การละอวิชชาโดยตรง
8 6 พุทธวจน
๒๒
ธรรมทง้ั ปวง ไมค่ วรยึดมั่น
ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังน้ี
ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมอย่างหน่ึง มีอยู่หรือไม่หนอ
ซึ่งเม่ือภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดข้ึน
พระเจ้าขา้ ?”.
ภิกษุ ! ธรรมอย่างหนึ่ง มอี ยแู่ ล ...ฯลฯ...
“ข้าแต่พระองคผ์ ูเ้ จริญ ! ธรรมอย่างหน่งึ นน้ั คอื อะไร
เล่าหนอ ...ฯลฯ...?”
ภิกษุ ! อวิชชาน่ันแล เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่ง
เมอ่ื ภกิ ษลุ ะไดแ้ ลว้ อวชิ ชายอ่ มละไป วชิ ชายอ่ มเกดิ ขนึ้ .
“ข้าแตพ่ ระองค์ผูเ้ จริญ ! เมอื่ ภกิ ษรุ อู้ ยู่อยา่ งไร เห็นอยู่
อย่างไร อวชิ ชาจึงจะละไป วิชชาจงึ จะเกดิ ขน้ึ พระเจ้าข้า ?”.
ภกิ ษุ ! หลกั ธรรมอนั ภกิ ษใุ นกรณนี ไ้ี ดส้ ดบั แลว้
ยอ่ มมีอยูว่ ่า
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 8 7
“สง่ิ ทง้ั หลายทง้ั ปวง อนั ใครๆ ไมค่ วรยดึ มน่ั ถอื มน่ั
(วา่ เปน็ ตวั เรา-ของเรา) (สพเฺ พ ธมมฺ า นาลํ อภนิ เิ วสาย)” ดงั น.ี้
ภกิ ษุ ! ถา้ ภกิ ษไุ ดส้ ดบั หลกั ธรรมขอ้ นนั้ อยา่ งนว้ี า่
ส่ิงทั้งหลายท้ังปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดม่ัน ถือมั่น
ดงั นี้แล้ว ไซร,้
ภกิ ษุน้ันยอ่ มรูย้ ิง่ ซ่ึงธรรมทัง้ ปวง;
ครน้ั รู้ยิ่งซึง่ ธรรมทั้งปวงแล้ว,
ย่อมรอบรซู้ ึ่งธรรมท้งั ปวง;
ครัน้ รอบรู้ซ่งึ ธรรมท้งั ปวงแล้ว, ภิกษนุ ัน้
ย่อมเห็นซงึ่ นมิ ิตทัง้ หลายของสิ่งทงั้ ปวง
โดยประการอ่ืน :
ยอ่ มเห็นซง่ึ จกั ษุ โดยประการอืน่ ;
ยอ่ มเห็นซงึ่ รูปทั้งหลาย โดยประการอนื่ ;
ยอ่ มเห็นซง่ึ จักขวุ ญิ ญาณ โดยประการอน่ื ;
ยอ่ มเห็นซง่ึ จักขุสมั ผสั โดยประการอ่นื ;
8 8 พุทธวจน
ยอ่ มเหน็ ซง่ึ เวทนาอนั เปน็ สขุ กต็ าม เปน็ ทกุ ขก์ ต็ าม
มใิ ชท่ กุ ขม์ ใิ ชส่ ขุ กต็ าม ทเ่ี กดิ ขนึ้ เพราะจกั ขสุ มั ผสั เปน็ ปจั จยั
โดยประการอนื่ .
(ในกรณีแห่งโสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายะก็ดี
มโนก็ดี และธรรมทั้งหลายท่ีสัมปยุตต์ด้วยโสตะ ฆานะ ชิวหา
กายะ และมโน น้ันๆ ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัย
อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งการเห็นจักษุ และธรรมท้ังหลายที่
สมั ปยุตตด์ ว้ ยจกั ษ)ุ .
ภิกษุ ! เมอื่ ภิกษุรอู้ ย่อู ยา่ งนี้ เหน็ อยู่อย่างนีแ้ ล
อวิชชาจงึ จะละไป วิชชาจงึ จะเกิดขึน้ .
สฬา. สํ. ๑๘/๖๒-๖๓/๙๖.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 8 9
๒๓
การเหน็ ซง่ึ ความไม่เท่ยี ง
ภิกษุรูปหน่ึง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังน้ี
ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่หรือไม่หนอ
ซึ่งเม่ือภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น
พระเจ้าขา้ ?”
ภิกษุ ! เมื่อภิกษุรูอ้ ยเู่ ห็นอย่ซู งึ่ จักษุ โดย ความ
เป็นของไมเ่ ทย่ี ง, อวชิ ชาจึงจะละไป วิชชาจงึ เกดิ ขึ้น;
เมือ่ ภิกษุ รู้อยเู่ ห็นอยู่ ซึ่งรูปทั้งหลาย ...ฯลฯ...;
เมอ่ื ภกิ ษุ รอู้ ยเู่ หน็ อยู่ ซง่ึ จกั ขวุ ญิ ญาณ ...ฯลฯ...;
เมอ่ื ภกิ ษุ ร้อู ยู่เห็นอยู่ ซ่งึ จกั ขสุ มั ผัส ...ฯลฯ...;
เมอ่ื ภกิ ษุ รอู้ ย่เู ห็นอยู่ ซึง่ เวทนา อันเปน็ สขุ กต็ าม
เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ท่ีเกิดขึ้นเพราะ
จกั ขสุ มั ผสั เปน็ ปจั จยั โดยความเปน็ ของไมเ่ ทยี่ ง, อวชิ ชา
จงึ จะละไป วิชชาจงึ จะเกดิ ข้นึ ;
9 0 พุทธวจน
(ในกรณแี หง่ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กายะ และมโน ทกุ หมวด
มีขอ้ ความอยา่ งเดยี วกนั ).
ภิกษุ ! เม่ือภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดข้ึน.
สฬา. สํ. ๑๘/๖๑-๖๒/๙๕.
ปฏปิ ทาเพอื่ บรรลุมรรคผลของ
คนเจ็บไข และบุคคลทั่วไป
9 2 พุทธวจน
๒๔
ปฏิปทาเพอ่ื บรรลมุ รรคผล
ของคนเจ็บไข้
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ถา้ ธรรม ๕ ประการ ไมเ่ ว้น
หา่ งไปเสียจากคนเจบ็ ไขท้ ุพพลภาพคนใด
ขอ้ นเ้ี ปน็ สงิ่ ทเ่ี ขา้ ผนู้ นั้ พงึ หวงั ได้ คอื เขาจกั กระท�ำ
ใหแ้ จง้ ไดซ้ ง่ึ เจโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวมิ ตุ ติ อนั หาอาสวะมไิ ด้
เพราะความสน้ิ ไปแหง่ อาสวะทง้ั หลาย ดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ เอง
ในทิฏฐธรรมน้ี เขา้ ถึงแล้วแลอยตู่ ่อกาลไมน่ านเทยี ว.
ธรรม ๕ ประการนั้น เป็นอย่างไรเลา่ ?
ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ในกรณนี ี้ ภกิ ษุ : -
๑. เปน็ ผูม้ ปี กติตามเห็นความไมง่ ามในกาย อยู่
(อสภุ านปุ สสฺ ี กาเย วหิ รติ)
๒. เป็นผ้มู คี วามส�ำ คัญวา่ ปฏิกลู ในอาหาร อยู่
(อาหาเร ปฏกิ กฺ ลู สฺี)
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 9 3
๓. เป็นผูม้ คี วามสำ�คัญว่าไมน่ ่ายนิ ดใี นโลกทัง้ ปวง อยู่
(สพฺพโลเก อนภริ ตสฺี)
๔. เปน็ ผมู้ ปี กตติ ามเหน็ วา่ ไมเ่ ทย่ี งในสงั ขารทง้ั ปวง อยู่
(สพฺพสงขฺ าเรสุ อนิจฺจานปุ สสฺ )ี
๕. มมี รณสญั ญาอันเขาตงั้ ไวด้ ีแลว้ ในภายใน อย่.ู
(มรณสฺ า โข ปนสฺส อชฺฌตฺต สปุ ฏฺติ า โหติ)
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ธรรม ๕ ประการเหล่าน้ี
ไม่เว้นห่างไปเสียจากคนเจ็บไข้ทุพพลภาพคนใด ข้อน้ี
เป็นส่ิงที่เขาผู้น้ันพึงหวังได้ คือเขาจักกระทำ�ให้แจ้งได้
ซ่ึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ
ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในทิฐธรรมน้ี เขา้ ถึงแล้วแลอยู่ ต่อกาลไม่นานเทยี ว.
ปญฺจก. อ.ํ ๒๒/๑๖๐-๑๖๑/๑๒๑.
9 4 พุทธวจน
๒๕
ปฏปิ ทาเพื่อบรรลุมรรคผล
ของบคุ คลทั่วไป
(นัยที่ ๑)
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! บคุ คลใดบคุ คลหนง่ึ จะเปน็ ภกิ ษุ
หรอื ภกิ ษณุ กี ต็ าม เจรญิ กระท�ำ ใหม้ าก ซง่ึ ธรรม ๕ ประการ;
ผู้น้ัน พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ในบรรดา
ผลทั้งหลาย สองอย่าง กล่าวคือ อรหัตตผลในทิฐธรรม
(ภพปจั จบุ นั ) นน่ั เทยี ว, หรอื วา่ อนาคามผิ ล เมอื่ ยงั มอี ปุ าทิ
(เชอื้ ) เหลืออยู่.
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ธรรม ๕ ประการน้ัน เป็น
อย่างไรเล่า ?
๕ ประการ คือ ภิกษุ ในกรณีนี้ : -
๑. มีสตอิ นั ตนเข้าไปต้ังไวด้ แี ลว้ ในภายในน่ันเทียว
เพอ่ื เกดิ ปญั ญารคู้ วามเกดิ ขน้ึ และดบั ไปแหง่ ธรรมทง้ั หลาย
(อชฺฌตฺตฺเว สติ สปุ ฏฺ ิตา โหติ ธมมฺ าน อุทยตถฺ คามินยิ า
ปฺ าย);
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 9 5
๒. มปี กติตามเหน็ ความไม่งามในกาย
(อสภุ านุปสฺสี กาเย วิหรต)ิ
๓. มีความส�ำ คญั วา่ ปฏกิ ูลในอาหาร
(อาหาเร ปฏิกฺกูลสฺี)
๔. มีความส�ำ คัญว่าในโลกทัง้ ปวงไมม่ อี ะไรทน่ี า่ ยนิ ดี
(สพพฺ โลเก อนภริ ตสฺี)
๕. มีปกตติ ามเห็นความไม่เทย่ี งในสังขารทงั้ ปวง
(สพฺพสงขฺ าเรสุ อนจิ ฺจานปุ สสฺ )ี
ภิกษทุ ง้ั หลาย ! บคุ คลใดบคุ คลหนง่ึ จะเปน็ ภกิ ษุ
หรอื ภกิ ษณุ กี ต็ าม เจรญิ กระท�ำ ใหม้ าก ซงึ่ ธรรม ๕ ประการ
เหล่าน้ี; ผู้น้ัน พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ในบรรดา
ผลทั้งหลายสองอย่าง กล่าวคือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรม
(ภพปัจจุบัน) น่ันเทียว, หรือว่า อนาคามิผล เม่ือยังมี
อุปาทเิ หลอื อยู่ แล.
ปญจฺ ก. อํ. ๒๒/๑๖๑/๑๒๒.
9 6 พุทธวจน
๒๖
ปฏิปทาเพอื่ บรรลุมรรคผล
ของบคุ คลทวั่ ไป
(นัยท่ี ๒)
ภิกษุท้งั หลาย ! ธรรม ๕ ประการเหล่านี้
เม่ือบุคคลเจรญิ กระท�ำ ใหม้ ากแล้ว ย่อมเปน็ ไปเพอ่ื ความ
เบอ่ื หนา่ ยโดยสว่ นเดยี ว(เอกนตฺ นพิ พฺ ทิ ) เพอ่ื ความคลายก�ำ หนดั
(วริ าค) เพอ่ื ความดบั (นโิ รธ) เพอ่ื ความสงบ (อปุ สม) เพอ่ื ความ
รู้ย่งิ (อภญิ ฺ) เพื่อความรู้พร้อม (สมโฺ พธ) เพ่อื นพิ พาน.
๕ ประการ อย่างไรเล่า ?
๕ ประการ คอื ภกิ ษใุ นกรณีนี้ :-
๑. เป็นผู้ มปี กติตามเหน็ ความไม่งามในกาย อย;ู่
๒. เปน็ ผู้ มปี กตสิ �ำ คญั ว่าปฏิกูลในอาหาร อย่;ู
๓. เปน็ ผู้มปี กตสิ �ำ คญั วา่ เปน็ สง่ิ ไมน่ า่ ยนิ ดใี นโลกทง้ั ปวง อย;ู่
๔. เปน็ ผู้มปี กตติ ามเหน็ ความไมเ่ ทย่ี งในสงั ขารทง้ั ปวง อย;ู่
๕. มรณสัญญา เป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งไว้ดีแล้ว
ในภายใน อยู่.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 9 7
ภิกษุท้ังหลาย ! ธรรม ๕ ประการเหล่าน้ีแล
เมื่อบคุ คลเจริญ กระทำ�ใหม้ ากแลว้ ย่อมเป็นไปเพือ่ ความ
เบอ่ื หนา่ ยโดยสว่ นเดยี ว เพอ่ื ความคลายก�ำ หนดั เพอ่ื ความดบั
เพอ่ื ความสงบ เพอ่ื ความรยู้ ง่ิ เพอ่ื ความรพู้ รอ้ ม เพอ่ื นพิ พาน.
ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๔-๙๕/๖๙.
9 8 พุทธวจน
๒๗
ปฏปิ ทาเพือ่ บรรลมุ รรคผล
ของบคุ คลท่วั ไป
(นัยที่ ๓)
ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ธรรม ๕ ประการเหล่าน้ี
อนั บคุ คลเจรญิ แล้ว กระทำ�ใหม้ ากแล้ว ย่อมเปน็ ไป เพื่อ
ความสิ้นอาสวะทง้ั หลาย.
ธรรม ๕ ประการอย่างไรเล่า ?
๕ ประการ คือ ภิกษใุ นกรณนี ้ี :-
๑. เป็นผู้ มีปกติตามเหน็ ความไม่งามในกาย อย่;ู
๒. เปน็ ผู้ มคี วามส�ำ คญั วา่ ปฏิกูลในอาหาร อย;ู่
๓. เปน็ ผู้มคี วามส�ำ คญั วา่ เปน็ สง่ิ ไมน่ า่ ยนิ ดใี นโลกทง้ั ปวง อย;ู่
๔. เปน็ ผู้ มปี กตติ ามเหน็ วา่ ไมเ่ ทย่ี งในสงั ขารทง้ั ปวง อย;ู่
๕. มรณสัญญา เป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งไว้ดีแล้ว
ในภายใน อย.ู่
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 9 9
ภิกษุทง้ั หลาย ! ธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล
เม่ือบุคคลเจริญ กระทำ�ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือ
ความส้นิ ไปแห่งอาสวะท้งั หลาย.
ปญจฺ ก. อํ. ๒๒/๙๕/๗๐.
1 00 พุทธวจน
๒๘
ปฏปิ ทาเพือ่ บรรลมุ รรคผล
ของบคุ คลทวั่ ไป
(นยั ที่ ๔)
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ธรรม ๕ ประการเหล่านี้
อันบุคคลเจริญแลว้ กระท�ำ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มมเี จโตวมิ ตุ ติ
เป็นผล มีเจโตวิมุตติเป็นอานิสงส์ ย่อมมีปัญญาวิมุตติ
เป็นผล มีปัญญาวิมุตตเิ ป็นอานิสงส์.
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คอื :-
ภิกษใุ นธรรมวินยั นี้
๑. เป็นผู้ มปี กติตามเหน็ ความไมง่ ามในกาย อย;ู่
๒. เป็นผู้ มคี วามสำ�คัญวา่ ปฏกิ ูลในอาหาร อย;ู่
๓. เปน็ ผ ู้มคี วามส�ำ คญั วา่ เปน็ สง่ิ ไมน่ า่ ยนิ ดใี นโลกทง้ั ปวง อย;ู่
๔. เปน็ ผู้ มปี กตติ ามเหน็ วา่ ไมเ่ ทยี่ งในสงั ขารทง้ั ปวง อย;ู่
๕. มรณสัญญา เป็นส่ิงท่ีภิกษุน้ันเข้าไปตั้งไว้ดีแล้ว
ในภายใน อยู.่
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 01
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ธรรม ๕ ประการเหล่าน้ีแล
เม่ือบุคคลเจริญ กระทำ�ให้มากแล้ว ย่อมมีเจโตวิมุตติ
เป็นผล มีเจโตวิมุตติเป็นอานิสงส์ ย่อมมีปัญญาวิมุตติ
เปน็ ผล และมปี ญั ญาวมิ ุตติเปน็ อานิสงส์.
เมือ่ ใด ภิกษเุ ปน็ ผ้มู เี จโตวมิ ตุ ติและปญั ญาวมิ ตุ ติ
เม่ือน้ัน ภิกษุน้ีเรียกว่า เป็นผู้ถอนล่ิมสลักข้ึนได้ดังนี้บ้าง
ว่าเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้ ดังน้ีบ้าง ว่าเป็นผู้ถอน
เสาระเนียดขึ้นได้ ดังน้ีบ้าง ว่าเป็นผู้ถอดกลอนออกได้
ดงั นบ้ี า้ ง วา่ เปน็ ผไู้ กลจากขา้ ศกึ ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้
ไมป่ ระกอบดว้ ยวฏั ฏะ ดงั นบ้ี า้ ง.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษชุ อ่ื วา่ เปน็ ผถู้ อนลมิ่ สลกั ขน้ึ
ได้อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยน้เี ป็นผ้ลู ะอวิชชาเสียได้
ถอนรากขน้ึ แลว้ ท�ำ ใหเ้ ปน็ เหมอื นตาลยอดดว้ น ท�ำ ไมใ่ หม้ ี
ไมใ่ หเ้ กดิ ขน้ึ อกี ตอ่ ไปเปน็ ธรรมดา. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษชุ ือ่
ว่าเป็นผ้ถู อนลม่ิ สลกั ข้ึนได้อยา่ งน้ี แล.
1 02 พุทธวจน
ภกิ ษุเป็นผู้ร้ือเครื่องแวดล้อมไดอ้ ยา่ งไร คือภกิ ษุ
ในธรรมวินัยน้ี เป็นผ้ลู ะชาตสิ งสารทเี่ ปน็ เหตนุ �ำ ใหเ้ กดิ ใน
ภพใหม่ต่อไปได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำ�ให้เป็นเหมือนตาล
ยอดด้วน ทำ�ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดข้ึนอีกต่อไปเป็นธรรมดา
ภิกษชุ ื่อวา่ เป็นผู้รอ้ื เครื่องแวดล้อมได้อย่างนี้ แล.
ภิกษุช่ือว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้อย่างไร
คอื ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี เปน็ ผลู้ ะตณั หาเสยี ได้ ถอนรากขน้ึ แลว้
ท�ำ ใหเ้ ปน็ เหมอื นตาลยอดดว้ น ท�ำ ไมใ่ หม้ ี ไมใ่ หเ้ กดิ ขน้ึ อกี
ตอ่ ไปเปน็ ธรรมดา. ภกิ ษชุ อ่ื วา่ เปน็ ผถู้ อนเสาระเนยี ดขน้ึ ได้
อยา่ งนี้ แล.
ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอดกลอนออกได้อย่างไร คือ
ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี เปน็ ผลู้ ะโอรมั ภาคยิ สงั โยชน์ ๕ ประการ
เสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำ�ให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
ทำ�ไม่ใหม้ ี ไม่ใหเ้ กิดขึ้นอกี ตอ่ ไปเป็นธรรมดา. ภกิ ษุชื่อวา่
เป็นผู้ถอดกลอนออกได้อย่างนี้ แล.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 03
ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึก ปลดธงลงได้
ปลงภาระลงได้ ไมป่ ระกอบดว้ ยวฏั ฏะอยา่ งไร คอื ภกิ ษใุ น
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละอัส๎มิมานะเสียได้ ถอนรากข้ึนแล้ว
ท�ำ ใหเ้ ปน็ เหมอื นตาลยอดดว้ น ท�ำ ไมใ่ หม้ ี ไมใ่ หเ้ กดิ ขน้ึ อกี
ตอ่ ไปเปน็ ธรรมดา. ภกิ ษชุ อ่ื วา่ เปน็ ผไู้ กลจากขา้ ศกึ ปลดธง
ลงได้ ปลงภาระลงได้ ไมป่ ระกอบดว้ ยวฏั ฏะใดๆ อยา่ งน้ี แล.
ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๕-๙๗/๗๑.
สมั มาสงั กัปปะ
(ความดําริชอบ)
1 06 พุทธวจน
๒๙
ผ้มู ีความเพียรตลอดเวลา
ภิกษุท้ังหลาย ! เม่ือภิกษุกำ�ลังเดินอยู่ ถ้าเกิด
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความ
ครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิด
ในทางท�ำ ผอู้ น่ื ใหล้ �ำ บากเปลา่ ๆ ขน้ึ มา, และภกิ ษกุ ไ็ มร่ บั เอา
ความครนุ่ คดิ นน้ั ไว้ สละทง้ิ ไป ถา่ ยถอนออก ท�ำ ใหส้ น้ิ สดุ ลงไป
จนไม่มีเหลอื ; ภกิ ษุทเ่ี ป็นเช่นน้ี แม้กำ�ลงั เดนิ อยู่ ก็เรยี กวา่
เป็นผู้ทำ�ความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป
เปน็ คนปรารภความเพยี ร อทุ ศิ ตนในการเผากเิ ลสอยเู่ นอื งนจิ .
ภิกษทุ งั้ หลาย ! เม่ือภิกษุกำ�ลังยืนอยู่ ถ้าเกิด
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความ
ครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิด
ในทางท�ำ ผอู้ น่ื ใหล้ �ำ บากเปลา่ ๆ ขน้ึ มา, และภกิ ษกุ ไ็ มร่ บั เอา
ความครนุ่ คดิ นน้ั ไว้ สละทง้ิ ไป ถา่ ยถอนออก ท�ำ ใหส้ น้ิ สดุ ลง
ไปจนไมม่ เี หลอื ; ภกิ ษทุ เ่ี ปน็ เชน่ น้ี แมก้ �ำ ลงั ยนื อยู่ กเ็ รยี กวา่
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 07
เป็นผู้ทำ�ความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อส่ิงอันเป็นบาป
เปน็ คนปรารภความเพยี ร อทุ ศิ ตนในการเผากเิ ลสอยเู่ นอื งนจิ .
ภิกษุทัง้ หลาย ! เมื่อภิกษุกำ�ลังนั่งอยู่ ถ้าเกิด
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความ
ครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิด
ในทางท�ำ ผอู้ น่ื ใหล้ �ำ บากเปลา่ ๆ ขน้ึ มา, และภกิ ษกุ ไ็ มร่ บั เอา
ความครนุ่ คดิ นน้ั ไวส้ ละทง้ิ ไป ถา่ ยถอนออก ท�ำ ใหส้ น้ิ สดุ ลงไป
จนไมม่ ีเหลอื ; ภกิ ษทุ เ่ี ปน็ เชน่ นแี้ มก้ ำ�ลังนัง่ อยู่ ก็เรยี กว่า
เป็นผู้ทำ�ความเพียรเผากิเลส รสู้ กึ กลวั ตอ่ สง่ิ อนั เปน็ บาป
เปน็ คนปรารภความเพยี ร อทุ ศิ ตนในการเผากเิ ลสอยเู่ นอื งนจิ .
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! เมื่อภิกษกุ �ำ ลงั นอนอยู่ ถ้าเกดิ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความ
ครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิด
ในทางทำ�ผู้อ่ืนให้ลำ�บากเปล่าๆ ข้ึนมา, และภิกษุก็ไม่รับ
เอาความครนุ่ คดิ นน้ั ไว้ สละทง้ิ ไป ถา่ ยถอนออก ท�ำ ใหส้ น้ิ สดุ
ลงไปจนไม่มีเหลือ; ภิกษุท่ีเป็นเช่นน้ีแม้กำ�ลังนอนอยู่
1 08 พุทธวจน
กเ็ รยี กว่า เป็นผทู้ ำ�ความเพียรเผากิเลส รูส้ ึกกลวั ตอ่ ส่ิงอัน
เป็นบาป เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผา
กเิ ลสอยูเ่ นอื งนิจแล.
จตุกกฺ . อํ. ๒๑/๑๖-๑๘/๑๑.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 09
๓๐
ผูเ้ กียจคร้านตลอดเวลา
ภิกษุทงั้ หลาย ! เม่ือภิกษุกำ�ลังเดินอยู่ ถา้ เกดิ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วย
ความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความ
ครุ่นคิดในทางทำ�ผอู้ น่ื ใหล้ �ำ บากเปล่าๆ ขน้ึ มา, และภิกษุ
ก็รับเอาความครุ่นคิดน้ันไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก
ไม่ทำ�ให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ; ภิกษุท่ีเป็นเช่นน้ี
แมก้ �ำ ลงั เดนิ อยู่ กเ็ รยี กวา่ เปน็ ผไู้ มท่ �ำ ความเพยี รเผากเิ ลส
ไมร่ สู้ กึ กลวั ตอ่ สง่ิ อนั เปน็ บาป เปน็ คนเกยี จครา้ น มคี วามเพยี ร
อันเลวทรามอยู่เนอื งนิจ.
เม่ือภิกษุกำ�ลังยืนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความ
ครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทาง
เดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำ�ผู้อ่ืน
ใหล้ �ำ บากเปลา่ ๆ ขน้ึ มา, และภกิ ษกุ ร็ บั เอาความครนุ่ คดิ นน้ั ไว้
ไมส่ ละทง้ิ ไมถ่ า่ ยถอนออก ไมท่ �ำ ใหส้ น้ิ สดุ ลงไป จนไมม่ เี หลอื ;
1 10 พุทธวจน
ภิกษุที่เป็นเช่นน้ี แม้กำ�ลังยืนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำ�
ความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งอนั เปน็ บาป เป็น
คนเกยี จครา้ น มีความเพียรอันเลวทรามอย่เู นืองนจิ .
เมื่อภิกษุกำ�ลังนั่งอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความ
ครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทาง
เดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำ�ผู้อื่น
ให้ลำ�บากเปล่าๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิด
นั้นไว้ ไม่สละท้ิง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำ�ให้ส้ินสุดลงไป
จนไมม่ ีเหลือ; ภกิ ษุท่ีเป็นเช่นน้ี แม้กำ�ลงั นั่งอยู่ กเ็ รียกว่า
เปน็ ผไู้ มท่ �ำ ความเพยี รเผากเิ ลส ไมร่ สู้ กึ กลวั ตอ่ สง่ิ อนั เปน็ บาป
เป็นคนเกียจครา้ น มีความเพียรอนั เลวทรามอย่เู นอื งนิจ.
เม่ือภิกษุกำ�ลังนอนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วย
ความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดใน
ทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำ�
ผอู้ น่ื ใหล้ �ำ บากเปลา่ ๆ ขน้ึ มา, และภกิ ษกุ ร็ บั เอาความครนุ่ คดิ
น้ันไว้ ไม่สละท้ิง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำ�ให้สิ้นสุดลงไป
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 11
จนไมม่ เี หลอื ; ภกิ ษทุ เ่ี ปน็ เชน่ น้ี แมก้ �ำ ลงั นอนอยู่ กเ็ รยี กวา่
เปน็ ผไู้ มท่ �ำ ความเพยี รเผากเิ ลส ไมร่ สู้ กึ กลวั ตอ่ สง่ิ อนั เปน็ บาป
เปน็ คนเกียจครา้ น มีความเพยี รอนั เลวทรามอยเู่ นืองนิจ.
จตกุ ฺก. อ.ํ ๒๑/๑๖/๑๑.
ปฏปิ ทาของการสน้ิ อาสวะ ๔ แบบ
1 14 พุทธวจน
๓๑
ปฏิปทาของการสน้ิ อาสวะ ๔ แบบ
ภกิ ษทุ ้งั หลาย !
ปฏปิ ทา ๔ ประการ เหล่าน้ี มอี ย;ู่
คอื :-
ปฏบิ ตั ิลำ�บาก รู้ได้ชา้ ๑,
ปฏิบัตลิ �ำ บาก ร้ไู ดเ้ ร็ว ๑,
ปฏบิ ตั ิสบาย รู้ได้ช้า ๑,
ปฏบิ ตั ิสบาย รไู้ ด้เร็ว ๑.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 15
แบบปฏบิ ตั ลิ �ำบาก รไู้ ด้ชา้
ภิกษุทัง้ หลาย ! ในกรณีน้ี ภิกษุ เป็นผู้มีปกติ
เห็นความไม่งามในกาย มีสัญญาว่าปฏิกูลในอาหาร
มีสัญญาในโลกท้ังปวง โดยความเป็นของไม่น่ายินดี
เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่เท่ียงในสังขารทั้งปวง
มรณสญั ญาก็เป็นสง่ิ ทเี่ ขาตั้งไวด้ ีแลว้ ในภายใน.
ภกิ ษนุ น้ั เขา้ ไปอาศยั ธรรม เปน็ ก�ำ ลงั ของพระเสขะ
๕ ประการเหลา่ นอ้ี ยู่ คอื สทั ธาพละ หริ พิ ละ โอตตปั ปพละ
วิริยพละ ปัญญาพละ; แต่ อนิ ทรีย์ ๕ ประการเหลา่ นข้ี อง
เธอนน้ั ปรากฏวา่ ออ่ น คอื สทั ธนิ ทรยี ์ วริ ยิ นิ ทรยี ์ สตนิ ทรยี ์
สมาธนิ ทรยี ์ ปญั ญนิ ทรยี .์ เพราะเหตทุ อ่ี นิ ทรยี ท์ ง้ั หา้ เหลา่ น้ี
ยงั ออ่ น ภกิ ษนุ น้ั จงึ บรรลอุ นนั ตรยิ กจิ เพอื่ ความสนิ้ อาสวะ
ไดช้ า้ :
ภิกษทุ ั้งหลาย !
นี้เรียกว่า ปฏิบัติลำ�บาก รู้ได้ช้า.
1 16 พุทธวจน
แบบปฏบิ ตั ลิ �ำบาก รไู้ ดเ้ ร็ว
ภิกษุท้ังหลาย ! ในกรณีน้ี ภิกษุ เป็นผู้มีปกติ
เหน็ ความไมง่ ามในกาย มสี ัญญาว่า ปฏกิ ูลในอาหาร มี
สัญญาในโลกทั้งปวง โดยความเป็นของไม่น่ายินดี
เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่เท่ียงในสังขารทั้งปวง
มรณสัญญากเ็ ปน็ ส่งิ ท่เี ขาต้ังไว้ดีแล้วในภายใน.
ภกิ ษนุ น้ั เขา้ ไปอาศยั ธรรม เปน็ ก�ำ ลงั ของพระเสขะ
๕ ประการเหลา่ นอ้ี ยู่ คอื สทั ธาพละ หริ พิ ละ โอตตปั ปพละ
วิริยพละ ปัญญาพละ; แต่ อนิ ทรีย์ ๕ ประการเหลา่ นี้
ของเธอน้ัน ปรากฏว่ามีประมาณย่ิง (แก่กล้า) คือ
สัทธินทรยี ์ วิรยิ ินทรยี ์ สตนิ ทรีย์ สมาธนิ ทรีย์ ปญั ญนิ ทรยี ์.
เพราะเหตุที่อินทรีย์ท้ังห้าเหล่านี้มีประมาณยิ่ง ภิกษุนั้น
จงึ บรรลุอนนั ตริยกิจ เพ่ือความสนิ้ อาสวะไดเ้ ร็ว :
ภิกษุทง้ั หลาย !
นี้เรียกว่า ปฏิบัติลำ�บาก รู้ได้เร็ว.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 17
แบบปฏบิ ตั สิ บาย รูไ้ ดช้ ้า
ภิกษทุ ั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัด
จากกามและอกุศลธรรมท้ังหลาย จึงบรรลุปฐมฌาน
ทุตยิ ฌาน... ตติยฌาน... จตตุ ถฌาน (มีรายละเอียดดงั ท่ี
แสดงแล้วในท่ีทว่ั ไป) แลว้ แลอยู่.
ภกิ ษนุ น้ั เขา้ ไปอาศยั ธรรม เปน็ ก�ำ ลงั ของพระเสขะ
๕ ประการเหลา่ นอ้ี ยู่ คอื สทั ธาพละ หริ พิ ละ โอตตปั ปพละ
วิริยพละ ปญั ญาพละ; แต่ อนิ ทรยี ์ ๕ ประการเหลา่ นี้
ของเธอน้ัน ปรากฏว่าอ่อน คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
สตนิ ทรีย์ สมาธนิ ทรีย์ ปญั ญนิ ทรยี ์. เพราะเหตุทอี่ นิ ทรยี ์
ท้ังห้าเหล่านี้ยังอ่อน ภิกษุน้ัน จึง บรรลุอนันตริยกิจ
เพื่อความสิ้นอาสวะไดช้ า้ :
ภิกษุทงั้ หลาย !
นี้เรียกว่า ปฏิบัติสบาย รู้ได้ช้า.
1 18 พุทธวจน
แบบปฏิบัตสิ บาย ร้ไู ดเ้ รว็
ภิกษทุ ้งั หลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุ เพราะสงัด
จากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุปฐมฌาน
ทตุ ิยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน ... แลว้ แลอย.ู่
ภกิ ษนุ น้ั เขา้ ไปอาศยั ธรรม เปน็ ก�ำ ลงั ของพระเสขะ
๕ ประการเหลา่ นอ้ี ยู่ คอื สทั ธาพละ หริ พิ ละ โอตตปั ปพละ
วริ ิยพละ ปญั ญาพละ; แต่ อินทรีย์ ๕ ประการเหล่าน้ขี อง
เธอนนั้ ปรากฏวา่ มปี ระมาณยงิ่ คอื สทั ธนิ ทรยี ์ วริ ยิ นิ ทรยี ์
สตนิ ทรยี ์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์. เพราะเหตุที่อนิ ทรยี ์
ทั้งห้าเหล่าน้ีมปี ระมาณยงิ่ ภิกษุนน้ั จึง บรรลอุ นันตรยิ กจิ
เพ่ือความส้นิ อาสวะได้เร็ว :
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย !
นี้เรียกว่า ปฏิบัติสบาย รู้ได้เร็ว.
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! เหล่านี้แล ปฏิปทา ๔ ประการ.
จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๒๐๒-๒๐๔/๑๖๑-๑๖๒.
ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 1 19
ขอนอบนอ้ มแด่
ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพทุ ธะ
พระองค์นน้ั ด้วยเศยี รเกลา้
(สาวกตถาคต)
คณะงานธมั มะ วดั นาปา พง
(กลมุ่ อาสาสมคั รพุทธวจน-หมวดธรรม)
มูลนิธพิ ทุ ธโฆษณ์
มูลนธิ ิแห่งมหาชนชาวพทุ ธ ผซู้ ง่ึ ชดั เจน และม่นั คงในพทุ ธวจน
เรมิ่ จากชาวพทุ ธกลมุ่ เลก็ ๆ กลมุ่ หนงึ่ ไดม้ โี อกาสมาฟงั ธรรมบรรยายจาก
ทา่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธิ์ โสตถฺ ผิ โล ทเ่ี นน้ การนา� พทุ ธวจน (ธรรมวนิ ยั จากพทุ ธโอษฐ์
ทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงยนื ยนั วา่ ทรงตรสั ไวด้ แี ลว้ บรสิ ทุ ธบ์ิ รบิ รู ณส์ นิ้ เชงิ ทง้ั เนอ้ื ความและ
พยญั ชนะ) มาใชใ้ นการถา่ ยทอดบอกสอน ซงึ่ เปน็ รปู แบบการแสดงธรรมทตี่ รงตาม
พทุ ธบัญญัติตามท่ี ทรงรบั ส่ังแก่พระอรหนั ต์ ๖๐ รูปแรกทีป่ า อสิ ิปตนมฤคทายวนั
ในการประกาศพระสทั ธรรม และเปน็ ลกั ษณะเฉพาะทภ่ี กิ ษใุ นครงั้ พทุ ธกาลใชเ้ ปน็
มาตรฐานเดยี ว
หลกั พทุ ธวจนนี้ ไดเ้ ขา้ มาตอบคา� ถาม ตอ่ ความลงั เลสงสยั ไดเ้ ขา้ มาสรา้ ง
ความชัดเจน ต่อความพรา่ เลอื นสบั สน ในขอ้ ธรรมต่างๆ ท่มี อี ย่ใู นสงั คมชาวพทุ ธ
ซง่ึ ทัง้ หมดนี้ เป็นผลจากสาเหตุเดียวคือ การไมใ่ ชค้ �าของพระพุทธเจา้ เป็นตัวตัง้ ตน้
ในการศกึ ษาเลา่ เรยี น
ดว้ ยศรทั ธาอยา่ งไมห่ วนั่ ไหวตอ่ องคส์ มั มาสมั พทุ ธะ ในฐานะพระศาสดา
ทา่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ ไดป้ ระกาศอยา่ งเปน็ ทางการวา่ “อาตมาไมม่ คี า� สอนของตวั เอง”
และใช้เวลาท่ีมีอยู่ ไปกับการรับสนองพุทธประสงค์ ด้วยการโฆษณาพุทธวจน
เพือ่ ความตง้ั มั่นแหง่ พระสทั ธรรม และความประสานเปน็ หนึ่งเดียวของชาวพทุ ธ
เมอ่ื กลบั มาใชห้ ลกั พทุ ธวจน เหมอื นทเ่ี คยเปน็ ในครง้ั พทุ ธกาล สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ
คือ ความชัดเจนสอดคล้องลงตัว ในความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าในแง่ของหลักธรรม
ตลอดจนมรรควธิ ที ต่ี รง และสามารถนา� ไปใชป้ ฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ ผล รเู้ หน็ ประจกั ษไ์ ดจ้ รงิ
ดว้ ยตนเองทนั ที ดว้ ยเหตนุ ้ี ชาวพทุ ธทเ่ี หน็ คณุ คา่ ในคา� ของพระพทุ ธเจา้ จงึ ขยายตวั
มากขนึ้ เรอ่ื ยๆ เกดิ เปน็ “กระแสพุทธวจน” ซึง่ เป็นพลงั เงยี บทีก่ า� ลงั จะกลายเป็น
คลน่ื ลกู ใหม่ ในการกลบั ไปใชร้ ะบบการเรยี นรพู้ ระสทั ธรรม เหมอื นดงั ครงั้ พทุ ธกาล
ด้วยการขยายตวั ของกระแสพทุ ธวจนน้ี ส่อื ธรรมที่เปน็ พุทธวจน ไม่ว่า
จะเป็นหนังสือ หรือซีดี ซ่ึงแจกฟรีแก่ญาติโยมเร่ิมมีไม่พอเพียงในการแจก ทั้งน้ี
เพราะจ�านวนของผู้ท่ีสนใจเห็นความส�าคัญของพุทธวจน ได้ขยายตัวมากขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ประกอบกับว่าท่านพระอาจารย์คึกฤทธ์ิ โสตฺถิผโล เคร่งครัดในข้อวัตร
ปฏิบัติท่ีพระศาสดาบัญญัติไว้ อันเป็นธรรมวินัยท่ีออกจากพระโอษฐ์ของตถาคต
โดยตรง การเผยแผ่พุทธวจนที่ผ่านมา จึงเป็นไปในลักษณะสันโดษตามมีตามได้
เมือ่ มีโยมมาปวารณาเป็นเจา้ ภาพในการจดั พิมพ์ ไดม้ าจ�านวนเท่าไหร่ ก็ทยอยแจก
ไปตามทมี่ เี ทา่ นน้ั เมอ่ื มมี า กแ็ จกไป เมอื่ หมด กค็ อื หมด
เนอ่ื งจากวา่ หนา้ ทใ่ี นการดา� รงพระสทั ธรรมใหต้ ง้ั มน่ั สบื ไป ไมไ่ ดผ้ กู จา� กดั
อย่แู ตเ่ พยี งพทุ ธสาวกในฐานะของสงฆ์เทา่ นนั้ ฆราวาสกลมุ่ หนึ่งซึ่งเห็นความส�าคญั
ของพทุ ธวจน จงึ รวมตวั กนั เขา้ มาชว่ ยขยายผลในสงิ่ ทที่ า่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ โสตถฺ ผิ โล
ทา� อยแู่ ลว้ นน่ั คอื การนา� พทุ ธวจนมาเผยแพรโ่ ฆษณา โดยพจิ ารณาตดั สนิ ใจจดทะเบยี น
จัดตัง้ เปน็ มลู นธิ อิ ย่างถูกตอ้ งตามกฏหมาย เพือ่ ใหก้ ารด�าเนนิ การตา่ งๆ ทง้ั หมด
อยใู่ นรปู แบบทโี่ ปรง่ ใส เปดิ เผย และเปดิ กวา้ งตอ่ สาธารณชนชาวพทุ ธทวั่ ไป
สา� หรับผู้ท่ีเหน็ ความสา� คัญของพุทธวจน และมคี วามประสงค์ทจี่ ะด�ารง
พระสทั ธรรมใหต้ ง้ั มนั่ ดว้ ยวธิ ขี องพระพทุ ธเจา้ สามารถสนบั สนนุ การดา� เนนิ การตรงนไ้ี ด้
ดว้ ยวิธงี า่ ยๆ น่ันคอื เขา้ มาใส่ใจศึกษาพทุ ธวจน และนา� ไปใช้ปฏิบตั ดิ ้วยตนเอง
เม่ือรู้ประจักษ์ เห็นได้ด้วยตนแล้ว ว่ามรรควิธีท่ีได้จากการท�าความเข้าใจ โดย
ใช้ค�าของพระพุทธเจ้าเป็นตัวต้ังต้นน้ัน น�าไปสู่ความเห็นที่ถูกต้อง ในหลักธรรม
อันสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล และเช่ือมโยงเป็นหน่ึงเดียว กระทั่งได้ผลตามจริง
ทา� ใหเ้ กดิ มีจติ ศรทั ธา ในการช่วยเผยแพรข่ ยายส่ือพทุ ธวจน เพียงเท่านี้ คุณก็คอื
หนง่ึ หนว่ ยในขบวน “พทุ ธโฆษณ”์ แลว้
น่คี อื เจตนารมณ์ของมูลนิธิพทุ ธโฆษณ์ นน่ั คอื เปน็ มลู นิธิแหง่ มหาชน
ชาวพทุ ธ ซง่ึ ชดั เจน และมน่ั คงในพทุ ธวจน
ผูท้ ่สี นใจรับสือ่ ธรรมทเ่ี ปน็ พทุ ธวจน เพอ่ื ไปใชศ้ ึกษาส่วนตวั
หรอื นา� ไปแจกเปน็ ธรรมทาน แก่พ่อแมพ่ น่ี ้อง ญาติ หรอื เพอ่ื น
สามารถมารับได้ฟรี ทีว่ ดั นาปาพง
หรือตามทพี่ ระอาจารย์คกึ ฤทธ์ิได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมนอกสถานที่
ส�าหรบั รายละเอียดกจิ ธรรมตา่ งๆ ภายใตเ้ ครอื ข่ายพทุ ธวจนโดยวัดนาปาพง คน้ หา
ขอ้ มลู ไดจ้ าก
www.buddhakos.org หรือ www.watnapp.com
หากมคี วามจา� นงทจี่ ะรับไปแจกเป็นธรรมทานในจา� นวนหลายสบิ ชุด
ขอความกรุณาแจง้ ความจ�านงได้ที่
มูลนธิ ิพทุ ธโฆษณ์
ประสานงานและเผยแผ่ : เลขท่ี ๒๙/๓ หมู่ท่ี ๗
ถนนเลยี บคลอง ๑๐ ฝัง่ ตะวันออก
ตา� บลบึงทองหลาง อ�าเภอลา� ลูกกา จงั หวัดปทมุ ธานี ๑๒๑๕๐
โทรศพั ท์ ๐๘ ๒๒๒๒ ๕๗๙๐-๙๔, ๐๘ ๕๐๕๘ ๖๘๘๘, ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑
โทรสาร ๐ ๒๑๕๙ ๐๕๒๕-๖
เวบ็ ไซต์ : www.buddhakos.org อีเมล์ : [email protected]
สนับสนนุ การเผยแผ่พทุ ธวจนไดท้ ี่
ชอื่ บญั ชี “มลู นธิ พิ ทุ ธโฆษณ”์ ธนาคารไทยพาณชิ ย์ สาขา คลอง ๑๐ (ธญั บรุ )ี
ประเภท บญั ชีออมทรัพย์ เลขทีบ่ ญั ชี ๓๑๘-๒-๔๗๔๖๑-๐
ขอกราบขอบพระคณุ แด่
พระอาจารยค์ กึ ฤทธิ์ โสตถฺ ผิ โล และคณะสงฆว์ ดั นาปา่ พง
ท่กี รณุ าใหค้ �าปรึกษาในการจดั ทา� หนังสือเล่มน้ี
ตดิ ตามการเผยแผ่พระธรรมคา� สอนตามหลกั พทุ ธวจน
โดย พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้ที่
เวบ็ ไซต์
• http://www.watnapp.com : หนงั สือ และสอ่ื ธรรมะ บนอนิ เทอรเ์ น็ต
• http://media.watnapahpong.org : ศนู ยบ์ รกิ ารมลั ติมเี ดยี วัดนาปาพง
• http://www.buddha-net.com : เครอื ข่ายพุทธวจน
• http://etipitaka.com : โปรแกรมตรวจหาและเทียบเคยี งพทุ ธวจน
• http://www.watnapahpong.com : เว็บไซต์วัดนาปาพง
• http://www.buddhakos.org : มลู นิธิพุทธโฆษณ์
• http://www.buddhawajanafund.org : มลู นิธิพทุ ธวจน
• http://www.ratana5.com : พุทธวจนสมาคม
• http://www.buddhawajana-training.com : ศูนยป์ ฏิบตั พิ ทุ ธวจน
• http://www.buddhawaj.org : ฐานขอ้ มูลพระสูตรออนไลน,์ เสียงอา่ นพทุ ธวจน
• http://www.buddhaoat.org : กลมุ่ ผู้สนับสนุนการเผยแผพ่ ุทธวจน
ดาวนโ์ หลดโปรแกรมตรวจหาและเทยี บเคยี งพทุ ธวจน (E-Tipitaka)
ส�าหรับคอมพวิ เตอร์
• ระบบปฏิบัติการ Windows, Macintosh, Linux
http://etipitaka.com/download หรอื รบั แผน่ โปรแกรมไดท้ ่วี ดั นาปา พง
ส�าหรบั โทรศัพท์เคล่อื นท่ีและแท็บเล็ต
• ระบบปฏบิ ัตกิ าร Android
ดาวน์โหลดไดท้ ี่ Play Store โดยพมิ พ์ค�าวา่ พทุ ธวจน หรอื e-tipitaka
• ระบบปฏบิ ตั กิ าร iOS (ส�าหรบั iPad, iPhone, iPod)
ดาวนโ์ หลดได้ที่ App Store โดยพมิ พ์คา� ว่า พุทธวจน หรอื e-tipitaka
ดาวน์โหลดโปรแกรมพุทธวจน (Buddhawajana)
เฉพาะส�าหรับโทรศัพท์เคลือ่ นที่และแทบ็ เล็ต
• ระบบปฏบิ ัตกิ าร Android
ดาวนโ์ หลดได้ท่ี Google Play Store โดยพิมพ์คา� วา่ พทุ ธวจน หรือ buddhawajana
• ระบบปฏบิ ตั ิการ iOS (สา� หรบั iPad, iPhone, iPod)
ดาวนโ์ หลดไดท้ ี่ App Store โดยพมิ พ์ค�าว่า พุทธวจน หรอื buddhawajana
วทิ ยุ
• คลืน่ ส.ว.พ. FM ๙๑.๐ MHz ทุกวันพระ เวลา ๑๗.๔๐ น.
บรรณานกุ รม
พระไตรปิฎกฉบับสยามรฐั (บาลีสยามรัฐ)
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบบั หลวง (ไทยสยามรฐั )
หนงั สอื ธรรมโฆษณ์ ชดุ จากพระโอษฐ์
(ผลงานแปลพุทธวจน โดยทา่ นพุทธทาสภิกขใุ นนามกองต�าราคณะธรรมทาน)
ร่วมสนับสนนุ การจดั ทา� โดย
คณะงานธมั มะ วดั นาปา พง (กลมุ่ อาสาสมคั รพทุ ธวจนหมวดธรรม), คณะศษิ ยว์ ดั นาปา พง,
กลุ่มศิษย์ตถาคต, กลุ่มสมณะศากยะปุตติยะ, กลุ่มธรรมะสีขาว,
กลุ่มพุทธบริษัทศากยบุตร, กลุ่มพุทธโอษฐ์, กลุ่มชวนม่วนธรรม,
กลุ่มละนันทิ, กลุ่มพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินบริษัทการบินไทย,
กลุ่มมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่,
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช ส�านักงานการศึกษาต่อเน่ือง,
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (องครักษ์)
ชมรมวิศวกรความรู้เพื่อสังคม, ชมรมพุทธวจนอุดรธานี, ชมรมธรรมปรีดา,
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส�านักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี,
บจก. สยามคูโบต้า คอร์ปอเรช่ัน, บจก. ดาต้าโปรดักส์, บจก. 3M ประเทศไทย,
บจก. บางไทรไฟเบอร์บอร์ด, บจก. เอ็นอีซี โทคิน อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย),
บจก. สยามรักษ์, บจก. เซเว่นสเต็ปส์, บจก. เมคเทค, บจก. ไดเวอร์ส เคมีคอลส์,
บจก. ห้างพระจันทร์โอสถ, บจก.สมสุข สหภัทรสตีลล์, บจก.ทองแป้น,
บจก. สมาย คอนเทนเนอร์ อตุ สาหกรรม, บจก. อ.ี ซ.ี ท.ี ซสิ เตม็ , บจก. อ.ี ซ.ี ท.ี เอน็ จเิ นยี รงิ่ ,
บจก. อี.ซี.ที. ซัพพลาย, บจก. อี.ซี.ที อินเตอร์เนช่ันแนล, บจก. อี.ซี.ที. โปรเฟสช่ันแนล,
บจก. คอร์โดมา อินเตอร์เนชั่นแนล, บมจ. ณุศาศิริ, หจก. อินเตอร์ คิด,
สถานกายภาพบ�าบัด คิดดีคลินิค, ร้านต้นมะขามช่างทอง,
ร้านเสบียงบุญ, บ้านเมตตาเรสซิเด้นท์, บ้านพุทธวัจน์
ลงสะพานคลอง ๑๐ ไปยูเทิร์นแรกมา แผนท่ีวัดนาป่าพง
แล้วเล้ียวซ้ายก่อนข้ึนสะพาน
แนวทิวสน
วัดนาป่าพง
โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑,
๐๘ ๔๐๙๖ ๘๔๓๐,
๐๘ ๒๒๒๒ ๕๗๙๐-๔,
๐๘ ๖๕๕๒ ๒๔๕๙
ลงสะพานคลอง ๑๐
เล้ียวซ้ายคอสะพาน
๑๐ พระสตู รของความสา� คญั
ทชี่ าวพทุ ธตอ้ งศกึ ษา
แตค่ า� สอนจากพระพทุ ธเจา้
เทา่ นน้ั
ผา่ นมา ๒,๕๐๐ กวา่ ปี
คา� สอนทางพระพทุ ธศาสนาเกดิ ความหลากหลายมากขน้ึ
มสี า� นกั ตา่ งๆ มากมาย ซง่ึ แตล่ ะหมคู่ ณะกม็ คี วามเหน็ ของตน
หามาตรฐานไมไ่ ด้ แมจ้ ะกลา่ วในเรอ่ื งเดยี วกนั
ทง้ั นไ้ี มใ่ ชเ่ พราะคา� สอนของพระพทุ ธเจา้ ไมส่ มบรู ณ์
แลว้ เราควรเชอ่ื และปฏบิ ตั ติ ามใคร ?
ลองพจิ ารณาหาคา� ตอบงา่ ยๆ ไดจ้ าก ๑๐ พระสตู ร
ซง่ึ พระตถาคตทรงเตอื นเอาไว้
แลว้ ตรสั บอกวธิ ปี อ้ งกนั และแกไ้ ขเหตเุ สอ่ื มแหง่ ธรรมเหลา่ น.ี้
ขอเชญิ มาตอบตวั เองกนั เถอะวา่ ถงึ เวลาแลว้ หรอื ยงั ?
ทพ่ี ทุ ธบรษิ ทั จะมมี าตรฐานเพยี งหนงึ่ เดยี ว คอื “พทุ ธวจน” ธรรมวนิ ยั
จากองคพ์ ระสงั ฆบดิ าอนั วญิ ญชู นพงึ ปฏบิ ตั แิ ละรตู้ ามไดเ้ ฉพาะตน ดงั น.ี้
๑. พระองคท์ รงสามารถกา� หนดสมาธ ิ เมอ่ื จะพดู ทกุ ถอ้ ยคา� จงึ ไมผ่ ดิ พลาด
-บาลี มู. ม. ๑๒/๔๕๘/๔๓๐.
อคั คเิ วสนะ ! เรานน้ั หรอื จา� เดมิ แตเ่ รมิ่ แสดง กระทง่ั คา� สดุ ทา้ ยแหง่
การกลา่ วเรอ่ื งนนั้ ๆ ยอ่ มตงั้ ไวซ้ งึ่ จติ ในสมาธนิ มิ ติ อนั เปน็ ภายในโดยแท ้
ใหจ้ ติ ดา� รงอย ู่ ใหจ้ ติ ตง้ั มน่ั อย ู่ กระทา� ใหม้ จี ติ เปน็ เอก ดงั เชน่ ทค่ี นทง้ั หลาย
เคยไดย้ นิ วา่ เรากระทา� อยเู่ ปน็ ประจา� ดงั น.้ี
๒. แตล่ ะคา� พดู เปน็ อกาลโิ ก คอื ถกู ตอ้ งตรงจรงิ ไมจ่ า� กดั กาลเวลา
-บาลี ม.ู ม. ๑๒/๔๘๕/๔๕๑.
ภิกษุท้ังหลาย ! พวกเธอทงั้ หลายเปน็ ผทู้ เี่ รานา� ไปแลว้ ดว้ ยธรรมน้ี
อนั เปน็ ธรรมทบ่ี คุ คลจะพงึ เหน็ ไดด้ ว้ ยตนเอง (สนทฺ ฏิ โิ ก) เปน็ ธรรมให้
ผลไมจ่ า� กดั กาล (อกาลโิ ก) เปน็ ธรรมทคี่ วรเรยี กกนั มาด ู (เอหปิ สสฺ โิ ก)
ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก) อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน
(ปจจฺ ตตฺ � เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ หู )ิ .
๓. คา� พดู ทพ่ี ดู มาทง้ั หมดนบั แตว่ นั ตรสั รนู้ น้ั สอดรบั ไมข่ ดั แยง้ กนั
-บาลี อิติว.ุ ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.
ภิกษุท้ังหลาย ! นับต้ังแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมา-
สัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส
นิพพานธาตุ ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่�าสอน
แสดงออก ซง่ึ ถอ้ ยคา� ใด ถอ้ ยคา� เหลา่ นนั้ ทงั้ หมด ยอ่ มเขา้ กนั ไดโ้ ดย
ประการเดยี วทงั้ สนิ้ ไมแ่ ยง้ กนั เปน็ ประการอน่ื เลย.
อ๔. ทรงบอกเหตแุ หง่ ความอนั ตรธานของคา� สอนเปรยี บดว้ ยกลองศกึ
-บาลี นทิ าน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! เรอ่ื งนเี้ คยมมี าแลว้ กลองศกึ ของกษตั รยิ พ์ วกทสารหะ
เรยี กวา่ อานกะ มอี ยู่ เมอื่ กลองอานกะน้ี มแี ผลแตกหรอื ลิ พวกกษตั รยิ ์
ทสารหะไดห้ าเนอื้ ไมอ้ น่ื ทา� เปน็ ลมิ่ เสรมิ ลงในรอยแตกของกลองนนั้ (ทกุ
คราวไป). ภิกษุทั้งหลาย ! เม่ือเชื่อมปะเข้าหลายคร้ังหลายคราวเช่นนั้น
นานเขา้ กถ็ งึ สมยั หนง่ึ ซง่ึ เนอื้ ไมเ้ ดมิ ของตวั กลองหมดสนิ้ ไป เหลอื อยแู่ ต่
เนอื้ ไมท้ ที่ า� เสรมิ เขา้ ใหมเ่ ทา่ นน้ั .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ ในกาลยดื ยาวฝา่ ยอนาคต จกั มภี กิ ษุ
ทงั้ หลาย สตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทเ่ี ปน็ คา� ของตถาคต เปน็ ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซง้ึ
เปน็ ชนั้ โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะดว้ ยเรอ่ื งสญุ ญตา เมอ่ื มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ นน้ั
มากลา่ วอยู่ เธอจกั ไมฟ่ งั ด้วยดี จกั ไมเ่ งี่ยหฟู งั จกั ไมต่ ั้งจิตเพอ่ื จะรู้ท่ัวถงึ
และจกั ไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น สว่ นสตุ ตนั ตะเหลา่ ใดที่
นกั กวแี ตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย
มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว เปน็ คา� กลา่ วของสาวก เมอ่ื มผี นู้ า�
สุตตันตะท่ีนักกวีแต่งข้ึนใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักฟังด้วยดี จัก
เงย่ี หฟู งั จกั ตงั้ จติ เพอ่ื จะรทู้ วั่ ถงึ และจกั สา� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทตี่ นควรศกึ ษา
เลา่ เรยี นไป.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! ความอนั ตรธานของสตุ ตนั ตะเหลา่ นนั้ ทเี่ ปน็ คา� ของ
ตถาคต เปน็ ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซงึ้ เปน็ ชน้ั โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะดว้ ย
เรอื่ งสญุ ญตา จกั มไี ดด้ ว้ ยอาการอยา่ งนี้ แล.
๕.ทรงกา� ชับให้ศกึ ษาปฏิบัติเฉพาะจากคา� ของพระองคเ์ ท่านน้ั
อย่าฟังคนอื่น
-บาลี ทกุ . อํ. ๒๐/๙๑-๙๒/๒๙๒.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! พวกภกิ ษบุ รษิ ทั ในกรณนี ้ี สตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทก่ี วี
แตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย มี
พยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว เปน็ คา� กลา่ วของสาวก เมอื่ มผี นู้ า�
สตุ ตนั ตะเหลา่ นน้ั มากลา่ วอยู่ เธอจกั ไมฟ่ งั ดว้ ยดี ไมเ่ งย่ี หฟู งั ไมต่ งั้ จติ เพอ่ื
จะรทู้ วั่ ถงึ และจกั ไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สว่ นสตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทเ่ี ปน็ คา� ของตถาคต เปน็
ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซงึ้ เปน็ ชนั้ โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะดว้ ยเรอ่ื งสญุ ญตา
เมอ่ื มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ นน้ั มากลา่ วอยู่ เธอยอ่ มฟงั ดว้ ยดี ยอ่ มเงยี่ หฟู งั
ยอ่ มตง้ั จติ เพอ่ื จะรทู้ ว่ั ถงึ และยอ่ มสา� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทตี่ นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น
จงึ พากนั เลา่ เรยี น ไตถ่ าม ทวนถามแกก่ นั และกนั อยวู่ า่ “ขอ้ นเี้ ปน็ อยา่ งไร
มคี วามหมายกน่ี ยั ” ดงั น้ี ดว้ ยการทา� ดงั นี้ เธอยอ่ มเปดิ ธรรมทถี่ กู ปดิ ไวไ้ ด้
ธรรมทยี่ งั ไมป่ รากฏ เธอกท็ า� ใหป้ รากฏได้ ความสงสยั ในธรรมหลายประการ
ทนี่ า่ สงสยั เธอกบ็ รรเทาลงได.้
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! บรษิ ทั ชอ่ื อกุ กาจติ วนิ ตี า ปรสิ า โน ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า
เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! ในกรณนี คี้ อื ภกิ ษทุ ง้ั หลายในบรษิ ทั ใด เมอื่ สตุ ตนั ตะ
ทงั้ หลาย อนั เปน็ ตถาคตภาษติ (ตถาคตภาสติ า) อนั ลกึ ซง้ึ (คมภฺ รี า) มี
อรรถอันลึกซึ้ง (คมฺภีรตฺถา) เป็นโลกุตตระ (โลกุตฺตรา) ประกอบด้วย
เรอ่ื งสญุ ญตา (สญุ ญฺ ตปฏสิ ย� ตุ ตฺ า) อนั บคุ คลนา� มากลา่ วอยู่ กไ็ มฟ่ งั ดว้ ยดี
ไมเ่ งย่ี หฟู งั ไมเ่ ขา้ ไปตงั้ จติ เพอื่ จะรทู้ ว่ั ถงึ และไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นควร
ศกึ ษาเลา่ เรยี น.
สว่ นสตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทก่ี วแี ตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภท
กาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว
เปน็ คา� กลา่ วของสาวก เมอื่ มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ นมี้ ากลา่ วอยู่
พวกเธอยอ่ มฟงั ดว้ ยดี เงย่ี หฟู งั ตงั้ จติ เพอื่ จะรทู้ ว่ั ถงึ และสา� คญั ไป
วา่ เปน็ สง่ิ ทตี่ นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น พวกเธอเลา่ เรยี นธรรมอนั กวแี ตง่ ใหม่
นัน้ แล้ว ก็ไม่สอบถามซงึ่ กันและกัน ไมท่ า� ใหเ้ ปิดเผยแจม่ แจ้งออกมาวา่
ขอ้ นพ้ี ยญั ชนะเปน็ อยา่ งไร อรรถเปน็ อยา่ งไร ดงั น้ี เธอเหลา่ นน้ั เปดิ เผย
สง่ิ ทย่ี งั ไมเ่ ปดิ เผยไมไ่ ด้ ไมห่ งายของทค่ี วา�่ อยใู่ หห้ งายขนึ้ ได้ ไมบ่ รรเทา
ความสงสยั ในธรรมทงั้ หลายอนั เปน็ ทต่ี งั้ แหง่ ความสงสยั มอี ยา่ งตา่ งๆ ได.้
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! นเี้ ราเรยี กวา่ อกุ กาจติ วนิ ตี า ปรสิ า โน ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย! บรษิ ทั ชอื่ ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า ปรสิ า โน อกุ กาจติ วนิ ตี า
เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! ในกรณนี คี้ อื ภกิ ษทุ งั้ หลายในบรษิ ทั ใด เมอื่ สตุ ตนั ตะ
ทง้ั หลาย ทก่ี วแี ตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษร
สละสลวย มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว เปน็ คา� กลา่ วของสาวก
อนั บคุ คลนา� มากลา่ วอยู่ กไ็ มฟ่ งั ดว้ ยดี ไมเ่ งย่ี หฟู งั ไมเ่ ขา้ ไปตงั้ จติ เพอ่ื จะ
รทู้ วั่ ถงึ และไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น สว่ น สตุ ตนั ตะ
เหลา่ ใด อนั เปน็ ตถาคตภาษติ อนั ลกึ ซง้ึ มอี รรถอนั ลกึ ซง้ึ เปน็ โลกตุ ตระ
ประกอบดว้ ยเรอ่ื งสญุ ญตา เมอ่ื มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ น ี้ มากลา่ วอย ู่ พวก
เธอยอ่ มฟงั ดว้ ยด ี ยอ่ มเงย่ี หฟู งั ยอ่ มเขา้ ไปตง้ั จติ เพอ่ื จะรทู้ วั่ ถงึ และ
ยอ่ มสา� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทคี่ วรศกึ ษาเลา่ เรยี น พวกเธอเลา่ เรยี นธรรมทเ่ี ปน็
ตถาคตภาษติ นน้ั แลว้ กส็ อบถามซง่ึ กนั และกนั ทา� ใหเ้ ปดิ เผยแจม่ แจง้ ออก
มาวา่ ขอ้ นพ้ี ยญั ชนะเปน็ อยา่ งไร อรรถะเปน็ อยา่ งไร ดงั น้ี เธอเหลา่ นนั้
เปดิ เผยสง่ิ ทยี่ งั ไมเ่ ปดิ เผยได้ หงายของทคี่ วา่� อยใู่ หห้ งายขนึ้ ได้ บรรเทา
ความสงสยั ในธรรมทง้ั หลายอนั เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ ความสงสยั มอี ยา่ งตา่ งๆ ได.้
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! นเี้ ราเรยี กวา่ ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า ปรสิ า โน อกุ กาจติ วนิ ตี า.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! เหลา่ นแี้ ลบรษิ ทั ๒ จา� พวกนน้ั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
บรษิ ทั ทเี่ ลศิ ในบรรดาบรษิ ทั ทง้ั สองพวกนนั้ คอื บรษิ ทั ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า
ปรสิ า โน อกุ กาจติ วนิ ตี า (บรษิ ทั ทอ่ี าศยั การสอบสวนทบทวนกนั เอาเอง
เปน็ เครอื่ งนา� ไป ไมอ่ าศยั ความเชอ่ื จากบคุ คลภายนอกเปน็ เครอ่ื งนา� ไป) แล.
๖. ทรงหา้ มบัญญัติเพ่ิมหรือตดั ทอนสงิ่ ท่บี ัญญัตไิ ว้
-บาลี มหา. ท.ี ๑๐/๙๐/๗๐.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษทุ งั้ หลาย จกั ไมบ่ ญั ญตั สิ งิ่ ทไี่ มเ่ คยบญั ญตั ิ จกั
ไมเ่ พกิ ถอนสงิ่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ จกั สมาทานศกึ ษาในสกิ ขาบททบี่ ญั ญตั ไิ ว้
แลว้ อยา่ งเครง่ ครดั อยเู่ พยี งใด ความเจรญิ กเ็ ปน็ สง่ิ ทภ่ี กิ ษทุ ง้ั หลายหวงั ได้
ไมม่ คี วามเสอ่ื มเลย อยเู่ พยี งนนั้ .
๗. ส�านึกเสมอว่าตนเองเปน็ เพียงผู้เดินตามพระองคเ์ ท่านนั้
ถงึ แม้จะเปน็ อรหันตผ์ ู้เลศิ ทางปัญญากต็ าม
-บาลี ขนธฺ . ส.ํ ๑๗/๘๒/๑๒๖.
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ตถาคตผอู้ รหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะ ไดท้ า� มรรคทยี่ งั
ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ไดท้ า� มรรคทย่ี งั ไมม่ ใี ครรใู้ หม้ คี นรู้ ไดท้ า� มรรคทย่ี งั ไมม่ ี
ใครกลา่ วใหเ้ ปน็ มรรคทก่ี ลา่ วกนั แลว้ ตถาคตเปน็ ผรู้ มู้ รรค (มคคฺ ญญฺ )ู เปน็
ผรู้ แู้ จง้ มรรค (มคคฺ วทิ )ู เปน็ ผฉู้ ลาดในมรรค (มคคฺ โกวโิ ท). ภิกษุทั้งหลาย !
สว่ นสาวกทงั้ หลายในกาลน ้ี เปน็ ผเู้ ดนิ ตามมรรค (มคคฺ านคุ า) เปน็ ผตู้ ามมา
ในภายหลงั .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! นแ้ี ล เปน็ ความผดิ แผกแตกตา่ งกนั เปน็ ความมงุ่ หมาย
ทแ่ี ตกตา่ งกนั เปน็ เครอื่ งกระทา� ใหแ้ ตกตา่ งกนั ระหวา่ งตถาคตผอู้ รหนั ต-
สัมมาสมั พุทธะ กบั ภิกษผุ ู้ปัญญาวิมตุ ต.ิ
๘. ตรัสไวว้ ่าใหท้ รงจ�าบทพยญั ชนะและคา� อธบิ ายอยา่ งถกู ต้อง
พร้อมขยันถ่ายทอดบอกสอนกันต่อไป
-บาลี จตกุ ฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! พวกภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น ้ี เลา่ เรยี นสตู รอนั ถอื กนั
มาถกู ดว้ ยบทพยญั ชนะทใี่ ชก้ นั ถกู ความหมายแหง่ บทพยญั ชนะทใี่ ชก้ นั
กถ็ กู ยอ่ มมนี ยั อนั ถกู ตอ้ งเชน่ นนั้ . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! นเ่ี ปน็ มลู กรณที ห่ี นง่ึ
ซง่ึ ทา� ใหพ้ ระสทั ธรรมตง้ั อยไู่ ดไ้ มเ่ ลอะเลอื นจนเสอื่ มสญู ไป...
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! พวกภกิ ษเุ หลา่ ใด เปน็ พหสุ ตู คลอ่ งแคลว่ ในหลกั
พระพทุ ธวจน ทรงธรรม ทรงวนิ ยั ทรงมาตกิ า (แมบ่ ท) พวกภกิ ษเุ หลา่ นน้ั
เอาใจใส ่ บอกสอน เนอ้ื ความแหง่ สตู รทงั้ หลายแกค่ นอนื่ ๆ เมอื่ ทา่ นเหลา่ นนั้
ลว่ งลบั ไป สตู รทงั้ หลาย กไ็ มข่ าดผเู้ ปน็ มลู ราก (อาจารย)์ มที อ่ี าศยั สบื กนั ไป.
ภิกษุท้ังหลาย ! น่ีเป็น มูลกรณีที่สาม ซึ่งท�าให้พระสัทธรรมต้ังอยู่ได้
ไมเ่ ลอะเลอื นจนเสอื่ มสญู ไป...
*** ในท่ีนี้ยกมา ๒ นัยยะ จาก ๔ นัยยะ ของมูลเหตุสี่ประการ ที่ท�าให้พระสัทธรรมต้ังอยู่ได้
ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป
๙. ทรงบอกวิธีแก้ไขความผิดเพ้ียนในค�าสอน
-บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๔๔/๑๑๓-๖.
๑. (หากม)ี ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นกี้ ลา่ วอยา่ งนวี้ า่ ผมู้ อี ายุ ! ขา้ พเจา้
ไดส้ ดบั รบั มาเฉพาะพระพกั ตรพ์ ระผมู้ พี ระภาควา่ “นเี้ ปน็ ธรรม นเ้ี ปน็ วนิ ยั
นเี้ ปน็ คา� สอนของพระศาสดา”...
๒. (หากม)ี ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นก้ี ลา่ วอยา่ งนวี้ า่ ในอาวาสชอื่ โนน้ มี
สงฆอ์ ยพู่ รอ้ มดว้ ยพระเถระ พรอ้ มดว้ ยปาโมกข์ ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั มาเฉพาะ
หนา้ สงฆน์ น้ั วา่ “นเี้ ปน็ ธรรม นเี้ ปน็ วนิ ยั นเ้ี ปน็ คา� สอนของพระศาสดา”...
๓. (หากม)ี ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นกี้ ลา่ วอยา่ งนวี้ า่ ในอาวาสชอื่ โนน้ มี
ภกิ ษผุ เู้ ปน็ เถระอยจู่ า� นวนมาก เปน็ พหสุ ตู เรยี นคมั ภรี ์ ทรงธรรม ทรงวนิ ยั
ทรงมาตกิ า ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั มาเฉพาะหนา้ พระเถระเหลา่ นน้ั วา่ “นเี้ ปน็ ธรรม
นเี้ ปน็ วนิ ยั นเี้ ปน็ คา� สอนของพระศาสดา”...
๔. (หากม)ี ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นก้ี ลา่ วอยา่ งนวี้ า่ ในอาวาสชอ่ื โนน้ มี
ภกิ ษผุ เู้ ปน็ เถระอยรู่ ปู หนง่ึ เปน็ พหสุ ตู เรยี นคมั ภรี ์ ทรงธรรม ทรงวนิ ยั
ทรงมาตกิ า ขา้ พเจา้ ไดส้ ดบั มาเฉพาะหนา้ พระเถระรปู นน้ั วา่ “นเ้ี ปน็ ธรรม
นเ้ี ปน็ วนิ ยั นเ้ี ปน็ คา� สอนของพระศาสดา”...
เธอทง้ั หลายยงั ไมพ่ งึ ชนื่ ชม ยงั ไมพ่ งึ คดั คา้ นคา� กลา่ วของผนู้ น้ั พงึ เรยี น
บทและพยญั ชนะเหลา่ นน้ั ใหด้ ี แลว้ พงึ สอบสวนลงในพระสตู ร เทยี บเคยี ง
ดใู นวนิ ยั
ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ไม่ได้ เทียบเข้าใน
วินัยก็ไม่ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “น้ีมิใช่พระด�ารัสของพระผู้มีพระภาค
พระองคน์ นั้ แนน่ อน และภกิ ษนุ รี้ บั มาผดิ ” เธอทงั้ หลาย พงึ ทง้ิ คา� นนั้ เสยี
ถา้ บทและพยญั ชนะเหลา่ นนั้ สอบลงในสตู รกไ็ ด ้ เทยี บเขา้ ในวนิ ยั
กไ็ ด ้ พงึ ลงสนั นษิ ฐานวา่ “นเ้ี ปน็ พระดา� รสั ของพระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ นั้
แนน่ อน และภกิ ษนุ นั้ รบั มาดว้ ยด”ี เธอทงั้ หลาย พงึ จา� มหาปเทส... นไี้ ว.้
๑๐. ทรงตรสั แกพ่ ระอานนท ์
ให้ใชธ้ รรมวนิ ยั ท่ีตรสั ไวเ้ ป็นศาสดาแทนตอ่ ไป
-บาลี มหา. ท.ี ๑๐/๑๗๘/๑๔๑.
-บาลี ม. ม. ๑๓/๔๒๗/๔๖๓.
-บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๒๑๗/๗๔๐.
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างน้ีว่า ‘ธรรมวินัยของ
พวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา’ ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออยา่ คิดอย่างนนั้ . อานนท์ ! ธรรมก็ดี วนิ ัยก็ดี ทเ่ี รา
แสดงแล้ว บญั ญัติแลว้ แก่พวกเธอท้ังหลาย ธรรมวนิ ัยน้ัน จกั เป็น
ศาสดาของพวกเธอทง้ั หลาย โดยกาลลว่ งไปแหง่ เรา.