็นจุดเริ่มแรกของโลกาภิวัตน์ที่กำลังรุ่งเรืองอยู่อย่างยาวนาน เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างที่มีมิติที่อยู่เหนือ-การเคลื่อนไหวของประชากรโบราณข้ามทวีป การค้าในระยะทางยาวไกลและการเคลื่อนย้ายทางวัฒนธรรมและศาสนาโลกเช่นเดียวกับพุทธศาสนา ฮินดู คริสต์และอิสลาม Nederveen Pieterse ชี้แนะว่า การขยายตัวทางเทคโนโลยีและความรู้ เช่น ความรู้ทาง เกษตรกรรม เทคโนโลยีทางการทหาร หน่วยเงินตรา วิทยาศาสตร์และปรัชญา ประเด็นนี้ส่วนมากรับมาจาก ตะวันออกสู่ตะวันตกเรื่อยมาก่อนหน้าที่จะออกจากตะวันตกสู่ตะวันออกอีกที ซึ่งกลายเป็นรูปแบบสำหรับโลกา ภิวัตน์ และเศรษฐกิจเอเชียได้เป็นศูนย์กลางตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เรื่องนี้ไม่ได้บอกว่า การพัฒนายุคปัจจุบัน ไม่ได้สลักสำคัญแต่อย่างใด โลกาภิวัตน์ได้เป็นประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่โลกาภิวัตน์ร่วมสมัยเป็นตัวเร่งให้ เกิดขึ้นในภาคส่วนปริมาตร ความเร่งและความหลากหลายของการไหลบ่าและเครือข่าย Nederveen Pieterse มีมุมมองด้านโลกาภิวัตน์เป็นเพียงของเก่า แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดอะไรขึ้นอย่างเป็นปัจจุบัน เป็นการ สะท้อนไปตามคนอื่น ๆ เช่น Held และคณะ (1999) นี่คือประเด็นสำคัญที่วาดภาพความสนใจถึงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตะวันออกยุคเริ่มแรกที่ ครอบคลุมเป็นระยะทางยาวไกลอันมีมาก่อนยุคสมัยใหม่ทางตะวันตกและแพร่เข้าไปสู่ตะวันตก นี่คือการรักษา ความเป็นศูนย์กลางของตะวันตกให้ดำรงอยู่ต่อไปและการมองในทัศนะที่คับแคบเชิงประวัติศาสตร์ แต่ Nederveen Pieterse ได้สร้างคุณสมบัติบางอย่างเพื่อภาพลักษณ์นี้ คือกำลังจะพูดว่า มีกระบวนการที่กิน ระยะทางยาวไกลแต่ทีแรก เขายังแย้งว่า นี่เป็นการเปิดกว้างเกี่ยวกับกระบวนการเหล่านี้ที่อาจจะเป็นกฎเกณฑ์
90 ในฐานะโลกาภิวัตน์ได้หรือไม่ เขาอ้างว่า เพราะว่าสมัยใหม่รวมเอาสิ่งที่แยกออกจากโลกไว้ แล้วให้จุดเน้นที่ โลกาภิวัตน์ได้พัฒนาไปตามแนวทางสมัยใหม่ ขณะที่ยุคสมัยเริ่มแรกยังมีการรวมกันเชื่องช้าในเรื่องโลกาภิวัตน์ เขากล่าวว่า ยังมีการรวมตัวที่ไม่สมส่วนกันหรือการบูรณาการทางชนชั้นทางสังคมด้านโลกาภิวัตน์ ถ้าหาก โครงสร้างโลกาภิวัตน์นี้คือองค์ความรู้แล้วละก็ นี่คือข้อแตกต่างที่เห็นได้ในภาคส่วนอื่นมากกว่าส่วนที่เป็น ตะวันตกหรือโลกทางตอนเหนือเหล่านี้ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำมากกว่าตะวันออกหรือโลกทางตอนใต้ ทัศนะที่ พยายามจะโยงเข้าไปตะวันออกในเรื่องบทบาทความเสมอภาคทางประวัติศาสตร์โดยโดยเฉพาะที่ต้องเข้าใจ ด้านบริบทสมัยใหม่ของตะวันตกนี้ด้วยหรือการมีอิทธิพลเหนือทางตะวันออก Nederveen Pieterse แนะนำ คุณสมบัติไว้ว่า รูปแบบเริ่มแรกอาจจะไม่ได้เคยเป็นโลกาภิวัตน์ก็ได้ นั่นคือมันเป็นสมัยใหม่ที่นำเอาความเป็น หนึ่งเดียวของสากลนิยมโดยเฉพาะและที่โลกาภิวัตน์ได้ปฏิบัติการบนพื้นฐานของการรวมตัวที่ไม่เสมอภาคกัน ประเด็นนี้ให้ภาพเรื่องคุณสมบัติเป็นอย่างดีเกี่ยวกับก่อนยุคสมัยใหม่เรื่องโลกาภิวัตน์และผลผลิตทางตะวันออก Scholte (2005) ยังได้จำแนกระหว่างระยะเวลาของโลกาภิวัตน์ไว้อีกด้วย โดยแนะนำไว้ว่า รูปแบบ เริ่มแรกเป็นรูปแบบที่ปรากฏออกมามากกว่าความสำเร็จ เขากล่าวว่า จากทศวรรษที่ 1850s – 1950s โลกาภิ วัตน์เป็น “จุดเริ่มต้น” หลังจากนั้นในทศวรรษที่ 1960s จึงเป็น “ระดับที่สมบูรณ์” แต่ทว่าสูงกว่านั้นไปคือ ศตวรรษที่ 18 เป็น “จุดที่ปรากฏตัว” มากกว่า (พิมพ์ครั้งแรก, 2000) หรือในคำกล่าว “คำประกาศ” ที่สูงขึ้น ไปถึงศตวรรษที่ 19 (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2005) Scholte กล่าวว่า มีการเดินเรือรอบโลกและศาสนาโลก แต่เรื่อง เหล่านี้ยังมีเทคโนโลยีที่ช้ากว่า ณ ขั้นตอนที่อนุญาตให้การพัฒนาจากการเชื่อมต่อระหว่างชาติสู่การแบ่งแยก อาณาเขตที่เหนือกว่าในระดับสากลที่เหนือกว่า และข้ามพ้นชาติประเทศรวมทั้งนานาประเทศอีกด้วย ทุนนิยม เป็นการแบ่งแยกอาณาเขตที่สูงที่สุด-กับทั้งความสัมพันธ์ของนักทุนนิยมประกอบกับการค้าที่ดำเนินไปใน ดินแดนระหว่างชาติมากที่สุดแทนที่จะเป็นสากลนิยมมากกว่า การเงินการคลังระหว่างชาติเป็นแบบทวิภาคีเสีย มากกว่า นั่นคือระหว่างประเทศปัจเจกแทนที่จะเป็นแบบสากลแล้วค่อย ๆ เคลื่อนย้ายไป โลกาภิวัตน์เป็นเชิง แนวคิดมากกว่าความเป็นจริง และไตร่ตรองให้ดีเยี่ยมมากกว่าที่จะเป็นแบบกว้าง ๆ โดยเฉพาะ โลกาภิวัตน์ น้อยส่วนมากดำรงอยู่ในสนามการติดต่อสื่อสาร ตลาด ผลิตภัณฑ์ การเงินการคลัง และองค์การ Scholte มี จุดเน้นด้านโลกาภิวัตน์ที่ก้าวพ้นไปในจุดเน้นบนขั้นตอนที่ช้าจริง ๆ อย่างเหมาะสมคือ ยุคหลังทศวรรษที่ 1960s และด้านความสำคัญของระบบไอที (IT) โลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่มีหรือไม่? อะไรคือสิ่งที่พวกเราได้สร้างขึ้นจากทัศนะที่ว่า โลกาภิวัตน์ปรากฏขึ้นในยุคก่อนสมัยใหม่หรือมี จุดเริ่มต้นก่อนยุคสมัยใหม่? คำถามนี้ได้ถามเรื่องโลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่ที่เป็นมาตรวัดอะไรบางอย่าง ความสนใจและผลกระทบจากการติดต่อระหว่างกัน-สิ่งเหล่านี้ได้ขยายออกไปไกลเพียงใด? สิ่งเหล่านี้มีความ แกร่งและสมบูรณ์แบบเพียงใด? และสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมไปมาก เท่าใด?
91 1. โลกาภิวัตน์โบราณเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งสากลที่ขยายออกไป นักประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็น ปรากฏการณ์ เช่น การค้าข้ามพรมแดน รวมถึงศาสนาและจักรวรรดินิยมด้วย แต่ระยะทางถูกจำกัดด้วยพื้นที่ แทนที่จะเป็นของสากล ในยุคก่อนสมัยใหม่เกี่ยวกับมาตรวัดขนาดใหญ่ ไม่มีการก้าวย่างที่ก้าวเลยมหาสมุทรที่ จะยอมให้แก่สิ่งที่เป็นสากลเหล่านี้ โลกาภิวัตน์เป็นเพียงบางส่วน เพราะเทคโนโลยีไม่ได้ทำการเคลื่อนย้ายข้าม มหาสมุทร ไม่ว่าจะเป็นคนหรือแนวคิดสามัญ ไม่มีองค์ประกอบทางการเมืองนานาชาติ ที่เป็นประเภทที่จะ กลายเป็นเรื่องธรรมดาในศตวรรษที่ 20 2. รวมทั้งสิ่งที่ขยายออกไปพ้นระยะทาง มีข้อจำกัดในเรื่องการขยายตัวในส่วนของสัดส่วนของ ประเทศที่เกี่ยวข้องกัน ระดับของการโต้ตอบกันหลัก ๆ จำกัดวงอยู่ที่ตัวแทนของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกัน - เช่น พ่อค้า ผู้ค้า พระ และการทหาร-และยิ่งกว่านั้นยังถูกจำกัดวงอยู่ที่ส่วนที่เหลืออยู่ของกลุ่มประชากร ใน ขั้นตอนนี้ประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ถูกเลือกจะถูกขายออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ทว่า ในยุคร่วมสมัยการทำหีบห่อขนาดใหญ่ในชนิดของผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคจะขยายออกไปอย่างเป็นสากล ยิ่ง ไปกว่านั้นในยุคก่อนสมัยใหม่เทคโนโลยีและความมั่งคั่งต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์เชิงสากลที่ถูกจำกัดวง ได้ แต่ในฐานะทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยมจะเติบโต เทคโนโลยีทุนและอุตสาหกรรมถูกเตรียมไว้เพื่อเป็น พื้นฐานสำหรับโลกาภิวัตน์ที่ได้พัฒนาไปอีกด้วย เช่น เทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ ระบบการขนส่งและ การติดต่อสื่อสารเชิงสากลนิยม 3. จิตสำนึกไม่ใช่เรื่องสากล อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่ของพวกชนชั้นสูง ทั้งยังไม่ใช่จิตสำนึกข้ามทวีปของ โลกทั้งหมด จิตสำนึกสากลในยุโรปหลัก ๆ ถูกจำกัดวงอยู่ที่ชนชั้นสูงและยังไม่สมบูรณ์อีกด้วย ความรู้ทาง ศาสนาอิสลามเน้นหนักไปทางตะวันออกและตะวันออกกลาง ทั้งยังมีน้อยมากทางฝั่งอเมริกา ชาวจีนรู้จักชาว ยุโรป แต่ก็รู้น้อยมากเกี่ยวกับแอฟริกาและอเมริกา 4. การเคลื่อนย้ายจากหรือการติดต่อกันกับส่วนอื่น ๆ ของโลกไม่ใช่การสร้างสรรค์โลกาภิวัตน์เดี่ยว ๆ แต่อย่างมากสุดก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบผิวเผินของโลกาภิวัตน์เท่านั้น การเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปสู่อีก ที่หนึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ภายนอกระบบหรือความสัมพันธ์ที่ดำเนินไประหว่างสองสถานที่ที่กำลังพัฒนาไป ยิ่งไป กว่านั้นการเชื่อมโยงกันระหว่างส่วนต่าง ๆ ของโลกสามารถดำรงอยู่โดยปราศจากการพึ่งพาอาศัยกันที่กำลัง เกิดขึ้น ดังนั้น ภาวการณ์ในพื้นที่หนึ่งก็อาจจะไม่ได้อาศัยหรือมีผลโดยภาวการณ์ในพื้นที่อื่น ๆ การอพยพจาก ส่วนหนึ่งของโลกไปสู่ส่วนอื่น ๆ อาจจะเป็นการเคลื่อนย้ายเชิงสากล แต่โดยสาระสำคัญไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ ที่ยังคงรักษาไว้ระหว่างผู้อพยพกับที่ดั้งเดิมของพวกเขา ในขณะที่โทรศัพท์ระหว่างชาติก็โทรติดต่อระหว่างกัน สำหรับประชาชนสองกลุ่มที่ปราศจากการพึ่งพากันหรือความสัมพันธ์ที่กำลังดำเนินไป อย่างไรก็ตาม ใน ศตวรรษที่ 21 ภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในส่วนหนึ่งของโลก เช่น เศรษฐกิจอาจจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญเชิง สากลไปทุกหนทุกแห่ง บางพื้นที่จะต้องพึ่งพาที่อื่น สำหรับเหล่าทรัพยากรพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานอย่าง สมบูรณ์แบบ เช่น แหล่งพลังงานและการค้า นักประวัติศาสตร์ด้านการแพร่กระจายของยุคก่อนสมัยใหม่ไม่ได้ วาดภาพให้เห็นการพึ่งพากันของประเภทการแพร่กระจายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและการเชื่อมโยงกันเชิง สากลนี้ และแนวโน้มของโลกาภิวัตน์ก็มีลักษณะเป็นส่วน ๆ และไม่ต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นโลกาภิวัตน์ใน
92 ลักษณะที่คงทนถาวรที่ยึดกับระบบโดยผ่านทางระบบเศรษฐกิจ การเมืองและระบบวัฒนธรรมที่มีระเบียบแบบ แผนแล้ว 5. ผู้เขียนอ้างถึงสองคำถามในจุดเริ่มต้นของบทนี้ คำถามแรก คือ ของเขตอะไรที่ขยายออกไปก่อนยุค สมัยใหม่ที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์? พวกเราได้เห็นแล้วว่า ขอบเขตที่ขยายออกไปไม่มี นอกจากนี้ถ้าหากว่าการ ขยายขอบเขตออกไปที่รวมถึงทิศทางโลกาภิวัตน์ร่วมสมัยแล้วละก็ ก็จะตามมาด้วยคำถามที่สองที่เกี่ยวกับ ขอบเขตที่เป็นพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ในเวลาต่อมา คำถามนี้มีความน่าสนใจพอ ๆ กับขอโต้แย้งเกี่ยวกับโลกาภิ วัตน์ที่ปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรก สองคำถามนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะว่านั่นอาจจะเป็นโลกาภิวัตน์ก่อนยุค สมัยใหม่ แต่ปราศจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับโลกาภิวัตน์สมัยนี้ เพียงแค่การหดตัวและภาวะกลับตาลปัตรของ โลกาภิวัตน์ระหว่างยุคเริ่มต้นก็มีผลทำให้โลกาภิวัตน์มาถึงจุดจบในเวลานั้นนั่นเอง ประเด็นอื่น ๆ นอกจากนี้ก็ คือ รูปแบบที่เป็นโลกาภิวัตน์สมัยนี้ถูกยกเป็นพื้นฐานที่ดีในเรื่องโครงสร้างและเป็นพื้นฐานในยุคต่อมา แม้ว่าจะมีขบวนการโลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่ก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานของโลกาภิวัตน์สมัยนี้พัฒนาไปอย่าง มากในทุนนิยมสมัยใหม่แล้วเป็นอุตสาหกรรมนิยมที่สร้างสรรค์สิ่งกระตุ้น ความมั่งคั่งและเทคโนโลยีเพื่อหมุน โลกาภิวัตน์ที่มีขีดจำกัดเข้าไปในประเภทที่พ่นลมออกมาอย่างเต็มที่ทีเดียว ระยะทางสากลครอบคลุมและ สร้างสรรค์ที่อยู่เหนือกาลเวลาอย่างยิ่ง อิทธิพลของตะวันออกได้สร้างสรรค์ส่วนที่กลายมาเป็นตะวันตก แล้ว กลายเป็นพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ที่ครอบงำไปทุกส่วน แต่ในฐานะที่พวกเราจะเข้าใจได้ พื้นฐานของโลกาภิวัตน์ ที่แพร่เข้าไปในยุคสมัยใหม่ ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม การขนส่งและเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งรัฐ ชาติ-การพัฒนาทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นในยุคสมัยใหม่แรกเริ่ม และทะยานออกไปกับการพัฒนาความเป็นสมัยใหม่ เชิงอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ทีเดียวและอย่างกว้างขวาง ความเป็นสมัยใหม่ยุคเริ่มแรก: ปฐมยุคโลกาภิวัตน์ ระยะต่อมาของโลกาภิวัตน์ที่ Hopkins อภิปรายไปนั้นคือ หลังจากโลกาภิวัตน์โบราณที่เรียกว่าปฐม ยุคโลกาภิวัตน์ เขาได้จำแนกโลกาภิวัตน์กับยุคก่อนอุตสาหกรรม ค.ศ. 1600-1800 และจำแนกโลกาภิวัตน์ สมัยใหม่หลัง ค.ศ. 1800 นี่คือนัยสำคัญที่ Hopkins ได้จำแนกไว้ก่อนยุคอุตสาหกรรมออกจากโลกาภิวัตน์ อุตสาหกรรม เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า รูปแบบของนักทุนนิยมในยุคก่อนอุตสาหกรรมสมัยใหม่เริ่มแรกก็ไม่ได้มี ประสิทธิภาพอะไรที่จะสร้างสรรค์โลกาภิวัตน์ เรื่องนี้ยังต้องการที่จะประกอบกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่ สามารถโอนอ่อนและให้ความสะดวกแก่โลกาภิวัตน์ที่ถูกกระตุ้นโดยทุนนิยม ทุนนิยมอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อ การสร้างสรรค์โลกาภิวัตน์ให้สมบูรณ์แบบได้ โลกาภิวัตน์ยังต้องการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอยู่ ข้อโต้แย้งสำคัญของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การกระตุ้นทางเศรษฐกิจทุนนิยมคือหัวใจ (แต่ไม่ใช่แค่เพียงสิ่ง เดียวเท่านั้น) เพื่อทำความเข้าใจโลกาภิวัตน์ที่แพร่ขยายออกไป ขณะเดียวกันก็มีจุดเน้นบนฐานการพัฒนา เทคโนโลยีที่สร้างการแพร่กระจายที่เป็นไปได้นี้ สิ่งกระตุ้นอันจำกัดในอดีตสำหรับโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีใน ลำดับต่อมาที่สนับสนุนสิ่งกระตุ้นนี้เพื่อให้มันเติมเต็ม ดังนั้น การจำแนกปฐมยุคโลกาภิวัตน์ของ Hopkins ใน
93 ยุครุ่งเรืองของทุนนิยมออกจากรูปแบบสากลเล็ก ๆ สมัยก่อน จึงมีความสำคัญในความสำคัญที่ยอมรับกันต่อ การกระตุ้นทางเศรษฐกิจทุนนิยม แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นการจำแนกของเขาเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ของยุค อุตสาหกรรมออกจากปฐมยุคโลกาภิวัตน์ของนักทุนนิยมยุคก่อนอุตสาหกรรมในการแสดงความสำคัญของ เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ขณะที่ปฐมยุคโลกาภิวัตน์สำหรับ Hopkins ครอบคลุมไปถึงยุคก่อนอุตสาหกรรมใน ค.ศ. 1600-1800 เสียอีก ปฐมยุคโลกาภิวัตน์อาจจะสร้างสัมผัสเพื่อเริ่มต้นยุคนี้ ใน ค.ศ. 1500 และยอมรับการพัฒนาที่สำคัญ บางประการที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องในระดับที่สำคัญตั้งแต่ ค.ศ. 1800 เป็นต้นไป ตั้งแต่ยุค ค.ศ. 1500 หรือถัดจากนั้นไปจะเป็นช่วง “อยู่ในระหว่าง” เมื่อชาวเอเชียมีระบบเศรฐกิจที่แพร่ขยายออกไปและวัฒนธรรม จะยังคงมีความสำคัญ ทั้งเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่มีนัยสำคัญบางอย่าง ทั้งรูปแบบจักรวรรดินิยมยุโรปที่กำลัง เจริญเติบโต จริง ๆ แล้วก่อนหน้ายุคอุตสาหกรรมจะขยายออกไปในศตวรรษที่ 18 เสียอีก ระหว่างยุคนี้นัก สำรวจและนักล่าอาณานิคมแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง เช่น อเมริกา และการค้าทาสก็ถูกส่งออกไปเป็นล้าน ๆ คน ข้ามทะเลแอตแลนติคและพื้นที่อื่น ๆ อำนาจทางเรือรบถูกส่งข้ามมหาสมุทร ดังนั้น การเคลื่อนย้ายจึงไม่ ถูกจำกัดวงตามดินแดน และอาจจะมีมากมายอย่างแพร่หลายเสียอีก คนเป็นจำนวนมากหลบหนีจากการถูก บังคับทางศาสนาออกจากยุโรปไปสู่อเมริกาอย่างผิดสังเกต ขณะที่นักวิทยาศาสตร์และนักวางแผนที่พยายาม จะหาประโยชน์ใส่ตนจากความเป็นไปได้ของระบบสากลนิยม ประเภทของการพัฒนาเหล่านี้หมายถึงคนที่มี จิตสำนึกเชิงสากลและยังต้องการที่จะสะสมข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของโลกใบนี้-ดังนั้น จึงมีแนวคิด จิตสำนึกสาธารณะเพื่อการพัฒนาเกิดขึ้น รัฐการค้า เช่น อังกฤษ ที่หนุนหลังโดยรัฐและกองกำลังทหารที่ขยายเข้าไปทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน อย่างกว้างขวาง ชาวอินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ มุสลิม และชาวฮินดูที่มีความรู้ ได้ใช้ความรู้ในฐานะที่เป็น พื้นฐานสำหรับระบบจำแนกชนิดของพืชสมุนไพรของชาวยุโรปและตัวยาของชาวตะวันตก เครื่องเทศ เสื้อผ้า และชา จะถูกส่งจากตะวันออกโดยบริษัทการค้าของชาวยุโรป ขณะที่เครื่องเงินมาสู่ตะวันออกจากการสร้าง จักรวรรดิสเปนในทวีปอเมริกา โดยศตวรรษที่ 18 ตอนกลาง ทุนนิยมในยุโรปและอเมริกาเหนือกำลังจะ กลายเป็นระบบที่มีอิทธิพลเหนือการค้าของพ่อค้ายุคเริ่มแรกในตลาดอินเดีย จีน และประเทศอาหรับ รวมถึง การท่องเที่ยวทางทะเล (ทางเรือ) อาวุธสมัยใหม่ เช่น ดินปืนและอาวุธปืนเล็ก ได้สร้างความเป็นไปได้นี้ขึ้นคือ ก่อนหน้ายุค ค.ศ. 1800 อยู่หลายครั้ง ก็เป็นไปตามการสร้างจักรวรรดิอย่างต่อเนื่องในเอเชียและโลกอิสลาม การติดต่อสื่อสารยอมรับเอาการประดิษฐ์สื่อสิ่งพิมพ์ด้วยเช่นกัน ก่อนหน้าที่วิทยุ โทรทัศน์หรืออินเทอร์เน็ต สื่อ สิ่งพิมพ์ (งานเขียน) ได้แพร่กระจายข้อมูลออกไปอย่างกว้างขวางมากกว่ารูปแบบการพูดคุยหรืองานเขียนเสีย อีก และในระดับที่สามารถกลายเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ขนาดใหญ่ กับทั้งการพัฒนาทางเทคโนโลยีนี้สำหรับสงคราม เครื่องกลและติดต่อสื่อสารขนาดใหญ่ที่ระบบพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น โลกาภิวัตน์สมัยใหม่
94 ถ้าโลกาภิวัตน์จะต้องเป็นเชิงสากลแทนที่จะเป็นเชิงพื้นที่ ไม่ใช่เพิ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของ ประชาชน สินค้าหรือแนวคิดจากฟากหนึ่งไปสู่อีกฟากหนึ่งของโลก แต่ก็ยังได้สร้างสรรค์การพึ่งพาอาศัยกันอีก ด้วย และเมื่อยุคสมัยใหม่อาจจะเป็นพื้นที่ที่ดีกว่าสำหรับทัศนะทางโลกาภิวัตน์มากกว่ายุคก่อนสมัยใหม่ (ดู นักเขียนคนอื่น ๆ เช่น Osterhammel และ Petersson 2005, O’Rouke และ Williamson 1999 และ Bayly 2004) ยุคนี้ของโลกาภิวัตน์เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายของตะวันตก ทุนนิยมและจักรวรรดินิยม ซึ่งหนุน หลังโดยรัฐชาติ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม องค์ประกอบทั้งหมดนี้คือการพัฒนาทั้งหมดจากเริ่มแรกของยุค สมัยใหม่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1500s เป็นต้นมา ที่ขยายไปครอบคลุมห้วงเวลาในฐานะยุคอุตสาหกรรมที่ได้พัฒนาไปใน ศตวรรษที่ 18 ผู้เขียนอาจจะเชื่อในเรื่องโลกาภิวัตน์สมัยใหม่และหลังสมัยใหม่ในฐานะที่ยุคสมัยเหล่านี้ แพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของหนังสือเล่มนี้ ทุนนิยมเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในลักษณะกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือกว่า และตลาดก็เป็น จักรกลนิยมปฐมภูมิสำหรับตัดสินใจผลิตภัณฑ์และการกระจายสินค้าสู่ประชาชนสำหรับผลกำไรและใน ผลสำเร็จเพื่อตัดสินใจทางตลาด นี่เป็นความแตกต่างในสังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจที่เด่นเรื่องการเป็นเจ้าของ ร่วมกัน (เช่น โดยรัฐ) และผลิตภัณฑ์ก็มีการวางแผนโดยองค์กรสาธารณะเพื่อพูดคุยกันถึงสิ่งที่ผู้วางแผนได้ ตัดสินใจไปที่เป็นความต้องการของสังคมในสังคมอย่างแท้จริง สำหรับ Wallerstein นักทฤษฎีระบบโลกแล้ว การแพร่กระจายของนักทุนนิยมทางตะวันตกได้กลับมาศตวรรษทุนนิยมด้านเกษตรกรรมและการค้าทั่วไปข้าม พรมแดนราว ๆ ค.ศ. 1600 สำหรับคนอื่น ๆ ก้าวย่างที่สำคัญอยู่ในปัจจุบันมากกว่าคือ การแพร่กระจายของ สินค้า และจักรวรรดิของชาวยุโรปในศตวรรษที่ 19 เมื่อจักรวรรษนิยม รัฐชาติ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป็น ของทรงอิทธิพลยิ่งในฐานะที่เป็นพื้นฐานและเป็นตัวแทนสำหรับโลกาภิวัตน์มากกว่าในยุคอดีต (ยุคแรก ๆ ของ ศตวรรษ) ทุนนิยมเริ่มต้นมาก่อนศตวรรษที่ 19 เสียอีก แม้ว่าทุนนิยมระหว่างศตวรรษนี้ที่เริ่มเข้าสู่โลกาภิวัตน์ อย่างเต็มที่เป็นส่วน ๆ ก็ตาม แต่เทคโนโลยีอุตสาหกรรมและรัฐชาติสมัยใหม่ก็อยู่เบื้องหลังทุนนิยมนี้เหมือนเดิม แต่ก็อีกนั่นแหละทุนนิยมก็ได้พัฒนาการกระตุ้นทางเศรษฐกิจอย่างแข็งขันเพื่อสั่งสมความมั่งคั่งตามแนวทางทุน นิยมเพื่อหนุนเสริมทุนนิยมอีกทอดหนึ่ง เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเตรียมวิธีการเพื่อการท่องไปในระยะยาวและ การติดต่อกันทั่วโลก รวมทั้งอาวุธขั้นสูงเพื่อสำรองการจัดเตรียมกองกำลังทหาร เทคโนโลยีอุตสาหกรรมให้ ผลิตภัณฑ์สินค้าจำนวนมากที่สามารถส่งไปขายได้ทั่วโลก อำนาจพลังงานไอน้ำใช้ไปในเรื่องเรือและรถไฟที่ให้ ไปเพื่อส่งถ่ายสินค้าและการค้าไปทั่วโลก อาวุธปืนเล็กจำนวนมหาศาลและมีความแม่นยำมากนำไปสู่ช่องว่าง ทางอำนาจกระสุนปืน ระหว่างรัฐแกนนำกับรัฐอื่น ๆ เมื่อกล่าวอีกอย่างหนึ่ง เทคโนโลยีที่สำคัญก็คือผลิตภัณฑ์ และการบริโภคขนาดใหญ่ทั่วโลก รวมถึงการส่งถ่ายสินค้าและสงคราม ด้านการพัฒนาสายเคเบิลที่ทอดผ่านใต้ มหาสมุทรข้ามจักรวรรดิ และการค้าเหล่านี้รวมทั้งโทรเลขถูกใช้ไปเพื่อการติดต่อข้ามชาติอย่างรวดเร็ว ขณะที่ การพัฒนาด้านตัวแทนข่าวนานาชาติถูกใช้ไปเพื่อรายงานข่าวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวทางการ ติดต่อกัน ข้อมูลข่าวสาร และการเงินการคลังสามารถที่จะแยกออกจากกันกับการเคลื่อนไหวของประชาชน ทั้ง