195 ΣF คือ คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน B คือ คะแนนเต็มของการประเมินสุดท้ายของแต่ละหน่วยประกอบด้วยผล การสอบหลังเรียน และคะแนนจากการประเมินงานสุดท้าย N คือ จำนวนผู้เรียน การคำนวณหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตรดังกล่าวข้างต้นกระทำได้โดยการนำคะแนนรวมแบบ ฝึกปฏิบัติหรือผลงานในขณะประกอบกิจกรรมกลุ่ม/เดี่ยว และคะแนนสอบหลังเรียนมาเข้าตารางแล้วจึง คำนวณหาค่า E1/E2 ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ เมื่อผลิตนวัตกรรมหรือสื่อการสอนขึ้นเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนำนวัตกรรมหรือสื่อการสอนไป หาประสิทธิภาพตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. การทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว (1:1) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรมหรือสื่อการสอนกับผู้เรียน 1-3 คน โดยใช้ผู้เรียนอ่อน ปานกลาง และ ผู้เรียนเก่งระหว่างทดสอบประสิทธิภาพให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนใน การแสดงออก ประเมินการเรียนจากกระบวนการ คือ กิจกรรมหรือภารกิจและงานที่มอบให้ทำและ ทดสอบหลังเรียนนำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ หากไม่ถึงเกณฑ์ต้องปรับปรุงเนื้อหาสาระกิจกรรม ระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีขึ้น 2. การทดสอบประสิทธิภาพแบบกลุ่ม (1:10) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรมหรือสื่อการสอนกับผู้เรียน 6-10 คน โดยใช้ผู้เรียนอ่อน ปานกลาง และ ผู้เรียนเก่งระหว่างทดสอบประสิทธิภาพให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนใน การแสดงออก หลังจากทดสอบประสิทธิภาพให้ประเมินการเรียนจากกระบวนการ คือ กิจกรรมหรือ ภารกิจและงานที่มอบให้ทำและประเมินผลลัพธ์ คือ การทดสอบหลังเรียนและงานสุดท้ายที่มอบให้ผู้เรียน ทำส่งก่อนสอบประจำหน่วยให้นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ หากไม่ถึงเกณฑ์ต้องปรับปรุงเนื้อหา สาระ กิจกรรมระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีขึ้น 3. การทดสอบประสิทธิภาพภาคสนาม (1:100) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรมหรือสื่อการสอนกับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ (ปกติให้ใช้กับผู้เรียน 30 คน แต่ใน โรงเรียนขนาดเล็กอนุโลมให้ใช้กับผู้เรียน 15 คน ขึ้นไป) ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพให้จับเวลาในการ ประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในการแสดงออก หลังจากทดสอบประสิทธิภาพภาคสนาม แล้ว ให้ประเมินการเรียนจากกระบวนการ คือกิจกรรมหรือภารกิจและงานที่มอบให้ทำและทดสอบหลัง เรียน นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพหากไม่ถึงเกณฑ์ต้องปรับปรุงเนื้อหาสาระ กิจกรรมระหว่าง
196 เรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีขึ้น แล้วนำไปทดสอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ำกับผู้เรียนต่างกลุ่ม อาจทดสอบประสิทธิภาพ 2-3 ครั้ง จนได้ค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยสรุปการประเมินผลสื่อการสอนและการหาประสิทธิภาพของสื่อการสอนมีความสำคัญ มากในกระบวนการผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ผู้สอนเองต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการทั้ง สองอย่างจริงจังเพื่อให้สื่อการสอนที่ผลิตขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพในการนำไปใช้งานได้อย่างเต็มขีด ความสามารถ การยอมรับนวัตกรรม โรเจอร์ และ ชูเมคเกอร์ (Rogers’s and Shoemaker, 1978) จึงได้เสนอโครงสร้างใหม่ เรียกว่า กระบวนการตัดสินใจนวัตกรรม (Innovation decision process) ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นความรู้(Knowledge) เป็นขั้นตอนที่รับทราบว่ามีนวัตกรรมเกิดขึ้นและหาข่าวสาร จน เข้าใจในนวัตกรรมนั้น ๆ 2. ขั้นชักชวน (Persuasion) เป็นขั้นตอนที่บุคคลมีทัศนคติต่อสิ่งใหม่ ๆ ในทางที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยต่อนวัตกรรมนั้น ๆ 3. ขั้นตัดสินใจ (Decision) เป็นขั้นที่บุคคลสนใจเข้าร่วมกิจกรรมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมแล้ว และตัดสินใจว่าจะรับนวัตกรรมนั้นหรือไม่ แต่การตัดสินใจนั้นยังไม่ถาวร อาจมีการ เปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง 4. ขั้นยืนยัน (Confirmation) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ซึ่งเป็นการหาข้อมูลมา สนับสนุนการตัดสินใจของเขาอาจมีระยะเวลายาวนาน จนกระทั่งยอมรับแนวความคิดใหม่ ๆ ไปปฏิบัติเป็นการถาวรจริง ๆ ในการที่จะยอมรับนวัตกรรมนั้นมีเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็น การยอมรับนวัตกรรม ความรวดเร็วและความคงทนของนวัตกรรมนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (Roger and Burdger, 1972, อ้างอิงจาก เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์, 2545) 1. ปัจจัยด้านคุณลักษณะของตัวนวัตกรรม นวัตกรรมแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะตัวที่ สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่เป็นได้ตามสถานการณ์ และความ ต้องการของผู้นำมาใช้งาน นวัตกรรมบางอย่างได้ผลดีในที่แห่งหนึ่งแต่อาจไม่ได้ผลในที่อีกแห่งหนึ่งซึ่ง ขึ้นอยู่กับว่านวัตกรรม มีปัจจัยหลายด้านที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับและใช้นวัตกรรม เช่น 1.1 ประโยชน์จากนวัตกรรม (Relation Advantage) หมายความว่าตัวนวัตกรรมใดมี คุณสมบัติที่ดีและผู้ใช้มีความเชื่อว่าสามารถใช้ได้ดีและมีประโยชน์สามารถนำมาทดแทนของเก่าได้จริงหรือ ดีกว่าของเก่าก็จะทำให้มีโอกาสถูกยอมรับมากขึ้น
197 1.2 การเข้ากันได้ดีกับสิ่งที่มีอยู่เดิม (Compatibility) หมายความว่า นวัตกรรมที่จะ นำมาใช้ถ้ามีคุณค่าสอดคล้องกับความต้องการและระเบียบวิธีที่ปฏิบัติอยู่ก่อนสามารถเข้ากันได้กับสิ่งต่าง ๆ และไม่สร้างความยุ่งยากให้งานที่ปฏิบัติ นวัตกรรมนั้นก็จะมีโอกาสถูกยอมรับได้ง่ายขึ้น 1.3 ความซับซ้อน (Complexity) หมายถึง ระดับความเชื่อว่าในตัวนวัตกรรมยากต่อ การทำความเข้าใจและมีความยุ่งยากต่อการนำไปใช้ เนื่องจากว่านวัตกรรมบางอย่างสามารถทำ ความ เข้าใจและนำไปใช้ได้ง่ายและทำความเข้าใจยาก อุปกรณ์ที่ใช้อาจมีความยุ่งยากจนผู้ใช้อาจหมดความ อดทนที่จะเรียนรู้ทำให้ไม่ค่อยอยากนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน 1.4 การทดลองปฏิบัติได้ (Trainability) หมายความว่า นวัตกรรมที่จะนำมาใช้สามารถ ทดลอง อย่างน้อยภายใต้สภาพที่จำกัดเมื่อได้เห็นผลที่เกิดจากการทดลองอย่างมีขั้นตอนมีระบบ ได้รับผล ออกมาแล้ว นวัตกรรมนั้นก็จะถูกยอมรับได้มากกว่านวัตกรรมที่ไม่สามารถทดลอง ทดสอบได้ 1.5 การสังเกตได้ (Observability) คือ นวัตกรรมที่สามารถแสดงให้เห็นขั้นตอนวิธีการ หรือกระบวนการที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมได้ จะช่วยให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจและพร้อมที่จะยอมรับนวัตกรรม นั้นได้ง่าย สรุปท้ายบท กระบวนการพัฒนานวัตกรรม มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียน การสอนให้เกิดประสิทธิภาพความต้องการในการแก้ไขปัญหาในการจัดกิจกรรม การเรียนของผู้เรียน และการสอนของผู้สอน ดังนั้นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม จึงอยู่ที่การศึกษาสภาพ ปัญหา การคิดค้น หรือออกแบบนวัตกรรมให้สอดคล้องกับปัญหา การสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมให้ สมบูรณ์ตามแนวคิด หรือกรอบของแบบนวัตกรรมที่กำหนด กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เป็น กระบวนการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยยึด “คน” เป็นศูนย์กลางในการออกแบบเพื่อ แก้ปัญหา มีกระบวนที่สำคัญอยู่ 3 ระยะ คือ 1) ระยะเข้าใจปัญหา (Understanding) คือการทำความ เข้าใจปัญหาให้ถูกต้องกับประเด็นและความต้องการ 2) ระยะพัฒนาไอเดีย (Creating) คือปัจจัยสำคัญที่ จะทำให้เกิดนวัตกรรม ไอเดียหรือแนวคิดใหม่ ๆ เมื่อได้รับการพัฒนาจะเป็นจุดตั้งต้นของการแก้ปัญหาเชิง สร้างสรรค์และ 3) ระยะส่งมอบนวัตกรรม (Delivering) คือการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นต้นแบบนวัตกรรม ก่อนที่จะนำไปทดลองใช้ซึ่งผลจาก การทดลองนำมาใช้บูรณาการกับการเรียนการสอนสาขาวิชาเทคโนโลยี การศึกษาและคอมพิวเตอร์ศึกษาพบว่ากระบวนการคิดเชิงออกแบบช่วยสร้างการเรียนรู้ของนิสิต และ พัฒนาทักษะต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการคิด และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาผู้เรียนและสังคม ช่วยเพิ่มมูลค่า และ ผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างแท้จริง การประเมินผลสื่อการสอนและการหาประสิทธิภาพของสื่อการสอนมี ความสำคัญมากในกระบวนการผลิตและปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน ก่อนการนำสื่อนวัตกรรมไปใช้นั้น
198 ควรมีการหาประสิทธิภาพสื่อการสอนก่อนที่จะนำไปใช้ในการสอนจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนมาก ที่สุด และส่งผลต่อการยอมรับนวัตกรรม คำถามทบทวน 1. จงอธิบายความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมมาโดยสังเขป 2. การพัฒนานวัตกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยมี แนวคิดที่สำคัญอย่างไร 3. จงอธิบายวิธีระบบ (System approach) พอสังเขป 4. จงอธิบายระบบการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ประกอบด้วยอะไรใดบ้าง 5. กระบวนการพัฒนานวัตกรรมของ ADDIE ประกอบด้วยขั้นอะไรบ้าง อธิบายมาพอเข้าใจ 6. จงอธิบายระบบการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบมาพอ เข้าใจ 7. จงอธิบายระยะของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ 3 ระยะหลัก 8. จงอธิบายกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนานวัตกรรม ที่เรียกว่า the Double Diamond Design Process 9. ท่านสามารถประยุกต์ใช้รูปแบบการพัฒนานวัตกรรมในการนำมาสู่การปฏิบัติจริงอย่างไร อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ 10. จงอธิบายขั้นตอนการยอมรับนวัตกรรมมาพอสังเขป เอกสารอ้างอิง
199 กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. (2555). เทคโนโลยีการศึกษาวิชาชีพ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ศูนย์ผลิต ตําราเรียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ชัยยงค์ พรหมวงษ์. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากร ศึกษาศาสตร์วิจัย. 5 (1) (มกราคม - มิถุนายน). ชนินทร์ ฐิติเพชรกุล. (2562). ปฏิบัติการการคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนานวัตกรรม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. ทิศนา แขมมณี. (2557). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธนิศ ภู่ศิริ และธนรัชฎ์ ศิริสวัสดิ์. (2552). ผู้สอนกับสารสนเทศ นวัตกรรม และเทคโนโลยี ในประมวล สาระชุดวิชาพื้นฐานวิชาชีพผู้สอน หน่วยที่ 13. หน้า 13-1 -13-39. นนทบุรี: สาขาวิชา ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มานิตย์ อาษานอก. (2561). การบูรณาการกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนานวัตกรรมการจัดการ เรียนรู้. วารสารเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. 1(1), 6-12. รัตนะ บัวสนธ์. (2552). การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพฯ: คำสมัย. วชิราพร อัจฉริยโกศล. (2536). การประเมินผลสื่อการเรียนการสอน. วารสารครุศาสตร์. 21(3), 13-31. สุรศักดิ์ ปาเฮ. (2553). สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). แพร่ : หจก.แพร่ไทย อุตสาหการพิมพ์. เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. (2545). เทคโนโลยีการศึกษา : หลักการและแนวคิดสู่ปฏิบัติ. การผลิตเอกสาร และตำรา มหาวิทยาลัยทักษิณ. Camacho, M. (2016). David Kelley: From Design-to-Design Thinking at Stanford and IDEO. The Journal of Design, Economics, and Innovation, 2 (1), 88-101. CDC. (2018 , December 2 0 ) . ADDIE Model. [On-line]. Available: https://www.cdc.gov/training/development/addie-model.html. Dorst, K. (2011). The Core of “Design Thinking” and Its Application. Design Studies 29(6): 521-532. RAMUNAS BALCAITIS (2019, June 15). Design Thinking models. Stanford d. school. [Online]. Available: https://empathizeit.com/design-thinking-models-stanford-dschool. Rogers, E. and Shoemaker, F. (1978). Communication of Innovation: A Cross Cultural Approach. New York: Free press.
200 Tada Ratchagit. (2019, July 3). กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เครื่องมือ สำคัญของการสร้างความสำเร็จให้องค์กร. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2565 จาก https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190702-design-thinking.
201