101
วิธนี จี้ ะเป็นประโยชนอ์ ยา่ งยิ่งโดยเฉพาะแมวท่ีซกุ ซน ดนิ้ เก่ง หรือคุณไมม่ ีคนชว่ ยจับแมวใน
ขณะนน้ั
ใชผ้ ้าเช็ดตวั นุ่ม ๆ ขนาดกลาง ต้องไม่ใหญเ่ กนิ เพราะมนั จะไม่ เกะกะเทอะทะ ปผู า้ เชด็ ตวั
บนพืน้ หรอื บนพ้ืนผวิ เรียบทตี่ ิดแน่น กบั ทแี่ ลว้ วางแมวบนผ้าเช็ดตัวนนั้ ให้แมวหนั หน้าออกจากตัวผู้จบั
ยกมมุ ข้างหน่งึ ของผ้าเช็ดตวั และฝ่ังตรงขา้ ม มาห่มคลุมถึงคอ ของแมว ซ่ึงจะทาให้แมวถูก
หอ่ เกือบท้งั ตัว และไม่มชี อ่ งท่ีจะใหข้ า หนา้ ยน่ื ออกได้
ประคองแมวเบา ๆ แตม่ ั่นคงบนผา้ เช็ดตัวน้นั
3. การจบั บงั คับแมวในท่านอนตะแคง
จะใช้วธิ ีเดยี วกับการจับบังคับสุนขั ในทา่ นอนตะแคง ถ้าแมวคอ่ นข้างเช่ือง โดยอาจปูรอง
ดว้ ยผา้ ขนหนูด้านล่าง ก่อนจับให้แมวนอนตะแคง และอาจทาการห่อตวั แมวบางส่วนด้วยผา้ เพอ่ื ให้
แมวรสู้ ึกมนั่ คง และไม่ดิ้นรนมากนัก หากแมวมนี ิสยั ดรุ ้ายมาก อาจใสป่ ลอกคอ คอลลา่ ร์เพ่อื ป้องกัน
การกัด เพราะแมวมกั ไมส่ ามารถผกู ปากไดเ้ น่ืองจากสรีระของหนา้ สน้ั เกินไป โดยจะจบั บังคับแมวใน
ท่านอนตะแคง เฉพาะกรณีจาเปน็ เท่านั้น และควรทาอย่างรวดเร็ว เพราะแมวมักไม่ชอบใหจ้ บั บังคับ
นานเกนิ ไป
ภาพท่ี 6.11 วธิ ีการจับบังคบั แมวในท่านอนตะแคง
ท่ีมา: (YouTube. ออนไลน์. 2557).
ในกรณีท่ีแมวดุ มีโอกาสท่ีจะแว้งกัด ใหจ้ ับหนงั คอแมวดว้ ยมือข้างหนึ่ง
มืออกี ข้างหน่ึงจบั รวบขาหลังทัง้ สองขา้ งพร้อมกัน โดยสอดน้วิ หนง่ึ ไวร้ ะหว่างปลายขาทั้ง
สองขา้ ง เพ่อื ไม่ให้ขาข้างใดขา้ งหนงึ่ หลุดมือ จากนั้นจบั แมวกดตะแคงลงกับโต๊ะ โดยยดื ขาหลงั ออกดงั
แสดงตาม (ภาพท่ี 6.11)
นอกจากสนุ ัขและแมวแล้ว ในการตรวจรกั ษาทางคลินิก เจ้าของสตั ว์อาจนาสัตวข์ นาดเลก็
ชนดิ อ่นื มาเข้ารับการตรวจรกั ษา ซึ่งข้นั ตอนการจบั บังคบั สัตว์ขนาดเล็กชนิดอ่ืน ๆ ในรายละเอียดอาจ
แตกต่างกันไป ดังที่แสดงตาม (ตารางท่ี 6.1) ดา้ นล่างนี้
102
ตารางที่ 6.1 การจบั บังคับสัตวเ์ ล็กชนดิ ตา่ ง ๆ
ที่มา: (Orpet, H. and Welsh, P. 2002)
โดยสรุปแลว้ หากการพยายามจับบงั คับสัตวล์ ม้ เหลว หรอื หลังจากประเมนิ พฤตกิ รรมสัตว์
และนสิ ัยของสัตว์แลว้ การพยายามจบั สตั วด์ ้วยการไม่ใชย่ าซึม หรอื ยาสลบช่วยจะเป็นความเสยี่ งทัง้
ต่อสัตว์เองและต่อผจู้ บั ควรวางแผนพิจารณา เตรียมยาซึมหรอื ยาสลบไวใ้ ชจ้ บั บงั คบั แทนไดท้ นั ท่วงที
หรือกรณีที่ประเมนิ แล้วมีความเสีย่ งมากเกินไปอาจพิจาณาใช้ยาในครั้งแรก โดยไม่พยายามบังคับสัตว์
ด้วยมอื หรือเครื่องมืออ่นื เลย ท้ังนตี้ อ้ งมกี ารวางแผน เตรียมความพร้อม และแผนสารองรับมอื ไว้
ลว่ งหนา้ กอ่ นเรมิ่ ลงมือปฏบิ ัติจริง โดยต้องคานึงถงึ ความปลอดภัยของตวั สตั ว์และคนเปน็ สาคัญ
การทาความสะอาดบาดแผล
อบุ ตั เิ หตเุ กิดขึน้ ไดเ้ สมอกับท้ังกบั สัตวเ์ ศรษฐกจิ หรอื สัตวเ์ ล้ียง โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงสกุ ร สนุ ขั
และแมว ซึ่งมักจะมีนิสัย อยากรู้อยากเห็น กม็ ักจะจบลงด้วยการมีบาดเแผลเปิดซง่ึ อาจเกิดการตดิ เชื้อ
และเป็นหนองตามมาได้ หรือเป็นแผลถลอก แผลเจาะลึกบ้าง การเกิดอบุ ตั เิ หตุในแตล่ ะครงั้ การทา
ความสะอาดท่ีถูกต้องมีสว่ นสาคญั อยา่ งมากในการชว่ ยใหแ้ ผลหายเร็วขึน้ การลา้ งแผลที่ดจี ะชว่ ย
ปอ้ งกนั การติดเชื้อ และชว่ ยในการตรวจดูวา่ อาการบาดเจ็บน้นั รนุ แรงแค่ไหน
ควรทาให้สตั วน์ ั้นสงบลง และต้องมนั่ ใจวา่ ผู้ดแู ลก็ต้องอยู่ในอาการสงบเช่นกนั แมว้ ่าผดู้ แู ล
อาจอยู่ในภาวะวติ กกังวล สตั วส์ ามารถรับร้ไู ดแ้ ละอาจทาตามการแสดงออกนนั้
คานงึ ถงึ ความปลอดภัยของทั้งสัตวแ์ ละคน เม่ือต้องเข้าดูแลสตั ว์ป่วย
ควรตรวจสอบภาวะเลอื ดออก ว่ามเี ลือดออกบริเวณบาดแผลหรอื ไม่ และควรห้ามเลือดให้
เรว็ ท่สี ุด เปน็ ส่ิงแรกท่ตี ้องกระทาเพื่อปฐมพยาบาลเบ้อื งต้น หากยังมเี ลือดออกจากบาดแผล แสดงว่า
103
มีการฉีกขาดของหลอดเลอื ดแดง ซง่ึ จะเปน็ อนั ตรายอยา่ งมาก เพราะเลอื ดทอี่ อกมาเกินไปสตั ว์ป่วย
อาจเกิดภาวะช๊อคจากการเสียเลอื ดจนเสียชวี ิตได้ จึงควรตรวจสอบสภาวะรา่ งกายของสัตว์ด้วยการ
คลาการเต้นของชีพจรรว่ มดว้ ย
1. วิธกี ารหา้ มเลือด
กดบาดแผลดว้ ยผา้ สะอาด หรือวสั ดุท่ซี บั นา้ ได้ดีเชน่ ผา้ ขนหนู ผา้ เช็ดจาน เสอื้ เช้ติ
ผา้ พนั แผล หรอื แม้แต่ผ้าอนามยั
กดบาดแผลไว้ประมาณ 3 – 5 นาที ก่อนจะเปดิ ดวู า่ เลือดหยดุ ไหลหรอื ไม่ เพราะการปิด
เปดิ บอ่ ยจะรบกวนการแขง็ ตวั ของเลือด และทาให้ไม่สามารถหยดุ เลือดท่ีไหลได้
2. วิธกี ารทาแผล
การทาความสะอาดบาดแผลเป็นข้นั ตอนท่ีสาคัญทสี่ ดุ ในการทาแผล
2.1 การทาแผลควรเรม่ิ จากการทาความสะอาดบาดแผลเบ้ืองต้น ด้วยการล้างคราบ
เลือด ฝนุ่ ผง ส่งิ สกปรก ต้องล้างออกด้วยสบ่แู ละใชน้ า้ ไหลผ่านปรมิ าณมาก ๆ โกนขนออกเพ่ือจะได้ไม่
ไปเกาะบนบาดแผล และจะทาให้การสมานของแผลเป็นไปไดย้ าก ข้ันตอนแรกของการพันแผลคือต้อง
มน่ั ใจวา่ บาดแผลสะอาด
2.2 การโกนขนรอบ ๆ บาดแผล เม่อื ควบคมุ ใหเ้ ลอื ดหยดุ ได้แลว้ ให้ เร่ิมทาความ
สะอาดบาดแผล โดยการโกนขนออกจะชว่ ยให้เห็นบาดแผลไดด้ ีขึ้น และป้องกนั ไมใ่ หข้ นหรือฝุ่น
ระคายเคืองบาดแผล ทีเ่ ปดิ อยู่
2.3 ลา้ งแผลด้วยนา้ เกลอื ใช้หลอดฉีดยา (ไม่มเี ข็ม) ดดู นา้ เกลอื แลว้ ฉีดพ่นคอ่ ย ๆ ให้
ท่ัวบาดแผลจนสะอาด จนสีของเนื้อเยอื่ ใส และแวววาวจะถือวา่ เสร็จสนิ้ การล้างบาดแผล หากพบว่ามี
ลักษณะของเน้ือตายซ่งึ จะเป็นเนื้อสแี ดงคล้าเข้มลักษณะแข็ง ที่ตา่ งจากสีเนอ้ื ปกตคิ ือเนื้อสชี มพสู ดใส
ควรใช้กรรไกรตัดทริมบริเวณเนอื้ ตายรอบ ๆ ออกซึง่ ส่วนใหญม่ ักพบเน้อื ตายซ่ึงไมม่ เี ลือดมาเลย้ี งนีท้ ่ี
บริเวณสว่ นรอบนอกสดุ ของบาดแผล สขี องแผลและเนอื้ เย่ือทีด่ ีคือสีชมพู มเี ลอื ดฟาด มีเลือดมาเล้ยี ง
เพราะการสมานแผลอาศยั เส้นเลือดสว่ นรอบของบาดแผลมาเลยี้ งสร้างเน่อื เย่ือใหม่มาเชื่อมกันจาก
สองขา้ งของบาดแผลจนสมานแผลไดส้ าเรจ็ เรียบเนียน
2.4 การฆา่ เชอ้ื บาดแผล ฆ่าเช้ือด้วยเบตาดีน หรอื คลอรเ์ ฮก็ ซิดีน ใช้นา้ ยาตวั นีเ้ ปน็ การ
ล้างขนั้ ตอนสดุ ท้าย มกั จะใช้น้ายานี้แทนน้าเกลอื กรณที ่ีลา้ งแผลช่วงวนั แรก ๆ ที่อาจมีการตดิ เชอ้ื ของ
บาดแผลอยู่
ควรเช็ดรอบ ๆ บาดแผลให้แหง้ ในขน้ั ตอนสดุ ท้ายก่อนปดิ แผล เพราะจากการล้างแผลอาจ
ทาบริเวณรอบ ๆ เปียกหากพันแผลอาจเกิดการอบั ชื้นตามมาได้
104
3. การพันแผล
การพันแผลจะเปน็ การป้องกันไม่ให้บาดแผลสมั ผสั กับสิ่งสกปรกจากส่ิงแวดล้อมภายนอก
และป้องกันไม่ให้สตั วเ์ ลียแผล หรือไประคายบาดแผล ผ้าพันแผลยังสามารถนามาใชเ้ พื่อช่วยประคอง
บริเวณบาดแผลไม่ใหเ้ คลือ่ นไหวมากเกินไปทาให้การสมานของบาดแผลเกิดได้เรว็ ขึ้น การกาจัดการ
เคลอ่ื นไหวบรเิ วณบาดแผลยังช่วยลดความเจบ็ ปวดอกี ด้วย แต่อยา่ งไรกด็ ีตอ้ งทาการเปลยี่ นผ้าพนั แผล
ใหมท่ ุกครั้งถา้ ผ้าพันแผลเปยี ก สกปรก เลอื่ นหลดุ ผา้ พนั แผลรดั แน่นเกนิ ไปจนอวัยวะสว่ นน้นั บวม
โดยข้ันตอนการพันแผลนัน้ ประกอบดว้ ยการพนั แผลทงั้ หมด 3 ช้ัน คอื ชนั้ ทต่ี ดิ กับบาดแผล
ชั้นดูดซมึ และชน้ั นอก
3.1 ชน้ั ทต่ี ิดกับบาดแผล
หลงั จากทาความสะอาดบาดแผลแล้ว วางผ้าช้ันน้เี หนือแผล จะใหด้ ีตอ้ งได้ทายาปฏชิ วี นะ
บนแผลก่อนวางผา้ ชั้นนี้บนบาดแผล แตก่ ไ็ ม่จาเป็นทุกครง้ั การเปลยี่ น ผ้าบอ่ ย ๆ เปน็ สงิ่ สาคัญกวา่
หลังจากทาความสะอาดบาดแผล ผา้ ปิดแผลทีส่ ะอาดปิดไว้เหนือบาดแผล
ในชว่ งแรกของการทาความสะอาดบาดแผลอาจใช้เบตาดีนทาลงบาดแผลก่อนปิดแผล
การใช้ครีมยาปฏชิ วี นะ หรือสเปรยท์ ป่ี ลอดภยั สาหรับคนและสัตว์ ต้องคานึงด้วยวา่ สเปรย์
พน่ อาจจะทาใหส้ ัตว์ตกใจ และอาจจะมแี สบร้อนบ้าง หรือใชค้ รมี หรอื ขีผ้ ้งึ แต่ควรใชผ้ า้ พันแผลอกี
ชนั้ หนง่ึ ก็ได้
อยา่ ใชค้ รีมป้ายแผลท่มี ีส่วนประกอบของสเตอรอยดเ์ พราะจะขดั ขวางการหายของแผลควร
ใช้ครมี ป้ายแผลทีม่ ยี าปฎิชวี นะผสมอยู่
อยา่ ใชค้ รมี ฆา่ เชื้อราเองโดยไม่ปรกึ ษาสัตวแพทย์
การบาดเจ็บบริเวณดวงตา ต้องรีบตรวจดทู นั ทีถา้ มีแผลเปิดในดวงตา อาจจะก่อใหเ้ กดิ
ความเสยี หายถาวรต่อการมองเห็น การจะช่วยให้หายดีไดต้ ้องปรกึ ษาสัตวแพทยเ์ พื่อตรวจดูและรกั ษา
ถ้าบาดแผลลกึ กวา่ ชน้ั หนังและอย่ใู นขั้นรนุ แรง บาดแผลทกุ ประเภททที่ ะลผุ วิ หนงั ไปถึง
กลา้ มเนอ้ื เส้นเอน็ หรือชน้ั ไขมัน ตอ้ งได้รับการตรวจโดยสัตวแพทย์ สตั วแพทย์อาจแนะนาให้เยบ็ แผล
เพอื่ ให้แผลสมานเร็วขึ้น
ข้อควรคานงึ ถึงคือ วสั ดทุ สี่ ัมผัสกบั บาดแผลโดยตรงต้องผา่ นการฆา่ เชื้อแล้วจะดีทีส่ ุด อยา่
เชด็ ถูบาดแผลแค่แปะกดเบา ๆ เพอื่ จะได้ไม่เพมิ่ ความเจ็บปวดอีก แต่กรณีที่แผลมสี ิ่งคดั หล่งั เปน็
จานวนมากเช่น แผลเป็นโพรง อาจใช้วัสดุทีด่ ูดซึมนา้ ไดด้ ีแทน
คณุ สมบตั ิของวสั ดทุ ส่ี มั ผัสกบั บาดแผลโดยตรง ไดแ้ ก่
1) ได้รับการฆา่ เช้อื
2) อยู่ใกลบ้ าดแผล แตต่ ้องดดู ไม่ตดิ กบั บาดแผล
3) ดดู ซบั น้าได้ดี
105
4) ไม่มวี ัสดหุ รอื เสน้ ใยทีห่ ลุดขาดตดิ บาดแผลงา่ ย
5) ใหค้ วามสบายและยอมให้นา้ เหลืองหรอื ของเหลวซมึ ผ่านไดโ้ ดยไม่เปยี ก
โดยสว่ นใหญ่จะใชเ้ ปน็ ผา้ กอ๊ ซฆา่ เช้ือ แต่ในปัจจบุ นั จะมีผลติ ภัณฑ์ชนดิ ใหม่อีกมากมายที่
ออกแบบมาโดยเฉพาะก็สามารถเลอื กใช้ไดเ้ ช่นกัน
3.2 ช้นั ดูดซึม
ชัน้ ทีส่ องคือชั้นดดู ซึมเพอื่ จะช่วยใหช้ ั้นตดิ บาดแผลไมข่ ยบั ชั้นน้จี ะใชผ้ า้ ฝ้ายหรือสาลที ่ีมี
ความกวา้ งความยาวหลากหลาย ควรเลือกขนาดใหเ้ หมาะสมกบั บาดแผลชนดิ นั้น ๆ เพราะหากผา้ มี
การยับย่นหรอื มีรอยพับ อาจจะทาใหร้ ะคายเคอื งบาดแผล ไม่สบายตวั ได้ และแรงกดท่ีไม่สม่าเสมอจะ
ทาใหเ้ กดิ เนื้อตายในระดับเน้ือเยอ่ื ช้ันล่างได้ โดยส่วนใหญ่มักใชเ้ ป็นสาลมี ้วนมีหลายขนาดต้ังแต่ความ
กว้าง ½ น้ิว – 3 นิ้ว ควรเริม่ พนั ด้วยการใช้ช้นั ดูดซึมในขนาดเทา่ ท่จี ะยึดให้ชั้นติดบาดแผลอยู่กบั ท่ีได้
ถา้ แผลอยูท่ ่บี นขาหรือหาง ต้องเร่ิมพันจากปลายนิ้วเท้าหรอื ปลายหางไปทางเขา้ หาลาตัว หากพนั
แนน่ เกินไปผ้าพันแผลอาจจะไปกดการหมนุ เวียนของเลือด ซึง่ จะทาให้เกดิ การบวมและจะทาใหเ้ กดิ
เนือ้ เยอื่ ตายได้ ดังนน้ั จาเปน็ ต้องพันแค่พอดไี ม่แน่นหรอื หลวมเกินไปจนเล่อื นหลุด การใชผ้ า้ พันแผล
ช้ันดูดซมึ หลาย ๆ ชั้นจะชว่ ยซบั ของเหลวทอี่ อกจากบาดแผลได้มาก และยังเป็นการป้องกนั การ
กระแทกแผลไดอ้ ีกด้วย
3.3 ชั้นนอก เป็นชนั้ สุดท้าย
มกั จะใชว้ สั ดปุ ระเภท ผ้าก๊อซเปน็ มว้ น ผ้ายืดเป็นม้วน พนั จากปลายนว้ิ เท้าไปหาลาตวั โดย
พันเฉียง ๆ ซ้อนทบั กนั ประมาณ 1/2 - 2/3 ของความกวา้ งของมว้ น เพ่อื จะไดไ้ มเ่ ลื่อนหลดุ งา่ ย ชัน้ นี้
ควรจะเรยี บและแน่นพอดีหา้ มดึงผา้ ยดื ตงึ จนเกนิ ไป เพราะจะไปทาให้การหมุนเวยี นไมด่ ี และควรจะ
พันแค่พอแนน่ และเรยี บร้อย แต่อย่าตึงเกินไปจนจะไปกดทับระบบหมุนเวียนเลือด หลงั จากพนั เสร็จ
แล้วจะทาการปิดเทปกาวเพ่ือให้ผ้าพนั แผลไม่หลดุ ออก ซ่ึงเทปควรจะตดิ อย่รู ะหวา่ งผิวของสัตวแ์ ละ
ขอบผ้าพนั แผล
4. การเปล่ยี นผ้าพันแผล
ผา้ พนั แผลควรจะไดร้ ับการตรวจดบู ่อย ๆ เพอื่ จะได้ดูว่ามีอาการบวม การเคล่ือนท่ี หรือ
การเปล่ียนสีของผวิ หนงั หรือบริเวณผวิ หนังเย็น มีกลนิ่ หรือสผี า้ เปล่ยี น ตอ้ งเปล่ียนผา้ พันแผลทนั ที
เมอื่ ตรวจพบเห็นอาการเหล่าน้ี หรอื เมอ่ื เหน็ ว่าสตั ว์เกิดความไมส่ บาย การพันแผลที่ไม่มีหนองสามารถ
เปลีย่ นไดท้ กุ 24 ช่วั โมง ส่วนผ้าพันแผลที่มหี นองต้องตรวจดบู อ่ ย ๆ และสามารถเปลี่ยนได้บ่อยตาม
ความจาเปน็
106
ภาพที่ 6.12 ตวั อยา่ งการพนั ผ้าผันแพลทขี่ าหน้าขวาส่วนปลาย
(A) จะทาการตดิ เทปกาวด้านขา้ งสองข้างของปลายขา ใช้สาลีรองระหวา่ งนิว้ เทา้
(B) ผนั ชนั้ ดดู ซับโดยใช้สาลีมว้ นโดยเรมิ่ พันเอยี ง ๆ จากปลายขาซ้อนทับกันไปทางต้นขา
(C) พันชน้ั นอกโดยใชผ้ ้ากอ๊ ซมว้ น พอพนั เสรจ็ ใหต้ ลบปลายเทปเหนยี วท่ตี ดิ ไว้ขึน้ มาซึ่ง
จะช่วยลดการเล่อื นหลุดของผา้ พันแผลได้
(D) พันช้นั นอกสดุ อกี ชน้ั ด้วยผา้ ยดื ม้วน สงั เกตุว่าจะเหลอื ปลายนว้ิ เท้าไว้ 2 น้วิ เพื่อไว้ให้
สังเกตกุ ารพันวา่ ไมไ่ ด้พันรดั แน่นจนเกินไปจนน้วิ บวม
ทีม่ า: (Fossum, T.W. 2019 : 205)
107
คาถามท้ายบทท่ี 6
1. ให้นกั ศึกษาอธิบายข้นั ตอนการให้บรกิ ารทางด้านสัตวแพทย์และการพยาบาลสัตว์
2. ให้นักศกึ ษาอธบิ ายขน้ั ตอนการเขา้ หาสตั ว์
สแกน QR-code เล่นเกมส์ทายลักษณะท่าทางร่างกายของแมว ที่บง่ บอกถงึ อารมณต์ ่าง ๆ
สแกน QR-code เล่นเกมส์ทายการแสดงออกสหี น้าของแมว ท่บี ง่ บอกถงึ อารมณต์ ่าง ๆ
สแกน QR-code เล่นเกมสท์ ายอารมณแ์ มวจากทา่ ทางและสหี น้า
108
เอกสารอ้างอิง
Ackerman, N. and Aspinall, V. (2016). Aspinall's Complete Textbook of Veterinary
Nursing E-Book. (3rd ed.). China : Elsevier.
Fossum, T.W. (2019). Small Animal Surgery. (5th ed.). Philadelphia : Elsevier.
Lorenz, M., Neer, M. and Demars, P. (2009). Small Animal Medical Diagnosis. (3rd
ed.). Iowa : Wiley-Blackwell.
Orpet, H. and Welsh, P. (2002). Handbook of Veterinary Nursing. (1st ed.). Oxford
: Blackwell Science.
YouTube. (7 มีนาคม 2556). Applying a Gauze Muzzle. https://youtu.be/s_5-o24qZo8
YouTube. (4 พฤษภาคม 2557). Basic Cat Restraints. https://youtu.be/tnOP18UTBTw
YouTube. (4 พฤษภาคม 2557). Dog Basic Restraints. https://youtu.be/2y6CfUKwlQE
109
แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 7
หวั ขอ้ เน้อื หาประจาบท
1. โรคสาคัญท่ีติดต่อระหวา่ งสัตว์และคน
2. โรคทีส่ าคญั ในสัตว์เศรษฐกิจ
3. โรคท่ีสาคัญในแมว
4. โรคท่สี าคญั ในสุนัข
วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
หลงั จบการเรียนการสอนบทนีแ้ ลว้ ผูเ้ รยี นมีความสามารถดังนี้
1. นักศึกษาสามารถยกตวั อย่างโรคสาคัญท่ีตดิ ต่อระหว่างสตั ว์และคน
2. นกั ศึกษาสามารถยกตวั อยา่ งโรคทสี่ าคัญในสตั ว์เศรษฐกจิ
3. นักศึกษาสามารถยกตวั อยา่ งโรคท่ีสาคญั ในสนุ ัข
4. นกั ศึกษาสามารถยกตัวอยา่ งโรคทสี่ าคญั ในแมว
วิธีสอนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนประจาบท
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอนบทท่ี 7
2. ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามท่ีได้รับมอบหมาย
3. อภิปรายรว่ มกนั โดยเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ
4. ศกึ ษาจากตวั อย่างผลงานทางวิชาการ และกรณีศึกษา
ส่ือการเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. ใช้สอื่ เทคโนโลยีมาช่วยในการสอน รวมถงึ Power point slides, Google class
room, Google slides, QR-code, Kahoot
การวดั ผลและประเมินผล
1. สงั เกตพฤตกิ รรมในชนั้ เรยี น และการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากการมีปฏิสมั พันธ์ของนกั ศึกษาท่ีแสดงถงึ ความเขา้ ใจในบทเรยี น
3. ประเมินผลจากการสอบไล่ประจาภาคการศกึ ษา
110
4. ผลงานและการนาเสนอผลงาน
111
บทท่ี 7
โรคท่สี าคัญในสตั ว์
โรคสาคัญท่ตี ิดตอ่ ระหวา่ งสตั ว์และคน
เดมิ คานยิ ามของ Zoonoses หมายถงึ โรคตดิ ต่อจากสตั ว์มาสคู่ น ตอ่ มาภายหลังองค์การ
อนามยั โลกได้ใหค้ าจากัดความของ Zoonoses (โรคติดต่อระหวา่ งสัตว์และคน) วา่ หมายถึง โรค และ
การตดิ เชอื้ ท่ีสามารถติดต่อได้โดยธรรมชาตริ ะหวา่ งสตั วม์ กี ระดูกสนั หลงั และมนษุ ย์ ซึ่งการตดิ ต่ออาจ
ติดต่อจากสตั วม์ ายังคน หรอื จากคนไปยงั สตั วก์ ็ได้
โดยโรคติดต่อระหวา่ งสตั วแ์ ละคนนี้ สามารถเกดิ ได้จากทั้งเช้อื แบคทเี รีย เชอ้ื ไวรัส หรือ
พยาธิ หรอื เชอื้ ชนิดอ่นื ๆ
โรคติดตอ่ ระหวา่ งสัตว์และคนท่เี กดิ จากเชอ้ื แบคทเี รยี ท่สี าคญั เช่น โรคฉห่ี นู
(Leptospirosis) โรคแท้งตดิ ต่อ (Brucellosis) วัณโรค (Tuberculosis) โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)
โรคติดตอ่ ระหว่างสตั ว์และคนทีเ่ กดิ จากเชอื้ ไวรัส ท่ีสาคัญ เช่น โรคพษิ สุนขั บา้ (Rabies)
โรคไขส้ มองอักเสบญป่ี นุ่ (Japanese Encephalitis)
โรคติดตอ่ ระหว่างสตั ว์และคนเกิดจากเช้ือรา ที่สาคญั เชน่ โรคเชือ้ ราที่ผิวหนัง
(Dermatophytosis) โรค Cryptococcosis เป็นตน้
โรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่เกดิ จากพยาธิ เช่น พยาธทิ างเดนิ อาหารต่าง พยาธไิ สเ้ ดือน
พยาธเิ สน้ ดา้ ย พยาธิตดื พยาธเิ ม็ดสาคู (Cysticercosis) เป็นตน้
โดยท่ัวไปการติดเชื้อโรคติดต่อระหวา่ งสตั วแ์ ละคน มกั เป็นการติดเชื้อโรคจากสัตว์มาส่คู น
มากกวา่ ซ่ึงการติดเช้ือโรคจากสตั ว์นส่ี ามารถเกิดขึ้นไดห้ ลายทาง เช่น ติดตอ่ โดยการสัมผสั เชอื้ โดยตรง
ติดตอ่ โดยการสัมผสั เชือ้ ทอี่ อกมากบั อจุ จาระ หรอื ปัสสาวะของสัตว์ ตดิ ต่อโดยการถูกสตั ว์ท่ีเปน็ โรคกัด
ตดิ ตอ่ โดยการหายใจเอาเชื้อหรอื สปอรข์ องเชอ้ื โรคเข้าไป หรอื ติดต่อโดยการกินเน้ือสัตวท์ ี่ติดเชือ้ เข้าไป
ทัง้ นข้ี ึ้นอย่กู บั ลกั ษณะการติดโรคของเช้ือนัน้ ๆ และโรคติดต่อระหว่างสตั ว์และคนบางชนิดสามารถ
ตดิ ตอ่ ไดห้ ลายชอ่ งทาง (Pan American Health Organization. 2003)
โรคตดิ ตอ่ ระหวา่ งสตั วแ์ ละคน ทส่ี าคญั ในสตั วเ์ ศรษฐกิจ
โดยทพี่ บส่วนใหญ่แล้วจะเปน็ โรคติดตอ่ ส่คู นที่มาจากโคมากทสี่ ดุ เชน่ โรคแทง้ ติดต่อ วัณ
โรค โรคแอนแทรกซ์ หรอื คนอาจติดพยาธจิ ากการกนิ เน้ือสุกรท่มี ีไข่พยาธิตวั ตืดอยู่ อีกโรคหน่งึ ทตี่ ้อง
112
ระวังคือโรคไขห้ วดั นกซง่ึ สามารถตดิ ต่อสู่คนได้ ไดย้ งั ไมม่ ีรายงานการตดิ สูค่ นในประเทศไทย ท้ังน้ี
โรคติดตอ่ ระหวา่ งสัตว์สคู่ นท่ีมาจากสัตว์เศรษฐกิจโดยส่วนใหญ่ จะตดิ มาจากการอปุ โภคผลิตภัณฑ์
จากสัตว์ เช่น เน้อื สตั ว์ นม ไข่ โดยไมไ่ ดผ้ า่ นกรรมวธิ ฆี า่ เชอ้ื หรอื ผ่านความร้อนใหส้ กุ เพียงพอ ดงั นั้น
วิธีป้องกนั ทสี่ าคัญคือ การรบั ประทานอาหารปรุงสกุ เท่านนั้ นอกจากน้ีโรคติดตอ่ สู่คนทมี่ าจากสตั ว์มัก
พบในคนเลย้ี งสตั วท์ ี่อาจละเลยเรอ่ื งสขุ อนามยั แล้วติดโรคจากการสัมผัสสง่ิ คัดหลง่ั ตา่ ง ๆ ของสัตว์ทา
ให้เปน็ โรคขนึ้ ได้ ดังน้ันการป้องกันโรคท่สี าคญั อีกทางหนง่ึ คือการทาความสะอาดฆา่ เชื้อ และการ
ระมัดระวังเรอื่ งสุขอนามัย การลา้ งมือ หรือใสถ่ งุ มือ ใส่หนา้ กากป้องกัน ตามความเหมาะสม
1. โรคแท้งติดต่อ (Brucellosis) โรคแทง้ ตดิ ต่อเป็นโรคตดิ ต่อระหว่างสัตวส์ ู่คนทสี่ าคญั
คนสามารถติดเชื้อน้ีได้จากสัตวเ์ ล้ียงลูกด้วยนมทุกชนิด โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการตดิ เช้ือน้ีจาก โค
กระบือ สกุ ร แพะ ม้า สนุ ัข
เชื้อทเ่ี ป็นสาเหตขุ องโรค คือ เชอื้ ในโค (Brucella abortus) เชอ้ื ในสกุ ร (Brucella suis)
เชือ้ ในแพะ แกะ (Brucella melitensis) เชื้อในสนุ ัข (Brucella canis)
1.1 อาการ อาการของโรคแท้งตดิ ต่อในคน แบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ
1) อาการแบบเฉยี บพลัน อาการแบบน้ีมีระยะฟกั ตัวของโรคประมาณ 1 - 9
สัปดาห์ หรืออาจเกิดนานเปน็ เดอื นหรอื เป็นปีก็ได้ เริม่ ดว้ ยมอี าการไขห้ นาวสนั่ เหงอ่ื ออกโดยเฉพาะ
ตอนกลางคืน เบ่อื อาหาร นา้ หนกั ลด ปวดหัว ปวดตามขอ้ ปวดกลา้ มเน้อื จะมีอาการไข้ขึน้ ๆ ลง ๆ
ซ่งึ อาการดังกล่าวนี้จะเป็นลักษณะเฉพาะโรคน้ี นอกจากนี้พบวา่ มีอาการตับโต ม้ามโต ต่อมน้าเหลือง
โต หากไมไ่ ด้รับการรักษา โรคอาจหายได้เองภายใน 1 - 3 เดือน แตถ่ า้ ไดร้ ับการรักษา โดยการใช้ยา
ปฏิชีวนะ จะหายจากโรคไดเ้ ร็วกว่า
2) อาการแบบเร้ือรงั อาการเกดิ ขึน้ เอง หรอื เกิดตามหลงั แบบเฉียบพลนั อาการที่
พบบ่อยคอื ปวดหัว ปวดกลา้ มเนอ้ื ปวดหลงั ปวดตามข้อ แต่ไม่มอี าการอักเสบ อาจมอี าการทาง
ระบบประสาทร่วมดว้ ย
อาการในสตั วท์ ม่ี กั พบคือ สัตว์มักจะแท้งลูกในชว่ งทา้ ยของการต้ังท้อง เกิดภาวะรกค้างและ
มดลกู อักเสบตามมา มีอตั ราการผสมติดตา่ ในฝูง น้านมลดลงอย่างมาก ความสมบรู ณ์พนั ธล์ุ ดลง โดย
พบวา่ การแทง้ มักจะเกิดขึ้นในการตง้ั ท้องคร้ังแรกเทา่ นนั้ หลังจากนนั้ อาจไม่แทง้ แตจ่ ะเป็นพาหะนา
โรคแพร่เชอ้ื โรคต่อไปได้ อาการในสตั ว์ตวั ผู้ พบอณั ฑะบวมขา้ งใดข้างหนึ่ง อาจมีการอักเสบรว่ มดว้ ย
หรือไม่ก็ได้
1.2 การตดิ ต่อ
1) ติดโดยการกินเชื้อเขา้ ไป ส่วนใหญพ่ บวา่ คนติดโดยการดม่ื นา้ นมจากโคที่เป็น
โรคน้เี ขา้ ไปและนา้ นมไม่ไดผ้ า่ นการพาสเจอรไ์ รซ์เสยี กอ่ น หรือการกินเนือ้ สตั วท์ เี่ ปน็ โรคน้ีเขา้ ไป สตั ว์
ตดิ โดยการกินสงิ่ คัดหลงั่ จากรกและมดลกู หรือกินอาหาร น้าทีป่ นเปื้อนเช้ือ
113
2) ติดโดยการสัมผัส เชอ้ื นสี้ ามารถผ่านเขา้ ทางผวิ หนงั เข้าทางบาดแผล หรอื เยื่อ
เมือก ดังน้ันเช้ือนี้อาจเขา้ สู่ผิวหนงั ได้โดยการสัมผัสกบั ส่งิ ขับถ่าย มลู สตั ว์ รก ปัสสาวะ ซากสตั ว์ทีเ่ ป็น
โรค หรืออาจติดโรคจากการช่วยลว้ งชอ่ งคลอดของสัตว์ ขณะตรวจการเป็นสัด หรอื การชว่ ยทาคลอด
สตั ว์
3) ติดโดยการหายใจเอาเชอื้ เข้าไป สว่ นใหญ่พบในคนท่ีทางานในโรงฆา่ สัตว์ ซง่ึ มี
ระบบการถา่ ยเทอากาศไมด่ ี
1.3 การป้องกนั ควรทาการตรวจสอบโรคแทง้ ตดิ ต่อทุก 6 เดอื น ทาวัคซนี ในลูกสตั ว์
เพศเมยี อายุ 3 - 8 เดือน ควรมีการจดั การด้านสุขาภิบาลทถ่ี กู ต้อง โดยหากพบสตั วท์ ี่ติดเชื้อควรกัก
โรค แล้วทาการคดั ทิ้ง ทาลายลกู ทแ่ี ทง้ รก น้าคร่า โดยการฝังหรอื เผา ทาการฆ่าเช้อื ทั้งภาชนะ
อุปกรณ์ โรงเรือน และตรวจสอบโรคว่าสามารถกาจัดโรคจากฟารม์ ไดท้ ้ังหมด ควรให้ความรูแ้ ก่บุคคล
ตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวข้องถึงอันตรายของโรคน้ี และสรา้ งมาตรการการสขุ าภิบาลให้ระมัดระวงั โดยมกี ารทา
ความสะอาดฆา่ เชื้อ ใส่อปุ กรณป์ ้องกันการติดต่อ เปน็ ประจา มีระบบการเฝ้าระวังโรค และต้อง
รายงานโดยทนั ทีหากพบ
2. โรควัณโรค (Tuberculosis) เป็นโรคติดต่อท่ีสาคญั ของสตั ว์เลอื ดอนุ่ สามารถ
ติดต่อกนั ได้ระหวา่ งคนกบั สัตว์ และสตั ว์กบั คน คนมักติดวัณโรคในจากโคทเ่ี ปน็ โรคมากกวา่ สตั ว์
ชนดิ อน่ื เชน่ แพะ แกะ สกุ ร มา้ กวาง ลิง สุนัข แมว
เช้อื วณั โรคมคี วามทนทานสามารถอยู่ในซากสตั ว์ไดห้ ลายสปั ดาห์ และสามารถอยใู่ นน้านม
ไดป้ ระมาณ 10 วนั
วณั โรคมีสาเหตุจากเชอื้ แบคทีเรียที่มชี ่อื วา่ (Mycobacterium tuberculosis)
2.1 อาการ
1) อาการในคน สว่ นใหญ่พบเปน็ วัณโรคทป่ี อดมากทส่ี ุด โดยพบการตดิ ตอ่ จากการ
หายใจมากทีส่ ดุ ถึง 70 % เมื่อเปรยี บเทยี บกบั ท่ีอื่น จงึ ทาให้เช้อื แพร่กระจายไปได้ง่าย อาการส่วน
ใหญ่เปน็ แบบเรื้อรัง มกั ไม่แสดงอาการของโรคออกมาให้เห็น และบางรายอาจหายเองได้ อาการทเี่ หน็
เด่นชัดอคือ มีอาการไอ อ่อนเพลยี หมดแรง มีไข้ น้าหนักลด มเี หงือ่ ออกตอนกลางคนื เจบ็ หนา้ อก
ตอ่ มามเี ลอื ดออกทางจมกู หรือไอมเี ลือดปน อาการดังกล่าวอาจไมพ่ บในระยะแรก แตใ่ นอาการจะ
แสดงออกอย่างรุนแรงในระยะหลัง วัณโรคยงั สามารถติดต่อไดโ้ ดยการด่ืมน้านมโคที่เป็นโรค จงึ พบว่า
อาการในคนจะพบทตี่ ่อมนา้ เหลอื งบริเวณคอ หรืออวยั วะภายในช่องท้อง และจะพบในเดก็ เปน็ ส่วน
ใหญ่
2) อาการในสตั ว์ จะเบ่ืออาหารซูบผอมลง มีไข้ หากเกดิ การติดเชอื้ วณั โรคทป่ี อด
สตั วจ์ ะไอในตอนกลางคืน หากเกิดการติดเชื้อวัณโรคทีล่ าไส้ สัตวจ์ ะมอี าการทอ้ งเสยี หากเกิดการติด
เชื้อวัณโรคทล่ี กู อัณฑะ ลกู อณั ฑะจะบวมโต วัณโรคที่เตา้ นม เต้านมจะอกั เสบ วณั โรคท่สี มองจะพบว่า
114
สัตว์มอี าการทางประสาท โดยเมอื่ ชาแหละซากสตั วท์ ปี่ ่วยเปน็ โรคนีจ้ ะพบตุ่มเป็นก้อนสีเทามนั ๆ ตรง
กลางจะเปน็ หนองสีเหลือง หนองแข็ง สตั วท์ ่ีเปน็ วณั โรคได้ง่ายคอื โค ม้า สกุ ร ลิง สว่ นสุนขั และแมวมี
ความต้านทานต่อวณั โรคสูง
2.2 การติดต่อ
1) ติดโดยการหายใจเอาเชอื้ โรคท่ีอยู่ในอากาศเข้าไป
2) ติดโดยการกินน้านมจากสัตวท์ ีเ่ ปน็ โรคเขา้ ไป เชน่ นา้ นมโคที่เป็นวณั โรค
3) ตดิ โดยการกินเนื้อสตั ว์ทเ่ี ป็นโรคเข้าไป
4) ตดิ โดยการสมั ผสั กนั โดยตรงระหว่างสตั วเ์ ปน็ โรคกบั คน
2.3 การปอ้ งกันและควบคุม
1) ควรทาการควบคมุ สตั ว์ทเ่ี ป็นวัณโรคโดยการแยกและทาลายสตั ว์ โดยปกตจิ ะมี
วิธกี ารทดสอบทางผวิ หนังเบ้อื งต้น ซงึ่ ควรทาอยา่ งสม่าเสมอเปน็ ประจาทุกปี
2) ทาวัคซนี ป้องกันวณั โรค (Bacillus Calmette Guerin; B.C.G.) ในคน
3) ผลิตภณั ฑส์ ัตว์ อาหารสัตว์ ควรผา่ นวธิ กี ารฆ่าเชื้อ เนอื้ สัตวต์ อ้ งผา่ นการตรวจ
คณุ ภาพเนื้อสัตว์จากสัตวแพทย์
4) ใหส้ ขุ ศึกษาแก่ประชาชนและบุคคลท่ีคลุกคลกี บั สัตว์ทีเ่ สี่ยงตอ่ การเปน็ โรคน้ี
โดยให้ทราบว่าวัณโรคอาจตดิ ต่อจากคนไปสู่คนหรือจากสตั วไ์ ปสูค่ น หรือจากผลติ ภัณฑ์สตั ว์สคู่ น และ
อันตรายท่ีไดร้ ับจากโรคนี้ ตลอดจนการป้องกันตวั เองจากโรค ปอ้ งกนั ตวั เองไม่ใหต้ ิดโรคโดยการ
ปฏบิ ตั ใิ ห้ถูกสขุ วิทยา และการสุขาภบิ าล เช่น การกินน้านมทตี่ ้ม น้านมควรผ่านการพาสเจอรไ์ รซ์
5) ผู้ทีท่ างานกบั สัตว์ทดลองควรมเี ครือ่ งป้องกนั การตดิ ต่อเชือ้ และควรทาความ
สะอาดโรงเรือนสัตวใ์ หถ้ ูกหลัก เช่น ใชน้ า้ ยาฆา่ เชอื้
3. โรคแอนแทรกซ์ (Antrax) โรคแอนแทรกซ์ หรือ โรคกาลี เปน็ โรคระบาดในสัตวแ์ ละ
คนในประเทศไทย ปจั จุบันโรคนเ้ี ป็นโรคระบาดที่เกดิ ขึน้ อยู่ประปราย โดยเกดิ ทั้งในสัตวแ์ ละในคน
และพบวา่ มักเกิดซา้ ในท้องที่เดิมทเี่ คยมรี ายงานโรคมาก่อนเสมอ
โรคน้เี กดิ จากเช้อื แบคทีเรยี (Bacillus anthracis) เช้ือนีเ้ มือ่ อยนู่ อกร่างกายสตั ว์จะสร้าง
สปอร์ ซ่งึ สปอร์นีจ้ ะทนต่อความร้อนความแห้งแลง้ ไดด้ ี จึงสามารถมีชีวิตอยูใ่ นดนิ ไดน้ านถงึ 10 - 20
ปี
3.1 อาการ
1) อาการของโรคนใี้ นคน สามารถแบง่ ตามลักษณะของการไดร้ บั เชื้อเข้าไปดังนี้
อาการท่ผี ิวหนงั (Cutaneous anthrax) จะพบได้บ่อยท่ีบริเวณผวิ หนังทไี่ ดร้ ับเชือ้ เข้าไป
โดยเชื้อจะเขา้ ทางบาดแผล มักพบรอยโรคทผ่ี วิ หนงั ภายใน 2 วนั หลงั จากไดร้ ับเชอื้ เขา้ ไป โดยอาการ
ชว่ งแรกจะมีตุ่มแดง คนั คลา้ ยกบั ถูกแมลงกัด ตอ่ มาจะบวมและกลายเป็นตุ่มหนองมีนา้ ใสอย่ตู รงกลาง
115
หลังจากน้นั เกิดเนื้อตายเปน็ สีดา อาจพบการติดเชื้อในกระแสเลือด โลหติ เป็นพษิ สว่ นมากมกั เกดิ กับ
บุคคลทที่ าการชาแหละเนื้อสัตว์ป่วย เช่น โค กระบือ สกุ ร
อาการทรี่ ะบบหายใจ (Inhalation anthrax) เกิดขน้ึ เน่ืองจากหายใจเอาสปอร์ของเชื้อเข้า
ไป โดยสปอรจ์ ะติดอยตู่ ามฝุน่ ละออง ขนสตั ว์ หนังสัตว์ ผปู้ ว่ ยจะมไี ข้ ปวดตามกล้ามเนอ้ื ไอ ต่อมาจะ
หายใจลาบาก ผวิ หนังมสี เี ขียวคลา้
อาการทล่ี าไส้ (Intestinal anthrax) เกดิ ขึน้ เน่ืองจากกินอาหารทมี่ ีเช้ือน้ีอยู่เขา้ ไป เชน่
อาหารดบิ ทาให้มอี าการท้องร่วงอย่างรุนแรง สว่ นใหญ่มักเกดิ ขน้ึ ในชว่ งฤดูร้อน
2) อาการในสัตว์ จะเกิดกับสัตว์เล้ียงลูกดว้ ยนมทกุ ชนิด ถา้ สัตว์เปน็ โรคน้ีแบบ
เฉยี บพลันจะตายอยา่ งรวดเรว็ ภายในเวลา 1 – 2 ชัว่ โมง แต่ถา้ เปน็ แบบรนุ แรงจะตายภายใน 1 – 2
วัน สัตว์จะมีไขส้ ูง หายใจเร็วลกึ หัวใจเต้นเรว็ เลอื ดออกตามชอ่ งเปดิ ตา่ ง ๆ และเป็นเลือดทีไ่ ม่มกี าร
แขง็ ตวั มีเลือดคง่ั หรือมจี ดุ เลือดออกตามลาตวั เย่อื หุ้มตาอักเสบ น้านมลดอย่างรวดเร็วและอาจมี
เลือดปนหรือมีสเี หลืองเข้ม ชกั และเกร็งเป็นระยะ ๆ ท้องอืดและตายในท่ีสุด สัตว์ที่ตายจะเน่าเปอื่ ย
เรว็ มาก
3.3 การตดิ ตอ่
1) ตดิ ตอ่ โดยการหายใจเอาสปอร์ของเชือ้ แอนแทรกซ์ ท่ีปนเปื้อนอยู่ในดินหรอื
หญา้ เขา้ ส่รู า่ งกาย
2) ตดิ ตอ่ โดยการสมั ผัสโดยตรงกับสัตว์ป่วย หรอื สัมผัสกับผลิตภณั ฑ์สตั วท์ ่ีได้มา
จากสัตว์ป่วย เชน่ บุคคลที่มอี าชพี ชาแหละเนื้อ สตั วแพทย์ หรือ ผ้ใู กล้ชิดกบั สัตว์ปว่ ย เชื้ออาจเข้าทาง
บาดแผล
3) ตดิ ตอ่ โดยการกินเน้ือสตั วป์ ว่ ยท่เี ปน็ โรคเข้าไป
3.4 การป้องกันและควบคมุ
1) แยกสตั วป์ ่วยออกจากฝงู สตั ว์ท่ตี ายด้วยโรคนหี้ รือสงสยั ว่าตายด้วยโรคนใ้ี ห้ฝัง
หรอื เผา หา้ มชาแหละอยา่ งเด็ดขาด ฝงั หรือเผาซากสัตว์ตลอดจนดินบรเิ วณท่ีสตั วต์ าย การฝังควรขุด
หลุมลึกประมาณ 2 เมตร โรยปนู ขาวบนตวั สัตว์ก่อนกลบดิน
2) ฉีดวัคซีนปอ้ งกนั โรคเปน็ ประจาทุกปี โดยควรฉดี วคั ซีนให้สัตว์อายุตง้ั แต่หยา่ นม
ขน้ึ ไป ไมค่ วรฉดี วัคซนี ใหส้ ตั ว์ทก่ี าลงั ตั้งทอ้ งเพราะจะทาให้แท้งได้
4. โรคไข้หวัดนก (Avian influenza) โรคไข้หวัดนกเปน็ โรคทีเ่ กิดจากเช้อื ไวรสั สามารถ
พบได้ในสตั ว์ปีกทั่วโลก สตั ว์อาจแสดงอาการป่วยตงั้ แต่ระดับเลก็ นอ้ ยไปจนถงึ รุนแรงมากขน้ึ อยูก่ ับ
สายพนั ธ์ุ (Strain) ของเชื้อ เชอื้ ไขห้ วัดนกสายพันธ์ทุ ่ีทาให้เกิดโรครุนแรงท่ีสุดคือ ไขห้ วดั นกชนดิ ก่อ
โรครุนแรง (Highly Pathogenic Avian Influenza, HPAI) ซง่ึ เป็นเชือ้ ไวรัสท่ีมโี ปรตีนท่ีผิวเซลล์ ชนิด
H5 หรือ H7
116
4.1 อาการ
1) อาการในคน คนสามารถตดิ โรคไข้หวัดนกได้ โดยสว่ นใหญ่ท่ีพบเกดิ จากการ
สัมผัสโดยตรงกับไก่ทปี่ ว่ ยอยา่ งใกล้ชิดมาก ที่ผา่ นมาเคยมีรายงานการตดิ ต่อของโรคผา่ นจากคนส่คู น
แตม่ ีโอกาสเกิดขึน้ น้อยมาก อาการท่ีพบในคนคอื เนอ้ื เยื่อรอบตาบวม เยื่อตาขาวอกั เสบ มีอาการมีไข้
ปวดเมือ่ ยตามร่างกายคลา้ ยไขห้ วัดใหญ่ อาจถึงตายได้ในบางราย
2) อาการในสัตว์ สตั ว์เล้ียงลกู ดว้ ยนมท่ตี ิดเชื้อไข้หวดั นกจะมีไข้ ไอ หายใจลาบาก
และอาจตายได้
ไกท่ ตี่ ิดเชอ้ื ไข้หวัดนกจะมีอาการซมึ ขนยุง่ และไม่กนิ อาหาร ถ่ายเหลวเปน็ น้า เรม่ิ จากสี
เขยี วสดแลว้ เปลย่ี นเป็นสขี าว มอี ารบวมบริเวณหน้า หงอนบวม เหนยี งบวม รอบตาและคอบวม หรือ
พบจุดเลอื ดออกใตผ้ วิ หนังบรเิ วณขา (ภาพที่ 7.1) การให้ไข่ลดลงและหยุดออกไข่ในทส่ี ดุ ในบางรายท่ี
เชือ้ แพรเ่ ขา้ สู่สมอง จะทาใหม้ ีอาการคอบดิ เดินเป็นวงกลมและเป็นอัมพาต
ภาพท่ี 7.1 พยาธสิ ภาพของไกท่ ปี่ ว่ ยด้วยโรคไขห้ วดั นก
ทม่ี า: (ปรางกวิน แย่งขจร และคณะ. 2549 : 137 – 147)
4.2 การตดิ ต่อ
1) โดยส่วนใหญ่คนสามารถติดเชอ้ื ไขห้ วดั นกได้จากการสัมผสั สตั ว์ป่วยอย่างใกลช้ ิด
ปัจจบุ นั พบการระบาดของโรคนี้ในหลาย ประเทศ ทง้ั ในสหรฐั อเมริกา บางสว่ นของเอเชยี ยุโรป และ
แอฟริกา
2) โดยส่วนใหญ่แล้ว ไข้หวัดนกสามารถติดต่อได้ในสัตว์ปีกทั้งชนิดที่เป็นสัตว์ป่า
และสัตว์เล้ียง นกน้าสามารถติดเชื้อ ได้โดยไม่แสดงอาการป่วย ไก่มีความจะไวต่อโรคน้ีมากและจะ
117
ตายเป็นจานวนมาก เช้ือบางสายพันธุ์สามารถติดต่อสู่สัตว์เล้ียงลูกด้วยนม เช่น สุกร แมว ม้า สุนัข
และเฟอร์เรท
ในสัตว์ปีก ไข้หวัดนกติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับอุจจาระและส่ิงคัดหล่ังจากทางเดิน
หายใจ เชือ้ ไวรัสไข้หวดั นกสามารถมีชีวติ อยใู่ นสงิ่ แวดล้อมไดเ้ ปน็ ระยะเวลานาน และอาจแพร่กระจาย
ไปกับส่ิงของต่าง ๆท่ีปนเปื้อนเชื้อ เช่น รองเท้า เส้ือผ้า อุปกรณ์ในการเลี้ยง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาจ
รบั เช้อื ผา่ นการกนิ สตั ว์ปีกทต่ี ิดเชอื้ ได้
4.3 การป้องกันและควบคุม ควรเลี้ยงสัตว์ปีกในระบบปิด เพ่ือหลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์ปีก
ติดเชื้อไข้หวัดนกจากสัตว์ปีกอื่น ๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติ คือแยกไม่ให้เป็ดไก่ที่เล้ียงสัมผัสกับนกป่า
โดยเฉพาะนกน้า โดยใช้มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มงวด เช่น ทาความสะอาดและ
พน่ นา้ ยาฆา่ เช้ือภายในโรงเรือนเลย้ี งสัตวป์ กี และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง การควบคุมหนแู ละแมลง
ถึงแมว้ า่ โอกาศทค่ี นจะติดโรคไขห้ วดั นกพบได้น้อยมาก แต่คนท่มี ีโอกาสสัมผสั สตั วป์ กี
โดยตรง โดยเฉพาะสัตว์ป่วย ควรทาการป้องกันโดยการสวมเสอื้ ผ้าหรืออปุ กรณป์ ้องกัน เชน่ ผา้ ปิด
จมกู ถุงมือ แว่นตาเพอื่ ป้องกันการติดเชอื้ เมือ่ ต้องทางานกับสัตวป์ กี ลา้ งมือให้สะอาดดว้ ยสบ่แู ละน้า
ทกุ ครั้งกอ่ นใชม้ อื สัมผสั ตาหรือปากของตนเองหลังจากทางาน
โรคติดตอ่ ระหว่างสัตว์และคน ท่ีสาคญั ในสัตวเ์ ล้ียง
1. โรคพษิ สนุ ขั บา้ เกดิ จากเชื้อ Lyssa virus เปน็ โรคติดคนที่สาคญั ทีส่ ุด โดยสัตวเ์ ล้ียงลูก
ดว้ ยนมทกุ ชนดิ สามารถติดเชื้อไวรัสน้ีได้ เชน่ สุนัข ววั แมว ควาย แพะ กวาง ม้า หมู หนู กระตา่ ย
กระรอก
1.1 อาการ สัตว์จะแสดงอาการ นา้ ลายฟมู ปาก นา้ ลายไหลตลอดเวลาเพราะไม่
สามารถบงั คับขากรรไกรได้ เน่ืองจากระบบประสาทเสยี หาย ไมส่ ามารถกลืนอาหาร กลืนน้าได้ มี
อาการชัก สัน่ ประมาณร้อยละ 80 มีพฤติกรรมดุร้ายเน่ืองจากประสาทหลอน อีกร้อยละ 20 จะเปน็
แบบไมด่ ุร้าย เนื่องจากระบบประสาทกลายเป็นอมั พาตซึ่งจะทาใหส้ ังเกตอาการยาก เพราะแค่ซมึ ไม่
กนิ อาการ ซง่ึ คืออาการปว่ ยของทุกโรค
สว่ นใหญโ่ รคพิษสุนขั บ้า จะอาศยั ประวตั เิ ป็นสว่ นช่วยในการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะประวตั ิ
สมั ผสั สัตว์อน่ื ท่ีติดเชื้อ สัตวบ์ รเิ วณใกลเ้ คยี งมีการตดิ เชอ้ื เปน็ ต้น เพราะถ้าสงสยั วา่ สตั วน์ ่าจะตดิ เชอื้
ส่วนใหญส่ ตั ว์มกั จะตายภายใน 14 วัน หลงั เร่ิมแสดงอาการของโรค ใหแ้ ยกสตั วป์ ว่ ยไว้ ถ้าสัตว์ตายให้
ส่งซากไปตรวจหาเช้ือพิษสนุ ัขบา้ ในสมองของสตั ว์ ทส่ี ถานเสาวภาเพอื่ ยนื ยันการติดเช้อื โรคพษิ สนุ ัขบา้
ซ่งึ เปน็ โรคระบาดจะได้แจ้งเตือนคนในพืน้ ที่ให้เฝ้าระวัง
118
1.2 การตดิ ต่อ ติดตอ่ โดยการสมั ผสั กบั เช้ือที่มากับสารคดั หล่งั ต่าง ๆ ของสัตว์ท่ีตดิ เช้อื
เชน่ น้าลาย โดยในคนสว่ นใหญ่มากกว่า รอ้ ยละ 99 ติดเชอ้ื จากการโดนสนุ ัขกัด และมักพบในเด็ก
ในประเทศไทยมกี ารระบาดของโรคพิษสนุ ขั บ้าเพมิ่ มากขนึ้ ในปี 2561 ทผี่ า่ นมา ตรวจพบ
สตั วต์ ดิ เชื้อพิษสนุ ขั บา้ มากกว่า 1,500 ตัว ส่วนใหญเ่ ป็นสนุ ขั เกิน 1,000 ตัว แต่ตรวจพบในววั และใน
แมวดว้ ย โดยมีโอกาศพบเช้อื หลายบริเวณในประเทศ รวมถึงกรุงเทพ มีคนตายจากโรคพิษสุนขั แล้ว
15 คน ซึง่ พบว่าผ้ปู ว่ ยไม่ไดร้ บั การฉดี เซรุ่มหลงั สมั ผัสโรค โดยเกือบคร่ึงหนง่ึ ติดโรคจากสัตวท์ มี่ เี จา้ ของ
การปอ้ งกนั และควบคมุ
ในความเป็นจริงแล้วโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใชโ่ รคท่นี า่ กลัว เพราะเป็นโรคท่สี ามารถปอ้ งกันได้
ดว้ ยการฉีดวคั ซนี ไม่ไปสัมผัสสัตวอ์ ื่นท่ไี ม่ทราบท่ีมา หรอื ทราบถงึ การดูแลบาดแผลท่ีถูกตอ้ งภายหลงั
โดนสตั วท์ ส่ี งสัยว่าอาจจะมเี ชื้อพิษสุนขั บ้ากัด ไมน่ ิ่งนอนใจวา่ ไมเ่ ป็นไร เพราะโรคนีถ้ ้าแสดงอาการของ
โรคแล้วคือตายร้อยละ 100 ระยะฟกั ตวั ของโรคไมแ่ น่นอน อาจเป็นเวลา 1 – 6 เดอื น ขึ้นกบั ตาแหนง่
ทีโ่ ดยกัด ถงึ ระบบประสาทสว่ นกลาง เชือ้ ไวรสั จะแบ่งตัวเพ่ิมจานวนและเขา้ ส่รู ะบบประสาท ถ้าเชอื้ ไป
ถงึ ระบบประสาทแลว้ จะไม่มีทางรักษา ซงึ่ คือตอนทีเ่ รม่ิ แสดงอาการแล้ว
2. โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เกดิ จากเชอ้ื Leptospira Interrogans โรคน้เี ป็นท้งั ในคน
และสตั วช์ นดิ ตา่ ง ๆ ไดม้ ีผู้พบว่าในหนบู ้านทจี่ บั ได้ พบมีเชอ้ื อยู่ท่ไี ต และพบวา่ เป็นโฮสต์ก่ึงกลางที่
สาคญั ของโรคน้ี
2.1 อาการ
1) อาการในคน ระยะฟกั ตัวของเช้ือโรคประมาณ 10 - 12 วัน โดยทั่ว ๆ ไปอยู่
ระหว่าง 2 - 30 วนั อาการทพี่ บในคนมีตงั้ แตไ่ ม่แสดงอาการออกมาให้เห็น จนกระทั่งถงึ ขน้ั รุนแรง
อย่างเฉียบพลันและตายได้ อยา่ งไรก็ตามอาการทพ่ี บเสมอ คือ มไี ข้ ปวดหวั ปวดตามกลา้ มเน้ือ
คลืน่ ไส้ อาเจยี น อ่อนเพลีย บางคร้งั มีตาอักเสบ ดซี า่ น โลหิตจาง เน่อื งจากเม็ดเลอื ดแดงถูกทาลาย
สมองอักเสบ และไตทางานไมป่ กติ อย่างไรก็ตามอาการท่ีแสดงออกมาของโรคน้แี ตกตา่ งกนั มาก ทั้งนี้
ขึน้ อยกู่ ับความรุนแรงของเชือ้
2) อาการในสัตว์ มีไข้ อาเจียน อ่อนเพลยี ปัสสาวะเป็นเลอื ด มีเลือดปนออกมากับ
นา้ นม ตัวเหลอื งมีอาการดีซ่าน ในสุนัขจะมีการอักเสบที่เย่ือชุ่มในปาก ตาเหลือง โลหติ จาง สตั วท์ ต่ี ้งั
ท้องอยู่จะแทง้ ลูก
2.2 การติดต่อ
1) ตดิ โดยเชอื้ ไชผ่านเข้าทางผิวหนัง โดยเฉพาะผิวหนงั ท่มี ีรอยถลอกหรือขีดข่วน
หรือเข้าตามเยื่อเมือกต่าง ๆ (Mucous membrane)
2) ตดิ โดยการกินเชื้อเขา้ ไป
3) ตดิ โดยการสมั ผสั กันโดยตรงกบั ปัสสาวะของสตั วป์ ่วย
119
4) มรี ายงานการพบเชื้อนีอ้ ยู่ในนา้ นมของแมโ่ ค
2.3 การป้องกันและควบคุม การควบคมุ จะให้โรคนห้ี มดไปทาไดย้ าก ท้ังนเี้ พราะมสี ตั ว์
ปา่ และสตั วเ์ ลยี้ งต่าง ๆ ทเ่ี ป็นตัวกกั โรค การทีจ่ ะป้องกันไมใ่ หค้ นไดร้ บั เชอื้ จากโรคน้ี ควรคานึงถึงการ
ให้สุขศกึ ษาเก่ียวกับแหล่งที่ติดเชอ้ื มา โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลทมี่ อี าชีพเสีย่ งต่อการเป็นโรค
3. โรคบาดทะยัก (Tetanus) เกดิ จากเชอื้ แบคทีเรียท่ไี มอ่ าศยั ออกซิเจนในการ
เจริญเตบิ โต (Clostridium tetani) มกั พบได้ในแผลท่เี ป็นรลู กึ ขนาดเลก็ โดยเฉพาะแผลแมวกดั
เพราะฟนั แมวมีขนาดเล็ก หลงั กดั เชือ้ แบคทเี รียเข้าไปในบาดแผล รแู ผลขนาดเล็กผ้ปู ่วยจึงนึกวา่ เปน็
แผลเล็กน้อยคงไมเ่ ป็นไร แต่รูปากแผลขนาดเล็กทผ่ี ิวหนงั ยิ่งเอ้ือตอ่ การเพ่ิมจานวนของเชื้อแบคทีเรีย
แบบไม่อาศยั ออกซนิ เจน บาดแผลแบบนีจ้ งึ น่ากลัวกวา่ แผลเปิดขนาดใหญ่ จึงทาให้มีคนเสียชวี ติ ดว้ ย
โรคบาดทะยักหลังโดนแมวกัดได้
3.1 อาการ
1) อาการในคนระยะฟักตัวของโรคเฉลยี่ 2 - 3 วัน อาจนานหลายสปั ดาหก์ ไ็ ด้
อาการทีเ่ หน็ ท่ัว ๆ ไป คือมีกล้ามเนื้อกระตุก และลักษณะของกรามแขง็ หรอื อ้าปากไมไ่ ด้ หลงั จากน้นั
จะมีอาการกระตุกของกลา้ มเนอ้ื คอ แขน ลาตวั และขา การกระตุกชว่ ยแรก ๆ จะมีอาการกระตุกเปน็
ระยะ ๆ หลงั จากนน้ั จะกระตกุ ตลอดเวลา อาการกระตุกจะมากขนึ้ ถ้ามเี สยี งดงั หรือแสงสว่างมา
กระตุ้น ในทส่ี ดุ ผูป้ ่วยจะตายเนื่องจากหายใจไมไ่ ด้ โรคนี้มีรายงานเปน็ ในทารกคลอดใหม่ทต่ี ดั สาย
สะดือไมส่ ะอาด
2) อาการในสัตว์ มอี าการเหมือนในคน คือมีกล้ามเน้ือกระตุก ขาเหยยี ดตรง แขง็
กรามแข็ง อา้ ปากไมไ่ ด้ จะลงนอนเหยยี ดแข็งลุกข้นึ ไม่ได้ อาการกระตกุ จะมีมากขนึ้ เรื่อย ๆ และตาย
เนือ่ งจากหายใจไม่ได้ทาใหข้ าดออกซิเจน
3.2 การติดตอ่ ติดโดยการสมั ผสั กับสปอรข์ องเชอ้ื ท่ีเข้าทางบาดแผลทผ่ี วิ หนัง เนื่องจากเช้ือ
ชนิดนี้เจรญิ เติบโตโดยไม่อาศัยออกซเิ จน จงึ มักพบในแผลบาดลึก แผลทเ่ี ป็นรู เชน่ แผลท่ถี กู ตะปูตา
แผลเขี้ยวจากการโดนสตั ว์กดั เม่ือเชือ้ เขา้ ไปในบาดแผลแลว้ เชือ้ จะปล่อย Toxin ที่มีคุณสมบตั ิทาลาย
เมด็ เลือดและทาลายประสาทจึงทาใหเ้ กิดอาการของโรคข้ึน
3.3 การป้องกนั และควบคุม วิธีปอ้ งกนั โรคบาดทะยักที่สามารถทาไดง้ า่ ยมาก คือ หลังจาก
ทีม่ ีแผลท่เี ป็นรู ตา่ ง ๆ หรือแผลเข้ียวโดนสุนัขหรอื แมวกัด จาเป็นต้องดูแลบาดแผลใหถ้ ูกตอ้ ง รบี ลา้ ง
แผลดว้ ยน้าสะอาด ฟอกสบู่ เปิดนา้ ไหลผา่ นเปน็ เวลา 15 นาที จากน้ันรบี ไปพบแพทย์เพ่ือฉีดวัคซีน
โรคบาดทะยัก
4. โรค Toxoplasmosis หรือโรคข้แี มว
เกิดจากเช้ือ Toxoplasma gondii เปน็ โรคติดคน แตค่ วามเสีย่ งต่อการติดโรค
Toxoplasmosis จากแมวส่คู นน้นั มีน้อยมาก
120
แมวและสัตวต์ ระกูลแมวเปน็ โฮสตแ์ ท้ หมายความวา่ เชอ้ื ต้องอาศยั ทางเดนิ อาหารของแมว
ในการทาให้วงชีวติ สมบรู ณ์ เมือ่ แมวกินเชอื้ ระยะตดิ โรค Sporulated oocyst จากสง่ิ แวดล้อมหรือ
Cyst ในเนอ้ื เยือ่ จากโฮสต์ก่ึงกลาง เข้าไปแลว้ เชือ้ จะมกี ารสืบพนั ธุ์แบบอาศยั เพศ แลว้ ปล่อยไข่
(Oocyst) ปนออกมากับอจุ จาระของแมว
4.1 อาการ
1) อาการในคน โดยทั่วไปไม่คอ่ ยพบโรคน้ใี นคนทีม่ สี ุขภาพดี ผู้ท่ีมีความเสย่ี งต่อ
โรคสงู ทสี่ ดุ คือ ผูท้ มี่ ีระบบภูมคิ ุ้มกนั บกพร่อง เชน่ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ปว่ ยโรคเอดส์ เด็กหรือหญิงมี
ครรภ์ อาการในคนอาจเร่ิมต้นจากไมร่ ุนแรง คลา้ ยเป็นไขห้ วัด ไดแ้ ก่ มีไข้ ปวดเม่อื ยตามตัว ปวดศรี ษะ
เจบ็ คอ และอาจแสดงอาการรุนแรงไดถ้ ้าโปรโตซัวทาลายกล้ามเนอื้ ระบบประสาท หัวใจ ปอด หรอื ตา
เชอื้ อาจทาให้หญงิ มีครรภแ์ ท้ง และทาใหเ้ ดก็ ในครรภ์มคี วามผดิ ปกติแต่กาเนดิ ในผปู้ ว่ ยโรคเอดสอ์ าจ
เกิดการติดเชอ้ื ทสี่ มองและทาให้เสียชีวติ ได้
2) อาการในแมว แมวทต่ี ิดเชือ้ มกั ไม่แสดงอาการปว่ ย แตอ่ าจจะพบแมวอายนุ ้อย
แสดงอาการปว่ ยไดใ้ นบางคร้งั เช่น มไี ข้ เบอ่ื อาหาร น้าหนกั ลด ปอดบวมทาใหห้ ายใจลาบาก ตา
อกั เสบ ตับอักเสบทาใหม้ ภี าวะดซี ่าน อาการทางระบบประสาท เชน่ ชัก สน่ั หากแม่แมวติดเช้อื อาจ
ทาให้แทง้ หรือลกู แมวตายแรกคลอดได้
4.2 การตดิ ต่อ
คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อมักได้รับเช้ือจากการกินเนื้อดิบหรือปรุงไม่สุก ดังนั้นการดูแลด้าน
สุขอนามยั เป็นประจาทกุ วัน สามารถลดความเสีย่ งตอ่ การตดิ เชือ้ จากทัง้ แมวและจากแหลง่ อ่นื ได้
4.3 การปอ้ งกันและควบคมุ
ควรหลกี เลย่ี งการกินเน้ือสัตว์ที่ไมผ่ า่ นการปรงุ สุก จากงานวจิ ยั ไดแ้ สดงให้เหน็ ว่าการสัมผสั
แมว ไม่เพมิ่ ความเส่ียงต่อการตดิ เชอ้ื ในคน เพราะมีโอกาสน้อยที่จะพบแมวทีเ่ คยตดิ เชอ้ื แล้วปล่อย
Oocyst อยู่ และตรวจไม่พบ Oocyst บนขนแมวแม้วา่ แมวตวั นน้ั อยใู่ นชว่ งปล่อย Oocyst กต็ าม
อย่างไรก็ตาม เด็กท่ีเลน่ ดนิ หรือทรายท่ีอาจมี Oocyst ปนเปื้อนอยู่ จะมคี วามเสีย่ งต่อการติดเชอื้ โรคน้ี
จงึ สามารถป้องกันได้ง่ายมาก โดยคนทมี่ คี วามเสยี่ งสูง (เช่น หญิงต้งั ครรภ์ คนท่ีมีภาวะภมู ิคมุ้ กันตา่
เดก็ เล็ก) ไม่ควรสัมผัสอุจจาระแมว หรือจัดการกระบะทรายแมว
โรคตดิ ตอ่ ระหว่างสัตว์และคน ทเี่ กิดจากพยาธิ
พยาธทิ างเดินอาหารมหี ลายชนิด และยาถ่ายพยาธิแตล่ ะชนดิ มีข้อบ่งใช้ ท้ังขนาดยา
ความถี่ในการให้ท่ีแตกต่างกัน ควรตรวจอจุ จาระถึงจะทราบว่าเปน็ พยาธชิ นดิ ใด ถึงจะให้ยารักษาได้
ถกู ต้อง
121
ภาพท่ี 7.2 พยาธิทางเดินอาหาร
พยาธิตวั ตืด (Tape worm) (ซา้ ย), ไข่พยาธติ ืด (มุมซา้ ย), พยาธิปากขอ (Hook worm)
(กลาง), และ พยาธไิ ส้เดือน (Round worm) (ขวา)
ที่มา: (Pantip. ออนไลน์. 2557).
พยาธิตัวตดื (Tape worm) มีลักษณะแบนยาวเป็นปล้อง ๆ (ดงั ภาพท่ี 7.2 ภาพซ้าย) มีความ
ยาวต้งั แต่ 4 ถึง 28 น้ิว แมวตดิ พยาธิตวั ตดื จากการกินหมัดแมว หรอื กินหนูท่ีมีพยาธิ เจา้ ของสตั วอ์ าจ
เหน็ ไข่พยาธิตัวตืดลกั ษณะเหมอื นเมล็ดขา้ วสาร (ลกั ษณะตามภาพที่ 7.2 มุมซา้ ย) ออกจากรูกน้ ของ
แมว
พยาธปิ ากขอ (Hook worm) มีขนาดเปน็ เสน้ กลมขนาดเล็กมาก ขนาดโตเตม็ ท่ยี าวนอ้ ยกวา่
1 น้วิ ระยะแรก ๆจะเป็นขนาดเลก็ จนมองไม่เหน็ ดว้ ยตาเปล่า ต้องส่องดูใตก้ ล้องจลุ ทรรศน์ (ดังภาพท่ี
7.2 ภาพกลาง) จึงสามารถไชผา่ นผิวหนังได้ ไปฝงั ตัวอยทู่ ี่ผนังลาไส้เล็ก ดดู เลือดแมว ทาใหแ้ มว ซดี
เกดิ ภาวะโลหิตจางถงึ ตายได้
พยาธิไสเ้ ดือน (Round worm) เปน็ พยาธิทางเดนิ อาหารทีพ่ บบ่อยทส่ี ุด ลกั ษณะคล้าย
ไสเ้ ดือนเหมือนชื่อ ขนาดเหมือนหนอนไสเ้ ดือนตัวใหญ่ มคี วามยาวไดถ้ งึ 3 - 4 นิว้ หรอื ยาวไดม้ ากกว่า
น้ี (ดงั ภาพท่ี 7.2 ภาพขวา) ลูกแมวสามารถติดจากน้านมของแมแ่ มวท่ีตดิ เชอ้ื หรอื ติดพยาธิจากการ
กนิ ไข่พยาธิท่ีติดมากบั อุจจาระแมวทตี่ ิดเชอ้ื
อาการของสัตว์ท่ีมีพยาธิในทางเดินอาหาร สัตว์จะแสดงอาการเม่ือมีพยาธิอยู่ในทางเดิน
อาหารเป็นจานวนมากแล้วถึงเร่ิมมีอาการ ท้องเสีย อาเจียน ท้องขยายใหญ่ให้เจ้าของสัตว์เห็น โดย
ปกติแล้วควรทาการถ่ายพยาธิให้กับสัตว์ทุกชนิดเป็นประจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสัตว์ และแม่สัตว์
เพราะมีพยาธิบางชนิดที่สามารถติดต่อผ่านทางน้านมได้ และควรมีโปรแกรมการถ่ายพยาธิป้องกัน
เป็นประจาทุก 3 - 6 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ท่ีเล้ียงระบบเปิด หรือมีโอกาสสัมผัสกับดินซ่ึงมัก
เปน็ แหล่งทีม่ าของพยาธิ หรือไข่พยาธิ หากเป็นสตั วเ์ ล้ยี ง เช่น สนุ ขั หรือแมวเด็กท่ีเพ่ิงไปรับมา ควรพา
ไปพบสัตวแพทย์เพ่ือตรวจสขุ ภาพและถา่ ยพยาธกิ อ่ นนาเขา้ บ้าน
122
คนสามารถตดิ พยาธิได้จากการกินเนือ้ สตั วท์ ม่ี ีไข่พยาธอิ ยู่ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ท่ีพบบ่อย คือ
ตดิ พยาธิเมด็ สาคู ซ่งึ จะเห็นเป็นลกั ษณะเหมือนเมด็ สาคูบนเนอ้ื สกุ ร คนติดโรคนจ้ี ากการกินเนื้อสุกรท่ีมี
พยาธิอยู่ และอีกโรคหนงึ่ คือ โรคทริคิโนซสี (Trichinosis) ดงั นน้ั ควรกินเนอื้ สัตวท์ ่ปี รุงสกุ แล้วเท่าน้นั
นอกจากนโ้ี รคพยาธมิ ักจะพบในเด็ก ท่บี ้านเลี้ยงสนุ ัขหรือแมวแบบระบบเปดิ ที่ออกไปนอก
บา้ นได้ มีโอกาสสมั ผสั กบั ดิน จะมโี อกาสสูงทจ่ี ะตดิ พยาธิกลบั มา เพราะพยาธทิ างเดนิ อาหารสว่ นใหญ่
ออกมากับอุจจาระของสุนขั แมวท่ตี ดิ เช้ือ ซ่ึงสุนัขแมวอุจจาระบนดิน สนุ ัขแมวเดนิ ผา่ นบนดนิ นน้ั ซ่งึ
สตั วม์ นี ิสยั ชอบเลียแลว้ กนิ ไข่พยาธเิ ข้าไปได้ คนไปจับตวั สตั ว์ แล้วไม่ไดล้ ้างมือ อาจเผลอกนิ ไขพ่ ยาธิ
เขา้ ไปได้ ดังน้ันควรล้างมือทุกครัง้ หลังจบั สัตว์ และควรพาสุนขั แมวท่เี ลย้ี งระบบเปิดไปถา่ ยพยาธิอยา่ ง
สมา่ เสมอ
การปอ้ งกัน สัตวท์ ี่มีพยาธิจะปล่อยไข่พยาธอิ อกมากับอจุ จาระ ต้องเกบ็ ทิ้งอย่างดี ป้องกนั
การติดพยาธกิ ลบั เขา้ ไปใหม่ ต้องทาความสะอาด ฆา่ เช้ือ กระบะทราย กรง บริเวณทสี่ ตั ว์อยู่ และควร
ให้กนิ ยาถา่ ยพยาธิเป็นประจาทุก 3 เดอื น
พยาธทิ างเดินอาหารตดิ คน ต้องล้างมือ ฆา่ เช้ือ หลังสัมผัสสตั ว์ หรอื หลงั สมั ผสั อึ โดยเฉพาะ
ในเด็กเลก็ ท่ีมกั เอามือเขา้ ปาก หรอื ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
โรคทส่ี าคัญในสตั ว์เศรษฐกจิ
1. โรคปากและเท้าเปอ่ื ย (Foot and Mouth Disease) เปน็ โรคที่เกิดข้ึนได้กับสตั ว์กีบคู่
ทุกชนดิ ท้ัง โค กระบอื สุกร แกะ แพะ จงึ ถือเปน็ เปน็ โรคที่สาคัญอย่างมากในสตั วเ์ ศรษฐกิจ
เกดิ จากเช้ือไวรัส เอฟ เอ็ม ดี (FMD) ที่พบในประเทศไทยมี 3 ไทป์ คือ โอ (O) เอ (A) และ
เอเชียวัน (Asia I) ซงึ่ เชือ้ ทงั้ 3 ไทป์น้ี สัตวป์ ว่ ยจะแสดงอาการคลา้ ยกัน
1.1 อาการ โคทีเ่ ป็นโรคนี้ นา้ นมจะลดลงอย่างมาก มีอาการมีไข้ ซึม เบือ่ อาหาร มเี ม็ด
ตุ่มพองทร่ี ิมฝีปาก ในชอ่ งปาก เมด็ ต่มุ พองทเี่ หงือกและลิ้น นา้ ลายไหล กินอาหารไม่ได้ มเี มด็ ต่มุ ท่ี
ระหวา่ งช่องกีบ ไรกบี เดนิ กะเผลก สุกรท่เี ปน็ โรค จะเป็นแผลท่ีเทา้ ขาเจบ็ เดินกะเผลก เดินด้วยเข่า
ขาหลงั เดนิ ถา่ ง และมักจะนอนตลอดเวลา
1.2 การป้องกนั และควบคุม โดยการฉดี วัคซนี ป้องกันโรคล่วงหนา้ ทุก ๆ 6 เดอื น ใช้
โปรแกรมติดตามปรมิ าณน้านมดิบเพื่อเฝา้ ระวงั โรคนีใ้ นโคนม โดยหากพบว่าปริมาณนา้ นมดบิ รายวัน
ลดลงเกนิ ร้อยละ 10 จากปริมาณนา้ นมเฉล่ยี 5 วนั กอ่ นหน้า เปน็ สัญญาณเตอื นว่าอาจเกดิ โรคนข้ี น้ึ
ภายในฟาร์ม
123
โรคทสี่ าคญั ในโคและกระบอื
1. โรคเฮโมรายกิ เซฟติซีเมีย (Haemorrhagic septicemia) โรคเฮโมรายกิ เซฟติซเี มยี
หรอื นยิ มเรยี กตามอาการวา่ “โรคคอบวม” เปน็ โรคระบาดรนุ แรงของโค – กระบอื ท่ีมอี ัตราการป่วย
และอัตราการตายสูง แตโ่ รคน้ีจะมีความรนุ แรงน้อยลงในสัตว์ชนิดอน่ื ๆ เช่น แกะ สุกร มา้ อฐู กวาง
ชา้ ง เปน็ ตน้
เกิดจากเช้ือแบคทีเรยี (Pasteurella multocida) ซ่ึงมกั เกดิ การระบาดขึน้ เม่ือสตั ว์มี
อาการเครยี ด เชน่ เม่ือการเปลยี่ นส่ิงแวดลอ้ มฉับพลัน ช่วงเปลี่ยนฤดู ชว่ งตน้ ฤดฝู นหรือปลายฤดูฝน
ชว่ งทม่ี ีการเคล่ือนยา้ ยสัตว์ เปน็ ตน้
1.1 อาการ สตั ว์ทีเ่ ป็นโรคแบบเฉยี บพลัน จะมี ไขส้ งู 104 – 107 องศาฟาเรนไฮต์ มี
อาการน้าลายไหล และตายภายในเวลาไมเ่ กนิ 24 ชัว่ โมง แต่ถ้าเปน็ โรคแบบเรื้อรังจะสังเกตเห็นอาการ
ทางระบบหายใจ คือ หายใจหอบลึกมีเสียงดัง ยดื คอไปข้างหนา้ คอหรือหน้าบวมแข็ง อ้าปากหายใจ
ล้นิ บวมจกุ ปาก หนา้ คอ หรอื บรเิ วณหน้าอกจะบวมแข็งร้อน ต่อมาจะมีอาการเสยี ดทอ้ ง ท้องอืด
อจุ จาระมีมูกเลือดปน และสัตว์จะตายภายใน 2 – 3 วนั
1.2 การตดิ ต่อ ติดโดยการกินอาหารหรือนา้ ที่มีเชื้อปนอยเู่ ข้าไป จากนั้นสัตว์จะปว่ ย
เป็นโรคน้แี ละขบั เช้ือออกมากับสงิ่ คดั หล่ังต่าง ๆ เชน่ นา้ มูก น้าลาย อจุ จาระ โดยเชือ้ สามารถมีชีวติ
อยู่ไดน้ านถงึ 1 เดือนในสภาพดินท่ีชื้นแฉะ
1.3 การป้องกันและการควบคมุ ทาวคั ซีนป้องกนั โรคนี้ให้โค – กระบือ ตั้งแต่อายุ 4
เดอื นข้นึ ไปและฉีดวคั ซีนกระตนุ้ ซ้าเปน็ ประจาทุกปี
หากพบสัตว์ป่วยหรือตายที่สงสัยว่าจะเป็นโรคน้ี ควรแยกสัตว์ป่วยออกจากฝูงทันที ไม่ควร
นาสัตว์ท่ีตายไปบริโภค ควรฝังหรือเผาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และแจ้งให้เจ้าหน้าท่ีใน
ท้องทร่ี ับทราบโดยเรว็
ควรหลีกเล่ียงสภาวะท่ที าใหส้ ัตวเ์ กดิ ความเครียดด้วยการจัดการฟาร์มและการสุขาภบิ าลท่ี
ดี
โรคท่สี าคญั ในสกุ ร
1. โรคอหวิ าต์สกุ ร (Hog cholera swine fever) โรคอหวิ าตส์ กุ รเปน็ โรคตดิ ต่อร้ายแรง
ของสุกร เกิดจากเชื้อไวรสั
1.1 อาการ สกุ รป่วยจะเบือ่ อาหาร เคล่อื นไหวชา้ กวา่ ปกติ ไม่อยากเคล่ือนไหว มีไข้สูง
ชอบนอน มขี ี้ตาเกรอะกรงั น้าตาไหล เย่ือตาอักเสบ บางรายมนี ้ามลู แห้งกรังในรจู มูก หายใจลาบาก
124
1.2 การป้องกัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้าทุก ๆ ปี ฉีดวัคซีนให้กับลูกสุกรท่ีอายุ
ต้งั แต่ 1 เดอื นขึน้ ไป สาหรับ ลูกสุกรที่เกดิ จากแมซ่ ่งึ ไม่เคยไดร้ บั วคั ซนี อหิวาต์สกุ รมากอ่ น
ฉดี วคั ซนี ให้กับสุกรท่ีมีอายตุ ั้งแต่ 2 เดือนข้นึ ไป สาหรบั ลกู สุกรที่เกิดจากแม่ซ่ึงเคยไดร้ ับการ
ฉดี วคั ซีนมากอ่ น แต่ถ้าหากฉีดวคั ซีนใหก้ บั สุกรที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือน ควรฉดี วคั ซีนซ้าอีกครงั้ หน่งึ
หา่ งจากคร้ังแรก 2 – 3 เดอื น วคั ซนี ให้ความคุ้มโรคได้ไม่นอ้ ยกวา่ 1 ปี ดังนน้ั สาหรับสกุ รพอ่ แม่พันธ์ุ
ควรฉดี วคั ซีนปลี ะครง้ั
2. โรคบิดมูกเลอื ดในสกุ ร (Swine dysentery) เกดิ จากเชือ้ Serpulina
hyodysenteriae โรคนี้มกั เกิดกับสกุ รรนุ่ สกุ รขนุ และสุกรพนั ธุ์ทดแทน โดยอัตราการตายของลูก
สกุ รอาจสงู ถงึ ร้อยละ 25
2.1 อาการ สุกรจะมอี าการถา่ ยอจุ จาระเหลวเปน็ มูกเลือดปนเศษเนื้อเยื้อที่ลอกหลดุ
ลาไสม้ ีอาการอักเสบอยา่ งรนุ แรง
2.2 การป้องกันและการควบคมุ สุกรใหมท่ น่ี าเข้าฟาร์มต้องไม่มีประวตั ิของโรคนี้ มี
ระยะกักสตั ว์ไว้ดูอาการก่อนเอาเขา้ รวมฝงู
การสุขาภิบาลฟาร์มที่ดี มีการทาความสะอาดฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ เครอ่ื งมืออย่างสม่าเสมอ มี
การกาจดั พาหนะนาโรค เช่น หนู นก
หลีกเลี่ยงการเปลีย่ นแปลงอย่างกระทนั หัน ท่ีทาให้สุกรเกิดความเครยี ด เชน่ การขนสง่
ระยะทางไกลการไล่จบั ตอ้ นสุกร การเปล่ยี นสตู รอาหาร
โรคที่สาคญั ในสัตวป์ กี
1. โรคนวิ คาสเซลิ (Newcastle disease) เกดิ จากเชื้อ Paramyxovirus มีหลายสเตรน
ท้ังชนิดรนุ แรงมาก ชนดิ รนุ แรงปานกลาง และชนดิ ไม่รนุ แรง
1.1 อาการ อาการและความรุนแรงของโรคข้นึ อยู่กบั สเตรนของเชอ้ื โดยหากตดิ ชนิด
รุนแรงไกจ่ ะตายเป็นจานวนมากอย่างรวดเรว็ โดยไก่จะแสดงอาการทางระบบหายใจในระยะแรกของ
การตดิ เชื้อ เช่น ไอ จาม หายใจลาบาก หายใจมีเสียงดงั ทวารหนกั เปอ้ื นอุจจาระ จากนนั้ ไกจ่ ะแสดง
อาการทางระบบประสาท เช่น หวั ส่ัน คอปิด ปีกตก กล้ามเนื้อสน่ั เดินโซเซล้มลง เป็นอัมพาตและ
เสยี ชีวติ
1.2 การติดต่อ ตดิ โดยการสัมผัสกบั สง่ิ คดั หลงั่ ทม่ี เี ช้ือปนเป้ือน ทงั้ จากการหายใจ หรือ
จากกนิ อาหารหรือน้าท่ีมีเชือ้ ปนเป้ือน
ติดโดยการสมั ผัสกับเช้ือทีม่ ีสัตวป์ ีกชนดิ อ่นื เช่น นกกระจอก นกเอ้ียง อกี า ไก่งวง เป็ด ห่าน
ทเี่ ป็นพาหะนาโรคมาสู่ไก่ในฟาร์ม
125
1.3 การปอ้ งกนั และการควบคุมมฉดี วัคซนี นิวคาสเซิลเช้อื ตาย สเตรนลาโซต้า เม่อื ไก่
อายุ 18 – 22 สัปดาห์ วคั ซนี นวิ คาสเซลิ เชอื้ เป็น สเตรนลาโซต้า เมอื่ ไกอ่ ายุ 7 – 10 วนั และอายุ 3 –
4 สปั ดาห์
ควบคุมสัตว์พาหะนาโรค เข้มงวดในการเคลื่อนย้ายไก่ และมีการจัดการสุขาภิบาลใน
โรงเรอื นทดี่ ี
2. โรคอหวิ าตเ์ ป็ด – ไก่ (Fowl cholera) เกดิ จากเช้ือแบคทเี รีย Pasteurella
multocida สตั ว์มีอายจุ ะไวต่อเชือ้ มากกวา่ ลกู สตั ว์
2.1 อาการ
1) อาการชนิดร้ายแรงหรือเฉียบพลัน สัตวจ์ ะตายกระทันหันโดยไมแ่ สดงอาการให้
เหน็ หรอื ตายภายใน 2 – 3 วัน มนี า้ มกู นา้ ลายไหลเป็นเมอื ก หายใจลาบากและถี่ หวั ตก หนา้ และ
หงอนสมี ว่ งคล้า ถา่ ยเหลวมสี เี หลืองเขียว
2) อาการชนิดเร้ือรงั อาจป่วยนานเป็นเดอื น พบอาการบวมอกั เสบทบ่ี รเิ วณตา่ ง ๆ
เชน่ บรเิ วณหน้า เหนยี ง โพรงจมูก บริเวณอก บริเวณข้อขา ข้อปีก ฝา่ เท้า และบรเิ วณก้น
2.2 การตดิ ตอ่
1) ตดิ โดยการกินอาหาร หรอื น้าทมี่ เี ช้ือโรคเข้าไป
2) ตดิ โดยการหายใจ ตดิ ต่อไปยังไก่ท่ีอยู่ใกลช้ ดิ กัน
3) ติดโดยการสมั ผสั เชื้อทป่ี นเปอื้ นไปยัง อุปกรณ์ คน หรือสตั วช์ นดิ อน่ื สุนัข แมว
นก หนู แมลงวนั เชอ้ื ปนเป้อื นในดิน
2.3 การป้องกนั และการควบคมุ ควรทาความสะอาดเล้าเปน็ ประจา ไม่ควรเลย้ี งไก่
หนาแนน่ จนเกนิ ไป โรงเรือนควรมีอากาศถ่ายเทท่ีดี มีมาตรการการควบคมุ การเขา้ ออกฟารม์ มีการ
ควบคมุ พาหะนาโรค
ทสี่ าคญั คือควรระวงั การแพร่กระจายของเช้ือลงสแู่ หล่งน้าของส่งิ คัดหลงั่ จากสตั วป์ ว่ ยทง้ั
อุจจาระ น้ามกู เสมหะ รวมถงึ การชาแหละซากสตั วป์ ว่ ย จะทาให้เชื้อโรคแพรร่ ะบาดได้งา่ ย หา้ ม
เคล่อื นย้ายไก่ทีเ่ ปน็ โรคและควรทาลายสตั วป์ ่วยและซากสัตว์อย่างดี
3. โรคฝีดาษไก่ (Fowl pox) เกดิ จากเชอ้ื Fowl pox virus พบในสตั ว์ปีกหลายชนิด
3.1 อาการ อาการของโรคฝดี าษไก่ สามารถพบไดห้ ลายแบบ เชน่
1) อาการแบบฝดี าษแห้ง โดยภายหลงั ไกไ่ ด้รับเช้ือ 4 - 10 วนั จะเกิดตุม่ ฝีดาษ ซง่ึ
มลี ักษณะเปน็ เม็ดตุ่มสแี ดงคล้ายหดู เกดิ ข้นึ ตามผิวหนังบริเวณที่ไม่มขี น เช่น ตามบริเวณหนา้ หงอน
เหนียง หนงั ตา และขา ตุ่มค่อย ๆ ขยายขนาดใหญ่ขน้ึ และตกสะเก็ดแหง้ ใหเ้ หน็ ท่ีบรเิ วณดงั กลา่ ว
2) อาการแบบฝดี าษเปยี ก เปน็ เมด็ ต่มุ หนองขาวใสท่ีเยื่อบุภายในปาก ลน้ิ ลาคอ
หรือไปจนถึงหลอดลม ทาให้ไก่หายใจลาบาก กินอาหารและนา้ ไม่ได้ อาจถึงตายได้
126
3.2 การติดต่อ
1) ตดิ โดยเชอ้ื เข้าทางบาดแผล เมอ่ื มกี ารสมั ผสั กบั ไก่ป่วย เชน่ จกิ ตกี ันในฝูง หรือ
แผลจากของมคี ม
2) ตดิ โดยการกนิ อาหารหรือน้าทีม่ ีเช้ือปนเป้ือน
3) ติดโดยยุงเป็นพาหนะ โดยยงุ กินเลือดสัตวป์ ว่ ยในระยะทีม่ ีเช้อื ไวรัสอย่ใู นกระแส
เลือดเชอื้ ฝดี าษก็จะเข้าไปในตัวยงุ เม่อื ยงุ กดั ไก่ เชือ้ ฝีดาษไก่ในตวั ยงุ จะถกู ปลอ่ ยเขา้ ไปในไก่ตวั ใหม่ ทา
ใหไ้ ก่เปน็ โรคฝดี าษและติดตอ่ เปน็ โรคระบาดในฝงู ไกท่ ่เี ล้ียง
3.3 การปอ้ งกนั และการควบคุม ฉดี วัคซนี ป้องกันโรคฝีดาษไก่ โดยใช้วัคซีนให้กบั ไก่อายุ
ต้ังแต่ 2 – 5 สัปดาห์ เป็นประจา โดยการแทงปีก และควบคุมดูแลสุขลักษณะในฟาร์ม แยกไก่ป่วย
ออกจากฝงู และทาลาย
โรคทีส่ าคญั ในแมว
เวลานาแมวเข้าบ้านแล้วช่วงแรกต้องแยกจากสัตว์ชนิดอ่ืน โดยเฉพาะถ้าที่บ้านมีแมวอยู่
แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าแมวแมวตัวใหม่ปลอดจากโรคติดเช้ือจากแหล่งเดิมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซ่ึงคือ
ระยะเวลาฟักตัวของโรคติดเชื้อส่วนใหญ่ ถ้าแมวมีโรคติดเช้ือจากแหล่งเดิม จะแสดงอาการป่วยไม่
สบายของโรคน้ัน ๆ ในช่วงนี้ ไม่มีไรหู ไม่มีหมัดแมว ไม่มีเหาแมว ไม่มีไรขี้เรื้อน ไม่มีพยาธิทางเดิน
อาหาร
วธิ ีสงั เกตงา่ ย ๆ วา่ แมวไม่สบาย สว่ นใหญ่แมวจะคอ่ นขา้ ง แสดงอาการปว่ ยให้เหน็ ยากกวา่
สุนัขอยแู่ ล้ว แมวท่ีไม่สบาย มักมอี าการซึม กินอาหารลดลง หรอื ไม่กนิ อาหาร เป็นอาการทีบ่ ่งบอกว่า
แมวไม่สบาย แต่ไมส่ ามารถบอกได้ว่าสาเหตเุ กดิ จากอะไร จาเปน็ ต้องไดร้ บั การตรวจวินจิ ฉัยและรบั
การรกั ษาต่อไป
สายพนั ธ์ุแมวที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทย
แมวขนส้ัน: แมวไทย วเิ ชยี รมาศ สีสวาด
เหมาะกบั อากาศร้อนแบบเมอื งไทย เลีย้ งงา่ ย ไมม่ โี รคประจาสายพันธุ์
แมวขนยาว: มกั พบโรคเช้ือราตอนอายุน้อยโดยเฉพาะแมวเปอร์เชีย
โรคประจาสายพันธทุ์ ีพ่ บได้
เปอรเ์ ชีย (Persians) โรคถุงน้าท่ไี ต (Polycystic kidney) อาจตรวจพบได้ต้งั แต่เดก็ ๆ หรอื
มีอาการโรคไตเมื่อตอนแก่
เมนคนู (Maine coons) โรคกลา้ มเน้ือหวั ใจหนาตัว (Hypertrophic cardiomyopathy)
มกั ไมแ่ สดงอาการ เจอในแมวตวั ผู้มากกวา่ แมวตัวเมีย
127
สกอ๊ ตติชโฟว์ (Scottish folds) โรคข้ออักเสบ (Arthropathy) เจบ็ ขา เดนิ กะเผลก
โรคเชอื้ ราแมว ขนร่วงเปน็ วง ๆ จะมีสปอร์เชอื้ รากระจาย ควรดูดฝุ่นทาความสะอาดโดยทวั่
อย่างสมา่ เสมอ และควรพาไปพบสัตวแพทย์ โรคเชอ้ื ราแมวเปน็ โรคติดคน ดังนั้นภายหลงั สมั ผสั แมว
ควรลา้ งมือ ฆา่ เชื้อ หรือถ้าพบว่าเจา้ ของสัตว์เองมีรอยแดงเป็นวง มีอาการคนั ควรไปพบแพทย์
1. โรคติดเชอ้ื ทสี่ าคญั ที่มักแสดงอาการในลกู แมว
1.1 โรคหัดแมว เกิดจากเช้ือ Feline panleukopenia virus เปน็ โรคตดิ เช้ือจากไวรัส
ทเี่ ป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการตายในลูกแมว เนื่องจาก เชื้อโรคหัดแมว มีความคงทนสามารถอยู่ใน
สิ่งแวดล้อมไดน้ านเปน็ ปี
อาการท่ีสาคัญ แมวท้องเสียรุนแรง ท้องเสยี เปน็ นา้ ท้องเสียมีเลือดปน อาเจียน ซีด โลหิต
จาง มไี ข้ ปวดท้อง
แมวทต่ี ิดเชื้อจะปลอ่ ยเช้ือออกมากับส่ิงคดั หลั่งตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอุจจาระ ต้องเกบ็ ท้งิ อย่างดี
ต้องทาความสะอาด ฆา่ เช้ือ กรง บรเิ วณทแ่ี มวอยู่ รวมถึงล้างมอื ฆ่าเช้ือ หลงั จบั แมวท่ีติดเชอ้ื และแยก
แมวปว่ ยออกจากแมวปกติ จนถึง 1 เดือน หลงั หายจากโรคแล้ว ควรรบี พาแมวตวั อ่ืนที่ปกติไปฉดี
วัคซีนป้องกันโรคหดั แมว
1.2 โรคหวดั แมว เกิดจากเชอื้ Feline calici virus และ Feline herpes virus เป็น
โรคติดเชอ้ื จากไวรัสทีพ่ บไดบ้ ่อย ในแมวเด็ก เน่อื งจากแมวท่ีเคยป่วยเป็นโรคหวดั แมวแลว้ หายดี ไม่
แสดงอาการของโรคหวัดแมวแล้ว สามารถเปน็ พาหะนาโรค แล้วปลอ่ ยเช้ือโรคหวัดแมวให้แก่แมวตวั
อืน่ ๆ ได้หลายเดือน ถงึ เป็นปี
อาการทีส่ าคญั แมว จาม มีน้ามูก ตาเจบ็ ตาแดง มีขตี้ า ปากอักเสบ ปากเจบ็ เหงือกอกั เสบ
ไอ มีไข้ แมวท่ีติดเชื้อจะปล่อยเช้อื ออกมากบั สง่ิ คัดหลง่ั ต่าง ๆ โดยเฉพาะนา้ มูก น้าลาย ต้องทาความ
สะอาด ฆ่าเชื้อ ชามอาหาร ชามน้า กรง บริเวณที่แมวอยู่ รวมถงึ ล้างมือ ฆา่ เชือ้ หลังจบั แมวทีต่ ดิ เชอื้
และแยกแมวปว่ ยออกจากแมวปกติทนั ที ควรรีบพาแมวตัวอน่ื ทีป่ กติไปฉีดวัคซีนป้องกนั โรคหวัดแมว
ภาพที่ 7.3 แสดงอาการของลูกแมวทเี่ ป็นโรคหวดั แมว
โดยอาการของโรคหวัดแมวมกั มีอาการจาม มขี ้ีมูกเขยี ว ขตี้ าเขยี ว กระจกตาอักเสบ
ทม่ี า: (Norsworthy, G. 2018)
128
1.3 โรคเย่อื บชุ ่องท้องอักเสบ (Feline infectious peritonitis) เกดิ จากเชื้อ Feline
coronavirus เป็นโรคตดิ เช้ือจากไวรสั โดยสว่ นมากแมวจะแสดงอาการของโรค เม่ืออายุประมาณ 4
เดือน ถึง 2 ปี แมวทีต่ ดิ เช้ือจะไม่แสดงอาการป่วย จนกว่าเชื้อไวรสั จะกลายพนั ธ์ุ ซง่ึ มกั เกิดในกรณที ี่
ร่างกายอ่อนแอดว้ ยโรคอน่ื หรอื เช้อื ไวรัสเพ่ิมจานวนในปริมาณมาก จากน้ันระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
ของแมวเองจะทางานอยา่ งหนักเกนิ ไป เพ่ือจะกาจัดเชือ้ ไวรสั กลายพันธน์ุ อี้ อกไป ทาใหห้ ลอดเลอื ด
อกั เสบและมีน้าเหลืองไหลออกมาจากหลอดเลอื ด จึงพบว่าแมวมีนา้ ในชอ่ งอกหรือช่องท้องในกรณนี ี้
ในแมวบางตัวไม่มีนา้ เหลืองไหลออกมาจากหลอดเลือดชดั เจน แตจ่ ะเป็นก้อนอักเสบหลาย ๆก้อน
ภายในรา่ งกาย เชน่ ในช่องท้อง ชอ่ งอก ตา สมอง ซึ่งจะทาใหย้ ากต่อการวินิฉยั โรค
อาการท่ีสาคัญ แมวท้องโต แมวหายใจไม่ออกอ้าปากหายใจ น่ังหายใจกางแขน หอบ
หายใจลาบาก (ปกตแิ มวไม่ใช่สุนขั แมวจะไมห่ อบอ้าปากหายใจในทกุ กรณี ถ้าพบว่าแมวอ้าปาก
หายใจ ทาทา่ หอบ แสดงว่าอาการหนกั มาก หายใจไม่ออกกาลงั ใกล้จะเสยี ชีวิต ให้รบี พาไปพบสัตว
แพทย์ทนั ที ต้องได้รบั ออกซิเจนและการรักษาอยา่ งเร่งด่วน พยายามอย่าทาให้แมวตกใจเดด็ ขาด
เพราะอาจตกใจจนเสยี ชีวิตได้)
ลูกแมวมกั ติดโรคเยอ่ื บุช่องท้องอักเสบจากการสมั ผสั กับอุจจาระของแมวที่ติดเช้ือ
โดยเฉพาะช่วงอายุ 6 - 8 สัปดาห์ มักพบโรคน้ีในกรณที ่เี ล้ียงแมวหลายตวั รว่ มกนั
2. โรคติดเชอื้ ท่ีสาคัญในแมวโต คอื แมวมักแสดงอาการของโรคหลงั ติดเชือ้ มาหลายปแี ลว้
โรคตดิ เชอื้ จากไวรัสทีม่ ักแสดงอาการในแมวโต คือ โรคมะเรง็ เมด็ เลอื ดขาวในแมว และ โรคเอดส์แมว
อาการของท้ังสองโรคนีค้ ลา้ ยกนั มักแสดงอาการไมจ่ าเพาะเจาะจง และอาการมกั เปน็ แบบไม่
เฉียบพลนั คือแมวจะค่อย ๆแสดงอาการปว่ ยทลี ะน้อย เป็นอาทติ ย์หรือเป็นเดือน คอ่ ย ๆซึมลง ไม่กิน
อาหาร ผอมลง ทาใหเ้ จา้ ของสตั วส์ งั เกตได้ค่อนข้างยาก แตกตา่ งจากโรคตดิ เชอื้ จากไวรสั ทีพ่ บบ่อยใน
แมวเด็กท่ีมกั แสดงอาการรนุ แรงและเปน็ แบบเฉยี บพลนั
2.1 อาการ อาการไมเ่ ฉพาะเจาะจง เนอื่ งจากเชือ้ ไวรัสจะค่อย ๆไปทาลายระบบ
ภมู ิค้มุ กนั ของแมว จงึ มักไม่แสดงอาการทันทหี ลังรับเช้ือ แต่จะแสดงอาการเมอ่ื ผา่ นไปหลายปแี ล้ว
เมอ่ื รา่ งกายไม่สามารถตา้ นทานต่อโรคอื่น ๆ แมวจึงแสดงอาการของโรคแทรกซ้อนอนื่ ๆ แล้วแต่ว่า
เช้อื โรคแทรกซ้อนนน้ั ไปทาลายระบบใด เช่น อาการของโรคหวัดแมว คอื ปากอักเสบ เหงือกอักเสบ
ตาเจบ็ มไี ข้ โลหิตจาง ต่อมน้าเหลอื งโต เปน็ มะเร็ง แมวโตทมี่ อี าการเหล่านส้ี ามารถเปน็ ได้ทงั้
โรคมะเรง็ เม็ดเลือดขาวในแมว หรือ เป็นโรคเอดสแ์ มว หรอื เป็นทงั้ สองโรค เนือ่ งจากอาการของโรค
คล้ายกนั จึงต้องทาการตรวจเลอื ดเพ่ือใหท้ ราบแนน่ อน
2.2 การตดิ ต่อ แมวติดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว หรือ โรคเอดสแ์ มว จากการ
ได้รับเชื้อจากแมวตัวอื่น จากการสมั ผัสสงิ่ คัดหลั่ง โดยเฉพาะนา้ ลาย แมวท่ีออกไปนอกบา้ นได้มโี อกาส
129
โดนกัด ไปกัดกบั ตวั อ่นื ออกไปสมั ผัสกับแมวปว่ ยตดิ เชื้อกลับมา แมวที่อยบู่ ้านเดยี วกันทาความ
สะอาดใหก้ ัน กนิ อาหาร กินน้าร่วมกัน ใชก้ ระบะทรายเดยี วกัน แมวทเี่ กิดจากแมแ่ มวที่เป็นโรค
2.3 การป้องกัน เนื่องจากแมวทต่ี ดิ เชื้อโรคมะเร็งเมด็ เลือดขาวในแมว หรือตดิ เช้ือโรค
เอดส์แมว มกั ไม่แสดงอาการ จงึ แนะนาใหต้ รวจเลือดแมวเพอื่ หาเชื้อมะเร็งเมด็ เลือดขาวในกระแส
เลอื ด หรอื หาว่าเคยมีการตดิ เชอ้ื เอดส์แมวมาก่อนหนา้ นีห้ รือไม่ กอ่ นนาแมวตัวใหมเ่ ขา้ บ้าน
2.1 โรคมะเรง็ เมด็ เลือดขาวในแมว หรือ โรคลิวคเี มียในแมว เกิดจากเชือ้ Feline
leukemia virus
อาการหลกั ๆ ทพี่ บได้บ่อยกว่า คอื ซีด โลหติ จางรนุ แรง ต่อมน้าเหลืองโต มะเรง็ ต่อม
น้าเหลือง
2.2 โรคเอดสแ์ มว ไม่ตดิ คน เกดิ จากเช้ือ Feline immunodeficiency virus
อาการหลัก ๆ ท่ีพบไดบ้ ่อยกว่า คือ น้าลายไหลย้อยเน่ืองจากเปน็ แผลที่ปาก พบโรคเอดส์
แมวได้บ่อยในแมวตัวผู้ทยี่ งั ไม่ทาหมนั เคยมีประวตั ิออกไปนอกบ้านบ่อย ๆ มแี ผลกลบั มาเร่อื ย ๆ
เพราะไปกัดกับแมวตัวอ่นื แยง่ ตัวเมยี ตอนอายุมากขึน้ ก็จะพบว่าเป็นโรคเอดสแ์ มว
โรคท่ีสาคญั ในสุนัข
1. โรคลาไสอ้ กั เสบติดตอ่ ในสุนัข Canine parvovirus เกิดจากเชอ้ื Canine parvovirus
2 (CAV-2) เ ป็ น โ ร ค ติ ด เ ช้ื อ ที่ รุ น แ ร ง ไ ว รั ส นี้ ก ล า ย พั น ธ์ุ ม า จ า ก Feline Parvovirus ห รื อ
Panleukopenia เชือ้ พารโ์ วไวรสั ในสนุ ขั เปน็ เช้ือไวรัส มักพบโรคนี้ในลกู สุนขั ที่อายนุ ้อยกวา่ 4 เดอื นท่ี
ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือสัตว์อายุมากที่ไม่เคยได้รับวัคซีน ระยะฟักตัวของโรคนี้ประมาณ 4 - 7
วนั และระยะวิกฤติของโรค คือ ชว่ ง 3 - 4 วันแรก โดยไวรสั จะแบง่ ตัวเพิ่มจานวนอย่างมากในเซลล์ท่ี
มีการแบ่งตัวอย่างรวดเรว็ เช่น เซลล์เยื่อบุลาไส้ ต่อมน้าเหลือง เซลล์ไขกระดูก เซลล์เย่ือบุปอด เซลล์
เยื่อบุตับ ดังน้ันจึงมักพบการติดเช้ือของโรคน้ีในลูกสุนัข โดยเฉพาะพันธ์ุร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)
เยอรมันเชฟเฟิร์ด (German Shepherd) ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) อเมริกัน
พิทบูลเทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier) และโดเบอร์แมน (Doberman) สุนัขพันธุ์แท้สายพันธ์ุ
จาพวกน้ีจะมีความไวต่อโรคมากกว่าสุนัขสายพันธ์ุอื่น หากติดเชื้อจะมีโอกาสตายสูงข้ึน โรคลาไส้
อักเสบติดต่อในสุนัขมีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 91 โอกาสรอดชีวิตค่อนข้างต่าข้ึนอยู่กับปริมาณเช้อื
ท่ีรับเข้าไป สภาพร่างกาย และระดบั ภูมิคุม้ กนั ของรา่ ยกาย
1.1 อาการ โรคนีม้ ักเกิดในลูกสุนัข ทีพ่ บบอ่ ยคือซื้อมาจากจตุจกั ร หรอื ฟาร์มอน่ื ๆ พา
มาอยบู่ า้ นช่วงไม่กว่ี นั แรกยงั ร่าเริงดีอยู่ ผ่านไปไมเ่ กนิ 1 อาทติ ย์ เร่ิมมีอาการอาเจียน ทอ้ งเสีย เจา้ ของ
130
จงึ รบี พามาพบสัตวแพทย์ สุนัขโตอาจจะติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ เพราะมภี ูมคิ ุ้มกันจากวัคซนี หรือ
จากธรรมชาติแล้ว แต่อาจกลายเปน็ ตวั แพรเ่ ชอื้ ไปสู่ลูกสุนขั ได้
1.2 การติดต่อ ติดโดยการสัมผสั กบั เช้อื ท่ปี นเป้ือนออกมากับสง่ิ คัดหลั่ง โดยมากจะตดิ
เชื้อจากการสัมผัสกบั อุจจาระโดยตรง หรอื สัมผสั กบั อุจจาระโดยออ้ มผ่านทางการสัมผัสภาชนะ ของ
ใช้ต่าง ๆ ท่ีสัมผสั อุจจาระทต่ี ิดเชือ้ โดยไวรัสชนดิ นีม้ คี วามคงทนในสิ่งแวดล้อมมาก สามารถอาศัยอยู่ใน
สิ่งแวดล้อมไดน้ านถึง 5 เดือน การใชย้ าฆ่าเชอ้ื โรคอยา่ งถกู ต้องจงึ มคี วามสาคัญอยา่ งมากในการ
ควบคุมการตดิ เชื้อโรคลาไส้อักเสบตดิ ต่อในสุนัข
1.3 การป้องกันและควบคุม หากจะรับสุนัขตัวใหม่เข้าบ้านควรแยกเล้ียงอย่างน้อย 2
สัปดาห์ ก่อนนามาเล้ียงรวมกับสุนัขตัวอื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงการพาสุนัขออกไปข้างนอกหากยังฉีด
วัคซีนไม่ครบ เจ้าของสุนัขไม่ควรไปสัมผัส หรือเล่นกับสุนัขที่ไม่ทราบประวัติการทาวคั ซีน ควรล้างมอื
ทุกคร้ังหลังสัมผสั สุนัข ควรฉดี วคั ซีนปอ้ งกนั โรคลาไส้อักเสบติดตอ่ ในสนุ ขั เป็นประจา
2. โรคไข้หัดสุนัข (Canine distemper) เกิดจากเชื้อ Canine distemper virus (CDV)
อยูใ่ นตระกูล Paramyxovirus เช้อื ไข้หดั สนุ ขั นแี้ พร่ผา่ นทางอากาศ แต่ไมต่ ดิ คน
เม่ือหายใจเอาเชื้อเข้าไปแล้ว ภายใน 24 ช่ัวโมง เช้ือจะแบ่งตัวเพ่ิมจานวนท่ีต่อมน้าเหลือง
บริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น จากนั้นภายใน 4 - 7 วันต่อมา ไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและ
แพร่กระจายไปยังระบบทางเดินอาหาร จากนั้นวันที่ 9 - 14 หลังการติดเช้ือ ไวรัสจะกระจายไปยัง
ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ระบบผวิ หนัง ระบบประสาท
2.1 อาการ ซึม เบ่ืออาหาร มีไข้สูง ในช่วงสัปดาห์แรกหลังติดเช้ือ มีน้ามูกเขียว ข้ีตา
เขียว ตาอักเสบ ไอ หายใจลาบาก ปอดอักเสบ อาเจียน ท้องเสีย พบว่าสุนัขจะมีผิวหนังที่ฝ่าเท้าและ
ปลายจมูกหนาตัวขึ้น (Hyperkeratosis) พบมีตุ่มหนอง (Pustule) ตามหน้าท้อง ระยะหลัง ๆ จะพบ
อาการกล้ามเน้อื กระตุก เดนิ เซ ขาออ่ นแรง อาจมีอาการชัก เปน็ อัมพาตได้
2.2 การติดต่อ ติดโดยการหายใจเอาเช้ือไวรัสที่ปนเปอื้ นอยู่ในอากาศเข้าไป หรอื สัมผสั
โดยตรงกบั สิ่งคัดหลั่งจากสุนัขป่วย ได้แก่ น้ามกู ขต้ี า นา้ ลาย ปัสสาวะ และอจุ จาระ เน่อื งจากเชื้อน้ี
สามารถติดต่อกันผ่านทางอากาศไดน้ ้ัน ทาใหส้ ามารถตดิ ต่อได้ง่าย สุนัขปกติที่ไมเ่ คยได้รบั วคั ซนี ที่
อาศยั อยใู่ นบรเิ วณใกลเ้ คียงก็มโี อกาสตดิ โรคไขห้ ัดสนุ ัขได้ง่ายมาก เชน่ สนุ ขั ทอ่ี าศัยอยู่ในบา้ นเดียวกนั
หรือหมู่บ้านเดยี วกนั ก็มีโอกาสติดเช้อื นอกจากนยี้ งั สามารถตดิ ต่อผ่านรกได้ดว้ ย โดยแมส่ ุนขั ท่ีป่วย
อาจแท้งลูก หรือลูกสุนัขอาจไม่รอดหลงั จากคลอดออกมา หรือถา้ หากรอดก็อาจมีอาการทางระบบ
ประสาทต่อไป ซ่งึ ร่างกายจะอ่อนแอและจะมีชวี ิตไมย่ ืนยาว
2.3 การป้องกันและควบคุม โดยทั่วไปโรงพยาบาลสัตว์ มักจะไม่รับสุนัขป่วยไข้หัดไว้
เป็นสัตว์ป่วยใน เนื่องจากหากไม่มีห้องติดเชื้อแยกไว้โดยเฉพาะ จะทาให้ติดต่อสู่สุนัขตัวอ่ืนได้ง่าย
เจ้าของส่วนใหญ่จึงต้องรับกลับมาดูแลที่บ้าน โดยคุณหมอจะนัดพบเพ่ือดูอาการเป็นแบบวันต่อวันไป
131
หากในบ้านมีสุนัขหลายตัว ต้องทาสถานท่ีแยกกันระหว่างตัวที่ป่วย กับตัวท่ียังไม่แสดงอาการ ต้อง
แบ่งสัดส่วนชัดเจน ต้องมีกาแพงกัน้ ไม่ควรหายใจในบรเิ วณใกลก้ ัน ดงั ทก่ี ลา่ วเบื้องตน้ วา่ เช้ือนี้ติดผ่าน
การหายใจในอากาศ
ในรายทไ่ี ข้หัดขึน้ สมอง จะมีอาการชัก โดยสว่ นใหญ่เม่ือมีอาการชักแล้ว มกั จะเกิดความ
เสยี หายต่อระบบประสาททาใหม้ กั ไมห่ ายจากอาการชัก แตส่ ามารถควบคุมอาการชกั ได้ด้วยการกนิ ยา
ดังนัน้ เจ้าของควรสังเกตระยะเวลาการชัก ความถี่ และจดบันทึกไว้ดว้ ย เพ่ือแจ้งให้คุณหมอทราบจะได้
ปรับขนาดยาได้ถกู ต้องตอ่ ไป
สนุ ัขป่วยจะมีระยะเวลาแพรเ่ ชอ้ื ยาวนานถงึ 1 - 3 เดือน ดังน้นั เมือ่ เรามสี ุนัขปว่ ยเป็นโรคไข้
หัดในบา้ น ตอ้ งดูแลและแยกเลยี้ งเปน็ เวลานานถงึ 3 เดือน แมอ้ าการจะดขี ึน้ แล้วกต็ าม
สุนขั ที่ติดเชื้อไวรสั ไข้หดั จะเริ่มแพร่เช้ือหลงั ตดิ เช้ือประมาณ 1 สัปดาห์ และเรม่ิ แสดงอาการ
ป่วยรุนแรงหลังติดเชื้อไปแลว้ 2 - 3 สปั ดาห์ หากรอดจากอาการปว่ ยรนุ แรงช่วง 3 สปั ดาหน์ ี้ไปได้ กม็ ี
โอกาสหาย แต่อาจมีอาการทางระบบประสาทตามมา อาการทางระบบประสาทอาจไมแ่ สดงทนั ที อาจ
เกิดหลังจากไดร้ ับเช้อื 1 - 3 สัปดาหห์ รือเปน็ เดือน
ควรพาสุนขั ไปฉีดวัคซนี ป้องกันโรคน้เี ป็นประจา
3. โรคพยาธเิ ม็ดเลือด ปัจจบุ ันประเทศไทยมกี ารระบาดของเหบ็ ที่มเี ชอื้ พยาธิเม็ดเลือด
พบว่าแม้แต่สุนัขชิวาวา่ ขนสั้นทอ่ี าศัยอยู่บนคอนโดนอนกบั เจ้าของ ปกติไม่มเี หบ็ เลย เพราะเจา้ ของรัก
มากนั่งดูทกุ วัน ไปเทยี่ วนอกบ้านไปเจอเพื่อนสนุ ขั วนั นึง ตดิ เห็บกลับมายังสามารถเป็นโรคพยาธเิ มด็
เลือดได้ คือสมยั กอ่ นนี้ถงึ แมว้ า่ สนุ ขั จะมีเหบ็ เยอะ แต่ว่าถ้าเหบ็ ทกี่ ดั ไมม่ ีเชอื้ พยาธเิ ม็ดเลอื ดสนุ ัขก็
สบายดไี ม่ป่วย
3.1 อาการ ซึม กนิ อาหารลดลง มีไข้ ตวั ร้อน เหงือกซีด มีจุดเลือดออกตามตัว เช่น
ใตท้ อ้ ง บางตวั เลือดกาเดาไหล
ขอ้ ควรจา: ถา้ สุนขั เป็นโรคพยาธิเม็ดเลือดแลว้ ตอ้ งกนิ ยาใหค้ รบ 1 เดือน กินไม่ครบ สนุ ขั ไม่
หาย สกั พักอาการกลับมาใหม่
ยารักษาโรคพยาธเิ ม็ดเลอื ด หา้ มกินพร้อมนม ห้ามกินพร้อมตับ ห้ามกนิ พร้อมยาบารุงเลือด
ถา้ มีเห็บอกี ก็เป็นอีกได้ บางตัวเป็นหลายรอบ พอต้องถ่ายเลือดเพราะเลอื ดจางมาก มี
โอกาสเสียชวี ิต เพราะระบบภมู คิ ้มุ กันต่อต้าน
3.2 การป้องกนั การกาจัดเห็บสุนขั เป็นการป้องกนั โรคพยาธเิ ม็ดเลือดได้ดที ี่สุด
132
คาถามทา้ ยบทท่ี 7
1. ให้นกั ศึกษายกตวั อยา่ งโรคสาคัญที่ตดิ ต่อระหว่างสัตว์และคน
2. ใหน้ กั ศึกษายกตวั อยา่ งโรคทส่ี าคัญในสตั วเ์ ศรษฐกจิ ทไ่ี ม่ติดต่อส่คู น
สแกน QR-code ทายปัญหากรณีศึกษา case study สตั วป์ ว่ ย
สแกน QR-code ทายปญั หาระบุชอื่ ของปรสิตในสนุ ัขและแมว
133
เอกสารอ้างองิ
ปรางกวนิ แย่งขจร และคณะ. (2549). “โรคไข้หวัดนก”. เชียงใหม่สัตวแพทยสาร, 4(2) : 137 -
147.
Ackerman, N. and Aspinall, V. (2016). Aspinall's Complete Textbook of Veterinary
Nursing E-Book. (3rd ed.). China : Elsevier.
British Small Animal Veterinary Association. (2011). BSAVA Small Animal
Formulary. (7th ed.). Rhonda : HSW print. 17 – 18.
Cooley, M. (2002). "Endogenous gonadal hormone exposure and bone sarcoma risk".
Cancer Epidemiol Biomarkers Prevent, 11: 1434–1440.
Fourie, J. (2013). "Transmission of Ehrlichia Canis by Rhipicephalus Sanguineus Ticks
Feeding on Dogs and on Artificial Membranes". Vet Parasitol, 8(197) : 595 -
603.
Howe, M. (2015). "Current Perspectives on the Optimal Age to Spay/Castrate Dogs
and Cats". Vet Med (Auckl), 6 : 171 – 180.
Norsworthy, G. (2018). The Feline Patient. (5th ed.). Hoboken : John Wiley & Sons,
Inc.
Pantip. (14 เมษายน 2557). แมวทบ่ี ้านกนิ หญ้าแล้วสารอกออกมา สงิ่ น้ีคืออะไรหรอื คะ.
https://pantip.com/topic/31912503
Pan American Health Organization. (2003). Zoonoses and Communicable Diseases
Common to Man and Animals: Parasitoses. (3rd ed.). Washington, D.C.
Schneider, R. (1969). "Factors Influencing Canine Mammary Cancer Development
and Postsurgical Survival". J Natl Cancer Inst, 43(6) : 1249 – 61
134
135
แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 8
หวั ข้อเน้ือหาประจาบท
1. วิธีวินิจฉยั โรคสัตว์เบ้ืองตน้
2. วธิ ตี รวจสขุ ภาพสัตวเ์ บอื้ งตน้
วตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
หลงั จบการเรยี นการสอนบทนีแ้ ล้วผูเ้ รียนมีความสามารถดังน้ี
1. นักศึกษาสามารถวาดรูปแสดงตาแหนง่ ของอวยั วะตา่ ง ๆ ในสัตว์ได้
2. นักศึกษาสามารถอธบิ ายวธิ กี ารตรวจสขุ ภาพสัตวเ์ บ้ืองตน้
วิธสี อนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาบท
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอนบทท่ี 8
2. ปฏิบตั กิ ิจกรรมตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย
3. อภิปรายร่วมกันโดยเน้นผู้เรยี นเป็นสาคญั
4. ศกึ ษาจากตวั อย่างผลงานทางวชิ าการ และกรณีศกึ ษา
สอ่ื การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. ใชส้ ือ่ เทคโนโลยมี าช่วยในการสอน รวมถึง Power point slides, Google class
room, Google slides, QR-code, Kahoot, Quizizz
การวดั ผลและประเมนิ ผล
1. สังเกตพฤติกรรมในชัน้ เรยี น และการมีส่วนรว่ มในช้ันเรยี น
2. ประเมินผลจากการมีปฏสิ ัมพันธ์ของนกั ศกึ ษาที่แสดงถงึ ความเขา้ ใจในบทเรยี น
3. ประเมนิ ผลจากการสอบไล่ประจาภาคการศกึ ษา
4. ผลงานและการนาเสนอผลงาน
136
137
บทที่ 8
วธิ ีวนิ จิ ฉยั โรคสตั วเ์ บ้ืองต้น
การวนิ จิ ฉัยโรคเปน็ ขบวนการสาคัญเพื่อหาสาเหตุของอาการป่วยท่ีสัตว์แสดงออกมา ซึง่
การวินิฉัยโรคน้ีประกอบด้วยหลายขั้นตอน โดยพื้นฐานเบื้องต้นคล้ายคลึงกันในสัตว์ทุกชนิด อาจมี
ข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกันบ้างข้ึนกับลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์จาเพาะของสัตว์แต่ละชนิดที่
แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นบ้าง ในเอกสารประกอบคาสอนฉบับนี้ขอยกตัวอย่างจากสนุ ัข เน่ืองจากเป็น
สัตว์ท่ีมีการเล้ียงอยู่ทั่วไป นักศึกษาจึงจะสามารถนาเอาความรู้ที่ได้น้ีไปฝึกเบื้องต้นกับสุนัขบริเวณ
ใกลเ้ คยี งได้
โดยปกติในการให้บริการทางสัตวแพทย์ ภายหลังจากทราบขอ้ มลู เบ้ืองต้นของการปว่ ยใน
ครัง้ นั้น ๆ ทเ่ี จา้ ของสตั วเ์ ป็นกังวลและเปน็ จดุ มุง่ หมายในการพาสัตวม์ ารักษาในคร้ังนี้ หลังจากได้ทา
การซกั ประวัติโดยละเอยี ดดังที่ไดก้ ลา่ วไว้ในบทที่ 7 แลว้ ปกตจิ ะมีการชงั่ นา้ หนัก สอบถามอายุ เพศ
พนั ธ์ุ ประวตั ิการทาหมนั และอาการโดยละเอยี ด จากนนั้ สัตวแพทย์จะเรยี กเจา้ ของเพ่ือนาสัตว์เขา้ หอ้ ง
ตรวจ หรอื หากเป็นสัตวเ์ ศรษฐกจิ สตั วแพทย์จะเข้าไปทาการตรวจสัตว์ในฟารม์ โดยมกั ให้คนเลย้ี งสตั ว์
ไปนาสตั ว์ป่วยมายังคอกบังคับเพือ่ ทาการตรวจ ระหว่างน้ีจะมกี ารสงั เกตพฤติกรรม และนสิ ัยไปด้วย
เพอื่ ประเมินว่าควรใชว้ ิธีใดในการจับบงั คับสตั ว์
โดยในสุนัขถ้าสังเกตว่า ดุ หรือระแวง อาจจะต้องใส่ตะกร้อ หรือผูกปากก่อน ส่วนในแมว
อาจจะต้องใส่ปลอกคอกันเลียหรือคอลล่าร์ เพราะปากส้ัน หรือเอาผ้าขนหนูมาช่วยห่อตัวแมวในการ
จับบังคับ ก่อนที่จะทาการจับตัวสัตว์โดยตรง โดยจะพยายามจับบังคับด้วยความนุ่มนวล ให้เจ้าของ
สตั วห์ รือคนเลี้ยงสตั ว์ในฟารม์ ช่วยจับบริเวณส่วนใกล้ปาก ชวนสัตวค์ ยุ ให้ไม่ตื่นตระหนกเกินไป โดยใช้
เวลาจบั บงั คับนอ้ ยทส่ี ดุ เทา่ ทท่ี าได้
ภายหลังจากซักประวัติและจับบังคับได้แล้วหลักการพ้ืนฐานในการตรวจร่างกายสัตว์จะ
เหมือนกันในสัตว์ทุกชนิด ทั้งสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์เล้ียง คือจะทาการตรวจทุกส่วนของร่างกาย แต่
จะมุ่งเนน้ ไปท่ีอาการตามระบบที่สตั วแ์ สดงอาการผดิ เปน็ ส่วนใหญ่ เช่น
ถ้าสัตวม์ ีอาการอาเจยี น ทอ้ งเสยี จะมงุ่ เน้นไปท่ีการตรวจระบบทางเดินอาหาร
ถ้าสัตวม์ อี าการอาการ ไอ จาม มนี ้ามกู จะมงุ่ เนน้ ไปท่ีการตรวจระบบทางเดนิ หายใจ
ถา้ สตั วม์ ีอาการมเี ลือดออกที่ชอ่ งคลอด หรอื สงสัยวา่ อาจจะทอ้ ง จะมงุ่ เน้นไปท่ีการตรวจ
ระบบสืบพนั ธุ์ เป็นต้น
แต่ต้องมีการตรวจทุกส่วนของร่างกายอย่างเป็นระบบประกอบด้วยนอกจากปัญหาท่ี
เจ้าของสตั ว์ หรือคนเลยี้ งสตั ว์ แสดงเจตจานงค์มาในคราวนี้ เนือ่ งจากปญั หาเฉพาะระบบบางประการ
138
สาเหตุที่แทจ้ ริงอาจมาจากระบบอ่ืนได้เช่นกนั ดงั นนั้ การตรวจท้ังระบบทาใหเ้ ห็นภาพรวมของสุขภาพ
สัตว์ จะช่วยในการวินิจฉัยโรคให้แม่นยายิ่งขึ้น โดยก่อนจะทราบวิธีวนิ ิจฉัยโรคสัตว์เบื้องต้น นักศึกษา
ควรจะมีความรู้เร่ืองกายวิภาคเบ้ืองต้นของสัตว์ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาแหน่งของอวัยวะภายใน
ต่าง ๆ ท้ังนี้จะขอยกตัวอย่าง กายวิภาคศาสตร์ของสุนัข เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วส่วนต่าง ๆของ
ร่างกายจะคล้ายคลึงกันในสัตว์แทบทุกชนิด จะมีเพียงรายละเอียดปลีกย่อยในบางอวัยวะที่แตกต่าง
กันบา้ ง
กายวิภาคศาสตร์ของสัตว์
กายวิภาคศาสตร์ของสัตว์ จะมกี ารวางตัวของตาแหน่งอวัยวะตา่ ง ๆ โดยทั่วไปจะคลา้ ยคลงึ
กนั ในสตั ว์ แต่จะมีรายละเอียดปลกี ย่อยท่ีแตกต่างกนั บ้างในบางอวยั วะ ดังตัวอย่าง ภาพดา้ นล่าง
แสดงตาแหน่งกายวภิ าคศาสตร์ของสตั ว์โดยแสดงตาแหน่งของอวัยวะภายในระบบทางเดนิ อาหาร
ในภาพท่ียกตวั อย่างคอื กายวิภาคศาสตรข์ องสุนัข (ภาพที่ 8.1)
ภาพท่ี 8.1 กายวภิ าคศาสตร์ของสัตว์ แสดงตาแหนง่ ของอวัยวะภายในระบบทางเดนิ อาหาร ซงึ่ การ
วางตัวของตาแหนง่ โดยท่ัวไปจะคลา้ ยคลึงกนั ในสตั ว์ มรี ายละเอยี ดปลกี ย่อยในบางอวัยวะ
ที่แตกต่างกัน โดยในภาพทีย่ กตวั อยา่ งคอื กายวิภาคศาสตรข์ องสนุ ัข
ท่มี า: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
139
ปาก (Mouth) : ปากประกอบด้วยขากรรไกรบน (Maxilla) และลา่ ง (Mandible)
ฟนั (Teeth) : ทาหน้าที่บดเค้ียวอาหาร
ล้ิน (Tongue) : ชว่ ยคลุกเคล้าอาหาร
หลอดอาหาร (Oesophagus) : ท่อทอ่ี าหารผา่ นลงไปในกระเพาะอาหาร
คอหอย (Pharynx) : เชื่อมระหว่างปากและโพรงจมกู กับหลอดอาหาร
กระเพาะอาหาร (Stomach) : กระเพาะอาหารเปน็ กระพุ้งเดียวในระบบย่อยอาหารของ
สุนัขและ อาหารจะถูกย่อยโดยทั่วไปภายในสามช่ัวโมงของการบริโภค อาหารประเภทต่าง ๆ ถูกย่อย
ในอัตราท่ีแตกต่างกันและออกจากกระเพาะอาหารในเวลาทีต่ า่ งกัน
ตบั (Liver) : ชว่ ยในเรือ่ งการแข็งตวั ของเลอื ด การกาจัดสารพษิ และการย่อยอาหาร
ถุงน้าดี (Gall bladder) : เปน็ ทกี่ กั เกบ็ นา้ ดี ซึง่ ทาหน้าท่ีจับตวั กบั ไขมนั
ตบั อ่อน (Pancreas) : มหี น้าทช่ี ว่ ยย่อยอาหารและคุมระดับนา้ ตาลในกระแสเลอื ด
ลาไสเ้ ลก็ (Small intestine) : ประกอบไปด้วย ลาไล้เลก็ ส่วนตน้ , สว่ นกลาง, สว่ นปลาย
(Duodenum, Jejunum, Ileum) ทาหนา้ ทีด่ ูดซึมสารอาหารเขา้ สรู่ า่ งกาย
ลาไสใ้ หญ่ (Large intestine) : ประกอบไปด้วย Acending, Transverse, Descending
colon ซ่ึงกระบวนการย่อยอาหารไม่ไดเ้ กดิ ข้ึนในลาไสใ้ หญ่ แตม่ ีจุลินทรียเ์ ชิงรกุ และยอ่ ยสลายจานวน
มากเจริญเติบโตไดด้ ใี นสารละลายดา่ ง
ลาไสต้ รง (Rectum) จะต่อกับทวารหนกั (Anus) ซงึ่ เป็นรูเปดิ ตรงสว่ นปลายของทางเดิน
อาหาร
ไส้ตง่ิ (Caecum) : เป็นท่อตันท่แี ยกมาจากบรเิ วณลาไสใ้ หญ่ส่วนต้น
มา้ ม (Spleen) : มหี นา้ ท่ีทาลายเม็ดเลอื ดแดง และสรา้ งภูมิคุม้ กันของรา่ งกาย
ปอด (Lung) : เปน็ อวัยวะทใี่ ชแ้ ลกเปลย่ี นก๊าซออกซิเจนจากสง่ิ แวดลอ้ มเขา้ สรู่ ะบบเลือดใน
รา่ งกาย และแลกเปล่ียนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซดอ์ อกจากระบบเลือดออกส่สู ง่ิ แวดลอ้ ม
หวั ใจ (Heart) : ทาหน้าท่ีสบู ฉีดเลอื ดไปเลี้ยงร่างกาย
การตรวจสขุ ภาพสัตว์เบื้องตน้
การตรวจสุขภาพทางคลนิ กิ จะอาศยั การประเมนิ ด้วยสายตา และการสังเกตุ
1. สงั เกตสุ ัตว์จากระยะไกล อาการกังวล กลวั ต่ืนเตน้ ถือวา่ เปน็ ปกติในกรณีนเี้ พราะสัตว
อยใู่ นสงิ่ แวดลอ้ มทต่ี า่ งจากปกติ แต่ให้สงั เกตวุ ่าสัตวแ์ สดงอาการของสตั วป์ ่วยหรือไม่ เช่น มอี าการซึม
อ่อนเพลีย หรือเจ็บปวด เดินกนิ หญ้า เดินคยุ้ เขีย่ ดนิ หรือเดินแยกออกมาจากฝูง มีอาการเค้ยี วเอ้อื ง
หรือไม่ถ้าเปน็ สตั ว์เค้ียวเอ้ือง
140
2. ดลู กั ษณะสภาพทั่วไปของ สภาพเส้นขน และให้จดบนั ทึกถา้ พบว่ามี ลักษณะขนรว่ ง
สเกด็ รังแค ตุม่ หนอง บาดแผล พยาธิ
3. ดูวา่ สตั ว์มีรปู ร่างอยา่ งไร ผอมโซ หรอื อว้ น และสังเกตุว่ามอี าการเดินกะเพลก
กล้ามเนือ้ อ่อนแรง หรอื ระบบประสาทผดิ ปกติหรอื ไม่
4. ก่อนจะเขา้ หาและจบั บังคับ ต้องสังเกตุ ลักษณะการหายใจว่า ลกึ /ตนื้ อย่างไร อัตราการ
หายใจเปน็ เช่นไร
5. การเข้าหาสัตว์เพ่ือตรวจร่างกายในระยะใกล้ ควรทาอยา่ งช้า ๆ เรียกชื่อสัตวแ์ ละพูดกับ
สตั วอ์ ย่างนมุ่ นวล ทาให้สตั ว์รู้สกึ ม่นั คง และมั่นใจจะทาให้การทางานง่ายขน้ึ และสามารถทาการ
ประเมินสัตวไ์ ด้อย่างแมน่ ยามากย่งิ ขึ้น
ขอ้ มลู พืน้ ฐานเก่ียวกบั สุขภาพโดยรวมทตี่ อ้ งทราบก่อนการตรวจเฉพาะเจาะจงลงไปในแต่
ละระบบคือ สญั ญาณชพี เชน่ อุณหภูมขิ องรา่ งกายสตั ว์ สีของเยือ่ เมอื ก Capillary refilling time
ชีพจร การหายใจ โดยค่าปกติของคา่ ทางสรรี วิทยาพ้ืนฐาน เช่น อุณหภมู ขิ องรา่ งกายสัตว์ อตั ราการ
เต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ของสัตว์เศรษฐกจิ จาพวก โคเนอ้ื โคนม แพะ แกะ สุกร ดงั (ตารางที่
8.1)
ตารางที่ 8.1 ตารางแสดงคา่ ปกตขิ องค่าทางสรีรวทิ ยาพื้นฐานของสตั ว์
v
ที่มา: (Orpet, H. and Welsh, P. 2002)
อุณหภูมิปกตขิ องร่างกายสัตว์ (ตารางท่ี 8.2) แตล่ ะชนดิ จะมคี า่ ใกลเ้ คยี งกัน คือ อณุ หภูมิ
ร่างกายโดยประมาณท่ี 102 องศาฟาเรนไฮต์ ยกเว้นในสัตว์ปีกทอ่ี ุณหภูมิสงู กว่าสัตวป์ ระเภทอืน่ ๆ
โดยปกตถิ ้าอณุ หภูมิที่ 103 องศาฟาเรนไฮต์ ข้นึ ไปถือว่ามไี ข้
และถา้ อณุ หภูมิท่ี 101 องศาฟาเรนไฮต์ลงไปถือว่า เรม่ิ ตวั เยน็
ขนั้ ตอนการวัดอุณหภูมขิ องรา่ งกายสัตว์
141
1. ตรวจดูบรเิ วณกน้ วา่ มรี อ่ งรอยของอาการท้องเสีย พยาธหิ รอื ความผดิ ปกติอนื่ ๆ หรอื ไม่
ทั้งนตี้ ้องใหส้ ตั วพ์ ักใหห้ ายต่ืนเต้น หรือพักเหนื่อยสักพกั ก่อนทาการวัดอุณหภูมิ เน่ืองจากสภาพ
อากาศแวดลอ้ มทีร่ อ้ นหรือเย็นเกินไป หรอื สตั วเ์ กดิ อาการตื่นเต้นมาก อาจมผี ลตอ่ การวัดอุณหภมู ิ ทา
ใหไ้ ดค้ า่ อณุ หภูมิของรา่ งกายสัตวท์ ่ผี ิดจากความเป็นจริงได้
2. เวลาจะตรวจอุณหภมู ติ ้องม่ันใจวา่ เทอรโ์ มมิเตอร์อยใู่ นสภาพท่ดี สี ะอาด และผ่านการฆ่า
เช้อื ทาการตรวจโดยใชป้ รอทวดั ไขส้ อดเข้าท่รี ทู วารหนัก ก่อนสอดปรอทวดั ไขเ้ ขา้ รูทวารจะต้องสะบัด
ปรอทให้ระดับของปรอทสีเงิน ๆ ลงไปในส่วนกระเปาะของปรอทวดั ไขเ้ สียก่อน เพื่อเปน็ การตงั้ ค่าของ
ปรอทก่อนทาการวดั
3. อาจใชส้ ารหล่อลื่นกบั เทอร์โมมิเตอร์ จบั เทอรโ์ มมเิ ตอรใ์ นขา้ งท่ถี นัดจุม่ ปลายลงในสาร
หล่อล่ืน ต้องเตรียมสารหล่อลน่ื ให้มากพอ ย่ิงถา้ จุ่มแล้วยกข้ึนควรมีความเหนยี วติดปลายมาดว้ ยจะยิ่ง
ดี ยกหางสตั วข์ ึน้
4. ใช้มือข้างที่ถนัดคว้าปลายหางแล้วยกขึ้น ควรจะทาอย่างเต็มมือแต่เบา ๆ เพ่ือจะได้เปิด
ให้เหน็ รทู วาร ตาแหน่งของรูทวาร รทู วารจะอย่ใู ต้หางพอดีและเปน็ รปู ค่อนขา้ งกลม ต้องระวงั ในกรณี
สุนัขเพศเมีย อวัยวะเพศจะอยู่ต่าลงมา ระหว่างขาทั้งสองข้างและจะมีรูปร่างเหมือนรอยแยก ห้าม
เสียบเทอร์โมมิเตอร์เข้าอวัยวะเพศ ตาแหน่งการใช้เทอร์โมมิเตอร์จับเทอร์โมมิเตอร์ให้ขนานกับความ
ยาวของร่างสัตว์จับให้ตามแนวนอนและช้ีจากหางไปหัว ถือเทอร์โมมิเตอร์ในตาแหน่งแล้วแตะปลาย
เทอร์โมมิเตอร์เข้าที่รูทวาร ต้องไม่ขยับเลื่อนขึ้นลงขณะที่จะเสียบเทอร์โมมิเตอร์ต้อง ถือให้อยู่ใน
แนวนอนตลอด ก่อนเสียบเทอรโ์ มมิเตอรบ์ ริเวณรอบรูทวารจะอยู่ในสภาพบีบรดั เพ่อื ปิดรกู ารจะเสียบ
เทอร์โมมิเตอร์ต้องค่อย ๆ ผลักกล้ามเน้ือให้ขยาย และเล่ือนเข้าสู่ท่อโดยการบิดเบา ๆ ช้า ๆ หลังจาก
น้ันให้สอดปรอทวัดไข้เข้าไปในรูก้นของสัตว์ ค่อย ๆขยับซ้าย-ขวาหมุน ๆเล็กน้อย อย่างนุ่มนวล
ขณะท่ีกาลังเลื่อนเทอร์โมมิเตอร์เข้าไป จับเทอร์โมมิเตอร์ให้ม่ัน และห้ามเสียบเทอร์โมมิเตอร์เข้าหมด
ทั้งแท่ง หลีกเล่ียงการฝืนกดเทอร์โมมิเตอร์ถ้าไม่สามารถเสียบเข้าได้ ง่าย ๆ คุณอาจจะแทงถูกทวาร
หนัก และจะเป็นการทาร้ายสัตว์ ถ้ารู้สึกว่ามีแรงฝืนเทอร์โมมิเตอร์ให้เอาออกแล้วเสียบใหม่ หรือ
อาจจะใช้สารหล่อล่ืนเพ่ิมด้วย หากสัตว์แสดงอาการกลัวหรือดิ้นรนมากเกินไป อาจเปล่ียนไปทาการ
วัดอณุ หภมู เิ ปน็ ขัน้ ตอนสุดทา้ ยหลงั จากตรวจร่างกายทุกอย่างเสร็จแล้ว
5. สอดเทอรโ์ มมเิ ตอรใ์ หล้ ึกประมาณ 1.5 - 2 นวิ้ จะเอียงปรอทวดั ไข้ประมาณ 45 องศา
เพอ่ื ใหป้ ลายของปรอทวัดไข้แตะกับผนงั ของลาไสใ้ หญส่ ว่ นปลายนานประมาณ 1 นาที แล้วจึงดึง
ออกมาอา่ นค่า
ถ้าใช้เทอร์โมมิเตอร์ระบบดิจิตอลวัดอุณหภูมิก็ต้องกดปุ่มเปิดท่ีอยู่บนด้ามจับ กดซ้าอีกคร้ัง
กอ่ นจะเริ่มการวดั อณุ หภมู ิตวั เลขจะแสดงผลกะพริบข้ึน หรือคุณอาจจะเห็นตัวเลขเพิ่มข้ึนในขณะที่วัด
เม่ือได้ยินเสียงสัญญาณร้อง หรือเมื่ออุณหภูมิคงที่ตัวเลขจะหยุด คงท่ีแสดงว่าเสร็จแล้ว การดึง
142
เทอร์โมมิเตอร์ค่อย ๆ เล่ือนออกโดยการดึงออกตรง ๆ และต้องจับให้เทอร์โมมิเตอร์อยู่ในแนวนอน
เสมอ
6. การฆ่าเช้ือเทอร์โมมิเตอร์ให้เช็ดอุจจาระที่ติดออกให้หมดก่อน จากนั้นใช้น้ายาฆ่าเช้ือ
หรือแอลกอฮอล์เช็ดถูให้ ทั่วเพ่ือฆ่าเชื้อ บีบน้ายาใส่ก้อนสาลีแล้วถูที่ปลายเทอร์โมมิเตอร์ หมุน
เทอร์โมมเิ ตอรไ์ ปรอบ ๆ บนก้อนสาลี ห้ามจมุ่ เทอรโ์ มมิเตอร์ ลงในน้ายาใด ๆ ลา้ งฆา่ เชือ้ ให้สะอาดแล้ว
เก็บเข้าที่เดมิ
ตารางท่ี 8.2 ชว่ งอุณหภมู ริ า่ งกายปกติท่วี ดั จากทวารหนักของสัตว์แต่ละชนิด
ที่มา: (Orpet, H. and Welsh, P. 2002)
สีของเยอื่ เมอื ก (Mucous membrane)
การตรวจประเมนิ สีของเย่ือเมือก (Mucous membrane) มกั ใชว้ ิธีเปดิ เหงอื ก ดูสีของ
เหงือก และดสู ขี องล้นิ ควบคู่กันไป
1. สขี องเหงือกปกติควรจะเปน็ สีชมพูอ่อนท่ีมีความชมุ่ ช้ืน
2. สีขาวซดี (Pale) มักบ่งบอกถงึ ภาวะการไหลเวยี นโลหติ ที่ผิดปกติ เช่น ภาวะโลหติ จาง
Anaemia , ภาวะ Hypovolaemia
3. สแี ดงเขม้ อาจมีความผดิ ปกติได้ เชน่ อาจมีไข้ ภาวะ Septic shock หรือ โดนสารพิษ
Carbon monoxide poisoning
4. สอี อกม่วงคล้า อาจแสดงถึงภาวะขาดอ๊อกซิเจน
5. เหงอื กมสี ีเหลอื ง (Icterus) บง่ บอกถงึ ภาวะดีซ่าน ซ่ึงมักมีความสมั พันธก์ บั ความผดิ ปกติ
ของตับ หรือความผิดปกตขิ องการทาลายเม็ดเลอื ดแดง
ท้งั น้รี ะดบั ของการเปลี่ยนสีจะข้ึนกับระดับของความรุนแรงของอาการ ในบางกรณถี า้ เป็น
รุนแรงอาจเหน็ การเปล่ยี นสขี องเย่อื เมือกที่ชัดเจน กระจายอยู่หลายบรเิ วณ ทัว่ ตวั เช่น เยอื่ เมือกที่ตา
ทบ่ี รเิ วณใตท้ ้อง แต่ปกตทิ ีเ่ หงือกจะเห็นไดช้ ัดเจนที่สุด
Capillary refilling time (CRT) การตรวจประเมิน Capillary refilling time (CRT)
เปน็ วธิ ีการท่ใี ชป้ ระเมินการไหลเวียนเบ้ืองตน้ คือทาการกดที่เหงือกคา้ งไวป้ ระมาณ 2 วินาที จากนนั้
143
สงั เกตสเี หงือกวา่ จะกลับมาเป็นสีเดิมภายในเวลากี่วินาที โดยปกตถิ ้ามีการไหลเวยี นทด่ี ี จะกลับมา
เป็นสีเดิมภายใน 2 วินาที CRT = 2 วนิ าที โดยปกติถา้ CRT > 2 วนิ าทีอาจบ่งบอกถงึ การไหลเวียนที่
ไม่ดี เช่น ภาวะขาดนา้ หรือภาวะขาดเลือด หรอื ภาวะชอ๊ ค คอื จะใช้ประเมินร่วมกันกับการดูลกั ษณะสี
และความชมุ่ ชื้นของเย่ือเมือก ประกอบกันเพอ่ื วนิ จิ ฉยั โรคและประเมนิ สภาพสัตว์
อตั ราการเตน้ ของชพี จร (Pulse rate) การตรวจประเมินชพี จร (Pulse rate) สามารถ
คลาชพี จรได้จากการใช้นิว้ สัมผสั เบา ๆท่ีหลอดเลอื ดแดง การเตน้ ของชีพจรแต่ละครงั้ แสดงถึงการหด
ตัวของหวั ใจหอ้ งลา่ งซา้ ยและจะเปน็ ขณะเดียวกับเสยี งเตน้ ของหวั ใจ ดังน้ันจะมักใชก้ ารวัดอตั ราการ
เตน้ ของชีพจรซึ่งมักสัมพนั ธแ์ ละแสดงถงึ อัตราการเตน้ ของหวั ใจ เพือ่ ประเมนิ สภาวะของสตั ว์
ซ่ึงอตั ราการเตน้ ของชพี จรปกติในสัตวแ์ ตล่ ะชนิดจะแตกต่างกนั ตาม (ตารางท่ี 8.3) โดย
อัตราการเตน้ ของชีพจรปกติในสนุ ขั คือ 60 – 120 คร้ัง ต่อนาที อตั ราการเต้นของชีพจรปกติในแมว
คอื 100 – 140 ครั้งต่อนาที อตั ราการเตน้ ของชพี จรปกตใิ นลูกสตั วจ์ ะเร็วขน้ึ กว่าสตั ว์โต คือ 200 -
220 ครงั้ ต่อนาที
ตารางที่ 8.3 อตั ราการเต้นของชีพจรปกตใิ นสัตวแ์ ต่ละชนิด
ที่มา: (Orpet, H. and Welsh, P. 2002)
อัตราการเต้นของชีพจรอาจเพิ่มขึ้นเมือ่ มีการหายใจเพ่ิมขึน้ และอตั ราการเต้นของชีพจร
อาจลดลงเมื่อมีการหายใจลดลง ซง่ึ ถอื วา่ เกดิ ขึน้ ไดเ้ ป็นปกติ เรยี กว่า ภาวะการเต้นของหวั ใจที่ผดิ ปกติ
ตามอตั ราการหายใจ หรือ sinus arrhythmia
สามารถคลาชพี จรได้หลายตาแหนง่ ตามรา่ งกายของสัตว์ ในบริเวณทห่ี ลอดเลือดแดงอยู่
ใกล้กบั ผวิ หนงั เช่น
ชีพจรบริเวณขาหนบี ด้านใน (Femoral pulse) (ภาพท่ี 8.4A)
ชพี จรบรเิ วณด้านในของฝ่าเท้าใกล้นว้ิ (Digital pulse) (ภาพที่ 8.4B)
ชพี จรบรเิ วณดา้ นในข้อเทา้ หลัง (Tarsal pulse) (ภาพท่ี 8.4C)
ชพี จรบรเิ วณโคนหางด้านล่าง (Coccygeal pulse)
ชีพจรบริเวณใต้ล้นิ (Sublingual pulse) ทมี่ ักใช้ในสัตวท์ ถี่ ูกวางยาสลบ
144
ภาพที่ 8.2 ตาแหนง่ การคลาชีพจร
A) ชพี จรบรเิ วณขาหนบี ด้านใน (Femoral pulse)
B) ชพี จรบรเิ วณด้านในของฝ่าเทา้ ใกลน้ ้วิ (Digital pulse)
C) ชพี จรบริเวณด้านในข้อเทา้ หลงั (Tarsal pulse)
ที่มา: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
ขั้นตอนการวดั อตั ราการเต้นของชีพจร
1. จบั บงั คบั สตั ว์ให้อยู่ในท่านอนตะแคง
2. คลาหาชีพจร
3. นับอตั ราการเตน้ ของชีพจร ก่ีครั้งใน 1 นาที
4. บนั ทึกผล อัตราการเต้นของชีพจร และลักษณะของชพี จร ความสม่าเสมอ เบาหรอื หนัก
แนน่
5. เชค็ ดูวา่ อตั ราการเตน้ ของชพี จร กบั อัตราการเต้นของหัวใจ มคี วามสมั พันธ์กนั หรอื ไม่
เพอ่ื ประเมินวา่ สัตว์มภี าวะความไมส่ มั พันธก์ นั ของอัตราการเต้นของชีพจรกับอตั ราการเต้นของหวั ใจ
(Pulse deficit) หรอื ไม่
145
อตั ราการหายใจ (Respiratory rate)
อตั ราการหายใจปกติของสัตว์แต่ละชนดิ จะมีค่าทีแ่ ตกต่างกัน โดยสัตวข์ นาดเล็กทีม่ ีอัตรา
เมตาบอลสิ มที่มากกว่าจะมกั มอี ตั ราการหายใจในภาวะปกตทิ ีเ่ ร็วกวา่ สตั ว์ชนดิ อน่ื ๆ ตามตารางท่ี 8.3
ทงั้ น้กี ารจดบนั ทกึ และตรวจประเมินอตั ราการหายใจของสัตว์ ควรทาในช่วงที่สตั ว์อยู่ใน
สภาวะพัก ผ่อนคลาย คอื กอ่ นทีจ่ ะจับบังคบั สัตวเ์ พ่ือการตรวจรา่ งกาย เพราะเมื่อสตั วอ์ ยใู่ นภาวะ
ต่นื เตน้ มักทาใหอ้ ัตราการหายใจของสัตว์เรว็ มากข้นึ กวา่ ปกติ
ตารางที่ 8.4 อัตราการหายใจปกตขิ องสัตว์แต่ละชนดิ
ที่มา: (Orpet, H. and Welsh, P. 2002)
ขัน้ ตอนการวัดอัตราการหายใจ
1. ใหค้ อ่ ย ๆวางฝ่ามือไปทีด่ ้านข้างของทรวงอกของสัตว์ และนับจานวนของการหายใจโดย
ใช้ความรสู้ กึ ถงึ การเคล่ือนไหวของทรวงอกของสตั ว์ โดยการหายใจของสัตวน์ ้นั จะสงั เกตไดจ้ ากการ
เคลอื่ นที่ขึ้น-ลง ของทรวงอกอย่างสมา่ เสมอ และ การเคล่ือนท่ขี ้ึนและลงของทรวงอก นับเป็น 1 ครง้ั
2. ใหน้ บั จานวนของการหายใจ การข้นึ -ลง ของทรวงอกนับเป็น 1 คร้งั ให้นบั จานวนคร้ัง
ของการหายใจภายใน 1 นาที โดยนบั ในขณะทีส่ ัตว์ผ่อนคลาย ไมต่ ่นื เตน้ อัตราการหายใจอาจจะ
เพิ่มข้นึ กวา่ ปกตเิ ล็กน้อย ถ้าสภาพอากาศร้อน ซ่ึงสาเหตเุ น่ืองจากสัตวต์ ้องการระบายความรอ้ น ออก
จากร่างกายทางลมหายใจ ให้มากขนึ้ หรือสตั ว์ต้องการอากาศหายใจมากข้ึน เน่ืองจากสภาพแวดลอ้ ม
มกี ารถา่ ยเทอากาศได้น้อย
3. ใหส้ ังเกตลักษณะการหายใจของสัตว์วา่ หายใจตน้ื ๆ หรอื หายใจลกึ มีการขยบั ของทรวง
อกอยา่ งเต็มที่ การหายใจสมา่ เสมอหรอื ไม่ ทาการจดบันทึกโดยละเอยี ด
การคลาตรวจตอ่ มนา้ เหลือง
การคลาตรวจตอ่ มนา้ เหลืองเพอ่ื ดวู า่ มีการขยายขนาดใหญ่ขน้ึ หรอื ไม่ มีความสาคัญอยา่ ง
มากในการตรวจรา่ งกายสัตว์ เพราะการขยายขนาดใหญ่ของต่อมนา้ เหลืองทีบ่ รเิ วณนั้น ๆ เป็น
ลกั ษณะสาคัญท่บี ่งบอกถึงการอักเสบ การติดเช้อื ภาวะเนื้องอกหรือมะเรง็ ท่ีบริเวณดังกล่าว
146
โดยตอ่ มนา้ เหลืองจะกระจายอยู่บรเิ วณตา่ ง ๆท่วั รา่ งกาย ตาม (ภาพที่ 8.3) แต่ต่อมน้า
เหลือท่ีสามารถคลาไดจ้ ากภายนอกของร่างกายสตั ว์จะเป็นตอ่ มน้าเหลืองที่อยู่ใตผ้ ิวหนัง เชน่ ตอ่ ม
นา้ เหลืองใต้ขากรรไกรลา่ ง (Submandibular lymph node) ตอ่ มนา้ เหลอื งด้านหนา้ ไหล่
(Prescapular lymph node) ต่อมน้าเหลืองท่ีรักแร้ (Axillary lymph node) ต่อมนา้ เหลอื งท่ี
ด้านหลงั ของเขา่ (Popliteal lymph node) ตอ่ มนา้ เหลอื งทีข่ าหนีบ (Inguinal lymp nodes)
ภาพท่ี 8.3 ตาแหน่งของต่อมนา้ เหลืองและทอ่ ระบายนา้ เหลอื งทกี่ ระจายอยทู่ ่ัวรา่ งกายสัตว์
ทีม่ า: (Ackerman, N. and Aspinall, V. 2016)
การตรวจร่างกายเพ่มิ เติมในรายละเอียดของแตล่ ะระบบ
1. โรคหัวใจและหลอดเลือด
1.1 อตั ราการเตน้ ของหวั ใจ – เตน้ ต่อนาที
1.2 ชพี จรปกตแิ ละเหน็ ได้ชัดดว้ ยอัตราปกติและคุณภาพของชีพจรปกติ
1.3 ไมม่ เี สยี งหัวใจผดิ ปกติและจงั หวะการเต้นของหวั ใจสม่าเสมอ
1.4 อัตราการเตน้ ของหัวใจภายในพารามเิ ตอร์ที่กาหนดไว้
1.5 ไม่มีอาการบวมน้าในปอด
1.6 อัตราการหายใจตอ่ นาที
1.7 ความพยายามในการหายใจและอัตราภายในกาหนด
1.8 สงั เกตการขยายหน้าอก - ควรมองเห็นไดเ้ ทา่ กนั และ
1.9 เสยี งปอดท่ีชัดเจนท้ังสองขา้ งในการตรวจ
147
1.10 ไม่มีส่ิงคดั หลง่ั ผดิ ปกติจากทางเดินหายใจ
1.11 เสียงปอดท่ีชดั เจนทงั้ สองข้างในการตรวจ
2. ระบบทางเดนิ อาหาร
2.1 ไม่มีอาการอาเจียนทอ้ งเสียและท้องผูก
2.2 การคลาหน้าท้องปกตโิ ดยไมม่ ีอาการปวดและตงึ
2.3 การเคลื่อนไหวอจุ จาระปกติ
2.4 ชอ่ งปากปกติ
2.5 การกินและด่มื ปกติ
3. การทางานของไต / ปสั สาวะ
3.1 ปัสสาวะสีเหลืองใสด้วยความถี่ทเี่ หมาะสม และปริมาณเหมาะสม ไม่มีฉ่ีขดั
3.2 กระเพาะปสั สาวะไมเ่ ต่งเกนิ ไปและไมเ่ จ็บปวด
3.3 ไมม่ ีส่ิงคดั หล่งั จากอวัยวะเพศผู้หรือช่องคลอด
4. กระดกู และกล้ามเนือ้
4.1 ความแข็งแรงและการรับนา้ หนักทเ่ี ท่ากนั ทั้งสองด้าน
4.2 ไม่มกี ลา้ มเนอื้ อ่อนแรง
4.3 การเดนิ ปกติ
4.4 กลา้ มเนือ้ ตึงและคลาแขนขาพร้อมการเคลื่อนไหวปกติ
4.5 มวลกลา้ มเนอื้ สมมาตร
5. ระบบสบื พนั ธุ์
5.1 ไม่มีการส่งิ คัดหล่ังจากอวัยวะเพศผู้หรือชอ่ งคลอดหรือเตา้ นม
5.2 เนอ้ื เยือ่ เต้านมหรอื ลูกอัณฑะที่ไมเ่ จบ็ ปวดเจบ็ ปวดปกตเิ มอ่ื คลา
5.3 เยอ่ื เมือกสชี มพูและไมบ่ ุบสลาย
5.4 สามารถหดอวัยวะเพศผู้ได้
6. ผวิ หนังและขน
6.1 ไม่มีขนร่วง ขนสะอาดและไม่เปราะ
6.2 ไมม่ ปี รสติ ภายนอก
6.3 กรณที ่ีไม่มีการขยายตัวของต่อมน้าเหลืองเมื่อคลา
7. ระบบประสาท / ประสาทสมั ผัส
7.1 แจง้ เตอื นและตระหนักถึงสภาพแวดล้อม
7.2 พฤติกรรมการโดยท่ัวไป / เหมาะสมสาหรบั สายพันธุ์
7.3 ดวงตาเปดิ ไดป้ กติและตอบสนองตอ่ ภายนอกส่งิ เร้า (ภาพสัมผสั และหู)
148
7.4 การเคล่อื นที่แบบสมมาตรพรอ้ ม Proprioception ท่ีเป็นปกติ และการเดินท่ี
เหมาะสม
7.5 การตอบสนองความเจบ็ ปวดปกติ
8. แผล / บาดแผล
8.1 รอยประสานท่ีไม่บุบสลาย
8.2 ไมม่ ีผนื่ แดงบวมและคายประจุ
8.3 ไม่มีกลน่ิ ผดิ ปกติ
8.4 ผา้ พนั แผลสะอาดแห้งไม่บบุ สลาย
8.5 สัตวป์ ว่ ยมคี ะแนนความเจบ็ ปวดตา่ ในการประเมิน
9. เส้นรอบวง / เส้นรอบวง (ท่อสวนและทอ่ ระบาย)
9.1 ไม่มีอาการบวม ปวดรอ้ น หรือมกี ารไหลออกจากท่อ
9.2 สุดปลายขาไปยงั IV catheter อุน่ ไม่มอี าการบวม
9.3 สายท่อระบาย สายสวนปัสสาวะไม่มสี ง่ิ กีดขวาง
9.4 ผ้าพนั แผล / แผลความสะอาดและแห้ง ไม่มกี ารกัดแทะ ยงั อยู่ในสภาพเดมิ
10. การดแู ลตนเอง
10.1 สตั วส์ ามารถกนิ ดม่ื ถา่ ยอจุ จาระ ถ่ายปสั สาวะได้ดว้ ยตนเอง
11. การขับถา่ ยอุจจาระ (Defication)
11.1 อุจจาระจะมีลักษณะไม่แข็งเปน็ ก้อนหรือเปน็ เมด็ (ยกเว้นกระต่าย) หรือเหลว
เป็นนา้
11.2 สีของอจุ จาระจะมีสเี ขยี วแกห่ รอื สีดา ซึ่งข้นึ อยู่กับอาหารท่สี ัตวก์ นิ เข้าไป
12. การขับถา่ ยปสั สาวะ
12.1 ปัสสาวะจะมสี เี หลืองอ่อนหรือไม่มีสีและใส
13. การกนิ อาหาร
13.1 เมื่อถึงเวลากินอาหาร สตั ว์จะแสดงอาการกระวนกระวายท่จี ะได้กินอาหาร
การกนิ น้า
13.2 สตั วจ์ ะกนิ น้าตลอดเวลา โดยเฉพาะสตั วท์ เี่ ลย้ี งลูกหรืออยใู่ นระยะใหน้ ม จะ
ต้องการนา้ มากขึน้ กวา่ ปกติ
14. ความสนใจกบั สภาพแวดล้อม
14.1 สตั ว์ทม่ี สี ุขภาพดีจะสนใจหรอื ตกใจง่าย หรือตืน่ เต้นกับสภาพแวดล้อมท่ี
เปลี่ยนแปลงไปอยา่ งรวดเรว็
149
โดยสรุป : วธิ ีการดูง่าย ๆ วา่ สัตว์สุขภาพดแี ข็งแรงหรอื ไม่ ใหส้ ังเกตจาก
ไมซ่ มึ เดนิ ไดป้ กติ
ดสู ขุ ภาพดี ดวงตาสดใส ไมม่ ีขตี้ า ไม่มขี ี้มูก
เปิดปากดูเหงือกสีชมพู ปากและล้นิ ไม่มีแผล
เปิดดูหูสะอาด ไม่มีขห้ี ูเยอะ ดาหรือมหี นองเขียว
สัมผัสขนดูนม่ิ ชมุ่ ช้ืน ขนไมร่ ว่ งติดมอื เปน็ กระจกุ
ไม่มีสะเก็ดตามตวั ไม่มีโรคผิวหนงั เชือ้ รา ขนไมร่ ่วงเปน็ วง ๆ เป็นหย่อม ๆ
ไม่มีไรข้เี ร้ือนดูจากขอบหูไม่หนาไมม่ ีสะเก็ดที่หู
ไมม่ ีหมัด ไม่มเี หา ไม่มีเห็บ ไม่มพี ยาธใิ ด ๆ
ดูรูก้น ไม่มอี ุจจาระติด รูกน้ สีชมพู
กนิ อาหาร กินน้า ไดเ้ ป็นปกติ
ไมม่ ีอาการอาเจยี น ท้องเสยี ไม่มีอาการไอจาม
สแกน QR-code โหลดตัวอย่างแบบฟอร์มบนั ทึกการตรวจร่างกายและการรักษาสตั ว์
หัตถการตา่ ง ๆ ที่นิยมกระทาในการใหก้ ารรกั ษาทางสตั วแพทย์
1. การเจาะเก็บเลือด (Blood collection) การเจาะเก็บเลือดเป็นกระบวนการหน่ึงใน
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย เพื่อนาตัวอย่างเลือดไปใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ แล้วจึง
นาผลท่ีได้มาประกอบใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรค การเจาะเก็บเลือดนั้นสามารถทาได้ทั้งการเก็บ
จากหลอดเลือดแดง (Artery) และหลอดเลือดดา (Vein) ข้ึนกับวัตถุประสงค์ในการตรวจ กล่าวคือ
การเจาะเก็บเลือดจากหลอดเลือดดานั้นมักเป็นวิธีการท่ีทาเป็นประจาในคลินิก ท้ังนี้เพื่อนาตัวอย่าง
เลือดส่งตรวจเพือ่ หาพยาธิสภาพและความผดิ ปกติของระบบตา่ ง ๆ ในร่างกาย ขณะท่ีการเก็บตวั อย่าง
เลือดจากหลอดเลือดแดงน้ันจะมีข้อบง่ ใช้เฉพาะเพื่อประเมินการทางานของระบบการหายใจ ประเมิน
สภาวะกรด-ด่างของสัตวป์ ว่ ยวิกฤติ รวมถึงประเมินระดบั ออกซเิ จน
2. การตรวจเลือดที่นิยมกระทาในทางคลินิก นอกจากการตรวจร่างกายภายนอกดังท่ีได้
กลา่ วขา้ งต้นแลว้ การตรวจเลอื ดก็เปน็ การตรวจรา่ งกายอีกวธิ ีหน่ึงซ่ึงทาได้โดยการนาตัวอย่างเลือดไป
ตรวจทางห้องปฏิบัตกิ ารเพื่อให้ทราบถึงคา่ ต่าง ๆ แล้วนาขอ้ มูลที่ได้รับนน้ั จะนามาแปลผลสุขภาพและ
ตรวจหาความผิดปกติต่าง ๆ การตรวจเลือดที่นิยมกระทาในทางคลินิก มักจะส่งตรวจเม็ดเลือด
โดยรวม Complete blood count (CBC) เพ่ือช่วยประเมินสภาวะโดยรวมของสัตว์ในทุกระบบ การ
150
ส่งตรวจการทางานของค่าชีวเคมีท่ีบ่งช้ีถึงการทางานของอวัยวะที่มีความจาเพาะ เช่น ส่งตรวจการ
ทางานของตับและทางเดินน้าดี เพ่ือประเมินสภาวะของระบบทางเดินอาหารโดยรวม ส่งตรวจการ
ทางานของไต เพอ่ื ประเมินสภาวะของระบบขับถา่ ยปสั สาวะโดยรวม สัตวแพทย์มกั นิยมตรวจค่า
3 ชนิดนี้ประกอบกัน เพ่ือพิจารณาว่าโดยท่ัวไปแล้วสัตว์อยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความเจ็บป่วย หรือ
พร้อมสาหรับการวางยาสลบ ท้ังน้ีหากมีอาการอื่น ๆท่ีบ่งบอกของความผิดปกติเฉพาะระบบนั้น ๆ
สัตวแพทย์อาจจะส่งตรวจค่าอยา่ งอื่นเพ่ิมเติมเพื่อเป็นการยนื ยันว่ามีความผิดปกติดังกลา่ วท่ีระบบนน้ั
ๆจริงหรือไม่อย่างไร ทั้งน้ีการตรวจเลือดเปน็ เพียงการสุ่มตัวอยา่ งเก็บเลอื ดปรมิ าณเพียงเล็กนอ้ ย เพ่ือ
เป็นตัวแทนของสภาวะร่างกายของสัตว์ขณะท่ีทาการเจาะเลือดเท่าน้ัน ดังน้ันอาจจะต้องมีการส่ง
ตรวจเลือดซ้า หลายครง้ั เพอ่ื วนิ ิจฉัยโรคซ้า หรือดกู ารตอบสนองต่อการรักษา เพราะรา่ งกายจะมีการ
เปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามปัจจัยท้ังภายในและภายนอก (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน.
ออนไลน์. 2564)
2.1 การตรวจเมด็ เลือดโดยรวม Complete blood count (CBC) ข้อมลู ที่ได้จากการ
ตรวจ CBC ประกอบดว้ ย จานวนเมด็ เลือดแดง (Total red blood cell count) ปริมาณเซลลอ์ ัด
แน่น Packed cell volume (PCV) ความเข้มขน้ ของโปรตีนพลาสมา (Plasma protein
concentration) จานวนเม็ดเลอื ดขาว (Total white blood cell Count)
จานวนเม็ดเลือดแดง (Total RBC Count) จานวนเม็ดเลือดแดงทนี่ ้อยลงมักบ่งบอกถึง
ภาวะโลหิตจาง
ปรมิ าณเซลล์อัดแน่น Packed Cell Volume (PCV) PCV ตา่ มกั บง่ บอกถงึ ภาวะโลหิตจาง
PCV สูงมักบง่ บอกถงึ ภาวะขาดน้า
ความเข้มขน้ ของโปรตีนพลาสมา (Plasma protein concentration)
จานวนเมด็ เลือดขาว (Total white blood cell count) จานวนเม็ดเลือดขาวท่ีเพิ่มสงู ขึ้น
มกั บง่ บอกถึงภาวะติดเชื้อแบคทีเรียหรอื การอักเสบ เมด็ เลือดขาวทล่ี ดลงมักบ่งบอกถงึ ภาวะระบบ
ภมู คิ ้มุ กนั ที่อ่อนแอลงโดยมากจะพบในรายของการติดเชือ้ ไวรัส
ทงั้ นกี้ ารสง่ เลือดตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร มักระบใุ ห้จาแนกชนิดของเม็ดเลือดแดง และเม็ด
เลอื ดขาว เพ่ือช่วยในการวนิ ิจฉัยโรคให้ไดเ้ ฉพาะเจาะจงมากยิง่ ข้ึน
2.2 การตรวจการทางานของตับและทางเดินน้าดี เอนไซม์ ALT (Alanine
aminotransferase) หรอื SGPT (Serum glutamic pyruvate Transferase) และ AST (Aspartate
aminotransferase) หรือ SGOT (Serum glutamic oxaloacetic Transferase) ซ่ึงค่าเอนไซม์ 2
ชนิดน้ีจะเพ่ิมสูงข้ึนกว่าระดับปกติ เมื่อมีภาวะตับอักเสบหรือเซลล์ตับถูกทาลาย แต่สามารถพบ
เอนไซม์ AST ได้ในเซลล์ชนิดอ่ืน เช่น เซลล์กล้ามเน้ือหัวใจ ดังน้ัน ALT จึงเป็นเอนไซม์ที่มี
ความจาเพาะและบ่งบอกถึงภาวะความเสยี หายของตับได้เจาะจงมากกว่า