The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wannisa16015157, 2022-03-12 21:57:14

รายงานวิจัยในชั้นเรียน

รายงานวิจัยในชั้นเรียน

รายงานวจิ ัยในช้นั เรียน
เรือ่ ง

การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน วิชาออกแบบและเทคโนโลยี เร่อื ง เทคโนโลยีเปลย่ี น
โลก โดยใช้หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book) สำหรบั นกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
โรงเรยี นวเิ ชยี รกลน่ิ สุคนธ์อปุ ถัมภ์ จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

นางสาววรรณนสิ า รนื่ แสง ผู้ทำวจิ ัย
รหสั ประจำตัวนักศกึ ษา 16015157
โปรแกรมวชิ า คอมพิวเตอรศ์ กึ ษา หมทู่ ี่1

รายงานวจิ ยั ฉบบั น้ีเป็นส่วนหนงึ่ ของการปฏบิ ัตกิ ารสอนในสถานศกึ ษา 2
โรงเรยี นวิเชยี รกล่ินสุคนธ์อุปถมั ภ์ อำเภอวังน้อย จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564



บทคดั ยอ่

นางสาววรรณนิสา รื่นแสง ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา
ออกแบบและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) สำหรับนักเรียน
ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นวเิ ชียรกลน่ิ สคุ นธอ์ ปุ ถัมภ์ จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
ส ำ ห ร ั บ น ั ก เ ร ี ย น ช ั ้ น ม ั ธ ย ม ศ ึ ก ษ า ป ี ท ี ่ 3 ใ ห ้ ม ี ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ ต า ม เ ก ณ ฑ ์ 80/80
2.เพื่อเปรียบเทียบผ ลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนก่อนและหลังเรี ยนนักเรียนท่ี มีต่อการเรียน
โดยใชห้ นงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-Book) เรอื่ ง เทคโนโลยีเปล่ยี นโลก สำหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2564 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 137 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive)
ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพเครื่องมือ เป็นนักเรียนโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 เป็นนักเรียนโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน
จำนวน 37 คน

เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการดำเนินการศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง เทคโนโลยี
เปลี่ยนโลก 2) หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เรือ่ ง เทคโนโลยเี ปล่ียนโลก 3) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี น 4) แบบวัดสถติ ิทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล ได้แก่ คา่ เฉลีย่ ร้อยละ ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และ
การทดสอบด้วยสถติ ิรอ้ ยละความกา้ วหนา้

ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เรื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมามีค่าเท่ากับ 90.72/93.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
มาตรฐาน 80/80 ทกี่ ำหนดไว้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน นักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เรื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียน
อเิ ล็กทรอนิกส์(E-Book) หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05



กติ ติกรรมประกาศ

งานวจิ ยั นี้ สำเรจ็ ลงอยา่ งดีดว้ ยความอนเุ คราะห์จากสถาศึกษา และบุคคลตา่ ง ๆ ดังน้ี
โรงเรียนวเิ ชียรกล่ินสุคนธ์อุปถมั ภ์ ได้ให้การสนับสนุนในการทำวิจยั ในคร้งั น้ี
อาจารยศ์ ักดา จันทราศรี อาจารยป์ ระจำสาขาวชิ าคอมพวิ เตอร์ศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา ท่ใี หค้ วามกรุณาเป็นที่ปรึกษาในงานวจิ ยั
และเปน็ ผูเ้ ชี่ยวชาญในการตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมอื ในการวิจยั
นางสาวเสาวรักษ์ ชนุ สนิท นางสาวรตั นาภรณ์ สขุ สงวน และ วา่ ท่ีรอ้ ยโทณัฐวฒุ ิ โนทะเวยี น
ท่ีให้ความกรณุ าเป็นท่ีปรกึ ษาในงานวจิ ยั และเป็นผเู้ ชีย่ วชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมือในการวจิ ัย
และขอขอบคุณเจ้าของเอกสารและแหลง่ สารสนเทศทัง้ หมด ทีไ่ ด้นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนางาน
วจิ ัยนี้

…………………………………………
(นางสาววรรณนิสา รนื่ แสง)
นกั ศึกษาฝึกประสบการณว์ ชิ าชีพครูชัน้ ปที ี่ 5
สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศกึ ษา คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา



สารบัญ

หนา้
บทคัดย่อ......................................................................................................................................................... ก
กิตตกิ รรมประกาศ .......................................................................................................................................... ข
สารบัญ ........................................................................................................................................................... ค
สารบญั ตาราง ................................................................................................................................................. ฉ
สารบญั ภาพ .................................................................................................................................................... ช
บทท่ี 1 บทนำ................................................................................................................................................ 8

ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา..............................................................................................................................8
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ....................................................................................................................................................9
ความสำคญั ของการวิจยั ......................................................................................................................................................9
สมมตฐิ าน............................................................................................................................................................................9
กรอบแนวคดิ การวิจยั ....................................................................................................................................................... 10
ขอบเขตของการวจิ ัย ........................................................................................................................................................ 10
นยิ ามคำศพั ทเ์ ฉพาะ......................................................................................................................................................... 11

บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง....................................................................................................... 13

สาระสำคญั ของหลกั สตู รแกนกลาง พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) กล่มุ สาระ การเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลย.ี ........................................................................................................................................................................ 13

หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาชนั้ พน้ื ฐาน 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ 2560) ...................................................................... 13
หลักการของหลักสูตรการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ 2560).............................................. 14
จุดมงุ่ หมายของหลกั สตู รการศึกษาขั้นพื้นฐาน........................................................................................................... 14
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้................................................................................................... 15
แนวคดิ ทฤษฎเี กยี่ วกบั หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส(์ E-BOOK).................................................................................................... 17
ความหมายของของหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์(E-Book) ................................................................................................. 17
วัตถุประสงคข์ องการสรา้ งหนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์(E-Book)........................................................................................ 18
ประเภทประเภทของหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book).............................................................................................. 18
โครงสร้างท่ัวไปของหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (E-Book) ................................................................................................ 20
ประโยชน์ของหนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์(E-Book)........................................................................................................... 21
ข้อดแี ละข้อเสยี ของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book) ................................................................................................ 21
แนวคิดการจดั การเรียนการสอนในยคุ COVID-19 ........................................................................................................... 22
ที่มาและความสำคัญของ COVID-19 ........................................................................................................................ 22



ผลกระทบจาก COVID-19 ........................................................................................................................................ 23
แนวทางการป้องกัน COVID-19 ....................................................................................................................................... 27

การจดั การเรยี นการสอนในยุค COVID-19................................................................................................................ 28
บทบาทของครูในการจัดการเรยี นการสอนในยุค COVID-19 .................................................................................... 31
องคป์ ระกอบของการจดั การเรยี นรู้ออนไลน.์ ............................................................................................................. 33
ประโยชน์ของการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online learning............................................................................ 35
การประยกุ ต์ใช้การเรยี นการสอนแบบออนไลน์......................................................................................................... 35
เอกสารเกยี่ วกบั บทเรยี นเรอ่ื ง เทคโนโลยเี ปลยี่ นโลก................................................................................................. 39
งานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง.................................................................................................................................................... 49

บทท่ี 3 วิธีการดำเนนิ การวจิ ัย...................................................................................................................... 53

ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่างท่ีใช้ในการศกึ ษาคน้ คว้า.................................................................................................. 53
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................................................................ 53
การสร้างและพัฒนานวตั กรรม .................................................................................................................................. 54
เคร่อื งมือท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล...................................................................................................................... 56
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ............................................................................................................................................... 57
สถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู .................................................................................................................................. 58
ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ ับ........................................................................................................................................ 62
ระยะเวลาในการดำเนินงาน ...................................................................................................................................... 62

บทที่ 4 ผลการศึกษาค้นควา้ ........................................................................................................................ 63

ตอนท่ี 1 ข้อมูลทัว่ ไป................................................................................................................................................. 63
ตอนที่ 2 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นดว้ ยหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)................................................................... 63
ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นกอ่ นและหลงั เรียนของนกั เรยี นท่ีมตี อ่ การเรยี น โดยใช้หนงั สือ
อเิ ล็กทรอนิกส์ (E-Book) เร่ือง เทคโนโลยเี ปลยี่ นโลก ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3........................................................... 65

บทท่ี 5 สรปุ ผลการศึกษาคน้ คว้า อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ................................................................. 69

สรปุ ผลการศกึ ษาค้นคว้า........................................................................................................................................... 69
อภปิ รายผล ............................................................................................................................................................... 70
ขอ้ เสนอแนะ.............................................................................................................................................................. 71
ขอ้ เสนอแนะเพ่อื การวิจยั ตอ่ ไป ................................................................................................................................. 71

ภาคผนวก ..................................................................................................................................................... 72

ภาคผนวก ก รายนามผเู้ ช่ียวชาญ ตรวจคณุ ภาพเครอื่ งมอื ........................................................................................ 73
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ คณุ ภาพดว้ ยบทเรยี นอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-Learning) ........................................................ 75
ภาคผนวก ค.............................................................................................................................................................. 84



แบบประเมินคุณภาพเคร่ืองมอื โดยผเู้ ชี่ยวชาญ.......................................................................................................... 84
ภาคผนวก ง ............................................................................................................................................................ 104
ผลการประเมินคณุ ภาพเคร่อื งมือโดยผเู้ ช่ียวชาญ .................................................................................................... 104
ภาคผนวก จ............................................................................................................................................................ 107
การวิเคราะห์ขอ้ มลู .................................................................................................................................................. 107
ภาคผนวก ฉ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน............................................................................................. 110
ภาคผนวก ซ............................................................................................................................................................ 115
บทเรยี นหนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เร่ือง เทคโนโลยีเปล่ียนโลก.................................................................... 115



สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หนา้

ตารางท่ี 1 ตวั ชีว้ ัด มัธยมศึกษาปที ี่ 3….……………………………………………………………………………………………….17

ตารางท่ี 2 รายละเอียดบทเรียนหนังสือเรียนอิเล็กทรกนิกส์(E-Book) เรื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ช้ัน

มธั ยมศึกษาปีท่ี 3………………………………………………………………………………………………………………………………56

ตารางท่ี 3 แสดงผลค่าความยากง่ายคา่ อำนาจจำแนกและค่าความเช่อื มน่ั ของแบบทดสอบ……….……………..56

ตารางที่ 4 กำหนดการกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้หนงั สืออเิ ลก็ ทรกนิกส(์ E- Book)………………………….…….….58

ตารางที่ 5 ข้อมูลทัว่ ไปของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 จำแนกตามเพศ…………………………………….…………64

ตารางท่ี 6 ผลการพฒั นาหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-BOOK)…………………………………………………………..………..65

ตารางท่ี 7 แสดงร้อยละความกา้ วหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ............... 66

ตารางท่ี 8 แสดงร้อยละความก้าวหน้าผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ที่เรยี นด้วย

หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK).................................................................................................................. 67

ตารางท่ี 9 ค่าสถิตทดสอบและระดบั นยั สำคญั ทางสถิติของการทดสอบเปรยี บเทยี บคะแนนสอบก่อนเรยี นและ

หลงั เรียนของนักเรยี น ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3.................................................................................................. 68

ตารางที่ 10 ผลการประเมนิ คุณภาพของบทเรยี นอิเล็กทรอนกิ ส์ (E-Learning)………………………………….…..106

ตารางที่ 11 ผลการประเมินคุณภาพของบทเรียนอเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-Learning)……………………………………...106

ตารางที่ 12 การหาค่าความดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับ

ผเู้ ช่ียวชาญ…………………………………………………………………………………………………………………………………….109



สารบญั ภาพ

ภาพท่ี หนา้
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ การศึกษาค้นควา้ ....................................................................................................... 10
ภาพภาคผนวกที่ 1 หน้าแรกของหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ (E-BOOK) บทท่ี 1 เทคโนโลยี 1.2 รถยนต์ไฟฟา้ ...116
ภาพภาคผนวกท่ี 2 หนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) บทท่ี 1 เทคโนโลยี 1.2 รถยนตไ์ ฟฟ้า.......................116
ภาพภาคผนวกท่ี 3 หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) บทที่ 1 เทคโนโลยี 1.2 รถยนตไ์ ฟฟ้า.......................117
ภาพภาคผนวกท่ี 4 หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) บทท่ี 1 เทคโนโลยี 1.2 รถยนตไ์ ฟฟา้ .......................117
ภาพภาคผนวกท่ี 5 หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) บทที่ 1 เทคโนโลยี 1.2 รถยนต์ไฟฟ้า.......................118
ภาพภาคผนวกท่ี 6 หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) บทท่ี 1 เทคโนโลยี 1.2 รถยนต์ไฟฟ้า .....................119
ภาพภาคผนวกที่ 7 หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-BOOK) บทท่ี 3 เร่ือง การนำเทคโนโลยีมาแกป้ ญั หา..........119
ภาพภาคผนวกที่ 8 หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-BOOK) บทท่ี 3 เรื่อง การนำเทคโนโลยีมาแกป้ ญั หา ...........120
ภาพภาคผนวกท่ี 8 หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-BOOK) บทท่ี 3 เร่อื ง การนำเทคโนโลยีมาแกป้ ัญหา..........120
ภาพภาคผนวกที่ 9 หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-BOOK) บทที่ 3 เร่ือง การนำเทคโนโลยมี าแก้ปัญหา..........121
ภาพภาคผนวกท่ี 10 หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) เร่อื งการเพิม่ มูลค่าเทคโนโลยี..............................121
ภาพภาคผนวกที่ 11 หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-BOOK) เร่ืองการเพม่ิ มลู คา่ เทคโนโลยี..............................122
ภาพภาคผนวกท่ี 12 หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ (E-BOOK) เร่ืองการเพ่มิ มูลค่าเทคโนโลยี………………………..….123
ภาพภาคผนวกท่ี 13 หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-BOOK) เร่ืองการเพิม่ มลู คา่ เทคโนโลยี……………………..………………….123
ภาพภาคผนวกที่ 14 หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-BOOK) เร่ืองการเพิม่ มลู ค่าเทคโนโลยี ...............................124
ภาพภาคผนวกท่ี 15 หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-BOOK) เร่ืองการเพ่ิมมูลค่าเทคโนโลยี ...............................124
ภาพภาคผนวกที่ 16 หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-BOOK) เร่ืองการเพม่ิ มลู ค่าเทคโนโลยี ...............................124
ภาพภาคผนวกท่ี 17 หนา้ แฟรตฟรอมของโรงเรยี นท่ีใชใ้ นการเรยี นแบบออนไลน์……………………………..….. 125
ภาพภาคผนวกที่ 18 หนา้ แฟรตฟรอมของโรงเรยี นทใ่ี ช้ในการเรียนแบบออนไลน์………………………………..…125

8

บทท่ี 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลายประเทศทั่วโลก

ประเทศส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเกิดการติดเชื้อค่อนข้างรุนแรง และเพื่อเป็นการป้องกันและหยุดการแพร่
ระบาดของโรคโควิด–19 นี้ ประเทศต่าง ๆ ได้มีมาตรการปิดประเทศ (Lockdown) โดยให้ประชาชนหยุด
กิจกรรมต่าง ๆ หยุดการเดินทาง และอยู่ในที่ตั้งหรือที่พักตามระยะเวลาที่กำหนด และงดกิจกรรม ทางสังคม
อย่างต่อเนื่อง รวมท้ังการรณรงค์มาตรการด้านสาธารณสุขและเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา
ทง้ั ผลกระทบในชว่ งระยะเวลาที่มีการระบาดของโรคและผลกระทบต่อเน่ืองอีกในระยะยาว

การจัดการศึกษาของทุกประเทศได้รับผลกระทบจากจากสถานการณ์โควิด–19 โดยมีการหยุด การ
เรียนการสอนทั้งในลักษณะที่หยุดทั่วประเทศ ซึ่งประเทศต่าง ๆ ได้มี การปรับรูปแบบการจัดการเรียนการ
สอนเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาจากผลกระทบของโรค การเรียนการสอนออนไลน์จึงเป็นรูปแบบการ
เรียนการสอนใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบันมีข้อดีคือ สามารถ เรียนได้ที่บ้าน และไม่จำเป็นที่ผู้เรียนและผู้สอน
ตอ้ งอยู่ในสถานท่ีเดยี วกัน แตส่ ามารถเชือ่ มต่อกันได้แม้อยู่คนละซกี โลก โดยโปรแกรมทส่ี ามารถนำมาใช้ในการ
สอนออนไลนไ์ ดม้ ีหลายโปรแกรม เช่น Microsoft Teams, Google Meet, Zoom, Clound Meetings, Line
ฯลฯ เทคโนโลยที ี่มีการนำเขา้ มาใช้เพ่ือสง่ เสริมการจัดการเรียนรู้ให้มปี ระสิทธิภาพพบไดห้ ลากหลายในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI), มัลติมีเดีย, การสืบค้นสิ่งที่สนใจผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อให้
ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ในการเรียนการสอนที่ต่างออกไป จากเดิม รวมไปถึงการเข้าทุนกับยุคสมัยที่มีการ
แพร่ระบาดของโควิด-19

สื่อการเรียนการสอน (E-Book) เป็นเครื่องมือที่จะช่วยถ่ายทอด นำความรู้ ทางด้านการเรียนรู้ ทำ
ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (E-
Book) เรื่องเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ที่เกี่ยวกับการพัฒนาของเครือข่ายไร้สายในยุค 5G และการพัฒนาของ
รถยนต์ไฟฟ้า ที่จะใช้สื่อการเรียนการสอน (E-Book) โดยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการของสมองอย่างเต็มท่ี
ข้อดีของ (E-Book) คืออ่านท่ีไหน เมื่อไหร่ได้ตลอดเวลาเนื่องจากพกไปได้ตลอด ประหยัดการตัดไม้ทำลายป่า
เพราะไม่ต้องตัดไม้มาทำกระดาษ เก็บรักษาได้ง่าย ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มี
ตน้ ทุนในการผลิตต่ำ และเหมาะสมกับสถานการณ์ นวัตกรรมทางการศึกษา คือการนำเอาสิ่งใหมซ่ ึ่งอาจจะอยู่
ในรูปของความคิดหรือการกระทำรวมทั้ง สิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะ

9

เปลี่ยนแปลงสิง่ ที่มีอยูเ่ ดิมให้ระบบการจัดการศึกษามี ประสิทธิภาพยิ่งข้ึน ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรยี นรู้
ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ ประหยัดเวลาในการเรียน โดยนวัตกรรมที่สามารถพบ
เห็นได้ทั่วไปที่เด่นชัดคือ รูปแบบของหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า (E-Book) ซึ่งหมายถงึ หนังสอื ท่ี
เป็นในลักษณะของสื่อออนไลน์ มีความใกล้เคียงกับหนงั สือที่เป็น รูปเล่ม เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เรียนที่สามารถ
เข้าเรยี นยอ้ นหลังได้

จากความสำคัญดังกล่าวจึงได้จัดทำสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพื่อนำมาประกอบการจัด
กจิ กรรมการเรยี นการสอน เพือ่ ชว่ ยเร้าและกระตุ้นความสนใจของผเู้ รียน นักเรยี นสามารถนาความรู้ ไปปฏิบัติ
ใชไ้ ด้และปรบั ตัวใหเ้ ทา่ ทันกบั สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโควดิ -19 ในปจั จบุ นั

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มี

ประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนนักเรียนที่มีต่อการเรียน

โดยใชห้ นงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-Book) เรอ่ื ง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก สำหรบั นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3

ความสำคญั ของการวจิ ยั
1. ไดห้ นังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรอ่ื ง เทคโนโลยเี ปลี่ยนโลก สำหรบั นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษา

ปที ี่ 3 ให้มปี ระสิทธภิ าพ
2. เพอ่ื เปน็ แนวทางสำหรับครูผู้สอน ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาสื่อการเรียนการสอนท่ี

สามารถตอบสนองความถนัดที่แตกต่างกันของผู้เรียน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพทางสมองของผู้เรียนอย่าง
สมดลุ นำไปสกู่ ารพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติของผูเ้ รยี น

สมมตฐิ าน
1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์

80/80
2. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ที่เรยี นด้วยหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์

(E-Book) สูงกว่าก่อนเรียน

10

กรอบแนวคิดการวิจยั
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนับได้ว่า

มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างทักษะการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ เช่น การออกแบบเทคโนโลยี และ วิทยาการ
คำนวณ ส่งผลให้การเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ บรรลุความมุ่งหมายได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้ดีขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
โดยได้นำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) มาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรม
ที่หลากหลายเพื่อสอดคล้องกับช่วงสถานการณ์ในปัจจุบัน เป็นการเรียนรู้โดยให้นักเรียนได้พัฒนาความคิด
ความสามารถตามศักยภาพของตนเอง โดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เป็นนวัตกรรมที่มองเห็นเป็น
รปู ธรรม สมารถเรยี นท่ีไหนกไ้ ดไ้ ม่จำเปน็ ต้องอยู่แคใ่ นห้องเรยี น อกี ทัง้ ยงั ไม่น่าเบ่อื มีลกู เล่นมากมายเพ่ือกระตุ้น
ความสนใจในการเรยี น แตเ่ นื้อหายังครบถ้วนเหมือนเดิม

ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม

การเรียนด้วยหนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
(E-Book) เรื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
สำหรับนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการศึกษาคน้ ควา้

ขอบเขตของการวิจัย

1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง

1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน
137 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2
ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนวเิ ชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จังหวดั พระนครศรีอยุธยา ไดม้ าโดยใชว้ ิธีการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive)

11

2. ตัวแปร
2.1 ตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก่ การเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-

Book) เร่ือง เทคโนโลยีเปล่ียนโลก สำหรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3
2.2 ตวั แปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่
2.3 เนือ้ หาทีใ่ ชใ้ นการศึกษาค้นควา้

เน้อื หาทใ่ี ช้ในการศึกษาค้นคว้าครัง้ น้ี คือ เทคโนโลยีเปล่ียนโลก จำนวน 1 ตวั ช้วี ัด
2.4 ระยะเวลาในการศึกษาคน้ คว้า

ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ใช้เวลาในการจัด
กิจกรรมโดยใชห้ นงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์(E-Book) จำนวน 12 ช่วั โมง ท้งั น้รี วมการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและ
หลังเรยี น

นิยามคำศัพท์เฉพาะ
การพัฒนา หมายถึง การนำเนื้อหาของเทคโนโลยีเปล่ียนโลก มาปรับปรุงให้เป็นหนังสือ

อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ศกึ ษาสามารถเข้าใจในเนื้อหาไดง้ า่ ยและส่งผลดตี อ่ การจดจำ
โดยมเี นื้อหาทีม่ ีลกั ษณะเปน็ เร่อื งราว

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) หมายถึง การนำข้อมูลต่าง ๆ มาจัดทำเป็นหนังสือในลักษณะของ
ออนไลน์ มีเรื่องราวและรูปภาพประกอบที่นำหน้าที่ดึงดูดผู้เรียน และยังสามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหา
บทเรยี นไดง้ า่ ยย่งิ ข้ึน

ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) หมายถึง ความสามารถของหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ในการพัฒนา
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น และ ใหน้ ักเรียนเกดิ การเรียนรู้ ซงึ่ กำหนดมาตรฐานท่ี 80/80 โดย

80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของจำนวนคำตอบที่นักเรียนตอบถูก
จากการทำแบบฝึกหดั ระหว่างเรยี นในหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-Book)

80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคดิ เป็นร้อยละของจำนวนคำตอบทีน่ กั เรยี นตอบถูกต้องจาก
การทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรียน

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่วัดและประเมินผลจากการตอบแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน จากการเรียนด้วยหนังสือ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-Book) เร่อื ง เทคโนโลยเี ปล่ยี นโลก สำหรับนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3/1

12

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นซึ่งมีลักษณะเป็น
แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก เพื่อนำไปใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ก่อน
เรียนและหลังเรียน จากการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก สำหรับ
นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3/1

นักเรียน หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/1 ของโรงเรียนวิเชียรกลิ่น
สคุ นธอ์ ุปถมั ภ์ จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564

13

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ ง

ในการวิจัยครั้งนี้ผวู้ ิจยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้องและไดน้ ำมาเสนอตามหัวข้อดังต่อไปนี้
1. สาระสำคัญของหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. หลกั การและทฤษฎีท่ีเกยี่ วขอ้ งกับหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
3. แนวคดิ การจดั การเรยี นการสอนในยุค COVID-19
4. เอกสารเกยี่ วกับบทเรยี นเรื่อง เทคโนโลยีเปล่ยี นโลก
5. งานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วข้อง

สาระสำคัญของหลกั สูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุม่ สาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาช้นั พน้ื ฐาน 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ 2560)
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาช้นั พ้ืนฐาน มุง่ พัฒนาผเู้ รียนทุกคน ซง่ึ เป็นกำลงั ของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี
ความสมดลุ ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ติ สำนกึ ในความเปน็ พลเมืองไทย และเปน็ พลเมืองโลก ยึดมั่น
ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน
รวมท้ังเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียน
เป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
(กระทรวงศกึ ษาธิการ 2551 : 1)
หลักสูตรการขั้นพื้นฐานกำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ทักษะ
หรือกระบวนการเรียนและคุณลักษณะ หรือค่านิยมจริยธรรมของผู้เรียนเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร 2551 : 8)
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. สขุ ศึกษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชีพ

14

8. ภาษาต่างประเทศ

หลักการของหลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มหี ลกั การท่สี ำคัญดงั นี้
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้

เป็นเป้าหมายสำหรับพฒั นาเด็กและเยาวชนใหม้ ีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพ้ืนฐานของความเป็น
ไทยควบคกู่ บั ความเป็นสากล

2. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาเพ่ือปวงชน ทปี่ ระชาชนทุกคนมโี อกาสได้รบั การศึกษาอย่างเสมอภาค
และมีคุณภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถ่นิ

4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด
การเรยี นรู้

5. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาท่ีเนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคญั
6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุม
ทุกกลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร 2551 : 4)

จดุ มุง่ หมายของหลกั สตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข

มีศักยภาพในการศกึ ษาต่อ และประกอบอาชพี จึงกำหนดเป็นจดุ หมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศกึ ษา
ขนั้ พ้ืนฐาน ดังนี้

1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตน
ตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาทีต่ นนับถือ ยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้
เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต

3. มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ทดี่ ี มสี ุขนิสยั และรักการออกกำลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลมืองไทยและพลเมืองโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิตและ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม
มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
(กระทรวงศึกษาธกิ าร 2551 : 5)

15

สาระและมาตรฐานการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 นีไ้ ด้กำหนดสาระการเรยี นรู้ออกเปน็ 4 สาระ ได้แก่ สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพสาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระที่ 4 เทคโนโลยีมีสาระ
เพิ่มเติม 4 สาระ ได้แก่สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์และสาระโลกดาราศาสตร์และอวกาศซ่ึง
องค์ประกอบของหลักสูตรทั้งในด้านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการ
เรียนรู้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นให้มี
ความตอ่ เนื่องเช่ือมโยงกัน ตัง้ แตช่ ้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 จนถึงชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 สำหรับกลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพื่อให้
สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้โดยจัดเรียงลำดับ
ความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเช่ือมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้และการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิด
วิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการ
ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถ
ตัดสินใจ โดยใช้ขอ้ มูลหลากหลายและประจกั ษพ์ ยานท่ตี รวจสอบได้

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทำตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้
แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ขึ้น เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอนตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทาง
ในการพฒั นาหนังสือเรียน คู่มือครสู ่อื ประกอบการเรียน การสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวช้ีวัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความสอดคล้อง
และเชื่อมโยงกันภายใน สาระ การเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ตลอดจน การเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากนี้
ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มี ความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ
และทดั เทยี มกับ นานาชาติ

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์มุ่งหวงั ให้ผู้เรยี นได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ทเี่ น้นการเชื่อมโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะ
หาความรู้และแก้ปัญหาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรม
ดว้ ยการลงมอื ปฏบิ ัตจิ รงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้ัน โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้

16

วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต
การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ
และววิ ฒั นาการของสิ่งมชี วี ิต

วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร
การเคลือ่ นท่ี พลงั งาน และคลนื่

วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรูเ้ ก่ยี วกบั องค์ประกอบของเอกภพ ปฏสิ ัมพนั ธ์ ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ
และผลตอ่ สิง่ มีชีวิตและส่งิ แวดลอ้ ม

เทคโนโลยีการออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวติ ในสังคมที่มี
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถงึ ผลกระทบต่อชีวติ สงั คม และสิ่งแวดล้อม

วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา
เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ
การสอ่ื สาร ในการแกป้ ญั หาทพี่ บในชีวติ จริงได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มี

การเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ
เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสม โดยคำนงึ ถึงผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และสง่ิ แวดล้อม

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ รเู้ ท่าทัน และมจี รยิ ธรรม

ตารางท่ี 1 ตัวชี้วดั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3

ช้นั ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.3 วิเคราะห์สาเหตุ หรือปัจจัยท่ี • เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่อดีตจนถึง
ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงข อง ปัจจุบัน ซึ่งมีสาเหตุหรือปัจจัยมาจากหลายด้าน เช่น ปัญหา
เทคโนโลยีและความสัมพันธ์ของ หรือความตอ้ งการของมนษุ ยค์ วามก้าวหน้าของศาสตรต์ ่างๆ
เทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะ • เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะ
วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์เพ่ือ วิทยาศาสตร์โดยวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานความรู้ที่นําไปสู่การ

17

ช้นั ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

เปน็ แนวทางการแกป้ ัญหาหรือพัฒนา พฒั นาเทคโนโลยแี ละเทคโนโลยที ีไดส้ ามารถเป็นเครื่องมือท่ีใช้
งาน ในการศกึ ษา คน้ คว้าเพ่ือให้ได้มาซ่ึงองคค์ วามรใู้ หม่

ระบุปัญหาหรือความต้องการ • ปัญหาหรอื ความต้องการอาจพบได้ในงานอาชพี ของชุมชน
ของชุมชนหรือท้องถิ่น เพื่อพัฒนา หรอื ทอ้ งถ่ิน ซ่ึงอาจมหี ลายด้าน เชน่ ด้านการเกษตร อาหาร
งานอาชีพ สรุปกรอบของปัญหา พลงั งาน การขนส่ง
รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลและแนวคิด • การวิเคราะห์สถานการณ์ปญั หาช่วยใหเ้ ข้าใจเง่อื นไขและ
ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา โดยคํานึงถึง กรอบของปัญหาไดช้ ดั เจน จากน้ันดาํ เนินการสบื คน้ รวบรวม
ความถูกต้องด้านทรัพย์สินทาง ข้อมูล ความรจู้ ากศาสตรต์ า่ ง ๆ ทเี่ ก่ียวข้อง เพ่ือนาํ ไปสูก่ าร
ปญั ญา ออกแบบแนวทางการแก้ปญั หา

แนวคดิ ทฤษฎเี กี่ยวกับหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส(์ E-Book)

ความหมายของของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์(E-Book)

ความหมายของหนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ ได้มผี ู้ให้ความหมายไว้หลากหลายทา่ น ดังนี้

กิดานันท์ มลิทอง (2539) ได้ใหค้ ำจำกัดความของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่า “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เป็น สิ่งพิมพ์ที่ได้รับการแปลงลงบนสื่อบันทึกด้วยระบบดิจิทัล เช่น CD-ROM หรือหนังสือที่พิมพ์ลงบนสื่อ
บันทึกด้วย ระบบดิจิทัล แทนที่จะพิมพ์ลงบนกระดาษเหมือนสิ่งพิมพ์ธรรมดา เช่น นิตยสาร นอทิลุส
(Nautilus) ที่ผลิตออกมา ด้วยการบันทึกบทความ ภาพ และเสียงลงบน CD-ROM และส่งให้สมาชิกตามบา้ น
เชน่ เดียวกบั นิตยสารทั่วไป”

ครรชิต มาลัยวงศ์ (2540) ให้นิยามของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่า “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง
รูปแบบของการจัดเก็บและน าเสนอข้อมูลหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นข้อความ ตัวเลข ภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว และเสียงต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้มีวิธีเก็บในลักษณะพิเศษคือ จากแฟ้มข้อมูลหนึ่งผู้อ่านสามารถ
เรียกดูข้อมูลอื่น ๆ ท่ี เกี่ยวข้องได้ทันที โดยข้อมูลอาจจะอยู่ในแฟ้มเดียวกันหรือไม่ก็ได้ ข้อมูลท่ีกล่าวเป็น
ขอ้ ความที่เป็นตวั อักษรหรือ ตัวเลข เรียกว่า ไฮเปอรเ์ ท็กซ์ (Hypertext) และถ้าหากข้อมูลนั้นรวมถึงเสียงและ
ภาพเคล่อื นไหวด้วยก็เรียกวา่ สือ่ ประสมหรือไฮเปอร์มเี ดีย”

ปณิตา วรรณพิรณุ (2542) ไดใ้ หค้ ำจำกัดความของหนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ไวว้ ่า “หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์
เป็นหนังสือที่จัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องพิมพ์เนื้อหาสาระของหนังสือบนกระดาษหรือจัดพิมพ์
เป็น รูปเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเปดิ อ่านได้จากจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเปิดอ่าน
จาก หนังสือโดยตรง แต่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถมากมาย เช่น ข้อความภายในหนังสือสามารถ
เชื่อมโยง กับข้อความภายในหนังสือเล่มอื่นได้ โดยเพียงแค่ผู้อ่านกดเมาส์ในตำแหน่งที่สนใจแล้วโปรแกรม
browsers จะทำหน้าทด่ี ึงขอ้ มูลทีเ่ ช่ือมโยงมาแสดงใหอ้ า่ นหนังสือต่อได้ทันท”ี

18

เสาวลักษณ์ ญาณสมบัติ (2545) ได้ให้ความหมายของ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่า “หนังสือ
อิเลก็ ทรอนิกส์ เป็นส่ืออิเล็กทรอนิกส์ท่ีใช้เรียนจากเครื่องคอมพวิ เตอร์ เป็นสง่ิ ที่เกิดขึ้นใหม่ในวงการศึกษาเพ่ือ
สนองความต้องการ มนุษย์ที่จะน าสื่อเข้าไปบรรจุในรูปแบบดิจิทัลทั้งนี้เพื่อลดข้อจ ากัดจากการอ่านหนังสือ
ปกติทั่วไปบทบาทของผู้สอน ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเน้น หนักทางด้านการใฝ่หาความรู้ ความเข้าใจ และ
ความสามารถ วิธีสอนที่หลากหลาย ตามสภาพเศรษฐกิจและสงั คมไดอ้ ย่างกว้างขวาง” ไพฑูรย์ ศรีฟ้า (2551,
หน้า 14) กล่าวว่าอีบุ๊ค (e-Book, eBook, E Book) เป็นคำภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคาว่า Electronic
book หมายถึง หนังสอื ท่ีสรา้ งขึ้นดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเปน็ เอกสารเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมกั จะ
เปน็ แฟม้ ขอ้ มูลทส่ี ามารถอ่านเอกสารผา่ นทางหน้าจอคอมพวิ เตอรท์ ้ังในระบบออฟไลนแ์ ละออนไลน์

เกวลี พิชยั สวสั ดิ์ (2545) ไดก้ ลา่ วว่า “เอกสารหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารที่มีการเช่ือมโยงส่วน
ตา่ งๆ ในเอกสารเขา้ ด้วยกนั เปน็ การเชื่อมโยงกัน เพอื่ ใหผ้ ู้ใชส้ ามารถเลือกไปดสู ่วนตา่ งๆ ของเอกสารที่อยู่หน้า
เดียวกัน หรือคนละหน้าได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น เมื่อกดปุ่มที่จุดเชื่อมโยงที่ก าหนดไว้ โปรแกรมจะท าการ
เปดิ ส่วน ของเอกสารทถี่ ูกกำหนดไวท้ นั ที”

ดังนั้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จึงสรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ย่อมาจากคำว่า Electronic Book
หมายถงึ หนงั สือทส่ี รา้ งขน้ึ ดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็น
แฟ้มขอ้ มลู ที่สามารถอา่ นเอกสารผา่ นทางหน้าจอคอมพวิ เตอร์ ท้งั ในระบบออฟไลน์ และออนไลน์
วัตถุประสงค์ของการสรา้ งหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์(E-Book)

การจดั ทำหนังสืออเิ ล็กทรอนิกสม์ ีวัตถปุ ระสงคด์ งั นี้

1. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผ้ใู ช้บริการ
2. เพื่อความรวดเร็วในการเข้าถงึ สารสนเทศ
3. เพ่อื เปน็ แหลง่ สารสนเทศทที่ นั สมัย
4. เพอื่ พัฒนารปู แบบการบรกิ าร
5. เพ่ือเป็นแหล่งเรียนรอู้ อนไลน์ตลอด 24 ชัว่ โมง
6. เพือ่ ประหยัดเวลาและคา่ ใชจ้ ่ายในการเดินทางสำหรบั ผูใ้ ช้บริการ
ประเภทประเภทของหนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-Book)

หนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ แบง่ ออกเป็น 10 ประเภท ดังนี้ คือ

1. หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ หรือแบบตำรา (Textbook) มีรูปแบบหนังสือปกติท่ีพบเห็นท่ัวไป เป็น
การแปลงหนังสือจากสภาพสิ่งพิมพ์ปกติเป็นสัญญาณดิจิตอล เพิ่มศักยภาพเดิมการนำเสนอ การปฏิสัมพันธ์
ระหว่างผู้อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยศักยภาพของคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน เช่น การเปิดหน้าหนังสือ การ
สืบคน้ การคดั เลอื ก เปน็ ตน้

2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเสียงอา่ น (Talking Book) เมื่อเปิดหนังสือจะมีเสยี ง คำอ่าน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้เหมาะสำหรับหนังสือเด็กเริ่มเรียนหรือหนังสือฝึกออกเสียง หรือฝึก พูด
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้เป็นการเน้นคุณลักษณะด้านการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นตัวอักษร และเสียงเป็น

19

คุณลักษณะหลัก นิยมใช้กบั กลุ่มผู้อ่านท่ีมรี ะดบั ลักษณะทางภาษาโดยเฉพาะด้านการฟังหรอื การอา่ นคอ่ นขา้ ง
ตำ่ เหมาะสำหรบั การเรม่ิ ตน้ เรียนภาษาของเดก็ ๆ หรือผู้ทก่ี ำลงั ฝกึ ภาษาท่ีสอง หรอื ฝึกภาษาใหม่ เปน็ ตน้

3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพนิ่งหรืออัลบั้มภาพ (static Picture Book) เป็น หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณลักษณะหลักเน้นจัดเก็บข้อมูล และน าเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพนิ่ง (static picture)
หรอื อัลบั้มภาพเปน็ หลัก เสรมิ ดว้ ยการนำศักยภาพของคอมพิวเตอร์มาใช้ในการน เสนอ เช่น การเลือก ภาพท่ี
ต้องการ การขยายหรือย่อขนาดของภาพของคอมพิวเตอร์ การขยายหรือย่อขนาดของภาพหรือตัวอักษร การ
สำเนาหรือการถ่ายโอนภาพ การแต่งเติมภาพ การเลือกเฉพาะส่วนของภาพ (cropping) หรือเพิ่มข้อมูล
เช่ือมโยงภายใน (Linking information) เชน่ เชอื่ มขอ้ มูลอธบิ ายเพ่ิมเติม เช่อื มขอ้ มูลเสียงประกอบ เปน็ ตน้

4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture Book) เป็น หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพวีดีทัศน์(Video Clips) หรือภาพยนตร์สั้น ๆ (Films
Clips) ผนวกกับขอ้ มูลสนเทศท่ีอยู่ในรปู ตวั หนังสือ (Text Information) ผ้อู ่านสามารถเลอื กชมศึกษาข้อมูลได้
ส่วนใหญ่นิยมน าเสนอข้อมูลเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หรือเหตุการณ์สำคัญ เช่น ภาพเหตุการณ์สงครามโลก
ภาพ การกลา่ วสนุ ทรพจนข์ องบุคคลสำคัญของโลกในโอกาสต่าง ๆ ภาพเหตกุ ารณค์ วามสำเร็จหรือสูญเสียของ
โลก เป็น ตน้

5. หนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์แบบหนังสือส่ือประสม (Multimedia Book) เปน็ หนังสือ อเิ ล็กทรอนิกส์ที่
เน้นเสนอข้อมูลเนื้อหาสาระในลักษณะแบบสื่อประสมระหว่างสื่อภาพ (Visual Media) เป็นทั้ง ภาพนิ่งและ
ภาพเคลอื่ นไหวกับสอ่ื ประเภทเสียง (Audio Media) ในลกั ษณะต่าง ๆ ผนวกกับศกั ยภาพของ คอมพิวเตอร์อื่น
เช่นเดยี วกับหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ สอ์ น่ื ๆ ทก่ี ลา่ วมาแล้ว

6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อหลากหลาย ( Polymedia book) เป็นหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับหนังสืออิเล็ กทรอนิกส์แบบสื่อประสมแต่มีความหลากหลายใน
คุณลักษณะ ด้านความเช่ือมโยงระหว่างข้อมูลภายในเล่มที่บันทึกในลักษณะต่าง ๆ เช่น ตัวหนังสือภาพนิ่ง
ภาพเคลอ่ื นไหว เสยี งดนตรี เปน็ ตน้

7. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเชื่อมโยง (Hypermedia Book) เป็นหนังสือที่มี คุณลักษณะ
สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาสาระภายในเล่ม (Internal Information Linking) ซึ่งผู้อ่านสามารถคลิกเพื่อ เชื่อม
ไปสู่เนื้อหาสาระที่ออกแบบเชื่อมโยงกันภายใน การเชื่อมโยงเช่นนี้มีคุณลักษณะเช่นเดียวกับบทเรียน
โปรแกรมแบบแตกกิ่ง (Branching Programmed Instruction) นอกจากนี้ยังสามารถเช่ือมโยงกับแหล่ง
เอกสาร ภายนอก (External or Information Sources) เม่อื เชือ่ มต่อระบบอนิ เตอร์เนต็

8. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสืออัจฉริยะ (Intelligent Electronic Book) เป็น หนังสือ
ประสม แต่มีการใช้โปรแกรมชั้นสูงที่สามารถมีปฏิกิริยา หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านเสมือนหนังสือมี สติปัญญา
(อัจฉริยะ) ในการไตรต่ รอง หรือคาดคะเนในการโตต้ อบหรือปฏิกริ ยิ ากบั ผอู้ า่ น

9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อหนังสือทางไกล (Telemedia Electronic Book) หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีคุณลักษณะหลักต่าง ๆ คล้ายกับ Hypermedia Electronic Books แต่ เน้นการ

20

เชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอกผ่านระบบเครือข่าย (Online Information Sources) ทั้งที่เป็น เครือข่าย
เปิด และเครอื ขา่ ยเฉพาะสมาชิกของเครือข่าย

10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือไซเบอร์สเปซ (Cyberspace book) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ประเภทนี้มีลักษณะเหมือนกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลาย ๆ แบบที่กล่าวมาแล้วผสมกัน สามารถ เชื่อมโยง
แหล่งข้อมูลทั้งจากแหล่งภายในและภายนอกสามารถนำเสนอข้อมูลในระบบสื่อที่หลากหลาย สามารถ
ปฏิสัมพนั ธ์กบั ผูอ้ ่านไดห้ ลากหลาย
โครงสรา้ งทวั่ ไปของหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (E-Book)

ลักษณะโครงสร้างของหนังสอื อิเล็กทรอนิกสจ์ ะมคี วามคล้ายคลึงกับหนังสือทั่วไปที่พิมพ์ดว้ ยกระดาษ
หาก จะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็ คือ กระบวนการผลิต รูปแบบ และวิธีการอ่านหนังสือลักษณะ
โครงสร้างของ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีความคล้ายคลึงกับหนังสือทั่วไปที่พิมพ์ด้วยกระดาษ หากจะมีความ
แตกต่างที่เห็นได้ ชัดเจนกค็ อื กระบวนการผลิต รปู แบบ และวิธีการอา่ นหนงั สอื

โครงสรา้ งท่ัวไปของหนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ประกอบด้วย
1. หนา้ ปก (Front Cover) หมายถึง ปกด้านหน้าของหนังสือซง่ึ จะอย่สู ่วนแรก เป็นตวั บง่ บอก

วา่ หนงั สือเลม่ น้ชี ่ืออะไร ใครเป็นผแู้ ต่ง
2. คำนำ (Introduction) หมายถึง คำบอกกล่าวของผเู้ ขยี นเพ่ือสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจ

เก่ยี วกบั ข้อมูล และเร่ืองราวต่าง ๆ ของหนงั สือเลม่ นน้ั
3. สารบัญ (Contents) หมายถึง ตัวบ่งบอกหวั เรื่องสำคัญท่อี ยภู่ ายในเล่มว่าประกอบด้วย

อะไรบา้ ง อยู่ทหี่ นา้ ใดของหนังสอื สามารถเช่อื มโยงไปสู่หน้าต่าง ๆ ภายในเลม่ ได้
4. สาระของหนังสือแต่ละหน้า (Pages Contents) หมายถึง ส่วนประกอบสำคัญในแต่ละ

หน้าท่ปี รากฏภายในเลม่ ประกอบด้วย
4.1 หน้าหนงั สอื (Page Number)
4.2 ขอ้ ความ (Texts)
4.3 ภาพประกอบ (Graphics) .jpg, .gif, .bmp, .png, .tiff
- เสยี ง (Sounds) .mp3, .wav, .mid
- ภาพเคลอ่ื นไหว (Video Clips, flash) .mpeg, .wav, .avi
- จดุ เช่อื มโยง (Links)

5. อ้างอิง (Reference) หมายถึง แหล่งข้อมูลที่ใช้น ามาอ้างอิงอาจเป็นเอกสารตำรา หรือ
เวบ็ ไซต์

6. อ้างอิง (Reference) หมายถึง แหล่งข้อมูลที่ใช้นำมาอ้างอิง อาจเป็นเอกสาร ตำรา หรือ
เว็บไซต์

7. ปกหลงั (Back Cover) หมายถึง ปกดา้ นหลังของหนงั สือซ่ึงอยู่สว่ นท้ายเล่ม

21

ประโยชนข์ องหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส(์ E-Book)
1. สำหรบั ผอู้ า่ น
1.1 ง่ายในการอา่ นและคน้ หาหนังสือ
1.2 ไม่เปลืองเน้ือทใี่ นการเก็บหนังสือ
1.3 อ่านหนังสอื ไดจ้ ากทุกทีท่ ม่ี ีการเช่อื มต่ออนิ เตอรเ์ น็ต

2. สำหรับหอ้ งสมดุ
2.1 สะดวกในการให้บริการหนังสอื
2.2 ไมต่ อ้ งใช้สถานทม่ี ากในการจัดเก็บหนงั สอื และไม่เสยี คา่ ใช้จา่ ยในส่วนน้ี
2.3 ลดงานทีเ่ กดิ จากการซ่อม จัดเกบ็ และการจัดเรียงหนงั สือ
2.4 ไม่เสยี ค่าใช้จ่ายในการจ้างพนกั งานมาดูแลและซ่อมแซมหนังสอื
2.5 มีรายงานแสดงการเข้ามาอา่ นหนังสอื

3. สำหรับสำนกั พิมพแ์ ละผูเ้ ขียน
1.1 ลดขั้นตอนในการจดั ทำหนังสอื
1.2 ลดคา่ ใชจ้ ่ายและความเสยี่ งในการจัดพิมพ์หนงั สอื
1.3 ลดคา่ ใช้จ่ายในการจดั จำหน่ายผ่านชอ่ งทางอ่ืน
1.4 ลดค่าใชจ้ า่ ยในการจดั จำหนา่ ยผา่ นช่องทางอน่ื
1.5 เพมิ่ ช่องทางในการประชาสัมพนั ธ์ตรงถงึ ผ้อู า่ น

ข้อดแี ละข้อเสียของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Book)
ข้อดีของหนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book) มดี งั นี้

1. อ่านทไ่ี หน เมอ่ื ไหร่ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากพกไปได้ตลอดและไดจ้ ำนวนมาก
2. ประหยัดการตดั ไม้ท าลายปา่ เพราะไมต่ ้องตัดไม้มาทำกระดาษ
3. เก็บรกั ษาได้งา่ ย ประหยัดเน้อื ท่ีในการจดั เกบ็ ประหยัดคา่ เกบ็ รักษา
4. คน้ หาข้อความได้ ยกเว้นว่าอย่ใู นลกั ษณะของภาพ
5. ใชพ้ ืน้ ทนี่ ้อยในการจดั เก็บ (cd 1 แผน่ สามารถเกบ็ E-Book ได้ประมาณ 500 เลม่ )
6. ทำสำเนาไดง้ ่าย
7. จำหนา่ ยได้ในราคาถูกกว่าในรปู แบบหนังสือ
8. อ่านไดไ้ ม่จำกัดจำนวนครง้ั เพราะไม่ยับหรือเสียหายเหมอื นกระดาษ
9. สะดวกสบาย ไมต่ อ้ งเดินทาง สามารถเลอื กอ่านหนงั สอื ท่ีต้องการไดท้ ันที
10. เป็นส่วนหน่ึงในการรักษาธรรมชาติโดยลดการใช้กระดาษ

22

ขอ้ เสยี ของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Book) มีดังน้ี

1. ตอ้ งอาศัยพลงั งานในการอ่านตลอดเวลา ไมว่ ่าจะเปน็ ไฟฟา้ หรือแบตเตอร่ี
2. เสยี สขุ ภาพสายตาจากการได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์
3. อาจเกิดปัญหากบั การลง hardware หรอื software ใหม่หรอื แทนที่อันเกา่
4. ตอ้ งมีการดแู ลไฟล์ใหด้ ี ไมใ่ หเ้ สียหรอื สญู หาย
5. การอา่ นอาจเกิดอนั ตรายต่อสายตา
6. เกิดการละเมดิ ลขิ สิทธไ์ิ ด้ง่าย
7. ไม่เหมาะกบั บาง format เชน่ รปู วาด รปู ถ่าย แผนท่ใี หญ่ เป็นตน้

แนวคดิ การจัดการเรียนการสอนในยคุ COVID-19

ทม่ี าและความสำคญั ของ COVID-19

สยมพร ศิรินาวิน (2563, หน้า41) โรคโควิด-19 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ซ่ึง
เป็นไวรัสในสัตว์ มีหลายสายพันธุ์ โดยปรกติไม่ก่อโรคในคน แต่เมื่อกลายพันธุ์จึงเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคใน
คน ในขณะที่คนยังไม่รู้จักและยังไม่มีภูมิต้านทาน จึงเกิดเป็นโรคระบาดโดยเป็นโรคติด เชื้อที่ระบบทางเดิน
หายใจมี สมมติฐานว่า ไวรัสกลายพันธุ์อาจจะมีแหล่งเริ่มต้นที่ค้างคาว ติดเชื้อผ่านสัตว์ตัวกลาง และคนไปรับ
เชื้อมาแพร่ ระหว่างคนสู่คน ปัจจุบันโรคโควิด-19 ได้ระบาดหนักไปทั่วโลกเริ่มพบผู้ป่วย ครั้งแรกเมื่อเดือน
ธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ภาคกลางของประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ มี
ผคู้ นหนาแน่น จงึ เกดิ การ ระบาดใหญ่ได้รวดเร็ว การป้องกันและการดูแลรกั ษาเปน็ ไปอย่างฉุกเฉินดว้ ยความไม่
พร้อม มีผู้ป่วยหนกั และตาย มากเกินกว่าทีค่ วรจะเป็น จนประเทศจีนต้องปิดเมืองอู่ฮั่นและปิดประเทศ ต่อมา
ประเทศจีนแถลงเมื่อ 31 ธันวาคม 2562 ว่าได้เกิดโรคระบาดนี้ในประเทศ ในขณะนี้ประเทศจีนสามารถ
ควบคุมการระบาดได้ แต่โดยธรรมชาติของ โรคติดเชื้อแล้ว จะยังมีแหล่งของเชื้อน้ีอยู่ผู้ติดเชื้อรายแรกที่ถูก
ตรวจพบนอกประเทศจีนเป็นคนจีนที่เดินทางมาถึง สนามบินสุวรรณภูมิประเทศไทย เมื่อ 8 มกราคม 2563
และประเทศไทยแถลงการตรวจพบเมื่อ 13 มกราคม 2563 หลังจากนน้ั มีผู้ปว่ ยหลายรายที่มาจากประเทศอ่ืน
ส่วนผู้ที่ติดเชื้อที่รับเชื้อในประเทศไทยรายแรกมีการ รายงานเมื่อ 31 มกราคม 2563 โดยรับเชื้อจากคนที่ติด
เชื้อทม่ี าจากประเทศจนี

ในอดีตเคยมีการระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหมค่ ือ การเกิดโรค SARS (พ.ศ. 2545) และ MERS
(พ.ศ. 2557) ซงึ่ ทง้ั สองโรคน้ัน ผปู้ ่วยมอี าการหนกั ท้ังหมดและต้องอยใู่ นโรงพยาบาล จึงสามารถระงับการ แพร่
โรคไดเ้ ร็ว ไวรสั โคโรนาที่ก่อโรคในคนในปจั จุบันมี 7 ชนิด ได้แก่

ชนิดท่ี 1-4: โรคหวดั ธรรมดา

ชนดิ ที่ 5: โรค SARS (ซารส์ ) จากไวรสั สายพนั ธุ์ใหม่ พ.ศ. 2545

ชนิดที่ 6: โรค MERS (เมอร์ส) จากไวรสั สายพนั ธ์ใุ หม่ พ.ศ. 2557

ชนิดที่ 7: โรค COVID-19 (โควดิ -19) จากไวรสั สายพันธใุ์ หม่ พ.ศ. 2562

23

การระบาดที่ใกล้เคียงกับโควิด-19 มากที่สุดคือ การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
(Influenza A (HIN1) pdm09 Virus) พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) ซึ่งเริ่มจากอเมริกาแล้วระบาดหนักไปทั่วโลก
ทั้งน้ี คนที่ติดเชื้อโควิด-19 สามารถแพร่เชื้อได้นานกว่า และส่วนใหญ่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการเลย จึง
ควบคมุ การ ระบาดไดย้ ากจนเกิดการระบาดไปทั่วโลก

บงกช โมระสกุล (2564 หน้า 181) ได้กล่าวถึงโรคโควิด-19 (Corona Virus Disease,COVID19) คือ
โรคติดต่อซึ่งเกิดจากไวรัสโคโรนาชนิดที่มีการค้นพบล่าสุด เป็นโรคอุบัติใหม่หรือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
(Novel coronavirus) ท่ีทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจตั้งแต่โรคไข้หวัดธรรมดาจนถึงปอดอักเสบ
(pneumonia) ที่มีอาการรุนแรง เช่น โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) และโรคระบบทางเดิน
หายใจ เฉยี บพลนั รา้ ยแรง (SARS) ปัจจุบนั องคก์ ารอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับโรคโควดิ -19 เป็นการ
ระบาดใหญ่ หรอื ระยะ Pandemic จากการแพร่ระบาดทว่ั โลก

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (2563,หน้า1) กล่าวว่าไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสสัตว์มี หลาย
สายพันธุ์ โดยปกติไม่ก่อโรคในคนแต่เมื่อกลายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคในมนุษย์ได้ ซึ่งมักเกิดจากการจัดการที่ผิด
ธรรมชาติโดยมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์ยังไม่รู้จักและไม่มีภูมิต้านทานก็จะเกิดการระบาดของโรคในคน โดยโรค
โควิด-19 COVID-19,ยอ่ มาจาก Coronavirus disease 2019 เปน็ โรคติดเชอ้ื ทางเดินหายใจท่ีเกิดจากไวรัสโค
โรนา ซ่ึงมี ชือ่ ทางการว่า SARS-CoV-2 ท าให้เกดิ ไข้ ไอ และอาจมีปอดอักเสบ

สรุปได้ว่าไวรัสโควิด-19 คือโรคไวรัสชนิดหนึ่งที่เกิดจากการกลายพันธุ์จากไวรัสสัตว์สู่คนโดยจัดเป็น
โรคตดิ ตอ่ ทางเดินหายใจลา่ สดุ ที่มีความรนุ แรง และสง่ ผลกระทบต่อคนท่วั โลก ยากตอ่ การควบคมุ
ผลกระทบจาก COVID-19

นพ.ยง ภู่วรวรรณ (2564) กลา่ วถงึ ผลกระทบจาก COVID-19 ว่าเปน็ การระบาดท่ัวโลก สง่ ผล กระทบ
เป็นวงกว้าง และมีผลกระทบที่รุนแรงในหลาย ๆ ด้านและต่อเนื่องไปอีกระยะเวลาหนึ่งท่ีผู้คนทุกคนจะ ได้รับ
ผลกระทบน้ี ตอ้ งปรับตัวในหลาย ๆ ด้าน

1. ผลกระทบตอ่ ระบบสาธารณสขุ
ทางด้านสาธารณสุขมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม การรับมือกับผลกระทบทั้งในระยะสัน้ และ
ระยะยาวจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยผลกระทบทางตรงในระยะสั้น กระทรวงสาธารณสุขต้อง
ดำเนินการทัง้ การปฏิบตั ิงาน ติดตามการปฏิบัตงิ าน การป้องกัน ควบคุมการระบาด และการรักษาผู้ป่วย จาก
เชื้อ ไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 สำหรับในระยะยาวประเทศไทย มีแนวโน้มท่ีจะเผชิญกบั โรคโควิด-19 ไป อีก
นาน และ อาจเป็นโรคประจ าถิ่นที่ไม่หมดไปจากโลก ช่วงแรกเป็นการด าเนินการควบคุม ให้ผู้ป่วยใหม่ลด
จำนวนลง และ ผู้ป่วยสะสมไม่เกินก าลังของการให้บริการทางสาธารณสุขของประเทศไทย โดยเริ่มด าเนิน
การต้ังแต่เริ่มมีโรค ระบาดเข้าประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม 2563 และอาจยาวนานไปหลายเดือน จนถึง
เดอื นพฤษภาคม สถานการณ์ดีขนึ้ มาก หากต่อมาอาจมีการกลบั มาระบาดซ้ำชว่ งเดือนมีนาคม 2563 มีการพบ

24

ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก เป็นช่วงที่มีผลกระทบกับสุขภาพของคนและขีดความสามารถของโรงพยาบาล เริ่มมีการ
เตรียมการโรงพยาบาล สนามหลายแห่ง เพราะพบผู้ติดเช้ือเพ่ิมขึ้นมากจากกรณีสนามมวยและสถานบันเทิง
และมีผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง จึงต้อง ใช้ทรัพยากรสาธารณสุขในการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มข้น ซึ่งหลาย
โรงพยาบาลสำคัญมีภาระเพิ่มขึ้นอย่าง มากโดยเฉพาะแหล่งระบาดที่สำคัญ เช่น ในกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต
และจังหวัดทางภาคใต้ โรงพยาบาลหลายแห่ง ต้องเลื่อนนัดผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 ไปก่อนในช่วงมีโรค
ระบาด โรงพยาบาลจะเป็นสถานที่ทที่ ำงานหนัก และตอ้ งระมัดระวังเร่ืองการเป็นแหล่งกระจายเชื้อของผู้ป่วย
สบู่ คุ ลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยดว้ ยกันเอง เพราะ โรงพยาบาลในประเทศไทยเป็นท่ีท่ีมีผู้มาใช้บริการมาก
ดังนั้นในช่วงมีโรคระบาดเป็นช่วงที่ผู้ปว่ ยเร่งด่วนที่ไม่ได้ติด เชื้อโควิด-19 ได้ผลกระทบค่อนข้างมาก เช่น เป็น
ช่วงทีผ่ ูป้ ว่ ยโรคไม่ติดตอ่ เร้ือรัง เชน่ โรคความดนั เบาหวาน เอช ไอวี/เอดส์ และโรคจิตเวชเรอื้ รัง ซึ่งใหอ้ ยู่รักษา
ที่บ้านหรือรับยาผ่านไปรษณีย์ไปก่อน รอสถานการณ์ให้ดีขึ้น หลังจากสถานการณ์เริ่มดีขึ้นในระยะต่อมาหลัง
การระบาด ผู้ปว่ ยผ่าตัดท่ีรอได้ ผ้ปู ่วยโรคระบบหวั ใจและหลอด เลอื ด โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดนิ อาหารและ
ทางเดินหายใจ ต้องได้รับการดูแลหลังจากชะลอการพบแพทย์ไป ก่อนหน้านี้และอาจกลับมาสู่การรับบริการ
ต่อมาก็จะเป็นลำดับของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดัน เบาหวาน เอชไอวี/เอดส์ และโรคจิตเวช
เรื้อรัง ซึ่งให้อยู่รักษาที่บ้านหรือรับยาผ่านไปรษณีย์ในช่วงก่อนหน้านี้ ต้อง กลับมาโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์
หรือรับการรักษา ในระยะยาวจะเกิดผลกระทบใน 3 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ (Economic
injury) ซึ่งส่งผลมากระทบด้านสุขภาพจิต เช่น คนมีความเครียด ซึมเศร้า หรือฆ่าตัวตาย นอกจากนี้การ
ใหบ้ ริการในภาวะวิกฤติมาอยา่ งยาวนานยงั สง่ ผลต่อสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์ ซ่งึ ทำงาน หนักเกิด
ความเครียดจากการระบาดของโควดิ 19 ย่อมส่งผลต่อกระทบต่อทุกหน่วยทางสังคม ได้แก่ บุคคล ครอบครัว
และชุมชน ซึ่งระบบสาธารณสุขต้องเข้าไปช่วยในการดูแลเรื่องสุขภาพจิตใจของผู้คนในสังคม และ บุคลากร
ทางการแพทย์ท่ีมีผลกระทบโดยตรง

2. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกจิ การคา้ การทำงาน
ด้วยมาตรการการควบคุมโรคที่ทุกประเทศใช้อยู่ขณะนี้ ตั้งแต่การลดการเดินทางการเข้าออก พื้นที่
การปิดสนามบิน การใช้มาตรการ Social distancing มีการปิดสถานที่ ปิดสถานการค้า และกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจ ปิดเมือง ฯลฯ ย่อมมีผลกระทบไปถึงการชะงักงันของเศรษฐกิจการค้า การทำงานผลิต และ
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โรงแรม ร้านอาหาร รวมไปถึงการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกันทุกคนมีความกังวล และต้องดูแลปกป้องตัวเองมีการกักตัวอยู่กับบ้าน หลายคนไม่สามารถมา
ทำงาน หาเลี้ยงชพี แบบปกติได้ ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดกิจการ หรือทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนทำให้ขาด
รายไดม้ าจุน เจอื ครอบครวั ถึงแม้ว่ารฐั บาลจะมมี าตรการเยยี วยา ผู้ขาดรายได้ในรปู แบบ คนไทยไม่ทิง้ กนั แต่ก็
ยังเกิด ความเครียดและปัญหาทางสุขภาพจิตตามมา การค้าและการลงทุนเกิดผลกระทบค่อนข้างรุนแรง
แม้แต่เศรษฐกิจ โลกกก็ าลังเขา้ ส่วู ิกฤติเศรษฐกจิ ซงึ่ มีท่ีมาจากโควิด 19 เป็นสำคญั ผลกระทบทางลบจากการ
แพร่กระจายของเช้ือ ไวรัสโควิด-19 จึงเกดิ ปญั หาอย่างมาก โดยเฉพาะคนยากจนที่ต้องทำงานหาเล้ียงชีพเป็น
วัน ๆ ซ่ึงคนเหล่านี้จะต้อง ตกงาน สูญเสียรายได้ ซ้ำร้ายคนยากจนเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางดา้ น
สาธารณสุขได้เท่ากบั คนท่ีมีฐานะ การร่วมแรงร่วมใจฟันฝ่าอุปสรรค จงึ ต้องช่วยเหลือแบ่งปนั เพ่ือให้ผ่านวิกฤติ

25

นี้ไปให้ได้ผลกระทบที่สำคัญอีกด้านคือ การผลิตอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลต่อสินค้าขาดแคลน เช่น เครื่องมือ
อุปกรณ์ ทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ ที่ท าให้ สินค้ามีราคาแพง เช่น หน้ากากอนามัย หรือเจลล้างมือ
สินคา้ อปุ โภคบรโิ ภคทีจ่ ำเป็น เกิดปัญหาการเกง็ กำไร ผลกระทบในระยะยาว เน่อื งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ลดลง ทำให้สูญเสียการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เกี่ยวข้อง กับการจ้างงาน ที่ประเทศจะสูญเสียขีด
ความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากจะต้องใช้ทรัพยากร
จำนวนมากมาลงทุนกับการป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 มีการนำเงินกู้จำนวน มหาศาลมาใช้ จนอาจขาด
แคลนทรัพยากรในการลงทนุ ในโครงสรา้ งพืน้ ฐานทจ่ี ำเปน็

3. ผลกระทบทางด้านสงั คม
นอกจากปัญหาทางด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงมาเศรษฐกิจ และมีผลกระทบเชื่อมโยงมา ปัญหาสังคม
กลุม่ เส่ียงท่เี ป็นคนท างานและต้องตกงาน ว่างงาน เพราะจะต้องประสบปัญหาหนักด้านการเงิน รวมถึงคนสูง
วัยที่ ต้องถูกให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เช่น การอยู่บ้าน เพราะคำสั่งจำกัดการเคลื่อนไหวในช่วงวิกฤต บังคับใช้
มาตรการ Social Distancing และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ต้องการให้ไวรัสแพร่กระจายลดลง แต่ก็ส่งผลกระทบต่อ
ความเป็นอยู่ที่ดี ของผู้คนด้วย เมื่อมีการกักกันให้อยู่บ้าน ทำงานที่บ้าน เพื่อป้องกันการระบาดของโรค
ประกอบกับความกลัว จะมี ผลทางจิตใจค่อนข้างมาก ในครั้งการระบาดของโรค MERS มีการศึกษาผลทาง
จิตใจในผู้สัมผัสโรค ก็จะพบมีอาการ ความเครียด (post traumatic stress) คือมีอาการ ตื่นตัว สะดุ้ง ตกใจ
ไม่มีสมาธิ เครียดง่ายกับเรื่องธรรมดา ในยุคปัจจุบันประชาชนเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะหลายคนที่
ถงึ แม้จะไมอ่ ยู่ในเหตุการณ์แตก่ ารเสพสื่อ หรอื รบั รูส้ อ่ื อย่างมาก จึงทำให้เหมือนอยู่ในเหตุการณ์ ผลท่ีเกิดข้ึนก็
จะเกิดความเครียด คล้ายกับป่วยเป็น post traumatic stress มีอาการนอนไม่หลับ หวาดกลัว ตื่นตัว สะดุ้ง
ไม่มีสมาธิในการทำงาน เครียดง่าย ผู้ที่มีอาการ ดังกล่าวในภาพรวม จะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ และจะต้องให้
ความสำคัญมากกวา่ โรคโควิด 19 ในขณะนเี้ สยี อีก
ดังนั้นทางออกที่เป็นไปได้ถ้ารู้ตัวว่ามีอาการดังกล่าว ควรลดในการเสพสื่อและควรเรียนรู้ แยกความ
จริงกับ ความเห็นต้องพกั ผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ดูแลร่างกายให้แข็งแรงให้มสี ติปฏบิ ตั ิตน
อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของทางสาธารณสุขและผู้ท่ีรู้จริงเท่านั้น ในกลุ่มที่สูญเสียหนา้ ที่การงานและต้อง
ประสบ ภาวะความเครียดด้านการเงิน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย ซึ่งปัจจุบันรัฐได้ออกโครงการ
เยยี วยาในดา้ นต่าง ๆ หลายทม่ี โี ครงการช่วยเหลือซึ่งกัน สนบั สนนุ อาหาร ที่อยเู่ พื่อความช่วยเหลือสำหรับผู้คน
ที่ได้รับผลกระทบ ถ้ามองในแง่ดีบ้าง โรคโควิด 19 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและสิ่งแวดล้อมไป
ในทางที่ดีใน 2 เดือน หลังจากการระบาด มีการลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับบรรยากาศโลก
อย่างมากมาย ต้ังแต่มีการปิด เมืองในประเทศจีน มีการลดการใช้น้ำมัน และลดกา รสร้างก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ จนรอยรั่วจากโอโซนในชั้น บรรยากาศแถบขั้วโลกเริ่มปิดลง อีกทั้งมีการลดการสร้างไน
ตรสั ออกไซด์จากรถยนต์จำนวนมากซึ่งเปน็ การลดภาวะ โลกร้อนให้กบั ธรรมชาติได้เป็นอย่างดีโรคโควิด 19 ยัง
ช่วยปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แต่ผลลบอีกด้านหนึ่ง คือ ขยะพลาสติกที่จาก
การส่งสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึน้ ยังมีขยะที่เกิดข้ึนจากหน้ากาก อนามัยและชุดที่ใช้ในการป้องกันโรค หรือท่ี
เรยี กวา่ PPE หรือชุดหมที ่ีมกี ารใช้กนั มาก มาตรการการกำจดั ขยะ พลาสตกิ และกลอ่ งโฟมทีใ่ ช้ส่งอาหาร และ

26

ตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจะต้องมีแผนในการปฏิบัติการกำจัด ขยะพลาสติกอย่างถูกต้องต่อไป ทุก
อย่างมสี องดา้ นเสมอ เมอื่ เกดิ โรคระบาดกม็ ผี ลดีต่อส่ิงแวดล้อมในการลดโลก ร้อนและสง่ิ หน่ึงทจ่ี ะฝึกเราคือฝึก
ให้เรารู้จักความพอเพียง สังคมในโลกยุค โควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต ความเป็นอยู่ของเราอย่าง
มาก การใช้เศรษฐกิจพอเพียง สร้างความอดทนให้ประชากรอดทนอยู่บ้านได้ อดทนต่อ ความยากลำบาก ลด
ความฟุ่มเฟือย การทำให้ครอบครัวอบอุ่น เพราะทุกคนต้องอยู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรม การจับ
มือ การทักทายด้วยการกอด จะมาเป็นยกมือไหว้ สร้างความสามัคคีรว่ มแรงรว่ มใจต่อสู่กบั โรค ร้าย จับมือหัน
หน้าเข้าหากัน เพ่ือแก้ปัญหาร่วมกัน สังคมสมัยใหม่มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น มีการนำ AI มาใช้งาน ในด้าน
ต่าง ๆ ระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ การดูแลผู้ป่วยใช้ Video call หรือประชุมออนไลน์ การใช้เงิน
ดิจทิ ัล การระบาดของโรคโควดิ 19 ยงั ทำใหผ้ ้คู นใส่ใจในสขุ ภาพอนามัยมากขึ้น มีการป้องกนั โรคมากขนึ้ ทำให้
โรคตดิ เชือ้ ทางเดนิ หายใจ โรคทางเดินอาหารลดลง

4. ผลกระทบทางการศกึ ษา
โควิด 19 มีผลกระทบทางการศึกษากับการศึกษาอย่างมาก เพราะเด็กนักเรียนเมื่ออยู่รวมกันใน
โรงเรียน จะเป็นแหล่งระบาดของไวรัสได้เป็นอย่างดี เพราะเด็กจะมีอาการน้อยหรือบางคนไม่มีอาการ แต่
สามารถนำเช้ือกระจายมาท่บี า้ นให้บุคคลในบา้ น คณุ พอ่ คุณแม่ ปู่ยา่ ตา ยาย ซ่งึ ส่วนใหญจ่ ะเป็นผสู้ งู อายุ จงึ มี
ความเสี่ยง สูง ในช่วงการระบาดเด็กนักเรียนนักศึกษาทั่วโลกมากกว่า 1,500 ล้านคนต้องหยุดการเรียนการ
สอนในโรงเรียน และมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นการสอนทางไกล เรียนทบี่ า้ น ใชเ้ ทคโนโลยีเข้ามา
ช่วยหลายคนจะต้อง ปรับตัวกับระบบการเรียนการสอน สำหรับเด็กนักเรยี นอนุบาลหรือประถมศึกษาทีอ่ ยู่ใน
วัยประถมวัย การเรียนการ สอนจำเป็นอย่างย่ิงที่จะตอ้ งใช้ผูป้ กครองพ่อแมท่ ี่อยู่ที่บ้าน ช่วยเรื่องการเรียนการ
สอนในระยะนี้ และจะเกิดขึ้นอีก หลายเดือนสำหรับในประเทศไทยในช่วงการระบาด ช่วงแรกเป็นช่วงปิด
เทอม ซง่ึ นบั ว่าโชคดี แตก่ ็มีการเลอื่ นเปดิ เทอมออกไปไดร้ ะยะเวลาหนึ่ง ชว่ งแรกจึงเป็นช่วงปรับเปล่ียนวิธีการ
ช่วงเวลาท่ีทกุ คนอยู่บ้าน ผปู้ กครองทุกคนก็ จะมีหน้าท่ีเปน็ ครูสำหรับเด็กด้วยในเวลาเดียวกนั เพ่ือให้การเรียน
การสอนของเด็กไม่ติดขัด ในภาคการศึกษาแรก ของปีที่จะมาถึง ยังไม่แน่ว่านักเรียนจะไปโรงเรียนได้ทุกคน
อาจต้องสลับกันไป เพื่อลดความหนาแน่น ทุกคนจะต้อง ช่วยกันเพื่อไม่ให้การศึกษาของเด็กไทยต้องหยุดหรือ
ขาดตอนไป มีการใช้ระบบการศกึ ษาทางไกลต่าง ๆ เข้ามาช่วย เชน่ ระบบ DLTV การ เรียนการสอนผ่านทวี ีใช้
ระบบออนไลน์ผ่าน internet เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบการ ผสมผสานตามความ เหมาะสมของแต่ละ
โรงเรียน โดยมีการเตรียมการและทดลองเพื่อให้เกิดการปรับตัวก่อนเปิดภาค เรียนในช่วงการระบาด
ผลกระทบอีกด้านของการศึกษาในระดับสูงขึ้น คือวิทยาลัยและมหาวทิ ยาลัย ที่เด็ก นักเรียน นักศึกษาจะต้อง
ปรับวธิ ีการเรยี นการสอนมาเปน็ แบบออนไลน์มากขน้ึ ระบบท่ีปรับเปลีย่ นใหม่ย่อมมที ั้ง ขอ้ ดแี ละข้อเสีย ท่ีต้อง
หาทางปรับปรุงและเลือกในแนวทางที่ดที ี่สุด แม้ว่าบางโรงเรยี นหรือมหาวิทยาลัยจะ สามารถเตรียมตัวรับมือ
กับการเรียนการสอนออนไลน์ได้ดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นการบังคับให้

27

การศึกษาต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และเทคโนโลยีในชว่ งเวลาสั้น ๆ แต่หากการศึกษา ต้องปรับตัวใน
ระบบออนไลน์ ซึ่งอาจทำการเปลี่ยนภาพรวมของระบบการศึกษา การศึกษาที่มีรูปแบบเป็น แพลตฟอร์ม
(Education platform) นักเรยี นจะเปน็ ฝ่ายเลอื กสง่ิ ทเ่ี รียนตามความสนใจ เชน่ ระบบ MOOC นกั เรยี นเข้าใจ
ความชอบและสิ่งที่ตัวเองเรียน นักเรียนอยากเรียนในวิชาที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิด
ความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควดิ -19 จะคลี่คลายลงแล้ว แต่ก็
ยากที่ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนกลับสู่รูปแบบเดิม (New normal) นอกจากทางด้านการศึกษาแล้ว วิถีการ
ดำเนนิ ชีวติ ของผู้คนก็ปรับเปล่ียนไปมาก การระมดั ระวังตนเอง การใสห่ น้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง การ
ล้างมือ การดำเนินชวี ิตทด่ี แู ลตนเองมากข้ึน วถิ ชี วี ติ แบบใหม่นี้ (New normal) น่าจะปรับเปล่ียนอยู่ตอ่ ไป

สรุปได้ว่า ผลกระทบที่เกิดจากเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่และยากต่อ
การ ควบคุมความรุนแรง ส่งผลให้เกิดการปรับตัวทางสังคมให้อยู่กับโรคระบาดได้โดยการใช้ชีวิตแบบ New
normal การเว้นระยะห่าง การนำเทคโนโลยมี าใช้ในการแกไ้ ขปัญหาทัง้ ด้านการทำงานและการศกึ ษา เพื่อให้
เศรษฐกจิ เดนิ หน้าได้ต่อไป

แนวทางการป้องกัน COVID-19
กรมควบคุมโรค (25464,หน้า1) แนวทางการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เพ่ือป้องกันและลดการแพร่

เชื้อโควิด 19
1. ออกจากบา้ นเม่ือจำเป็นเท่าน้ัน หากออกนอกบา้ นให้เวน้ ระยะห่างจากคนอน่ื อยา่ งน้อย 1- 2 เมตร

หลกี เล่ยี งการเขา้ ไปในพ้ืนท่ที ่ีมีคนหนาแน่นแออดั หรอื พ้นื ท่ปี ิด
2. สวมหนา้ กากอนามยั หรอื หน้ากากผา้ ตลอดเวลาเม่อื อย่นู อกบ้าน
3. ใช้รถสาธารณะเมื่อจำเป็นเท่านั้น และหลีกเสี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน หากต้องซ้อนมอเตอร์ไซด์ควร น่ัง

หนั ข้าง
4. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ส้วมหรือ

หลังจากไอจาม หรือหลังสัมผัสจุดเสี่ยงที่มีผู้ใช้งานร่วมกันในที่สาธารณะ เช่น กลอนหรือลูกบิดประตูราว จับ
หรือ ราวบนั ได เป็นต้น

5. หลีกเลีย่ งการใช้มือสัมผัสใบหนา้ ตา ปาก จมูก โดยไมจ่ ำเป็น
6. ผู้ที่เป็นกลุ่มเสีย่ ง ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 70 ปี ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรค ความ
ดันโลหิตสูง โรคปอด และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ให้เลี่ยงการออกนอกบ้าน เว้นแต่จำเป็นให้ออกนอกบ้านน้อย
ทสี่ ุด ในระยะเวลาส้นั ทสี่ ุด
7. แยกของใชส้ ว่ นตัว ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น

28

8. เลือกทานอาหารที่ร้อนหรือปรงุ สกุ ใหม่ ๆ ควรทานอาหารแยกสำรับ หรือหากทานอาหาร ร่วมกนั
ให้ใช้ช้อนกลางส่วนตวั ออกกำลงั กายสม่ำเสมอ และพกั ผ่อนใหเ้ พยี งพอ

9. หากเดินทางกลับจากประเทศหรือพื้นท่ีที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ควรกัก ตัวเองท่ี
บ้าน 14 วัน และปฏิบตั ิตามประกาศของกระทรวงสาธารณสขุ

10. หมั่นสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้ไป รับ
การตรวจรักษาทโ่ี รงพยาบาลใกล้บ้านทันที

การจัดการเรยี นการสอนในยคุ COVID-19

1. รปู แบบการจดั การเรียนการสอนในยคุ COVID-19
กระทรวงศึกษาธิการ (2563,หน้า6) ได้ก าหนดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนใน
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ใน 3 รูปแบบ ซึ่งโรงเรียนสามารถ
เลอื กรูปแบบการจัดการเรยี นการสอนโดยพิจารณาตามความเหมาะสมและบริบทของโรงเรยี น ดังนี้

1.1 การเรียนในชั้นเรียน (On-Site) การเรียนการสอนที่เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใน
โรงเรียนหรือใน ชั้นเรียนเป็นหลัก โดยครูผู้สอนสามารถนำรูปแบบการเรียนการสอนอื่นๆ มาบูรณาการใช้กับ
การเรยี นในชนั้ เรียน ได้ เช่น การเรยี นผ่านโทรทศั น์ (On-Air) หรือการเรียนผา่ นอนิ เทอรเ์ น็ต (Online) เปน็ ตน้

1.2 การเรียนผ่านโทรทศั น์ (On-Air) การเรยี นการสอนทางไกลผา่ นโทรทัศน์ในระบบดจิ ิทัลและ
ระบบ ดาวเทยี มเพ่ือให้นักเรียนเข้าถึงการเรียนรใู้ นทกุ ครวั เรือน ทั้งนี้มลู นธิ ิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมใน
พระบรม ราชูปถัมภ์ ได้อนุเคราะห์ในการสง่ สัญญาณออกอากาศ 15 ช่องสัญญาณ (อนุบาล 1 -ม.6) พร้อมท้ัง
อนุเคราะห์ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนเนื้อหาสาระ
การเรียนรู้ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พน้ื ฐานเปน็ ผจู้ ัดทำสอื่ วิดิทัศนก์ ารเรยี นการสอน

1.3 การเรยี นการสอนแบบออนไลน์ (Online) การเรยี นการสอนแบบออนไลน์ เปน็ การศกึ ษา
ผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยนักเรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ หรือครูอาจก าหนดเนื้อหาการ
เรียนรู้เพื่อให้ นักเรียนเข้าถึงเนื้อหาด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา เนื้อหาอาจประกอบด้วยข้อความ ,รูปภาพ ,
เสียง , วิดีโอ และสื่อ มัลติมีเดียอื่น ๆ ซึ่งนักเรียน ครู และเพื่อนร่วมชั้นเรียนสามารถติดต่อ สื่อสาร ปรึกษา
หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบบเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนทั่วไป โดยใช้ช่องทางการสื่อสารผ่าน E-mail,
Chat, Social Network เป็นตน้

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2564,หน้า2-) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนใน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โรงเรียนหลายแห่งไม่สามารถ

จัดการ เรียนการสอนได้ตามปกติ จึงอาจนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning)

มาผสมผสาน หรือใช้ในการจัดการเรียนการสอนแทนวิธีการแบบปกติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจท่ีถูกต้องตรงกัน

จึงกำหนดขอบเขต ความหมายของรูปแบบการเรยี นการสอน ดังนี้

29

รปู แบบที่ 1 On - site : การจัดการเรยี นการสอนแบบปกติทโี รงเรียน หมายถึง การจัดการเรียนการ
สอนแบบปกตทิ โ่ี รงเรยี น โดยโรงเรียนต้องปฏบิ ัติตามมาตรการท่ีศนู ยบ์ ริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติด
เชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หรือที่กระทรวงสาธารณสุขก าหนดอย่างเคร่งครัดและมีเง่ือนไขข้อใดข้อหนึ่ง
ดังนี้

1. นักเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนทางไกล หรือมีอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอน
ทางไกลไมเ่ พยี งพอ เช่น ครอบครัวมีบตุ รหลาน 2 คน แต่มีโทรทศั น์ 1 เครอ่ื ง เป็นตน้

2. นักเรียนที่ไม่มีผู้ปกครองดูแลในขณะเรียนทางไกลอยู่ที่บ้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของ
นกั เรียน

3. นักเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนทางไกล ตามข้อ 1) และไม่มีผู้ปกครองดูแล ตาม
ขอ้ 2)

4. โรงเรียนอยู่ในพ้นื ท่ที ี่ไมม่ ีการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019
5. โรงเรียนขนาดเล็ก หรือโรงเรียนขนาดกลาง ที่สามารถจัดการเรียนการสอนตามมาตรการเว้น
ระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 (ศบค.) หรือกระทรวงสาธารณสุขหรือศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 จังหวัดกำหนดอยา่ งเครง่ ครัด
ซึ่งในการจัดการเรยี นการสอนแบบ On - site นน้ั สามารถดำเนินการได้ ดงั นี้
แบบที่ 1 มาเรียนทุกระดับชั้น หมายถึง โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขนาดกลางท่ีสามารถให้
นักเรียนมาเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ ตามเงอื่ นไขในข้อ 5) และรวมถึงโรงเรยี นขนาดอ่ืนทต่ี ้ังอยู่ในพื้นท่ีท่ีไม่มี
การ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID – 19)
แบบที่ 2 แบง่ 2 กลมุ่ สลับเวลามาเรยี น รอบเช้า-รอบบ่าย หมายถึง โรงเรียนท่ีจดั การเรียน การสอน
แบบผสมผสาน (Blended Learning) ทั้งรูปแบบ On - site และในรูปแบบการเรียนการสอนทางไกล
(Distance Learning อ่นื ๆ โดยแบง่ กลมุ่ นักเรียนออกเปน็ 2 กลุ่มในระดับชั้นเรยี นหรือรายห้องเรียนตามดุลย
พนิ ิจ ของโรงเรยี นแต่ตอ้ งเปน็ ไปตามมาตรการที่กำหนด โดยสลบั เวลามาเรยี นในรอบเชา้ และรอบบ่าย เชน่ ถ้า
มนี กั เรียน ตอ่ ห้อง จำนวน 30 คน ให้มาเรยี นในรอบเช้า 15 คน รอบบา่ ย 15 คน สำหรบั นักเรยี นที่รอรอบเข้า
เรียนหรือ หลังจากเข้าเรียนในชั้นเรียนแล้ว โรงเรียนอาจจัดการเรียนการสอนทางไกลเสริมในรูปแบบใด
รูปแบบหน่ึงตาม ความเหมาะสม
แบบที่ 3 แบ่ง 2 กลุ่ม สลับวันมาเรียน วันเว้นวัน หมายถึง โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอน แบบ
ผสมผสาน (Blended Learning) ทั้งรูปแบบ On - site และในรูปแบบการเรียนการสอนทางไกล (Distance
Learning) อื่น ๆ โดยแบ่งนักเรียนในแต่ละห้องเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม สลับเวลามาเรียน วันเว้นวัน แล้วให้มา
เรียน ทุกชั้นเรียนสลับกันไป หรือแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่มตามช่วงชั้น แล้วให้มาเรียนสลับกันไป เช่น ชั้น

30

อนุบาล - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มาเรียนวันจันทร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 มาเรียนวันอังคาร เป็นต้น
สำหรับนักเรียนที่อยู่ ที่บ้าน ให้โรงเรียนจัดการเรยี นการสอนทางไกลเสริมในรูปแบบใดรูปแบบหน่ึงตามความ
เหมาะสม

แบบที่ 4 แบ่ง 3 กลุม่ สลับวนั มาเรียน 1 วัน เวน้ 2 วัน หมายถงึ โรงเรยี นที่จัดการเรียนการ สอนแบบ
ผสมผสาน (Blended Learning) ทั้งรูปแบบ On - site และในรูปแบบการเรียนการสอนทางไกล (Distance
Leaning) อ่ืน ๆ โดยแบ่งนกั เรียนออกเป็น 3 กล่มุ สลบั เวลามาเรยี น วนั เว้น 2 วัน แล้วใหม้ าเรียนทุก ชัน้ เรียน
สลับกันไปหรือแบ่งนักเรยี นออกเปน็ 3 กลุ่มตามช่วงชั้น แล้วให้มาเรียนสลับกันไปเช่น ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 -
2 มาเรียนวันจันทร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 - 4 มาเรียนวันอังคาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 - 6 มาเรียนวันพุธ เป็น
ต้น สำหรับนักเรียนที่อยู่ที่บ้าน ให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนทางไกลเสริมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตาม
ความ เหมาะสม

แบบที่ 5 รูปแบบอ่ืน หมายถึง โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended Learning)
ทั้งรูปแบบ On - site และในรูปแบบการเรียนการสอนทางไกล ( Distance Leaming) อื่น ๆ โดย
นอกเหนือจากที่กล่าวมาทั้ง 4 รูปแบบ โดยทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสำคัญ
ในแต่ ละรอบหรือแต่ละวัน นักเรียนที่มาเรียนต้องมีจำนวนที่นั่งในห้องเรียนแต่ละห้องจะต้องเป็นไปตาม
มาตรการท่ี กำหนดในกรณีนักเรียนบางห้อง เม่ือแบ่งกลุ่มแล้วมีจำนวนนักเรียนเกินมาตรการที่กำหนด ให้
เลือกห้องเรียนทม่ี ี ขนาดใหญข่ น้ึ เช่น หอ้ งประชุม หอ้ งอเนกประสงค์ ได้ตามความเหมาะสม เปน็ ต้น

รูปแบบที่ 2 On – air : การจัดการเรียนการสอนผ่านระบบโทรทัศน์หมายถึง การจัดการเรียนการ
สอน ผ่านระบบโทรทัศน์ ใช้สัญญาณดาวเทียม KU-Band (จานทึบ) ระบบเคเบิ้ลทีวี (Cable TV) ระบบ
Application TV และระบบ IPTV ซึ่งเป็นช่องทางในการเผยแพร่การเรียนรู้ DLTV ของมูลนิธิการศึกษา
ทางไกลผา่ นดาวเทยี มใน พระบรมราชูปถมั ภ์ ในระดบั อนุบาลถงึ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3

รูปแบบที่ 3 On – demand : การจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์ หมายถึง การจัดการ
เรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่สามารถเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ DLTV (www.dltv.ac.th), YouTube (DLTV 1
Channel – DLTV 12 Channels, Application DLTV, DLIT (www.dlit.ac.th) , ติวฟรี.com, Application
DLIT, OBEC Content Center บนเวบ็ ไซต์ / Smart Phone / Tablet หรือระบบที่โรงเรียนจัดข้ึน)

รูปแบบที่ 4 Online : การจัดการเรียนการสอนแบบถ่ายทอดสด หมายถึง การจัดการเรียนการสอน
ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในลักษณะการสื่อสารสองทาง ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบถ่ายทอดสด
(LIVE) ระหว่างครูและนกั เรียน ทั้งนี้ นักเรียนจะต้องมคี วามพรอ้ มด้านอุปกรณแ์ ละเครือข่ายอินเทอร์เนต็ โดย

31

ใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Google Meet, Microsoft Teams, Zoom Meeting, Accelerant, WebEx,

Raincloud, Vroom, Line, Facebook เปน็ ต้น

รูปแบบที่ 5 On- hand : การจดั การเรยี นการสอนดว้ ยการนำเอกสารสง่ ที่บา้ น หมายถึง การจัดการ

เรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่ไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนทางไกลในรูปแบบอื่น

โดย การนำหนังสือเรียน แบบฝึกหัด ใบงาน และส่ือการเรียนรู้ต่างๆ ไปให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่บ้าน ภายใต้

ความดแู ล ชว่ ยเหลือของผ้ปู กครองในขณะที่เรียน

สรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนในยุค COVID-19 มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ

หลากหลายโดยใช้รูปแบบการสอนแบบผสมผสานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถ จัดการเรียนการ

สอนได้ ตามปกติ ประกอบไปดว้ ยรปู แบบ On-Site, On-air, On-demand, Online, On-hand เป็นตน้

บทบาทของครูในการจัดการเรยี นการสอนในยคุ COVID-19

1. รปู แบบ On - site : การจัดการเรยี นการสอนแบบปกติท่โี รงเรยี น (มาตรการ ศบค.)
1.1 โรงเรียนต้องมีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศบค.จังหวัด หน่วยงาน

สาธารณสุข หนว่ ยงานฝ่ายปกครองหรือหนว่ ยงานอ่ืน ๆ ทีเ่ กี่ยวข้องภายในพนื้ ท่ี และนำมาเป็นแนวทางในการ
จดั การเรยี นการ สอนในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดฯ โดยให้ผู้ปกครองมีสว่ นร่วมในการวางแนวทางดังกลา่ ว

1.2 โรงเรียนต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า
แอลกอฮอล์เจลและน้ำยาท ความสะอาด เป็นต้น ไว้อย่างเพียงพอในกรณีที่ผู้ปกครองไม่สามารถจัดหาให้กับ
นักเรียนได้

1.3 จัดทำมาตรการเพื่อเฝา้ ระวังและป้องกันในกรณีการเดินทางไปโรงเรยี นโดยพาหนะโดยสาร
ประจ าทาง เช่น เดินทางด้วยรถรถยนต์ รถโดยสารประจำทาง หรือทางเรือโรงเรียนจะต้องมีการกำหนด
มาตรการ รว่ มกบั ผูใ้ หบ้ รกิ ารโดยสารอย่างครอบคลมุ และชัดเจน

1.4 ครูให้คำแนะนำกำกับติดตามขณะที่นักเรียนมาโรงเรียนใหถ้ ือปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค.
กำหนด (Social Distancing)

1.5 ครูร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน มีการกำหนดเครื่องมือการ
วดั และประเมนิ ผลทส่ี ร้างขน้ึ ตามบริบทของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล

1.6 ครแู ละผ้ปู กครองร่วมกนั หาแนวทางแกไ้ ขปัญหาการเรยี นรู้สำหรบั นักเรยี น
2. รปู แบบ On - air : การจัดการเรียนการสอนผ่านระบบโทรทัศน์

2.1 ครูให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองเกี่ยวกบั การจัดสถานท่ีในการเรยี นรู้ที่บ้านให้มีความเหมาะสม
ในการเรียนรู้ เช่น จัดสถานที่ให้มแี สงสว่างท่ีเพียงพอ ไม่มากไปและไม่น้อยไป ไม่มีเสียงดังรบกวนและดูแลให้
คำแนะนำอยา่ งใกล้ชิดตลอดการเรียนรูใ้ นแต่ละรายวิชา เปน็ ตน้

2.2 ผู้ปกครองต้องเตรียมระบบอินเตอร์เน็ตจัดอุปกรณ์ที่จ าเป็นต่อการเรียนรู้เช่น โทรทัศน์
คอมพิวเตอร์ โนต้ บุ๊ค แทบ็ เลต็ สมาร์ทโฟน เป็นตน้ ใหม้ คี วามพร้อมในการจดั การเรยี นรู้ เป็นต้น

32

2.3 ครูให้คำแนะนำนักเรียนและผู้ปกครองขณะเรียน On - air ผ่านระบบโทรทัศน์ เช่น Ku
Band เคเบิลทวี่ ี ระบบ Application TV ระบบ IPTV และ YouTube เปน็ ตน้ โดยต้องมกี ารประสานงานแจ้ง
ตารางเวลา เรยี นตามรายวชิ าทมี่ ีการออกอากาศให้ผู้ปกครองทราบ

2.4 ครูร่วมกับผู้ปกครองในการกำกับดูแลนักเรียนให้สามารถเรียนรู้ผ่านระบบโทรทัศน์ได้ตาม
ตารางเรยี นทกี่ ำหนด

2.5 ครูและผปู้ กครองร่วมกันจดั ตารางและนัดหมายวันและเวลาในการรับ - สง่ ใบงาน แฟ้มงาน
ของนักเรียน หรอื สามารถสง่ ทางระบบออนไลน์และช่องทางอืน่ ๆ ทไ่ี ดน้ ัดหมาย พร้อมทั้งสือ่ สารกับผู้ปกครอง
เพอ่ื รายงานผลการเรียนของนักเรยี นแต่ละรายวิชาตามช่องทางต่าง ๆ

2.6 ครูร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน มีการกำหนดเครื่องมือการ
วัดและประเมินผลทส่ี ร้างขึ้นตามบริบทของนักเรียนเปน็ รายบคุ คล

2.7 ครแู ละผู้ปกครองร่วมกับหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเรยี นรสู้ ำหรับนกั เรยี น
3. รูปแบบ On - demand : การจดั การเรยี นการสอนผ่านสอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส์

3.1 ครใู ห้คำแนะนำแกผ่ ปู้ กครองเกี่ยวกบั การจัดสถานที่ในการเรยี นรทู้ ี่บ้านให้มีความเหมาะสม
ตอ่ การเรียนรขู้ องนักเรยี น เชน่ จัดสถานทใี่ ห้มแี สงสวา่ งที่เพยี งพอ ไมม่ ากไปและไมน่ ้อยไปไม่มีเสียง ดงั รบกวน
และดูแลใหค้ ำแนะนำอย่างใกล้ชดิ ตลอดการเรียนร้ใู นแตล่ ะรายวิชา

3.2 ผปู้ กครองตอ้ งเตรยี มระบบอินเตอร์เนต็ และจดั อปุ กรณท์ ี่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เช่น โทรทัศน์
คอมพิวเตอร์ โน้ตบคุ๊ แทบ็ เล็ต สมาร์ทโฟน เป็นต้น ใหม้ ีความพร้อมในการจัดการเรียนรู้

3.3 ครูให้คำแนะนำนักเรียนและผู้ปกครองขณะในการเรียนแบบ On - demand ผ่านระบบ
โทรทัศน์ เช่น Ku-Band เคเบิลทีวี ระบบ Application TV ระบบ IPTV และ YouTube เป็นต้น หรือให้
คำแนะนำ ในกรณีรับชมย้อนหลัง โดยมีการประสานงานแจ้งตารางเวลาเรียนตามรายวิชาที่มีการออกอากาศ
ใหผ้ ู้ปกครอง ทราบ

3.4 ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ DLTV,
YouTube, Application, OBEC Content Center บน Smart Phone / Tablet เปน็ ตน้

3.5 ครูประสานกับผูป้ กครองในการให้คำปรึกษา ชแ้ี นะในการเรียนผ่านส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
3.6 ครูประสานกับผู้ปกครองให้ช่วยกำกับติดตามในการทำเอกสาร และส่งแฟ้มงานนักเรียน
ตามทีค่ รกู ำหนด
3.7 ครปู ระสานกบั ผู้ปกครองในการแจ้งผลการเรยี นร้ขู องนักเรียนเปน็ ระยะ
3.8 ครูร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน มีการกำหนดเครื่องมือการ
วดั และประเมนิ ผลท่สี ร้างข้นึ ตามบริบทของนักเรยี นเป็นรายบุคคล
3.9 ครูและผ้ปู กครองร่วมกับหาแนวทางแกไ้ ขปัญหาการเรียนรขู้ องนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ

33

4. รูปแบบ Online : การจดั การเรียนการสอนแบบถ่ายทอดสด (LIVE)
4.1 ครูจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในลักษณะการส่ือสารสองที่เป็น

กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบถ่ายทอดสด (LIVE) ระหวา่ งครแู ละนักเรยี น นกั เรยี นจะต้องมีความพร้อมด้านอุปกรณ์
และ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น GoogleMeet, Microsoft Teams, Zoom Meeting,
AcuLearn, WebEx, Braincloud, VRoom,Line, Facebook เปน็ ตน้ หรือชอ่ งทางอน่ื ๆ ตามการนดั หมาย

4.2 ครูตรวจสอบการเข้าเรียนของนักเรียนตามรูปแบบการกำหนดเวลาเรียนของโรงเรียน
ในชว่ ง กอ่ นเร่ิมจัดกจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้ชอ่ งทางการส่อื สารตามการนดั หมาย

4.3 ครตู ิดตามใหน้ ักเรยี นเข้าเรยี นผา่ นช่องทางการสือ่ สารตามการนัดหมาย
4.4 ครูติดตามการรับ-ส่งแฟ้มงานนักเรียนทางระบบออนไลน์ และช่องทางการสื่อสารตามการ
นัด หมาย
4.5 ครูวางแผนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน มีการกำหนด
เครือ่ งมอื การวดั และประเมินผลที่สรา้ งขึ้นตามบริบทของนักเรยี นเป็นรายบุคคล
4.6 ครแู ละผปู้ กครองร่วมกับหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างสมำ่ เสมอ
5. รปู แบบ On - hand : การจัดการเรยี นการสอนด้วยการนำสง่ เอกสารที่บ้าน
5.1 ครูดำเนินการรับ-สง่ แฟ้มงานนักเรียน และสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองโดยกำหนดวนั
เวลาและสถานท่ีอย่างชดั เจน ในกรณีทไี่ มส่ ามารถรบั - ส่งแฟ้มงานนกั เรยี นได้ตามนดั หมาย อาจใชร้ ะบบขนส่ง
ทาง ไปรษณยี ์ หรอื ระบบขนสง่ ของเอกชนในการอำนวยความสะดวก
5.2 ครูประสานกับผู้ปกครองในการให้คำปรึกษา การจัดทำเอกสาร ใบงาน การติดตามแฟ้ม
งาน ท่คี รจู ดั ส่งใหแ้ กน่ กั เรยี น
5.3 ครูประสานกับผู้ปกครองคอยกำกับติดตามการส่งแฟ้มงานของนักเรียนให้ตรงตามกำหนด
นัดหมาย
5.4 ครูร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน มีการกำหนดเครื่องมือการ
วัด และประเมินผลท่สี รา้ งขึ้นตามบรบิ ทของนักเรียนเป็นรายบคุ คล
5.5 ครแู ละผู้ปกครองร่วมกับหาแนวทางแกไ้ ขปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ

องค์ประกอบของการจดั การเรยี นรอู้ อนไลน์

1. ผู้สอน (Instructor) เป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหาองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับผู้เรียนให้เกิดความเข้าใจใน
เนื้อหาประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของผู้สอน มีส่วนทำให้การสอนออนไลน์บรรลุเป้าหมาย ซึ่งบทบาทของ
ผู้สอนเป็นผู้ให้คำแนะนำ (Guide) พี่เลี้ยง (Mentor) เป็นผู้ฝึก (Coach) อำนวยความสะดวก (Facilitators)
เพื่อ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเล็งเห็นศักยภาพของตนเองในด้านการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะ ในการ
เรียนทักษะ ด้านความรู้ที่ใช้ในการทำงาน ความสามารถในการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการทำงานที่สอนกันได้
(Hard Skill) เพ่อื นำไปสู่การปฏบิ ัติงานทเ่ี หมาะสม และการพฒั นาทกั ษะด้านอารมณ์ ความสามารถในการอยู่

34

ร่วมกับผู้อื่น รวมถึง การพัฒนาตนเอง (Soft Skill) เพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
รวมทง้ั การส่งเสรมิ ให้เกิด ความเข้าใจเนอ้ื หาการเรียนได้รวดเร็วและนานขนึ้

2. ผู้เรยี น (Student) เป็นผู้รับเนอ้ื หาและองค์ความรจู้ ากผสู้ อน ซึง่ ผ้เู รียนจ าเปน็ ตอ้ งมีความ พรอ้ ม
ในด้านการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ การรู้เท่าทันสื่อ (Digital Literacy) สามารถสืบค้น วิเคราะห์ข้อมูล
ประเมนิ เนอ้ื หาอยา่ งเปน็ ระบบ โดยใชว้ ิจารณญาณในการตัดสนิ ใจเก่ยี วกบั ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

3. เนื้อหา (Content) เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเรยี นการสอนบรรลุตามวตั ถุประสงค์ เนื้อหา ควร
มีการออกแบบโครงสร้างตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา มีการวางแผนผังรายวิชาเพื่อเป็นระบบนำทาง
เชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาต่าง ๆ ในบทเรยี น สำหรับขอ้ ความของเน้ือหาควรมีความชดั เจน กระชบั เข้าใจงา่ ย มีการ
ปรบั ปรุงใหท้ ันสมยั อย่ตู ลอดเวลา เพือ่ ให้ผ้เู รียนศึกษาทำความเข้าใจได้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม

4. สื่อการเรียนและแหล่งเรียนรู้(Instructional Media & Resources) ถือว่ามีความสำคัญเป็น
อย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา สื่อการสอนที่ดีจะเป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาขณะท่ี
เรียน ได้ สื่อที่ใช้ในการสอนควรที่มีความแปลกใหม่ ดึงดูดความสนใจของผู้เรียนและกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น
วิดีโอ ภาพนิ่ง ภาพเคล่ือนไหว สถานการณ์จำลอง บทความวิชาการ เปน็ ต้น

5. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning Process) เป็นกระบวนการออกแบบการเรียนรู้ให้กับ
ผู้เรียนตามหัวข้อ วัตถุประสงค์ เนื้อหา สื่อการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ วิธีการวัดประเมินผล โดยอาศัย
เทคโนโลยี สารสนเทศมาออกแบบวิธีการจัดการเรียนรู้ภายใต้กระบวนการวิเคราะห์ (Analysis) วางแผน
ออกแบบ (Planning Design) นำไปใช้ (Implement) พัฒนา (Development) ประเมินผล (Evaluation)
หลักสูตรการเรียนรู้ให้กับ ผู้เรียน ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้
สามารถนำเนอ้ื หาไปประยุกตส์ ู่การ เรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning)

6. ระบบการติดต่อสื่อสาร (Communication Systems) มีส่วนสำคัญทำให้การจัดการเรียน การ
สอนแบบออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งการติดต่อสื่อสารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1) การสื่อสารทาง
เดียว (One-Way Communication) เป็นการถ่ายทอดเนื้อหาผ่านสื่อการสอน เช่น วิดีโอ (Video)
PowerPoint ภาพนิ่ง (Slide) สถานการณ์จำลอง (Scenario) กรณีศึกษา (Case Study) โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์
ระหว่างผสู้ อนกบั ผู้เรยี น 2) การสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) เปน็ การถา่ ยทอดเน้ือหาผ่าน
สื่อการสอน เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) ระบบการจัดบทเรียน
(Learning Management System: LMS) หรือการเรียนโดยผ่านแอปพลิเคชั่นการประชุมทางวิดีโอ เช่น
Google Hangout Meet, Zoom Meeting, Schoology, Webex, Microsoft Teams เป็นตน้

7. ระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Network Systems) เป็นช่องทางในการอำนวยความ
สะดวกให้การเรียนการสอนมีความราบรื่นได้ ระบบเครือข่ายสารสนเทศประกอบด้วย 1) ระบบเครือข่าย
ภายใน สถาบัน (Intranet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในสถานศึกษา ซึ่งให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาใช้
เครือข่าย ภายในสถานศึกษาสำหรับการเรียนออนไลน์ได้ 2) ระบบเครือข่ายภายนอกสถาบัน (Internet) ที่
เชื่อมต่อระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารได้รวดเร็ว ซึ่งผู้เรียนสามารถใช้
เครอื ขา่ ยอนิ เตอร์เน็ต สำหรับการเข้าเรียนออนไลนไ์ ดท้ กุ ที่ทุกเวลา

35

8. การวัดและการประเมินผล (Measurement and Evaluation) จำเป็นต้องมีการวัดและ
ประเมนิ ผล โดยมกี ารวดั และประเมินผลท้ังระหว่างเรียน (Formative Assessment) เช่น การต้ังค าถาม การ
สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน สะท้อนคิด เป็นต้น และภายหลังจัดการเรียน (Summative Assessment) เช่น การ
ทดสอบด้วยแบบทดสอบต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ประสิทธิผลของการเรียน เพื่อ สะท้อน
ความสามารถการเรยี นรขู้ องผู้เรียน
ประโยชนข์ องการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online learning)

1. ชว่ ยเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการเรยี นการสอน เนอื่ งจากไมไ่ ดจ้ ำกัดอยใู่ นสถานท่ีเดยี วเท่าน้นั
2. เกิดจำเครือขา่ ยความรู้ โยงใยออกไปไกล
3. เน้นการเรียนแบบผูเ้ รยี นเป็นศูนย์กลาง
4. ช่วยลดชอ่ งว่างระหวา่ งการเรยี นรู้ในเมืองกับทอ้ งถ่นิ

การประยุกต์ใช้การเรียนการสอนแบบออนไลน์
วิทยา วาโย (2563,หน้า292-296) กล่าวว่า การเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินทางด้าน

สุขภาพ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมท้ังภาวะหยุดชะงักทางการศึกษา (Education Disruption) ที่เกิดขึ้นจาก
ปญั หาอน่ื ๆ ทำให้ไม่สามารถจัดการเรยี นการสอนในชั้นเรียนได้ตามปกติ สงิ่ เหลา่ นีม้ ีความท้าท้ายกับผู้สอนใน
ยคุ ปัจจบุ ันที่ จำเป็นตอ้ งมกี ารปรับตวั ให้เข้ากับการเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขึน้ เพ่ือสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ความเข้าใจเน้ือหา
การเรียนได้ รวดเร็วและนานขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของตนเองในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life
Long Learning) เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป การประยุกต์ใช้การเรียนการสอนแบบออนไลน์
แบ่งออกเปน็ 3 ระยะ สรุปได้ดังนี้

ระยะกอ่ นการสอนออนไลน์
1. ออกแบบวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ โดยพิจารณารูปแบบการเรยี นการสอน

ให้เหมาะสม กับลักษณะรายวิชา คำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อให้จัดการเรยี นการสอนแบบ
ออนไลน์ได้ สอดคล้องกับผู้เรียน โดยผู้สอนควรวิเคราะห์เนื้อหาวิชาให้เหมาะสมสำหรับการเลือกใช้วิธีการ
จัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะวิชาท่ีจำเป็นต้องใช้ทักษะปฏิบัติ ควรเลือกใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ฝึกทักษะปฏิบัติร่วมกับผู้สอนและแก้ไขปัญหาหรือข้อสงสัยกับผู้สอนได้ทันที โดยก่อน
สอนควรทดสอบการใช้ระบบ การเรียน พร้อมทั้งปฐมนิเทศหรือชี้แจงให้ผู้เรียนได้เข้าใจระบบการเรียนผ่าน
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ วิธกี ารตอบ โตส้ ำหรับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ รวมท้งั ให้ผู้เรียนได้ทดสอบการ
ใช้ระบบการเรียนก่อนถึงชั่วโมงสอนจริง อย่างไรก็ตามวิธีการติดต่อสื่อสารโดยการตอบโต้ระหว่างผู้สอนกับ
ผู้เรียน ทำให้การเรียนออนไลนไ์ ด้ประโยชน์ รวมทงั้ ผเู้ รียนสามารถสอบถามในประเด็นท่สี งสยั เพื่อให้เกิดความ
กระจ่างได้ จากประสบการณ์การจัดการเรียน การสอนแบบออนไลน์ ผู้สอนได้ชี้แจงวิธีการเรียนให้กับผู้เรียน
ผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และผ่านกลุ่มสื่อสังคม ออนไลน์ (Line) เพื่อให้ผู้เรียนเตรียมความพร้อมก่อนการ

36

เรยี นรู้ รวมท้งั ผสู้ อนไดอ้ อกแบบการจดั การเรียนการสอน แบบออนไลน์ทีส่ ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นสามารถมสี ว่ นร่วมมี
ปฏิสมั พนั ธ์กับผสู้ อนและเพ่ือนรว่ มช้ันเรียนในกจิ กรรมที่ หลากหลาย โดยพิจารณาจากรายละเอียดเนื้อหาวิชา
และผลลัพธ์การเรียนรู้ ได้แก่ การแบ่งกลุ่มนำเสนอ การจัดทำวิดีโอคลปิ การเล่มเกมส์ การร่วมอภิปรายแสดง
ความคิดเห็น ชักถาม ตอบคำถาม สรุปบทเรียน เป็นต้น และผู้สอน ได้คำนึงถึงการบริหารเวลาที่เหมาะสม มี
ความยืดหยุ่น เนื่องจากพบว่าขณะที่นักศึกษาก าลังมีส่วนร่วมในการเรียน การสอนในบางครั้งอาจมีปัญหา
อุปสรรคในการใช้ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้การเรียนการสอนไม่เป็นไป ตามแผน ทำให้ผู้สอนต้อง
ทดสอบระบบการเรียนกอ่ นชว่ั โมงสอนจริง จึงทำใหก้ ารจัดการเรียนเกิดความราบรน่ื และ สอดคลอ้ งกับผลลัพธ์
การเรียนรู้ตามวตั ถปุ ระสงคร์ ายวิชา

2. ออกแบบสื่อการเรียนการสอนที่มีความทันสมัยหลากหลายและเข้าใจง่าย เช่น รูปภาพ
วิดีโอคลิป การ์ตูนแอนิเมชัน ข้อความกราฟิก เสียงพูด ดนตรีประกอบ เพื่อกระตุ้นความสนใจรวมทั้งสื่อที่ใช้
ควรมีการ เช่ือมโยงกบั เนอ้ื หาเพ่ือใหเ้ ข้าใจง่ายข้ึน โดยเฉพาะอาจเลือกใชส้ ื่อทม่ี ีอิทธพิ ลต่อผู้เรียน เช่น ข่าวสาร
สถานการณ์ เด่น ดารานักแสดง เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นต้น ร่วมกับเทคนิคการถ่ายทอดผ่านสื่ออย่าง
เหมาะสมจะส่งเสริม ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและกระตุน้ การเรียนรู้ได้ แต่สิ่งสำคัญสำหรับการนำส่ือมาใช้น้ัน
ผู้สอนควรมีการวางแผน ออกแบบ ตรวจสอบ รวมทั้งน าสื่อไปทดลองใช้ก่อนแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้
ส่ือการสอนมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหัวข้อการเรียนร้เู พิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังพบว่าปัญหาของการทำ
สอ่ื การสอนออนไลน์ของผ้สู อน เก่ียวกับขนาดตัวอักษรและสีของข้อความท่ีอ่อน ขนาดเล็ก จำนวนข้อความใน
สื่อมากเกินไป ทำให้มีผลต่อการ มองเห็นและความสนใจเรียนรู้ลดลง ซึ่งส่ือการสอนออนไลน์ที่ดี (Good
Media) มีความหลากหลาย ร่วมกับวิธีการสื่อสารของผู้สอนท่ีดีถึงผู้เรียนให้เกิดความเข้าใจในการใช้สื่อ
ส่งเสริมให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและผู้เรียนมี ความตระหนักในการเรียนรู้ด้วยตนเองเพ่ิมข้ึน จาก
ประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ มีการ ออกแบบสอ่ื การเรียนการสอน ไดแ้ ก่ PowerPoint
โดยออกแบบขนาดตัวอักษรท่ีชัดเจน ความเข้มของตวั อักษรปริมาณเน้ือหาท่เี หมาะสม มีรปู ภาพทเี่ กี่ยวข้องกับ
หัวข้อนั้น ๆ โดยเลือกจากรูปภาพจริงที่ผ่านการขออนุญาตใน การนำรูปมาใช้เป็นสื่อการสอน เพื่อให้ผู้เรียน
เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งมีวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใน ปัจจุบันและภาพข่าวที่เป็นประเด็นที่เด่น
เช่น โรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 สถานการณผ์ ู้สูงอายุ เป็นตน้

3. ออกแบบเป้าหมายของการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาในด้านการเรียนรู้ตามหลัก
3R7C อยา่ ง เหมาะสม โดยสมรรถนะการเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21 มคี วามสัมพนั ธ์อย่างย่งิ กบั การปรบั ตัวเป็นวิถี
ชีวิตแบบใหม่ (New Norm al) ทางการศึกษา จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์กับการเรียนการ
สอนแบบออนไลน์ พบว่าภายหลังการจัดเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) โดยการสอนท้ังในชั้น
เรียนและการสอนแบบ ออนไลน์ส่งผลทำให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สูงกว่าก่อนการเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ทำให้ผู้เรียนได้รบั การพัฒนาทักษะการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 เป็นโอกาส ของผู้สอนที่จะสามารถออกแบบเป้าหมายของการเรียน เช่น ให้ผู้เรียนศึกษา
เนื้อหาผ่านบทเรียนออนไลน์ ร่วมกับ การฝึกปฏิบัติทักษะร่วมกับผู้สอนในชั้นเรียน รวมทั้งผู้สอนสามารถให้
คำแนะนำกับผู้เรียนเพื่อการปรับปรุงแก้ไข ทำให้ผู้เรียนสามารถทีจ่ ะพัฒนาการปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเอง

37

ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จากประสบการณ์การ จัดการเรียนการสอนออนไลน์ พบว่า การเรียนการสอนแบบ
ออนไลน์โดยให้ผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน การเรียนรู้ เช่น การใช้โปรแกรมประชุมออนไลน์ การใช้
โปรแกรม Moodle ในการเรียนรวมทั้งการใช้ฐานข้อมูล และมอบหมายให้สืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ประกอบการ
เรียนรู้เพิ่มเติมจากฐานข้อมูลวารสารวิชาการทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ท าให้ผู้เรียนมีสมรรถนะการ
เรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 มากขน้ึ

ระยะระหว่างการสอนออนไลน์

ในระหวา่ งทีม่ กี ารเรยี นการสอนน้ัน ผสู้ อนควรมีการจดั กระบวนการสอนใหเ้ หมาะสม เพือ่ ให้การเรียน

การสอนเกิดความราบรื่น สอดคล้องตามแผนการสอน รวมทั้งผู้เรยี นให้ความร่วมมือตลอดระยะเวลาของการ

เรยี น ซ่ึงจากทฤษฎีการเรยี นรู้ของกาเย่ (Gagne's Theory of Instruction) ที่ผู้สอนสามารถนำมาประยุกต์ใช้

ระหวา่ ง การสอนออนไลน์ ดงั น้ี

1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) ก่อนเข้าสู่เนื้อหา เช่น วิดีโอ รูปภาพกราฟิก สถานการณ์
เด่นใน ปัจจุบัน หรือการจัดสิ่งแวดล้อมในการสอนให้มีความแปลกใหม่ เพื่อให้เกิดการเร่งเร้าความสนใจของ
ผูเ้ รียนและ อยากตดิ ตามการเรยี นเพิ่มข้นึ

2. บอกวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Specify Objective) เป้าหมายของการเรียน เพื่อให้ผู้เรียน
สามารถ เตรยี มความพรอ้ มของตนเองในการเรยี นใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์

3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge) เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถทบทวน
องค์ ความรู้เดิมของตนเองและเชื่อมโยงสู่การเรียนเนื้อหาใหม่ได้ง่ายข้ึน เช่น การถาม-ตอบ การเล่า
ประสบการณ์เรยี น การสอบก่อนเรยี น (Pre-Test) เป็นต้น

4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information) ผู้สอนควรนำเสนอเนื้อหาที่กระชับ มี
ภาพประกอบ หรอื มผี ังความคิด (Mind Mapping) เพอื่ ให้มีเรียนมีความเข้าใจสามารถสืบค้นเนื้อหาจากแหล่ง
เรยี นรู้อ่นื ๆ ได้

5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning วิธีการและขั้นตอนของการเรียนออนไลน์ ซึ่งเป็น
การ แนะนำวิธกี ารบูรณาการความรเู้ ดิมทีม่ เี ช่ือมโยงเขา้ กบั ความรู้ใหม่ เพื่อนำไปส่กู ารใช้ความรทู้ เ่ี หมาะสม

6. ตอบสนองบทเรียน (Elicit Response) ด้วยการมีส่วนร่วมระหว่างเรียน เช่น การตอบคำถาม
การ แสดงความคิดเห็นระหว่างเรียน ทั้งการพูดและการเขียน (Chat Box) เพื่อตรวจสอบความเข้าใจเนื้อหา
ของผู้เรยี น

7. ใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลบั (Provide Feedback) เปน็ สะท้อนการรับการสง่ ข้อมูลของผสู้ อนให้กบั ผู้เรียน
เพอ่ื ทบทวนเปา้ หมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้

8. ประเมินเพอ่ื การปรับปรงุ ระหว่างการเรยี น (Formative Evaluation) เพ่ือปรบั ปรงุ ประสิทธิภาพ
ของ การเรียนการสอนทำให้ผู้สอนสามารถปรบั เนอื้ หาบทเรียนให้สอดคลอ้ งกับผู้เรียน และจำแนกผู้เรียนตาม
ระดับ ความรู้ความเข้าใจได้ ได้แก่ การตั้งคำถาม การให้ข้อมูลย้อนกลับ การสังเกตผู้เรียนขณะที่มีการสอน

38

แบบออนไลน์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้สอนสามารถที่จะปรับการสอนให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งตรวจสอบความรู้ของ
ผ้เู รยี น เพื่อไมใ่ หเ้ กดิ ความเข้าใจทคี่ ลาดเคลือ่ น

9. เตรียมกลยุทธ์การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Preparing Strategies) กรณีที่มีข้อจำกัดเกิดขึ้น
ระหว่าง การเรียนการสอน อาจมีสาเหตุมาจากระบบเครือข่ายไม่เสถียร ผู้เรียนไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาการ
เรียนจาก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เพียงพอ หรือผู้เรียนมีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มข้ึนจากการใช้งาน
อินเตอร์เน็ต รวมทั้ง ผู้สอนไม่สามารถจัดการสอนออนไลน์แบบถ่ายทอดสดได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่จ าเป็นต้องเร่ง
แก้ไขตามสาเหตุ เพ่ือให้ สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ่งเหล่านี้ภาครัฐและ
สถานศึกษาควรมีการจัดบริการพื้นที่ สำหรับเรียนรู้ในชุมชนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถที่จะเข้าไปใช้ส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้ได้ รวมทั้งการสนับสนุน แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น ห้องสมุดชุมชน อินเตอร์เน็ต
ชุมชน เพื่อให้ผู้เรยี นสามารถเข้าไปใช้งานและศึกษาความรู้ เพิ่มเติม ด้านผู้สอนควรมีการวางแผนรปู แบบการ
สอน เช่น การบันทึกวิดีโอ การออกแบบกิจกรรมการสอน ที่ให้ ผู้เรียนสามารถที่จะเรยี นรู้ดว้ ยตนเองแลว้ น า
ความรทู้ ี่ไดม้ าแลกเปล่ียนกับผสู้ อนและสมาชิกในช้นั เรยี นตอ่ ไปได้

10. สรุปผลการเรียนและการน าความรู้ไปใช้ (Enhance and Transfer) เป็นการสรุปมโนมติการ
เรียน หัวข้อที่สำคัญรวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนถามข้อสงสัยเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ความรู้ต่อไป ซึ่งในระยะ
ระหว่างสอน แบบออนไลน์พบว่า เมื่อเข้าสู่การเรียนการสอนแบบออนไลน์การกระตุ้นผู้เรียนด้วยสถานการณ์
เด่นในปัจจุบันเพื่อ เชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน รวมทั้งมีเกมส์ให้ผู้เรียนเล่น ช่วยกระตุ้นและดึงดูดให้ผู้เรียนสนใจ
การเรียนเพิ่มขึ้น การแจ้งวัตถุประสงค์การเรียน เนื้อหาการเรียนและเชื่อมโยงเนื้อหาในหัวข้อที่ผ่านมากับ
หัวขอ้ ปัจจบุ ัน ช่วยเปน็ การทบทวนและเตรียมความพร้อมสำหรบั การเรียนในเน้ือหาปัจจุบัน การสังเกตผู้เรียน
อย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้เรียนเปิด กล้องจากคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ช่วยเป็นการประเมินผู้เรียนใน
ระหว่างเรียน เช่น การถามคำถามในชั้น เรียน การสุ่มผู้เรียนให้ยกตัวอย่างในหัวข้อนั้น ๆ รวมทั้งให้ข้อมูล
ย้อนกลับผู้เรียน ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เพิ่มขึ้นและการสรุปผลการเรียน ปัญหาอุปสรรคการเรียน
ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ก่อนการจบหัวข้อการเรียน ช่วยเป็น ประโยชน์ในการปรับปรุงการสอนครั้งถัดไปให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้น

ระยะภายหลงั การสอนออนไลน์

1. วัดประเมินผลการเรียนเพื่อสรุปผล (Summative Evaluation) หรือทดสอบความรู้ของผู้เรียน
(Assess Performance) เป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจภายหลังการเรียนรู้ 26 ได้แก่ การเก็บคะแนน
ภายหลงั การเรยี น การสง่ ชนิ้ งาน การทดสอบด้วยขอ้ สอบ เชน่ ข้อสอบอตั นยั ขอ้ สอบปรนยั การเตมิ คำเป็นต้น
เพอ่ื วัดประเมินผลผ้เู รียนภายหลงั การเรียนรู้และจำแนกผเู้ รียนตามระดบั การวัดประเมนิ ผล

2. สะท้อนคิด (Reflection) และทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Review: AAR) แบ่งเป็น 2
ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การสรุปบทเรียนของผู้สอนร่วมกับผู้เรียนเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนรู้ ผลลัพธ์การเรียนรู้
ปัญหา อุปสรรคของการเรียน เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธภิ าพ ขั้นตอนที่ 2 การ
สรุปผลการ สอนโดยการพิจารณาภาพรวมของการสอนตั้งแตก่ ารเตรยี มความพร้อมก่อนการสอน ระหวา่ งการ

39

สอน ว่ามีความ สอดคล้องของเนื้อหาและวิธีการสอนตามแผนการสอนมากน้อยเพียงใดปัญหาที่เกิดข้ึน
ระหวา่ งการสอน เพ่ือนำมาพัฒนาปรบั ปรงุ การสอนใหส้ อดคล้องกับสถานการณ์จรงิ มากข้ึน

สรุปว่า การประยุกต์การเรียนการสอนแบบออนไลน์ เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมีการออกแบบ
กิจกรรม การเรียนการสอนทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ ก่อน ระหว่าง และหลังสอน ให้มีความเหมาะสม รวมทั้งควรมี
การปรบั บทบาท ของผ้สู อน ผู้เรียน วธิ กี ารสอน ส่อื การเรยี นการสอน การวดั ประเมินผล และสรปุ แก้ไขปัญหา
จากการเรียนการสอน แบบออนไลน์อยา่ งต่อเนอ่ื ง เพอ่ื ให้สามารถนำไปประยกุ ตใ์ ช้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพต่อไป

เอกสารเกย่ี วกับบทเรยี นเรอ่ื ง เทคโนโลยีเปล่ยี นโลก
เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive technologies) คือเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า และสามารถเข้า

มาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต การประกอบธุรกิจ และเศรษฐกิจโลก โดยในรายงานของ McKinsey
Global Institute ได้ระบุเทคโนโลยี 12 ประเภท ท่จี ะเขา้ มามอี ิทธพิ ลตอ่ การเปลยี่ นแปลงโลก ไดแ้ ก่

1. อินเทอร์เน็ตไรส้ าย
คือการเข้าถงึ อินเทอร์เน็ตไรส้ ายบางครั้งเรียกว่า "ฮอตสปอต" หากมใี ห้บรกิ ารแกส่ าธารณะเป็น

เครอื ข่ายทอ้ งถิน่ (LAN) ทดี่ ำเนินการโดยคลื่นวทิ ยแุ ทนที่จะเปน็ สาย มนั ออกอากาศจากฮับกลางซ่ึงเป็น
อุปกรณ์แบบใช้สายอย่างหนกั ซึง่ นำมาส่กู ารเช่ือมต่ออินเทอร์เน็ต ฮบั ซ่งึ ตง้ั อยู่ท่ีระบบคอมพวิ เตอร์
หรอื เซริ ฟ์ เวอรห์ ลัก ถา่ ยทอดการเช่ือมต่ออินเทอร์เนต็ ไปยัง ลูกค้า ซ่ึงรวมถึงทกุ คนที่อย่ใู นชว่ งรับสญั ญาณ
ซ่งึ ติดต้ังการด์ LAN ไร้สายและรหัสผา่ นไปยงั เครอื ข่ายหากปลอดภัย

2. เทคโนโลยอี ตั โนมตั ใิ นดา้ นการวเิ คราะห์
ความสำเร็จของอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัตินั้นขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ท่ี
หลากหลาย แม้ว่าหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมจะสามารถทำงานได้หลายอย่างในธุรกิจหรือบนพื้นที่โรงงาน แต่ก็
จำเป็นต้องใชร้ ว่ มกับซอฟตแ์ วร์และอุปกรณ์ปลายทางท่ีถกู ต้อง เพือ่ ให้ได้ประสทิ ธภิ าพอยา่ งแทจ้ ริง ในปัจจุบัน
ระบบอตั โนมัติท่ีใชอ้ ยู่มดี ้วยกนั 4 ประเภท

2.1 หุ่นยนต์ หุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้องใช้รั้วกั้นหรือ
กรงทำงานเพื่อความปลอดภัย มีราคาแพงในการซื้อและใช้งาน หุ่นยนต์แบบดั้งเดิมเหล่านี้ยากที่จะต้ัง
โปรแกรมและมีแนวโน้มที่จะมุ่งไปสู่จุดประสงค์เดียว ไม่แปลกใจเลยที่ภาคอุตสาหกรรมให้ความสนใจในการ
ผลิตโคบอทอัตโนมัติมากขึ้น โคบอทมีขนาดเล็กและยืดหยุ่นกว่าหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วไป นอกจากนี้ ยัง
ปลอดภัยกว่าซ่ึงชว่ ยให้สามารถใช้งานร่วมกบั พนักงานที่เปน็ มนุษย์ในงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การหยบิ ชิน้ งาน
เข้าเครื่องจักรและการตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการตกแตง่ และการบรรจุหีบห่อ

40

2.2 ปัญญาประดิษฐ์ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรม ใน
ความเป็นจริง AI ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของการผลิตในอนาคตท่ี
รวมเอาสิ่งที่ดีที่สุด ในการสื่อสารข้อมูล การวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ และการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ
หุ่นยนต์ เมื่อเครื่องจักรติดตั้ง AI พวกเขาสามารถเรียนรู้วิธีตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย
ตวั อยา่ งเช่น อปุ กรณก์ ารตรวจสอบระยะไกล edge device ช่วยให้ผูใ้ ช้โคบอทสามารถตรวจสอบแก้ไขปัญหา
และต้ังโปรแกรมโคบอทไดจ้ ากระยะไกล Nvidia Jetson AGX Xavier Developer Kit ชว่ ยใหส้ ามารถพัฒนา
และปรับใช้แอพพลิเคชั่นหุ่นยนต์แบบ end-to-end ที่เปิดใช้งาน AI ในระดับหนึ่ง รวมถึงเครือข่ายประสาท
เทียมขั้นสูง และ Autodesk Fusion 360 เป็นแพ็คเกจซอฟต์แวร์ CAD / CAM บนคลาวด์ที่ใช้งานง่ายซ่ึง
สามารถสร้างไฟล์เส้นทางเครื่องมือแบบหลายแกนตามโมเดล 3 มิติ แพ็คเกจเหล่าน้ีมีให้บริการผ่าน
แพลตฟอร์ม UR +

2.3 การสร้างแบบจำลองและการจำลอง การใช้วิทยาการหุน่ ยนต์และระบบอัตโนมัติอย่างมี
ประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการวางแผนและความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตพึ่งพาการสรา้ งแบบจำลองและการ
จำลองเพื่อให้ได้มุมมองที่ดีขึ้นว่าผลิตภัณฑ์ของตนควรทำงานอย่างไร วิธีนี้ทำให้ง่ายขึ้นในการปรับตัวและ
เปลี่ยนแปลงการออกแบบ วางแผนสำหรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและเห็นภาพผลลัพธ์ ซอฟต์แวร์จำลองถูก
นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งขับเคลื่อนด้วยต้นทุนสูงและระบบ
หุ่นยนต์แบบเดิมมีความยืดหยุ่นต่ำ ในขณะที่โคบอทสามารถสร้างแบบจำลองในซอฟต์แวร์จำลองได้ สำหรับ
การปรับใชโ้ คบอทส่วนใหญ่ข้นั ตอนนี้ก็ไม่จำเป็น – แทนที่จะใช้เวลาหลายช่วั โมงในการสร้างแบบจำลองการใช้
งาน ผู้ใช้โคบอทสามารถเลือก end-effector ท่ีเหมาะสม ทำการประเมินความปลอดภัย จากนั้นย้ายห่นุ ยนต์
อตั โนมตั ิเขา้ สู่ตำแหนง่ เพอ่ื ทดสอบประสิทธิภาพ

2.4 วสิ ยั ทัศน์คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยกี ารมองเห็นดว้ ยคอมพวิ เตอรส์ ามารถใชใ้ นหลาย
อุตสาหกรรมเพ่ือชว่ ยนำทางหุ่นยนตแ์ ละตรวจสอบผลิตภณั ฑ์ การมองเห็นของคอมพวิ เตอร์มคี วามแมน่ ยำ
อยา่ งไมน่ ่าเชอ่ื และสามารถใช้เพอ่ื ระบุข้อบกพร่องทเี่ ล็กที่สุดได้ นอกจากนี้ ยงั สามารถใช้ระบบวิชั่นและ
เซ็นเซอร์สำหรบั ตำแหน่งชิ้นส่วนและแอพพลเิ คช่ันมาตรวทิ ยาตัวอย่างเชน่ OnRobot Eyes เปน็ ระบบการ
มองเห็นที่มีกล้อง 2.5D ทีส่ ามารถติดตั้งบนข้อมอื โคบอทของ Universal Robots หรอื ภายนอกได้ Eyes ให้
การปรับเทยี บภาพเดียวและการจดจำช้ินส่วนอย่างรวดเรว็ และการเขียนโปรแกรมทำได้ง่ายและรวดเร็วผา่ น
ซอฟต์แวร์ URCap ทท่ี ำงานบนคู่มือการสอน Universal Robots

3. Internet of Things
คือ "อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง" หมายถึง การที่อุปกรณ์ต่างๆ สิ่งต่างๆ ได้ถูกเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างสู่โลก
อินเตอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น

41

การเปดิ -ปดิ อุปกรณเ์ ครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ (การสั่งการเปดิ ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุม เช่น มือ
ถอื ผ่านทางอนิ เตอร์เน็ต) รถยนต์ โทรศัพท์มอื ถอื เคร่ืองมอื สื่อสาร เครอ่ื งมือทางการเกษตร อาคาร บา้ นเรือน
เครือ่ งใช้ในชีวติ ประจำวันต่างๆ ผ่านเครือขา่ ยอินเตอรเ์ นต็

เทคโนโลยี IoT มีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประเภท RFID และ Sensors ซึ่ง
เปรียบเสมือนการเติมสมองให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ขาดไม่คือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อให้อุปกรณ์สามารถ
รับส่งข้อมูลถึงกันได้ เทคโนโลยี IoT มีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะหากระบบ
รักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไม่ดีพอ ก็อาจทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาขโมย
ข้อมูลหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของเราได้ ดังนั้นการพัฒนา IoT จึงจำเป็นต้องพัฒนามาตรการ และระบบ
รกั ษาความปลอดภยั ไอทคี วบคกู่ ันไปดว้ ย
ปัจจบุ นั มีการแบง่ กล่มุ Internet of Things ออกตามตลาดการใชง้ านเป็น 2 กลุ่มไดแ้ ก่

Industrial IoT คอื แบ่งจาก local network ทมี่ ีหลายเทคโนโลยีที่แตกต่างกันในโครงข่าย
Sensor nodes โดยตัวอุปกรณ์ IoT Device ในกลมุ่ นจ้ี ะเช่ือมต่อแบบ IP network เพือ่ เข้าสู่อินเตอรเ์ น็ต

Commercial IoT คือ แบ่งจาก local communication ทเี่ ปน็ Bluetooth หรือ Ethernet
(wired or wireless) โดยตัวอปุ กรณ์ IoT Device ในกลุ่มนีจ้ ะสือ่ สารภายในกลุ่ม Sensor nodes เดยี วกนั
เทา่ น้นั หรือเป็นแบบ local devices เพียงอยา่ งเดยี วอาจไมไ่ ดเ้ ชือ่ มสูอ่ นิ เตอร์เน็ต

4. Cloud Computing Cloud Computing หรอื การประมวลผลแบบคลาวด์ (ถา้ เรียกแบบ
ไทยๆ เลยคือ "การประมวลผลแบบกลมุ่ เมฆ") คือ เทคโนโลยรี ะบบคอมพิวเตอรท์ ใี่ หบ้ ริการแบบเครือขา่ ย
ออนไลน์ทุกรูปแบบ ตง้ั แต่หน่วยประมวลผล, บรกิ ารซอฟต์แวร์, แอปพลิเคชัน รวมถึงบริการดา้ นโครงสร้าง
พื้นฐาน IT ตา่ ง ๆ ทีจ่ ำเป็นสำหรบั องค์กร อยา่ งระบบเซริ ์ฟเวอร์ หนว่ ยจัดเก็บขอ้ มลู ระบบเครือข่าย ระบบ
จำลองคอมพวิ เตอร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีจำพวก AI

โดยชื่อ "Cloud" ถูกคิดครั้งแรกโดยบริษัท General Magic ที่แยกตัวออกมาจากบริษัท Apple และ
ต่อมาก็ถูกบันทึกเป็นเอกสารครั้งแรกโดย บริษัท Compaq ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายหนึ่งในสมัยน้นั
เพ่ือเปรียบถึง 'อินเทอร์เนต็ ' ในอกี ความหมายหน่งึ ว่าเปน็ เครอื ข่ายขนาดใหญ่ และห่อหุ้มระบบและเทคโนโลยี
ต่าง ๆ เชื่อมตอ่ เข้าด้วยกนั แบบไมม่ ที ส่ี ิน้ สุด จงึ แทนสัญลักษณ์เปน็ ก้อนเมฆ หรอื Cloud นั่นเอง
ขอ้ ดี หรอื ประโยชน์ของ Cloud Computing

1. ช่วยลดต้นทุน ขององค์กร การลงทุนด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ถือเป็นสิ่งที่องค์กรมัก
กังวลเพราะต้องลงทุนติดตั้ง Hardware กับ Software รวมถึงเตรียมพื้นที่สำหรับเก็บบำรุงรักษา เช่นห้อง
เซิร์ฟเวอร์ หรือศนู ย์ขอ้ มูล (Data Center) เปน็ ตน้ แถมเวลาทธ่ี รุ กิจมีการขยับขยาย ก็ตอ้ งมกี ารลงทนุ อปั เกรด
เพม่ิ เติมอกี

42

และทรัพย์สินเหล่านี้ตั้งแต่ อุปกรณ์ ไปจนถึงอาคารที่ใช้เป็นห้อง Data Center ทุกอย่างเป็นสินทรัพย์ถาวรท่ี

ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย ๆ แต่ในการทำธุรกิจ "เงินสด" คือพระเจ้า เพราะมันแสดงถึงสภาพคล่อง

ขององคก์ รทพี่ ร้อมจะปรับปรุงและยืดหยุน่ ได้เสมอ

Cloud Computing สามารถให้คุณใช้ระบบ IT เหล่านั้นไดด้ ว้ ยการเชา่ ซื้อระบบต่าง ๆ ทำให้องค์กร

ไม่ตอ้ งกังวลเร่อื งค่าใชจ้ ่ายต่าง ๆ ที่กล่าวมาเลย และสามารถมีเงนิ ไปโฟกัสกบั สว่ นอ่นื ๆ ของธรุ กิจได้

2. ความยืดหยุ่น ทำให้ Cloud Computing นิยมเพราะทำให้องค์กรมีตัวเลือก และ สามารถ
ยืดหยนุ่ ในการใชง้ านไดต้ ลอด เพราะบริการ Cloud มีหลายรูปแบบ และ มีหลายราคา แถมยงั แบ่งระบบสเกล
ตามขนาดของธรุ กจิ ได้ นัน่ ทำใหม้ ันเหมาะกบั ทุกองค์กร โดยเฉพาะธุรกจิ สตาร์ทอพั ทตี่ ้องการความเติบโตอย่าง
รวดเร็ว ทำให้ง่ายที่จะขยายบริการที่มากขึ้น เช่น สิทธิ์การใช้โปรแกรมที่มีประโยชน์มากขึ้น หรือ ความจุใน
การรักษาข้อมลู ท่ีมากข้นึ เป็นต้น กลับกันถ้ารูส้ ึกวา่ ไม่โอเครกับธุรกิจ คุณก็ยงั สามารถเปลี่ยนไปใชค้ ลาวด์ของผู้
ให้บรกิ ารอ่นื ๆ ไดง้ า่ ยนดิ เดียว

3. เรียบงา่ ย คล่องตวั และ เข้าถงึ งา่ ย อย่างท่ีบอกวา่ ระบบคลาวด์ อยู่บนออนไลน์ ดงั นนั้ โปรแกรม
ต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบคลาวด์ ไม่วาจะเป็นโปรแกรมที่ช่วยคำนวนยอดขาย โปรแกรมที่ช่วยในการพิมพ์เอกสาร
โปรแกรมท่ชี ว่ ยในการทำงานต่าง ๆ ทง้ั หมดสามารถเรยี กใช้งานไดผ้ ่านอุปกรณ์ทมี่ ีการเชอื่ มต่ออินเทอร์เน็ต จงึ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากเทียบในเรื่องของความคล่องตัวแล้ว ชนะขาด เพราะมันทำให้พนักงานของคุณสามารถ
ทำงานไดจ้ ากทุกที่ทกุ เวลา

4. ทำให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้อาคารที่ตั้งบริษัทของคุณเสียหาย
เช่น ไฟไหม้ ตึกถล่ม สิ่งหนึ่งที่องค์กร จะได้รับผลกระทบคือความสูญเสียจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ในสำนักงานซึ่ง
รวมถึงหอ้ ง Data Center แต่ถา้ เราเปล่ยี นไปใช้คลาวด์หมดแล้วแนน่ อนวา่ ศูนยข์ ้อมูลต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ที่บริษัท
คุณ แต่อยู่ที่ผู้ให้บริการ ระบบต่าง ๆ ก็ยังคงอยู่ และถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวนี้ความรบั ผิดชอบก็ไม่ได้
อยู่ที่คุณเพยี งคนเดยี วอยู่แลว้ เรียกวา่ ช่วยกระจายความเสีย่ งได้ละกัน
ข้อเสยี ของ Cloud Computing

1. ความเปน็ สว่ นตวั ของขอ้ มูล
ข้อมูล ที่เป็นทรัพย์สินขององค์กร คือ ปัญหาหนึ่งที่ทำให้มีความกังวลเรื่องการใช้งานระบบคลาวด์

เพราะคิดแบบง่าย ๆ เลยก็คือ ระบบนนั้ ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของผใู้ หบ้ ริการ ดงั นน้ั ขอ้ มูลต่าง ๆ ท่ีสำคัญอย่าง

ความลับทางการค้า รายชอื่ ลกู ค้า ไฟลง์ านสำคัญ ทกุ อย่างไม่ได้เก็บไว้ที่เรา ถงึ แมผ้ ู้ใหบ้ ริการจะออกมาบอกว่า

ข้อมูลของท่านจะถูกปกป้องอย่างดี แต่เราจะไว้ใจได้หรือไม่ก็อีกเรื่อง ทางเลือกคือผู้ใช้บริการอาจต้องมอง

หา บรษิ ัททมี่ ีเครดติ ดี นา่ จะเป็นการป้องกนั ไดด้ ีทสี่ ดุ

2. ความสูญเสียท่เี กิดจากการถกู โจมตที างไซเบอร์
"เราไม่สามารถไว้ใจกำแพงของคนอื่นได้เท่ากับกำแพงที่เราสร้างเอง" คำนี้ไม่มีใครกล่าว แค่เป็นคำที่อยากจะ

สื่อให้เข้าใจว่า การรักษาความปลอดภัยของระบบนั้นขึ้นอยู่กับทางฝั่งผู้ให้บริการ และ ถ้าเกิดเซิร์ฟเวอร์ที่

43

ให้บริการคลาวด์แก่บริษัทของคุณอยู่ เกิดโดนโจมตีขึ้นมาส่งผลต่อเว็บไซต์ของบริษัทคุณ คุณก็ไม่มีทางรู้ได้
จนกว่าจะเกิดความเสียหายแล้ว ดังนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริษัทที่ให้บริการมีมาตรการความปลอดภัย
ทางอนิ เทอร์เน็ตอยา่ งไรบา้ ง

3. ไม่สามารถควบคมุ ประสิทธิภาพได้
พ้นื ฐานของระบบต่าง ๆ คือการใช้ผา่ นผู้ใหบ้ รกิ าร ทำให้ไม่สามารถควบคุมประสิทธิภาพได้ และย่งิ
เซิร์ฟมีการถูกใชจ้ ากหลายแหลง่ ทมี่ า หากผ้ใู ห้บริการไมม่ กี ารเตรยี มความพรอ้ ม อาจทำใหม้ ปี ัญหามาถึงตวั
ผู้ใชอ้ ยา่ งเรา ทำให้ขาดความต่อเนื่อง และความรวดเรว็
5.ยานพาหนะไร้คนขับหรอื กึ่งไร้คนขับ
ปัจจุบันเทคโนโลยี ‘ยานยนต์ไร้คนขับ’ หรือ Autonomous Car เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่กำลังได้รับ
ความสนใจจากทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปญั หาด้านพลังงานน้ำมัน ความต้องการใช้พลังงานสะอาดเปน็
มิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค ขณะนี้มีหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ Tesla, Apple, Google กำลัง
แข่งขนั กนั พฒั นาระบบ โดยเร่ิมมกี ารผลติ ยานยนตไ์ รค้ นขับออกมาใช้บ้างแล้ว ซ่งึ แนวโน้มนา่ จะมีการผลิตเข้าสู่
ตลาดโลกเรว็ กว่าทีค่ าดการณ์ไว้การขับข่ีระบบอัตโนมัติมีข้อดีทั้งช่วยลดการพึ่งพามนุษย์ในการใช้งาน มีความ
แม่นยำสูง แต่ทั้งนี้ระบบอัตโนมัติกต็ ้องผ่านการเรียนรู้ฟังก์ชนั ตา่ งๆ เพื่อให้ระบบอัตโนมัติมคี วามสมบูรณม์ าก
ทส่ี ุด แตอ่ ย่างไรกต็ าม นวัตกรรมยานพาหนะไรค้ นขบั ในปจั จุบัน ยงั คงตดิ อปุ สรรคในด้านการยอมรบั จากสังคม
ในเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากยังคงมีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการทดสอบ Autonomous Vehicles อยู่เป็น
ระยะๆ เทคโนโลยรี ถยนตไ์ ร้คนขบั ประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลักคือ
1. Computer Vision ระบบที่ทำหน้าที่เป็นตาและหูให้กับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยตรวจจับ
การเปลีย่ นแปลงของสภาพแวดลอ้ มเมื่อรถว่งิ
2. Deep Learning ระบบประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ ทำหน้าที่เหมือนสมองของรถยนต์ไร้คนขับ
เป็นระบบที่ทำให้รถยนต์อัตโนมัติสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง จากการประมวลผลข้อมูลที่รับมาจาก
ระบบ Computer Vision
3. Robotic ระบบท่เี ชือ่ มต่อระบบประมวลผลส่วนกลางเข้ากบั ระบบเครื่องจักรต่างๆ ในตัวรถ โดย
ทำหนา้ ท่เี สมอื นเสน้ ประสาทท่ีเชือ่ มตอ่ สมองของมนษุ ย์เข้ากับแขนขาและส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย
4. Navigation ระบบแผนท่ี ซึ่งประกอบด้วยระบบการระบุตำแหน่งของรถยนต์ขับเคล่ือนอัตโนมัติ
จากดาวเทียม และระบบแผนที่เสมือนจริงที่เก็บรวบรวมข้อมูลในคลังข้อมูลดิจิทัล ทั้งนี้ข้อมูลที่เก็บคือข้อมูล
ทุกอย่างที่เก่ียวข้องกับการวิ่งของรถบนถนน เช่น ตำแหน่งของไฟจราจร ตำแหน่งทางม้าลาย ป้ายสัญญาณ
ห้ามเลี้ยวขวา ความกว้างของเลนถนน รวมถึงความเร็วสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตให้รถวิ่งได้ในถนนแต่ละเส้น

44

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะใช้ระบบแผนที่ซึ่งประมวลผลร่วมกับระบบ Sensor เพื่อเพิ่มความถูกต้องและ
แมน่ ยำในการตัดสินใจ
ระดับของรถยนต์ไร้คนขับ The society of automotive engineering (SAE) หรือ คณะกรรมการวิศวกรรม
ยานยนต์ไดแ้ บ่งการขับเคลื่อนอัตโนมตั เิ ปน็ 6 ระดับ ดงั นี้

ระดับ 0 เป็นระบบที่ใช้ในการบังคับและควบคุมด้วยมนุษย์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเหยียบ
คนั เร่ง เหยยี บเบรก ดงั่ เช่น รถยนต์สมยั กอ่ นทีใ่ ช้เคร่อื งจกั รไอน้ำในการขับขี่

ระดับ 1 ผู้ช่วยในการขับเคลื่อน เป็นการเพิ่มฟังก์ชั่นผู้ช่วยในการขับเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเข็มบอก
ความเร็วว่า ขับที่ความเร็วเท่าไหร่ ตลอดจนควบคมุ ความเร็วของตัวยานพาหนะ

ระดับ 2 ระบบอัตโนมัติบางส่วน จะเป็นการควบคุมระบบอัตโนมัติในการบังคับพวงมาลัยและ
ความเรง่ โดยที่มนุษยน์ ้นั ส่ังการจากระบบหน้าจอเป็นบางครงั้

ระดบั 3 ระบบอตั โนมัตสิ ามารถขับเคลื่อนไปได้ในระยะไกล ในจุดนีร้ ะบบอัตโนมัติจะมีความสามารถ
ในการตรวจจับสิ่งแวดล้อม และสามารถบังคับควบคุมยานพาหนะนั้นได้ในระยะทางที่ไกลเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่า
ระดบั 2

ระดับ 4 ระบบอัตโนมัติระดับสูง ยานพาหนะนั้นจะสามารถบังคับขับเคลื่อนและวิ เคราะห์
สภาพแวดล้อมภายใต้สภาวะที่เกิดขึ้นใน ณ ขณะที่ยานหานะเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นหลบหลีกสิ่งกีดขวาง มีรถ
เล้ียวออกมาจากซอย อีกทั้งเตือนถึงความเร็วที่มากจนเกินไปในขณะขับขี่ โดยที่มนุษย์นั้นมีส่วนในการบังคับ
ควบคุมนั้นน้อยมาก ๆ หรือแทบจะไม่ต้องบังคับเลย

ระดับ 5 ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ยานพาหนะสามารถเคลื่อนที่ไปตามท้องถนนและวิเคราะห์
สถานการณ์ท่ีจะเกิดขึ้นได้ในแตล่ ะเง่ือนไขด้วยตวั เองในระหวา่ งยานพาหนะเคล่ือนท่ี โดยท่ีไมจ่ ำเป็นต้องพึ่งพา
มนษุ ย์

ณ ปัจจุบัน การขับเคลื่อนอัตโนมัติในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ระดับ 1 เท่านั้น โดยที่มีอุปกรณ์
ติดตั้งเสริมทีเ่ รยี กวา่ การขับเคลื่อนผู้ช่วย หรือ Driver Assistance ซึ่งจะมีรายละเอียดอุปกรณ์ และเซนเซอร์
ทีน่ ยิ มนำมาใชก้ นั ในอตุ สาหกรรมยานยนต์อย่างมาก
ประโยชนข์ องรถยนตไ์ รค้ นขบั

ผู้พัฒนารถยนต์ไร้คนขับเช่ือว่าประโยชนส์ งู สุด กค็ ือลดอบุ ตั ิเหตุบนทอ้ งถนน ซึง่ มักเกิดจากมนษุ ย์ อกี
ทั้งยังสามารถแบ่งเบาภาระในชวี ติ ประจำวันของมนุษยไ์ ด้อีกทางหนง่ึ โดยเฉพาะผู้สูงอายุซ่งึ มักมีอปุ สรรคใน
การขบั รถ เนื่องจากข้อจำกัดทางรา่ งกาย และทำให้รถยนตข์ บั เคลอ่ื นไดต้ ามกฎจราจร การสญั จรสะดวก

45

การจราจรไม่ติดขัด เพราะรถทุกคันสามารถขบั เคล่ือนได้อยา่ งเปน็ ระเบยี บด้วยระบบไร้คนขบั ทัง้ น้ียังช่วยให้
คนพิการ เชน่ คนพิการทางสายตาสามารถใช้รถยนตไ์ ดง้ ่ายและปลอดภัย
การเตรียมตวั เพอ่ื รถยนตไ์ ร้คนขบั สำหรับประเทศไทย

1. ศักยภาพของรถยนตไ์ รค้ นขับกบั ประเทศไทย
ประเทศสว่ นใหญ่ที่พร้อมใช้งานรถยนต์ไร้คนขับเปน็ ประเทศพัฒนาแลว้ ซง่ึ มีความพรอ้ มในด้านต่างๆ มากกว่า
ไทย จะเห็นไดว้ า่ รถยนตไ์ ร้คนขับประกอบด้วยเซนเซอร์จำนวนมากท่ชี ว่ ยการวิเคราะห์สถานการณร์ อบ ๆ ข้าง
สำหรบั ประเทศไทยถ้าพูดถงึ รถยนต์ไร้คนขับถือว่าเปน็ เร่ืองท่ีใหม่มาก ๆ แตก่ ไ็ ม่สามารถปฏเิ สธเทคโนโลยีนี้ได้
จงึ ตอ้ งมีการเตรียมความพรอ้ มเพ่ือก้าวใหท้ นั เทคโนโลยนี ้ี

2. ความพร้อมดา้ นสภาพแวดล้อม
แน่นอนว่ารถยนต์ไร้คนขับต้องวิ่งบนถนนที่มีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ รวมถึงต้องขับขี่บนสภาพ
ถนนที่ไม่สมบูรณ์และป้ายจราจรที่ไม่ชัดเจน รวมถึงสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่น สัตว์เลี้ยงบนถนน คนขับ
มอเตอร์ไซค์ สภาพแวดล้อมแบบนี้อาจทำให้รถยนต์ไร้คนขับไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
นำไปสกู่ ารเกิดอบุ ัติเหตุข้นึ ได้

3. ความพร้อมดา้ นกฎหมาย
แน่นอนว่ารถยนต์ไร้คนขับต้องถูกพิจารณาเพื่อให้มกี ฎหมายรองรับเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ถ้ารถยนต์ไร้
คนขบั เกดิ อุบตั ิเหตุ ในทางกฎหมายแล้วคนที่ต้องรบั ผิดชอบตอ้ งเป็นเจา้ ของรถหรือบรษิ ทั ผ้ผู ลิตรถยนต์เป็นตน้
ในปัจจุบันเรื่องนี้อาจจะยังดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็เชื่อว่าอีกไม่นานยานยนต์ไร้คนขับจะกลายมา
เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในเมืองไทย ทางเลือกใหม่ของการสัญจรไปมาบนท้องถนนในบ้านเรา

6. เทคโนโลยีชีวภาพ (genomics)
เทคโนโลยีชีวภาพ (อังกฤษ: Biotechnology) คือ การใช้ระบบและสิ่งที่มีชีวิตเพื่อพัฒนาหรือสร้าง
ผลิตภัณฑท์ ีม่ ปี ระโยชน์, หรอื "การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยใี ดๆ ทีใ่ ช้ระบบชีวภาพ, ส่งิ ท่ีมชี ีวติ หรอื อนุพันธ์ของสิ่ง
ที่มีชีวิตนั้น, เพื่อสร้างหรือปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการสำหรับการใช้งานเฉพาะอย่าง" (อนุสัญญา
สหประชาชาตวิ ่าดว้ ยความหลากหลายทางชวี ภาพ, ศิลปะ. 2) ขึน้ อย่กู บั เครอ่ื งมือและการประยุกต์ใช้งาน, มนั
มักจะคาบเกีย่ วกบั สาขา (ที่เกย่ี วขอ้ งกบั ) วิศวกรรมชีวภาพและวศิ วกรรมชีวการแพทย.์
เป็นพัน ๆ ปีมาแล้วที่มนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการเกษตร, การผลิตอาหาร, และการทำยา
รักษาโรค คำนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1919 โดยวิศวกรฮังการี Károly Ereky. ในช่วงปลาย
ทศวรรษท่ี 20 และต้นศตวรรษท่ี 21, เทคโนโลยชี วี ภาพได้ขยายไปรวมถงึ วิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ และหลากหลาย

46

เช่น genomics, เทคโนโลยียีน recombinant, ภูมิคุ้มกันประยุกต์ (อังกฤษ: applied immunology), และ
การพัฒนาวธิ ีการรักษาและการตรวจวินจิ ฉัยทางเภสัชกรรม

แนวคดิ กวา้ งของ "เทคโนชวี ภาพ" หรือ "เทคโนโลยชี วี ภาพ" ครอบคลุมหลากหลายของวธิ ีการสำหรับ
การปรับเปล่ยี นสง่ิ ท่ีมีชีวิตตามวัตถุประสงค์ของมนุษย์, การกลับไปที่การเพาะพนั ธ์ (องั กฤษ: domestication)
สัตว์, การเพาะปลูกของพืช, และ "การปรับปรุง" พวกเหล่านี้ผ่านโปรแกรมการปรับปรุงพันธุ์ที่ใช้ตัวเลือก
ประดิษฐ์ (อังกฤษ: artificial selection) และการผสมข้ามพันธุ์. การใช้งานที่ทันสมัยยังรวมถงึ พันธุวิศวกรรม
เช่นเดียวกับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์และเนือ้ เยื่อ. สมาคมเคมีอเมริกันกำหนดเทคโนโลยีชีวภาพเป็นการ
ประยุกต์ใช้สิ่งมีชีวิต, ระบบ, หรือกระบวนการทางชีวภาพโดยอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ
วิทยาศาสตร์ของชีวิตและการปรับปรุงมูลค่าของวัสดแุ ละสิ่งมีชีวิตเช่นยา, พืช, และปศุสัตว์เทคโนโลยีชีวภาพ
ยังเขียนในทางชีววิทยาศาสตร์ล้วน ๆ (การเพาะเลี้ยงเซลล์สัตว์, ชีวเคมี, ชีววิทยาของเซลล์, ตัวอ่อน, พันธุ
ศาสตร์, จุลชีววิทยา, และชีววิทยาโมเลกุล). ในหลายกรณีมันยังข้ึนอยู่กับความรู้และวิธีการจากภายนอกทรง
กลมของชีววิทยาอีกด้วย ซึ่งรวมถึง: ชีวะสารสนเทศ, สาขาใหม่ของวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรม
กระบวนการชีวภาพ ชีวะหุน่ ยนต์ วศิ วกรรมเคมี

ในทางตรงกันข้าม วิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ทันสมัย (รวมถึงแม้กระทั่งแนวคิดเช่นนิเวศวิทยาโมเลกุล)
จะถูกโอบแล้วอยา่ งใกล้ชิดและขึ้นอยู่อย่างหนกั กับวธิ กี ารที่ไดร้ บั การพัฒนาผ่านทางเทคโนโลยชี วี ภาพและส่ิงที่
เปน็ ความคดิ โดยทว่ั ไปว่าเปน็ อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ของชีวติ . เทคโนโลยีชวี ภาพคือการวิจัยและการพัฒนา
ในห้องปฏบิ ตั กิ ารโดยใชช้ ีวสารสนเทศสำหรับการสำรวจ, การสกัด, การใชป้ ระโยชน์และการผลิตจากสิ่งมีชีวิต
ใด ๆ และแหล่งที่มาใด ๆ ของชีวมวลโดยใช้วิธีการวิศวกรรมชีวเคมีที่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอาจจะมีการ
วางแผน (เชน่ สรา้ งข้นึ ใหม่โดยการสังเคราะห์), ทมี่ กี ารคาดการณ์, ที่มีการสร้างรปู , ทมี่ กี ารพฒั นา, ท่มี ีการผลิต
และจำหน่ายเพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน (สำหรับผลตอบแทนจากเงินลงทุนเริ่มแรกที่ไร้
ความลึกในด้าน R & D) และการได้รับสิทธิบัตรคงทน (สำหรับสิทธิพิเศษสุดสำหรับการขาย, และก่อนหน้าที่
จะไดน้ เ้ี พอื่ ไดร้ ับความเห็นชอบในระดบั ชาติและนานาชาติจากผลการทดลองในสตั ว์ทดลองและมนุษย์ทดลอง,
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในสาขาเภสัชกรรมของเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อป้องกันผลขา้ งเคียงที่ไม่สามารถตรวจพบหรือ
ความกังวลด้านความปลอดภัยใด ๆ จากการใช้ผลติ ภัณฑ)์

ในทางตรงกันขา้ ม ชีววศิ วกรรมท่ัวไปถกู มองว่าเป็นสาขาที่เนน้ มากขน้ึ สำหรับวธิ ีการระบบที่สูงขึ้น (ไม่
จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการใช้วัสดุชีวภาพ"โดยตรง") สำหรับการเชื่อมต่อกับสิ่งมีชีวิตและการใช้
ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตนั้น. วิศวกรรมชีวภาพคือการประยุกต์ใช้หลักการของวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติกับเนื้อเยื่อ, เซลล์และโมเลกุล. แบบนี้ถือได้ว่าเป็นการใช้ความรู้จากการทำงานกับชีววิทยาที่มีการ

47

จัดการเพื่อให้บรรลุผลท่ีสามารถปรับปรุงฟังก์ชันในพืชและสัตว์ เกี่ยวเนื่องกัน, วิศวกรรมชีวการแพทย์เป็น
สาขาที่ทับซ้อนกันสาขาหนึ่งที่มักจะดึงออกมาและประยุกต์ใช้"เทคโนโลยีชีวภาพ" (ตามคำนิยามท่ี
หลากหลาย), โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาย่อยของชีวการแพทย์และ/หรือวิศวกรรมเคมีเช่นวิศวกรรมเนื้อเยื่อ,
วศิ วกรรมชวี เวชภณั ฑ์, และพันธุวศิ วกรรม

7. อปุ กรณห์ รอื ระบบกักเกบ็ พลงั งาน
ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ในบริบทของสมาร์ทกริด หมายถึง ระบบ
หรืออุปกรณ์ซึ่งสามารถแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานในรูปแบบอื่น เพื่อกักเก็บไว้ใช้งานในเวลาอื่น เมื่อ
จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงานจะแปลงพลังงานที่กักเก็บไว้กลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้าอีก
ครงั้ และจา่ ยคืนสู่ระบบต่อไป โดยการแปลงรปู พลงั งานไปมานนั้ จะเกิดการสูญเสียพลงั งานบางสว่ นไปขึ้นอยู่กับ
กระบวนการทีใ่ ช้ ดงั นัน้ ระบบกักเก็บพลังงานท่ีดีจะต้องมีความสูญเสียในกระบวนการแปลงรปู พลังงานให้น้อย
ทีส่ ุด
หลักการทำงานของระบบกักเก็บพลังงาน
คือ การกกั เกบ็ พลงั งานในช่วงเวลาใดเวลาหนง่ึ เพือ่ นำไปตอบสนองความต้องการพลังงานในอีก
ชว่ งเวลาหนงึ่ โดยหนึ่งในคณุ สมบตั ิสำคญั ของระบบกักเกบ็ พลังงานก็คือความสามารถในการแปลงพลังงาน
ไฟฟ้าให้อยู่ในรปู พลงั งานอน่ื ๆ อาทิ โรงไฟฟา้ พลงั นำ้ ทีแ่ ปลงพลงั งานไฟฟา้ ทเี่ หลือใช้จากการผลิต และกกั เกบ็
ไว้ในรูปของพลงั งานศักยด์ ว้ ยการสบู น้ำไปเก็บไวบ้ นท่สี งู เพื่อใช้เปน็ แหล่งผลิตไฟฟ้าสำรองในชว่ งท่ีมกี ารใช้
ไฟฟา้ สูงสดุ (Peak Load) เป็นต้น โดยสว่ นใหญ่จะมกี ารติดตั้งระบบไว้ ณ โรงไฟฟา้ หรือติดตัง้ ร่วมกบั ระบบ
สายสง่ หรือระบบจำหน่าย เป็นต้น ซงึ่ ระบบกักเก็บพลงั งานจะชว่ ยยกระดับการบรหิ ารจดั การท้ังในฝัง่ ของอุป
สงคพ์ ลังงานและอปุ ทานพลงั งานใหม้ ีความสัมพันธ์กันได้เป็นอย่างดี
ประเภทของระบบกักเกบ็ พลงั งาน
ระบบกกั เก็บพลงั งานท่ีใช้อยใู่ นประเทศไทยแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ประเภทดังน้ี
1. ระบบกักเกบ็ พลงั งานด้วยแบตเตอร่ี (Battery Energy Storage System: BESS)
เป็นระบบกักเก็บพลงั งานท่ใี ช้แบตเตอรีม่ าเปน็ สว่ นหนึ่งขององค์ประกอบ โดยแบตเตอรี่จะทำหน้าที่เก็บสะสม
พลังงานส่วนเกินจากระบบส่งด้วยการกักเก็บประจุไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงเวลาทีม่ ีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำเพอ่ื
นำมาใช้จ่ายไฟในช่วงเวลาที่ต้องการ ช่วยลดปัญหาความไม่สม่ำเสมอของการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงาน
หมุนเวียน ซึ่งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่จะช่วยลดความผันผวนของกระแสไฟฟ้าและทำให้ระบบ
สามารถจ่ายกระแสไฟฟา้ ได้มนั่ คงและต่อเน่ืองยิ่งขนึ้
2. โรงไฟฟ้าพลงั น้ำแบบสบู กลับ (Pumped Storage Hydro Plant)

48

เปน็ โรงไฟฟา้ พลังน้ำทีม่ ีเครื่องสูบน้ำ มีหลกั การทำงานคือการนำกระแสไฟฟ้าจากระบบการผลิตในช่วงท่ีมีการ
ใช้ไฟฟ้าน้อยมาใช้สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่เดิมขึ้นไปเก็บพักไว้ในอ่างพักน้ำตอนบนที่สร้างขึ้นใหม่ แล้ว
ปล่อยน้ำลงมาผา่ นเครือ่ งกำเนิดไฟฟ้าเพ่ือผลติ กระแสไฟฟ้าในช่วงที่มคี วามต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในแตล่ ะวัน ถือ
เป็นระบบกกั เกบ็ พลังงานไฟฟ้ารปู แบบหน่ึงท่ีมีตน้ ทุนต่อหนว่ ยไฟฟ้าตำ่ และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการ
ผลิตไฟฟ้านอ้ ยกวา่ ระบบอื่น

3. ระบบกกั เก็บพลงั งานด้วยเซลลเ์ ชอ้ื เพลิงร่วมกบั พลังงานลม (Wind-Hydrogen Hybrid System)
เป็นการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบก๊าซไฮโดรเจน โดยเมื่อกังหันลมผลิตไฟฟ้าได้มากเกินความต้องการ
ของระบบ ไฟฟา้ จะถูกนำไปจ่ายให้กับเคร่ืองแยกน้ำดว้ ยไฟฟ้า (Electrolyser) ซง่ึ จะทำหน้าที่แยกน้ำออกเป็น
ก๊าซออกซิเจนและก๊าซไฮโดรเจน โดยที่ก๊าซไฮโดรเจนจะถูกนำไปกักเก็บในถังบรรจุและนำไปผลิตไฟฟ้าโดย
ผ่านเซลลเ์ ชื้อเพลงิ (Hydrogen Fuel Cell) เพ่ือจา่ ยไฟฟ้าในช่วงท่ีมีความตอ้ งการไฟฟา้ สงู

8. เทคโนโลยกี ารพิมพ์สามมิติ
เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นนวัตกรรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ของโลก โดยการสร้างหุ่นจำลอง 3 มิติ ที่
ตอ้ งการตรวจสอบงานออกแบบให้กบั ทีมงาน หรือนำไปเสนอผลงานออกแบบให้กบั ลกู ค้า จากการสร้างโมเดล
3 มิติ (3D Models) โปรแกรมโมเดล 3 มิติท่ัวไปแล้วนำมาสงั่ พมิ พ์ โดยเครอ่ื งพิมพ์ 3 มิตจิ ะทำการพน่ เรซินมา
ทีละชนั้ ๆ ทำใหไ้ ดห้ ่นุ จำลองตามขนาดท่ตี ้องการ ซึง่ เครื่องพิมพ์ 3 มติ ิ มีตง้ั แต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ มีทั้ง
รุ่นพิมพ์ได้สีเดียวและหลายสี การสร้างหุ่นจำลองด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ ทำให้การออกแบบมีคุณภาพมาก
ยิ่งข้ึน แม่นยำ รวดเร็ว ต้นทุนต่ำกว่าเดิม และทำให้ผู้พบเห็นเกิดความประทับใจในผลงานออกแบบมากยิ่งข้ึน
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รุดหน้าอย่างรวดเรว็ ทำให้เกดิ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย และเทคโนโลยี
ที่กำลังเป็นที่นิยมและกล่าวถึงในขณะนีก้ ็คือ 3D printing หรือการพิมพ์แบบสามมิติ คำว่า 3D printing อาจ
ทำให้คิดว่าน่าจะเป็นการพิมพ์ภาพสามมิติทัว่ ๆ ไป แต่จริง ๆ แล้ว 3D printing นี้เป็นการสร้างโมเดลเสมอื น
จรงิ หรือการขึ้นรปู ชน้ิ งานน่นั เอง
เครื่องพิมพ์แบบสามมิติไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีประวัติการพัฒนายาวนานกว่า 30 ปี แต่สิ่งที่ทำให้
นวตั กรรมการพมิ พ์ 3 มติ ิ กลบั มาฮอื ฮาอีกครั้ง กเ็ พราะมีความพยายามพัฒนาเครื่องพมิ พ์ 3 มติ ิ ให้เขา้ สู่ผ้ใู ช้ใน
ระดับครัวเรือนมากขึ้น นอกเหนือจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จากหลายสาขายังพยายามประยุกต์ใช้หลักการของ
การพิมพ์แบบสามมิติไปสู่งานวิจัยในระดับที่เล็กลงแต่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งข้างหน้า เราอาจเห็น
“ชวี ิตสงั เคราะห์” จากเคร่อื งพิมพ์ 3 มติ ิถือกำเนิดได้จริงในห้องปฏบิ ัตกิ าร
ด้วยความหลากหลายของเทคนิคการพิมพ์แบบสามมิตินี้ทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถสร้างรูปแบบของ
โมเดลได้หลากหลาย จึงถูกนำไปใช้ในหลาย ๆ ด้าน โดยการกำหนดที่ใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบ ขนาด ความ
ซับซอ้ นและจำนวนที่ผลิต ตวั อยา่ งโมเดลที่ถูกผลิตขนึ้ เช่น เครือ่ งบินบังคับขนาดเล็กที่สร้างเสรจ็ ภายใน 7 วัน,

49

รถยนต์ ECO CAR ที่วิ่งได้จรงิ บนถนน, การหล่อชิ้นส่วนอุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกส์, เครื่องประดับเงินและทองคำ
จากไฟล์ดิจติ อล, รองเทา้ , เสอื้ ผ้า ไปจนถึงการพิมพ์อะไหลป่ นื ทส่ี ามารถนำมาประกอบเพ่ือยิงกระสุนจริงได้ ซึ่ง
หมายความว่าในอนาคตเครือ่ งตรวจจบั โลหะก็อาจจะไมส่ ามารถตรวจจบั อาวุธท่หี ล่อข้นึ จากพรนิ เตอร์ 3 มติ ิได้
อกี ตอ่ ไป หรอื แมก้ ระทั่งของกนิ เทคโนโลยนี ีก้ ถ็ ูกนำไปใช้เชน่ กัน

9. เทคโนโลยพี ลังงานทดแทน
พลังงานทดแทน โดยทั่วไปหมายถึงพลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน
, ปิโตรเลียม และ แก๊สธรรมชาติซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลอันเป็นสาเหตุโลกร้อน ตัวอย่าง
พลังงานทดแทนที่สำคัญเช่น พลังงานลม, พลังงานน้ำ, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง, พลังงาน
คลื่น, พลังงานความร้อนใต้พิภพ, เช้ือเพลิงชีวภาพ พลังงานน้ำมันดิบ น้ำมันปาล์ม พลังงานน้ำมันพืช เป็นตน้
ในปี 2555 ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนเพียง 18.2% ของพลังงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เพียง
1.8% โดยที่พลังงานแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพิ่มขึ้น 23% แต่ พลังงานจาก ฟืน ถ่าน แกลบ และ
วัสดุเหลือใช้ทางเกษตร โดยนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงดั้งเดิม มีอัตราลดลง 10% (อาจเป็นเพราะมวลชีวภาพ
ดงั กล่าวถกู แปรรูปไปเปน็ เชือ้ เพลิงชีวภาพไปแล้ว)

งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
ชนมข์ นิษฐ์ วศิ ิษฎ์สมบัต(ิ 2557:บทคัดยอ่ ) การวจิ ัยครัง้ น้มี วี ตั ถุประสงค์ 1) พฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการ

เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2 ให้มีประสิทธิภาพตาม
เกณฑ์ E1/ E2 เท่ากับ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มที่ไม่ได้เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2557 ที่เรียนวิชาชีพสาขางาน
คอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีนีรชาบริหารธุรกิจ จำนวน 18 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นระบบ
(Systematic Random Sampling) โดยสมุ่ ตัวอย่างตามระยะเปน็ ชว่ ง ๆ ทเ่ี ท่ากนั โดยเรยี งข้อมลู ตามลำดบั ไว้
เป็นกลุ่มที่ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มที่ไม่ได้ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ก่อนเรียนและหลังเรียนทดสอบ
ด้วยแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา คอมพวิ เตอร์และระบบปฏิบตั ิการเบื้องต้น รหัสวชิ า 2201-
2401 ซ่ึงมคี วามเช่ือมัน่ 0.60 ท้งั 2 กลุม่ วเิ คราะห์ขอ้ มูลด้วยสถติ ิ E1/E2 และทดสอบคา่ ที

ผลการวิจัย 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์รายวิชา คอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการเบื้องต้น รหัสวิชา
2201-2401 ระดบั ชน้ั ประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2 ท่สี รา้ งขน้ึ มีประสิทธภิ าพ 80.15/84.96 ซ่ึงเปน็ ไปตามเกณฑ์
ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา คอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัตกิ ารเบ้ืองต้น รหัสวิชา


Click to View FlipBook Version