95 สามารถทำได้อย่างทันท่วงที การพัฒนาที่ยิ่งกว่านั้น เช่น อินเทอร์เน็ต ที่ใช้ไปเพื่อติดต่อสื่อสารกันทั่วโลกอย่าง รวดเร็วที่สามารถย่นย่อและชัดเจนอย่างดีเลิศทีเดียว ถ้อยแถลงของคอมมิวนิสต์ของ Marx และ Engels ที่บรรยายไว้ในปี ค.ศ. 1848 ที่ภายหลังกลายเป็น สิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” นี้คือคำโต้แย้งต่อทั้งสองคนนั้นที่กล่าวว่า โลกาภิวัตน์ได้เริ่มมา 100 ปี แล้วหรือ มากกว่านั้น และสำหรับทฤษฎีเก่าที่ย้อนกลับไปและปราศจากการแตะต้อง รวมทั้งคนใหม่ที่มีความสามารถที่ จะเข้าใจห้วงเวลาใหม่เชิงสากลเท่านั้น (Beck 2000, 2006) ความต้องการต่อตลาดที่ขยายออกไปอย่างมั่นคงเพื่อผลผลิตทางตลาดไล่ตามชนชั้น กลางข้ามผิวหน้าทั้งหมดของโลก ความต้องการนี้ต้องอาศัยอิงแอบทุก ๆ ที่ ตั้งอยู่ใน ทุก ๆ แห่ง สร้างการเชื่อมโยงไปทุก ๆ แห่ง ชนชนกลางที่หาผลประโยชน์ทาง ตลาดโลก ได้ให้ลักษณะเชิงสากลนิยมต่อผลิตภัณฑ์และการบริโภคในทุก ๆ ประเทศ เรื่องความคับแค้นใจอย่างใหญ่หลวงของพวกฝ่ายขวา ได้ถูกลากออกมาจากภายใต้ ฝ่าเท้าของพื้นแผ่นดินทางอุตสาหกรรมบนความคับแค้นใจที่เข้าใจแล้ว อุตสาหกรรม ชาติที่สร้างไว้แต่เก่าก่อนทั้งหมดต้องถูกทำลายหรือในทุก ๆ วันจะถูกทำลายไป มี อุตสาหกรรมเก่าที่ถูกเอาออกไปโดยอุตสาหกรรมใหม่ที่ซึ่งเบื้องต้นกลายเป็นชีวิต และความตายที่เป็นคำถามสำหรับชาติที่มีอารยธรรมทั้งหมด โดยอุตสาหกรรมที่ไม่ เติมเต็มวัตถุดิบท้องถิ่นในระยะยาว แต่วัตถุดิบก็เอาออกมาจากพื้นที่ที่ห่างไกล; อุตสาหกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค ไม่ใช่อยู่ที่บ้านเท่านั้น แต่อยู่ในทุก ๆ ภาคส่วนของโลก ในพื้นที่ที่มีความต้องการแต่ก่อน ได้สนองความพอใจได้โดย ผลิตภัณฑ์ของประเทศ พวกเราค้นพบความต้องการใหม่ ร้องขอการสร้างความ พอใจในผลิตภัณฑ์ของดินแดนห่างไกลและพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ในบางพื้นที่ที่มีการ แยกตัวออกมาและพึ่งพาตนเองได้ของท้องถิ่นหรือชาติแต่เก่าก่อน พวกเราได้มีการ ติดต่อกันในทุก ๆ ทิศทาง มีการพึ่งพาอาศัยกันอย่างกว้างขวางระหว่างประเทศต่าง ๆ และแม้แต่ในเรื่องวัตถุดิบ แม้ในเรื่องผลผลิตทางปัญญาด้วยเช่นเดียวกัน ปัญญา สร้างสรรค์ของชาติเอกราชกลายเป็นสมบัติสามัญไป ความลำเอียงและความคับ แคบใจของชาติต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มากยิ่งขึ้น และจากจำนวนตัวเลข ของวรรณกรรมระดับชาติและท้องถิ่นที่ยกขึ้นสู่วรรณกรรมโลก (Marx และ Engels 1998: 39) ทุนนิยมต้องการวัตถุดิบ ตลาดและทรัพยากรแรงงานใหม่ล้วนเติบโตและพัฒนาขึ้น การสืบค้นประเด็น เหล่านี้นำไปสู่สิ่งที่ก้าวข้ามไปจากความเป็นท้องถิ่นสู่ช่วงระยะทางที่ดีขึ้น นี่ไม่ใช่เพิ่งมีบางสิ่งที่นักทุนนิยม ตัดสินใจเพื่อทำการ นี่เป็นของที่มีมาแต่เริ่มแรกในพลวัตทางทุนนิยมที่มองเห็นได้ไม่ว่าที่ไหน ๆ ที่สามารถสร้าง ผลประโยชน์ได้ นี่เป็นทางเดียวที่เกิดขึ้นผ่านจักรวรรดินิยมและจักรพรรดิ ช่องว่างทางปืนเล็กและบทบาทของ รัฐชาติที่มีตัวแปรที่สำคัญในจักรวรรดิและจักรพรรดินี้ ภาวะการแพร่กระจายทางเศรษฐกิจอยู่ภายใต้จักรวรรดิ
96 นิยม และถูกกำหนดโดยอำนาจทางตะวันตกเกี่ยวกับประเทศผู้ดำเนินการอื่น ๆ ในหนทางที่ได้เปรียบและยัง เกี่ยวข้องกับความอยุติธรรม แรงกระตุ้นที่เป็นเศรษฐกิจแต่เริ่มแรก แต่ไม่ใช่เพียงเท่านี้และก็ไม่ใช่เรื่องที่จะพูด ว่า เศรษฐกิจพึ่งตนเองในฐานะโครงสร้างที่ไม่ใช่ส่วนตัวที่มีสาเหตุมาจากจักรวรรดินิยม ผู้ปฏิบัติการทาง เศรษฐกิจและการเมือง เช่น รัฐ ซึ่งเป็นแทนทางโลกาภิวัตน์เศรษฐกิจที่ใช้กำลังทางการทหารเสมอมา ดังนั้น สิ่งกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่ตามติดโดยกองกำลังทางทหารและทางการเมืองมากพอ ๆ กับผู้ปฏิบัติการทาง เศรษฐกิจ และกับตัวแทนมนุษย์ผู้ดำเนินการแทนที่กองกำลังที่ไม่ใช่ส่วนบุคคล เป้าหมายก็เพื่อเปิดโลกเข้าสู่ การค้า (“เสรี” ทางการค้า ตราบเท่าที่การค้านี้จะเป็นเสรี เมื่อใช้ปืนขนาดใหญ่บังคับโดยรัฐกับผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่เหนือคู่แข่งขันของตน) ค้นหาตลาดใหม่และทรัพยากรใหม่ที่จะเป็นวัตถุดิบ การขัด เกลาทางสังคมเชิงวัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญ หรือเป็นความปรารถนาที่จะปฏิบัติ รวมทั้งเรื่องราวทางเศรษฐกิจ แม้ว่าจะไม่ใช่แนวการขายส่งในทุกกรณีหรือผ่านทุกภาคส่วนของประชาชนชั้นสองก็ตาม อำนาจหลักของจักรวรรดิ ได้แก่ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส อังกฤษ และฮอลแลนด์มีอยู่แพร่หลายราว ค.ศ. 1500 เป็นต้นมา เทคโนโลยีอำนาจทางทะเลและอาวุธสมัยใหม่ได้ช่วยพวกเขาให้ได้ตามความปรารถนาไป ทั่วโลก อำนาจทางทะเลที่เริ่มแรกเกี่ยวข้องกับการสำรวจตรวจค้นและการค้าขายที่กลายเป็นองค์ประกอบใน สงครามข้ามอาณาจักรเอกราชอีกด้วย สงครามข้ามทะเลระหว่างนักล่าจักรวรรดิผู้ต้องการเอาชนะปรากฏใน สถานที่มากมายระหว่างประเทศคือ ในยุโรป แคนาดา อินเดีย และอาณาจักรสเปน อาณาจักรอังกฤษกับสเปน ในทวีปอเมริกาต่อสู้กันเพื่อความเป็นอิสระแต่ผู้เดียวในศตวรรษที่ 18 และ 19 และหลังจากนั้นก็สร้าง อาณาจักรขึ้นในทวีปแอฟริกาและเอเชียตามลำดับ การอพยพครั้งใหญ่จำนวน 10 ล้านคนที่ปรากฏขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังศตวรรษที่ 19 และ ต้นศตวรรษที่ 20 ผู้อพยพได้อพยพไปอย่างถาวรอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังคงติดต่อกับประเทศของตนที่เป็นบ้านเกิด อยู่ซึ่งสนับสนุนให้ดำเนินไปสู่ความสัมพันธ์สากลแทนที่จะเป็นการเคลื่อนย้ายสากล ปริมาณสินค้าโลกเพิ่ม จำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ แม้ว่าการค้าโลกหลักจะยังคงมีอยู่ภายในอเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ก็ตาม จำนวนสินค้ามหาศาลถูกส่งไปตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกในฐานะผลิตผลที่เป็นผลลัพธ์ รวม กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการขนส่งและการติดต่อสื่อสาร ประเด็นที่นำไปสู่การพัฒนาตลาดสากลและรูปแบบ เศรษฐกิจนานาชาติเชิงบูรณาการ แสดงออกโดยการหลอมรวมกันเรื่องราคาและค่าจ้าง เศรษฐกิจโลกปรากฏ ว่าเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกันในฐานะส่วนที่แตกต่างกันที่มีผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ และส่วนอื่น ๆ ก็ เคลื่อนคล้อยตามกันไป ในศตวรรษที่ 20 เศรษฐกิจโลกจะมีสัญลักษณ์คล้ายกับการถดถอยทางเศรษฐกิจใน ทศวรรษที่ 1930s อย่างกว้างขวาง ในช่วงสั้น ๆ จะมีการอพยพอย่างแพร่หลาย และเศรษฐกิจนานาชาติเชิง บูรณาการเช่นกับศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20 ต้น ๆ อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น Hopkins (2002a) ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างยุคโลกาภิวัตน์สมัยใหม่กับยุคอื่น ๆ เขากล่าวว่า โลกาภิวัตน์เริ่มเคลื่อนออกจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก และพัฒนาไปจากชาวยุโรปและแพร่เข้าไปในอเมริกา เหนือในศตวรรษที่ 19-20 สามพื้นที่ที่เป็นโลกาภิวัตน์สมัยใหม่สามารถคัดแยกได้คือ ประการที่หนึ่ง Hopkins ชี้ถึงเอกลักษณ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี สองเรื่องนี้ยึดโยงอยู่กับการค้าเสรีซึ่งเชื่อมต่อกับ
97 จักรวรรดินิยม ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีติดต่อสื่อสารที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และสิ่งสากลขนาดใหญ่ ทั้งส่งผ่านการปรับปรุงที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชาชนไปทั่วโลก ประการที่สอง เขาชี้ให้เห็นเอกลักษณ์รัฐชาติที่เป็นตัวแทนที่สำคัญ รัฐชาติคือผลผลิตของยุคสมัยใหม่ และส่งต่อมาจากระบบการเมืองที่หลากหลาย เช่น ระบบศักดินาและระบบกษัตริย์ รัฐชาติอยู่เบื้องหลังสิ่งที่ ออกแบบไว้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเงินการคลัง การเสริมกำลังโลกาภิวัตน์ทางการทหารผ่านจักรวรรดิ นิยม ยิ่งไปกว่านั้น ตัวรัฐชาติเองยังได้กลายเป็นโลกาภิวัตน์ในฐานะสังคมใหญ่ที่ทำการหล่อเลี้ยงซึ่งระบบอื่นใน รูปแบบทางการเมืองอยู่ทั่วโลก ในบางกรณีรัฐชาติที่เกิดขึ้นเนื่องจากสังคมที่ไม่ใช่ตะวันตกได้ใช้รูปแบบนี้ยัด เยียดพวกเขาให้เป็นไปโดยจักรวรรดินิยมและการล่าอาณานิคม ซึ่งต่อมาการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพึ่งพา อาศัยกัน ชี้ให้เห็นการต่อต้านจักรวรรดินิยมกับการควบคุมรัฐชาติ รัฐชาติคือตัวแทนและเป็นส่วนหนึ่งของ โลกาภิวัตน์พอ ๆ กับบางอย่างที่ถูกทำลายโดยรัฐชาติเอง ประการที่สาม Hopkins ชี้ให้เห็นองค์กรนานาชาติที่พัฒนาไปกับโลกาภิวัตน์ นี้ไม่ใช่การขัดแย้งกับ จุดเน้นเกี่ยวกับรัฐชาติ องค์กรดังกล่าวนี้ได้ผลิตและสร้างสรรค์ขึ้นโดยรัฐชาติอยู่บ่อยครั้ง องค์กรนานาชาติจะ อยู่ในรูปของทั้งภาครัฐและไม่ใช่ภาครัฐ และแสดงเป็นตัวอย่างได้ เช่น สภากาชาด ไปจนถึงสันนิบาตชาติและยู เอ็น องค์กรแรงงานนานาชาติ องค์การอนามัยโลก ตัวแทนพลังงานอะตอมนานาชาติ (IAEA) องค์การการค้า โลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์กรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากประเด็นหลัก ๆ เช่น ความปลอดภัย และความยุติธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจข้ามพรมแดนชาติ ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยความตั้งใจ ของรัฐชาติและครอบงำโดยรัฐชาตินั่นแหละมากกว่าที่จะเป็นปัจจัยอื่น ๆ สำหรับ Waters (2001) การเมืองในศตวรรษที่ 19 และ 20 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการทำให้เป็น นานาชาติมากพอ ๆ กับโลกาภิวัตน์ และเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระดับนานาชาติระหว่างรัฐในฐานะตัวแทนสากล ที่อยู่เหนือและก้าวข้ามความสัมพันธ์เหล่านี้ สาระสำคัญของเศรษฐกิจโลกก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างชาติ สงคราม พันธมิตร การทูต ลัทธิล่าอาณานิคมยังมีอย่างต่อเนื่องก้าวข้ามพรมแดนรัฐชาติ แต่ระหว่างรัฐชาติหรือ ในรูปแบบที่ตั้งใจสร้างขึ้นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาแทนที่จะเป็นรัฐชาติที่อยู่เหนือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเด็นดังกล่าวมาหรือกระบวนการในประเด็นดังกล่าว การเมืองคือเรื่องระหว่างชาติ แต่ยังไม่ใช่เรื่องสากล Hirst และ Thompson (1996) ถือเอาทัศนะที่ยังคลุมเครือด้านเศรษฐกิจโลกในฐานะเศรษฐกิจ นานาชาติอย่างเป็นแบบเดียวกันแทนที่จะเป็นเชิงสากล ยุคเศรษฐกิจที่เป็นกระบวนการนานาชาติมากที่สุดจะ อยู่ช่วงปี 1870-1914 และนานาชาติก็ได้หันหลังกลับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ยุคสมัยที่รุ่งเรืองนี้ (bell époque) มองเห็นการอพยพในระดับที่สูง ทำให้สะดวกสบายขึ้นโดยลัทธิล่าอาณานิคม การบูรณาการทาง เศรษฐกิจและเศรษฐกิจระบบเปิด แต่ Hirst และ Thompson ก็ผลักดันเพื่อต้านการเห็นเศรษฐกิจโลกในฐานะ เศรษฐกิจสากล บรรษัทข้ามชาติที่โดยปกติเป็นบรรษัทข้ามชาติ-อยู่บนพื้นฐานบริษัทแห่งชาติซึ่งปฏิบัติการ อย่างเป็นนานาชาติ การลงทุนในต่างประเทศโดยตรงมีศูนย์กลางอยู่ระหว่างประเทศอุตสาหกรรมที่มี ผลประโยชน์ร่วมกัน เศรษฐกิจโลกไม่ใช่ระบบปราศจากการควบคุม รัฐที่ร่ำรวยอาจจะควบคุมตลาดการเงิน และกำหนดกฎระเบียบที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก แต่ก็ไม่ได้เลือกตามเหตุผลทางอุดมการณ์ (เสรีนิยมใหม่)
98 และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (ประเด็นทั้งหมดนี้นำมาจากระบบเศรษฐกิจสากลเสรี) นักเขียนเรื่องโลกาภิ วัตน์มักเขียนบรรยายเกี่ยวกับรูปแบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเมืองและวัฒนธรรม อีกทั้งเรื่องการโน้ม น้าวให้เป็นเศรษฐกิจสากล แต่ Hirst และ Thompson ยังได้เขียนเพื่อชี้ให้เห็นอำนาจและความเหลื่อมล้ำกัน ด้านเศรษฐกิจอีกด้วย และเศรษฐกิจมีข้อจำกัดและคอยทำลายโลกาภิวัตน์ที่สมบูรณ์แบบไปเท่าไร? สำหรับ Giddens (1990) โลกาภิวัตน์คือ ผลสำเร็จของความเป็นสมัยใหม่ที่เขาเข้าใจเพียงว่าเป็นเรื่อง สากลแต่กำเนิด ความเป็นสมัยใหม่คือ ผลผลิตทางตะวันตก ที่มีมาก่อนคือ ยุโรป แล้วกลายมาเป็นอเมริกา เหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา ดังนั้น โลกาภิวัตน์จึงเกี่ยวกับการแพร่กระจายของตะวันตก Giddens บรรยายถึงการแพร่กระจายนี้ในฐานะ “สิ่งปราศจากการฝังตรึง” ทางตลาด ทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงาน จากพันธะทางท้องถิ่น กฎเกณฑ์ ศาสนาและประเพณีท้องถิ่น สถาบันและผู้ดำเนินการเช่นนี้กลายเป็นเรื่องที่ แยกออกจากพื้นฐานในความเป็นท้องถิ่น แล้วยังแยกออกจากกฎเกณฑ์และกฎระเบียบเกี่ยวกับสิ่งที่สถาบัน และผู้ดำเนินการเหล่านี้จะต้องแสดงออกอย่างไรด้วย แถมยังแนบแน่นกับบรรทัดฐานท้องถิ่นและค่านิยมอีก ต่างหาก สถาบันและผู้ดำเนินการเหล่านี้เป็นยิ่งกว่าสูญเสียทางเดินและอิสรเสรี หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้บูรณา การเข้ากับกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานสากลแทนที่จะเป็นสภาพท้องถิ่น รัฐที่ถูกเข้าใจเพียงผู้ดำเนินการหลัก เบื้องหลังการแพร่กระจายของนักทุนนิยมแห่งยุคโลกาภิวัตน์ และรัฐก็ได้ใช้ประโยชน์ทางกำลังทหาร ข้อเท็จจริงที่เน้นโดย Giddens ผู้ซึ่งกล่าวว่า มันเป็นการตีความที่ไม่แตกของสังคมวิทยาในอดีต บรรษัทใหญ่ยัง เป็นผู้ดำเนินการที่สำคัญในการแพร่กระจายเศรษฐศาสตร์ให้กว้างขวาง ผลลัพธ์อะไรที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลง การแบ่งงานกันทำทั่วโลก กับทั้งการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างส่วนต่าง ๆ ของสองเรื่องนี้ ยิ่งสร้างความซับซ้อน โดยการถ่ายเทจากรอยแยกระหว่างโลกที่หนึ่งกับโลกที่สามเพื่อเป็นหนึ่งในการผนวกกับประเทศอุตสาหกรรม ใหม่ที่แยกออกจากประเทศโลกที่สามที่กำลังสร้างสรรค์ชนชั้นกลางขึ้น โลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมกำลังนำมาซึ่ง เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทางการสื่อสาร และสื่อที่เทคโนโลยีนำเข้ามา Giddens วางพื้นฐานโลกาภิวัตน์ในที่นี้ในเรื่อง การแพร่กระจายของนักทุนนิยม บทสรุปอะไรที่สามารถให้พวกเราสร้างสรรค์เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ในยุคสมัยใหม่? ประการแรก มีการ พัฒนาที่สำคัญทางเศรษฐกิจโดยทุนนิยม ทางเทคโนโลยีโดยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และทางการเมืองโดยรัฐ ชาติ ประเด็นเหล่านี้อยู่เบื้องหลังการถ่ายเทจากการเคลื่อนย้ายไปสู่ระยะทางไกลของยุคก่อนสมัยใหม่สู่ระบบ สากล ทุนนิยมเผยแพร่ไปเพื่อสร้างเงินและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่พัฒนาการขนส่งและการคมนาคมที่ ยินยอมให้สิ่งที่เป็นทุนนิยมนี้ไปสู่การพัฒนาเชิงสากล รัฐชาติกลายเป็นของมีอยู่ทั่วไปและช่วยสนับสนุนโลกาภิ วัตน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน กอปรกับอำนาจทางการทหารและยังมีองค์ประกอบสำคัญที่สร้างสรรค์ขึ้นในโลกาภิ วัตน์พอ ๆ กับบางสิ่งที่ค่อย ๆ ทำลายโดยโลกาภิวัตน์ อำนาจทางการทหารถูกใช้ไปเพื่อรองรับการแพร่กระจาย จักรวรรดิในยุคล่าอาณานิคม สงครามเย็น โดยทางสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นด้วย รัฐได้สนับสนุน การค้าและอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ยอมให้มีการค้าเสรี และการเคลื่อนย้ายทุนไปตามการ เติบโตของบรรษัทใหญ่ ๆ ทั่วโลก
99 ประการที่สอง มีอะไรเกิดขึ้นในยุคนี้ที่มีการแพร่กระจายไปเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายข้ามชาติจากพื้นที่ หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลก เช่น อเมริกากับแอฟริกามีการรวมตัวกันเป็นจักรวรรดินิยม การค้าและการ อพยพ ประการที่สาม จักรวรรดินิยม การค้าและการอพยพถูกถ่ายเทเป็นทอด ๆ ย้อนกลับและไร้กฎระเบียบ ไปสู่ระบบที่มั่นคงและมีโครงสร้างที่สร้างขึ้นมาและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบจนถึงทุกวันนี้ เพื่อป้อนเข้าไปซึ่งกระบวนการร่วมสมัยด้านโลกาภิวัตน์ เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า มีการผสมผสานเพื่อความ เรียบร้อยหรือว่าควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดเอารูปแบบเดียวกัน แต่ทว่าเศรษฐกิจ การพัฒนาทาง เทคโนโลยีและการเมืองได้นำไปสู่ความมีระเบียบที่ดีขึ้น มั่นคงและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์สากลแทนที่การ เคลื่อนย้ายและกระบวนการที่ควรจะหยุดชะงัก และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วก็จะชี้ให้เห็นถึงความไม่มีอยู่ของ ระบบที่มั่นคงถาวรหรือโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้นั่นเอง ประการที่สี่ การเคลื่อนคล้อยความเป็นสมัยใหม่เหล่านี้ส่วนมาก-เศรษฐกิจทุนนิยม เทคโนโลยี อุตสาหกรรม รัฐชาติและเศรษฐกิจสากล บรรทัดฐานทางการเมืองและวัฒนธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง ขึ้น-เป็นพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ปัจจุบันนี้ คุณไม่ควรจะพูดว่า มีสิ่งที่คล้ายกับโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นทาง ตะวันออกก่อนยุคสมัยใหม่ที่ป้อนเข้าไปในสิ่งที่กลายเป็นตะวันตก แต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวของมันเองที่สร้างสรรค์ รูปแบบข้ามชาติที่ฝังตรึงลงไปในโลกาภิวัตน์ร่วมสมัย รูปแบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและรัฐที่ยึดโยงอยู่กับ โลกาภิวัตน์ในปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา นี้ยังไม่สามารถที่จะพูดได้ว่า โลกาภิวัตน์หลังสมัยใหม่ถูกแยก ออกจากโลกาภิวัตน์สมัยใหม่เพื่อสร้างบางสิ่งใหม่ โลกาภิวัตน์หลังสมัยใหม่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ สมัยใหม่ เร่งโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ให้เร็วขึ้น หยั่งลึกลงไปสู่แบบฉบับของโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ และสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ใหม่ภายในโลกาภิวัตน์สมัยใหม่นี้ สมัยใหม่เข้ามาแทนที่โลกาภิวัตน์ก่อนสมัยใหม่ที่ยึดโยงอยู่กับ โลกาภิวัตน์ร่วมสมัยที่สร้างขึ้นบนแนวทางสมัยใหม่ แทนที่จะแยกออกจากโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ ประการที่ห้า ย้อนกลับมาสู่แนวทางการพัฒนาเหล่านี้คือ อำนาจ-จักรวรรดินิยม บริษัททุนนิยม รัฐ และกำลังทางการทหาร ตัวแทนที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเหล่านี้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่มากกว่าสิ่งอื่น ทั้งโลกาภิ วัตน์ก็ไม่เสมอภาคกันด้วย ดังนั้น โลกาภิวัตน์ที่ไม่เสมอภาคกันนี้จึงเป็นสิ่งที่อาจจะนำไปสู่แนวทางที่ผิดเพื่อ อธิบายโลกาภิวัตน์ที่ไม่เสมอภาคกันนี้ในฐานะโลกาภิวัตน์ที่เสมอภาคกัน โลกาภิวัตน์บางกลุ่มจึงต้องบูรณาการ กัน ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ จะวนเวียนอยู่ในบริเวณรอบนอก ดังนั้น ขอบเขตของโลกาภิวัตน์จึงไม่ใช่สิ่งสากล ยิ่งไป กว่านั้น ตัวแทนหลักของโลกาภิวัตน์คือ ผู้กระทำการแห่งชาติ นานาชาติ หรือพื้นถิ่นมากกว่าที่จะเป็นเชิงสากล ดังนั้น อำนาจและความเหลื่อมล้ำเกี่ยวข้องกับคำแนะนำในแง่มุมที่พิเศษกว่านั้นซึ่งจะเป็นคำถามว่า โครงสร้าง และกระบวนการที่อธิบายไปอยู่ห่างจากสิ่งที่เป็นโลกาภิวัตน์อย่างแท้จริงเท่าไร? นี้ไม่ได้พูดว่า ไม่มีการ แพร่กระจายที่สำคัญก้าวข้ามเศรษฐกิจชาติและนานาชาติ กำลังทางการเมืองและวัฒนธรรม เพียงแต่ถูก อธิบายโดยนักสากลนิยม แต่การแพร่กระจายเหล่านี้มีบางช่วงเวลาที่ไม่ใช่โลกาภิวัตน์ เพื่อพูดว่าการแพร่กระ จ่ายเหล่านี้คือ โลกาภิวัตน์ที่สามารถสร้างโดยภาวะขาดสมดุล ความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดของการผนวกเข้า กันและการบูรณาการกันที่มีอำนาจอย่างล้นเหลือเท่านั้น
100 โลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านพ้นไป/ศตวรรษที่ 21 ตอนต้น ส่วนที่เหลืออยู่ของหนังสือเล่มนี้ส่วนมากเน้นไปที่ศตวรรษที่ 20-21 ตอนต้น ดังนั้น ผู้เขียนจะจำกัดวง เค้าโครงลงที่นี่เพื่อจุดประสงค์ที่สำคัญบางอย่างและเชื่อมโยงประเด็นเหล่านี้ไปสู่ประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์ ในฐานะที่เราได้เห็นแล้วว่า ยุค ค.ศ. 1870-1914 ที่เห็นผ่านบางอย่างที่มีเพราะโลกาภิวัตน์สมัยที่รุ่งเรืองถึงขีด สุด มียุคของโลกาภิวัตน์ที่มีความแตกต่างระหว่างปี ค.ศ. 1914-1945 (แม้ว่า Osterhammel และ Petersson 2005 จะโต้แย้งว่า ภาพสามัญของยุคนี้จะเป็นเพียงโลกาภิวัตน์จอมปลอมที่ดูจะเกินจริงไปก็ตาม) สงครามโลก สองครั้งที่ผ่านมาได้สร้างสิ่งชั่วร้ายในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก การเมืองและวัฒนธรรม แม้ว่าบางอย่างจากสาม ประเด็นนี้จะเป็นของที่แพร่หลายไปก็ตามที่ซึ่งอำนาจของรัฐชาติจะต่อสู้กับความขัดแย้งในเรื่องทุนมนุษย์ที่น่า กลัว นี่เป็นเรื่องระดับโลกและเกี่ยวข้องกับพันธมิตรนานาชาติด้วย แต่อยู่ในจิตวิญญาณของความปรองดองกัน เชิงสากลอย่างเข้มแข็ง ในระหว่างสงครามทั้งสองครั้ง การถดถอยทางเศรษฐกิจกระจายไปสู่ประเทศต่าง ๆ เพื่อแนวคิดการปกป้องและแนวคิดพื้นถิ่น ทั้งทิ้งห่างออกไปจากเศรษฐกิจการค้าเสรี ขณะเดียวกันภาวะ ถดถอยก็อยู่ในส่วนของผลลัพธ์ของการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงกัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ แบ่งเป็นฝ่ายทุนนิยมทางตะวันตก-ฝ่าย คอมมิวนิสต์ทางตะวันออก และยังเป็นประเทศร่ำรวยที่พัฒนาแล้วทางเหนือ และประเทศกำลังพัฒนาทางใต้ ในบรรดาประเทศเหล่านี้ส่วนมากได้รับเสรีภาพจากประเทศเจ้าอาณานิคม และเปล่งประกายโดยชาตินิยมที่ ต่อต้านจักรวรรดินิยม แต่อย่างไรก็ตาม ตะวันออก-ตะวันตก และเหนือ-ใต้ ก็แยกออกจากกัน กลุ่มคอมมิวนิสต์ และทุนนิยมไดแพร่กระจายออกไปสู่ระดับนานาชาติและประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ นี้เป็นโอกาสที่จะมีส่วน ร่วมในสังคมโลกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตน ยุคของการเปิดกว้างทางการอพยพในบางพื้นที่ซึ่งมองดูได้จาก ทศวรรษ 1970s และหลังจากนั้น โดยการจำกัดวงครั้งยิ่งใหญ่ของการเคลื่อนย้ายของประชาชน เศรษฐกิจ นานาชาติ และองค์กรทางการเมืองเติบโตและภายหลังจากทศวรรษ 1980s โลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากสองขั้ว แนวคิดแตกไปสู่ขั้วแนวคิดที่มีอำนาจครอบงำโดยประเทศมหาอำนาจเดี่ยว และการแพร่กระจายของทุนนิยม นี้เป็นการรวมลักษณะการเติบโตทางอินเทอร์เน็ตและนัยสำคัญของไอที (IT) ที่เป็นไปอย่างก้าวกระโดด กับทั้ง สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมและการเงินการคลังที่สำคัญเป็นพิเศษ หลังจากทศวรรษ 1980-1945 ซึ่งจะมี ลักษณะแบบแบ่งแยกและแบบสากล Hopkins (2002a) แบ่งลักษณะยุคเริ่มแรกเป็นยุคโบราณ ก่อนยุคสมัยใหม่และโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ เขาบรรยายเกี่ยวกับศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านไปในส่วนของโลกาภิวัตน์หลังยุคล่าอาณานิคม และการเคลื่อนย้ายที่ มีส่วนสำคัญในเรื่องอำนาจจากเรื่องผลประโยชน์ผ่านไปสู่ความเติบโตขององค์การนอกอาณาเขตนิยมและ การบูรณาการเชิงพื้นที่ ประกอบด้วยองค์การ เช่น อียูและธนาคารโลก แต่ไม่เท่านั้น เอกลักษณ์ข้ามชาติ เช่น การกระจัดกระจายของชาวยิวหรือเชื้อชาติเดียวกัน หรืออย่างเช่นเอกลักษณ์ของชาวจีนและอินเดีย นอกจากนี้ วัฒนธรรมที่เป็นแนวสากลข้ามพรมแดนไปสู่รัฐอื่น ๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต/ในเรื่องวัฒนธรรมยอดนิยมเกี่ยวกับ แนวข้ามชาติ และผ่านทางสื่อสากล การหลอมละลายทางนานาวัฒนธรรม ลักษณะพันธุ์ผสมและแบบลูกครึ่ง
101 Hopkins แย้งว่า การทำลายอาณานิคมเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนออกไปจากการครอบงำของตะวันตกสู่ สถานที่ที่ดีกว่าสำหรับรัฐหลังยุคอาณานิคม ความเป็นตัวแทนและวัฒนธรรม แง่มุมหลังยุคอาณานิคมพยายาม ที่จะแสดงให้เห็นการผลิตของผู้ปฏิบัติการก้าวข้ามไปจากประเทศแกนนำทางตะวันตกที่เรืองอำนาจ มีความ เสี่ยงบางอย่างของอำนาจฝ่ายเหนือและตะวันตกผู้ชอบดูถูกในการที่ทำเช่นนั้น ขณะเดียวกันก็มีความเรียบร้อย บางอย่างสำหรับตัวแทนจากอำนาจฝ่ายเหนือตะวันตกเหล่านี้ผู้ซึ่งสามารถบริหารจัดการอย่างเป็นการเมืองใน ฐานะที่อำนาจทางฝ่ายเหนือและตะวันตกเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อเป็นแกนหลักอันนี้ และหลังยุคสงครามก็เห็น ความเจริญรุ่งเรืองในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจโลกของรัฐทวีปเอเชียหลัก ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย โดย เริ่มแรกเป็นการเจริญรอยตามอยู่บ่อย ๆ ในเรื่องนโยบายภายนอกจากเรื่องเศรษฐกิจสากล จีนเติบโตและ พัฒนาอย่างต่อเนื่องในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ สิ่งที่พัวพันกับเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม รวมถึงบางทีก็เป็นการทหาร จะสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ และยังนำไปสู่ภาวะผ่อนคลายอีกด้วย Scholte คือหนึ่งในบุคคลเหล่านี้ที่วางรากฐานโลกาภิวัตน์อย่างเต็มระดับที่ไม่มากมายอะไรในยุค สมัยใหม่ในฐานะยุคหลัง ค.ศ. 1960s ในการตีพิมพ์ครั้งแรกของหนังสือเขา (2000) เขากล่าวถึงยุคสมัยนี้ใน ฐานะโลกาภิวัตน์เต็มระดับ ในการพิมพ์ครั้งที่สอง (2005) เขาบรรยายเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์เต็มระดับในฐานะ โลกาภิวัตน์ที่เร่งให้เกิดโลกาภิวัตน์ร่วมสมัย ส่วนโลกาภิวัตน์ที่อยู่ในระดับรองลงมาที่บอกนัยว่า มันเกี่ยวข้องกับ บางอย่างที่มีพัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเบ็ดเสร็จแทนที่จะเป็นยุคใหม่ในตัวของมันเอง ใน ค.ศ. 1960s Scholte กล่าวว่า การคมนาคม ตลาด ผลิตภัณฑ์ เงิน องค์การ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกทั้งหมด กลายเป็นเรื่องสากลเนื่องจากการพัฒนาในเรื่องคมนาคมเชิงอิเลคทรอนิคแต่เริ่มแรก โทรคมนาคมที่รวมตัวกัน คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้ยอมรับการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารอย่าง ทันท่วงที หรือว่าการคมนาคมโดยตรง เช่น อีเมล์หรือการโอนเงินตราหรือเอกสาร หรือผ่านสื่อ เช่น เว็บคอน เทนต์ โลกาภิวัตน์ได้เป็นหนึ่งเดียวกับชนิดของความแตกต่างด้านการพัฒนาในอดีต-จักรวรรดินิยม ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม หรือการสิ้นสุดของสงครามเย็น เป็นต้น ไอที (IT) คือ ส่วนสำคัญในฐานะระบบการพัฒนา หลักในแง่มุมนี้เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ในยุคสมัยนี้ จุดเน้นของไอที (IT) ก็คือ จุดเน้นด้านวัฒนธรรมและการคมนาคมในฐานะลักษณะที่มีคำนิยามของยุค โลกาภิวัตน์นี้ที่มาคู่กันอยู่บ่อยครั้ง ในฐานะที่ต่อต้านเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นองค์ประกอบหลักยุคโลกาภิ วัตน์ในอดีตที่ผ่านมา-ที่กล่าวว่า เศรษฐกิจกับยุครุ่งเรืองของทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม และการเมืองในยุค หลังสงครามที่มาคู่กับการเติบโตขององค์การนานาชาติ (เช่น Waters 1995) จุดสำคัญทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมที่ผสมผสานที่เหมาะกับยุคหลังสมัยใหม่แทนที่จะเป็นแง่มุมทางสมัยใหม่ สัญลักษณ์ที่เป็นจุดเน้นในอดีตมากกว่าที่จะเป็นวัตถุนิยม และลักษณะที่หลากหลายที่เป็นจุดสำคัญทาง เอกลักษณ์และวัฒนธรรม การสร้างเอกลักษณ์ทางการล่าอาณานิคมยุคหลังที่ชัดเจนถูกอ้างถึงมาก่อนหน้านั้นแล้วกล่าวคือ บาง แง่มุมก็มองเรื่องนี้เป็นเพียงยุคจักรวรรดิอีกรูปแบบหนึ่ง แทนที่จะเป็นยุคหลังจักรวรรดิ กับทั้งโลกาภิวัตน์เป็น การส่งต่อมาสู่ทางนี้ (Holton 2005: 48) แทนที่จักรวรรดิยุโรปจะเป็นดินแดนส่งออกจักรวรรดินิยมคือ ในยุค
102 อดีตจักรวรรดิยุโรปปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกส่งต่อไปสู่จักรวรรดิอเมริกันและโซเวียดในระหว่างสงครามเย็นไป จนถึง ค.ศ. 1980s แล้วส่งต่อไปสู่จักรวรรดินิยมสหรัฐเดี่ยว ๆ แล้วภายหลังก็สิ้นสุดลงโดยแยกเป็นสองฝ่าย ใน ระยะแรก ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะขยายค่านิยมของตนออกไป-หรือก็คือเสรีนิยมและประชาธิปไตย หรือว่า สังคมนิยมนานาชาติ-ผ่านสงครามในสถานที่ต่าง ๆ เช่น เวียดนาม เกาหลี อัฟกานิสถานและละตินอเมริกา รวมทั้งในกลุ่มประเทศแอฟริกา-โดยประเทศทั้งสี่โดยตรงหรือไม่ก็ผ่านตัวแทนพวกเขา หรือทั้งสองฝ่ายต่างก็ สนับสนุนระบอบการปกครองคือ ระบอบการปกครองแบบเผด็จการที่เห็นบ่อย ๆ ที่เป็นแนวเดียวกับพวกเขา เช่น อย่างที่สหรัฐอเมริกาปฏิบัติในละตินอเมริกา สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียดยังพยายามโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องมุมมองของพวกเขาตามอุดมคติอีก ด้วยผ่านทางแนวคิดบริโภคนิยมและทางการเมืองในกรณีของสหรัฐอเมริกา หรือโดยวิธีการ เช่น ศิลปะ วัฒนธรรมและการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับรัฐจากกลุ่มประเทศสังคมนิยม อเมริกากลายเป็นเจ้าอำนาจโลกแต่ เพียงผู้เดียวทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และในเรื่องการดึงดูดความสนใจเรื่องวัฒนธรรมของตน (อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่เห็นอย่างชัดเจน) อเมริกาสามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมของตน อย่างยิ่งใหญ่สำหรับกลุ่มคนผู้บริโภคขนาดใหญ่และประชาชนในภาคส่วนอื่น ๆ ของโลกเป็นจำนวนมากที่ แสวงหาค่านิยมที่ปรากฏของอเมริกา การครอบงำอีกด้านหนึ่งก็คือ เรื่องการส่งออกทางวัฒนธรรมคือ จาก ภาพยนตร์ไปสู่เพลงป็อปและรายการโทรทัศน์ หมายความว่า โลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมที่ดูเหมือนเป็นอเมริกัน ชนมากกว่าโลกาภิวัตน์ หลังการสิ้นสุดระบอบคอมมิวนิสต์ ตามที่เห็นก็เป็นเส้นตรงหนึ่งเดียว นี่คือจุดสำคัญที่เน้นให้เห็น บทบาทของอำนาจและเสียงเตือนที่ทะยานไปสู่ทัศนะที่ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์อะไรเท่าไรของผลกระทบทางโลกา ภิวัตน์ที่เป็นระบบประชาธิปไตยและความเสมอภาค ขณะเดียวกัน ทัศนะเกี่ยวกับยุคหลังสงครามโลก สงคราม เย็นและหลังสงครามเย็นก็เป็นเพียงนักจักรวรรดิที่ต้องการจะนำเข้าไปสู่จำนวนผลกระทบเกี่ยวกับปฏิกิริยา ย้อนกลับ ขณะที่บรรษัทตะวันตกหรือทุนนิยมจะมีอิทธิพลด้านผลิตภัณฑ์และการแบ่งสรรด้านสื่อและ วัฒนธรรม มีการส่งออกซึ่งสื่อจากตะวันออกสู่ตะวันตก รวมถึงวัฒนธรรม สินค้าและบริการ กระทั่งการอพยพ พูดแบบการเมืองก็คือ การเคลื่อนย้ายยังไม่ใช่เรื่องเดียวจากทั้งหมด ส่วนอื่น ๆ ของโลกโพ้นรูปแบบของ อเมริกาเหนือและยุโรป กลุ่มก้อน/องค์การพื้นถิ่น พันธมิตร/การเชื่อมโยงสองด้านของกลุ่มก้อน/องค์การพื้น ถิ่น เช่น ในเอเชียและละตินอเมริกา กลุ่มประเทศเหล่านี้เตรียมทางเลือกหรือการจัดวางตำแหน่งไว้เพื่อ สหรัฐอเมริกา ทั้งด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง บางประเทศก็ร่วมกับยุโรปในเรื่องกฎเกณฑ์ของการถ่วงน้ำหนักนี้ ต่ออำนาจของสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนได้อ้างว่า แง่มุมในเรื่องโลกาภิวัตน์ก่อนสมัยใหม่มองโลกาภิวัตน์เพียงเป็นเรื่องเดิน ๆ หยุด ๆ สามารถผันแปรได้ และไม่สร้างพื้นฐานทางระบบที่มีกฎเกณฑ์ได้ พวกเราก็ได้เห็นแล้วว่า Hirst และ Thompson มองโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 20 ยุคแรกเริ่ม เพียงแค่ปลายสุดที่ผันแปรได้ในยุคระหว่างสงคราม ยังมีสัญลักษณ์ในยุคหลังสงครามเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ที่มากับโลกาภิวัตน์ที่ทำลายและสิ่งที่ผันแปรได้ (ดู Holton 2005) หลังยุคศตวรรษที่ 20 ยุคแรกเริ่ม โลกาภิวัตน์บางอย่างที่ผันแปรได้มีอยู่ในเรื่องการอพยพและ
103 การค้าเสรี มียุครุ่งเรือง แล้วตกต่ำในเรื่องการอพยพกับการจำกัดวงทางการเมืองในเรื่องการอพยพเข้ามาใน กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยหลังทศวรรษที่ 1970s มีการหวนกลับออกไปจากการค้าเสรีระหว่างยุคตกต่ำทาง เศรษฐกิจในทศวรรษที่ 1930s และการหวนกลับมาใหม่ในศตวรรษที่ 21 การค้าโลกพูดอยู่บ่อย ๆ ถึงความ ตกต่ำทางการค้า มหาอำนาจรู้สึกว่า การแข่งขันจากภาคส่วนอื่น ๆ ของโลกก็ได้อาศัยแนวคิดการปกป้อง เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน คือ ในเรื่องอุตสาหกรรม เช่น เหล็กกล้า การเลี้ยงสัตว์หรือเสื้อผ้า ประเทศกำลัง พัฒนาส่วนมากที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจคือ จากละตินอเมริกาถึงเอเชียตะวันออก ที่ เป็นเช่นนั้นก็โดยการปฏิบัติตามกลยุทธ์ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการบูรณาการแต่แรกเริ่มภายในเศรษฐกิจสากล แต่ว่าโดยสิ่งทดแทนทางผลผลิตของตนสำหรับสิ่งที่สำคัญ หรือโดยแนวคิดการป้องกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาใช้แนวทางนี้แต่ต้นโดยการอยู่ห่าง ๆ จากโลกาภิวัตน์ หลัง ค.ศ. 1945 องค์การสากลส่วนมากมาตั้งต้นกันใหม่ กล่าวคือ จากสหประชาชาติถึงธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ((UN-WB-IMF) แต่ประเทศส่วนมากก็ได้รับการกระตุ้นจากแนวคิดเชิง วิพากษ์ เช่น การเกิดขึ้นในเรื่องโฉมหน้าสิทธิมนุษยชนที่ไร้ประสิทธิภาพหรือที่ไม่ลงรอยกันที่ใช้ไปในทางที่ผิด สงครามหรืออาชญากรรมที่ต่อต้านความเป็นมนุษย์ หรือสำหรับนโยบายที่น่าประทับใจที่สนับสนุนโดยการ พัฒนาโลกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา องค์กรเศรษฐกิจเชิงพื้นถิ่น เช่น อียูและอาเซียน ซึ่งพอ ๆ กับกลุ่ม องค์การสากลได้แสดงให้เห็นว่ามีส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก จากรัฐบาล เช่น ระบอบการปกครองแบบ คาสโตรในคิวบา หลัง ค.ศ. 1959 ถึงชาเวซในเวเนซูเอล่า หลัง ค.ศ. 1995 คือ เรื่องการเคลื่อนไหวเชิงสังคมใน ทศวรรษ 1960s และขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ในสามสิบปีต่อมาที่มีตัวอย่างทางการเมืองที่ต่อต้าน จักรวรรดินิยมและโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันยังมีส่วนของปฏิกิริยารุนแรงฉับพลันที่เป็นเรื่องสากลในตัวของมันเอง Holton (2005) อธิบายถึงปฏิกิริยาต่อโลกาภิวัตน์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ใหม่ แต่เป็นในลักษณะที่มีทิศทาง แตกต่างกัน ดังนั้น ปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์อาจจะเป็นเรื่องรีบเร่งเพียงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอารยะสากล หรือโดยเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสังคมข้ามประเทศที่ต่อต้านบริษัทหรือรัฐสากล บางการเคลื่อนไหวก็มีปฏิกิริยา ในเรื่องผลสำเร็จในประเด็นที่เป็นเชิงสากล เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ/ธรรมเนียมสังคม หรือเรื่อง ความยากจนทั่วโลก การค้าเสรีและสิทธิมนุษยชน หรืออาจจะมาจากเครือข่ายข้ามชาติที่เป็นทางเลือกหนึ่ง เช่น กลุ่มเศรษฐกิจเชิงพื้นถิ่น การเมืองหรือพันธมิตรสองขั้วอำนาจในประเทศต่าง ๆ กับการแบ่งปัน ผลประโยชน์ หรือวิธีการเชิงอุดมคติ โลกาภิวัตน์ใหม่กับเนื้อหาที่แตกต่างกันอาจจะยังปรากฏขึ้นในเรื่องการ กระจัดกระจายของชาวยิว วัฒนธรรม เพลงหรือศาสนา ดังนั้น การต่อต้านโลกาภิวัตน์อาจจะเป็นโลกาภิวัตน์ ทางเลือกหรือโลกาภิวัตน์ใหม่ พอ ๆ กับการล่าถอยจากสิ่งที่เป็นสากล ในขณะเดียวกัน หลังยุคสมัยใหม่มีการผลิตเทคโนโลยีในรูปแบบไอที (IT) และอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ ตาม อะไรคือการก้าวกระโดดที่เป็นการหยุดการไหลไปและที่เป็นการกระตุ้นทางเทคโนโลยีที่ต้องการแยกตัว ออกจากสิ่งที่มาจากยุคหลังสมัยใหม่นี้ที่สร้างสรรค์การก้าวกระโดดอย่างมีคุณภาพสำหรับสังคม อินเทอร์เน็ต และไอที (IT) เป็นมากกว่าสิ่งทั่ว ๆ ไปที่สนับสนุนการไหลไปมาของข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จ แต่
104 ว่าอินเทอร์เน็ตและไอที (IT) นี้ส่วนมากเหมาะที่จะใช้เป็นพื้นฐานของสิ่งที่มีขนาดใหญ่หรือสำเร็จรูปก่อนหน้า นั้นเสียอีก โดยผ่านทางโทรเลข โทรศัพท์ วิทยุ หรือทีวี เป็นต้น นี่ไม่ได้ต้องการที่จะพูดว่า ยังไ ม่เคยมีการ เคลื่อนย้ายเชิงคุณภาพในเรื่องตัวของเทคโนโลยีเลยคือ ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงของเครือข่ายโลกด้านการเงิน การคลังและความสามารถทางอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ได้กลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหาเสียเอง เช่น ผ่านกลุ่มคน แต่ทว่า แม้ไม่มียุคเริ่มต้นที่มีความเฉียบพลันขนาดใหญ่คือ ในส่วนของความสัมพันธ์ทางสังคม และการเข้ามาฟังเพลง และสื่อสิ่งพิมพ์ และข้อมูลข่าวสาร อินเทอร์เน็ตที่ทำอย่างง่ายดายและรวดเร็วมาก ๆ ที่เหมาะอย่างมากในเรื่อง ของที่มีขนาดใหญ่ ๆ ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของยุคหลังสมัยใหม่ตราบเท่าที่โลกาภิวัตน์ดำเนินไปอาจจะเป็นการพัฒนาด้าน แนวคิดเกี่ยวกับตัวของโลกาภิวัตน์เอง “โลกาภิวัตน์” เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เริ่มจะกลายเป็นของธรรมดา ในทศวรรษ 1980s แม้หากจะมีโลกาภิวัตน์อะไรบางอย่างที่มาปลุกให้ตื่นขึ้นที่เคยยอมรับกันมาอย่างยาวนาน ก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่โลกาภิวัตน์ในฐานะกำลังแนวคิดที่กลายเป็นของสำคัญในระดับนี้ ประชาชนนั่นแหละที่ เริ่มจะตีความว่า โลกในฐานะที่เป็นของสากล เนื่องจากเป็นเครื่องมือเชิงแนวคิดเพื่อมองแนวทางนี้ เมื่อมันมีอยู่ และเป็นแนวคิดสาธารณะ แนวคิดนี้อาจจะมี หากได้เริ่มต้นที่พฤติกรรมของประชาชนผู้มีอิทธิพล รวมทั้ง แนวคิดของพวกเขาด้วย กับทั้งประชาชนผู้ทำธุรกิจหรือนักการเมืองที่ตัดสินใจอย่างเหมาะสมในบริบทของ โลกาภิวัตน์ เพราะว่ามันเป็นอะไรที่พวกเขาเชื่อต่อสิ่งที่มีอยู่และเป็นภาวะที่ถูกบีบบังคับ หรือพวกเขาใช้โลกาภิ วัตน์ในฐานะวาทกรรมเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นสิ่งสำคัญ การตัดสินใจที่พวกเขาสนับสนุนเหตุผลอื่น เช่น การ มอบหมายเชิงอุดมคติในเรื่องแนวคิดเสรีนิยมใหม่ หรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพื่อให้สร้างจากการจำกัดวงที่ ลดน้อยลงของทุนและการค้า บางอย่างเหมือนกับแนวคิดจักรวรรดินิยมอาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย เพียงโลกาภิวัตน์ อนึ่ง โลกาภิวัตน์ที่มีในลำดับต่อมา โลกาภิวัตน์นี้จะซ่อนเร้นอำนาจ ความเหลื่อมล้ำและความ ขัดแย้งที่เกี่ยวพันกับโลกาภิวัตน์ที่มีในลำดับต่อมานั้น ดังนั้น โลกาภิวัตน์ในฐานะพลังทางแนวคิดจะกลายเป็น เรื่องที่สำคัญในยุค “หลังสมัยใหม่” นี้ยิ่งขึ้น บทสรุป โลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่ไม่ใช่โลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่นี้เป็นเชิงพื้นที่ที่ขยายออกไป และไม่ได้สร้างสรรค์โครงสร้างประเภทสากลที่เป็นการพึ่งพากันเชิงระบบที่เคยสร้างสรรค์ในยุคโลกาภิวัตน์ สมัยใหม่ โลกาภิวัตน์ก่อนยุคสมัยใหม่ได้ลุกล้ำเข้าไปในสิ่งที่เป็นอยู่ในลำดับต่อมาเพื่อกลายเป็นตะวันตกที่อยู่ เบื้องหลังโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม โลกาภิวัตน์ก่อนสมัยใหม่ไม่ได้สร้างสรรค์โครงสร้างที่เป็นระบบ สากลที่อยู่เบื้องหลังโลกาภิวัตน์ปัจจุบันนี้ โลกาภิวัตน์ต่อมาเป็นพื้นฐานอย่างดีด้านโครงสร้างสากลที่มาคู่กับทุน นิยมและอุตสาหกรรมนิยมสมัยใหม่ นี่คือยุคสมัยใหม่ที่โลกาภิวัตน์ได้กลายมาเป็นสิ่งสากลแทนที่จะเป็นเชิงพื้นที่ และกับโครงสร้างและ ความสัมพันธ์ที่เป็นระบบและกฎเกณฑ์ ในยุคนี้โลกาภิวัตน์กลายเป็นลักษณะขยายไปทั่วโลกและมีการพึ่งพา อาศัยกัน แทนที่จะเป็นแนวติดต่อระหว่างกัน แรงกระตุ้นทางระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เทคโนโลยีอุตสาหกรรม
105 และรัฐชาติ สถาบันสมัยใหม่ทั้งหมดอยู่เบื้องหลังโลกาภิวัตน์นี้ทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคุณมองไปที่โลกาภิวัตน์ ร่วมสมัย คุณสามารถเห็นมันได้ที่มันได้สร้างสรรค์พื้นฐานโลกาภิวัตน์สมัยใหม่-แนวคิดการแพร่กระจายทาง เศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์ก่อนสมัยใหม่นี้ เทคโนโลยีการส่งออกและคมนาคม รวมถึงแถลงการณ์พื้นฐานทาง การเมือง ศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา และที่ 21 ช่วงต้น มีโฉมหน้าเป็นกลุ่มจักรวรรดิในยุคสงครามเย็น การสิ้นสุด สงครามเย็นและยุคเฟื่องฟูด้านเทคโนโลยีข่าวสาร โลกได้กลายเป็นอย่างน้อยสองขั้วอำนาจ และยิ่งจะติดต่อ เป็นสถานที่ที่เป็นขั้วเดียวกัน จักรวรรดินิยมสหรัฐและอินเทอร์เน็ตไม่ได้สร้างโลกาภิวัตน์เลย ทั้งสองเรื่องนี้ สร้างสรรค์รูปแบบสากลที่เป็นพื้นฐานลัทธิการแพร่กระจายทางเศรษฐกิจทุนนิยม การพัฒนาเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และรัฐ แนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไป โลกาภิวัตน์ได้ขยายออกไปและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในโลกาภิ วัตน์นี้เคยสร้างสรรค์โดยการพัฒนา เช่น ไอที (IT) แต่ก็มีการขยายตัวของโลกาภิวัตน์ในยุคสมัยใหม่โดยผ่าน ทางสถาบันและเทคโนโลยีในยุคนี้แทนที่จะหยุดชะงักจากโลกาภิวัตน์ไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์ใหม่ ๆ มากกว่า โลกาภิวัตน์เป็นเรื่องซับซ้อน แถมยังมีปริมณฑลที่แตกต่างกันในเรื่องที่โลกาภิวัตน์ปรากฏมีหรือมี เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานเป็นตัวอย่าง สามประเด็นนี้อันไหนที่คุณมองเห็นที่อาจจะ เปลี่ยนแปลงทัศนะของคุณ ในเมื่อโลกาภิวัตน์เริ่มต้นขึ้น อะไรที่คุณใช้ไปเพื่อวัดโลกาภิวัตน์ที่จะมีผลกระทบใน ที่ที่คุณเห็นโลกาภิวัตน์เริ่มต้นขึ้น ถ้าคุณเน้นไปที่การค้าเสรีและการบรรจบกันที่ราคาแล้วละก็ คุณอาจจะเห็น การเริ่มต้นรูปแบบสากลและการบรรจบกันในศตวรรษที่ 19 ตอนกลาง (เช่น O’Rourke และ Williamson 1999) ถ้าเทคโนโลยีทางการสื่อสารมีความสำคัญละก็ โลกาภิวัตน์ก็อาจจะเป็นพื้นฐานอย่างดีในศตวรรษที่ 20 ถ้าจินตนาการถึงบางสิ่งระหว่างส่วนต่าง ๆ ของภาคประชาชนมีความแน่วแน่อย่างสากลแล้วละก็ เมื่อนั้นยุค สมัยใหม่ที่เป็นรุ่งอรุณอาจจะเป็นยุคที่เริ่มต้นที่ดีได้ หรืออาจจะเป็นในยุคทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา ถ้าหาก คุณเป็นผู้มองโลกาภิวัตน์เพียงแค่เป็นเรื่องพลังทางความคิดเท่านั้น พลังทางความคิดนี้มีความสำคัญที่จะ เปิดเผยความแตกต่างทางโลกาภิวัตน์และเพื่อเปลี่ยนแปลงมุมมองทางโลกาภิวัตน์ได้ ขณะเดียวกัน โลกาภิวัตน์มีความสำคัญเพื่อทำการตีความและไม่เลื่อนลอยเข้าไปในมุมมองที่สัมพันธ์ กันที่มีระดับของความแตกต่างทางทัศนะที่มีเหตุผลอย่างสมดุลกัน โลกาภิวัตน์ถูกพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ในฐานะการ พึ่งพาอาศัยกันและการบูรณาการกันผ่านทางเศรษฐกิจ การเมืองและปริมณฑลทางวัฒนธรรมของสังคม ถ้า คุณจะมองไปทางนี้ละก็ เมื่อนั้นก่อนหน้ายุคสมัยใหม่ โลกาภิวัตน์จะไม่ถูกสถาปนาขึ้นมา ในยุคสมัยใหม่ รูปแบบทางเศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยีสำหรับโลกาภิวัตน์นี้เป็นของที่มีรูปแบบแล้ว ในยุคหลังสมัยใหม่ โลกาภิวัตน์ได้แพร่ออกไปและได้สร้างรูปแบบการเมือง เศรษฐกิจและเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมา ดังนั้น โลกาภิ วัตน์จึงเป็นการสร้างสรรค์สมัยใหม่มาแต่เริ่มแรก จุดเน้นความเป็นสมัยใหม่ทางประวัติศาสตร์ และบนฐานอำนาจทางตะวันตกในฐานะที่อยู่เบื้องหลัง โลกาภิวัตน์ ก็ไม่ได้แสดงนัยในเรื่องทัศนะความมียุโรปเป็นศูนย์กลางหรือมีตะวันตกเป็นศูนย์กลาง ตะวันตกได้ ยึดเอากระบวนการผลิตทางตะวันออกโดยทางประวัติศาสตร์ และกระบวนการผลิตและตัวแทนทางตะวันออก กับทางใต้ก็มีความสำคัญในขณะนี้ แต่ไม่ใช่เพื่ออำนาจตะวันตกที่เป็นฐานความรู้ที่เป็นภัยอันตรายต่อโลกใต้
106 และตะวันออก และมีภาษีเหนืออำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และการหาประโยชน์ที่สร้างสรรค์โดยชาวตะวันตก โลกใต้และตะวันออกที่ต้องการนำเอาสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเพียงตัวแทนที่สำคัญและไม่ต้องลดระดับอย่างอื่นบางสิ่ง และไม่แสดงกิริยาตอบโต้ แต่ไม่ใช่เพื่อขยายขอบเขตที่มีภาษีเหนือกว่าอำนาจทางตะวันตก และพยายามที่จะ ครอบงำทั้งการหาผลประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวมา เพื่อกล่าวตามประเด็นนี้ หากโลกาภิวัตน์ไม่ใช่สิ่ง สากลหรือแพร่กระจายไปอย่างราบเรียบละก็ เมื่อนั้นคำถามที่จะปะทุขึ้นมาเพียงเพื่อว่า โลกาภิวัตน์อันไหนที่ ยังเป็นโลกาภิวัตน์หรือการแพร่กระจายของบางสิ่งจากภาคส่วนที่แน่นอนของโลกอย่างเป็นนานาชาติอย่างไม่ เท่าเทียมกัน และไม่เป็นแบบสากลที่มีนัยตรงกันข้ามดังกล่าวมา บทนี้ได้ยกเอาบางประเด็นของแนวคิดที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านั้นในบทนำ เมื่อโลกาภิวัตน์เริ่มต้นขึ้น และโลกาภิวัตน์ที่ยังคงอยู่ในส่วนอื่น ๆ และพึ่งพาสิ่งที่คุณนิยามโลกาภิวัตน์ไว้อย่างไร? ได้เขียนได้แย้งว่า โลกา ภิวัตน์สร้างความรู้สึกเพื่อนิยามตัวโลกาภิวัตน์: (1) ในฐานะของสากลแทนที่จะเป็นเชิงพื้นที่; (2) ในฐานะที่ก้าว ข้ามการเคลื่อนย้ายและการเชื่อมต่อกัน และที่เป็นกฎระเบียบและระบบเดียวกับโครงสร้างที่เกิดขึ้น; และ (3) ที่เป็นการเชื่อมต่อกันที่หมุนเข้าไปสู่แนวคิดที่มีผลต่อกันและกันไปทั่วโลกและพึ่งพาอาศัยกัน ในการนิยาม เช่นนี้ โลกาภิวัตน์ไม่มีผลอะไรในยุคหลังสมัยใหม่ แม้หากว่าจะมีกระบวนการที่เป็นเชิงสากลก็ตาม โลกาภิวัตน์ ที่มีอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ก่อนหน้ายุคหลังสมัยใหม่เสียอีก พื้นฐานของการพึ่งพาอาศัยกันทั้งโลกถูกสร้างขึ้นแล้ว ในยุคสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม อำนาจและความไม่เสมอภาคก็ได้สร้างโลกาภิวัตน์ที่ไม่ราบเรียบและเหลื่อมล้ำกัน ในการบูรณาการกันและการรวมตัวกันของอำนาจและความไม่เสมอภาคนี้ ถ้าโลกาภิวัตน์จะหมายถึงความเป็น สากลและความเสมอภาคหรือการบูรณาการกันอย่างดีละก็ โลกาภิวัตน์ก็ไม่เคยที่จะประสบความสำเร็จและ อาจจะไม่เคยมีดีอะไรเลย อ่านเพิ่มเติม โลกาภิวัตน์ของ Osterhammel และ Petersson (2005): ประวัติศาสตร์อย่างย่อกะทัดรัด สามารถ อ่านหนังสือพูดถึงโลกาภิวัตน์ในเชิงมุมมองทางประวัติศาสตร์ และดูจุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์แต่เริ่มแรกในยุค สมัยใหม่ ก่อนหน้าที่ยุโรปจะเป็นเจ้าโลก: ระบบโลกก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 1250-1350 ของ Jawet AbuLughod (1989) และเรื่องระบบโลก: ห้าร้อยปีหรือห้าพันปี ของ Frank และ Gills (1993) ทั้งสองเรื่องพูดถึง จุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์ตั้งแต่เริ่มแรก ผู้เขียนได้แย้งหนังสือสองเล่มนั้นว่า หนังสือนี้สร้างสรรค์เรื่องราวดี เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายที่กินระยะทางยาวไกลแต่ต้น แต่ว่าโลกาภิวัตน์ไม่อาจที่จะระบุเรื่องนี้ย้อนหลังไปไกลได้ มีการสะสมบางอย่างที่มีประโยชน์และน่าสนใจที่ได้รับการแก้ไขแล้วเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สากล-โลกาภิวัตน์ ในประวัติศาสตร์โลกของ Hopkins (2002b) ซึ่งมีบทนำที่ดีโดย Hopkins Gills และ Thompson (2006) เขียนเรื่องโลกาภิวัตน์และประวัติศาสตร์สากล และเรื่องประวัติศาสตร์สากลของ Hopkins (2006) โลกาภิวัตน์: บทนำเชิงวิพากษ์ ของ Jan Aart Scholte (2005) ที่มองโลกาภิวัตน์เพียงบางอย่างที่เป็น ปัจจุบันมากกว่าการช่วยเหลือสิ่งอื่น ๆ เหล่านี้
107 บทที่ 7 เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม ในบทนี้และบทต่อ ๆ ไป ผู้เขียนจะมุ่งไปที่ขอบเขตที่โลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม และมุ่งไปที่ วัฒนธรรมที่ได้กลายไปเป็นเชิงสากลได้อย่างไร? ทั้งสองประเด็นนี้ไม่ได้มีความสำคัญเหมือนกัน เพราะว่า วัฒนธรรมที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยโลกาภิวัตน์อาจจะไม่ได้กลายไปเป็นเชิงสากลก็ได้ เราสามารถดูคำตอบแนวอื่น ๆ ได้ เช่น ผลของโลกาภิวัตน์ด้านวัฒนธรรมสามารถที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมให้ห่างออกไปจากรูปแบบสากล ไปสู่คำตอบที่เป็นรากฐานหรือที่เป็นแนวประเทศชาติก็ได้ ผู้เขียนมุ่งไปที่เรื่องรูปร่างวัฒนธรรมที่ได้กล่าวไว้คือ ถ้าหากวัฒนธรรมนี้คือโลกาภิวัตน์แล้วละก็ วัฒนธรรมนี้ก็จะไม่ใช่คำถามที่จะถามต่อไปข้างหน้าให้เยิ่นเย้ออะไรเลย เพราะว่าวัฒนธรรมที่เป็นสากล สามารถบอกรูปแบบที่แตกต่างกันได้ วัฒนธรรมที่สามารถกลายเป็นเนื้อเดียวกันได้-โลกาภิวัตน์อาจจะนำไปสู่ ความเป็นเอกภาพในเรื่องวัฒนธรรมทั่วทั้งโลก วัฒนธรรมที่กลายไปเป็นลูกผสมแล้วคือ วัฒนธรรมที่กำลัง กลายเป็นของผสมกับกระบวนการสากลที่แตกต่างกัน หรือที่สามารถกลายเป็นประเภทที่แตกต่างกันคือ กับ วัฒนธรรมที่อยู่เคียงข้างกันและกัน และวัฒนธรรมที่สามารถเป็นสิ่งของบางอย่างชนิดอื่น หรือการผนึกรวม ของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เขียนจะย้อนกลับมาสู่คำถามเหล่านี้คือ ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ด้านวัฒนธรรมในบทต่อไป เพื่อ ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ว่า นี่คือความจำเป็นที่จะมุ่งไปที่อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการ เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ในบทนี้ผู้เขียนจะมองเพียงผิวเผินในรูปแบบบางอย่างทางประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์ เชิงวัฒนธรรม และมองไปที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมที่อยู่เบื้องหลังโลกาภิวัตน์เชิง วัฒนธรรมร่วมสมัย ประเด็นกว้าง ๆ เหล่านี้ของหนังสือนี้จะมีผลย้อนกลับในการถกเถียงกันเหล่านี้-โลกาภิวัตน์ ในฐานะเรื่องของประวัติศาสตร์และสมัยใหม่; พื้นฐานระบบเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน์; อำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้ง; และความต้องการที่จะอ้างสิทธิส่วนบุคคลเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์เพื่อเปิดทัศนะให้กว้างขึ้น แต่ พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดเชิงวิพากษ์ ผู้สนับสนุนบางคนแย้งว่า วัฒนธรรมเคยมองข้ามโลกาภิวัตน์ที่ศึกษาในทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือได้ลดความสำคัญของโลกาภิวัตน์ลงอย่างมาก (เช่น Rantanen 2005; Beck 2000) นี่คือเรื่องที่น่าสนใจ เพราะว่ามีวรรณกรรมจำนวนมากด้านโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม เช่น ตำราช่วงแรก ๆ โดย Robertson (1992) และ Tomlinson (1999) และตำรายุคต่อ ๆ มา เช่น ตำรามากมาย โดย Waters (2001) กับวรรณกรรมที่ แพร่หลายในพื้นที่นี้ (ดูทัศนะของ Hopper, 2007) นี่ก็ไม่ใช่เพื่ออ้างอิงตำราทั่ว ๆ ไปในเรื่องโลกาภิวัตน์ที่มี ลักษณะเป็นสื่อและวัฒนธรรมโดยเฉพาะ (เช่น Held และ McGrew 2003) ยิ่งไปกว่านั้น เหตุปัจจัยที่เป็น อุปสรรคต่อความเข้าใจโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมที่ไม่ใส่ใจต่อโครงสร้างส่วนบนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ
108 สำหรับเรื่องนี้ นี่ก็ไม่ใช่หมายความถึงการลดระดับวัฒนธรรมที่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่ตรงกันข้ามเป็นการ มองบทบาทของปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจในเชิงวัฒนธรรมต่างหาก ถ้าหากจะมีปัญหาเกิดขึ้น มันก็ อาจจะเป็นที่บางกรณีศึกษาของโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมที่มีแนวโน้มเพื่อถอนวัฒนธรรมออกจากการเมืองและ เศรษฐกิจจริง ๆ ดังนั้น วัฒนธรรมที่ก้าวพ้นไปจากแนวทางที่อำนาจและความเหลื่อมล้ำในปริมณฑลนี้ จึงมีผล ต่อสื่อและวัฒนธรรมสากล มันมีความเป็นไปได้ที่จะมีคำนิยามของวัฒนธรรมแบบกว้างและคับแคบ วัฒนธรรมมีการปะทะกันอยู่ บ่อย ๆ กับสื่อหรือค่านิยม แต่ก็อาจจะประกอบด้วยสินค้า ผลิตภัณฑ์การเกษตร/เหมืองแร่และบริการ ทรัพย์สินประกอบเหล่านี้เป็นเช่นเดียวกับเสื้อผ้า อาหาร เพลงหรือรถที่เป็นของใครบางคน ถ้าหากสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นแก่ใครก็ตาม สิ่งนี้ทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและสำหรับประชาชนส่วนมากก็จะมีความหมาย ทางเอกลักษณ์ของตน วัฒนธรรมไม่เพียงประกอบด้วยสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานและสื่อที่พวกเรายึดถือเท่านั้น แต่ ยังมีแนวคิดอย่างอื่นด้วยที่พวกเราได้ใช้ประโยชน์และจับจ่ายไป ในกรณีของชาวตะวันตก วัฒนธรรมเป็นเพียง สิ่งของบริโภคและสินค้าใช้สอยเท่านั้น วัฒนธรรมประกอบด้วยข้อมูลข่าวสาร การคมนาคมและสื่อ นี่คือคำนิยามที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ จากวัฒนธรรมนั้น ในที่นี้วัฒนธรรมคือ ประเภทของสื่อที่พวกเราจับตาดูหรือได้ยินได้ฟัง หรือประเภทของ หนังสือ นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ที่พวกเราอ่าน นี่คือเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและการคมนาคมที่พวกเรา บริโภค แง่มุมด้านวัฒนธรรมอเมริกันคือ หนังฮอลลีวูดกับแนวคิดและสัญลักษณ์ที่มันส่งผลกระทบย้อนกลับ หรือกระตุ้นเตือนในสังคมอเมริกัน เมื่อชาวบ้านสนทนาเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เป็นเชิงสากล พวกเราก็จะคิดถึง เกี่ยวกับเพลง ภาพยนตร์ หรือรายการทีวีที่แพร่กระจายไปทั่วโลก และเป็นเรื่องที่ชาวบ้านส่วนมากได้รับรู้อยู่ เป็นประจำ วัฒนธรรมประกอบด้วยบรรทัดฐานและค่านิยม นี่ก็ไม่อาจจะแยกออกจากประเภทของวัฒนธรรมที่ ผ่านมาที่มีผลสะท้อนหรือมีอิทธิพลต่อบรรทัดฐานและค่านิยม วัฒนธรรมคือสิ่งที่ก่อตัวเป็นความเชื่อของพวก เรา อาจจะประกอบด้วยความเชื่อทางศาสนาหรือทางการเมือง เป็นต้น บางประเทศที่อาจจะมีลักษณะเป็น เพียงประเทศเสรีนิยม เนื่องจากการยึดมั่นทิฐิทั่ว ๆ ไปในเรื่องสิทธิและเรื่องเสรีประชาธิปไตย บางประเทศ อาจจะมีลักษณะเป็นศาสนาคริสต์ ยิวหรือมุสลิม เนื่องจากการมีอิทธิพลเหนือกว่าของค่านิยมทางศาสนาทั้ง สามนี้ ในเรื่องระบบค่านิยมของประเทศของตน ดังนั้น วัฒนธรรมจึงเกี่ยวข้องมากกว่าเรื่องสื่ออย่างเดียว วัฒนธรรมยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเราเชื่อ และปฏิบัติ ในเรื่องนี้ยังมีความแตกต่างระหว่างสื่อกับแง่มุมอื่น ๆ ทางวัฒนธรรม สื่อและแง่มุมต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นของเนื่องถึงกัน เพราะวัฒนธรรมอาจจะมีผลกระทบผ่านสื่อ หรือสื่ออาจจะสะท้อนถึงวัฒนธรรม แต่ทั้งสอง เรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และจะไม่ใช่ข้อสรุปที่ว่า โลกาภิวัตน์ด้านสื่อคือคำตอบในวัฒนธรรมสากล ความ แตกต่างระหว่างวัฒนธรรมกับสื่อ แม้จะไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์แบบในเรื่องความเป็นจริงก็ยังเป็นเรื่องที่ยังมีนัยสำคัญ อำนาจผ่านทางสื่อและข้ามวัฒนธรรมอาจจะเกิดขึ้นมาจากเศรษฐกิจ การเมืองและอำนาจทางการ ทหาร ประการที่สามผ่านมาทางความมั่นคงและรายได้ โดยควบคุมผ่านทางเครื่องมือของรัฐ หรือกองกำลัง
109 และการขู่บังคับ อำนาจทางสื่อเกี่ยวข้องกับอิทธิพลเหนือสัญลักษณ์ ความหมายและข้อมูลข่าวสาร ทั้งผ่านทาง ค่านิยม ทัศนคติ และความรู้ รูปแบบบางอย่างในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการสังเกต-เงิน หน่วยงานของ รัฐบางหน่วยงานครอบครอง หรืออาวุธที่หน่วยงานรัฐใช้เพื่อบีบบังคับคุณ เป็นต้น บางรูปแบบเกี่ยวข้องกับ อำนาจทางการสังเกตน้อย นี่คือกรณีพิเศษในทางสื่อที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่ชาวบ้านนึกคิด และตั้งเวทีในสิ่งที่ ชาวบ้านรู้แล้วและพูดคุยกันทางสังคม นี่คือประเด็นซ่อนเร้น นี่อาจจะสร้างสื่อที่มีผลกระทบและอันตราย กับ ทั้งอุปสรรคต่อผู้อยู่ตรงข้าม ขณะเดียวกัน อำนาจทางสื่อและอิทธิพลเหนือข้อมูลข่าวสาร และแนวคิดก็ไม่แปลกแยกจากอำนาจ ทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ถ้าหากคุณมีความมั่งคั่ง อำนาจทางการเมืองหรือรูปแบบการบีบบังคับ คุณก็สามารถที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อควบคุมสื่อและมีอิทธิพลเหนือความรู้และแนวคิด การมีความมั่งคั่งก็เพื่อ สร้างความเป็นเจ้าของผ่านสื่อหรืออำนาจทางการเมืองหรือการบีบบังคับก็เพื่อเซ็นเซอร์สื่อก็เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญด้านการมีอิทธิพลเหนือสื่อ บางทีความรู้สึกที่ว่า วัฒนธรรมและสื่อเป็นเรื่องของการลดระดับ เศรษฐกิจการเมืองมาก ๆ เช่นเดียวกัน แต่มิติทางการเมืองและเศรษฐกิจก็ยังมีความสำคัญเสมอ ถ้าหากไม่ อาจจะอธิบายให้ชัดในภาคส่วนของมิติทั้งสองเรื่องนี้ ประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม เนื้อหาส่วนมากของบทนี้กับบทต่อ ๆ ไป จะมุ่งเน้นไปที่โลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมสมัยใหม่กับ วัฒนธรรมร่วมสมัย แต่สิ่งที่เป็นรูปแบบของโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมที่มีก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร? ผู้เขียนได้ อภิปรายถึงรูปแบบโลกาภิวัตน์เชิงประวัติศาสตร์ไว้แล้วในบทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ก่อนยุค สมัยใหม่ได้อภิปรายถึงการค้าที่กินพื้นที่ยาวไกล วรรณกรรมนี้เกี่ยวข้องกับส่งถ่ายสินค้าที่เป็นผลผลิตทาง วัฒนธรรม เช่น หินพลอยหรือเสื้อผ้าก้อนหน้านี้ และวัฒนธรรมที่ผนึกรวมกันก้าวข้ามระยะทาง เมื่อพ่อค้า พบปะกัน ศาสนา จักรวรรดิและการเมืองจะเป็นเรื่องตัวอย่างเกี่ยวกับประเภทของโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมที่ มีมาอย่างยาวนาน (เช่น ดูจาก Held และคณะ 1999) ศาสนาโลกประกอบด้วย คริสเตียน อิสลาม ลัทธิธรรมขงจื๊อ ฮินดู ยิว และพุทธ ศาสนาเหล่านี้อาจจะ ก่อตั้งขึ้นก้าวข้ามศาสนาของโลก และทางหนึ่งที่ศาสนาเหล่านั้นกลายเป็นของสากลก็คือ ผ่านทางชาวบ้านที่รับ เอาศาสนามาจากที่แห่งอื่น เช่น พุทธ คริสเตียน และอิสลาม ได้แพร่ออกไปก้าวข้ามพื้นที่ของตนที่เป็น จุดเริ่มต้นของศาสนาที่ชาวบ้านได้หันมานับถือ ทางอื่น ๆ เกี่ยวข้องกับการกระจัดกระจายตัวของผู้นับถือ ศาสนาเดียวกัน ชาวบ้านได้แพร่กระจายจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งของโลก โลกาภิวัตน์ของศาสนายิวเป็นตัวอย่าง ของเรื่องนี้ หลายศตวรรษที่ผ่านมา ชาวยิวได้กระจัดกระจายไปทั่วโลกเพื่อหลีกหนีจากการก่อกวน แต่ก็หนี เพราะเหตุผลอื่น ๆ ก็มีเช่นเดียวกัน แล้วก่อตัวการกระจัดกระจายของตนใหม่ แล้วกลายเป็นโลกาภิวัตน์ของ ศาสนาชาวยิว อิสลามและคริสเตียนได้แพร่ออกไปผ่านทางการปราบปรามด้วยกำลังทหาร และอิทธิพลทาง วัฒนธรรม อิสลามแพร่ผ่านเข้าไปในแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลางและยุโรปตอนใต้โดยใช้กองกำลังอาวุธเป็น หลัก และคริสเตียนก็เหมือนกันคือ ได้ดำเนินการปราบปรามกองกำลังต่าง ๆ จากประเทศคริสเตียน สิ่งที่เป็น
110 ชัยชนะด้วยกำลังทหารที่ได้ดำเนินไปนั้นก็เป็นอิทธิพลทางวัฒนธรรม ดังนั้น จึงเกิดมีกองกำลังทางการทหาร อย่างเป็นพลวัต แล้วจึงเปลี่ยนแปลงศาสนาในลำดับต่อมา การรู้หนังสือคือ การอ่านออกเขียนได้ช่วยให้ศาสนาเผยแพร่ไปได้ รวมถึงรูปแบบของวัฒนธรรม ประเภทอื่น ๆ ตำราทางศาสนาและบรรทัดฐานก็สามารถช่วยให้รูปแบบของตำราและสื่อสิ่งพิมพ์แพร่กระจาย ไปได้ ในฐานะที่พวกเราจะเข้าใจอย่างกระจ่างในบทนี้คือ การพัฒนาทางเทคโนโลยีและสถาบันทางสังคมเช่นนี้ จะเป็นเรื่องสำคัญในการแพร่กระจายไปของวัฒนธรรม พวกเรายังจะเห็นอีกด้วยว่า วัฒนธรรมไม่ได้ แพร่กระจายไปอย่างเท่าเทียมกัน ศาสนาได้เผยแพร่ออกไปอย่างเป็นระดับขั้นทางสังคมหรืออย่างไม่เท่าเทียม กัน ชาวบ้านผู้สามารถอ่านหนังสือได้จะเป็นไปได้ที่จะมาจากระดับชนชั้นสูง และดังนั้นศาสนาจึงได้แพร่เข้าไป อย่างแข็งแรงระหว่างชนกลุ่มนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ในระยะเริ่มต้น ชาวบ้านบางกลุ่มในหลาย ๆ ประเทศที่รับเอา ศาสนาคริสต์หรืออิสลามเข้ามา ก็ยังรักษาระบบความเชื่อท้องถิ่นของตนอยู่ รวมถึงระบบการปฏิบัติกิจทาง ศาสนาด้วย (เช่น Abercrombie และคณะ 1980) และศาสนาสากลได้เคยเป็นเชิงพื้นถิ่นเป็นหลักมากกว่าที่ จะเป็นเชิงสากลที่แพร่ออกไปในอดีต โลกาภิวัตน์ของบางศาสนาที่ผู้เขียนได้อ้างถึง เช่น ศาสนาของชาว อเมริกัน รวมถึงเอเชียและยุโรปดังกล่าวมานั้นก็เป็นอย่างที่พวกเราเห็นในบทที่ผ่านมาที่เป็นเช่นเดียวกับกรณี การค้า จักรวรรดิยังได้เคยเชื่อมโยงไปสู่การแพร่กระจายของวัฒนธรรมสากล กล่าวคือ จากจีน กรีกและโรมัน ไปสู่นักจักรวรรดินิยมสมัยใหม่ยุโรป เช่น สเปนกับอังกฤษ ลัทธิการแพร่กระจายของอเมริกาก็ยังเป็นสมาคมอยู่ จนทุกวันนี้กับโลกาภิวัตน์ด้านสื่อและวัฒนธรรมอเมริกา แม้ว่ามันจะเป็นเพียงจักรวรรดิที่เปิดไปสู่การโต้เถียง กันหรือไม่ก็ตาม จักรวรรดิเชิงประวัติศาสตร์ประกอบด้วยการจัดวางตำแหน่งของการทหารที่เกี่ยวกับอำนาจ ทางการเมืองที่แพร่เข้าไปสู่อาณาเขตที่ถูกครอบครองโดยกลุ่มทางสังคม ทางเชื้อชาติ และสัญชาติที่ หลากหลาย บางครั้งจักรวรรดินี้ก็มาคู่กับการขัดเกลาทางสังคมเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชนชั้นสูงและการแพร่ ขยายของอัตราการรู้หนังสือ ในส่วนของจักรวรรดิโบราณมีการเชื่อมโยงไปสู่การแพร่กระจายของการละคร ด้วย รวมถึงบทละครและบทกวี อังกฤษปฏิบัติตามนโยบายการศึกษาของจักรวรรดิและระบบโรงเรียนอังกฤษ ตำราเรียนและหลักสูตรการเรียนก็ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และการศึกษาของชนชั้นสูงในอาณานิคมในประเทศ ราชของอังกฤษ ในส่วนของจักรวรรดิอดีตของเรื่องนี้ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของจักรวรรดิก็ยังดำเนินตาม ระบบนี้ ภายใต้มงคลฤกษ์ของจักรวรรดินิยม การคมนาคม เทคโนโลยี เช่น โทรเลขและเรือดำน้ำเคเบิล นานาชาติก็ได้ถูกสร้างขึ้น เช่น จากอังกฤษไปสู่อาณานิคมของตน จักรวรรดิที่อยู่ใกล้มองที่จักรวรรดิเชิงประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นความไม่เสมอภาคและชนชั้นทางสังคม ในการแพร่กระจายของวัฒนธรรม จักรวรรดิได้เคยเป็นเชิงการเมืองและกองกำลังทางทหารมากกว่าที่จะเป็น เชิงวัฒนธรรม จักรวรรดิมีกฎเกณฑ์ แต่จักรวรรดิตามความเป็นจริงมีการปกครองข้ามพรมแดนไปไกลเพียงใด? และได้วางกฎเกณฑ์ของตนผ่านทะลุไปไกลเพียงใด? ที่จะเป็นการเปิดเข้าไปสู่คำถามดังกล่าวมา มันมีความ เป็นไปได้ในฐานะที่ผู้เขียนกล่าวว่า การปฏิบัติการเชิงวัฒนธรรม เช่น การดำเนินไปของศาสนาเชิงท้องถิ่น และ การขัดเกลาเชิงสังคมของวัฒนธรรมได้แทรกซึมเข้าไปสู่ชนชั้นสูงมากกว่าที่จะเป็นสาธารณชนในวงกว้าง ใน
111 หลาย ๆ กรณี ชาวอังกฤษมีความสุขที่จะมีจักรวรรดิที่เป็นเชิงการเมือง การทหารและเศรษฐกิจ พยายามที่จะ รวบรวมประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นตามแนวทางของอุดมคติ แต่ทว่าหากพวกเขามีการขัดขืนเท่านั้น มี บางช่วงเวลาที่จักรวรรดิมีการจัดวางอำนาจที่ประกอบด้วยวัฒนธรรมมากกว่าที่จะเป็นความพยายามเอาอย่าง หรือการแพร่กระจายเชิงวัฒนธรรม กับทั้งเทคโนโลยีร่วมสมัย นี่อาจจะเป็นเพียงกรณีส่วนน้อย-การแทรกซึม ทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ตามแนวทางเทคโนโลยีการสื่อสาร/คมนาคมสมัยใหม่ ผู้เขียนได้นิยามความหมายของวัฒนธรรมว่า ประกอบด้วยค่านิยมกับบรรทัดฐาน และสองอย่างนี้ก็ ประกอบด้วยค่านิยมทางการเมือง นี่คือเรื่องที่เป็นไปได้เพื่อเข้าใจโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมในรูปแบบของ อุดมการณ์ทางการเมือง สังคมนิยมที่เป็นอุดมการณ์เชิงสากลที่เคยเป็นส่วนหนึ่งที่ได้แพร่ไปทั่วโลก สังคมนิยม ได้มีการยึดถือกันในศตวรรษที่ 20 ในยุโรปตอนกลางและตอนเหนือและสหภาพโซเวียต ประเทศส่วนหนึ่งใน ทวีปแอฟริกายุคหลังอาณานิคม ละตินอเมริกาและกลุ่มประเทศในเอเชีย จากจีนถึงเวียดนามและเกาหลี มี หลายสังคมที่ไม่ได้เป็นสังคมนิยม แต่เป็นสังคมที่สังคมนิยมได้เข้าไปดึงความสนใจเพื่อให้คล้อยตาม เช่น ใน ยุโรปตะวันตก ขณะเดียวกันสังคมนิยมก็ได้ยึดรูปแบบท้องถิ่นและที่ที่เคยมีชนิดของความแตกต่างกันคือ จาก นักมาร์กซิสม์-เลนินอิสม์และเหมาอิสม์ไปสู่ประเภทสังคมประชาธิปไตยและที่เป็นประเภทพหุนิยมกับแนว กระจายอำนาจจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่น (Wright 1987) เสรีนิยมก็ยังเคยมีอุดมการณ์เชิงสากล ในความเป็นจริง โลกาภิวัตน์ก็มีบางครั้งที่อธิบายในเชิงของการ เข้ามาแทนที่ของทั้งสองขั้วอำนาจที่แบ่งเป็นทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์เมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามเย็นโดยให้โลกเป็น เพียงขั้วเดียวปรับให้เป็นเสรีนิยมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้วปรับให้ขยายไปทั่วทั้งโลก Fukuyama (1989) ได้แย้งว่า พวกเราอยู่ที่ “จุดจบของประวัติศาสตร์” ที่ที่คอมมิวนิสต์ได้ตายจากไปเป็นทางเลือกหนึ่ง ก่อนเข้าสู่ทุนนิยมที่ชาวบ้านเชื่อถือ แม้ถ้าในเรื่องวัตถุนิยมมันจะห้อยย้อยอยู่บนที่ใดที่หนึ่งก็ตาม เสรีนิยมได้รับ ชัยชนะในการทำสงครามเชิงอุดมการณ์ แม้หากว่าเสรีนิยมจะยังไม่ได้สร้างสรรค์ระบบปฏิบัติในที่ใด ๆ ก็ตาม เสรีนิยมที่มีความหมายเช่นนี้ในฐานะที่เป็นระบบเศรษฐกิจกับความเป็นเจ้าของของปัจเจก การแข่งขันและ ตลาดเสรี แทนที่จะเป็นเจ้าของโดยรัฐและการวางแผนโดยรัฐ โดยทางการเมืองเสรีนิยมที่มีความหมายเช่นนี้ใน ฐานะที่เป็นการแข่งขันระบบหลายพรรคเชิงพหุลักษณ์กับการป้องกันของปัจเจกจากรัฐส่วนกลาง สังคมนิยมได้พังทลายลงในหลาย ๆ แห่ง เพราะระบบการปกครอง แต่ก็ไม่ใช่การตายจากไปในส่วน ของการสนับสนุนและอำนาจการวิเคราะห์ ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งในเรื่องทุนนิยม บรรษัมใหญ่ ๆ บางแห่งคือ ผู้ปฏิบัติที่มีอำนาจมากสุดในโลกและยังคงรักษาอำนาจของตนไว้เพื่อสร้างผลกำไร โดยเฉพาะผ่าน ทางความสัมพันธ์เชิงครอบงำและการแสวงหาผลประโยชน์ที่วนเวียนอยู่กับตัวเองอย่างไม่เท่าเทียมกันอยู่เป็น ประจำ ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งและเป็นเศษเสี้ยวของทุนนิยม และเป็นปัญหาสาเหตุ สำหรับความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดพลวัตทางความเหลื่อมล้ำ การอธิบายเช่นนี้เป็นเรื่อง ธรรมดาคือ ประกอบอยู่ในระหว่างเรื่องที่ไม่เป็นสังคมนิยม และยังสนับสนุนการวิเคราะห์สังคมนิยมของทุน นิยม สังคมนิยมมีการสนับสนุนเชิงสาธารณะคือ ประกอบอยู่ในกลุ่มประเทศยุคหลังคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็น คอมมิวนิสต์ หรือพรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้เสียงโหวตที่สำคัญในการเลือกตั้ง ทางเลือกหนึ่งเพื่อโลกาภิวัตน์เสรี
112 นิยมใหม่และอำนาจของอเมริกาคือ มีองค์ประกอบของสังคมนิยมที่จะเป็นแนวคิดเชิงวิพากษ์ และเป็น ทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นข้อเสนอแนะ ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนทั่วโลก วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเคยถูกใช้เป็นเหตุผลเพื่อแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ แนวคิดเสรีนิยมได้ กลายเป็นเรื่องนิยมชมชอบในศตวรรษที่ 20 และ 21 ยุคต้นที่ผ่านมา แต่สังคมนิยมยังคงยึดถือแนวคิดแบบ วิเคราะห์จากส่วนกลางกับแนวคิดเชิงอุดมการณ์อยู่เลย เทคโนโลยีกับโลกาภิวัตน์เชิงสื่อกับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และประวัติศาสตร์ในการคมนาคมสากล ประเด็นส่วนใหญ่ของหนังสือนี้ประยุกต์ไปสู่โลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม ในฐานะที่พวกเราจะเข้าใจได้ โลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมเป็นโครงสร้างและแบ่งช่วงชั้นในวิถีที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ความเหลื่อมล้ำและความ ขัดแย้ง ความเป็นสมัยใหม่และความสำคัญของเศรษฐกิจคือ สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมและสื่อ เทคโนโลยีส่วนมากในเรื่องโลกา ภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมเคยเป็นของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ผู้เขียนได้แย้งในบทที่ 2 ว่า การก้าวกระโดดเชิง คุณลักษณะที่ชัดเจนที่สุดสำหรับโลกาภิวัตน์ก็อยู่ในยุคนี้นี่เอง เทคโนโลยีเชิงวัฒนธรรมกับการคมนาคม สมัยใหม่จากสื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่โทรทัศน์อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมีคุณลักษณะมากกว่าการพัฒนาไอที (IT) ใน ยุคหลังสมัยใหม่ แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ได้กล่าวว่า การพัฒนาไอที (IT) ไม่เคยมีความสำคัญก็ตาม แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเคยอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะภายใต้ระบบทุน นิยมที่หวังผลกำไรที่อาจจะเสแสร้งพัฒนาเทคโนโลยีการคมนาคมและโลกาภิวัตน์ทางสื่อกับวัฒนธรรมการขาย เศรษฐกิจคือปัจจัยสำคัญที่เป็นฐานราก อย่างที่ผู้เขียนแย้งผ่านทางหนังสือนี้ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจไม่ใช่ตัว แปรเพียงหนึ่งเดียวหรือตัวแปรเฉพาะบุคคลและปราศจากการควบคุม แต่เป็นปัจจัยเริ่มต้นต่างหาก ประชาชน จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และสื่อ เนื่องจากผลกำไรทางการเงินการคลังอาจจะสร้างขึ้นได้จากเทคโนโลยีและสื่อ นี้เอง แรงจูงใจทางเศรษฐกิจมักจะหลุดเข้าไปในวังวนโลกาภิวัตน์เป็นหลัก ถ้าเทคโนโลยี (ทั้งปัจจัยอื่น ๆ) สนับสนุนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้หลุดเข้าไปเช่นนั้น ความรุ่งเรืองของทุนนิยมได้สร้างสรรค์แรงทางโลกาภิ วัตน์ แต่ทุนนิยมก็คือเทคโนโลยีทางคมนาคมกับการขนส่งที่พัฒนาไปภายใต้ทุนนิยมอุตสาหกรรมที่โลกาภิวัตน์ อาจจะยึดเป็นฐานเมื่อไรก็ได้ ทุนนิยมพัฒนาไปในศตวรรษที่ 16 หรือก่อนหน้านั้น และได้มองทะลุออกไปจาก แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่อาจจะเติมเต็มได้ เมื่อความเจริญของเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมจากศตวรรษที่ 18 ได้เตรียมแนวทางสำหรับแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว เศรษฐกิจคือตัวกำลังขับเคลื่อน แต่ เทคโนโลยีเป็นตัวเสริมพลังชีวิตของตัวกำลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจนี้ ลำพังเทคโนโลยีเองไม่ใช่ตัวมีอิทธิพล ไม่มีพลวัตการเปลี่ยนแปลงมาแต่กำเนิดในเรื่องเทคโนโลยี เศรษฐกิจและปัจจัยอื่น ๆ ต้องสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา-ดังนั้น เศรษฐกิจและปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ จึง ชื่อว่าเป็นแหล่งอิทธิพลเหนือสิ่งอื่นใด ผลกำไรทางเศรษฐกิจหรือทางการเมือง หรือสถาบันทางวิทยาศาสตร์ก็
113 สนับสนุนการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ต้องมีอยู่ตลอด ฐานการพัฒนาที่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่นก็มีอยู่ที่นี่คือ ในบางแห่ง เทคโนโลยีที่เป็นสากลก็อาจจะพัฒนาได้; แต่ในบางแห่งก็พัฒนาไม่ได้ การหลอมรวมแรงจูงใจทางทุนนิยมกับ เทคโนโลยีอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในโลกาภิวัตน์ด้านสื่อเสมอ ยังมีกระบวนการพัฒนาก่อนยุคสมัยใหม่ หรือก่อนยุคอุตสาหกรรมที่ยังมีความสำคัญ การติดต่อทาง ไปรษณีย์ในยุคโรมันกับสมัยกลางคือ รูปแบบเริ่มแรกของการเคลื่อนย้ายทางข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาสิ่งพิมพ์ ในศตวรรษที่ 15 ที่ผ่านมาสนับสนุนการเขียนเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ และแพร่กระจายไปทั่วพื้น ภูมิภาคในวงกว้าง และความสัมพันธ์ทางการค้าที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ แล้วโฆษณาโดย อำนาจทางการเมืองหนุนหลังโดยอำนาจทางการทหาร แล้วเตรียมพื้นฐานไว้สำหรับเส้นทางคมนาคมที่ไหลไป ตามแบบวัฒนธรรมกับสื่อ รวมทั้งสินค้าที่อาจจะส่งผ่านเข้ามาได้ สิ่งสำคัญในโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีที่เผยแพร่สื่อและข้อมูลข่าวสาร แต่ยังมี เทคโนโลยีสำหรับการส่งออกในเรื่องประชาชน นี่คือสิ่งสำคัญทางวัฒนธรรม เพราะว่าประชาชนยึดถือ วัฒนธรรมของตนผ่านสื่อกับข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ โดยเฉพาะถ้าหากพวกเขาได้ย้ายไปอย่างยาวนานแทนที่จะ เป็นเพียงพื้นฐานชั่วคราวเพียงในฐานะการท่องเที่ยว พวกเขามีประสบการณ์ในวัฒนธรรมสากลในสถานที่ที่ตน ดำเนินไป หรือพวกเขามีวัฒนธรรมสากลที่นำไปสู่สถานที่ต่าง ๆ โดยการเคลื่อนย้ายประชาชนจากที่หนึ่งไปสู่ที่ ที่พวกเขาอาศัยอยู่แต่เดิม องค์ประกอบทางวัฒนธรรมของชุมชนส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงไปโดยการเคลื่อนย้าย ประชาชนเข้าไปสู่สถานที่เหล่านี้ การพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลและการส่งถ่ายจากเรือใบเล็ก ๆ ไปสู่เรือยนต์ขนาดใหญ่มี ความสำคัญในการเคลื่อนย้ายวัฒนธรรมเชิงสากลผ่านประชาชน เพราะว่าการเคลื่อนย้ายนี้สนับสนุนการ เคลื่อนย้ายสากลกับการเคลื่อนย้ายผ่านทางมหาสมุทรก้าวข้ามข้อจำกัดทางพื้นถิ่นกับเขตแดน ยิ่งในปัจจุบัน การท่องเที่ยวด้วยเรือยนต์ยิ่งมีความสำคัญในแนวทางการพัฒนาการขนส่งที่สามารถนำเอาประชาชนข้ามผ่าน ดินแดนขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว เครื่องบินเจ็ตสนับสนุนประชาชนให้ท่องเที่ยวจากด้านหนึ่งของโลกไปสู่ด้านอื่น ๆ ได้ภายในวันเดียว ไม่เหมือนกับในยุคอดีตที่ใช้เครื่องบินใบพัด หรือใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ๆ ผ่าน ทางทะเล ในกรณีเหล่านี้ทำให้ราคาค่อย ๆ ลดลงในเมื่อได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายที่กำลังพัฒนา ข้ามขั้นตอนต่าง ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศร่ำรวยสามารถทำให้การท่องเที่ยวเกิดขึ้นในโลกกว้างได้อย่าง ง่ายดาย โดยอย่างน้อยที่สุดก็คือการพักผ่อนหลากหลายรูปแบบตลอดชีวิตพวกเขา บางคุณลักษณะในเรื่องนี้จะต้องถูกสร้างขึ้น การเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ในบทที่ 5 และ 6 ผู้เขียนจะมุ่งไปที่การอพยพที่คงทนถาวร และจะอ้างอิงการท่องเที่ยวในที่นี้ไว้เท่านั้น การท่องเที่ยว นานาชาติได้มีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่มีความเสมอภาคกันนัก ประชาชนจากประเทศ ร่ำรวยชดเชยจำนวนที่ไม่ได้สัดส่วนในเรื่องเหล่านี้ที่การท่องเที่ยวกับค่าใช้จ่ายของตนที่เป็นลำดับชั้นด้วยความ มั่งคั่ง ยิ่งไปกว่านั้น การท่องเที่ยวนานาชาติส่วนใหญ่เป็นเชิงพื้นถิ่น เช่น ชาวเอเชียก็ท่องเที่ยวภายในเอเชีย และชาวยุโรปก็ท่องเที่ยวภายในยุโรป
114 ในปี 2007 กลุ่มประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมส่วนใหญ่เรียงตามลำดับ: ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐ จีน อิตาลี อังกฤษ เยอรมัน ยูเครน ตุรกี และเม็กซิโก ประเทศเหล่านี้มีประเทศทางยุโรปกับอเมริกาเหนือ ครอบครองมาก่อนทั้งสิ้น ตัวอย่างประเทศเอเชียเป็นประเทศขนาดใหญ่และไม่ใช่จุดมุ่งหมายของแอฟริกาหรือ อเมริกาใต้ในกลุ่มสิบประเทศ เรื่องนี้ให้ความรู้สึกบางอย่างในเรื่องความไม่เสมอภาคกันในส่วนของการ ท่องเที่ยวราว ๆ 80 % ของการท่องเที่ยวนานาชาติมีอยู่ภายในพื้นถิ่นเดียวกัน และ 20 % ท่องเที่ยวในพื้นถิ่น อื่น ๆ ดังนั้น จึงไม่ใช่แต่เป็นความไม่เสมอภาคกันในเรื่องการท่องเที่ยวสากลเท่านั้น แต่ว่าความเป็นสากลของ การท่องเที่ยวนี้ยังมีข้อจำกัด (UNWTO 2008) เราอาจจะเข้าใจได้ในตารางที่ 7.1 กับ 7.2 ธรรมชาติที่เบี่ยงเบนของการท่องเที่ยวของผู้มาเยือนและผู้ จากไป สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนย้ายของนักท่องเที่ยวก็คือการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังเป็นการเคลื่อนย้ายที่มี ความเหลื่อมล้ำกันอย่างไร ข้อมูลไม่ได้แสดงให้เห็นการผันผวนภายในพื้นที่ แต่ผู้เขียนได้รวมเอาแขกทาง อเมริกาเหนือเข้าไว้ในตารางที่ 7.1 รวมถึงชาวอเมริกันในฐานะผลรวมทั้งหมดเพื่อเป็นตัวอย่างหนึ่งของความ ผันผวนเช่นนี้ ตาราง 7.1 การท่องเที่ยวส่วนผู้มาเยือน 1990 ล้าน 2007 ล้าน ส่วนแบ่งตลาด 2007 % รายรับ 2007 % ทั่วโลก ยุโรป เอเชียและแปซิฟิก อเมริกา (อเมริกาเหนือ) แอฟริกา 436 262.6 55.8 92.8 (71.7) 15.2 903 484.4 184.3 142.5 (95.3) 44.4 100 53.6 20.4 15.8 (10.6) 4.9 100 50.6 22.1 20 (14.6) 3.3 ที่มา: ข้อมูลจาก UNWTO ผู้เขียนอ้างอิงว่า ความผันผวนอยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมอังกฤษที่เทคโนโลยีสากลบางอย่างสำหรับการ ส่งออกซึ่งสื่อและข้อมูลข่าวสารที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น และจักรวรรดินิยมนี้ได้นำเราย้อนกลับมาสู่โลกาภิวัตน์เชิง วัฒนธรรมในรูปแบบของสัญลักษณ์แทนที่จะเป็นประชาชน อำนาจจักรวรรดิของชาวยุโรปได้สร้างระบบเคเบิล ตาราง 7.2 การท่องเที่ยวส่วนผู้จากไป 1990 ล้าน 2007 ล้าน ส่วนแบ่งตลาด 2007 % ทั่วโลก ยุโรป เอเชียและแปซิฟิก 436 252.7 58.9 903 502 181.9 100 55.6 20.1
115 อเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา 99.8 8.2 9.9 149.7 27.8 26.7 16.6 3.1 3.0 ที่มา: ข้อมูลจาก UNWTO 2008 ใต้พื้นน้ำข้ามผ่านมหาสมุทรในส่วนต่าง ๆ ของโลก เช่น จากยุโรปสู่เอเชียและออสเตรเลีย ระบบเคเบิลใต้พื้น น้ำนี้สนับสนุนการติดต่อสื่อสารที่แยกต่างหากจากการเคลื่อนย้ายประชาชน การติดต่อสื่อสารสามารถสร้าง ผ่านเคเบิลอย่างรวดเร็วได้แทบจะทันทีทันใด แทนที่จะอยู่ที่ความรวดเร็วของการส่งถ่ายประชาชนทางเรือ การ ส่งถ่ายนี้ยังทำให้การติดต่อสื่อสารข้ามทะเลได้อย่างรวดเร็ว การส่งถ่ายนี้มีข้อจำกัดโดยดินแดนพื้นที่เล็กน้อย ซึ่งจำกัดการส่งถ่ายข้ามมหาสมุทรกับเชิงสากลมากกว่า เรื่องนี้นำไปสู่กระบวนการนานาชาติของระบบโดยโทร เลขที่ข้อความสั้น ๆ สามารถจะส่งไปโดยสัญญาณ เช่น สัญญาณมอร์สโคด (Morse code) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันนี้ การใช้เคเบิลไฟเบอร์ออพติคได้เพิ่มจำนวนของข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลที่สามารถส่งผ่าน ทางนี้ได้อย่างรวดเร็ว ตาราง 7.3 ระบบการเข้าถึงโทรศัพท์ทั่วโลก สายโทรศัพท์แบบเจาะจง 2007 ต่อ 100 ผู้อยู่อาศัย สมาชิกโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2007 ต่อ 100 ผู้อยู่อาศัย ทั่วโลก ยุโรป โอเชียเนีย อเมริกา เอเชีย แอฟริกา 19 41 36 33 16 3 49 110 78 72 37 27 ที่มา: ข้อมูลจาก ITU 2008 โทรศัพท์ระหว่างประเทศและความเป็นไปได้ของการผลิตโทรศัพท์ที่สามารถโทรผ่านระบบไร้สาย เคเบิลและเทคโนโลยีดาวเทียมได้เป็นของที่มีความสำคัญ มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากในการใช้โทรศัพท์ระหว่าง ประเทศ แต่ความไม่เท่าเทียมอย่างมีนัยสำคัญยังมีในการเข้าถึงโทรศัพท์เหล่านี้ ระบบไร้สายกับเทคโนโลยี ดาวเทียม รวมถึงเทคโนโลยีชั้นสูงของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความเป็นไปได้เพื่องานที่มีความเท่าเทียมกัน เพื่อขอบเขตบางอย่างเพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่โครงสร้างส่วนบน เฉพาะที่ต้องการของระบบสายกับเคเบิล ในส่วนที่ยากจนของแอฟริกา เช่น ประชาชนสามารถสร้างโทรศัพท์เคลื่อนที่โทรได้ สำหรับเหตุผลส่วนบุคคล หรือธุรกิจ ส่งหรือรับเงินโดยโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน หรือให้เช่าโทรศัพท์เคลื่อนที่โทรในท้องถิ่น เครื่องบ่งชี้ใน ตารางที่ 7.3 แสดงให้เห็นว่า การเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สูงกว่าการเข้าถึงโทรศัพท์สายตรง
116 เฉพาะในแอฟริกาอย่างไร? ถึงแม้ว่าภายในขอบเขตของการเข้าถึงระบบโทรศัพท์นานาชาติที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เครื่องบ่งชี้ภายใต้ตารางแสดงให้เห็นซึ่งความไม่เสมอภาคกันอย่างชัดเจน เครื่องบ่งชี้เหล่านี้ซ่อนเร้นเส้นแบ่งเขตมากขึ้นภายในพื้นที่เหล่านี้ เช่น การเข้าถึงระบบโทรศัพท์ของ ชาวแอฟริกาเหนือมีสูงกว่าในแอฟริกาซาฮาราย่อย แอฟริกาซาฮาราย่อย (ซึ่งแยกออกจากแอฟริกาใต้) มี ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นการใช้โทรศัพท์ประมาณ 1% ขณะที่ในแอฟริกาเหนือ (แอลจีเรีย อียิปต์ มอริเทเนีย โม รอคโค ตูนิเซีย) ค่าเฉลี่ยนี้อยู่ที่ 11% ระบบสายเฉพาะของสามศูนย์กลางของทวีปแทบจะอยู่ใน 6 ประเทศใน บรรดา 55 ประเทศ (ITU 2008) ขณะที่การพูดคุยกันทางโทรศัพท์สามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก นี่คือเครื่องจักรสำหรับ วัฒนธรรมที่ส่งถ่ายถึงกันได้ทั่วโลกได้น้อยกว่าวิทยุ ภาพยนตร์ หรือทีวี วิทยุคือจุดศูนย์กลางสำหรับการส่งผ่าน เพลงและข่าวสาร ระหว่างการงานอื่น ๆ ได้ทั่วโลก และเป็นของที่มีก่อนหน้าการแพร่กระจายของโทรทัศน์เสีย อีก โดยเฉพาะวิทยุจะมีความสำคัญในการพัฒนาเพลงป็อปกับวัฒนธรรมคนหนุ่มสาวตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950s เป็นต้นมา โดยเฉพาะแองโกลอเมริกันกับรูปแบบที่เป็นตะวันตกแล้ว เพลงป็อปกับวัฒนธรรมหนุ่มสาวนี้เป็น ของสากลผ่านทางสื่อกลางนี้ วิทยุระบบไร้สายสามารถที่จะรับฟังได้ทุกที่ที่ไม่ใช่โครงสร้างส่วนบนโดยเฉพาะ ของระบบสายและเคเบิลคือ ที่ประกอบอยู่ในส่วนที่อยู่ห่างไกลความเจริญหรือส่วนที่เป็นผู้ยากจนของโลก วิทยุ ไร้สายได้กลายเป็นของสำคัญสำหรับการติดต่อสื่อสารของผู้ที่ไม่เห็นด้วย เช่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 วิทยุถูก ใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวสารคือ เครื่องมือที่ชาญฉลาดหรือข้อมูลเท็จโดยข้างที่อยู่ตรงข้ามกัน ในยุโรป ตะวันออกในการเคลื่อนไหวต่อต้านคอมมิวนิสต์ก่อนหน้าปี 1989 และในสถานีวิทยุโจรสลัด ขณะเดียวกันก็ยัง มีความเหลื่อมล้ำกันในการเข้าถึงผลผลิตกับการบริโภคในเรื่องวิทยุ ภาพยนตร์กับทีวีคือบางอย่างที่สำคัญที่สุดในด้านสื่อสำหรับส่งผ่านวัฒนธรรมไปทั่วโลก วิทยุไร้สายคือ สิ่งสำคัญด้านการส่งผ่านเพลง ข่าวสาร และวัฒนธรรม แต่เป็นสิ่งที่ถูกไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิดโดยทีวี ใน ประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวยบางประเทศ การเป็นเจ้าของโทรทัศน์ปรากฏขึ้นมาราว ๆ 10% ของเจ้าของบ้าน ณ จุดเริ่มต้นเมื่อปี 1950s ประมาณ 90% ณ จุดสิ้นสุด มีละครวิทยุกับการแสดงเรียลลิตี้ทีวี และรายการที่ คล้ายคลึงกีฬาโอลิมปิคส์ ฟุตบอลโลกและสงครามอิรัก นั่นเป็นภาพที่เห็นได้ในหลาย ๆ ส่วนของโลก การ เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น ระบบดาวเทียมกับเคเบิลได้แสดงปริมาณขนาดใหญ่ด้านข้อมูลข่าวสารที่จะ ได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการต่าง ๆ ทางทีวี การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้แนวรายการทีวีที่เผยแพร่ไปทั่วโลก เป็นช่องทางที่จะถ่ายทอดไปสู่บ้านของประชาชนได้ แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้กว้างขวางนัก แทนที่จะเฝ้าดู จำนวนเล็กน้อยของช่องทีวีทั่วไป ประชาชนได้เลือกจากจำนวนมาก ๆ ของช่องทีวีทางไกลกับขอบเขตของการ ถ่ายทอดที่คับแคบ-เช่น ช่องทีวีที่มอบให้ทั้งป๊อบวีดิโอ กีฬา ข่าว หรือละครวิทยุ/โทรทัศน์กลางวัน ดังนั้น ช่อง รายการทีวีที่ไปสู่การเผยแพร่ไปทั่วโลกในแนวรายการทีวีที่ส่งออกมา แต่ว่าเป็นความคับแคบที่เพิ่มขึ้นใน ประเภทของรายการทีวีที่กำลังรับชมอยู่ ภาพยนตร์ในฐานะที่พวกเราจะเห็นได้ มักจะเป็นรายการที่ถูกครอบงำ โดยรายการทีวีของอเมริกา และโดยค่านิยมกับรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบอเมริกัน แต่ว่ายังไม่ปราศจากการ แข่งขันกันจากภาคส่วนอื่น ๆ ของโลก
117 เคเบิลไฟเบอร์ออพติคและเทคโนโลยีดาวเทียมกับดิจิตัลได้กลายเป็นของสำคัญในการพัฒนา สิ่ง เหล่านี้ส่งผลให้มีปริมาณขนาดใหญ่ด้านข้อมูลข่าวสารที่จะส่งออกไป รวมทั้งส่งผลให้ช่องรายการทีวีที่จะรับได้ ด้วย การติดต่อทางอินเทอร์เน็ตคอมพิวเตอร์สามารถส่งและรับชมได้ ไม่ใช่แค่เพียงอินเทอร์เน็ตกับอีเมล์ แต่ยัง มีปริมาณขนาดใหญ่ของข้อมูลข่าวสาร เช่น วีดิโอและออดิโอ (ภาพและเสียง) เทคโนโลยีดิจิตัลส่งผลให้เกิดการ บรรจบกันของเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร แม้กระทั่งโทรศัพท์ ทีวี วิทยุ และข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตก็ สามารถที่จะส่งไปได้อย่างรวดเร็ว และในปริมาณขนาดใหญ่ก็ผ่านวิถีทางคล้าย ๆ กัน เทคโนโลยีดาวเทียมทำ ให้เกิดเทคโนโลยีแบบฉับพลันกับคงทนถาวร แต่ว่าอย่างที่กล่าวไปแล้วมันปราศจากราคาหรือข้อจำกัดที่มาคู่ กับเคเบิลที่เจาะจง ยุคดิจิตัลและอินเทอร์เน็ต การพัฒนาทางเทคโนโลยีเน้นหนักไปที่การอภิปรายกันเชิงโลกาภิวัตน์คือ อินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต เป็นของสากล หรือเป็นของสากลโดยสมรรถนะและเกี่ยวพันมากหรือน้อยในเรื่องการเข้าถึงแบบทันทีทันใดซึ่ง ข้อมูลข่าวสารหรือการติดต่อสื่อสาร ถึงแม้จะมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอยู่ก็ตามคือ ยังมีส่วนที่ยากจนของ โลกที่การเข้าถึงก็เข้าถึงแบบความสัมพันธ์ราคาถูก ๆ อินเทอร์เน็ตเป็นอย่างเดียวกันกับโทรคมนาคม กล่าวคือ คอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีข่าวสารทั้งหลาย คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่จะต้องใช้ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการไม่เชื่อมต่อ กับคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ขณะที่มีการเชื่อมต่อลักษณะนี้ไปทั่วโลก และทำมากกว่าแค่สัมผัสข้อมูลหรือ กระบวนการคำพูด คอมพิวเตอร์นี้มีวิธีการติดต่อและเพื่อข้อมูลกับสื่อที่น่าสนใจ ทั้งงานเขียนทั้งที่เป็นภาพและ เสียงไปทั่วโลก สิ่งนี้ให้ประชาชนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลสากลธรรมดาได้ แม้ในหลาย ๆ ประเทศ เช่น คิวบา เกาหลีเหนือ หรือจีน จะใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต หรือหลาย ๆ พื้นที่ของส่วนนี้ก็ยังถูกจำกัดวง เช่น ในจีน จะสืบค้นในส่วนต่าง ๆ เช่น “สิทธิมนุษยชน” หรือ “ประชาธิปไตย” และด้านเว็บไซต์พิเศษก็ยังมีข้อจำกัด (แม้ว่าในบางแห่งจากที่ถูกจำกัดวงเหล่านี้สามารถโอบล้อมไว้ก็ตาม) การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่อง ที่ใช้กันทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แม้จะยังคงเข้าไม่ถึงทุกพื้นที่ก็ตาม ในส่วนของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจภายใต้การ เติบโตทางอินเทอร์เน็ตได้โฆษณาเรื่องภาษีอากรที่เป็นปัจจัยสำคัญ เนื้อหาอินเทอร์เน็ตส่วนมากมีความ สนุกสนานโดยการโฆษณาชวนเชื่อแทนที่จะเป็นการจับจ่ายโดยผู้บริโภค อินเทอร์เน็ตในยุคศตวรรษที่ 21 ตอนต้น จะไม่เป็นการควบคุมเชิงสัมพันธ์โดยรัฐบาล และแง่มุมที่ แตกต่างกันเชิงคุณลักษณะที่โยงกับรัฐบาลเหล่านี้กับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สามารถกระจายถึงกันได้ รวมถึง สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ที่ปราศจากการช่วยเหลือทางการเงินหรือโดยสถาบันอย่างทั่วถึง เช่น ผ่านทาง บล็อกกิ้งหรือการร่วมด้วยช่วยกันในมิติที่มีปฏิกิริยาของฐานที่ตั้ง ประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ใช้ยังอาจจะ กลายเป็นผู้ควบคุมดูแลเนื้อหาได้ด้วย ฐานที่ตั้ง เช่น บล็อกสป็อตกับเวิร์ลเพรสจะเตรียมพร้อมเรื่องทรัพยากร อิสระที่ประชาชนจำเป็นจะต้องใช้บล็อกโฆษณา กับฐานที่ตั้ง เช่น มายสเปซกับยูทูบที่ให้ประชาชนโพสต์วีดิโอ หรือเพลงได้อย่างอิสระ ปัจเจกชนก็สามารถที่จะโฆษณาเว็บไซต์ของตนเองได้ ฐานที่ตั้งส่วนใหญ่ของบรรษัท หรือหน่วยงานรัฐเตรียมเวทีที่ผู้ใช้ประโยชน์สามารถที่จะเอื้อเฟื้อกันได้
118 ในบล็อกเกอร์ทางการเมืองของการเมืองสหรัฐคือกลุ่มที่มีความสำคัญที่สังเกตเพื่อมีผลกระทบเกี่ยวกับ โชคของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เช่น ในการแต่งตั้ง การปราศรัย การเลือกตั้งประธานาธิบดี Wikis เป็นตัวอย่าง ของความเป็นไปได้ทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยกับความเสมอภาค ปทานุกรมออนไลน์ Wikipedia อาจจะถูกแก้ไขโดยผู้ใช้ใด ๆ กับการเข้าอินเทอร์เน็ต Wikipedia กลายเป็นสิ่งจำเป็นด้านข้อมูล ข่าวสารสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ ผลลัพธ์อาจจะมีข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพต่ำ ใช้ไปในทางที่ผิดกับความ โกลาหลและความเชื่อมั่นของปทานุกรมนี้ก็เกิดคำถามขึ้นมากมาย แต่ปทานุกรมก็เตรียมข้อมูลข่าวสารที่พร้อม ใช้งานไว้ให้ เตรียมมุมมองที่หลากหลายกับวิพากษ์วิจารณ์ไว้ให้ กับทั้งการเปิดเผยผู้ใช้ที่ให้นิยามข้อมูลข่าวสาร ไว้ให้ สาธารณชนอาจจะเป็นผู้ควบคุมที่กระฉับกระเฉงด้านเนื้อหา ความเป็นอิสระทางการสนับสนุนเชิง สถาบัน และไม่ใช่แค่เป็นผู้ใช้เฉย ๆ ขณะเดียวกันก็มีเครื่องหมายคำถามถึงความเป็นอิสระของผู้ควบคุมด้าน เนื้อหาที่เปลี่ยนวาระด้านการอภิปรายของสาธารณชน แล้วเตรียมเสนอความแตกต่างทางประสบการณ์เชิง คุณภาพสำหรับผู้บริโภคอินเทอร์เน็ตด้วยหรือไม่? นักเขียน เช่น Castells (2000, ดู Holton 2007 เพิ่มเติมด้วย) มองการเข้าถึงกับเน็ตเวิร์คเส้นขนาน ที่อินเทอร์เน็ตยินยอมให้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสังคมที่กำลังพัฒนา ประชาชนสามารถติดต่อกันและจัด ระเบียบผ่านทางตัวของอินเทอร์เน็ตเอง แทนที่จะตัวอินเทอร์เน็ตจะเป็นตัวจัดระเบียบผ่านทางรูปแบบหรือ กฎเกณฑ์ตามลำดับขั้นหรือตามระบบราชการ หรือผ่านทางองค์การหรือบรรษัททางการเมืองเน็ตเวิร์คคือ รูปแบบของสังคม องค์การและการสื่อสารซึ่งกันและกันที่เป็นทางเลือกไปสู่องค์การผ่านทางรัฐหรือตลาด ปัจเจกชนกับกลุ่มชนสามารถคำนวณลัทธิจักรวรรดินิยมเชิงวัฒนธรรมผ่านทางอินเทอร์เน็ต เตรียมความหมาย กับข้อมูลไว้ให้แก่ตัวเอง อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นวิถีทางสำหรับองค์การเครือข่ายที่ใช้ประโยชน์ผ่านทางการ เคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลก และบางครั้งก็มองเครือข่ายในฐานะเครื่องมือทั่ว ๆ ไป ที่ก้าวข้ามการเคลื่อนไหวนี้ ไปสู่สิ่งอื่น เช่น รูปแบบขององค์การการงาน มีแนวคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับแนวคิดทางสังคมเครือข่าย และ Castells ก็มีจิตสำนึกทางความไม่เสมอ ภาคกันของเรื่องนี้เหมือนกัน มีการแบ่งแยกเชิงดิจิทัลระหว่างความไม่เสมอภาคกันเหล่านี้ซึ่งได้เข้าถึง อินเทอร์เน็ตและผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ แอฟริกาแถบทะเลทรายซาฮาร่าย่อยคือจุดที่เลยออกไปจากสังคม เครือข่ายในปัจจุบันนี้มากที่สุด และสังคมเครือข่ายก็อยู่ตามหรือและพ่วงติดอยู่กับส่วนที่เป็นอำนาจของบริษัท กับรัฐเชิงเศรษฐกิจกับเชิงการเมืองที่ใช้อำนาจไม่ได้สัดส่วนกัน และยังเป็นองค์การนี้ที่เป็นผู้ตัดสินใจที่สำคัญ ที่สุดที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ การเมืองและชีวิตประชาชน บริษัทสื่อสำคัญบางแห่งเช่าซื้อบริษัทอินเทอร์เน็ตและเวทีที่มีเครือข่ายที่พัฒนาแล้ว ที่กำลังสร้างพื้นที่ เช่นนี้ด้วยตัวของมันเอง องค์ประกอบของประชาธิปไตยทางอินเทอร์เน็ตต้องชั่งน้ำหนักเพื่อต่อต้านขบวนการที่ ต่อต้านของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอยู่ภายในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ เช่น Myspace ที่ถูกยึด Google ที่เป็นคติพจน์คือ “ห้าม” เป็นปีศาจที่ได้เข้ามาควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง ในส่วนที่เป็นการ ซื้อขายบริษัทเล็ก ๆ อื่น ๆ เช่น Youtube และบริษัททั้งหลาย เช่น Microsoft กับ Time Warner ก็ยังคง ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ตัวเองยังเป็นเจ้าของในภาคส่วนอินเทอร์เน็ต
119 การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงกันและเป็นประชาธิปไตย ที่ให้แก่ปัจเจกชนเพื่อแจกจ่ายและเป็น ของที่ได้ยินกันอย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อหาและการทำหน้าที่ทางอินเทอร์เน็ตที่กินพื้นที่ขนาดใหญ่นั่นเป็นของ ฟรีสำหรับผู้ใช้ เป็นของสำคัญและเพิ่มรูปแบบทางความคิดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหลายในฐานะ ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ตลอด แต่อินเทอร์เน็ตพร้อมที่จะก้าวกระโดดไปข้างหน้าในการเข้าถึงวัฒนธรรม สำหรับผู้บริโภคที่ดีกว่าที่เตรียมพร้อมไว้ในเรื่องวิทยุ ทีวีหรือภาพยนตร์ หรือดีกว่านวัตกรรมที่ผลิตโดย เครื่องพิมพ์ เคเบิลข้ามมหาสมุทร โทรเลขและโทรศัพท์ที่เป็นเรื่องน่าสงสัยได้หรือไม่? วิทยุหรือโทรทัศน์เป็นต้น เหล่านี้ให้สิ่งที่สำเร็จรูปหรือเป็นแนวทางการสื่อสารขนาดใหญ่ การติดต่อสื่อสารขนาดใหญ่ที่เป็นของสำเร็จรูป และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นของที่มีประโยชน์มาก่อนอินเทอร์เน็ตที่เตรียมไว้ซึ่งปริมาณในเรื่องข้อมูล ข่าวสารที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะเป็นเรื่องคุณภาพใหม่ ๆ ที่เคลื่อนเข้าสู่ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้สำหรับช่วงเวลา เริ่มแรก อินเทอร์เน็ตมีความรวดเร็วพร้อมที่จะเข้าถึงได้อย่างง่าย ๆ สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการข้อมูลมากกว่าที่ จะเตรียมรูปแบบเทคโนโลยีสมัยก่อนและความเร็วของอินเทอร์เน็ตก็เพิ่มระดับของข้อมูลขึ้นเรื่อย ๆ ที่สามารถ เข้าถึงได้ ข่าว ข้อมูลอ้างอิง การธนาคาร การซื้อขาย เพลงและวีดิโอ ก็สามารถเข้าถึงได้ ทั้งเข้าถึงได้ง่ายและ สะดวกสบาย รวดเร็วและอย่างกว้างขวาง แต่ในฐานะข้อมูลข่าวสารนี้ที่อาจจะได้มาก่อนหน้าอินเทอร์เน็ตด้วย ซ้ำ บางทีก็มีความงุ่มง่ามและเชื่องช้า อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่สำหรับการเข้าถึงที่ได้ปรับปรุง อย่างทันทีทันใด ซึ่งแทนที่จะเป็นการเข้าถึงที่ได้ตกแต่งขึ้นซึ่งไม่ได้อยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้ การปรับปรุงปริมาณ แทนที่จะเป็นการขับเคลื่อนเชิงคุณภาพในพื้นที่เช่นนี้เช่นเดียวกัน เครือข่ายสังคมบนอินเทอร์เน็ต เช่น บน Myspace กับ Facebook ที่เพิ่มมิติที่สาระอยู่เรื่อย ๆ เพื่อความสัมพันธ์ของโลกที่เป็นจริงที่ดำรงอยู่อย่างเสร็จ สรรพ แทนที่จะเพิ่มรูปแบบใหม่หรือชนิดของความสัมพันธ์ใหม่ ๆ จากประเด็นทัศนะเชิงสังคมวิทยา สิ่งที่สำคัญไม่ใช่สิ่งที่เป็นของใหม่และกระตุ้นถึงเทคโนโลยี แต่เป็น สิ่งที่เป็นนวนิยายเชิงสังคมเกี่ยวกับเทคโนโลยีและทำอย่างไร? นวนิยายเชิงสังคมจึงจะเปลี่ยนแปลงสังคมหรือ สร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ในประสบการณ์เชิงสังคม ในทางเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตคือการปฏิวัติ แต่มันไม่ใช่ สิ่งจำเป็นที่น่าเดินตามเท่าไร ซึ่งผลกระทบเชิงสังคมของอินเทอร์เน็ตคือการเปลี่ยนผ่านข้อมูล และต้องเป็นการ ปรับเปลี่ยนอย่างแบ่งแยกกัน สิ่งที่เป็นความแตกต่างเชิงคุณภาพก็คือ อินเทอร์เน็ตนั่นแหละที่เตรียมการเข้าถึง ใหม่ ๆ สำหรับประชาชนธรรมดา ๆ ในฐานะผู้ผลิตเพื่อเนื้อหาสาธารณะอย่างเป็นอิสระทางการเงินการคลัง หรือการธนาคารที่เป็นสถาบันการเงิน การเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้บริโภคเชิงวัฒนธรรมเปรียบเทียบกับ เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยก่อนจะเป็นเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ เทคโนโลยีทางสื่อกับวัฒนธรรมสากลในฐานะของสมัยใหม่เป็นเชิงเศรษฐกิจและมีความไม่ เสมอภาคกัน สำหรับ Rantanen (2005: 6) สื่อกับการสื่อสารทั้งหลายล้วนออกมาจากปากไปสู่งานเขียนแล้วไปสู่ สื่อสิ่งพิมพ์ในวันเริ่มแรกของยุคสมัยใหม่ จากศตวรรษที่ 19 สื่อกับการสื่อสารคมนาคมเหล่านี้กระโดดไปสู่
120 อิเลคทรอนิคมีสาย แล้วไปสู่ไร้สายในศตวรรษที่ 20 แล้วไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลจากทศวรรษที่ 1990s เป็นต้นมา เทคโนโลยีดิจิทัลนี้ได้เปลี่ยนแปลงการสื่อสารคมนาคม จากที่ช้า ๆ ไปสู่การผลิตลักษณะใหญ่และรวดเร็ว ขณะที่ประชาชนผู้รีบเร่งก็สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ความรวดเร็วฉับพลันตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา กับทั้ง การสื่อสารคมนาคมที่เป็นอิเลคทรอนิค ที่ว่างที่สามารถครอบคลุมโดยการสื่อสารได้เคลื่อนออกจากท้องถิ่นไปสู่ สากล สำหรับ Rantanen การพัฒนาที่มีนัยสำคัญที่สุดได้เป็นนวัตกรรมอิเลคทรอนิคกับดิจิทัลในยุคสมัยใหม่ กับหลังสมัยใหม่อย่างที่ยอมรับกัน การพัฒนาเหล่านี้ได้สร้างสื่อกับการสื่อสารคมนาคมอย่างฉับพลัน ขนาด ใหญ่และเป็นสากล การพัฒนาเหล่านี้ส่วนมากได้ทำโลกให้เป็นสถานที่ “เล็ก ๆ” เป็นหมู่บ้าน “สากล” ที่เวลาและอวกาศ ดูเหมือนได้หดสั้นเข้า ระยะทางเป็นสิ่งยิ่งใหญ่พอดิบพอดี แต่เวลาถูกยึดเอาจากที่หนึ่งไปสู่อื่น ๆ ข้อมูลการ สื่อสารหรือที่ได้รับมาเป็นข้อมูลที่ย่นย่อมาก ซึ่งสถานที่ต่าง ๆ เป็นดังเช่นไกลออกไปในด้านกายภาพ เป็นเรื่อง ที่ใกล้เข้ามามากเท่าที่การเร่งของการติดต่อสื่อสารกับการส่งผ่านที่เป็นของเกี่ยวเนื่องกัน ข่าวสารที่ใช้เวลาหนึ่ง สัปดาห์เพื่อส่งผ่านจากที่หนึ่งไปสู่ที่อื่น ๆ ของโลกทางทะเลและทางบก ก็สามารถที่จะส่งไปทางเครื่องบินเพียง เวลาสองสามวันหรือหนึ่งชั่วโมง ทั้งถูกแทนที่โดยอีเมล์ที่เป็นของที่เกือบจะว่าสำเร็จรูป สินค้าหรือประชาชนที่ ต้องส่งผ่านไปทั่วโลกที่กินเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือหลายเดือน ก็สามารถที่จะส่งไปโดยเครื่องบินเจ็ทในเวลาเพียง สองสามชั่วโมง หรือถ้าหากสินค้าที่เป็นรูปแบบของข้อมูลข่าวสารก็เกือบจะส่งไปในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่สร้างการก้าวกระโดดไม่หยุดสำหรับโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม การ สื่อสารที่ทรงพลังนี้เป็นการสื่อสารข้ามพรมแดนมหาสมุทรแทนที่จะเป็นการจำกัดขอบเขตในเรื่องดินแดน ท้องถิ่น อัตราการเร่งและระดับการเคลื่อนย้ายประชาชนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี้ กำลังแบ่งแยกการส่งผ่านข้อมูล กับวัฒนธรรมออกจากการเคลื่อนที่ของประชาชนเพื่อสร้างการเคลื่อนที่ของประชาชนอย่างฉับพลันทันที มีการ ยับยั้งการเคลื่อนย้ายเชิงพื้นที่กับเชิงวัฒนธรรมก่อนยุคสมัยใหม่ ยิ่งเทคโนโลยี “หลังสมัยใหม่” ที่เป็นแนวน่า ตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้สร้างขึ้นบนรูปแบบทางโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมนี้และทำโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมนี้ให้ เป็นไปได้เพื่อให้โลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมนี้ขยายออกไปและเป็นประชาธิปไตย แทนที่ตัวโลกาภิวัตน์นี้ที่กำลัง เริ่มส่งผ่านวัฒนธรรมสากลขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว การส่งผ่านวัฒนธรรมเป็นผลผลิตในยุคอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะเป็นยุคหลังอุตสาหกรรมเสียอีก นั่นแหละที่จะต้องเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนสำหรับรูปแบบเทคโนโลยีเหล่านี้ที่ได้พัฒนาไปทั้งเป็นของ ทั่วไป สิ่งกระตุ้นก็คือตัวเงิน รูปแบบเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นและเป็นที่นิยมโดยบริษัททั้งหลาย อีกทั้งความ ช่วยเหลือจากรัฐในเรื่องผลกำไร ดังนั้น ทุนนิยมรวมถึงอุตสาหกรรมนิยมจึงกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญ ประเด็น หลักของหนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงไปถึงนัยสำคัญของยุคสมัยใหม่ด้านอุตสาหกรรมกับแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ของนักลงทุนที่ประยุกต์ใช้ในที่นี้ ในลักษณะเดียวกัน ประเด็นอำนาจกับความไม่เสมอภาคก็อยู่ในประเด็นเหมือนกัน เทคโนโลยี ทั้งหลายผู้เขียนได้อภิปรายเกี่ยวกับความไม่เสมอภาคกับอำนาจในเรื่องผลผลิตกับการแพร่กระจายผลผลิต บรรษัทขนาดใหญ่กับรัฐที่มั่งคั่งก็มีบทบาทไม่ได้สัดส่วนกันในเรื่องผลผลิตกับการกระจายผลผลิตด้านวัฒนธรรม
121 และสื่อ สัดส่วนทางสื่อที่มีนัยสำคัญที่ถูกเผยแพร่ออกไปก็คือตะวันตก และโดยเฉพาะอเมริกัน เช่น ภาพยนตร์ ทีวี และเพลงป็อป ผู้บริโภคในประเทศที่ร่ำรวยก็เป็นผู้เข้าถึงสื่อเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ทีวีกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ในเรื่องโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม โครงสร้างอำนาจและความไม่เสมอภาคจึงเป็นเรื่องที่ต้องเสริมพลังกัน ใหม่ อินเทอร์เน็ตที่มีสรรถนะในการสร้างประชาธิปไตยในเรื่องโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมนี้ในระดับผลผลิต รวมถึงการบริโภค แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่ได้สร้างสิ่งที่เป็นจริงบนพื้นฐานสากล ในฐานะประชาชนจน ๆ และ ประเทศที่ร่ำรวยน้อยกว่าเหล่านี้ก็อยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้าในการแจกจ่ายให้ทั่วถึงและการเข้าถึง อินเทอร์เน็ต ภายในประเทศที่ร่ำรวย ความจุของบล็อกกับไซต์ที่เป็นวิดีโอ ออดิโอ และข้อมูลที่ถูกแบ่งปันโดย ประชาชนธรรมดา ๆ ก็ไม่ได้มีสมรรถนะที่เหมือนกัน สำหรับการแพร่กระจายในวงกว้างในฐานะที่ผลิตโดยรัฐ บริษัท หรืออื่น ๆ ที่เป็นการสนับสนุนเชิงองค์การและการเงินการคลัง ตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นในตารางที่ 7.4 เกี่ยวกับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือวัดแบบหยาบ ๆ ในฐานะที่ยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญภายในพื้นที่ที่อ้างอิง เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตจะมีราว ๆ ครึ่งหนึ่ง ในแอฟริกาซาฮาราย่อยที่อยู่ในทวีปแอฟริกาทั้งหมด และครึ่งหนึ่งอยู่ในเอเชียใต้ จากทั้งหมดที่อยู่ในเอเชีย ตะวันออก (UNDP 2008a: 276) แต่ทั้งหมดนี้ก็เพียงเป็นตัวอย่างในความไม่เสมอภาคกันด้านการสื่อสารและ สื่อ โดยเฉพาะระหว่างแอฟริกากับส่วนอื่น ๆ ของโลก การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เพียงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ การส่งผ่านวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับความสำเร็จทางธุรกิจอีกด้วย ความไม่ เสมอภาคด้านการใช้อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เป็นรูปแบบความไม่เสมอภาคกันเชิงวัฒนธรรม แต่ยังมีผลต่อโอกาส ชีวิตทางเศรษฐกิจอีกด้วย ตารางที่ 7.4 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อผู้อยู่อาศัย 100 คน, 2007 ทั่วโลก โอเชียเนีย ยุโรป อเมริกา เอเชีย แอฟริกา 22 45 42 41 17 5 ที่มา: ข้อมูลจาก ITU 2008 สังคมวิทยาได้เน้นยาว ๆ ไปที่การแบ่งแยกกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกระบวนการทางสังคม เมื่อ มองโลกาภิวัตน์เพียงโครงสร้างตามความไม่เสมอภาคและอำนาจแสดงให้เห็นถึงโลกาภิวัตน์ระยะสั้น ๆ กระบวนการของโลกาภิวัตน์ระยะสั้นส่วนมากตกหล่นไปอย่างไร? ตัวกระทำการบางตัวจะอยู่ที่ภาคส่วนอำนาจ ที่เป็นแกนเหนือกระบวนการเหล่านี้มากกว่าที่ส่วนอื่น ๆ ทั้งตัวกระทำการบางตัวยังบูรณาการกันภายในโลกาภิ วัตน์เป็นอย่างดี ขณะที่ตัวกระทำการอื่น ๆ จะอยู่ในลักษณะแยกตัวออกไป นี่อยู่ที่ระดับของผลผลิต การ
122 กระจายตัวและการบริโภคโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการ และรูปแบบนี้ส่วนมากอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ใน ปัจจุบันรูปแบบเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจกับความไม่เสมอภาคที่เป็นการบั่นทอนสิ่งที่เป็นสากล ได้เกิดกระบวนการก้าวกระโดดในโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม การถ่ายเทวัฒนธรรมสู่ขอบเขตสากลได้ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญในยุคอุตสาหกรรม ขอบเขตของโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมและการพัวพันกัน อย่างมีนัยสำคัญนี้มีเพื่อเอกลักษณ์ในบางพื้นที่ของโลกซึ่งอาจจะเป็นการประเมินค่าต่ำไป ในขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำในการผลิตและการบริโภคได้สร้างเรื่องนี้ให้เป็นอุปสรรคเพื่อสนับสนุนซึ่งโลกาภิวัตน์เชิง วัฒนธรรมเหล่านี้ แทนที่จะเป็นโลกาภิวัตน์เชิงสงสัยที่เป็นจุดสำคัญทางแนวคิดนานาชาตินิยม (ระหว่างบาง ประเทศ) ตลอดถึงแนวคิดสากลนิยม และบทบาทที่เหลื่อมล้ำ อำนาจและความผันแปรอย่างกว้างขวางในการ ผลิตและการบริโภค ผลรวมทั้งหมดภายในโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้การวิเคราะห์ถึงความเหลื่อมล้ำและอำนาจยังนำมาซึ่งประเด็นอื่น ๆ ในหนังสือเล่มนี้ด้วย กล่าวคือ ความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะว่าอำนาจกับความเหลื่อมล้ำถูกทำให้เป็นโครงสร้างบางส่วนตาม แนวทางของความมั่งคั่ง การผลิตเทคโนโลยีในเรื่องโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมเคยถูกปฏิบัติในที่ที่มีการกระตุ้น ทางเศรษฐกิจเพื่อทำเช่นนั้น การกระจายเทคโนโลยีในโลกยังเคยเป็นของไม่แน่นอนตามแนวทางความต้องการ ซึ่งต้องพึ่งพาใครสักคนที่มีอำนาจจัดซื้อเพื่อจัดให้มีความต้องการเหล่านี้ และที่ที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เกี่ยวกับความต้องการเริ่มแรกที่มีอยู่ เทคโนโลยีโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมได้ถูกพัฒนาในที่ที่เกิดประโยชน์และ อย่างไม่เท่าเทียมกัน ตามที่ผู้ที่สามารถจัดให้มีการผลิตเทคโนโลยีหรือซื้อเทคโนโลยีเหล่านี้ในฐานะผู้ใช้ ประโยชน์ ในท้ายที่สุด ก็จะมีแบบแผนทางความเหลื่อมล้ำในการผลิตและการแจกจ่ายเทคโนโลยี อย่างเช่นทีวี กับอินเทอร์เน็ตรวมถึงเนื้อหาของสิ่งเหล่านี้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นเรื่องความเข้มข้นเชิงภูมิศาสตร์ในการผลิตและ การใช้ประโยชน์ ยังมีความแปรปรวนระดับชาติกับระดับทวีปในเทคโนโลยีที่แพร่กระจายออกไปเกี่ยวกับโลกา ภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมและเทคโนโลยีเมือง/ชนบท รวมถึงชนชั้นที่แบ่งแยกกันในการเข้าถึงและการนำมาใช้ ประโยชน์ ความผันแปรเหล่านี้ยังสะท้อนถึงความมั่งคั่ง รายได้ และอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่บ่อยครั้ง สถาบัน บริษัท และสื่อสากล เทคโนโลยีใหม่ได้ถูกกระจายไปสู่โลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม แต่เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบสถาบันและ กฎระเบียบของสื่อที่ยังคมมีความสำคัญในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่งคั่งและอำนาจยังเป็นเรื่องที่เหมาะสมใน ที่นี้ (Mcchesney 1999, Held และคณะ 1999, Thompson 1995, McPhail 2006 และ Flew 2007 ก็อยู่ ในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ผู้ได้แพร่กระจายภาพกว้าง ๆ ในพื้นที่แห่งนี้) การพัฒนาตัวแทนการข่าวนานาชาติในศตวรรษที่ 19 ตอนกลาง ยอมให้มีการรวบรวมข่าวจากทั่วโลก สำหรับผู้บริโภคครัวเรือน ตัวแทนลักษณะนี้เตรียมเสนอมิติสากลสู่การข่าวเป็นอย่างดีในที่ที่ตัวหนังสือพิมพ์ ยังคงรักษาเอกลักษณ์ชาติหรือชาติย่อย ๆ เป็นอย่างดีอยู่ ตัวแทนการข่าวสากลประกอบด้วย Reuters, the Associated Press, United Press International, Agence France Presse, Bloomberg และ Dow Jones หน่วยข่าวส่วนมากมาจากรัฐทางตะวันตกเป็นหลักและคณะผู้ปฏิบัติการของเขาก็ปฏิบัติภายในค่านิยมหลัก
123 ของตน และข้องเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้เป็นหลัก เรื่องขอบเขตที่ขยายออกไปขนาดใหญ่ หน่วยข่าวเหล่านี้ก็ เลือกและส่งเฉพาะข่าวที่มีผลสะท้อนต่อเวทีข่าวของประเทศเหล่านี้แทนที่จะเป็นของกลุ่มประเทศชายขอบ ประชาชนยังสามารถดูทีวีที่ครอบคลุมการข่าวนานาชาติ และถ่ายทอดข่าวไปสู่ผู้ชมทั่วโลก เป็นต้นว่า ช่องข่าว CNN, BBC และ AL-Jazeera การครอบงำของภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ อีกสองสามภาษาได้ทำให้การข่าวง่ายขึ้นสำหรับ วัฒนธรรมที่จะกลายเป็นโลกาภิวัตน์ ข้อมูลสามารถที่จะใส่เข้าไปในภาษาที่สามารถที่จะเข้าถึงได้หลากหลาย อย่างทั่วถึง ภาษา 10-12 ภาษา คือภาษาหลักจากภาษาประมาณ 60 % ที่โลกให้ความนิยม (De Swann 2001) ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกสคือภาษาที่แพร่ออกไปทั่วโลกมากที่สุด เพราว่าประเทศ เหล่านี้กระจายออกไปทั่วโลกในยุคจักรวรรดินิยมของพวกเขา ภาษาอื่น ๆ เช่น อารบิค ฮินดี รัสเซีย และจีน ก็ มีการพูดกันอย่างกว้างขวาง เพราะภาษาเหล่านี้แพร่ออกไปเลยหนึ่งประเทศ หรือเนื่องจากขนาดที่ไม่เหมาะสม ของประเทศหลักที่ภาษาเหล่านี้ถูกใช้พูด ภาษาอังกฤษได้มีการพัฒนาในฐานะภาษาสากลเริ่มแรกในเชิงธุรกิจ การเมือง สถาบันฝึกหัด วิทยาศาสตร์ การโฆษณา วัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมและอินเทอร์เน็ต ภาษาอังกฤษ นี้ได้ช่วยให้การควบคุมทางวัฒนธรรมเพื่อการสื่อสารบนพื้นฐานเครือข่ายทั่วโลกได้ แม้ว่าจะยังมีประชาชนนับ ล้าน ๆ คน ที่ไม่สามารถพูดหรืออ่านภาษาอังกฤษได้ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางกฎเกณฑ์ได้ส่งผลต่อโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรม หลังจากสิ้นสุดยุคสงครามเย็น สื่อ ที่เน้นเสนอเรื่องการรวบรวมพล การสร้างชาติ และวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือสาธารณะในกลุ่มประเทศโซ เวียดและรัฐสังคมนิยม แต่ก็ยังมีในรัฐตะวันตกและสหรัฐผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์เหมือนกัน สื่อที่เกี่ยวข้องกันที่ หดตัวลงจะถูกตัดสินโดยตลาด บริษัทและอิทธิพลทางการค้า กับทั้งการพังทลายลงของกลุ่มประเทศสังคมนิยม และการอยู่เหนือกฎเกณฑ์ในกลุ่มประเทศตะวันตก ภายหลังได้กลายมาครอบงำโดยความเป็นเจ้าของ การผลิต และเนื้อหา สื่อทางตะวันตกจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงประเทศหลังสังคมนิยมที่ประเทศเหล่านี้ได้ปฏิเสธ ระหว่างยุคสงครามเย็น (McPhail 2006) ตั้งแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา ได้มีการเคลื่อนไหวของทีวียุโรปและเคเบิลออกไปจากเจ้าของหรือผู้ ควบคุมโดยรัฐบาล เรื่องนี้ได้นำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายจากเป้าหมายที่เน้นไปที่การบริการสาธารณะและ วัฒนธรรมชาติที่ชัดเจนหรือเป็นรูปร่างที่มุ่งไปสู่จุดเน้นทางผลประโยชน์ ค่าบ่งบอกและการโฆษณาของ ผู้บริโภคในฐานะผู้กำหนดเนื้อหาที่สำคัญยิ่ง เคยมีเจ้าของสื่อเคยมองข้ามที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ในภาคส่วนต่าง ๆ ของโลก โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ จึงสามารถลงทุนได้หลายชนิดและยัง ได้เป็นเจ้าของในค่าสถิติของชนิดสื่อ บางรายที่เป็นเจ้าของสื่อชนิดหนึ่งก็กลายเป็นเจ้าของในสื่อชนิดอื่น ๆ ด้วย หรือหลายบริษัทจากพื้นที่ต่าง ๆ ของสื่อก็รวมตัวกัน เจ้าของสื่อที่เป็นต่างชาติได้รู้สึกผ่อนคลาย ในฐานะที่ ผลลัพธ์ของสื่อดังกล่าวมีความเข้มข้นของอำนาจควบคุมสองสามแห่ง แนวโน้มในเรื่องเจ้าของสื่อยังมีโอกาสที่ จะกลายเป็นเอกชน การอยู่เหนือกฎเกณฑ์ การรวมตัวกัน การลงทุนในหลากหลายชนิด และอำนาจที่เข้มข้น ในอนาคต
124 ประเด็นนี้ยังเกี่ยวข้องกับการบูรณาการในแนวนอน (มุมกว้าง) (McChesney 1999) ที่ควบคุมการ แพร่กระจายไปภายในหรือพุ่งไปตรงข้ามส่วนอื่น ๆ และระดับความเข้มข้นของประเด็นนี้ในการมีอำนาจ ควบคุมเล็กน้อย ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ จึงสามารถเป็นเจ้าของสื่อโดยครอบคลุมถึงการพิมพ์ตำรา หนังสือพิมพ์ การบันทึกเพลง การผลิตรายการทีวี สถานีโทรทัศน์ ช่องเคเบิล ทีวีผ่านดาวเทียม การผลิตภาพยนตร์ โรง ภาพยนตร์ และอินเทอร์เน็ต การบูรณาการในแนวตั้ง (มุมสูง) เกี่ยวข้องกับห้างสรรพสินค้าที่คล้ายกันที่เป็น เจ้าของของการผลิตเนื้อหากับการแพร่กระจายเนื้อหา ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าของฮอลลีวูดสเตอริโอที่ สำหรับสร้างภาพยนตร์ก็ยังสามารถที่จะควบคุมช่องทีวีและเครือข่ายทีวีที่จัดแสดงภาพยนตร์เหล่านี้ด้วย จุด แบ่งแยกการผลิตกับการแพร่กระจายก็พร้อมคุ้มครองต่อต้านการเพิ่มพูนอำนาจในทางสื่อ เนื่องจากผู้ แพร่กระจายสามารถตัดสินใจที่จะแสดงเนื้อหาที่มาจากผู้ควบคุมการผลิตหรือไม่ก็ได้ ไม่เพียงแต่พรรคพวกที่มี อำนาจควบคุมสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังมีบริบทต่าง ๆ ที่ควบคุมการตัดสินใจทั้งสองเรื่อง ทั้งรายการที่ผลิต ออกมา ทั้งสามารถสร้างความแน่นอนว่า รายการที่ผลิตออกมานี้จะเป็นรายการที่ได้แพร่ภาพอีกด้วย บริษัท เหล่านี้ยังได้ควบคุมการแพร่ภาพเนื้อหาจากผู้แข่งขันที่ผลิตรายการอีกด้วย ผู้ประกอบการนี้ส่วนมากคือผู้เล่น เชิงสากลที่กำลังสร้างเรื่องราวเหล่านี้ให้แพร่ไปทั่วโลกโดยการขายข้ามมหาสมุทรขนาดใหญ่ ตัวอย่างของบริษัทสื่อสากลขนาดใหญ่ประกอบด้วย News Corporation, Disney, Viacom, Bertelsmann, Sony และ Time Warner บริษัทสื่อเหล่านี้ส่วนมากเป็นของอเมริกัน กับข้อยกเว้นของโซนี่ ของญี่ปุ่นกับเบอร์เทลส์มันน์ของเยอรมัน บริษัทเหล่านี้ทั้งหมดขับเคลื่อนไปทั่วเพื่อแสวงหากำไรในนานาชาติ บริษัทข่าวของ Rupert Murdoch คือตัวอย่างของบริษัทที่แสวงหาผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีและการอยู่เหนือกฎระเบียบที่ผู้เขียนได้อ้างถึง Murdoch ได้มีส่วนเป็นเจ้าของในสื่อจากเคเบิลทีวี และเครือข่ายผ่านดาวเทียมกับทีวี รวมถึงการผลิตภาพยนตร์ ซึ่งทั้งหมดผ่านทางหนังสือพิมพ์ นิตยสาร การ พิมพ์ตำรา วิทยุ สื่ออินเทอร์เน็ตและกีฬา เช่น การเป็นเจ้าของการสร้างภาพยนตร์ 20th Century Fox กับ Fox TV channels เคเบิลและช่องดาวเทียมอื่น ๆ อีก เช่น ที่เสนอผ่าน Sky หนังสือพิมพ์อีกจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์แห่งชาติตัวสำคัญอีกมากมายในอังกฤษและออสเตรเลีย ผลกำไรจากการพิมพ์ตำรา เช่น พจนานุกรม HarperCollins และเว็บไซต์อื่น ๆ ประกอบด้วย Myspace เขาเป็นผู้เกี่ยวข้องในสื่อเหล่านี้ ที่มีอยู่ทั่วโลกกล่าวคือ จากออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐไปสู่จีน Rupert Murdoch ได้เป็นผู้มีทัศนะทาง การเมืองแบบอนุรักษ์นิยมอย่างเปิดเผย ซึ่งผลิตภัณฑ์สื่อของเขามักจะโน้มเอียงไปสู่การสะท้อนหรือไม่ออกไป จากนี้มากนัก Disney เป็นเจ้าของสตูดิโอภาพเคลื่อนไหวกับเครือข่ายการแพร่ภาพ เอบีซีทีวี ช่องเคเบิลอีกจำนวน หนึ่ง เช่น อีเอสพีเอ็น ทีวีและสถานีวิทยุ ผลประโยชน์จากการพิมพ์ตำรา เว็บไซต์และสวนสาธารณะสำคัญ ๆ กิจการเหล่านี้ส่วนมากขายและแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก Time Warner เป็นเจ้าของภาพยนตร์ โทรทัศน์ รายการโทรทัศน์และเคเบิล เพลง สำนักพิมพ์ การจัดหาทางอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคม ทั้งยังเป็นเจ้าของ บริษัทลูก เช่น Time Inc., AOL, Warner Bras., Time Warner Cable, CNN, HBO, Turner Broadcasting System และ the CW Television Network กิจการเสี่ยงภัยเหล่านี้ส่วนมากจะอยู่ในระหว่างประเทศในที่ที่
125 ไปถึงได้-CNN คือตัวอย่าง Viacom เป็นเจ้าของ MTV, CBS และ ผลกำไรทางทีวีอื่น ๆ Paramount Pictures และ Blockbuster ทั้งยังเป็นเจ้าของในธุรกิจภาพเคลื่อนไหว ทีวี สำนักพิมพ์ และการแพร่ภาพวิดีโอไปใน นานาชาติ จักรวรรดินิยมและลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม ขณะที่บริษัทต่าง ๆ สามารถเข้าเป็นเจ้าของสื่อ กล่าวคือ ผลกระทบในทุก ๆ ด้าน คือ เรื่องที่เจ้าของ เพียงสองสามรายเข้าครอบครองแต่เพียงผู้เดียวอย่างกว้างขวางและครอบคลุมทุกภาคส่วน ดังนั้น จึงมีการ ควบคุมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้านสื่อในจำนวนเล็ก ๆ ของอำนาจควบคุมแบบสมดุล ยิ่งเป็นสื่อที่เป็นของเอกชนยิ่ง คัดค้านการควบคุมเชิงสาธารณะ กับทั้งผลลัพธ์ที่ผลกำไรของเอกชนครอบคลุมเหนือบริการสาธารณะในฐานะ ที่เป็นคุณลักษณะพิเศษที่มีอิทธิพลของบริษัทสื่อทั้งหลาย ผลกระทบด้านอื่น ๆ คือ การลดลงของคู่แข่งทาง การค้า ผู้ควบคุมที่เชื่อมประสานกันครอบคลุมกลุ่มบริษัทและการรวมตัวกันของบริษัทที่ลดจำนวนผู้แข่งทาง การค้าในอุตสาหกรรมสื่อ ยินยอมให้กลุ่มบริษัทเป็นผู้มีเอกสิทธิ์ภายในและครอบคลุมภาคส่วนต่าง ๆ มีช่องว่าง เพียงน้อยนิดสำหรับสื่อทางเลือกกับทัศนวิสัยที่แตกต่างกัน และสำหรับสื่อจากกลุ่มประเทศที่ไกลโพ้นจาก ประเทศแกนนำ เจ้าของสื่อได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างหนักโดยประเทศหนึ่งคือ สหรัฐอเมริกา เทียบเคียงกับประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่นกับกลุ่มประเทศยุโรป ทั้งโปรแกรมทีวีและภาพยนตร์จำนวนมากก็เป็นของอเมริกันอย่าง กว้างขวาง ยังมีเจ้าของข้ามชาติและการเข้ามามีอิทธิพลในสื่อ และการเคลื่อนจากระดับชาติไปสู่ตลาดสื่อสากล แต่ว่าตลาดสื่อเหล่านี้ได้มีอคติต่อกลุ่มประเทศอย่างแน่นอน ทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำในการผลิตและการบริโภค เช่น ในการเป็นเจ้าของทีวีและการเข้าถึงสื่ออื่น ๆ อีก ได้เคยมีความพยายามที่จะปกป้องสื่อครัวเรือนกับอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม เช่น จากวงการฮอลลี วูดผ่านการจำกัดหรือโควต้าเกี่ยวกับการแสดงของภาพยนตร์ต่างชาติ หรือเงินสงเคราะห์สำหรับการผลิตแบบ ครัวเรือน ประเด็นนี้ปรากฏขึ้นในหลายประเทศ เช่น นอร์เว เดนมาร์ก สเปน ฝรั่งเศส เม็กซิโก แอฟริกาใต้ และเกาหลีเหนือ แต่ก็ยังมีแนวโน้มในทุกด้านที่กำลังมุ่งไปสู่การเปิดตลาดการแข่งขันต่างชาติ กับทั้งเรื่อง ขอบเขตบางเรื่องนี้ที่ขึ้นอยู่ที่ว่าประเทศเข้าใจสื่ออย่างไร? ในฐานะสินค้าเศรษฐกิจเพื่อการค้าขายอย่างเสรีโดย ปราศจากข้อจำกัดหรือในฐานะสัญลักษณ์ที่เป็นวัฒนธรรมของชาติอย่างชัดเจน เป็นประวัติศาสตร์และเป็น เอกลักษณ์อย่างชัดเจน สหรัฐกับกลุ่มประเทศแกนนำมีแนวโน้มที่จะเป็นอดีตแบบหวานชื่น (แม้ว่าสินค้าค้าขาย เชิงสากลของเขาจะชี้ให้เห็นเอกลักษณ์แบบพิเศษทีเดียวก็ตาม) ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็เห็นในเวลาต่อมาใน ฐานะผู้นำที่เกี่ยวข้องกัน ที่กัดกร่อนโดยการค้าเสรีในสื่อ และไม่มีอะไรเลยที่จะออกไปสู่ทิศทางการตลาดอะไร ก็ตามที่เคลื่อนเข้าไปในสื่อ การผลิตของสหรัฐสร้างขึ้นถึง 50 % ในจำนวนภาพยนตร์ที่แสดงในยุโรปโดยไม่คำนึงถึงมาตรวัดเพื่อ ปกป้องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศยุโรป มีเพียงฝรั่งเศสเท่านั้นที่จัดแสดงภาพยนตร์ของประเทศตน มากกว่าภาพยนตร์จากสหรัฐกล่าวคือ 40 % เป็นภาพยนตร์ฝรั่งเศสเพื่อต่อต้านภาพยนตร์จากสหรัฐที่มี
126 ประมาณ 33 % ประเทศยุโรปอื่น ๆ บางประเทศ จัดแสดงประมาณ 20 % ของภาพยนตร์ประเทศตนที่บ้านฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน อังกฤษ และรัสเซีย-แต่ว่าก็ยังไม่มากกว่าส่วนแบ่งจากอเมริกา กลุ่มประเทศอื่น ๆ ของ ยุโรปร่วงลงไปต่ำอีกมากถึง 20 % ระหว่างปี 1995-2000 การส่งออกทีวีของสหภาพยุโรปสู่สหรัฐมีประมาณ 6 % ของมูลค่าการส่งออกของสหรัฐไปสู่ยุโรป ดังนั้น เพื่อต่อต้านสิ่งที่เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจกับวัฒนธรรม ของผู้แข่งขันที่แข็งแกร่งที่สุดของการส่งออกนี้ด้านภาพยนตร์กับรายการทีวีกล่าวคือ ยุโรปและสหรัฐที่มี อิทธิพลเหนือประเทศอื่น (UNESCO 2005: 47-48) การเคลื่อนย้ายจากรัฐไปสู่การเป็นเจ้าของโดยเอกชนคือ ตลาดเสรีในสื่อและการหยุดชะงักเรื่องการ บีบบังคับด้านการเป็นเจ้าของและการผลิตดูเหมือนเป็นเรื่องที่ดี ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ อยู่เหนือข้อจำกัดกับ การควบคุมโดยรัฐและเสรีภาพของสื่อก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะที่เสรีภาพด้านการแสดงสุนทรพจน์ก็เป็นเรื่องที่ สำคัญมากเช่นเดียวกัน ถึงอย่างไรก็เป็นการป้องกันระบอบประชาธิปไตยด้านวัฒนธรรมสาธารณะ (ในเรื่อง รูปแบบ เช่น การรับรองคุณภาพ เนื้อหาย่อย หรือวัฒนธรรมท้องถิ่น) และการป้องกันนี้ก็ไม่ชัดเจนว่า สื่อ “เสรี” ครอบคลุมถึงการเปิดกว้างกับการเปิดเสรีภาพถึงขั้นการควบคุมแต่เพียงผู้เดียว และเสรีภาพนิดหน่อย กับลักษณะแบบพหุนิยม กฎระเบียบของรัฐบาลอาจจะป้องกันสื่อจากระดับความเข้มข้นของการควบคุมใน เรื่องจำนวนของการควบคุมโดยเอกชนจำนวนเล็กน้อย ขณะที่การอยู่เหนือกฎเกณฑ์ก็สามารถที่จะเพิ่มความ เป็นไปได้นี้ขึ้นเรื่อย ๆ ผู้สนับสนุนแนวคิดเรื่องข้อมูลกับระเบียบการสื่อสารโลกใหม่ (NWICO; ดูICSCP 1980) ได้กล่าวแย้ง ว่า สื่อกลายเป็นโลกาภิวัตน์ผ่านทางตลาดที่ต่อต้านความเป็นหนึ่งเดียวกับความเสมอภาคแห่งชาติไปทั่วโลกใน การผลิตและเนื้อหาของข่าวสาร (ดู Bourdieu 2003b เพิ่มเติม) กับทั้งผลลัพธ์ที่ว่า “วัฒนธรรมกำลังถูก คุกคาม” สื่อสากลมีอยู่นอกกฎเกณฑ์สามารถทำลายความพยายามของรัฐที่จะรักษาเอกลักษณ์ที่ได้สั่งสมไว้ได้ โดยสื่อนำเสนอความเกี่ยวข้องกันเชิงสาธารณะหรือมาตรวัดเกี่ยวกับความเสมอภาคกันของมนุษย์ หรือค้นหา ช่องว่างสำหรับคำกล่าวจากมุมมองทางสังคมของตนผ่านการควบคุมสื่อที่สำคัญ ข้อโต้แย้งเช่นนี้อาจจะเป็นการ ไม่สมควรโดยรัฐบาลเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของการเซ็นเซอร์และละเมิดอิสรภาพของปัจเจกชนหรือไม่? แต่ข้อ โต้แย้งนี้ยังได้จัดเตรียมทางเลือกเพื่อการพิสูจน์ว่า ตลาดเสรีนิยมกับตลาดเสรีถูกต้องหรือไม่สำหรับสื่อโลกาภิ วัตน์ที่มีการปฏิบัติในลักษณะถูกครอบงำโดยบริษัทขนาดใหญ่กับเนื้อหาสาระแนวตะวันตก และข้อโต้แย้งนี้ก็ สามารถสร้างขึ้นภายใต้แง่มุมที่มีประชาธิปไตยเบ่งบานและการพูดคุยสนทนาอย่างอิสระ ข้อโต้แย้งสำหรับการ เคลื่อนไหวอย่างเสรีของสื่อสากลอยู่ภายใต้ผลกระทบที่สนับสนุนสื่อที่ไหลวนเสมอ ๆ จากสหรัฐและกลุ่ม ประเทศแกนนำทางตะวันตก กับทั้งค่านิยมของกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่หมกมุ่นอยู่ในข้อโต้แย้งนี้ เรื่องข้อโต้แย้งที่ ถูกต้องและเสมอภาคกันนี้และยังสร้างเสรีภาพอย่างแท้จริงกับสื่อที่เปิดเผย ยังต้องการกฎระเบียบกับการ จำกัดวงด้านความเป็นหนึ่งเดียวซึ่งกัดกร่อนช่องว่างสำหรับสื่อทางเลือกและสื่อที่มีกำลังน้อยกว่า ขณะที่ตลาด เสรีอาจจะยอมรับความเป็นหนึ่งเดียวกล่าวคือ กฎระเบียบเพื่อจำกัดความเป็นหนึ่งเดียวที่อาจจะป้องกันความ หลากหลายได้ รวมถึงทางเลือก เอกราชของชาติ และความเสมอภาคจากพลังสื่อทางตะวันตก
127 สำหรับนักวิจารณ์ เช่น McChesney การเติบโตของบริษัทสื่อขนาดใหญ่ทางตะวันตกนำไปสู่การเปิด ประตูเล็ก ๆ และการแข่งขันอย่างเสมอภาค และนำไปสู่จักรวรรดินิยมเชิงวัฒนธรรมและการมีเอกลักษณ์ที่ คล้ายกันที่กำลังเพิ่มขึ้นตามแบบสหรัฐ (McChesney 1999; Hermann และ McChesney 1997; อีกทั้ง Schiller 1969; Tunstall 1977) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสถาบันทางสังคมที่ผู้เขียนได้อภิปรายถึง ผลลัพธ์ในเรื่องรูปลักษณ์ที่คล้าย ๆ กัน ของเนื้อหาสื่อต่างชาติที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ในสื่อภายในประเทศและ วัฒนธรรมก็ข้ามไปสู่ประเทศอื่นจำนวนมาก ผลกระทบเป็นรูปแบบของการเซ็นเซอร์ที่ไม่เป็นทางการด้าน เนื้อหาและการนำออกสู่สาธารณชน และการอัตราการลดลงในเรื่องทัศนะทางเลือกกล่าวคือ โดยจำนวนของ ผู้กระทำการรายเล็กจากประเทศต่าง ๆ ที่ถูกเลือก การสนทนาปราศรัยเป็นเรื่องเสรีตามประมวลกฎหมาย นี่ คือเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ประชาชนจะไม่ถูกติดคุกสำหรับการตั้งคำถามถึงผังรายการทางตะวันตก แต่ว่าจำนวน บริษัทเล็ก ๆ ที่มักจะมาจากสหรัฐหรือประเทศร่ำรวยแห่งอื่น ๆ จะกลายเป็นผู้ครอบงำสื่อ บริษัทเหล่านี้อยู่ใน สื่อที่สร้างเงินเพื่อว่าจะชี้แนะเนื้อหาสื่อที่จะขาย ยังมีลักษณะที่มาบรรจบกันเกี่ยวกับแผนผังทางการค้าใน ประเภทสินค้าที่คล้ายคลึงกัน รายได้คือจุกแตกต่างกันกับแนวคิดเชิงวิพากษ์อย่างเป็นสากลคือเรื่องที่ทำให้ รายได้ลดลง และยังมีเรื่องรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียวกันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการชิมลาง รวมถึงประสบการณ์ชีวิต เชิงวัฒนธรรม สำหรับ McPhail (2006) เป็นเรื่องของจักรวรรดินิยมเชิงวัฒนธรรมซึ่งมีในชาติหลัก ๆ ที่มีอำนาจ เหนือกลุ่มประเทศปริ่ม ๆ ชายขอบและประเทศชายขอบ ในส่วนของสื่อ ประเทศแกนนำประกอบด้วยหลาย ประเทศที่อยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรป เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่นกับออสเตรเลีย ประเทศปริ่ม ชายขอบทั้งหลายประกอบด้วย จีน อินเดีย รัสเซีย และมีอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในละตินอเมริกา กลุ่มประเทศ ชายขอบประกอบด้วยกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่อยู่ในแอฟริกา ละตินอเมริกาและเอเชีย ประเทศต่าง ๆ ถูก จัดเป็นลำดับชั้นโดยนัยสำคัญของตน เรื่องการผลิต การค้าในเรื่องสื่อ การเข้าถึงสื่อ เช่น ทีวีและอินเทอร์เน็ต และรูปลักษณะอย่างไรที่ประเทศเหล่านี้อยู่ในขอบเขตของการรายงานของสื่อ และปัจจัยอีกมากมายที่มี ผลกระทบ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจกับอัตราการอ่านออกเขียนได้ ลักษณะเฉพาะของประเทศแกนนำ ปริ่ม ชายขอบและชายขอบสามารถทำขึ้นได้บนฐานเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารด้วย และบางครั้งประเทศต่าง ๆ ก็ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่คล้ายกันในเรื่องจำนวนนิดหน่อยหรือจำนวนพื้นที่ทั้งหมด เท่าที่สื่อไปถึง ประเทศ แกนนำสร้างสร้างผลกำไรขนาดใหญ่จากการขายทีวี เพลง ภาพยนตร์ ตำรา นิตยสารและหนังสือพิมพ์ รวมถึง กำไรจากโครงสร้างส่วนบนสำหรับสิ่งเหล่านี้ที่ถูกส่งออกไป-เทคโนโลยี ซอฟแวร์และกลุ่มบริษัท เป็นต้น เนื้อหา สาระที่ถูกครอบงำโดยเศรษฐกิจ การเมือง ค่านิยมทางสังคมกับวัฒนธรรมของตะวันตก และโดยการถูก ครอบงำของตะวันตกในส่วนของเรื่องราวต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม การใช้ชีวิตและการกีฬา ยิ่งกลุ่มประเทศที่อยู่ ชายขอบที่ถูกครอบงำและการเป็นผู้รับในเรื่องโครงสร้างส่วนบนและเนื้อหาสาระของสื่อทางประเทศแกนนำ หลักข้างเดียว จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมไหลมาจากรูปแบบเก่าทางการทหาร จักรวรรดินิยมทางศาสนากับทาง การค้าที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประเทศมากมาย ซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคมทางการเมืองกับการทหารได้ผ่านเข้า
128 มาโดยที่เรื่องนี้ได้เข้ามาแทนที่จักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจกับทางวัฒนธรรมหรือเป็นลัทธิล่าอาณานิคมทาง อิเลคทรอนิค ประเด็นเกี่ยวกับการครอบงำสื่อจากกลุ่มประเทศแกนนำที่ครอบคลุมไปถึงอำนาจเหนือประเทศ ชายขอบที่ยังต้องพึ่งพิงด้านการลงทุนทางสื่อและโครงสร้างส่วนบนที่กำลังมาจากประเทศแกนนำ และการ ลงทุนกับโครงสร้างส่วนบนนี้ก็เป็นการตัวชูโรงไปถึงเนื้อหาสื่อที่ส่งผ่านมาทางประเทศแกนนำเหล่านี้ ซึ่งอาจจะ เป็นการบั่นรอนวัฒนธรรมท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน ประเด็นนี้ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคมากกว่ารูปแบบทางการเมือง หรือการทหารในแนวลัทธิล่าอาณานิคมเสียอีก เนื่องจากประเด็นนี้อาจจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบดังกล่าวมาที่เป็นตัวชูโรงถึงลัทธิล่าอาณานิคมนี้ ในความสำเร็จของเรื่องนี้ มาตรวัด ที่เป็นแนวชาตินิยมกับแนวการปกป้องชาติที่ปรากฏในความพยายามเพื่อจะปกป้องวัฒนธรรมของชาติ ยังมีหลายเหตุผลที่เป็นคำถามถึงขอบเขตที่ซึ่งสื่อถูกควบคุมมากยิ่งขึ้นโดยกลุ่มบริษัทหลากหลาย ประเทศ (Flew 2007: 80-90) การอยู่เหนือกฎเกณฑ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ก่อให้เกิดการ แข่งขันอย่างรุนแรง เช่น ในเรื่องการเผยแพร่ภาพ รวมถึงการมีเอกสิทธิ์ อินเทอร์เน็ตได้จัดเตรียมทรัพยากร ทางเลือกและหลากหลายเกี่ยวกับสื่อ บริษัทหลากหลายชาติหรือสากลคือบริษัทแห่งชาติที่เคยถูกครอบงำมา ก่อนโดยบริษัทโพ้นทะเลเสมอ บริษัทเหล่านี้กำลังค้าขายอย่างเป็นนานาชาติ แต่ไม่ครอบคลุมทั่วโลกหรือด้วย กิจกรรมที่บูรณาการกันในความเป็นเจ้าของด้วยกัน การผลิตหรือระดับการบริโภค สำหรับ Flew บริษัทตั้ง ใหม่อาจจะมีเพียงบริษัทสื่อเท่านั้นที่เกือบจะเป็นบริษัทสากลอย่างแท้จริง Time Warner และ Disney ได้รับ กำไรราวสามในสี่ของผลกำไรของตนในอเมริกาเหนือ และน้อยกว่า 15 % ของทรัพย์สินที่มาจากต่างประเทศ ในข้อที่ Time Warner กับ Disney นี้ มีบริษัทโพ้นทะเลกล่าวคือ มีการควบคุมและเนื้อหาสาระก็ยังคงอยู่ที่ ฐานประเทศตน ภาพยนตร์ฮอลลีวูดถูกผลิตขึ้นและเผยแพร่ออกไปทั่วโลก แต่ว่าภาพยนตร์เหล่านี้ก็ยังเป็นของ ประเทศชาติในความรู้สึกที่สำคัญว่าภาพยนตร์เหล่านี้มีเจ้าของและถูกควบคุมในสหรัฐ และยังค้ำจุนผลกระทบ ของค่านิยมและวัฒนธรรมแบบอเมริกัน ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นการกล่าวสนับสนุนสำหรับตัวอย่างอื่น ๆ เช่น CNN บริษัทสื่ออาจจะมีบริษัทลูกโพ้นทะเลและการบริโภค แต่ในความสัมพันธ์เชิงครอบงำเหนือบริษัทลูก และการบริโภค หรือผ่านทางแหล่งภายนอกแทนที่จะเป็นการบูรณาการกันอย่างแท้จริง หรือส่งผ่านการ ควบคุมและทักษะต่าง ๆ บริษัทบางแห่งจากเกือบทั้งหมดของบริษัทสื่อข้ามชาติ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเป็นบริษัทที่ใหญ่ ที่สุดเสมอไป มีฐานอยู่ในยุโรปที่ซึ่งความเป็นต่างชาติของพวกเขาซึ่งเป็นการปฏิบัติการโดยการเปิดพรมแดน ของยุโรปมากกว่าที่จะเป็นโลกาภิวัตน์ และกับการมีฐานอยู่ในกลุ่มประเทศเล็ก ๆ ที่ซึ่งบริษัทโพ้นทะเลมีความ จำเป็นที่จะต้องขยายผลกำไรออกไป อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมทั้งหมดของข้อโต้แย้งเรื่องโลกาภิวัตน์จำนวนมากกล่าวคือ ข้อโต้แย้งอะไรที่ ได้ถูกอธิบายไปไม่ใช่โลกาภิวัตน์ที่เป็นไปได้ แต่ว่าก็ยังคงอยู่ในเรื่องนัยสำคัญของนานาชาติ การระมัดระวังใน เรื่องนัยสำคัญนี้จะมีความสำคัญตราบเท่าที่การระมัดระวังในเรื่องความหย่อนยานเชิงคุณภาพที่จะเป็น สัญลักษณ์ของโลกาภิวัตน์ที่เป็นจริง-นั่นคือการครอบคลุมทั้งหมด การแพร่กระจายและการบูรณาการกัน ยังมี หลักฐานที่สมบูรณ์ในเรื่องระบบสื่อซึ่งไม่ใช่ระบบเดียวของชาติสำหรับผู้ฟังของชาติ และไม่ใช่ของสากลอย่าง แน่นอน แต่เป็นของที่เกี่ยวข้องกับ MNCs ที่เป็นฐานของชาติหรือหลาย ๆ ชาติ ที่กำลังค้าขายอย่างเป็น
129 นานาชาติ กับทั้งอำนาจมหาศาลครอบคลุมการผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคเนื้อหาของสื่อ ความหมาย และข้อมูลของสื่อ ความมั่งคั่งหาได้โดยโลกาภิวัตน์เช่นนี้ที่ย้อนกลับมาดังนั้นสู่กลุ่มประเทศแกนนำของโลกาภิ วัตน์ และการเผยแพร่ออกไปสู่แนวคิดของประเทศเหล่านี้ที่กำลังแพร่กระจายออกต่อไป ขณะที่เป็นโลกาภิ วัตน์อย่างไม่เหมาะสม ประเด็นทั้งสองนี้มีพลังอำนาจอย่างไม่ได้สัดส่วนในความสัมพันธ์กับรัฐอื่น ๆ กลุ่มอื่น ๆ และปัจเจกชนผู้ที่มีวัฒนธรรมด้อย ความหมายหรือข้อความที่รัฐเป็นต้นนี้ต้องการ ได้ผ่านสองทางนี้ ฐาน MNCs เหล่านี้ อาจจะไม่มีอยู่ทั่วโลก และอาจจะถูกจู่โจมจากภาคส่วนที่สำคัญของผลประโยชน์ชาติต้นตอ การ ควบคุมหรือเนื้อหาก็ได้ แต่ MNCs ก็ยังคงเป็นแบบนานาชาติและทรงพลังอำนาจ ขณะเดียวกัน ผลกระทบที่ บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เป็นบริษัทสากลอย่างแท้จริงก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่บริษัทต่าง ๆ ยัง ข้องเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของในพื้นที่หนึ่ง ๆ และยังมีความสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆ ของโลกที่ปฏิบัติเพื่อการ ส่งออกมากกว่าที่จะเป็นการบูรณาการกัน และเนื้อหาของอะไรก็ตามที่ส่งผลสะท้อนถึงอคติเชิงสากลที่น้อย กว่านี้ บริษัทเหล่านี้ยังเป็นสากลน้อยกว่า เนื่องจากข้อแตกต่างและความเหลื่อมล้ำกันทางอำนาจที่บริษัท เหล่านี้กล่าวไว้โดยสรุป และซึ่งอยู่ภายใต้นัยสำคัญของบริษัทเหล่านี้ แล้วอธิบายถึงบริษัทเหล่านี้ในส่วนของ โลกาภิวัตน์ที่ซ่อนนัยสำคัญนี้ไว้ อ่านเพิ่มเติม เรื่องการติดต่อสื่อสารสากลของ Thomas MoPhail (2001) ซึ่งเป็นหนังสือที่สมบูรณ์ที่สามารถอ่าน เข้าใจได้เกี่ยวกับข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ด้านโลกาภิวัตน์สื่อ หนังสือเหล่านี้ได้ใช้มุมมองที่ทำให้เห็นภาพ โลกาภิวัตน์สื่อในฐานะจักรวรรดินิยมเชิงวัฒนธรรม และใช้ทฤษฎีระบบโลกเพื่อแสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำกัน ระหว่างพื้นที่แกนนำกับพื้นที่ชายขอบของโลกเท่าที่สื่อไปถึง แม้ว่าหนังสือเล่มนี้โดยตัวของมันเองแล้วจะพลาด พลั้งเป็นบางจุดจากจุดเน้นในมุมมองนี้ก็ตาม การทำความเข้าใจเรื่องสื่อสากลของ Terry Flew (2007) เป็นหนังสื่อที่มีสาระสำคัญและมีมุมมอง กว้าง ๆ ที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างยิ่ง กับทั้งยังครอบคลุมเนื้อหากับการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลในความ หลากหลายทางมุมมองเชิงทฤษฎีทีเดียว เรื่องสื่อกับความเป็นสมัยใหม่ของ John Thompson (1995) โดยเฉพาะบทที่ 5 ที่ชี้ให้เห็นโลกาภิ วัตน์สื่อภายในบริบทของทฤษฎีสังคมเพื่อการพัฒนาจากสื่อสมัยใหม่อย่างเป็นของสามัญจริง ๆ Robert McChesney (1999) เรื่องสื่อสากลแนวใหม่: โลกเล็ก ๆ ในความเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ เดอะเนชั่น ฉบับที่ 29 รวมถึงในเรื่องผู้บรรยายการปฏิรูปสากล ของ Held และ McGrew (2003) และ ออนไลน์ ซึ่งระบุวันเดือนปีไว้ชัดเจน แต่สั้นกระชับและสรุปอย่างกระชับในบางประเด็นที่สำคัญ McChesney คือผู้มีอิทธิพลกับ Edward Hermann (1997) ในเรื่องสื่อสากลในลักษณะคล้ายกัน Bourdieu (2003b) สั้น ทรงพลัง มีชิ้นส่วนแห่งการโต้แย้งอย่างมีศิลปะ เตือนให้รู้ว่าเอกสิทธิ์ทางวัฒนธรรมกำลังอยู่ในภาวะอันตราย เนื่องจากโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่
130 114 บทที่ 8 บทสรุปสังคมวิทยาโลกาภิวัตน์ สังคมวิทยามีการบันทึกที่ดี อย่างน้อยก็ในอดีตหรือในหลาย ๆ ประเทศ ในการใช้วิธีการเชิงวิพากษ์ เพื่อให้ผลิตความคิดแบบธรรมดาบางอย่าง สังคมวิทยามองไปที่การเกาะเกี่ยวกันเชิงทฤษฎีในเรื่องที่ต้องการจะ พูดและมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อจะพิสูจน์อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นกรณีที่มีความหมายในตัวเอง สังคม วิทยาเป็นวิชาในลักษณะสาขาวิชาที่ไม่ได้เน้นเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางสังคมในเชิงนามธรรมจากการแบ่งแยก และพลังทางเศรษฐกิจและการเมือง สังคมวิทยามีประวัติศาสตร์ของการเจาะประเด็นเรื่องอำนาจ ความไม่ เสมอภาคกันและผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน-จากชนชั้นไปสู่เพศสภาพและลักษณะทางชาติพันธ์และยิ่งไปกว่านั้น เป็นเวลานานมาแล้วที่สังคมวิทยาได้สร้างสรรค์เรื่องราวดังกล่าวในระดับนานาชาติ เริ่มจากมาร์กซ์กับวอลเลอร์ สไตน์ไปสู่สังคมวิทยาเพื่อการพัฒนาที่ถือว่าเป็นตัวอย่างที่เหมาะสม รวมทั้งพื้นที่ทางสังคมวิทยาแนวประเพณี ที่ได้อภิปรายไปของโลกาภิวัตน์ เช่น วัฒนธรรมและการอพยพ ผู้เขียนยังได้พยายามที่จะนำเอามุมมองเหล่านี้ ของวิธีการทางสังคมวิทยาไปสู่กระบวนการเพื่อทำความเข้าใจกับโลกาภิวัตน์ การทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในสังคมวิทยาโลกาภิวัตน์บางประการ เป็นบางครั้งที่สังคมวิทยา เน้นไปที่วัฒนธรรมและการอพยพ แต่ก็ยังน้อยครั้งมากบนพื้นที่อื่น เช่น เศรษฐกิจและการเมือง และบ่อยครั้งก็ ทำอย่างรอบคอบทีเดียวในชื่อว่าแนวคิดการกำหนดสร้างเพื่อการต่อต้านเศรษฐกิจ และกล่าวหาวิธีการที่ ล้าสมัยซึ่งมองรัฐชาติในฐานะศูนย์กลาง แต่ก็ปราศจากเศรษฐกิจและวิถีของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ อำนาจทาง เศรษฐกิจและโลกาภิวัตน์ที่มีโครงสร้างของความไม่เสมอภาคที่ให้ความเมตตากรุณาเหลือเกิน ตลอดถึงภาพ ของโลกาภิวัตน์ที่สอดคล้องกันและมีความเสมอภาคกัน วิธีการ “ใหม่” ซึ่งมองโลกาภิวัตน์ในวิถีที่เป็นสากล นิยมนี้ ที่ไม่ใช่การจ่ายให้ความใส่ใจอย่างเพียงพอในเรื่องวิธีการเก่า ๆ บางอย่าง-ส่วนมากก็จะมีวิธีการที่มีพลัง ในการอธิบายอย่างเพียงพอ แต่ก็เข้าใจได้โดยที่ไม่แตะต้องกับช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ท้ายที่สุดองค์ประกอบ ที่สำคัญก็หายไป นี่คือความไม่เสมอภาคและความขัดแย้งที่เป็นวิถีของโลกาภิวัตน์ที่เป็นพื้นฐานและเป็นอำนาจ สืบต่อกันมา โลกที่มีลักษณะเช่นว่านี้เป็นโลกที่มีเหตุผลโดยเป็นความหมายในส่วนของกฎเกณฑ์ของโลกาภิ วัตน์ที่มีความเมตตาเหลือล้น เนื้อหาหลักของหนังสือนี้ก็อยู่ที่การทดสอบแนวคิดทางโลกาภิวัตน์น้อยคนจะเห็นบางข้อสรุปของ หนังสือนี้เป็นเพียงของที่ต้องสงวนไว้ และไม่มองไปที่หนทางใหม่ ๆ ของความคิดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ข้อสรุปของผู้ที่เขียนมีลักษณะผสมผสาน ข้อสรุปเหล่านี้ยังมีบางแง่มุมของแนวคิดสากลที่น่า สงสัย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดและในบางวิถีทางที่ยังน่าเคลือบแคลง แต่ก็ไม่ใช่วิถีทางอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จก็ไม่ได้มาคู่กับแนวคิดใหม่ ๆ แต่น่าจะเป็นแนวคิดที่ดีที่สุดสำหรับการทำความเข้าใจโลก ถ้าแนวคิด ใหม่ ๆ จะมีความต้องการละก็ แล้วพวกเราจะมองไปที่แนวคิดเหล่านั้น แต่ก็มีบางครั้งที่แนวคิดเหล่านี้โด่งดัง มากเกินไปสำหรับสิ่งใหม่ ๆ และจินตนาการทางแนวคิดแทนที่จะเป็นการถูกทดสอบคุณภาพในการทำความ
131 เข้าใจโลก กฎเกณฑ์ต่อมาสามารถที่จะนำพวกเราไปสู่แนวคิดที่ยังดำรงอยู่หรือแนวคิดเก่า นี่ไม่ใช่แนวคิด อนุรักษ์นิยมหรือจินตนาการที่ล้าหลัง แต่เป็นเรื่องของการค้นพบมุมมองที่เหมาะสม ทฤษฎีใหม่ ๆ ไม่อาจจะ ยืนอยู่ในฐานะทฤษฎีอย่างเหมาะสมได้ ทฤษฎีเหล่านี้ต้องการที่จะเป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่ต่อต้านการ ทดสอบ สังคมวิทยาโลกาภิวัตน์แนวสากลนิยมที่มีเมตตาได้อำนาจของความจริงนี้จากความงดงามเชิงทฤษฎี อยู่เสมอ ๆ และประสบการณ์ของชนชั้นสูงชาวยุโรปผู้เป็นตัวแทนอย่างไม่สมสัดส่วนแทนที่จะอยู่ในพื้นฐานของ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีโอกาสจากทั่วโลก พวกเราจะไม่เชื่อโชคลางใหม่ ๆ และพวกเราก็จะไม่เชื่อในความ ขลังของทฤษฎีในบทคัดย่อจากความจริงเชิงประจักษ์ที่นำเสนอออกมา ขอให้ดูที่กฎเกณฑ์สำหรับโลกาภิวัตน์ ประเด็นเหล่านี้บางประเด็นได้โผล่ขึ้นมา นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ จะนิยามโลกาภิวัตน์และวัดอะไรบางอย่างว่ามันมีความถูกต้องกับคำนิยามที่ได้บรรยายไปหรือไม่ นี่เป็นเพียง บางส่วน เพราะว่าโลกาภิวัตน์เป็นวาทกรรมที่ทรงพลังและแนวคิดก็สามารถให้ภาพของสิ่งที่ป้อนเข้าไปอย่าง มากมายได้ เช่น การทำให้เท่าเทียมกัน การผสมผสานกันและความลงรอยกัน เมื่อถ้อยคำมีประโยชน์มันก็ สามารถที่จะส่งเสริมให้การปรากฏตัวของลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ในโลกปรากฏออกมาได้ ดังนั้น ถ้อยคำจึงมี ความสำคัญเพื่อการวางกฎเกณฑ์สำหรับโลกาภิวัตน์และเพื่อทดสอบว่า ถ้อยคำนี้คืออะไร ถ้อยคำนี้ถูกต้องตาม ความเป็นจริงหรือไม่อย่างไร ในจุดเริ่มต้นของหนังสือนี้ ผู้เขียนโต้แย้งว่า สำหรับบางสิ่งที่เป็นโลกาภิวัตน์มัน ต้องประกอบด้วยขอบเขตเชิงสากล ถูกป้อนออกไปจากทั่วโลกแทนที่จะเป็นแค่เพียงบางส่วนของโลก เช่น การ พึ่งพาอาศัยกัน ความมั่นคง และความมีระเบียบกฎเกณฑ์ในความสัมพันธ์เชิงสากล ในทางประวัติศาสตร์โลกาภิวัตน์ถือว่าเป็นกระบวนการ ในยุคก่อนสมัยใหม่ที่ผ่านมา โครงสร้างและ ความสัมพันธ์ในโลกล้มเหลวในการที่จะพูดคุยกันในเรื่องกฎเกณฑ์ที่คงทนเช่นนี้ แต่กฎเกณฑ์ก็ยุติธรรมที่จะพูด ว่า การพัฒนาที่เป็นโลกาภิวัตน์ก็สามารถเห็นได้ในลักษณะนั้นซึ่งกลายมาเป็นกระบวนการความจริงเชิงปิดกั้น เมื่อสิ่งกระตุ้นนักลงทุนและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขับเคลื่อนความเป็นจริงนี้ไปกับการก้าวกระโดดอย่างมี คุณภาพ ในเรื่องขอบเขตบางอย่าง เช่น จุดสิ้นสุดสงครามเย็นที่ได้จำแนกไปและข้อมูลเบื้องต้นทาง อินเทอร์เน็ต ซึ่งในระบบการพัฒนายุคปัจจุบันในเรื่องโลกาภิวัตน์ให้ยิ่งขึ้นไป ล้วนถูกสร้างอยู่บนฐานโลกาภิ วัตน์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยแนวคิดอุตสาหกรรมทุนนิยมแทนที่จะเป็นโดยการเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการก้าว กระโดดเชิงคุณภาพที่เป็นโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันการศึกษาที่มุ่งไปที่หลักฐานเชิงประจักษ์แบบหยาบ ๆ แทนที่จะเป็นความเพลิดเพลินใน ทฤษฎีที่แสดงให้เห็นว่า บนกฎเกณฑ์ที่ได้กล่าวถึงเหนือข้อโต้แย้งสำหรับโลกาภิวัตน์ที่กำลังลดต่ำลงไป ความสัมพันธ์เชิงสากลไม่ใช่แบบที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งหมด ตัวแทนและการอยู่ในความควบคุมของโลกาภิวัตน์ เป็นลักษณะเหลื่อมล้ำกันและลงรอยกันแบบสั้น ๆ พอดี ๆ หลักฐานสำหรับประเด็นนี้อาจจะค้นหาได้มากมาย ในกลุ่มทฤษฎีก่อนสากลนิยมดังเช่นในทฤษฎีเหล่านี้ที่เป็นลักษณะคลุมเครืออย่างชัดเจน หลักฐานที่มี ความสำคัญที่จะนิยามและทดสอบทฤษฎีด้านโลกาภิวัตน์ อีกอย่างหนึ่ง พลังของหลักฐานก็เป็นเพียงแนวคิด และวาทกรรมที่ซ่อนการแบ่งแยกอำนาจที่คงทนและเน้นย้ำ รวมถึงความเหลื่อมล้ำกันและความขัดแย้ง ประเด็นดังกล่าวมานี้ให้อะไรบางอย่างในผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก และต่อต้านจำนวนขนาดใหญ่ที่อยู่
132 ตรงกันข้ามกับจุดจบของสถานการณ์ในการที่สถานการณ์เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตอย่างสงบ ทั้งขัดขวาง โอกาสของชีวิตที่จะประสบความสำเร็จเพียงลำพังที่ก้าวพ้นสถานการณ์นี้ได้ ยังมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในโลกาภิวัตน์เพื่อเอาชนะความสัมพันธ์ทางอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ กัน และความขัดแย้งเช่นนี้ วัฒนธรรมที่ไหลมาจากทั่วโลกและหลอมรวมความเป็นท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ทั้งผลิต ลักษณะที่ผสมผสานกันแบบสถิตอยู่กับที่กับเคลื่อนย้ายไปมา และประสบการณ์ใหม่กับความเป็นไปได้สำหรับ ลักษณะสามัญที่ยิ่งใหญ่ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน รูปแบบใหม่ของอัตลักษณ์ที่ถ่ายทอดออกมาได้สร้าง ความหลากหลายในกระบวนการผลิตสากลที่เกิดขึ้นได้จากสื่อและการอพยพ ทั้งค้นพบพื้นที่ เช่น การบริโภค รูปแบบ และเพลง ในเรื่องสื่อ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตกับทั้งเว็บไซต์ประเภทต่าง ๆ และบล็อกที่กว้างขวาง อนุญาตให้ปัจเจกและกลุ่มเข้าถึงข้อมูล และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ได้ผลิตและเผยแพร่เนื้อหาโดยปราศจาก ความใยดีต่อหมู่คณะและทางการเมือง โดยความเสมอภาคกันแล้ว เนื้อหาของสื่อที่เป็นที่นิยม เข้าถึงได้ และ เด่นชัดที่สุดก็คือบังคับควบคุมโดยอำนาจของส่วนรวม ทั้งยังมุ่งมั่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในมือของคนรวยไม่กี่คนและ ผลประโยชน์ของชาวตะวันตกผู้ทรงอำนาจที่ได้รับการเป็นเจ้าของเหนือสื่อต่าง ๆ เสรีภาพสำหรับประชาชนผู้เคลื่อนไหวคือเรื่องที่ได้รับการสนับสนุนที่เหลื่อมล้ำกันอีกต่างหาก รวมถึง มีความจำเป็นเพียงน้อนนิดที่ชนชั้นสูงที่ร่ำรวยเหล่านี้จะเป็นผู้มีอิสระมากที่สุด ขณะที่คนรวยเหล่านี้ก็ต้องการ มากที่สุดที่จะเคลื่อนย้าย คนจนและคนรวยเหล่านี้ก้าวข้ามแกนความรวยทั้งเป็นของที่ถูกจำกัดวงให้ได้มาก ที่สุด ผลกำไรของการอพยพ-สำหรับโอกาสชีวิตของประชาชนที่จะได้รับการปรับปรุง และกลุ่มประเทศบ้าน เกิดของพวกเขาที่คอยช่วยเหลือผ่านทางการช่วยเหลือทางการเงิน รวมถึงเตรียมแรงงานและภาษีรายได้ที่จะ ได้รับจากประเทศต่าง ๆ สำหรับสนับสนุนบริการสาธารณะและประชาชนผู้สูงอายุ ไม่ต้องพูดถึงกระบวนการ ผลิตที่ตระเตรียมโดยความหลากหลายทางวัฒนธรรม-ไม่ได้ถูกทำให้เป็นจริงให้มากเท่า ๆ กับที่ผลกำไรเหล่านี้ จะมีได้ เนื่องจากการถูกจำกัดวงในเรื่องการอพยพ การต่อต้านการอพยพเข้ามาในประเทศที่ร่ำรวยไม่สามารถ ที่จะทำการแสวงหาผลประโยชน์ให้ช้าลงได้ เพราะว่าโดยเหตุผลทั้งหมด ผลประโยชน์ถูกแสดงอย่างชัดเจนจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ อคติและการกีดกันทางเชื้อชาติต้องเล่นบทบาทนี้ต่อไป พื้นที่แห่งหนึ่งในการที่โอกาสของโลกาภิวัตน์ยังคงสิ่งที่บกพร่องไว้หรือแม้จะตอบโต้อย่างแข็งขันก็อยู่ ในกระแสโลกาภิวัตน์เชิงเศรษฐกิจ โอกาสทางโลกาภิวัตน์นี้มีความสำคัญเพื่อทำความเข้าใจโลกาภิวัตน์จาก หลากหลายแง่มุมที่ไม่ใช่ย่อคำอธิบายทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยเดี่ยวอื่น ๆ ขณะเดียวกันโอกาสทางโลกาภิวัตน์ก็ ยังมีความสำคัญต่อการมองไปที่จุดเชื่อมต่อระหว่างปัจจัยที่แตกต่างกันในโลกาภิวัตน์กับพุ่งไปที่ขอบเขตของ ปัจจัยบางตัวซึ่งพลังของเหตุเหนือกว่าปัจจัยอื่น ๆ แทนที่จะเป็นการมองไปที่ปัจจัยรุกบางตัวในลักษณะที่เท่า ๆ กันพอดี และแยกหรือทำให้ไม่มีผลกระทบโดยปัจจัยอื่น ๆ บางตัว การค้นหาทรัพยากรต่าง ๆ การค้า หรือ ผลผลิต และการลงทุน รวมทั้งความมั่งคั่งที่สามารถสร้างขึ้นจากทรัพยากรเป็นต้นนี้ กำลังขับเคลื่อนพลังใน เรื่องโลกาภิวัตน์ไป จากการค้ายุคก่อนสมัยใหม่ไปสู่จักรวรรดินิยมยุโรปและทุนนิยมสากล ผลลัพธ์อย่างหนึ่งที่ เป็นการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจสากลเช่นกรณีเล็ก ๆ เหมือนปี 2007 ที่วิกฤติซับไพรม์สหรัฐอาจจะมีการแพร่ ขยายออกไปต่อเรื่องเศรษฐกิจ ชีวิตทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางได้ทำนองเดียวกันกับมุมมอง
133 เช่นวัฒนธรรมและการอพยพไม่ได้เป็นไปโดยอัตโนมัติจากทางเศรษฐกิจ บ่อยครั้งก็เป็นจากแรงจูงใจจากความ เหลื่อมล้ำหรือจากโครงสร้างด้วยพลังอำนาจบนฐานทางเศรษฐกิจ เรื่องคำอธิบายทางเศรษฐกิจที่ถูกเลิกไป เพียงเพราะเป็นแนวเศรษฐศาสตร์มากไป นำไปสู่สาเหตุเช่นว่านี้ ทั้งความสัมพันธ์ทางอำนาจและความเหลื่อม ล้ำกันก็ถูกละเลยไป ความไม่มีกฎระเบียบกับเทคโนโลยีหลีกทางให้แก่การเงินการคลังขนาดใหญ่และรวดเร็วได้ไหลไป อย่างสะดวก การเงินการคลังนี้รวมกับโลกาภิวัตน์เกี่ยวกับผลผลิตและการค้าสามารถนำมาซึ่งการลงทุน งาน และความสามารถที่จะส่งออกสินค้าไปสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ ยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียได้ฉกฉวย โอกาสเช่นนี้ไว้ แม้ว่าบนพื้นฐานทางวัตถุที่ใช้ทำเป็นฉนวนจากโลกาภิวัตน์ กระทั่งจีนและอินเดียมีความ แข็งแกร่งเพียงพอเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสากล อย่างไรก็ตาม โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจไม่ใช่แค่เพียงสิ่งสากล ในฐานะที่มันเป็นอยู่ ประเทศที่จนที่สุดได้ถูกกันออกไปจากโอกาสเช่นว่านี้ กับทั้งระบบการเงินการคลังก็มุ่งที่ จะไหลไปท่ามกลางกลุ่มประเทศไตรภาคีที่ร่ำรวยที่สุด และการค้าโลกก็ถูกกำหนดสร้างบนพื้นฐานในประเทศที่ เป็นผู้เสียเปรียบอย่างใหญ่หลวง ความพยายามที่จะเปิดการค้าโลกให้ปฏิบัติตามประเทศกลุ่มร่ำรวย เมื่อเรื่องนี้ เป็นผลประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมของพวกเขา แต่ก็ถูกขัดขวางเมื่อเรื่องนี้ไม่อำนายให้ โดยประมาณ ใกล้เคียงกัน 20 % ของประชากรโลกใช้ชีวิตด้วยเงินจำนวนหนึ่งดอลลาร์ต่อวันที่อาจจะซื้อขายได้ในสหรัฐ และ 40 % ด้วยเงินเพียงสองดอลลาร์ต่อวันหรือน้อยกว่านั้น ส่วนมากในกลุ่มเหล่านี้คือ ความหิวและความ ตายแต่เริ่มแรกเป็นเรื่องปกติ และยังมีความเป็นไปได้ที่ไม่สมส่วนของสงครามประสบการณ์ และผลของความ อดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (สังคม) ประสบการณ์เช่นนี้เป็นการเชื่อมโยงที่แก้ไขไม่ได้ในเรื่องผลประโยชน์ที่กลุ่มประเทศร่ำรวยมีกัน การ เติบโตที่ผลิตความรุ่งเรืองให้กลุ่มประเทศร่ำรวยที่ผลิตการปล่อยธาตุคาร์บอนออกมาภายใต้ความเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศนำไปสู่การสูญเสียสภาพดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์ กับทั้ง ความขัดแย้งที่ตามมาเหนือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ กลุ่มประเทศร่ำรวยมีกำไรจากสงครามโดยการ ขายอาวุธ และสงครามก็เป็นรากเหง้าอยู่เสมอในความขัดแย้งหรือความแตกต่างที่อยู่เบื้องหลังโดยอำนาจของ จักรวรรดิ-ในเรื่องความขัดแย้งของอิสราเอลกับปาเลสไตน์เป็นตัวอย่าง ความยากจนในกลุ่มประเทศกำลัง พัฒนามีความเชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ที่กลุ่มประเทศร่ำรวยรับประกันสำหรับอุตสาหกรรมของตัวเอง โดย ไม่คำนึงถึงความคาดหวังของพวกประเทศยากจนในเรื่องการค้าเสรีบนสัดส่วนของความยากจน ภาพแห่งความ เมตตาการุณย์ของโลกาภิวัตน์ในฐานะกระบวนการสากลนิยมที่เป็นของทั่วไปสำหรับสิทธิของมนุษยชน และ พร้อมในเรื่องความเสมอภาคกัน ความลงรอยกัน และการบูรณาการกันก็ล้มเหลวที่จะเคียงคู่กันไปกับหลักฐาน เชิงประจักษ์เกี่ยวกับประเด็นเช่นว่านี้ ภาพนี้มีผลสะท้อนไปถึงทัศนะของชนชั้นสูงที่อยู่ในเรื่องทฤษฎีให้มาก ที่สุดกับเน้นไปที่กลุ่มประเทศร่ำรวยและวัฒนธรรม การเมืองสากลซึ่งนำประชาชนไปด้วยกันสู่ผลลัพธ์ที่น่ายอมรับที่ได้หล่อหลอมไว้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ทางสังคม (ภูมิอากาศ) กฎระเบียบทางเศรษฐกิจ ความยากจนของโลก สงครามและสิทธิมนุษยชนที่ใช้ไป ในทางที่ผิด และเป็นคำตอบเชิงอุดมการณ์ทั้งเป็นการปฏิบัติตามเรื่องที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุล
134 ทางอำนาจ ความเหลื่อมล้ำกันและความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ปฏิบัติการทั้งหลายในโลกที่สร้าง วิถีทางที่เป็นอุปสรรคนี้เพื่อไปสู่ความสำเร็จ บางครั้งคำแนะนำที่เป็นอำนาจของส่วนรวม และผลประโยชน์ของ รัฐชาติผู้ทรงอำนาจก็อยู่ภายใต้คำตอบเชิงการเมืองสากลที่แสดงถึงแนวคิดการกำหนดสร้างทางเศรษฐกิจแนว มาร์กซิสต์ที่ล้าสมัยและไม่ได้รับการยอมรับไปกับทัศนะของรัฐชาติที่ไม่มีการกำหนดสร้างสิ่งใหม่ ๆ แต่ หลักฐานจากโลกาภิวัตน์เชิงเศรษฐกิจ และจากการเมืองสากลในเรื่องการค้าโลก สิทธิมนุษยชนนานาชาติ การ ป้องกันสิ่งแวดล้อม การแพร่กระจายนิวเคลียร์และความพยายามที่ทุกข์ยากเพื่อช่วยเหลือความยากจนของโลก หลักฐานยังบอกว่าผลประโยชน์ของรัฐชาติและผลประโยชน์ทางวัตถุเพื่อความมั่งคั่งจะถูกกีดกันไปสู่โลกาภิ วัตน์ในระดับนี้ รัฐชาติที่สำคัญบางแห่ง เช่น สหรัฐ มีอำนาจที่ไม่ได้สัดส่วนกันทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และการทหาร ถ้าหากอำนาจของอเมริกาในธุรกิจโลกอยู่ในช่วงเสื่อมลงไป สหรัฐก็อาจจะรับเอาอำนาจนี้โดย อำนาจนุ่มนวลแต่ยิ่งใหญ่หรือลัทธิหลายฝักฝ่ายที่ได้รับการเชิดชูโดยประธานาธิบดีโอบามา ถ้าหากไม่ สหรัฐก็ จะมองไปที่อำนาจที่คล้ายคลึงกันมากที่สุดเพื่อเข้ามาแทนที่ ไม่ใช่โดยระเบียบหลากหลายขั้วหรือลัทธิสากล นิยมทั้งทั้งโลก แต่ว่าเป็นโดยรัฐอื่น ๆ เช่น จีน หรือรัฐที่ทรงอำนาจอื่น ๆ แต่ถ้าจีนจะรับโอนจากสหรัฐในฐานะ อำนาจนำในทางเศรษฐกิจและพื้นที่อื่น ๆ ละก็ อำนาจนี้ก็จะไม่โปร่งใสหรือไม่ก็สหรัฐนี้แหละจะเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของระเบียบโลกไปสู่ความยากจนที่น่าพิศมัย จีนอาจจะแบ่งปันหรือแทนที่แกนในโลกาภิวัตน์มากพอ ๆ กับจุดจบของการแบ่งแยกประเทศชายขอบที่เป็นแกน ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศที่อยู่ระดับกลาง ๆ กับ ยากจนพอควรจะได้มีทรัพยากร หรือการวิพากษ์ในระเบียบโลกปัจจุบันกับเรื่องจักรวรรดินิยม และแนวคิดใน เรื่องธรรมดา ๆ โดยกันและกัน ทรัพยากรเหล่านี้อาจจะถูกสร้างขึ้นบนฐานทางการเมืองที่มีจุดประสงค์ที่ อำนาจและความมั่งคั่งที่เสมอภาคกัน ขบวนการทางสังคมแนวสากลได้เปิดเผยความล่าช้าของโลกาภิวัตน์ในเรื่องโลกาภิวัตน์ ทั้งได้เติม ประเด็นที่สำคัญของโลกลงไปบนเวทีโลกและนำเอาประเด็นเหล่านี้ไปสู่ความสนใจในวงกว้าง ขบวนการทาง สังคมเหล่านี้มีทัศนคติเชิงจินตนาการและเชิงวิพากษ์ซึ่งได้ยกระดับความเข้าใจต่อโลกาภิวัตน์และโลกของ การเมืองสากล ในประเด็น เช่น แรงงาน อำนาจศูนย์รวม เสรีนิยมใหม่ จักรวรรดินิยม การพัฒนา ความเหลื่อม ล้ำกัน ประชาธิปไตย และสิทธิหน้าที่ อนึ่ง ประเด็นเหล่านี้ปราศจากอิทธิพลความคิดทางการเมืองเพื่อ ความสำเร็จทางเป้าหมายของตน กลุ่มตัวแทนที่แสดงอิทธิพลทางความคิดคือรัฐต่าง ๆ โดยการวิพากษ์โลกาภิ วัตน์กับทรัพยากรต่าง ๆ อำนาจกับผลประโยชน์ทางวัตถุเพื่อเป็นพันธมิตรกับคนอื่น ๆ บางกลุ่ม รัฐทั้งหลาย ปฏิบัติการในระดับนานาชาติ ทั้งเกาะติดผลประโยชน์ของตนด้วย รัฐเหล่านี้อาจจะเป็นพันธมิตรกับรัฐชาติอื่น ๆ อย่างเป็นนานาชาติได้ หากแต่อยู่ภายใต้ระดับของการเมืองสากลอย่างเต็มที่ และกับประเทศอื่น ๆ ที่ได้ แบ่งปันผลประโยชน์หรืออุดมการณ์ รัฐทั้งหลายมีทรัพยากรและอำนาจที่จะขจัดปัญหาต่าง ๆ ภายในพรมแดนของตนเอง ความ หลากหลายของนโยบายแห่งชาติและการปฏิบัติการต่าง ๆ และกำลังเปลี่ยนสถิติเรื่องความยากจนที่ยังดำรง อยู่ ทั้งแนะนำว่ารัฐบาลไม่ได้สูญเสียความสามารถที่จะเตรียมพร้อมประชาธิปไตยเชิงสังคม สวัสดิการ การ
135 จัดสรรใหม่และนโยบายทางเลือกเพื่อแนวคิดเสรีนิยมใหม่ นี่คือหลักฐานจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียผ่าน ทางรัฐบาลฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกา รูปแบบเช่นนี้ของการเมืองมาจากทรัพยากรของตนของรัฐต่าง ๆ ประเพณีพื้นเมือง และพันธมิตรที่มาจากโลกาภิวัตน์เหนือพรมแดนของประเทศเหล่านี้ เป็นการปฏิบัติของรัฐ นานาชาติโดยรัฐบาลที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่มาจากภายนอกที่เป็นประเทศแกนกลางที่ร่ำรวย และในพันธมิตร ที่มากับกระบวนการยุติธรรมสากล ทั้งเตรียมพร้อมเวทีการเมืองสากลเพื่อขจัดความยากจนทั่วโลก การ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (สังคม) สิทธิมนุษยชนและสงครามที่ดูเหมือนว่ามีโอกาสมากที่สุด อุดมการณ์ ผลประโยชน์ทางวัตถุ และการเชื่อมโยงกันแบบทวิภาคีก็เตรียมพร้อมพื้นฐานไว้สำหรับประเภทของการเมือง สากล ประเภทของการเมืองสากลนี้สามารถเติมความกดดันในเรื่องประธานาธิบดีในระบบประชาธิปไตยใน สหรัฐได้ ทั้งเปิดไปสู่ความเกี่ยวข้องกันเช่นนี้ได้ แต่ว่ายังมีภาคส่วนของกลุ่มประเทศแกนกลางที่ร่ำรวยที่ผูกกับ ผลประโยชน์ของตนอีกด้วย และชื่นชอบประเภทของโลกาภิวัตน์มากกว่าที่จะติดตามนำไปปฏิบัติ
ส่วนที่ 3 จากแนวคิดทฤษฎีสู่การปฏิบัติ: รูปแบบและกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์
137 บทที่ 9 รูปแบบและกระบวนการจัดการรายกรณีในงานสังคมสงเคราะห์ (Case Management Model and Process in Social Work Practice) การทำงานสังคมสงเคราะห์ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งมา จากรูปแบบปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตและทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมก็ เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นเดียวกัน ดังนั้น การทำงานกับมนุษย์ของวงการสังคมสงเคราะห์ทั้งของไทยและ ต่างประเทศจึงต้องปรับประยุกต์ทั้งรูปแบบ วิธีการ และกระบวนการทำงานเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง นั้น ทั้งนี้ก็เพื่อตอบโจทย์ของสังคมในเรื่องของการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟูและพัฒนาทั้งตัวผู้ใช้บริการและนักสังคม สงเคราะห์วิชาชีพเอง เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ผู้เขียนจึงจะเสนอตัวอย่างรูปแบบและกระบวนการทำงาน ดังกล่าว เพื่อประกอบการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ผู้กำลังทำงานกับมนุษย์ได้มีเครื่องมือในการทำงานที่ ทันสมัยและเป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนี้ การรับแจ้งเบื้องต้น (Intake Process) ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งดูแลเกี่ยวกับการ พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ 8 จังหวัดทางตอนเหนือมี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัด ลพบุรี และจังหวัดชัยนาท เป็นต้น ได้รับการประสานงานจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชัยนาท ซึ่งได้รับการประสานงานจากองค์การบริหารงานส่วนตำบลสะพานหินว่าคุณสิน (นามสมมติ) อายุ 76 ปี ทหารปลดประจำการ ร่างกายพิการท่อนล่าง ไม่มีครอบครัวดูแล ไม่มีญาติมิตรที่จะให้การดูแลทั้งเรื่อง สุขภาพ ที่อยู่อาศัยและปัจจัยในการดำรงชีพ นักสังคมสงเคราะห์และเจ้าหน้าที่ของศูนย์พัฒนาการจัด สวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ ซึ่งต่อไปนี้จะถูกเรียกย่อ ๆ ว่า “ศูนย์วาสนะเวศม์” แทน จึงได้ประสานไป ที่องค์การบริหารส่วนตำบลท้องที่รับผิดชอบเพื่อลงพื้นที่และตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพื่อประเมินการ ช่วยเหลือลุงสิน ซึ่งต่อไปนี้จะถูกเรียกว่า “ผู้ใช้บริการ” (Client) แทน การแสวงหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) ศูนย์วาสนะเวศม์ร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยนาท คุณจิตร (นามสมมติ) ตำแหน่งอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ตำบลสะพานหิน องค์การบริหารส่วน ตำบลสะพานหิน โรงพยาบาลหนองมะโมง โรงพยาบาลประจำตำบล และเจ้าหน้าฝ่ายปกครองประจำชุมชน ลงพื้นที่ตรวจสองข้อเท็จจริงและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยกระบวนการเยี่ยมบ้าน ได้พบผู้ใช้บริการอายุ
138 76 ปี เพศชาย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเพราะท่อนล่างพิการ อาศัยอยู่ในเพิงเล็ก ๆ สำหรับอยู่ได้คนเดียว พร้อม กับจักรยานยนต์คู่ใจโทรม ๆ 1 คัน ที่ได้รับการแจ้งว่าประสบความเดือดร้อนด้านปัจจัยยังชีพและที่อยู่อาศัย ถาวรและแข็งแรง และผู้ใหญ่บ้านดำ (นามสมมติ) ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร นักสังคมสงเคราะห์จึงได้ทำการ สอบถามข้อเท็จจริงเพื่อประเมินเรื่องกายจิตสังคมเบื้องต้น (Bio-Psycho-Social Assessment) ดังนี้ ด้านร่างกาย นักสังคมสงเคราะห์ได้สัมภาษณ์พบว่า ผู้ใช้บริการมีส่วนสูงประมาณ 163 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 75 กิโลกรัม ค่อนข้างท้วม ผมสั้น สีผิวดำแดง นัยน์ตาสีน้ำตาล ร่างกายดูเหมือนปกติ แต่ถ้าให้ลุก เดินจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นผู้พิการร่างกายท่อนล่าง เดินเหินค่อนข้างลำบาก ต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการ เดินไปมา สอบถามและสืบค้นจากบัตรผู้พิการพบว่า เกิดจากระเบิดในการเข้าร่วมรบสงครามอินโดจีน รวมทั้ง แรงระเบิดได้ตัดเฉือนอวัยวะเพศบางส่วนขาดหายไปด้วย ดังนั้นจึงทำให้ได้รับความลำบากในการขับถ่ายหนัก ขับถ่ายเบาพอสมควร และที่สำคัญได้รับการบอกกล่าวจากผู้ใช้บริการว่า ไม่สามารถมีครอบครัวได้แล้ว เนื่องจากอวัยวะดังกล่าวขาดหายไป ด้านจิตใจ นักสังคมสงเคราะห์ได้สัมภาษณ์ผู้ใช้บริการและฝ่ายปกครองหมู่บ้านพบว่า ผู้ใช้บริการไม่มี ประสบการณ์การเป็นโรคทางจิตแต่อย่างใด ไม่เคยใช้สารเสพติดร้ายแรงที่จะส่งผลต่อระบบประสาทและสภาพ จิต ไม่มีประวัติการรักษาผู้ป่วยทางจิต แต่จากการสังเกตพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การพูด การแสดงออก ของ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ใช้บริการดูเป็นคนค่อนข้างโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมา ทำให้ทั้งนักสังคมสงเคราะห์และ เจ้าหน้าที่ที่ร่วมลงพื้นที่ต้องพูดให้ผู้ใช้บริการได้ผ่อนคลาย แต่ถือว่าการแสดงออกเช่นนี้เป็นบุคลิกส่วนตัวของ ผู้ใช้บริการนั่นเอง ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว นักสังคมสงเคราะห์ได้สัมภาษณ์พบว่า ผู้ใช้บริการอาศัยอยู่เพิงที่ทาง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสร้างให้เพียงลำพัง ซึ่งเมื่อก่อนสมัยเป็นวัยหนุ่มและยัง แข็งแรงอาศัยอยู่กับนางรื่น (นามสมมติ) ผู้เป็นมารดาและพี่ชาย 2 คน พี่สาว 1 คน ส่วนบิดาได้เสียชีวิตไป ตั้งแต่ผู้ใช้บริการยังเล็ก ๆ ดังนั้น จึงอาศัยอยู่กันเพียงมารดาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวส่งเสียลูก ๆ ให้ได้ เรียนหนังสือตามอัตภาพ เนื่องจากขาดบิดาไป และมารดาไม่มีสามีใหม่ ผู้ใช้บริการได้รับการศึกษาจาก โรงเรียนวัดเนื่องจากเป็นผู้ชายสามารถอาศัยอยู่ในวัดได้ เรียนหนังสือด้วย รับใช้พระในวัดด้วย ผู้ใช้บริการมี ความสนิทสนมกับมารดามาก มีความรักความเอื้ออาทรในมารดาเป็นพิเศษ เพราะมารดาทำหน้าที่ทั้งบิดาและ มารดาไปพร้อม ๆ กัน ส่วนความสัมพันธ์กับพี่ ๆ คนอื่นเป็นไปด้วยดี ต่อเมื่อเติบใหญ่ พี่ ๆ คนอื่นได้แยกย้ายไป มีครอบครัวใหม่ของตนเองในจังหวัดใกล้เคียง จึงไม่ค่อยได้ติดต่อสัมพันธ์กันเท่าที่ควร ผู้ใช้บริการจึงอาศัยอยู่ กับมารดาเพียงลำพัง สุดท้ายจึงทำให้ขาดการติดต่อกันเนื่องจากการคมนาคมและการติดต่อสื่อสารกันด้านอื่น เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสื่อโซเชียลมีเดียยังไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น จะมีก็เพียงโทรศัพท์บ้าน แต่พี่ ๆ ที่ได้แยก ย้ายไปก็ไม่มีโทรศัพท์บ้านอีกด้วย จึงได้ขาดการติดต่อกันในที่สุด ต่อมาอีกไม่นานมารดาก็มาเสียชีวิตไป จึงทำ ให้ผู้ใช้บริการไม่เหลือใครที่เป็นญาติสนิทในพื้นที่ตรงนี้ ดังนั้น ผู้ใช้บริการจึงได้เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร และมีผู้ใหญ่ใจดีได้สนับสนุนให้เข้ารับราชการทหารในที่สุด
139 ด้านความสัมพันธ์กับสังคม นักสังคมสงเคราะห์ได้สัมภาษณ์ผู้ใช้บริการพบว่า ผู้ใช้บริการมี ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหากับชุมชน เพราะห่างเหินจากชุมชนไปนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับองค์การบริหาร ส่วนตำบลและฝ่ายปกครองหมู่บ้าน เนื่องจากผู้ใช้บริการหลังจากปลดประจำการจากทหารแล้ว ได้กลับมาอยู่ที่ ชุมชน แต่ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีทั้งที่อยู่อาศัยและผู้ที่จะคอยช่วยเหลือ ผู้ใช้บริการจึงได้แจ้งฝ่ายปกครองและ องค์การบริหารส่วนตำบลว่าต้องการเพิงที่อยู่อาศัยชั่วคราวเอาไว้กันแดดกันฝน แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้รับการ อนุมัติเนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณ ดังนั้น ผู้ใช้บริการจึงได้ทำเรื่องแจ้งไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่มา ติดตั้งให้ นอกจากเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว ผู้ใช้บริการยังมีปัญหาเรื่องเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการอีก ด้วย เนื่องจากผู้ใช้บริการมีร่างกายไม่สมบูรณ์ จึงให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและองค์การบริหารส่วนตำบล ดำเนินเรื่องเงินให้ แต่หลาย ๆ ครั้งก็มีเรื่องความล่าช้าและความไม่โปร่งใสบางประการ จึงทำให้ผู้ใช้บริการมี ปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าวบ่อยครั้ง แต่สถานที่ที่ผู้ใช้บริการสามารถพึ่งพาอาศัยเป็นประจำในเรื่องปัจจัย 4 เช่น อาหาร คือ วัดประจำชุมชน จึงมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้ใช้บริการได้เดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรดังแผนภูมิที่ 9.1-9.2 ที่ แสดงความสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในครอบครัว ชุมชน และสังคม (Hartman, A.,1978) ดังนี้
แผนภาพที่ 9.1: Family Trการประเมินสภาวะของผู้ใช้บริการ (Assessment) หลังจากทำการลงพื้นที่พร้อมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ เพื่อสืบค้นข้อมูลเบื้องตวิชาชีพ ดังนี้ การประเมินสภาวะกายจิตสังคม (Bio-Psycho-Social Assessment) การประเมินสภาวะทางกาย ผู้ใช้บริการได้รับการตรวจโดยแพทย์โรงพยาบาลโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดันแต่ยังไม่รุนแรง รวมทั้งยังเป็นผู้พิการซึ่งต้องใช้ไการประเมินสภาวะทางจิต จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลสรุปวินิจฉัยว่า ผบุคลิกลักษณะแข็งกร้าว ถ้าคนอื่นพูดไม่ถูกใจ เป็นคนโผงผางตรงไปตรงมา แต่ไม่เป็นอัการประเมินสภาวะทางสังคม นักสังคมสงเคราะห์ได้วินิจฉัยว่า ผู้ใช้บริการอพื้นที่ของเพื่อนบ้าน ไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านจะยึดคืนเมื่อใด ขาดที่พึ่งอาศัยอื่น ไม่มีญาติให้ควชุมชนสามารถช่วยเรื่องปัจจัยในการดำรงชีพเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น นอกนั้นผู้ใช้บชุมชนช่วยเหลือลำบากเนื่องจากระบบการบริการยังไม่ได้มาตรฐาน พี่ชาย ลูกสาว ลูกสาว ลูกสาว ลูกชาย บิดา ลูกชาย พี่ชาย ลูกชาย
140 ree (กรณีลุงสิน-นามสมมติ) ต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้นำข้อมูลมาเพื่อทำการประเมินสภาวะผู้ใช้บริการโดยทีมสห ลประจำอำเภอหนองมะโมง โดยแพทย์สรุปว่าผู้ใช้บริการมีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง มี ้ไม้เท้าพยุงในการเดิน แต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอย่างดี ผู้ใช้บริการมีสภาพจิตเป็นปกติ ไม่มีอาการทางจิตเภทแต่ประการใด แต่เป็นผู้ที่มี อันตรายต่อผู้อื่น อาศัยอยู่ในเพิงเพียงลำพังซึ่งอยู่อาศัยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น รวมถึงเพิงที่อยู่ก็อาศัย วามช่วยเหลือ ชุมชนที่อาศัยอยู่โดยองค์การบริหารส่วนตำบลและฝ่ายปกครองประจำ บริการต้องอาศัยข้าววัดรับประทานเป็นหลัก เวลาเจ็บป่วยหาเพื่อนบ้านและเจ้าหน้าที่ มารดา ลูกสาว พี่สาว ลูกสาว ลูกชาย ลุงสิน ลูกชาย ลูกชาย
แผนภาพที่ 9.2: Genogramลุงสิน อา พมจ.ชัยนาท กองทัพบก ชุมชน อบต.
141 m (กรณีลุงสิน-นามสมมติ) วัด โรงเรียนวัด บริษัทที่ทำงาน ศูนย์วาสนะเวศม์
142 การประเมินสภาวะครอบครัว (Family Assessment) ผู้ใช้บริการอาศัยอยู่เพียงลำพัง เนื่องจากบิดามารดาได้เสียชีวิตไปแล้ว พี่ชายและพี่สาวก็ได้แยกย้ายไป มีครอบครัวใหม่ รวมถึงในชุมชนและชุมชนใกล้เคียงก็ไม่มีญาติที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ ผู้ใช้บริการมีร่างกาย พิการประกอบอาชีพค่อนข้างลำบาก ที่สามารถดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความช่วยเหลือเรื่องปัจจัยดำรงชีพจากเพื่อน บ้านและวัดประจำชุมชนตามความจำเป็นเท่านั้น นอกจากนั้นก็มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการบางส่วน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพได้ การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) การประเมินความเสี่ยงของผู้ใช้บริการ 1. ผู้ใช้บริการอาศัยอยู่เพียงลำพังในเพิงชั่วคราว มีเพียงเพื่อนบ้านและวัดประจำชุมชน ช่วยเหลือเรื่องอาหารและเครื่องดื่มที่จำเป็นในบางครั้งบางคราวเท่านั้น ถ้าหากเกิดเจ็บป่วยหรือขาดอาหาร และเครื่องดื่มหรือปัจจัยยังชีพที่จำเป็นอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตได้ 2. ผู้ใช้บริการมีโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดันและโรคคนสูงอายุอื่น ๆ เช่น โรควูบ ไม่มีใครดูแลใกล้ชิด ถ้าหากเกิดโรคกำเริบขึ้นมาอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ หรือถ้าหากยาหมดกะทันหัน เกิดโรคความดันขึ้นมาอาจจะเป็นอันตรายได้เช่นเดียวกัน 3. ผู้ใช้บริการหลังจากปลดจากราชการแล้วก็ไม่มีรายได้อื่นนอกจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับเบี้ย คนพิการ ประกอบอาชีพไม่ได้ จึงมีความเสี่ยงพอสมควรหากเกิดโรคหรือภาระอื่นใดที่จำเป็นต้องใช้เงินเป็น จำนวนมากในการดูแลรักษาหรือในการจับจ่ายค่าอาหารหรือเครื่องดื่มที่จำเป็น 4. ผู้ใช้บริการอาศัยอยู่ในเพิงชั่วคราวซึ่งไม่มีความแข็งแรงพอที่จะป้องกันลมแดดพายุหนัก ๆ ได้ จึงอาจจะเป็นอันตรายได้ถ้าหากเกิดพายุหนัก หรือในระยะยาวก็จะพุพังไปในที่สุด และสัตว์มีพิษสามารถ เข้าไปอยู่อาศัยได้ง่ายเนื่องจากตั้งอยู่ติดพื้นดินเป็นพิเศษอันอาจจะทำอันตรายต่อร่างกายได้ 5. เพิงที่อยู่อาศัยอาศัยพื้นที่ของเพื่อนบ้าน ซึ่งในอนาคตถ้าหากเพื่อนบ้านต้องการที่จะนำ พื้นที่ตรงนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ก็อาจจะทำให้ผู้ใช้บริการไม่มีพื้นที่อาศัย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการดำรงชีพใน ระยะยาวได้ การประเมินความเสี่ยงการส่งต่อผู้ใช้บริการ 1. การส่งต่อผู้ใช้บริการเข้าศูนย์วาสนะเวศม์ทีมสหวิชาชีพได้ประชุมปรึกษากัน โดยนักสังคม สงเคราะห์ประจำศูนย์วาสนะเวศม์เป็นบุคคลที่จะประเมินความเสี่ยงว่าจะรับเข้าหรือไม่ เพราะผู้ใช้บริการไม่มี ความพร้อมทั้งทางร่างกายและสภาพสังคมที่อาศัยอยู่ ไม่มีญาติที่พอจะพึ่งพาได้ ถึงแม้จะเหลือญาติพี่น้องคือ บรรดาหลาน ๆ ที่เป็นลูกของพี่ชายและพี่สาว แต่ขาดการติดต่อกันตั้งแต่พี่ชายพี่สาวได้แยกย้ายไปมีครอบครัว ใหม่แล้ว ดังนั้น การใช้ชีวิตในปัจจุบันจึงเป็นเพียงการอาศัยเพื่อนบ้านและวัดในส่วนของปัจจัย 4 ในการดำรง ชีพเท่านั้น 2. ในส่วนของชุมชนที่ผู้ใช้บริการอาศัยอยู่ ถึงแม้จะมีอาสาสมัคร ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ องค์การบริหารส่วนตำบลที่ดูแลเรื่องสวัสดิการทั้งอาหาร เครื่องดื่ม หรือที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค แต่เป็น