145 แนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบ STEM ตามแนวคิด TPACK Model กรอบแนวคิดความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีอนและเทคโนโลยี (TPACK) ความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธี สอนและเทคโนโลยีหรือ TPACK เป็นการบูรณาการของ 3 องค์ประกอบหลักที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่าง ซับซ้อน คือเนื้อหาวิชาศาตร์การสอน และเทคโนโลยี (Koehler & Mishra, 2008) สามารถอธิบายการ ปฏิบัติการสอนของครูที่ใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน ปัจจัยที่มีผลต่อความาสำเร็จในการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการสอนของครูซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะความรู้ การสอนวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ ของครูวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ต้อง พัฒนาครู วิทยาศาสตร์ให้มีความรู้ความสามารถ ในการบูรณการเทคโนโลยีเข้าไปในการจัดการ เรียนการสอน วิทยาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนา นักเรียนให้เป็นไปตาม เป้าหมายของการจัดการ ศึกษาวิทยาศาสตร์ที่เน้นทั้งความรู้ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ การ ประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิต ประจําวันและเป็นการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนานักเรียนให้มี ทักษะในการดํารง ชีวิตในศวตวรรษที่ 21 จากกรอบแนวคิด TPACK เป็นกรอบแนวคิดที่ขยายมาจาก กรอบ แนวคิด PCK ที่พยายามอธิบายความรู้ความ สามารถของครูใน 3 องค์ประกอบหลัก คือ เนื้อหา วิชาที่สอน ศาสตร์การสอน และเทคโนโลยี และ ความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบแต่ละ องค์ประกอบ โดยมีรูปแบบการพัฒนาครูให้เกิด TPACK อยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) จาก PCK สู่ TPACK 2) จาก TPK TPCAK และ 3) การ พัฒนา PCK และ TPACK ไปพร้อมกัน องค์ประกอบของความรู้ 3 ด้าน องค์ประกอบของความรู้ 3 ด้าน วิทยาศาสตร์ที่มีการบูรณาการเทคโนโลยี 1. CK-Content Knowledge (ความรู้ วิเคราะห์กิจกรรมในประเด็นของการถ่ายทอด ด้าน เนื้อหาวิชา) หมายถึง ความรู้ความเข้าใจใน ความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี เรื่องเนื้อหาวิชา ที่ครูรับผิดชอบ ประกอบด้วย ของครูในการออกแบบกิจกรรมการสอนความรู้ความเข้าใจด้านตัวองค์ ความรู้ ซึ่ง วิทยาศาสตร์นั้นต้องมีความถูกต้องและทันสมัยและความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของความรู้และ การ กรอบแนวคิดความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธี สืบเสาะเพื่อให้มาซึ่งความรู้นั้นๆ สอนและเทคโนโลยี (TPACK) 2. PK-Pedagogical Knowledge ความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีสอนและความรู้ด้านศาสตร์การสอน) หมายถึง ความรู้ เทคโนโลยีหรือ TPACK เป็นการบูรณาการของ ความเข้าใจทางด้านการจัดการเรียนการ สอนที่ 3 องค์ประกอบหลักที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่าง หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ แนวคิด เทคนิค ซับซ้อน คือ เนื้อหาวิชา ศาสตร์การสอน และ กลวิธีการจัดการเรียนการสอน และวิธีการ เทคโนโลยี (Koehler & Mishra, 2008) สามารถสนับสนุน การเรียนรู้ของนักเรียน รวมทั้งอธิบายการปฏิบัติการสอนของครูที่ใช้ เทคโนโลยี เข้าใจในหลักสูตร หลักการออกแบบการจัด ในการจัดการเรียนการสอน ปัจจัยที่มีผลต่อ การ
146 เรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใน ต่อการเรียนรู้ การ วัดและประเมินผลการเรียนรู้ การสอนของครู ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะความรู้ ของผู้เรียน 3) TK - Technological Knowledge ในด้านการนําเอาวิธีการ กระบวนการ มาจัดการ (ความรู้ ทางด้านเทคโนโลยี) ประกอบด้วย เนื้อหา เพื่อการเรียนการสอน และการเรียนรู้ความรู้ทักษะและ ความสามารถใช้เทคโนโลยี ของนักเรียน ทั้ง hardware และ software ทั่วไป เทคโนโลยีทางการศึกษา ต่างๆ อย่างหลากหลาย ทั้งในด้านรูปแบบและวิธีการความเข้าใจ ศาสตร์การสอนผนวกเนื้อหาวิชาและ เทคโนโลยี เกี่ยวกับลักษณะ การใช้ การจัดการ และการ หมายถึง ครูมีความรู้ในในเรื่องผสมผสานการ บริหารเทคโนโลยีต่าง ๆ และความสามารถ ใช้เทคโนโลยีทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะทาง ICT ในการเรียนรู้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถบูรณาการ เพื่อการจัดการเรียนการสอน กระบวนการ เข้าไปยังการเรียนการ สอนได้ กรอบแนวคิด TPACK ความเกี่ยวข้องระหว่างกันของ 3 องค์ประกอบข้างต้น ได้แก่ TPK-Technological Pedagogical การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ามาสู่การเรียน Knowledge (ความรู้ด้านศาสตร์การสอน การสอนและการเรียนรู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน ผนวกเทคโนโลยี) หมายถึง ครู มีความสามารถ ระหว่างศาสตร์การสอนเนื้อหาวิชาและเทคโนโลยี และมีความรู้ทางด้านการใช้เทคโนโลยี เข้ามา ยังให้ความสำคัญกับความเฉพาะเจาะจงที่ ช่วยในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อการเรียนรู้ สอดคล้องของบริบทที่ครูปฏิบัติการสอน ซึ่ง ของนักเรียน เช่น การสร้างวิธีการเรียนแบบ แสดงด้วย
147 วงกลมรอยที่เป็นเส้นปะ ตามภาพที่ 1 ออนไลน์ การสร้างห้องเรียนบนคลาวด์ การสร้างรูปแบบการเรียนรู้ ร่วมกันในรูปแบบของ MOOC เป็นต้น 2) TCK-Technological Content Knowledge ความรู้ด้านเนื้อหาวิชาผนวกกับเทคโนโลยี) หมายถึง ครูมีความสามารถ และมีความรู้ทางด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเนื้อหา การแสวงหา ความรู้ การนําความรู้ที่อยู่ บนคลาวด์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ 3) PCK - Pedagogical Content Knowledge ความรู้ด้านศาสตร์การสอนผนวก Contexts เนื้อหาวิชา หมายถึง ครูมีความรู้ความสามารถ นำวิธีการ กระบวนจัดการเนื้อหาเพื่อการเรียนการสอน และการเรียนรู้ของผู้เรียน 4) TPACK - Technological เทคโนโลยีทางการศึกษาต่างๆ อย่างหลากหลาย Pedagogical Content Knowledge ความรู้ด้านทั้งในด้านรูปแบบและวิธีการ ศาสตร์การสอนผนวกเนื้อหาวิชาและ เทคโนโลยีเกี่ยวกับลักษณะ การใช้ การจัดการ โดยเฉพาะทาง ICT ในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ สามารถบูรณาการ เพื่อการจัดการเรียนการสอน กระบวนการ เข้าไปยังการเรียนการสอนได้การใช้เนื้อหา ในโลกดิจิทัล เพื่อกรอบแนวคิดของการมีปฏิสัมพันธ์ หรือ ประสิทธิภาพการเรียนรู้ การสอนวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ ของครูวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ต้อง พัฒนาครู วิทยาศาสตร์ให้มีความรู้ความสามารถ ในการบูรณการเทคโนโลยีเข้าไปในการจัดการ เรียนการสอน วิทยาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนา นักเรียนให้เป็นไปตาม เป้าหมายของการจัดการ ศึกษาวิทยาศาสตร์ที่เน้นทั้งความรู้ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ การ ประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิต ประจeวันและเป็นการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนานักเรียนให้มี ทักษะในการดำรง ชีวิตในศวตวรรษที่ 21 จากกรอบแนวคิด TPACK เป็นกรอบแนวคิดที่ขยายมาจาก กรอบ แนวคิด PCK ที่พยายามอธิบายความรู้ความ สามารถของครูใน 3 องค์ประกอบหลัก คือ เนื้อหา วิชาที่สอน ศาสตร์การสอน และเทคโนโลยี และ ความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบแต่ละ องค์ประกอบ โดยมีรูปแบบการพัฒนาครูให้เกิด TPACK อยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) จาก PCK สู่ TPACK 2) จาก TPK TPCAK และ 3) การ พัฒนา PCK และ TPACK ไปพร้อมกัน
148 เอกสารอ้างอิง กมลฉัตรกล่อมอิ่ม(2559).. การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู วารสารศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 18(4). Klomim, Kamolchart. (2016). Learning Management Based on STEM Education for Student Teachers. Journal of Education Naresuan University, 18(4). ขวัญใจเชิดชู(2557).. นวัตกรรมทางการศึกษา STEM Educationสืบค้นเมื่อ.15ตุลาคม 2556. จาก http://kwanjaicherdchoo.blogspot.com/2014_09_01 archive.html พรทิพย์ ศิริภัทราชัย(2556). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษ ที่ 21. วารสารนักบริหาร , 33(2). ศศิเทพ บิติพรเทพิน. (2558). การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์กับสังคมแห่งศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2564). รู้จักสะเต็ม. สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2564, จาก http://www.stemedthailand.org/?page_id=23 Anne Jolly. (2017). STEM by Design Strategies and Activities for Grades 4-8. New York: Routledge. Billiar, Kristen; Hubelbank, Jeanne; Oliva, Thomas & Camesano, Terri. (2014) Teaching STEM by Design. Advances in Engineering Education, 4(1). 1-21. Koehler, M. J., Mishra, P, & Chain, W. (2013). What is technological pedagogical content knowledge (tpack) ? Journal of education, 93(3). Koehler, M. J., & Mishra, P. (2008) Introducing TPACK. In AACTE Committee on Innovation & Technology (Eds.), Handbook of technological pedagogical content knowledge for educators (pp. 3-29). New York, NY: Routledge. Sivaraj, R., Ellis, J. & Roehrig, G. (2019). Conceptualizing the T in STEM: A Systematic Review. In K. Graziano (Ed.), Proceedings of Society for Information Technology & Teacher Education International Conference (pp. 1245-1254). Las Vegas, NV, United States: Association for the Advancement of Computing in Education (AACE). Retrieved September 12, 2021 from https://www.learntechlib.org/ primary/p/207803/.
149 บทที่ 7 การวางแผนการสอนวิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ ในการจัดระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้น จะต้องมีการวางแผนเตรียมงานหรือการ วางแผนเตรียมการสอนอยู่ด้วย ครูจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการสอน กำหนดเนื้อหาสาระและ จัดลำดับเนื้อหาที่จะสอน วิเคราะห์ลักษณะของผู้เรียน กำหนดวิธีสอนและกิจกรรม กำหนดสื่อการสอน และเลือกแหล่งวิทยาการ กำหนดแนวทางประเมินผล และการเขียนแผนการสอน ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึง เฉพาะรายละเอียดของการเขียนแผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ความสำคัญและลักษณะทั่วไปของแผนการสอน 1. ความสำคัญของแผนการสอน การวางแผนการสอนมีความเกี่ยวพันกับระบบ กล่าวคือ ครูผู้วางแผนการสอนจะต้องพิจารณาถึง ปัญหาทรัพยากร วัตถุประสงค์ของการสอน นักเรียนตลอดจนเนื้อหาต่างๆ ซึ่งอาจจัดได้ว่าเป็นตัวป้อนของ การเตรียมการสอนอย่างเป็นระบบ จากตัวป้อนนี้ ครูผู้สอนก็จะกำหนดวิธีสอน กิจกรรมการเรียนการสอน และสื่อการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาของบทเรียนและลักษณะของผู้เรียน เพื่อที่จะนำนักเรียนได้เรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ การวางแผนเลือกวิธีการกิจกรรมและสื่อนี้อาจถือได้ว่าเป็นกระบวนการของ ระบบการเตรียมการสอน เมื่อครูได้การวางแผนอย่างคร่าว ๆ แล้ว ครูผู้สอนก็จะเขียนแผนการสอนนั้นไว้ แผนการสอนที่เขียนขึ้นนี้ถือว่าเป็นผลลัพธ์ของระบบการเตรียมการสอน และการเตรียมการสอนอย่างมี ระบบจำเป็นต้องมีการประเมินผลเพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับสำหรับการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเมื่อวางแผนและ เขียนแผนการสอนเสร็จแล้ว ก็จะต้องทำการประเมินแผนการสอนนั้นว่าเหมาะสมหรือไม่ ควรมีการ ปรับปรุงแก้ไขอย่างไร การวางแผนการสอน ก็คือการเตรียมการสอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียนเนื้อหาวิชา ผู้เรียน และสภาพแวดล้อมต่างๆ แผนการสอนช่วยทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน แผนการสอนก่อให้เกิดประโยชนดังนี้คือ ช่วยให้ผู้สอนได้จัดการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับ สภาพแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ช่วยให้ผู้สอนมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนใน การนำทางผู้เรียนในการเรียนการสอน ช่วยให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพของผู้เรียน ช่วยให้ผู้สอนมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่สอน ช่วยให้ผู้สอนมีความเชื่อมั่นในตนเองแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ทำให้กิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น ช่วยให้ผู้สอนมี โอกาส เตรียมสื่อการสอนและทดลองใช้ก่อนดำเนินการสอน ช่วยให้มีการประเมินผลการเรียน การสอนได้ อย่างเหมาะสมกับบทเรียน และช่วยให้ผู้สอนสามารถวิเคราะห์การสอนที่ผ่าน ไปว่าประสบผลสำเร็จหรือมี
150 จุดบกพร่องอย่างไร โดยวิเคราะห์จากแผนการสอนที่ได้เขียนไว้ และหาทางปรับปรุงแก้ไขแผนการสอนให้ เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้สอนทราบ จุดบกพร่องเกี่ยวกับตัวผู้สอนเองที่ในบางครั้งไม่ สามารถทำให้กิจกรรมการเรียนการสอนดำเนิน ไปตามแผนที่วางไว้ และหาทางปรับปรุงข้อบกพร่องนั้น หรือในบางโอกาสผู้สอนไม่สามารถ เข้าทำการสอนได้ ผู้สอนอาจมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการสอนแทน โดยพิจารณาตามแนวทาง ที่ได้ทำแผนการสอนไว้ จะเห็นได้ว่าการเตรียมการสอนอย่างมีแบบแผนก่อน ดำเนินการสอน ย่อมจะทำให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินการสอนที่มีได้มี การ เตรียมการล่วงหน้า 2. ลักษณะทั่วไปของแผนการสอน แผนการสอน หมายถึง ลำดับขั้นตอนและกิจกรรมทั้งหมดของผู้สอนและผู้เรียนที่ผู้สอนกำหนดไว้ เป็นแนวทางในการจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ ผู้สอนเป็นผู้วางแผนการ สอน กำหนดแนวทางในการจัดการเรียนการสอน แผนการสอนที่ กำหนดขึ้นอาจเป็นแผนการสอนระดับ รายวิชา แผนการสอนระดับหน่วย และแผนการสอน ระดับบทเรียนก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผลการสอนระดับ ใดก็ตาม ต่างก็มีองค์ประกอบหลักที่ เหมือนกัน จะต่างกันที่ปริมาณของเนื้อหาและระยะเวลาที่ใช้สอน องค์ประกอบที่สำคัญของ แผนการสอนมีดังนี้ คือ 1. วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน วัตถุประสงค์ของการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรจะเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป ผู้สอนจะด้องกำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปเฉพาะรายวิชา กำหนดวัตถุประสงค์ การเรียนรู้ในระดับหน่วยหรือ บท หรือกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมระดับบทเรียน ในการ กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอน จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการ ประเมินผล 2. เนื้อหาวิชา เนื้อหาวิชาในที่นี้ หมายถึง เนื้อหาด้านความรู้วิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ วิทยาศาสตร์ ทักษะปฏิบัติการและเจตคติทางวิทยาศาสตร์ การระบุเนื้อหาวิชาในแผนการสอน วิทยาศาสตร์ควรระบุให้ครบทุกด้าน สำหรับเนื้อหาด้านความรู้วิทยาศาสตร์ ควรจะแตกออกเป็น ข้อเท็จจริง มโนมติ หลักการและทฤษฎี แล้วจัดลำดับก่อนหลังให้ง่ายตอการเรียนรู้ และสอดคล้องกับ กระบวนการแสวงหาความรู้นั้น ๆ 3. กิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน ประกอบด้วยกิจกรรมของผู้เรียนและกิจกรรมของผู้สอน ครูผู้สอน จะต้องวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นอย่างดี โดยจำแนกว่ากิจกรรมใดควรเป็นของผู้เรียน กิจกรรมใดเป็นของครูผู้สอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ และเกิดการเรียนรู้ตามที่คาดหวัง
151 4. สื่อการสอน แผนการสอนจะต้องระบุถึงสื่อการสอน อุปกรณ์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นการจัดต้องใช้ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การระบุสื่ออาจพิจารณาได้จากกิจกรรมและการทดลองว่ามีความ ต้องการใช้สื่ออะไรบ้าง เพื่อจะได้จัดเตรียมไว้ให้พร้อมที่จะใช้ได้ 5. การประเมินผล แผนการสอน ควรกำหนดแนวทางการประเมินผลผู้เรียนว่าได้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ เมื่อได้ผ่าน กิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว ผลการประเมินอาจนำมาใช้ประเมินประสิทธิภาพ การจัดลำดับเนื้อหา กิจกรรม และสื่อการสอนได้ด้วย นอกจากนี้ แผนการสอนโดยทั่วไปยังต้องระบุวิชา หัวเรื่อง ระยะเวลาในการสอนด้วย จึงจะทำให้ แผนการสอนชัดเจนขึ้น ลักษณะบางประการของแผนการสอน มีดังนี้ 1) แผนการสอนมีลักษณะเป็นสมมติฐาน คอมีการกำหนดสถานการณ์ไว้ ถ้าสถานการณ์ นั้นเปลี่ยนไป กิจกรรมการเรียนการสอนจะเปลี่ยนไป เพื่อให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 2) มีวัตถุประสงค์และเน้ำหมายที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริง 3) มีการวางแผนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจที่จะมีส่วนรวมในกิจกรรม และให้มีความ สมดุลระหว่างกิจกรรมของผู้สอน และกิจกรรมของผู้เรียน 4) เป็นการวางแผนที่คำนึงถึงเวลาเป็นเรื่องสำคัญ และควรเตรียมกิจกรรมสำรองเพื่อให้ เหมาะสมกับเวลา 5) วางแผนให้มีการสรุปเป็นช่วงๆ และมีการสรุปในตอนท้าย 6) มีการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงคำถามและปัญหาของผู้เรียน 7) กิจกรรมต่าง ๆ มีความยึดหยุ่นทั้งในส่วนของผู้สอนและผู้เรียนและให้มีการเชื่อมโยง ความรู้กับประสบการณ์ของผู้เรียน 8) ให้มีความต่อเนื่องระหว่างบท เรียนที่ผ่านมาและบทเรียนที่จะเรียนต่อไป 9) ให้มีสถานการณ์ที่จะใช้คำถามเพื่อกระตุ้นผู้ เรียนให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียน การสอน 10) ให้มีปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอนอย่างชัดเจน 11) แสดงให้เห็นกระบวนการที่มีลำดับขั้นตอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 12) แสดงถึงการใช้สื่อการสอนอย่างเหมาะสมและพอเพียง 13) มีลักษณะการเตรียมการสอนที่ละเอียดเพียงพอสำหรับผู้สอนที่มาทำการสอนแทน การวางแผนการสอนว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่อง กล่าวคือ ไม่สิ้นสุดในตัวเอง การวางแผนการ สอนเพื่อใช้เป็นครั้งแรกไม่จำเป็นต้องเป็นแผนการสอนที่ใช้ได้ดีตลอดไป จำเป็นต้องทำการ ปรับปรุง
152 แผนการสอนอยู่เสมอ ผู้เรียนวิชาเดียวกันในแต่ละปีย่อมมีความแตกต่างกัน และผู้เรียนในรุ่นเดียวกันก็มี ความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย จึงจำเป็นต้องมีการปรับแผนการสอนให้สนองความแตกต่างระหว่าง บุคคลโดยการวางแผนการสอนให้มีการยึดหยุ่น เช่น อาจมี การจัดกิจกรรมที่ยืดหยุ่น มีกิจกรรมสำหรับ ผู้เรียนเร็วและผู้เรียนช้า และเนื่องจากแผนการสอนที่ลักษณะเป็นสมมติฐาน ผู้สอนจะตั้งสมมติฐานว่าถ้า จัดสถานการณ์ ก และใช้วิธีการ ข แล้วผู้เรียนจะสามารถแสดงพฤติกรรมที่คาดหวังไว้ได้ ผู้สอนจะต้อง เตรียมพร้อมเสมอที่จะเปลี่ยนวิธีการ ถ้าเห็นว่าวิธีที่กำหนดไว้นั้นไม่อาจนำผู้เรียนไปสู่พฤติกรรมที่คาดหวัง ไว้ หรือเปลี่ยนวิธีการตามที่ได้วางแผนไปสู่วิธีการที่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ดีกว่า แผนการสอนใน อุดมคติควรจะประกอบด้วยวิธีการและกิจกรรมหลายแนวทาง และเมื่อผู้สอนจะใช้แผนการสอนนั้น จะต้องถามปัญหาและประเมินผู้เรียนก่อน แล้วจึงใช้ข้อมูลที่ได้เป็นเกณฑ์ในการเลือกวิธีการและกิจกรรม การเรียนการสอนที่เหมาะสม หรือจะผสมผสานหลาย ๆ วิธีการและกิจกรรมเข้าด้วยกันก็ได้ เพื่อนำผู้เรียน ให้มีพฤติกรรมที่คาดหวัง อย่างไรก็ตามการวางแผนการสอนจะต้องพิจารณาถึงความรู้ เจตคติและทักษะของนักเรียนด้วย ถ้านักเรียนไม่มีพื้นฐานที่จำเป็นเหล่านี้แล้ว ก็จะทำให้นักเรียนก็ไม่สามารถที่จะเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ได้ และครูควรมีการประเมินผลการวางแผนด้วย กล่าวคือ ครูควรประเมินประสิทธิผลของแผนการสอนในแต่ ละบทเรียนที่ได้สอนไปแล้ว ครูจะต้องรู้ว่าควรที่เริ่มสอนบทเรียนใหม่ต่อไปได้ หรืออาจต้องมีการสอนซํ้า ในบางตอนเป็นการประเมินว่าผลการสอนที่ผ่านไปประสบผลสำเร็จดีเพียงใด ถ้าการสอนได้ผลดีนักเรียน ส่วนใหญ่จะสามารถแสดงพฤติกรรมที่คาดหวังได้ แต่ถ้าการวางแผนไม่ค่อยดี ครูก็ต้องออกแบบหาเทคนิค วิธีการใหม่ หรือจัดสถานการณ์ใหม่ ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นเพราะการสอนของครูไม่ดี การวางแผนการสอนให้ สมบูรณ์ดีที่สุดนั้นทำได้ยาก ครูผู้สอนควรใช้แผนการสอนเป็นแนวทางในการดำเนินการสอนเป็นแผนแผน ที่นำทางให้ครูได้ทำการสอนนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้บรรลุเป้าหมาย คือ แสดงพฤติกรรมที่คาดหวังใน การสอนครั้งนั้น ๆ ได้ แนวทางการเขียนแผนการสอน 1. เอกสารประกอบการเขียนแผนการสอน เมื่อผู้สอนได้คิดวางแผนการสอน ผู้สอนก็ต้องเขียนแผนการสอนไว้เป็นลายลักษณ์ อักษร เพื่อใช้ เป็นแนวทางในการดำเนินการสอน ในการเขียนแผนการสอนนั้น ครูผู้สอนจะต้องศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับ หลักสูตร คู่มือครู หนังสือเรียน และหนังสือประกอบการเรียน ดังนี้ 1. เกี่ยวกับหลักสูตร ผู้สอนควรศึกษาเอกสารหลักสูตรโดยละเอียด เพื่อที่จะได้ทราบถึงหลักการ จุดหมายของหลักสูตร โครงสร้างหลักสูตร หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตร ฯลฯ ตลอดจนแนวทางในการ จัดการเรียนการสอน สำหรับหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาอาจ
153 ศึกษาได้จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรอิงมาตรฐานซึ่งจะ กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป 2. เกี่ยวกับคู่มือครู ผู้สอนควรศึกษาคู่มือครูซึ่งเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ครูผู้สอนใช้เป็น แนวทางในการเตรียมการสอน โดยระบุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ลำดับแนวความ คิดต่อเนื่องภายในบท สรุปแนวความคิดที่สำคัญภายในบท กำหนดจำนวนชั่วโมงเรียน โดยประมาณ แนวการปฏิบัติกิจกรรม เวลาเรียน สรุปมโนมติหรือหลักการในแต่ละหัวข้อ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินการสอน ความรู้เพิ่มเติมสำหรับครู ผู้สอนอาจ อาศัยแนวทางการจัดการเรียนการสอนจากคู่มือครูโดยการนำมาปรับ ให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียนและทำเป็นแผนการสอน 3. เกี่ยวกับหนังสือเรียน ผู้สอนควรศึกษาหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเอกสารที่รวบรวม เนื้อหาวิชาตามหลักสูตร ซึ่งสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนใช้ประกอบการเรียน หนังสือเรียนจัดเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการทำแผนการ สอนในส่วนของเนื้อหาได้เป็นอย่างดี และผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความคิด รวบยอดในเนื้อหาวิชานั้นๆ 4. เกี่ยวกับหนังสือประกอบการเรียน ผู้สอนควรศึกษาหนังสือประกอบการเรียนซึ่ง เป็นหนังสือที่ สอดคล้องและเสริมเนื้อหาในหลักสูตร หนังสือประกอบการเรียนเหล่านี้มีประโยชน์ ต่อการทำแผนการ สอนเช่นกัน โดยเป็นแหล่งให้ผู้สอนได้ศึกษาเนื้อหาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 2. การสร้างหลักสูตรสถานศึกษาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยปกติแล้วหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน หลักสูตรสถานศึกษาก็เป็นหลักสูตรอิงมาตรฐานก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น กระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาจึงเริ่มจากการศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มสาระการ เรียนรู้หลักสูตรแกนกลางฯ ศึกษาเป้าหมายในการพัฒนาคนในระดับท้องถิ่น ที่กำหนดโดยสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา แล้วจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาจัดทำเป็นหลักสูตรสถานศึกษา
154 ภาพที่ 10.1 การสร้างหลักสูตรสถานศึกษาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) การจัดทำหลักสูตรของสถานศึกษาตามมาตรฐานตัวชี้วัดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีแนวปฏิบัติดังนี้ การเตรียมการ 1. จัดทำโครงสร้างหลักสูตรของสถานศึกษา 2. ครูผู้สอนจัดทำคำอธิบายรายวิชา 3. ครูผู้สอนจัดทำโครงสร้างรายวิชา 4. ครูผู้สอนจัดทำหน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ และสร้างเครื่องมือวัดผล การเรียนรู้ของผู้เรียน 5. จัดทำระเบียบการวัดและประเมินผล การดำเนินการพัฒนาผู้เรียน 6. ครูสอนตามหน่วยฯ และแผนการจัดการเรียนรู้ 7. ครูประเมินผลการเรียนรู้ตามตัวชี้วัดชั้นปี/ช่วงชั้น 8. สถานศึกษา ตรวจสอบจำนวนหน่วยกิตที่ผู้เรียนเรียนกับเกณฑ์การจบหลักสูตรฯ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) (มาตรฐานการ เรียนรู้-โครงสร้างหลักสูตรฯ -กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน-คุณลักษณะอันพึงประสงค์-สมรรถนะส าคัญ-การวัด และประเมินผล ฯลฯ) หลักสูตรระดับท้องถิ่น(เป้าหมายระดับท้องถิ่น ก าหนดโดย สพท.) หลักสูตรสถานศึกษา •วิสัยทัศน์ •คุณลักษณะอันพึงประสงค์ •สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน •โครงสร้างหลักสูตร •ค าอธิบายรายวิชา •เกณฑ์การวัดผลการเรียนรู้ และการจบหลักสูตร กรรมการสถานศึกษาฯ ให้ความเห็นชอบ น าไปใช้
155 9. สถานศึกษาออกหลักฐานการศึกษาให้กับผู้เรียน ต่อไปนี้จะขยายรายละเอียดในส่วนที่จำเป็น สำหรับการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ที่ สถานศึกษา และครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ควรทราบ 3. การจัดทำโครงสร้างหลักสูตรของสถานศึกษา ในการจัดทำโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา ต้องพิจารณาข้อมูลจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผู้เรียน ระดับท้องถิ่น (หลักสูตรระดับท้องถิ่น) แล้วจึงดำเนินการจัดทำโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับ ความเป็นท้องถิ่น สถานศึกษา สามารถสอดแทรกในวิชาพื้นฐาน สอดแทรกหรือจัดทำเป็นรายวิชาในวิชา เพิ่มเติม และสามารถสอดแทรกในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1. รายวิชาพื้นฐาน ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องให้จำนวนหน่วยกิต/ชั่วโมง ตามที่ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กำหนด การให้ชื่อ วิชาในโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา ระดับประถมศึกษาให้ชื่อวิชาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ให้ชื่อวิชาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือให้ชื่อตามเนื้อหาสาระของ รายวิชานั้น(โครงสร้างเวลาเรียนกำหนดในเอกสารหลักสูตรแกนกลางฯ) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ ตอนปลาย แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ สามารถจัดแยกได้มากกว่า 1 รายวิชา โดย 1 รายวิชาต้องมีหน่วย กิตไม่น้อยกว่า 0.5 หน่วยกิต แต่รวมจำนวนชั่วโมงของกลุ่มสาระฯ แล้วต้องไม่เกินจำนวนชั่วโมงที่กำหนด ในโครงสร้างเวลาเรียนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่กำหนดโดยหลักสูตรแกนกลางฯ การจัดรายวิชา จัดโดย นำตัวชี้วัดที่กำหนดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มาจัดวางในแต่ละปี (ระดับประถมศึกษา) หรือภาคเรียน (ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย) ให้เป็นลำดับที่เหมาะสมกับการรับรู้ของผู้เรียน สำหรับ ระดับชั้นมัธยมศึกษาต้อนต้น และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโครงสร้างเวลา เรียนของหลักสูตรสถานศึกษา สามารถแยกมากกว่า 1 รายวิชาได้ แต่จำนวนหน่วยกิต หรือจำนวนชั่วโมง/ ปีของ 2 รายวิชารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนชั่วโมงในโครงสร้างเวลาเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น ที่กำหนดในหลักสูตรแกนกลางฯ 2. รายวิชาเพิ่มเติม 2.1 ระดับประถมศึกษา จัดรายวิชาปีละไม่เกิน 80 ชั่วโมง และมัธยมศึกษาต้อนต้น จัด รายวิชาปีละไม่เกิน 240 ชั่วโมง ให้ชื่อวิชาที่สอดคล้องกับเนื้อหาสาระของรายวิชา 2.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดรายวิชาปีละไม่น้อยกว่า 1,680 ชั่วโมง ให้ชื่อวิชาที่ สอดคล้องกับเนื้อหาสาระของรายวิชา
156 ข้อสำคัญในรายวิชาเพิ่มเติม ผู้สอนต้องกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่เรียกว่า “ผลการ เรียนรู้” เองให้ชัดเจน เนื่องจากไม่มีตัวชี้วัดรายปี/รายช่วงชั้น และให้ใช้คำว่า “ผลการเรียนรู้” เท่านั้น ไม่ ใช้ คำว่า ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 10.2.3 การกำหนดรหัสวิชา มีหลักเกณฑ์ ดังนี้ หลักที่ 1 หลักที่ 2 หลักที่ 3 หลักที่ 4 หลักที่ 5 หลักที่ 6 กลุ่มสาระฯ ระดับ ปีในระดับการศึกษา ประเภทของรายวิชา ลำดับของรายวิชา ท 1 0 1 01-99 ค 2 1 2 ว 3 2 ส 3 พ 4 ศ 5 ง 6 ใช้รหัสตัวอักษรตามรายการรหัสตัวอักษรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ใช้ อ ภาษาญี่ปุ่น ใช้ ญ ภาษาจีน ใช้ จ เป็นต้น หลักที่ 1 เป็นรหัสตัวอักษรแสดงกลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ ท หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ค หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ว หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ส หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พ หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ศ หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ง หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี การกำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ให้ใช้รหัสของแต่ละภาษาตามรายการที่ กำหนด คือ ข หมายถึงภาษาเขมร จ หมายถึงภาษาจีน ซ หมายถึงภาษารัสเซีย ญ หมายถึงภาษาญี่ปุ่น ต หมายถึงภาษาเวียตนาม น หมายถึงภาษาลาติน บ หมายถึงภาษาบาลี ป หมายถึงภาษาสเปน ฝ หมายถึงภาษาฝรั่งเศส ม หมายถึงภาษามลายู ย หมายถึงภาษาเยอรมัน ร หมายถึงภาษาอาหรับ ล หมายถึงภาษาลาว อ หมายถึงภาษาอังกฤษ และ ฮ หมายถึงภาษาฮินดู
157 กรณีที่สถานศึกษาได้จัดรายวิชาภาษาต่างประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากที่กระทรวงกำหนดไว้ ให้ สถานศึกษาทำเรื่องเสนอ สพฐ. เพื่อกำหนดรหัสตัวอักษรกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างประเทศเพิ่มเติม และ ประกาศให้สถานศึกษาทั่วประเทศได้รับทราบและใช้ให้ตรงกัน หลักที่ 2 เป็นรหัสตัวเลขแสดงระดับการศึกษา ได้แก่ 1 หมายถึง รายวิชาระดับประถมศึกษา 2 หมายถึง รายวิชาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 หมายถึง รายวิชาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักที่ 3 เป็นรหัสตัวเลขแสดงปีที่เรียนของรายวิชา ได้แก่ 0 หมายถึง รายวิชาไม่กำหนดปีที่เรียน จะเรียนปีใดก็ได้ในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย 1 หมายถึง รายวิชาที่เรียนในปีที่ 1 ของระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.1 ม.1 และ ม.4) 2 หมายถึง รายวิชาที่เรียนในปีที่ 2 ของระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.2 ม.2 และ ม.5) 3 หมายถึง รายวิชาที่เรียนในปีที่ 3 ของระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.3 ม.3 และ ม.6) 4 หมายถึง รายวิชาที่เรียนในปีที่ 4 ของระดับประถมศึกษา (ป.4) 5 หมายถึง รายวิชาที่เรียนในปีที่ 5 ของระดับประถมศึกษา (ป.5) 6 หมายถึง รายวิชาที่เรียนในปีที่ 6 ของระดับประถมศึกษา (ป.6) หลักที่ 4 เป็นรหัสตัวเลขแสดงประเภทของรายวิชา ได้แก่ 1 หมายถึง รายวิชาพื้นฐาน 2 หมายถึง รายวิชาเพิ่มเติม หลักที่ 5 และหลักที่ 6 เป็นรหัสตัวเลขแสดงลำดับของรายวิชาแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในปี/ ระดับการศึกษาเดียวกันมีจำนวนตั้งแต่ 01-99 สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ควรกำหนดรหัส วิชาเป็นช่วงลำดับ ดังนี้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 01-19 รายวิชาในกลุ่มฟิสิกส์ 21-39 รายวิชาในกลุ่มเคมี 41-59 รายวิชาในกลุ่มชีววิทยา 61-79 รายวิชาในกลุ่มโลกและอวกาศ 81-99 รายวิชาในกลุ่มวิทยาศาสตร์อื่นๆ
158 4. การจัดทำคำอธิบายรายวิชา มีแนวการดำเนินการ ดังนี้ ในการจัดทำคำอธิบายรายวิชาทุกวิชา ทุกระดับชั้น ต้องนำเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนของ หลักสูตรระดับท้องถิ่นที่กำหนดโดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามาจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนด้วย เนื่องจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีหน้าที่จะต้องประเมินคุณภาพของผู้เรียนตามเป้าหมายของ หลักสูตรระดับท้องถิ่นด้วย ในการจัดทำคำอธิบายรายวิชา มีแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้ 1. ระดับประถมศึกษา 1.1 ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน สอนระดับชั้นเดียวกัน ร่วมกันศึกษาและ วิเคราะห์ตัวชี้วัดชั้นปี และสาระการเรียนรู้แกนกลางตามที่หลักสูตรแกนกลางฯ กำหนด แต่ละตัวชี้วัดว่า มี คำหรือข้อความสำคัญ (keywords) ใดที่เป็นความรู้ (k) ทักษะ/กระบวนการ (p) และคุณลักษณะ (a) :ซึ่ง เป็นคุณลักษณะของรายวิชาที่ปรากฏตามตัวชี้วัด อาจจะไม่ตรงกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่หลักสูตร แกนกลางฯ กำหนดก็ได้จัดแยกไว้เป็นส่วนๆ วิเคราะห์ให้ครบทุกตัวชี้วัดที่กำหนดในรายวิชาโดยอาจจะใช้ แบบฟอร์มแบบฟอร์มการเขียนคำอธิบายรายวิชาซึ่งจะนำเสนอรายละเอียดต่อไป 1.2 นำข้อความที่วิเคราะห์ไว้ (ด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะ) มาสังเคราะห์ หรือร้อยเรียงเขียนเป็นคำอธิบายรายวิชา โดยอาจจะให้ข้อความทั้ง 3 ส่วนที่วิเคราะห์ไว้ ผสมกลมกลืน หรือเขียนแยกส่วนของความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะไว้คนละย่อหน้าก็ได้ และย่อหน้าสุดท้ายของคำอธิบายรายวิชา ต้องระบุด้วยว่า วิชานี้มีตัวชี้วัดอะไรบ้าง โดยเขียนเป็นรหัส กำกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดไว้ด้วย ดังนี้ ว 1.1 ป. 1/2 ป.1/2 หมายถึง ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ข้อที่ 2 1.1 หมายถึง สาระที่ 1 มาตรฐานข้อที่ 1 ว หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2.1 ครูที่สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน ระดับชั้นเดียวกัน ศึกษาและวิเคราะห์ ตัวชี้วัดชั้นปีตามที่หลักสูตรแกนกลางฯ กำหนด แล้วช่วยกันจัดวางตัวชี้วัดไว้ในภาคเรียนที่ 1 และภาค เรียนที่ 2 ตัวชี้วัดที่จัดวางในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 อาจจะซ้ำกัน หรือไม่ซ้ำกันก็ได้ แล้วแต่ ดุลพินิจของผู้สอน ซึ่งต้องคำนึงถึงเวลาที่ใช้สอนในแต่ละภาคเรียนด้วยว่ามีเพียงพอหรือไม่ และถ้านำ ตัวชี้วัดใดไว้ในภาคเรียนใด ในภาคเรียนนั้นต้องประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามตัวชี้วัดนั้นด้วยทุก ตัวชี้วัด 2.2 ครูผู้สอนวิเคราะห์ตัวชี้วัดชั้นปี และสาระการเรียนรู้แกนกลางตามที่หลักสูตร แกนกลางฯ กำหนดสำหรับภาคเรียนที่ 1 แต่ละตัวชี้วัดว่า มีคำ หรือข้อความสำคัญ (keywords) ใดที่เป็น ความรู้ (K) ทักษะ/กระบวนการ (P) และคุณลักษณะ (A) ซึ่งเป็นคุณลักษณะของรายวิชาที่ปรากฏตาม
159 ตัวชี้วัด อาจจะไม่ตรงกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่หลักสูตรแกนกลางฯ กำหนด ก็ได้ จัดแยกไว้เป็น ส่วนๆ ให้ครบทุกตัวชี้วัดของภาคเรียนนั้น 2.3 นำข้อความที่วิเคราะห์ไว้ (ด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะ) มาสังเคราะห์ หรือร้อยเรียงเขียนเป็นคำอธิบายรายวิชาโดยอาจจะให้ข้อความทั้ง 3 ส่วนที่วิเคราะห์ไว้ผสม กลมกลืน หรือเขียนแยกส่วนของความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะไว้คนละย่อหน้าก็ได้ และย่อ หน้าสุดท้ายของคำอธิบายรายวิชา ต้องระบุด้วยว่า วิชานี้มีตัวชี้วัดอะไรบ้าง โดยเขียนเป็นรหัสกำกับ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดไว้ด้วย ดังนี้ ว 1.1 ม. 1/2 ม.1/2 หมายถึง ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ข้อที่ 2 1.1 หมายถึง สาระที่ 1 มาตรฐานข้อที่ 1 ว หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เนื่องจากหลักสูตรแกนกลางฯ กำหนดตัวชี้วัดเป็นช่วงชั้น(ม.4-ม. 6) ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนั้น ครูผู้สอนควรดำเนินการ ดังนี้ 3.1 ครูที่สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน ระดับชั้นเดียวกัน ศึกษาและวิเคราะห์ ตัวชี้วัดช่วงชั้นตามที่หลักสูตรแกนกลางฯ กำหนด แล้วช่วยกันจัดวางตัวชี้วัดไว้ในแต่ละระดับชั้น (ม.4 ม.5 และ ม.6) ในแต่ละภาคเรียน (ภาคเรียนที่ 1-6) ตัวชี้วัดที่จัดวางในแต่ละภาคเรียน อาจจะซ้ำกัน หรือไม่ซ้ำ กันก็ได้ แล้วแต่ดุลพินิจของผู้สอน ซึ่งต้องคำนึงถึงเวลาที่ใช้สอนในแต่ละภาคเรียนด้วยว่ามีเพียงพอหรือไม่ และถ้านำตัวชี้วัดใดไว้ในภาคเรียนใด ในภาคเรียนนั้นต้องประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามตัวชี้วัดนั้น ด้วยทุกตัวชี้วัด 3.2 ครูผู้สอนวิเคราะห์ตัวชี้วัดช่วงชั้น และสาระการเรียนรู้แกนกลางตามที่หลักสูตร แกนกลางฯ กำหนดสำหรับแต่ละภาคเรียน พิจารณาว่า แต่ละตัวชี้วัด มีคำ หรือข้อความสำคัญ (keywords) ใดที่เป็นความรู้ (K) ทักษะ/กระบวนการ (P) และ คุณลักษณะ(A) ซึ่งเป็นคุณลักษณะของ รายวิชาที่ปรากฏตามตัวชี้วัด อาจจะไม่ตรงกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่หลักสูตรแกนกลางฯ กำหนดก็ ได้ จัดแยกไว้เป็นส่วน ๆ ให้ครบทุกตัวชี้วัดของภาคเรียนนั้น โดยอาจจะใช้แบบฟอร์มข้างล่าง 3.3 นำข้อความที่วิเคราะห์ไว้ (ด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ คุณลักษณะ) มา สังเคราะห์ หรือร้อยเรียงเขียนเป็นคำอธิบายรายวิชา โดยอาจจะให้ข้อความทั้ง 3 ส่วนที่วิเคราะห์ไว้ผสม กลมกลืน หรือเขียนแยกส่วนของความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะไว้คนละย่อหน้าก็ได้ และย่อ หน้าสุดท้ายของคำอธิบายรายวิชา ต้องระบุด้วยว่า วิชานี้มีตัวชี้วัดอะไรบ้าง โดยเขียนเป็นรหัสกำกับ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดไว้ด้วย ดังนี้
160 ว 1.1 ม. 4-6/1 ม.4-6/1 หมายถึง ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ข้อที่ 1 1.1 หมายถึง สาระที่ 1 มาตรฐานข้อที่ 1 ว หมายถึง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบฟอร์มการเขียนคำอธิบายรายวิชาอาจจะเป็น ดังนี้ การวิเคราะห์เพื่อจัดทำคำอธิบายรายวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้............................วิชา.......................... ระดับชั้น.............ภาคเรียนที่............. .. ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น ความรู้ ทักษะ / กระบวนการ คุณลักษณะฯ ว1.1ป.1/1เปรียบเทียบ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต 1.สิ่งมีชีวิต 2.สิ่งใม่มีชีวิต 1.การสังเกตและ เปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตและ สิ่งไม่มีชีวิต 1.มีความสนใจสังเกต สิ่งต่าง ๆ ว1.1 ป.1/2สังเกตและ อธิบายลักษณะและหน้าที่ ของโครงสร้างภายนอกของ พืชและสัตว์ 1.ลักษณะและ หน้าที่ของโครงสร้าง ภายนอกของพืช 2.ลักษณะและ หน้าที่ของโครงสร้าง ภายนอกของสัตว์ 1.การสังเกตลักษณะและ หน้าที่ของโครงสร้าง ภายนอกของพืชและสัตว์ 1.มีความสนใจสังเกต สิ่งต่าง ๆ .................................... ............................ ....................................... ................................. แบบฟอร์มการเขียนคำอธิบายรายวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้................................................ ........................................... .................................. วิชา..............................................ชั้น.........เวลาเรียน..........ชั่วโมง จำนวน.......หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... รหัสตัวชี้วัด .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................
161 5. การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ในการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีแนวการดำเนินการ ดังนี้ 1. จัดทำโครงสร้างรายวิชา 2. กำหนดเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ 3. กำหนดหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กำหนด (ออกแบบการ ประเมินผลการเรียนรู้ และกำหนดผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงาน) 4. ออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามเป้าหมายที่กำหนด โดยตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้จาก “หลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้” การจัดทำโครงสร้างรายวิชา เมื่อได้รายวิชาลงโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษาเรียบร้อยแล้ว ครูผู้สอนจัดทำ โครงสร้างรายวิชาโดยดำเนินการ ดังนี้ 1. กำหนดชื่อหน่วยการเรียนรู้ โดยพิจารณาคำ/ข้อความสำคัญ (keywords) หรือเนื้อหา ในตัวชี้วัดของรายวิชามาจัดกลุ่ม โดยนำตัวชี้วัดที่มีเนื้อหาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือเป็นเรื่องเดียวกัน มา รวมกันจัดเป็น 1 หน่วยการเรียนรู้ ซึ่งใน 1 รายวิชาจะมีหลายหน่วยฯ และแต่ละหน่วยฯ จะมีตัวชี้วัดซ้ำ หรือไม่ซ้ำกันก็ได้ อยู่ในดุลพินิจของผู้สอน แต่เวลาที่ใช้จัดการเรียนรู้รวมทั้งหมด ต้อง ไม่เกินจำนวนชั่วโมง ที่กำหนดในโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา แล้วตั้งชื่อหน่วยให้น่าสนใจสำหรับผู้เรียน 2. ระบุมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดที่นำมาจัดทำเป็นหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วย การเรียนรู้ โดยเขียนรหัสมาตรฐาน ระดับชั้นและตัวชี้วัดที่นำมาจัดทำหน่วยฯ ทั้งหมด 3. กำหนดสาระสำคัญ สำหรับแต่ละหน่วยการเรียนรู้ เป็นข้อความที่ระบุว่าผู้เรียนรู้อะไร มีทักษะอะไร (อาจจะมีคุณลักษณะอย่างไรด้วย) และหน่วยนี้มีคุณค่าต่อผู้เรียนอย่างไรในระยะสั้นและ ระยะยาวโดยร้อยเรียงข้อมูลของทุกตัวชี้วัด และเขียนเป็น concept ภาพรวมของหน่วยการเรียนรู้ ที่ ต้องการกำหนดให้เป็นองค์ความรู้ เป็นความเข้าใจที่ฝังติดตัวผู้เรียนไปเป็นเวลานาน และสามารถนำมาใช้ ได้เมื่อต้องการ ซึ่งมีวิธีเขียน 4 แนวทาง ได้แก่ 3.1 เขียนลักษณะหลักเกณฑ์ หรือหลักการ เช่น “พืชตอบสนองต่อแสง เสียง และการสัมผัส ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมภายนอก” 3.2 เขียนลักษณะความคิดรวบยอด เช่น “พืชและสัตว์ต้องการอาหาร น้ำและ อากาศ เพื่อการดำรงชีวิต และการเจริญเติบโต” หรือเขียนแบบความเข้าใจที่คงทน เช่น “การดำรงชีวิต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโดยประยุกต์ใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ชีวิตมีความสุข” 3.3 เขียนลักษณะกระบวนการ กรณีที่ภาพรวมของหน่วยฯ เน้นกระบวนการ เช่น หน่วยฯ นี้เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เขียนสาระสำคัญได้ คือ “การวิเคราะห์สาเหตุ ของปัญหาอย่าง กว้างขวางหลายมิติ กำหนดทางเลือกในการแก้สาเหตุของปัญหาอย่างหลากหลาย เลือกทางเลือก ในการ
162 แก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ดำเนินการแก้ปัญหาตามทางเลือกที่กำหนด ประเมินและปรับปรุง การแก้ปัญหา อย่างรอบคอบเป็นระยะ ๆ ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” 3.4 เขียนลักษณะความสัมพันธ์ เช่น “วิธีการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีผลกระทบ ต่อระบบนิเวศในสายน้ำ” 4. กำหนดระยะเวลา(จำนวนชั่วโมง)สำหรับแต่ละหน่วยการเรียนรู้ รวมทุกหน่วยฯ แล้วมี จำนวนชั่วโมงเท่ากับจำนวนชั่วโมงของรายวิชา 5. กำหนดน้ำหนักคะแนนของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ตามความสำคัญของแต่ละหน่วย เพื่อการกำหนดคะแนนสำหรับการประเมินผลการเรียนรู้ของแต่ละหน่วยฯ ให้เหมาะสมตามความสำคัญ ของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ การจัดทำโครงสร้างรายวิชา อาจจะใช้แบบฟอร์มในการบันทึก ดังต่อไปนี้ การจัดทำโครงสร้างรายวิชา โครงสร้างรายวิชา................................................ กลุ่มสาระการเรียนรู้....................................... ... ชั้น.................................. เวลา..............ชั่วโมง จำนวน............หน่วยกิต ภาคเรียนที่..................... ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มฐ. ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน รวมตลอดปี/ภาค 6. การจัดทำหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน การจัดทำหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน เป็นหน่วยการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด เป็น เป้าหมายของหน่วยฯ ขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการใช้หลักสูตรสถานศึกษา เป็นการนำ มาตรฐานการเรียนรู้สู่การปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ สพฐ. แนะนำ คือ ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค backward design ซึ่งมี 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ ได้แก่ 1. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ 2. กำหนดหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายการเรียนรู้ที่กำหนด 3. ออกแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กำหนด
163 ขั้นที่ 1 กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้จากที่เป็นหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน เป้าหมาย การเรียนรู้ของหน่วยฯ ได้แก่ ชื่อหน่วย.................................................... เป้าหมายการเรียนรู้ สาระสำคัญ ........................(นำมาจากโครงสร้างรายวิชา)................................. ตัวชี้วัด...........(นำมาจากโครงสร้างรายวิชาเขียนรหัสและรายละเอียดของแต่ละตัวชี้วัด).................. คุณลักษณะ...(นำมาจากตารางการวิเคราะห์ตัวชี้วัดเพื่อจัดทำคำอธิบายรายวิชา หรืออาจจะเลือก คุณลักษณะที่สำคัญและเด่น กำหนดเป็นคุณลักษณะของหน่วยฯ).................. ขั้นที่ 2 กำหนดหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นการนำเป้าหมายทุกเป้าหมาย (สาระสำคัญ ตัวชี้วัดทุกตัวชี้วัด และคุณลักษณะ) มากำหนดหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียน อาจจะใช้ตาราง ดังนี้ เป้าหมาย หลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ ................................................................... (ผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงาน) .......................................................................... ตัวชี้วัด ว1.1ป.1/1............................................................ (ผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงาน) ........................................................................... คุณลักษณะ ........................................................................... (ผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงาน) ……………………………………………….. การกำหนดหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการ ออกแบบการประเมินผลการเรียนรู้ให้เหมาะสม โดยใช้เทคนิคของการประเมินผลการเรียนรู้ที่หลากหลาย ดังนี้ 1. ข้อสอบปรนัยเลือกตอบ จับคู่ ถูกผิด 2. ข้อสอบเติมคำ หรือเติมข้อความ หรือเขียน mind map 3. เขียนบรรยาย เขียนเรียงความ เขียนเล่าเรื่อง เขียนรายงาน 4. การแสดงหรือการปฏิบัติในสถานศึกษา เช่น โต้วาที พูดสนทนา อภิปราย ทดลองทาง วิทยาศาสตร์ อ่าน... แสดงบทบาทสมมุติ (role play)… ประกอบอาหาร... สืบค้นข้อมูล...... โดยใช้ internet
164 5. การแสดงในสถานการณ์จริง หรือสภาพชีวิตจริงนอกสถานศึกษา เช่น “สำรวจราคา พืชผักในตลาด สรุป และนำเสนอผลการสำรวจ” แล้วเขียนรายงานส่ง หรือนำมาเล่าให้เพื่อนนักเรียนฟัง ในชั่วโมง” 6. หลักฐานแสดงการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่มีการประเมินผู้เรียนตลอดเวลา ทุกวัน เช่น ผู้เรียนบันทึกพฤติกรรม........ หรือการสังเกตพฤติกรรม......ของผู้เรียนตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่น จนหลับนอน ทุกวัน สำหรับเป้าหมายการเรียนรู้ 1 เป้าหมาย อาจจะมีหลักฐาน (ผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงาน) มากกว่า 1 อย่างก็ได้ เพื่อเป็นการยืนยัน สร้างความมั่นใจให้กับครูผู้สอนว่า ผู้เรียนมีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ จริง และหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ 1 อย่าง อาจจะตอบได้หลายเป้าหมายก็เป็นได้ ก็เขียนซ้ำกันหลาย เป้าหมายได้ เนื่องจากเป็นหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจน ขั้นที่ 3 ออกแบบการจัดการเรียนรู้แนวดำเนินการ ดังนี้ 1. จัดลำดับหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ โดยนำหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ทั้งหมด ที่ระบุในในขั้นที่ 2 (หลักฐานที่ซ้ำกัน ให้นำมาจัดลำดับครั้งเดียว) ตามลำดับที่ครูผู้สอนจะทำการสอน ผู้เรียน ให้เป็นลำดับให้เหมาะสม 2. กำหนดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยนำหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้เป็นหลักในการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนทำภาระกิจ หรือผลิตผลงาน/ชิ้นงานได้ตามที่กำหนดใน ขั้นที่ 2 ด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยครูเป็นคนกำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเข้าใจ แล้วทำงานได้ บรรลุเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ของหน่วยฯที่กำหนด โดยอาจจะออกแบบตารางบันทึก ดังนี้ หลักฐาน กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ อุปกรณ์ ชั่วโมง 1................................. 2................................ กิจกรรมที่ 1 (เขียนกิจกรรมหลัก ๆ) 1............................................................ 2............................................................ 3................................ กิจกรรมที่ 2 1.............................................................. 2.............................................................. ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ 1 ชุดของกิจกรรม อาจจะสามารถทำให้ผู้เรียนมีผลงาน/ ชิ้นงาน/ ทำภาระงานได้ตามหลักฐานที่กำหนดหลายหลักฐานก็ได้ หรือ 1 หลักฐาน ต่อ 1 ชุดของกิจกรรม ก็ได้ อยู่ในดุลพินิจของผู้สอน และขณะออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ครูควรออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ พัฒนาสมรรถนะ 5 สมรรถนะตามที่กำหนดในหลักสูตรแกนกลางฯให้แก่ผู้เรียนด้วย
165 เมื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้ครบทุกหลักฐานแล้ว ให้นำข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่เริ่มกำหนด หน่วยฯ มาเขียนรายละเอียดลักษณะเดียวกับแผนการจัดการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ที่แนะนำ คือเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ใหญ่ 1 แผนฯ ต่อ 1 หน่วยการเรียนรู้ โดยในขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ให้แยก กิจกรรม 1 ช่วง (นำเข้าสู่บทเรียน-สอน-สรุปประเมิน) ให้ตรงกับจำนวนชั่วโมงในตารางสอนโดอาจจะให้มี องค์ประกอบ ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่... กลุ่มสาระการเรียนรู้....................................................................รายวิชา.......................................... ชั้น..........................ภาคเรียนที่.............................ปีการศึกษา.......................................................... ชื่อหน่วยการเรียนรู้.................................................................................................เวลา.........ชั่วโมง มาตรฐานการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ตัวชี้วัด ............................................................................................................................................................ สาระสำคัญ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ สาระการเรียนรู้ (วิเคราะห์จากตัวชี้วัดทั้งหมดของหน่วยฯ) ความรู้ ............................................................................................................................................................ ทักษะ/กระบวนการ ............................................................................................................................................................ คุณลักษณะ ............................................................................................................................................................ กิจกรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ สื่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ ............................................................................................................................................................
166 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป้าหมาย หลักฐาน วิธีวัด เครื่องมือวัด สาระสำคัญ ................................. .................................... ................................... .................................. ตัวชี้วัด ................................. ................................... ................................... ................................. คุณลักษณะ ................................... .................................. ................................... .................................. จากนี้ ครูผู้สอนต้องสร้างเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามที่กำหนดข้างบนให้ครบ 7. การประเมินหน่วยการเรียนรู้ เมื่อครูผู้สอนออกแบบการจัดการเรียนรู้เรียบร้อยแล้ว ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ(ครูสอนในกลุ่มสาระการ เรียนรู้เดียวกัน) อย่างน้อย 3 คน ช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมของหน่วยการจัดการเรียนรู้ที่ จะนำไปจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยอาจจะใช้แบบประเมิน ดังนี้ แบบประเมินการจัดทำหน่วยการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้................................................ชื่อหน่วยการจัดการเรียนรู้............................... ..... ชั้น............................เวลา..........................ครูผู้สอน...................................................... .............. คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ✓ลงในชื่อที่ตรงกับความคิดเห็นของท่าน 4 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด 3 หมายถึง เหมาะสมมาก 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด รายการ ความเหมาะสม 4 3 2 1 1.ชื่อหน่วยฯ กระทัดรัด ชัดเจน ครอบคลุมเนื้อหาสาระ น่าสนใจ 2.มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดมีความเชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม 3.ความสอดคล้องของสาระสำคัญ กับมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด 4.ความครอบคลุมของสาระสำคัญกับตัวชี้วัดทั้งหมดของหน่วยฯ 5.ความเหมาะสมของจำนวนชั่วโมง 6.ความครบถ้วนของสาระการเรียนรู้กับตัวชี้วัด
167 รายการ ความเหมาะสม 4 3 2 1 7.ความครบถ้วนของทักษะ/กระบวนการกับตัวชี้วัด 8.ความครบถ้วนของคุณลักษณะกับตัวชี้วัด 9.ความเหมาะสมของผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงานเพื่อการประเมินผลการ เรียนรู้ รวบยอดของหน่วยฯ 10.กิจกรรมการเรียนรู้ สามารถทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะ ครบตามตัวชี้วัดของหน่วยฯ และเน้นสมรรถนะสำคัญที่ หลักสูตรแกนกลางฯ กำหนด 11.ความเหมาะสมของสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ 12.ความเหมาะสมของวิธีการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ 13.ความเหมาะสมของเครื่องมือวัด และประเมินผลการเรียนรู้ 14.ความเหมาะสมของเกณฑ์การวัด และประเมินผลการเรียนรู้ 15.หน่วยการเรียนรู้สามารถนำไปจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้จริง รวมคะแนน/สรุปผลการประเมิน คะแนนเฉลี่ย เกณฑ์การตัดสินคุณภาพของหน่วยการเรียนรู้ กรณีใช้คะแนนรวม คะแนน 15-30 หมายถึง ปรับปรุง คะแนน 31-40 หมายถึง พอใช้ คะแนน 41-50 หมายถึง ดี คะแนน 51-60 หมายถึง ดีมาก กรณีใช้คะแนนเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.75 หมายถึง ปรับปรุง คะแนนเฉลี่ย 1.76-2.50 หมายถึง พอใช้ คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.25 หมายถึง ดี คะแนนเฉลี่ย 3.26-4.00 หมายถึง ดีมาก เมื่อหน่วยการเรียนรู้ที่ได้ออกแบบมีคุณภาพผ่านเกณฑ์การประเมินแล้ว ครูผู้สอนจึงนำไปจัดการ เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามที่หลักสูตรสถานศึกษากำหนด และมีคุณภาพ ตามที่ได้มุ่งหมายไว้
168 ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องสิ่งมีชีวิตกับ กระบวนการดำรงชีวิต ชื่อแผน ระบบไหลเวียนเลือด แผนการจัดการเรียนที่ 1 วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 1 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ว1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและ หน้าที่ของระบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทำงานสัมพันธ์กัน มีกระบวนสืบเสาะหาความรู้สื่อสารสิ่งที่เรียน ตัวชี้วัด ว.1.1 ม.2/1 อธิบายโครงสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนเลือด ระบบ หายใจ ระบบขับถ่าย ระบบสืบพันธ์ของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งระบบประสาทของมนุษย์ มาตรฐานการเรียนรู้ ว.8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบ เสาะหาความรู้ การแก้ปัญหารู้ว่าปรากฏการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถ อธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสังคมและสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด ว.8.1 (ม.1-3/1) ตั้งคำถามกำหนดประเด็นหรือตัวแปรที่สำคัญในการสำรวจตรวจสอบ หรือศึกษา ค้นคว้าเรื่องที่สนใจได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้ ว.8.1(ม.1-3/1) จัดแสดงผลงานและชิ้นงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และ ผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2.สาระสำคัญ ระบบไหลเวียนเลือดของมนุษย์ประกอบด้วย เลือด หัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อ ร่างกาย นอกจากการลำเลียงสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆทั่วร่างกายแล้วงยังสามารถลำเลียงแก๊สของเสีย และสารอื่นๆไปทั่วร่างกายได้อีกด้วย 3.จุดประสงค์/เป้าหมายการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ 3.1.1 เข้าใจระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์โดยมีหลอดเลือดเป็นท่อลำเลียงเลือดซึ่ง จัดเป็นการหมุนเวียนแบบปิด ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ เลือด หัวใจและหลอดเลือด
169 3.2 ทักษะกระบวนการ 3.2.2 ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 3.3.3 ทักษะการทดลอง 3.3.4 ทักษะการสังเกต 3.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.3.1 เน้นความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ใฝ่เรียนรู้ และการแสดงความคิดเห็น 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 โครงสร้างภายในของหัวใจ 4.2 หลอดเลือดและท่อลำเลียงเลือด 4.3 ลิ้นหัวใจ 4.4 ระบบไหลเวียนเลือด 5. กระบวนการจัดการเรียนรู้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูนำแผนภาพรูปหัวใจให้นักเรียนสังเกต 1.2 ครูใช้คำถามกระตุ้นชวนคิด โดยครูถามนักเรียนว่าภาพที่นักเรียนเห็นว่าหัวใจคนและ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีโครงสร้างเหมือนหรือคล้ายคลึงกันหรือไม่อย่างไร 2. ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย 5 คน นักเรียนทำกิจกรรมการทดลอง เรื่อง หัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบันทึกกิจกรรมการทดลอง 3. ขั้นอธิบายลงข้อสรุป 3.1 ตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูสรุปผลการทดลองจากที่นักเรียนออกมานำเสนอโดยใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน พร้อมการนำประโยชน์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน 3.3 ครูให้นักเรียนส่งตัวแทนออกมาติดบัตรคำหน้าชั้นเรียนเพื่อทดสอบความรู้ความ เข้าใจ 4. ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูใช้คำถามกระตุ้นชวนคิด นักเรียนคิดว่าถ้าหัวใจเราหยุดทำงานจะเป็นอย่างไร 4.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมถึงความสำคัญของหัวใจ
170 4.3 ครูยกตัวอย่างเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ในการทำลิ้นหัวใจเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจ ในการทำลิ้นหัวใจเทียม 2 ชนิด ลิ้นหัวใจเทียมชนิดลูกบอลและลิ้นหัวใจชนิดลิ้นหัวใจหมู 5.ขั้นประเมิน 5.1 ประเมินจากการทำกิจกรรมการทดลอง 5.2 ประเมินจากการทดสอบติดบัตรคำ เรื่อง ระบบไหลเวียนเลือด 5.3 ประเมินจากกระบวนทำกิจกรรมร่วมผู้อื่น 6. สื่อ/อุปกรณ์ 6.1 สื่อการสอน 6.1.1 กิจกรรมการทดลองเรื่องหัวใจสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 6.1.2 รูปภาพโครงสร้างลักษณะหัวใจภายนอก 6.1.3 รูปภาพโครงสร้างลักษณะหัวใจภายใน 6.1.4 รูปภาพลิ้นหัวใจเทียมชนิดลูกบอลและชนิดลิ้นหัวใจหมู 6.2 อุปกรณ์การทดลอง 6.2.1 เอทิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) 6.2.2 สำลี 6.2.3 หัวใจหมู 6.2.4 กล่องใส่หัวใจหมู 6.2.5 แท่งแก้วคนสาร 6.2.6 ถาดรอง 6.2.7 มีดผ่าตัด 6.2.8 ผ้าเช็ดโต๊ะ 6.2.9 ถุงมือยาง 7. การวัดและประเมินผล 7.1 วิธีการวัดและประเมินผล 7.1.1 สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมด้วยความตั้งใจ 7.1.2 การแสดงความคิดเห็น 7.2 เครื่องมือวัดและประเมินผล 7.2.1 สังกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 7.2.2 การตอบคำถาม 7.3 เกณฑ์การวัดและประเมินผล 7.3.1 สังเกตการใช้ทักษะกระบวนการการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
171 7.3.2ส่งงานทันเวลาที่กำหนดโดยเกณฑ์การผ่านร้อยละ 80 8.บทบาทของครู 8.1 การตั้งคำถามกระตุ้นนักเรียน 8.1 เน้นการทำกิจกรรมเพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจ 9.บทบาทของนักเรียน 9.1 มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมด้วยความตั้งใจ 10.กิจกรรมเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………….....……………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………….....……………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
172 ใบบันทึกกิจกรรมที่ 1 เรื่อง การศึกษาหัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1.จุดประสงค์ของกิจกรรม 1.1 ศึกษาโครงสร้างของหัวใจ 1.2 ศึกษารูปร่างลักษณะหลอดเลือดและท่อลำเลียง 1.3 ศึกษารูปร่างลักษณะของลิ้นหัวใจ 1.4 ศึกษาการหมุนเวียนเลือดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2.วัสดุอุปกรณ์ 2.1 หัวใจหมู 2.2 กล่องพลาสติกใส (สำหรับใส่หัวใจหมู) 2.3 แท่งแก้วคนสาร 2.4 ถาดรอง 2.5 มีด 2.6 ผ้าเช็ดโต๊ะ 2.7 ถุงมือยาง 3. วิธีการทำกิจกรรม ศึกษาหัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น หัวใจหมู โดยให้นักเรียนสวมถุงมือยาง นำหัวใจมาล้างให้สะอาด แล้วดำเนินการทดลองดังนี้ 3.1 สังเกตรูปร่างภายนอกและหลอดเลือดที่ผิวรอบนอกสุดของหัวใจ 3.2 สังเกตความหนาของผนังหลอดเลือดที่ติดต่อกับหัวใจ ใช้แท่งแก้วหรือนิ้วมือสอดลงไปตาม หลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 3.3 ใช้มีดผ่าตามเส้นเลือดไปจนถึงผนังห้องหัวใจ สังเกตลักษณะลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้อง บนกับหัวใจห้องล่าง และสังเกตความหนาของหัวใจ 3.4 ใช้มีดทำการผ่าหัวใจอีกด้านหนึ่งผ่าตามเส้นเลือดจนถึงผนังห้องหัวใจ สังเกตลักษณะลิ้นหัวใจ ที่กั้นระหว่างหัวใจห้องบนกับหัวใจห้องล่าง และสังเกตความหนาของหัวใจ
173 แผนภาพโครงสร้างของหัวใจสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แบบบันทึกผลการบันทึกกิจกรรมการทดลอง ส่วนประกอบของหัวใจ ผลการสังเกต 1. Superior vena cava เป็นเส้นเลือดดำขนาดใหญ่ผนังของเส้นเลือดจะบาง 2. Right atrium หัวใจห้องบนขวาส่วนของผนังกล้ามเนื้อหัวใจจะมีผิวเรียบ 3. Tricuspid valve มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆมีเส้นใยยึดอยู่ด้านล่างมี 3 แฉก กั้นระหว่าง right atrium กับ right ventricle เป็นส่วนของลิ้นหัวใจ 4. Right ventricle หัวใจห้องล่างขวาส่วนของผนังกล้ามเนื้อหัวใจจะมีผิวขรุขระและหนา 5. Pulmonary artery left เป็นเส้นเลือดดำที่นำเลือดไปฟอกที่ปอดผนังของเส้นเลือดจะบาง 6. Pulmonary vain left เป็นเส้นเลือดแดงที่นำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจซึ่งมีผนังของเส้นเลือด หนา 9. Left atrium หัวใจห้องบนซ้ายผนังของกล้ามเนื้อหัวใจจะเรียบ 8. Bicuspid valve มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆมีเส้นใยยึดอยู่ด้านล่างมี 2 แฉก กั้นระหว่าง left atrium กับ left ventricle เป็นส่วนของลิ้นหัวใจ 9. left ventricle หัวใจห้องล่างซ้ายของผนังผนังกล้าเนื้อหัวใจจะมีผิวขุขระ 10. Aortic semilunar valve เป็นเยื่อบางๆมีรูปร่างลักษณะเหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว
174 สรุปผลการสังเกต จากกิจกรรมการทดลองการผ่าตัดหัวใจหมูจะเห็นได้ว่าโครงสร้างภายในของหัวใจ มีหลอดเลือด แดงและหลอดเลือดดำซึ่งผนังของหลอดเลือดดำจะบางส่วนหลอดเลือดแดงจะหนา หัวใจแบ่งเป็น 4 ห้อง ด้านขวา 2 ห้อง แบ่งเป็นหัวใจห้องบนขวาและหัวใจห้องล่างขวา ซึ่งจะมีลิ้นกั้นเรียกว่า (tricuspid valve) ส่วนด้านซ้าย แบ่งออกเป็น 2 ห้อง แบ่งเป็นหัวใจห้องบนซ้ายและหัวใจห้องล่างซ้าย มีลิ้นกั้นเรียกว่า (bicuspid valve) ส่วนกล้ามเนื้อหัวใจด้านซ้ายจะหนากว่าด้านขวา นอกจากนี้หัวใจห้องล่างซ้ายจะต่อกับ เส้นเลือดแดงใหญ่และมีลิ้นกั้นป้องกันการไหลกลับของเลือดจะมีลักษณะเหมือนกับรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ลิ้นนี้เรียกว่าลิ้น (aortic semilunar valve)
175 ชื่อกลุ่ม .............................................................................. รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม 1.................................................................................................................................................... 2.................................................................................................................................................... 3.................................................................................................................................................... 4................................................................................................................................................... 5.................................................................................................................................................... ลำดับ ที่ รายการประเมิน คุณภาพการปฏิบัติ 4 3 2 1 1 ความร่วมมือกันทำกิจกรรม 2 การแสดงความคิดเห็น 3 การรับฟังความคิดเห็น 4 การตั้งใจทำงาน 5 การแก้ไขปัญหาหรือปรับปรุงผลงาน รวม เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 18 - 20 14 - 17 10 – 13 ต่ำกว่า 10 ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม
176 คำชี้แจง : ให้คะแนนการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ชื่อ-สกุล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการ สังเกต ทักษะการจัด กระทำและ นำเสนอข้อมูล ทักษะการ ทดลอง ทักษะการ ตีความหมาย ข้อมูลและ การลง ข้อสรุป รวม ผลการ ประเมิน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ…………………………….ผู้ประเมิน (…………………………………) ………./………/…………… เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน แบบประเมินความสามารถด้านทักษะวิทยาศาสตร์
177 เกณฑ์การให้คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10 – 12 3 = ดี 7 – 9 2 = พอใช้ 0 - 6 1 = ปรับปรุง สรุป การวางแผนการสอนเป็นขั้นหนึ่งในการจัดระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ หรือ อาจกล่าวได้ ว่าแผนการสอนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการเรียนการสอนอย่างมีระบบ ซึ่งจะทำให้การจัดการเรียน การสอนมีประสิทธิภาพสูงกว่าการจัดการเรียนการสอนโดยไม่มีแผน การสอน แผนการสอนเป็นลำดับ ขั้นตอนและกิจกรรมทั้งหมดของผู้สอน และผู้เรียนที่ผู้สอน กำหนดไว้เป็นแนวทางในการจัดสถานการณ์ให้ ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ แผนการสอนประกอบด้วย วัตถุประสงค์การเรียนการสอน เนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียน การสอน สื่อการสอน การประเมินผล และกำหนดเวลาที่ใช้ ซึ่งองค์ประกอบ เหล่านี้จำเป็น ต้องมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกิน แผนการสอนมีลักษณะ เป็นกระบวนการต่อเนื่อง การ วางแผนการสอนควรให้มีการยืดหยุ่นและพิจารณาถึงความรู้ ทักษะ และเจตคติของนักเรียนด้วย การ วางแผน การสอนให้สมบูรณ์ดีที่สุดนั้นทำได้ยาก ครูควรใช้แผนการสอนเป็นแนวทางในการดำเนินการสอน เป็นแผนการสอนให้ครูผู้สอนได้ทำการสอนด้วยความมั่นใจ เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการ เรียนรู้ในการสอนครั้งนั้น เมื่อผู้สอนได้คิดวางแผนการสอนแล้ว ผู้สอนก็ต้องเขียนแผนการสอนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อ ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการสอน ในการเขียนแผนการสอนนั้น ครูผู้สอนจะต้องศึกษาเอกสารที่ เกี่ยวกับหลักสูตร คู่มือครู หนังสือเรียนและหนังสือประกอบการเรียน
178 คำถามทบทวน 1. จงอธิบายความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ 2. จงระบุข้อมูลที่มีความจำเป็นต่อการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ 3. จงอธิบายหลักการในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ 4. จงบอกความสำคัญของการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ 5. จงบอกลักษณะของการวางแผนการสอนแต่ละระดับ 6. จงบอกความหมายความสำคัญ และหลักในการเขียนแผนการสอนแต่ละระดับ 7. จงระบุองค์ประกอบและวิธีการเขียนแผนการสอนแต่ละระดับ 8. จงออกแบบกำหนดการสอนและเขียนแผนการสอนระดับรายวิชาวิทยาศาสตร์ 9. จงออกแบบการเขียนแผนการสอนระดับหน่วยการเรียน 1 หน่วย 10. จงออกแบบการเขียนแผนการสอนระดับชั้นเรียน 1 แผน
179 เอกสารอ้างอิง จันทร์เพ็ญ เชื้อพานิช. (2525). "หน่วยที่ 2 สมรรถภาพของครูวิทยาศาสตร์,, และ "หน่วยที่ 7 เทคนิค การสอนวิทยาศาสตร์,, เอกสารการสอนชุดวิชาการการสอนวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์ยูไนเต็ดโปรดักชั่น. ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. (2542). ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ : สถาบัน. ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. (2545). สื่อเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี. ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. (2546). คู่มือการวัดผลประเมินผล วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ภพ เลาหไพบูลย์. (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. วรรณทิพา รอดแรงค้า, พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2542). การพัฒนาการคิดของครูด้วยกิจกรรมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจ เม้นท์. วรรณทิพา รอดแรงค้า. (2544). การสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นทักษะกระบวนการ. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. สุวัฒน์ นิยมค้า. 2531. ทฤษฎีและทางปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้. กรุงเทพมหานคร: บริษัทเจเนอรัลบุ๊คส์ เซนเตอร์ จำกัด. สมจิต สวธนไพบูลย์ และคณะ(2546). การวิจัยและพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกิจกรรมหลากหลาย. กรุงเทพฯ : ศูนย์วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. Bloom, Benjamin S. (1956). Taxonomy of Educational Objectives : The Classification of Educational Goals. Handbook I : Cognitive Domain. New York : David Mckay Company Inc. Bloom, Benjamin S. et al. (1971). Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student Learning, in Bybee, Rodger W. , "Science Education and the Science - Technology - Society (S-T-S). New York : McGraw - Hill Book Company.
180 Charles E. Merrill Publishing Company, 1 9 7 5 . Carroll, John B. "A Model of School Learning", Teacher College Record. Vol. 64, No. 8 (May 1963). Collette, Alfred T. Science Teaching in the Secondary School. Boston : Allyn and Bacon, Inc., 1973. Collette, Alfred T., and Eugene L. Chiappetta. Science Instruction in the Middle and Secondary Schools. Columbus, Ohio : Charles E. Merrill Publishing Company, 1986. Wiggins, G.; & McTighe, J. (1998). Understanding by Design. Upper Saddle River, NJ: Merrill Prentice Hall.
181 บทที่ 8 กระบวนพัฒนานวัตกรรมในยุคดิจิทัล ผลจากการเปลี่ยนแปลงระบบในยุคเศรษฐกิจและสังคม 4.0 ทุกประเทศทั่วโลกกำหนด ทิศทางการพัฒนาการผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีทักษะและสมรรถนะระดับสูง มีความสามารถเฉพาะ ทางมากขึ้น Model Thailand 4.0 เน้นการพัฒนานวัตกรรมการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์การผลักดัน ธุรกิจการผลิตไปสู่ภาคบริการมากขึ้น การจัดการศึกษาและผลิตบัณฑิตจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และวางแผนการผลิตเพื่อเตรียมกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน พร้อมรับการ เปลี่ยนแปลง การจัดการเรียนรู้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองกับทิศทางการผลิตและพัฒนาคน คิดค้นและนำนวัตกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนามาใช้ ซึ่งจะต้องเป็นกระบวนการที่มุ่งออกแบบ เพื่อผลลัพธ์มากกว่าผลสัมฤทธิ์ (Result more than achievement) ด้วยการจัดการเรียนรู้ที่ท้าทาย มี ความหมาย การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) พัฒนาทั้งทักษะ การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี ร่วมกับการพัฒนาทักษะชีวิตและสังคม ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญของคนในศตวรรษที่ 21 ความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา เกิดจากผลการะทบของการเปลี่ยนแปลงจากระบบการศึกษา ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการ แก้ไขปัญหาทางด้านการศึกษาบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และจุดมุ่งหมายสำคัญเป็นการ แก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยมีแนวคิด (มานิตย์ อาษานอก, 2561) คือ 1. เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และการสอนให้เกิด ประสิทธิภาพ 2. เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และลดความแตกต่างในการเรียนรู้ของผู้เรียน 3. เป็นเครื่องมือสื่อสาร แพร่กระจายองค์ความรู้ไปสู่กลุ่ม องค์กร หรือชุมชนที่ห่างไกล 4. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ 5. ปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรมที่มีอยู่เดิม ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่ทันต่อกระแสการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของสังคม แนวคิดหลักสำคัญในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ คือ กล้าคิด กล้าจินตนาการ กล้าที่จะ วาด กล้าที่จะเขียน กล้าที่จะสร้างสรรค์หลังจากนั้นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ช่วยแนะนำ เสนอแนะ ติชม และผู้สร้างสรรค์ต้องรับคำเสนอแนะเพื่อมาปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น การออกแบบพัฒนาสื่อนวัตกรรม การเรียนรู้นั้นเหนือสิ่งอื่นใดนั้น คือ สื่อนวัตกรรมนั้นสามารถที่จะสื่อการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์
182 การเรียนรู้ตามที่ต้องการได้ ตอบสนองต่อการเรียนรู้และความคาดหวังของผู้เรียน มีทิศทางเชิงสร้างสรรค์ มีการพัฒนาสิ่งใหม่หรือต่อยอดของเดิมให้ดียิ่งขึ้น โดยสร้างสรรค์และพัฒนาตามกระบวนการของ นวัตกรรม ดังต่อไปนี้ 1. การพัฒนา (Development) มีความหมายได้2 นัย ได้แก่ การปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดี ขึ้น และการสร้างสิ่งใหม่ อย่างเป็นระบบ 2. การพัฒนานวัตกรรการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง การทำใหม่ การสร้างใหม่ การพัฒนาดัดแปลงจากสิ่งเดิม เพื่อใช้ปรับปรุงการศึกษาหรือการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงในการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว มีแรงใจในการ เรียน ทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดกับผู้เรียน 3. การพัฒนานวัตกรรมมีหลากหลายวิธี ซึ่งต้องคำนึงถึงวิธีการที่ทำให้องค์ประกอบของ นวัตกรรมมีความสอดคล้องต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผล สามารถตรวจสอบแต่ละองค์ประกอบ และ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ เมื่อจัดทำแต่ละองค์ประกอบก็ดำเนินการได้สะดวกและเป็นระบบ (The System Approach) ภาพที่ 8.1 วิธีระบบ (System approach) ที่มา : ชนินทร์ ฐิติเพชรกุล (2562) วิธีการระบบที่ดี จะต้องเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้อย่างประหยัดและเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ถ้า ระบบใดมีผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพมากกว่าข้อมูล วัตถุดิบที่ป้อนเข้าไป ก็ถือได้ว่าเป็นระบบที่ มีคุณภาพ ในทางตรงข้ามถ้าระบบมีผลผลิตที่ต่ำกว่าข้อมูลวัตถุดิบที่ไปใช้ ก็ถือว่าระบบนั้นมีประสิทธิภาพ ต่ำ สิ่งป้อนเข้า Input กระบวนการ Process ผลผลิต Output ข้อมูลป้อนกลับ Feedback
183 ลักษณะสำคัญของวิธีระบบ 1. เป็นการทำงานร่วมกันเป็นคณะของบุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบนั้น ๆ 2. เป็นการแก้ปัญหาโดยการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 3. เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสม 4. เป็นการแก้ปัญหาใหญ่ โดยแบ่งออกเป็นปัญหาย่อย ๆ เพื่อสะดวกในการแก้ปัญหาอันจะ เป็นผลให้แก้ปัญหาใหญ่ได้สำเร็จ 5. มุ่งใช้การทดลองให้เห็นจริง 6. เลือกแก้ปัญหาที่พอจะแก้ไขได้และเป็นปัญหาเร่งด่วนก่อน องค์ประกอบของระบบ ประกอบด้วยดังนี้ 1.1 ข้อมูล (Input) หมายถึง การค้นคว้า และจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการแก้ปัญหาโดยการ วิเคราะห์ปัญหา วิเคราะห์ผู้เรียน การตั้งวัตถุประสงค์ในการสร้างนวัตกรรม เช่น สภาพการเรียนรู้ หลักการ และเหตุผล หรือความต้องการในการเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงการเรียนการสอน 1.2 กระบวนการ (Process) หมายถึง เป็นการรวบรวมข้อมูลปัญหาและวิเคราะห์ข้อมูลที่ ป้อนเข้ามาเพื่อวางแนวทางดำเนินการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ต้องการ ประกอบด้วยขั้นตอนการสร้าง การนำไปใช้ และการประเมิน 1.3 ผลผลิต (Output) หมายถึง ผลผลิตที่ได้รับออกมาเป็นตัวนวัตกรรมรูปแบบ และวิธีการ ที่สามารถนำไปใช้ได้ หลังจากการดำเนินงานในขั้นของกระบวนการสิ้นสุดลงและรวมถึง การประเมินผล 1.4 ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นการนำเอาผลผลิตที่ออกมาเป็นตัวนวัตกรรมรูปแบบ และวิธีการนั้นมาประเมินเพื่อพิจารณาว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง เพื่อจะได้นำกลับไปทำ การปรับปรุง แก้ไขข้อผิดพลาดในส่วนต่าง ๆ นั้นให้สามารถใช้ในระบบนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ในการออกแบบและการพัฒนานวัตกรรมการศึกษานั้น สามารถนำไปใช้ในการพัฒนา หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน รวมถึงพัฒนาสื่อการสอน เป็นต้น ซึ่งมีหลักการในการพัฒนา หลากหลายวิธีด้วยกัน นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ดังนี้ รัตนะ บัวสนธ์ (2552) ได้กล่าวถึงกระบวนการพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ สังเคราะห์ สำรวจสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ 2) การออกแบบ สร้าง และประเมินนวัตกรรม 3) การนำนวัตกรรมไปทดลองใช้ 4) การประเมินและปรับปรุงนวัตกรรม และ 5) การเผยแพร่นวัตกรรม
184 ทิศนา แขมมณี (2555) ได้นำเสนอขั้นตอนการพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วย 1) การระบุ ปัญหา เป็นการมองปัญหาและต้องการแก้ไขปัญหานั้นให้ประสบความสำเร็จ 2) การกำหนดจุดมุ่งหมาย เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ และคุณสมบัติของนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาตามที่กำหนด 3) การศึกษา ข้อจำกัดต่าง ๆ ผู้พัฒนานวัตกรรมต้องทำการศึกษาข้อมูลปัญหาและข้อจำกัดของการใช้นวัตกรรม เพื่อ ประโยชน์ในการนำไปใช้จริง 4) การประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม ผู้พัฒนานวัตกรรมต้องมีความรู้ ประสบการณ์ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและปรับปรุงนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพ 5) การทดลองใช้ เป็นการนำนวัตกรรมไปทดลองใช้ เพื่อประเมินผลและนำข้อมูลมาปรับปรุงคุณภาพ 6) การ เผยแพร่ เมื่อมั่นใจว่านวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ จึงนำเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก ธนิศ ภู่ศิริ และธนรัชฏ์ ศิริสวัสดิ์ (2552) ได้กล่าวถึงกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาวิเคราะห์ปัญหา 2) กำหนดวัตถุประสงค์3) ออกแบบและสร้าง นวัตกรรม 4) นำไปทดลองใช้ 5) ประเมิน 6) นำไปใช้ และ 7) เผยแพร่ โดยในบทเรียนนี้จะนำเสนอวิธีการพัฒนาใช้รูปแบบ ADDIE และการใช้การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาใช้ โดยสามารถนำมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ได้ ดังนี้ การออกแบบนวัตกรรมโดยใช้ADDIE Model การพัฒนานวัตกรรมตามแนวคิดของ ADDIE model มีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นการวิเคราะห์ Analysis 2. ขั้นการออกแบบ Design 3. ขั้นการพัฒนา Development 4. ขั้นการนำไปใช้ Implementation 5. ขั้นการประเมินผล Evaluation ภาพที่ 8.2 การพัฒนานวัตกรรมตามแนวคิด ADDIE Model ที่มา : CDC (2018)
185 1. ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis) ขั้นตอนของการวิเคราะห์เป็นขั้นตอนการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา และเก็บข้อมูล พื้นฐาน เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจในการออกแบบการสอนในขั้นตอนอื่น ๆ โดยต้องศึกษาในประเด็น ต่าง ๆ เช่น สภาพปัญหาการเรียนการสอน คุณลักษณะของผู้เรียน พฤติกรรมที่คาดหวังสภาพแวดล้อม การ เรียนรู้ สื่อและอุปกรณ์เทคโนโลยี เป็นต้น เมื่อทราบเป้าหมายการพัฒนาที่ต้องการจึงจะนำเป้าหมายที่ได้มา กำหนดเป็นวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาให้กับผู้เรียนที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และผลลัพธ์ของผู้เรียนในการพัฒนาต่อไป เช่น 1.1 กำหนดหัวเรื่องและเนื้อหา 1.2 กำหนดผลลัพธ์ของผู้เรียน 1.3 กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1.4 กำหนดแผนการเรียนรู้ กิจกรรม กลยุทธ์วิธีการสอน 1.5 กำหนดการใช้สื่อและอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีเป็นต้น 2. ขั้นการออกแบบ (Design) ขั้นตอนการออกแบบเกี่ยวข้องกับการใช้ผลลัพธ์จากขั้นตอนการวิเคราะห์ เพื่อดำเนินการ ให้ไปสู่เป้าหมาย ในระหว่างขั้นตอนนี้จะต้องกำหนดโครงร่างวิธีการให้บรรลุถึงเป้าหมายการสอน ขั้นตอน การออกแบบอาจจะประกอบด้วยการเขียนรายละเอียดกลุ่มประชากรเป้าหมาย การเขียนวัตถุประสงค์ และข้อทดสอบ จัดลำดับขั้นตอนการสอนและเนื้อหา วิธีการนำเสนอ การเลือกสื่อและเทคโนโลยีที่ ต้องการนำเสนอ ผลลัพธ์ของขั้นตอนการออกแบบจะเป็นข้อมูลนำเข้าสำหรับขั้นตอนการพัฒนาต่อไป เช่น 2.1 การออกแบบเนื้อหาบทเรียน (Courseware Content) ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื้อหา แบบทดสอบก่อนบทเรียน (Pre-test) สื่อ กิจกรรม วิธีการ นำเสนอ และแบบทดสอบหลังบทเรียน (Post-test) 2.2 การออกแบบผังงาน (Flowchart) แผนภาพการดำเนินเรื่อง (Storyboard) 2.3 การออกแบบการแสดงภาพบนจอ (Screen Design) เป็นการใช้พื้นที่ของจอภาพเพื่อ กำหนดตำแหน่งการแสดงเนื้อหาที่จะนำเสนอ เช่น ภาพ ตัวอักษร ปุ่มกดกำหนดทิศทางการดำเนินเรื่อง และส่วนประกอบอื่น ๆ 2.4 การออกแบบการปฏิสัมพันธ์ 3. ขั้นการพัฒนา (Development) ขั้นตอนการพัฒนา เป็นขั้นตอนการลงมือปฏิบัติ ในขั้นตอนนี้จะต้องพัฒนาการสอนและ สื่อทั้งหมดที่ใช้ในการสอน และเอกสารสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อประกอบขึ้นเป็นสื่อ หรือบทเรียนตามแผนที่ได้ วิเคราะห์และออกแบบไว้ เพื่อให้ได้ต้นแบบที่พร้อมจะนำไปทดลองใช้ในขั้นต่อไป เช่น
186 3.1การเตรียมการ เกี่ยวกับองค์ประกอบดังนี้ 1) การเตรียมข้อความ เนื้อหา 2) การเตรียม ภาพประกอบ 3) การเตรียมเสียง 4) การเตรียมวีดิทัศน์ 5) การเตรียมระบบจัดการบทเรียน 3.2 การสร้างบทเรียน เป็นขั้นต่อเนื่องจากการเตรียมข้อความ ภาพ เสียง และส่วนอื่น ๆ เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปเป็นการสร้างบทเรียนโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อดำเนินการตามสตอรี่บอร์ด ให้เป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือสื่ออื่นที่กำหนดไว้ 3.3 การประกอบสื่อบนระบบจัดการบทเรียน ระบบความช่วยเหลือ ระบบการ ติดต่อสื่อสาร สร้างเอกสารคู่มือการใช้งานนวัตกรรม 4. ขั้นตอนการนำไปใช้ (Implementation) ขั้นตอนการนำไปใช้ เป็นการนำนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นไปดำเนินการสอนหรือทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบในชั้นเรียน หรือห้องทดลองควบคุม หรือรูปแบบใช้ คอมพิวเตอร์เป็นฐาน จุดมุ่งหมายของขั้นตอนนี้เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของบทเรียนในขั้นต้น หลังจากนั้น จึงทำการปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายจริง เพื่อหาประสิทธิภาพของ บทเรียนและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสม ขั้นตอนนี้จะต้องให้การส่งเสริมความเข้าใจของ ผู้เรียน สนับสนุนการเรียนของผู้เรียนในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น 4.1 การติดตั้งบทเรียนที่พัฒนาขึ้น 4.2 บริหารผู้เรียน และตั้งค่าสภาพแวดล้อมการเรียนบนระบบ 4.3 แนะนำการใช้งานเบื้องต้น และวางแผนระบบสนับสนุนต่าง ๆ 5. ขั้นการประเมินผล (Evaluation) ขั้นตอนนี้เป็นการวัดผลประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนวัตกรรม การประเมินผล เกิดขึ้นตลอดกระบวนการออกแบบการสอนทั้งหมด กล่าวคือ ภายในขั้นตอนต่าง ๆ และระหว่างขั้นตอน ต่าง ๆ และภายหลังการดำเนินการให้เป็นผลแล้ว การประเมินผลอาจจะกำหนดเป็น 2 รูปแบบ เช่น 5.1 การประเมินผลเพื่อพัฒนา (Formative evaluation) เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาการ เรียนในห้องเรียน ช่วยกำหนดมาตรฐาน เนื้อหา และมีเกณฑ์เป็นตัวกำหนด ทำให้การประเมินแบบนี้เป็น ส่วนหนึ่งของระบบ การประเมินนี้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการวิจัย สามารถประเมินเป็นระยะ ๆ ได้ตลอดเวลา Formative evaluation ได้กำหนดสิ่งจำเป็นที่ต้องมี 4 ข้อ คือ 1) กำหนดสิ่งที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ 2) การ แปลผลย้อนกลับสู่ผู้เรียน 3) ผู้เรียนมีส่วนร่วม 4) กระบวนการเรียนรู้ 5.2 การประเมินผลรวม (Summative evaluation) เป็นการประเมินเพื่อตัดสินผลการ เรียนที่ผู้สอนประเมินจากข้อมูลของผู้เรียนตามความแตกต่างแต่ละคน ทำให้มีการออกแบบเฉพาะสิ่งที่ ต้องการประเมิน เพื่อให้ผู้สอนสามารถวินิจฉัยการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนได้ การประเมินผลประเภทนี้ จะประเมินประสิทธิผลการสอนทั้งหมด ข้อมูลจากการประเมินผลรวมโดยปกติมักจะถูกใช้เพื่อการ ตัดสินใจเกี่ยวกับการสอน
187 การออกแบบนวัตกรรมโดยใช้การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ได้ถูกนำมาใช้ในองค์กรชั้นนำของโลกมากมายทั้งที่ มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก อาทิเช่น Google, Apple, Phillips, P&G และ Airbnb เป็นต้น โดยองค์กร ต่าง ๆ เหล่านี้ ได้นำกระบวนการคิดเชิงออกแบบมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ เป็น กระบวนการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหา และสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่าน ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ใช้การทำความเข้าใจในปัญหาอย่างลึกซึ้ง โดยเอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและ นำเอาความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มา สร้างไอเดีย ทดสอบและพัฒนา เพื่อให้ได้ แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้และสถานการณ์ คามาโช (Camacho, M. , 2016) กล่าวถึง กระบวนการออกแบบที่ยึดเอาคนเป็นศูนย์กลาง ในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์นี้ เรียกอีกอย่างว่า “Human-Centered Design” นอกจากจะช่วยทำให้ เกิดนวัตกรรมแล้ว ยังช่วยสร้างทักษะ การคิดแก้ปัญหา มุมมอง และประสบการณ์ให้กับทีมที่ร่วมเรียนรู้ อีกด้วย ภาพที่8.3 การพัฒนานวัตกรรมตามแนวคิด Stanford Design Thinking Process ที่มา : RAMUNAS BALCAITIS (2019) ขั้นตอนของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน (Dorst, K., 2011) ประกอบด้วย Empathize, Define, Ideate, Prototype, และ Test มีความหมายดังนี้ 1. ขั้นการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Empathize) เป็นการทำความเข้าใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ศึกษาวิเคราะห์ปัญหา เพื่อตั้งเป้าหมายของการ พัฒนาการเรียนรู้ หรือสื่อการสอน โดยการมองที่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เมื่อจะ สร้างสรรค์หรือแก้ไขสิ่งใดก็ตามจะต้องเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้ เช่น
188 1.1 ศึกษาบริบทของผู้เกี่ยวข้องกัน โดยการสังเกต หรือสัมภาษณ์ทั้งผู้สอน ผู้เรียน ผู้ปกครอง เก็บรวบรวมข้อมูล และทำการวิเคราะห์ข้อมูล 1.2 ศึกษาบริบทและทำความเข้าใจปัญหา อุปสรรค พฤติกรรม ความรู้พื้นฐาน ความถนัด ของผู้เรียน รวมถึงสิ่งที่ผู้เรียนต้องการ (Need) และสิ่งที่ผู้เรียนคาดหวังว่าจะได้รับ 1.3 วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อนำไปสู่ขั้นต่อไป 2. ขั้นการตีกรอบปัญหา (Define) การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล และการจับกลุ่มรูปแบบปัญหาที่พบ หลังจากที่ได้สร้าง ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของผู้ใช้งานแต่ละคนที่ได้ทำการศึกษาและสัมภาษณ์แล้ว ทำการเลือก และสรุปแนวทางความเป็นไปได้เช่น 2.1 กำหนดโจทย์ ประเด็นปัญหาที่จะแก้ไข แนวทางการช่วยเหลือ และประเมินผล สำหรับผู้สอน ผู้เรียน ตั้งเป็นวัตถุประสงค์หลัก 2.2 กำหนดแนวทางช่วยเหลือผู้สอน คือ การกำหนดรูปแบบ วิธีการสอน 2.3 กำหนดแนวทางช่วยเหลือผู้เรียน คือ การกำหนดรูปแบบ วิธีการเรียนรู้ 2.4 กำหนดแนวทางการประเมิน 3. ขั้นการระดมความคิด (Idea) การระดมความคิดใหม่ ๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด หรือการสร้างความคิดต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น โดย เน้นการหาแนวคิดและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้มากที่สุด หลากหลายที่สุด เพื่อตอบโจทย์การ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยวิธีการ ประชุมระดมสมอง เพื่อออกแบบให้ตอบโจทย์ปัญหาความต้องการของ ผู้เรียน เช่น 3.1 การออกเตรียมข้อมูลของเนื้อหา แหล่งข้อมูลประกอบ 3.2 การเตรียมระบบช่วยเหลือผู้สอน เช่น ระบบจัดการเรียนรู้ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน การ มอบหมายงาน 3.3 การเตรียมระบบช่วยเหลือผู้เรียน เช่น เนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ ข้อความ เสียง วิดีโอ แหล่งข้อมูลการเรียนรู้เพิ่มเติม การส่งงาน 3.4 การเตรียมระบบการประเมิน เช่น แบบทดสอบ ระบบจัดเก็บผลงาน การตรวจสอบ ความก้าวหน้าการเรียนรู้ 4. การสร้างต้นแบบ (Prototype) การสร้างต้นแบบ โดยนำแนวคิดไอเดียมาลองใช้โดยอาจมีหลายไอเดีย เพื่อนำไปทดสอบ และตอบคำถาม หรือกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ หาข้อผิดพลาด โดยนำต้นแบบจำลองที่สร้างขึ้นมา ทดสอบกับทดลองใช้กับผู้เรียนรายบุคคล อย่างน้อย 3 ครั้ง และเก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ผลการ ประเมินการใช้นวัตกรรมโดยผู้สอน และผลการใช้นวัตกรรมโดยผู้เรียน รายงานผลการเรียนของผู้เรียน
189 เพื่อสังเกตประสิทธิภาพการใช้งานโดยนำผลตอบรับ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ตลอดจนคำแนะนำมาใช้ในการ พัฒนาและปรับปรุงต้นแบบให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น และสามารถตอบโจทย์ความต้องการและปัญหาของผู้เรียน ได้ดียิ่งขึ้น ธาดา รัชกิจ (Tada Ratchagit, 2019) ได้กล่าวถึงกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนา นวัตกรรมที่เรียกว่า the Double Diamond Design Process ซึ่งประกอบด้วย 1. Discover เป็นขั้นตอนการค้นหาปัญหาสำคัญที่จะแก้ไขในบริบทที่ได้ทำการวิเคราะห์ จากปัญหาหลาย ๆ ด้าน 2. Define เป็นขั้นตอนทำความเข้าใจและตีความปัญหาอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการวางแผน เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด 3. Develop คือขั้นตอนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองหลากหลายด้านมาสร้าง ไอเดียหลากหลายไอเดีย และพัฒนาให้เกิดคุณภาพตลอดจนการนำไปทดสอบเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ แท้จริง 4. Deliver คือขั้นส่งมอบ เป็นขั้นตอนในการทดสอบช่วงสุดท้ายก่อนที่จะนำเอา นวัตกรรม ออกนำเอาไปใช้จริง เป็นการประสิทธิผลของนวัตกรรมที่ได้พัฒนาขึ้น ภาพที่ 2.4 ระยะการพัฒนานวัตกรรมด้วย Design Thinking ที่มา : RAMUNAS BALCAITIS (2019) กระบวนการทำงานของการพัฒนานวัตกรรมด้วยการคิดเชิงออกแบบ จะเรียงขั้นตอนต่อ กัน เป็นเส้นตรงจากต้นจนจบ แต่ในการทำงาน แต่ในขั้นตอนพัฒนาไม่ได้เรียงลำดับเป็นเส้นตรงจากต้นจน จบเพียงครั้งเดียว แต่พิจารณาจากผลของการแก้ปัญหาทุกขั้นตอน และทำงานวนซ้ำตามขั้นตอนต่าง ๆ หลายครั้ง เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาหรือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มเป้าหมาย เช่น นำผลที่ได้จาก การนำต้นแบบไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย และผู้ที่เกี่ยวข้องไปใช้ปรับ ต้นแบบ หรือย้อนกลับไปปรับ แนวคิดในการออกแบบแก้ปัญหาใหม่ หรืออาจย้อนกลับไปปรับกรอบของปัญหาใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของ
190 การแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือผู้เรียนมากที่สุด ระยะของกระบวนการคิดเชิง ออกแบบ สามารถสรุปได้เป็น 3 ระยะหลัก (รัตนะ บัวสนธ์, 2552) ดังนี้ ระยะที่ 1 เข้าใจปัญหา (Understand) เป็นระยะการใช้เวลาทำความเข้าใจปัญหาอย่าง ลึกซึ้ง (Empathy) และกำหนดประเด็นและทิศทางในการแก้ปัญหาที่ชัดเจน (Define) ถูกต้องตรงประเด็น ระยะที่ 2 พัฒนาไอเดีย (Create) เป็นระยะที่สร้างไอเดีย (Ideate) หรือการต่อยอดจาก หลากหลายมุมมอง (idea generation) เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แปลกใหม่และตอบโจทย์ การแก้ไขปัญหา ระยะที่3 ส่งมอบนวัตกรรม (Deliver) เป็นระยะเปลี่ยนไอเดียเป็นนวัตกรรมต้นแบบ (Prototype) และทำการทดสอบ (Test) กับกลุ่มเป้าหมาย ปรับปรุงแก้ไข จนสามารถนำไปใช้ได้จริง การประเมินนวัตกรรมสื่อและเทคโนโลยี การประเมินนวัตกรรมสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นกระบวนการตัดสินคุณค่าของ นวัตกรรม สื่อและเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งอาจเป็นวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือวิธีการใหม่ ๆ ที่ยังไม่แพร่หลาย หรือที่มีการใช้งานแพร่หลายจนเป็นส่วนหนึ่งของงานปกติ โดยอาศัยข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ จากการวัดเป็นข้อมูลทั้งข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือข้อมูลเชิงคุณภาพ แล้วนำข้อมูลที่ได้เหล่านั้นมา เปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือมาตรฐานต่าง ๆ ที่เป็นที่ยอมรับกัน หรือผ่านการเก็บรวบรว มข้อมูลที่มี ประโยชน์ต่อการประเมิน แล้วจึงตัดสินหรือประเมินคุณค่าของสื่อหรือสิ่งนั้น มีความสำคัญต่อด้านการ จัดการเรียนรู้ ด้านการปรับปรุง พัฒนา และนำไปใช้ และด้านการวิจัย ความหมายของการประเมินนวัตกรรม สื่อและเทคโนโลยี กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2555) ให้ความหมายของการประเมินว่าเป็นการตัดสินคุณค่าของสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง อาจเป็นทั้งหมด หรือบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดําเนินงานต่าง ๆ โดย การประเมิน จะต้องประเมินให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการ และประเมินอย่างถูกต้อง เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ วชิราพร อัจฉริยโกศล (2536) ให้ความหมายของการประเมินผลสื่อการสอนไว้ว่า เป็นการ ประเมินผลสื่อการเรียนการสอน โดยนำเอาผลการวัด และประเมินสื่อการเรียนการสอนมาตีความหมาย ตัดสินคุณค่า เพื่อรู้ว่าสื่อนั้นตอบตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้หรือไม่ มีคุณภาพดีหรือไม่เพียงใด มี ลักษณะถูกต้องตามที่ต้องการหรือไม่ประการใด สุรศักดิ์ ปาเฮ (2553) กล่าวถึงการประเมินผลสื่อการสอน หมายถึง กระบวนการวัดสื่อทาง การศึกษาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการสอนของผู้สอน เพื่อให้ได้ข้อมูลนำมาพัฒนาตัดสินใจโดย เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด การประเมินนวัตกรรม สื่อและเทคโนโลยีหมายถึง กระบวนการตัดสิน คุณค่าของนวัตกรรม สื่อและเทคโนโลยีที่ใช้ในการเรียนรู้ คุณภาพเหมาะสมกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และมีความ
191 ทันสมัยในการนำมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนโดยอาศัยข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการวัด และประเมินเป็นข้อมูล เพื่อรู้ว่าสื่อนั้นมีคุณภาพตอบตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนการประเมินผลสื่อการเรียนการสอน สุรศักดิ์ ปาเฮ (2553) ได้เสนอแนะแนวทางการประเมินผลสื่อการเรียนการสอนไว้ 9 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. การศึกษาวิเคราะห์สื่อการเรียนการสอน ผู้ประเมิน หรือผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์ สื่อที่นำมาใช้ จากเอกสารคู่มือจากผู้ผลิตสื่อที่เตรียมไว้ แต่ถ้าเป็นการผลิต สร้างหรือพัฒนาขึ้นใช้เองนั้นผู้ ประเมินจะเข้าใจสื่อเป็นอย่างดีจึงไม่มีปัญหาในการศึกษาวิเคราะห์ 2. ศึกษาแนวทางการประเมินผลสื่อการสอนที่นำเสนอไว้ ให้สอดคล้องเหมาะสมสามารถ นำมาใช้สำหรับการประเมินได้ 3. กำหนดวัตถุประสงค์ หรือประเด็นในการประเมิน ประเด็นการประเมินที่สำคัญสามารถ นำมากำหนดเป็นแนวทางการประเมินมาใช้ได้บ้าง ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของสื่อการสอน 2) แนวทางการประเมิน 3) จากประสบการณ์ของผู้ประเมิน 4) จากความต้องการของผู้ใช้ผลการประเมิน 5) จากการกำหนดร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง 4. การกำหนดขอบเขตการประเมิน เพื่อพิจารณาว่าสถานการณ์ประเมินว่าเป็นผู้ผลิต หรือ ประเมินในสถานะเป็นผู้ใช้ เพราะรายละเอียดการประเมินจะแตกต่างกัน 5. การพัฒนาตัวชี้วัด กำหนดเกณฑ์และค่าน้ำหนัก การพัฒนาตัวชี้วัดในการประเมินสื่อการ เรียนการสอน สามารถพัฒนาได้จากประเด็นการประเมินในขั้นตอนที่ 3 โดยนำประเด็นการประเมินมา แตกเป็นองค์ประกอบย่อยและตัวชี้วัดหรือถ้าประเด็นไม่ใหญ่นักก็อาจใช้องค์ประกอบย่อยเป็นตัวชี้วัดได้ เลย โดยอาจมีการปรับหรือเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม 6. การออกแบบหรือการกำหนดกรอบแนวคิดการประเมินนำผลการดำเนินงานในขั้นตอนที่ 1 ถึง 5 มาสรุปเป็นกรอบแนวคิดการประเมินเพื่อเป็นแนวทางการเก็บข้อมูลภาคสนามนำไปสู่การประเมิน ต่อไป 7. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือการประเมินสื่อการสอน เนื่องจากการประเมินสื่อการสอน กรณีเป็นผู้ใช้สื่อจะมีขอบข่ายไม่กว้าง ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้จึงมีไม่มาก เพราะประเด็นการประเมิน และกลุ่มผู้ใช้มีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สอน ผู้สอนซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญ รองลงมาคือผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้จะเป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ หรือแบบสังเกต แต่ถ้าเป็นกรณีการสร้าง หรือพัฒนาสื่อต้องเพิ่มเครื่องมือและกลุ่มผู้ให้ข้อมูลมากขึ้น เช่น แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลัง เรียน หรือแบบวัดเจตคติ เป็นต้น 8. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการประเมินผลสื่อการ เรียนการสอน ในกรณีเป็นผู้ใช้สื่อถ้าเป็นเชิงปริมาณจะใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ค่าความถี่ (Frequency) ค่า
192 ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ในกรณีที่เป็น ข้อมูลเชิงคุณภาพจะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับกรณีที่เป็นผู้ผลิต สร้างและพัฒนาสื่อการสอนต้องใช้ สถิติเพิ่มเติมด้วย เช่น การทดสอบค่า t – test หรือการหาค่าประสิทธิภาพของสื่อการสอนจากสูตร E1/E2 เป็นต้น 9. การเขียนรายงานการประเมินผลการใช้สื่อ รายงานการประเมินผลสื่อการสอนในกรณีที่ เป็นผู้ใช้สามารถเขียนสรุปรายงานสั้น ๆ ได้ยกเว้นมีความประสงค์จะเผยแพร่ หรือต้องการรวบรวมผลการ ประเมินหลาย ๆ เรื่องหรือรวบรวมในลักษณะการสรุปของหน่วยงาน สถานศึกษาต่าง ๆ สำหรับกรณีที่ เป็นผู้ผลิต สร้างและพัฒนาสื่อการสอนก็ต้องรายงานการประเมินผลสื่อที่สมบูรณ์เช่นเดียวกับรายงานวิจัย ทั่วไป การหาประสิทธิภาพสื่อการเรียนการสอน ผู้ผลิตสื่อการสอนจำเป็นจะต้องนำนวัตกรรมสื่อ หรือชุดการสอนไปหาคุณภาพ เรียกว่า การทดสอบประสิทธิภาพ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงษ์ ได้กล่าวถึง การหาประสิทธิภาพของสื่อ การสอน ดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงษ์, 2556) ความหมายของการทดสอบประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง สภาวะหรือคุณภาพของสมรรถนะในการดำเนินงาน เพื่อให้งานมีความสำเร็จโดยใช้เวลา ความพยายาม และค่าใช้จ่ายคุ้มค่าที่สุดตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ โดยกำหนดเป็นอัตราส่วนหรือร้อยละระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการและผลลัพธ์ (Ratio between input, process and output) ประสิทธิภาพเน้นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือกระทำ สิ่งใด ๆ อย่างถูกวิธี คำว่าประสิทธิภาพ มักสับสนกับคำว่าประสิทธิผล (Effectiveness) ซึ่งเป็นคำที่ คลุมเครือไม่เน้นปริมาณและมุ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเน้นการทำสิ่งที่ถูกที่ควร ดังนั้นสองคำนี้จึงมักใช้ คู่กัน คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผล การทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรม สื่อการสอน หมายถึง การหาคุณภาพของนวัตกรรม สื่อการสอนโดยพิจารณาตามขั้นตอนของการพัฒนาสื่อการสอนแต่ละขั้นตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Developmental Testing” Developmental Testing คือ การทดสอบคุณภาพตามพัฒนาการของ การผลิตนวัตกรรมหรือสื่อการสอนตามลำดับขั้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพของแต่ละองค์ประกอบของ ต้นแบบชิ้นงานให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการผลิตนวัตกรรม สื่อการสอนที่มีการทดสอบประสิทธิภาพ หมายถึง การนำสื่อหรือ ชุดการสอนไปทดสอบด้วยกระบวนการสองขั้นตอน คือ การทดสอบประสิทธิภาพใช้เบื้องต้น (Try Out) และทดสอบประสิทธิภาพสอนจริง (Trial Run) เพื่อหาคุณภาพของสื่อตามขั้นตอนที่กำหนดใน 3 ประเด็น คือ 1) การทำให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 2) การช่วยให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนและทำแบบประเมิน
193 สุดท้ายได้ดีและ 3) การทำให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจ นำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะผลิตออกมา เผยแพร่ 1. การทดสอบประสิทธิภาพการใช้เบื้องต้น เป็นการนำนวัตกรรม สื่อการสอนที่ผลิตขึ้นเป็น ต้นแบบ (Prototype) ไปทดสอบตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในแต่ละระบบ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของน วัตรรม สื่อให้เท่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และปรับปรุงจนถึงเกณฑ์ 2. การทดสอบประสิทธิภาพ สอนจริง หมายถึง การนำนวัตกรรมสื่อการสอนที่ได้ทดสอบ ประสิทธิภาพใช้และปรับปรุงจนได้คุณภาพถึงเกณฑ์แล้วของแต่ละหน่วยทุกหน่วยในแต่ละวิชาไปสอนจริง ในชั้นเรียนหรือในสถานการณ์การเรียน ที่แท้จริงในช่วงเวลาหนึ่ง อาทิ 1 ภาคการศึกษาเป็นอย่างน้อยเพื่อ ตรวจสอบคุณภาพเป็นครั้งสุดท้ายก่อน นำไปเผยแพร่และผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก การทดสอบ ประสิทธิภาพทั้งสองขั้นตอน จะต้องผ่านการวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา (Research and DevelopmentR&D) โดยต้องดำเนินการวิจัย ในขั้นทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้นและอาจทดสอบประสิทธิภาพซ้ำในขั้น ทดสอบประสิทธิภาพใช้จริงด้วยก็ได้เพื่อประกันคุณภาพของสถาบันการศึกษาทางไกลนานาชาติ ความจำเป็นที่ต้องหาประสิทธิภาพ การทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรม สื่อการสอนมีความจำเป็นด้วยเหตุผล3 ประการ คือ 1. สำหรับหน่วยงานผลิตนวัตกรรม สื่อการสอน การทดสอบประสิทธิภาพช่วยประกัน คุณภาพของนวัตกรรม สื่อการสอนว่าอยู่ในขั้นสูงเหมาะสมที่จะลงทุนผลิตออกมาเป็นจำนวน 2. สำหรับผู้ใช้นวัตกรรม สื่อการสอน การผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจะทำหน้าที่เป็น เครื่องมือช่วยสอนได้ดีในการสร้างสภาพการเรียนให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่มุ่งหวัง ดังนั้น ก่อนนำนวัตกรรมหรือสื่อการสอนไปใช้ ผู้สอนจึงควรมั่นใจว่าชุดการสอนนั้นมีประสิทธิภาพในการช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนจริงการทดสอบประสิทธิภาพตามลำดับขั้นจะช่วยให้เราได้นวัตกรรมหรือสื่อการสอนที่ มีคุณค่าทางการสอนจริงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 3. สำหรับผู้ผลิตนวัตกรรม สื่อการสอน การทดสอบประสิทธิภาพจะทำให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่า เนื้อหาสาระที่บรรจุลงในนวัตกรรม สื่อการสอน มีความเหมาะสม ง่ายต่อการเข้าใจอันจะช่วยให้ผู้ผลิตมี ความชำนาญสูงขึ้น เป็นการประหยัดแรงสมอง แรงงาน เวลาและเงินทองในการเตรียมต้นแบบ การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทำได้โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) กำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 = Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และพฤติกรรมสุดท้าย (ผลลัพธ์) กำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E2 = Efficiency of Product (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) 1. ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือ ประเมินผลต่อเนื่องซึ่ง ประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยของผู้เรียนเรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจากการประกอบ
194 กิจกรรมกลุ่ม ได้แก่ การทำโครงการหรือทำรายงานเป็นกลุ่มและรายงานบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมาย และกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนกำหนดไว้ 2. ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือ ประเมินผลลัพธ์ (Product) ของ ผู้เรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของนวัตกรรมหรือสื่อการสอน จะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พึงพอใจ โดยกำหนดให้ผลเฉลี่ย ของคะแนนการทำงาน และการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อร้อยละของผลการประเมินหลัง เรียนทั้งหมด นั่นคือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ หรือ E1/E2 เช่น การ กำหนดค่าประสิทธิภาพ 80/80 หมายความว่าเมื่อเรียนจากนวัตกรรมหรือสื่อการสอนแล้ว ผู้เรียนจะ สามารถทำแบบฝึกปฏิบัติหรืองานได้ผลเฉลี่ย 80% และประเมินหลังเรียนและงานสุดท้ายได้ผลเฉลี่ย 80% การที่จะกำหนดเกณฑ์ E1/E2 นั้นให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยเกณฑ์ ประสิทธิภาพเป็นการกำหนดอัตราส่วนร้อยละระหว่าง E1 /E2 โดยกำหนด 90/90 85/85 หรือ 80/80 หรือการกำหนดเกณฑ์เท่าไร จะขึ้นอยู่กับลักษณะหรือธรรมชาติของเนื้อหาวิชา เช่น ถ้าเนื้อหาประเภท ความรู้ ความจำ กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ 900/900 หรือ 85/85 ถ้าเนื้อหาประเภททักษะหรือเจตคติ กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 การคำนวนหาประสิทธิภาพ การคำนวณหาประสิทธิภาพกระทำได้ 2 วิธีคือ โดยใช้สูตรและโดยการคำนวณธรรมดา 1. โดยใช้สูตร กระทำได้โดยใช้สูตรต่อไปนี้ สูตรที่ 1 E1 = Σx N A x 100 หรือ x̅ A x 100 เมื่อ E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ Σx คือ คะแนนรวมของแบบฝึกปฏิบัติ งานกิจกรรมที่ทำระหว่างเรียน A คือ คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติทุกชิ้นรวมกัน N คือ จำนวนผู้เรียน สูตรที่ 2 E1 = ΣF N B x 100 หรือ F̅ B x 100 เมื่อ E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์