45 7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (inferring) หมายถึง ความสามารถในการอธิบายข้อมูล ที่มีอยู่อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลที่มีอยู่อาจได้มาจากการสังเกต การ วัด การทดลอง คำอธิบายนั้นได้มาจาก ความรู้หรือประสบการณ์เดิมของ ผู้สังเกตที่พยายามโยงบางส่วนที่เป็น ความรู้หรือประสบการณ์เดิม ให้มาสัมพันธ์กับข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ 8. ทักษะการพยากรณ์ (prediction) หมายถึง ความสามารถในการทำนายหรือคาดคะเนสิ่ง ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือความรู้ที่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎี ในเรื่องนั้นมาช่วยในการทำนาย การทำนายอาจทำได้ภายในขอบเขตข้อมูล ร(interpolating) และภายนอก ขอบเขตข้อมูล (extrapolating) 9. ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (formulating hypothesis) หมายถึง ความสามารถในการให้ คำอธิบายซึ่งเป็นคำตอบล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเป็นจริงในเรื่องนั้นๆ ต่อไป สมมุติฐานเป็นข้อความที่แสดงการคาดคะเน ซึ่งอาจเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ที่คาดคะเนว่าจะ เกิดขึ้นระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ข้อความของสมมุติฐานต้องสามารถทำการตรวจสอบโดยการทดลอง และแก้ไขได้เมื่อมีความรู้ใหม่เพิ่มเติม 10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (defining operationally) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำ หรือตัวแปรต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถ สังเกตและวัดได้ คำนิยามเชิงปฏิบัติการ เป็นความหมายของคำศัพท์เฉพาะ เป็นภาษาง่ายๆ ชัดเจน ไม่กำกวม ระบุสิ่งที่สังเกตได้และระบุการกระทำซึ่งอาจเป็น การวัด การทดสอบ การทดลองไว้ด้วย 11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables) หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมุติฐานหนึ่ง การควบคุมตัวแปรนั้น เป็นการควบคุมสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้ เหมือนกัน 12. ทักษะการทดลอง (experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบ หรือทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ 1) การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดและ ควบคุมตัวแปร และวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ในการทดลอง 2) การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริงๆ 3) การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่ง อาจเป็นผลของการสังเกต การวัด และอื่นๆ 13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (interpreting data and conclusion) หมายถึง ความสามารถในการบอกความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อ
46 ความหมายแล้ว ซึ่งอาจอยู่ในรูปตาราง กราฟ แผนภูมิหรือรูปภาพต่าง ๆ รวมทั้งความสามารถในการบอก ความหมายข้อมูลในเชิงสถิติด้วย และสามารถลงข้อสรุปโดยการเอาความหมายของข้อมูลที่ได้ทั้งหมด สรุปให้ เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการศึกษาภายในขอบเขตของการทดลองนั้นๆ พฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงออกเมื่อเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไว้ดังต่อไปนี้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2546 : 60-65) ทักษะการสังเกต 1. ชี้บ่งและบรรยายสมบัติของวัตถุได้โดยการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย อย่าง 2. บรรยายสมบัติเชิงปริมาณของวัตถุ โดยการกะประมาณ 3. การบรรยายการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่สังเกตได้ เช่น วันนี้อากาศร้อน ของเหลวในถ้วยนี้มี รสเค็ม ดอกไม้ดอกนี้มีกลิ่นหอม ทักษะการวัด 1. เลือกเครื่องมือได้เหมาะสมกับสิ่งที่จะวัด 2. บอกเหตุผลในการเลือกเครื่องมือวัดได้ 3. บอกวิธีวัดและวิธีใช้เครื่องมือวัดได้ถูกต้อง 4. ทำการวัดความกว้าง ความยาว ความสูง อุณหภูมิ ปริมาณ น้ำหนักและอื่นๆ ได้ถูกต้อง 5. ระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้จากการวัดได้ ทักษะการจำแนกประเภท 1. เรียงลำดับหรือแบ่งพวกสิ่งต่าง ๆ จากเกณฑ์ที่ผู้อื่นกำหนดให้ได้ 2. เรียงลำดับหรือแบ่งพวกสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองได้ 3. บอกเกณฑ์ที่คนอื่นใช้เรียงลำดับหรือแบ่งพวกได้ ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติ และมิติกับเวลา 1. ชี้บ่งรูป 2 มิติ และวัตถุ 3 มิติ ที่กำหนดให้ได้ 2. วาดรูป 2 มิติ จากวัตถุหรือรูป 3 มิติ ที่กำหนดให้ได้ 3. บอกชื่อของรูป และรูปทรงเรขาคณิตได้ 4. บอกความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติกับ 3 มิติได้ เช่น ระบุรูป 3 มิติที่เห็นเนื่องจากหมุนรูป 2 มิติ หรือเมื่อเห็นเงา (2 มิติ) ของวัตถุ สามารถบอกรูปทรงของวัตถุ (3 มิติ) ได้ เป็นต้น 5. บอกตำแหน่งหรือทิศของวัตถุได้ 6. บอกได้ว่าวัตถุหนึ่งอยู่ในตำแหน่งหรือทิศใดของอีกวัตถุหนึ่ง 7. บอกความสัมพันธ์ของสิ่งที่อยู่หน้ากระจกและภาพที่ปรากฏในกระจกเงาว่าเป็นซ้ายหรือ ขวาของกันและกันได้
47 8. บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาได้ ทักษะการใช้ตัวเลข 1. นับจำนวนสิ่งของได้ถูกต้อง ใช้ตัวเลขแสดงจำนวนที่นับได้ และตัดสินว่าของในกลุ่มใดมี จำนวนเท่ากันหรือต่างกัน 2. บอกวิธีคำนวณได้ คิดคำนวณได้ถูกต้อง และแสดงวิธีคิดคำนวณได้ 3. บอกวิธีการหาค่าเฉลี่ยได้ หาค่าเฉลี่ยได้ และแสดงวิธีการหาค่าเฉลี่ยได้ ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 1. เลือกรูปแบบที่ใช้ในการเสนอข้อมูลได้เหมาะสม 2. บอกเหตุผลในการเลือกรูปแบบที่จะใช้ในการเสนอข้อมูลได้ 3. ออกแบบการเสนอข้อมูลตามรูปแบบที่เลือกไว้ได้ 4. เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปที่เข้าใจดีขึ้นได้ 5. บรรยายลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยข้อความที่เหมาะสม กะทัดรัด จนสื่อความหมายให้ ผู้อื่นเข้าใจได้ ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล 1. อธิบายหรือสรุปโดยเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกต โดยใช้ความรู้หรือ ประสบการณ์เดิมของตนเอง เช่น ด่างทับทิมทำให้ผักสะอาด ฆ่าเชื้อโรค หญิงแต่งกายขะมุกขะมอมมีผงสีดำ ติดตามเสื้อผ้านั้นมีอาชีพขายถ่าน เป็นต้น ทักษะการพยากรณ์ 1. คาดคะเนคำตอบที่จะเกิดขึ้นจากหลักการ กฎหรือทฤษฎีที่มีอยู่ได้ 2. การคาดคะเนคำตอบล่วงหน้าก่อนทำการทดลองจากข้อมูลที่มีอยู่ได้ ทักษะการตั้งสมมติฐาน 1. หาคำตอบล่วงหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้และประสบการณ์เดิม เช่น การให้ปุ๋ยแก่มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ทางลำต้นให้ผลดกกว่าให้ทางราก หรือการให้ปุ๋ยแก่มะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้ทางรากและลำต้นให้ผลไม่แตกต่างกัน เป็นต้น ทักษะทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 1. กำหนดความหมายและขอบเขตของคำ หรือตัวแปรต่าง ๆ ให้สังเกตได้ และวัดได้ เช่น น้ำ สะอาด คือน้ำที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส หรือความเจริญเติบโตของพืช หมายถึงความสูงของพืชที่เพิ่มขึ้น เป็น ต้น ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร 1. ระบุตัวแปรต้นได้ 2. ระบุตัวแปรตามได้
48 3. ระบุตัวแปรควบคุมได้ 4. กำหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมได้อย่างเหมาะสม ทักษะการทดลอง 1. กำหนดวิธีการทดลองได้ถูกต้องและเหมาะสม โดยคำนึงตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัว แปรที่ต้องควบคุมด้วย 2. ระบุอุปกรณ์และหรือสารเคมี ซึ่งจะต้องใช้ในการทดลองได้ 3. ปฏิบัติการทดลองและใช้อุปกรณ์ได้ถูกต้องและเหมาะสม 4. บันทึกผลการทดลองได้คล่องแคล่วและถูกต้อง ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 1. แปลความหมาย หรือบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ได้ 2. บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ได้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการหรือความสามารถที่สำคัญที่ใช้ในการหา คำตอบ หรือศึกษาเรียนรู้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ผู้เรียนที่มีทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์จะสามารถนำมาใช้ในการเรียนรู้และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นในการจัดการ เรียนรู้จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแนวทางการจัดการ เรียนรู้ที่สามารถจะพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนได้ดีที่สุดคือการให้เด็กได้เรียนรู้และ หาคำตอบในสิ่งที่ตนเองสนใจ ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการจัด กิจกรรมเรียนรู้ทั้งในห้องเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ หรือการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ภายนอก เช่น สวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แหล่งการเรียนรู้ธรรมชาตินอกห้องเรียน ฯลฯ ทั้งนี้คุณครูผู้สอน จะต้องสอดแทรกคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติในแต่ละทักษะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเรียนรู้ผ่านกระบวนการสืบเสาะ ซึ่งเป็นหัวใจ สำคัญของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการสำหรับการออกแบบและเทคโนโลยี การจัดการเรียนรู้วิชาการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการ แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะและกระบวนการที่จำเป็นต่อการ ดำรงชีวิตผ่านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ ซึ่งทักษะสำคัญของการออกแบบและเทคโ นโลยี (essential skills of design and technology) เป็นความสามารถในการคิดเชิงระบบ การคิดสร้างสรรค์ การ คิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน และการสื่อสาร ซึ่งทักษะที่สำคัญประกอบด้วย กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ทักษะการคิดเชิงคำนวณและการ Coding
49 1. กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (engineering design process) กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเป็นการหาวิธีการในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจเป็นวิธีการหรือการ พัฒนาสิ่งประดิษฐ์ผ่านกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ตามรายละเอียดดังนี้ 1) ระบุปัญหา (problem identification) เป็นการทำความเข้าใจปัญหาหรือความท้าทาย วิเคราะห์เงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสถานการณ์ปัญหา เพื่อกำหนดขอบเขตของปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง ชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา 2) รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (related information search) เป็นการ รวบรวมข้อมูลและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ปัญหา และประเมินความเป็นไปได้ ข้อดีและข้อจำกัด 3) ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (solution design) เป็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลและแนวคิดที่ เกี่ยวข้องเพื่อการออกแบบชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา โดยคำนึงถึงทรัพยากร ข้อจำกัดและเงื่อนไขตาม สถานการณ์ที่กำหนด 4) ดำเนินการแก้ปัญหาเพื่อสร้างต้นแบบ (create prototype) เป็นการวางแผนการดำเนินการ เป็นลำดับขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการตามวิธีที่ออกแบบ แล้วลงมือแก้ปัญหาตามที่วางแผนไว้ จนได้ต้นแบบ (prototype) ซึ่งอาจเป็นวิธีการหรือชิ้นงานก็ได้ 5) ทดสอบ ประเมินและปรับปรุงแก้ไขต้นแบบ (test, evaluate, and redesign prototype) เป็นการทดสอบและประเมินการทำงานของต้นแบบซึ่งอาจเป็นวิธีการหรือชิ้นงานโดยผลที่ได้อาจ นำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาต้นแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 6) นำเสนอต้นแบบวิธีการและผลการแก้ปัญหา (communicate solutions and prototype) เป็นการนำเสนอต้นแบบ พร้อมทั้งผลการทดสอบและประเมินการทำงานของชิ้นงานหรือวิธีการ โดยผลที่ได้ อาจนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจาก ผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำมาปรับต้นแบบหรือการทำงานในครั้งถัดไป
50 ภาพที่ 2.5 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม จากภาพที่ 2.5 แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ไม่มีลำดับ ขั้นตอนที่แน่นอน ลูกศรแบบ 2 หัว ที่เชื่อมระหว่างแต่ละขั้นของกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม แสดงให้ เห็นว่าแต่ละขั้นสามารถเกิดขึ้นย้อนกลับไปมาได้ ส่วนลูกศรตรงกลางแสดงให้เห็นว่า กระบวนการแก้ปัญหา สามารถเกิดซ้ำได้ในบางขั้นตอนหากจำเป็น เช่น เมื่อดำเนินการแก้ปัญหาพบว่ายังต้องกลับไปรวบรวมข้อมูล หรือแนวคิดเพิ่มเติม หรือบางครั้งเมื่อพบว่าวิธีการที่เลือกไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็ต้องกลับไปเลือกวิธีการอื่นที่ เคยสรรหาไว้ก่อนหน้านี้หรือรวบรวมแนวคิดและสรรหาวิธีการเพิ่มเติม 2. ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (computational thinking) และการ coding วิชาวิทยาการคำนวณ (computing science) เป็นที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทยด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานสำหรับโรงเรียนทั่ว ประเทศเรียบร้อยแล้ว นอกจากวิชานี้จะสอนเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการเข้าใจสื่อสมัยใหม่แล้ว องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งคือการสอนเรื่องของ การคิดเชิงคำนวณ (computational thinking) ที่จะ พัฒนาให้เด็ก ๆ เกิดกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบด้วยเหตุผลอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อ แก้ปัญหาต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้ทั้ง คณิตศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือ วิชาอื่น ๆ 2.1 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ เป็นกระบวนการในการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลเป็น ขั้นตอน เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาในรูปแบบที่สามารถนำไปประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะนี้มี ความสำคัญในการพัฒนาซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในศาสตร์อื่น ๆ และปัญหาใน ชีวิตประจำวันได้ด้วย ทักษะการคิดเชิงคำนวณมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
51 2.1.1 การแบ่งปัญหาใหญ่ออกเป็นปัญหาย่อย (decomposition) เป็นการพิจารณา และแบ่ง ปัญหา/งาน/ส่วนประกอบ ออกเป็นส่วนย่อยเพื่อให้จัดการกับปัญหาได้ง่ายขึ้น 2.1.2 การพิจารณารูปแบบของปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหา (pattern recognition) เป็นการ พิจารณารูปแบบ แนวโน้ม และลักษณะทั่วไปของข้อมูล โดยพิจารณาว่าเคยพบปัญหาลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ หากมีรูปแบบของปัญหาที่คล้ายกันสามารถนำวิธีการแก้ปัญหานั้นมาประยุกต์ใช้ และพิจารณารูปแบบปัญหา ย่อยซึ่งอยู่ภายในปัญหาเดียวกัน ว่ามีส่วนใดที่เหมือนกัน เพื่อใช้วิธีการแก้ปัญหาเดียวกันได้ ทำให้จัดการกับ ปัญหาได้ง่ายขึ้น และการทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 2.1.3 การพิจารณาสาระสำคัญของปัญหา (abstraction) เป็นการพิจารณารายละเอียดที่สำคัญ ของปัญหา แยกแยะสาระสำคัญออกจากส่วนที่ไม่สำคัญ 2.1.4 การออกแบบอัลกอริทึม (algorithms) เป็นขั้นตอนในการแก้ปัญหาหรือการทำงาน โดย มีลำดับของคำสั่งหรือวิธีการที่ชัดเจนที่คอมพิวเตอร์สามารถปฏิบัติตามได้ แต่เมื่อนำแนวคิด 4 เสาหลักนี้ ไปใช้ในหลักสูตร พบว่ามีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่ผู้เรียนในระดับ ประถมศึกษาจะเข้าใจได้ จึงมีการสร้างคำจำกัดความขึ้นมาใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับเด็กมากขึ้น ในการประยุกต์ คำจำกัดความเหล่านี้ไปใช้เพื่อกระตุ้นการคิดเชิงคำนวณ ซึ่งประกอบด้วย 1) สร้างความชำนาญ (tinkering) เป็นการฝึกทักษะผ่านการเล่น การสำรวจ โดยไม่ได้มี เป้าหมายแน่ชัด เหมือนเป็นการทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยเด็กจะฝีกความชำนาญผ่านการทำซ้ำๆ หรือลองวิธีการ ใหม่ๆ ในแต่ละสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ 2) สร้างความสามัคคีและทำงานร่วมกัน (collaborating) เป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะ เป็นกิจกรรมใดๆ หรืองานอดิเรกในยามว่าง เป็นการร่วมมือกันเพื่อให้งานนั้นๆ ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 3) สร้างความคิดสร้างสรรค์ (creating) เป็นการคิดค้นสิ่งที่เป็นต้นแบบ หรือสร้างสรรค์คุณค่า ให้กับกิจกรรมใดๆ เช่น การสร้างเกม แอนนิเมชั่น หรือหุ่นยนต์ง่ายๆ เปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการ ออกแบบและสร้างสิ่งต่างๆ แทนที่จะแค่ฟัง สังเกต และลงมือใช้ ตามที่ครูสอน 4) สร้างวิธีการแก้ไขจุดบกพร่อง (debugging) เป็นการเรียนรู้ที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ ที่ เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมใดๆ ที่ต้องทำแบบเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเจอจุดที่ผิดพลาด ต้องคิดวิเคราะห์ อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อแก้ไขและไม่ให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นอีก 5) สร้างความอดทนและความพยายาม (persevering) เป็นการเผชิญหน้ากับความท้าทายใน การทำกิจกรรมที่ยากและซับซ้อน แม้จะล้มเหลวแต่ต้องไม่ล้มเลิก ต้องใช้ความพากเพียรในการทำงานชิ้นนั้นๆ แม้จะต้องรับมือกับสิ่งที่ยากและสร้างความสับสนให้ในบางครั้ง แต่ต้องมีความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ตามที่ต้องการ
52 โดยสรุปแล้ว การคิดเชิงคำนวณ เป็น”วิธีคิด” ให้เข้าใจกระบวนการแก้ปัญหา สามารถวิเคราะห์ และคิดอย่างมีตรรกะ เป็นระบบและสร้างสรรค์ รวมทั้งสามาถนำวิธีคิดเชิงคำนวณไปปรับใช้แก้ไขปัญหาใน สาขาวิชาต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เป็นประโยชน์ในการต่อยอดองค์ความรู้ต่าง ๆ ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต 2.2 ทักษะการ coding การ Coding คือ การเขียนชุดคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย “โค้ด (code)” เพื่อให้โปรแกรม ทำตามคำสั่ง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำตามที่เราต้องการ โดยการใช้ภาษาของ คอมพิวเตอร์ เช่น C++, PHP, Java หรือ Python เป็นต้น การ coding เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กคิดทุกเรื่อง อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งจะส่งผลให้เกิดทักษะการแก้ปัญหา คือ สามารถแตกปัญหาออกเป็นส่วน ๆ เพื่อหา สาเหตุและวิธีแก้ไขในแต่ละส่วนไปทีละปัญหาย่อย อีกทั้งในแต่ละขั้นตอนการเขียนโค้ดจะได้เรียนรู้ระบบการ วางแผน เมื่อผู้เรียนฝึกฝนไปสักพักก็จะทำให้เข้าใจหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้น การสอนวิทยาการคำนวณถูกจัดอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นวิชาบังคับในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) จากเดิมที่เด็กไทยได้เรียนวิชา คอมพิวเตอร์ในฐานะผู้ใช้ ในหลักสูตรนี้จะสอนให้เป็นผู้เขียน ผู้พัฒนา และได้ฝึกหัดคิดอย่างเป็นระบบ คอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยโครงสร้างหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ วิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science) หัวใจหลักของวิชานี้ ทำให้คิดได้เป็นขั้นตอน โดยใช้การเขียนโปรแกรมมาเป็นเครื่องมือ ตามแนวทาง เทคโนโลยีสารสนเทศ (computational thinking ICT) ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูล จัดการข้อมูล นำข้อมูล มาประมวลผล และทำการตัดสินใจจากพื้นฐานของข้อมูลได้และการรู้เท่าทันดิจิทัล (digital literacy) ซึ่งเป็น เรื่องสำคัญ อีกทั้งสามารถสร้างสรรค์ผลงานบนเทคโนโลยีได้วิธีคิดด้วยหลักเหตุและผลจะช่วยผู้เรียนได้ดีขึ้น เพราะเด็กจะได้เรียนรู้โครงสร้างของคำตอบ และความคิดผ่านการแก้ไขปัญหา ในขั้นตอนดำเนินการต่างๆ พวกเขาจะได้เห็นและเข้าใจว่าการเขียนโค้ดสามารถช่วยให้เรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิชาอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น เพราะการเขียนโค้ดกับหลักคณิตศาสตร์มีรากฐานที่คล้ายคลึงกัน มาก ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้น การเขียนโค้ดเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนก้าวหน้าในโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ในขณะที่สอนการเขียนโค้ด ผู้เรียนก็จะได้สอนทักษะต่างๆ อย่างการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ไขปัญหาไปใน ตัวอีกด้วย และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ที่มีฐานข้อมูล และทรัพยากรต่าง ๆ จที่จำเป็นในการเขียน โค้ดก็เปิดโอกาสในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนทุกคนทั้งในโรงเรียนและหลังเลิกเรียน กล่าวโดยสรุป การ coding เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กคิดทุกเรื่องอย่างเป็นเหตุเป็นผล ให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้โครงสร้างของคำตอบ และความคิดผ่านการแก้ไขปัญหาในขั้นตอนดำเนินการต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิด ทักษะการแก้ปัญหา คือ สามารถแตกปัญหาออกเป็นส่วน ๆ เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขในแต่ละส่วนไปทีละ ปัญหาย่อย อีกทั้งในแต่ละขั้นตอนการเขียนโค้ดจะได้เรียนรู้ระบบและการวางแผนแก้ปัญหาต่าง ๆ
53 การ coding ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญแห่งยุคดิจิทัล ที่ในปัจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทใน ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการให้เด็ก ๆ ได้เริ่มเรียนรู้การ coding ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ถือ ได้ว่าเป็นที่เรื่องดี และยังช่วยทำให้เด็ก ๆ ยุคใหม่ก้าวทันโลกอีกด้วย จึงอยากที่จะผลักดันให้การเรียนรู้ ภาษาคอมพิวเตอร์และการ coding ให้กลายเป็นภาษาที่ 3 และวิชาใหม่ในยุคดิจิทัลที่เด็ก ๆ ทุกคนจะได้ เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 หมายถึงกลุ่มความรู้ ทักษะ และนิสัยการทำงานที่เชื่อว่ามีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะนี้เป็นผลจากการพัฒนากรอบความคิดการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 โดยภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (Parnership for 21st Century Learning, 2009) โดย กรอบความคิดนี้นำเสนอทั้งส่วนของผลลัพธ์ของผู้เรียน และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ดังภาพที่ 2.6 ภาพที่ 2.6 กรอบความคิดเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มา: ปรับปรุงจาก P21 Framework for 21st Century Learning (Parnership for 21st Century Learning, 2009) การศึกษาในยุคปัจจุบันต้องเตรียมเยาวชนให้มีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกแห่ง ศตวรรษที่ 21 เด็กและเยาวชนควรมีทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3Rs´7Cs โดย 3Rs ประกอบด้วย ทักษะการรู้หนังสือ ได้แก่ Reading (ทักษะการอ่าน) Writing (’Riting-ทักษะการเขียน) และ Arithmetic
54 (’Rithmetic-ทักษะเลขคณิต) ส่วน 7Cs ประกอบด้วย ทักษะ 7 ด้าน คือ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา (critical thinking and problem solving) ด้านการสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทัน สื่อ (communications, information, and media literacy) ด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและ ภาวะผู้นำ (collaboration, teamwork and leadership) ด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (creativity and innovation) ด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (computing and ICT literacy) ด้านการทำงาน การเรียนรู้ และการพึ่งตนเอง (career and learning self–reliance) และด้าน ความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (cross–cultural understanding) กรอบความคิดนี้ยังอธิบายว่า ผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21 จะประสบความสำเร็จในชีวิตและอาชีพได้ จำเป็นต้องรู้หนังสือ นั่นคือมีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ควบคู่ไปกับความรอบรู้ที่บูรณาการกัน ระหว่างความรู้ในวิชาการและทักษะกระบวนการต่าง ๆ ที่กล่าวมา ดังนั้นบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็น ผู้รู้หนังสือ มีทักษะในการเสาะแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเองอันนำไปสู่การเป็นผู้มีด้านความรู้ทางวิชาการที่ เข้มแข็งจึงจะสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ สร้างสรรค์สื่อสารและทำงานร่วมมือกับผู้อื่นได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ราชบัณฑิตยสถานได้ระบุทักษะที่จำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับสมรรถนะที่ ควรมีในพลเมืองยุคใหม่รวม 7 ด้าน (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2558; ราชบัณฑิตยสถาน, 2557) ดังนี้ 1.ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (critical thinking and problem solving) เป็นความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ การคิดอย่างเป็นระบบ การประเมินและการ ตัดสินใจ และการแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) หมายถึง การคิดโดยใช้เหตุผลที่หลากหลาย เหมาะสมกับสถานการณ์มีการคิดอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์และประเมินหลักฐานและข้อคิด เห็นด้วยมุมมองที่หลากหลาย สังเคราะห์ แปลความหมาย และจัดทำข้อสรุป สะท้อนความคิดอย่างมี วิจารณญาณโดยใช้ประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้ การแก้ปัญหา (problem solving) หมายถึง การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยหรือปัญหาใหม่ได้ โดย อาจใช้ความรู้ ทักษะ วิธีการ และประสบการณ์ที่เคยรู้มาแล้ว หรือการสืบเสาะหาความรู้วิธีการใหม่ มาใช้ แก้ปัญหาก็ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการซักถามเพื่อทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่างหลากหลายเพื่อให้ได้วิธี แก้ปัญหาที่ดีมากขึ้น 2. ด้านการสื่อสาร สารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ (communications, information, and media literacy) หมายถึง ความสามารถในการเข้าถึง การจัดการ การประเมินและการใช้งานสารสนเทศ อย่างมีประสิทธิผล (เวลาในการเข้าถึงสื่อ) และประสิทธิภาพ (การเข้าถึงและใช้งานแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย) รวมถึงความสามารถในการผลิตและใช้สื่อเพื่อสื่อสารกับบุคคลอื่น อย่างถูกต้อง เหมาะสม ประกอบด้วย
55 1) สามารถเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง เหมาะสมเพื่อสร้างสื่อได้ตรงตามวัตถุประสงค์รวมถึง สามารถสื่อสารความคิดผ่านสื่อข้อความหรือสื่อรูปแบบอื่น 2) เข้าใจวัตถุประสงค์ของการสร้างสื่อข้อความรวมถึงวิธีการสร้างสื่อนั้น ๆ 3) เข้าใจอิทธิพลของความเชื่อและวัฒนธรรมต่อสื่อรูปแบบต่าง ๆ และผลกระทบของ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม 4) เข้าใจข้อตกลง ข้อกำหนด และกฎหมายในการใช้สื่อหรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ การใช้ ลิขสิทธิ์ด้านสารสนเทศและสื่อของผู้อื่นโดยชอบธรรม 3.ด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ (collaboration, teamwork and leadership) เป็นการแสดงความสามารถในการทำงานร่วมกับคนกลุ่มต่าง ๆ ที่หลากหลายอย่างมี ประสิทธิภาพและให้เกียรติ มีความยืดหยุ่นและยินดีที่จะประนีประนอมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการทำงาน พร้อมทั้งยอมรับและแสดงความรับผิดชอบต่องานที่ทำร่วมกัน และเห็นคุณค่า ของผลงานที่พัฒนาขึ้นจาก สมาชิกแต่ละคนในทีม 4. ด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (creativity and innovation) เป็นความสามารถในการ คิดอย่างสร้างสรรค์ การทำงานกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ และการนำไปปฏิบัติเพื่อสร้างนวัตกรรม 5. ด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (computing and ICT literacy) หมายถึงทักษะและความชำนาญในการนำเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวิธีการที่เกี่ยวกับดิจิทัล ไม่ว่าจะ เป็นฮาร์ดแวร์ เช่น คอมพิวเตอร์โทรศัพท์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สื่อออนไลน์ จนกระทั่งฐานข้อมูล ออนไลน์มาใช้ในการทำงานเพื่อการสืบค้น การรวบรวม การจัดการ การประมวลผล การประเมินความถูกต้อง และการสื่อสารและนำเสนอสารสนเทศเพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทักษะในด้านนี้ยังรวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการ สื่อสาร สามารถใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงการเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ การใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน 6. ด้านการทำงาน การเรียนรู้ และการพึ่งตนเอง (career and learning self–reliance) หมายถึง ทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต และทำงานในยุคปัจจุบันอย่างมีคุณภาพ ทักษะที่สำคัญในกลุ่มนี้ ประกอบด้วยความยืดหยุ่นและการปรับตัว (flexibility and adaptability) เพื่อให้เข้ากับภาวะการ เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รวมถึงภาวะที่มีทรัพยากรจำกัดในยุคปัจจุบันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนการทำงานที่ วางไว้ และสามารถนำความเห็นที่แตกต่างมาทำความเข้าใจ และสร้างดุลยภาพเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงได้ส่วน การริเริ่มและการกำกับดูแลตัวเอง (initiative and self-direction) ซึ่งทักษะนี้ หมายถึง ความสามารถในการ เรียนรู้พัฒนาทักษะที่จำเป็นในการทำงานได้ด้วยตนเองและมองเห็นโอกาสในการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูน ประสิทธิผลและขยายความเชี่ยวชาญของตนเองได้ ความสามารถในการกำหนดเป้าหมายจัดการเวลาและ
56 ภาระงานของตนเอง และความสามารถในการชี้นำตนเองและพัฒนาตนเองโดยการทบทวนจากประสบการณ์ที่ ผ่านมา 7. ด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (cross–cultural understanding) ทักษะในด้านนี้หมายถึง ความสามารถในการทำงานและดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คนมีความคิดเห็นและ ความเชื่อหลากหลายโดยไม่รู้สึกแปลกแยก เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม สามารถยอมรับและตอบสนอง ความคิดเห็นที่แตกต่างในเชิงบวก นำไปสู่การสร้างแนวคิดหรือวิธีการทำงานใหม่ได้ จากความหมายและความสำคัญของทักษะในศตวรรษที่ 21 ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ความสามารถและทักษะที่สำคัญที่บุคคลพึงมีเพื่อเตรียมตัวสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21เป็นเป้าประสงค์ของการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่ช่วยชี้นำวิธีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ พัฒนาชีวิตของผู้เรียนให้มีคุณภาพและประสบความสำเร็จเพื่อการดำรงชีวิต การทำงาน ดำรงชีพอยู่ได้กับการ เปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบัน จิตวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาศาสตร์ (scientific mind) เป็นคุณลักษณะหรือลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้สึกนึกคิดในทางวิทยาศาสตร์ ที่เกิดจากการศึกษาหาความรู้หรือได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อความคิด การตัดสินใจ การกระทำและการแสดงออกทางพฤติกรรมต่อความรู้หรือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในชั้นเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องสร้าง บรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความชอบ สนใจที่จะเรียนรู้ ตลอดจนมีความรู้สึกที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เพราะจะส่งผล ต่อความรู้สึก นึกคิด และทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เห็นประโยชน์และคุณค่าของการเรียน วิทยาศาสตร์และการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเป็นผู้ที่เชื่อมั่น ยึดถือและศรัทธาในการใช้ ความรู้วิทยาศาสตร์ในทางที่สร้างสรรค์ สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างมี คุณธรรมและมีคุณค่า โดยจิตวิทยาศาสตร์จะครอบคลุมเกี่ยวกับเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ สมาคมพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Association for the Advancement of Science; AAAS, 2001) ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐานด้านจิต วิทยาศาสตร์ไว้ ดังนี้ 1. เข้าใจว่าหลักฐานชิ้นเดียวกันอาจจะมีคำอธิบายที่แตกต่างกันได้ และไม่จำป็นต้องมีคำอธิบาย ที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว 2. มีส่วนร่วมกับการอภิปรายภายในกลุ่มเกี่ยวกับหัวข้อทางวิทยาศาสตร์โดยการสรุปสิ่งที่คนอื่น พูดให้ถูกต้อง ถามเพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนหรือขยายขอบเขตความรู้ และนำเสนอทางเลือกใหม่ ๆ 3. ใช้ตาราง แผนภูมิ และกราฟในการสร้างข้อโต้แย้งและสนับสนุนคำพูดและสิ่งที่นำเสนอ
57 4. ระลึกไว้เสมอว่าอาจจะมีวิธีการที่ดีมากกว่าหนึ่งวิธีที่ใช้แปลความหมายชุดของข้อมูลที่ค้นพบ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 151) ได้กล่าวว่า จิตวิทยาศาสตร์ (scientific mind or scientific attitudes) เป็นคุณลักษณะหรือลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดขึ้นจาก การศึกษาหาความรู้ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยคุณลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ ความสนใจใฝ่รู้ ความมุ่งมั่น อดทนรอบคอบ ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ประหยัด การร่วมแสดง ความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ หรืออาจกล่าวได้ว่า จิตวิทยาศาสตร์ เป็นคุณลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาหาความรู้โดยใช้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กล้าคิดกล้าแสดงออก เสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม กระตือรือร้นในการปฏิบัติงานและตรงต่อเวลา มีเหตุผลรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่ม มีน้ำใจช่วยเหลือ ผู้อื่น ภูมิใจในผลงานของกลุ่มที่ร่วมกันจัดทำ และแสดงความชื่นชมยินดีกับเพื่อนกลุ่มอื่น สรุปได้ว่า จิตวิทยาศาสตร์หมายถึง คุณลักษณะนิสัย ความเชื่อของบุคคลที่เกิดขึ้นในขณะ ทำงานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏให้เห็นเป็น พฤติกรรม ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบและเพียรพยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบ และรอบคอบ ความสื่อสัตย์และความใจกว้าง ลักษณะของบุคคลที่มีจิตวิทยาศาสตร์ ที่เอื้ออำนวยต่อการ แสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. ความอยากรู้อยากเห็น นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ธรรมชาติเพื่อแสวงหาคำตอบที่มีเหตุผลในเรื่องต่าง ๆ และจะมีความยินดีมากที่ได้พบ ความรู้ใหม่ 2. ความรับผิดชอบและเพียรพยายาม นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้มีความรับผิดชอบและมีความเพียร พยายาม ไม่ท้อถอยเมื่อมีอุปสรรค หรือมีความล้มเหลวในการทดลอง มีความตั้งใจแน่วแน่ต่อการเสาะแสวงหา ความรู้เมื่อได้คำตอบที่ไม่ถูกต้องก็จะได้ทราบว่าวิธีการเดิมใช้ไม่ได้ต้องหาแนวทางในการแก้ปัญหาใหม่ และ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้นก็ถือว่าเป็นข้อมูลที่ต้องบันทึกไว้ 3. ความมีเหตุผล นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับในคำอธิบายเมื่อมีหลักฐาน หรือข้อมูลมาสนับสนุนอย่างเพียงพออธิบาย หรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลหาความสัมพันธ์ ของเหตุและผลที่เกิดขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องสมเหตุสมผลของแนวคิดต่าง ๆ กับแหล่งข้อมูล ที่เชื่อถือได้แสดงหาหลักฐานและข้อมูลอย่างเพียงพอเสมอก่อนจะสรุปผล เห็นคุณค่าในการสรุปผล เห็นคุณค่า ในการใช้เหตุผล ยินดีให้มีการพิสูจน์ตามเหตุผลและข้อเท็จจริง 4. ความมีระเบียบและรอบคอบ นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้เห็นคุณค่าของความมีระเบียบ รอบคอบว่ามีประโยชน์ในการวางแผนการทำงานและจัดระบบการทำงาน นำวิธีการหลาย ๆ วิธีมา ตรวจสอบผลการทดลองหรือวิธีการทดลอง ไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ละเอียดถี่ถ้วนในการทำงาน ทำงานอย่างเป็นระบบเรียบร้อย มีความละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจ
58 5. ความซื่อสัตย์นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ บันทึกผลหรือข้อมูลตามความเป็น จริงด้วยความละเอียดถูกต้อง ผู้อื่นสามารถตรวจสอบในภายหลังได้เห็นคุณค่าของการเสนอข้อมูลด้วยความ เป็นจริง 6. ความใจกว้าง นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีใจกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับฟัง คำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อโต้แย้ง ข้อคิดเห็นที่มีเหตุผลของผู้อื่นโดยไม่ยึดมั่นในความคิดของตนเองฝ่ายเดียว ยอมรับ การเปลี่ยนแปลง พร้อมที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับประเด็นปัญหาที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 133-136) ได้แนะนำถึงพฤติกรรมที่ บ่งชี้ว่าผู้เรียนมีจิตวิทยาศาสตร์ด้านต่าง ๆ ไว้ดังนี้ 1. ด้านความอยากรู้อยากเห็น 1. ยอมรับว่าการทดลองค้นคว้าจะใช้เป็นวิธีในการแก้ปัญหาได้ 2. มีความใฝ่ใจและพอใจใคร่จะสืบเสาะแสวงหาความรู้ในสถานการณ์และปัญหาใหม่ ๆ 3. มีความกระตือรือร้นต่อกิจกรรมและเรื่องต่าง ๆ 4. ชอบทดลองค้นคว้า 5. ชอบสนทนา ซักถาม ฟัง อ่าน เพื่อให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ฯลฯ 2. ด้านความรับผิดชอบและเพียรพยายาม 1. ยอมรับผลการกระทำของตนเองทั้งที่เป็นผลดีและผลเสีย 2. เห็นคุณค่าของความรับผิดชอบและความเพียรพยายามว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ 3. ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สมบูรณ์ตามกำหนดและตรงต่อเวลา 4. เว้นการกระทำอันเป็นผลเสียหายต่อส่วนรวม 5. ทำงานเต็มความสามารถ 6. ดำเนินการแก้ปัญหาจนกว่าจะได้คำตอบ 7. ไม่ท้อถอยในการทำงาน เมื่อมีอุปสรรคหรือล้มเหลว 8. มีความอดทนแม้การดำเนินการแก้ปัญหาจะยุ่งยากและใช้เวลามาก ฯลฯ 3. ด้านความมีเหตุผล 1. ยอมรับในคำอธิบายเมื่อมีหลักฐานหรือข้อมูลมาสนับสนุนอย่างเพียงพอ 2. เห็นคุณค่าในการใช้เหตุผลในเรื่องต่าง ๆ 3. พยายามอธิบายสิ่งต่าง ๆ ในแง่เหตุและผล ไม่เชื่อโชคลาง หรือคำทำนายที่ไม่สามารถ อธิบายตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ 4. อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล 5. หาความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เกิดขึ้น
59 6. ตรวจสอบความถูกต้องหรือความสเหตุสมผลของแนวความคิดต่าง ๆ กับแหล่งข้อมูลที่ เชื่อถือได้ 7. เสาะแสวงหาหลักฐาน/ข้อมูลจากการสังเกตหรือการทดลองเพื่อสนับสนุนคำอธิบาย 8. รวบรวมข้อมูลอย่างเพียงพอก่อนจะลงข้อสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ฯลฯ 4. ด้านความมีระเบียบและรอบคอบ 1. ยอมรับว่าความมีระเบียบและรอบคอบเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ 2. เห็นคุณค่าของความมีระเบียบและรอบคอบ 3. นำวิธีการหลายๆ วิธีมาตรวจสอบผลหรือวิธีการทดลอง 4. มีการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ 5. มีความละเอียดถี่ถ้วนในการทำงาน 6. มีการวางแผนการทำงานและจัดระบบการทำงาน 7. ตรวจสอบความเรียบร้อยหรือคุณภาพของเครื่องมือก่อนทำการทดลอง 8. ทำงานอย่างมีระเบียบและเรียบร้อย ฯลฯ 5. ด้านความซื่อสัตย์ 1. เสนอความจริงถึงแม้จะเป็นผลที่แตกต่างกับผู้อื่น 2. เห็นคุณค่าของการเสนอข้อมูลตามความจริง 3. บันทึกผลหรือข้อมูลตามความเป็นจริง และไม่ใช้ความคิดเห็นของตนเองเข้าไปเกี่ยวข้อง 4. ไม่แอบอ้างผลงานของผู้อื่นว่าเป็นผลงานของตนเอง ฯลฯ 6. ด้านความใจกว้าง 1. รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อโต้แย้งหรือข้อคิดเห็นที่มีเหตุผลของผู้อื่น 2. ไม่ยึดมั่นในความคิดของตนเองและยอมรับการเปลี่ยนแปลง 3. รับฟังความคิดเห็นที่ตัวเองยังไม่เข้าใจและพร้อมที่จะทำความเข้าใจ 4. ยอมพิจารณาข้อมูลหรือแนวความคิดที่ยังสรุปแน่นอนไม่ได้ และพร้อมที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ จิตวิทยาศาสตร์เป็นคุณลักษณะหรือลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดในทาง วิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการศึกษาหาความรู้หรือได้รับประสบการณ์เรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อความคิด การตัดสินใจ การกระทำและการแสดงออกทางพฤติกรรมต่อความรู้หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ในการ จัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในชั้นเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความชอบ สนใจที่จะ เรียน ตลอดจนมีความรู้สึกที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เพราะจะส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิด และทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่
60 ดีต่อวิทยาศาสตร์ เห็นประโยชน์และคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์และการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน สรุป วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สืบค้นหาความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติโดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ ยอมรับโดยทั่วไป ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ ได้มาซึ่งหาความรู้ การทำงานหรือสังคมของนักวิทยาศาสตร์ และคุณค่าของวิทยาศาสตร์ต่อสังคม ลักษณะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะมีลักษณะเฉพาะ คือ 1) เป็นความรู้เชิงประจักษ์ 2) เป็นความรู้ที่ ได้มาด้วยกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 3) เป็นความรู้ที่มีลักษณะเป็นความจริงสากล 4) เป็น ความรู้ที่ยังไม่มีความจริงที่สมบูรณ์ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 5) มีลักษณะเป็นปรนัย 6) เป็น ความรู้ที่อาศัยเหตุผลง่าย ๆ ไปจนถึงเหตุผล ที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะและต้องมีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงจะมีความเข้าใจได้ และ 7) เป็นความรู้ที่นำมาพัฒนาความเจริญในด้านต่าง ๆ ได้แก่ กฏและทฤษฎีทาง วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ความจริงที่เกี่ยวกับธรรมชาติที่ได้มาโดยอาศัยกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือที่ เรียกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น มีลักษณะที่แตกต่างกัน ได้แก่ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ มโนมติทาง วิทยาศาสตร์ หลักการทางวิทยาศาสตร์ กฎทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และสมมติฐานทาง วิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการเสาะแสวงหาความจริง หรือความรู้ต่าง ๆในทางธรรมชาติ อย่างมี กระบวนการที่เป็นแบบแผนมีขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติตามได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ตั้งปัญหา เก็บ รวบรวมข้อมูล หรือข้อเท็จจริง สร้างสมมติฐาน ทดลองพิสูจน์ และสรุปผล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการคิดและการปฏิบัติการทาง วิทยาศาสตร์จนเกิดความชำนาญและความคล่องแคล่วในการใช้เพื่อแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตลอดจน หาวิธีการเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้แบ่งออกเป็น 13 ทักษะ โดยจัดแบ่ง ออกเป็น 2 หมวด คือ ทักษะพื้นฐาน และทักษะขั้นบูรณาการ การจัดการเรียนรู้วิชาการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะและกระบวนการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ผ่านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ ซึ่งทักษะสำคัญของการออกแบบและเทคโ นโลยีเป็น ความสามารถในการคิดเชิงระบบ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดวิเคราะห์ การทำงาน
61 ร่วมกัน และการสื่อสาร ซึ่งทักษะที่สำคัญประกอบด้วย กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ทักษะการคิดเชิง คำนวณและการ Coding การศึกษาในยุคปัจจุบันต้องเตรียมเยาวชนให้มีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษ ที่ 21 เด็กและเยาวชนควรมีทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3Rs´7Cs โดย 3Rs ประกอบด้วย ทักษะการ รู้หนังสือ ได้แก่ Reading (ทักษะการอ่าน) Writing (’Riting-ทักษะการเขียน) และ Arithmetic (’Rithmeticทักษะเลขคณิต) ส่วน 7Cs ประกอบด้วย ทักษะ 7 ด้าน คือ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ ด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ ด้านการ สร้างสรรค์และนวัตกรรม ด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการทำงาน การ เรียนรู้ และการพึ่งตนเอง และด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ จิตวิทยาศาสตร์หรือเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยคุณลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ ความสนใจใฝ่รู้ ความมุ่งมั่น อดทน รอบคอบ ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ประหยัด การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับ ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ ลักษณะของบุคคลที่มี จิตวิทยาศาสตร์ ที่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีลักษณะสำคัญ ดังนี้ ความอยากรู้อยาก เห็น ความรับผิดชอบและเพียรพยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์ และความ ใจกว้าง
62 คำถามทบทวน 1. จงบอกองค์ประกอบของวิทยาศาสตร์ 2. จงอธิบายความหมายของวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาพอ เข้าใจ 3. จงอธิบายความหมายความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่ละประเภท 4. จงระบุองค์ประกอบที่สำคัญของจิตวิทยาศาสตร์ 5. จงระบุทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและขั้นบูรณาการพร้อมทั้งบอกความหมาย ในแต่ละทักษะมาพอเข้าใจ 6. จงอธิบายความสัมพันธ์ของจิตวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความรู้ทาง วิทยาศาสตร์โดยใช้แผนผังความคิด 7. จงบอกความสำคัญของจิตวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาตร์ และความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการสอนวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน 8. ลักษณะใดของนักวิทยาศาสตร์ ที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ นิวตันค้นพบ "กฎแรงดึงดูดระหว่างมวล" 9. นักวิทยาศาสตร์ควรมีลักษณะใดบ้างที่ช่วยให้การศึกษาหาความรู้ประสบความสำเร็จ 10. การทำงานอย่างเป็นระบบของนักวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ในการค้นคว้าความรู้มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
63 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ. (2545). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โรง พิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระและ มาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและ พัสดุภัณฑ์(ร.พ.ส.). กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. ประวิทย์ ชูศิลป์. (2542). เจตคติทางวิทยาศาสตร์กับจุดมุ่งหมายของการสอนวิทยาศาสตร์. วารสาร สสวท. 27(107): 27-28. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ: แนวคิดวิธีและเทคนิคการ สอน 1. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์. ภพ เลาหไพบูลย์. 2537. แนวการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. วรรณทิพา รอดแรงค้า, พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2542). การพัฒนาการคิดของครูด้วยกิจกรรมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจ เม้นท์. วรรณทิพา รอดแรงค้า และ พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2542). การพัฒนาการคิดของครูด้วยกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ. สุวัฒน์ นิยมค้า. (2531). ทฤษฎีและทางปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้. กรุงเทพมหานคร: บริษัทเจเนอรัลบุ๊คส์ เซนเตอร์ จำกัด. ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. (2542). ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ : สถาบัน. ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. (2546). คู่มือวัดผลประเมินผลวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว. ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. (2561). คู่มือการใช้หลักสูตรวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) และหนังสือเรียนวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการ คำนวณ). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว.
64 สมจิต สวธนไพบูลย์. (2535). ธรรมชาติวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. American Association for the Advancement of Science. (1993). Benchmarks for Science Literacy. New York : Oxford University Press. American Association for the Advancement of Science. (2001). Project 2061 Textbooks Evaluations: middle grades mathematics, middle grades science, algebra, high-school biology. Retrieved July 10, 2011from http://www.project2061.org/ newsinfo/research/textbook/default.htm. Atkinson, R. C., & Shiffrin, R. M. (1968). Human memory: A proposed system and its control processes. In K. W. Spence (Ed.), The psychology of learning and motivation: Advances in research and theory. Vol. 2, pp. 89-195. New York: Academic Press. Carin, A. A., Bass, J. E., & Contant, T. L. (2005). Methods for teaching science as inquiry (9th ed.). Upper Saddle River, NJ: Pearson Prentice Hall. Borg, Walter R., Kallenbach, W., Morris, M.; & Friebel, Allen. (Summer, 1969). The Journal of Experimental Education, Vol. 37, No. 4, pp. 9-16. Collette, A. T., and Chiappetta, E. L. 1994. Science Instruction in the Middle and Secondary School. 3rd Edition. New York: Macmillan. National Research Council. (1 996). National science education standards. Washington, DC: National Academy Press. National Research Council. (2000). Inquiry and the national science education standards: A guide for teaching and learning. S. Olson & S. Loucks-Horsley (Eds.), Committee on the Development of Addendum to the National Science Education Standards on Scientific Inquiry. Washington, DC: National Academy Press. P21.org. (2011). Framework for 21st Century Learning. [online] Available at: http://www.P21.org [Accessed 18 Jun. 2018]. Windale, M. 2004. Teaching about Ideas and Evidence in Science. Cooperative Research Network Workshop, pp. 8-220. 13-17 December, Srinakharinwirot University, Bangkok, Thailand.
65 บทที่ 3 ทักษะและเทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ การเป็นครูวิทยาศาสตร์แบบมืออาชีพ ย่อมต้องทำให้ชั่วโมงแห่งการเรียนการสอนของตนเอง ผ่านไปอย่างมีคุณภาพ เกิดประโยชน์ มีคุณค่ามีความหมายต่อผู้เรียน ครูที่ดีมีคุณภาพจะต้องมี คุณลักษณะที่สำคัญ คือ การเป็นคนที่มีความรู้ในเนื้อหาวิชาที่ตนเองรับผิดชอบดี รู้ลึก และรู้รอบใน ศาสตร์ของตน มีทักษะและเทคนิควิธีการสอนดี และมีคุณธรรม จริยธรรม รักและศรัทธาในอาชีพครู อาจกล่าวได้ว่าทักษะและเทคนิคการสอนถือเป็นคุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการเป็นครูมือ อาชีพ เป็นศาสตร์และศิลป์ของครูในการโน้มน้าวให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมี ชีวิตชีวา ซึ่งกลวิธีต่าง ๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการสอน ขั้นตอนการสอน วิธีการสอน หรือการดำเนิน กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้การสอนมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ในการบรรยาย ผู้สอนอาจใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถช่วยให้การบรรยายมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการ ยกตัวอย่าง การใช้สื่อ การใช้คำถาม เป็นต้น ทักษะการสอนเป็นความสามารถในการปฏิบัติการสอน ด้านต่าง ๆ อย่างชำนาญซึ่งครอบคลุม การวางแผนการเรียนการสอน การออกแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนการสอน การใช้วิธีสอน เทคนิคการสอน รูปแบบการเรียนการสอน ระบบการสอน สื่อ การสอนการประเมินผลการเรียนการสอน รวมทั้งการใช้ทฤษฎีและหลักการเรียนรู้และการสอนต่าง ๆ ดังนั้นถ้าครูวิทยาศาสตร์มีความรู้ในเรื่องของทักษะและเทคนิคการสอนเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนหลายประการ เช่น การเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีความคิด สร้างสรรค์ เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ และมีพฤติกรรมอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ใน หลักสูตร ความหมายของทักษะและเทคนิคการสอน นักการศึกษาได้ให้ความหมายของคำว่าทักษะและเทคนิคการสอนไว้ดังนี้ กฤษณา ศักดิ์ศรี (2530 : 310) สรุปความหมายของทักษะไว้ว่า ทักษะ คือ ความชำนาญ ในเชิงวิทยาการใดวิทยาการหนึ่ง ซึ่งเคยฝึกหัดและมีประสบการณ์มา สามารถแสดงออกเป็นพฤติกรรม ที่คล่องแคล่วอย่างมีประสิทธิภาพ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2546 : 72) ได้อธิบายว่าผู้ที่เกิดทักษะในการปฏิบัติกิจกรรมใดก็ตาม ก็ คือผู้ที่มีความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่ว ชำนาญ มีความสามารถใน การดำเนินงานที่มีให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เวลาไม่มากนัก
66 ประจวบจิตร คำจัตุรัส (2537 : 20) ได้อธิบายคำว่า เทคนิค หมายถึง ศิลปะ กลวิธี ส่วน ทักษะ หมายถึง ความชำนาญ ความชัดเจน ทักษะและเทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์จึงหมายถึงความ ชำนาญจัดเจนของผู้สอนในการใช้กลวิธีต่าง ๆ ในการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมให้การเรียนการสอน วิทยาศาสตร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สรุปได้ว่า ทักษะและเทคนิคการสอนเป็นความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ในการดำเนิน กิจกรรมการสอนของครูให้สำเร็จลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการสอนแต่ละครั้ง ครูผู้สอนจะต้องใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลายประกอบกันเพื่อมุ่งหวัง ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ครูผู้สอนจะต้องมีคุณลักษณะสำคัญ 4 ประการ ดังนี้ 1. ครูที่มีทักษะการสอนจะมีความกระตือรือร้นในการสอน และมีเทคนิคในการ กระตุ้นผู้เรียนในเกิดความกระตือรือร้นในการเรียน ทำให้ผู้เรียนสนใจเรียนตลอดจนจบชั่วโมงสอน 2. ครูที่มีทักษะการสอนดีจะมีการแสดงออกที่กระฉับกระเฉง แคล่วคล่อง ไม่เคอะ เขิน ไม่อืดอาด ชักช้า ครูจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกด้วยความมุ่งมั่น ทั้งอากัปกิริยา ทั้งวิธีการสอน กล่าวคือมีความคล่องแคล่วในบุคลิกท่าทางและมีความคล่องตัวในการสอน อันส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความ กระฉับกระเฉงในการเรียนด้วย 3. ครูที่ดีมีทักษะการสอนดีจะมีความสามารถในการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้รับ อย่างกระจ่างแจ้ง สามารถสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้ชัดเจนถูกต้อง อย่างสมบูรณ์ ผู้สอนจะให้ความกระจ่างในบทเรียนแก่ผู้เรียนได้นั้น ตัวผู้สอนเองจะต้องมีความกระจ่าง ในเนื้อหาสาระนั้นเสียก่อน ดังนั้น “กระจ่าง” ในข้อนี้จึงหมายถึง ความสามารถของผู้สอนในการใช้ ภาษาได้อย่างกระจ่างและตนเองมีความรู้อย่างกระจ่างแจ้ง ซึ่งเป็นความรู้ที่ถูกต้องแท้จริง 4. ครูที่มีทักษะการสอนดีจะมีความสามารถในการดำเนินการสอนอย่างมีขั้นตอนที่ ต่อเนื่องกัน เป็นไปตามลำดับ ไม่สับสน และไม่ขัดแย้งกันและสามารถดำเนินการสอนจนเสร็จสิ้น กระบวนการ บรรลุจุดประสงค์การสอนตามแผนที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูที่มีทักษะการสอนดีจึง เป็นครูที่มีความสามารถในการสอนที่มีกระบวนการ มีลำดับขั้นตอนในการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ได้ดีตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าการที่ครูใช้เทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสมจะช่วยในการกระตุ้นการเรียนรู้ของ ผู้เรียน ครูผู้สอนจึงควรใช้เทคนิคเพื่อให้การสอนนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ทักษะการนำเข้าสู่บทเรียน การนำเข้าสู่บทเรียนถือเป็นกระบวนการแรกในการสอนของครูที่จะเร้าความสนใจของผู้เรียน ให้หันมาสนใจในกิจกรรมการสอนที่ครูจะจัดขึ้นและได้มีผู้ให้ความหมายของการนำเข้าสู่บทเรียนไว้ดังนี้ สุพิน บุญชูวงศ์ (2538 : 80) ได้ให้ความหมายของการเข้าสู่บทเรียนไว้ว่า หมายถึง
67 ทักษะที่ครูใช้ในการจัดกิจกรรมก่อนเริ่มสอนเนื้อหาในทุกวิชา เพื่อเป็นการเตรียมผู้เรียนให้มีความคิด ว่ากำลังเรียนเรื่องอะไร สามารถนำเอาความรู้และทักษะที่นักเรียนมีอยู่เดิมมาสัมพันธ์กับบทเรียนที่ครู สอนได้ นอกจากนี้ยังทำให้นักเรียนเข้าใจความมุ่งหมายของบทเรียนได้ชัดเจนขึ้น โดยมากครูจะใช้เวลา ประมาณ 5 – 10 นาที สำหรับนำเข้าสู่บทเรียน จะเห็นได้ว่าในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู การนำเข้าสู่บทเรียนถือเป็นกิจกรรม แรกที่ผู้สอนจะต้องจัดให้แก่ผู้เรียนก่อนที่จะมีการดำเนินการตามกิจกรรมของบทเรียนเพื่อกระตุ้น ความสนใจและเตรียมผู้เรียนให้เกิดความพร้อมที่จะเรียนเรื่องใหม่หรือปฏิบัติกิจกรรมใหม่ต่อไปถือเป็น การกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้ต้องการที่จะเรียนเรื่องที่ครูจะสอน ชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าเรื่องที่จะเรียน ต่อไปมีประโยชน์และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งวิธีการนำเข้าสู่บทเรียนอาจใช้สื่อที่มีลักษณะเด่นๆ น่า ตื่นเต้น เคลื่อนไหวได้ เช่น วีดีทัศน์ การทดลองหรืออาจเป็นการยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องที่จะเรียนต่อไป อาจใช้คำถามเพื่อเชื่อมโยง ความรู้เดิมให้เข้ากับเรื่องที่เรียนใหม่ การนำเข้าสู่ บทเรียนต้องทำอย่างมีความหมาย ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้เรียนสนใจในเรื่องที่จะเรียนต่อไปแล้วยังทำให้ วัตถุประสงค์ในเรื่องการเรียนนั้นๆ ชัดเจนขึ้น 1. วัตถุประสงค์ของการนำเข้าสู่บทเรียน การนำเข้าสู่บทเรียนมีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ 1.1 กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความอยากรู้ สนใจ เห็นความสำคัญของ เรื่องหรือบทเรียนที่จะเรียน 1.2 เชื่อมโยงความรู้เดิมเข้ากับความรู้ใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวนบทเรียนที่ ได้เรียนไปแล้ว ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนในเรื่องใหม่ และเรื่องเก่าที่เคยเรียนมาเกิดความเชื่อมโยง ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน 1.3 เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนในการเรียนเรื่องใหม่ต่อไป 2. วิธีการนำเข้าสู่บทเรียน สำหรับในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ครูสามารถใช้วิธีการนำเข้าสู่บทเรียนได้ 3 วิธี คือ 2.1 การใช้วาจา เป็นวิธีการนำเข้าสู่บทเรียนของทั้งผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งวิธีการใช้ วาจาในการนำเข้าสู่บทเรียนมีหลายแบบ เช่น 2.1.1 การเล่าเรื่อง อาจเป็นการเล่าประวัติของนักวิทยาศาสตร์ ข่าว หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง สัมพันธ์ หรือ เชื่อมโยงกับเรื่องที่จะเรียน เช่น เล่าข่าวความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ อันมีสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร ในการเรียนเรื่อง วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น 2.1.2 การสนทนาซักถาม อาจเป็นการซักถามเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน ข่าว หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง หรืออาจซักถามเกี่ยวกับบทเรียนที่เคยเรียนผ่านไปแล้ว เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับ
68 เรื่องที่จะเรียนใหม่ 2.1.3 การแสดงบทบาทสมมติ เป็นการแสดงบทบาทสมมติในสถานการณ์ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเรียนในการแสดงบทบาทสมมติ อาจให้นักเรียนแสดงหรือครูผู้สอน อาจแสดงเองก็ได้ การแสดงบทบาทสมมติที่แสดงได้สมบทบาท จะช่วยเร้าความสนใจของผู้เรียนและ สามารถชี้นำให้ผู้เรียนเกิดการรับรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน การแสดงบทบาทสมมติที่ผู้สอน แสดงเองอาจจะแสดงได้สมบทบาท แต่ผู้เรียนก็ไม่ส่วนร่วมในกิจกรรม ถ้าให้ผู้เรียนได้แสดงจะทำให้ ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ได้แสดงออก ซึ่งถือเป็นการสนองต่อความต้องการของผู้เรียนทำให้ ผู้เรียนกระตือรือร้น สนใจที่จะติดตามบทเรียนมากขึ้น 2.1.4 การร้องเพลง ให้สัมพันธ์กับเรื่องที่จะเรียน ถือเป็นวิธีการหนึ่งในการ นำเข้าสู่บทเรียน เพื่อเปิดโอกาสในการนำเพลงที่นักเรียนสนใจ มาร่วมร้อง โดยเนื้อหาควรสัมพันธ์กับ เรื่องที่สอน เนื่องจากถ้าเพลงนั้นอยู่ในความสนใจของเด็ก และเป็นเพลงที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น และผู้สอนสามารถที่จะนำมาใช้ และเลือกให้เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเรียน จะช่วยให้ ผู้เรียนสนใจที่จะเรียนมากขึ้น อาจส่งผลต่อความไว้วางใจในตัวครูผู้สอน ทั้งนี้ผู้เรียนอาจรู้สึกว่า ครูผู้สอนมีแนวคิดหรือความเข้าใจในตัวผู้เรียนมากขึ้น 2.2 การใช้อุปกรณ์มาประกอบการนำเสนอด้วยวาจา โดยอุปกรณ์ที่นำมาใช้จะต้อง สื่อความหมายและสัมพันธ์กับเรื่องที่เรียน เช่น ตัวอย่างของจริง รูปภาพ แผนภูมิ หุ่นจำลอง วีดี ทัศน์ สไลด์ เป็นต้น 2.3 ใช้กิจกรรมที่สัมพันธ์กับบทเรียน เช่น ใช้วิธีการสาธิตให้ผู้เรียนสังเกตแล้วใช้ คำถามประกอบการสาธิต โดยถามหนึ่งเหตุการณ์ที่ครูสาธิตให้ดู เช่น ครูทำการสาธิตการวางกระจกปิด สไลด์ ดังภาพที่ 4.1 ภาพที่ 3.1 แสดงการสาธิตการวางกระจกปิดสไลด์
69 3. การเตรียมการเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน ในการนำเข้าสู่บทเรียนที่มีความหมายและบรรลุวัตถุประสงค์ ผู้สอนจะต้องมีการวางแผน และเตรียมให้พร้อมก่อนดำเนินการสอน ซึ่งมีลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาขอบเขตของเนื้อหาที่จะสอนในครั้งนั้นๆ 2. วิเคราะห์เนื้อหาว่ามีรายละเอียดในเรื่องใดบ้าง 3. เลือกกิจกรรมที่จะใช้ในการนำเข้าสู่บทเรียน 4. เลือกวิธีการที่จะใช้ในการนำเข้าสู่บทเรียน 5. เลือกและเตรียมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะใช้ตลอดจนการ ทดลอง หรือซักซ้อมวิธีการและอุปกรณ์ก่อนลงมือใช้ ถ้าผู้สอนมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี เตรียมทุกอย่างให้พร้อมจะช่วยให้การนำเข้าสู่บทเรียน ดำเนินไปอย่างราบรื่นและได้ผลตามที่คาดหวังไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่ครูควรทำความเข้าใจ คือ ครูควรรู้ว่า ผู้เรียนมีความรู้และประสบการณ์เดิมในเรื่องที่สอนหรือไม่ อย่างไร ก็จะช่วยให้ครูหาวิธีในการนำเข้าสู่ บทเรียนให้ผู้เรียนสนใจขึ้น ส่งผลให้การนำเข้าสู่บทเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ครูตั้งใจไว้ 4. ประโยชน์ของการนำเข้าสู่บทเรียน การนำเข้าสู่บทเรียนมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนดังนี้ 1. ทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียน 2. ทำให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้ เห็นความสำคัญ สนใจที่จะติดตามบทเรียนต่อไป 3. ทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์เดิมมาเชื่อมโยงกับเรื่องที่จะเรียนใหม่ มีผลให้การเรียนรู้ของผู้เรียนต่อเนื่องกัน 4. ช่วยปูพื้นฐานความรู้ให้แก่ผู้เรียนก่อนที่จะเรียนเรื่องใหม่ 5. ช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดมโนมติ และเข้าใจบทเรียนได้เร็วขึ้น 6. ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน เกิดความสัมพันธ์ อันดีระหว่าง ผู้เรียนกับผู้สอน จึงเป็นการส่งเสริมบรรยากาศที่ดีสำหรับการเรียนการสอน อาจกล่าวได้ว่า วิธีการนำเข้าสู่บทเรียนครูอาจจะต้องใช้หลายวิธี ประกอบกันในการสอนแต่ ละครั้ง เช่น อาจต้องมีการซักถามประกอบการเล่าเรื่อง หรืออาจใช้อุปกรณ์ประกอบการซักถามทั้งนี้ ครูผู้สอนจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับเนื้อหา ระดับชั้นและวัยของผู้เรียน ประสบการณ์เดิม สภาพ ห้องเรียน และความสะดวกในการนำอุปกรณ์มาใช้ และสิ่งสำคัญ คือระยะเวลาในการนำเข้าสู่ บทเรียนไม่ควรนานเกินไป ควรใช้เวลาประมาณ 5- 10 นาที การนำเข้าสู่บทเรียนที่จะได้ผลเต็มที่นอกจากจะเลือกใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่เหมาะสมแล้ว บุคลิกลักษณะของผู้สอนก็มีส่วนในการที่จะนำเข้าสู่บทเรียนนั้นได้ผลตามที่ต้องการ บุคลิกลักษณะ
70 ดังกล่าว ได้แก่ การแสดงสีหน้าท่าทาง การใช้เสียงเน้นในประเด็นที่สำคัญ ตลอดจนความเป็นกันเอง เป็นต้น ทักษะการสรุปบทเรียน ทักษะการสรุปบทเรียนว่าเป็นการประมวลสาระสำคัญๆ ของบทเรียนแต่ละบทเรียนที่เรียน จบลง เพื่อให้นักเรียนได้แนวคิดที่ถูกต้องในบทเรียนนั้น และเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ในเนื้อหาต่อไป ดังนั้นการสรุปบทเรียน ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการ ประมวลเรื่องที่จะสอนจบไปในแต่ละเรื่องหรือแต่ละบทเรียนโดยสังเขป ชี้ให้เห็นแนวคิดที่สำคัญของ เรื่องนั้นๆ และเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องกระทำทุกครั้งเมื่อสิ้นสุดการสอนบทเรียนแต่ละบทเรียน หรือ แต่ละเรื่อง โดยการสรุปบทเรียนจะกระทำเพื่อ สรุปใจความสำคัญแต่ละตอนในบทเรียนและให้ นักเรียนอภิปรายหรือฝึกปฏิบัติจริง 1. วัตถุประสงค์ของการสรุปบทเรียน 1.1 เพื่อให้ผู้เรียนสามารถรวบรวมแนวคิดของเรื่องหรือของบทเรียน และทำให้เกิด ความเข้าใจในเรื่องหรือบทเรียนที่เพิ่งเรียนจบไป 1.2 เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกการจับประเด็นสำคัญ และสรุปแนวคิดจากสิ่งที่ได้เรียนไป 1.3 เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นการสร้างความสัมพันธ์อัน ดีระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน การสรุปผลการเรียนเป็นการทบทวนรวบยอดเพื่อให้เห็นภาพรวม การสรุปต้องเน้น สาระสำคัญของเรื่องหรือบทเรียน และชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของแต่ละเรื่อง นอกจากนี้ยังต้อง พยายามชี้นำให้ผู้เรียนได้มองเห็นความสัมพันธ์ของเรื่องที่เพิ่งเรียนจบไป กับเรื่องที่จะเรียนใหม่ต่อไป ด้วย 2. วิธีการสรุปบทเรียน วิธีการสรุปบทเรียนสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ 2.1 การสรุปโดยผู้สอน เป็นการสรุปที่ผู้สอนสรุปด้วยตนเอง โดยอาจใช้หรือไม่ใช้สื่อ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบก็ได้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการสรุป ได้แก่ ตัวอย่างของจริง แผ่นใสสรุปประเด็นสำคัญ แผนภาพ แผนภูมิ รูปภาพ เป็นต้น 2.2 การสรุปโดยผู้เรียน เป็นการสรุปที่ให้ผู้เรียนทั้งชั้นช่วยกันสรุป หรืออาจมีการ แบ่งเป็นแบ่งกลุ่มแล้วให้กลุ่มส่งตัวแทนออกมาสรุป สำหรับวิธีนี้จะต้องมีการมอบหมายงานตั้งแต่ ก่อนที่จะเริ่มเรียน การสรุปโดยผู้เรียนนี้ ถ้าหากผู้เรียนสรุปได้ไม่ครบถ้วนหรือชี้ประเด็นแนวคิดที่ สำคัญยังไม่ชัดเจน ผู้สอนจะต้องช่วยทำให้การสรุปนั้นสมบูรณ์และชัดเจน 2.3 การสรุปโดยผู้สอนและผู้เรียนช่วยกัน เป็นการสรุปโดยผู้สอนเป็นผู้นำการสรุปด้วย
71 การใช้คำถามที่ได้เตรียมมาเป็นอย่างดีตามลำดับของเนื้อหา ซึ่งอาจมีการใช้หรือไม่ใช้สื่อ วัสดุต่าง ๆ ประกอบก็ได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า วิธีการสรุปโดยผู้เรียนและการสรุปโดยผู้สอนและผู้เรียนช่วยกัน จะเป็นวิธีการสรุปที่ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน การได้มีส่วนร่วมในการสรุป เช่นนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจการสรุปเรื่องที่เรียนมาแล้วได้ดียิ่งขึ้น 3. ข้อควรคำนึงถึงในการสรุปบทเรียน 3.1 การสรุปทบทวนโดยใช้คำถาม ต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาและจุดประสงค์ของบทเรียน 3.2 วิธีสรุปต้องสอดคล้องกับความสนใจและความสามารถของนักเรียน 3.4 การสรุปต้องเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่นักเรียนรู้แล้วไปยังสิ่งที่ยังไม่รู้ 3.5 การสรุปต้องสามารถใช้ประเมินบทเรียนว่ามีสาระและผลต่อการเรียนรู้ของ นักเรียนได้ 3.6 การสรุปจะต้องเป็นการแนะแนวการเรียนในครั้งต่อไป ทักษะการใช้คำถาม คำถามถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเรียนรู้ของผู้เรียน ควรใช้คำถามที่มีความสำคัญ ทั้ง ต่อครูผู้สอน และต่อผู้เรียน การใช้คำถามที่ดีจะช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุ วัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยเฉพาะในรายวิชาวิทยาศาสตร์ที่เน้นการสืบเสาะหาความรู้ ครูจำเป็นต้องใช้ คำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบข้อความรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้การใช้คำถามยังช่วยสรุปแนวความคิด ต่าง ๆ ส่งเสริมการคิดค้นต่าง ๆ ฝึกให้เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ฯลฯ ดังนั้นครูจึงควรจะต้องศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องของการใช้คำถามที่ดี ทั้งนี้เพื่อให้ สามารถใช้คำถามในกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 1. วัตถุประสงค์ของการใช้คำถาม โดยปกติในการเรียนการสอนที่ครูใช้คำถาม มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อประเมินความรู้เดิมของผู้เรียนว่ามีความรู้ในเรื่องที่จะเรียนหรือไม่อย่างไร 2. กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดแล้วค้นหาแนวคิดใหม่ ๆ 3. ใช้เพื่อนำเข้าสู่บทเรียนในการเชื่อมโยงความรู้เดิมเข้ากับความรู้ใหม่ที่จะจัดให้กับ ผู้เรียน 4. เพื่อทบทวนหรือสรุปบทเรียน 5. เพื่อวัดและประเมินผลการเรียน 6. เพื่อให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
72 7. สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียน 8. เพื่อนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมการทดลอง 2. ประเภทของคำถาม การแบ่งประเภทของคำถามมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งหรือ อาจใช้วัตถุประสงค์เป็นเกณฑ์ ขั้นตอนการสอน หรือลักษณะของคำถามที่ได้เป็นเกณฑ์ เช่น เบ็นจามิน เอส บลูม และคณะ (Benjamin S. Bloom; et al, 1956) ได้แบ่งประเภทของ คำถามโดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยเป็นเกณฑ์ โดยได้แบ่งประเภทของ คำถามออกเป็น 6 ประเภท คือ 1. คำถามความรู้ความจำ (knowledge) เป็นคำถามที่ถามความหมายข้อเท็จจริง หลักการ ทฤษฎี กระบวนการ รูปแบบหรือโครงสร้างต่าง ๆ โดยเป็นคำถามที่ผู้ตอบใช้การจำและ การระลึกจากสิ่งที่ได้เรียนรู้หรือเคยเรียนมาแล้ว เช่น แมลงมีกี่ขา แสงสีขาวประกอบไปด้วยแสงสี อะไรบ้าง 2. คำถามความเข้าใจ (comprehension) เป็นคำถามที่ให้ผู้เรียนแปลความ ตีความ ขยายความ และขยายความข้อมูล หรือข้อความที่กำหนดให้ บอกความสัมพันธ์ของเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อให้สรุปสิ่งที่เรียนรู้ 3. คำถามการนำไปใช้ (application) เป็นคำถามที่ใช้ถามวิธีการให้ผู้ตอบนำความรู้ กฎ หลักการ หรือทฤษฎี ที่ได้เรียนรู้มาไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ เช่น ถามให้ยกตัวอย่าง ถามให้อธิบาย เป็นต้น 4. คำถามประเภทวิเคราะห์ (analysis) เป็นคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ โดยการ แยกแยะข้อมูล ความรู้ เรื่องต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบย่อย และบอกความสัมพันธ์ของส่วนประกอบ ย่อยนั้น 5. คำถามประเภทการสังเคราะห์ (synthesis) เป็นคำถามที่ให้ผู้ตอบสามารถรวบรวม ข้อมูล ความรู้ หรือเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือความรู้ใหม่ที่สมบูรณ์กว่า 6. คำถามประเภทประเมินค่า (evaluation) เป็นคำถามที่ให้ผู้ตอบพิจารณาตัดสิน คุณค่าของเรื่องราว เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ โดยมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจนั้น ในการเลือกใช้คำถามแต่ละประเภท ควรพิจารณาถึงระดับของผู้เรียนด้วย เช่น ถ้าเป็น นักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้น คำถามอาจใช้เฉพาะความรู้ความเข้าใจเท่านั้น แต่นักเรียนใน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย คำถามควรเป็นคำถามระดับสูง (ตั้งแต่ระดับการนำไปใช้ขึ้นไป) เพราะ จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดสร้างสรรค์ คิดวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจที่ดี เกี่ยวกับมโนมติต่าง ๆ
73 3. ลักษณะของคำถามที่ดี คำถามที่ดีจะช่วยให้การใช้คำถามของผู้สอนทำให้การเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์มาก ยิ่งขึ้น ลักษณะของคำถามที่ดีมีดังนี้ 1. กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดทั้งด้านเหตุผล การวิเคราะห์และสร้างสรรค์ 2. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนแต่ละเนื้อหา 3. เหมาะสมกับระดับชั้นของผู้เรียนและอยู่ในขอบเขตที่ผู้เรียนมีความรู้และประสบการณ์ ไม่ยากหรือง่ายเกินไป 4. ใช้ภาษาง่ายๆ เฉพาะเจาะจง สั้นกะทัดรัดได้ความครบถามตรงเรื่องที่ต้องการจะถาม 5. ขึ้นต้นประโยคโดยใช้คำถามเลยแทนที่จะบอกข้อความก่อน แล้วถามคำถามทีหลัง เช่น แทนที่จะถามโดยใช้ประโยคว่า “ไดโนเสาร์ครองโลกมาหลายร้อยล้านปี ในช่วงยุคใด” ก็ใช้ว่า “ในช่วงยุคใดที่ไดโนเสาร์ครองโลก” จะดีกว่า 6. ไม่ควรตั้งคำถามเชิงนิเสธ 7. ควรเป็นคำถามแบบเปิด เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดอย่างหลากหลาย 4. วิธีการใช้คำถามที่ดี วิธีการใช้คำถามที่ดีจะช่วยให้การใช้คำถามมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีการใช้คำถามที่ดี มีดังนี้ 1. ลำดับคำถามให้ดี ให้เป็นขั้นตอน การถามคำถามที่เป็นขั้นตอนจะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึก การคิดอย่างเป็นระบบต่อเนื่องสัมพันธ์กัน 2. ถามนักเรียนทั้งชั้นแล้วจึงเรียกให้ตอบ การเรียนให้ตอบต้องเรียกให้ทั่วถึง 3. ถามแล้วเว้นระยะให้ผู้เรียนได้มีเวลา ในการคิดหาคำตอบหรือคิดหาเหตุผล 4. ไม่ทวนคำถามและคำตอบ เพราะการทวนคำถามและคำตอบจะทำให้ผู้เรียนไม่สนใจ ฟัง หรือคิดตามคำถามของผู้สอน ถ้าคำตอบไม่ชัดเจนหรือได้ยินไม่ทั่วถึงจึงให้ผู้เรียน ขยายคำตอบ หรือตอบให้ดังขึ้น 5. ไม่ถามคำถามพร้อมกันหลาย ๆ คำถาม เพราะจะทำให้ผู้เรียนสับสน เช่น “ต้น น้ำมันปาล์มเป็นพืชพวกไหน มีลักษณะอย่างไร และจะนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง” 6. ใช้คำถามหลายรูปแบบหรือหลายประเภท เพื่อให้สามารถวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ของ ผู้เรียนได้ครบทุกด้าน 7. ใช้คำถามรุกที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน เพื่อให้ผู้เรียนได้คิดขยายกว้างออกไป 8. เมื่อถามแล้วผู้สอนต้องตั้งใจและสนใจฟังคำตอบของผู้เรียน ซึ่งอาจแสดงออกโดยการ ยิ้มหรือพยักหน้า
74 9. มีเสริมแรงเมื่อผู้เรียนตอบถูก ถ้ายังตอบไม่ชัดเจนให้ถามต่อเพื่อให้ได้คำตอบที่กระจ่าง ขึ้น หรือถ้าผู้เรียนตอบไม่ถูกต้องพยายามหาสาเหตุเพื่อจะอธิบายและนำไปสู่การคิดหาคำตอบที่ถูกต้อง 10. จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ประกอบการใช้คำถามให้พร้อม 11. ให้ผู้เรียนตั้งคำถามถามผู้สอนด้วย 12. ซักถามผู้เรียนอย่างเป็นกันเอง เพื่อให้ดูว่าผู้สอนเป็นผู้ช่วยเหลือไม่ใช่ผู้ที่จะมาซักไซ้ ไล่เลียง 5. ข้อควรคำนึงถึงในการใช้คำถาม ในการตั้งคำถามผู้สอนต้องคำนึงถึงข้อต่อไปนี้ 1. เป็นคำถามที่ตรงประเด็น ควรถามให้เฉพาะเจาะจง กระชับและชัดเจน 2. ใช้ภาษาที่ง่ายแก่การเข้าใจ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ตรงกับความต้องการของผู้สอน 3. ถ้าผู้เรียนตอบถูก ควรมีการเสริมกำลังใจ และถ้าตอบไม่ถูก ควรเสริมแรงกระตุ้นให้ พยายามต่อไป 4. ถ้าไม่มีตอบ ควรถามใหม่ ใช้คำถามที่ง่ายขึ้น หรืออธิบายขยายความ ทำให้ผู้เรียน ได้แนวทางในการตอบ 5. ใช้คำถามให้สอดคล้องกับเนื้อหา วัย สติปัญญา ของผู้เรียน 6. ควรกระตุ้นผู้ที่ไม่สนใจตอบคำถาม ให้มีส่วนร่วมในการคิดตอบด้วย 7. ใช้คำถามให้กลมกลืนกันไปในขั้นตอนต่าง ๆ ของการสอน เป็นการถามที่ถูกจังหวะ และโอกาส 6. ข้อที่ควรหลีกเลี่ยงในการใช้คำถาม 1. ถามคำถามที่ไร้วัตถุประสงค์ 2. ใช้คำในคำถามมากเกินความจำเป็น 3. ใช้คำถามที่มีคำตอบหรือชี้แนะคำตอบอยู่ในคำถาม เช่น “แสงเดินทางเร็วหรือช้ากว่า เสียง” 7. ประโยชน์ของการใช้คำถาม การใช้คำถามมีประโยชน์ดังนี้ 1. ให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักคิดด้วยตนเอง ทำให้เป็นคนช่างคิดช่าง ถาม 2. ทำให้ทราบพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน เพื่อผู้สอนจะได้จัดกิจกรรมการเรียนการ สอนที่เหมาะสมต่อไปได้ 3. ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่เรียนอย่างลึกซึ้ง 4. ทำให้ผู้เรียนสนใจและตั้งใจเรียนมากขึ้น
75 5. ทำให้ทราบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าเข้าใจในสิ่งที่ได้สอนไปแล้วมาก น้อยเพียงใด 6. ทำให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม 7. ทำให้การเรียนการสอนสนุกสนาน มีบรรยากาศที่ดี มีความร่วมมือกันระหว่าง ผู้เรียนกับผู้สอน ทักษะการเสริมกำลังใจ ความสามารถของครูในการใช้ท่าทางและคำพูดเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเต็มใจแสดงพฤติกรรม ที่ครูต้องการ ตลอดจนความสามารถในการทำให้นักเรียนเกิดความภูมิใจในตนเอง เรียกว่าการเสริม กำลังใจ ซึ่งการเสริมกำลังใจถือเป็นเทคนิคการสอนที่ใช้หลักการเรียนรู้ตามทฤษฎีการวางเงื่อนไขของส กินเนอร์ ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น สิ่งเร้าเป็นสัญญาณให้นักเรียน รู้ว่าจะแสดงพฤติกรรมใดบ้าง การให้สิ่งเร้ากับนักเรียนเพื่อให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง ต่อเนื่องกันไป ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ครูควรต้องใช้วิธีการเสริมแรงนักเรียนอยู่ตลอดเวลาซึ่ง สามารถเลือกใช้ได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือเด็กแต่ละคน การให้กำลังใจ การชม ถือ เป็นการใช้หลักจิตวิทยาการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เนื่องจากโดยธรรมชาติของเด็กย่อมต้องการคำชม การ ยอมรับ ทั้งจากครูและจากเพื่อน ครูจึงควรฝึกการเสริมกำลังใจแบบต่าง ๆ จนเป็นนิสัย เลือกการ เสริมกำลังใจให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน ทั้งนี้ถ้าให้นักเรียนได้รับแรงเสริมและพอใจก็จะทำให้ ผู้เรียน เกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 1. วิธีการเสริมกำลังใจ วิธีการเสริมกำลังใจให้ผู้เรียนสามารถทำได้ดังนี้ 1.1 การเสริมกำลังใจด้วยวาจา ครูอาจใช้คำพูดชมเชยในโอกาสต่าง ๆ เช่น 1.1.1 ชมเชยทันที เช่น เก่ง ดี ดีมาก ถูกต้อง มีเหตุผลดี 1.1.2 ชมเชยเชิงแนะนำ บางครั้งนักเรียนตอบถูกเป็นบางส่วนหรือใกล้เคียง ครู ก็อาจชมเชยเชิงแนะ หรือชักจูงให้คิดหาคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์ เช่น เกือบถูกทั้งหมด ยังมีอีกนิด หนึ่ง พยายามดีจริงๆ ลองคิดใหม่อีกครั้ง 1.1.3 ชมเชยย้อนหลัง ในบางครั้งคำตอบของนักเรียนที่ตอบมาแล้วอาจมี ประโยชน์แก่การตอบ ของเด็กคนต่อไป ครูก็ให้นักเรียนคนเดิมทบทวนคำตอบของเขาอีกที เพื่อเป็น แนวทางสำหรับนักเรียนคนอื่นจะตอบได้ถูก การทบทวนคำตอบนี้ถือว่าเป็นการให้กำลังใจไปในตัว เช่น ไหนนักเรียนลองตอบดังๆ อีกทีซิ คำตอบของเธอดีมาก 1.2 การเสริมกำลังใจด้วยท่าทาง เช่น การพยักหน้า ยิ้ม เดินเข้าไปใกล้ สายตาจับ
76 อยู่ที่นักเรียนอย่างตั้งใจ ปรบมือ เขียนคำตอบของนักเรียนบนกระดานดำ เป็นต้น 1.3 การเสริมกำลังใจโดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการชมเชย เช่น ให้นักเรียนปรบมือ หรืออาจจัดกิจกรรมให้นักเรียนแข่งขันและมีการให้คะแนน โดยให้นักเรียนเป็นผู้ให้คะแนนกันเอง 1.4 การเสริมกำลังใจด้วยการให้รางวัล หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ให้สิ่งของ เมื่อ นักเรียนทำถูกต้อง การเขียนเครื่องหมายถูกลงในสมุด การให้ดาว การนำชื่อของผู้ชนะ ผู้ทำถูกขึ้น ป้ายประกาศ การนำผลงานของนักเรียนมาแสดงไว้เป็นตัวอย่าง 1.5 การเสริมกำลังใจด้วยการให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเอง เช่น เมื่อผู้เรียน ทำสิ่งใดถูกก็ให้ทำเครื่องหมายลงในตารางปฏิบัติงานของตนเอง ทำเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเป็นผู้ชนะ หรือ อ่านจบบทเรียนหนึ่งๆ ด้วยตนเองแล้ว 2. หลักในการเสริมกำลังใจ หลักทั่วไปในการเสริมกำลังใจ ที่ครูจะต้องพิจารณาใช้ในการจัดการเรียนการสอน คือ (สุวัฒน์ พุทธเมธา, 2523 : 295 – 297) 2.1 การเสริมกำลังใจ มุ่งสร้างแรงจูงใจ ภายใน (intrinsic motivation) มากกว่า แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) แรงจูงใจภายในเป็นแรงจูงใจที่เกิดจากความต้องการแท้จริงของผู้เรียน เนื่องจากเห็น คุณค่าและประโยชน์ของสิ่งที่เรียน ที่จะสนองความต้องการของตน แรงจูงใจภายนอกเป็นแรงจูงใจที่เกิดจากการที่ผู้เรียนกระทำพฤติกรรมเพื่อ สินจ้าง รางวัล หรือเหตุจูงใจจากสิ่งภายนอกมากกว่าผลที่แท้จริงของการเรียนรู้ แรงจูงใจภายในจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามในบางครั้งครูอาจใช้แรงจูงใจภายนอก บ้างเหมือนกัน ซึ่งครูจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงสิ่งที่จะให้เป็นรางวัล 2.2 การเสริมกำลังใจ ต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเรียนรู้ ที่มุ่งไปสู่ จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ เมื่อนักเรียนทำพฤติกรรมถูกต้องเหมาะสมในอันที่จะเป็นผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่ กำหนด ครูก็เสริมกำลังใจให้แก่ผู้เรียน เพื่อผู้เรียนจะให้กระทำพฤติกรรมนั้นต่อไป และเข้มแข็งขึ้น 2.3 ให้การเสริมกำลังใจทันที เมื่อผู้เรียนทำพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสม การรอเวลา ทำให้การเสริมกำลังใจได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผล 2.4 ให้การเสริมกำลังใจสม่ำเสมอ ในระหว่างที่ผู้เรียนดำเนินการแสวงหาวิธีการ หรือ แนวทางใหม่ ๆ ของการกระทำเพื่อการเรียนรู้ ครูต้องคอยเอาใจใส่สังเกตดูนักเรียนทำงานตลอดเวลา และเสริมกำลังใจผู้เรียนเสมอ เพื่อสนับสนุนผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แสวงหาวิธีการใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาอยู่เสมอ 2.5 ให้การเสริมกำลังใจผู้เรียน ก่อนที่จะลงมือทำงาน หรือเรียนสิ่งนั้นๆ การเสริม
77 กำลังใจในลักษณะนี้ กระทำโดยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า และประโยชน์ของสิ่งที่เรียน ครูกับนักเรียนร่วม วางแผนสิ่งที่เรียนร่วมกัน ฯลฯ 2.6 ให้การเสริมกำลังใจไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอน ที่ผู้เรียนกระทำพฤติกรรมการเรียน ก้าวหน้าไป 2.7 เปลี่ยนแปลงระยะหรือจังหวะของการเสริมกำลังใจออกไป เมื่อผู้เรียนเรียนรู้สิ่งที่ ต้องการแล้ว 2.8 สภาพทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญของการเสริมกำลังใจ ความรัก ความสนใจ การเอาใจใส่และการยอมรับของครู การยอมรับของเพื่อนและ ผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ ครูต้องสร้างบรรยากาศเช่นนี้ขึ้นเพื่อเสริมกำลังใจในการ เรียนรู้ 2.9 แนวคิดทางจิตวิทยาถือว่าครูมีหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ 5 ประการ คือ 2.9.1 พิจารณาสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในตัวผู้เรียน 2.9.2 จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นเงื่อนไขในการสร้างพฤติกรรม 2.9.3 เสริมกำลังใจเพื่อให้พฤติกรรมตอบสนองที่พึงประสงค์เข้มแข็งขึ้นและดำเนิน ต่อไป 2.9.4 ขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกไป 2.9.5 ประเมินผลพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามจุดประสงค์ที่กำหนด 2.10 การลงโทษเป็นการขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ มากกว่าเป็นการเสริม กำลังใจ ให้กระทำพฤติกรรมที่ปรารถนา 2.11 การเสริมกำลังใจอย่างเดียวกัน มีผลไม่เท่าเทียมกันกับนักเรียนทุกคนครูจึง ต้องพิจารณาเลือกใช้วิธีการเสริมกำลังใจให้เหมาะสมกับความแตกต่างของนักเรียน 2.12 ครูเสริมกำลังใจนักเรียน ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ไม่ควรแสดง เกินความจริง ถ้านักเรียนเห็นว่าครู แสดงเกินความจริง นักเรียนจะขาดความเชื่อถือในตัวครู การ เสริมกำลังใจของครูก็ไม่ได้ผล 2.13 การให้รางวัลเป็นสิ่งของ เพื่อเสริมกำลังใจ ครูต้องระวังมิให้เด็กทำเพื่อหวัง สินรางวัล ซึ่งเป็นการผิดจุดประสงค์ของการเรียนรู้ สิ่งของที่ให้ควรเป็นสิ่งของที่มีค่าน้อยหรือไม่มีค่า เลย แต่มากด้วยเกียรติ และความภูมิใจในการกระทำพฤติกรรมสำเร็จตามจุดประสงค์ 2.14 ครูเสริมกำลังใจนักเรียนให้ทั่วถึง การที่ครูขาดการเสริมกำลังใจแก่นักเรียน บางคนจะเป็นด้วยความพลั้งเผลอ หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม อาจทำให้นักเรียนคิดว่า ครูลำเอียง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน 2.15 การให้นักเรียนทำงานเหมาะสมกับความสามารถ ประสบความสำเร็จในการ
78 กระทำเป็น การเสริมกำลังใจที่สำคัญ 2.16 ครูควรใช้การเสริมกำลังใจในทางบวกมากกว่าทางลบ คือ ให้นักเรียนทำ พฤติกรรมด้วยความสุข ความพอใจ มากกว่าต้องนำพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยความกลัวถูกลงโทษ ทักษะการอธิบาย การอธิบาย หมายถึง การบอกกล่าวขยายความ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจชัดเจนขึ้น อาจเป็นการ อธิบายข้อความที่สอน อธิบายเพื่อเปรียบเทียบ อธิบายเพื่อให้เห็นขั้นตอน ดังนั้นการอธิบายจึงเป็น กระบวนการสื่อความหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจแนวคิดและเรื่องได้อย่างถูกต้องครบถ้วน เป็น เครื่องมือที่สำคัญในการสอน เป็นการบอกและให้ความรู้แก่ผู้เรียน ซึ่งต้องใช้เทคนิคหลายอย่าง เช่น การบรรยาย การพรรณนาลักษณะต่าง ๆ การชี้แนวทางในการคิด การตอบคำถาม และการบอกให้ ผู้เรียนทำงาน 1. ลักษณะของการอธิบายที่ดี ลักษณะของการอธิบายที่ดีมีดังนี้ คือ 1. ต้องมีจุดประสงค์ในการอธิบายว่า จะอธิบายเพื่ออะไร เช่น อธิบายเพื่อให้ความรู้ ใหม่ อธิบายเพื่อตอบคำถามข้อสงสัย อธิบายเพื่อให้แนวทางผู้เรียนไปค้นคว้า อธิบายวิธีการทดลอง อธิบายขั้นตอนการสาธิต เป็นต้น 2. มีลำดับขั้นตอนในการอธิบาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนลำดับแนวคิดได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สับสน 3. ใช้ภาษาง่ายๆ เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน 4. การอธิบายต้องสั้น กะทัดรัด แต่สื่อสาระสำคัญให้ครบ 5. ใช้วิธีอธิบายที่น่าสนใจ 6. ให้ความรู้ความคิดใหม่ ๆ 7. เน้นในจุดที่สำคัญ หรืออาจดึงประเด็นที่สำคัญเขียนบนกระดาน 8. ยกตัวอย่างประกอบด้วย ตัวอย่างนั้นจะต้องขยายการอธิบายให้เกิดความชัดเจน และเข้าใจได้ง่ายขึ้น 9. ใช้สื่อประกอบการอธิบาย ซึ่งทำให้การอธิบายน่าสนใจและเข้าใจดีขึ้น 10. ระหว่างอธิบาย กระตุ้นให้ผู้เรียนซักถามข้อสงสัยด้วย 11. ระหว่างการอธิบาย ตั้งคำถามผู้เรียนด้วยเพื่อวัดผลการอธิบายว่าผู้เรียนเข้าใจหรือ เรียนรู้ตามที่ต้องการหรือไม่ 12. ให้ข้อสรุปของเรื่องที่อธิบายแล้วทั้งหมด และให้ข้อเสนอแนะที่ผู้เรียนจะนำไปใช้ ประโยชน์ต่อไปได้
79 2. วิธีการที่ใช้การอธิบาย การอธิบายอาจใช้วาจาประกอบกับท่าทาง สื่อ หรือกิจกรรมที่เลือกให้เหมาะสมกับลักษณะ ของเนื้อหา และลักษณะของผู้เรียน สำหรับวิธีการที่ใช้ในการอธิบายมี 2 แบบ คือ 1. วิธีการอธิบายแบบนิรนัย เป็นวิธีการอธิบายที่เริ่มจากกฎเกณฑ์ หลักการ แนวคิด ไปสู่รายละเอียดเพื่อให้ข้อเท็จจริง วิธีการ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ 2. วิธีการอธิบายแบบอุปนัย เป็นวิธีการอธิบายที่เริ่มจากการให้รายละเอียดต่าง ๆ โดยอธิบายจากเรื่องง่ายๆ ไปหาเรื่องที่ยาก จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปยังสิ่งที่เป็นนามธรรม แล้วสรุป เป็นเกณฑ์ หลักการ และแนวคิด 3. การวัดผลการอธิบาย ในการอธิบายจะต้องมีการวัดผลการอธิบายด้วย เพื่อผู้สอนจะได้ทราบผลของการอธิบาย ของตนว่า ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ผู้สอนจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการอธิบาย เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนและเข้าใจดียิ่งขึ้น วิธีการวัดผลการอธิบาย ได้แก่ การถามคำถาม การสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน เช่น การ ซักถาม การแสดงความคิดเห็น เป็นต้น ทักษะการใช้ผังกราฟิก การใช้ผังกราฟิก (graphic organizers) เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากการจัด โครงสร้างความคิดล่วงหน้าตามทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful learning theory) ของเดวิด ออซูเบล (David P. Ausubel) นักจิตวิทยาอเมริกัน ที่เสนอการจัดโครงสร้างความคิด หรือ โครงสร้างภาพรวมล่วงหน้า เพื่อใช้สำหรับอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาจากตำรา หลังจากนั้นมี แผนภาพแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นมากกว่า 20 ชนิด รวมทั้งโครงสร้างภาพรวมที่นำมาใช้ทำความเข้าใจ บทความที่มีความยาวมากๆ โดยนำเสนอข้อมูลในรูปไดอะแกรม และรูปภาพต่าง ๆ ทฤษฎีของอูซูเบลเป็นทฤษฎีที่หาหลักการอธิบายการเรียนรู้ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้ที่ ปรากฏในหนังสือที่โรงเรียนใช้กับความรู้เดิมที่อยู่ในสมองของผู้เรียนในโครงสร้างสติปัญญา (cognitive structure) เขาเรียกทฤษฏีนี้ว่า “ทฤษฏีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย” (meaningful verbal learning) โดยนิยามว่า “การเรียนรู้อย่างมีความหมายเป็นการเรียนที่ผู้เรียนได้รับมาจากการที่ ผู้สอน อธิบายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ให้ทราบและผู้เรียนรับฟังด้วยความเข้าใจ โดยผู้เรียนเห็น ความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้กับโครงสร้างภาพรวมที่ได้เก็บไว้ในความทรงจำ และจะสามารถ นำมาใช้ในอนาคต” ออซูเบลมีมุมมองว่าสมองของมนุษย์มีการจัดความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้อย่างมีระบบที่ เรียกว่า “โครงสร้างทางปัญญา” ซึ่งมีการจัดลำดับความสัมพันธ์เชื่อมโยงจากความคิดรวบยอด
80 (concept) ที่กว้างและครอบคลุมลงมาจนถึงความคิดรวบยอดย่อยๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจง ดังนั้นการ เรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงควรจะต้องเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful learning) ที่ผู้เรียนสามารถนำการเรียนรู้ใหม่เข้าไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือความคิดรวบยอดที่มีอยู่ แล้ว โดยความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้อย่างมีความหมายจะถูกเก็บไว้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง อันเป็นผลจาก การดูดซึม (assimilation) กับความรู้เดิมที่มีอยู่และจะช่วยขยายความรู้เดิมหรือมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ถ้าในการเรียนรู้สิ่งใหม่นั้นผู้เรียนมีพื้นฐานที่เชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมได้ ซึ่ง จะทำให้การเรียนรู้สิ่งใหม่นั้นมีความหมาย ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้จากการรับข้อมูลข่าวสารหรือเกิด จากการค้นพบด้วยตนเอง และวิธีเรียนนั้นอาจจะเป็นการเรียนรู้อย่างเข้าใจและมีความหมาย หรือการ เรียนรู้แบบท่องจำโดยไม่ใช้ความคิด ซึ่ง ออซูเบล แบ่งการเรียนรู้เป็น 4 ประเภทคือ การเรียนรู้ด้วยการ รับอย่างมีความหมาย (meaning reception learning) การเรียนรู้ด้วยการท่องจำโดยไม่ใช้ความคิด (rote reception learning) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบอย่างมีความหมาย (meaningful discovery learning) และการเรียนรู้ด้วยการค้นพบแบบท่องจำโดยไม่ใช้ความคิด (rote discovery learning) ออซูเบลยังได้เสนอแนะเกี่ยวกับเทคนิค “การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า” (advance organizer) หรือการ “แนะนำรายวิชาก่อนเรียน” (orientation) นั่นเอง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ อย่างมีความหมายจากการสอนหรือบรรยายของครู โดยการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ที่มีมา ก่อนกับข้อมูลใหม่ หรือความคิดรวบยอดใหม่ ที่จะต้องเรียน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี ความหมายที่ไม่ต้องท่องจำ หลักการทั่วไปที่นำมาใช้ เช่น การจัดเรียบเรียงข้อมูลข่าวสารที่ต้องการให้ เรียนรู้ออกเป็นหมวด การนำเสนอกรอบ หลักการกว้างๆ ก่อนที่จะให้เรียนรู้ในเรื่องใหม่ การแบ่ง บทเรียนเป็นหัวข้อที่สำคัญและบอกให้ทราบเกี่ยวกับหัวข้อสำคัญที่เป็นความคิดรวบยอดใหม่ที่จะต้อง เรียน การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้านี้มีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นวิธีการสร้างการเชื่อมช่องว่าง ระหว่างความรู้ที่ผู้เรียนได้รู้แล้ว (ความรู้เดิม) กับความรู้ใหม่ที่ได้รับ ผู้สอนควรจะใช้เทคนิค การจัดการ ล่วงหน้า ช่วยผู้เรียนในการเรียนรู้ทั้งประเภทการรับอย่างมีความหมายและการค้นพบอย่างมี ความหมาย เนื่องด้วยทฤษฏีของเขาเน้นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีความเข้าใจและมีความหมาย การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้เรียนรวมหรือเชื่อมโยง (subsume) สิ่งที่เรียนรู้ใหม่หรือข้อมูลใหม่ ซึ่ง อาจจะเป็นความคิดรวบยอด(concept) หรือความรู้ที่ได้รับใหม่ในโครงสร้างสติปัญญากับความรู้เดิมที่ อยู่ในสมองของผู้เรียนอยู่แล้ว ทฤษฎีของอูซูเบลบางครั้งจึงเรียกว่า ทฤษฏีเชื่อมโยงความรู้ (subsumption theory) ทฤษฏีของอูซูเบลถูกพัฒนาจนกลายเป็นสื่อทางการเรียนการสอนที่เรียกว่า “โครงสร้าง ภาพรวม (presenting first or structure overview)” ต่อมาได้รับความนิยมเรียกเป็น “ผังกราฟิก (graphic organizer)” ซึ่งได้รับความนิยมในการใช้เป็นเครื่องมือจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ โจเซฟ
81 โดนัล โนวัค (Joseph Donald Novak) ได้พัฒนารูปแบบจนกลายเป็น “ผังความคิดรวบยอด (concept mapping)” ซึ่งทำให้การเรียนการสอนด้วยผังกราฟิกได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งในแวดวง การศึกษาในปัจจุบันผังกราฟิกจึงคือ เครื่องมือช่วยแสดงความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมในลักษณะของ ภาพ โดยสื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันของเนื้อหาหรือข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งผังกราฟิกมีหลาย รูปแบบ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้หรือสร้างขึ้นเองได้ตามความสะดวกและเหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งใน ปัจจุบันก็มีผู้ที่มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการสร้างผังกราฟิกขึ้นมาช่วยในการคิดในเรื่องต่าง ๆ เช่น โทนี บู ซาน (Tony Buzan) โจเซฟ โนวัค เป็นต้น ผังกราฟิก เป็นเครื่องมือหรือแผนภาพที่ได้จากการนำข้อมูลดิบ หรือจากแหล่งต่าง ๆ มาทำ การจัดกระทำข้อมูลและนำเสนอข้อมูล โดยอาศัยทักษะการคิดต่าง ๆ ในการจัดกระทำ ข้อมูล ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสังเกต เปรียบเทียบ จัดเรียงลำดับ จัดประเภท และการใช้ ตัวเลข เพื่อให้เกิดความจำ และความเข้าใจในเนื้อหา ผังกราฟิกที่นิยมใช้โดยทั่วไปมีอยู่จำนวนมาก ใน ที่นี้ได้เสนอผังกราฟิกโดยแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการนำเสนอข้อมูลดังนี้ 1. ผังกราฟิกที่มีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นมโนทัศน์ มีดังนี้ 1.1) ผังความคิด เป็นผังกราฟิกที่แสดงความสัมพันธ์ของสาระ หรือความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นโครงสร้างในภาพรวม โดยใช้ตำแหน่ง ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง สี เครื่องหมาย รูปทรง เรขาคณิต และภาพแสดงความหมายและเชื่อมโยงของความคิดหรือสาระนั้นๆ 1.2) ผังมโนทัศน์ เป็นผังกราฟิกที่แสดงมโนทัศน์หรือความคิดรวบยอดใหญ่ไว้ตรง กลางและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์และมโนทัศน์ย่อยๆ เป็นลำดับขั้น ด้วยเส้นเชื่อมโยง 2. ผังกราฟิกที่มีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นการเปรียบเทียบ มีดังนี้ 2.1) เวนน์ไดอะแกรม เป็นผังกราฟิกที่เป็นผังวงกลม 2 วง หรือมากกว่า ที่มีส่วน หนึ่งซ้อนกันอยู่ เวนน์ไดอะแกรมเป็นผังกราฟิกที่เหมาะสำหรับการนำเสนอสิ่ง 2 สิ่ง ซึ่งมีความเหมือน และความแตกต่าง 2.2) ทีชาร์ต เป็นผังกราฟิกที่แสดงความแตกต่างของสิ่งที่ศึกษา 2.3) แผนภูมิกง เป็นแผนผังกราฟิกที่แสดงการเปรียบเทียบข้อมูลโดยเป็นการ แสดงสัดส่วนของข้อมูล 2.4) แผนภูมิแท่ง เป็นผังกราฟิกทีแสดงให้เห็นและเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวแปร ต่าง ๆ ได้ชัดเจน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว โดยตัวแปรนั้นมีค่าไม่ต่อเนื่อง 2.5) ตารางเปรียบเทียบ เป็นผังกราฟิกที่เสนอข้อมูลในรูปแบบตารางช่วยให้เข้าใจ ได้ง่าย เพราะจัดข้อมูลไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งข้อมูลที่เสนอนั้นอาจเป็นการเปรียบเทียบความเหมือนกัน หรือต่างกันของข้อมูล 3. ผังกราฟิกที่มีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผล มีดังนี้
82 3.1) ผังก้างปลา เป็นผังกราฟิกที่นำเสนอข้อมูลให้เป็นถึงสามเหตุและผลของ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง 3.2) ผังใยแมงมุม เป็นผังกราฟิกที่ใช้แสดงมโนทัศน์แบบหนึ่งโดยแสดงความคิด รวบยอดใหญ่ไว้ตรงกลาง และเส้นที่แยกออกจากความคิดรวบยอดใหญ่จะแสดงรายละเอียดของ ความคิดนั้น 4. ผังกราฟิกที่มีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นการเรียงลำดับเหตุการณ์ หรือ ขั้นตอนมีดังนี้ 4.1) ผังเรียงลำดับ ใช้แสดงลำดับขั้นตอนของสิ่งต่าง ๆ หรือกระบวนการต่าง ๆ 4.2) ผังวัฏจักร เป็นผังกราฟิกที่แสดงลำดับขั้นตอนที่ต่อเนื่องกันเป็นวงกลม หรือ เป็นวัฎจักรที่ไม่แสดงจุดสิ้นสุดหรือจุดเริ่มต้นที่แน่นอน 4.3) ผังเสนอปัญหาและการแก้ปัญหา เป็นการแสดงให้เห็นถึงการแยกแยะ ปัญหาและพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลากหลาย 5. ผังกราฟิกที่มีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นการจัดหมวดหมู่และการแบ่ง ประเภท เป็นผังกราฟิกที่ใช้แสดงการจัดข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาออกเป็นหมวดหมู่ โดยจัดสิ่งที่ มีสมบัติบางประการร่วมกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันในการจำแนกประเภทของสิ่งที่ศึกษานั้นต้องมีเกณฑ์ที่ ใช้ในการจำแนกเสมอ จากตัวอย่างของเทคนิคการใช้ผังกราฟิกแบบต่าง ๆ ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถสรุปความได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการ รวบรวมความคิดของผู้เรียนให้สามารถจัดระบบความคิด ตลอดจนการเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ ทั้งหมดในเรื่องที่เรียนได้ดียิ่งขึ้น สรุป ทักษะและเทคนิคการสอนเป็นความชำนาญ ความคล่องแคล่วในการดำเนินกิจกรรมการสอน ของครูให้สำเร็จลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ครูวิทยาศาสตร์จะต้องใช้เพื่อให้การเรียนการสอน มีประสิทธิภาพ ได้แก่ ทักษะการนำเข้าสู่บทเรียน ทักษะการสรุปบทเรียน ทักษะการใช้คำถาม ทักษะ การเสริมกำลังใจ ทักษะการอธิบายเป็นกระบวนการสื่อความหมาย เทคนิคการใช้ผังกราฟิก ฯลฯ ทักษะการนำเข้าสู่บทเรียน เป็นทักษะที่ครูใช้ในกิจกรรมก่อนเริ่มสอนเพื่อกระตุ้นความสนใจ ของผู้เรียน เชื่อมโยงความรู้เก่าและความรู้ใหม่ และเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในการเรียนเรื่อง ต่อไป ทักษะการสรุปบทเรียน เป็นการทบทวนรวบยอดเพื่อให้เห็นภาพรวมการสรุปต้องเน้น สาระสำคัญของเรื่องหรือบทเรียนและชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของแต่ละเรื่อง
83 ทักษะการใช้คำถาม เป็นทักษะที่มีความจำเป็นในการสอนวิทยาศาสตร์ เนื่องจากการจัดการ เรียนการสอนส่วนใหญ่ในชั้นเรียนจะต้องมีการใช้คำถามเพื่อประเมินความรู้เดิมของผู้เรียน กระตุ้นให้ ผู้เรียนได้ใช้ความคิดและค้นหาแนวคิดใหม่ ๆ หรือใช้เพื่อนำเข้าสู่บทเรียนในการเชื่อมโยงความรู้เดิมเข้า กับความรู้ใหม่ ทบทวนหรือสรุปบทเรียน วัดและประเมินผลการเรียนตลอดจนให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียน ทักษะการเสริมกำลังใจ เป็นความสามารถของครูในการใช้ท่าทางและคำพูดเพื่อกระตุ้นให้ นักเรียนเต็มใจแสดงพฤติกรรมที่ครูต้องการ ตลอดจนความสามารถในการทำให้นักเรียนเกิดความ ภูมิใจในตนเอง ทักษะการอธิบายเป็นกระบวนการสื่อความหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจแนวคิดและเรื่องได้ อย่างถูกต้องครบถ้วน เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสอน เป็นการบอกและให้ความรู้แก่ผู้เรียน วิธีการ อธิบายสามารถทำได้ดังนี้ คือ วิธีการอธิบายแบบนิรนัย และวิธีการอธิบายแบบอุปนัย เทคนิคการใช้ผังกราฟิก เป็นเทคนิคการสอนที่ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนได้ ผู้เรียนสามารถนำมโนทัศน์ที่ได้เรียนรู้มาจัดระบบ จัดลำดับ และเชื่อมโยง ความสัมพันธ์แต่ละมโนทัศน์ที่มีความเกี่ยวข้องกันเข้า โดยฝึกให้ผู้เรียนรู้จักการสังเกต เปรียบเทียบ ค้นคว้า สร้างความคิดรวบยอด และสามารถสรุปความรู้ที่ได้เป็นกรอบมโนทัศน์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ คำถามทบทวน 1. จงอธิบายความหมายของทักษะและเทคนิคการสอน 2. ทักษะและเทคนิคการสอนมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์อย่างไร 3. จงบอกถึงประโยชน์ในการนำเข้าสู่บทเรียน ทักษะการสรุปบทเรียน ทักษะการใช้คำถาม ทักษะการเสริมกำลังใจ ทักษะการอธิบาย และเทคนิคการใช้ผังกราฟิก ที่มีต่อการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ 4. จงอธิบายถึงวิธีการในการใช้ ทักษะนำเข้าสู่บทเรียน ทักษะการสรุปบทเรียน ทักษะการ ใช้คำถาม ทักษะการเสริมกำลังใจ ทักษะการอธิบาย และเทคนิคการใช้ผังกราฟิก ที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการสอนวิทยาศาสตร์ 5. จงอธิบายความหมายของระยะเวลาในการรอคอยคำตอบและวิธีการนำไปใช้ในการเรียน การสอนที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ 6. การใช้คำถามในการสอนวิทยาศาสตร์มีกี่แบบ แต่ละแบบมีลักษณะของคำถามเป็นอย่างไร จงอธิบาย
84 เอกสารอ้างอิง กฤษณา ศักดิ์ศรี. (2530). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์บำรุงสาสน์. จันทร์เพ็ญ เชื้อพานิช. (2525). “เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์”. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการ สอน วิทยาศาสตร์ หน่วยที่ 7. กรุงเทพมหานคร : ยูไนเต็ดโปรดักชั่น. จินตนา สุขมาก. (ม.ป.ป.). หลักการสอน. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา. ทิศนา แขมมณี. (2547). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ประจวบจิตร คำจัตุรัส. (2537). “การสอนวิทยาศาสตร์(1)”. ในประมวลชุดวิชา สารัตถะและวิทย วิธีทางวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยที่ 8-12. กรุงเทพมหานคร : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. พัชรา ทวีวงศ์ ณ อยุธยา. (2537). “การพัฒนาการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์”. ในประมวล ชุดวิชาสารัตถะและวิทยวิธีทางวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยที่ 5-7. กรุงเทพมหานคร : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : แนวคิดวิธีและเทคนิคการ สอน. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว). ภพ เลาหไพบูลย์. (2537). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช. วรรณทิพา รอดแรงค้า. (ม.ป.ป.). เพื่อพัฒนากระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิมล สำราญวาณิช. (2532). การสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
85 บทที่ 4 สื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับผู้เรียน คือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ ปรากฏการณ์ เหตุการณ์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้ผู้เรียนได้ค้นพบกับคำตอบของทุกปรากฏการณ์ด้วย ตัวเอง โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ ประสบการณ์เข้ากับกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ ผ่าน การทดลอง การสร้างแบบจำลอง ผนวกกับการคิดเชิงวิเคราะห์ และสร้างสรรค์ สื่อการเรียนการสอนจึงมี ความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างความสนใจใฝ่รู้ในการเรียน และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มี ความรู้ ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การใช้สื่อที่ดีและมีความหลากหลายเป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เรียนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการคิด รวมถึงทำให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีทางการเรียน สื่อที่ใช้ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ควรนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของเนื้อหาในแต่ละเรื่องเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ ประโยชน์จากสื่อในการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ความหมายของสื่อการสอน มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ ดังนี้ นิคม ทาแดง (2526: 81-84) ได้ให้ความหมายของสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ว่า หมายถึงสิ่งต่างๆทั้ง ทางด้านกายภาพ จิตภาพ ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เนื้อหาที่เป็นความรู้ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์สิ่งต่างๆนั้นได้แก่วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรของจริง และ สัญลักษณ์ต่างๆ รวมทั้งสถานการณ์ที่เกิดจากกิจกรรมการเรียนการสอน โสภณ จาเลิศ (2548) ได้ให้ความหมายของสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ว่าหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ ผู้สอนนำมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้เรียน เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ทั้งนี้รวมทั้งตัวบุคคล สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม วัสดุอุปกรณ์ทางโสตทัศนะ กิดานันท์ มลิทอง ( 2543: 89) ได้ให้คำจำกัดความของสื่อการสอนไว้ว่า “สื่อชนิดใดก็ตาม ไม่ว่าจะ เป็น เทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ แผนภูมิ ภาพนิ่ง ฯลฯ ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน สิ่ง เหล่านี้เป็นวัสดุทางกายภาพที่นำมาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษา เป็นสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางสำหรับทำ ให้การสอนของผู้สอนส่งถึงผู้เรียนทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ผู้สอน วางไว้อย่างดี” จากข้างต้นจะพบว่าในระเบียบการเรียนการสอน สิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนสาระอันได้แก่ เนื้อหาสาระของบทเรียน ประสบการณ์ แนวคิด ทักษะ เจตคติ กระบวนการระหว่าง
86 ผู้สอนกับผู้เรียน โดยเฉพาะในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ที่นอกจากผู้สอนจะมุ่งให้ผู้เรียนได้รับความรู้ในเนื้อหาแล้ว ผู้สอนยังจะต้องเน้นในเรื่องของกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้วิธีการทาง วิทยาศาสตร์ การใช้ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ทั้ง 13 ทักษะ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้นการนำสื่อการสอนมาใช้ให้เหมาะสมสอดคล้อง ความสัมพันธ์กับลักษณะธรรมชาติของวิชา จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นครูผู้สอนจะต้องรู้จักวิเคราะห์เนื้อหาและ สื่อที่นำมาใช้ในแต่ละขั้นตอนเพื่อให้ ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ พึงพอใจ ส่งผลให้การเรียนการสอนมี ประสิทธิภาพ คุณค่าของสื่อการสอน สื่อการสอนเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากในระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันเนื่องจากจะช่วยให้ผู้เรียน และผู้สอนสามารถบรรลุยังเป้าหมายของการจัดกิจกรรมการสอนในแต่ละครั้ง และเพื่อพิจารณาถึงคุณค่าของ สื่อการสอน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน คือ คุณค่าของสื่อต่อผู้เรียนและคุณค่าของสื่อต่อผู้สอน ทั้งนี้ Kemp (Kemp, J.R. 1989 อ้างถึงใน กิดานันท์ มลิทอง, 2540: 83) ได้พิจารณาเกี่ยวกับประโยชน์ของสื่อไว้ ดังนี้ 1. คุณค่าของผู้เรียน 1.1 ช่วยกระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียน สื่อการสอนช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเนื้อหาของบทเรียน ที่ถูกนำเสนอผ่านทางสื่อการ สอนความสนใจของผู้เรียนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเรียนรู้ เพราะอาจนับได้ว่าความสนใจเป็นบัน ใดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียนในที่สุด ตัวอย่างของการใช้สื่อการสอนในกรณีนี้ เช่น ก่อนที่จะ เริ่มต้นการสอน ผู้สอนทำการฉายวีดีทัศน์ที่เป็นโฆษณาตามโทรทัศน์ ซึ่งมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน บทเรียน ความน่าสนใจของสื่อ วีดีทัศน์จะช่วยกระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสนใจฟัง เนื้อหาหลักของบทเรียนต่อไป 1.2 ช่วยให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็ว สื่อการสอนควรเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนรับรู้และทำความเข้าใจเนื้อหา บทเรียนได้อย่างสะดวก ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทเรียนที่มีเนื้อหา มีความสลับซับซ้อน หรือยากที่จะทำความเข้าใจ ตัวอย่างของการใช้สื่อการสอน เช่น การใช้ภาพวาดเพื่อแสดงให้เห็นถึงเส้นทาง การไหลเวียนโลหิตในร่างกาย หรือการใช้หุ่นจำลองเพื่อแสดงให้ถึงลักษณะตำแหน่งที่ตั้งของงอวัยวะภายใน ร่างกาย เป็นต้น การใช้สื่อการสอนจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้รวดเร็วและง่ายขึ้น นอกจากนี้ยัง ช่วยลดปัญหาของการสื่อความหมายโดยการพูดซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและตรง กับวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน 1.3 ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลในบริบทของการเรียนรู้
87 บุคคลหรือผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ เช่น เพศ ระดับสติปัญญา ความ ถนัด ความสนใจ สมรรถภาพทางกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยอาจทำให้ ผู้เรียนเกิดความถนัด หรือความสามรถในการรับรู้และการเรียนรู้ที่แตกต่าง การใช้สื่อการสอนจะช่วยลด อุปสรรคหรือแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีผลต่อการเรียนรู้ ให้ลดลงหรือหมดไป ตัวอย่างเช่น การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (computer assisted instruction หรือ CAI) ให้ผู้เรียนเรียนเป็น รายบุคคล จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละคนใช้เวลาในการเรียนตามความสามรถในการเรียนของตนเอง เลือก ลำดับหรือเนื้อหาบทเรียนตามที่ตนเองสนใจหรือถนัดในกรณีนี้สื่อการสอนจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการ เรียนรวมกันในชั้นเรียน ที่ผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้ามักจะทำความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ไม่ทันกับกลุ่มผู้เรียนที่ เรียนได้เร็วกว่า เป็นต้น 1.4 ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน สื่อการสอนที่ถูกออกแบบมาให้ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่น การใช้เกมต่อภาพ (jigsaw) ขังขันกันเป็นกลุ่มเพื่อหาคำตอบจากภาพที่ต่อเสร็จสมบูรณ์ การใช้ เกมแขวนคอ (hang man) เพื่อทายคำศัพท์ เป็นต้น สื่อการสอนเหล่านี้ช่วยเอื้ออำนวยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน หรือระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ช่วยให้บรรยากาศของการเรียนการสอนมีชีวิตชีวา มีสังคม ในห้องเรียนเกิดขึ้น นำมาซึ่งการช่วยเหลือกันในด้านการเรียนรู้ต่อไป 1.5 ช่วยให้สามารถนำเนื้อหาที่มีข้อจำกัดมาสอนในชั้นเรียนได้ ตัวอย่างเนื้อหาที่มีข้อจำกัด เช่น เนื้อหาที่มีความอันตราย เนื้อหาที่เป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ ในอดีต เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับระยะทางที่ไกล เนื้อหามีค่าใช้จ่ายสูง เป็นต้น การใช้สื่อการสอนช่วยลดหรือขจัด ปัญหาหรือข้อจำกัดเหล่านี้ออกไปได้ ตัวอย่างเช่น การฉายวีดีทัศน์ที่บันทึกเหตุการณ์ในอดีตไว้ การใช้ ภาพถ่ายพื้นผิวดวงจันทร์ การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรูปแบบของสถานการณ์จำลองเพื่อฝึกทักษะ การตัดสินใจเรื่องของการปลดชนวนวัตถุระเบิด การใช้ Flight Simulator เพื่อฝึกนักบินเป็นต้น การใช้สื่อ การสอนช่วยขจัดปัญหาในการสอนเนื้อหาที่มีข้อจำกัดที่ได้กล่าวไปแล้ว 1.6 ช่วยให้ผู้เรียนเรียนอย่างกระตือรือร้น และมีส่วนร่วมกับการเรียน สภาพการเรียนการสอนที่ดี ต้องจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น (active learning) สื่อการสอนที่ได้รับการรออกแบบเป็นอย่างดี ต้องเป็นสื่อการสสอนที่สามารถกระตุ้น หรือเร้าให้ผู้เรียนทำการ เรียนรู้ด้วยความกระตือรือร้น โดยให้ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน โดยควรเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ด้านการใช้ ความคิดหรือกิจกรรมทางสมอง ตัวอย่าง ของสื่อการสอนสามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เรียนต้องเรียนรู้อย่าง กระตือรือร้น หรือมีส่วนร่วมกับการเรียน ได้แก่หนังสือบทเรียนแบบโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น
88 1.7 ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน และเบื่อหน่ายต่อการเรียน หากโดยปกติแล้วผู้สอนใช้วิธีการสอนแบบบรรยายเป็นส่วนใหญ่ การใช้สื่อการสอนจะเป็น การเปลี่ยนบรรยากาศให้แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยปฏิบัติ เป็นประจำในชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายต่อ การเรียน สื่อการสอนบางอย่างยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเพลิดเพลินในการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ตัวอย่างเช่น การใช้สไลด์ประกอบเสียง การทดลองในห้องปฏิบัติการ การชมนิทรรศการเป็นต้น 2. คุณค่าต่อผู้สอน 2.1 ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมการสอนหรือเนื้อหาการสอน เมื่อใช้สื่อการสอนผู้สอนไม่ต้องจดจำเนื้อหาบทเรียนทั้งหมด เพื่อนำมาบรรยายด้วยตนเอง เพราะรายละเอียดของเนื้อหาบทเรียนส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอผ่านทางสื่อการสอน ซึ่งช่วยลดงานในการเตรียม ตัวสอนลงไปได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องสอนซ้ำในเนื้อหาเดิม ก็สามารถนำสื่อการสอนที่เคยใช้ สอนกลับมาใช้ได้อีก การใช้สื่อการสอนยังสามารถลดภาระเรื่องเวลาในการสอนได้อีกเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ การใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็น ต้น กรณีเหล่านี้ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง โดยผู้สอนไม่ต้องใช้เวลามาสอนผู้เรียนโดยตัวผู้สอนเอง 2.2 ช่วยสร้างบรรยากาศในการสอนให้น่าสนใจ ในการสอนด้วยบรรยากาศอย่างเดียวกันนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนควรจะต้องมี ความสามารถเฉพาะตัวในการกระตุ้นและตรึงความสนใจของผู้เรียน ตลอดจนการสร้างบรรยากาศในการเรียน ให้มีความสนใจ ซึ่งถ้าไม่เช่นนั้นแล้วการใช้สื่อการสอนจะช่วยสร้างบรรยากาศในการเรียนให้มีความน่าสนใจ ขึ้นมาได้ 2.3 ช่วยสร้างความมั่นใจในการสอนให้ผู้สอน ในกรณีที่เนื้อหาบทเรียนมีหลายขั้นตอน มีการเรียงลำดับ มีจำนวนมาก หรือยากที่จะจดจำ การใช้สื่อการสอนจะช่วยให้มีความมั่นใจในการสอนมากขึ้น เพราะเนื้อหาเหล่านั้นสามารถที่จะบันทึกไว้ได้ใน สื่อการสอน ตัวอย่างเช่น การใช้แผ่นใส ซึ่งช่วยผู้สอนในเรื่องของการลำดับการสอน เนื้อหาตลอดจน ข้อความที่ยากต่อการจดจำได้อย่างดี เมื่อใช้สื่อการสอน ผู้สอนจะมีความมั่นใจในเรื่องลำดับการสอน และ เนื้อหาการสอน 2.4 กระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่อผู้สอนเห็นคุณค่าของสื่อการสอน ผู้สอนก็จะนำสื่อการสอนมาใช้ในการสอนของตนเอง ซึ่งในขั้นตอนการเตรียมผลิตสื่อการสอน การเลือกสื่อการสอน หรือการจัดหาสื่อการสอนตลอดจนการ แสวงหาเทคนิคใหม่ๆมาใช้ในการสอน จะทำให้ผู้สอนเป็นผู้มีความตื่นตัว และมีการพิจารณาเพื่อทำให้การ สอนบรรลุวัตถุประสงค์ และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ มีความกระตือรือร้นในการสอน สนุกสนาน ทำ ให้บทเรียนไม่น่าเบื่อหน่าย อีกทั้งยังส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้เรียนและผู้สอน นอกจากนี้สื่อยังช่วยใน การแบ่งเบาภาระงานสอนของผู้สอนได้อีกด้วย ตลอดจนช่วยในการสร้างบรรยากาศในการสอนให้น่าสนใจ
89 สื่อจึงมีบทบาทอย่างมากในความสำเร็จของกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งคุณค่าของสื่อการสอนคือการช่วยให้ อำนวยความสะดวกให้ผู้สอนในการนำพาผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง ประเภทของสื่อ สื่อการสอนมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท แต่ละประเภทมีประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนแตกต่าง กัน และเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของสื่อของนักการศึกษาแต่ละทางจึงแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างที่ นำมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้ 1. การแบ่งประเภทของสื่อการสอนตามกรวยประสบการณ์ กรวยประสบการณ์ (cone of experience) ของเอดการ์ เดล (edgar dale) ได้แสดงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ และขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้สื่อแต่ละ ประเภท เอ็ดการ์เดล ได้แบ่งประเภทของสื่อออกเป็น 10 ประเภทโดยยึดประสบการณ์ที่ผู้เรียนจะได้รับ โดย เรียงลำดับจากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม เอดการ์ เดล ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง โสตทัศนูปกรณ์ และแสดงเป็นขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้สื่อ นำมาสร้างเป็น “กรวย ประสบการณ์” (cone of experience) แบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย (direct, purposeful experience) เป็น ประสบการณ์ที่เป็นรากฐานของประสบการณ์ทั้งปวง เพราะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงได้เห็น ได้ยินเสียง ได้สัมผัสด้วยตนเอง เช่น การเรียนจากของจริง (real object) ได้ร่วม กิจกรรมการเรียนด้วยการลงมือกระทำ เป็นต้น ขั้นที่ 2 ประสบการณ์จำลอง (contrived simulation experience) จากข้อจำกัดที่ไม่ สามารถจัดการเรียนการสอนจากประสบการณ์จริงให้แก่ผู้เรียนได้ เช่น ของจริงมีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป มี ความซับซ้อน มีอันตราย จึงใช้ประสบการณ์จำลองแทน เช่น การใช้หุ่นจำลอง (model) ของตัวอย่าง (specimen) เป็นต้น ขั้นที่ 3 ประสบการณ์นาฏการ (dramatized experience) เป็นประสบการณ์ที่จัดขึ้นแทน ประสบการณ์จริงที่เป็นอดีตไปแล้ว หรือเป็นนามธรรมที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจและไม่สามารถ ใช้ประสบการณ์ จำลองได้ เช่น การละเล่นพื้นเมือง ประเพณีต่างๆ เป็นต้น ขั้นที่ 4 การสาธิต (demonstration) คือ การอธิบายข้อเท็จจริง ความจริง และกระบวนการ ที่สำคัญด้วยการแสดงให้เห็นเป็นลำดับขั้น การสาธิตอาจทำได้โดยครูเป็นผู้สาธิต นอกจากนี้อาจใช้ภาพยนตร์ สไลด์และฟิล์มสตริป แสดงการสาธิตในเนื้อหาที่ต้องการสาธิตได้
90 ขั้นที่ 5 การศึกษานอกสถานที่ (field trip) การพานักเรียนไปศึกษายังแหล่งความรู้นอก ห้องเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนรู้หลายๆด้าน ได้แก่ การศึกษาความรู้จากสถานที่สำคัญ เช่น โบราณสถาน โรงงาน อุตสาหกรรม เป็นต้น ขั้นที่ 6 นิทรรศการ (exhibition) คือ การจัดแสดงสิ่งต่างๆ รวมทั้งมีการสาธิตและการฉาย ภาพยนตร์ประกอบเพื่อให้ประสบการณ์ในการเรียนรู้แก่ผู้เรียนหลายด้าน ได้แก่ การจัดป้ายนิทรรศการ การ จัดแสดงผลงานนักเรียน ขั้นที่ 7 ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ (motion picture and television) ผู้เรียนได้เรียนด้วย การเห็นและได้ยินเสียงเหตุการณ์ และเรื่องราวต่างๆ ได้มองเห็นภาพในลักษณะการเคลื่อนไหวเหมือนจริง ไป พร้อมๆกัน ขั้นที่ 8 การบันทึกเสียง วิทยุ และภาพนิ่ง (recording, radio and picture) ได้แก่ เทป บันทึกเสียง แผ่นเสียง วิทยุ ซึ่งต้องอาศัยเรื่องการขยายเสียง ส่วนภาพนิ่ง ได้แก่ รูปภาพทั้งชนิดโปร่งแสงที่ใช้ กับเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ(overhead projector) สไลด์ (slide) ภาพนิ่งจากคอมพิวเตอร์ และ ภาพ บันทึกเสียงที่ใช้กับเครื่องฉายภาพทึบแสง(overhead projector) ขั้นที่ 9 ทัศนสัญลักษณ์ (visual symbol) มีความเป็นนามธรรมมากขึ้น จำเป็นที่จะต้อง คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นพื้นฐาน ในการเลือกนำไปใช้ สื่อที่จัดอยู่ในประเภทนี้ คือ แผนภูมิ แผน สถิติ ภาพโฆษณา การ์ตูน แผนที่ และสัญลักษณ์ต่างเป็นต้น ขั้นที่ 10 วจนสัญลักษณ์ (verbal symbol) เป็นประสบการณ์ขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นนามธรรม ที่สุด ไม่มีความคล้ายคลึงกันระหว่างวจนสัญลักษณ์กับของจริง ได้แก่ การใช้ตัวหนังสือแทนคำพูด การจากกรวยประสบการณ์นี้ เดลได้จำแนกสื่อเป็น 3 ประเภท คือ 1. สื่อประเภทวัสดุ หมายถึง สื่อที่เก็บความรู้อยู่ในตัวเองจำแนกย่อยได้ 2 ลักษณะ 1.1 วัสดุประเภทที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นใช้อุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผนที่ ลูกโลก รูปภาพ 1.2 วัสดุประเภทที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย เช่น แผ่นซีดี ฟิล์มภาพยนตร์ สไลด์ 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวกลางหรือตัวผ่านทำให้ข้อมูลถ่ายทอดออกมาให้ เห็นหรือได้ยิน 3. สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ หมายถึง สื่อที่มีลักษณะเป็นแนวความคิดหรือรูปแบบ ขั้นตอนในการเรียนการสอน
91 ภาพที่ 4.1 แสดงการแบ่งประเภทของสื่อตามกรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) ที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/42824. 2. การแบ่งประเภทของสื่อตามแนวคิดของสมาคมเทคโนโลยีและสื่อการศึกษาอเมริกา สมาคมเทคโนโลยีและสื่อการศึกษาอเมริกา ได้จัดจำแนกประเภทของสื่อไว้ 3 ประเภท และได้มี นักการศึกษาหลายท่านได้ยึดหลักในการจำแนกสื่อ ในลักษณะนี้อย่างแพร่หลายโดยกำหนดลักษณะของสื่อแต่ ละประเภทไว้ดังนี้ 1. สื่อประเภทวัสดุ หมายถึงสื่อที่มีขนาดเล็ก ทำหน้าที่เกี่ยวกับเนื้อหาความรู้เรื่องราวหรือ ความรู้ต่างๆในลักษณะของภาพและเสียง เช่น สไลด์ (บรรจุเรื่องราวไว้ในลักษณะภาพนิ่ง) หนังสือ (บรรจุ เรื่องราวเป็นตัวอักษรหรือสัญลักษณ์) แผ่นเสียง เทปเสียง (บรรจุเรื่องราวไว้เป็นเสียง) สื่อประเภทวัสดุ สามารถจำแนกได้อีก 2 ประเภท คือ 1.1 สื่อการสอนที่เป็นวัสดุที่ต้องอาศัยเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ จึงจะสามารถนำเสนอ เรื่องราวความรู้สาระไปยังผู้เรียนได้ เช่น สไลด์ แผ่นซีดี เทปวีดีทัศน์ ม้วนวีดีโอ ภาพโปร่งใส เป็นต้น นามธรรม Abstract ภาพ Iconic ความทรงจ า Enactive วจนสัญลักษณ์ (Verbal symbols) ทัศนสัญลักษณ์(Visual symbols) การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง (Recordings, Radio, Still) ภาพยนตร์ (Motion pictures) โทรทัศน์ (Television) นิทรรศการ (Exhibitions) การศึกษานอกสถานที่ (Field trip) การสาธิต (Demonstrations) ประสบการณ์นาฏการหรือการแสดง (Dramatized experiences) ประสบการณ์รอง (Contrived experiences) ประสบการณ์ตรง (Direct, Purposeful experiences)
92 1.2 สื่อการสอนที่เป็นวัสดุที่สามารถนำเสนอเรื่องราวความรู้ สาระ ได้โดยตัวเอง เช่น แผนภูมิ โปสเตอร์ แผนภูมิ ลูกโลก รูปภาพ หนังสือ หุ่นจำลอง เป็นต้น 2. สื่อการสอนประเภทอุปกรณ์ (Hard wear) เป็นสิ่งที่เป็นตัวผ่านที่ทำให้ข้อมูล ความรู้หรือ สาระที่อยู่ในวัสดุสามารถถ่านทอดออกมา เช่น เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นVCD และ DVD คอมพิวเตอร์ เครื่องฉายภาพทึบแสง โทรทัศน์ โปรเจคเตอร์ วิทยุ ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ จะต้องอาศัยกระแสไฟฟ้า จึงจะทำงานได้ 3. สื่อประเภทเทคนิควิธีการ เป็นสื่อการสอนที่มีลักษณะเป็นแนวความคิด รูปแบบขั้นตอนใน การเรียนการสอน หรือเทคนิค ที่ไม่มีลักษณะกายภาพเป็นวัสดุหรืออุปกรณ์ แต่สามารถใช้วัสดุอุปกรณ์มาช่วย ในการดำเนินการได้ ตัวอย่างเช่น การจัดนิทรรศการ การแสดงบทบาทสมมติ การสาธิต การทดลอง การศึกษา นอกสถานที่ สถานการณ์จำลอง การบรรยาย เป็นต้น แนวทางการเลือกใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ สื่อการเรียนการสอนมีหลายประเภท ทั้งที่มีอยู่แล้วในโรงเรียนหรือครูผู้สอนได้พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อ นำมาใช้ ประกอบการเรียนการสอน หลักการพิจารณาเลือกใช้สื่อควรยึดหลักดังนี้ 1. การเลือกสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว สื่อที่มีอยู่แล้วหมายถึงสื่อหรือแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วในโรงเรียน เช่น ห้องปฏิบัติการ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ หรือสื่อที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่อยู่นอกโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นสถานที่บุคลากร ภูมิปัญญา หรืออาจ เป็นเอกสาร ตลอดจนเว็บไซต์ต่างๆที่ได้มีการรวบรวมข้อมูลไว้แล้ว ที่ครูผู้สอนสามารถนำมาใช้ประกอบในการ เรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้เลย โดยมีหลักในการเลือกดังนี้ 1.1 พิจารณาลักษณะของผู้เรียน อยู่ในวัยใด ความรู้พื้นฐานเป็นอย่างไร มีความสามารถใน เรื่องใด เช่น ถ้าต้องการให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเว็บไซต์ต่างๆ ที่ครูแนะนำให้ครูต้อง พิจารณาว่านักเรียนมีความรู้พื้นฐานในการสืบค้นข้อมูลมากน้อยเพียงใด 1.2 พิจารณาธรรมชาติของจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน ในครั้งนั้นๆว่า มุ่งเน้นในด้านใด เช่น ถ้าต้องการเน้นทักษะการปฏิบัติ ควรให้ผู้เรียนได้ลงมือทำการทดลองใช้เครื่องมือมีการปฏิบัติจริง หรือการ ถ้าเน้นเนื้อหาความรู้อาจใช้สื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์ หรือค้นคว้าจากเว็บไซต์ต่างๆก็ได้ 1.3 พิจารณาลักษณะวิธีสอนที่ใช้ครูจะเหมาะสมคือประเภทใด 1.4 พิจารณาข้อจำกัดสิ่งแวดล้อมการเรียนการสอน เช่น การใช้การค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต จะกระทำไม่ได้ถ้าโรงเรียนไม่มีโทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์สำหรับสืบค้นดังนั้นครูต้องใช้สื่ออย่างอื่นแทน เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น
93 2. การดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งการดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วให้สามารถใช้ในเนื้อหาสาระอื่นๆ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะถ้า โรงเรียนขาดอุปกรณ์หรือสื่อครูจะต้องรู้จักดัดแปลงสื่อที่มีอยู่ หรืออุปกรณ์ที่มีอยู่มาใช้ และยังเป็นการ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดหาสื่อใหม่อีกด้วย เช่น ครูอาจนำเกมที่มีอยู่ในท้องตลาดมาดัดแปลงเป็นสื่อการ เรียนการสอนได้ เช่น อาจนำเกมบันไดงูมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเปลี่ยนคำถามในแต่ละ ข้อให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาการสอนก็ได้ 3. การออกแบบหรือผลิตสื่อขึ้นมาใหม่ ในบางครั้งครูผู้สอนอาจจะต้องผลิตสื่อขึ้นมาเองโดยอาจใช้วัสดุอุปกรณ์ทีมีอยู่มาใช้ประกอบการเรียน การสอน ซึ่งสื่อที่ผลิตขึ้นมาใหม่ สามารถทำได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภท วัสดุสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ อ่านประกอบ คู่มือการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น บทเรียน CAR, CD-ROM วีดีทัศน์ หรือ VDO ประกอบการเรียนการสอนที่ครูสามารถทำเอง ตลอดจนสื่อประเภทอุปกรณ์ เช่น ทำเครื่องฉายภาพแสงทึบ ราคาประหยัด เป็นต้น ทั้งนี้ในการผลิตสื่อขึ้นมาใหม่ควรคำนึงถึงต่อไปนี้ 3.1 จุดมุ่งหมาย ต้องพิจารณาว่าต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนอะไร 3.2 ผู้เรียน ควรได้พิจารณาทั้งโดยส่วนรวมว่าเป็นใคร มีความรู้พื้นฐานและทักษะอะไรมา ก่อน 3.3 ค่าใช้จ่าย มีงบประมาณเพียงพอหรือไม่ 3.4 ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ถ้าตนเองไม่มีทักษะ จะหาผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาจากที่ใด ได้อย่างไร 3.5 เครื่องมืออุปกรณ์ มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นพอเพียงต่อการผลิตหรือไม่ 3.6 สิ่งอำนวยความสะดวก มีอยู่แล้ว หรือสามารถจัดหาได้อย่างไร 3.7 เวลา มีพอสำหรับการออกแบบและผลิตหรือไม่ แนวคิดเกี่ยวกับการเลือกและการใช้สื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ 1. ความต่อเนื่องของสื่อ สื่อการเรียนการสอนที่จะนำมาใช้จะต้องเป็นสื่อกลางที่ก่อให้เกิด ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์การเรียนการสอนตามลำดับของบทเรียนที่จัดไว้ 2. ความสอดคล้องกับขั้นตอนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ เน้นการถ่ายทอดความรู้ กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเจตคติไปพร้อมๆกัน ดังนั้นสื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงต้องสอดคล้องกับธรรมชาติและขั้นตอนของกระบวนการแสวงหา ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และขั้นตอนการเรียนการสอน 3. ความสอดคล้องกับปรัชญาของหลักสูตร การเลือกและการใช้สื่อการเรียนการสอนต้องให้ สอดคล้องและเหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละเนื้อหา
94 4. ความปลอดภัย ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ การเลือกสื่อมาสร้างสถานการณ์หรือ ปรากฏการณ์ เพื่อถ่ายทอดมโนคติ หรือทักษะบางอย่าง ถ้าเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมแล้วสามารถหลีกเลี่ยง สถานการณ์อันตรายได้ 5. ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและถ่ายโยงการเรียนรู้ หมายถึงการเลือกสื่อที่นอกจากจะ สามารถถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ต้องการได้แล้ว ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นสิ่งที่มีใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เพราะว่าการใช้สื่อในลักษณะนี้จะทำให้ผู้เรียนมองเห็นคุณค่า ปลูกฝังความสนใจในสิ่งที่เรียน และมีผลต่อการ ถ่ายโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปสู่สถานการณ์อื่นได้ 6. การประหยัด สื่อการเรียนการสอนบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ราคาแพง เพราะ สามารถดัดแปลงใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นง่ายๆ แต่สามารถถ่ายทอดเรื่องเดียวกันได้ดี 7. ประสิทธิภาพ ควรพิจารณาให้น้ำหนักของสื่อเพื่อเปรียบเทียบกับสื่ออื่นๆว่า สื่อนั้นๆ สามารถถ่ายทอดเนื้อหาสาระได้มาก ชัดเจน ในเวลาอันสั้นมากน้อยเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามการเลือกใช้สื่อในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้งผู้สอนควรพิจารณาคุณสมบัติ ของสื่อในประเด็นต่อไปนี้ 1. เลือกสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ผู้สอนควรศึกษาวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่หลักสูตรกำหนดไว้ วัตถุประสงค์ในที่นี้หมายถึง วัตถุประสงค์เฉพาะในแต่ละส่วนของเนื้อหาย่อย ไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการรวบรวมของหลักสูตร เช่น ถ้าผู้สอน ต้องการจะอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตน้ำประปาผู้สอนอาจนำวีดีทัศน์ที่การประปาได้ จัดทำขึ้น แสดงให้เห็นกระบวนการผลิตน้ำประปา ก็ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหามากกว่าจะใช้สื่อชนิดอื่นๆ และ ผู้สอนไม่ต้องเสียเวลาในการจัดทำ เพียงแต่ติดต่อยืมจากแหล่งที่มีสื่อเหล่านี้ 2. เลือกสื่อการสอนที่ตรงกับลักษณะของเนื้อหาของบทเรียน สื่อที่ดีจะต้องมีเนื้อหาที่ถูกต้อง เที่ยงตรงทันสมัย เข้าใจง่าย เนื่องจากเนื้อหาของบทเรียนอาจ มีลักษณะแตกต่างกันไป เช่น เป็นข้อความ เป็นแนวคิดเป็นภาพนิ่ง/ภาพเคลื่อนไหว เป็นเสียง เป็นสี ซึ่งการ เลือกสื่อการสอนควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา ตัวอย่าง การสอนเรื่องต่างๆสื่อก็ควรจะเป็นสิ่งที่ แสดงออกมาได้ถึงลักษณะของสีต่างๆ ตามที่สอน ดังนั้นควรเลือกสื่อการสอนที่ให้เนื้อหาสาระครอบคลุมตาม เนื้อหาที่จะสอน มีการให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และมีรายละเอียดมากเพียงพอที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม วัตถุประสงค์ที่กำหนดให้ 3. เลือกสื่อการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน ลักษณะเฉพาะตัวต่างๆของผู้เรียนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สื่อการสอน ในการเลือกสื่อ การสอนต้องพิจารณาลักษณะต่างๆ ของผู้เรียน ระดับการสอนผู้เรียนที่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษา ควรใช้ ภาพการ์ตูนมีสีสันสดใส ในขณะที่การสอนนักเรียนระดับประถมศึกษาอาจใช้เป็นภาพเหมือนจริงได้ทั้งนี้การ พิจารณาลักษณะของผู้เรียนควรพิจารณาดังนี้