151
2.3 การตรวจการทางานของไต ไตทาหนา้ ท่ีสลายโปรตนี โดยถา้ พบการสะสมของ
ระดับ ยเู รยี (Blood urea nitrogen; BUN) และ ระดับ Creatinine ในกระแสเลือด ทส่ี ูงมากกกวา่
ปกติ บง่ ชไี้ ด้วา่ มีความเสียหายของไต เน่ืองจากสารทัง้ 2 ชนดิ นี้ เป็นของเสียที่เกดิ จากการทาลาย
โปรตีนในรา่ งกาย ซง่ึ ตามปกติแล้วจะถูกกรองผา่ นไตและขบั ออกจากรา่ งกายผา่ นทางปสั สาวะ เม่อื ไต
มีความเสยี หาย การทางานของไตลดลง ของเสียเหลา่ นี้จงึ ถูกสะสมอยู่ในรา่ งกายเพม่ิ มากขน้ึ เพราะไม่
สามารถขบั ออกไปทางปัสสาวะได้อย่างมปี ระสิทธภาพ แตเ่ นอื่ งจากปกติแล้วไตมคี วามสามารถในการ
ซอ่ มแซมตวั เองไดด้ ี ระดบั Creatinine จะไม่เพ่ิมสงู ขนึ้ จนกว่าจะมีความเสียหายของไตไปแล้ว
มากกว่า 75 % ระดบั Creatinine จงึ ไม่ใช่ตวั แทนที่ดนี ักในการบ่งบอกถึงภาวะความเสียหายของไต
เมื่อไตถูกทาลายไปแค่เพยี งเล็กนอ้ ย
3. อุปกรณ์สาหรับเจาะเลือด
3.1 กระบอกฉีดไซรงิ ค์สาหรบั เจาะเลอื ดต้องเปน็ กระบอกใส (ปกติจะทาดว้ ยพลาสติก)
ขนาดของกระบอกฉดี ไซรงิ คข์ ึ้นกบั ปริมาณเลือดที่ตอ้ งการจะเก็บ จาเป็นต้องใช้กระบอกฉีดใหม่ท่ผี ่าน
การฆา่ เชื้อแลว้ เสมอ เพราะหากเกิดการปนเป้ือนของตวั อย่างเลอื ดจะทาให้ไมส่ ามารถแปลผลได้
3.2 เข็ม จาเป็นต้องใชเ้ ขม็ ใหม่ทไ่ี ม่มีรอยเปิด และผ่านการฆ่าเชอ้ื มาแลว้ เสมอ เพราะ
การนากลบั มาใช้ซ้าจะเปน็ สาเหตุให้เกิดการติดเชือ้ ได้ หรอื เขม็ ไม่แหลมคม อีกท้งั อาจทาให้เกดิ การ
ปนเป้อื นของตัวอย่างเลอื ดทาให้ไม่สามารถแปลผลได้
3.3 หลอดเกบ็ เลือดอาจใชเ้ ป็นหลอดเกบ็ เลือดท่ี มีหรือไม่มี สารกันเลอื ดแข็งตวั
(Anticoagulant) ขน้ึ กับชนดิ ของคา่ เลอื ดท่ตี ้องการสง่ ตรวจ
1) ถ้าใส่สารกันเลือดแข็งตวั หลงั จากปนั่ เหวี่ยงดว้ ยเคร่อื ง Centrifuge จะได้น้าสี
เหลอื งใสดา้ นบนเป็นส่วนของพลาสมา่ (Plasma) ดงั แสดงตาม (ภาพท่ี 8.4ซา้ ย)
2) ถ้าไม่มีสารกนั เลือดแข็งตัวแลว้ ปลอ่ ยใหเ้ ลือดแข็งตวั ตามธรรมชาติ (Clot) จะ
ได้น้าสีเหลืองใสด้านบนเป็นส่วนของซีรม่ั (Serum) ดงั แสดงตาม (ภาพท่ี 8.4ขวา)
3.4 สาลแี อลกอฮอล์
3.5 สาลีแห้งเพ่ือกดห้ามเลือด
4. วิธกี ารเจาะเลือดจากหลอดเลือดดา (Venipuncture)
4.1 ตาแหน่งหลอดเลือดดาท่ีใชเ้ พื่อทาการเก็บเลอื ดนั้นมีดว้ ยกนั หลายตาแหน่ง คือ
1) หลอดเลือดดาที่ขาหน้า : Cephalic vein (ภาพท่ี 8.8)
2) หลอดเลอื ดดาท่ีขาหลงั ด้านนอก : Lateral saphenous vein
3) หลอดเลอื ดดาท่ีขาหลงั ด้านใน : Medial saphenous vein
4) หลอดเลือดดาที่คอ : Jugular vein
152
ภาพที่ 8.4 ความแตกต่างระหวา่ งเลือดทีใ่ ส่สารกนั เลือดแขง็ ตวั (ซา้ ย) กับเลอื ดไมใ่ ส่สารกันเลอื ด
แขง็ ตัว (ขวา)
ท่มี า: (Aspinall, V. 2014)
ซึง่ ผลข้างเคยี งท่อี าจเกิดข้ึนภายหลังการเจาะเลือดไดแ้ ก่ การมเี ลอื ดออกหรือเกิดถงุ เลอื ด
(Hematoma) ท่ชี ้ันใต้ผิวหนงั บริเวณท่ีเจาะ และหากการจับบังคบั สตั วไ์ มเ่ หมาะสม อาจนาไปสู่การ
บาดเจบ็ อย่างรนุ แรงทห่ี ลอดเลือดได้
4.2 การจบั และควบคมุ เพือ่ การฉดี ยาเขา้ หลอดเลอื ด หลอดเลือดดาเปน็ หลอดเลือดท่ี
นยิ มใชใ้ นการใหย้ าทางกระแสเลือด หลอดเลอื ดดาทเี่ ห็นได้ชดั จะอยบู่ นบรเิ วณด้านบนของขาหน้า
หลอดเลอื ดน้จี ะว่งิ อยู่ใตผ้ วิ หนงั ระหว่างข้อต่อของข้อมือและขอ้ ศอก
ต้องคานึงไวเ้ สมอว่าถ้าต้องการฉีดยาเข้าหลอดเลือด จะต้องมกี ารจับและควบคมุ สัตว์อยา่ ง
เหมาะสมดังนี้
ตอ้ งจับและดึงยืดขอ้ ศอกใหต้ ึง
กดเพื่อใหห้ ลอดเลอื ดปดู ข้ึนเพ่อื ให้ปริมาณเลือดเตม็ ในหลอดเลอื ด
ในการจบั ต้องคานึงและเป็นความจาเปน็ ทีจ่ ะต้องจบั ขาหน้ายืดไว้ และกดใหห้ ลอดเลือดนูน
ขึ้น แตท่ ้ังสนุ ขั และแมวก็มักจะพยายามดึงขากลบั ซึง่ จะทาให้การแทงเข็มและคาเข็มไว้ยากลาบาก
1) การจบั บงั คับสุนัขให้อยู่ในทา่ นัง่ หรือนอนควา่ เพื่อเจาะเลอื ด เปน็ ท่าทเี่ หมาะ
สาหรับการเจาะเกบ็ เลอื ดจากขาหน้า
จดั ท่าสุนัขให้อยู่ในลักษณะนง่ั หรือหมอบ
ผจู้ ับบังคบั ควรยืนอยดู่ า้ นหลังของสนุ ัข มือข้างหนึง่ โอบรอบคอและหนั ปากของสนุ ขั ไปด้าน
ตรงกันข้ามกับขาข้างท่ีจะทาการเจาะ
ใชม้ อื อีกข้างหน่ึงจับประคองบรเิ วณขอ้ ศอกและดันใหข้ าของสนุ ขั เหยยี ดออกไปข้างหน้า
พร้อมทัง้ ใชน้ ิว้ หวั แม่มือกดบริเวณหลอดเลอื ดและบิดออกทางดา้ นขา้ งเล็กนอ้ ย แค่พอให้หลอดเลือด
เปน็ เสน้ ตรงอยกู่ ลางของขาหนา้
153
2) การจับบงั คับสนุ ัขในท่านอนตะแคงเพื่อเจาะเลอื ด สามารถใชส้ าหรบั การเจาะ
เกบ็ เลือดทงั้ จากบริเวณขาหน้าและขาหลัง
จบั สนุ ขั นอนตะแคงกบั โตะ๊ หันปลายเท้าไปยังดา้ นผทู้ ่จี ะทาการเจาะเลือด
จับบงั คับอยู่ด้านหลังของสนุ ัข ใชม้ อื ข้างที่อยู่ใกลก้ ับส่วนหวั ของสุนัข จับรวบขาหน้าทั้ง 2
ข้างของสนุ ขั ไวแ้ ล้วยกปลายขาขึ้นสูงจากพื้นโต๊ะเล็กน้อย
ใชแ้ ขนขา้ งเดียวกันกดบริเวณคอเพือ่ ใหส้ ่วนศรี ษะของสุนัขราบกบั พ้ืนโต๊ะ
กรณีเจาะเกบ็ เลือดจาก Lateral saphenous vein ใหใ้ ชม้ อื อีกขา้ งหน่ึงจบั ขาหลังท่ีอยู่
ด้านบน โดยการอบบรเิ วณพับขา (Stifle joint) และออกแรงกดเพื่อใหเ้ ห็นหลอดเลอื ด (ภาพที่ 8.5)
กรณีเจาะเกบ็ เลือดจาก Medial saphenous vein ใหใ้ ชม้ อื กดบริเวณแนวหลอดเลอื ดซ่ึง
ทอดตวั อยู่ทีแ่ นวกลางของด้าน median ของขาหลังท่ีอยู่ด้านล่างด้านใน (ภาพท่ี 8.6)
ภาพท่ี 8.5 แสดงตาแหนง่ หลอดเลอื ดดาท่ขี าหลงั ด้านนอก และการจับบงั คบั
ที่มา : (DrAlana. ออนไลน์. 2564).
ภาพที่ 8.6 แสดงตาแหนง่ หลอดเลอื ดดาทขี่ าหลงั ดา้ นใน และการจบั บงั คับ
ที่มา : (DrAlana. ออนไลน์. 2564).
154
ภาพท่ี 8.7 แสดงการเจาะเลือดจากหลอดเลอื ดดาท่ีคอ (Jugular vein)
ท่ีมา: (Aspinall, V. 2014)
4.3 เทคนิคการจับบังคับสตั ว์เพ่อื เจาะเลือด เม่ือจะทาการเจาะเลือดสามารถจบั สุนัขให้
อยูใ่ นท่านั่ง นอนตะแคง หรือ หมอบไดโ้ ดยมีเทคนิคในการจับบังคับและจบั หลอดเลือดดังน้ี
4.4 เทคนิคการเจาะเลือด
1) เชด็ แอลกอฮอลบ์ ริเวณผวิ หนงั ทจ่ี ะทาการเจาะและบริเวณโดยรอบ ในกรณีที่
เห็นหลอดเลอื ดไมช่ ัดแมจ้ ะใช้การสมั ผัสชว่ ย ให้ตัดหรอื โกนขนบรเิ วณน้ันออกกอ่ น
2) ใช้มือขา้ งท่ีไม่ถนดั จับบริเวณองุ้ เทา้ ของสุนขั ขา้ งที่จะเจาะเลือด เพอื่ คงให้ขา
ของสนุ ขั เหยียดและอยู่ในลักษณะทเี่ อ้ืออานวยตอ่ การเจาะ
3) วางน้ิวหวั แม่มือขา้ งแนวหลอดเลอื ดตลอดการเจาะ เพ่อื ประคองให้หลอดเลอื ด
อยูน่ งิ่
4) แทงเขม็ ทามุม 20 - 30 องศา กบั หลอดเลือด เมื่อเข็มเข้าไปในหลอดเลือดแลว้
สงั เกตได้จากการมีเลอื ดเข้ามาในบริเวณกระเปาะ (Hub) ของเข็ม ทาการดูดเกบ็ เลือด พรอ้ มกนั น้ีให้ผู้
จับบังคับสตั วค์ ลายแรงกดท่หี ลอดเลือด
5) หลงั การเก็บเลอื ด กดห้ามเลือดบรเิ วณท่เี จาะอย่างนอ้ ย 1 นาที
การเข้าหาสุนขั เพ่ือเจาะเลือดควรเข้าจากทางดา้ นหลัง แล้วเลือกขาข้างที่เหมาะสมเพื่อจะ
เจาะเลอื ด โดยต้องม่นั ใจว่าผู้ช่วยจะสามารถรัง้ ขาขา้ งน้ันไวไ้ ด้อย่างหนาแนน่ ผู้ชว่ ยต้องยืนข้างตวั สุนขั
ในด้านตรงขา้ มกบั ขาทจ่ี ะเจาะเลือด แขนโอบข้ามหลังของสนุ ัข จบั ขาท่ีจะเจาะ แขนอีกขา้ งสอดเข้า
ใตค้ อและดงึ ศรี ษะเข้าหาตัวของผูช้ ว่ ยจบั วางนว้ิ โป้งไวเ้ หนือตาแหนง่ ที่จะเจาะ แล้วใชน้ วิ้ ที่เหลอื
ประคอง ดา้ นใต้ข้อศอก วธิ นี จ้ี ะปอ้ งกนั ไมใ่ ห้มีการขยับข้อศอกถอยกลับ สดุ ท้ายกดเบา ๆ เพอื่ ท่จี ะให้
ขอ้ ศอกนน้ั น่ิง ซง่ึ จะช่วยให้เห็น หลอดเลอื ดได้ชัดขึ้น เพ่ิมแรงกดลงบนสว่ นหน้าของขา และบดิ มือ
เลก็ น้อยเพือ่ ทีจ่ ะดึงผิวหนังให้ตึงและดันให้หลอดเลอื ดนูนข้ึนอยา่ งชัดเจนและการทาเชน่ น้ีจะเป็นการ
บังคับใหห้ ลอดเลือดอยูก่ ับท่ีเพ่อื ง่ายต่อการแทงเข็ม เมือ่ เข็มถูกแทงลงในตาแหนง่ ดึงตวั แกนใน
กระบอกสบู เพอื่ ดวู ่า เข็มถูกแทงลงในตาแหน่งท่ีถูกต้อง เมื่อมีเลือดเข้ามาในกระบอกฉดี ยา ให้ผูช้ ว่ ย
155
คลายแรงกดทหี่ ลอดเลือดและผูฉ้ ีดดาเนินการเดนิ ยาเข้าไปในหลอดเลอื ดจนหมดยาในกระบอกฉีด
เมอ่ื ยาหมดหลอด ใหด้ ึงเข็มออกตามมมุ ทเ่ี ขา้ กดตาแหนง่ การ ฉีดเพ่ือหยุดเลอื ด ต้องม่ันใจวา่ มีการ
กาจัดเขม็ และหลอดทใี่ ชแ้ ล้ว อยา่ งถูกต้องเหมาะสม
ภาพท่ี 8.8 ตัวอยา่ งการจบั บังคับเพ่ือเจาะเลอื ดท่ตี าแหนง่ หลอดเลือดดาที่ขาหน้า (Cephalic vein)
ท่มี า: ภาพซ้าย (Aspinall, V. 2014)
5. การจับบังคับเพ่ือการถา่ ยภาพทางรงั สีวินิจฉัย
นอกจากการวนิ จิ ฉัยโรคดว้ ยการเก็บตัวอย่างเลือดมาตรวจแล้ว การใช้ภาพถ่ายเพื่อชว่ ยใน
การวนิ จิ ฉัยโรคกเ็ ปน็ อีกวธิ หี น่งึ ทม่ี ีสว่ นสาคัญอย่างยิง่ โดยส่วนใหญส่ ตั วแพทยม์ ักจะทาการถ่ายภาพ
ทางรังสี วนิ จิ ฉยั (X-ray) เพอื่ ประกอบการวินจิ ฉัยโรค ซ่ึงนักศกึ ษาควรจะทราบระบบมาตรฐานในการ
เรียกช่อื ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายเพอ่ื เขา้ ใจตรงกนั ทางการแพทย์ว่าคาศพั ท์ทางการแพทย์น้นั ๆ
หมายถงึ ส่วนของรา่ งกายในแนวใด สว่ นไหน ตามทเ่ี หน็ ดงั ภาพดา้ นล่าง (ภาพที่ 8.9)
ภาพที่ 8.9 ระบบมาตรฐานในการเรียกชือ่ สว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย
ด้านหน้า (Cranial) ด้านหลัง (Caudal) ด้านบน (Dorsal) ด้านลา่ ง (Ventral) ด้านต้น
(Proximal) ดา้ นปลาย (Distal) กง่ึ กลางลาตวั (Midline) ด้านใน (Medial) ดา้ นข้าง
(Lateral) สว่ นอุ้งเท้าหน้า (Palmar) สว่ นองุ้ เท้าหลัง (Plantar)
ท่ีมา: (Aspinall, V. 2014)
156
การถ่ายภาพทางรงั สีวินิจฉยั โดยสว่ นใหญ่ จะทาการถา่ ยภาพเฉพาะสว่ น เช่น ช่องอก ช่อง
ทอ้ ง หวั ขาหน้า ขาหลงั ขนึ้ กับว่าสตั วแพทยส์ งสัยว่าสว่ นของร่างกายส่วนใดที่อาจเกิดความผดิ ปกติ
ข้นึ โดยปกติแล้วการถ่ายภาพจะทาการถา่ ยในลักษณะอยา่ งน้อย 2 ระนาบ เพ่ือประกอบกนั เป็นโครง
ร่าง 3 มติ ิ เบ้อื งต้นของสภาพสตั ว์ ณ ขณะนัน้ โดยจัดใหร้ ังสีอยูท่ ่จี ดุ ศูนย์กลางของส่วนที่ต้องการจะ
ทาการถ่ายภาพ
5.2 ระนาบท่มี ักใช้ในการถ่ายภาพทางรังสวี นิ จิ ฉัย มีลกั ษณะดงั นี้
1) ระนาบดา้ นข้าง (Lateral view) รังสีผา่ นเข้ามาทางดา้ นขา้ งของสตั ว์ (สตั วน์ อน
ตะแคง)
2) ระนาบล่าง-บน (Ventrodorsal view) รงั สีผ่านเข้ามาจากด้านลา่ งของตวั สตั ว์
(สตั ว์นอนหงาย)
3) ระนาบบน-ล่าง (Dorsoventral view) รงั สผี า่ นเขา้ มาจากดา้ นบนของตัวสตั ว์
(สัตว์นอนควา่ )
ภาพท่ี 8.10 แสดงลกั ษณะการนอนตะแคงของสนุ ัขเพื่อถ่ายถา่ ยภาพทางรงั สีวินจิ ฉัยของทรวงอก
ในระนาบดา้ นข้าง (Lateral thorax) กากบาทคือจดุ ศนู ยก์ ลางของรงั สี และรอยประรปู
สเี่ หลย่ี มคอื พ้ืนที่ของทรวงอกทจี่ ะทาการถา่ ยภาพซง่ึ เห็นได้จากไฟสเี หลอื งในภาพ
ดา้ นขวา
ทม่ี า: (Aspinall, V. 2014)
ภาพที่ 8.11 แสดงลักษณะการนอนหงายของสนุ ัขเพ่ือถา่ ยภาพทางรงั สีวินิจฉัยของช่องท้องในระนาบ
ลา่ ง-บน (Ventrodorsal abdomen) ไฟสีเหลืองในภาพด้านขวาแสดงถงึ ขอบเขตของ
รงั สเี พื่อถ่ายภาพชอ่ งท้องในระนาบล่าง-บน
ทมี่ า: (Aspinall, V. 2014)
157
วธิ กี ารปฏิบตั ทิ างหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
1. วธิ ีการใชก้ ล้องจุลทรรศน์
1.1 ควรแน่ใจวา่ แสงไฟอยู่ทร่ี ะดับต่าทส่ี ุดกอ่ นเปิดกล้องจุลทรรศน์ทกุ ครัง้ ซึ่งจะเปน็
การชว่ ยยืดอายกุ ารใชง้ านของหลอดไฟ
1.2 วางสไลดด์ ้านทถี่ ูกตอ้ ง คือดา้ นท่ีมีตัวอยา่ งขึน้ บนแท่นวาง (Stage)
1.3 สาหรบั การใชง้ านกล้องจุลทรรศน์แบบสองตา (Binocular microscope) ใหเ้ ล่อื น
ปรบั สว่ นของชอ่ งมอง (Eyepiece) จนเห็นเป็นภาพเดียว
1.4 ปรับความสวา่ งของแสง (Brightness control) และปรับขนาดของชอ่ งรูรวมแสง
(Condenser)ใหเ้ หมาะสม จนเหน็ ภาพชัดเจน
1.5 เล่อื นหัวเลนส์ (Objective lens) ลงเข้าหาแทน่ วางสไลด์ ระวงั ไม่ใหห้ วั เลนส์
สัมผัสโดนสไลด์
1.6 มองผา่ นช่องมอง และใช้การปรับปมุ่ โฟกัสหยาบ (Coarse focus adjustment
handwheel) และปุ่มโฟกัสละเอียด (Fine focus adjustment handwheel) จนเหน็ ภาพชดั โดย
เร่ิมจากหวั กาลงั ขยายต่าก่อน (Lowest magnification lens) ปรบั โฟกสั จนภาพชัดเจน หวั
กาลงั ขยายต่าจะมีขนาดสน้ั ที่สดุ จากนน้ั คอ่ ยเปล่ียนไปใชห้ ัวกาลังขยายสงู ขึน้ ไปเรอื่ ย ๆ
1.7 หากต้องการจะใชห้ วั กาลงั ขยายสงู สุดซง่ึ มักจะเป็นหัวท่ีต้องใช้นา้ มนั อาจ
จาเปน็ ต้องใชน้ า้ มนั หยดไปบนสไลด์ก่อน จากนัน้ ค่อย ๆ เล่ือนหัวเลนส์ลงมาจนไปอยู่ในน้ามัน แต่
ระวงั ไม่ใหก้ ระแทกโดนสไลด์ จากน้ันปรบั ปมุ่ โฟกัสละเอยี ดเพียงเล็กน้อยเทา่ นนั้ กจ็ ะไดภ้ าพท่ีชดั เจน
อย่าลืมว่าตอ้ งเช็ดนา้ มันออกจากหัวเลนส์ให้สะอาดทุกครัง้ หลังใช้ เพราะหากมีคราบนา้ มันหลงเหลอื
อยบู่ นหัวเลนสจ์ ะทาให้หัวเลนสเ์ สยี และไมส่ ามารถมองภาพได้
1.8 หลงั จากใช้งานเสร็จแล้ว ให้ปดิ ไฟเครื่อง และต้องทาความสะอาดเลนส์ทุกหัว ทกุ
ครัง้ และทาการปรับหวั เลนส์ไปท่หี ัวกาลังขยายตา่ สดุ เล่ือนแทน่ วางขน้ึ มาด้านบนสดุ ปรับแสงไฟไปที่
ระดับต่าสุด เล่ือนช่องมองตาทั้งสองขา้ งเข้ามาชิดกันจนสดุ
2. วิธกี ารตรวจเลือดทางห้องปฏิบัตกิ าร
โดยทั่วไปแล้วการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการจะต้องอาศัยเคร่ืองมือหลายชนิด ดังนั้นถ้า
เป็นคลินิกสัตวข์ นาดเล็กมักจะใช้การสง่ ตรวจให้ห้องปฏบิ ัติการท่ีมีความเชี่ยวชาญมารบั ตัวอย่างเลือด
ไป หลังจากได้เก็บตัวอย่างเลือดจากสัตว์ป่วยแล้ว แต่สาหรับโรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่มักจะมี
อุปกรณ์พร้อมสาหรับการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการประจาอยู่เพ่ือช่วยในการประเมินสภาวะสตั ว์
และช่วยวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที โดยการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการท่ีนิยมกระทาใน
สัตว์ป่วยทุกราย เพราะสามารถทาได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ก่ีนาที ได้แก่ การวัดค่าปริมาณเซลล์
158
อดั แนน่ PCV การวัดความเข้มขน้ ของโปรตีนพลาสมา (Plasma protein concentration) และหาก
สัตว์มีไข้ หรือสงสัยว่าอาจมีการติดเช้ือการนับจานวนเม็ดเลือดขาว (Total white blood cell
count) ก็สามารถทาได้อย่างรวดเร็วและจะมีส่วนชว่ ยในการวินิจฉัยโรคเบอื้ งต้น แต่สัตวแพทย์มักส่ง
ตรวจเลือดอย่างละเอียดโดยห้องปฏิบัติการภายนอกด้วยอีกทางหนึ่งเพราะจะได้ผลการแยกแยะท้ัง
จานวนและชนดิ ของเม็ดเลอื ดชนดิ ต่าง ๆ อยา่ งละเอยี ดซ่ึงเป็นวิธที ี่ใชเ้ วลานานและอาศัยประสบการณ์
ในการแปลผลสูง
ภาพที่ 8.12 แสดงส่วนประกอบต่าง ๆ ของกล้องจลุ ทรรศนแ์ บบสองตา
ท่มี า: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
2.1 วิธีการวดั ค่าปรมิ าณเซลล์อดั แน่น (Packed cell volume; PCV or
Haematocrit)
ใชเ้ พ่ือหา%ของเลือดซ่ึงจะเป็นส่วนของเมด็ เลือดแดง red blood cells (RBCs) เปน็ การ
ประเมินภาวะโลหติ จาง (Anaemia) หรือ ภาวะขาดนา้ (Dehydration)
อุปกรณ์ ประกอบดว้ ย หลอดฮีมาโตคริต (Microhaematocrit tubes) เลือดในหลอดที่มี
EDTA เป็นสารกันเลือดแข็งตัว ดนิ นา้ มัน หรอื Cristaseal™ เพื่อปิดปลายหลอดฮีมาโตครติ เคร่อื งปน่ั
เหว่ียง (Centrifuge) ที่อ่านค่าฮีมาโตคริต (Microhaematocrit reader) กระดาษทิชชู และถุงมอื
1) ใสถ่ งุ มือ จากนนั้ ให้พลกิ หลอดเลอื ดไปมาเพ่ือผสมให้เลือดเข้ากัน
159
2) ใส่เลอื ดในหลอดฮีมาโตคริตไปจนถึงประมาณ ¾ ของหลอด โดยใช้น้วิ ปดิ อยูท่ ่ี
ปลายด้านหนึง่ ของหลอดเพ่ือไม่ให้เลือดไหลออกจากหลอด
3) เช็ดด้านนอกของหลอดฮีมาโตคริตเพ่ือเอาคราบเลอื ดท่ีอาจติดอยู่ออก
จากน้นั กดปลายอีกด้านหนึ่งของหลอดฮมี าโตคริตลงบน Cristaseal™ หรือดินน้ามนั เพ่ือปดิ สว่ น
ปลายของหลอดไม่ใหเ้ ลอื ดไหลออกมาจากหลอด
4) มกั จะใสเ่ ลอื ดไปในหลอดฮีมาโตคริต 2 หลอดในปริมาณเท่า ๆ กัน เพ่ือไปวาง
ในตาแหน่งตรงขา้ มกนั ให้สมดุลบนเคร่ือง Centrifuge โดยใหว้ างปลายสว่ นท่ีปิด Cristaseal™ หรือ
ดินนา้ มนั ไวใ้ ห้ชิดสมั ผสั กับสว่ นนอกสดุ ของจานวางบนเคร่ือง centrifuge จากนนั้ ต้องหมุนปดิ แผ่น
กลมด้านบนของจานวางบนเคร่ือง Centrifuge ใหแ้ น่นเพ่ือความปลอดภัย เพราะหลังจากเปิดเคร่ือง
แล้วเคร่อื งจะหมนุ ดว้ ยความเร็วสงู ถา้ ปิดไม่แน่นจะเปน็ อันตรายได้
5) ให้ต้งั เคร่ือง Centrifuge หมนุ ในอตั ราความเร็วที่ 10,000 รอบตอ่ นาที เปน็
เวลา 5 นาที หลังจากครบเวลาให้รอจนจานหยดุ หมุนสนิท แลว้ นาหลอดฮมี าโตคริตมาวางบนทอี่ า่ น
ค่าฮีมาโตคริต โดยวางสว่ นล่างสุดของเม็ดเลอื ดแดงอัดแนน่ ใหต้ รงกับขีดด้านลา่ งของทีอ่ ่าน เลือ่ นให้
สว่ นบนของพลาสม่าซ่งึ มีสีเหลืองใสอยู่ตรงกบั ระดับของเส้นดา้ นบน จากน้นั เลอื่ นไม้บรรทัดทเี่ ปน็ เสน้
ใหอ้ ยตู่ รงสว่ นบนของเม็ดเลือดแดงอดั แน่น
6) อ่านคา่ % ท่ไี ด้จากที่อา่ นค่าฮีมาโตครติ หรืออาจคานวณ คา่ % PCV ได้จากการ
วัดความยาวของส่วนเมด็ เลือดแดงอัดแนน่ (a) หารดว้ ยควายาวทั้งหมดของพลาสม่า ชน้ั Buffycoat
และ เมด็ เลอื ดแดง (b) x 100 เพ่อื ทาเป็น%
ภาพท่ี 8.13 (ซา้ ย) แสดงปรมิ าณเซลลอ์ ดั แน่น PCV และ
(ขวา) แสดงคา่ เลอื ดปกติในสนุ ัขและแมว
ทม่ี า: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
160
สแกน QR-code เพื่อดูวีดีโอสาธติ วิธีการวัดค่าปริมาณเซลล์อดั แน่น และ
วธิ กี ารวดั ความเข้มขน้ ของโปรตนี พลาสมา
2.2 วิธีการวดั ความเขม้ ข้นของโปรตนี พลาสมา (Plasma protein concentration)
ทาไดโ้ ดยหลงั จากวัดคา่ PCV เสรจ็ แล้ว ให้ใชใ้ บมดี กรีดเลก็ นอ้ ยบนหลอดปั่นฮีมาโตคริตให้
เป็นรอยตรงรอยต่อเหนือส่วนของเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Packed red cell) ข้ึนไปเล็กน้อยเข้าในส่วน
ชัน้ ของพลาสม่า จากน้ันหกั หลอดปน่ั ฮีมาโตครติ แล้วหยดพลาสม่าทีเ่ ปน็ นา้ สีเหลืองใสลงบน
Sprectometer เพ่อื อ่านค่าความเขม้ ข้นของโปรตีนพลาสมาซ่ึงจะอยู่ในจอทางดา้ นซ้ายของเคร่ือง
Refrectometer ดงั ภาพด้านลา่ ง
Urine S.G.
ภาพท่ี 8.14 แสดง Refrectometer สาหรับใชว้ ัดค่าความเขม้ ขน้ ของโปรตนี พลาสมา
เม่ือหยดพลาสมา่ ลงไปบนพน้ื ผวิ ปริซึม แลว้ อ่านคา่ ทางดา้ นซ้ายของช่องมอง Eyepiece
และ เมื่อหยดตวั อย่างปสั สาวะลงไปบนพืน้ ผิวปริซมึ แลว้ อา่ นค่าทางดา้ นขวาของช่อง
มอง Eyepiece จะไดค้ ่าความถ่วงจาเพาะของปัสสาวะ
ที่มา: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
2.3 วิธีการนบั เมด็ เลือด
สามารถนบั ได้ทัง้ เม็ดเลือดขาวและเมด็ เลอื ดแดง โดยใช้ Haemocytometer เหมือนกัน
แต่ในการเตรียมตัวอย่างจะใช้นา้ ยาผสมตา่ งกนั คือเป็น น้ายานับเม็ดเลือดขาว (White blood cell
diluent) หรือนา้ ยานบั เมด็ เลือดแดง (Red blood cell diluent) และจะใช้เปน็ ปิเปตเ์ ฉพาะสาหรับ
นบั เมด็ เลือดขาว (จะมีเม็ดสีขาวด้านในปเิ ปต์) หรือใช้เป็นปเิ ปตเ์ ฉพาะสาหรบั นับเมด็ เลือดแดง (จะมี
เมด็ สแี ดงดา้ นในปิเปต์)
161
Haemocytometer จะมลี ักษณะเปน็ สไลด์หนาที่มีชอ่ งเป็นแถบลึกอยู่ดา้ นขา้ งท้งั สองข้าง
ไว้สาหรับหยอดเลือดท่ีผสมน้ายานับเซลลแ์ ลว้ ลงไป โดยบนสไลด์ Haemocytometer จะมีการตเี ป็น
ตารางสี่เหลยี่ มหลายเสน้ ดงั รูปด้านลา่ งเพื่อใชใ้ นการนับและคานวนจานวนเซลลเ์ มด็ เลือด และจะมี
Coverslip ใหม้ าคู่กันโดยเฉพาะเพ่ือปิดดา้ นบนของสไลด์ Haemocytometer หลังจากหยดตวั อย่าง
เลอื ดลงไปแลว้
ภาพท่ี 8.15 แสดง Haemocytometer สาหรับใชน้ ับจานวนเม็ดเลอื ดขาวหรือเมด็ เลือดแดง
(ภาพซา้ ย) Haemocytometer จะเป็นแผ่นสไลดห์ นาทมี่ ีตารางส่เี หลยี่ มสาหรับไวน้ ับ
เม็ดเลอื ด และมี Coverslip ปดิ อยดู่ า้ นบน
(ภาพขวา) ภาพขยายสว่ นของตารางส่เี หล่ียมบน Haemocytometer หากสอ่ งดว้
กล้องจลุ ทรรศน์ นบั จานวนเซลลท์ ่อี ยใู่ นชอ่ งสี่เหล่ียมขนาดเล็กตรงกลางท่ีมีเครอ่ื งหมาย
R ( พน้ื ท่ีในสเ่ี หลี่ยมสแี ดง) เพื่อนับจานวนเม็ดเลอื ดแดง และนบั จานวนเซลล์ท่อี ยู่
ในช่องส่ีเหลยี่ มขนาดใหญ่ตรงขอบทีม่ ีเครื่องหมาย W ( พื้นที่ในสเ่ี หลย่ี มสนี า้ เงิน)
เพือ่ นับจานวนเม็ดเลอื ดขาว
ท่มี า: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
1) วธิ ีการนบั เม็ดเลือดขาว
ใส่ถงุ มือ จากนนั้ ผสมเลอื ดใหเ้ ข้ากนั โดยการพลิกหลอดเลอื ดไปมาหลาย ๆ รอบ แล้วทาการ
ดดู เลอื ดโดยใชเ้ ปน็ ปเิ ปตเ์ ฉพาะสาหรับนับเม็ดเลือดขาว (จะมเี ม็ดสีขาวดา้ นในปเิ ปต์) ดดู เลอื ดขนึ้ ไปถงึ
ระดบั ท่เี ลข 0.5 (ห้ามใช้ปากดูด) ให้ใช้สายยางรว่ มกนั ไซร้ิงค์ 1 ซซี ี ในการดูดเลอื ด เช็ดรอบนอกของปิ
เปตด์ ว้ ยทิชชู
ดดู น้ายานบั เม็ดเลือดขาวขึน้ ไปจนถงึ ระดบั ท่เี ลข 11 (น้ายานับเมด็ เลอื ดขาว จะ
ประกอบด้วย 1 % Gentian violet 1 ซีซี เพอ่ื ย้อมสเี ซลล์ ผสมกับ 2 % Glacial acetic acid 2 ซซี ี
จากนั้นเตมิ น้ากลั่นลงไป 97 ซซี ี ซึ่งสว่ นผสมนี้จะทาลายเมด็ เลอื ดแดงทาใหส้ ามารถนับเมด็ เลอื ดขาว
ไดง้ ่ายขนึ้ ) โดยมักใช้เปน็ นา้ ยาสาเร็จรูป
162
จากนนั้ เชด็ รอบนอกของปเิ ปตด์ ้วยทิชชู แลว้ ผสมเลือดและนา้ ยานับเมด็ เลอื ดขาวให้เข้ากัน
โดยการค่อย ๆ พลิกหมนุ ปเิ ปต์ไปมา ท้ิงไว้ประมาณ 10 นาที เพ่ือใหเ้ ม็ดเลือดแดงแตก และย้อมสเี ม็ด
เลอื ดขาวตดิ ดี
ผสมเลือดและนา้ ยานับเม็ดเลือดขาวใหเ้ ข้ากนั โดยการค่อย ๆ พลิกหมนุ ปเิ ปต์ไปมาอีกรอบ
หนึง่ กอ่ นทาการนบั โดยใหห้ ยดสว่ นแรกทิง้ ไปก่อนโดยแตะบนทชิ ชู
หยดส่วนผสมลงไปแท่นทีน่ บั เมด็ เลอื ด แล้วปิด Coverslips ทีม่ าพร้อมกับท่นี บั จากนน้ั
นาไปส่องกลอ้ งจลุ ทรรศน์ หลงั จารอใหเ้ ซลล์ตกลงประมาณ 2-3 นาที จึงทาการนับจานวนเมด็ เลอื ด
ขาว โดยนับจานวนเซลล์ใน 4 ช่องส่เี หลยี่ มที่อยู่มมุ ดา้ นนอกตามเคร่ืองหมาย W (ตามภาพด้านบน
ภาพท่ี 8.15) คือนับจานวนเซลล์ทอ่ี ยู่ในชอ่ งสีเ่ หลี่ยมขนาดใหญต่ รงขอบทมี่ ีเครื่องหมาย W (
พ้ืนที่ในสเ่ี หลยี่ มสนี า้ เงิน) นาค่าทไี่ ดม้ า คูณด้วย 50 จะไดจ้ านวนเม็ดเลือดขาวตอ่ ตารางมิลลเิ มตร
2) วิธกี ารนับเม็ดเลอื ดแดง
ใส่ถุงมือ จากนั้นผสมเลอื ดใหเ้ ขา้ กันโดยการพลิกหลอดเลือดไปมาหลาย ๆ รอบ แล้วทาการ
ดดู เลอื ดโดยใชเ้ ป็นปเิ ปต์เฉพาะสาหรบั นับเมด็ เลือดแดง (จะมเี มด็ สแี ดงด้านในปิเปต์) ดูดเลอื ดขนึ้ ไป
ถงึ ระดบั ทีเ่ ลข 0.5 (ห้ามใช้ปากดดู ) ให้ใช้สายยางร่วมกนั ไซร้ิงค์ 1 ซซี ี ในการดดู เลือด เช็ดรอบนอก
ของปเิ ปตด์ ว้ ยทชิ ชู
ดดู นา้ ยานบั เม็ดเลือดแดงขน้ึ ไปจนถงึ ระดับท่ีเลข 101 (น้ายานับเมด็ เลือดแดงต้องเป็น
Isotonic เพ่ือปอ้ งกนั เม็ดเลือดแดงถูกทาลาย) โดยส่วนใหญ่จะใชเ้ ปน็ น้ายาสาเรจ็ รปู จากนน้ั เช็ดรอบ
นอกของปิเปตด์ ้วยทชิ ชู
ผสมเลอื ดและนา้ ยานับเมด็ เลือดแดงใหเ้ ขา้ กันโดยการค่อย ๆ พลิกหมุนปิเปต์ไปมา แลว้
หยดสว่ นแรกทิ้งไปก่อนโดยแตะบนทิชชู
หยดสว่ นผสมลงไปแทน่ ทนี่ ับเมด็ เลอื ด แล้วปิด Coverslips ที่มาพร้อมกับทน่ี ับ นาไปสอ่ ง
กล้องจุลทรรศน์ โดยรอใหเ้ ซลล์ตกลงประมาณ 2 - 3 นาที จึงทาการนับจานวนเม็ดเลือดแดง โดยนบั
จานวนเซลล์ทน่ี บั ได้ใน 5 ชอ่ งส่ีเหลยี่ มเลก็ ทมี่ เี คร่ืองหมาย R (ตามภาพด้านบน ภาพท่ี 8.19) คือนบั
จานวนเซลล์ทอี่ ยใู่ นชอ่ งสเ่ี หลี่ยมขนาดเลก็ ตรงกลางทมี่ เี ครื่องหมาย R ( พื้นทีใ่ นสเ่ี หลีย่ มสแี ดง)
นาค่าที่ได้ มาคูณดว้ ย 10,000 จะไดจ้ านวนเมด็ เลือดแดงตอ่ ตารางมิลลเิ มตร
2.4 การเตรียมสไลด์เลือด
โดยท่วั ไปขั้นตอนการเตรียมตัวอยา่ งสาหรบั สอ่ งกลอ้ งจุลทรรศน์ จะเป็นการเสมียร์ตัวอย่าง
ใหเ้ ปน็ แผน่ บางบนสไลดเ์ พอื่ ให้แสงสามารถสอ่ งผ่านไดแ้ ละเหน็ เซลล์ได้ชัดเจน ในท่ีนี้จะยกตวั อยา่ ง
เป็นการเตรยี มสไลด์เลอื ด แต่สามารถนาวิธีการนไี้ ปประยุกต์ใช้กบั การเตรียมตัวอย่างชนิดอืน่ สาหรบั
สอ่ งกลอ้ งจุลทรรศน์ได้ เช่น ของเหลวหรือส่ิงคัดหล่ังทเี่ กบ็ มาจากสัตวป์ ่วย
163
วธิ ีการเตรยี มสไลดเ์ ลือด
ใสถ่ งุ มือ จากนน้ั หยดเลือดทผี่ สมเข้ากันดีแล้ว ขนาดเทา่ หัวไม้ขดี ไฟ ลงบนสไลด์ ทปี่ ลาย
ด้านหน่ึงดงั ภาพ จากน้นั ใช้สไลด์อกี อนั หนงึ่ หรือ Coverslips เอยี งทามมุ 45 องศา วางให้อยู่
ดา้ นหน้าของหยดเลือดดังภาพ
จากน้ันให้เล่ือนมอื ที่ถือสไลด์ หรอื Coverslips ถอยหลงั ไปจนแตะกบั หยดเลอื ดดังภาพ จะ
เห็นว่าหยดเลือดจะกระจายออกกบั ขอบของสไลด์ หรือ Coverslipsท่ีเราใช้แตะ จากนนั้ ให้เลอ่ื นมอื
ไปด้านหนา้ ดว้ ยความรวดเร็วคงที่ ภายในครง้ั เดยี ว จะได้แผ่นสไลด์เลือดท่ีกระจายเป็นแผน่
สเ่ี หลี่ยมผืนผ้าอย่างสม่าเสมอ แล้วจงึ ตง้ั ทิ้งไวใ้ หแ้ ห้งดี
จากนนั้ ทาการ Fix ด้วย Absolute methanol ประมาณ 5 นาที แลว้ รอใหแ้ หง้ จงึ จะ
สามารถนาไปย้อมสีไดต้ ามตอ้ งการ
ภาพท่ี 8.16 การเตรียมตวั อย่างสเมยี รเ์ ลือด
ท่ีมา: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
2.5 การย้อมสี DIFF-QUIK™ STAIN
การย้อมสี DIFF-QUIK™ STAIN เป็นการยอ้ มสพี ืน้ ฐานท่ีสามารถทาไดง้ ่ายและรวดเร็ว
ขั้นแรกใหจ้ ุ่มสไลด์ตวั อย่างที่ต้องการศึกษาใน Solution A (เป็นนา้ ยา Fixative
methanol สนี ้าเงนิ ออ่ น) 5 ครง้ั
จากน้ันนาไปจุ่มใน Solution B (เป็นนา้ ยาย้อมสี Eosin สแี ดง) 5 ครงั้
จากน้นั นาไปจุ่มใน Solution C (เปน็ นา้ ยายอ้ มสี Thiazine dye สีม่วง) 7 ครัง้ (จะช่วยให้
ตดิ สีเกลด็ เลอื ดได้ดขี นึ้ ถา้ ย้อมสนี านข้ึน
ใช้นา้ ล้างผ่านบนสไลด์ดว้ ยจนคราบสีส่วนเกนิ หมด จากน้ันตัง้ สไลดเ์ อียงทิง้ ไวเ้ พื่อรอจนแห้ง
2.6 วธิ กี ารตรวจปสั สาวะทางห้องปฏิบตั กิ าร
โดยปกติแลว้ การตรวจปสั สาวะควรทาทันทเี พราะการเก็บปัสสาวะไว้เป็นเวลานานจะทาให้
คา่ ตา่ ง ๆคลาดเคลือ่ นได้ จึงมักนิยมตรวจปัสสาวะทกุ ครงั้ เมื่อสงสยั วา่ มีความผดิ ปกติของทางเดิน
ปสั สาวะ และการตรวจปัสสาวะสามารถทาได้โดยงา่ ยใช้เวลาเพยี งไมก่ ี่นาที และเครือ่ งมือทีใ่ ชก้ ็ไม่
164
ยงุ่ ยาก โดยตวั อยา่ งปสั สาวะทน่ี ามาตรวจควรเป็นปสั สาวะชว่ งกลางของการปสั สาวะลองมาในภาชนะ
ท่ีสะอาด โดยสามารถนาตัวอย่างปัสสาวะมาตรวจได้หลายวิธดี ังนี้
การตรวจปัสสาวะโดยใช้แทบตรวจปสั สาวะ (Dipstick analysis): เพอื่ ประเมนิ คา่ ชีวเคมี
อย่างครา่ ว ๆ ของปสั สาวะ เช่น คา่ ความเปน็ กรดเป็นดา่ ง Glucose, Protein, Ketones, Bilirubin
การวดั ค่าความถ่วงจาเพาะของปสั สาวะ Specific gravity: ดชั นคี วามเข้มข้นของปริมาณ
สารที่ละลายอยใู่ นปัสสาวะ
การตรวจตะกอนปสั สาวะ ทาได้โดยการนาปสั สาวะปริมาณ 5 ซีซี ไปปัน่ เหวี่ยงเป็นเวลา
15 นาที จากนั้นเอาส่วนของตะกอนดา้ นล่างมาดูผ่านกล้องจุลทรรศน์
ภาพที่ 8.17 Refractometer สาหรับวัดความถว่ งจาเพาะของปัสสาวะ
ท่ีมา: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
นอกจากนกี้ ารตรวจปสั สาวะยงั เป็นอีกหนึ่งวิธที นี่ ามาใชเ้ พื่อประเมินการตรวจการทางาน
ของไต โดยขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการตรวจปสั สาวะประกอบด้วย
1) ความถว่ งจาเพาะ ไตท่เี สอ่ื มจะไมส่ ามารถทาใหป้ ัสสาวะเข้มข้นได้ เพราะฉะนั้น
คา่ ความถ่วงจาเพาะจะตา่ กว่า 1.015 แม้วา่ จะเปน็ ปสั สาวะหลงั งดน้ามา 6 - 8 ชั่วโมงก็ตาม
2) ความเป็นกรดเปน็ ด่าง ไตทเี่ ส่อื มจะขับกรดออกได้น้อย ดังนน้ั ปัสสาวะจะเปน็
ด่างมากกวา่ ปกติ
3) โปรตีน ซ่งึ ตามปกตแิ ล้วโปรตีนในปัสสาวะจะมปี ริมาณน้อยมากจนตรวจไม่พบ
ตรวจพบโปรตีนมากกวา่ ปกติจะบอกถงึ ภาวะไตอักเสบหรือมีการรว่ั ไหล หรือการดูดกลบั บกพร่อง
4) เม็ดเลอื ดแดงและขาว ถา้ เมด็ เลอื ดมากจะบอกถงึ ภาวะการอักเสบ แต่ต้องแยก
ว่าอกั เสบที่ไตหรือทางเดนิ ปัสสาวะท่ีตา่ กว่าไตลงมา คือ ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ หรอื ทอ่ ปสั สาวะ
โดยหากสงสัยวา่ มกี ารตดิ เช้ือของทางเดินปสั สาวะควรทาการสง่ ปัสสาวะไปเพาะเช้ือ โดยจะเก็บ
ปสั สาวะโดยวิธเี จาะผา่ นกระเพาะปัสสาวะ
165
คาถามท้ายบทท่ี 8
1. ให้นักศึกษาอธิบายวธิ กี ารตรวจสุขภาพสัตวเ์ บอ้ื งต้น
2. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบายวธิ กี ารวัดความเข้มขน้ ของโปรตีนพลาสมา
สแกน QR-code ทายปญั หาระบชุ อ่ื อวัยวะ
สแกน QR-code ทายปัญหาระบุตาแหนง่ ในการคลาตอ่ มน้าเหลือง
สแกน QR-code ทายปัญหาระบุช่ือตาแหน่งการคลาชีพจร
สแกน QR-code ทายปัญหาระบชุ อ่ื สว่ นต่าง ๆ ของร่างกายตามระบบมาตรฐาน
สแกน QR-code ทายปัญหาระบชุ อ่ื ส่วนตา่ ง ๆ ของเลอื ดทใ่ี สแ่ ละไมใ่ ส่สารกันเลือดแขง็ ตัว
166
เอกสารอา้ งองิ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรบ์ างเขน. (20 ต.ค. 2564). คู่มอื การฝึกงานโรงพยาบาลสัตว์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน.
http://vet.ku.ac.th/vv2018/images/manual_hospi.pdf
Aspinall, V. (2014). Clinical Procedures in Veterinary Nursing. (3rd ed.). China :
Elsevier.
Ackerman, N. and Aspinall, V. (2016). Aspinall's Complete Textbook of Veterinary
Nursing E-Book. (3rd ed.). China : Elsevier.
California Veterinary Supply. (20 ต.ค. 2564). What to know about administering
injections to animals. https://www.calvetsupply.com/Administering-
Injections-to-Animals.html
DrAlana. (20 ต.ค. 2564). Lec 04 Venipuncture Of Dogs And Cats.
https://pt.slideshare.net/DrAlana/lec-04-venipuncture-of-dogs-and-cats/5
Schubert, T. (20 ต.ค. 2564). Parts of the Nervous System in Dogs.
https://www.merckvetmanual.com/dog-owners/brain,-spinal-cord,-and-
nerve-disorders-of-dogs/parts-of-the-nervous-system-in-dogs
167
บรรณานกุ รม
กรมปศสุ ตั ว์. (20 ต.ค. 2564). ค่มู ือการตรวจประเมนิ และการออกใบรบั รองการปฏิบัติทาง
การเกษตรท่ดี ดี า้ นปศุสตั ว์ สาหรับเจา้ หนา้ ท่กี รมปศสุ ตั ว์. http://pvlo-
nak.dld.go.th/service/manual_gap.pdf
_______. (20 ต.ค. 2564). ว่าดว้ ยการดาเนนิ การเฝ้าระวงั ป้องกัน และควบคุมโรคระบาดสัตว์
พ.ศ. 2560. https://legal.dld.go.th/web2012/news/P15/130660rbdld.pdf
_______. (20 ต.ค. 2564). หลกั เกณฑก์ ารตรวจประเมินและออกใบรับรองการปฏิบัตกิ ารทาง
การเกษตรท่ดี ีดา้ นปศุสตั ว์. http://certify.dld.go.th/certify/index.php/th/2016-05-
01-14-47-42/2016-05-03-02-04-15/1066-checklist
_______. (20 ต.ค. 2564). การตรวจประเมินและการออกใบรับรองการปฏบิ ตั ิทางเกษตรท่ดี ี
ดา้ นปศุสัตว์.
http://certify.dld.go.th/certify/images/laws/standard_farm/flowchart%20Up%
20to%20Web.pdf
กองสวสั ดิภาพสตั วแ์ ละสตั วแพทย์บรกิ าร กรมปศุสตั ว์. (20 ต.ค. 2564). การขออนุญาตคา้ สนุ ัข
และแมว.
https://www.facebook.com/vetserviceTH/photos/a.2256697967949522/2693
221880963793/
ข้อบัญญัตกิ รงุ เทพมหานคร เรือ่ ง การควบคุมการเลีย้ งหรอื ปล่อยสนุ ขั พ.ศ. 2548. (7 ธันวาคม
2548). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม่ 122 ตอนพเิ ศษ 140ง, หนา้ 10 - 17.
ทมี ขา่ วเฉพาะกิจไทยรฐั ออนไลน.์ (27 ม.ค. 2558). จรงิ หรือคนเสียเปรียบ ! ก.ม.คุ้มครองสัตว์ EP.2
ไขขอ้ กงั ขา เตะหมาป้องกนั ตัว ผดิ -ไม่ผดิ ?
http://www.thanaiphorn.com/content.php?type=5&id=195
ปรางกวนิ แย่งขจร และคณะ. (2549). “โรคไขห้ วดั นก”. เชียงใหม่สัตวแพทยสาร, 4(2) : 137 -
147.
ประกาศกรมปศสุ ัตว์ เร่อื ง ลกั ษณะและรายละเอยี ดของรายการคา่ รักษาพยาบาลและค่าบรกิ ารใน
สถานพยาบาลสัตว์ พ.ศ. 2562. (21 พฤษภาคม 2562). ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ 136
ตอนพิเศษ 128ง. หน้า 43 – 44.
ประกาศกรมปศุสตั ว์ เรอ่ื ง หลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเง่ือนไขในการขออนุญาตและการออกใบอนุญาต
ทาการค้าหรือหากาไรในลักษณะคนกลางซ่ึงสตั วป์ ระเภทสุนขั และแมว พ.ศ. 2563. (18
พฤษภาคม 2563). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ 137 ตอนพิเศษ 116ง. หนา้ 36 – 38.
168
พระราชบญั ญัติ ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดภิ าพสตั ว์ พ.ศ. 2557. (26 ธันวาคม 2557).
ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ 131 ตอนท่ี 87ก. หนา้ 4 - 21.
พระราชบญั ญตั ิ โรคพิษสุนขั บ้า พ.ศ. 2535. (12 กุมภาพนั ธ์ 2535). ราชกิจจานุเบกษา. หนา้ 24 -
32.
พระราชบัญญตั ิ โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558. (2 มีนาคม 2558). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 132 ตอน
ท่ี 14ก. หน้า 22 - 40.
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรบ์ างเขน. (20 ต.ค. 2564). คมู่ อื การฝกึ งานโรงพยาบาลสัตว์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรบ์ างเขน.
http://vet.ku.ac.th/vv2018/images/manual_hospi.pdf
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์. (20 ต.ค. 2564). หลักการเลีย้ งสัตว.์
http://elearning.nsru.ac.th/web_elearning/animals/
โรงเรียนมารดานฤมลนครสวรรค์. (20 ต.ค. 2564). การจัดการเลย้ี งดไู ก่เน้อื
http://www.mandanarumol.ac.th/index.php
ระเบยี บกรมปศสุ ตั ว์วา่ ดว้ ยการขอรบั และออกใบรบั รองการปฏบิ ตั ทิ างการเกษตรท่ีดดี ้านปศุสตั ว์ พ.ศ.
2558. (21 กรกฎาคม 2558). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม 132 ตอนพิเศษ 168ง. หนา้ 14 -
25.
สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า. (19 กมุ ภาพนั ธ์ 2535). พระราชบญั ญัติ รักษาความสะอาด
และความเปน็ ระเบยี บเรยี บร้อยของบา้ นเมอื ง พ.ศ. 2535. หนา้ 1 - 21.
สานกั ควบคุม ป้องกนั และบาบัดโรคสัตว์ กรมปศสุ ัตว์. (24 กุมภาพนั ธ์ 2556). แผนงานของสานกั
ควบคุม ป้องกันและบาบดั โรคสัตว์.
สานักพัฒนาระบบและรบั รองมาตรฐานสนิ คา้ ปศุสตั ว์ กรมปศสุ ตั ว์. (20 ต.ค. 2564). มาตรฐาน
สินค้าเกษตร. http://certify.dld.go.th/certify/index.php/th/2016-05-01-14-47-
42/2016-05-03-02-04-15/1067-2019-09-02-03-31-36
สานักงานมาตรฐานสนิ ค้าเกษตรและอาหารแหง่ ชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (20 ต.ค. 2564).
หลกั การความปลอดภัยทางชวี ภาพสาหรับฟารม์ สัตว์ปีก.
https://www.acfs.go.th/standard/download/BIOSECURITY_PRINCIPLES_FOR_P
OULTRY_FARMING.pdf
Ackerman, N. and Aspinall, V. (2016). Aspinall's Complete Textbook of Veterinary
Nursing E-Book. (3rd ed.). China : Elsevier.
169
Animal Health Australia States. (20 ต.ค. 2564). National Farm Biosecurity Manual:
Grazing Livestock Production.
https://www.farmbiosecurity.com.au/industry/dairy-cattle/
Aspinall, V. (2014). Clinical Procedures in Veterinary Nursing. (3rd ed.). China :
Elsevier.
British Small Animal Veterinary Association. (2011). BSAVA Small Animal
Formulary. (7th ed.). Rhonda : HSW print. 17 – 18.
California Veterinary Supply. (20 ต.ค. 2564). What to know about administering
injections to animals. https://www.calvetsupply.com/Administering-
Injections-to-Animals.html
Cooley, M. (2002). "Endogenous gonadal hormone exposure and bone sarcoma risk".
Cancer Epidemiol Biomarkers Prevent, 11: 1434–1440.
DrAlana. (20 ต.ค. 2564). Lec 04 Venipuncture Of Dogs And Cats.
https://pt.slideshare.net/DrAlana/lec-04-venipuncture-of-dogs-and-cats/5
Food and Agriculture Organization of the United Nations. (20 ต.ค. 2564). Farmer's
Hand Book on Pig Production.
http://www.fao.org/ag/againfo/themes/documents/pigs/handbook%20on%2
0pig%20production_english%20layout-vietanm-draft.pdf
Fourie, J. (2013). "Transmission of Ehrlichia Canis by Rhipicephalus Sanguineus Ticks
Feeding on Dogs and on Artificial Membranes". Vet Parasitol, 8(197) : 595 -
603.
Fossum, T.W. (2019). Small Animal Surgery. (5th ed.). Philadelphia : Elsevier.
Geenty, K., and Morris, S. (20 ต.ค. 2564). Guide to New Zealand Cattle Farming.
https://beeflambnz.com/knowledge-hub/PDF/guide-new-zealand-cattle-
farming.pdf
Howe, M. (2015). "Current Perspectives on the Optimal Age to Spay/Castrate Dogs
and Cats". Vet Med (Auckl), 6 : 171 – 180.
Jericho, K.W.F. (1984). "Animal Health Management and Intensive Livestock
Production". Can Vet J, 25(6) : 271.
Lorenz, M., Neer, M. and Demars, P. (2009). Small Animal Medical Diagnosis. (3rd
ed.). Iowa : Wiley-Blackwell.
170
Mantovini, A. (1992). "Zoonoses control and veterinary public health". Rev. sci.
tech. Off. int. Epiz., 11 (1) : 205 - 218.
McGahan, E., Gould, N., and Dunlop, M. (20 ต.ค. 2564). Best Practice Litter
Management Manual for Australian Meat Chicken Farms.
https://agrifutures.com.au/wp-content/uploads/2021/04/21-022.pdf
Norsworthy, G. (2018). The Feline Patient. (5th ed.). Hoboken : John Wiley & Sons,
Inc.
Natural resource management south. (20 ต.ค. 2564). Farm Biosecurity Planing
Guide. https://www.nrmsouth.org.au/wp-content/uploads/2017/06/farm-
biosecurity-final-3.pdf
Orpet, H. and Welsh, P. (2002). Handbook of Veterinary Nursing. (1st ed.). Oxford
: Blackwell Science.
Pan American Health Organization. (2003). Zoonoses and Communicable Diseases
Common to Man and Animals: Parasitoses. (3rd ed.). Washington, D.C.
Pantip. (14 เมษายน 2557). แมวทบี่ ้านกินหญา้ แล้วสารอกออกมา สิ่งนคี้ ืออะไรหรือคะ.
https://pantip.com/topic/31912503
Schneider, R. (1969). "Factors Influencing Canine Mammary Cancer Development
and Postsurgical Survival". J Natl Cancer Inst, 43(6) : 1249 - 61.
Schubert, T. (20 ต.ค. 2564). Parts of the Nervous System in Dogs.
https://www.merckvetmanual.com/dog-owners/brain,-spinal-cord,-and-
nerve-disorders-of-dogs/parts-of-the-nervous-system-in-dogs
United States Department of Agriculture. (20 ต.ค. 2564). Biosecurity: Protecting
Your Livestock and Poultry.
https://www.aphis.usda.gov/publications/animal_health/content/printable_v
ersion/fs_bio_sec_07.pdf
Wang, L.F. and Crameri, G. (2014). "Emerging zoonotic viral diseases". Rev. sci.
tech. Off. int. Epiz., 33 (2) : 569 - 581.
YouTube. (7 มนี าคม 2556). Applying a Gauze Muzzle. https://youtu.be/s_5-o24qZo8
YouTube. (4 พฤษภาคม 2557). Basic Cat Restraints. https://youtu.be/tnOP18UTBTw
YouTube. (4 พฤษภาคม 2557). Dog Basic Restraints. https://youtu.be/2y6CfUKwlQE
171
เฉลยคาถามท้ายบท
เฉลยคาถามท้ายบทท่ี 1
1. ใหน้ ักศึกษาอธบิ ายความหมายของความปลอดภัยทางชีวภาพ
ความปลอดภัยทางชวี ภาพ (Biosecurity) หมายถึง ระบบการจดั การและมาตรการทาง
กายภาพ ที่ดาเนินการเพ่อื ป้องกันควบคุมโรค โดยการลดความเสี่ยงของการนาศัตรูพชื การนาเชอ้ื โรค
เขา้ มาสู่ส่ิงแวดล้อม สู่ชมุ ชน สู่ฟาร์ม หรือการแพรก่ ระจายของเช้ือโรคภายในและออกจากฟาร์ม
รวมถึงการแพร่กระจายของโรคในประชากรสตั ว์
2. ให้นกั ศกึ ษาอธบิ ายว่าหลักท่ีสาคัญสาหรบั ความปลอดภัยทางชีวภาพ 3 ประการ
ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ความปลอดภัยทางชีวภาพประกอบดว้ ย 3 สว่ นหลกั ๆ ท่สี าคัญ คือ
การแยกสตั ว์ (Isolation) การควบคมุ การสญั จร (Traffic control) และสุขอนามยั (Sanitation)
2.1 การแยกสัตว์ คือ ก่อนนาสัตว์ใหม่เข้าฟาร์มทุกคร้ังต้องมกี ารกักโรค เพื่อดูอาการ
เปน็ ระยะเวลาอยา่ งน้อย 14 วนั เพื่อหลกี เลย่ี งความสญู เสยี ท่ีอาจเกดิ ข้ึนในฟารม์ จากการระบาดของ
โรคโดยมีสัตวใ์ หม่ทเี่ ป็นพาหะของโรคนาเขา้ ไปสู่ฝงู สตั วเ์ ดมิ การเล้ียงสัตว์ตอ้ งเล้ยี งในสถานทีท่ ่มี กี าร
ควบคุมสภาวะแวดล้อม มรี ัว้ โดยรอบ รวมถึงการเลีย้ งดูที่มีการแยกกลมุ่ สัตวท์ ม่ี ีอายตุ า่ งกัน การนา
สัตวเ์ ขา้ มาเลีย้ งและนาออกพรอ้ มกนั ทั้งหมด (All-in/all-out) เพ่ือให้มเี วลาในการทาความสะอาด
และฆ่าเชื้อ จะชว่ ยตัดวงจรของเช้ือท่ีจะก่อโรคภายในฟาร์ม หากพบวา่ มีสัตวป์ ว่ ยภายในฟารม์ ต้อง
แยกสัตวป์ ว่ ยออกจากสตั วท์ ี่ยังไมแ่ สดงอาการของโรคทนั ที
2.2 การควบคมุ การสญั จร ซึ่งครอบคลุมทั้งเสน้ ทางไปสู่ฟาร์มและภายในฟารม์ เพ่อื
ปอ้ งกันสตั ว์ รวมถงึ คน พาหนะ วชั พืช ศตั รูพืช โรค ควบคมุ การเขา้ และออกจากฟาร์มอย่างเข้มงวด
เพอ่ื ลดความเส่ยี งที่เช้ือโรคจะเขา้ สูฟ่ ารม์ หรือแพรก่ ระจายภายในบรเิ วณฟาร์ม หรือออกจากฟาร์ม
2.3 สขุ อนามัย คือ การทาความสะอาดและฆา่ เชอื้ ส่ิงของ บคุ ลากร
เครอ่ื งมอื ท่ีจะเข้ามายงั ฟาร์ม และ ความสะอาดของบคุ ลากรทอ่ี ยใู่ นฟารม์ รวมถึงการปฏิบตั กิ ารตา่ ง ๆ
เพ่ือลดโอกาสการเกดิ โรคภายในฟาร์ม
3. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบายวา่ ปัจจัยเส่ียงทมี่ ผี ลต่อความปลอดภัยทางชวี ภาพ ประกอบด้วย
อะไรบ้าง
สัตว์ คน ยานพาหนะ อุปกรณ์ อาหารสตั ว์ น้า สัตว์พาหะ วชั พชื อากาศ
172
เฉลยคาถามทา้ ยบทที่ 2
1. ให้นักศกึ ษาอธบิ ายประเภทของโรคระบาดในสัตว์
โรคระบาดในสตั วส์ ามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
1.1 โรคติดต่อระหวา่ งสัตวแ์ ละคน (Zoonotic disease) เปน็ โรคตดิ ต่อทสี่ ามารถตดิ
จากสัตว์มาส่คู นได้
1.2 โรคระบาดสตั วท์ ั่วไป (Non-zoonotic disease) เป็นโรคระบาดสตั วท์ ี่ก่อใหเ้ กิด
ปัญหาสขุ ภาพในสัตวเ์ ท่านน้ั
1.3 โรคระบาดที่ไมม่ ีในประเทศไทย (Exotic disease) เปน็ โรคระบาดสัตว์และ
โรคตดิ ตอ่ ระหวา่ งสัตว์และคน ทีม่ ีการระบาดในต่างประเทศแตไ่ ม่มกี ารรายงานการระบาดในประเทศ
2. ใหน้ กั ศกึ ษายกตัวอยา่ งโรคติดตอ่ ระหว่างสัตวแ์ ละคน (Zoonotic disease)
โรคพิษสนุ ขั บา้ (Rabies) โรคฉ่ีหนูหรือโรคเลปโตสไปโรซสิ (Leptospirosis) โรควัณโรค
(Tuberculosis)
3. ใหน้ กั ศึกษาอธบิ ายหลักการโดยทว่ั ไปในการควบคมุ โรคระบาดในสัตว์
3.1 หลีกเลี่ยงการสัมผสั กับสัตวป์ ว่ ย หรอื ผลิตภณั ฑจ์ ากสัตวป์ ว่ ย
3.2 กาจดั หรอื ทาลายซากสตั ว์ป่วย เช่น การฝงั ดินลกึ ๆ หรอื เผาทาลาย
3.3 ควบคุมกาจัดพาหะของโรค
3.4 ฉดี วัคซนี ให้กับสตั ว์เพอื่ ป้องกันการระบาดของโรค และฉีดวัคซีนใหก้ ับบุคคลที่มี
อตั ราเสยี่ งต่อการเป็นโรคสงู
3.5 ทาลายเชื้อท่ีมีอยใู่ นผลิตภณั ฑท์ ่ไี ดจ้ ากสตั ว์ เช่น นมที่ดื่มตอ้ งผา่ นการฆ่าเชือ้
(Pasteurization) หรอื ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ เครือ่ งใน กค็ วรทาใหส้ ขุ ก่อน
3.6 เมื่อมีการระบาดของโรคตอ้ งรีบรายงานเจ้าหน้าท่ที เี่ ก่ียวขอ้ ง เช่น เจา้ หน้าท่ขี อง
กรมปศุสตั ว์ และเจา้ หน้าที่สาธารณสุข เป็นต้น
เฉลยคาถามทา้ ยบทท่ี 3
1. ใหน้ ักศกึ ษาอธิบายองค์ประกอบพน้ื ฐานของฟาร์มเล้ียงสัตว์ ท่ีตรงตามมาตรฐานการ
ปฏิบัตกิ ารทางเกษตรที่ดดี า้ นปศุสัตว์
ทาเลที่ต้งั ของฟาร์มมคี วามเหมาะสม ไมส่ ่งผลกระทบต่อชมุ ชน อยู่หา่ งจากแหลง่ น้า อยู่ห่าง
จากชมุ ชน
173
มมี าตรการในการรักษาความปลอดภยั ทางชวี ภาพที่รัดกมุ มีการวางผงั ฟาร์มทเ่ี หมาะสม มี
จดั การโรงเรือน มีการจดั การของเสียอย่างถูกต้องตามหลักสุขาภบิ าล มีการจดั การโรงเรือนที่ใชเ้ ล้ยี ง
สตั ว์ อยา่ งเหมาะสมตามชนดิ ขนาด จานวนสัตว์ และจดุ ประสงคใ์ นการเลย้ี ง มกี ารจัดการดา้ นอาหาร
สตั ว์อยา่ งถูกต้องตามหลักสุขศาสตร์ โดยสัตว์ได้รับอาหาร และนา้ ท่ีมีคุณภาพ ในปรมิ านทเี่ พยี งพอ
เหมาะกับชนิด สภาพ ขนาด อายุ ของสตั ว์ มกี ารจัดทาคมู่ ือการจัดการฟาร์มอย่างเปน็ ระบบ มีการ
จดั ทาระบบการบนั ทึกข้อมูล ทพี่ ร้อมใหส้ ามารถตรวจสอบไดต้ ลอดเวลามีการจัดการด้านสขุ ภาพสตั ว์
อยา่ งเหมาะสม โดยมีโปรแกรม ตารางการให้วัคซนี ปอ้ งกันโรค การถ่ายพยาธิ วิธีการให้ยาบาบดั โรค
เบือ้ งต้นเมื่อเกิดโรค มกี ารดแู ลสัตว์อย่างถูกต้องตามหลักมนษุ ยธรรม ตามจรรยาบรรณในการเล้ียง
สตั ว์ ให้สตั วไ์ ด้รบั ความดแู ลสม่าเสมอ สัตวอ์ ยู่อาศยั ได้อย่างสะดวก สบาย ปราศจากความเครยี ด มีบ
คุคลาการด้านตา่ ง ๆ อย่างเพียงพอและเหมาะสมกบั จานวนสตั ว์ เชน่ สัตวแพทย์ สัตวบาล และผู้เลยี้ ง
สัตว์ อีกทั้งยงั ต้องมสี วสั ดกิ ารสงั คมและการตรวจสุขภาพใหก้ ับบุคลากรเป็นประจา
2. ใหน้ ักศกึ ษายกตัวอยา่ งสิทธิประโยชนข์ องฟารม์ เลย้ี งสัตวท์ ี่ได้มาตรฐาน
สาหรับฟารม์ ที่ไดม้ าตรฐานฟาร์มเลย้ี งสัตว์ กรมปศสุ ตั วจ์ ะใหบ้ รกิ ารการทดสอบโรคฟรี เชน่
โรคแท้งตดิ ต่อในพอ่ แม่พนั ธ์สุ ุกร โรคแทง้ ติดต่อในโคนม และโรควัณโรคในโคนม และกรมปศสุ ัตว์ยัง
จะใหบ้ ริการตรวจวินจิ ฉยั และชันสูตรโรคสัตว์ฟรี โดยเฉพาะสาหรับตัวอยา่ งท่สี ่งตรวจมาจากฟาร์ม
เล้ยี งสัตว์มาตรฐาน
เฉลยคาถามท้ายบทที่ 4
1. ให้นักศกึ ษาอธบิ ายว่าหากพบสนุ ัขทตี่ ้องสงสัยวา่ อาจจะเปน็ โรคพษิ สนุ ขั บ้า เจา้ ของสตั ว์
จะต้องปฏบิ ตั ิตามกฎหมายอย่างไร
ถา้ พบสตั ว์ท่ีสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบา้ กดั ให้กักขังสัตวน์ ้นั ไว้ โดยการผูกล่ามหรือกักขงั
เพือ่ เฝ้าสงั เกตอาการสตั ว์น้นั ไมน่ ้อยกว่า 6 เดือน และให้รีบแจง้ ต่อสัตวแพทย์ หรอื พนกั งานเจ้าหนา้ ท่ี
ท้องถ่ิน หรอื เจา้ หน้าท่สี าธารณสุข ทนั ทีภายใน 24 ช่วั โมง และหากสัตวต์ าย ต้องนาหัวสตั วส์ ง่
ตรวจหาเชอ้ื โรคพิษสุนขั บา้ เพื่อเป็นการยนื ยนั สาเหตุของการเสยี ชวี ติ
2. ใหน้ ักศึกษาอธิบาย ความหมาย ของ คาว่า ““สนุ ขั ควบคุมพเิ ศษ” ตามกฎหมาย
สนุ ัขสายพันธท์ุ ด่ี ุร้ายตา่ ง ๆ เชน่ พิทบลู เทอเรยี บลู เทอเรยี สเตฟฟอร์ดเชอรบ์ ลู เทอเรีย
รอทไวเลอร์ และฟลิ า่ บราซลิ เรยี โร เป็นต้น หรอื เป็นสนุ ขั ดุร้ายทีม่ ปี ระวตั ิทารา้ ยคน หรือพยายามทา
รา้ ยคน
174
เฉลยคาถามท้ายบทท่ี 5
1. ให้นกั ศกึ ษาอธิบายความหมายของ การทารุณกรรม
“การทารุณกรรม” หมายความวา่ การกระทาหรืองดเวน้ การกระทาใด ๆ ทที่ าใหส้ ัตวไ์ ดร้ ับ
ความทกุ ข์ทรมานไมว่ ่าทางรา่ งกายหรือจติ ใจ ได้รับความเจ็บปวดความเจ็บป่วย ทพุ พลภาพ หรืออาจ
มีผลทาให้สัตวน์ ้ันตาย และให้หมายความรวมถึงการใชส้ ตั ว์พกิ าร สัตว์เจบ็ ปว่ ย สตั วช์ รา หรือสตั ว์ที่
กาลงั ตงั้ ท้อง เพื่อแสวงหาประโยชน์ ใช้สัตวป์ ระกอบกามกจิ ใช้สัตวท์ างานจนเกินสมควรหรือใชใ้ ห้
ทางานอนั ไม่สมควร เพราะเหตุท่สี ตั ว์นั้นเจ็บปว่ ย ชราหรืออ่อนอายุ
2. ใหน้ ักศกึ ษาอธิบาย บทลงโทษของการทารณุ กรรมสตั ว์
บทลงโทษหากทาทารุณกรรมสัตว์ คือจาคุกไม่เกิน 2 ปี หรอื ปรบั ไมเ่ กิน 40,000 บาทหรือ
ท้ังจาท้ังปรบั
3. ใหน้ กั ศึกษาอธิบายหลกั การของการจดั การสุขภาพสัตว์
หลักท่สี าคญั ในการจดั การสขุ ภาพสตั ว์คือ การจดั การฟาร์มตา่ ง ๆ ในทกุ ด้านใหถ้ ูกตอ้ งตาม
มาตรฐานฟารเ์ พือ่ หลีกเลยี่ งปัญหาท่จี ะเกดิ ขึน้ ตามมา โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการเกิดโรคระบาดท่จี ะทาให้
เกดิ ความเสียหายท้ังในด้านเศรษฐกจิ ซึ่งเปน็ เปา้ หมายหลักสาหรับการเลยี้ งสัตว์เพ่ือการค้าอย่างสตั ว์
เศรษฐกิจ หรือสตั ว์ปศุสัตวเ์ ป็นตน้ ดงั น้นั การวางแผนป้องกันตั้งแต่เร่ิมต้นต้ังแต่การจัดต้ังฟาร์ม การ
ออกแบบฟาร์มให้ถูกต้องตรงตามหลักความปลอดภยั ทางชีวภาพจงึ เป็นการลงทุน และการป้องกนั
ปญั หาที่อาจเกิดขน้ึ ตามมาไดเ้ ป็นอย่างดี นอกจากน้จี ะมีเรือ่ งการจัดการสุขภาพสตั วใ์ นสตั วป์ ศุสตั ว์ท่ีมี
ความสาคญั มากเชน่ กนั โดยในทางการเลีย้ งสัตวเ์ พ่อื การคา้ สตั ว์ปศสุ ัตว์มกั จะมุง่ เนน้ เรอื่ งการป้องกัน
โรคดว้ ยการฉดี วัคซีนเปน็ สาคัญ และโปรแกรมจัดการสขุ ภาพสัตว์ตามช่วงอายุตา่ ง ๆ ที่มีตารางการ
จดั การเปน็ ประจาตามแตล่ ะฟารม์ จะกาหนด แตห่ ากเกิดปัญหาสตั วป์ ่วยข้ึน ส่งิ แรกท่ีจะตอ้ งปฏิบตั ิคือ
การแยกสัตวป์ ่วยออกจากฝงู เพอ่ื สังเกตอุ าการ แต่อาจไม่ทาการรักษาหากพิจารณาแล้ววา่ อาจไม่คมุ้
ต้นทุน เน่ืองจากสัตวเ์ ศรษฐกิจมกั เป็นสตั วท์ ี่นามาเป็นอาหารจงึ มีตน้ ทนุ ต่อตัวสัตวต์ ่า จะเนน้ เรือ่ งการ
จากดั วงของปญั หา โดยการคัดทงิ้ แลว้ ส่งผา่ ซากเพ่อื หาสาเหตขุ องการตาย ทาการฆา่ เชื้อและปอ้ งกัน
การสูญเสยี ชีวิตสตั วใ์ นสว่ นรวมมากกว่า แตกต่างจากการจัดการสขุ ภาพสตั ว์เลย้ี งท่ีมคี วามผูกผันและ
เจา้ ของสัตวม์ ักยอมจา่ ยเพ่ือรักษาใหห้ ายขาดจงึ เนน้ ไปในเรื่องของการพยาบาลสตั ว์และการ
วินจิ ฉยั โรคขณะท่ีสตั ว์ยังมชี วี ิต
เฉลยคาถามท้ายบทท่ี 6
1. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบายข้ันตอนการใหบ้ ริการทางดา้ นสัตวแพทยแ์ ละการพยาบาลสัตว์
175
เร่มิ ให้คาปรึกษาโดยสรา้ งความสมั พันธ์อนั ดีทัง้ กับเจ้าของสัตว์ เจ้าของฟาร์ม คนเลี้ยงสตั ว์
และตวั สตั ว์ ระบเุ หตุผลท่มี าของรบั คาปรึกษา การซกั ถามประวตั อิ าการปว่ ย ประวตั กิ ารเล้ยี งดู และ
ข้อมลู อน่ื ๆ ทาการตรวจรา่ งกายเบ้ืองตน้ การวินิจฉัยโรค การวินิจฉัยโรค การวางแผนการรักษา
รว่ มกันระหวา่ งสตั วแพทยแ์ ละเจา้ ของ และการอธบิ ายให้เจ้าของเข้าใจถึงแผนการรักษา การวางแผน
ติดตามการรักษา
2. ใหน้ ักศึกษาอธิบายขนั้ ตอนการเขา้ หาสัตว์
ต้องมีการสังเกตพฤติกรรม และประเมนิ สภาพของสัตว์ รวมถงึ ซักถามเจ้าของสัตว์ พรอ้ ม
ท้งั จดบนั ทกึ กอ่ นจะเรม่ิ ทาการเข้าหาสตั ว์เพอื่ สัมผัสตวั การเข้าหาสัตว์ตอ้ งทาอยา่ งสงบ สุขุม เงียบ
และมน่ั ใจ เรยี กช่ือสตั ว์ด้วยน้าเสยี งน่มุ นวล โทนเสียงต่า เปน็ มติ ร ใหย้ ่อตัวตา่ ลง เพอื่ อยใู่ นระดบั
เดยี วกบั สตั ว์ (ไม่ควรสบตาสตั ว์ โดยเฉพาะในกรณีของสตั ว์ท่ีเป็นนกั ลา่ หรอื มแี นวโนม้ ท่ีจะดรุ ้าย
มกั จะถือเป็นการท้าทาย) ย่ืนมือออกไปอย่างชา้ เพื่อใหส้ ัตว์ดม ถา้ สตั ว์ไมแ่ สดงอาการกา้ วร้าวใหเ้ ห็น
เฉลยคาถามทา้ ยบทที่ 7
1. ใหน้ กั ศึกษายกตัวอยา่ งโรคสาคญั ทตี่ ิดต่อระหว่างสตั วแ์ ละคน
โรคแทง้ ติดต่อ (Brucellosis) เป็นโรคติดตอ่ ระหวา่ งสตั วส์ ่คู นท่สี าคัญ คนสามารถติดเชอื้ น้ี
ไดจ้ ากสตั ว์เลีย้ งลกู ดว้ ยนมทุกชนิด โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการติดเชื้อน้จี าก โค กระบอื สกุ ร แพะ ม้า สุนัข
เชอื้ ท่ีเปน็ สาเหตขุ องโรค คือ เช้ือในโค (Brucella abortus) เชือ้ ในสุกร (Brucella suis)
เชื้อในแพะ แกะ (Brucella melitensis) เชื้อในสุนัข (Brucella canis)
อาการในสัตว์ท่ีมักพบคือ สตั วม์ ักจะแท้งลกู ในช่วงทา้ ยของการต้ังท้อง เกิดภาวะรกค้างและ
มดลกู อักเสบตามมา มีอัตราการผสมตดิ ตา่ ในฝูง น้านมลดลงอย่างมาก ความสมบรู ณ์พนั ธุ์ลดลง โดย
พบวา่ การแท้งมักจะเกดิ ขน้ึ ในการต้ังท้องครั้งแรกเท่าน้นั หลังจากนั้นอาจไมแ่ ท้ง แต่จะเป็นพาหะนา
โรคแพรเ่ ชอ้ื โรคต่อไปได้ อาการในสัตวต์ วั ผู้ พบอัณฑะบวมขา้ งใดข้างหนึ่ง อาจมีการอกั เสบรว่ มด้วย
หรอื ไม่ก็ได้
2. ใหน้ กั ศกึ ษายกตัวอย่างโรคทส่ี าคัญในสตั วเ์ ศรษฐกจิ ท่ีไม่ติดตอ่ สู่คน
โรคปากและเทา้ เปื่อย (Foot and Mouth Disease) เป็นโรคที่เกิดข้นึ ได้กบั สตั ว์กีบคู่ทกุ
ชนิด ทัง้ โค กระบอื สุกร แกะ แพะ จงึ ถือเปน็ เปน็ โรคท่สี าคัญอยา่ งมากในสัตว์เศรษฐกิจ เกดิ จากเชื้อ
ไวรสั เอฟ เอ็ม ดี (FMD) ที่พบในประเทศไทยมี 3 ไทป์ คือ โอ (O) เอ (A) และเอเชียวนั (Asia I) ซง่ึ
เชือ้ ทั้ง 3 ไทปน์ ี้ สัตว์ปว่ ยจะแสดงอาการคล้ายกัน สตั ว์มกั มีไข้ ซึม เบ่ืออาหาร มเี ม็ดตุ่มพองท่ีริม
ฝีปาก ในชอ่ งปาก เม็ดตุ่มพองที่เหงอื กและล้ิน น้าลายไหล กินอาหารไม่ได้ มเี มด็ ตมุ่ ทร่ี ะหวา่ งช่องกบี
ไรกีบ เดินกะเผลก
176
เฉลยคาถามทา้ ยบทท่ี 8
1. ให้นักศกึ ษาอธิบายวิธกี ารตรวจสุขภาพสตั ว์เบอ้ื งตน้
การตรวจสขุ ภาพทางคลนิ ิก จะอาศยั การประเมินด้วยสายตา และการสังเกตุ
สังเกตุสัตว์จากระยะไกล อาการกงั วล กลวั ตนื่ เตน้ ถอื ว่าเป็นปกติในกรณนี ี้เพราะสตั วอ์ ยู่ใน
สิง่ แวดล้อมท่ตี ่างจากปกติ แต่ให้สงั เกตวุ า่ สัตว์แสดงอาการของสัตวป์ ว่ ยหรือไม่ เชน่ มอี าการซมึ
ออ่ นเพลยี หรือเจ็บปวด
ดูลกั ษณะสภาพทั่วไปของ สภาพเสน้ ขน และให้จดบนั ทึกถ้าพบวา่ มี ลักษณะขนรว่ ง
สเก็ด รังแค ตุม่ หนอง บาดแผล พยาธิ
ดวู ่าสตั วม์ ีรูปร่างอยา่ งไร ผอมโซ หรอื อว้ น และสงั เกตวุ ่ามีอาการเดินกะเพลก กลา้ มเน้ือ
ออ่ นแรง หรือ ระบบประสาทผิดปกติหรอื ไม่
ก่อนจะเขา้ หาและจบั บังคับ ต้องสงั เกตุ ลักษณะการหายใจว่า ลึก/ต้ืนอยา่ งไร อตั ราการ
หายใจเป็นเชน่ ไร
การเข้าหาสตั ว์เพ่ือตรวจร่างกายในระยะใกล้ ควรทาอย่างช้า ๆ เรยี กช่ือสัตวแ์ ละพูดกบั
สัตวอ์ ย่างน่มุ นวล ทาใหส้ ัตว์รู้สึกมั่นคง และม่ันใจจะทาให้การทางานง่ายข้ึน และสามารถทาการ
ประเมินสัตว์ได้อยา่ งแม่นยามากย่ิงขึน้
2. ใหน้ กั ศึกษาอธิบายวธิ ีการวดั ความเข้มขน้ ของโปรตนี พลาสมา
ทาไดโ้ ดยหลังจากวัดค่า PCV เสร็จแลว้ ให้ใชใ้ บมีดกรดี เลก็ น้อยบนหลอดปั่นฮีมาโตคริตให้
เปน็ รอยตรงรอยตอ่ เหนือสว่ นของเมด็ เลือดแดงอัดแน่น (Packed red cell) ขน้ึ ไปเล็กน้อยเขา้ ในส่วน
ชัน้ ของพลาสมา่ จากนนั้ หกั หลอดปั่นฮีมาโตครติ แลว้ หยดพลาสมา่ ทเ่ี ป็นนา้ สเี หลอื งใสลงบน
Sprectometer เพือ่ อ่านคา่ ความเขม้ ข้นของโปรตนี พลาสมาซง่ึ จะอยใู่ นจอทางด้านซา้ ยของเครื่อง
Refrectometer