พุทธวจน
กสั สป ! หนทางนนั้ เป็ นอย่างไร ?
ปฏิปทานน้ั เป็ นอย่างไรเล่า ?
หนทางนนั้ คือ หนทางอนั ประเสริฐ
ประกอบดว้ ยองคแ์ ปดประการ, ไดแ้ ก่สิ่งเหล่าน้ีคือ
สมั มาทิฏฐิ สมั มาสงั กปั ปะ
สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ สมั มาอาชีวะ
สมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ.
-บาลี สี. ท.ี ๙/๒๐๙/๒๖๕.
พุทธวจน
ภิกษุทงั้ หลาย ! เราจกั แสดง
มรรค งา่ ยแกป่พฏวิปกเทธอาเพปว็ นกเทธ่ีอสจบงฟายัง แจงกท่กา� ใานรใบจใรหวรด้ ลธิ ี เุนรที าิพจ่ี กพั กาลน่าว.
ภิกษุทงั้ หลาย ! ปฏิปทาเป็ นท่ีสบายแลก่กะานรบนัรรลทุนิิพจพาิตนนหนั้ ลเปุด็ นพอยน้่างไรเล
ภิกษุทง้ั หลาย ! ภิกษุในกรณีน้ี
ยยย่่่อออซมมมงึ่ ผเเเหหหูป้ ็็็นนนกฏซซซัสบิ ึึึ่่่งงงสจรจตั ปูปกกััติ ทขษา!ง้ัุวุ มหิญแลหญลานย้วาทณาจงกัมรีอู้ ไยดู่ เ้ อปงฏปิ จทักาเมหวววอี น็่่่าาายไไไไมมมดู่ ่่่เเเ้เทททอีีี่่่ยยยงงงง.
ย่อมเห็นซึ่งจกั ขุสมั-บผาลสั ี ส.ี ท.ี ๙/๒๐๙-๒๑๐/๒๖๕. ว่าไม่เที่ยง
ย่อมเห็นซึ่งเวทนา อนั เป็ นสขุ เป็ นทกุ ข์ ว่าไม่เที่ยง.
หรือไม่สขุ ไม่ทกุ ข์
ท่ีเกิดข้ึนเพราะจกั ขุสมั ผสั เป็ นปัจจยั
(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมนะ ก็ได้ตรสั ตอ่ ไป
ดว้ ยข้อความอย่างเดียวกันทุกตัวอักษร ต่างกันแตช่ อ่ื เท่าน้ัน)
ภิกษุทงั้ หลาย ! น้ีแล คือปฏิปทาเป็ นท่ีสบาย
แก่การบรรลุนิพพานนนั้ .
-บาลี สฬา. ส.ํ ๑๘/๑๖๗/๒๓๒.
ภิกษุทง้ั หลาย ! เราจกั แสดง ซ่ึงมิจฉาปฏิปทา
และสมั มาปฏิปทา แก่พวกเธอ
เธอท้งั หลาย จงฟังซ่ึงขอ้ ความนนั้ .
ภิกษุทงั้ หลาย ! มิจฉาปฏิปทา ภิกษุทง้ั หลาย ! สมั มาปฏิปทา
เป็ นอย่างไรเล่า ? เป็ นอย่างไรเล่า ?
มิจฉาปฏิปทาน้ีคือ สมั มาปฏิปทาน้ีคือ
๏ มิจฉาทิฐิ ๏ สมั มาทิฐิ
๏ มิจฉาสงั กปั ปะ ๏ สมั มาสงั กปั ปะ
๏ มิจฉาวาจา ๏ สมั มาวาจา
๏ มิจฉากมั มนั ตะ ๏ สมั มากมั มนั ตะ
๏ มิจฉาอาชีวะ ๏ สมั มาอาชีวะ
๏ มิจฉาวายามะ ๏ สมั มาวายามะ
๏ มิจฉาสติ ๏ สมั มาสติ
๏ มิจฉาสมาธิ ๏ สมั มาสมาธิ
ภิกษุทง้ั หลาย ! น้ีเรียกว่า ภิกษุทง้ั หลาย ! น้ีเรียกว่า
มิจฉาปฏิปทา สมั มาปฏิปทา
-บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๒๒/๖๕-๖๗.
พุทธวจน
ฉบับ ๔ มรรค (วิธีที่) ง่าย
พุทธวจนสถาบัน
รว่ มกนั มงุ่ มน่ั ศกึ ษา ปฏบิ ตั ิ เผยแผค่ �ำ ของตถาคต
พุทธวจน
ฉบบั ๔ มรรค (วธิ ีท)่ี ง่าย
ข้อมูลธรรมะนี้ จัดทำ�เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาสู่สาธารณชน
เป็นธรรมทาน
ลิขสทิ ธใ์ิ นตน้ ฉบับน้ไี ด้รบั การสงวนไว้
ไม่สงวนสทิ ธ์ใิ นการจดั ทำ�จากตน้ ฉบับเพอื่ เผยแผ่ในทกุ กรณี
ในการจัดทำ�หรอื เผยแผ่ โปรดใช้ความละเอยี ดรอบคอบ
เพื่อรักษาความถูกต้องของขอ้ มูล
ขอค�ำ ปรึกษาดา้ นข้อมลู ในการจัดท�ำ เพอ่ื ความสะดวกและประหยัด
ตดิ ตอ่ ได้ท่ี
มูลนธิ พิ ทุ ธโฆษณ์ โทรศพั ท์ ๐๘ ๒๒๒๒ ๕๗๙๐-๙๔
พทุ ธวจนสมาคม โทรศัพท์ ๐๘ ๑๖๔๗ ๖๐๓๖
มูลนิธิพุทธวจน โทรศัพท ์ ๐๘ ๑๔๕๗ ๒๓๕๒
คุณศรชา โทรศัพท ์ ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑
คุณอารวี รรณ โทรศัพท์ ๐๘ ๕๐๕๘ ๖๘๘๘
ปีทีพ่ มิ พ์ ๒๕๕๗
ศลิ ปกรรม ปริญญา ปฐวนิ ทรานนท์, วิชชุ เสริมสวัสดศ์ิ รี,
ณรงคเ์ ดช เจรญิ ปาละ
จัดทำ�โดย มลู นธิ ิพทุ ธโฆษณ์
(เวบ็ ไซต์ www.buddhakos.org)
ส�ำ หรับผ้ตู อ้ งการปฏิบัตธิ รรรม ตดิ ต่อได้ที่
ศูนย์ปฏิบัติพุทธวจน (Buddhawajana Training Center)
ซอยคลองสต่ี ะวนั ออก ๗๓ หมู่ ๑๕ คลองส่ี อ�ำ เภอคลองหลวง จงั หวดั ปทมุ ธานี
โทรศพั ท์ ๐๙ ๒๙๑๒ ๓๖๕๗, ๐๙ ๒๙๑๒ ๓๗๒๑, ๐๙ ๒๙๑๒ ๓๔๗๑
มลู นธิ ิพทุ ธโฆษณ์ เลขท่ี ๒๙/๓ หมูท่ ี่ ๗ ต�ำ บลบงึ ทองหลาง อ�ำ เภอลำ�ลกู กา จังหวัดปทมุ ธานี ๑๒๑๕๐
โทรศพั ท์ /โทรสาร ๐ ๒๕๔๙ ๒๑๗๕ เวบ็ ไซต์ : www.buddhakos.org
อักษรย่อ
เพื่อความสะดวกแกผ่ ้ทู ่ยี ังไมเ่ ข้าใจเร่อื งอกั ษรย่อ
ทใ่ี ชห้ มายแทนช่อื คัมภีร์ ซ่งึ มีอยู่โดยมาก
มหาว.ิ วิ. มหาวภิ งั ค ์ วนิ ยั ปฎิ ก.
ภกิ ขฺ ุนี. ว.ิ ภิกขุนวี ภิ งั ค์ วนิ ยั ปฎิ ก.
มหา. ว.ิ มหาวรรค วนิ ยั ปฎิ ก.
จุลฺล. วิ. จลุ วรรค วินัยปิฎก.
ปริวาร. วิ. ปรวิ ารวรรค วินยั ปิฎก.
สี. ที. สีลขันธวรรค ทฆี นิกาย.
มหา. ท.ี มหาวรรค ทีฆนิกาย.
ปา. ที. ปาฏกิ วรรค ทีฆนกิ าย.
มู. ม. มลู ปณั ณาสก์ มชั ฌมิ นกิ าย.
ม. ม. มชั ฌิมปัณณาสก์ มชั ฌมิ นกิ าย.
อุปร.ิ ม. อปุ รปิ ณั ณาสก์ มัชฌิมนกิ าย.
สคาถ. สํ. สคาถวรรค สังยุตตนกิ าย.
นิทาน. ส.ํ นิทานวรรค สงั ยตุ ตนกิ าย.
ขนธฺ . สํ. ขนั ธวารวรรค สังยตุ ตนกิ าย.
สฬา. ส.ํ สฬายตนวรรค สังยตุ ตนิกาย.
มหาวาร. สํ. มหาวารวรรค สงั ยุตตนกิ าย.
เอก. อ.ํ เอกนบิ าต อังคตุ ตรนกิ าย.
ทุก. อ.ํ ทกุ นบิ าต อังคตุ ตรนิกาย.
ตกิ . อ.ํ ตกิ นิบาต องั คตุ ตรนกิ าย.
จตกุ กฺ . อํ. จตกุ กนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ปญฺจก. อํ. ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ฉกกฺ . อํ. ฉกั กนบิ าต องั คตุ ตรนิกาย.
สตตฺ ก. อํ. สตั ตกนิบาต อังคุตตรนิกาย
อฏฺ ก. อํ. อฏั ฐกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย.
นวก. อ.ํ นวกนิบาต อังคุตตรนกิ าย.
ทสก. อ.ํ ทสกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย.
เอกาทสก. อ.ํ เอกาทสกนิบาต องั คตุ ตรนกิ าย.
ข.ุ ขุ. ขุททกปาฐะ ขทุ ทกนกิ าย.
ธ. ข.ุ ธรรมบท ขทุ ทกนกิ าย.
อ.ุ ข.ุ อุทาน ขทุ ทกนิกาย.
อิติวุ. ขุ. อติ ิวุตตกะ ขทุ ทกนิกาย.
สุตฺต. ข.ุ สตุ ตนิบาต ขุททกนกิ าย.
วมิ าน. ขุ. วิมานวตั ถุ ขทุ ทกนิกาย.
เปต. ขุ. เปตวัตถุ ขทุ ทกนกิ าย.
เถร. ข.ุ เถรคาถา ขุททกนิกาย.
เถรี. ขุ. เถรคี าถา ขทุ ทกนกิ าย.
ชา. ข.ุ ชาดก ขุททกนกิ าย.
มหาน.ิ ข.ุ มหานทิ เทส ขุททกนิกาย.
จูฬน.ิ ข.ุ จูฬนทิ เทส ขทุ ทกนกิ าย.
ปฏสิ ม.ฺ ข.ุ ปฏสิ ัมภิทามรรค ขุททกนิกาย.
อปท. ขุ. อปทาน ขทุ ทกนิกาย.
พทุ ธฺ ว. ขุ. พทุ ธวงส์ ขุททกนิกาย.
จริยา. ขุ. จรยิ าปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย.
ตัวอยา่ ง : ๑๔/๑๗๑/๒๔๕ ให้อา่ นว่า
ไตรปิฎกฉบบั สยามรัฐ เล่ม ๑๔ หนา้ ๑๗๑ ข้อที่ ๒๔๕
ค�ำ อนโุ มทนา
ขออนุโมทนา ในกุศลเจตนาครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้สร้างเหตุปัจจัย อันเปน็ ไปเพ่อื ความเจรญิ และความ
มอี ายยุ นื ยาวแหง่ พทุ ธวจน ดว้ ยการสบื สายถา่ ยทอดค�ำ สอน
ทอ่ี อกจากพระโอษฐข์ องพระองคเ์ อง ในสว่ นมรรควธิ ที ง่ี า่ ย
เพื่อความเข้าถึงมรรคผลอย่างสะดวกและรวดเร็ว สมดัง
พุทธประสงค์ที่ต้องการให้มีผู้นำ�คำ�สอนของพระองค์ไป
ศกึ ษาประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เพง่ พสิ จู นข์ อ้ อรรถขอ้ ธรรม เพอ่ื ให้
เหน็ แจง้ เปน็ ปจั จตั ตงั และขยนั ในการถา่ ยทอดบอกสอนกนั
ร่นุ ตอ่ รนุ่ สบื ๆ กันไป
ดว้ ยเหตทุ ไ่ี ดก้ ระท�ำ มาแลว้ นี้ ขอจงเปน็ พลวปจั จยั
ให้ผู้มีส่วนร่วมในการทำ�หนังสือและผู้ที่ได้อ่านศึกษา
พึงได้ดวงตาเห็นธรรม สำ�เร็จผลยังพระนิพพาน สมดัง
ความปรารถนาท่ไี ดส้ รา้ งมาอย่างดีแลว้ ดว้ ยเทอญ.
ขออนุโมทนา
ภิกขุคกึ ฤทธิ์ โสตฺถิผโล
สารบญั
มรรค(วธิ ีที่)งา่ ย ๑
คำ�น�ำ ๒
การละนนั ท ิ ๗
๑. ภพแม้ชว่ั ขณะดดี นิ้วมอื ก็ยงั นา่ รงั เกยี จ ๘
๒. ผเู้ ขา้ ไปหา เปน็ ผู้ไมห่ ลดุ พ้น ๙
ผู้ไมเ่ ข้าไปหา ย่อมเป็นผหู้ ลุดพน้
๓. จติ มีตัณหา เรยี กว่าอย่สู องคน ๑๒
จิตไมม่ ีตัณหา เรียกว่าอยคู่ นเดยี ว
๔. พรหมจรรย์น้ี อันบคุ คลยอ่ มประพฤติ ๑๖
เพอ่ื การละขาดซึ่งภพ
๕. ส้นิ นนั ทิ สน้ิ ราคะ ก็สนิ้ ทกุ ข ์ ๑๙
๖. ความดบั ทุกข์ม ี ๒๑
เพราะความดับไปแหง่ ความเพลิน (นนั ทิ)
กายคตาสติ ๒๓
๗. กายคตาสติ เปน็ เสาหลกั เสาเขอ่ื นอยา่ งดขี องจติ ๒๔
ลักษณะของผู้ไมต่ ง้ั จติ ในกายคตาสต ิ ๒๔
ลกั ษณะของผตู้ ้ังจิตในกายคตาสต ิ ๒๖
๘. กระดองของบรรพชติ ๒๙
๙. ตง้ั จติ ในกายคตาสติ เสมอื นบรุ ษุ ผถู้ อื หมอ้ น�ำ้ มนั ๓๒
อานาปานสติ ๓๕
๑๐. อานิสงสส์ งู สดุ แห่งอานาปานสติ ๒ ประการ ๓๖
๑๑. เจรญิ อานาปานสติ เปน็ เหตุให้
สตปิ ฏั ฐาน ๔โพชฌงค์ ๗ วชิ ชาและวิมุตตบิ ริบูรณ์ ๔๐
อานาปานสตบิ รบิ ูรณ์ ยอ่ มท�ำ สตปิ ัฏฐานให้บรบิ ูรณ์ ๔๑
สติปฏั ฐานบริบูรณ์ ย่อมทำ�โพชฌงคใ์ หบ้ ริบูรณ์ ๔๗
โพชฌงคบ์ ริบูรณ์ ยอ่ มท�ำ วชิ ชาและวมิ ุตตใิ หบ้ ริบูรณ ์ ๕๑
ปฏปิ ทาเปน ทส่ี บายแกก ารบรรลุ “นพิ พาน” ๕๓
๑๒. ปฏปิ ทาเปน็ ทส่ี บายแกก่ ารบรรลนุ พิ พาน (นยั ท่ี ๑) ๕๔
๑๓. ปฏปิ ทาเปน็ ทส่ี บายแกก่ ารบรรลนุ พิ พาน (นัยที่ ๒) ๕๖
๑๔. ปฏปิ ทาเปน็ ทส่ี บายแกก่ ารบรรลนุ พิ พาน (นัยท่ี ๓) ๕๘
๑๕. ปฏปิ ทาเปน็ ทส่ี บายแกก่ ารบรรลนุ พิ พาน (นัยที่ ๔) ๖๐
๑๖. กระจายเสีย ซง่ึ ผัสสะ ๖๓
๑๗. เจรญิ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ด้วยวิธีลัด ๖๘
๑๘. เมอ่ื ไมม่ มี า ไมม่ ไี ปยอ่ มไมม่ เี กดิ และไมม่ ดี บั ๗๑
สกั แตว า... ๗๓
๑๙. สักแต่ว่า... (นัยท่ี ๑) ๗๔
๒๐. สกั แตว่ า่ ... (นัยที่ ๒) ๗๕
สติปฏ ฐาน ๔ ๗๙
๒๑. มีสติ มีสมั ปชญั ญะ รอคอยการตาย ๘๐
การละอวิชชาโดยตรง ๘๕
๒๒. ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมนั่ ๘๖
๒๓. การเหน็ ซึง่ ความไม่เท่ียง ๘๙
ปฏปิ ทาเพอ่ื บรรลมุ รรคผลของคนเจบ็ ไข และบคุ คลทว่ั ไป ๙๑
๒๔. ปฏปิ ทาเพอ่ื บรรลมุ รรคผลของคนเจบ็ ไข ้ ๙๒
๒๕. ปฏปิ ทาเพอ่ื บรรลมุ รรคผลของบคุ คลทว่ั ไป (นยั ท่ี ๑) ๙๔
๒๖. ปฏปิ ทาเพอ่ื บรรลมุ รรคผลของบคุ คลทว่ั ไป (นยั ท่ี ๒) ๙๖
๒๗. ปฏปิ ทาเพอ่ื บรรลมุ รรคผลของบคุ คลทว่ั ไป (นยั ท่ี ๓) ๙๘
๒๘. ปฏปิ ทาเพอ่ื บรรลมุ รรคผลของบคุ คลทว่ั ไป (นยั ท่ี ๔) ๑๐๐
สมั มาสงั กปั ปะ (ความดํารชิ อบ) ๑๐๕
๒๙. ผ้มู คี วามเพียรตลอดเวลา ๑๐๖
๓๐. ผ้เู กยี จคร้านตลอดเวลา ๑๐๙
ปฏิปทาของการสน้ิ อาสวะ ๔ แบบ ๑๑๓
๓๑. ปฏิปทาของการสนิ้ อาสวะ ๔ แบบ ๑๑๔
แบบปฏบิ ัติล�ำ บาก รไู้ ดช้ ้า ๑๑๕
แบบปฏิบตั ิล�ำ บาก รู้ไดเ้ รว็ ๑๑๖
แบบปฏิบตั สิ บาย รู้ได้ช้า ๑๑๗
แบบปฏิบัติสบาย รไู้ ด้เรว็ ๑๑๘
มรรค (วธิ ีท่)ี งา่ ย
2 พุทธวจน
ค�ำ น�ำ
ปฏเิ สธไมไ่ ดว้ า่ ในยคุ แหง่ เทคโนโลยขี อ้ มลู ขา่ วสาร
ทผ่ี คู้ นแขง่ กนั รใู้ หไ้ ดเ้ รว็ ทส่ี ดุ ไวก้ อ่ นนน้ั ไดน้ �ำ พาสงั คมไปสู่
วถิ ชี วี ติ ทเ่ี สพตดิ ในความงา่ ยเรว็ ลดั ของขน้ั ตอนการเรยี นรู้
โดยละทง้ิ ความถกู ตอ้ งตรงจรงิ ในการรนู้ น้ั ไวเ้ ปน็ อนั ดบั รอง
ในแวดวงของชาวพุทธยุคใหม่ แม้ในส่วนที่มี
ปญั ญาพอเหน็ โทษภยั ในทกุ ข์ มจี ติ นอ้ มไปในการภาวนาแลว้
ก็ยังไม่พ้นทจ่ี ะมกี ารพดู ถึงเกย่ี วกบั มรรควิธีทง่ี า่ ย ลดั สั้น
ปญั หามอี ย…ู่ คือ การหมายรู้ ในคำ�วา่ “ง่าย”
โดยในแง่ท่ีคนส่วนใหญ่เข้าใจนั้น มีความหมาย
ไม่ตรงกับรายละเอียดในมรรควิธีท่ีง่าย ซึ่งบัญญัติโดย
พระตถาคต เมื่อนิยามตั้งต้นไม่ตรงกันเสียแล้ว จะต้อง
กลา่ วไปไยในรายละเอียดอื่นๆ ท่ีตามมา
เม่อื พูดถึงคำ�วา่ “งา่ ย” โดยทวั่ ไป มักจะถูกเขา้ ใจ
ในลกั ษณะวา่ เปน็ อะไรสกั อยา่ งทไ่ี ดม้ าโดยไมม่ ขี น้ั ตอนยาก
ได้มาโดยไม่ต้องลงแรง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 3
ใชก้ ารขวนขวายน้อย ใช้ข้อมลู นอ้ ย ใชก้ ารใคร่ครวญน้อย
ใชก้ ารกระท�ำ นอ้ ย …กระทั่งไม่ต้องทำ�อะไรเลย
ในขณะที่ปฏิปทา (วิธีการกระทำ�เพื่อให้ได้มา)
ทนี่ �ำ ไปสกู่ ารบรรลมุ รรคผล ซง่ึ พระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงอธบิ าย
ไวน้ นั้ ประกอบดว้ ยหลกั การทีว่ างต่อกันอยู่ ๒ ส่วน คอื
๑. สว่ นของมรรควิธที เ่ี ลือกมาใช้
ซง่ึ เปน็ ตวั ก�ำ หนด ระดบั ความสบายในการปฏบิ ตั ิ
๒. ส่วนของเหตใุ นความเรว็ ช้าในการบรรลุ
ซง่ึ แปรผนั ตามระดบั ความออ่ นแกข่ องอนิ ทรยี ห์ า้
ในสว่ นแรก คอื มรรควธิ ที เ่ี ลอื กมาใชน้ นั้ ทรงแบง่
ออกไว้เป็นสองแบบคือ ทุกขาปฏิปทา และ สุขาปฏิปทา
ทกุ ขาปฏปิ ทา คอื มรรควธิ ที ไี่ มไ่ ดส้ ขุ วหิ ารในขน้ั ตอนปฏบิ ตั ิ
เพราะเนน้ การใชท้ กุ ขเ์ ปน็ เครอ่ื งมอื ในการรแู้ จง้ ซงึ่ อรยิ สจั
ส่วนสุขาปฏิปทา คือการอาศัยสุขเป็นเคร่ืองมือในการรู้
ผปู้ ฏบิ ตั จิ งึ ไดส้ ขุ วหิ ารไปดว้ ยในระหวา่ งปฏบิ ตั เิ พอื่ สน้ิ ทกุ ข์
ในสว่ นของเหตทุ บ่ี รรลเุ รว็ หรอื ชา้ นน้ั คอื อนิ ทรยี ห์ า้
(ศรัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญั ญา)
4 พุทธวจน
ผ้มู ีศรทั ธาในตถาคตมาก (อินทรยี ์ คอื ศรทั ธา)
ก็ย่อมจะเชื่อในพุทธปัญญาญาณ ย่อมจะศึกษา ทรงจำ�
ส่ังสมสุตะเฉพาะท่ีเป็นพุทธวจนไว้มาก จึงรู้แง่มุมของจิต
และวธิ ีการปฏิบัติท่ีถกู ต้องไว้มาก
บคุ คลผมู้ ปี ญั ญาเหน็ ไดเ้ รว็ (อนิ ทรยี ์ คอื ปญั ญา)
เลือกหนทางท่ีสะดวก ก็ย่อมจะไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่า
แมร้ ูห้ นทางท่ีถูกแล้ว แตเ่ พยี รน้อย (อนิ ทรยี ์ คอื วิรยิ ะ)
มิไดป้ ฏิบตั ิธรรมใหส้ มควรแกธ่ รรม ฝึกสตนิ ้อย ทง้ิ สมาธิ
เหนิ ห่างจากฌาน ก็ยอ่ มถึงทีห่ มายไดช้ า้ …ดงั นี้ เป็นตน้
อีกท้งั แง่มุมที่ควรให้ความส�ำ คญั วา่ เป็นมรรควิธี
ท่ีง่ายคือ สิ่งที่พระตถาคตทรงแสดงสอนบ่อยๆ, บอก
ตรงๆ วา่ เป็นวิธีท่สี ะดวกตอ่ การเข้ามรรคผล, ทรงใช้บอก
สอนกับคนชราคนเจ็บป่วย ใกล้ตาย มีกำ�ลังน้อย มีเวลา
ในชีวิตเหลือน้อย คือ มรรควิธีที่ตรัสบอกถึงอานิสงส์ไว้
มากกว่ามรรควิธอี นื่ ๆ
ดังน้นั มรรควิธีท่งี ่าย จึงไม่ใช่ว่า ง่าย ในแบบท่ี
เข้าใจกันว่าใช้ความพยายามน้อย ใช้การกระทำ�น้อย
ขวนขวายนอ้ ยแตง่ า่ ย ตามเหตปุ จั จยั อนั สมควรแกก่ รณนี น้ั ๆ
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 5
ภายใต้ขีดจำ�กัดของสาวก ซึ่งพระพุทธองค์
ทรงยนื ยนั วา่ แมอ้ รหนั ตผ์ ปู้ ญั ญาวมิ ตุ ติ ตา่ งกเ็ ปน็ ไดเ้ พยี ง
แคม่ คั คานคุ า (ผเู้ ดนิ ตามมรรคมาทหี ลงั ) จงึ ไมแ่ ปลกทเ่ี รา
จะไดร้ ไู้ ดฟ้ งั การอธบิ ายแจงแจกมรรควธิ ที ง่ี า่ ย ตามแบบของ
สาวกในรปู แบบตา่ งๆ กนั ไป ซง่ึ ตรงกนั บา้ ง ไมต่ รงกนั บา้ ง
และไมส่ ามารถน�ำ มาใชอ้ า้ งองิ เปน็ หลกั มาตรฐานได้
หากเปรยี บการบรรลมุ รรคผล คอื การถงึ จดุ หมาย
หนงั สอื เลม่ น้ี คอื แผนท่ี ซง่ึ เขยี นโดยมคั คโกวโิ ท (ผฉู้ ลาดใน
มรรค คอื พระตถาคต) และชาวพทุ ธตอ้ งหนั กลบั มาใชแ้ ผนท่ี
ฉบบั ถูกต้องนี้ เปน็ มาตรฐานเดยี วเหมอื นครง้ั พุทธกาล
คณะผู้จัดพิมพห์ นังสือเล่มน้ี ขอนอบน้อมสักการะ
ตอ่ ตถาคต ผอู้ รหนั ตสมั มาสัมพุทธะ
และ ภิกษสุ าวกในธรรมวินัยน้ี
ตัง้ แตค่ รั้งพทุ ธกาล จนถงึ ยคุ ปัจจุบนั
ที่มสี ่วนเกี่ยวขอ้ งในการสืบทอดพุทธวจน
คือ ธรรม และวินัย ทที่ รงประกาศไว้ บริสุทธิบ์ รบิ รู ณด์ ีแล้ว
ตถาคตสาวโก
คณะงานธัมมะ วดั นาปา่ พง
การละนนั ทิ
8 พุทธวจน
๑
ภพแม้ช่วั ขณะดดี น้วิ มือก็ยงั น่ารงั เกยี จ
ภิกษุทง้ั หลาย !
คถู แม้นิดเดียว
ก็เป็นของมกี ลิน่ เหมน็ ฉนั ใด,
ภิกษุท้งั หลาย !
สงิ่ ทเี่ รียกว่า ภพ (ผลแหง่ ภวตัณหา)
กฉ็ ันนัน้ เหมอื นกนั ,
แมม้ ีประมาณนอ้ ย ชว่ั ลัดนวิ้ มือเดียว
ก็ไมม่ ีคุณอะไรทีพ่ อจะกลา่ วได้.
เอก. อ.ํ ๒๐/๔๖/๒๐๓.
(ในสูตรถัดไป ได้ตรสั อปุ มาดว้ ยมตู ร ด้วยนำ้� ลาย ด้วยหนอง ดว้ ยโลหิต
โดยท�ำนองเดยี วกัน เอก. อํ. ๒๐/๔๖/๒๐๔.).
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 9
๒
ผู้เข้าไปหา เป็นผู้ไมห่ ลดุ พน้
ผไู้ มเ่ ขา้ ไปหา ยอ่ มเปน็ ผูห้ ลดุ พ้น
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ผู้เข้าไปหา เป็นผู้ไม่หลุดพ้น;
ผู้ไม่เขา้ ไปหา เปน็ ผหู้ ลดุ พน้ .
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! วญิ ญาณ ซง่ึ เขา้ ถอื เอารปู ตง้ั อยู่
ก็ต้ังอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็น
ท่ีต้ังอาศัย มีนันทิ (ความเพลิน) เป็นท่ีเข้าไปส้องเสพ
ก็ถงึ ความเจริญ งอกงาม ไพบลู ย ์ ได;้
ภิกษทุ ้ังหลาย ! วญิ ญาณ ซงึ่ เขา้ ถอื เอาเวทนา
ต้ังอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์
มีเวทนาเป็นท่ีต้ังอาศัย มีนันทิ เป็นท่ีเข้าไปส้องเสพ
กถ็ ึงความเจรญิ งอกงาม ไพบลู ย ์ ได;้
ภิกษทุ งั้ หลาย ! วญิ ญาณ ซง่ึ เขา้ ถอื เอาสญั ญา
ต้ังอยู่ ก็ต้ังอยู่ได้, เป็นวิญญาณท่ีมีสัญญาเป็นอารมณ์
มีสัญญาเป็นท่ีต้ังอาศัย มีนันทิ เป็นที่เข้าไปส้องเสพ
กถ็ ึงความเจรญิ งอกงาม ไพบลู ย ์ ได้;
1 0 พุทธวจน
ภกิ ษุท้ังหลาย ! วญิ ญาณ ซง่ึ เขา้ ถอื เอาสงั ขาร
ต้ังอยู่ ก็ต้ังอยู่ได้, เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์
มีสังขารเป็นที่ต้ังอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ
กถ็ งึ ความเจรญิ งอกงาม ไพบลู ย์ ได.้
ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“เราจกั บญั ญตั ิ ซงึ่ การมา การไป การจตุ ิ การอบุ ตั ิ
ความเจรญิ ความงอกงาม และความไพบลู ยข์ องวญิ ญาณ
โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา เว้นจากสัญญา และ
เวน้ สังขาร” ดงั น้ีน้นั , นี่ ไมใ่ ช่ฐานะท่ีจักมไี ดเ้ ลย.
ภิกษุทง้ั หลาย ! ถา้ ราคะในรปู ธาตุ ในเวทนาธาตุ
ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นส่ิงท่ี
ภิกษุละได้แล้ว;
เพราะละราคะได้ อารมณ์สำ�หรับวิญญาณ
ก็ขาดลง ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี.
วญิ ญาณอนั ไมม่ ที ต่ี ง้ั นน้ั กไ็ มง่ อกงาม หลดุ พน้ ไป
เพราะไม่ถกู ปรุงแต่ง;
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 1
เพราะหลดุ พน้ ไปกต็ ง้ั มน่ั เพราะตง้ั มน่ั กย็ นิ ดใี น
ตนเอง; เพราะยนิ ดใี นตนเองกไ็ มห่ วน่ั ไหว; เมอ่ื ไมห่ วน่ั ไหว
ก็ปรินพิ พานเฉพาะตน;
ยอ่ มรชู้ ดั วา่ “ชาตสิ น้ิ แลว้ พรหมจรรยอ์ ยจู่ บแลว้
กิจที่ควรทำ�ได้ทำ�สำ�เร็จแล้ว กิจอื่นท่ีจะต้องทำ�เพ่ือ
ความเป็นอย่างนี้ มิไดม้ อี ีก” ดังน.้ี
ขนฺธ. ส.ํ ๑๗/๖๖/๑๐๕.
1 2 พุทธวจน
๓
จิตมีตัณหา เรยี กว่าอยูส่ องคน
จิตไม่มตี ัณหา เรยี กว่าอยูค่ นเดยี ว
“ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! ดว้ ยเหตเุ พยี งเทา่ ไรหนอ ภกิ ษุ
จงึ ชือ่ ว่า เปน็ ผูม้ กี ารอยูอ่ ย่างมเี พอื่ นสอง พระเจา้ ข้า ?”.
มคิ ชาละ ! รปู ท้งั หลายอันจะพึงเหน็ ได้ด้วยจักษุ
อันเป็นรูปท่ีน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะ
นา่ รกั เปน็ ทเ่ี ขา้ ไปตง้ั อาศยั อยแู่ หง่ ความใคร่ เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่
ความก�ำ หนดั ยอ้ มใจมอี ย.ู่ ถา้ หากวา่ ภกิ ษยุ อ่ มเพลดิ เพลนิ
พร่�ำ สรรเสรญิ สยบมวั เมา ซึ่งรปู นัน้ ไซร้;
แกภ่ กิ ษผุ เู้ พลดิ เพลนิ พร�ำ่ สรรเสรญิ สยบ มวั เมา
ซึง่ รูปน้ันอยู่ นน่ั แหละ, นันทิ (ความเพลนิ ) ยอ่ มเกดิ ขน้ึ .
เม่ือ นันทิ มีอยู่, สาราคะ (ความพอใจอย่างยิ่ง)
ย่อมมี;
เมอ่ื สาราคะ มีอย,ู่ สัญโญคะ (ความผูกจิตตดิ กบั
อารมณ)์ ย่อมมี :
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 3
มิคชาละ ! ภกิ ษุผู้ประกอบพร้อมแลว้ ดว้ ยการ
ผูกจิตติดกับอารมณด์ ้วยอำ�นาจแหง่ ความเพลนิ นั่นแล
เราเรยี กวา่ “ผมู้ ีการอยู่อย่างมีเพอ่ื นสอง”.
(ในกรณีแห่งเสียงท้ังหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี,
กล่ินทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี, รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้ม
ดว้ ยลนิ้ กด็ ,ี โผฏฐพั พะทงั้ หลายอนั จะพงึ สมั ผสั ดว้ ยผวิ กายกด็ ,ี และ
ธรรมารมณท์ ง้ั หลายอนั จะพงึ รแู้ จง้ ดว้ ยใจกด็ ,ี พระผมู้ พี ระภาคเจา้
ไดต้ รสั ไวม้ นี ยั ยะอยา่ งเดยี วกนั กบั ในกรณแี หง่ รปู ทง้ั หลายอนั จะพงึ
เหน็ ดว้ ยจักษุ).
มิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างน้ี
แมจ้ ะสอ้ งเสพเสนาสนะอนั เปน็ ปา่ และปา่ ชฏั ซง่ึ เงยี บสงดั
มเี สยี งรบกวนนอ้ ย มเี สยี งกกึ กอ้ งครกึ โครมนอ้ ย ปราศจาก
ลมจากผวิ กายคน เปน็ ทท่ี �ำ การลบั ของมนษุ ย์ เปน็ ทส่ี มควร
แก่การหลีกเร้น เช่นน้ีแล้ว ก็ตาม, ถึงกระนั้น ภิกษุน้ัน
เรากย็ งั คงเรียกวา่ ผมู้ ีการอยอู่ ยา่ งมเี พ่อื นสองอยู่นน่ั เอง.
ข้อนน้ั เพราะเหตุไรเลา่ ?
ข้อนัน้ เพราะเหตุว่า ตัณหาน่นั แล เปน็ เพือ่ นสอง
ของภิกษุน้ัน; ตัณหาน้ัน อันภิกษุนั้น ยังละไม่ได้แล้ว
1 4 พุทธวจน
เพราะเหตุนัน้ ภิกษุน้ัน เราจงึ เรียกวา่ “ผมู้ ีการอยอู่ ย่าง
มเี พือ่ นสอง” ดงั น้ี.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล
ภิกษุจงึ ชื่อวา่ เปน็ ผมู้ ีการอย่อู ยา่ งอยผู่ ู้เดียว พระเจา้ ข้า ?”.
มิคชาละ ! รูป ทัง้ หลายอันจะพึงเหน็ ได้ด้วยจักษุ
เป็นรปู ทน่ี า่ ปรารถนา นา่ รกั ใคร่ น่าพอใจ มีลกั ษณะนา่ รัก
เป็นทเ่ี ขา้ ไปตัง้ อาศยั อยแู่ ห่งความใคร่ เปน็ ที่ต้งั แห่งความ
กำ�หนัดย้อมใจ มีอยู่, ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน
ไมพ่ ร�่ำ สรรเสริญ ไม่สยบ มัวเมา ซึ่งรปู นั้นไซร,้
แกภ่ กิ ษผุ ไู้ มเ่ พลดิ เพลนิ ไมพ่ ร�ำ่ สรรเสรญิ ไมส่ ยบ
มวั เมา ซง่ึ รปู นน้ั นน่ั แหละ, นนั ทิ (ความเพลนิ ) ยอ่ มดบั ;
เมือ่ นนั ทิ ไมม่ อี ยู่, สาราคะ (ความพอใจอย่างยิง่ )
ย่อมไมม่ ;ี
เมื่อ สาราคะ ไม่มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิต
ติดกับอารมณ)์ ยอ่ มไม่มี :
มิคชาละ ! ภิกษผุ ู้ ไมป่ ระกอบพร้อมแลว้ ด้วย
การผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำ�นาจแห่งความเพลิน
(นนั ทิ) นั่นแล เราเรยี กว่า “ผมู้ กี ารอย่อู ย่างอยผู่ ูเ้ ดยี ว”.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 5
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี,
กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี, รสท้ังหลายอันจะพึงลิ้ม
ด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี,
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มี
พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้มีนัยยะอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป
ทง้ั หลายอันจะพึงเห็นดว้ ยจักษุ).
มิคชาละ ! ภกิ ษผุ ู้มกี ารอยู่ด้วยอาการอยา่ งน้ี แม้
อยใู่ นหม่บู ้าน อนั เกล่อื นกล่นไปด้วยภกิ ษุ ภกิ ษณุ ี อุบาสก
อุบาสิกาท้ังหลาย, ด้วยพระราชา มหาอำ�มาตย์ของพระ
ราชาทั้งหลาย, ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย
กต็ าม; ถงึ กระนน้ั ภกิ ษนุ น้ั เรากเ็ รียกวา่ ผู้มกี ารอย่อู ย่าง
อย่ผู ้เู ดียวโดยแท.้
ขอ้ น้ันเพราะเหตุไรเลา่ ?
ข้อนั้นเพราะเหตุว่าตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสอง
ของภิกษุน้ัน; ตัณหานั้น อันภิกษุน้ัน ละเสียได้แล้ว
เพราะเหตุน้นั ภกิ ษุน้ัน เราจงึ เรยี กว่า “ผู้มีการอย่อู ย่าง
อย่ผู ู้เดยี ว”, ดังนี้ แล.
สฬา. ส.ํ ๑๘/๔๓–๔๔/๖๖-๖๗.
1 6 พุทธวจน
๔
พรหมจรรยน์ ้ี อันบุคคลยอ่ มประพฤติ
เพอ่ื การละขาดซึง่ ภพ
สัตว์โลกน้ี เกิดความเดือดร้อนแล้ว มีผัสสะ
บังหน้า ยอ่ มกล่าวซ่งึ โรค (ความเสียดแทง) น้ัน โดยความ
เป็นตัวเปน็ ตน.
เขาส�ำ คญั สง่ิ ใด โดยความเปน็ ประการใด แตส่ ง่ิ นน้ั
ยอ่ มเปน็ (ตามทเ่ี ปน็ จรงิ ) โดยประการอน่ื จากทเ่ี ขาส�ำ คญั นน้ั .
สตั วโ์ ลกตดิ ขอ้ งอยใู่ นภพ ถกู ภพบงั หนา้ แลว้ มภี พ
โดยความเป็นอย่างอื่น (จากท่ีมันเป็นอยู่จริง) จึงได้
เพลิดเพลนิ ย่ิงนกั ในภพนั้น.
เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย
(ทีเ่ ขาไม่รู้จกั ) : เขากลวั ต่อส่งิ ใด สงิ่ นนั้ ก็เปน็ ทุกข์.
พรหมจรรยน์ ้ี อนั บคุ คลยอ่ มประพฤติ กเ็ พอ่ื การ
ละขาดซงึ่ ภพ.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 7
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความ
หลดุ พ้นจากภพวา่ มีได้เพราะภพ; เรากลา่ ววา่ สมณะ
หรอื พราหมณท์ ้ังปวงนั้น มิใชผ่ หู้ ลุดพ้นจากภพ.
ถงึ แมส้ มณะหรอื พราหมณเ์ หลา่ ใด กลา่ วความออก
ไปได้จากภพวา่ มีได้เพราะวภิ พ (ไมม่ ภี พ) : เรากล่าววา่
สมณะหรอื พราหมณท์ ง้ั ปวงนน้ั กย็ งั สลดั ภพออกไปไมไ่ ด.้
กท็ กุ ข์นี้มขี นึ้
เพราะอาศัยซ่งึ อุปธทิ ง้ั ปวง.
เพราะความสน้ิ ไปแหง่ อุปาทานทั้งปวง
ความเกดิ ขนึ้ แหง่ ทกุ ข์จึงไม่ม.ี
ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลายอัน
อวิชชา (ความไม่รู้) หนาแน่นบังหน้าแล้ว; และว่าสัตว์
ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไป
จากภพได้ ก็ภพทั้งหลายเหลา่ หนึ่งเหลา่ ใด อันเปน็ ไปใน
ท่ีหรือในเวลาทั้งปวง เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดย
ประการทง้ั ปวง; ภพทง้ั หลายทง้ั หมดนน้ั ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์
มคี วามแปรปรวนเป็นธรรมดา.
1 8 พุทธวจน
เม่ือบุคคลเห็นอยู่ซ่ึงข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ
ตามทเ่ี ปน็ จรงิ อยา่ งนอ้ี ย;ู่ เขายอ่ มละภวตณั หา (ความอยากมี
อยากเปน็ ) ได้ และไมเ่ พลดิ เพลนิ วภิ วตณั หา (ความไมอ่ ยาก)
ด้วย.
ความดับเพราะความสำ�รอกไม่เหลือ (แห่งภพ
ทง้ั หลาย) เพราะความสน้ิ ไปแหง่ ตณั หาโดยประการทง้ั ปวง
นน้ั คอื นพิ พาน.
ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว
เพราะไม่มีความยึดมัน่ .
ภกิ ษุนั้น เป็นผคู้ รอบง�ำ มารไดแ้ ล้ว ชนะสงคราม
แล้ว ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้คงท่ี
(คอื ไมเ่ ปลีย่ นแปลงอกี ต่อไป), ดงั นี้ แล.
อุ. ข.ุ ๒๕/๑๒๑-๑๒๓/๘๔.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 9
๕
สิ้นนนั ทิ สิน้ ราคะ ก็สนิ้ ทุกข์
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ภกิ ษเุ หน็ จกั ษอุ นั ไมเ่ ทย่ี งนนั่ แล
ว่าไม่เที่ยง ความเหน็ เชน่ นนั้ เป็น สมั มาทิฏฐิ (การเหน็ อยู่
โดยถูกตอ้ ง) ของเธอน้นั .
เม่อื เห็นอยโู่ ดยถูกต้อง ยอ่ มเบ่ือหน่าย
(สมฺมา ปสฺสํ นพิ พฺ นิ ฺทติ);
เพราะความสิ้นไปแห่งนนั ทิ
จึงมคี วามสนิ้ ไปแหง่ ราคะ
(นนทฺ ิกขฺ ยา ราคกขฺ โย);
เพราะความส้ินไปแหง่ ราคะ
จงึ มีความส้ินไปแห่งนนั ทิ
(ราคกฺขยา นนทฺ ิกฺขโย);
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทแิ ละราคะ
กลา่ วได้ว่า “จติ หลุดพ้นแลว้ ด้วยดี” ดงั น.้ี
(นนฺทริ าคกฺขยา จติ ฺตํ สวุ มิ ตุ ตฺ นฺติ วจุ ฺจต)ิ .
2 0 พุทธวจน
(ในกรณแี หง่ อายตนะภายในทเี่ หลอื อกี ๕ คอื โสตะ ฆานะ ชวิ หา
กายะ มโน และในกรณแี หง่ อายตนะภายนอก ๖ คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส
โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ กต็ รสั อยา่ งเดยี วกนั กบั ในกรณแี หง่ จกั ษทุ กุ ประการ).
สฬา. สํ. ๑๘/๑๗๙/๒๔๕-๖.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 2 1
๖
ความดบั ทุกขม์ ี เพราะความดบั ไป
แห่งความเพลิน (นันทิ)
ปณุ ณะ ! รปู ทเ่ี หน็ ดว้ ย ตา กด็ ,ี เสยี ง ทฟ่ี งั ดว้ ย หู
กด็ ี, กล่ิน ท่ดี มด้วย จมกู กด็ ี, รส ท่ลี ม้ิ ดว้ ย ลิน้ กด็ ี,
โผฏฐพั พะ ทส่ี ัมผสั ดว้ ย กาย กด็ ี, ธรรมารมณ์ ที่ร้แู จง้
ด้วย ใจ กด็ ,ี อนั เป็นสงิ่ ท่ีนา่ ปรารถนา น่ารกั ใคร่ นา่ พอใจ
เป็นท่ียวนตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปต้ังอาศัยอยู่แห่ง
ความใคร่ เป็นทีต่ ้ังแหง่ ความกำ�หนัดย้อมใจ มอี ย;ู่
ภกิ ษยุ อ่ มไมเ่ พลดิ เพลนิ ไมพ่ ร�ำ่ สรรเสรญิ ไมเ่ มาหมก
ซง่ึ อารมณ์ มรี ปู เปน็ ตน้ นน้ั . เมอ่ื ภกิ ษไุ มเ่ พลดิ เพลนิ ไมพ่ ร�ำ่
สรรเสริญ ไม่เมาหมก ซ่ึงอารมณ์ มีรูปเป็นต้นนั้นอยู่,
นันทิ (ความเพลนิ ) ย่อมดับไป.
ปุณณะ ! เรากล่าวว่า “ความดับไม่มีเหลือ
ของทกุ ขม์ ไี ด้ เพราะความดบั ไมเ่ หลอื ของความเพลนิ ”
ดังน้ี แล.
อุปร.ิ ม. ๑๔/๔๘๑/๗๕๖.
กายคตาสติ
2 4 พุทธวจน
๗
กายคตาสติ
เป็นเสาหลกั เสาเขอ่ื นอยา่ งดขี องจิต
ลักษณะของผไู้ มต่ ัง้ จติ ในกายคตาสติ
ภิกษุท้ังหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์
หกชนิด อันมีที่อยู่อาศัยต่างกัน มีที่เที่ยวหากินต่างกัน
มาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง; คือเขาจับงูมาผูกด้วย
เชือกเหนียวเส้นหน่ึง, จับจระเข้, จับนก, จับสุนัขบ้าน,
จับสุนัขจ้งิ จอก, จับลิง มาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหน่งึ ๆ
แลว้ ผกู รวมเขา้ ดว้ ยกนั เปน็ ปมเดยี วในทา่ มกลาง ปลอ่ ยแลว้ .
ภิกษทุ งั้ หลาย ! ครง้ั นน้ั สตั วเ์ หลา่ นน้ั ทง้ั หกชนดิ
อนั มที อ่ี าศยั และทเ่ี ทย่ี วต่างๆ กนั ก็ยอื้ แย่งฉดุ ดงึ กนั เพือ่
จะไปสู่ที่อาศัยที่เที่ยวของตนๆ : งูจะเข้าจอมปลวก,
จระเขจ้ ะลงน�ำ้ , นกจะบนิ ขน้ึ ไปในอากาศ, สนุ ขั จะเขา้ บา้ น,
สนุ ขั จง้ิ จอกจะไปปา่ ชา้ , ลงิ กจ็ ะไปปา่ . ครน้ั เหนอ่ื ยลา้ กนั
ทง้ั หกสตั วแ์ ลว้ สตั วใ์ ดมกี �ำ ลงั กวา่ สตั วน์ อกนน้ั กต็ อ้ งถกู ลาก
ติดตามไปตามอำ�นาจของสตั วน์ น้ั ขอ้ นี้ฉันใด;
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 2 5
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ภิกษุใด ไม่อบรมทำ�ให้มาก
ในกายคตาสติแล้ว ตา ก็จะฉุดเอาภิกษุน้ันไปหารูป
ทน่ี า่ พอใจ, รปู ทไี่ มน่ า่ พอใจกก็ ลายเปน็ สง่ิ ทเ่ี ธอรสู้ กึ อดึ อดั
ขยะแขยง; หู ก็จะฉุดเอาภิกษุน้ันไปหาเสียงท่ีน่าฟัง,
เสียงที่ไม่น่าฟังก็กลายเป็นส่ิงท่ีเธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง;
จมูก ก็จะฉุดเอาภิกษุนั้นไปหากล่ินที่น่าสูดดม, กล่ินที่
ไม่น่าสูดดมก็กลายเป็นสิ่งท่ีเธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง;
ลนิ้ กจ็ ะฉดุ เอาภกิ ษนุ นั้ ไปหารสทช่ี อบใจ, รสทไี่ มช่ อบใจ
กก็ ลายเปน็ สงิ่ ทเี่ ธอรสู้ กึ อดึ อดั ขยะแขยง; กาย กจ็ ะฉดุ เอา
ภิกษุน้ันไปหาสัมผัสที่ย่ัวยวนใจ, สัมผัสท่ีไม่ยั่วยวนใจก็
กลายเป็นส่ิงทีเ่ ธอรู้สกึ อดึ อดั ขยะแขยง; และ ใจ กจ็ ะฉุด
เอาภิกษุน้ัน ไปหาธรรมารมณ์ท่ีถูกใจ, ธรรมารมณ์ท่ี
ไม่ถูกใจก็กลายเป็นสิ่งท่ีเธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง; ข้อน้ี
กฉ็ ันนั้นเหมอื นกนั .
2 6 พุทธวจน
ลักษณะของผตู้ ัง้ จิตในกายคตาสติ
ภิกษุท้งั หลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์
หกชนิด อันมีที่อยู่อาศัยต่างกัน มีท่ีเท่ียวหากินต่างกัน
มาผูกรวมกันด้วยเชือกอันมั่นคง; คือเขาจับงูมาผูกด้วย
เชือกเหนียวเส้นหน่ึง, จับจระเข้, จับนก, จับสุนัขบ้าน,
จบั สนุ ขั จง้ิ จอกและจบั ลงิ มาผกู ดว้ ยเชอื กเหนยี วเสน้ หนง่ึ ๆ
ครน้ั แลว้ น�ำ ไปผกู ไวก้ บั เสาเขอ่ื นหรอื เสาหลกั อกี ตอ่ หนง่ึ .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ครง้ั นน้ั สตั วท์ ง้ั หกชนดิ เหลา่ นน้ั
อนั มที อี่ าศัยและท่เี ทีย่ วต่างๆ กัน ก็ยือ้ แย่งฉดุ ดงึ กนั เพือ่
จะไปสู่ที่อาศัยท่ีเที่ยวของตนๆ : งูจะเข้าจอมปลวก,
จระเขจ้ ะลงน�ำ้ , นกจะบนิ ขน้ึ ไปในอากาศ, สนุ ขั จะเขา้ บา้ น,
สุนขั จงิ้ จอกจะไปป่าชา้ , ลิงก็จะไปปา่ .
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ในกาลใดแลความเปน็ ไปภายใน
ของสัตว์ท้ังหกชนิดเหล่าน้ัน มีแต่ความเม่ือยล้าแล้ว;
ในกาลนน้ั มนั ทง้ั หลายกจ็ ะพงึ เขา้ ไปยนื เจา่ นง่ั เจา่ นอนเจา่
อยู่ข้างเสาเขือ่ นหรือเสาหลกั นั้นเอง ข้อน้ีฉันใด;
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 2 7
ภกิ ษุท้ังหลาย ! ภิกษุใดได้อบรมทำ�ให้มาก
ในกายคตาสตแิ ล้ว ตา ก็จะไมฉ่ ดุ เอาภิกษนุ นั้ ไปหารปู ท่ี
น่าพอใจ, รูปท่ีไม่น่าพอใจ ก็ไม่เป็นสิ่งท่ีเธอรู้สึกอึดอัด
ขยะแขยง; หู ก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง,
เสียงท่ีไม่น่าฟัง ก็ไม่เป็นส่ิงท่ีเธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง;
จมูก ก็จะไมฉ่ ดุ เอาภกิ ษนุ ั้นไปหากลิ่นทน่ี า่ สดู ดม, กลน่ิ ท่ี
ไมน่ ่าสูดดม กไ็ มเ่ ป็นส่งิ ท่ีเธอรสู้ กึ อึดอดั ขยะแขยง; ล้นิ ก็
จะไม่ฉดุ เอาภกิ ษุนั้นไปหารสท่ชี อบใจ, รสทีไ่ มช่ อบใจ ก็
ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง; กาย ก็จะไม่ฉุดเอา
ภิกษนุ ั้นไปหาสมั ผสั ที่ยว่ั ยวนใจ, สัมผัสท่ไี ม่ยั่วยวนใจ ก็
ไมเ่ ปน็ สง่ิ ทเี่ ธอรสู้ กึ อดึ อดั ขยะแขยง; และใจ กจ็ ะไมฉ่ ดุ เอา
ภกิ ษนุ น้ั ไปหาธรรมารมณท์ ถ่ี กู ใจ, ธรรมารมณท์ ไ่ี มถ่ กู ใจ ก็
ไมเ่ ปน็ สง่ิ ทเ่ี ธอรสู้ กึ อดึ อดั ขยะแขยง; ขอ้ นก้ี ฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั .
ภิกษุทั้งหลาย ! ค�ำ วา่ “เสาเขอ่ื น หรอื เสาหลกั ”
นี้เป็นค�ำ เรยี กแทนชอ่ื แห่ง กายคตาสต.ิ
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! เพราะฉะนนั้ ในเรอ่ื งนี้ พวกเธอ
ทง้ั หลายพงึ สำ�เหนียกใจไว้วา่
2 8 พุทธวจน
“กายคตาสติของเราทั้งหลาย จักเป็นส่ิงที่เรา
อบรม กระทำ�ให้มาก กระทำ�ให้เป็นยานเคร่ืองนำ�ไป
กระทำ�ให้เป็นของที่อาศัยได้ เพียรตั้งไว้เนืองๆ เพียร
เสรมิ สรา้ งโดยรอบคอบ เพยี รปรารภสม�ำ่ เสมอด้วยดี”
ดงั นี.้
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! พวกเธอทง้ั หลาย พงึ ส�ำ เหนยี กใจไว้
ด้วยอาการอยา่ งน้ีแล.
สฬา. ส.ํ ๑๘/๒๔๖,๒๔๘-๒๔๙/๓๔๘,๓๕๐.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 2 9
๘
กระดองของบรรพชิต
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! เรอ่ื งเคยมมี าแตก่ อ่ น:เตา่ ตวั หนง่ึ
เทย่ี วหากนิ ตามรมิ ล�ำ ธารในตอนเยน็ , สนุ ขั จง้ิ จอกตวั หนง่ึ
กเ็ ทย่ี วหากนิ ตามรมิ ล�ำ ธารในตอนเยน็ เชน่ เดยี วกนั เตา่ ตวั น้ี
ไดเ้ หน็ สนุ ขั จง้ิ จอกซง่ึ เทย่ี วหากนิ (เดนิ เขา้ มา) แตไ่ กล, ครน้ั แลว้
จงึ หดอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเปน็ ที่ ๕ เขา้ ในกระดองของ
ตนเสีย เป็นผู้ขวนขวายน้อยน่ิงอยู่ แม้สุนัขจ้ิงจอก
กไ็ ดเ้ หน็ เตา่ ตวั ทเ่ี ทย่ี วหากนิ นน้ั แตไ่ กลเหมอื นกนั , ครน้ั แลว้
จึงเดินตรงเข้าไปทเี่ ต่า คอยช่องอยูว่ า่ “เมอื่ ไรหนอเต่าจัก
โผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออกในบรรดาอวัยวะทั้งหลาย
มศี รี ษะเปน็ ท่ี ๕ แลว้ จกั กดั อวยั วะสว่ นนน้ั ครา่ เอาออกมา
กินเสยี ” ดงั นี้. ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ตลอดเวลาทเ่ี ต่าไมโ่ ผล่
อวยั วะออกมา สนุ ขั จง้ิ จอกกไ็ มไ่ ดโ้ อกาสตอ้ งหลกี ไปเอง;
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ฉันใดก็ฉันน้ัน : มารผู้ใจบาป
ก็คอยช่องต่อพวกเธอท้ังหลาย ติดต่อไม่ขาดระยะอยู่
เหมือนกันว่า “ถ้าอยา่ งไร เราคงได้ชอ่ ง ไม่ทางตากท็ างหู
หรอื ทางจมกู หรอื ทางลน้ิ หรอื ทางกาย หรอื ทางใจ”, ดงั น.้ี
3 0 พุทธวจน
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! เพราะฉะนน้ั ในเรอื่ งนี้ พวกเธอ
ทง้ั หลาย จงเปน็ ผคู้ มุ้ ครองทวารในอนิ ทรยี ท์ ง้ั หลายอยเู่ ถดิ ;
ไดเ้ หน็ รปู ดว้ ยตา, ไดฟ้ งั เสยี งดว้ ยห,ู ไดด้ มกลน่ิ ดว้ ยจมกู ,
ได้ล้ิมรสด้วยล้ิน, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, หรือได้รู้
ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว จงอย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่
เป็นการรวบถือทั้งหมด, อย่าได้ถือเอาโดยลักษณะท่ี
เปน็ การแยกถือเป็นส่วนๆ เลย, สง่ิ ท่เี ป็นบาปอกศุ ล คอื
อภชิ ฌา (โลภอยากไดข้ องเขา) และโทมนสั (ความเปน็ ทกุ ขใ์ จ)
จะพึงไหลไปตามบุคคลผ้ไู มส่ ำ�รวม ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ
เพราะการไมส่ �ำ รวมอนิ ทรยี เ์ หลา่ ใดเปน็ เหต,ุ พวกเธอทง้ั หลาย
จงปฏิบัติเพื่อการปิดกั้นอินทรีย์น้ันไว้, พวกเธอท้ังหลาย
จงรกั ษาและถึงความสำ�รวม ตา หู จมกู ล้นิ กาย ใจ เถดิ .
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ในกาลใด พวกเธอท้ังหลาย
จักเปน็ ผคู้ ุม้ ครองทวารในอินทรียท์ ั้งหลายอยู่; ในกาลน้ัน
มารผู้ใจบาป จักไม่ได้ช่องแม้จากพวกเธอทั้งหลาย และ
จักต้องหลีกไปเอง, เหมือนสุนัขจ้ิงจอกไม่ได้ช่องจากเต่า
ก็หลกี ไปเอง ฉะนัน้ .
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 3 1
“เต่าหดอวัยวะไวใ้ นกระดอง ฉันใด,
ภิกษุ พึงต้งั มโนวติ ก (ความตริตรกึ ทางใจ)
ไว้ในกระดอง ฉนั นน้ั ,
เป็นผทู้ ่ีตัณหาและทิฏฐไิ มอ่ ิงอาศัยได,้
ไม่เบยี ดเบียนผอู้ น่ื ,
ไมก่ ลา่ วรา้ ยต่อใครทง้ั หมด,
เปน็ ผดู้ ับสนิทแล้ว” ดังนแ้ี ล.
สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๒-๒๒๓/๓๒๐-๓๒๑.
3 2 พุทธวจน
๙
ตง้ั จติ ในกายคตาสติ
เสมือนบุรษุ ผู้ถอื หมอ้ น�้ำมนั
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เปรียบเหมือนหมู่มหาชน
ไดท้ ราบขา่ ววา่ มนี างงามในชนบทพงึ ประชมุ กนั กน็ างงาม
ในชนบทน้ัน น่าดูอย่างยิ่งในการฟ้อนรำ� น่าดูอย่างยิ่ง
ในการขบั รอ้ ง หมมู่ หาชนไดท้ ราบขา่ ววา่ นางงามในชนบท
จะฟ้อนรำ� ขับร้อง พึงประชุมกันยิ่งข้ึนกว่าประมาณ
คร้ังน้ัน บุรุษผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย ปรารถนา
ความสุข เกลียดทุกข์ พึงมากล่าวกะหมู่มหาชนน้ัน
อยา่ งนว้ี า่
“บุรษุ ผเู้ จริญ ! ทา่ นพึงนำ�ภาชนะน้ำ�มันอันเตม็ เป่ียมนี้
ไปในระหวา่ งทป่ี ระชมุ ใหญก่ บั นางงามในชนบท และจกั มบี รุ ษุ เงอ้ื ดาบ
ตามบรุ ษุ ผนู้ ำ�หมอ้ นำ้ �มนั นน้ั ไปขา้ งหลงั ๆ บอกวา่ ทา่ นจกั ทำ�นำ้ �มนั นน้ั หก
แมห้ นอ่ ยหนง่ึ ในทใ่ี ด ศรี ษะของทา่ นจกั ขาดตกลงไปในทน่ี น้ั ทเี ดยี ว”.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 3 3
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! เธอทง้ั หลายจะส�ำ คญั ความขอ้ นน้ั
เป็นอย่างไร ? บุรุษผู้นั้นจะไม่ใส่ใจภาชนะน้ำ�มันโน้น
แล้วพงึ ประมาทในภายนอกเทยี วหรือ.
“ไม่เป็นอย่างน้นั พระเจ้าข้า !”.
ภิกษุทง้ั หลาย ! เราทำ�อุปมาน้ี เพ่ือให้เข้าใจ
เนื้อความนี้ชัดขึ้น เน้ือความในข้อน้ีมีอย่างน้ีแล คำ�ว่า
“ภาชนะน�ำ้ มนั อนั เตม็ เปย่ี ม” เปน็ ชอ่ื ของ “กายคตาสต”ิ .
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เพราะเหตนุ ้นั ในเรอ่ื งน้ี
เธอทง้ั หลาย พงึ ทำ�การศึกษาอยา่ งนว้ี า่
กายคตาสติ จกั เปน็ ของอนั เราเจรญิ แลว้ กระท�ำ
ให้มากแล้ว กระทำ�ให้เป็นดังยาน กระทำ�ให้เป็นท่ีตั้ง
กระท�ำ ไมห่ ยุด สั่งสมแล้ว ปรารภดแี ลว้ .
ภิกษทุ ัง้ หลาย !
เธอท้งั หลาย พงึ ท�ำ การศึกษาอยา่ งนี้.
3 4 พุทธวจน
ภกิ ษุทง้ั หลาย !
ชนเหล่าใด ไม่บรโิ ภคกายคตาสติ
ชนเหล่านน้ั ชอ่ื วา่ ยอ่ มไม่บรโิ ภคอมตะ.
ภิกษุทง้ั หลาย !
ชนเหลา่ ใด บรโิ ภคกายคตาสติ
ชนเหล่าน้ันชอื่ วา่ ยอ่ มบรโิ ภคอมตะ.
ภกิ ษุทั้งหลาย !
ชนเหล่าใด ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่าน้นั ชอ่ื ว่า ประมาทอมตะ.
ภกิ ษุทง้ั หลาย !
ชนเหลา่ ใด ไม่ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่านน้ั ช่อื วา่ ไมป่ ระมาทอมตะ ดังน้ี แล.
มหาวาร. สํ ๑๙/๒๒๖-๒๒๗/๗๖๔–๗๖๖.
เอก. อ.ํ ๒๐/๕๙/๒๓๕,๒๓๙.