143 การช่วยเหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่สามารถดูแลในทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ ครั้งได้ ดังนั้น การที่จะปล่อยให้ ผู้ใช้บริการอาศัยอยู่ในชุมชนต่อไป จึงเป็นการเสี่ยงอย่างมากต่อการดำรงชีพในช่วงบั้นปลายชีวิต เพราะ ร่างกายก็พิการ ญาติพี่น้องก็ไม่มี ปัจจัย 4 ก็มีไม่เพียงพอในการดำรงชีพในระยะยาว ถึงแม้ว่าชุมชนจะยังมี ความเกื้อกูลกันอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เพื่อนบ้านและวัดประจำชุมชนก็มีภาระอย่างอื่นที่มีความจำเป็นที่จะต้อง บริหารจัดการเช่นเดียวกัน จึงอาจจะดูแลผู้ใช้บริการได้ไม่เต็มที่เท่าที่ผู้ใช้บริการต้องการได้ ดังนั้น ทีมสห วิชาชีพจึงได้ประเมินความเสี่ยงในเรื่องการจะให้อาศัยอยู่ในชุมชนต่อไปหรือไม่โดยนักสังคมสงเคราะห์ประจำ ศูนย์วาสนะเวศม์ว่า เห็นสมควรรับเข้าหรือส่งต่อมายังศูนย์วาสนะเวศม์จังหวัดอยุธยาในที่สุด เพราะที่นี่ สามารถให้บริการปัจจัย 4 ได้ในระดับมาตรฐานระดับหนึ่ง แต่สิทธิที่ผู้ใช้บริการจะเสียไปเมื่อเข้ามาอยู่ในที่นี้ แล้วคือ จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการ การประเมินความต้องการ (Needs Assessment) การประเมินความต้องการของผู้ใช้บริการ 1. การรับเข้ามาอาศัยอยู่ในศูนย์วาสนะเวศม์ เริ่มแรกผู้ใช้บริการต้องได้รับการอบรมเกี่ยวกับ กฎระเบียบข้อบังคับหรือข้อปฏิบัติในการเข้ามาอยู่ในสถานที่ราชการ 2. ผู้ใช้บริการจะต้องได้รับการบริการในเรื่องปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พักอาศัย ที่มาตรฐาน และยารักษาโรคที่จำเป็น 3. ผู้ใช้บริการมีโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดันและโรคคนสูงอายุอื่น ๆ จะต้องได้รับ การตรวจรักษาเป็นประจำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 4. ผู้ใช้บริการจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่จำเป็นจากเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์หรือมีพี่ เลี้ยงดูแลทั้งกลางวันและกลางคืน 5. ผู้ใช้บริการจะต้องได้รับการฝึกทักษะในการอยู่ร่วมกับคนสูงอายุอื่น ๆ ทั้งหญิงและชาย ซึ่ง อาจจะมีช่วงว่างระหว่างเพศหรือวัยได้ และการอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ซึ่ง ส่วนมากจะอยู่ในวัยหนุ่มสาว อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับลูก ๆ ของผู้ใช้บริการ 6. ผู้ใช้บริการจะต้องได้รับการส่งต่อไปในที่อื่น เช่น ศูนย์อื่น ๆ หรือกลับสู่ชุมชน ถ้าหาก ผู้ใช้บริการร้องขอและไม่มีความเสี่ยงต่อการดำรงชีพในบั้นปลาย การประเมินความต้องการในการส่งต่อผู้ใช้บริการ ผู้ใช้บริการมีความต้องการที่จะเข้าไปอาศัยอยู่ในศูนย์วาสนะเวศม์เพราะมีระบบการบริการที่ดีกว่าที่ ได้รับในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ หรืออย่างน้อยก็มีอาหารบริโภคและมีที่พักที่หลับนอนเป็นกิจจะลักษณะ อัน จะบรรเทาความกังวลในเรื่องที่กำลังประสบอยู่นี้ได้ และทางศูนย์ก็มีศักยภาพ มีเจ้าหน้าดูแลที่พร้อมสมบูรณ์ ตามมาตรฐานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในศูนย์มีสถานพยาบาลรักษาในยาม เจ็บป่วย ถ้าเจ็บป่วยหนักนักสังคมสงเคราะห์ก็สามารถประสานเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชที่ อยู่ใกล้เคียงกันได้ หรือสามารถส่งต่อเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดได้นอกจากนี้ภายในศูนย์ยังมี ระบบบริการเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ มีระบบการบริการการออกกำลังกายในทุก ๆ เช้า มีระบบสันทนาการในเกือบ
144 ทุกสัปดาห์เพื่อเป็นการผ่อนคลายทางอารมณ์ของผู้สูงอายุภายในศูนย์ รวมทั้งมีระบบบริการด้านจิตวิญญาณ ด้วยการจัดให้มีพระสงฆ์มาบรรยายธรรมตามแต่โอกาสเอื้ออำนวย มีศาลาสำหรับสวดมนต์ภาวนาสำหรับ ผู้สูงอายุที่มีความต้องการพักผ่อนหย่อนใจจากอารมณ์อันไม่พึงปรารถนาภายนอก และในทุก ๆ เดือนภายใน ศูนย์จะมีผู้มาบริจาคจตุปัจจัยที่จำเป็นเพื่อใช้ในการดำรงชีพ เช่น เสื้อผ้า ยารักษาโรค สบู่ ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น และที่สำคัญผู้บริจาคที่มีกำลังทรัพย์พอสมควรก็ได้มอบปัจจัยสำหรับจับจ่ายใช้สอยตามอัธยาศัยอีก ส่วนหนึ่ง ซึ่งระบบบริการต่าง ๆ ดังกล่าว ทีมสหวิชาชีพโดยนักสังคมสงเคราะห์ประจำศูนย์ได้ประเมินแล้วว่า จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการและอาจจะถือว่าเป็นสถานที่พำนักแหล่งสุดท้ายของชีวิตสำหรับ ผู้ใช้บริการและสามารถทำให้ผู้ใช้บริการไม่มีความกังวลใด ๆ ในเรื่องปัจจัย 4 ในที่สุด การกำหนดเป้าหมายและแผนการบริการสวัสดิการสังคม (Care Plan/Planning) นักสังคมสงเคราะห์ได้นำมติที่ประชุมสหวิชาชีพอันประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยาและ นักพัฒนาสังคมบ้านวาสนะเวศม์ เพื่อวางแผนให้การช่วยเหลือแก่ผู้ใช้บริการโดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วน และแผนการฟื้นฟูสุขภาพกาย สุขภาพจิต การป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและยาว รวมถึงการพัฒนา ศักยภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและอาชีพ ดังนี้ 1. ทำเรื่องส่งตัวจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยนาทเพื่อรับตัวเข้ามา อยู่ศูนย์วาสนะเวศม์ 2. ทำเรื่องส่งตัวเพื่อตรวจสุขภาพและตรวจโรคประจำตัวในโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชจังหวัด พระนครศรีอยุธยา 3. ศูนย์วาสนะเวศม์รับผู้ใช้บริการเข้าพักอาศัยรวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องปัจจัย 4 ในการดำรง ชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดช่วงที่อาศัยอยู่ภายในศูนย์ 4. ประสานกับโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพและโรคประจำตัวเป็น ระยะ ๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานและความดัน 5. จัดฝึกอบรมเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับภายในศูนย์และการฝึกอบรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สำหรับผู้เข้ามาใหม่ 6. การให้ผู้ใช้บริการกระทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองร่วมกับผู้ใช้บริการรายอื่น เช่น การดูแลความ สะอาดของที่พักอาศัย การอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือกิจกรรมอื่นใด เช่น การออกกำลังกายช่วงเช้า การทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายร่วมกับคนอื่น ๆ ภายในทีม เวลาในการเข้าที่หลับ นอน มารยาทในการใช้ที่หลับนอน เป็นต้น 7. การจัดบริการการให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยตนเองเบื้องต้นจากคณะแพทย์จาก โรงพยาบาลภายในจังหวัด
145 8. การจัดบริการด้วยโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการธรรมะบำบัด ด้วยการฝึกปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 หรือ ทำวัตรสวดมนต์ โครงการผู้สูงวัยใส่ใจลูกหลาน โครงการส่งเสริมสุขภาวะให้ผู้สูงอายุมีความสุขและมีคุณค่า (Happy Home) เป็นต้น การดำเนินงาน (Implementation) เมื่อแผนได้จัดวางเป็นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว นักสังคมสงเคราะห์จึงได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. นักสังคมสงเคราะห์ประสานโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อตรวจสุขภาพเบื้องต้นและโรค ประจำตัวคือเบาหวานและความดัน การตรวจเกี่ยวกับสภาวะพิการ 2. นักสังคมสงเคราะห์นำส่งผู้ใช้บริการเข้าสู่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อตรวจโรคและ ผลกระทบจากสภาวะพิการร่างกายท่อนล่าง ผลตรวจสุขภาพอยู่ในภาวะปกติ 3. นักสังคมสงเคราะห์ให้ผู้ใช้บริการกรอกประวัติเบื้องต้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการติดต่อกับผู้ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการ (ถ้าหากจะมี) หรือในการส่งต่อในอนาคต 4. นักสังคมสงเคราะห์รับผู้ใช้บริการเข้าพักอาศัยอยู่ในศูนย์วาสนะเวศม์เพื่อให้บริการด้านปัจจัย 4 ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ 5. นักสังคมสงเคราะห์และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ให้บริการด้านการฝึกอบรมกฎระเบียบข้อบังคับ สำหรับการเข้าพักอาศัยอยู่ภายในศูนย์ ทั้งนี้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกกับผู้สูงอายุคนอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิด ความเหลื่อมล้ำระหว่างกันและระหว่างผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ ของศูนย์ 6. นักสังคมสงเคราะห์ร่วมกับฝ่ายศาสนาและหน่วยราชการในท้องที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล บ่อโพง โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช จัดบริการที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตภายในศูนย์ทั้งบริการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ เช่น จุดออกกำลังกาย สถานที่ฝึกอบรมด้านวิชาชีพ สถานที่สำหรับสวดมนต์ ไหว้พระเพื่อผ่อนคลายอารมณ์กังวล สถานที่สำหรับการฝึกเจริญสติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) เพื่อให้ เป็นไปตามสิทธิของผู้สูงอายุที่จะพึงได้รับจากหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 มาตรา 11 (1) – (13) (The Act on the Elderly, B.E. 2546 (2003 A.D.) การติดตามผลการดำเนินงาน/ผลที่เกิดขึ้น/ผลกระทบ (Output/Outcome/Impact) เพื่อให้เป็นไปตามหลักการสากลและมาตรฐานการให้บริการทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์และ สวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์และทีมสหวิชาชีพจึงได้ติดตามประเมินผลตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1. การติดตามในการทำเรื่องส่งตัวผู้ใช้บริการไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชและ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสามารถให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที
146 2. การติดตามเรื่องการรักษาโรคเบาหวาน ความดันและภาวะพิการ หลังการเข้าพักอาศัยอยู่ภายใน ศูนย์เรียบร้อยแล้ว นักสังคมสงเคราะห์และทีมแพทย์พยาบาลได้ส่งตัวผู้ใช้บริการเข้ารับการตรวจรักษาตาม ช่วงเวลาที่กำหนดและเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ภายในศูนย์ยังมีจุดบริการพยาบาลเบื้องต้นที่ทำให้ ผู้ใช้บริการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการเมื่อได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์วิชาชีพสุขภาพก็อยู่ ในสภาวะปกติดี 3. นักสังคมสงเคราะห์และนักพัฒนาสังคมภายในศูนย์ได้ติดตามและประเมินผลการจัดที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภคและปัจจัยในการดำรงชีพว่าเป็นไปตามมาตรฐานและเป็นไปตามสิทธิที่ผู้สูงอายุจะได้รับ หรือไม่ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข 4. นักสังคมสงเคราะห์ได้ติดตามสภาวะด้านร่างกายที่พิการของผู้ใช้บริการ ถ้าหากมีอาการผิดปกติก็ จะนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชและโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อทำการตรวจรักษาต่อไป 5. ผู้ใช้บริการเมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ภายในศูนย์ช่วงแรก มีภาวะซึมเศร้า เข้ากับคนอื่น ๆ ไม่ค่อยได้ นัก สังคมสงเคราะห์จึงได้ประสานไปยังนักสังคมสงเคราะห์ฝ่ายจิต แพทย์ฝ่ายจิต รวมถึงพระสงฆ์ทางฝ่ายศาสนา เพื่อจัดบริการด้านคำปรึกษา การใช้ชีวิต ทำให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น และขณะนี้ก็อยู่ในสภาวะปกติ เข้ากับคนอื่นได้ดี ถึงแม้จะเป็นคนที่มีบุคลิกพูดจาโผงผางไม่เกรงใจใครก็ตาม 6. นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ยังได้ติดตามและส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการ ได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดและตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของไทย หรือการได้ กลับคืนสู่ชุมชนของตน ถ้าหากในอนาคตไม่ต้องการอยู่อาศัยภายในศูนย์แล้ว เพราะตระหนักรู้ว่าที่ ๆ ที่ดีที่สุด สำหรับผู้ใช้บริการก็คือชุมชนบ้านเกิดและการโอบอุ้มโดยชุมชนนั่นเอง 7. นักสังคมสงเคราะห์ได้ติดตามผลที่เกิดจากการปฏิบัติจิตภาวนาหรือสติปัฏฐาน 4 ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ทุกอาทิตย์ ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 1 ชั่วโมง และสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมของผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ดีขึ้น จากที่เป็นคนขี้โมโห พูดจาโผงผางไม่เกรงใจใคร มีอาการที่สงบเสงี่ยม พูดจาราบเรียบ มีสติ และมีความสุขที่สังเกตเห็นได้จากสีหน้า ท่าทาง การพูดจา การเข้ากับผู้สูงอายุรายอื่นได้ดี(ดังรายละเอียดใน รายงานเล่มสมบูรณ์) 8. และที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทั้งนักสังคมสงเคราะห์และผู้ใช้บริการต่างได้สะท้อนตัวตนและการ ประเมินตนเองผ่านกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันคือการเจริญสติปัฏฐาน 4 ผู้ให้บริการมีความสุขและมีความยินดีเป็น อย่างยิ่งที่จะสรรหาบริการที่ดีที่สุดเพื่อผู้ใช้บริการ และผู้ใช้บริการได้สะท้อนการให้บริการว่า มีความสุขและมี จิตใจสงบขึ้นกว่าเดิมมากหลังจากได้ผ่านการเจริญสติปัฏฐาน แต่สิ่งที่ผู้ใช้บริการได้สะท้อนให้ผู้ให้บริการ รับทราบคือ ในเรื่องของปัจจัยในการดำรงชีพในศูนย์ เช่น อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค อยากให้มีเพิ่มขึ้น เพราะที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังอยากให้ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เอาใจใส่ดูแล มีท่าทีที่เป็นมิตร และให้คำปรึกษาที่เอื้อต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่มีอยู่ตามสิทธิต่อไป สรุป
147 รูปแบบและกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ประกอบด้วยการรับเรื่องเบื้องต้นเพื่อสอบถามข้อมูล ที่จำเป็นพื้นฐานและการสร้างสัมพันธภาพทางวิชาชีพสำหรับวางแผนในการช่วยเหลือต่อไป ต่อแต่นั้นจะเป็น การสืบค้นข้อมูลทั้งการสืบค้นเอกสารและการลงพื้นที่หรือการเยี่ยมบ้านเพื่อการมองปัญหาได้อย่างชัดเจนและ สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ใช้บริการและประเมินความต้องการของผู้ใช้บริการ เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนและอิ่มตัว นักสังคมสงเคราะห์จะได้ทำการวางแผนร่วมกับผู้ใช้บริการ เมื่อแผนเป็นที่ชัดเจนและน่าพอใจแล้วก็จะนำแผน ดังกล่าวไปสู่ภาคปฏิบัติ ทั้งนี้แผนนี้สามารถปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามความเหมาะสมกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าผลที่เกิดขึ้นออกมาดีก็จะดำเนินการต่อไป ถ้าไม่ดีจะมีการปรับปรุงแก้ไข และถ้าปัญหา เกินความสามารถของนักสังคมสงเคราะห์ก็จะมีการยุติเรื่องและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่พร้อมสำหรับการ ช่วยเหลือผู้ใช้บริการต่อไป เอกสารอ้างอิง Hartman, A. (1978). Diagrammatic assessment of family relationships. Social Casework, 59, pp. 465 – 476. Marla Berg-Weger. (2016). Social Work and Social Welfare: An invitation (4th ed.). New York: Routledge. Ministry of Social Development and Human Security, Department of Older Persons. (n.y.). The Act on the Elderly, B.E. 2546 (2003 A.D.). No place: No press.
148 บทที่ 10 การทำงานเพื่อสังคมแบบโกโลโกโส (Social Work Under Go Low Go So(ciety) Model) เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ความทันสมัย นอกจากความเจริญรุ่งเรืองในอารยธรรมมนุษย์แล้ว ก็นำพาหลายสิ่ง หลายอย่างที่มนุษย์ไม่พึงประสงค์มาด้วย เช่น ปัญหาการบริหารจัดการกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ที่ถือว่าเป็นอาการสูญเสียดุลยภาพทางสังคมในวงกว้าง (Social Equilibrium) ทั้งปัจเจก ครอบครัว กลุ่ม องค์กร และชุมชนปรับตัวไม่ได้หรือปรับตัวไม่ทันกับสถานการณ์ทาง สังคมดังกล่าว ทำให้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งด้านงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นเพื่อ สนองตอบต่อความต้องการทางสังคมของประชาชน ดังนั้น เครื่องมือหนึ่งและสำคัญที่สุดในหลายสาขาอาชีพ เพื่อเป็นการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟูและพัฒนาอย่างเป็นระบบตามแนวทางและนโยบายสังคม ได้เกิดบุคคลกลุ่ม หนึ่งที่มีจิตอาสาที่เรียกว่า “นักสังคมสงเคราะห์” (Social Worker) ขึ้นมา และการทำงานสังคมสงเคราะห์ได้ มีวิวัฒนาการและประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นปัญหาสังคมและตัวนักสังคม สงเคราะห์และการทำงานสังคมสงเคราะห์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า นักสังคมสงเคราะห์คือใคร? นัก สังคมสงเคราะห์ทำอะไร? จุดมุ่งหมายของสังคมสงเคราะห์คืออะไร? แต่จะเข้าใจนักสังคมสงเคราะห์ได้ จะต้อง เข้าใจก่อนว่างานสังคมสงเคราะห์คืออะไร? งานสังคมสงเคราะห์คืออะไร? (What is Social Work?) งานสังคมสงเคราะห์สำหรับคนทั่ว ๆ ไป อาจจะมองแค่เพียงว่าคือการแจกข้าวแจกของ เสร็จแล้วก็ แยกย้ายกันไป แต่ในความเป็นจริงงานสังคมสงเคราะห์กินความกว้างและลึกยิ่งกว่านั้นมาก การแจกข้าวแจก ของเป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของการช่วยเหลือทางสังคมและงานสังคมสงเคราะห์เท่านั้น เป็นการช่วยเหลือ เฉพาะหน้าหรือเฉพาะกิจ โดยเนื้อแท้ของงานสังคมสงเคราะห์เป็นการทำงานทางสังคมหรือเพื่อสังคมอย่างเป็น กระบวนการ มีแนวคิดทฤษฎีรองรับ เป็นการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและสนองตอบต่อความต้องการของ ประชาชนผู้ด้อยโอกาสหรือยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางสังคมประเภทต่าง ๆ ที่พึงมีพึงได้ (Sheafor, Horejsi, & Sheafor, 2000) ทั้งนี้การทำงานเพื่อสังคมเน้นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับจุลภาคจนถึงระดับมหภาคคือ ปัจเจก ครอบครัว กลุ่ม องค์กรทางสังคม และชุมชน (Vimala Pillari, 2002) นี่คือมุมมองปัจเจกบุคคล ขณะเดียวกัน ก็มีมุมมองที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันในฐานะขององค์กรวิชาชีพคือ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ (อเมริกา) (NASW, 1973) ได้ให้คำนิยามที่เป็นมาตรฐานปฏิบัติสำหรับนักสังคมสงเคราะห์ทั่วโลกไว้ว่า การ
149 ทำงานสังคมสงเคราะห์เป็นกิจกรรมทางวิชาชีพเพื่อการช่วยเหลือปัจเจก กลุ่ม ชุมชน การทำงานร่วมกับ ผู้ใช้บริการเพื่อดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้งานได้ และเพื่อให้การทำหน้าที่ทางสังคมของเขาบรรลุเป้าหมายได้ หากมองในอีกมิติหนึ่ง นอกจากการช่วยเหลือ การสร้างเงื่อนไขเพื่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคมของเขาได้ แล้ว การทำงานเพื่อสังคมยังจะต้องประกอบด้วย ค่านิยม (Values) หลักการ (Principles) และเทคนิควิธีการ (Techniques) อีกด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือและแนวทางให้การช่วยเหลือสังคมมีความเป็นมือ อาชีพมากยิ่งขึ้น เครื่องมือทางวิชาชีพเหล่านี้จะนำไปสู่ (1) การช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับบริการต่าง ๆ ได้อย่างเป็น รูปธรรม (Tangible Services) เช่น ข้าวปลาอาหาร รายได้ (2) การให้คำปรึกษาและการบำบัดทางจิตหรือจิต บำบัด (Psychotherapy) แก่ปัจเจก ครอบครัว และกลุ่ม (3) ช่วยให้ชุมชนหรือกลุ่มได้รับการปรับปรุงการ บริการทางสุขภาพและสังคมให้ดียิ่งขึ้น และ (4) การมีส่วนร่วมในการผลักดันบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ เป็นไปตามกฎหมาย แท้ที่จริงการสังคมสงเคราะห์จะครอบคลุมใน 5 กลุ่มสาระ (Themes) (Karen K. KirstAshman, 2003) คือ (1) เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือปัจเจก กลุ่ม และชุมชน เพื่อปรับปรุงการบริการทางสังคม และทางสุขภาพ (2) เกี่ยวข้องกับและนำมาซึ่งค่านิยมและหลักปฏิบัติพื้นฐานที่เข้มแข็งที่จะบอกให้รู้ว่า นัก สังคมสงเคราะห์ควรหรือไม่ควรทำอะไร (3) การกำหนดทิศทางแก่นักสังคมสงเคราะห์ว่าควรจะนำวิธีการและ สรรสร้างเป้าหมายภายใต้การปฏิบัติตามเทคนิคและทักษะพื้นฐานที่ดีอย่างไร (4) นักสังคมสงเคราะห์จะต้อง ช่วยประชาชนให้ได้รับบริการทางสังคม พิทักษ์สิทธิให้เขา รวมทั้งพัฒนาบริการต่าง ๆ และ (5) นักสังคม สงเคราะห์จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตรากฎหมาย ส่งเสริมสนับสนุนกฎหมายที่ดีที่เป็นไปเพื่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงบวกและมีผลต่อโครงสร้างการบริการสังคม อย่างไรก็ดี การทำงานสังคม สงเคราะห์จะมีพื้นที่หนึ่งที่คาบเกี่ยวกับการบริการสวัสดิการสังคม (Social Welfare) จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่า สังคมสงเคราะห์กับสวัสดิการสังคมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? ดังนั้น เพื่อความชัดเจนและป้องกันความ สับสน จะขอกล่าวถึงว่าอะไรคือสวัสดิการสังคม? สวัสดิการสังคมคืออะไร? (What is Social Welfare?) เป็นที่รับรู้กันว่า สังคมสงเคราะห์กับสวัสดิการสังคมมีความหมายและพื้นที่ซ้อนทับกันอยู่จนยากที่จะ แยกแยะได้ว่าอะไรคือสังคมสงเคราะห์ อะไรคือสวัสดิการสังคม แต่ถึงกระนั้นแต่ละอย่างก็มีความหมายและ พื้นที่เป็นของตนเองที่จะชี้ให้เห็นว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในเชิงเนื้อหาอยู่ในพื้นที่เดียวกันจนยากที่ จะแยกออกจากกันได้ อย่างง่ายที่สุด สังคมสงเคราะห์คือการบริการเพื่อปรับปรุงสวัสดิการสังคมและเศรษฐกิจของ ประชาชนให้ดีขึ้น รวมถึงสุขภาพกายและสุขภาพจิต การช่วยเหลือทางการเงินการคลัง และบริการอื่น ๆ โดย กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุ เด็ก ครอบครัว คนพิการ และบุคคลตามกำหนดของกฎหมาย (Karen K. KirstAshman, 2003) ขณะที่สวัสดิการสังคมคือ ระบบโปรแกรมของชาติ ผลประโยชน์ และบริการต่าง ๆ ที่เป็น
150 บริการพื้นฐานเพื่อธำรงรักษาสังคมส่วนรวมไว้ที่อาจประกอบด้วยบริการทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และ สุขภาพ (Barker, 1999) อนึ่ง สวัสดิการสังคมคือแนวคิดที่ว่าด้วยความอยู่ดีกินดีของประชาชน (Well-Being) ประกอบด้วย 2 มิติ คือ (1) อะไรที่ประชาชนได้รับจากสังคม? และ (2) ความต้องการของเขาได้รับการ ตอบสนองได้ดีเพียงใด? เมื่อกล่าวโดยสรุป สังคมสงเคราะห์ไม่ใช่แค่เพียงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคมของประชาชน เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดสรรบริการทางสุขภาพ การศึกษา สันทนาการ และบริการเพื่อให้เกิดความ ปลอดภัยสาธารณะ รวมถึงบริการทางการแพทย์ พยาบาล พนักงานดูแลสุขภาพ ครู ผู้ให้คำปรึกษาเชิง สร้างสรรค์ ตำรวจ นักดับเพลิง และบริการอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมี สุข ส่วนสวัสดิการสังคมจะมีมิติที่จะให้กล่าวถึงอยู่ 2 มิติ (Karen K. Kirst-Ashman, 2003) คือ (1) ความ รับผิดชอบส่วนบุคคลที่จะต้องดูแลตนเองที่เป็นอิสระจากรัฐบาล อย่างคำโบราณที่กล่าวว่า “คุณได้เก็บเกี่ยว พืชผลที่คุณได้หว่านไว้” (You Reap What You Sow) และ (2) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของ สังคม ที่จะต้องดูแลสมาชิกของสังคมให้อยู่ดีกินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความกดดันทางสังคม ถึงแม้ว่าจะมี ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันว่า ใครควรหรือไม่ควรได้รับสวัสดิการสังคมก็ตาม? นักสังคมสงเคราะห์คือใคร? (Who are Social Workers?) การทำงานสังคมสงเคราะห์เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกำลังสติปัญญาที่ต้องขบคิดเกี่ยวกับการแก้ไขสถานการณ์ทางสังคมและการพัฒนาบริการต่าง ๆ เพื่อ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการกลุ่มต่าง ๆ จะต้องทำการพิทักษ์สิทธิของเขาทั้งที่กฎหมายกำหนด หรือไม่ก็ตาม ผู้ทำงานด้านนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีจิตอาสาและทัศนคติที่ดี (Good Mind and Attitude) คือ กาทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก ทุกคนสามารถทำได้ แต่แน่นอนไม่ใช่ทุกคนที่จะทำให้ถูกต้อง และในวงกว้าง ครอบคลุมทุกกลุ่มทุกอาชีพได้ นอกจากนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพโดยตรง สิ่งที่จำเป็นและขาดเสียมิได้สำหรับนักสังคมสงเคราะห์ก็คือ (1) คุณสมบัติอันล้ำค่าส่วนบุคคล (Valuable Personal Qualities) เวลาทำงาน ทุกคน ๆ ก็มักจะ เกิดคำถามขึ้นในใจว่า เราจะทำงานกับใคร? เขามีคุณลักษณะนิสัยใจคอเป็นอย่างไร? เป็นต้น เช่นเดียวกันผู้ที่ จะทำงานเพื่อสังคมที่จะต้องทำงานร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใช้บริการ (Clients) หรือทีมสห วิชาชีพ (Interdisciplinary) ก็จะต้องเป็นบุคคลที่ใครคนอื่นไว้วางใจ ทำงานด้วยแล้วสบายใจ ดังนั้น คุณสมบัติ ที่จำเป็นก็คือ มีความเป็นมิตร (Friendly) ให้ความสำคัญแก่ความรู้สึกของคนอื่น (Respectful of Others’ Feeling) มีความซื่อสัตย์ (Honest) เป็นผู้ฟังที่ดี (A Good Listener) ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ (Cooperative) และมีความจริงใจต่อคนอื่น (Genuinely Interested) และ (2) การทำงานด้วยการเป็นหุ้นส่วนกัน (Working with Partnership) แน่นอนที่สุด การทำงานสังคม นักสังคมสงเคราะห์จะทำงานคนเดียวไม่ได้ จะต้องร่วมมือกับคนอื่น นักสังคมสงเคราะห์และทีมสหวิชาชีพจะ
151 ส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันภายใต้ภารกิจเพื่อส่วนรวม ทุกคนเติมเต็มให้กำลังใจแก่กันและกัน ขณะเดียวกันนักสังคมสงเคราะห์จะต้องให้ความสำคัญแก่ความแตกต่างส่วนบุคคล ความหลากหลาย อัต ลักษณ์ส่วนบุคคล เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้บุคลิกของนักสังคมสงเคราะห์มีความน่าเชื่อถือ การกระทำอย่าง รับผิดชอบ การพิทักษ์ความยุติธรรมและโปร่งใสตรวจสอบพฤติกรรมได้ นักสังคมสงเคราะห์ทำอะไร? (What Do Social Workers Do?) ประเด็นต่าง ๆ ที่อภิปรายมา ก็พอจะตอบคำถามได้ว่า นักสังคมสงเคราะห์ทำอะไร? แต่เพื่อความ ชัดเจนในประเด็นนี้ผู้เขียนจึงอยากเสนอต่อไปว่า สิ่งที่นักสังคมสงเคราะห์ทำและสำคัญที่สุดตามที่ Brenda DuBois and Karla Krogsrud Miley (2005) ได้กล่าวไว้นั้นก็คือ การให้โอกาสแก่ตนเองและคนอื่นเพื่อ ร่วมกันทำงานในขอบเขตของงานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมที่ผูกพันอยู่กับประเด็นปัญหา สถานการณ์ทางสังคม และความต้องการทางสังคมที่หลากหลายที่ได้สะท้อนกลับมาจากพื้นที่ทางสังคมนั้น ๆ (Voices from the Field) ตามความหมายนี้นักสังคมสงเคราะห์ซึ่งมีหลายกลุ่มและลักษณะงานที่ทำก็จะทำหน้าที่ของตนเองได้ ตรงตามความถนัด เช่น นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ทางการศึกษา หรือนักสังคม สงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะต้องฟังเสียงของผู้ใช้บริการหรือทีมสหวิชาชีพผู้อยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ที่รู้ ดีที่สุด ร่วมกันแก้ไขป้องกันปัญหา ทำให้มีวิธีการที่หลากหลายที่มาจากสหวิชาชีพในการพัฒนาบริการ สาธารณะต่าง ๆ (Generalist Social Work) ที่มีลักษณะการบริการครอบคลุมถึงกระบวนการปฏิบัติงานทั่ว ๆ ไปในระบบผู้ใช้บริการ (Client System) ตระหนักถึงสมรรถนะเพื่อการเปลี่ยนแปลงในระบบที่หลากหลาย ได้แก่ ระบบมนุษย์ (Human Systems) การเน้นไปที่พฤติกรรมของมนุษย์ในบริบทสิ่งแวดล้อมของเขา และ การบูรณาการวิธีการปฏิบัติตรงที่เป็นไปตามนโยบายทางสังคมและกิจกรรมการวิจัยทางสังคม จุดมุ่งหมายของสังคมสงเคราะห์คืออะไร? (What is the Purpose of Social Work?) จุดมุ่งหมายที่ง่ายที่สุดที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันก็คือการทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข (Well-Being) แต่บน พื้นฐานของค่านิยมที่หลากหลาย จุดมุ่งหมายของสังคมสงเคราะห์จะประกอบด้วย 3 ประการหลัก ๆ (Baer & Federico, 1978) คือ 1. ส่งเสริมการแก้ไขปัญหา รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมและพัฒนาความสามารถของ ประชาชน 2. สนับสนุนระบบปฏิบัติการในมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการและ ทรัพยากรต่าง ๆ 3. ช่วยประชาชนให้เชื่อมต่อกับระบบที่จะให้เข้าเข้าถึงบริการ ทรัพยากรและโอกาสต่าง ๆ
152 ในความเป็นจริงจุดมุ่งหมายของสังคมสงเคราะห์จะให้วิสัยทัศน์ในการทำงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ทางวิชาชีพ เพื่อนำไปพัฒนาหาทางออกร่วมกันระหว่างนักสังคมสงเคราะห์กับผู้ใช้บริการ ภายใต้บริบทอนุกรมความเข้มแข็งและความต้องการ (Strengths and Needs) เป้าหมายและวัตถุประสงค์ เฉพาะจะทำให้นักสังคมสงเคราะห์กระตุ้นต่อมความสามารถของผู้ใช้บริการ เชื่อมโยงเขากับทรัพยากรที่มีอยู่ และเป็นพี่เลี้ยงที่ทำให้องค์กรและสถาบันทางสังคมตระหนักถึงความต้องการของประชาชน (NASW, 1981) ตามแผนภาพข้างล่างนี้ คือ จุดมุ่งหมายของสังคมสงเคราะห์ • ยกมาตรฐานทางสังคมของ ปัจเจก ครอบครัว กลุ่ม องค์กร และชุมชนให้สูงขึ้น • เชื่อมโยงระบบผู้ใช้บริการกับ ทรัพยากรที่เขาต้องการให้ถึงกัน • ปรับปรุงการใช้เครือข่ายการ ให้บริการทางสังคมให้ดียิ่งขึ้น • ส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม ผ่านทางการพัฒนานโยบายทาง สังคม แผนภาพที่ 10.1: จุดมุ่งหมายของสังคมสงเคราะห์ สังคมสงเคราะห์กับสถาบันทางสังคมเกี่ยวข้องกันอย่างไร? (How Are Social Work and Social Institutions Related?) การทำงานทางสังคมสงเคราะห์มีส่วนเกี่ยวข้องกับและหลายสถาบันทางสังคม ทั้งสถาบันที่เป็น ทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ สถาบันทางสังคม เช่น ครอบครัว การศึกษา รัฐบาล ศาสนา เศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคม เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของปัจเจกและ ส่วนรวม หรือเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มความต้องการของมนุษย์และแก้ไขปัญหาสังคมไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้าน กายภาพ เศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนาหรือจิตวิญญาณ และความต้องการทางการเมืองของประชาชนตาม ทิศทางและบทบาทของสถาบันนั้น ๆ พื้นที่ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ (Fields of Social Work Practice)
153 นักสังคมสงเคราะห์ต้องประสบและจัดการกับปัญหาหลายอย่าง เช่น การกระทำรุนแรงและการ ทอดทิ้งเด็ก การไร้ที่อยู่อาศัย ความยากจน ความต้องการดูแลสุขภาพ การถูกปฏิเสธจากเพื่อนบ้าน การเหิน ห่างจากชุมชน การใช้สารเสพติด การถูกกระทำรุนแรงจากคนในครอบครัว การทำงานทั่ว ๆ ไปกับองค์กร ชุมชน กลุ่มเพื่อนบ้าน ครอบครัว และปัจเจกบุคคลผู้สูงอายุ การทำผิดกฎหมาย คนตกงาน หรือแม้กระทั่งผู้ เจ็บป่วยทางจิตเรื้อรังหรือบุคคลพิการก็ตาม พื้นที่การปฏิบัติงานถูกแบ่งออกตามประเภทของการบริการทาง สังคมลักษณะต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็น (1) ประเภทปัญหาสังคม (2) การสนองตอบต่อความต้องการของกลุ่ม ประชาชนผู้ใช้บริการ และ (3) การสะท้อนถึงสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ (Brenda DuBois and Karla Krogsrud Miley, 2005) เมื่อกล่าวอย่างถึงที่สุด พื้นที่การปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ตามแบบฉบับ (Traditional Fields of Practice) จะประกอบด้วย (1) บริการสวัสดิการครอบครัวและเด็ก (2) สุขภาพและการฟื้นฟู สุขภาพ (3) สุขภาพจิต (4) สังคมสงเคราะห์ด้านอาชีพ (5) ที่อยู่อาศัย (6) การพัฒนาชุมชน (7) ข่าวสารและ การเผยแพร่ (8) การคุ้มครองรายได้ (9) การบริการผู้สูงอายุหรือวิทยาการด้านผู้สูงอายุ (10) สังคมสงเคราะห์ ทางการศึกษา และ (11) สังคมสงเคราะห์ว่าด้วยการปรับปรุงแก้ไข สังคมสงเคราะห์กับสังคม (Social Work and Society) เพื่อเติมเต็มอาณัติด้านสวัสดิการสังคม สังคมสงเคราะห์ถูกมองว่ามีบทบาทที่แตกต่างไปจากสังคม (สถาบันทางสังคม) โดยบทบาทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบที่แตกต่างกันของสังคมกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ สังคมสงเคราะห์รับผิดชอบ เพราะธรรมชาติของปัญหาสังคมกับวิถีทางปฏิบัติที่สังคมนิยามไว้เกี่ยวกับการ บริหารจัดการสวัสดิการสังคมมันมีอิทธิพลต่อสังคมสงเคราะห์ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รูปแบบที่สอดคล้องและขัดแย้งกัน (Consensus and Conflict Models) รูปแบบของสังคมสองอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทางสังคมวิทยาที่แตกต่างกัน เพราะรูปแบบที่ สอดคล้องกันเป็นไปตามมุมมองเชิงโครงสร้างหน้าที่ ส่วนรูปแบบที่ขัดแย้งกันเป็นไปตามมุมมองความขัดแย้ง (Leonard, 1976) รูปแบบความสอดคล้องกันของสังคมให้คุณค่าแก่การรักษาสมดุลของความสัมพันธ์กัน ระหว่างสังคมกับสมาชิกของสังคม ในรูปแบบนี้บทบาทของสังคมสงเคราะห์ถูกใช้เพื่อการแก้ไขความขัดแย้ง และความตึงเครียดระหว่างกัน เพื่อหล่อหลอมประชาชนที่ถูกตราหน้าว่า “เบี่ยงเบน” ให้กลับคืนสู่สังคมได้ และเพื่อสร้างสรรค์ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมของเขา ด้วยการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเข้าหากันและกัน บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ตรงจุดนี้คือ การควบคุมประชาชนที่ถูก ผลักออกไปและปฏิรูปโครงสร้างสังคมที่สูญเสียไปนั่นเอง ขณะที่รูปแบบความขัดแย้งมุ่งไปที่ประเด็นอำนาจ และการถือครองอำนาจที่เป็นปัญหาอันเป็นผลมาจากการกระจายอำนาจไม่สมดุล จากประเด็นนี้บทบาทของ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องรับมือกับความอยุติธรรมทางสังคม และพิทักษ์สิทธิของผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและ อ่อนแอ เพราะเป้าหมายของนักสังคมสงเคราะห์คือการเปลี่ยนผ่านอำนาจและการใช้อำนาจเพื่อการบริหาร จัดการทางสังคม สัมพันธภาพที่เป็นไปได้ 4 รูปแบบ (Four Possible Relationship)
154 สัมพันธภาพระหว่างสังคมสงเคราะห์กับสถาบันทางสังคมอาจทำความเข้าใจได้จากรูปแบบ 4 ประการ นี้ (Cowger, 1977) คือ 1. สังคมสงเคราะห์ในฐานะตัวแทนของการควบคุมทางสังคมในนามของสถาบันทางสังคม 2. สังคมสงเคราะห์ในฐานะผู้ปฏิรูปสังคม 3. สังคมสงเคราะห์ในฐานะผู้แยกขาดจากสังคม 4. สังคมสงเคราะห์ในฐานะสื่อกลางระหว่างปัจเจกบุคคลกับสถาบันทางสังคม แต่ละตำแหน่งแห่งที่ชี้ให้เห็นถึงสัมพันธภาพระหว่างสังคมสงเคราะห์กับสถาบันทางสังคมที่แตกต่าง กัน แต่ละอย่างให้ความหมายที่แตกต่างกันในการปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ สังคมในฐานะเครื่องมือขัด เกลาทางสังคมโดยเน้นไปที่การควบคุมทางสังคม (Brenda DuBois and Karla Krogsrud Miley, 2005) ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า ความดีสาธารณะถูกให้ความสำคัญเหนือกว่าความต้องการของปัจเจกบุคคล อีกประการ หนึ่ง ขณะที่ผู้ปฏิรูปสังคมได้ใช้การปฏิรูปทางสังคมสงเคราะห์วิชาชีพเพื่อตอบสนองต่อปัญหา โดยการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่าง ๆ และท่าทีที่รุนแรงอาจจะทำให้พันธมิตรที่มีศักยภาพแปลกแยกออกไป และสกัดกั้น ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่นักสังคมสงเคราะห์บางคนอาจจะผลักดันแบบโดดเดี่ยวในการแทรกแซงการ บำบัดรักษาโรคและสงวนท่าทีแบบกลาง ๆ ในความสัมพันธ์กับสังคม ตำแหน่งแห่งที่ลักษณะนี้ดูเหมือนจะไม่ คงเส้นคงวานักกับอาณัติด้านความยุติธรรมทางสังคมอย่างมืออาชีพ บทบาทโซ่ข้อกลางโดยสัดส่วนมีความ ใกล้เคียงกันมากกับแนวคิดทางสังคมสงเคราะห์ ในฐานะกระบวนการเสริมพลังอำนาจที่ทำงานเป็นหุ้นส่วนกัน กับผู้ใช้บริการ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแก่ตัวปัจเจกบุคคลและสิ่งแวดล้อมทางสังคมของเขา ยิ่งไปกว่านั้น ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของหุ้นส่วนกับการเสริมพลังอำนาจสามารถเปลี่ยนผ่าน วิถีทางกลยุทธ์การทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ที่สัมพันธ์กับการควบคุมทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมได้ สรุป การทำงานสังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพที่ต้องทำด้วยความรู้ ทักษะ ทัศนคติและค่านิยมที่พึงประสงค์ เพื่อสร้างความแตกต่างและความเข้มแข็งให้แก่ปัจเจก ครอบครัว กลุ่ม องค์กร และชุมชน ที่ต้องทำงานร่วมกับ หลายฝ่ายหลายสาขาอาชีพ ทั้งเป็นความร่วมมือระหว่างกันและบูรณาการกัน (Interdisciplinary and Multidisciplinary) โดยนัยนี้ Brenda DuBois and Karla Krogsrud Miley (2005) จึงกล่าวสรุปไว้ว่า สังคม สงเคราะห์เป็นเพียงหนึ่งในหลายสาขาอาชีพในพื้นที่สวัสดิการสังคม อย่างไรก็ตาม ตามประวัติศาสตร์ สังคม สงเคราะห์ได้ถูกนิยามให้เป็นการปฏิบัติงานวิชาชีพเริ่มแรกที่ทำให้อาณัติทางสวัสดิการสังคมสำเร็จลงได้ สังคม สงเคราะห์มีความแตกต่างจากสาขาอาชีพอื่น แต่ก็เป็นการยากที่จะทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
155 เพราะทิศทางการทำงานมีขอบเขตกว้างขวาง คาบเกี่ยวกับสาขาอาชีพอื่นหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมสงเคราะห์กับสวัสดิการสังคม เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ การให้ความสำคัญแก่การบริการ ประชาชน บริการสาธารณะซึ่งจะทำให้แยกแยะได้ว่า ปัจเจกบุคคลกับความหลากหลายของพื้นฐานทาง การศึกษาของบุคคลเป็นอย่างไร? การฝึกอบรมกับระดับความสามารถของนักสังคมสงเคราะห์ว่ามีมากน้อย เพียงใด? ผู้ทำงานบริการประชาชนอาจจะนิยามตัวตนของตนว่าเป็น “ผู้ทำงานทางสังคมสงเคราะห์” ก็ได้ แต่ ในความเป็นจริง งานสังคมสงเคราะห์ต้องการการศึกษาเรียนรู้เป็นการเฉพาะด้านเพื่อเข้าถึงความรู้ ทักษะ และค่านิยมพื้นฐาน เพื่อการทำงานทางสังคมสงเคราะห์อย่างมืออาชีพ การเตรียมการเพื่อการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพต้องการความเข้าใจมนุษย์และความต้องการเชิงสังคม การพัฒนาทักษะที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง และการผสมกลมกลืนกับค่านิยมทางสังคมสงเคราะห์อย่างแท้จริง ผู้ใช้บริการได้รับบริการโดยพันธะส่วนบุคคลและปัญหาสังคมกับนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อยกระดับผู้ใช้บริการ ให้ทำหน้าที่ทางสังคมได้ ด้วยการเป็นหุ้นส่วนตามการเปลี่ยนแปลงที่ได้วางแผนไว้ สังคมให้กรรมสิทธิ์แก่นัก สังคมสงเคราะห์เชิงวิชาชีพเพื่อการจัดสรรสวัสดิการสังคม จุดมุ่งหมาย พันธกิจ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ของสังคมสงเคราะห์วิชาชีพต้องตระหนักถึงเรื่องพฤติกรรม ทัศนคติ และทักษะที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลง อย่างมีทิศทางตามรูปแบบที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า “Social Work under Go Low Go So(ciety) Model” เอกสารอ้างอิง Baer, B. L. & Federico, R. C. (1978). Educating the Baccalaureate Social Workers. Cambridge, MA: Ballinger. Barker, R. L. (1999). The Social Work Dictionary (4th ed.). Washington, DC: NASW Press. Brenda, DuBois, Karla Krogsrud Miley. (2005). Social Work: An Empowering Profession (5th ed.). Boston: Allyn & Bacon. Cowger, C. D. (1977). Alternative Stances on the Relationship of Social Work to Society. Journal of Education for Social Work, 13 (3), 25 – 29. Karen, K., Kirst-Ashman. (2003). Introduction to Social Work and Social Welfare: Critical Thinking Perspectives. Pacific Grove: Brooks/Cole. Leonard, P. (1976). The Function of Social Work in Society, In N. Timms & D. Watson (Eds.), Talking about Welfare: Readings in Philosophy and Social Policy (cc. 252 – 266). Boston: Routledge and Kegan Paul. National Association of Social Workers (NASW). (1973). Standards for Social Service Manpower. New York: Author.
156 National Association of Social Workers (NASW). (1981). Standards for the Classification of Social Work Practice, Policy Statement 4. Silver Spring, MD: Author. Sheafor, B. W., Horejsi, C. R., & Horejsi, G. A. (2000). Techniques and Guidelines for Social Work Practice (5th ed.). Boston: Allyn & Bacon. Vimala, Pillari. (2002). Social Work Practice: Theories and Skills. Boston: Allyn & Bacon.
157 บทที่ 11 การต่อสู้กับความยากจนในงานสังคมสงเคราะห์ (Combat Poverty for Social Work) ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนับวันยิ่งห่างกันขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เฉพาะแต่ในไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่ว โลก คนจนหนึ่งในสามดำรงชีวิตอยู่ด้วยเงินเพียงหนึ่งดอลลาร์ต่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอัฟริกาและเอเชีย บางส่วน ความจนเป็นปัญหาสากลเกี่ยวพันกันเป็นวงจรเนื่องจากระบบสังคม การเมือง และเศรษฐกิจปัจจุบัน มีลักษณะเป็นโลกาภิวัตน์ซึ่งได้เกิดขึ้นมานานนับศตวรรษแล้ว ประเทศต่าง ๆ จึงต้องพึ่งพาแบ่งปันประสบการณ์กันเพื่อต่อสู้กับสภาวการณ์แห่งความยากจนไป ด้วยกันสังคมโลกจะอยู่ร่วมและรอดได้ ไม่มีใครอยู่รอดได้เพียงลำพัง ทุกวันนี้เรายิ่งต้องพึ่งพากันมากขึ้นกว่าแต่ ก่อน โลกาภิวัตน์คือผลลัพธ์การเพิ่มขึ้นของการเคลื่อนย้ายมนุษย์ การสื่อสาร การค้าข้ามพรมแดน ระบบทุน นิยม และการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในทางกลับกันมันก็ได้สร้างสรรค์ช่องทาง การเติบโต และ เป็นโอกาสที่ประเทศต่าง ๆ จะได้แบ่งปันประสบการณ์และการเรียนรู้จากกันและกัน อีกทั้งยังได้ถ่ายทอด อุดมการณ์ที่มีวัฒนธรรมอันมีคุณค่าและแรงบันดาลใจอีกด้วย (Johannesen, 1997) ขณะเดียวกัน Midgley (1997) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามการอยู่รอดทางเศรษฐกิจและ ความยุติธรรมทางสังคมจากแนวคิดแบบนานาชาตินิยม (International perspective) ความยุติธรรมทาง สังคม (Social justice) คือการปฏิบัติต่อทุกคนทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันและยังเกี่ยวข้องกับความยุติธรรมทาง เศรษฐกิจด้วย (Economic justice)---การกระจายทรัพยากรอย่างยุติธรรมและเหมาะสม เขาเน้นย้ำถึง “ความต้องการจำเป็น” (the urgent need) สำหรับการทำงานสังคมสงเคราะห์อย่างมืออาชีพ “เพื่อหลอม รวมกับกิจกรรมทางการเมืองและเพื่อรณรงค์เกี่ยวกับประเด็นความยุติธรรมทางสังคมให้ผลิดอกออกผลมาก ยิ่งขึ้น”...ถ้าหากงานสังคมสงเคราะห์ได้เติมเต็มพันธสัญญาทางประวัติศาสตร์เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเอาเปรียบที่ เป็นชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ (หรือกลุ่มอื่น ๆ) คนจน ผู้ลี้ภัย และเหยื่อ HIV/AIDS สังคมสงเคราะห์ต้องมีพลัง อำนาจในตัวเองทางการเมืองเพื่อให้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างเป็นมรรคเป็นผล ทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวแก่ประเด็นต่าง ๆ ทางสังคม โดยเฉพาะความยากจน คน จนและสิ่งที่ทำให้พวกเขายากจน หรือสิ่งที่ทำให้ประชาชนยังคงดำรงอยู่ในความยากจน แต่ความคิดเห็น เหล่านี้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความถูกต้องเสมอไป ดังนั้น การทำความเข้าใจกับความหมายของ ความยากจน ประวัติของผู้ที่ตกอยู่ในความยากจน และสาเหตุสำคัญของความยากจนที่ยังคงอยู่และดำเนิน ต่อไป และยังเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคม อีกทั้งสังคมของเราก็ยัง ต้องต่อสู้กันทางการเมือง สังคม ศาสนา สมรภูมิของการบริการทางสังคมที่ให้แก่ปัจเจกและเป็นการสาธารณะ (Marla Berg – Weger, 2016) ดังนั้น ในบทความนี้จึงจะได้เน้นไปที่ความยากจนและการต่อสู้กับความยากจน ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก
158 ความยากจนคืออะไร? (What is poverty?) ในความหมายสั้น ๆ ความยากจนดำรงอยู่ได้เพราะบุคคลได้รับทรัพยากรทางการเงินอย่างไม่เพียงพอ หรือวิถีการดำรงชีวิตที่ความต้องการพื้นฐานไม่ได้รับการตอบสนอง หรือความยากจนคือความหิวกระหาย การ ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ความเจ็บป่วยที่ไม่มีการเยียวยาทางการแพทย์ ไม่ได้ไปโรงเรียนและอ่านเขียนไม่ได้ ความ ยากจนไม่ใช่การไม่มีงานทำ แต่คือการกลัวต่ออนาคต การใช้ชีวิตไปวัน ๆ ความยากจนคือการสูญเสียเด็กไป เพราะเจ็บป่วยด้วยการดื่มน้ำไม่สะอาดเพียงพอ ความไร้พลังอำนาจ ความเงียบงำและไร้อิสรภาพ (Barker, 2014; Worldbank Group, 2003) ความยากจนมีประวัติศาสตร์มายาวนานนับตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา นี่คือความยากจนที่เกิดขึ้นอย่าง เป็นทางการด้วยการทำให้มีกฎหมายรองรับ (เช่น Elizabethan Poor Law (1601)/กฎหมายควบคุมความ ยากจนเอลิซาเบธ) มีผู้รับผิดชอบโดยตรงคือรัฐบาล มีการกำหนดเส้นความยากจนไว้ (Poverty line) คือผู้ที่มี รายได้/หัว/คน/เดือนไม่เกิน $ 1,986 (2014) หรือถ้าใช้เกณฑ์/หัว/คน/ปี คือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า $ 23,834 แต่ ถ้าใครมีรายได้/หัว/คน/ปี ต่ำกว่า $ 6,000 คือผู้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนมาก ๆ (Deep poverty) นั่นเอง ความยากจนที่ใช้เกณฑ์รายได้เป็นตัววัดอาจจะทำให้คน ๆ หนึ่งเป็นคนจนอย่างสมบูรณ์แบบก็ได้ (Absolute poverty) หรือเป็นคนจนเชิงสัมพัทธ์/โดยเปรียบเทียบก็ได้ (Relative poverty) นี่คือเกณฑ์ มาตรฐานในการบอกว่า ใครคือคนจนของสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับไทยก็จะใช้เกณฑ์รายได้เป็นเครื่องวัด เหมือนกัน คือผู้มีรายได้/หัว/คน/เดือนอยู่ที่ 2,667 บาท (2559) แต่ในปี 2561 สำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดไว้ว่า คนจน/ความยากจนคือผู้มีรายได้ 24 – 38 บาท/วัน หมายความว่าถ้าใครมีรายได้ต่ำกว่า 24 บาท/วัน จะกลายเป็นคนจนโดยสมบูรณ์ทันที ดังนั้น เส้นความยากจน ของไทย/หัว/คน/ปี จึงอยู่ที่ 31,724 บาท หรือ 2,644 บาท/หัว/คน/เดือน นั่นเอง ใครที่ยากจน? (Who are the poor?) คนไทยมองความยากจนว่าไม่ได้มาจากสีผิวหรือชาติพันธุ์ แต่มาจากบุญกรรมหรือการกระทำของแต่ ละบุคคลนั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากคนอเมริกันบางกลุ่มที่เชื่อว่า คนผิวสีคือคนยากจน คนตกงาน แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ เลี้ยงลูกหลายคนด้วยระบบสวัสดิการจากรัฐก็เช่นกัน คนไร้บ้านหรือผู้อาศัยอยู่ในบ้านที่ผุพังในพื้นที่ที่ไม่ ปลอดภัย เช่น สลัม มันมีภาพมายาอย่างหนึ่งที่คนมักมองว่า คนจนคือคนขี้เกียจและไม่มีแรงบันดาลใจที่จะ เปลี่ยนแปลงตนเองหรือปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ที่ยังยากจนอยู่คือคนที่มี งานทำ สามารถเลี้ยงลูกสองสามคนหรือมากกว่านั้นได้ หรือเป็นผู้จัดการทางการเงินด้วยซ้ำไป และมีแรง บันดาลใจที่จะสลัดจากความยากจนและสามารถทำได้ภายในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วย อันที่จริงคนอเมริกันสี่ใน ห้าคนจะรับความช่วยเหลือสาธารณะหรือมีประสบการณ์อยู่กับความยากจนหรือตกงานด้วยซ้ำไปในช่วงชีวิต หนึ่งของพวกเขา (Rank, 2013)
159 หากเราย้อนมองกลับไปในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มีนักสังคมวิทยาหลายคนที่ ศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตทางสังคมเชิงโครงสร้างหน้าที่ (the way societies are structured) ที่นำไปสู่การแบ่ง ช่วงชั้นทางสังคมโดยการวัดจากการเข้าถึงสินค้าและบริการที่สังคมมองว่าเป็นของมีค่าและมีราคา หรืออาจจะ เรียกในเชิงสังคมวิทยาว่า “Social stratification” ดังนั้น คนที่อยู่ในชนชั้นเดียวกันก็จะแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ที่ เห็นว่ามีคุณค่าภายในชนชั้นเดียวกัน เช่น การศึกษา โอกาสในการทำงาน การดูแลสุขภาพ และความสามารถ ในการสะสมสิ่งมีค่าต่าง ๆ คนที่ใช้แว่นทางสังคมมองในลักษณะนี้ก็เช่น Karl Marx และ Max Weber พวกเขา มองว่าสังคมมีคนเพียงสองประเภทเท่านั้นแหละ คือคนรวยกับคนจนหรือนายทุนกับกรรมกร---คนจะคบหากับ คนรวย คนจนจะไปมาหาสู่กับคนจน ซึ่งคนสองชนชั้นนี้ในที่สุดจะนำไปสู่ความขัดแย้งและเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมขนานใหญ่ที่เรียกว่า “สังคมนิยม” (Socialism/Utopia) หรือสังคมยูโทเปีย แต่ในความเป็นจริง สังคมเรามิได้เป็นเช่นนั้นเลย (Karen K. Kirst – Ashman, 2003) พอสังคมเดินทางมาถึงศตวรรษที่ 21 พวกเราคิดกันอยู่ตลอดว่าสังคมประกอบด้วย 4 ชนชั้น คือ (1) ชนชั้นสูง (Upper-class) (2) ชนชั้นกลาง (Middle-class) (3) ชนชั้นแรงงาน (Working-class) (4) ชนชั้นล่าง (Lower-class) และนี่คือคนจนในศตวรรษนี้ ในศตวรรษนี้การแบ่งชนชั้นทางสังคมที่ชัดเจนแบบนั้นไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป แต่หันไปให้ความสำคัญ แก่ฐานะทางเศรษฐกิจหรือรายได้เป็นหลัก ตั้งแต่ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในอเมริกาที่ถือ ว่าเป็นหมุดหมายของระบบเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2008 ที่เรียกว่าวิกฤตการณ์แมคโดนัลด์(Mcdonald’s crisis) เราจึงได้เห็นการอุบัติขึ้นของคนจนหรือความยากจนหน้าใหม่ (New face of poverty) ที่ประกอบด้วยผู้หญิง เด็ก คนผิวสี และผู้สูงอายุ และมีอัตราสูงกว่าในอดีตด้วยซ้ำไป คนอเมริกันมีความหลากหลายจึงมีโอกาสที่จะ เผชิญกับความยากจนหน้าใหม่เช่นเดียวกัน ในปี 2013 คนอเมริกัน 45.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.5 % ของ ประชากรทั้งหมดกลายเป็นคนยากจน นี่คือ 1 ใน 7 ของชาวอเมริกันทั้งหมด (DeNavas & Proctor, 2014) นี่คือคนจนหน้าใหม่แบบปัจเจกบุคคล แต่ถ้ามองในเชิงกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อความยากจน (Atrisk groups) ตั้งแต่หลังวิกฤตทางการเงิน ค.ศ. 2008 เป็นต้นมา กลุ่มบุคคลที่ยังมีความเสี่ยงเป็นพิเศษได้แก่ (1) ผู้หญิง (2) กลุ่มชาติพันธุ์(3) นักเรียนมัธยมผู้ออกกลางคัน (4) เด็ก (5) ผู้หญิงรักเพศเดียวกัน (6) ผู้สูงอายุ และ (7) คนพิการทางกายและจิตกับกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ (Marla Berg – Weger, 2016) ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ยังจะต้องได้รับความช่วยเหลือตามโครงการของรัฐบาลที่เรียกว่า “Social Safety Net” คือโปรแกรมที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการสาธารณะเพื่อป้องกันประชาชนจากการตกอยู่ใต้เส้นความยากจน เช่น การช่วยเหลือทางการแพทย์ แสตมป์อาหาร และการช่วยเหลือเป็นเงินสด อะไรที่เป็นสาเหตุของความยากจน? (What causes poverty?) สาเหตุของความยากจนอาจจะเกี่ยวข้องกับคำถามเหล่านี้คือ คุณมาจากพื้นเพทางบ้านแบบไหน? คุณ สามารถอธิบายลักษณะของทรัพยากรที่เพียงพอเพื่อการเติบโต การพัฒนา และความอุดมสมบูรณ์ได้หรือไม่?
160 คุณมาจากชนชั้นกลางหรือชั้นสูงที่มีทรัพยากรเพียบพร้อมทุกอย่างหรือไม่? ครอบครัวของคุณเคยมี ประสบการณ์กับปัญหาและการจ่ายเงินตรงตามเวลาหรือไม่? คำถามเหล่านี้ต้องการคำตอบที่ชัดเจน คนจนต้องสร้างทางเลือกอย่างยากลำบากเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการอยากเป็นเจ้าของ อยากมี ห้องหรูหราเล็ก ๆ ไว้ผ่อนคลาย เกี่ยวแก่รายการต่าง ๆ ที่ให้ไว้ ข้อใดที่คุณรู้สึกว่ามีความจำเป็นต่อชีวิตคุณมาก ที่สุด? คุณสามารถเรียงลำดับความสำคัญของมันได้ไหม? สิ่งใดที่ยากลำบากและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพื่อให้ได้มันมา? สิ่งใดที่ดูเหมือนว่าจะอยู่โดยปราศจากมันไม่ได้? คำถามเหล่านี้ก็ต้องการคำตอบเช่นกัน (Karen K. Kirst – Ashman, 2003) แน่นอนคำถามเหล่านี้ค่อนข้างจะตอบยากพอสมควร เนื่องจากมีเหตุผลหลายประการที่เข้ามา เกี่ยวข้อง ดังที่ Karen K. Kirst – Ashman (2003) กล่าวไว้ว่า เหตุผลที่ถูกเสนอขึ้นเพื่ออธิบายว่า ทำไมความ ยากจนจึงยังคงอยู่ ก็เพราะปัจจัย 3 ประการ เหล่านี้ คือ (1) เศรษฐกิจ (2) การเมือง และ (3) วัฒนธรรม ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยกว้าง ๆ และเป็นแกนกลางสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนทั่วโลก ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (Economic factor) ความยากจนที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยตัวนี้เน้นไปที่โครงสร้างของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ความยากจน เกิดขึ้นเพราะค่าจ้างที่ต่ำเกินไปและไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง เศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีผลให้เกิดความยากจนก็คือ การเพิ่มขึ้นของแรงงานมีฝีมือที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญพิเศษ ประชาชนหรือแรงงานไร้ฝีมือจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ก็ยังมีการเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมไปหา แหล่งแรงงานราคาถูกที่อื่น เช่น เอเชียหรืออัฟริกาบางพื้นที่ แน่นอนชะตากรรมของประชาชนโดยเฉพาะ ชาวนาหรือเกษตรกรก็ยิ่งมีความกังวลมากขึ้น ถ้าราคาพืชผลสูงขึ้นและอาหารสำคัญ เช่น ข้าว มีราคาตกต่ำ เช่นปัจจุบัน ชาวนาก็ล้มละลายเพราะสู้ทุนในการประกอบการไม่ไหว และดังนั้นจะให้พวกเขากลับไปมีความ เป็นอยู่ที่ดีได้อย่างไร? ปัจจัยด้านการเมือง (Political factor) ปัจจัยตัวนี้มุ่งไปที่นักการเมืองผู้ผ่านนโยบายที่มีผลในการลด รักษา หรือเพิ่มความยากจนยิ่งขึ้น เช่น การลดระดับความช่วยเหลือทางการเงินที่สวนทางกับการเพิ่มขึ้นของคนจนและความยากจนที่ขยายใหญ่ขึ้น ทำนองเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีสำหรับคนทำงานและชนชั้นล่าง ขณะที่ก็ลดอัตราภาษีสำหรับชนชั้น กลางและชั้นสูง ซึ่งจะเกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามกัน (Coleman & Cressey, 1999) อนึ่ง สังคมมีค่านิยมว่า คนจนหรือความยากจนบางทีก็มีประโยชน์อยู่บ้างคือ คนจนทำงานที่สกปรกได้ แต่คนรวยไม่สามารถทำได้ คน จนมีสำนึกที่จะทำงานบริการ งานที่ต้องใช้กำลังมาก ๆ หรืองานที่เสี่ยงอันตรายมากกว่าคนรวย และคนจนก็ให้ ความสำคัญแก่ความรวยว่าเหนือกว่าหรือดีกว่า เมื่อพวกเขารวย ความรวยจะหนุนเสริมให้พวกเขามีสถานภาพ ที่สูงขึ้นและเหมือนว่าจะอนุญาตให้พวกเขาดูถูกคนที่ยากจนกว่าตนได้ (Gans, 1971) ปัจจัยด้านวัฒนธรรม (Cultural factor) ตามทัศนะนี้วัฒนธรรมแห่งความยากจนดำรงอยู่เพราะว่าประชาชนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน ยอมรับ คุณค่าของมันและมีการศึกษาต่ำ ล้มเหลวที่จะหาทางสลัดออกจากความยากจน (Lewis, 1965) เป็นความโชค
161 ร้ายที่ความคิดด้านลบได้ลงโทษคนจนคนหนึ่ง สรุปว่าความยากจนเกิดขึ้นเพราะความผิดของตัวเขาและ ครอบครัวของเขาเอง อีกทั้งมันก็ยืนยันว่าถ้าหากครอบครัวของพวกเขาสามารถดึงตัวเองออกมาจากวิถีแห่ง ความยากจนได้ (Bootstraps) พวกเขาก็อาจจะชนะกับดักแห่งความยากจนได้ แต่ในความเป็นจริงมันก็มี เหตุผลที่สลับซับซ้อนอยู่มาก คือถ้าปราศจากทรัพยากรทางการเงิน การสนับสนุนทางครอบครัว และรูปแบบ บทบาทเชิงบวก มันก็มีอุปสรรคอย่างมากที่จะก้าวพ้นความยากจนไปได้ นี่คือสาเหตุของความยากจนเชิงโครงสร้างใหญ่ ๆ ของสังคมหนึ่ง ๆ เช่น อเมริกาและไทยตาม บทความนี้ได้นำเสนอ แต่ถ้าหากเราจะมองหาสาเหตุของความยากจนแบบเฉพาะเจาะจงลงไปอีกชั้นหนึ่ง สาเหตุของความยากจนจะมาจาก (1) ความรับผิดชอบส่วนบุคคล และ (2) ความรับผิดชอบเชิงโครงสร้างทาง สังคม ตามที่ Rank (2013) ได้นำเสนอไว้ โดยเขามองว่า ความรับผิดชอบส่วนบุคคล (Individual responsibility) มาจากความแตกต่างส่วนบุคคลหรือปัจจัยภายในตัวบุคคลเป็นหลัก (Individual differences) หมายความว่าถึงแม้องค์กรการกุศลจะคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดก็ตาม แต่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล ควรที่จะเป็นปัจจัยหลักว่า เขาควรจะได้รับความช่วยเหลือจากภายนอกหรือไม่อย่างไร ถ้าเขาทำงานหนักอย่าง เพียงพอ เขาก็ควรที่จะมีความเป็นอยู่ที่ดี เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับนโยบายทางการเมืองเหมือนกัน คือคนขี้ เกียจหรือไม่มีส่วนร่วมในการเสียภาษีแก่รัฐ พวกเขาก็ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐซึ่งมาจากภาษี ส่วนรวม เขาควรจะมีปรัชญาในการดำรงชีวิตแบบตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเสียมากกว่า (Pulling yourself up by your bootstraps) ความรับผิดชอบเชิงโครงสร้างทางสังคม (Social structural responsibility) ทัศนะนี้มองว่าความยากจนมาจากปัจจัยภายนอกตัวบุคคลเป็นหลัก คือมองว่ามาจากความเปราะบาง ของโครงสร้างทางสังคม (Social vulnerability) ที่เรียกว่า “เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม” (Social safety net) ที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ส่งผลทำให้ประชาชนผู้มีความเปราะบางอยู่แล้วได้รับความเดือนร้อน ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีพอย่างเพียงพอ เพราะรายได้กับ ความต้องการไม่สมดุลกัน เช่น โอกาสในการทำงานที่จะได้รายได้ในการเลี้ยงชีพ การดูแลสุขภาพและเด็ก และ การสร้างบ้านเพื่อคนจน หรือในไทยอาจจะเรียกว่าบ้านเอื้ออาทรหรือบ้านประชารัฐ และช่องทางอื่น ๆ ที่ เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนจน เช่น การให้การศึกษา การให้อาชีพ หรือการเน้นปัจจัยเสริมมิติอื่น ๆ เช่น การลด ความรุนแรงในครอบครัว การลดการกดขี่ทางชนชั้นทางสังคมหรือเชิงสถาบัน แนวทางและวิธีการในการลดความยากจน: สวัสดิการสังคม (Approaches and methods to poverty reduction: Social welfare) ปัจจุบันสังคมมองว่าความยากจนไม่ใช่ปัญหาหรือความบกพร่องส่วนบุคคลอย่างที่ Rank (2013) ได้ กล่าวไว้ แต่เป็นปัญหาที่มีรากฐานมาจากโครงสร้างทางสังคม (Social structure) เป็นหลัก อย่างที่เราเห็นคน รวยมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือของโลก ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นก็เพียงประมาณ 1%
162 เท่านั้นเอง และคน 1% นี้มีรายได้รวมกันมากกว่าคน 90% รวมกันด้วยซ้ำไป สังคมจึงตั้งคำถามว่า เกิดอะไร ขึ้นแก่สังคมเรา มันเป็นไปไม่ได้ที่คนรวยจำนวนน้อยนิดนี้จะร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะความรู้ความสามารถส่วนตัว เป็นหลัก แต่มันมาจากความบกพร่องของกฎหมาย ระบบการเมือง และสถาบันต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ผิดพลาดไป จึงทำให้คนจำนวนนี้ร่ำรวยขึ้นมาได้ ดังนั้น เพื่อหาทางออกและทางเลือกในการลดปัญหาความยากจน Rank (2013) จึงได้เสนอกระบวนทัศน์ทางเลือกเพื่อทำความเข้าใจความยากจนที่มาจากโครงสร้างทางสังคมที่ บกพร่องด้วยมุมมองทางสังคม (Social perspectives) 5 ประการ ดังนี้ คือ 1. ความยากจนเกิดขึ้นเพราะโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความล้มเหลวของบุคคล 2. ในช่วงชีวิตหนึ่งของบุคคล ย่อมมีทั้งดีและร้ายที่อาจจะมาจากการตกงาน ปัญหาสุขภาพหรือการ เปลี่ยนแปลงสถานะของครอบครัว 3. ความยากจนเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มรายได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงเรื่องสุขภาพกับโอกาส ของชีวิต 4. ความยากจนคือสิ่งอยุติธรรม เพราะมันจะกีดกันทุกอย่างที่ยุติธรรม 5. ความยากจนส่งผลต่อทุกคนในสังคมเพราะมันจะสร้างปัญหามากมายในทุกพื้นที่ชีวิตทั้งเรื่อง สุขภาพ การศึกษา และอาชญากรรม กระบวนทัศน์เหล่านี้จะทำให้เรามองเห็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับความยากจนที่ทุกสังคมเผชิญ อยู่และเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเพราะมันมีผลต่อทุกชีวิตทั้งโดยตรงและโดยอ้อม กลยุทธ์สำหรับเพิ่มรายได้ ของปัจเจกบุคคลและครัวเรือนให้อยู่เหนือเส้นความยากจน (Poverty line) ก็มีปัญหาอยู่ระดับหนึ่งเนื่องจาก จะต้องใช้เงินภาษีในการออกโปรแกรมต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลือคนจน ด้านหนึ่งของการถกเถียงกันก็คือ โปรแกรมต่าง ๆ เช่น เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social safety net) มันไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้คนอยาก ทำงาน ความหมายก็คือส่งเสริมให้คนขี้เกียจ ซึ่งจะเป็นการไม่ยุติธรรมแก่คนเสียภาษีทั้งหมด แต่แน่นอนคนจน คือกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการสร้างคุณภาพชีวิต (Well-being) เพื่อตนเองได้น้อยที่สุด ดังนั้น นักสังคมสงเคราะห์ในฐานะผู้เป็นกระบอกเสียงแนวหน้าเพื่อคนจน จึงต้องทำหน้าที่ในการเติมเต็มโปรแกรม สวัสดิการสังคมเพื่อคนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติโดยเฉพาะกับกลุ่มคนจน (Marla Berg – Weger, 2016) ดังนั้น เบื้องต้นเราควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับแก่นิยามและความเป็นมาของสวัสดิการสังคม (Social welfare) เสียก่อน เพื่อกำหนดแนวทางที่ถูกต้องในการขจัดปัญหาความยากจนทิ้งไป สวัสดิการสังคมสองความหมาย (A dual meaning of social welfare) สวัสดิการสังคมในทัศนะของ Barker (2014) หมายถึงการมีสุขภาพกายที่ดี การผ่อนคลายทางอารมณ์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อยึดตามองค์ประกอบเหล่านี้ ในปัจจุบันสวัสดิการสังคมจึงมีความหมาย แบบกว้าง ๆ 2 ประการ คือ (1) กลุ่มความมั่นคงทางอารมณ์ กายภาพ และเศรษฐกิจ และ (2) ระบบของ ประเทศเกี่ยวแก่โปรแกรม ผลประโยชน์ และการบริการที่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในด้าน การเงิน สังคม และการดูแลสุขภาพ
163 สวัสดิการสังคมอาจจะยังเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบกว้าง ๆ ดังนั้น มันจึงถูกแปลงไปสู่ระบบ สวัสดิการสาธารณะ (Public welfare) ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันกับการช่วยเหลือสาธารณะ (Public assistance) นั่นเอง อีกทั้งยังส่งผลต่อนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐได้พัฒนาขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย โปรแกรมสวัสดิการสังคมส่งผลมาจากนโยบายสังคม (Social policy) ที่รัฐได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็น แนวทางในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมในขณะนั้น ๆ ในการปฏิบัติงานนักสังคมสงเคราะห์ จะต้องยึดนโยบายสังคมในการทำงานทั้งในเรื่องการศึกษา สุขภาพ กระบวนการยุติธรรม และสวัสดิการสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้ใช้บริการ สังคมสงเคราะห์แยกไม่ออกจากนโยบาย สังคม เพราะนโยบายสังคมเป็นฐานในการระดมทุน การชำระคืนเงินประกันชีวิต และอำนาจในการออก กฎหมาย อุปกรณ์เครื่องมือและการควบคุมการออกโปรแกรมต่าง ๆ (Marla Berg – Weger, 2016) นโยบาย สังคมอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ (1) นโยบายสังคมแบบตกค้าง (Residual social policy) คือการใช้ความช่วยเหลือบุคคลเป็นราย ๆ ไป และ (2) นโยบายสังคมแบบสถาบัน (Institutional social policy) คือการให้ความช่วยเหลือแบบไม่เจาะจง ทุกคนจะได้เหมือนกันหมด นอกจากนี้ นโยบายสังคมยังแยกออกเป็นชุดย่อย ๆ (Subset) ได้อีกด้วยคือ นโยบายสวัสดิการสังคม (Social welfare policy) ที่จัดสรรทรัพยากรทางการเงิน ทางสังคมและสุขภาพแก่ประชาชน จนถึงเรื่อง สุขภาพและองค์กรการบริการทางสังคม ดังนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุปเรื่องสวัสดิการสังคมจึงเริ่มต้นมาจากนโยบาย สังคม มาสู่นโยบายสวัสดิการสังคม มาสู่สวัสดิการสังคมหรือการช่วยเหลือสาธารณะนั่นเอง สวัสดิการสังคมในศตวรรษที่ 21: การต่อสู้และการลดปัญหาความยากจน (Social welfare in the 21st century: Combat and reduction the poverty) ความจริงการต่อสู้กับความยากจนมีมานานหลายศตวรรษแล้ว โดยเริ่มต้นที่ยุโรป (อังกฤษในศตวรรษ ที่ 16) แล้วกระจายไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของโลก โดยเฉพาะอเมริกาและไทยก็ได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษตั้งแต่ ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนโยบายหรือโปรแกรมสวัสดิการสังคมเพื่อต่อสู้กับความยากจนทั้ง ของอเมริกาและไทยมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่ไทยก็รับอิทธิพลมาจากอเมริกาอีกต่อหนึ่ง ปัจจุบันระบบการช่วยเหลือคนจนตามโปรแกรมสวัสดิการสังคมทั้งของไทยและอเมริกาจะคำนึงถึง สองเรื่องใหญ่ ๆ คือ (1) สิทธิตามกฎหมาย และ (2) ความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติดังสรุปตามแผนภาพ ต่อไปนี้
164 ระบบสวัสดิการสังคมยุคทศวรรษ 2000 การประกันสังคม (บนพื้นฐานของสิทธิ) 1. ผู้สูงอายุ ผู้ต่อสู้ชีวิต คนพิการ และการ ประกันสุขภาพ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่มอบให้แก่ - ผู้เกษียณก่อนกำหนด - ความพิการ - ผู้ต่อสู้ชีวิต 2. การประกันการตกงาน ได้แก่ การชดเชยให้ บางส่วนแก่คนงานที่สูญเสียรายได้ 3. เงินบำนาญของคนงาน ได้แก่ ผลประโยชน์ ของคนงานที่เจ็บป่วยเพราะโรคภัย การพิการ หรืออุบัติเหตุ 4. การดูแลทางการแพทย์ได้แก่ ส่วน A: ประกันโรงพยาบาล ส่วน B: ประกันส่วนที่เพิ่มเข้ามา ประกันช่องว่าง ทางการแพทย์ (ไม่ใช่การจัดหาให้โดยทาง การแพทย์) การช่วยเหลือสาธารณะ (บนพื้นฐานความต้องการตามธรรมชาติ) 1. การช่วยเหลือเฉพาะหน้าแก่ครอบครัว ที่ขาดแคลน (TANF) ได้แก่ ผลประโยชน์ เพื่อเด็กและครอบครัวที่ขาดแคลน 2. รายได้เพื่อความมั่นคงในส่วนที่เพิ่มเข้า มา (SSI) ได้แก่ ผลประโยชน์เพื่อคนจน: ผู้สูงอายุ คนพิการ คนตาบอด 3. การช่วยเหลือทางการแพทย์ได้แก่ ผลประโยชน์เพื่อคนจนที่ยากลำบากจริง ๆ 4. แสตมป์อาหาร ได้แก่ ผลประโยชน์เพื่อ คนจนที่ยากลำบากจริง ๆ 5. การช่วยเหลือทั่วไป ได้แก่ ผลประโยชน์ เพื่อคนจนที่ยากลำบากจริง ๆ 6. การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ ผลประโยชน์เพื่อคนจนที่ยากลำบากจริง ๆ แผนภาพที่ 11.1: การประกันสังคมและการช่วยเหลือสาธารณะ (Karen K. Kirst – Ashman, 2003) นี่คือโปรแกรมสวัสดิการสังคมที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือคนจนตามประมวลกฎหมายในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ของอเมริกาซึ่งมีอยู่หลายฉบับด้วยกัน และหลายปีต่อมารัฐก็ได้ออกกฎหมายมาอีกหลายฉบับจนถึงปัจจุบัน (ค.ศ. 2018) ที่ส่งผลให้เกิดโครงการหรือโปรแกรมสวัสดิการสังคมขึ้นทั้งที่เหมือนกันกับอดีตและเพิ่มเติมเข้ามา ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันตามแผนภาพสรุปดังต่อไปนี้
165 ระบบสวัสดิการสังคมแบบใหม่ยุคทศวรรษ 2010 ❖ ความมั่นคงทางสังคม: รายได้การเกษียณอายุการทำงานที่จ่ายสมทบไว้ ผู้ต่อสู้ชีวิต และคนพิการ ❖ การดูแลทางการแพทย์: การประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและคนหนุ่มสาวที่พิการ ❖ การช่วยเหลือเฉพาะหน้าแก่ครอบครัวที่ยากจนจริง ๆ (TANF): ครอบครัวและเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ❖ ความมั่นคงทางสังคมที่ไร้ความสามารถ (SSD): การช่วยเหลือเงินสดแก่ผู้ไม่สามารถทำงานได้ ภายใน 1 ปี ❖ รายได้เพื่อความมั่นคงที่เพิ่มเติมให้ (SSI): การช่วยเหลือเงินสดแก่ผู้สูงอายุรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ทั่วไป ผู้ไร้ความสามารถหรือตาพร่ามัว ❖ การช่วยเหลือทางการแพทย์ (MA): การดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่กล่าวมา ❖ โปรแกรมการช่วยเหลือทางโภชนาการที่เพิ่มเติมให้ (SNAP): แสตมป์อาหาร การเพิ่มเงินสมทบ ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยทั้งแบบเฉพาะรายและครอบครัว ❖ ผู้หญิง เด็กอ่อน และเด็ก (WIC): ผลประโยชน์ที่ให้แก่แม่และเด็กเพื่อการดูแลสุขภาพและซื้อ อาหาร ❖ การช่วยเหลือทั่วไป (GA): เงินช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุรายได้ต่ำที่ไม่ได้รับรายได้จากแหล่งอื่น ❖ เครดิตการคืนเงินภาษีรายได้ (EITC): ภาษีที่คืนให้แก่คนงานที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ผลประโยชน์ที่ เกี่ยวกับจำนวนเด็กและรายได้สุทธิของครัวเรือน ❖ ผู้อ่อนต่อโลก (Head Start): โปรแกรมพัฒนาเด็กรายได้ต่ำ เช่น เด็กก่อนเกณฑ์เข้าโรงเรียน สุขภาพ และโภชนาการ ❖ บัญชีการพัฒนาส่วนบุคคล (IDA): การออมเงิน กองทุนการเงินเพื่อบ้านและธุรกิจ การศึกษา และการลงทุน แผนภาพที่ 11.2: โปรแกรมสวัสดิการสังคมเพื่อลดปัญหาความยากจน (Marla Berg – Weger, 2016) โปรแกรมสวัสดิการสังคมเหล่านี้ที่รัฐบาลกลางได้จัดตั้งขึ้นก็มีความสอดคล้องกับแถลงการณ์ด้าน นโยบายทางสังคมของสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งชาติของอเมริกา (the National Association of Social Workers, 2012 – 2014) เช่นเดียวกันที่เรียกร้องให้นักสังคมสงเคราะห์กระทำการพิทักษ์สิทธิตาม แนวทางนโยบายและแผนเพื่อลดปัญหาความยากจนโดยไม่คำนึงถึงอคติทางภูมิประเทศอันประกอบด้วย 1. การทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม เช่น การสนับสนุนเด็กอย่างเข้าใจแก่ ผู้ปกครองเดี่ยวทั้งหมด การดูแลสุขภาพเชิงสากล การจ้างงานและการฝึกอบรมอย่างมี ความหมาย การศึกษา การได้คืนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น (EITC) และค่าครองชีพ
166 2. การช่วยเหลือคนจนให้สร้างสินทรัพย์ทางการเงินและเป็นส่วนบุคคล ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ เช่น บัญชีการพัฒนาส่วนบุคคล 3. คนจนที่มีความสามารถบูรณาการงาน การศึกษา และชีวิตครอบครัวเข้าด้วยกันได้ สนับสนุนการ บริการที่มีจุดเน้นไปที่เศรษฐกิจฐานรากที่เป็นสาเหตุของความยากจนอันประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ สุขภาพจิต ยาเสพติด และปัญหาการอ่าน ออกเขียนได้ สรุป วิชาชีพสังคมสงเคราะห์สามารถเล่นบทบาทที่มีความสำคัญในความพยายามที่จะลดปัญหาความ ยากจนลงให้ได้ แท้ที่จริงนักสังคมสงเคราะห์คือผู้ช่วยให้นักเรียนเรียนจนจบมัธยมปลาย การทำงานเพื่อบำบัด ยาเสพติด การช่วยเหลือผู้สูงอายุหรือการประคองผู้เดือดร้อนจากความรุนแรงของคู่ชีวิตที่สนิทสนมกันให้ผ่าน พ้นวิกฤตไปได้ ทั้งนี้ก็เป็นการทำงานเพื่อป้องกันหรือลดปัญหาความยากจนลงนั่นเอง เพราะวิชาชีพนี้เรียกร้อง ถึงความยุติธรรมทางสังคม (Social justice) เพื่อทุก ๆ คน นักสังคมสงเคราะห์ต้องมองให้ทะลุประเด็นความ ยากจนและความเหลื่อมล้ำกันทางรายได้ผ่านแว่นความยุติธรรมทางสังคม (A socially just lens) ที่มองผ่าน พื้นที่การตีความเรื่องความยุติธรรม 4 ด้าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอภิปรายถึงเรื่องความยากจน (Mason, 2014; Rank, 2014) ดังนี้ คือ (1) ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและกาปกป้องสิทธิ---มันควรจะเป็นพื้นฐานทางการเงิน เบื้องต้นและมาตรฐานขั้นต่ำสุดสำหรับความเป็นอยู่ของคนทุกคน (2) คุณลักษณะของโอกาส---ทุกคนควรจะมี โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในจุดที่ตนเองมีอยู่หรือเป็นอยู่ (A level playing field--like education) (3) ความสมดุล---สถานะทางการเงินส่วนบุคคลควรจะมีผลตามความพยายามและพื้นเพของเขา และ (4) ความ คู่ควร---ความพยายามเริ่มแรกของบุคคล การลงมือทำ และพรสวรรค์ที่หมายมั่นต่อเกียรติภูมิอะไรก็ตามที่เขา หรือเธอสมควรที่จะประสบความสำเร็จ หนึ่งในบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพก็คือ การอำนวยความสะดวกเพื่อให้ ผู้ใช้บริการได้เข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่พวกเขาควรได้รับ การที่จะทำเช่นนั้นได้นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการ สร้างประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงภารกิจและข้อจำกัดอื่น ๆ อีกด้วย ในระดับนโยบาย นักสังคมสงเคราะห์อาจจะพิทักษ์สิทธิสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้โปรแกรมความมั่นคงทางรายได้ เข้มแข็งขึ้น โดยการสำรวจตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล และเรียนรู้ประวัติของผู้ใช้บริการ และการเผยแพร่ข้อมูล ผ่านหนังสือพิมพ์ บล็อก และสื่อสารมวลชนอื่น ๆ (Lens & Garfinkel, 2012) การเข้าใจในปรัชญาสวัสดิการ สังคมและการสร้างโปรแกรมที่เข้าใจบริบทภายนอกประเทศของตนที่เป็นจุดเริ่มต้น และ/หรือการปฏิบัติการ ยังสามารถนำมาเป็นทรัพย์สินเมื่อต้องทำงานกับหรือเพื่อผู้ใช้บริการที่อพยพมาจากประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย สอดคล้องกับตัวอย่างแนวคิดเกี่ยวกับการลดความยากจน 3 แนวคิด ที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ที่สามารถใช้ให้ เกิดประโยชน์ต่อนักสังคมสงเคราะห์ได้
167 เอกสารอ้างอิง Barker, R. L. (2014). The Social Work Dictionary (6th ed.). Washington, DC: NASW Press. Coleman, J. W., Cressey, D. R. (1999). Social problems (7th ed.). New York: Longman. DeNavas – Walt, C. & Proctor, B.D. (2014). Income and poverty in the United State: 2013. U.S. Census Bureau, current population reports. Washington, DC: U.S. Government Printing Office. Available at: www.census.gov/content/dam/Census/ library/publications/2014/demo/p60-249.pdf. Gans, H. J. (1971). The uses of poverty: The poor pay all. Social policy, 2, 21 – 23. Johannesen, T. (1997). Social work as an international profession. In M. C. Hokenstad & J. Midgley (Eds.), Issues in international social work: Global challenges for a new century. Washington, DC: NASW Press. Karen, K., Kirst-Ashman. (2003). Introduction to Social Work and Social Welfare: Critical Thinking Perspectives. Pacific Grove: Brooks/Cole. Lens, V. & Garfinkel, I. (2012). Inequality, social welfare policy, and social work. In E.F. Hoffler & E.J. Clark (eds.), Social Work Matters. The power of linking policy and practice. Washington, DC: NASW Press. Lewis, O. (1965). La vida. New York: Random House. Marla, Berg – Weger. (2016). Social Work and Social Welfare: An Invitation (4th ed.) New York, NY: Routledge. Mason, S.E. (2014). Preventing poverty: A call for collaboration. Families in Society: The Journal of Contemporary Social Services, 95 (4), 223 – 225. Midgley, J. (1997). Social welfare in global context. Thousand Oaks, CA: Sage. National Association of Social Workers (NASW). (2012 – 2014). Women’s issue. Social work speaks: National Association of Social Works policy statements 2012 – 2014 (9th ed.). Washington, DC: NASW Press. Rank, M. R. (2013). Poverty in America is mainstream. The New York Time Opinionator, November 2, 2013. Rank, M. R. (2014). Why poverty and inequality undermine justice in America. In M. Reisch (Ed.), Routledge international handbook of social justice. New York, NY: Routledge. Worldbank Group. (2003). Understanding poverty. Available at: www.worldbank.org/poverty/
168 mission/up1.htm.
168 บทที่ 12 ท่าทีงานวิจัยทางสังคมสงเคราะห์ตามแนวพุทธศาสตร์ต่อกระแส โลกาภิวัตน์หรือหลังสมัยใหม่ (An Attitude of Social Work Research according to Buddhism towards Globalization or Postmodern) เมื่อกล่าวถึงคำว่าโลกาภิวัตน์(Globalization) ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับสังคมพุทธหรือสังคมไทย เรา นั่นเป็นเมื่อก่อน แต่ขณะปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป เนื่องด้วยสังคมไทยเราผูกติดอยู่กับสังคมโลก สังคมโลกก็ผูกติดอยู่กับกระแสโลกาภิวัตน์ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทยเราจะไม่ได้รับผลใด ๆ จากกระแสโลกาภิวัตน์ กระแสโลกาภิวัตน์ฟังดูเป็นคำกำกวม (กำเอาทุกอย่างไว้กับตัว) ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกเหมารวม เอาว่าอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องศาสนา ซึ่งก็รวมถึงพุทธศาสนาเราด้วย เมื่อจะให้สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า กระแสโลกาภิวัตน์ประกอบด้วยอะไรบ้าง ก็เห็นจะได้แก่กระแสเหล่านี้คือ การเมืองโลก เศรษฐกิจ โลก สังคมหรือวัฒนธรรมโลก และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระแสเหล่านี้จะพัดพาเอาสิ่งต่าง ๆ หมุนไปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็จะทิ้งทั้งสิ่งที่เป็นคุณและเป็นโทษไว้ซึ่งสังคมนั้น ๆ จะต้องตั้งสติสัมปชัญญะเพื่อรับกับกระแส เหล่านี้ให้ได้ ในฐานะที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ทำการสืบค้นวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้มาในระดับหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับท่าทีพุทธศาสนาที่มีต่อกระแสโลกาภิวัตน์ผู้เขียนจึงขอสรุปเนื้อหาบางส่วนที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งเชิง ทฤษฎีและปฏิบัติรวมถึงกระบวนการวิจัยแก่ผู้อ่าน ดังต่อไปนี้ การสำรวจงานวิจัยบนฐานพุทธปรัชญาบูรณาการศาสตร์: การวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ จากการพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการวิจัยการสำรวจและสังเคราะห์งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ สังคม สงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคมด้านแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันพบว่า แม้ว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมพุทธมาอย่างยาวนานนับได้เป็นพันปี แต่ทว่าแนวทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมไม่ได้ดำเนินไปตามหลักของพุทธปรัชญา ทั้งด้านแนวคิด บทบาท และการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรม ยังคงแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางสากล คือ การพัฒนาบนหลักทุน นิยมเสรีประชาธิปไตย ที่ให้ความสำคัญแก่ระบบการพัฒนาที่วัตถุ ที่บั่นทอนคุณภาพจิตใจของมนุษย์ จนดู เหมือนว่า มนุษย์มิใช่มนุษย์อีกต่อไป เป็นระบบที่สังคมเริ่มมองเห็นแล้วว่า ไม่ได้สร้างความเจริญงอกงามให้แก่
169 มวลมนุษย์อย่างแท้จริง และดูเหมือนว่าระบบการพัฒนาเช่นนี้ จะอยู่ตรงกันข้ามกับหลักการพัฒนาแนวพุทธ ปรัชญา ด้วยแนวทางการพัฒนาบนระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยดังกล่าว ทำให้ผู้คนต้องประสบกับภาวะ ล้มละลายแทบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตวิญญาณ คุณค่าทางจิตใจล่มสลาย วัฒนธรรมที่ดีงามถูกกลืน กลาย ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดภายใต้ค่านิยมวัตถุนิยม และภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จึงก่อให้เกิด ปัญหาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน การขาดการศึกษาในหลักคำสอนทางพุทธปรัชญาที่เป็นแก่นแท้ เป็นสัจธรรม ถูก เคลือบด้วยพิธีกรรม ข้อปฏิบัติและความเชื่อที่งมงายไร้เหตุผล ทั้ง ๆ ที่พุทธศาสนาประกาศคำสอนที่มีเหตุผล (โยนิโสมนสิการ) และมุ่งสอนให้แก้ปัญหาโดยขจัดสาเหตุของปัญหานั้น ๆ ตาม “หลักปฏิจจสมุปบาท” อันเป็น หัวใจสำคัญของหลักพุทธปรัชญา หลักเกณฑ์ดังกล่าวกลับไม่มีความสำคัญในสายตาของผู้รับผิดชอบต่อการ พัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงทำให้เกิดสภาวะมืดบอดทางปัญญา ด้วยการพัฒนาประเทศไปตามอำนาจแห่งตัณหา อุปาทานหรืออุปสงค์ที่มีอยู่อย่างไร้ขีดจำกัด จนก่อให้เกิดนานาสารพัดปัญหาขึ้นในสังคมไทย จนยากแก่การ เยียวยารักษา จากปรากฏการณ์ทางสังคมดังกล่าว สังคมไทยจำเป็นต้องมีงานวิจัยและกิจกรรมทางสังคมตามแนว พุทธปรัชญาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้สังคมไทยได้ย้อนกลับมาสู่วิถีชีวิตที่เหมาะสมกับคนไทย ที่เป็น ตัวตนอย่างแท้จริงของคนไทยและสังคมไทย แต่งานวิจัยและกิจกรรมทางสังคมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังกล่าว กลับพบว่า ยังไม่สามารถสร้างจิตสำนึก แก้ไขปัญหา และพัฒนาตามแนวทางที่มุ่งหวังได้อย่างแท้จริง ยังพบ เห็นปัญหาอยู่ทั่วไป ถึงแม้จะมีข้อมูลเชิงประจักษ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคมบนฐานพุทธ ปรัชญาอยู่ชุดหนึ่งก็ตาม แต่ยังทำได้ในวงจำกัด ซึ่งสังคมไทยจะต้องมีฐานข้อมูลที่เพียงพอที่เกิดจากงานวิจัย และกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถนำพาสังคมหลุดพ้นจากความมืดบอดทางปัญญาและมุ่งไปสู่ การพัฒนาตามแนวทางพุทธปรัชญาได้อย่างแท้จริง จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการสำรวจสังเคราะห์งานวิจัยด้าน แนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เป็นองค์รวมและรอบ ด้านสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคมไทยได้ อีกทั้งยังสามารถขับเคลื่อนให้ กลายเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาทางเลือก (ทางหลัก) ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้เช่นเดียวกัน จากการศึกษาสำรวจและสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพทางสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์และ สวัสดิการสังคมเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ตั้งแต่อดีตถึง ปัจจุบันพบว่า งานวิจัยที่เน้นการวิจัยเอกสาร ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยในสาขาปรัชญา พุทธศาสตร์ สังคม สงเคราะห์ศาสตร์ และศาสนาเปรียบเทียบ ที่มุ่งศึกษาแนวคิดทฤษฎีทางพุทธปรัชญาหรืออุดมการณ์ว่ามี ลักษณะอย่างไร เป็นประสบการณ์นิยมหรือไม่อย่างไร เป็นเสรีนิยมหรือสังคมนิยม และจะประยุกต์ใช้เป็นแนว ทางการพัฒนาปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคมได้อย่างไร เช่น ทฤษฎีความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท (ชาญ
170 ณรงค์บุญหนุน, 2540) การศึกษาเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมไทย (พระ มหาสง่า พลสงคราม, 2542) เป็นต้น ส่วนงานวิจัยที่เน้นการวิจัยภาคสนามด้วยวิธีการต่าง ๆ ส่วนใหญ่ใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบ เจาะลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสนทนา และกรณีศึกษา หรือศึกษาเป็นกรณีศึกษาด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนา โดยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยทางสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และพุทธ ศาสนศึกษาที่มุ่งศึกษาด้านบทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม เช่น บทบาทพระสงฆ์ใน การนำหลักธรรมมาใช้ทำกิจกรรมงานพัฒนาชุมชนเพื่อลด ละ เลิกอบายมุข บทบาทพระสงฆ์และการมีส่วน ร่วมของประชาชนในการจัดการป่า รวมถึงการประยุกต์ใช้พุทธธรรมกับการทำกิจกรรมในชุมชน เพื่อสร้าง ความเข้มแข็งแก่ชุมชนด้วยกระบวนการกลุ่ม ที่เรียกในทางสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ว่า “การสังคมสงเคราะห์ ชุมชน” จากงานวิจัยดังกล่าว ผู้เขียนได้พิจารณาถึงคุณลักษณะของโจทย์การวิจัยที่คล้ายคลึงกัน ทำให้สามารถ จำแนกงานวิจัยออกเป็น 4 ประเภท กล่าวคือ (1) แนวคิดทฤษฎีในขั้นพุทธปรัชญาหรืออุดมการณ์ในการ พัฒนาปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม (2) แนวคิดและการประยุกต์ใช้แนวคิด (พุทธธรรม) ในการพัฒนา ปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม (3) บทบาทของพุทธบริษัท (พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา) ในการพัฒนาปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม และ (4) การประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคม งานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งให้ความสำคัญแก่การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจหลักพุทธปรัชญาดั้งเดิมและการ ปรับประยุกต์ใช้ให้สมสมัย (อกาลิโก) ผ่านบทบาทของสื่อบุคคลสำคัญ ได้แก่ พระสงฆ์ อุบาสกและอุบาสิกา แต่ ในงานวิจัยนี้ ผู้เขียนมุ่งศึกษาถึงสื่อบุคคลสำคัญประเภทที่หนึ่งเป็นหลัก คือ พระสงฆ์ ในฐานะที่พระสงฆ์เป็นผู้ที่ สังคมให้การยอมรับทั้งในเรื่องการศึกษาและการปฏิบัติตามหลักพุทธปรัชญา เป็นบุคคลที่มิใช่เป็นเพียงในอุดม คติ แต่เป็นผู้ที่สามารถนำพาสังคม โดยเฉพาะชุมชนชนบทห่างไกล ให้รอดพ้นจากวิกฤติทางสังคมและโอกาส ดังตัวอย่างพระสงฆ์ที่ปรากฏอยู่ทั่วไป เช่น พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) พระราชธรรมนิเทศ (พระ พยอม กลฺยาโณ) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำเสนอองค์ความรู้บนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการในการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาสังคม เช่น การกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาสังคมตามแนวคิดพุทธ ปรัชญาเชิงบูรณาการเป็นแนวคิดและยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมไทย หรือเพื่อขยายเชื่อมโยงหลักจริยธรรมใน ระดับบุคคล คือ ศีล 5 ขึ้นสู่จริยธรรมทางสังคมหรือโครงสร้างสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง สังคมและกำหนดคุณลักษณะสังคมที่พึงปรารถนา หรือเพื่อศึกษาบทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมของ พระสงฆ์ในการทำกิจกรรมชุมชนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ เป็นต้น เมื่อพิจารณางานวิจัยด้านแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมพบว่า มี งานวิจัยเป็นจำนวนมาก แต่กลับพบว่า มีงานวิจัยจำนวนไม่มากนักที่นักวิจัยได้ศึกษาวิจัยได้อย่างถึงแก่นที่ แท้จริงของพุทธปรัชญา โดยเฉพาะแนวคิดทฤษฎีหรือกระบวนทัศน์ที่เป็นภูมิหลังที่ส่งผลถึงแนวทางการพัฒนา สังคมตามบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์และพุทธบริษัท แต่อย่างไรก็ดี งานวิจัยที่สืบค้นได้ก็สามารถเป็นตัวแทน เพื่อแสดงถึงแนวคิดทฤษฎี รวมถึงบทบาทหน้าที่และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมได้อย่างมีเหตุมีผล สามารถ
171 พัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมไทยได้ในระดับหนึ่ง และเป็นการปลุกจิตสำนึกให้ ประชาคมนักวิจัยหันมาให้ความสำคัญแก่การผลิตสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพเกิดประสิทธิผลในการนำไปสู่การ เสนอแนะเชิงนโยบายและแผนต่อไป การวิเคราะห์และสังเคราะห์ตีความในโครงสร้างงานวิจัยได้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตั้ง คำถามถึงคุณภาพของงานวิจัยและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยนั้น ๆ กล่าวคือ คุณภาพของงานวิจัยเป็นผล จากองค์ประกอบของการออกแบบการวิจัยที่มีความถูกต้อง สอดคล้องและชัดเจนตลอดกระบวนการวิจัย ส่วน ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยเป็นผลจากข้อค้นพบของงานวิจัยนั้น ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือเป็นการ ส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานและการนำไปใช้ โดยสามารถสรุปปัญหางานวิจัยด้านคุณภาพและประโยชน์ที่ เกิดขึ้นได้ ดังนี้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากทฤษฎีและการปฏิบัติ ความสำคัญของการพิจารณาถึงประโยชน์จากงานวิจัย เป็นความตระหนักถึงคุณค่าของงานวิจัยใน การสร้างองค์ความรู้ใหม่และองค์ความรู้ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทันที แต่เป็นการบุกเบิกองค์ความรู้ที่เป็น พื้นฐานการใช้ประโยชน์ในอนาคตหรือการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานหรือ แก้ไขปัญหาที่กำลังประสบอยู่ ผลที่ได้จากการวิจัยจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ งานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เป็นการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจในหลักพุทธปรัชญาที่มีต่อชีวิตและสังคม รวมทั้งการวิจัยเพื่อนำเสนอบทบาท หน้าที่ของพระสงฆ์นักพัฒนาด้วยการประยุกต์ใช้พุทธธรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคม ที่นำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งระดับจุลภาคและมหภาค ทำให้สังคมต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาตามแนว พุทธปรัชญาเชิงบูรณาการที่สังคมได้ห่างเหินมานาน ทั้งในระดับแนวคิดและการปฏิบัติ ที่มีสาเหตุมาจากระบบ การพัฒนาแยกส่วนบนฐานการพัฒนาระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้ การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนา นักวิจัยหรือผู้ที่มีส่วนร่วมจะต้อง สามารถบูรณาการแนวคิดทางพุทธปรัชญาและศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์หรือสวัสดิการสังคม ให้เป็นองค์ความรู้ที่เป็นหนึ่งเดียวในการปฏิบัติ ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนจะ เรียกว่า “พุทธบูรณาการศาสตร์” จึงจะประสบความสำเร็จตามความประสงค์ได้ทั้งในระดับปัจเจก กลุ่มชน ชุมชน และสังคมส่วนรวม การอิงอยู่กับหลักพุทธปรัชญาหรือหลักการทั่ว ๆ ไปเพียงหนึ่งเดียว เป็นการยากยิ่งที่จะแก้ไขปัญหา และการพัฒนาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลาย ส่วนของชีวิตทางสังคม ในเรื่องนี้มีผลการวิจัยในอดีตหลายเรื่องเพื่อยืนยันปัญหาและการพัฒนาดังกล่าว รวมทั้งมีการนำเสนอแนวคิด ยุทธศาสตร์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน จนนำไปสู่ความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ซึ่ง สามารถจำแนกข้อค้นพบออกเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ (1) แนวคิดพุทธปรัชญา: ความเข้าใจหลักการพัฒนาสังคม
172 การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (2) บทบาทพระสงฆ์:ความคาดหวังของสังคมโลกาภิวัตน์ (3) การประยุกต์ใช้ พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ และ (4) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม: เป้าหมายการ พัฒนาเชิงพุทธปรัชญา ข้อค้นพบจากงานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดพุทธปรัชญานำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า พุทธปรัชญาเป็นสัจนิยมเชิง ปฏิบัตินิยม ซึ่งดูจะคล้ายคลึงกับปรัชญาสัจนิยมและปฏิบัตินิยม (Realism and Pragmatism) แต่พุทธ ปรัชญาก็ไม่ได้มีแนวคิดและการปฏิบัติในแนวสัจนิยมและปฏิบัตินิยมอย่างลงตัว หากมีแนวคิดและการปฏิบัติ เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง หรือที่เรียกว่า “สัจนิยมเชิงปฏิบัตินิยม/ทฤษฎีความจริงแบบวิภัชชวาท” ที่ตระหนักถึง ความสำคัญของการค้นหาความจริง แม้ความจริงจะดูเหมือนอยู่ไกลเกินที่มนุษย์จะสามารถบรรลุได้ แต่พุทธ ปรัชญาก็ตระหนักว่า ด้วยวิธีการแสวงหาความจริงแบบอาศัยประสบการณ์เชิงปฏิบัติ ในที่สุดก็จะค้นพบความจริง (การพัฒนาไปสู่ความเจริญทั้งกาย-วาจา-ใจ) การให้เหตุผลเชิงปฏิบัติจึงเป็นการเปิดกว้างให้ทุกอย่างได้ถูก ทดสอบและตัดสินด้วยประสบการณ์ของปัจเจก (กลุ่ม ชุมชน สังคม) ด้วยตระหนักว่า การยืนยันอย่างเด็ดขาด ลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นอาจผิดพลาดได้ อันจะนำไปสู่การพัฒนา (หรือที่เรียกทางพุทธปรัชญาว่า “ประโยชน์”) ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จากข้อค้นพบของงานวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของระบบการพัฒนาโครงสร้างส่วนต่าง ๆ ทาง สังคม ทั้งโครงสร้างส่วนบน ส่วนล่าง และโครงสร้างส่วนลึกจะอยู่ที่ “ปัญหาหรือจุดบกพร่องของระบบ” แล้วหา ทางออกเพื่อระบบเหล่านั้น แนวทางเลือกหนึ่งของทางออกก็คือ คำสอนทางพุทธปรัชญาที่ว่าด้วยระบบการ พัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่ศึกษาระดับแนวคิดพุทธปรัชญา ที่นักวิจัยเสนอทางออกจากระบบที่มีปัญหา ว่า จะต้องเริ่มที่โครงสร้างส่วนลึกของมนุษย์และสังคมที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และต้องมองให้ลึกลงไปถึงระบบความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง หรือเรียกในทางพุทธปรัชญาว่า “ระบบปฏิจจสมุป บาท” ที่แสดงให้เห็นถึงความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ ความหมดไปของปัญหาระบบต่าง ๆ หรือแสดงให้เห็นถึงสาเหตุ ผล และวิธีการแก้ปัญหาของระบบทั้งหลายโดยอาศัยหลักอริยสัจ เมื่อมนุษย์และสังคมมองเห็นรากเหง้าของ ปัญหาระบบตามพุทธปรัชญาเช่นนี้แล้ว พุทธปรัชญาจึงได้เสนอทางออกจากระบบที่มีปัญหาเหล่านั้น โดยนักวิจัยเรียกแนวทางการพัฒนานี้ว่า “ปธานสังขาร” หรือ หลักแห่งความเพียรสร้างสรรค์ ใน โครงสร้างของระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการว่า จะต้องคำนวณถึง “ต้นทุนทาง สังคม” (social cost) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักพุทธปรัชญา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างวิกฤตจากปัญหาสังคมด้าน การเมืองเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการ สูญเสียโอกาสในการพัฒนาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่ควรจะพัฒนาไปในลักษณะที่สมดุล ตลอดจนความเสื่อมทรามของสภาพจิตใจ (spiritual cost) ของคนในสังคมไทยที่อยู่ในภาวะน่าวิตกจนทำให้ ขาดศีลธรรมประจำใจ สูญเสียความงดงามด้านจิตใจจนแทบไม่มี “มนุษยภาพ” หลงเหลืออยู่ ต้นทุนการ สูญเสียดังกล่าวไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ด้วยเทคนิคเชิงปริมาณ หากแต่ต้องหยุดคิดพิจารณาด้วยปัญญา
173 (โยนิโสมนสิการ) แล้วหาทางแก้ไขให้ทันท่วงทีด้วยหลักพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการที่เรียกว่า “หลักปฏิจจสมุป บาท” ดังกล่าวแล้วนั้น จากทิศทางการพัฒนาตามแนวพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการดังกล่าว นำไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนา 8 ด้าน กล่าวคือ ญาณวิทยาเชิงพุทธที่จะต้องก้าวไปให้ถึงทั้งระดับโลกียะและโลกุตระ สถาบันครอบครัวจะต้อง เป็นฐานทางสติปัญญาและศีลธรรม/จริยธรรมของชาติ ระบบการศึกษาของชาติจะต้องพัฒนาให้ถึงมิติทั้งทาง กาย สังคม จิต และปัญญา องค์กรต่าง ๆ จะต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สื่อมวลชนจะต้องมีศีลธรรม/ จริยธรรม เสนอสิ่งที่ให้สติปัญญาแก่คนในชาติ ระบบการศึกษาวิจัยจะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นโยบาย และแผนจะต้องมีความชัดเจน และยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การจัดการเพื่อความเข้มแข็งทางปัญญา อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวโดยสรุปโครงสร้างสังคมจะต้องมีการควบคุมด้วยระบบศีลธรรม/จริยธรรม ตั้งแต่ระดับ ปัจเจกจนถึงสังคมส่วนรวม หรือการยกจริยธรรมพื้นฐานขึ้นสู่จริยธรรมทางสังคม กล่าวคือ ศีล 5 ดังนั้น ทางออกเบื้องต้นของปัญหาการพัฒนาจึงอยู่ที่สถาบันศาสนา หากกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไป เห็นจะได้แก่ “พระสงฆ์/สถาบันสงฆ์” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางจิต วิญญาณ เพราะปฏิปทาที่พระสงฆ์แสดงออกต่อสายตาของสังคมเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งสิ่งดีงามทั้งปวงทั้งกาย วาจา ใจ เพื่อที่พระสงฆ์/สถาบันสงฆ์จะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมรัฐกับราษฎร์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยจะ เปลี่ยนการกำกับและการบังคับให้เป็นความร่วมมือ และจะเป็นเครื่องมือควบคุมสังคม เพื่อคานแรงกดดัน ทางการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ ในโครงสร้างสังคม (ส่วนบน ส่วนล่าง ส่วนลึก) หากจะกล่าวให้เฉพาะเจาะจงแล้ว ปัญหาสังคมปัจจุบันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดมาจากตัวมนุษย์ จึงต้องเริ่มพัฒนาที่ตัวมนุษย์ เพื่อปรับเปลี่ยนจิตสำนึกให้เกิดพฤติกรรมที่ ดีงาม ซึ่งการปรับเปลี่ยนจิตสำนึกหรือพฤติกรรมต้องอาศัย “ศรัทธา” เป็นพื้นฐาน ทั้งนี้เนื่องจากศรัทธาเป็นสิ่ง ที่มีประโยชน์มากในระยะเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ แล้วจะถูกแทนที่ ด้วยปัญญาในที่สุดด้วยกระบวนการพัฒนาดังกล่าว โดยแนวทางนี้ ผู้ที่มีบุคลิกลักษณะเป็นผู้นำที่ประชาชนทุก ระดับให้ความศรัทธาและการยอมรับนับถือ ก็คือ “พระสงฆ์” ดังนั้น บทบาทของพระสงฆ์ จึงจำแนกออกเป็น ด้านต่าง ๆ ได้แก่ (1) บทบาทด้านการเมืองในอดีตและปัจจุบัน: หน้าที่ตามพุทธบัญญัติจริงหรือ? (2) บทบาท ด้านการพัฒนาชุมชน: ความหวังและทางออก และ (3) บทบาทด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: พุทธนิเวศวิทยา ด้านการควบคุมทางสังคม อย่างไรก็ตาม การที่พระสงฆ์จะประยุกต์หลักธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรมตามบทบาทได้นั้น พระสงฆ์จะต้องมี หลักการในการดำเนินงานเชิงบูรณาการ ดังข้อค้นพบจากงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่มีหลักในการ ทำงานไม่แตกต่างกันนัก แต่มีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน คือ การเน้นการพัฒนาด้านจิตใจของผู้คนเป็นหลัก โดย สรุปมีหลักการดังต่อไปนี้ คือ (1) การปลูกฝังธรรมะในจิตใจ เพื่อให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินชีวิตเสีย ใหม่ เช่น หลักอิทัปปัจจยตา (2) การเคารพธรรมชาติและการรักษาความสมดุลของธรรมชาติ เช่น การบวชป่า การทอดผ้าป่าต้นไม้ เพื่อให้ผู้คนมองเห็นความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ (3) การพึ่งตนเอง ทางเศรษฐกิจและการเดินทางสายกลาง คือ การกินอยู่แต่พอดี ซึ่งจะทำให้ชีวีมีสันติสุข (มัตตัญญุตาและสมชีวิ
174 ตา) (4) การรักษาระเบียบวินัยและการมีมนุษยสัมพันธ์ ที่อยู่บนพื้นฐานของศีล 5 และพรหมวิหารธรรม (5) การประสานงานกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ซึ่งจะนำไปสู่การประสานกันทั้ง 3 ด้าน ทั้งทางกาย วาจา ใจ (6) การสร้างความเข้าใจในบทบาทพระสงฆ์นักพัฒนา ซึ่งผู้คนทั่วไปยังมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า เหมาะสมกับสมณสารูปและกิจของสงฆ์หรือไม่ (7) การให้สิ่งตอบแทน หมายถึง การเอาสิ่งไม่ดีออกไปแล้วเอา สิ่งที่ดีมาตอบแทน (8) การให้รางวัลแก่ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามครรลองคลองธรรม ด้วยการยกย่องเชิดชู เกียรติและวัตถุสิ่งของ และ (9) การติดตามประเมินผล จะติดตามงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เมื่อพบเห็น ปัญหาก็จะศึกษาดูว่า มีเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้งานนั้นไม่บรรลุผล มีเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้คนไม่พัฒนา แล้ว ค่อยศึกษาหาแนวทางแก้ไข จากหลักการเหล่านี้ได้ทำให้ผู้คนเกิดจิตสำนึกเพื่อจะพัฒนาตนเองและชุมชนให้ เกิดความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์รู้ว่า สังคม/ชุมชนเกิดจิตสำนึกร่วม จึงนำลงสู่ภาคปฏิบัติทางสังคมด้วยวิธีการ ประยุกต์ใช้พุทธธรรมที่หลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาบนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการ ศาสตร์ แต่ผลการวิจัยเน้นให้เห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาด้านความเป็นอยู่และสันติสุขของชุมชนเป็นสำคัญ กล่าวคือ พระสงฆ์ได้มีวิธีการประยุกต์หลักธรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านกิจกรรมกลุ่มเพื่อการพัฒนาใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านมนุษย์ (2) ด้านสังคมและเศรษฐกิจ และ (3) ด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้คือ(1)การ ฝึกอบรมเช่นการปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งภายในวัดและนอกวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอก วัด ซึ่งถือว่าเป็นการเผยแผ่ธรรมเชิงรุก และการเข้าค่ายจริยธรรม เช่นค่ายพุทธบุตรกิจกรรมส่วนนี้เน้นที่ เยาวชนเป็นหลัก ใช้เวลาไม่มากเพียง 3-5 วัน หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 1 เดือน (2) การส่งเสริมการรวมกลุ่ม ด้วย กระบวนกลุ่มที่หลากหลาย เช่น การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน การบวชชีพราหมณ์ หรืออาจจะเป็นกลุ่มสัจจะ สะสมทรัพย์ กลุ่มเกษตรเพื่อธรรมชาติ กลุ่มเด็กใจวิเศษ เป็นต้น (3) การใช้พิธีกรรม กล่าวคือ พระสงฆ์จะเป็น ผู้นำในการทำพิธี อาจจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาโดยตรงหรือพิธีกรรมอื่น ๆ ที่ใช้หลักศาสนาเป็นตัวเชื่อม เช่น กิจกรรมการเดินธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบสงขลา การบวชป่า การปลูกป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เข้ากับรูปแบบวิถี ชีวิตของผู้คนอยู่แต่เดิม คือ ความเชื่อเรื่องผีป่า ผีน้ำ และ (4) การรณรงค์ หมายถึง พระสงฆ์จะมีการเทศน์สั่ง สอนเพื่อให้สติแก่พุทธศาสนิกชนเพื่อให้ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ที่บั่นทอนชีวิตให้ตกต่ำ พร้อมทั้ง ให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมจริยธรรม เช่น ศีล 5 ซึ่งก็คือ การรณรงค์ให้สมาทานตั้งมั่นอยู่ในหลักละชั่ว ประพฤติดี ทำ จิตใจให้ผ่องใสนั่นเอง นอกจากนี้ เมื่อคำนึงถึงความสำเร็จของบทบาทดังกล่าว มีผลการวิจัยหลายเรื่องที่ชี้ให้เห็นผลเชิง ประจักษ์ว่า มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้านทั้งปัจจัยภายใน (คุณสมบัติส่วนตัว) และปัจจัยภายนอก (บุคลากร ทรัพยากร หรือการมีส่วนร่วม เป็นต้น) กล่าวคือ (1) การเข้ากับคน (2) การเข้ากับงาน และ (3) การเข้า กับแผน นอกจากนี้ ปัจจัยที่ถือว่ามีความสำคัญยิ่งในทางวิธีวิทยาการพัฒนาชุมชน ก็คือ พระสงฆ์จะต้อง คำนึงถึงวิธีการเชิงบูรณาการในการพัฒนา โดยจะต้องมีการประยุกต์หลักพุทธธรรมให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม ท้องถิ่น มีการประสานงานระหว่างองค์กร และการไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน ที่ถือว่าเป็นความเสียหายอย่างยิ่งใน งานพัฒนา พร้อมกันนี้ นักวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญของพระสงฆ์นักพัฒนาที่ส่งผลถึง
175 ความสำเร็จหรือล้มเหลว ก็คือ การไม่มีบุคลากรที่จะสานต่องานทั้งในปัจจุบันและอนาคต หรือการขาดองค์กร ที่จะสนับสนุนงานพัฒนาชุมชนให้ดำเนินไปได้ในอนาคต อย่างไรก็ดี จากความสำเร็จหรือล้มเหลวของงานพัฒนาชุมชนในลักษณะที่ผ่านมา ได้นำไปสู่ข้อค้นพบ จากงานวิจัยที่เสนอแนะว่า จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง และพระสงฆ์ควรจะมีบทบาทต่อการพัฒนา สังคมไทยในอนาคตอย่างไร เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในฐานะที่พระสงฆ์เป็นทั้งความหวัง และทางออกของชุมชนและสังคมทั้งที่เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันและจะเป็นไปในอนาคต ในประเด็นนี้ พระสงฆ์ยุคใหม่จึงควรมีบทบาทและปรับเปลี่ยนบทบาทใน 3 ด้าน กล่าวคือ (1) บทบาทต่อตนเอง (2) บทบาท ต่อองค์กร (วัด) และ (3) บทบาทต่อสังคม หรือจะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 6 ประการ คือ จะต้องเป็นนักค้นคว้าวิจัยอยู่เสมอ เป็นนักการศึกษา ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ เป็นผู้ อำนวยความสะดวกแก่ชุมชน เป็นนักรวมกลุ่ม (กิจกรรมกลุ่ม) และเป็นผู้มีระบบการบริหารจัดการที่ดี จากบทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือเรียกในทางสังคมวิทยาว่า “การควบคุมทางสังคมบนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการ” 4 ระดับ กล่าวคือ ระดับบุคคล ระดับกลุ่มชน ระดับชุมชน และระดับสังคม หรือแยกเป็นประเภทใหญ่ ๆ 2 ระดับ คือ บุคคลและ สังคม ดังผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับบุคคลนั้น (พิจารณาผลที่เกิดจากกลุ่ม สัจจะสะสมทรัพย์เป็นตัวอย่าง) สามารถทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ใน 8 ด้าน คือ การบัญชี การวางแผนการใช้ จ่ายเงิน พัฒนาระบบคิด การตรงต่อเวลา การเข้าแถวส่งเงิน การเตรียมเงินมาพอดี การเขียนสมุดมาเอง และ การลด ละ เลิกอบายมุข จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน (สังคม) ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยทำให้ชุมชนเกิดมีกองทุนหมุนเวียนภายในหมู่บ้าน ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง มีความสามัคคีกันมากขึ้น มีกองทุนสวัสดิการเป็นของชุมชน รวมทั้งทำให้ระบบ นิเวศของชุมชนดีขึ้น ด้วยการร่วมกันขจัดขยะมูลฝอยที่กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ ใหม่ได้ก็เก็บรวบรวมกันเพื่อนำไปขาย นำเงินมาจัดเป็นทุนสวัสดิการชุมชนต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลจากการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่ายนี้ ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคที่ ทำให้การดำเนินงานได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจเช่นกัน กล่าวคือ ความเห็นไม่ตรงกัน ขาดความร่วมมือ ผลประโยชน์ทับซ้อน จิตใจไม่พัฒนาของคน ดังที่ ภัทรพร สิริกาญจน (2535, น. 82) กล่าวไว้ว่า “อุปสรรคที่ ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าในงานพัฒนาดังกล่าวที่เด่นชัด ได้แก่ ความไม่เข้าใจและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน การไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง อิทธิพลของระบบทุนนิยม และจิตใจอันไม่พัฒนาของผู้เกี่ยวข้อง” สำหรับ แนวทางในแก้ปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว แนวทางเลือกหนึ่งที่ผู้เขียนมองว่าน่าจะใช้ได้ผล ก็คือ พระสงฆ์ จะต้องเริ่มแก้ที่ตัวบุคคลก่อน ด้วยการมีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนในการดำเนินการ ต่อจากนั้นจึงโน้มน้าว ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมปรึกษาหารือกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และต้องอาศัยการปฏิบัติจริงของพระสงฆ์ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน อดทนอดกลั้นต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขอย่างไม่ ท้อถอย ด้วยการประยุกต์ใช้พุทธธรรมอย่างมีสติและมีกิจกรรมอันหลากหลายในการพัฒนา จึงจะประสบ ผลสำเร็จได้
176 นอกจากนี้ ประเด็นด้านจริยธรรมก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้นักวิจัยได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ จากงานวิจัย ด้วยว่างานวิจัยบางส่วนที่ศึกษาเพียงแค่คัดลอกหรือตัดปะความคิดของคนอื่นที่ได้ศึกษาปัญหา เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แล้วสรุปเป็นข้อค้นพบของตนขึ้นมาใหม่หรือที่เรียกว่า การโจรกรรมวิชาการ (plagiarism) โดยมิได้คำนึงถึงการบูรณาการข้อมูลที่นำมาใช้อย่างที่ควรจะเป็น การศึกษาวิจัยในลักษณะเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่นักวิจัยจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญและทบทวนกระบวนการในการศึกษาวิจัยครั้งใหม่ เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ที่มิใช่เพียงการผลิตซ้ำ ความรู้เดิม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ในการใช้วิธีการวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพและการวิจัยประเภทอื่น การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล การใช้ข้อมูลล้าหลังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ศึกษา แม้จะเป็น ส่วนย่อยของกระบวนการวิจัย แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญต่อการศึกษาวิจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและข้อ ค้นพบของงานวิจัย ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติแก่คนอื่นที่เป็นเจ้าของข้อมูลที่นำมาอ้างอิงเท่านั้น แต่ยัง สามารถทำให้นักวิจัยพิจารณาคัดเลือกผลงานวิจัยที่สอดคล้องกับโจทย์/คำถามและวัตถุประสงค์ในการวิจัย ของตนได้มากที่สุดอีกด้วย เพราะกระบวนการดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการคัดเลือกองค์ความรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อนำมาอ้างอิงผลการวิจัยหรือทดสอบสมมติฐานการวิจัยของตน และทำให้ข้อค้นพบจากงานวิจัยของตนมี ความน่าเชื่อถืออันสืบเนื่องมาจากผลงานทางวิชาการที่นำมาอ้างอิงมีความน่าเชื่อถือ มีความทันสมัยนั่นเอง นอกจากนี้ ข้อค้นพบจากงานวิจัยของตนยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมอีกด้วย ประเด็นในการพิจารณาเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัยมีรายละเอียดปลีกย่อย ค่อนข้างมาก ตามแต่องค์กร สถาบันนั้น ๆ จะได้พิจารณากำหนดขึ้น เพื่อให้บุคลากรของตนได้ยึดถือปฏิบัติ แต่โดยทั่วไปจะมีหลักการกว้าง ๆ ว่า (1) ผู้ถูกวิจัยต้องได้รับการบอกกล่าวและให้ความยินยอมโดยสมัครใจ (2) นักวิจัยต้องรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว และการปิดบังชื่อของผู้ถูกวิจัย (3) การวิจัยต้องไม่ก่อให้เกิดความ เดือดร้อนทางร่างกายและจิตใจของผู้ถูกวิจัย และ (4) ผลการวิจัยควรให้ผลดีต่อสังคม ในปัจจุบัน เรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากประชาชน ทั่วไปมีความตระหนักในเรื่องสิทธิมากขึ้น ในวงการวิจัยจึงถือเป็นข้อปฏิบัติว่า การวิจัยที่จะได้รับอนุมัติให้ ดำเนินการได้ จะต้องผ่านการพิจารณาประเด็นด้านจริยธรรมจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัยเชิงคุณภาพ แม้จะไม่ใช่จุดมุ่งหมาย หรือข้อค้นพบหลักของการวิจัยตามหลักวิธีวิทยาการวิจัย แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของผลการวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์เลย ดังนั้น นักวิจัยเชิงคุณภาพจึงต้องคำนึงถึง และให้ความสำคัญตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้ายของการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคำถามในการวิจัยที่จะ ให้ผลการศึกษาที่สอดคล้อง ถูกต้อง เหมาะสมกับจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย อย่างที่ Steinar Kvale (1996, pp. 119-120, อ้างถึงใน ชาย โพธิสิตา, 2550, น. 418) กล่าวไว้ว่า “ประโยชน์ของการวิจัยคือ อะไร การขอความยินยอมก่อนทำการเก็บข้อมูลต้องทำอย่างไร ความลับของผู้ให้ข้อมูลควรจะเปิดเผยหรืออำ พรางจึงจะสอดคล้องกับกฎหมาย การป้องกันผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ให้ข้อมูล จุดยืนทางบทบาทของนักวิจัยคือ
177 อะไร” ซึ่งแนวคำถามทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะเริ่มต้นที่ตัวนักวิจัย หรือกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย และ/หรือ กลุ่มทุนผู้ให้การสนับสนุนในการวิจัยก็ได้ ฉะนั้น นักวิจัยจึงต้องตระหนักและสังวรระวังอยู่เสมอ ตลอดเวลาที่ ยังอยู่ในฐานะผู้สร้างและผู้เสริมงานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ ข้อค้นพบจากการสังเคราะห์งานวิจัย สะท้อนให้เห็นความสำคัญขององค์ความรู้เชิงบูรณาการบนฐาน พุทธปรัชญา ตั้งแต่กระบวนการในการออกแบบการวิจัย (research design) จนกระทั่งถึงข้อค้นพบจาก งานวิจัยซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการออกแบบการวิจัย จากข้อค้นพบที่จะนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎีและ ปฏิบัติ ทำให้ผู้เขียนมีความตระหนักอย่างหนึ่งว่า แม้งานวิจัยบางเรื่องอาจจะยังไม่มีคุณภาพเพียงพอด้านการ ออกแบบการวิจัย ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย แต่ผู้เขียนเชื่อว่า งานวิจัยทุกเรื่องย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จต่อนักวิจัย ต่อการเรียนรู้เรื่องวิธีการวิจัยและต่อสังคมอย่างเป็น ระบบและยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ งานวิจัยเรื่องนั้น ๆ จะเป็นแรงบันดาลใจส่งต่อให้มีการแสวงหาความรู้/คำตอบ ต่อไปได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การวิจัยทุกประเภทจัดว่า เป็นกระบวนการการศึกษาที่มีผลกระทบทั้งด้านบวก-ลบต่อ หลายกลุ่ม ทั้งต่อนักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนักวิจัย ต่อสังคม และต่อกระบวนการวิจัยเองอย่าง กว้างขวางในยุคโลกาภิวัตน์ ดังนั้น นักวิจัยจึงไม่ควรละเลยและควรจะตระหนักอยู่เสมอถึงความสำคัญของการ วิจัยและการออกแบบการวิจัยให้มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะเป็นที่มาขององค์ความรู้ที่น่าเชื่อถือและใช้ประโยชน์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้สมกับหลักพุทธปรัชญาที่ว่า “อกาลิโก/สมสมัย-ใช้ได้เสมอ” สรุป งานวิจัยทางพุทธศาสนาด้านแนวคิด บทบาท และการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคมพบว่า มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับพบว่า มีงานวิจัยไม่มากนักที่นักวิจัยได้ศึกษาวิจัยได้อย่างถึงแก่นที่แท้จริงของพุทธ ปรัชญา โดยเฉพาะแนวคิดทฤษฎีหรือกระบวนทัศน์ที่เป็นภูมิหลังที่ส่งผลถึงแนวทางการพัฒนาสังคมตาม บทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์และพุทธบริษัท แต่จากการสังเคราะห์งานวิจัยดังกล่าวได้แสดงทิศทางการพัฒนา ตามแนวพุทธปรัชญาเชิงบูรณาการ ซึ่งนำไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาในด้านต่าง ๆ กล่าวคือ ญาณวิทยาเชิง พุทธที่จะต้องก้าวไปให้ถึงทั้งระดับโลกียะและโลกุตระ สถาบันครอบครัวจะต้องเป็นฐานทางสติปัญญาและ ศีลธรรม/จริยธรรมของชาติ ระบบการศึกษาของชาติจะต้องพัฒนาให้ถึงมิติทั้งทางกาย สังคม จิต และปัญญา องค์กรต่าง ๆ จะต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สื่อมวลชนจะต้องมีศีลธรรม/จริยธรรม เสนอสิ่งที่ให้สติปัญญา แก่คนในชาติ ระบบการศึกษาวิจัยจะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นโยบายและแผนจะต้องมีความชัดเจน และยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การจัดการเพื่อความเข้มแข็งทางปัญญา อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวโดยสรุป โครงสร้างสังคมจะต้องมีการควบคุมด้วยระบบศีลธรรม/จริยธรรม ตั้งแต่ระดับปัจเจกจนถึงสังคมส่วนรวม หรือ การยกจริยธรรมพื้นฐานขึ้นสู่จริยธรรมทางสังคม กล่าวคือ ศีล 5 อันมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการพัฒนา
178 ในประเด็นนี้งานวิจัยจึงชี้ว่าพระสงฆ์ยุคใหม่ควรมีบทบาทและปรับเปลี่ยนบทบาทใน 3 ด้าน กล่าวคือ (1) บทบาทต่อตนเอง (2) บทบาทต่อองค์กร (วัด) และ (3) บทบาทต่อสังคม หรือจะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำการ เปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 6 ประการ คือ จะต้องเป็นนักค้นคว้าวิจัยอยู่เสมอ เป็นนักการศึกษา ทำหน้าที่เป็นที่ ปรึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ เป็นผู้อำนวยความสะดวกแก่ชุมชน เป็นนักรวมกลุ่ม (กิจกรรมกลุ่ม) และเป็นผู้มี ระบบการบริหารจัดการที่ดีจากบทบาทและการประยุกต์ใช้พุทธธรรมในการพัฒนาสังคม ได้นำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือเรียกในทางสังคมวิทยาว่า “การควบคุมทางสังคมบนฐานพุทธปรัชญาเชิงบูรณา การ” 4 ระดับ กล่าวคือ ระดับบุคคล ระดับกลุ่มชน ระดับชุมชน และระดับสังคม หรือแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ 2 ระดับ คือ บุคคลและสังคม เอกสารอ้างอิง ชาญณรงค์ บุญหนุน. (2540). ทฤษฎีความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย, ภาควิชาปรัชญา, สาขาวิชาปรัชญา. ชาย โพธิสิตา. (2550). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. ทัศน์ศิรินทร์ สว่างบุญ. (2548). การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการมีส่วนร่วมของโรงเรียนกับชุมชน: การวิเคราะห์ อภิมานและการวิเคราะห์กระบวนการทางปัญญาอภิมาน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะครุศาสตร์, ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา, สาขาวิชาวิจัย การศึกษา. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). พุทธธรรม (ฉบับปรับปรุงและขยายความ). (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทสหธรรมิก. พระมหาจรูญโรจน์ ปาโส. (2545). การประยุกต์ใช้พุทธธรรมกับการทำกิจกรรมในชุมชนของพระสงฆ์กลุ่ม เสขิยธรรม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. พระมหาสง่า พลสงคราม. (2542). การศึกษาเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับเศรษฐกิจพอเพียงใน สังคมไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ. ภัทรพร สิริกาญจน. (2535). หน้าที่ของพระสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ: แนวคิดและบทบาทของพระคำเขียน สุวณฺโณ ในการพัฒนาชุมชน. รายงานการวิจัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันไทยคดีศึกษา. วุฒินันท์ กันทะเตียน. (2541). พระสงฆ์กับการเมือง: แนวคิดและบทบาทในสังคมไทยปัจจุบัน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะอักษรศาสตร์, สาขาศาสนาเปรียบเทียบ. ศศิธร ศักดิ์เทวินทร์. (2551). สถานะองค์ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กเมื่อเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม: วิธีวิทยาการสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์.
179 สมบูรณ์ สุขสำราญ. (2529). บทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาชนบท. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัยสังคม.
180 รายการอ้างอิง ภาษาไทย กมล รอดคล้าย. (2538). พระพุทธศาสนากับการพัฒนาเด็ก. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. ชาญณรงค์ บุญหนุน. (2540). ทฤษฎีความจริงในพุทธปรัชญาเถรวาท. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บัณฑิตวิทยาลัย, ภาควิชาปรัชญา, สาขาวิชาปรัชญา. ชาย โพธิสิตา. (2550). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. ทัศน์ศิรินทร์ สว่างบุญ. (2548). การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการมีส่วนร่วมของโรงเรียนกับชุมชน: การวิเคราะห์ อภิมานและการวิเคราะห์กระบวนการทางปัญญาอภิมาน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะครุศาสตร์, ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา, สาขาวิชาวิจัย การศึกษา. ทินพันธุ์ นาคะตะ. (2529). พระพุทธศาสนากับสังคมไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์. ประเวศ วะสี. (2530). พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจะกู้ชาติได้อย่างไร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีม ทอง. ประเวศ วะสี. (2538). ธัมมิกสังคม: ปาฐกถาพุทธทาสภิกขุมหาเถระ ครั้งที่ 1. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง. ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ และคณะ. (2537). “ทิศทางใหม่การพัฒนา” ในวิธีวิทยาศึกษาสังคมไทย วิถีใหม่แห่งการพัฒนา. กรุงเทพฯ: เอดิสันเพรสโปรดักส์การพิมพ์. ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์. (2531). ธัมมิกเศรษฐศาสตร์: ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สังคมของชาวพุทธ. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มิตรนราการพิมพ์. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2538). เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิ โกมลคีมทอง. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2541). การพัฒนาที่ยั่งยืน. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล คีมทอง. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2541). ธรรมนูญชีวิต: พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2542). ทศวรรษธรรมทัศน์พระธรรมปิฎก: หมวดพุทธศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ธรรมสภา. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2543). ทศวรรษธรรมทัศน์พระธรรมปิฎก: หมวดสังคมศาสตร์และมนุษย์ ศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ธรรมสภา.
181 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2544). พุทธธรรม (ฉบับเดิม). (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ ธรรมสภา. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). พุทธธรรม (ฉบับปรับปรุงและขยายความ). (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทสหธรรมิก. พระมหาจรูญโรจน์ ปาโส. (2545). การประยุกต์ใช้พุทธธรรมกับการทำกิจกรรมในชุมชนของพระสงฆ์กลุ่ม เสขิยธรรม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. พระมหาวินัย ผลเจริญ. (2544). การศึกษาแนวคิดและขบวนการประชาสังคมของพุทธศาสนาในสังคมไทย (หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516-ปัจจุบัน). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะศิลปศาสตร์, สาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา. พระมหาสง่า พลสงคราม. (2542). การศึกษาเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธกับเศรษฐกิจพอเพียงใน สังคมไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ. พระอุปกรณ์ ชูเชื้อ. (2544). บทบาทพระสงฆ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าในบริเวณภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคม สงเคราะห์ศาสตร์. พุทธทาสภิกขุ. (2542). ธัมมิกสังคมนิยม. (พิมพ์ครั้งที่สอง). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทประยูรวงศ์ พริ้นท์ติ้ง. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 15. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 20. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 23. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ภัทรพร สิริกาญจน. (2535). หน้าที่ของพระสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ: แนวคิดและบทบาทของ พระคำเขียน สุวณฺโณ ในการพัฒนาชุมชน. รายงานการวิจัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบัน ไทยคดีศึกษา. วศิน อินทสระ. (2537). ชาวพุทธกับวิกฤตศรัทธา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ปัญญา. วุฒินันท์กันทะเตียน. (2541). พระสงฆ์กับการเมือง: แนวคิดและบทบาทในสังคมไทยปัจจุบัน. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะอักษรศาสตร์, สาขาศาสนาเปรียบเทียบ. ศศิธร ศักดิ์เทวินทร์. (2551). สถานะองค์ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กเมื่อเข้าสู่กระบวนการ
182 ยุติธรรม: วิธีวิทยาการสังเคราะห์งานวิจัยอภิมานเชิงคุณภาพ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. สมบูรณ์ สุขสำราญ. (2529). บทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาชนบท. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัยสังคม. สมบูรณ์ สุขสำราญ. (2530). การพัฒนาชนบทแนวพุทธวิธี ศึกษากรณี: พระสงฆ์นักพัฒนา. กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์บริษัทพิมพ์สวย. สมภาร พรมทา. (2542). พุทธปรัชญา: มนุษย์ สังคม และปัญหาจริยธรรม. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุทธิพงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์. (2514). ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพระพุทธศาสนากับปรัชญาพื้นฐานของงาน สังคมสงเคราะห์. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคม สงเคราะห์ศาสตร์. สุรพงษ์ กองจันทึก, และ เดชา เพียงเกตุ. (2534). วัดป่ากลางเมือง เพื่อคุณค่าทางพระพุทธศาสนา. สมาธิ, 6(62), น. 50, น. 91-95. ม.ป.ท.: ม.ป.พ. อนันต์ แม้นพยัคฆ์. (2549). การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยกลุ่ม สัจจะสะสมทรัพย์ เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต: กรณีศึกษา บ้านหนองน้ำจืด ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัดตราด. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์. อนุช อาภาภิรม. (2545). การพัฒนาอย่างยั่งยืน: คำตอบอยู่ในความหลากหลาย. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. อภิชัย พันธเสน. (2547). พุทธเศรษฐศาสตร์: วิวัฒนาการ ทฤษฎี และการประยุกต์กับเศรษฐศาสตร์สาขาต่าง ๆ. (พิมพ์ครั้งที่ 3 แก้ไขปรับปรุง). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์. ภาษาอังกฤษ Abu-Lughod, Janet L. (1989) Before European Hegemony: The World System AD 1250-1350, Oxford: Oxford University Press. Albrow, Martin (1996) The Global Age: State and Society beyond Modernity, Cambridge: Polity. Anderson, Benedict (2006) Imagined Communities, London: Verso. Archibugi, Daniele (2004) ‘Cosmopolitan Democracy and Its Critics: A Review’, European Journal of International Relations, 10: 437-73. Archibugi, Daniele, and David Held (eds) (1995) Cosmopolitan Democracy: An Agenda for a New World Order, Cambridge: Polity.
183 Baer, B. L. & Federico, R. C. (1978). Educating the Baccalaureate Social Workers. Cambridge, MA: Ballinger. Barber, Benjamin (1996) Jihad Versus McWorld, New York: Ballantyne Books. Barker, R. L. (1999). The Social Work Dictionary (4th ed.). Washington, DC: NASW Press. Barker, R. L. (2014). The Social Work Dictionary (6th ed.). Washington, DC: NASW Press. Bayly, C. A. (2004) The Birth of the Modern World, 1780-1914: Global Connections and Comparisons, Oxford: Blackwell. Beck, Ulrich (2000) What is Globalization?, Cambridge: Polity. Beck, Ulrich (2006) Cosmopolitan Vision, Cambridge: Polity. Beck, Ulrich, Natan Sznaider, and Winter, Rainer, (eds) (2003) Global America? The Cultural Consequence of Globalization, Liverpool: Liverpool University Press. Blair, Tony (1997) Speech to the Party of European Socialists’, Congress, Malmo, Sweden, 6 June. Bourdieu, Pierre (1998) Acts of Resistance: Against the New Myths of our Time, Cambridge: Polity. Bourdieu, Pierre (1999) The Weight of the World: Social Suffering in Contemporary Society, Cambridge: Polity. Bourdieu, Pierre (2003a) Firing Back: Against the Tyranny of the Market 2, London: Verso. Brenda, DuBois, Karla Krogsrud Miley. (2005). Social Work: An Empowering Profession (5th ed.). Boston: Allyn & Bacon. Bruff, Ian (2005) ‘Making Sense of the Globalization Debate when Engaging in Political Economy Analysis’, British Journal of Politics and International Relations, 7: 261-80. Cameron, Angus, and Ronen Palan (2004) The Imagined Economies of Globalization, London: Sage. Castells, Manuel (2000) The Information Age: Economy, Society and Culture: Volume I: The Rise of the Network Society, Oxford: Blackwell. Cerny, Philip G., and Evans, Mark (2004) ‘Globalization and Public Policy under New Labour’, Policy Studies 25/1: 51-65. Coleman, J. W., Cressey, D. R. (1999). Social problems (7th ed.). New York: Longman. Cowger, C. D. (1977). Alternative Stances on the Relationship of Social Work to Society. Journal of Education for Social Work, 13 (3), 25 – 29. DeNavas – Walt, C. & Proctor, B.D. (2014). Income and poverty in the United State:
184 2013. U.S. Census Bureau, current population reports. Washington, DC: U.S. Government Printing Office. Available at: www.census.gov/content/dam/Census/ library/publications/2014/demo/p60-249.pdf. Flew, Terry (2007) Understanding Global Media, Basingstoke: Palgrave. Foucault, Michel (1979) The History of Sexuality: Volume 1, London: Viking. Frank, Andre Gunder, and Gills, Barry K. (eds) (1993) The World System: Five Hundred Years or Five Thousand?, London: Routledge. Fuguyama, Francis (1989) ‘The End of History’, The National Interest, summer. Gans, H. J. (1971). The uses of poverty: The poor pay all. Social policy, 2, 21 – 23. Giddens, Anthony (1990) The Consequences of Modernity, Cambridge: Polity. Gill, Stephen (2000) ‘Towards a Postmodern Prince? The Battle in Seattle as a Moment in the New Politics of Globalization’, Millennium: Journal of International Studies 29/1: 131-40. Gills, Barry K. (ed.) (2000) Globalization and the Politics of Resistance, London: Palgrave. Gray, John (1996) After Social Democracy: Politics, Capitalism, and the Common Life, London: Demos. Hartman, A. (1978). Diagrammatic assessment of family relationships. Social Casework, 59, pp. 465 – 476. Hay, Colin and Marsh, David (eds) (2000) Demystifying Globalization, Basingstoke: Palgrave. Held, David (1995) Democracy and the Global Order, Cambridge: Polity. Held, David et al. (1999) Global Transformations, Cambridge: Polity. Held, David and Hirst, Paul, (2002) Globalization After 11 September: The Argument of Our Time, Open Democracy, at: <http://www.opendemocracy.net/globalization- institutions_government/article_637.jsp>. Held, David and McGrew, Anthony (eds) (2003) The Global Transformations Reader, Cambridge: Polity. Hermann, Edward and McChesney, Robert (1997) The Global Media: The New Missionaries of Corporate Capitalism, London: Cassell. Hirst, Paul, and Thompson, Grahame (1996) Globalization in Question, Cambridge: Polity. Hirst, Paul, and Thompson, Grahame (2000) ‘Globalization in One Country? The Peculiarities of the British’, Economy and Society 29/3: 335-56. Holton, Robert (2005) Making Globalization, Basingstoke: Palgrave.
185 Holton, Robert (2007) Global Network, Basingstoke: Palgrave. Huntington, Samuel P. (1996) The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order, London: Simon and Schuster. Hopkins, A. G. (2002a) ‘The History of Globalization- and the Globalization of History?’, in Globalization in World History, edited by A. G. Hopkins, London: Pimlico. International Commission for the Study of Communication Problems (1980) Many Voices, One World, Paris: UNESCO. International Telecommunications Union (ITU) (2008) World Telecommunication/ICT IndicatorsDatabase: <http://www.itu.int/ITU-D/ict/statistics/ict/index.html>. Johannesen, T. (1997). Social work as an international profession. In M. C. Hokenstad & J. Midgley (Eds.), Issues in international social work: Global challenges for a new century. Washington, DC: NASW Press. Kaplinsky, Raphael (2005) Globalization, Poverty, and Inequality, Cambridge: Polity. Karen, K., Kirst-Ashman. (2003). Introduction to Social Work and Social Welfare: Critical Thinking Perspectives. Pacific Grove: Brooks/Cole. Keane, John (2003) Global Civil Society, Cambridge: Polity. Kennedy, Paul, and Cathrine J. Danks (eds) (2001) Globalization and National Identities: Crisis or Opportunity?, London: Palgrave. Kofman, Eleonore, and Youngs, Gillian (eds) (1996) ‘Introduction: Globalization-The Second Wave’, in Globalization: Theory and Practice, edited by Eleonore Kofman and Gillian Youngs, London: Pinter. Krungman, Paul (1996) Pop Internationalism, Cambridge, MA: MIT Press. Kumar, Krishan (2004) From Post-Industrialism to Post-Modern Society, Oxford: Blackwell. Lens, V. & Garfinkel, I. (2012). Inequality, social welfare policy, and social work. In E.F. Hoffler & E.J. Clark (eds.), Social Work Matters. The power of linking policy and practice. Washington, DC: NASW Press. Leonard, P. (1976). The Function of Social Work in Society, In N. Timms & D. Watson (Eds.), Talking about Welfare: Readings in Philosophy and Social Policy (cc. 252 – 266). Boston: Routledge and Kegan Paul. Lewis, O. (1965). La vida. New York: Random House. Mann, Michael (1997) ‘Has Globalization Ended the Rise of the Nation-State?’, Review of International Political Economy, 4/3: 472-96.
186 Marla Berg-Weger. (2016). Social Work and Social Welfare: An invitation (4th ed.). New York: Routledge. Martell, Luke (2008) ‘Beck’s Cosmopolitan Politics’, Contemporary Politics, 14/2: June, 129-43. Martell, Luke (2009) ‘Global Inequality, Human Rights and Power: A Critique of Ulrich Beck’s Cosmopolitanism’, Critical Sociology, 35/2: 253-72. Marx, Karl and Engels, Friedrich (1998) The Communist Manifesto, London: Verso. Mason, S.E. (2014). Preventing poverty: A call for collaboration. Families in Society: The Journal of Contemporary Social Services, 95 (4), 223 – 225. McChesney, Robert (1999) ‘The New Global Media: It’s a Small World of Big Conglomerates’, The Nation, 29. McPhail, Thomas (2006) Global Communication: Theories, Stakeholders and Trends, Oxford: Blackwell. Midgley, J. (1997). Social welfare in global context. Thousand Oaks, CA: Sage. Ministry of Social Development and Human Security, Department of Older Persons. (n.y.). The Act on the Elderly, B.E. 2546 (2003 A.D.). No place: No press. Modelski, George (1972) Principles of World Politics, New York: Free Press. Mosley, Layna (2005) ‘Globalization and the State: Still Room to Move?’, New Political Economy, 10/3: 355-62. Motta, Sara (2006) ‘Utopias Reimagined: A Reply to Panizza’, Political Studies, 54: 898-905. National Association of Social Workers (NASW). (1973). Standards for Social Service Manpower. New York: Author. National Association of Social Workers (NASW). (1981). Standards for the Classification of Social Work Practice, Policy Statement 4. Silver Spring, MD: Author. National Association of Social Workers (NASW). (2012 – 2014). Women’s issue. Social work speaks: National Association of Social Works policy statements 2012 – 2014 (9th ed.). Washington, DC: NASW Press. Nederveen Pieterse, Jan (2004a) Globalization and Culture: Global Melange, Boulder, CO: Rowman and Littlefield. Ohmae, Kenichi (1990) The Borderless World, London: Collins. Ohmae, Kenichi (1996) The End of the Nation-state, London: HaperCollins. Osterhammel, Jürgen and Petersson, Niels, P. (2005) Globalization: A Short History,
187 Princeton, NJ: Princeton University Press. Outhwaite, William (2006) The Future of Society, Cambridge: Polity. O’Rourke, Kevin H., and Jeffrey G. Williamson (1999) Globalization and History: The Evolution of a Nineteenth-Century Atlantic Economy, Cambridge, MA: MIT Press. Rank, M. R. (2013). Poverty in America is mainstream. The New York Time Opinionator, November 2, 2013. Rank, M. R. (2014). Why poverty and inequality undermine justice in America. In M. Reisch (Ed.), Routledge international handbook of social justice. New York, NY: Routledge. Rantanen, Tehri (2005) The Media and Globalization, London: Sage. Reich, Robert (1992) The Work of Nations, New York: Vintage. Robertson, Roland (1992) Globalization, London: Sage. Robins, Kevin (1997) ‘What in the World’s Going On?’, in Production of Culture/Productions of Culture, edited by P. du Gay, London: Sage. Schiller, Herbert (1969) Mass Communication and American Empire, Boston, MA: Beacon Press. Scholte, Jan Aart (2000) ‘Cautionary Reflections on Seattle’, Millennium: Journal of International Studies, 29/1: 115-21. Scholte, Jan Aart (2005) Globalization: A Critical Introduction, 2nd edn, Basingstoke: Palgrave (1st edn, 2000, Basingstoke: Palgrave). Sheafor, B. W., Horejsi, C. R., & Horejsi, G. A. (2000). Techniques and Guidelines for Social Work Practice (5th ed.). Boston: Allyn & Bacon. Sklair, Leslie (2002) Globalization: Capitalism and Its Alternatives, Oxford: Oxford University Press. Smith, Anthony D. (1990) ‘Towards a Global Culture?’, Theory, Culture, and Society 7: 171-91. Thompson, John (1995) The Media and Modernity, Cambridge: Polity. Tomlinson, John (1999) Globalization and Culture, Cambridge: Polity. Tunstall, Jeremy (1977) The Media are America, New York: Columbia University Press. Turner, Bryan (2006) ‘Classical Sociology and Cosmopolitanism: A Critical Defence of the Social’, British Journal of Sociology, 57/1: 133-51. UNDP (2008a) Human Development Report 2007/2008: Fighting Climate Change: Human Solidarity in a Changing World, New York: UN.
188 UNESCO (2005) International Flows of Selected Cultural Goods and Services, 1994-2003, Montreal: UNESCO. UNWTO (2008) Tourism Highlights, Madrid: UN. Urry, John (2000) Sociology beyond Societies: Mobilities for the Twenty-first Century, London: Routledge. Vimala, Pillari. (2002). Social Work Practice: Theories and Skills. Boston: Allyn & Bacon. Wallerstein, Immanuel (1974) The Modern World System, Volume I: Capitalist Agriculture andthe Origins of the European World-economy in the Sixteenth Century, London: Academic Press. Wallerstein, Immanuel (1980) The Modern World System, Volume II: Mercantilism and the Consolidation of the European World Economy, 1600-1750, New York: Academic Press. Wallerstein, Immanuel (1989) The Modern World System, Volume III: The second Great Expansion of the Capitalist World Economy, 1730s-1840s, San Diego: Academic Press. Waters, Malcolm (2001) Globalization, London: Routledge. Wolf, Martin (2004) Why Globalization Works: The Case for the Global Market Economy, New Haven, CT: Yale University Press. Wolf, Martin, and Robert Wade (2002) ‘Are Global Poverty and Inequality Getting Worse?’, Prospect 72 (March). Available at: http://www.prospectmagazine.co.uk/article_details. php?id=4982. Worldbank Group. (2003). Understanding poverty. Available at: www.worldbank.org/poverty/ mission/up1.htm. Wright, Anthony (1987) Socialisms: Theories and Practices, Oxford: Oxford Paperbacks. Zolo, Danilo (1997) Cosmopolis: Prospects for World Government, Cambridge: Polity. Zolo, Danilo (2002) Invoking Humanity: War, Law, and Global Order, London: Continuum.