The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddhawajanalanna, 2020-04-26 05:33:12

พุทธวจน 4 มรรควิธีที่ง่าย

อ้างอิงจากศูนย์เผยแผ่ส่วนกลาง วัดนาป่าพง

Keywords: หนังสือพุทธวจน

อานาปานสติ

3​ 6 พุทธวจน

๑๐
อานสิ งส์สงู สดุ
แหง่ อานาปานสติ ๒ ประการ

ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญ
กระทำ�ให้มากแล้ว  ย่อมมีผลใหญ่  มีอานิสงส์ใหญ่  
กอ็ านาปานสต ิ อนั บคุ คลเจรญิ แลว้ อยา่ งไร  กระท�ำ ใหม้ าก
แลว้ อย่างไร  จึงมผี ลใหญ่  มอี านิสงส์ใหญ่ ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า
หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำ�รงสติเฉพาะหน้า เธอน้ันมีสติหายใจเข้า
มสี ตหิ ายใจออก :

เม่ือหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
เมอื่ หายใจออกยาว ก็รู้ชัดวา่ เราหายใจออกยาว;

เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น,
เม่ือหายใจออกส้นั ก็รู้ชดั ว่าเราหายใจออกสนั้ ;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 3​ 7

เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่   “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม
เฉพาะซ่ึงกายท้ังปวง  (สพฺพกายปฏิสํเวที)  หายใจเข้า”,
วา่   “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ กายทง้ั ปวง  หายใจออก”;

เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�
กายสังขารให้รำ�งับ (ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ) หายใจเข้า”,
วา่ “เราเปน็ ผทู้ ำ�กายสังขารใหร้ �ำ งบั หายใจออก”;

เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม
เฉพาะซงึ่ ปตี ิ (ปตี ปิ ฏิสเํ วท)ี หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็นผรู้ ู้
พร้อมเฉพาะซงึ่ ปีติ หายใจออก”;

เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม
เฉพาะซ่ึงสุข (สุขปฏิสํเวที) หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็นผู้รู้
พรอ้ มเฉพาะซ่งึ สุข หายใจออก”;

เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม
เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร (จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที) หายใจเข้า”,
วา่ “เราเปน็ ผรู้ ู้พรอ้ มเฉพาะซงึ่ จิตตสงั ขาร หายใจออก”;

เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�
จิตตสังขารให้รำ�งับ (ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ) หายใจเข้า”,
วา่ “เราเปน็ ผทู้ ำ�จติ ตสงั ขารใหร้ ำ�งบั หายใจออก”;

3​ 8 พุทธวจน

เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผูร้ ูพ้ รอ้ ม
เฉพาะซ่ึงจติ (จติ ฺตปฏิสเํ วที) หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็ ผรู้ ู้
พรอ้ มเฉพาะซงึ่ จิต หายใจออก”;

เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิต
ให้ปราโมทย์ย่ิง (อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ) หายใจเข้า”, ว่า
“เราเปน็ ผูท้ �ำ จติ ให้ปราโมทย์ยิง่ หายใจออก”;

เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิต
ให้ตง้ั มน่ั (สมาทหํ จิตฺตํ) หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็ ผู้ทำ�จิต
ให้ต้งั มน่ั หายใจออก”;

เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิต
ให้ปลอ่ ยอยู่ (วโิ มจยํ จติ ฺตํ) หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเป็นผทู้ �ำ
จติ ให้ปลอ่ ยอยู่ หายใจออก”;

เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผ้เู ห็นซ่งึ
ความไมเ่ ทย่ี งอยเู่ ปน็ ประจ�ำ (อนจิ จฺ านปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”, วา่
“เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความไมเ่ ทย่ี งอยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;

เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ
ความจางคลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ (วริ าคานปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”, วา่
“เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความจางคลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 3​ 9

เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผ้เู ห็นซ่งึ
ความดบั ไมเ่ หลอื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ (นโิ รธานปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”, วา่
“เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความดบั ไมเ่ หลอื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;

เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาว่า “เราเป็นผเู้ หน็ ซึ่ง
ความสลดั คนื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ (ปฏนิ สิ สฺ คคฺ านปุ สสฺ )ี หายใจเขา้ ”, 
วา่ “เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความสลดั คนื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;

ภิกษุทัง้ หลาย ! อานาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ แลว้
กระท�ำ ใหม้ ากแลว้ อยา่ งนแ้ี ล ยอ่ มมผี ลใหญ่ มอี านสิ งสใ์ หญ.่

ภิกษุทั้งหลาย ! เมอ่ื อานาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ
ทำ�ให้มากแล้วอยู่อย่างน้ี  ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในบรรดาผล ๒ ประการ เปน็ สิ่งทีห่ วงั ได;้

คือ อรหตั ตผลในปจั จุบัน
หรือวา่ ถา้ ยังมีอุปาทิเหลอื อยู่ ก็จักเป็น อนาคาม.ี

มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๓๙๖-๓๙๗/๑๓๑๑-๑๓๑๓.

4​ 0 พุทธวจน

๑๑
เจริญอานาปานสติ เปน็ เหตใุ ห้

สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗
วชิ ชาและวมิ ุตตบิ รบิ รู ณ์

ภิกษุท้งั หลาย ! ธรรมอันเอกน้ันมีอยู่ ซ่ึงเมื่อ
บคุ คลเจรญิ แล้ว ท�ำ ใหม้ ากแล้ว ย่อมท�ำ ธรรมทั้ง ๔ ให้
บรบิ รู ณ;์ ครน้ั ธรรมทง้ั ๔ นน้ั อนั บคุ คลเจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ าก
แลว้ ยอ่ มท�ำ ธรรมทง้ั ๗ ใหบ้ รบิ รู ณ;์ ครน้ั ธรรมทง้ั ๗ นน้ั
อนั บคุ คลเจรญิ แล้ว ทำ�ให้มากแลว้ ย่อมท�ำ ธรรมทัง้ ๒
ให้บรบิ ูรณ์ได.้

ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! อานาปานสติสมาธนิ ี้แล เป็น
ธรรมอันเอก ซึ่งเม่ือบุคคลเจริญแล้ว ทำ�ให้มากแล้ว
ย่อมท�ำ สติปัฏฐานทั้ง ๔ ใหบ้ ริบูรณ์; สติปัฏฐานทง้ั ๔
อนั บคุ คลเจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มท�ำ โพชฌงคทง้ั ๗
ใหบ้ รบิ รู ณ;์ โพชฌงค์ทง้ั ๗ อนั บุคคลเจรญิ แล้ว ท�ำ ให้
มากแล้ว ยอ่ มทำ�วชิ ชาและวมิ ตุ ติให้บริบรู ณไ์ ด้.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 4​ 1

อานาปานสติบริบูรณ์
ย่อมทำ�สตปิ ัฏฐานใหบ้ รบิ รู ณ์

ภกิ ษุทั้งหลาย ! กอ็ านาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ
แล้ว ทำ�ให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงทำ�สติปัฏฐานทั้ง ๔
ให้บรบิ ูรณ์ได้ ?

ภิกษุท้งั หลาย ! สมัยใด ภกิ ษุ
เม่ือหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
เมอื่ หายใจออกยาว ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจออกยาว;
เมื่อหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าส้ัน,
เม่อื หายใจออกส้นั ก็รูช้ ดั ว่าเราหายใจออกส้ัน;
ยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะ
ซึ่งกายท้งั ปวง หายใจเข้า”, วา่ “เราเป็นผรู้ ู้พร้อมเฉพาะ
ซง่ึ กายท้งั ปวง หายใจออก”;
ยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ กายสงั ขาร
ให้ร�ำ งับ หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเป็นผู้ทำ�กายสงั ขารให้ร�ำ งบั
หายใจออก”;

4​ 2 พุทธวจน

ภิกษทุ ้ังหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุน้ันช่ือว่า เป็น
ผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ� มีความเพียรเผากิเลส
มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได.้

ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! เรายอ่ มกลา่ วลมหายใจเขา้ และ
ลมหายใจออก วา่ เปน็ กายอันหนึง่ ๆ ในกายทงั้ หลาย.

ภิกษทุ ้ังหลาย ! เพราะเหตนุ น้ั ในเรอ่ื งน้ี ภกิ ษนุ น้ั
ยอ่ มชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ กายในกายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี ร
เผากเิ ลส มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและโทมนสั ในโลก
ออกเสียได.้

ภิกษทุ ั้งหลาย ! สมัยใด ภกิ ษุ
ยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะ
ซ่ึงปีติ หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ
หายใจออก”;
ยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะ
ซ่ึงสุข หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงสุข
หายใจออก”;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 4​ 3

ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อม
เฉพาะซึ่งจติ ตสงั ขาร หายใจเข้า”, วา่ “เราเป็นผู้รู้พร้อม
เฉพาะซ่งึ จิตตสงั ขาร หายใจออก”;

ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า  “เราเป็นผู้ทำ�
จิตตสังขารให้รำ�งับ หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็นผู้ทำ�
จติ ตสังขารใหร้ ำ�งบั หายใจออก”;

ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นช่ือว่า เป็นผู้
เหน็ เวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี ร
เผากเิ ลส มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและโทมนสั ในโลก
ออกเสียได.้

ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เรายอ่ มกลา่ ว การท�ำ ในใจเปน็
อย่างดีต่อลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ว่าเป็น
เวทนาอันหน่ึงๆ ในเวทนาทั้งหลาย.

ภิกษทุ ัง้ หลาย ! เพราะเหตนุ น้ั ในเรอ่ื งน้ี ภกิ ษนุ น้ั
ยอ่ มชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ เวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ
มีความเพียรเผากิเลส มสี มั ปชญั ญะ มีสติ น�ำ อภชิ ฌาและ
โทมนสั ในโลกออกเสยี ได้.

4​ 4 พุทธวจน

ภิกษุท้งั หลาย ! สมยั ใด ภิกษุ
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อม
เฉพาะซง่ึ จติ หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ จติ
หายใจออก”;
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิตให้
ปราโมทยย์ ง่ิ หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ จติ ใหป้ ราโมทยย์ ง่ิ
หายใจออก”;
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิตให้
ตง้ั มน่ั หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ จติ ใหต้ ง้ั มน่ั หายใจออก”;
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิตให้
ปล่อยอยู่ หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิตให้ปล่อยอยู่
หายใจออก”;
ภิกษทุ งั้ หลาย ! สมยั นน้ั ภกิ ษนุ น้ั ชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็
จติ ในจติ อยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มสี มั ปชญั ญะ
มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและโทมนัสในโลกออกเสยี ได.้
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! เราไมก่ ลา่ วอานาปานสติ วา่ เปน็
สง่ิ ทม่ี ไี ดแ้ กบ่ คุ คลผมู้ สี ตอิ นั ลมื หลงแลว้ ไมม่ สี มั ปชญั ญะ.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 4​ 5

ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เพราะเหตนุ น้ั ในเรอ่ื งน้ี ภกิ ษนุ น้ั
ย่อมช่ือว่าเป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ� มีความเพียร
เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำ�อภิชฌาและโทมนัส
ในโลกออกเสยี ได.้

ภิกษทุ ั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้เห็นซ่ึง
ความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ� หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็น
ผู้เหน็ ซ่งึ ความไมเ่ ท่ียงอย่เู ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้เห็นซ่ึง
ความจางคลายอยู่เปน็ ประจ�ำ หายใจเขา้ ”, ว่า “เราเปน็
ผ้เู ห็นซึง่ ความจางคลายอยเู่ ปน็ ประจำ� หายใจออก”;
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้เห็นซ่ึง
ความดบั ไมเ่ หลอื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจเขา้ ”, วา่ “เราเปน็
ผเู้ ห็นซึง่ ความดับไม่เหลืออย่เู ป็นประจ�ำ หายใจออก”;
ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้เห็นซึ่ง
ความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ� หายใจเข้า”, ว่า “เราเป็น
ผเู้ หน็ ซึ่งความสลัดคนื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก”;

4​ 6 พุทธวจน

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สมัยนั้น ภิกษุน้ันช่ือว่า เป็นผู้
เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ� มีความเพียร
เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำ�อภิชฌาและโทมนัส
ในโลกออกเสียได้.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษนุ น้ั เปน็ ผเู้ ขา้ ไปเพง่ เฉพาะ
เป็นอย่างดีแล้ว  เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและ
โทมนัสทัง้ หลายของเธอนั้นดว้ ยปัญญา.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพราะเหตนุ น้ั ในเรอ่ื งน้ี ภกิ ษนุ น้ั
ย่อมช่ือว่าเป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ�
มีความเพยี รเผากิเลส มีสัมปชญั ญะ มีสติ นำ�อภิชฌาและ
โทมนัสในโลกออกเสยี ได้.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! อานาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ แลว้
ทำ�ให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำ�สติปัฏฐานทั้ง ๔
ใหบ้ รบิ รู ณไ์ ด้.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 4​ 7

สติปฏั ฐานบริบูรณ์
ย่อมท�ำโพชฌงคใ์ หบ้ รบิ ูรณ์

ภิกษุท้งั หลาย ! ก็สติปัฏฐานท้ัง ๔ อันบุคคล
เจรญิ แล้ว ท�ำ ให้มากแล้วอยา่ งไรเลา่ จงึ ท�ำ โพชฌงคท์ งั้ ๗
ใหบ้ ริบูรณ์ได้ ?

ภกิ ษุทั้งหลาย ! สมยั ใดภกิ ษเุ ปน็ ผเู้ หน็ กายในกาย
อยู่เป็นประจำ�ก็ดี; เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
อยู่เป็นประจำ�ก็ดี; เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ�ก็ดี;
เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมท้ังหลายอยู่เป็นประจำ�ก็ดี; มี
ความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ น�ำ อภชิ ฌาและ
โทมนสั ในโลกออกเสยี ได;้ สมยั นน้ั สตทิ ภ่ี กิ ษเุ ขา้ ไปตง้ั ไวแ้ ลว้
ก็เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สมัยใด สตขิ องภิกษุผู้เข้าไปตั้ง
ไวแ้ ลว้ เปน็ ธรรมชาตไิ มล่ มื หลง, สมยั นนั้ สตสิ มั โพชฌงค์
ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว; สมัยนั้นภิกษุช่ือว่า
ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์; สมัยนั้นสติสัมโพชฌงค์ของ
ภิกษุนั้น ช่ือว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ; ภิกษุนั้น

4​ 8 พุทธวจน

เมอ่ื เปน็ ผมู้ สี ตเิ ชน่ นน้ั อยู่ ชอ่ื วา่ ยอ่ มท�ำ การเลอื ก ยอ่ มท�ำ
การเฟน้ ยอ่ มท�ำ การใครค่ รวญ ซง่ึ ธรรมนนั้ ดว้ ยปญั ญา.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย !  สมยั ใด ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ สี ตเิ ชน่ นน้ั อยู่
ท�ำ การเลอื กเฟน้ ใครค่ รวญธรรมนน้ั อยดู่ ว้ ยปญั ญา, สมยั นน้ั
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว,
สมยั นน้ั ภกิ ษชุ อ่ื วา่ ยอ่ มเจรญิ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค,์ สมยั นน้ั
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่ง
การเจรญิ . ภกิ ษนุ น้ั เมอ่ื เลอื กเฟน้ ใครค่ รวญอยซู่ ง่ึ ธรรม
นน้ั ด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน ชื่อว่าเป็น
ธรรมอนั ภกิ ษุนนั้ ปรารภแล้ว.

ภิกษทุ ง้ั หลาย !  สมัยใด ความเพยี รไม่ย่อหย่อน
อันภิกษุผู้เลือกเฟ้น ใคร่ครวญในธรรมนั้นด้วยปัญญา,
สมยั นนั้ วริ ยิ สมั โพชฌงค์ กเ็ ปน็ อนั วา่ ภกิ ษนุ น้ั ปรารภแลว้ ,
สมัยนั้นภิกษุช่ือว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์, สมัยน้ัน
วริ ยิ สมั โพชฌงคข์ องภกิ ษชุ อ่ื วา่ ถงึ ความเตม็ รอบแหง่ การเจรญิ .
ภกิ ษนุ น้ั เมอ่ื มคี วามเพยี รอนั ปรารภแลว้ ปตี อิ นั เปน็ นริ ามสิ
กเ็ กดิ ขน้ึ .

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 4​ 9

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สมยั ใด ปตี อิ นั เปน็ นริ ามสิ เกดิ ขน้ึ
แกภ่ กิ ษผุ มู้ คี วามเพยี รอนั ปรารภแลว้ , สมยั นน้ั ปตี สิ มั โพชฌงค์
ก็เปน็ อันวา่ ภิกษุน้นั ปรารภแลว้ , สมยั นัน้ ภิกษุชอื่ ว่าย่อม
เจริญปตี สิ มั โพชฌงค์, สมัยนน้ั ปีตสิ ัมโพชฌงค์ของภิกษุ
ชือ่ ว่าถงึ ความเต็มรอบแห่งการเจรญิ . ภกิ ษุนั้น เมื่อมีใจ
ประกอบดว้ ยปตี ิ แม้กายก็รำ�งบั แมจ้ ิตกร็ �ำ งับ.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สมัยใด ทั้งกายและท้ังจิต
ของภิกษุผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมรำ�งับ, สมัยนั้น
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุน้ันปรารภแล้ว,
สมยั นน้ั ภกิ ษชุ อ่ื วา่ ยอ่ มเจรญิ ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงค,์ สมยั นน้ั
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุช่ือว่าถึงความเต็มรอบแห่ง
การเจรญิ . ภกิ ษนุ น้ั เมอ่ื มกี ายอนั ร�ำ งบั แลว้ มคี วามสขุ อยู่
จติ ยอ่ มตง้ั มน่ั .

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกาย
อันร�ำ งับแลว้ มีความสุขอยู่ ยอ่ มตง้ั มั่น, สมัยนนั้ สมาธ-ิ
สัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว, สมัยนั้น
ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์, สมัยน้ันสมาธิ-
สมั โพชฌงคข์ องภกิ ษชุ อ่ื วา่ ถงึ ความเตม็ รอบแหง่ การเจรญิ .

5​ 0 พุทธวจน

ภกิ ษนุ น้ั ยอ่ มเปน็ ผเู้ ขา้ ไปเพง่ เฉพาะซง่ึ จติ อนั ตง้ั มน่ั แลว้
อยา่ งน้ันเป็นอยา่ งดี.

ภิกษุทั้งหลาย !  สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่ง
เฉพาะซ่ึงจิตอนั ตงั้ ม่ันแล้วอย่างน้ัน เปน็ อย่างด,ี สมยั น้นั
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุน้ันปรารภแล้ว,
สมยั นน้ั ภกิ ษชุ อ่ื วา่ ยอ่ มเจรญิ อเุ บกขาสมั โพชฌงค,์ สมยั นน้ั
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่ง
การเจริญ.

ภิกษุทั้งหลาย !  สติปัฏฐานท้ัง ๔ อันบุคคล
เจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ ากแลว้ อยา่ งนแ้ี ล ยอ่ มท�ำ โพชฌงคท์ ง้ั ๗
ใหบ้ ริบรู ณไ์ ด้.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 5​ 1

โพชฌงค์บรบิ ูรณ์
ยอ่ มท�ำวชิ ชาและวมิ ตุ ติใหบ้ ริบูรณ์

ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! โพชฌงคท์ ง้ั ๗ อนั บคุ คลเจรญิ แลว้
ทำ�ให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงจะทำ�วิชชาและวิมุตติให้
บรบิ รู ณไ์ ด้ ?

ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ภิกษใุ นกรณีนี้
ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อนั อาศยั วิราคะ (ความจางคลาย) อนั อาศัยนโิ รธ (ความดบั )
อันน้อมไปเพอ่ื โวสสัคคะ (ความสละ, ความปล่อย);
ยอ่ มเจรญิ ธัมมวจิ ยสมั โพชฌงค์ อนั อาศัยวิเวก
อันอาศยั วิราคะ อนั อาศัยนิโรธ อนั น้อมไปเพื่อโวสสคั คะ;
ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อันอาศัยวิราคะ อนั อาศัยนโิ รธ อันน้อมไปเพ่ือโวสสคั คะ;
ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อนั อาศยั วริ าคะ อนั อาศยั นโิ รธ อันน้อมไปเพอื่ โวสสคั คะ;

5​ 2 พุทธวจน

ย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อันอาศัยวิราคะ อนั อาศัยนโิ รธ อนั นอ้ มไปเพ่ือโวสสัคคะ;

ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อนั อาศยั วริ าคะ อนั อาศัยนโิ รธ อนั น้อมไปเพอ่ื โวสสัคคะ;

ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนโิ รธ อันน้อมไปเพือ่ โวสสัคคะ;

ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! โพชฌงคท์ ง้ั ๗ อนั บคุ คลเจรญิ แลว้
ทำ�ให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำ�วิชชาและวิมุตติให้
บริบรู ณไ์ ด้, ดงั น.้ี

มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๒๔/๑๔๐๒-๑๔๐๓.

(หมายเหตผุ รู้ วบรวม : พระสตู รทที่ รงตรสั เหมอื นกนั กบั พระสตู รขา้ งบนน้ี
ยงั มอี กี คอื ปฐมอานนั ทสตู ร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๑๗-๔๒๓/๑๓๘๑-๑๓๙๘.
ทตุ ยิ อานนั ทสตู ร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๒๓-๔๒๔/๑๓๙๙-๑๔๐๑. ทตุ ยิ ภกิ ขสุ ตู ร
มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒๕/๑๔๐๔-๑๔๐๕.).

ปฏปิ ทาเปน ท่ีสบายแกก ารบรรลุ
“นพิ พาน”

5​ 4 พุทธวจน

๑๒
ปฏปิ ทาเปน็ ท่ีสบาย
แกก่ ารบรรลนุ ิพพาน

(นยั ที่ ๑)

ภิกษุทง้ั หลาย ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นท่ี
สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง
จงท�ำ ในใจให้ดี เราจกั กล่าว.

ภิกษทุ ั้งหลาย ! ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การ
บรรลุนพิ พานนนั้ เปน็ อย่างไรเลา่ ?

ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ภิกษุในกรณีน้ี
ย่อมเหน็ ซึ่ง จกั ษุ ว่า ไม่เทย่ี ง;
ยอ่ มเหน็ ซึ่ง รูปทง้ั หลาย วา่ ไม่เทย่ี ง;
ย่อมเหน็ ซง่ึ จักขวุ ญิ ญาณ วา่ ไม่เท่ียง;
ย่อมเห็นซงึ่ จักขุสมั ผสั วา่ ไมเ่ ท่ยี ง;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 5​ 5

ย่อมเห็นซ่ึง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ
เปน็ อทกุ ขมสขุ (ไมท่ กุ ขไ์ มส่ ขุ ) ทเ่ี กดิ ขนึ้ เพราะจกั ขสุ มั ผสั
เปน็ ปจั จยั วา่ ไมเ่ ทยี่ ง.

(ในกรณแี ห่ง โสตะ (หู) ฆานะ (จมกู ) ชวิ หา (ลิ้น)
กายะ (กาย) และมนะ (ใจ) ก็ไดต้ รัสต่อไปด้วยข้อความอย่าง
เดยี วกนั ทกุ ตวั อักษร ตา่ งกนั แต่ชอ่ื เท่าน้นั ).

ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! น้ีแล คือปฏิปทาเป็นที่สบาย
แกก่ ารบรรลนุ พิ พาน นัน้ .

สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๗/๒๓๒.

5​ 6 พุทธวจน

๑๓
ปฏปิ ทาเปน็ ที่สบาย
แกก่ ารบรรลุนิพพาน

(นยั ที่ ๒)

ภกิ ษุท้งั หลาย ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่
สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง
จงท�ำ ในใจให้ดี เราจกั กลา่ ว.

ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การ
บรรลุนพิ พานน้ัน เปน็ อย่างไรเล่า ?

ภิกษุท้งั หลาย ! ภกิ ษใุ นกรณนี ี้
ย่อมเหน็ ซ่ึง จักษุ วา่ เปน็ ทกุ ข์;
ยอ่ มเห็นซ่งึ รปู ท้งั หลาย วา่ เปน็ ทุกข;์
ย่อมเหน็ ซงึ่ จกั ขวุ ิญญาณ วา่ เปน็ ทุกข;์
ย่อมเห็นซง่ึ จกั ขสุ มั ผสั วา่ เป็นทุกข์;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 5​ 7

ย่อมเห็นซ่ึง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ
เปน็ อทกุ ขมสขุ (ไมท่ กุ ขไ์ มส่ ขุ ) ทเี่ กดิ ขน้ึ เพราะจกั ขสุ มั ผสั
เป็นปัจจยั ว่า เป็นทุกข.์

(ในกรณแี ห่ง โสตะ (หู) ฆานะ (จมกู ) ชิวหา (ล้ิน)
กายะ (กาย) และมนะ (ใจ)กไ็ ดต้ รสั ตอ่ ไปดว้ ยขอ้ ความอยา่ งเดยี วกนั
ทกุ ตวั อักษร ต่างกนั แต่ชือ่ เทา่ นัน้ ).

ภิกษทุ ั้งหลาย ! นี้แล คือปฏิปทาเป็นที่สบาย
แก่การบรรลนุ พิ พาน น้นั .

สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๘/๒๓๓.

5​ 8 พุทธวจน

๑๔
ปฏปิ ทาเป็นท่ีสบาย
แก่การบรรลนุ พิ พาน

(นัยท่ี ๓)

ภกิ ษุทัง้ หลาย ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่
สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง
จงท�ำ ในใจใหด้ ี เราจกั กล่าว.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การ
บรรลุนิพพานนน้ั เป็นอย่างไรเล่า ?

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษุในกรณีน้ี
ยอ่ มเหน็ ซง่ึ จักษุ วา่ เปน็ อนตั ตา;
ย่อมเหน็ ซงึ่ รปู ทงั้ หลาย ว่า เป็นอนัตตา;
ย่อมเห็นซ่งึ จักขวุ ญิ ญาณ ว่า เปน็ อนัตตา;
ยอ่ มเห็นซึ่ง จกั ขุสัมผัส วา่ เป็นอนัตตา;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 5​ 9

ย่อมเห็นซ่ึง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ
เปน็ อทกุ ขมสขุ (ไมท่ กุ ขไ์ มส่ ขุ ) ทเ่ี กดิ ขนึ้ เพราะจกั ขสุ มั ผสั
เปน็ ปัจจัย ว่า เปน็ อนตั ตา.

(ในกรณแี หง่ โสตะ (ห)ู ฆานะ (จมกู ) ชิวหา (ลน้ิ )
กายะ (กาย) และมนะ (ใจ)กไ็ ดต้ รสั ตอ่ ไปดว้ ยขอ้ ความอยา่ งเดยี วกนั
ทกุ ตัวอักษร ตา่ งกันแต่ชอ่ื เทา่ นั้น).

ภิกษุท้ังหลาย ! น้ีแล คือปฏิปทาเป็นท่ีสบาย
แก่การบรรลนุ พิ พาน นน้ั .

สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๘/๒๓๔.

6​ 0 พุทธวจน

๑๕
ปฏิปทาเปน็ ทส่ี บาย
แก่การบรรลุนิพพาน

(นยั ท่ี ๔)

ภิกษทุ ั้งหลาย ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่
สบายแก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง
จงท�ำ ในใจใหด้ ี เราจักกล่าว.

ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ปฏิปทาเป็นท่ีสบายแก่การ
บรรลนุ พิ พานน้นั เป็นอยา่ งไรเล่า ?

ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! พวกเธอจะสำ�คัญความข้อนี้
วา่ อยา่ งไร : จกั ษเุ ท่ยี งหรือไม่เท่ียง ?

“ไมเ่ ทย่ี ง พระเจ้าขา้ !”.

ส่งิ ใดไม่เที่ยง, สิง่ นนั้ เปน็ ทกุ ข์หรอื สุขเล่า ?

“เปน็ ทกุ ข์ พระเจ้าขา้ !”.

สง่ิ ใดไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ มคี วามแปรปรวนไปเปน็
ธรรมดา, ควรหรอื หนอทจ่ี ะตามเหน็ สง่ิ นน้ั วา่ “นน่ั ของเรา
(เอตํ มม), นน่ั เปน็ เรา (เอโสหมสมฺ )ิ , นน่ั เปน็ อตั ตาของเรา
(เอโส เม อตตฺ า)” ดงั น้ี ?

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 6​ 1

“ไม่ควรตามเห็นอย่างน้ัน พระเจ้าขา้ !”.
(ต่อไป ได้ตรสั ถามและภกิ ษตุ อบ เกี่ยวกบั รูป...จักข-ุ
วญิ ญาณ...จกั ขสุ มั ผสั ...จกั ขสุ มั ผสั สชาเวทนา, ซงึ่ มขี อ้ ความอยา่ ง
เดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุน้ันทุกประการ ต่างกันแต่ช่ือเท่าน้ัน
เ มื่ อ ต รั ส ข้ อ ค ว า ม ใ น ก ร ณี แ ห่ ง อ า ย ต นิ ก ธ ร ร ม ห ม ว ด จั ก ษุ
จบลงดงั นแ้ี ลว้ ไดต้ รสั ขอ้ ความในกรณแี หง่ อายตนกิ ธรรมหมวด
โสตะ หมวดฆานะ หมวดชิวหา หมวดกายะ และหมวดมนะ
ต่อไปอีก ซ่ึงมีข้อความท่ีตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่ง
อายตนกิ ธรรมหมวดจกั ษนุ นั้ ทกุ ประการ ตา่ งกนั แตเ่ พยี งชอื่ เทา่ นน้ั
ผศู้ กึ ษาพึงเทยี บเคยี งได้เอง).

ภกิ ษุท้งั หลาย ! อรยิ สาวกผมู้ กี ารสดบั เมอ่ื เหน็ อยู่
อยา่ งนี้

ย่อมเบอ่ื หนา่ ยแม้ใน จกั ษุ;
ยอ่ มเบอื่ หนา่ ยแมใ้ น รูป;
ย่อมเบอ่ื หน่ายแมใ้ น จักขวุ ญิ ญาณ;
ยอ่ มเบอ่ื หน่ายแม้ใน จกั ขุสมั ผัส;
ย่อมเบ่ือหน่ายใน เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์
หรือเป็นอทุกขมสุข (ไม่ทุกข์ไม่สุข) ท่ีเกิดข้ึนเพราะ
จกั ขสุ ัมผสั เปน็ ปจั จัย;

6​ 2 พุทธวจน

(ในกรณแี ห่งอายตนกิ ธรรมหมวดโสตะ ฆานะ ชวิ หา
กายะ มนะ กไ็ ด้ตรัสตอ่ ไปอีก โดยนัยอย่างเดยี วกนั กบั กรณีแห่ง
อายตนิกธรรมหมวดจักษนุ ้ี);

เม่อื เบื่อหน่าย ยอ่ ม คลายกำ�หนดั ;
เพราะคลายกำ�หนัด ยอ่ ม หลดุ พ้น;
เมอ่ื หลดุ พน้ แลว้ ยอ่ มมี ญาณหยง่ั รวู้ า่ หลดุ พน้ แลว้ .
อรยิ สาวกน้นั ย่อม รู้ชดั ว่า
“ชาตสิ ้ินแลว้ พรหมจรรยอ์ ยูจ่ บแล้ว
กิจที่ควรท�ำ ไดท้ ำ�สำ�เรจ็ แลว้
กจิ อน่ื ทจ่ี ะตอ้ งท�ำ เพอ่ื ความเปน็ อยา่ งน ้ี มไิ ดม้ อี กี ”.
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! น้ีแล คอื ปฏปิ ทาเป็นทส่ี บาย
แก่การบรรลนุ พิ พาน นั้น.

สฬา. ส.ํ ๑๘/๑๖๙/๒๓๕.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 6​ 3

๑๖
กระจายเสีย ซงึ่ ผสั สะ

ภิกษุท้งั หลาย !
วญิ ญาณย่อมมขี ึ้น เพราะอาศยั ธรรม ๒ อยา่ ง.

สองอย่างอะไรเล่า ? สองอย่างคือ :-

ภิกษทุ งั้ หลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง จักษุ ด้วย
ซึง่ รูปทง้ั หลาย ด้วย จักขวุ ญิ ญาณ จงึ เกดิ ขึ้น. จักษเุ ปน็
สง่ิ ทไ่ี มเ่ ทย่ี ง มคี วามแปรปรวน มคี วามเปน็ ไปโดยประการอน่ื ;
รปู ทง้ั หลายเปน็ สง่ิ ทไ่ี มเ่ ทย่ี ง มคี วามแปรปรวน มคี วามเปน็ ไป
โดยประการอื่น : ธรรมทั้งสอง (จักษุ+รูป) อย่างน้ีแล
เป็นส่ิงท่ีหว่ันไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความ
แปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น; จกั ขวุ ญิ ญาณ
เป็นส่ิงท่ีไม่เท่ียง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดย
ประการอน่ื ; เหตอุ นั ใดกต็ าม ปจั จยั อนั ใดกต็ าม เพอ่ื ความ
เกดิ ขน้ึ แหง่ จกั ขวุ ญิ ญาณ, แม้ เหตุ อนั นน้ั แม้ ปจั จยั อนั นน้ั

6​ 4 พุทธวจน

ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มคี วามเปน็ ไป
โดยประการอน่ื . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! จกั ขวุ ญิ ญาณเกดิ ขน้ึ แลว้
เพราะอาศยั ปจั จยั ทไ่ี มเ่ ทย่ี งดงั น้ี จกั ขวุ ญิ ญาณจกั เปน็ ของ
เทย่ี งมาแตไ่ หน.

ภิกษุทงั้ หลาย ! ความประจวบพร้อม ความ
ประชุมพร้อม ความมาพร้อมกันแห่งธรรมท้ังหลาย
(จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) ๓ อย่าง เหล่าน้ี อันใดแล;
ภิกษุท้ังหลาย ! อันน้ีเราเรียกว่า จักขุสัมผัส. ภิกษุ
ท้ังหลาย ! แม้ จักขุสัมผัส ก็เป็นสิ่งท่ีไม่เท่ียง มีความ
แปรปรวน มคี วามเปน็ ไปโดยประการอน่ื . เหตอุ นั ใดกต็ าม
ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดข้ึนแห่งจักขุสัมผัส,
แม้ เหตุ อันน้ัน แม้ ปัจจัย อันน้ัน ก็ล้วนเป็นส่ิงท่ี
ไมเ่ ทย่ี ง มคี วามแปรปรวน มคี วามเปน็ ไปโดยประการอน่ื .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! จกั ขสุ มั ผสั เกดิ ขน้ึ แลว้ เพราะอาศยั ปจั จยั
ทไ่ี มเ่ ทย่ี งดงั น้ี จกั ขสุ มั ผสั จกั เปน็ ของเทย่ี ง มาแตไ่ หน.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 6​ 5

ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! บคุ คลทผี่ สั สะกระทบแลว้ ยอ่ ม
ร้สู กึ (เวเทต)ิ , ผสั สะกระทบแล้วยอ่ ม คดิ (เจเตติ), ผสั สะ
กระทบแลว้ ยอ่ ม จ�ำ ไดห้ มายรู้ (สญชฺ านาต)ิ : แมธ้ รรมทง้ั หลาย
(เวทนา, เจตนา, สญั ญา) อยา่ งนเ้ี หลา่ น้ี กล็ ว้ นเปน็ สง่ิ ทห่ี วน่ั ไหว
ดว้ ย อาพาธดว้ ย ไมเ่ ทย่ี ง มคี วามแปรปรวน มคี วามเปน็ ไป
โดยประการอน่ื ;

(ในกรณแี หง่ โสตวิญญาณก็ด,ี ฆานวญิ ญาณกด็ ี, ชิวหา-
วญิ ญาณกด็ ,ี กายวิญญาณก็ด,ี กม็ ีนัยเดยี วกนั ).

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซ่ึง มโนด้วย ซ่ึง
ธรรมารมณ์ท้ังหลายด้วย มโนวิญญาณ จึงเกิดขึ้น.
มโนเป็นสิ่งท่ีไม่เท่ียง มีความแปรปรวน มีความเป็นไป
โดยประการอ่ืน; ธรรมารมณ์ท้ังหลายเป็นสิ่งท่ีไม่เท่ียง
มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอ่ืน :
ธรรมทั้งสอง (มโน+ธรรมารมณ์) อย่างน้ีแล เป็นสิ่งที่
หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน
มีความเป็นไปโดยประการอ่นื ; มโนวิญญาณเป็นส่งิ ท่ี
ไมเ่ ทย่ี ง มคี วามแปรปรวน มคี วามเปน็ ไปโดยประการอน่ื ;

6​ 6 พุทธวจน

เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพ่ือความเกิดข้ึน
แห่งมโนวิญญาณ, แม้ เหตุ อันนั้น แม้ ปัจจัย อันน้ัน
ก็ล้วนเป็นส่ิงที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไป
โดยประการอน่ื . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! มโนวญิ ญาณเกดิ ขน้ึ แลว้
เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังน้ี มโนวิญญาณจักเป็น
ของเที่ยงมาแตไ่ หน.

ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ความประจวบพร้อม ความ
ประชุมพร้อม ความมาพร้อมกันแห่งธรรมท้ังหลาย
(มโน+ธรรมารมณ์+มโนวิญญาณ) ๓ อย่าง เหล่านี้
อนั ใดแล; ภกิ ษุท้งั หลาย ! อนั น้ีเราเรยี กว่า มโนสมั ผสั .
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! แมม้ โนสมั ผสั กเ็ ปน็ สง่ิ ทไี่ มเ่ ทย่ี ง มคี วาม
แปรปรวน มคี วามเปน็ ไปโดยประการอน่ื . เหตอุ นั ใดกต็ าม
ปจั จยั อนั ใดกต็ าม เพอ่ื ความเกดิ ขน้ึ แหง่ มโนสมั ผสั , แม้ เหตุ
อนั นั้น แม้ ปัจจยั อนั น้ัน ก็ลว้ นเป็นสง่ิ ที่ไมเ่ ที่ยง มีความ
แปรปรวน มคี วามเปน็ ไปโดยประการอน่ื . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
มโนสัมผัสเกิดข้ึนแล้ว เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้
มโนสมั ผัสจกั เปน็ ของเทีย่ งมาแต่ไหน.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 6​ 7

ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! บคุ คลทผ่ี สั สะกระทบแลว้ ยอ่ ม
รู้สึก  (เวเทติ),  ผัสสะกระทบแล้วย่อม  คิด  (เจเตติ),
ผัสสะกระทบแล้วย่อม  จำ�ได้หมายรู้  (สญฺชานาติ)  :  แม้
ธรรมทั้งหลาย (เวทนา, เจตนา, สัญญา) อย่างน้ีเหล่านี้
ก็ล้วนเป็นส่ิงที่หว่ันไหวด้วย  อาพาธด้วย  ไม่เที่ยง
มคี วามแปรปรวน  มคี วามเป็นไปโดยประการอื่น.

สฬา. ส.ํ ๑๘/๘๕/๑๒๔-๗.

6​ 8 พุทธวจน

๑๗
เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ดว้ ยวิธีลัด

ภกิ ษุท้งั หลาย !
เมอ่ื รเู้ ม่อื เหน็ อยู่ ซงึ่ จกั ษุ ตามที่เป็นจรงิ ;
เมอ่ื รเู้ ม่ือเห็นอยู่ ซง่ึ รปู ท้ังหลาย ตามท่เี ปน็ จรงิ ;
เมอ่ื รเู้ มอ่ื เหน็ อยู่ ซง่ึ จกั ขวุ ญิ ญาณ ตามทเี่ ปน็ จรงิ ;
เม่อื รเู้ มื่อเห็นอยู่ ซึ่ง จักขุสัมผสั ตามที่เป็นจรงิ ;
เมื่อรู้เม่ือเห็นอยู่ ซึ่ง เวทนา  อันเกิดข้ึนเพราะ
จกั ขสุ มั ผสั เปน็ ปจั จยั สขุ กต็ าม ทกุ ขก์ ต็ าม อทกุ ขมสขุ กต็ าม,
ตามท่ีเป็นจริง; บุคคล ย่อมไม่กำ�หนัดยินดี ในจักษุ,
ยอ่ มไมก่ �ำ หนดั ยินดี ในรูปทัง้ หลาย, ยอ่ มไม่ก�ำ หนัดยินดี
ในจักขุวิญญาณ, ย่อมไม่กำ�หนัดยินดี ในจักขุสัมผัส,
ยอ่ มไมก่ �ำ หนดั ยนิ ดี ในเวทนา อนั เกดิ ขน้ึ เพราะจกั ขสุ มั ผสั
เป็นปัจจัย  สขุ กต็ าม  ทกุ ขก์ ต็ าม  อทกุ ขมสขุ ก็ตาม.
เมื่อบุคคลน้ันไม่กำ�หนัดยินดีแล้ว ไม่ประกอบ
พร้อมแล้ว  ไม่หลงใหลแล้ว  มีปกติเห็นโทษอยู่;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 6​ 9

ปัญจุปาทานขันธ์ ย่อมถึงซ่ึงความไม่ก่อขึ้นอีกต่อไป
และ ตณั หา อนั เครอ่ื งนำ�มาซึ่งภพใหม่ ประกอบอยดู่ ว้ ย
ความกำ�หนัด ด้วยอำ�นาจแห่งความเพลิน ทำ�ให้เพลิน
อย่างย่ิงในอารมณ์นั้นๆ  ของบุคคลน้ัน  ย่อมละไป.
ความกระวนกระวาย ทางกายและทางจิต ก็ละไป;
ความแผดเผา ทางกายและทางจติ กล็ ะไป; ความเรา่ รอ้ น
ทางกายและทางจิต กล็ ะไป; บคุ คลนัน้ ย่อมเสวยความสุข
ทงั้ ทางกายและทางจติ

ทฏิ ฐขิ องผ้รู ผู้ เู้ หน็ อยู่เช่นนน้ั เปน็ สัมมาทฏิ ฐิ
ความด�ำ ริของผู้รูผ้ เู้ ห็นอยูเ่ ชน่ นนั้
เปน็ สมั มาสังกปั ปะ,
ความเพยี รของผูร้ ู้ผูเ้ หน็ อยเู่ ชน่ นั้น
เป็น สมั มาวายามะ,
สตขิ องผูร้ ู้ผ้เู ห็นอยเู่ ช่นนน้ั เปน็ สัมมาสติ,
สมาธขิ องผูร้ ผู้ ู้เห็นอยเู่ ช่นนน้ั เป็น สัมมาสมาธิ.
สว่ น กายกรรม วจีกรรม และอาชวี ะ ของเขา

7​ 0 พุทธวจน

บรสิ ทุ ธม์ิ าแลว้ แตเ่ ดมิ ; (ดงั นน้ั เปน็ อนั วา่ สมั มากมั มนั ตะ
สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ มีอยู่แล้วอย่างเต็มที่ ในบุคคล
ผ้รู อู้ ยผู่ ูเ้ หน็ อยเู่ ช่นนั้น).

ดว้ ยอาการอยา่ งน้ี เปน็ อนั ว่า
อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์ ๘) แห่ง
บุคคลผู้รู้ผู้อยู่เห็นอยู่เช่นนั้น ย่อมถึงซึ่งความบริบูรณ์
แหง่ ภาวนา ดว้ ยอาการอย่างนี.้
เมื่อเขาทำ�อริยอัฏฐังคิกมรรคให้เจริญอยู่
อย่างนี้ สติปฏั ฐานส่ี ... สมั มัปปธานสี่ ... อิทธบิ าทสี่ ...
อินทรยี ์ห้า ... พละหา้ ... โพชฌงค์เจ็ด ... ยอ่ มถงึ ความ
งอกงามบริบูรณ์ได้แท้. ธรรมสองอย่างของเขาคือ
สมถะและวปิ สั สนา ชื่อวา่ เข้าคู่กันไดอ้ ยา่ งแนน่ แฟ้น...

(ในกรณีแห่ง โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น)
กายะ (กาย) และมนะ (ใจ) กไ็ ดต้ รสั ตอ่ ไปดว้ ยขอ้ ความอยา่ งเดยี วกนั ).

อปุ ริ. ม. ๑๔/๕๒๒–๕๒๕/๘๒๘–๘๓๐.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 7​ 1

๑๘
เมอ่ื ไม่มมี า ไม่มีไป
ยอ่ มไมม่ เี กิด และไม่มดี บั

พระผมู้ ีพระภาคเจ้า ไดท้ รงชกั ชวนภกิ ษทุ ง้ั หลาย
ด้วยธัมมิกถาอันเนื่องเฉพาะด้วยนิพพาน, ได้ทรงเห็นว่า
ภกิ ษทุ ง้ั หลายสนใจฟงั อยา่ งยง่ิ จงึ ไดต้ รสั พระพทุ ธอทุ านนข้ี น้ึ
ในเวลานนั้ วา่ :-

ความหว่นั ไหว ย่อมมี
แก่บุคคลผอู้ ันตัณหาและทฏิ ฐิอาศยั แลว้

(นสิ สฺ ติ สสฺ จลิตํ)

ความหว่นั ไหว ยอ่ มไมม่ ี
แกบ่ คุ คลผ้อู นั ตณั หาและทิฏฐไิ มอ่ าศัยแล้ว

(อนสิ สฺ ิตสสฺ จลติ ํ นตฺถ)ิ

เม่อื ความหวั่นไหวไม่ม,ี ปสั สทั ธิยอ่ มมี

(จลเิ ต อสติ ปสสฺ ทธฺ ิ)

7​ 2 พุทธวจน

เมื่อปสั สทั ธิมี, นติ (ความน้อมไป) ย่อมไมม่ ี

(ปสฺสทฺธิยา สติ นติ น โหติ)

เมอื่ นตไิ ม่มี, อาคตคิ ติ (การมาและการไป) ย่อมไม่มี

(นติยา อสติ อาคติคติ น โหต)ิ

เม่อื อาคติคติไม่มี,
จตุ ปู ปาตะ (การเคลอ่ื นและการเกิดข้ึน) ยอ่ มไมม่ ี

(อาคติคตยิ า อสติ จุตปู ปาโต น โหติ)

เมอื่ จตุ ปู ปาตะไม่มี, อะไรๆ ก็ไม่มใี นโลกน้ี
ไม่มีในโลกอืน่ ไมม่ ใี นระหว่างแหง่ โลกทั้งสอง

(จุตปู ปาเต อสติ เนวิธ น หุรํ น อภุ ยมนตฺ เร)

นั่นแหละ คือทสี่ ุดแห่งทุกขล์ ะ.

(เอเสวนฺโต ทกุ ขฺ สฺส)

อุ. ข.ุ ๒๕/๒๐๘/๑๖๑.

สกั แตวา...

7​ 4 พุทธวจน

๑๙
สักแต่วา่ ...

(นยั ท่ี ๑)

พาหยิ ะ ! เมอ่ื ใดเธอ
เหน็ รปู แล้ว สักว่าเหน็ ,
ได้ฟงั เสียงแล้ว สักว่าฟงั ,
ไดก้ ลิน่ , ลมิ้ รส, สมั ผัสทางผิวกาย,
กส็ กั วา่ ดม, ลิ้ม, สัมผสั ,
ไดร้ ู้แจง้ ธรรมารมณ์ กส็ ักว่าไดร้ ูแ้ จ้งแลว้ ;

เมอ่ื นน้ั “เธอ” จักไม่ม.ี
เมื่อใด “เธอ” ไมม่ ี;
เม่อื นนั้ เธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้,
ไมป่ รากฏในโลกอื่น,
ไมป่ รากฏในระหวา่ งแห่งโลกทัง้ สอง :
นนั่ แหละ คือทีส่ ดุ แห่งทกุ ขล์ ะ.

อุ. ข.ุ ๒๕/๘๓-๘๔/๔๙.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 7​ 5

๒๐
สกั แตว่ า่ ...

(นยั ที่ ๒)

“ข้าแต่พระองค์เจริญ ! ข้าพระองค์เป็นคนชรา เป็น
คนแก่คนเฒ่ามานานผ่านวัยมาตามลำ�ดับ. ขอพระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมโดยย่อ ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมโดยย่อ
ในลักษณะท่ีข้าพระองค์จะพึงรู้ทั่วถึงเน้ือความแห่งภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ในลักษณะท่ีข้าพระองค์จะพึงเป็นทายาท
แหง่ ภาษิตของพระผูม้ พี ระภาคเจา้ เถดิ พระเจ้าขา้ !”.

มาลุงก๎ยบุตร ! ท่านจะสำ�คัญความข้อนี้ว่า
อยา่ งไร คือ รปู ทั้งหลาย อนั รู้สกึ กนั ได้ทางตา เปน็ รปู ที่
ทา่ นไมไ่ ดเ้ หน็ ไมเ่ คยเหน็ ทท่ี า่ นก�ำ ลงั เหน็ อยกู่ ไ็ มม่ ี ทที่ า่ น
คิดว่าท่านควรจะได้เห็นก็ไม่มี ดังนี้แล้ว ความพอใจก็ดี
ความก�ำ หนดั กด็ ี ความรกั กด็ ี ในรปู เหลา่ นน้ั ยอ่ มมแี กท่ า่ น
หรือ ?

“ขอ้ นนั้ หามไิ ด้พระเจา้ ข้า !”.
(ตอ่ ไปน้ีไดม้ กี ารตรสั ถามและการทลู ตอบในท�ำ นองเดยี วกนั น้ี
ทกุ ตวั อกั ษร ผดิ กนั แตช่ อื่ ของสง่ิ ทนี่ �ำ มากลา่ ว คอื ในกรณแี หง่ เสยี ง
อันรู้สึกกันได้ทางหู ในกรณีแห่ง กล่ินอันรู้สึกกันได้ทางจมูก

7​ 6 พุทธวจน

ในกรณแี หง่ รสอันรสู้ กึ กันได้ทางลนิ้ ในกรณแี ห่ง โผฏฐัพพะอนั
รสู้ กึ กนั ไดท้ างผวิ กาย และในกรณแี หง่ ธรรมารมณอ์ นั รสู้ กึ กนั ได้
ทางใจ).

มาลุงก๎ยบุตร ! ในบรรดาส่ิงที่ท่าน พึงเห็น
พงึ ฟัง  พึงรูส้ กึ   พึงรู้แจ้งเหลา่ นนั้ ;

ใน สง่ิ ทท่ี า่ นเหน็ แลว้ จกั เปน็ แตเ่ พยี งสกั วา่ เหน็ ;
ใน สง่ิ ทท่ี า่ นฟงั แลว้ จกั เปน็ แตเ่ พยี งสกั วา่ ไดย้ นิ ;
ใน สิ่งทีท่ ่านรูส้ ึกแลว้ (ทางจมูก, ล้นิ , กาย)
จกั เป็นแตเ่ พียงสักว่ารูส้ กึ ;
ใน สงิ่ ที่ท่านร้แู จง้ แลว้ (ทางวิญญาณ)
กจ็ ักเป็นแต่เพียงสกั ว่ารแู้ จง้ .
มาลุงกย๎ บุตร ! เมอ่ื ใดแล ในบรรดาธรรมเหลา่ นน้ั :
เมอ่ื สิ่งท่เี หน็ แล้ว สกั วา่ เหน็ , สง่ิ ที่ฟงั แลว้ สักว่าได้ยิน,
สิ่งที่รู้สึกแล้ว สักว่ารู้สึก, สิ่งที่รู้แจ้งแล้ว สักว่ารู้แจ้ง,
ดงั นีแ้ ล้ว;
มาลุงก๎ยบุตร ! เม่ือนั้น ตัวท่านย่อมไม่มี
เพราะเหตนุ ั้น;

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 7​ 7

มาลุงก๎ยบุตร ! เม่ือใดตัวท่านไม่มีเพราะ
เหตุน้นั , เมือ่ นั้น ตัวท่านก็ไม่มีในทนี่ ั้นๆ;

มาลุงกย๎ บตุ ร ! เมือ่ ใดตัวท่านไมม่ ีในท่ีนั้นๆ,
เม่ือน้ันตัวท่านก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น
ไมม่ ใี นระหว่างโลกท้ังสอง :
น่นั แหละ คือทส่ี ดุ แห่งความทกุ ข์ ดังน.้ี

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความ
แห่งภาษิตอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ ได้โดยพิสดาร
ดงั ต่อไปนี้ :-

เหน็ รปู แลว้ สตหิ ลงลมื ท�ำ ในใจซง่ึ รปู นมิ ติ วา่
นา่ รกั มจี ติ กำ�หนัดแกก่ ลา้ แลว้ เสวยอารมณ์น้นั อยู่
ความสยบมวั เมายอ่ มครอบง�ำ บคุ คลนน้ั . เวทนาอนั
เกิดจากรูปเป็นอเนกประการ ย่อมเจริญแก่เขานั้น.
อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเข้าไปกลุ้มรุมจิตของเขา.
เมอ่ื สะสมทกุ ขอ์ ยอู่ ยา่ งน้ี ทา่ นกลา่ ววา่ ยงั ไกลจากนพิ พาน.

(ในกรณีแห่งการฟังเสียง ดมกล่ิน ลิ้มรส ถูกต้อง
โผฏฐัพพะด้วยกาย รสู้ กึ ธรรมารมณ์ด้วยใจ กม็ ขี อ้ ความทกี่ ล่าวไว้
อย่างเดยี วกัน).

7​ 8 พุทธวจน

บคุ คลนน้ั ไมก่ �ำ หนดั ในรปู ทง้ั หลาย เหน็ รปู แลว้
มีสติเฉพาะ มีจิตไม่กำ�หนัดเสวยอารมณ์อยู่ ความ
สยบมวั เมายอ่ มไมค่ รอบง�ำ บคุ คลนน้ั . เมอ่ื เขาเหน็ อยู่
ซ่ึงรปู ตามท่เี ป็นจรงิ เสวยเวทนาอยู่ ทุกขก์ ็ส้ินไปๆ
ไมเ่ พม่ิ พนู ขน้ึ เขามสี ตปิ ระพฤตอิ ยดู่ ว้ ยอาการอยา่ งน,้ี
เม่ือไมส่ ะสมทุกขอ์ ยู่อย่างน้ี ทา่ นกลา่ วว่าอย่ใู กล้ตอ่
นพิ พาน.

(ในกรณีแห่งการฟังเสียง ดมกล่ิน ลิ้มรส ถูกต้อง
โผฏฐพั พะดว้ ยกาย ร้สู กึ ธรรมารมณ์ด้วยใจ กม็ ีขอ้ ความท่ีกล่าวไว้
อยา่ งเดยี วกัน).

“ข้าแตพ่ ระองคผ์ ู้เจริญ ! ขา้ พระองคร์ ทู้ ว่ั ถึงเน้ือความ
แห่งภาษิตอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อน้ี ได้โดยพิสดาร
อย่างน้ี พระเจ้าข้า !”.

พระผู้มีพระภาค ทรงรับรองความข้อนั้น ว่า
เป็นการถูกต้อง. ท่านมาลุงก๎ยบุตรหลีกออกสู่ท่ีสงัด
กระท�ำ ความเพยี รไดเ้ ปน็ อรหันตอ์ งค์หนงึ่ ในศาสนาน้.ี

สฬา. สํ. ๑๘/๙๐-๙๕/๑๓๒-๑๓๙.

สตปิ ฏฐาน ๔

8​ 0 พุทธวจน

๒๑
มีสติ มสี มั ปชญั ญะ รอคอยการตาย

ภกิ ษทุ ั้งหลาย !
ภกิ ษุพงึ เปน็ ผูม้ ีสติ มีสมั ปชญั ญะ
เมอื่ รอคอยการทำ�กาละ :
นเ้ี ป็น อนสุ าสนขี องเราส�ำ หรบั พวกเธอทงั้ หลาย.

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษุ เปน็ ผมู้ สี ติ เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษใุ นกรณนี ้ี
เปน็ ผู้เหน็ กายในกายอยเู่ ปน็ ประจำ� มคี วามเพยี ร
เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำ�จัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกออกเสียได;้
เปน็ ผเู้ หน็ เวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ ...;
เป็นผู้เห็นจติ ในจติ อยเู่ ปน็ ประจ�ำ ...;
เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมท้ังหลายอยู่เป็นประจำ�
มีความเพยี รเผากิเลส มสี ัมปชญั ญะ มีสติ ก�ำ จดั อภชิ ฌา
และโทมนัสในโลกออกเสียได้. อย่างนแ้ี ล ภกิ ษุทงั้ หลาย !
เรียกว่า ภกิ ษเุ ปน็ ผู้มีสต.ิ

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 8​ 1

ภิกษุทั้งหลาย ! ภกิ ษุ เปน็ ผมู้ สี มั ปชญั ญะ เปน็
อย่างไรเลา่ ?

ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การ
ถอยกลบั ไปขา้ งหลงั , การแลดู การเหลยี วด,ู การคู้การเหยยี ด,
การทรงสงั ฆาฏิ บาตร จวี ร, การฉนั การดม่ื การเคย้ี ว การลม้ิ ,
การถา่ ยอจุ จาระ ปสั สาวะ, การไป การหยดุ , การนง่ั การนอน,
การหลบั การตน่ื , การพดู การนง่ิ . อยา่ งนแ้ี ล ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !
เรยี กว่า ภกิ ษุเป็นผู้มสี มั ปชัญญะ.

ภกิ ษุท้งั หลาย !
ภกิ ษุพงึ เป็นผมู้ สี ตมิ ีสัมปชัญญะ
เมอ่ื รอคอยการทำ�กาละ :
น้ีแล เป็นอนสุ าสนีของเราสำ�หรับพวกเธอทั้งหลาย.

ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ถา้ เมอ่ื ภกิ ษุ มสี ติ มสี มั ปชญั ญะ
ไมป่ ระมาท มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มตี นสง่ ไปแลว้ ในธรรม
อยูอ่ ย่างน,้ี สขุ เวทนา เกดิ ข้นึ ไซร;้ เธอย่อมรชู้ ัดอย่างนว้ี า่
“สขุ เวทนานี้เกิดขน้ึ แลว้ แก่เรา, แต่สุขเวทนานี้ อาศัยเหตุ
ปจั จยั จงึ เกดิ ขน้ึ ได้ ไมอ่ าศยั เหตปุ จั จยั แลว้ หาเกดิ ขน้ึ ไดไ้ ม.่

8​ 2 พุทธวจน

อาศยั เหตปุ จั จยั อะไรเลา่ ? อาศยั เหตปุ จั จยั คอื กายน้ี นน่ั เอง
ก็กายน้ี ไมเ่ ทยี่ ง มปี จั จัยปรงุ แต่ง อาศยั เหตุปจั จัยเกดิ ขึน้
สขุ เวทนาทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะอาศยั กาย ซง่ึ ไมเ่ ทย่ี ง มปี จั จยั ปรงุ แตง่
อาศัยเหตปุ จั จัยเกิดขน้ึ ดังนแี้ ลว้ จักเป็นสุขเวทนาที่เท่ยี ง
มาแตไ่ หน” ดงั น.้ี ภกิ ษนุ น้ั เปน็ ผตู้ ามเหน็ ความไมเ่ ทย่ี งอยู่
ตามเหน็ ความเสอ่ื ม ความจางคลายอยู่ ตามเหน็ ความดบั ไป
ความสลัดคืนอยู่ในกายและในสุขเวทนา. เมื่อเธอเป็นผู้
ตามเหน็ ความไมเ่ ทย่ี ง (เปน็ ตน้ ) อยใู่ นกายและในสขุ เวทนา
อยู่ดังน้ี, เธอย่อมละเสียได้ ซ่ึง ราคานุสัย ในกายและ
ในสขุ เวทนานั้น.

ภกิ ษุนน้ั ถา้ เสวย สุขเวทนา ก็รชู้ ดั ว่า “สขุ เวทนา
น้ัน เป็นของไม่เที่ยง, และเป็นเวทนาที่เรามิได้มัวเมา
เพลิดเพลินอยู่” ดังนี้. ถ้าเสวย ทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
“ทกุ ขเวทนานน้ั เปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง, และเปน็ เวทนาทเ่ี รามไิ ด้
มวั เมาเพลดิ เพลินอย่”ู ดงั นี้. ถา้ เสวย อทุกขมสขุ เวทนา
กร็ ชู้ ดั วา่ “อทกุ ขมสขุ เวทนานนั้ เปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง, และเปน็
เวทนาที่เรามิไดม้ วั เมาเพลิดเพลนิ อยู่” ดังนี้.

ฉบับ ๔ มรรควิธีที่ง่าย 8​ 3

ภกิ ษนุ น้ั ถา้ เสวย สขุ เวทนา กเ็ ปน็ ผปู้ ราศจากกเิ ลส
อนั เกดิ จากเวทนานน้ั เปน็ เครอ่ื งรอ้ ยรดั แลว้ เสวยเวทนานน้ั ;
ถ้าเสวย ทุกขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลสอันเกิดจาก
เวทนานน้ั เปน็ เครอ่ื งรอ้ ยรดั แลว้ เสวยเวทนานน้ั ; ถา้ เสวย
อทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลส อันเกิดจาก
เวทนานน้ั เปน็ เครอ่ื งรอ้ ยรดั แลว้ เสวยเวทนานน้ั . ภกิ ษนุ น้ั
เมื่อเสวย เวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่าเรา
เสวยเวทนาอนั มกี ายเป็นที่สุดรอบ; เม่ือเสวย เวทนาอนั
มีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีชีวิต
เป็นที่สุดรอบ. เธอย่อม รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันเรา
ไมเ่ พลดิ เพลนิ แลว้ จกั เปน็ ของเยน็ ในอตั ตภาพนน้ี น่ั เทยี ว
จนกระท่ังถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำ�ลาย
แห่งกาย ดงั น.ี้

ภิกษทุ งั้ หลาย ! เปรียบเหมือนประทีปนำ้�มัน
ไดอ้ าศัยน�ำ้ มันและไส้แลว้ ก็ลุกโพลงอยูไ่ ด,้ เมื่อขาดปัจจัย
เครอ่ื งหลอ่ เลย้ี ง เพราะขาดน�ำ้ มนั และไสน้ น้ั แลว้ ยอ่ มดบั ลง,
นฉ้ี นั ใด; ภกิ ษุท้งั หลาย ข้อน้กี ฉ็ ันนัน้ คือภิกษุ เมอ่ื เสวย

8​ 4 พุทธวจน

เวทนาอนั มีกายเป็นทส่ี ดุ รอบ, กร็ ชู้ ัดว่าเราเสวยเวทนาอัน
มีกายเป็นที่สุดรอบ ดังน้ี. เม่ือเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็น
ท่ีสุดรอบ ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นท่ีสุดรอบ
ดงั น.้ี (เปน็ อนั วา่ ) ภกิ ษนุ น้ั ยอ่ มรชู้ ดั วา่ เวทนาทง้ั ปวงอนั เรา
ไมเ่ พลดิ เพลนิ แล้ว จกั เปน็ ของเยน็ ในอัตตภาพน้ีน่นั เทียว
จนกระทั่งถึงท่ีสุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำ�ลาย
แห่งกาย ดงั น้.ี

สฬา. สํ. ๑๘/๒๖๐-๒๖๔/๓๗๔-๓๘๑.


Click to View FlipBook Version