The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by momay.ns, 2022-06-23 21:37:16

รายงานวิจัย การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

31

จังหวัดสกลนคร ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของชุมชน
และภาคเี ครอื ข่ายในเขตชุมชนบ้านนาอ่างและบ้านอ่างคา แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะท่ี 1 ร่วมคิด ร่วมสร้าง
และร่วมทา ดาเนินงานโดยนักวิจัยชุมชน ผู้นาชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชน ผ่านการทา
ประชาคมหมู่บ้านเพื่อสะท้อนสถานการณ์และการดาเนินการที่ประสบความสาเร็จและไม่ประสบความสาเร็จ
เกี่ยวกับการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับที่ผ่านมาและร่วมวางแผนปฏิบัติการการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับใน
ชุมชน และระยะท่ี 2 การสร้างแกนนาชุมชนและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเพ่ือขับเคลื่อนการป้องกันโรค
พยาธิใบไม้ตับในชุมชนอย่างย่ังยนื ในการดาเนินงานของการนาชมุ ชนจะใช้หลัก 3ข 2ช คือ เข้าใจเก่ียวกับโรค
พยาธิใบไม้ตับ เข้าถึงการรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคและการป้องกันโรคโดยใช้ตนเองเป็นต้นแบบ เข้าหากลุ่ม
ประชาชนเพ่ือถ่ายทอดความรู้ ช้ชี วนให้ลด ละ เลิก ปัจจยั เสย่ี งต่อการเกดิ โรคพยาธใิ บไมต้ บั และเช่ือมประสาน
การทางานกับภาคเี ครือข่ายโดยมเี ป้าหมายร่วมกันคือการป้องกันโรคพยาธใิ บไม้ตับและมะเร็งทอ่ น้าดีในชุมชน
อย่างยัง่ ยืน

สมสมัย เอียดคง และคณะ (2552) กระบวนการพัฒนาและจัดการการตลาดการท่องเท่ียวเชิงเกษตร
ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใน 5 จังหวัดภาคใต้ : ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การเชื่อมโยงและการมีส่วนร่วม
ของเครอื ขา่ ย ผลการศึกษาพบว่า การศึกษาวิจยั กลุ่มการท่องเท่ียวเชิงเกษตรที่เข้าร่วมโครงการใน 5 จงั หวัดมี
การพัฒนาและสามารถดารงอยู่ได้อย่างสมดุลและย่ังยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สร้างการเรียนรู้ ความ
เข้าใจ วัฒนธรรม และแลกเปล่ียนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกลุ่ม เกิดความรักและเกิดความภาคภูมิใจในอัต
ลักษณ์ประจาท้องถิ่น หวง hand ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของตนเอง เกิดการพ่ึงพาบนฐาน
แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงเชื่อมโยงกับเครือข่ายระหว่างกลุ่ม เกิดตลาดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตาม
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงภายในประเทศและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ สามารถใช้การท่องเที่ยวเชิง
เกษตรเปน็ ตลาดกระจายสินค้าพื้นเมืองนารายได้มาสู่ท้องถิ่น มีแนวทางในการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยว
เชงิ เกษตรและการทอ่ งเท่ยี วด้านอนื่ ๆ ให้กับกลุ่มการท่องเทีย่ วกลมุ่ อ่นื ๆที่สนใจ

สิริกัญญ์ วงษ์ป่ิน และคณะ (2551) กรอบและวิธีการจัดการระบบความปลอดภัยข้อมูลและเครือข่าย
ของบริษัทธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า กรอบแนวคิดและมาตรฐานสากลมี
ขอบเขตท่ีครอบคลุมมากกว่าพระราชบัญญัติของประเทศไทย หากปฏิบัติให้เป็นไปตามกรอบแนวคิดและ
มาตรฐานสากลแล้วก็จะทาใหส้ ามารถผ่านพระราชบญั ญัตไิ ด้โดยปริยาย และจากการจัดทาแบบสอบถามพบว่า
ในปัจจุบันธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความสาคัญกับเรื่องของระบบความปลอดภัย
ข้อมูลและเครือข่ายเท่าที่ควร อีกท้ังส่วนใหญ่ยังไม่สามารถจัดการระบบความปลอดภัยข้อมูลและเครือข่ายให้
เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของพระราชบัญญัติได้ แต่ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกสใ์ นประเทศไทยส่วนใหญ่ก็มี
ความต้องการท่ีจะจัดการระบบความปลอดภัยข้อมูลและเครือข่ายให้ถูกต้อง และเป็นไปตามข้อกาหนดของ
พระราชบัญญัติท่ีบังคับใช้ โดยมีท้ังส่วนที่ต้องการจะลงทุนใช้เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ และมีส่วนที่มีงบประมาณ
จากัด จึงเลือกใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์ส โดยเกือบทั้งหมดไม่ให้ความสนใจท่ีจะจัดการระบบความปลอดภัย

32

ข้อมูลและเครือข่ายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลซ่ึงอาจเก่ียวเน่อื งกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบนั เมื่อได้ผลจาก
การศึกษาแล้วคณะผู้จัดทาจึงได้จัดทาคู่มือซ่ึงเป็นกรอบและวิธีการจัดการระบบความปลอดภัยข้อมูลและ
เครือข่ายขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการกับระบบความปลอดภัยข้อมูลและเครือข่ายของบริษัทธุรกิจ
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยให้เป็นไปตามข้อกาหนดของพระราชบัญญัติ และทาให้ระบบความ
ปลอดภัยของขอ้ มูลและเครือข่ายมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การดาเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย
เพ่มิ ขดี ความสามารถในการแข่งขนั ให้เพิม่ ข้ึนและเจรญิ เติบโตต่อไป

แสงเงิน ไกรนรา (2550) กระบวนการทุนทางสังคมท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายทอผ้า
กรณีศกึ ษา เครือข่ายทอผ้า ตาบลสม้ ป่อย อาเภอจัตุรัส จงั หวดั ชัยภูมิ ผลการศกึ ษาพบวา่ ไดเ้ สนอแนะแนวทาง
ในการพัฒนาเครือข่าย ดังน้ี โอกาสที่จะพัฒนาเครือข่ายให้มีความเข้มแข็งมากข้ึนน้ัน ควรพิจารณาผู้นาที่มี
ความสัมพันธ์กับสมาชิกในฐานะที่เป็นเครือญาติกันก่อน เพราะมีความผูกพันเพื่ออาทรเกื้อกูลและความ
ไว้วางใจกัน ซ่ึงระบบความสมั พันธ์ดังกลา่ วจะช่วยใหก้ ารรเิ ริม่ จัดต้ังเครือข่ายไดร้ ับความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ
กันมากขึ้น การพัฒนาเครือข่ายควรใช้เครือญาติเป็นฐานสร้างการเรียนรู้ บนความศรัทธา ความไว้วางใจกัน
เพราะจะช่วยให้การถอดบทเรียนของเครือข่ายเพื่อสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ สามารถกระทาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ นอกจากน้ัน ควรให้ความสาคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้นาให้มีความซื่อสัตย์โปร่งใส รวมทั้ง
เน้นการนาเอาประเด็นของความเป็นเครือญาติมาช่วยในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายเพราะมีความ
ไว้วางใจกันระหว่างกันในหมู่สมาชิก ทาให้เครือข่ายสามารถดาเนินกิจกรรมของเครือข่ายแบบครบวงจรต้ังแต่
การผลติ การตลาด และการเงิน การพัฒนาเครือข่ายให้เข้มแข็งจะต้องมีการพัฒนาคนไปพร้อมๆกับการพัฒนา
งาน โดยเฉพาะการเสรมิ สร้างภาวะผูน้ าให้กับสมาชิก ใหม้ ีความสมดุลระหวา่ งมิติของมลู ค่ากับคณุ ค่า (เงินทอง
กับภูมิปัญญาดั้งเดิม) โดยยึดหลักการท่ีจะพัฒนาสินค้าให้เป็นท่ียอมรับของตลาดได้ โดยยังสามารถคงภูมิ
ปัญญาด้งั เดมิ (ลายผ้า) เอาไว้ได้

สรุปได้ว่า การจัดตั้งและดาเนินงานของกลุ่มต่างๆ ต้องมีกรอบแนวคิด เกิดจากเครือข่ายท่ีมีแนวคิด
เดียวกัน รว่ มแรงร่วมใจกัน ให้ความสาคัญกับการจดั ตงั้ กลุ่ม ให้สมาชิกมีส่วนร่วมทกุ กระบวนการ มกี ารบริหาร
จดั การท่โี ปร่งใส มสี ถานท่ีจดั เกบ็ เอกสารหรอื สถานท่กี ลุ่มทีช่ ัดเจน เพ่อื สรา้ งความเชื่อมัน่ ให้กับสมาชิก

7. แนวคิดและทฤษฏีเก่ยี วกับความพึงพอใจ

แนวคดิ เก่ยี วกับความพงึ พอใจ
"ความพึงพอใจ" ได้มีการศึกษามาเป็นระยะเวลานานต้ังแต่ช่วงก่อนสงครามโลกคร้ังที่ 1 โดยมุ่งที่จะ
ตอบคาถามว่า ทาอย่างไรจึงจะสามารถเอาชนะความจาเจและความน่าเบอ่ื ของงานตอ่ การศึกษาความพึงพอใจ
จะต้องนามาใช้ได้มากกว่าความพึงพอใจต่องานของตน โดยนาไปใช้ในทางสังคมในลักษณะการปรับปรุงงานที่
เกย่ี วข้องกับการใหบ้ ริการทจ่ี ะประกอบดว้ ยกนั 2 ฝา่ ย คือ ฝา่ ยผมู้ ีหน้าที่ในการบรกิ าร หรอื พนักงาน เจ้าหนา้ ที่
ผู้ให้บริการ และฝ่ายผู้รับบริการ โดยศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการท่ีมีต่อผู้ให้บริการมีความพึงพอใจต่อ

33

การบริการมากน้อยเพียงใดซึ่งมีนักวิชาการหลายทา่ นได้ให้ความจากัดความรวมถงึ แนวคิดทาง "ความพึงพอใจ"
ผูว้ ิจยั จึงนามาประกอบมีดังตอ่ ไปน้ี

ลักษณวรรณ พวงไม้ม่ิง (2545, 9) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพของจิตที่ปราศจาก
ความเครียด ท้ังน้ีเพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความต้องการ ถ้าความต้องการนั้นได้รับการตอบสนอง
ท้ังหมดหรือบางส่วนความเครียดจะน้อยลงความพึงพอใจก็จะเกิดข้ึนและในทางกลับกัน ถ้าความต้องการน้ัน
ไม่ได้รบั การตอบสนองความเครยี ดและความไมพ่ งึ พอใจจะเกดิ ขนึ้

ลักษณวรรณ พวงไม้มิ่ง (2545, หน้า 11) ความพึงพอใจเป็นแนวความคิด หรือทัศนคติอย่างหนึ่ง
เป็นสภาวะรับรู้ภายในซ่ึงเกิดจากความคาดหวังไว้ว่าเม่ือทางานชิ้นหนึ่งแล้วจะได้รับรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถ้าได้รับตามท่ีคาดหวัง ความพึงพอใจก็จะเกิดข้ึน แต่ถ้ารางวัลต่ากว่าอินทรีย์ที่คาดหวังก็จะทาให้เกิดความ
ไม่พึงพอใจ

คอทเลอร์ (Kotler, 1994, อ้างถึงใน กิตติยา เหมังค์, 2548, หน้า 12) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจว่า
เป็นระดบั ความรสู้ ึกทีม่ ีผลมาจากการเปรียบเทียบระหว่างการรบั รู้ผลจากการทางานหรอื ประสิทธิภาพกับความ
คาดหวังของลูกค้าโดยลูกค้าได้รับบริการหรือสินค้าต่ากว่าความคาดหวังจะเกิดความไม่พึงพอใจแต่ถ้าตรงกับ
ความคาดหวังลูกค้าจะเกดิ ความพอใจและถ้าสูงกวา่ ความคาดหวังจะเกิดความประทบั ใจ

จากความหมายของความพึงพอใจท่ีมผี ู้ให้ไวต้ ามกล่าวมาขา้ งตน้ ผู้วิจัยพอสรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็น
ความรู้สึกหรือทัศนคติทางบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่งหรือมีความช่ืนชอบพอใจ ต่อการที่บุคคลอ่ืน
กระทาการส่ิงใดส่ิงหน่ึงตอบสนองความต้องการของบุคคลหน่ึงที่ปรารถนาให้กระทาในส่ิงที่ต้องการ ซึ่งจะ
เกดิ ข้นึ กต็ ่อเม่ือส่ิงนั้นสามารถตอบสนองความต้องการให้แก่บคุ คลนน้ั ได้ แต่ท้งั นี้ความพึงพอใจของแต่ละบุคคล
ย่อมมีความแตกต่างกัน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับค่านิยมของแต่ละบุคคล และความสัมพันธ์ของปัจจัยท่ีทาให้
เกิดความพึงพอใจตลอดจนสิ่งเร้าต่าง ๆ ซ่ึงอาจสามารถทาให้ระดับความพึงพอใจแตกต่างกันได้ เช่น ความ
สะดวกสบายที่ไดร้ ับความเป็นกนั เอง ความภูมิใจ การยกยอ่ ง การไดร้ ับการตอบสนองในสงิ่ ท่ีต้องการและความ
ศรทั ธา เปน็ ต้น

ทฤษฎเี กี่ยวกับความพงึ พอใจ
ผู้รับบริการจะมีความพึงพอใจมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับความต้องการของตนว่า ได้รับการตอบสนอง
มากน้อยเพียงไร หากได้รับการตอบสนองมากก็จะก่อให้เกิดความจงรักภักดีและเกิดการส่ือสารแบบปากต่อ
ปากแตถ่ า้ ไดร้ บั การตอบสนองนอ้ ยกจ็ ะรสู้ ึกในแง่ลบ
พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีส่ิงจูงใจ (Motive) หรือแรงขับ (Drive) เป็นความต้องการท่ีกดดัน
จนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองซ่ึงความต้องการของแต่ละ
คนไม่เหมือนกัน ความต้องการบางอย่างเป็นความต้องการทางชีววิทยา (Biological) เกิดขึ้นจากสภาวะตึง
เครยี ด เชน่ ความหิวกระหาย หรอื ความลาบากบางอย่างเป็นความตอ้ งการทางจติ วิทยา (Psychological) เกิด

34

จากความต้องการการยอมรับ (Recognition) การยกย่อง (Esteem) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
(Belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจจะไม่มากพอท่ีจะจูงใจให้บุคคลกระทาในช่วงเวลานั้น ความต้องการ
กลายเป็นสิ่งจูงใจ เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดเป็นความตึงเครียด โดยทฤษฎีท่ีได้รับความนิยม
มากท่สี ุด 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของ ฟรอยด์และทฤษฎีของมาสโลว์

มลิ เลทท์ (Millet, 1954, p.397 อา้ งถงึ ใน นพคุณ ดลิ กภากรณ์, 2546, หน้า 12) ไดใ้ ห้ทัศนะว่า ความ
พงึ พอใจของประชาชนที่มีต่อการบริการของหนว่ ยงานภาครฐั น้ัน โดยไดส้ รุปประเด็นว่า เป้าหมายท่ีเป็นทีน่ ิยม
มากทส่ี ุดท่ีผู้ปฏบิ ัตติ ้องยดึ ถือไว้เสมอในหลักการ 5 ประการ คอื

1. การให้บริการอย่างเสมอภาค (Equitable Service) หมายถึง ความยุตธิ รรมในการบรหิ าร
งานภาครัฐที่มีฐานของความคดิ ว่าทุกคนเท่าเทียมกนั ดังน้ันประชาชนทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
กนั ในทกุ แง่มมุ ของกฎหมายไม่มีการแบ่งแยกกีดกันในการให้บริการประชาชนจะได้รบั การปฏิบัติในฐานะท่ีเป็น
ปัจเจกบุคคลที่ใชม้ าตรฐานการให้บริการเดียวกัน

2. การให้บริการที่ตรงเวลา (Timely Service) หมายถึง ในการให้บริการจะต้องมองว่าการให้บริการ
จะต้องตรงเวลา ผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐจะถือว่าไม่มีประสิทธิผลเลย ถ้าไม่มีการตรงเวลาซ่ึงจะ
สร้างความพงึ พอใจใหแ้ กป่ ระชาชน

3. การให้บริการอย่างเพียงพอ (Ample Service) หมายถึง การให้บริการจะต้องมีลักษณะที่มีจานวน
การให้บริการและสถานท่ีให้บริการอย่างเหมาะสม (The right quantity at the right geographical
Location) มิลเลทท์ (Millett) เห็นว่าความเสมอภาคหรือการตรงเวลาจะไม่มีความหมายเลย ถ้ามีจานวนการ
ให้การบรกิ ารทไ่ี มเ่ พียงพอและสถานที่ตัง้ ทใ่ี ห้บรกิ ารสร้างความไมย่ ุติธรรมใหเ้ กิดขึ้นแก่ผู้รับบริการ

4. การใหบ้ ริการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Service) คือ การให้บริการที่เป็นไปอย่างสมา่ เสมอ โดย
ยึดประโยชนข์ องสาธารณชนเป็นหลกั ไมใ่ ชย่ ึดตามความพอใจของหน่วยงานท่ใี หบ้ ริการวา่ จะใหห้ รอื หยุดบริการ
เมอ่ื ใดก็ได้

5. การให้บรกิ ารอย่างก้าวหน้า (Progressive Service) คอื การให้บริการที่มีการปรบั ปรงุ คุณภาพและ
ผลการปฏิบัติงาน กล่าวอีกนัยหน่ึง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพหรือความสามารถที่จะทาหน้าที่ได้มากข้ึนโดยใช้
ทรัพยากรเทา่ เดิม

จากความหมายของความพึงพอใจท่ีได้รวบรวมมานี้พอสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก
ความชอบ ความพอใจ และความต้องการของบุคคลที่มีต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึงความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเม่ือ
บุคคลได้รับในสิ่งที่ต้องการ ในท่ีน้ีหมายถึง การบริการท่ีดี ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดข้ึนเม่ือผู้ใช้บริการได้รับ
ตอบสนองในส่ิงทีต่ ้องการหรือบรรลุเป้าหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกลา่ วจะลดลงหรือไม่เกิดข้ึนหากความ
ต้องการน้ันไมไ่ ดร้ บั การตอบสนอง

35

8. ทฤษฎีเกี่ยวกับองคป์ ระกอบการทอ่ งเทยี่ ว (5A)
ปัจจัย 5A ที่แสดงถึงความต้องการท่ีจาเป็นสาหรับการท่องเที่ยวที่ประสบความสาเร็จสิ่งดึงดูดใจ

(Attractions)
Dickman (1996) กล่าวว่าสิ่งท่ีดงึ ดูดใจ จัดเป็นองค์ประกอบที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นส่ิง

ท่ีจูงใจให้นักท่องเท่ียวเดินทางมาท่องเท่ียว ณ สถานท่ีนั้น ซึ่งสามารถแบ่งแยกเป็นสถานท่ีสาคัญทางศาสนา
หาดทราย ชายหาด ภูเขา อุทยานแห่งชาติ เทศกาลต่าง ๆ หรือสถานที่ที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์และ
เป็นที่โด่งดังและโดยท่ัวไป สถานท่ีท่องเท่ียวที่มีช่ือเสียงมักจะมีส่ิงดึงดูดใจมากกว่า หนึ่งอย่าง อาทิ อุทยาน
ประวัตศิ าสตร์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเท่ยี วทีม่ คี ุณคา่ เช่น สถาปัตยกรรมทนี่ ่าสนใจ ความเป็นมา ประวัตศิ าสตร์ ฯลฯ

3.1 สิง่ ดึงดูดใจ (Attraction) เชน่
1) ส่ิงดงึ ดูดใจเชงิ ธรรมชาติ (Natural attractions)
2) ส่ิงดึงดูดใจท่ีมนุษย์สร้างข้ึน (Built attractions) รวมถึงกิจกรรมท่ีมนุษย์จัดข้ึน

ซ่ึงเป็นสาเหตุให้นักท่องเท่ียวเดินทางมายังแหล่งท่องเท่ียว เช่น สวนสนุกและกิจกรรมการประชุม
(Meeting, Incentive, Exhibition, Convention (MICE))

3) สงิ่ ดึงดดู ใจเชงิ ศลิ ปวัฒนธรรม (Cultural attractions)
4) สงิ่ ดงึ ดูดใจเชิงชุมชนสมั พนั ธ์ (Social attractions)
3.2 กจิ กรรม (Activities)
สถานที่ท่องเท่ียวควรจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ (Activities) ที่นักท่องเท่ียวสามารถทาใน
ช่วงเวลาที่พานักและท่องเที่ยว ณ สถานที่นั้น เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของการท่องเท่ียวและช่วงเวลา
พักผ่อนของนักท่องเท่ียว กิจกรรมต่าง ๆ ควรมีความหลากหลายและตรงกับความต้องการของ
นักท่ องเที่ ยวด้วย อาทิ กิจกรรมท่ี เก่ียวกับ การจับ จ่ายใช้สอย กิจกรรมทางท ะเล เช่น ดาน้ า
ว่ายนา้ เป็นตน้ (Dickman, 1996)
กิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น กิจกรรมเดินป่า กิจกรรมดูนก กิจกรรมส่องสัตว์ กิจกรรมแสง
สี เสยี ง ในสถานทที่ ่องเท่ยี วนน้ั ๆ เป็นตน้
3.3 การเขา้ ถึง (Access)
สภาพการเข้าถึง (เส้นทางคมนาคม) หมายถึง สภาพการคมนาคมไปสู่แหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ
มีความสะดวกสบาย เหมาะต่อการเดินทางท่องเท่ียวมากน้อยเพียงใดโดยพิจารณาจากระยะทางจากจุด
ศูนย์กลางการท่องเที่ยวมาสู่แหล่งท่องเที่ยว เช่น ระยะทางจากตัวเมือง ซ่ึ งจะเป็นศูนย์กลาง
การท่องเท่ียวของพ้ืนท่ีน้ัน เป็นต้น พิจารณาจากลักษณะการเดนิ ทางวา่ เป็นอย่างไร เช่น โดยรถยนต์ เรือ หรือ
การเดินเท้า สภาพของเส้นทางเอ้ืออานวยต่อการเดินทางมากน้อยเพียงใดมีสภาพเป็นถนนคอนกรีต ราดยาง
ลูกรัง หรือถนนดิน ถ้าเป็นแม่น้าลาคลอง ต้องใช้เรือหรือแพมีส่ิงกีดขวางหรือไม่และถ้าเป็นทางเท้า สภาพ
ทางเดินดีหรือไม่ ระยะทางเดินเหมาะกับนักท่องเท่ียวเพียงใด การจัดหาพาหนะสะดวกหรือยากและคาว่าจ้าง
แพงหรือลูก เป็นต้น ดังนั้นตัวแปรที่ใช้ในการประเมินสภาพการเข้าถึง อาจพิจารณาได้จาก ความสะดวก

36

อุปสรรคหรอื สง่ิ กีดขวางการเดนิ ทาง ลกั ษณะการเดินทางและสภาพถนน
การคมนาคมขนส่งและความสะดวกในการเดนิ ทางทางมายงั แหล่งทอ่ งเที่ยว (Access) เช่น

เท่ยี วบนิ การตรวจคนเขา้ เมือง รถโดยสารสาธารณะ สภาพถนนหนทาง
น อ ก จ า ก น้ี ก า ร เข้ า ถึ ง ใน แ ห ล่ ง ท่ อ ง เที่ ย ว ยั ง ห ม า ย ถึ ง ส่ิ งท่ี ส า ม า ร ถ ท า ให้ นั ก ท่ อ ง เท่ี ย ว รู้ จั ก แ ล ะ

ทาให้นักท่องเที่ยวสามารถเขา้ ถงึ แหลง่ ท่องเท่ยี วนัน้ ไดง้ ่ายข้ึน เช่น การลงเวบ็ ไซต์ เปน็ ต้น
3.4 สงิ่ อานวยความสะดวก (Amenities)
ส่ิงอานวยความสะดวก หมายถึง ส่ิงบริการขั้นพ้ืนฐานต่าง ๆ ท่ีจาเป็นต่อการท่องเท่ียวและ

ระบบสาธารณูปการ ซึ่งมีอยู่ในแหล่งท่องเท่ียวน้ัน ๆ ท่ีนักท่องเท่ียวสามารถจะใช้ได้อย่างสะดวก สบายมาก
น้อยเพียงใด เช่น ท่ีพักแรม ร้านอาหารและเครื่องด่ืม สถานเริงรมย์สถานบริการอ่ืน ๆ ระบบไฟฟ้า ประปา
โทรศัพท์ สถานรักษาพยาบาล สถานีตารวจ หรือระบบรักษาความปลอดภัย เปน็ ต้น ส่ิงเหล่านี้จะพิจารณาทั้ง
ปริมาณและคุณภาพควบคู่กันไปและถ้าหากในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวน้ันไม่มีสิ่งอานวยความสะดวกอย่าง
ครบถ้วน ก็จะพิจารณาถึงความสะดวกและความใกล้ไกลที่จะไปอาศัยใช้บริการส่ิงอานวยความสะดวกจาก
แหล่งชุมชนข้างเคียงได้ยากง่ายเพยี งใด ดังน้ัน ตัวแปรท่ีใช้ในการประเมินส่ิงอานวยความสะดวก อาจพิจารณา
ได้จาก ระบบสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ การให้บริการบ้านพัก สถานบริการต่าง ๆ ระบบสื่อความหมาย
และระบบการชดั การ

ส่ิงอานวยความสะดวก ณ แหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว (Destination amenities) เชน่
- รา้ นอาหาร
- ร้านค้าต่าง ๆ เช่น รา้ นขายของ บริษัทบรกิ ารการท่องเที่ยว ร้านของทีร่ ะลกึ
- การบริการอื่น ๆ อาทิ รา้ นตัดผม การบริการใหข้ อ้ มลู แกน่ ักทอ่ งเทีย่ ว รา้ นเชา่ รถ
- ระบบสาธารณปู โภค
- ตเู้ อทเี อ็ม
- สถานีตารวจ โรงพยาบาล ฯลฯ

3.5 ทพ่ี กั (Accommodation)
สถานที่ท่องเท่ียวควรมีจานวนท่ีพักท่ีเพียงพอ พร้อมท้ังมีความหลากหลายด้านราคาและการบริการ
และมีความเหมาะสมต่อสถานท่ีและที่พักควรอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวมากนักทาให้นักท่องเที่ยวสามารถ
เดินทางมายังแหล่งท่องเท่ียวได้ง่ายและมีความปลอดภัยท่ีพักในแหล่งท่องเท่ียว (Accommodation) เช่น
โรงแรม รสี อร์ท บังกะโล เกสต์เฮาส์ อพารท์ เมน ฯลฯ
พยอม ธรรมบตุ ร (2549) ไดแ้ บ่งองคป์ ระกอบของการท่องเทยี่ วเปน็ 5 ประเภท ดังน้ี

1) การเข้าถึงแหล่งท่องเท่ียว (Accessibility) ได้แก่ การมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม
เช่น ระบบคมนาคม สนามบิน ตลอดจนบริการด้านอุตสาหกรรมขนส่ง เช่น การขนส่งทางอากาศ ทางบกและ
ทางน้า ซ่ึงจะเอื้ออานวยให้นักท่องเท่ียวสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง (Destination) หรือแหล่ง
ท่องเที่ยว (Attraction)

37

2) การมีที่พักแรมเพ่ือรองรับนักท่องเที่ยว (Accommodation) ท่ีต้องการค้างคืน ได้แก่ ที่พัก
ประเภทต่าง ๆ เช่น โรงแรมรีสอร์ท เกสต์เฮ้าส์ โฮมสเตย์ ที่พักแรมประเภทต่าง ๆ จะมีส่ิงอานวยความสะดวก
ในระดับต่าง ๆ กัน ซ่ึงจะทาให้มีราคาและบริการในระดับต่าง ๆ กัน ได้แก่ ภัตตาคาร สระว่ายน้า
ฟติ เนสเซ็นเตอร์ ซาวนา่ ศูนย์กลางธุรกจิ และสงิ่ อานวยความสะดวก

3) แหล่งท่องเท่ียว (Attraction) นับเป็นองค์ประกอบที่มีความสาคัญสูงสุดของการเดินทาง
เพราะเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเท่ียวเดินทางมาท่องเที่ยว แหล่งท่องเท่ียวอาจเป็นแหล่งธรรมชาติท่ีมีความโดด
เด่น เช่น แหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เช่น ปราสาทพนมรุ่ง แสดงถึงความรุ่งเรืองของ
อาณาจักรขอม การท่องเท่ียวชนบทเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านเรียนรู้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่ น ตลอดจน
โบราณสถานยคุ เกา่ แกก่ อ่ นประวตั ิศาสตร์ เชน่ วฒั นธรรมบ้านเชยี ง เป็นตน้

4) กิจกรรมการท่องเท่ียว (Activities)และกิจกรรมนันทนาการ (Tourist activitiesและ
Recreational activities) นับเป็นองค์ประกอบที่สาคัญในยุคปัจจุบันเพราะการท่องเท่ียวมิได้ หมายถึง เพียง
แค่การเดินทางไปชมโบราณสถาน อนุสาวรีย์ ความงดงามของธรรมชาติเท่านั้นแต่เป็นการที่นักท่องเที่ยวได้มี
โอกาสทากิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การเดินป่า การล่องแก่งในแม่น้าการปีนหน้าผา การดาน้า การตกปลาหมึกใน
ทะเลลึก ตลอดจนการร่วมกิจกรรมกับชุมชนเจ้าบ้าน เช่น การดานา การเกี่ยวข้าว การ่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ
เป็นต้น ซ่ึงกิจกรรมทั้งหมดจะเป็นประสบการณ์ที่อยู่ในความทรงจาของนักท่องเท่ียวและกิจกรรมดังกล่าว
มักกอ่ ใหเ้ กดิ การกระจายรายได้

5) บริการเบ็ดเตล็ดท้ังหมดที่มีให้นักท่องเที่ยว (Ancillary) อาทิเช่น บริการด้านร้านอาหาร
โรงพยาบาล ไปรษณยี ์ สถานบี รกิ ารน้ามัน ร้านค้า ร้านขายของทร่ี ะลกึ ห้องสุขา เปน็ ตน้

สรุปได้ว่า องค์ประกอบการท่องเที่ยว (5A) คือส่ิงดึงดูดใจ (Attraction) กิจกรรม (Activities)
การเข้าถึง (Access) ส่ิงอานวยความสะดวก (Amenities) ที่พัก (Accommodation) ทีมวิจัยจึงมีความสนใจ
ในการนาแนวความคิดมาใช้ในการศึกษาเร่ืองพฤติกรรมนักทอ่ งเท่ียว ในการสรา้ งเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อ
การเรยี นรู้มรดกวฒั นธรรมโดยเครอื ข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

9. งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง
การทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวกับการศึกษาการสร้างเครือข่าย อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมชุมชนสู่

“การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่าย ชุมชนคน แม่ระมาด อาเภอ
แม่ระมาด จังหวัดตาก” ผู้วิจัยได้สืบค้นมีงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรม การเรียนรู้ด้าน
วัฒนธรรม การบริหารจัดการการเรียนรโู้ ดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ิน และพฒั นาแหล่งเรียนรูใ้ นท้องถ่ิน โดยใช้
แนวคิดเก่ียวกบั ภาคีเครือขา่ ยขับเคลื่อน เปน็ การแกป้ ัญหาความเหล่ือมลา้ โดยการใชก้ ารท่องเทย่ี วแก้ไขปัญหา
การท่องเท่ียวเชอ่ื มโยงระหว่างหมู่บ้านท่มี ีศักยภาพ เป็นเส้นทางท่องเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรม ที่สอดคล้องคล้ายคลึง
กันมแี นวคดิ ทีห่ ลากหลายดว้ ยกนั ได้แก่

38

ชลัยรัตน์ จิรชัยเชาวนนท์ (2554) การจัดการเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนพื้นที่สูงจังหวัด
เพชรบูรณ์การจัดการการตลาดเพ่ือการประชาสัมพันธ์เครือข่ายการท่องเที่ยวผลการศึกษาพบว่า การตอบ
แบบสอบถามและการทบทวนวรรณกรรมท่ีได้นาเสนอในประเด็นต่างๆท่ีเกี่ยวข้อง สรุปการอภิปรายผล โดย
กลุ่มตัวอย่างที่ทาการศึกษาได้เปิดรับข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับแหล่งท่องเท่ียวโดยผ่านสื่อมวลชน โทรทัศน์ วิทยุ
และกิจกรรมท่ีนักท่องเที่ยวสนใจมาท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบูรณ์นิยมมาท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนตามแหล่ง
ท่องเที่ยวธรรมชาติเป็นหลัก การใช้การประชาสัมพันธ์ผ่านส่ือต่างๆท่ีได้รับชมการนาเสนอตัวแบบวัดระดับ
ความสาคัญในปัจจัยทางการตลาดพบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ให้ความสาคัญกับ 3 ส่วน ในชุดงานวิจัย ได้แก่
โฮมสเตย์ เส้นทางจักรยานภูเขา และผลิตภัณฑ์ และกระบวนทัศน์สาหรับการจัดการการตลาดโดยใช้การ
ประชาสัมพันธ์โดยใช้รูปแบบตัวอย่างลักษณะของสื่อในการประชาสัมพันธ์ขอ งเครือข่ายการท่องเที่ยวโดย
ชุมชนพ้ืนที่สูงจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านสื่อต่างๆได้แก่ สื่อโทรทัศน์ ส่ืออินเตอร์เน็ต ส่ือวิทยุกระจายเสียง
ตามลาดบั ทจี่ ะสามารถทาใหน้ กั ท่องเท่ยี วมีความสนใจท่ีจะเข้ามาทอ่ งเท่ยี วในชุมชนพ้ืนทสี่ งู จังหวัดเพชรบรู ณ์

สรุปได้ว่า การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยผ่านเครือข่ายการท่องเที่ยวใช้รูปแบบผสมผสานท้ังสื่อ
ส่งิ พมิ พ์ สื่อโทรทศั น์ และสอ่ื วิทยุ การประชาสัมพันธ์ทหี่ ลากหลายชอ่ งทางเพื่อให้เป็นทางเลือกสาหรับผู้ท่ีสนใจ
เขา้ ไปสบื คน้ หาแหลง่ ท่องเท่ยี ว

ชาญชัย สุขสกุล (2554) การพัฒนารูปแบบองค์กรเครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนบนพื้นที่สูง
จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลการศึกษาพบว่า หมู่บ้านเล่าลือ เล่าเน้ง และเพชรดา เป็นที่ต้ังหมู่บ้านของชาวเขา 4 ชน
เผ่า คือ ม้ง ลีซอ เย้า และมูเซอ พ.ศ.2547 จังหวัดเพชรบูรณ์ประกาศให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวชาวดอย ต่อมา
ปิดตัวลงเพราะขาดงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ และชุมชนไม่มีรูปแบบองค์กรที่บริหารด้วยตนเอง จาก
การวจิ ยั คร้ังนท้ี าใหช้ ุมชนสามารถพัฒนารูปแบบองค์กรเครือข่ายการท่องเท่ียวได้ โดยตั้งชอ่ื ว่า ศูนย์อานวยการ
บ้านเล่าลือ เล่าเน้ง และเพชรดา จัดสายงานเป็นกลุ่ม ทุกกลุ่มจะมีคณะกรรมการรับผิดชอบ ต่อมาเปล่ียนช่ือ
เป็น กลุ่มอาชีพท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม 4 ชน ดาเนนิ การจัดให้มีสถานท่ีจาหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
ลานการแสดงวัฒนธรรมพ้ืนบ้าน พิพิธภัณฑ์แสดงนิทรรศการวิถี 4 ชนเผ่า อาคารผลิตผ้าทอและผลิตภัณฑ์
ท้องถิ่น สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนสมุนไพร สวนไร่ชา และไร่กาแฟ จากน้ันได้มีการประสานกับหน่วยงาน
ภายนอกเพอื่ สนับสนนุ ดา้ นการใชพ้ ื้นที่และงบประมาณ

สรุปได้ว่า ชุมชนสามารถปรับตัวด้านการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้โดยอาศัยการรวมกลุ่ม
เป็นแบบองค์กรเครือข่าย ดาเนินงานร่วมกัน จัดให้มีสถานทที่ ่ีเหมาะสม มสี ินค้าและบริการท่ีพร้อมสาหรับการ
ต้อนรับนักท่องเท่ียวได้ด้วยตนเอง เม่ือสามารถบริหารจัดการได้แล้วจึงขอสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกท้ัง
การใช้พื้นที่และงบประมาณสนบั สนุน

พระมหาสุทิตย์ อาภาภโร และคณะ (2554) รูปแบบและเครือข่ายการเรียนรู้ของแหล่งท่องเท่ียว
ประเภทวัดในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า วัดและสถานที่ปฏิบัติธรรมท้ัง 4 แห่งน้ันเป็นวัดที่มุ่งเน้นการ

39

ส่งเสริมการเรยี นรู้และการปฏิบัตธิ รรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในชีวิต โดยมีการสอนการนาเสนอมุมมองของ
ความสุขที่มาจากภายในท่ีสัมพันธ์กับความรู้สึกทางจิตใจตามหลักการทางพระพุทธศาสนา ซ่ึงแตกต่างไปจาก
กิจกรรมการท่องเท่ียวในทางวัฒนธรรมหรอื สถานที่อื่นๆ ที่เน้นความสุขเชิงหฤหรรษ์ที่ผูกพันกับรูป เสียง กล่ิน
รส ซ่ึงเปล่ียนแปลงได้อย่างง่ายหรือการขอโชคลาภ ดังน้ัน จึงมีนักท่องเท่ียวหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
บุคคลในวัยทางาน และคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรียนรู้ในการปฏิบัติธรรมเข้ามาศึกษาและเท่ียวชมในจานวนที่
เหมาะสม โดยแต่ละวดั มีการจัดกิจกรรมทส่ี อดคล้องกับกระบวนการการเรียนรู้และการปฏิบตั ิเพอ่ื พัฒนาจติ ใจ
และปัญญา ผลจากการศึกษาข้อมูลพ้ืนฐานและความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการจัดการ
ท่องเที่ยวของวัดและผลการเรียนรู้ด้านการพัฒนาจิตใจและปัญญา พบว่า นักท่องเท่ียวทั้งชาวไทยและชาว
ต่างประเทศมีความสนใจในการเรียนรู้และการปฏิบัติตามหลักการทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเจริญ
จิตภาวนาและการเจริญปัญญา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่าทางวัดได้จัดให้มีข้อมูลข่าวสาร สถานที่ และการ
แนะนาความรู้ทางพระพุทธศาสนาท่ีเหมาะสมมีรูปแบบการฝึกอบรมด้านจิตใจที่ดี ซึ่งส่ิงที่นักท่องเที่ยวได้รับ
จากการปฏิบัติก็คือ การเห็นคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ การเห็นคุณค่าของการพัฒนาจิตใจและปัญญา การ
เห็นคุณค่าของพระรัตนตรัย การเห็นคุณค่าของการรักษาศีล การเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธ
และสามารถนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวันได้ ผลจากการศึกษา
รูปแบบและกระบวนการเรียนรู้ของแหล่งเรียนรู้ประเภทวัดนั้น พบว่า มี 3 รูปแบบคือ 1)รูปแบบการเรียนรู้
ด้วยการทัศนศึกษา ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้นักท่องเท่ียวมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
หลักการทางพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องโดยผ่านการศึกษาเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมท่ีสอดคล้องกับวิถีแห่ง
ธรรมชาติและวิถีแห่งวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา 2)รูปแบบการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้
นกั ทอ่ งเท่ียวสามารถฝึกปฏบิ ตั ิตนตามหลักการทางพระพุทธศาสนา เช่น การเจริญสมาธภิ าวนา และสติปฏั ฐาน
4 อันเป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบของจิตใจและปัญญา 3)รูปแบบการเรียนรู้ด้วยการสร้าง
เครือข่ายซ่ึงเป็นรูปแบบของการท่องเท่ียวเพ่ือสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม ผลการดาเนินการของวัด
ต่างๆท่ีผ่านมาในรอบ 5-6 ปีนี้ พบว่า มีนักท่องเท่ียวผู้ท่ีสนใจการปฏิบัติมากกว่า 1 หม่ืนคนและมากกว่า 75
ประเทศท่ัวโลก ผลจากการศึกษากระบวนการสื่อสารคุณค่าและการพัฒนาจิตใจแก่นักท่องเที่ยว พบว่า วัดท่ี
เป็นแหล่งท่องเท่ียวมีกระบวนการส่ือสารคุณค่าและการพัฒนาจิตใจแก่นักท่องเที่ยวตามหลักการทาง
พระพุทธศาสนา โดยมีการส่ือสารและการพัฒนาจิตใจท่ีอาศัยหลักการทางพระพุทธศาสนา เช่น การให้ไหว้
พระสวดมนต์ การฝึกสมาธิ การเจริญปัญญา และการจัดกิจกรรมเชิงประเพณี เป็นต้น โดยใช้ส่ือท่ีสาคัญ 4
ประเภท คือ 1)สื่อบุคคล 2)สื่อธรรมชาติ 3)ส่ือประเพณีและกิจกรรม และ 4)ส่ือมวลชน ผลจากการศึกษา
กระบวนการเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ พบว่า เครือข่ายการเรียนรู้ที่เกิดข้ึนภายในวัดทั้ง 4 วัดนั้นเป็นการ
ดาเนินกิจกรรมและการขยายเครือข่ายทางสังคมท่ีมาจากการเรียนรู้ภายในท่ีมี ความมุ่งมั่นในการท่ีจะพัฒนา
กิจกรรมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การศึกษา การพัฒนาสังคม และที่สาคัญ คือ การปฏิบัติ
ธรรมและการเผยแผ่ศาสนาเพ่ือให้เกิดความรว่ มมือต่อกนั โดยมีการพัฒนาเครือข่ายในระดับต่างๆเช่น 1)มกี าร
พัฒนาเครือข่ายการทางานภายใตแ้ นวคิดอุดมการณ์ของตนเอง (วัด) ให้ชัดเจนเป็นประโยชน์ตอ่ การเรียนรขู้ อง

40

ฝ่ายต่างๆ 2)มีการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารที่เช่ือมโยงถึงกัน 3)มีการพัฒนากิจกรรมร่วมกัน เช่น การปฏิบัติ
ธรรมร่วมกัน 4)มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอ่ืน เช่น เครือข่ายการท่องเที่ยวและการศึกษา 5)ให้มีการเช่ือม
ประสานกิจกรรมการท่องเท่ียวรว่ มกบั วัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทม่ี ีชื่อเสยี ง เช่น วัดพระแก้ว วัดโพธ์ิ วัดอรณุ ใน
กรุงเทพฯ เป็นต้น ส่วนผลจากการศึกษาเก่ียวกับปัญหาอุปสรรคด้านการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้และแนว
ทางการจัดการท่องเท่ียวพบว่า วดั ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวน้ันมีปัญหาหลายประการทั้งในด้านการบริหารจัดการ
การขาดบุคลากรในการสื่อสารหรือพระสงฆ์ท่ีจะมาทาหน้าท่ีในการอธิบายหลักธรรมและการปฏิบัติทาง
พระพุทธศาสนาเป็นต้น มีข้อเสนอแนะดังน้ี หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สานักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ กรมศิลปากร ควรมีส่วนรว่ มในการพัฒนากิจกรรมการเรยี นร้เู พ่อื การพฒั นา
จิตใจและปัญญา ควรมีการส่งเสริมลักษณะกิจกรรมท่ีมีคุณค่าของแหล่งท่องเท่ียวในเชิงวัฒนธรรมให้มากขึ้น
เพอ่ื ส่งเสริมใหม้ กี ารท่องเที่ยวอยา่ งมีคุณค่าที่เปน็ การเรยี นรู้ของฝา่ ยต่างๆอย่างแท้จริง

สรุปได้ว่า แหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งเรียนรู้ ประเภทวัด มุ่งส่งเสริมให้ผู้ที่มาท่องเท่ียวภายในวัดนั้น
เรยี นร้แู ละปฏิบตั ิธรรมเพอ่ื ใหม้ ีสติอยู่กบั ปจั จบุ ัน เข้าใจในชีวิต เนน้ สอน ในมุมมองของการค้นหาความสขุ ทม่ี า
จากภายในจิตใจ ไม่มุ่งค้นหาความสุขท่ีได้จากภายนอกจิตใจ เป็นไปตามหลักการของพระพุทธศาสนา มีการ
เรียนรู้ 3 รูปแบบ 1)รูปแบบการทัศนศึกษา เรียนรู้จากสภาพแวดล้อมท่ีสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติและวิถี
แห่งวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา 2)รูปแบบการปฏิบัติมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ฝึกปฏิบัติตนตามหลักการทาง
พระพุทธศาสนา 3)รูปแบบการสร้างเครือข่ายการท่องเท่ียวเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม โดยการ
ประชาสัมพันธ์ผ่านส่ือที่สาคัญ 4 ประเภท คือ 1)ส่ือบุคคล 2)ส่ือธรรมชาติ 3)ส่ือประเพณีและกิจกรรม และ
4)สื่อมวลชน

แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม และคณะ (2560) การพัฒนาระบบการบริหารจัดการเชิญเครอื ข่ายชมุ ชนการ
ท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในประชาคมอาเซียน ผลการศึกษาพบว่า 1.เครือข่ายชุมชนการ
ท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในประชาคมอาเซียนพบว่า เครือข่ายชุมชนในประชาคมอาเซียน
ยังมีรูปแบบและกระบวนการพัฒนากิจกรรมการท่องเท่ียวที่ไม่หลากหลาย จุดอ่อนของเครือข่ายชุมชนส่วน
ใหญ่เป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อย เป็นรายงานในภาคบริการ พึ่งพาตนเองได้น้อย ยังไม่มีวิทยาศาสตร์และ
เป้าหมายท่ีชัดเจนเพื่อการสร้างรายได้ การพัฒนากิจกรรมการท่องเท่ียวรวมทั้งการอานวยความสะดวกแก่
นักท่องเท่ียว ในขณะที่จุดแข็งของเครือข่ายชุมชนเพื่อการท่องเท่ียวคือ การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแหล่ง
ท่องเท่ียวทางวัฒนธรรมและศาสนา มวี ิถีชีวิต ความเช่ือและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถพัฒนาให้เป็น
กลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆในประชาคมอาเซียนเริ่มให้ความสาคัญกับการ
ท่องเที่ยวในระดับชุมชนเพิ่มมากข้ึน โดยให้มีคณะกรรมการการท่องเท่ียวชุมชนในระดับชาติ ระดับพ้ืนท่ี และ
ในระดับชุมชน มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นองค์กรชุมชนด้านการท่องเท่ียว เป็นวิสาหกิจชุมชนด้านการ
ท่องเท่ียว มีการพัฒนาระบบและกลไกที่เอ้ือต่อการพัฒนาชุมชนและการท่องเที่ยว รวมท้ั งมีการพัฒนา
ศักยภาพของบุคลากรในชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยข้ึนเป็นผู้ประกอบการหลักในชุมชน มีการเชื่อมโยง

41

เครือข่ายผู้ประกอบการท่องเท่ียวในระดับชาติ โดยมุ่งเน้นไปสู่การจัดการท่องเที่ยวท่ีมีมาตรฐาน การสร้าง
รายได้ให้กบั ชมุ ชน การพัฒนาระบบสาธารณูปการ สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์วถิ ีชวี ิตวัฒนธรรมของชุมชนให้
คงอยู่ 2.ผลจากการศึกษารูปแบบการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของเครือข่ายชุมชนน้ัน
พบว่า มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการใน 3 รูปแบบ คือ 1)รปู แบบและกิจกรรมการท่องเท่ียวของชุมชน
ที่สัมพันธ์กับความเช่ือและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถ่ิน 2)รูปแบบและกิจกรรมการท่องเท่ียวของชุมชนท่ี
สัมพันธ์กับกระบวนการพัฒนาชุมชนท้องถ่ิน 3)รูปแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชนท่ีสัมพันธ์กับการ
จัดการทรัพยากรชุมชนอย่างย่ังยืน 3.ผลจากการศึกษาความสัมพันธ์ของเครือข่ายชุมชนกับการส่งเสริมการ
ท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาและวฒั นธรรมของประชาคมอาเซียนพบวา่ เครือข่ายชุมชนกับการทอ่ งเท่ียวน้ัน
มีความสัมพันธ์ต่อการในมิติ 4 มิติคือ 1)ความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของพ้ืนที่ท่ีมีความใกล้ชิดกับทรัพยากรการ
ท่องเท่ียว 2)ความสัมพันธ์ในฐานะวิสาหกิจชุมชนเพ่ือการท่องเท่ียว 3)ความสัมพันธ์ในฐานะเครือข่ายการ
ท่องเท่ียว 4)ความสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชน 4.แนวทางการพัฒนานโยบายและ
ศักยภาพการบริหารจัดการเชิงเครือข่ายชุมชนการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของประชาคม
อาเซียนมีดังนี้ 1)การเสริมสร้างกลไกการตลาดและการบริหารจัดการท่องเท่ียวของชุมชน 2)การเสริมสร้าง
ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของชมุ ชนโดยอาศยั กจิ กรรมการทอ่ งเทยี่ ว 3)การจดั องค์กรการ
ท่องเที่ยวของชมุ ชน 4)การพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรการท่องเที่ยวชมุ ชน 5)การพัฒนาระบบเครือขา่ ยของชุมชน
เพอื่ การท่องเทย่ี ว 6.สรุปการทอ่ งเที่ยวทางพระพทุ ธศาสนาและวัฒนธรรมในระดบั ชมุ ชนของประชาคมอาเซียน
ยงั มีแนวโน้มและการเติบโตและมีศกั ยภาพสูง มแี หลง่ ท่องเที่ยวที่มีความเปน็ เอกลกั ษณ์ มวี ถิ ีชวี ติ วิถชี ุมชนและ
วัฒนธรรมที่น่าสนใจของนักท่องเท่ียว หากมีการส่งเสรมิ จากภาครฐั ท่ีเหมาะสมจะทาให้มีแนวโน้มท่ีจะเกิดการ
พฒั นาและเปน็ เครือขา่ ยทอ่ งเท่ยี วท่ีเช่อื มโยงกับการท่องเท่ียวของประเทศและนาไปสู่การพฒั นาชุมชนทยี่ ง่ั ยืน

สรุปได้ว่า การท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในประชาคมอาเซียน ไม่มีความ
หลากหลาย เครือข่ายชุมชนส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อย อยู่ในภาคบริการ พึ่งพาตนเองได้น้อย
แตม่ ีจดุ แข็งของเครือข่ายชมุ ชนเพ่ือการท่องเที่ยว ในด้านความสัมพันธใ์ กล้ชิดกับแหล่งท่องเทย่ี วทางวัฒนธรรม
และศาสนา มีวิถีชีวิต ความเช่ือและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ปัจจบุ ันนักท่องเที่ยวเร่ิมให้ความสาคัญมากขึ้น
มแี นวโน้มการเติบโตและมีศักยภาพสงู กับการท่องเทีย่ วโดยชุมชน ทาให้มีการส่งเสรมิ การรวมกลุ่มเป็นองค์กร
ชุมชนด้านการท่องเท่ียว เป็นวิสาหกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยว หากมีการส่งเสริมจากภาครัฐที่เหมาะสมจะทา
ใหม้ ีแนวโน้มที่จะเกิดการพฒั นาและเป็นเครือข่ายท่องเท่ียวที่เช่ือมโยงกับการท่องเที่ยวของประเทศและนาไปสู่
การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน

ศุภลักษณ์ วิริยะสุมน และคณะ (2557) การสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพ่ือการเรียนรู้วัฒนธรรมโดย
เครอื ข่ายชมุ ชนนครชมุ อาเภอเมืองจังหวัดกาแพงเพชร ผลการศึกษาพบว่า 1.เกดิ เครือข่ายความร่วมมือในการ
ทางานวิจัยประกอบด้วยนักวิจัยชุมชนจานวน 33 คน เกมที่ปรึกษา 26 คน และภาคีที่เก่ียวข้องให้การ
สนับสนุนท้ังทางตรงและทางอ้อมจากการเข้ามาร่วมกระบวนการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว 2.ชุมชนนครชุมมี

42

คุณค่าทางมรดกวัฒนธรรม ประกอบไปด้วย วัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ การแสดงพื้นบ้าน
โบราณสถาน โบราณวัตถุ สุดยอดพระเคร่ืองตระกูลทุ่งเศรษฐี หน่ึงในเบญจภาคี ภูมิปัญญาพื้นบ้าน อาหาร
พ้ืนบ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นท้ังอาหารคาวหวานและอาหารว่าง ที่สามารถนามาเป็นทุนออกแบบพัฒนา
เส้นทางท่องเที่ยวเพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมของชุมชน จนได้เส้นทางเด่น 4 เส้นนาไปทดลองจัดกิจกรรม
3.การพัฒนาทักษะและความสามารถในการบริการสื่อความหมายพบว่า ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้
ประสบการณ์ มีความพร้อม และม่ันใจมากข้ึนท่ีจะทาหน้าท่ีมัคคุเทศก์ท้องถ่ินและนักส่ือความหมายท่ีดีใน
โอกาสต่อไป และ 4.ผลการประเมินความพึงพอใจของนักท่องเท่ียวต่อการจัดกิจกรรมตามเส้นทางท่องเท่ียว
เพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชนนครชุมท้ัง 3 ครั้งพบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนผลการประเมิน
ด้านความรู้ ความเข้าใจ ในภาพรวมพบว่า ได้เรียนรู้และตระหนักในคุณค่า ความสาคัญของประวัติศาสตร์
ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และความมีมนต์เสน่ห์ของอาหารและขนมพ้ืนถ่ินท่ีให้ความใส่ใจและ
พิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการทา ส่วนด้านพฤติกรรมมัคคุเทศก์ ผู้ส่ือความหมายพบว่า มีบุคลิกภาพและ
ความสามารถในการสรา้ งการเรียนรูม้ รดกวัฒนธรรมให้กับนักทอ่ งเท่ียวในภาพรวมอยู่ในระดบั ดี

สรุปได้ว่า การสร้างแหลง่ ท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้วฒั นธรรมโดยเครือข่ายชุมชน เกิดความรว่ มมือจาก
ภาคีเครือข่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยชุมชนน้ันมีคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมหลากหลายอย่าง เป็นที่รู้จัก
กับคนท่ัวไป สามารถนามาเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว 4 เส้นทาง อีกทั้งมีการอบรมพัฒนาทักษะนักส่ือ
ความหมาย นกั เลา่ เรอื่ งทด่ี ี เพ่อื ให้เกดิ ความมัน่ ใจในการทาหน้าท่ีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

อานาจ รักษาพล และคณะ (2560) กลไกการหนุนเสริมงานวิจัยเพ่ือท้องถิ่นสนับสนุนเครือข่ายการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดชุมพร ผลการศึกษาพบว่า แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.ข้อมูลพ้ืนฐานและ
สถานการณ์การขับเคล่ือนเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดชุมพรพบว่า แหล่งท่องเท่ียวโดยชุมชน
ภายในจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองจานวน 45 แห่ง มีเพียง 32 แห่ง ที่มีศักยภาพและความพร้อมรองรับ
นักท่องเท่ียว โดยแผนงานวิจัยกลไกการหนุนเสริมงานวิจัยเพ่ือท้องถิ่นสนับสนุนเครือข่ายการท่องเที่ยวโดย
ชุมชนจังหวัดชุมพรได้ขับเคล่ือนองค์กรเครือข่ายอย่างต่อเน่ืองด้วยวิธีการ 1)การพ่ึงตนเองแบบกัลยาณมิตร
2)ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายดาเนินกิจกรรมภายใต้โครงการของหน่วยงานน้ันๆ 3)ดาเนินการร่วมกันผ่าน
โครงการวิจัยจากหน่วยงานสนบั สนุนทุนวจิ ัย 2.การสนับสนุน โครงการย่อยเพื่อสรา้ งกระบวนการมีส่วนร่วมใน
การขับเคลือ่ นภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาองค์กรเครือข่ายการท่องเทย่ี วโดยชุมชน
จังหวัดชุมพร ได้แก่ เติมเต็มบทเรียนผลกระทบทางการท่องเท่ียวและแนวทางการจัดการโดยเฉพาะการพัฒนา
หลกั สูตรการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดชมุ พร ซึ่งไดม้ าจากองค์ความรู้ของบุคลากรภายในเครอื ข่าย
ที่มีบทเรียนและประสบการณ์การทางานดา้ นการท่องเที่ยวควบคู่กับการร่วมกันประมวลชุดความรู้ จานวน 11
รายวชิ า สาหรับการจัดทาผังชุมชนเพื่อการพฒั นาการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืนของชมุ ชนเกาะพิทักษ์ จังหวัดชุมพร
มีกระบวนการวิจัยออกมาเป็น แผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาชุมชนเกาะพิทักษ์ และ ผังแม่บท
ชุมชน ซึ่งนาไปใช้วางนโยบายและแผนการพัฒนาที่จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการและสอดคล้องกับ

43

สภาวการณ์ในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างย่ังยืน สาหรับ
รูปแบบการอนุรกั ษแ์ ละฟื้นฟูเรือใบพ้ืนบ้านเพ่ือการทอ่ งเท่ยี วเชิงนิเวศ อาเภอละแม จังหวัดชุมพร เป็นการวิจัย
ประยุกตท์ ่ีต่อยอดภายใต้แนวคิด จากคณุ ค่าทางวัฒนธรรมสูงมูลค่าทางเศรษฐกิจ สง่ ผลใหม้ ีการปรับโครงสร้าง
องค์กร เกิดชุดความรู้ สื่อความหมายเรือใบพ้ืนบ้านเพ่ือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างภาพลักษณ์ใหม่เพ่ือการ
ท่องเท่ียว จัดต้ังศูนย์เรียนรู้ ผลักดันการมีส่วนร่วมกับภาคส่วนด้วยการทาบันทึกข้อตกลงร่วมกับองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาโครงข่ายการ
ท่องเท่ียวจงั หวดั ชุมพรและพื้นท่ีเช่ือมโยงพิจารณาจากศักยภาพในการรองรับด้านการท่องเทย่ี ว ระยะทาง การ
เดินทางที่เช่ือมโยงภายในโครงข่าย การส่งต่อนักท่องเที่ยวและความสัมพันธ์ของกิจกรรมการท่องเทยี่ ว โดยมุ่ง
ส่งเสริมเส้นทางให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปประธรรม 5 โครงข่ายการท่องเท่ียว สอดคล้องกับหลักสูตรการจัดการ
การท่องเท่ียวโดยชุมชน จังหวัดชุมพร ท่มี ุ่งสรา้ งคุณค่าใหม่ให้กับเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชมุ ชนจังหวัดชุมพร
เน้นการเรียนรู้ ตามกลุ่มการท่องเที่ยวท่ีมีฐานการเรียนรู้ขององค์ความรู้และประสบการณ์การท่องเท่ียว
ยุทธศาสตร์ท่ี 3 การตลาดและประชาสัมพันธ์เป็นการพัฒนาเว็บไซต์เครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนเพ่ือ
เผยแพร่ข้อมูลท่ีเก่ียวข้อง เช่น ข้อมูลพื้นฐานการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน กิจกรรม ราคา สถานที่ติดต่อ
เป็นต้น ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแก่บุคลากรในองค์กรชุมชนท้ังในระดับพ้ืนท่ี
และระดับเครือข่าย นอกจากน้ีกระบวนการวิจยั อย่างศึกษาครอบคลุมด้านสถติ ินักท่องเทีย่ วและพฤติกรรมการ
เดินทางมาเยือนแหล่งท่องเท่ียวโดยชุมชนของนักทอ่ งเที่ยว เพื่อส่งเสรมิ คุณค่าและสร้างมูลค่าให้กับการทางาน
ขององค์กรเครือข่าย ยุทธศาสตร์ท่ี 4 การพัฒนาเครอื ขา่ ยระดับภาคใต้และประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเครอื ข่ายการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชนระดับภาคใต้และประเทศ โดยชุมชนขับเคล่ือนการท่องเท่ียวโดยชุมชนใน 14 จังหวัด
ภาคใต้ เพ่ือสามารถพ่ึงพาตนเองได้และพัฒนาสู่ระดับสากล และมีวิธีการขับเคลื่อนคู่ขนานกับเครือข่าย
นักวิชาการรับใช้สังคมภาคใต้ โดยการประชุมปฏิบัติการร่วมกัน 21 สถาบันการศึกษาภายใต้แนวคิด ขบวน
"ธรรม"

สรุปได้ว่า การหนุนเสริมงานวิจัยเพ่ือท้องถิ่นสนับสนุนเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน ควรมี
การศึกษา ข้อมลู พื้นฐานของเครอื ข่ายท่ีมีความพร้อม และการสนับสนุน โครงการย่อยเพ่ือสร้างกระบวนการมี
ส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยมียุทธศาสตร์ที่จะช่วยขับเคล่ือน ดังน้ี 1. การพัฒนาองค์กรเครือข่ายการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชน 2. การพัฒนาโครงข่ายการท่องเที่ยวและพ้ืนที่เช่ือมโยงพิจารณาจากศักยภาพในการ
รองรับด้านการท่องเท่ียว ระยะทาง การเดินทางท่ีเชื่อมโยงภายในโครงข่าย การส่งต่อนักท่องเที่ยวและ
ความสัมพันธ์ของกิจกรรมการท่องเที่ยว 3. การตลาดและประชาสัมพันธ์เป็นการพัฒนาเว็บไซต์เครือข่ายการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชน และ 4. การพัฒนาเครือข่ายระดับจังหวัดและประเทศ เพื่อเป็นหนุนเสริมการท่องเที่ยว
โดยชุมชนใหม้ โี ครงข่ายทน่ี ่าสนใจสาหรับนักท่องเทีย่ ว

44

ชลุ ีรัตน์ จันทร์เชอ้ื และคณะ (2557) การพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อการเรียนรู้มรดก
วัฒนธรรม ผลการวจิ ัยพบว่า 1. ทกั ษะความสามารถในการจัดการท่องเที่ยวท่ีชมุ ชนจาเป็นต้องไดร้ ับการพัฒนา
เพื่อให้สามารถดาเนินการจัดการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเน่ืองและประสบผลสาเร็จ ประกอบด้วย 3 ด้านคือ 1)
ทกั ษะความสามารถในการประสานงานและจดั การท่องเท่ียวโดยชุมชน 2) ทักษะความสามารถใน การวางแผน
พัฒนาการท่องเที่ยวและปฏิบัติตามแผนท่ีมีผลกระทบด้านลบน้อยท่ีสุด และ 3) ทักษะความสามารถในการ
บริการนักท่องเที่ยว 2. ทั้ง 2 พื้นท่ีมีทุนทางสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรม (social cultural capital) และทุนทาง
ระบบนิเวศ(ecology capital) เป็นเงื่อนไขสาคัญในการจัดการท่องเที่ยว ผนวกเข้ากับการมีทุนมนุษย์
(human capital) ในบางด้าน เช่น การมีอัธยาศัยไมตรีท่ีดีงามที่จะนามาประกอบเป็นเงือ่ นไขให้การ ท่องเทยี่ ว
เกิดขึ้นและดารงอยู่ในชุมชนท่องเท่ียว 3. ผลการประเมินทักษะความสามารถในการจดั การท่องเท่ียวด้วยแบบ
ประเมินที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนพบว่า เครือข่ายชุมชนท้ัง 2 พ้ืนท่ี มีความรู้ความเข้าใจเจตคติต่อการจัดการท่องเท่ียว
รวมถึงพฤติกรรมการปฏิบัติงานจัดการท่องเที่ยว หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการพัฒนาด้วยการฝึกอบรม
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี 0.05 นอกจากน้ียังพบว่าเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน ที่เข้าอบรม สามารถผ่าน
วัตถุประสงค์ทกุ เนอ้ื หาคิดเปน็ รอ้ ยละ 80 และผลการประเมินความพึงพอใจของ นักท่องเทย่ี วทีม่ ตี ่อการบริการ
ที่ได้รับในด้านต่าง ๆ นักท่องเท่ียวมีความพึงพอใจมากทุกรายการ กลายเป็นจุดแข็งของชุมชนท้ัง 2 พื้นที่ด้าน
การให้บรกิ าร (service) ที่เป่ียมไปด้วยอธั ยาศัยไมตรี (hospitality) การสร้างความอบอุ่น ความสานกึ ในความ
เป็นเพ่ือนมนุษย์(human touch ) แต่อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการบริหารจัดการ (management)
อย่างมืออาชีพ และการปฏิบัติงานข้าม เครือข่าย 4. ผลการจัดอบรมเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถในการ
จัดการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ให้กับ ชุมชนนครชุม และชุมชนโบราณเมืองบางขลัง ผู้เข้าฝึกอบรมสามารถนา
ความรู้ไปใช้ได้จริง และ มีความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมมาก 5. ส่วนผลการพัฒนาระบบบริหารจัดการ
โครงข่ายการท่องเที่ยวพบว่า ชุมชนโบราณเมืองบาง ขลังซ่ึงประกอบด้วยจุดท่องเท่ียวประเภทวัดและ
โบราณสถาน 22 แห่ง แนวถนนพระร่วงทิศตะวันออก และศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง เกิดเป็นโครงข่ายแหล่ง
ท่องเท่ียวชุมชนเมืองบางขลัง เชือ่ มต่อไปยงั อาเภอสวรรคโลก เพ่ือรองรบั การบรกิ ารนักท่องเทยี่ วด้านอาหาร ที่
พัก และสิ่งอานวยความสะดวก สาหรับ ชุมชนนครชุมเป็นพ้ืนที่ที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเท่ียวท้ัง
ร้านอาหาร ที่พกั สิ่งอานวยความสะดวก จึงสามารถเช่อื มโยงโครงข่ายการท่องเที่ยวได้อยา่ งเหมาะสมลงตวั ซ่ึง
ภายในโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชนนครชมุ ประกอบดว้ ยวดั และโบราณสถาน ซึ่งประกอบด้วยวัดพระบรมธาตุ
เจดีย์ผางาม วัดสว่างอารมณ์ วัดเจดีย์กลางทุ่ง วัดหนองยายช่วย วัดหนองลัง วัดหม่องกาเล วัดหนองพิกุล วัด
ซุ้มกอ และป้อมทุ่งเศรษฐี รวมถึงบ้านห้างสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากน้ีผลการศึกษาวิจัยของชุมชนทาให้เกิด
แหล่งเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชนหลายแห่ง เช่น แหล่งเรียนรู้การทาพระเคร่ือง การทาข้าวตอกอัดโบราณ
การทาขนมห่อ การทาเม่ียงชนิดตา่ ง ๆ เช่น เม่ียงคา เม่ยี งลาว เมย่ี งมะพร้าว ทมี่ รี ากวัฒนธรรมของชนต่างถ่นิ ท่ี
เข้ามาต้ังรกรากอยู่ที่นครชุม ที่สาคัญผลการสืบค้นทาให้ชาวบ้านในชุมชนหันมาตื่นตัว ให้ความสนใจร้ืนฟื้น
เร่ืองราวของบ้านห้างสมยั รัชกาลท่ี 5 ท่ีเคยรุ่งเรอื ง และเคยเปน็ ที่ทางานของพะโป้ ต่อมาเป็นบริษัทป่าไม้ล่าซา
รูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัยไทยผสมตะวันตก ฝีมือละเอียดประณีต ซ่ึงสรา้ งด้วยไม้สักเกือบทงั้ หลัง ปัจจุบัน

45

อยูใ่ นสภาพเสื่อมโทรม จังหวดั กาแพงเพชรกับชาวนครชุมกาลงั หาแนวทางร่วมอนุรกั ษต์ ่อไป ผลของการสืบค้น
ดังกลา่ วไดน้ ามาเชือ่ มโยงกบั แหลง่ ทอ่ งเที่ยวกระแสหลกั เดมิ ท่ีสาคญั ของจังหวัดกาแพงเพชรคือ บ่อน้าร้อนพระ
ร่วง และอุทยานประวัติศาสตร์กาแพงเพชร การเช่ือมโยงระหว่างแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชนกับแหล่ง
ท่องเที่ยวกระแสหลักเดิมดังกล่าว ทาให้เกิดการท่องเที่ยวทางเลือกใหม่แก่สังคม สาหรับแนวทางการพัฒนา
ทักษะความสามารถชุมชนท่ีควรให้เกิดมีข้ึนคือ การพัฒนาทักษะการทางานร่วมกันในแนวราบภายใต้ความ
ไว้วางใจต่อกันระหว่างภาคเอกชนท่ีดาเนินธุรกิจท่องเท่ียว และภาคประชาชนในชุมชน สว่ นรูปแบบการวจิ ัยใน
ลักษณะน้ีถือเป็นสหวิทยาการใหม่แนวทางหนึ่ง ที่นาเอาความรู้ความเข้าใจด้านประชาสังคมที่สาคัญเชิง
ยทุ ธศาสตร์ในปัจจุบัน มาสู่เรื่องการพัฒนาทักษะความสามารถแรงงานชุมชนในการจัดการท่องเท่ียว ซึง่ พบว่า
ในกระบวนการวิจัยแบบนี้ช่วยสร้างให้เกิดแนวคิดเครือข่ายและศักยภาพในการปฏิบัติในแนวทางใหม่ใน
22 หมบู่ ้านทเ่ี ป็นประชาคมการท่องเที่ยวใน 2 จังหวัดไดอ้ ย่างนา่ พอใจ

สรุปได้ว่า การพัฒนาเครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม ควรมี
กระบวนการ ดังน้ี 1.พัฒนาทักษะความสามารถในการจัดการท่องเท่ียวท่ีชุมชน เพื่อให้สามารถดาเนินการ
จดั การท่องเท่ียวได้อย่างตอ่ เน่ืองและมีประสทิ ธภิ าพ ประกอบด้วย 3 ด้านคือ 1) ทักษะในการประสานงานและ
จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2) ทักษะในการวางแผนพัฒนาการทอ่ งเทย่ี วและปฏิบัตติ ามแผนท่ีมีผลกระทบด้าน
ลบน้อยที่สุด และ 3) ทักษะในการบริการนักท่องเท่ียว 2. พ้ืนที่ที่มีทุนทางสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรม (social
cultural capital) และทุนทางระบบนิเวศ (ecology capital) เป็นเง่ือนไขสาคัญในการจัดการท่องเท่ียว
ผนวกเข้ากบั การมีทุนมนุษย์ (human capital) ในบางดา้ น เช่น การมีอธั ยาศัยไมตรที ่ีดีงามที่จะนามาประกอบ
เป็นเงื่อนไขให้การท่องเที่ยวเกิดขึ้นและดารงอยู่ในชุมชนท่องเท่ียว 3. การอบรมให้ความรู้ชุมชนด้านทักษะ
ความสามารถในการจัดการท่องเทย่ี วท่องเท่ียว และในการจัดการพาณิชยอ์ ิเลคทรอนิคส์ ผลการประเมินผผู้ ่าน
การฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเจตคติต่อการจัดการท่องเท่ียว รวมถึงพฤติกรรมการปฏิบัติงานจัดการ
ท่องเท่ียว สูงกว่าก่อนฝึกอบรม และสามารถนาไปปรับใช้ได้ในชุมชนได้ 4. การพัฒนาระบบบริหารจัดการ
โครงข่ายการท่องเท่ียวน้ันหากเป็นพ้ืนท่ีท่ีมีศักยภาพในการรองรับนักท่องเท่ียวท้ังร้านอาหาร ท่ีพัก ส่ิงอานวย
ความสะดวกไดด้ ี ก็จะสามารถเช่ือมโยงโครงข่ายการทอ่ งเทย่ี วได้อย่างเหมาะสมลงตัว

จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องต่างๆ เหล่าน้ีมีประโยชน์สาหรับการนาไปใช้เป็น
ข้อมูลในการศึกษา และพัฒนาการสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่าย
ชุมชนคนแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวดั ตากต่อไป

บทที่ 3
วิธีดำเนินกำรวจิ ยั

การวิจัยเรื่อง “การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชน
คนแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก” และเพ่ือให้การวิจัยสามารถได้มาซึ่งคาตอบเชิงประจักษ์ในแต่ละ
วัตถุประสงค์ ทมี วิจัยได้กาหนดวิธีดาเนนิ การวิจัยเปน็ กรอบกว้างๆ ตามแต่ละวัตถปุ ระสงคด์ ังตอ่ ไปนี้

3.1 ขอบเขตกำรศกึ ษำ
3.1.1 ดา้ นพื้นที่
การวิจัยครั้งน้ีมุ่งศึกษาประชากรในแหล่งท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมท่ีมี

ศักยภาพ ในเขตอาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก จานวน 6 แห่ง ประกอบด้วย บ้านโฮ่ง ตาบลแม่ระมาด
บ้านห้วยปลากอง บ้านขะเนจื้อ และบ้านหม่องวา ตาบลขะเนจื้อ บ้านตีนธาตุ และบ้านป่าไร่เหนือ ตาบล
พระธาตุ

3.1.2 ด้านเน้ือหา
1) สร้างเครือข่ายชุมชนในอาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพ่ือให้เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งในระดับพื้นที่และระดับจังหวัดร่วมสนับสนุนกิจกรรมการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
เพอื่ การเรยี นรู้

2) ศึกษาคุณค่าวิถีวัฒนธรรมชุมชน นิเวศวิทยาของชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติของ
ชุมชนในอาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

3.1.3 ด้านเวลา
การวจิ ัยครงั้ นี้ใชเ้ วลาในการศกึ ษาและพฒั นา 11 เดอื น

3.2 ประชำกรหรือกล่มุ ตัวอยำ่ ง
3.2.1 ประชากร
การวิจยั คร้งั นี้ม่งุ ศึกษาประชากรบ้านตีนธาตุ และ บ้านป่าไร่เหนือ ตาบลพระธาตุ บ้านโฮ่ง

ตาบลแม่ระมาด บา้ นหมอ่ งวา บ้านขะเนจ้ือและบ้าน ห้วยปลากอง ตาบลขะเนจ้ือ
บ้านตีนธาตุ หมู่ท่ี 2 ตาบลพระธาตุ มีจานวนครัวเรือน 207 ครัวเรือน ประชากรรวมทั้งสิ้น

670 คน แบ่งเปน็ ชาย 335 คน หญงิ 335 คน
บ้านป่าไร่เหนือ หมู่ที่ 3 ตาบลพระธาตุ มีจานวนครัวเรือน 437 ครัวเรือน ประชากรรวม

ทง้ั ส้ิน 1,357 คน แบง่ เปน็ ชาย 658 คน หญงิ 699 คน
บ้านโฮ่ง หมู่ท่ี 5 ตาบลแม่ระมาด มีจานวนครัวเรือน 242 ครัวเรือน ประชากร รวมท้ังส้ิน

344 คน แบ่งเปน็ ชาย 176 คน หญิง 168 คน
บ้านหม่องวา หม่ทู ่ี 6 ตาบลขะเนจื้อ มีจานวนครัวเรือน 294 ครัวเรือน ประชากรรวมทัง้ ส้ิน

815 คน แบ่งเปน็ ชาย 422 คน หญิง 395 คน

47

บ้านขะเนจื้อ หมู่ที่ 7 ตาบลขะเนจื้อ มีจานวนครัวเรือน 522 ครัวเรือน ประชากรรวมท้ังส้ิน
1,211 คน แบ่งเปน็ ชาย 632 คน หญิง 579 คน

บ้านห้วยปลากอง หมู่ท่ี 12 ตาบลขะเนจ้ือ มจี านวนครัวเรือน 174 ครวั เรอื น ประชากรรวม
ทั้งสนิ้ 658 คน แบ่งเป็น ชาย 349 คน หญิง 306 คน

3.2.2 กลมุ่ ตวั อย่าง
กลุ่มตวั อยา่ งที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลสาหรับงานวิจัยในครั้งน้ีประกอบด้วย กลุ่มแกนนา

ชุมชน ปราชญ์ท้องถ่ิน คณะกรรมการชุมชน ชาวบ้านในชุมชน กลุ่มต่างๆ ในชุมชน และนักท่องเท่ียวท่ีเข้ามา
ท่องเท่ียวในชุมชน วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการแบบเจาะจงกลุ่ม
ตวั อยา่ งท่ีเก่ียวข้องกบั ศักยภาพและมีความสนใจเข้ารว่ มในการดาเนินการดา้ นการท่องเท่ยี ว

3.3 รูปแบบกำรวิจยั
การวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology Research)

ประกอบดว้ ยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) ดงั น้ี
3.1.1 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ การสนทนา

กลุม่ (Focus Group Discussion) กบั ผูใ้ หข้ ้อมูลสาคญั (Key Informants) จากคนในชมุ ชนจานวน 30 คน การศึกษา
วิเคราะห์ข้อมูลมือ 2 จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางอินเทอร์เน็ต และการลงพ้ืนท่ีเก็บข้อมูลโดยตรงจาก
แหลง่ ขอ้ มูล เพือ่ ใหไ้ ดข้ ้อมูลทถี่ กู ตอ้ งและครบถว้ น

3.1.2 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการแจกแบบสอบถามวัดความ
พึงพอใจการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชนและแบบสอบถามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในพ้ืนท่ี
ตาบลขะเนจอ้ื ตาบลแม่ระมาด และตาบลพระธาตุ

3.4 วธิ ีดำเนินกำรวิจัย
เป็นโครงการวิจัยท่ีใช้กระบวนการงานวิจัยเพ่ือท้องถิ่นท่ีเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก โดยมีเป้าหมายให้เกิดเครือข่ายของคนในพ้ืนที่ที่มีความพร้อมท่ีจะส่งเสริม
กิจกรรมสร้างการเรียนรู้ด้านมรดกวัฒนธรรมในหมู่เยาวชนและนักท่องเทยี่ วโดยใช้พืน้ ท่ีชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้
โดยการดาเนินการวจิ ยั แบ่งเปน็ 8 ข้ันตอน

1. การสรา้ งเครือข่ายวิจยั ทอ้ งถ่ิน
2. การพัฒนาแผนงานปฏิบัติการของทีมวิจัยชุมชนเพ่ือศึกษาสืบค้นศักยภาพของทรัพยากร
ท่องเทย่ี วของชมุ ชน
3. การออกแบบเสน้ ทางทอ่ งเทย่ี วเพ่ือการเรียนรู้มรดกวฒั นธรรมชมุ ชน
4. การพัฒนาเสน้ ทางท่องเท่ยี วเพ่ือการเรยี นรมู้ รดกวฒั นธรรมชุมชน
5. พฒั นาศกั ยภาพในการบริหารจัดการและให้บรกิ าร CBT
6. การทดลองใช้เส้นทาง

48

7. ประเมนิ ผลการใชเ้ สน้ ทางท่องเทยี่ วเพ่ือการเรียนรมู้ รดกวัฒนธรรมชมุ ชน
8. การสรุปผลเผยแพร่ผลงาน

3.4.1 การสรา้ งทมี วิจยั ทอ้ งถน่ิ
1) การทาบทามและเชิญชวนบุคคลเข้าร่วมทีมวิจัย โดยการแนะนาตัวสร้าง

ความสัมพันธ์ และชักชวนบุคคลต่างๆ เข้าร่วมโครงการมุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลที่จะมาร่วมดาเนินการสร้างและ
ทดลองใช้เส้นทางทอ่ งเท่ียวเพ่ือการเรยี นรูว้ ถิ ีวฒั นธรรมชมุ ชนในพน้ื ที่

2) ประชุมเปิดตัวโครงการและแบ่งทีมงาน กิจกรรมในการประชุมประกอบด้วย
การแนะนาตวั แนะนาจดุ ประสงค์และความเปน็ มาของโครงการ ช้ีให้เหน็ ว่าการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวจะเป็น
กระบวนการที่จะทาให้เกิดแหล่งท่องเท่ียวมรดกวัฒนธรรมท่ีสร้างการเรียนรู้ข้ึนในพ้ืนท่ีอาเภอแม่ระมาด
เปน็ การนาเยาวชนและบุคคลท่ัวไปเรียนร้คู ุณค่าของชุมชนท้องถ่ิน โดยทีมพฒั นาเส้นทางตอ้ งเตรยี มองคค์ วามรู้
จุดศึกษา เส้นทาง คู่มือการศึกษา วิทยากร แผนกิจกรรม และแนวทางการประเมินผล โดยหวังว่าเม่ื อมีการ
จัดการเรยี นรู้ในชุมชนท้องถน่ิ กจ็ ะเปน็ ช่องทางใหค้ นท้องถน่ิ ได้สอ่ื สารกับคนภายนอกอย่างรู้คุณค่าของตนเอง

3) ประชุมแยกแต่ละทีมวิจัยย่อยและติดต่อผู้ร่วมงานเพิ่มเติม และมุ่งพิจารณา
พนื้ ท่ชี ุมชนทม่ี ีศกั ยภาพในการท่องเทย่ี วเพ่ือเลอื กคนในชมุ ชนนน้ั

4) สัมมนาเพ่ือทาความเข้าใจโครงการ (เปิดตัวโครงการครั้งที่ 2) มุ่งทาความ
เข้าใจเรื่องความสาคญั ของการส่ือความหมายมรดกวฒั นธรรมชุมชนและทาความเขา้ ใจภารกจิ ของแต่ละทมี คือ
แต่ละทีมจะเสมือนทีมวิจัย 1 ทีม ที่ทาวิจัยพัฒนาเส้นทางท่องเท่ียวที่เน้นการเรียนรู้ในพื้นที่จรงิ เน้นการบูรณา
การเน้ือหาและเน้นการมปี ฏิสัมพันธ์กับแหล่งเรียนรู้โดยตรง ทมี วิจัยพ่ีเล้ียงมอบหมายภารกิจต่อเนื่องของแต่ละ
ทีมคอื การยกรา่ งแผนปฏบิ ัตกิ ารวิจัยและการตัดสินใจเลอื กพ้ืนทท่ี ีจ่ ะใชใ้ นเสน้ ทางท่องเทย่ี ว

5) ข้ันสารวจเพ่ือเลือกพ้ืนท่ีที่จะใช้ในเส้นทางฯ เป็นขั้นท่ีที มวิจัยท้องถิ่น
ดาเนินการสารวจเส้นทางและพ้ืนท่ีเป้าหมาย การพิจารณาคัดเลือกจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระด้านมรดก
วัฒนธรรมลักษณะทางนิเวศวิทยาของพื้นที่ รวมท้ังความพร้อมของสถานท่ีและความพร้อมของชุมชนท่ีจะ
รองรบั กจิ กรรมการเรยี นรขู้ องผู้มาเยือน

6) คัดเลือกแกนนาพนื้ ที่ ทจี่ ะสร้างเส้นทางทอ่ งเท่ียวเขา้ ร่วมโครงการ

3.4.2 การพฒั นาแผนงานปฏบิ ัติการของทมี วิจยั ชมุ ชน ประกอบด้วย
1) การประสานความคิดทางวิชาการ เป็นข้ันประสานความคิดของท้ังแกนนา

ที่เป็นทีมวิจัย แต่ละพ้ืนที่ แกนนาพ้ืนท่ี และทีมวิจัยที่เป็นพี่เล้ียง ดาเนินการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่องการ
สร้างกระบวนการเรียนรู้ชุมชนท้องถิ่นแบบบูรณาการ โดยต้องเชิญภาคีท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาแหล่ง
ท่องเที่ยวเพื่อสร้างการเรียนรู้ เช่น ผู้บริหารการศึกษา หัวหน้าหน่วยการศึกษา ภาคธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึง
หน่วยส่งเสริมการท่องเท่ียว และผู้ที่ใหค้ วามสนใจโครงการในช่วงเวลาท่ีผา่ นมาร่วมประชุมด้วยเป็นการเปิดตัว
ทางวิชาการและเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ เน้ือหาสาระของการประชุมสมั มนา ได้แก่ คุณค่าของมรดก

49

วัฒนธรรมชุมชนท้องถ่ิน คุณค่าและการสืบทอดภูมิปัญญาถ่ิน ชุมชนท้องถ่ินแบบบูรณาการเพ่ือสร้างพลัง
แก่แผ่นดิน นิเวศวิทยาท้องถ่ิน ภูมินิเวศและการพัฒนาจิตวิญญาณมนุษย์ การสื่อความหมายวิถีชีวิตท้องถิ่น
ความงดงามของโบราณสถาน ศิลปะ วิถีถิ่นท่ีให้คุณค่าแก่ชีวิต การจัดทาแผนและเครื่องมือในการสารวจ
ทรพั ยากรและองคค์ วามรทู้ อ้ งถิน่ เป็นตน้

2) การลงพ้ืนท่ีศึกษาสารวจและเตรียมข้อมูลและเตรียมแผนการวิจัยของแต่ละ
ทีมวิจัยย่อยที่จะแยกศึกษาชุมชนแต่ละประเด็นเพ่ือนาไปสู่การประมาณการค่าใช้จ่ายในการวิจัยเพื่อศึกษา
ศักยภาพของพื้นทอ่ี าเภอแม่ระมาด

3.4.3 การออกแบบเส้นทางท่องเท่ียวเพ่อื เรยี นรู้มรดกวฒั นธรรมชุมชน
แต่ละทีมมีแผนการวจิ ัยของตนเองแล้ว ในขั้นตอนน้ีเป็นการดาเนินการออกแบบ

เส้นทาง ทีมวิจัยส่วนกลางจะมีบทบาทติดตามและสนับสนุน โดยมีการเชื่อมโยงกับนักวิชาการและผู้รู้จาก
ภายนอกเข้ามาเป็นวิทยากรในการสารวจพ้ืนที่ศึกษา โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเชิญ
วิทยากรมาบรรยายเสรมิ ความรดู้ ้านการออกแบบสอื่ และด้านการประเมินผลตามสภาพจรงิ รวมทั้งเนอื้ หาสาระ
ด้านประวตั ศิ าสตรว์ ฒั นธรรมแลว้

1) การสารวจองคค์ วามรู้เกี่ยวกับพื้นทช่ี มุ ชน
2) การกาหนดกรอบเน้ือหา จุดศกึ ษา กิจกรรม สือ่ และวทิ ยากร ในช่วงการ
ออกแบบเส้นทาง ทีมวิจัยจากส่วนกลางเข้าร่วมประชุมกับทีมวิจัยย่อย และจัดประชุมสัมมนาเร่ืองการพัฒนา
ส่อื และเคร่อื งมือประเมินผลการเรยี นร้ตู ามสภาพจริง (Authentic Assessment)
3) การจัดทาสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ แต่ละทีมวิจัยประชุมและแบ่งงาน
ภายในทีม ทีมวิจัยส่วนกลางจัดประชุมสัมมนาทีมวิจัยชุมชน เรื่อง การเตรียมการผลิตสื่อสาหรับเส้นทาง
ท่องเที่ยวท่ีสร้างการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชนและติดตามการดาเนินงาน ให้คาปรึกษาเก่ียวกับเน้ือหาและ
รปู แบบของสอื่ ในแตล่ ะเส้นทาง
4) การตรวจสอบสื่อและรายละเอียดของเส้นทางกับชุมชน โดยแต่ละทีม
นาแผนการเดินทางในแต่ละเส้นทางไปตรวจสอบความเป็นไปได้ด้านเวลา การจัดการตามกาหนดการ รวมท้ัง
ตรวจสอบเนอื้ หากับวิทยากรทอ้ งถ่ิน แกนนาพนื้ ที่และผู้นาชุมชน หลังจากนน้ั นาสือ่ ทีป่ รับปรงุ แล้วไปตรวจสอบ
ความถูกต้องของเนื้อหาโดยส่งให้แกนนาพื้นที่และผู้ที่ใกล้ชิดกับชุมชนพิจารณาอีกคร้ังหนึ่งก่อนท่ีจะจัดทาส่ื อ
กบั กล่มุ เป้าหมายตอ่ ไป
3.4.4 การพัฒนาเสน้ ทางท่องเทย่ี วเพื่อเรียนรูม้ รดกวัฒนธรรมชุมชน
กาหนดการทดลองเบื้องต้นกับกลุ่มเป้าหมาย เริ่มทดลองกลุ่มเล็ก เพ่ือประเมิน
ความเหมาะสมของกิจกรรม ส่ือและเวลาท่ีใช้ รวมทั้งประเมินความพร้อมของวิทยากร สถานท่ี และการ
จัดการ ซึ่งจะนาไปสู่การปรับปรุงแก้ไขเส้นทางและองค์ประกอบอ่ืนๆ ให้มีความเหมาะสมและมีความพร้อม
มากยิง่ ขึ้นด้วยการ

50

1) เลอื กกลุ่มตวั อย่างในการทดลองเบือ้ งตน้
2) รูปแบบการทดลองและระยะเวลาทใ่ี ช้
3) วิธีการประเมินผล ใช้การประเมินผลตามสภาพจริง ใช้วิธีการสังเกต
การสอบถาม และการพจิ ารณาจากการบนั ทึกผลงาน
4) การปรับปรุงแก้ไขเส้นทางท่องเที่ยวและสื่อ โดยใช้การประชุมสัมมนา
ภายในทีมวิจัยท้องถิ่น และการประชุมร่วมกับทีมวจิ ัยส่วนกลาง เพ่อื หาข้อสรุป ข้อบกพร่อง และส่งิ ทข่ี าดไปใน
การทดลองเบอื้ งต้น พร้อมทัง้ กาหนดและแบง่ งานท่จี ะตอ้ งทาก่อนการทดลองจรงิ
3.4.5 การทดลองใช้เส้นทางท่องเท่ยี ว
1) การทดลองใช้เส้นทางท่องเท่ยี ว
1.1) เลอื กสุ่มตวั อยา่ งและวนั ทดี่ าเนินการทดลองเพื่อประเมินผล
1.2) เคร่ืองมือในการทดลอง ได้แก่ เส้นทางท่องเท่ียวเพื่อสร้างการเรียนรู้มรดก
วัฒนธรรมชุมชน พร้อมกาหนดการและส่ือประกอบที่ทีมวิจัยท้องถิ่นสร้างข้ึนและได้ปรับปรุงแล้ว รวมถึง
แผนปฏบิ ัติการซึ่งเปน็ รายละเอียดในการแบ่งความรบั ผดิ ชอบภายในทมี งานในช่วงของการดาเนินการทดลอง
1.3) รูปแบบการประเมินผลและเครื่องมือประเมินผล ใช้การประเมินแบบกลุ่ม
เดียว ไม่มีกลุ่มควบคุม และใช้การวัดผลระหว่างดาเนินการและหลังดาเนินการ ส่วนวิธีการวัดผลทีมวิจัยย่อย
ใช้การประเมินตนเอง การสงั เกตโดยวิทยากรและผสู้ งั เกตการณ์และการประเมินผลงานไดแ้ ก่
1.3.1) แบบประเมินความพร้อมในการใช้เส้นทางฯ เป็นแบบประเมินจาก
การสงั เกตของผสู้ ังเกตการณ์ 3 ด้าน คอื ดา้ นการจัดการ การมีสว่ นรว่ มของชุมชน และด้านวิชาการในจุดศึกษา
ตา่ งๆ
1.3.2) แบบประเมินความประทับใจของนักท่องเที่ยวต่อจุดศึกษาต่างๆ
เกณฑ์การประเมินแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ประทับใจ เฉยๆ และไมป่ ระทับใจ โดยเทียบเป็นคะแนน 2, 1 และ 0
ตามลาดับ
3.4.6 ประเมนิ ผลการใช้เส้นทางท่องเทยี่ ว
1) การเกบ็ รวบรวมและวิเคราะหข์ ้อมลู
1.1) ระหว่างทดลองเส้นทางกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นนักเรียนในพ้ืนที่ชุมชนและ
นักศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนตากจะศึกษาและบันทึกในแบบบันทึกที่มีอยู่ วิทยากรทาการสังเกตตามแบบ
ประเมินผลด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ สังเกตตามแบบประเมินผลด้านความพรอ้ มของการจัดเส้นทางท่องเที่ยว
และการจดั กิจกรรมสรปุ ประสบการณ์การเรียนรู้ ซง่ึ ผลงานของกจิ กรรมนามาใช้ประกอบการประเมินผลด้วย
1.2) กลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นนักท่องเท่ียวทาแบบประเมินความประทับใจต่อ
องค์ประกอบต่างๆ ของเส้นทางท่องเที่ยว และแบบประเมินการรับรู้และความเข้าใจในเน้ือหาจากแหล่งการ
เรียนรู้ต่างๆ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เฉพาะแบบประเมินความประทับใจของนักท่องเท่ียวต่อจุดศึกษาเรียนรู้
ต่างๆ คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยของแต่ละรายการท่ีประเมิน แล้วนาคะแนนเฉลี่ย และในกรณีท่ีจุดศึกษาเรียนรู้

51

หนึ่งมีรายการประเมินหลายรายการ และต้องการแสดงค่าเป็นรายจุดศึกษา ให้ใช้ค่ารวมเฉล่ียจากทุกรายการ
ของจดุ ศกึ ษาเรียนรู้นัน้ ๆ

1.3) สถานที่ทาการทดลอง / เก็บข้อมูล คือพ้ืนท่ีซึ่งถูกกาหนดเป็นเส้นทาง
ท่องเท่ียวของชมุ ชน อาเภอแม่ระมาด จังหวดั ตาก

3.4.7 การสรุปผลเผยแพร่ผลงาน
ทีมวิจัยชุมชนได้ทดลองและประเมินผลเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดก

วัฒนธรรมชุมชนและแตล่ ะทีมแลว้ จะดาเนินการสรปุ บทเรียนและเผยแพรผ่ ลงานของทีมวิจยั ชมุ ชนท้องถนิ่ ดงั นี้
1) จัดประชุมสัมมนารวมทีมวิจัยชุมชน และเรียนเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่

เกยี่ วขอ้ งกบั การศึกษาและการส่งเสริมการทอ่ งเท่ยี วในพ้ืนท่ี รวมทัง้ สมาชิกบางสว่ นที่เข้ารว่ มทดลองใชเ้ ส้นทาง
ท่องเท่ียว เพื่อหาแนวทางสร้างเครือข่ายส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชน
และข้อเสนอแนวทางที่จะเผยแพร่ผลงานและวิธีการสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดก
วฒั นธรรมชุมชนแกผ่ ้สู นใจทว่ั ไป

3.4.8 พัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการและการให้บริการ เช่นการศึกษาดูงานและ
อบรมเชงิ ปฏบิ ัติการ

3.4.9 ประชุมสรุปการดาเนินงานทุกๆ 2 เดือน
3.4.10 จดั ประชมุ เพื่อสรปุ ผลเป็นระยะตลอด 11 เดือน
3.4.11 สรปุ ผลการดาเนนิ งาน
3.4.12 สรุปผลการวจิ ัยและจดั ทารายงานวจิ ยั

3.5 เคร่ืองมือกำรวิจัย
เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการเก็บขอ้ มูลประกอบด้วย
1) เครอ่ื งมือการศกึ ษาบรบิ ทชุมชน
2) การสัมภาษณ์ / การพดู คยุ
3) การสังเกตแบบมีสว่ นร่วม (Participant Observations)
4) แบบสอบถามกงึ่ ทางการ (Questionnaire)
5) อุปกรณ์สาหรับงานสนาม

3.5.1) เครือ่ งมอื การศึกษาบรบิ ทชมุ ชน
เครื่องมือการศึกษาบริบทชุมชน ประกอบด้วย ประชุมกลุ่ม, Time line, ปฏิทิน

อาหาร, ปฏทิ นิ ประเพณวี ฒั นธรรม, ปฏิทินพืชผลทางการเกษตร
3.5.2) การสมั ภาษณ์
ทมี นกั วิจัยชุมชนใชก้ ารสัมภาษณ์ 2 แบบ ดังนี้
1) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) เป็นการซักถาม

พูดคุยกันระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นการถามเจาะลึกล้วงคาตอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน การถาม

52

นอกจากจะให้อธิบายแล้ว จะต้องถามถึงเหตุผลด้วย การสัมภาษณ์แบบน้ีเน้นเก่ียวกับพฤติกรรมของบุคคล
เจตคติ ความต้องการ ความเช่อื คา่ นยิ ม บคุ ลกิ ภาพในลักษณะต่าง ๆ

2) การสัมภ าษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง (non-Structured interview) คือการ
สัมภาษณ์ท่ีต้องการข้อมูลท่ีละเอียดลึกซึ้ง เป็นการสัมภาษณ์แบบเปิดกว้าง ไมจ่ ากัดคาตอบ บางครง้ั จึงเรียกว่า
การสมั ภาษณแ์ บบไม่เป็นทางการ เนอื่ งจากเป็นการสมั ภาษณ์ทม่ี ีความยดื หยุ่นสูง

3.5.3) การสังเกตแบบมสี ่วนรว่ ม (Participant Observations)
โดยการร่วมกิจกรรมและการศึกษาลักษณะการมีส่วนรวมของชุมชนท่ีเก่ียวข้องกับ

ปรากฏการณ์ท่ตี ้องการศึกษาในแง่ต่าง ๆ เช่น ศกั ยภาพการท่องเทยี่ ว ศกั ยภาพโครงสรา้ งพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทาง
สงั คมและธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชวี ิต อุปกรณท์ ่ใี ชไ้ ดแ้ ก่ แผนที่ กล้องถ่ายรปู สมดุ บันทึก เป็นต้น

3.5.4) แบบสอบถามกงึ่ ทางการ (Questionnaire)
3.1 แบบสอบถามที่มีคาถามแบบปลายปิด (Close end) เป็นแบบสอบถามท่ีให้

ผ้ตู อบเลือกตอบตาม ตัวเลอื กท่ีกาหนดใหเ้ พยี ง 1 คาตอบ หรือ หลายคาตอบ

3.2 แบบสอบถามที่มคี าถามแบบปลายเปิด (Open end) เป็นแบบสอบถามทใี่ ห้

ผู้ตอบเขียนตอบ อยา่ งอิสระตามเง่ือนไขท่ีข้อคาถามไดก้ าหนดไว้

3.5.5) อุปกรณ์สาหรับงานสนาม

อุปกรณ์สาหรับงานสนามประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ ใช้ในการบันทึกการ
สมั ภาษณ์ ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ, กล้องถ่ายรปู และแบบบนั ทึกภาคสนาม

3.6 วิธีกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้นาความให้กับกลุ่มตัวอย่างท่ีกาหนด มีข้ันตอนการ
ดาเนนิ การ 2 วิธี ได้แก่

(1) ข้อมูลปฐมภูมิ (Pimary Data) ผู้วิจัยได้นาเคร่ืองมือไปใช้ในการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลในชุมชน ทาการศกึ ษาเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลแบบเจาะจงกลุ่มตัวอย่างที่เก่ียวขอ้ งกับศกั ยภาพและมีความสนใจ
เข้าร่วมในการดาเนินการดา้ นการทอ่ งเที่ยว โดยแบบสอบถาม (Questionnaire) จานวน 200 ชุด เปน็ เครือ่ งมือ
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มนักท่องเท่ียวกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้แก่ กลุ่มนักท่องเท่ียวชาวไทย ท่ีเดินทางท้ัง
ท่ีมาจากการจัดท่องเท่ียวโดยชุมชนและมาท่องเท่ียวโดยบังเอิญ ในตาบลขะเนจื้อ ตาบลแม่ระมาด และตาบล
พระธาตุ โดยทาการเกบ็ ตัวอย่างไดท้ ั้งหมด 100 ชุด

(2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ผู้วิจัยได้ทาการศึกษาจากเอกสาร หนังสือ
ผลงานวจิ ยั และวรรณกรรมทเ่ี ก่ียวข้อง และระบบสืบค้นจากวิทยานิพนธ์และสารนพิ นธ์ของนักศกึ ษาปริญญาโท
ของมหาวิทยาลัยตา่ งๆ , นกั วจิ ยั อสิ ระจากสานกั งาน วช. โดยผ่านระบบอนิ เตอร์เนต็

3.7 กำรวเิ ครำะหข์ ้อมูล

สาหรับกระบวนการในการวิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้จากการประชุม อภิ ปราย สัมมนา

(Focus group) น้ัน ผวู้ ิจัยไดน้ าข้อมลู ท่ีได้มาใช้ในกระบวนการวิเคราะห์และประมวลผลขอ้ มูล โดยดาเนินการรว่ มกับ

กระบวนการรวบรวมขอ้ มลู จากการศึกษาค้นคว้าข้อมลู จากเอกสาร (documentary research) โดยกระบวนการและ

วิธีการวิเคราะห์อันจะได้ดาเนินกระบวนการตาม แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ อันได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลโดย

53

พิจารณาประเด็นหลัก (major themes) หรือแบบแผนหลัก (major pattern) ท่ีพบในข้อมูลท่ีได้รับจากการทา
Focus group ท้ังหมด จากนั้นจึงนาประเด็นหลัก (major themes) มาพิจารณาแบ่งแยกออกเป็นประเด็นย่อย
(sub-themes) และหวั ข้อย่อย(categories) ตามลาดบั

นอกจากนี้ในระหว่างการดาเนินกระบวนการทา Focus group น้ัน ทางผู้วิจัยได้ดาเนิน
กระบวนการสะท้อน (reflecting) ในแต่ละช่วงหรือในแต่ละข้นั ตอนควบค่ไู ปกับการดาเนินกระบวนการวจิ ัย เพ่ือการ
วิเคราะหข์ ้อมลู ทไ่ี ดม้ คี วามแกร่งและแมน่ ตรง (rigor) เข้มข้น (intensive process) มากยง่ิ ข้นึ รวมทง้ั คณะผู้วจิ ยั จะได้
ดาเนินกระบวนการในการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการทา Focus group โดยการพรรณนาข้อมูลตามปรากฏการณ์
รว่ มด้วยเพ่ือแสวงหาหรอื ให้ได้มาซง่ึ ข้อคน้ พบสาคัญทสี่ ามารถนาไปสกู่ ารพัฒนาดา้ นอ่ืนๆ ต่อไป

สถติ ิทใี่ ชใ้ นกำรวเิ ครำะห์ข้อมลู

ไดแ้ ก่ ค่าความถี่ ค่าเฉล่ีย คา่ ร้อยละ คา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเน้ือหา (Content

Analysis) โดยใชเ้ กณฑ์การแปลผลระดับความพึงพอใจ ดงั น้ี

ให้ 2 คะแนน = ประทบั ใจ

ให้ 1 คะแนน = เฉยๆ

ให้ 0 คะแนน = ไมป่ ระทบั ใจ

กำรแปลผลคะแนน
การพิจารณาระดับความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้การแบ่งระดับแบบอิงเกณฑ์ โดยหา

ค่าเฉล่ียของคะแนนแบบสอบถามท้ังชุด ซ่ึงอยู่ระหว่าง 0-2 คะแนน และแบ่งค่าคะแนนเฉลี่ยเป็น 3 ระดับโดย
คานวณชว่ งคะแนนพสิ ัย จากสตู ร (บญุ ใจ ศรีสถติ ยน์ รากูร, 2545:304-305)

ชว่ งคะแนน = คะแนนสูงสุด – คะแนนต่าสุด
3

ชว่ งคะแนน = 2-0 = 0.66
3

ซงึ่ สามารถแปลผลคะแนนความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ดงั นี้

คะแนนเฉลย่ี การแปลผล
1.34 - 2.00 = มีระดับความพงึ พอใจมาก
0.67 - 1.33 = มรี ะดบั ความพึงพอใจปานกลาง
0.00 - 0.66 = มีระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ย

54

แบบสอบถาม โดยถามเก่ียวกับความพึงพอใจในการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน ตาบลขะเนจ้ือ ตาบล
แม่ระมาด และตาบลพระธาตุ มีจานวนข้อคาถามจานวน 25 ข้อ โดยคาถามมลี กั ษณะของแบบสอบถามเป็นแบบ

มาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale) มี 3 ระดบั โดยมคี วามหมายและเกณฑ์การคดิ คะแนน ดังน้ี

ให้ 2 คะแนน = ประทับใจ
ให้ 1 คะแนน = เฉยๆ
ให้ 0 คะแนน = ไมป่ ระทบั ใจ

บทที่ 4
ผลการวจิ ัย

การวิจัยเรื่อง “การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชน
คนแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก” ครัง้ น้ีมีวัตถุประสงค์ข้อท่ี 1 สร้างเครือข่ายนักวิจัยชุมชนเพื่อร่วม
พัฒนาแหล่งท่องเท่ียวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชนแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ข้อที่ 2
ศกึ ษา สารวจ เชือ่ มโยง องค์ความรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชนท่ีสาคัญท่ีมีศักยภาพของชุมชนอาเภอแม่ระมาดท่ีจะ
ใช้เป็นฐานในการพัฒนาท่องเท่ียวโดยเครือข่ายนักวิจัยชุมชน ข้อที่ 3 ออกแบบและพัฒนาเส้นทางท่องเท่ียว
เพื่อศึกษาเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชน และข้อท่ี 4 พัฒนาและประเมินศักยภาพการบริหารจัดการและ
ให้บรกิ าร ได้ผลตามวตั ถปุ ระสงค์ดงั น้ี

ผลการวจิ ยั ตามวัตถปุ ระสงค์ข้อที่ 1 สร้างเครอื ขา่ ยนกั วิจยั ชุมชนเพ่ือรว่ มพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
เพื่อการเรียนรู้มรดกวฒั นธรรมชุมชนแมร่ ะมาด
อาเภอแมร่ ะมาด จงั หวดั ตาก

พื้นที่เครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด มีบ้านโฮ่ง ตาบลแม่ระมาด บ้านห้วยปลากอง ตาบลขะเนจื้อและ
บ้านป่าไรเ่ หนือ ตาบลพระธาตุ ที่เคยได้รับการพัฒนาในโครงการนวตั วิถีมาก่อน แตย่ ังมีความต้องการเพ่ิมพลัง
และสร้างเสน่ห์ให้กับเส้นทางการท่องเท่ียวโดยชุมชน จึงมองหาพันธมิตรพ้ืนท่ีชุมชนใกล้เคียงที่มีศักยภาพ
ไม่น้อยไปกว่ากันท่ีมีศักยภาพด้านทุนประวัติศาสตร์ ความเช่ือมโยงกันต้ังแต่อดีตที่ปัจจุบันซึ่งยังคงมีร่องรอย
หลักฐานให้พบเห็น โดยมีแนวคิดของเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด 6 หมู่บ้าน ร่วมกันทาการท่องเที่ยวโดย
ชมุ ชนเช่ือมโยงกัน และส่งต่อนักท่องเท่ียว เปน็ การหนนุ เสริมซึ่งกันและกันอย่างกัลยาณมิตร มุ่งส่งเสริมให้การ
ท่องเท่ียวโดยชุมชนเปน็ แหล่งรายไดเ้ สรมิ ใหก้ ับคนในชมุ ชน โดยไม่ทาลายประเพณีวฒั นธรรมด้งั เดมิ นับวา่ เป็น
จุดเร่มิ ตน้ ของการทางานในครัง้ น้ี

การสร้างเครือข่ายนักวิจัยชุมชนจาเป็นต้องมีกระบวนการท่ีจะเช่ือมบุคคลและกลุ่มต่างๆ เข้ามาเป็น
นักวิจัยชุมชนท่ีมีเป้าหมายร่วมกัน ทีมวิจัยชุมชนจึงได้ร่วมกาหนดเป้าหมายก่อนและใช้เวทีกลางที่จะสื่อ
ความหมายอธบิ ายให้บุคคลได้รถู้ ึงเป้าหมาย แล้วพิจารณาว่ายินดจี ะเข้ารว่ มกระบวนการน้หี รือไม่ ดังน้ันในการ
ออกแบบกระบวนการจึงต้องให้ความสาคัญกับการดึงคนเข้ามาร่วมงานจนเกิดเป็นเครือข่ายขณะเดียวกันทีม
วิจัยชุมชนซ่ึงเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเครือข่าย พร้อมที่จะปรับกระบวนการ
ให้สอดคล้องกับบริบทหรือสภาพท่ีเป็นจริงขณะปฏิบัติงาน รวมถึงข้อจากัดของเหล่าสมาชิกท่ีเข้าร่วมเป็นทีม
วิจัยชุมชน ซ่ึงจากแนวคิดดังกล่าวทาให้ได้ผลของกระบวนการสร้างเครือข่ายเพ่ือร่วมในการสร้างเครือข่าย
แหล่งท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก
ดงั ได้แบง่ การนาเสนอเป็น 3 ส่วนคือ

56

สว่ นที่ 1 ผลการสรา้ งเครือข่าย

ทีมวิจัยชุมชนได้ดาเนินการประสานงานกับบุคคลต่างๆ โดยวิธีการเข้าร่วมประชุมกานัน ผู้ใหญ่บ้าน
ประจาเดือนของอาเภอแม่ระมาด ในนามวิทยาลัยชุมชนตากท่ีทางานวิจัยร่วมกับ สานักงานการวิจัยแห่งชาติ
(วช.) เพ่ือให้นายอาเภอ และผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบวัตถุประสงค์ของการทางานวิจัยในพ้ืนท่ีอาเภอ
แม่ระมาด และการขอขอ้ มูลจากหน่วยราชการนั้นเจ้าหน้าท่ีขององค์การบริหารส่วนตาบลขะเนจื้อ องค์บริหาร
ส่วนตาบลพระธาตุ และเทศบาลตาบลแม่ระมาด ได้ให้เขียนแบบคาร้องขอข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นข้อมูลเบ้ืองต้นเก่ียวกับชุมชน อีกท้ังยังมี
วิธีการติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเล็กๆ ในบางหมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการ
เน้นที่วัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลท่ีจะมาเป็นผู้ร่วมดาเนินการในหมู่บ้านโฮ่ง ตาบลแม่ระมาด
หมู่บ้านขะเนจอื้ หมู่บ้านห้วยปลากอง หมู่บ้านหม่องวา ตาบลขะเนจื้อ และหมู่บา้ นตีนธาตุ หมู่บ้านปา่ ไร่เหนือ
ตาบลพระธาตุ จากพื้นท่ีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มีพ้ืนที่ในตาบลขะเนจื้อที่เคยติดต่อทางานร่วมกันมา วางแผน
โครงสร้างรว่ มกนั เมอ่ื ถึงช่วงท่จี ะต้องทาความร่วมมอื กับภาคีเครือข่ายเพื่อเพิ่มพลังให้กับเส้นทางการท่องเที่ยว
บุคคลท่ีเคยประสานงานไว้มีการผลัดเปล่ียน ไม่สามารถเข้าร่วมทีมได้อย่างเต็มท่ี เกิดปัญหาจากสุขภาพ
จากการทาการพืชผลทางการเกษตร จากภาวะครอบครัว เป็นต้น แต่ยังคงมีผู้นาชุมชนกับทีมบางส่วนท่ียังคง
ม่งุ มน่ั ที่จะทาการทอ่ งเทย่ี วเพ่ือสร้างรายได้เสรมิ ให้กับครอบครัวและชมุ ชน ทาให้การทางานครงั้ นเ้ี สมือนวา่ ตอ้ ง
รวมทีมใหม่อีกคร้ัง โดยสามารถรวบรวมรายช่ือทีมวิจัยชุมชนได้จานวนหน่ึงจึงได้ทาการนัดหมายประชุมเพ่ือ
สรา้ งความเข้าใจก่อนดาเนินการ สาหรับการคัดเลือกทีมวิจัยน้ันได้คัดเลือกแกนนาจากผู้นาที่เป็นทางการ เช่น
ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และผู้นาท่ีไม่เป็นทางการ เช่น พระ ปราชญ์ท้องถิ่น โดยใช้วิธีการเชิญชวนให้กับ
ชุมชนหากสนใจให้เข้ามาลงชื่อร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านในพื้นท่ีเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาดที่สนใจ
บอกต่อเชิญชวนผู้ที่มีแนวคิดในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นท่ีให้เป็นสถานที่ท่องเท่ียวโดยชุมชน รู้และเข้าใจถึง
การเชื่อมโยงความสมั พันธ์ของหมู่บ้านใกลเ้ คยี งเข้ามารว่ มทีมวิจัย

ส่วนท่ี 2 ผลการจัดประชมุ ทีมวจิ ัยชุมชนสรา้ งความเข้าใจ

ทีมวิจัยชุมชนได้นัดหมายประชุมกับทีมวิจัยชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจอธิบายโครงการ กาหนด
สถานทไ่ี ว้ท่ีหอ้ งประชุมองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลท่าสายลวด อาเภอแม่สอด จงั หวดั ตาก แตต่ ิดขดั ด้วยช่วงเวลา
ดังกล่าวมีการแพร่ระบาดโรคโควิด – 19 รอบท่ี 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดตากได้จัดทาประกาศงดการประชุม
ทุกกรณีในพ้ืนท่ีอาเภอแม่สอด ทีมวิจัยส่วนกลางจึงได้ปรกึ ษาหารือเปล่ียนสถานที่การประชุมไปยงั ห้องประชุม
ผู้สูงอายุ ของเทศบาลตาบลแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด เม่ือวันท่ี 19-20 ตุลาคม 2563 ได้รับการต้อนรับจาก
ผูด้ ูแลสถานท่ีเปน็ อยา่ งดี ในครง้ั นี้มผี เู้ ขา้ ร่วมประชุมปรับฐานคิด

57

ภาพท่ี 1 การประชุมปรับฐานคิด
ทีมวิจัยชุมชนได้ใช้กระบวนกรสร้างความเข้าใจในกระบวนการทางาน ให้เห็นถึงความสาคัญของการ
สืบค้นหาข้อมูล ค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง นาไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ของชุมชน ซ่ึงกิจกรรมในการประชุม
ประกอบด้วย การแนะนาตนเอง แนะนาวัตถุประสงค์ และความเป็นมาของโครงการได้ใช้วิธีการแบ่งกลุ่มย่อย
เนื่องจากอยู่คนละหมู่บ้าน จึงยังไม่คุ้นเคยกันแต่ต้องมาทางานร่วมกันจึงต้องใช้เวลาในการทาความรู้จัก
สร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยวิธีการคละชุมชน พูดคุยแลกเปล่ียนข้อมูล แต่ยังไม่กล้าแสดงออก แต่เม่ือใช้
กระบวนกร 2-3 คร้ัง ก็ทาให้บรรยากาศในที่ประชมุ เป็นกันเอง กล้าท่ีจะแสดงความคิดเห็น กล้านาเสนอข้อมูล
ตนเอง หลังจากนั้นได้แบ่งกลุ่มตามชุมชนของตนเอง เพ่ือช่วยกันเขียนข้อมูลเบ้ืองต้นเกี่ยวกับภูมิประเทศ
ภูมิอากาศ เส้นทางชุมชน สิ่งท่ีคิดว่าเป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ปฏิทินประเพณี เป็นต้น พร้อมท้ังให้นาเสนอ
ข้อมูลของชุมชนตนเอง เพ่ือให้เกิดกระบวนการคิด เกิดแรงบันดาลใจ โดยทีมวิจัยส่วนกลางและทีมวิจัยชุมชน
ได้ร่วมกันต้ังกลุ่ม Line จดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ท่ีติดต่อได้ใช้ในการประสานงาน ร่วมกันแบ่งหัวข้อสืบค้น
เรื่องราวของชุมชนในประเด็นต่างๆ ดังน้ี ประวัติศาสตร์ชุมชน , วิถีชีวิต , วัฒนธรรม วิถีถิ่น , วรรณกรรม
(เรื่องเล่า ตานาน นิทาน) , สมุนไพร , อาหารพ้ืนถิ่น , พิธีกรรม ความเชื่อ , ภูมิปัญญาท้องถิ่น , ภูมินาม ,
ธรรมชาติและการปรบั ตัว และภูมิปัญญาวิวัฒน์ เพ่ือนามาเป็นทุนในการวางแผนจดั เป็นเส้นทางท่องเท่ียวและ
กาหนดจดุ เรยี นรู้ คู่มือการเรียนรู้ วิทยากร แผนกจิ กรรม แนวทางการประเมินผล และช้ีแจงว่าเมื่อมีการจัดการ
เรียนรู้ในชุมชน ท้องถิ่นจะเป็นช่องทางให้คนในชุมชนทอ้ งถ่ินได้ส่ือสารกับคนภายนอกอย่างรู้คุณค่าของตนเอง
ท่ีประชุมได้หารือในการแบ่งทีมวิจัยชุมชน เป็นทีมย่อย 6 ทีม ทีมละ 3 คน มีการกาหนดผู้ประสานงานหลัก
ในแต่ละทีม และร่วมกันนัดหมายการประชุมผลการสืบค้นข้อมูล พูดคุยแลกเปล่ียนปัญหา อุปสรรค วิธีการ
แก้ไขปัญหาในการทางานเพ่ือความชัดเจนเกี่ยวกับงานที่จะทาต่อไป ส่วนการกาหนดการประชุมครั้งต่อไป

58

กาหนดวันนัดหมายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 ณ ห้องประชุมเทศบาลตาบลแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด
จงั หวัดตาก

ในวันท่ี 10 พฤศจิกายน 2563 คร้ังนี้มีผู้ท่ีสนใจเข้าร่วมเพ่ิมข้ึน และมีบางท่านที่ทยอยออกไปด้วย
เหตุผลภาระงานของแต่ละบุคคล แต่ยังคงเป็นผู้ให้ข้อมูลกับงานวิจัยน้ี ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุม จานวน
21 คน ทาให้ภาคีเครอื ข่ายมีการปรับจานวน ซึง่ ผลจากขัน้ ตอนนี้ทาใหไ้ ด้รายชื่อผู้สนใจเข้ารว่ มโครงการเพิ่มข้ึน
ดงั รายชือ่ ตอ่ ไปน้ี

รายชื่อผู้ร่วมทางานโครงการการสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเท่ียวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดย

เครือข่ายชมุ ชนคนแมร่ ะมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวดั ตาก

1. นางกรรณิการ์ บญุ ยงั บุคลากรสังกดั วทิ ยาลัยชุมชนตาก

2. นายอทุ ัย แกว้ ปาคา ผู้ใหญบ่ า้ นโฮ่ง หมทู่ ี่ 5

3. นายสมพงษ์ พงศอ์ ภโิ ชติ ผใู้ หญ่บ้านหว้ ยปลากอง หมทู่ ่ี 12

4. นางบัวจันทร์ จรัสสกุลสุภัค ผชู้ ่วยผูใ้ หญบ่ ้านตีนธาตุ หมู่ที่ 2

5. นายตโิ๊ พ กวกี รชกายแกว้ ผ้ใู หญบ่ า้ นหมอ่ งวา หมทู่ ี่ 6

6. นางชรนิ รตั น์ แกว้ ปาคา ชาวบา้ น บ้านโฮง่ หมู่ที่ 5

7. นางสาวเนตรพธู ศิริรกั ษ์ไพบลู ย์ ชาวบ้าน บา้ นห้วยปลากอง หมทู่ ่ี 12

8. นางสาวพีรภาว์ พนาขวญั แกว้ ชาวบ้าน บ้านขะเนจื้อ หม่ทู ี่ 7

9. นางสาวกณั ณิกา เจริญพากเพยี ร ชาวบ้าน บ้านขะเนจือ้ หมทู่ ่ี 7

10. นายมานจิ ไพรมีทรพั ย์ ผู้ใหญ่บา้ นทโี นะ๊ โค๊ะ หมทู่ ่ี 4

11. นางสาวปราณี โสภณพนิดา ชาวบ้าน บ้านหมอ่ งวา หมู่ท่ี 6

12. นางจินตนา เวียงชูเกยี รติ ชาวบ้าน บ้านหม่องวา หมทู่ ี่ 6

13. นางสาวพิมเพญ็ ทัพพ์อนนั ต์ ชาวบา้ น บ้านตนี ธาตุ หมู่ท่ี 2

14. นายธนากร พงศอ์ ภิโชติ ชาวบ้าน บา้ นห้วยปลากอง หมทู่ ี่ 12

15. นางสาวอรณี กาญจนพนั ธบุ์ ุญ ชาวบา้ น บา้ นปา่ ไร่เหนอื หมทู่ ี่ 3

16. นายจกั รกรชิ กมลชาวไพร ชาวบ้าน บ้านตนี ธาตุ หมทู่ ่ี 2

17. นางสาววดิ วงดอน กา๋ วงษ์ ชาวบ้าน บา้ นป่าไรเ่ หนือ หมู่ที่ 3

18. นางสาวหล้า ชุมภู ชาวบา้ น บ้านปา่ ไร่เหนือ หมทู่ ่ี 3

19. นางสวาท ไพศาลศิรทิ รพั ย์ บคุ ลากรสงั กดั วทิ ยาลัยชมุ ชนตาก

20. นางสาววชั รินทร์รัตน์ ศรสี มทุ ร บุคลากรสังกดั วทิ ยาลยั ชมุ ชนตาก

21. นายศภุ วุฒ จารเุ ศรณี บคุ ลากรสังกัดวิทยาลัยชุมชนตาก

59

คณะท่ปี รึกษา ผ้อู านวยการวทิ ยาลยั ชุมชนตาก
คณะกรรมการสภาวทิ ยาลยั ชมุ ชนตาก
1. นายอารกั ษ์ อนชุ ปรดี า ผู้ช่วยผอู้ านวยการวิทยาลัยชุมชนตาก
2. นางเพลนิ ใจ เลิศลกั ขณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตาบลขะเนจอื้
3. นางเปรมจิต มอร์ซิง นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลพระธาตุ
4. นายเทวญั ไพศาลธรรมโชติ รองปลัดเทศบาล รกั ษาราชการแทน
5. นายเฉลิมเกยี รติ บลู ยป์ ระมขุ ปลัดเทศบาล ปฏบิ ัติหน้าทีน่ ายกเทศมนตรี
6. นายอนชุ ติ หนสู ่ง เทศบาลตาบลแม่ระมาด

หน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้อง
1. วิทยาลยั ชมุ ชนตาก
2. องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลขะเนจอ้ื
3. องค์การบรหิ ารส่วนตาบลพระธาตุ
4. เทศบาลตาบลแม่ระมาด
5. นายอาเภอแมร่ ะมาด
6. สาธารณสขุ อาเภอแม่ระมาด
7. ทอ่ งเที่ยวจงั หวดั ตาก
8. วัฒนธรรมจังหวดั ตาก

ผลการดาเนินงานพบปัญหาอุปสรรคบ้างเป็นบางประเด็นในระยะแรกผลการแลกเปล่ียนข้อมูล ไม่พบ
ปญั หาในการสื่อสาร เน่ืองจากเป็นการสืบค้นหาขอ้ มูลในหมู่บ้านของตนเอง แต่พบปัญหาในการเก็บข้อมูลจาก
ตัวบุคคลท่ีสาคญั ในด้านต่างๆ ของชุมชน เนื่องจากบางอย่างไม่มีการจดบันทึกไว้ การเล่าเรือ่ งในอดีตได้เร่ิมต้น
สอบถามจากผู้สูงอายุแต่จากการสอบถามการตอบน้ันวกวนหรือคลาดเคลื่อนไปจากตอนแรก ทาให้ทราบว่า
ท่านมีความจาคลาดเคล่ือน หลังจากน้ันทีมวจิ ัยชุมชนได้ร่วมกันวางแผนการทางานใหม่โดยหารือให้มีการแบ่ง
ประเด็นหัวข้อ ทดลองเปล่ียนเป็นการหาข้อมูลจากผู้ท่ีอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ หรืออาจหาข้อมูลจากผู้สูงอายุ
ชุมชนใกล้เคียงเพื่อหาความสอดคล้องกันของข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นการตรวจสอบเช็คความสอดคล้อง
ความถูกต้องของข้อมูลหลังจากนั้นมีการนัดหมายประชุมคร้ังต่อไปในวันที่ 20-25 พฤศจิกายน 2563
ณ ทท่ี าการผู้ใหญ่บ้านในแต่ละพื้นที่เพอ่ื ดาเนินการจดั เก็บข้อมูลประเด็นอ่นื ทเ่ี กี่ยวข้องต่อไป

60

สว่ นท่ี 3 ผลการจัดเวทีสรา้ งความเข้าใจร่วมกบั ชุมชนและผ้ทู เ่ี ก่ยี วข้อง

เป็นการประชุมของทีมย่อย จากการนัดหมายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ณ ที่ทาการผู้ใหญ่บ้าน
ห้วยปลากอง ตาบลขะเนจื้อ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก , วันท่ี 21 พฤศจิกายน 2563 ณ ท่ีทาการ
ผู้ใหญ่บ้านขะเนจื้อ ตาบลขะเนจ้ือ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก , วันท่ี 22 พฤศจิกายน 2563 ณ ที่ทาการ
ผู้ใหญ่บ้านหม่องวา ตาบลขะเนจื้อ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก, วันท่ี 23 พฤศจิกายน 2563 ณ ท่ีทาการ
ผู้ใหญ่บ้านโฮ่ง ตาบลแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก , วันท่ี 24 พฤศจิกายน 2563 ณ ที่ทาการ
ผู้ใหญ่บ้านตีนธาตุ ตาบลพระธาตุ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ณ ที่ทาการ
ผู้ใหญ่บ้านป่าไร่เหนือ ตาบลพระธาตุ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เพ่ือสัมมนากลุ่มย่อยสร้างความเข้าใจ ทา
ความเข้าใจในภารกิจท่ีได้รับมอบหมาย มุ่งให้ความสาคัญของการสื่อความหมายมรดกวัฒนธรรม อบรมการใช้
เคร่ืองมือ CBR รวมถึงการคัดเลือกแกนนาที่จะช่วยกันร่วมสืบค้นข้อมูลนามาสร้างเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน
เช่อื มโยงของแต่ละหม่บู ้าน ผลการจัดประชมุ กลุ่มย่อยทีมวิจยั ชมุ ชนได้ปรับกระบวนการสื่อสาร และรูปแบบใน
การทางานให้เอื้ออานวยต่อการหาข้อมูลโดยการเข้าไปพบผู้นาชุมชน และขอให้ผู้นาชุมชนนาไปพบกับผู้ให้
ข้อมูลเป็นรายบุคคล ในช่วงเวลาท่ีเลิกงานจากการทาไร่ทานา นอกจากนี้ยังใช้ความสัมพันธ์ การรู้จัก เป็น
ส่วนตัวของทีมวิจัยชุมชนแต่ละพื้นท่ี หลังจากข้ันตอนการพัฒนาความสัมพันธ์ จนนาไปสู่การทากิจกรรม
ร่วมกัน เช่น ร่วมกันเก็บข้อมูลจนเป็นผลงานปรากฏชัด จนเกิดเป็นองค์กรเครือข่ายที่แน่นแฟ้น ไปพรอ้ มๆ กัน
เกิดการเรียนรู้ร่วมกันท่ีส่งผลประโยชน์ต่อการทางานของฝ่ายปฏิบัติการมากขึ้น เกิดการขยายตัวในรูปการ
ขยายกิจกรรม หรือขยายกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ ตามลักษณะของแต่ละกิจกรรม เกิดเป็นองค์กรใหม่ร่วมกันท่ีมี
ความพยายามท่ีจะส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการทางานพัฒนาการท่องเที่ยวของพ้ืนท่ีอย่างมีประสิทธิภาพ ทาให้
เกิดพลังในชุมชนท่ีอยากมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การสร้างเครือข่ายได้รับการต้อนรับ
จากคนในชุมชนเปน็ อย่างดีจนสามารถรวบรวมข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับประวัตศิ าสตร์ ภมู ินาม เร่ืองเล่าประเพณี
วัฒนธรรมจากคนในชุมชน

ข้อสรุปผลการวจิ ยั ตามวัตถปุ ระสงคข์ อ้ ท่ี 1
การจัดประชุมเพื่อสร้างภาคีเครือข่ายชุมชนที่จะเข้าร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อให้ได้ทีม

วิจัยชุมชน ท่ีมีแนวคิดการทางานร่วมกันคือต้องมีความชัดเจนของโครงการและรูปแบบการทางาน จึงได้จัด
ประชุมสร้างความเข้าใจในการทางานร่วมกันกบั ทีมวิจยั ชุมชน บ้านตนี ธาตุ และบ้านปา่ ไรเ่ หนือ ตาบลพระธาตุ
บา้ นโฮ่ง ตาบลแม่ระมาด บ้านหม่องวาบ้านขะเนจ้ือและบ้านห้วยปลากอง ตาบลขะเนจื้อทาให้ได้ทราบว่า มีท้ังแกน
นาท่ีเป็นผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนใหค้ วามสนใจในการจดั การท่องเท่ียวโดยชุมชน และสนใจการเป็นเครือขา่ ย
เพ่ือส่งต่อนักท่องเท่ียวไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อใหม้ ีรายได้เสริมจากอาชีพหลัก เพราะชุมชนรู้ดีว่าศักยภาพพ้ืนที่
อาเภอแม่ระมาด มีความพร้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณีวัฒนธรรม เรื่องราวในอดีตสงครามโลกครั้งที่
2 แต่ยังมีข้อจากดั ในการเดินทางบางสถานท่ีเนื่องด้วยแต่ละหมู่บ้านมีเส้นทางห่างไกลกัน การพูดคุยเจรจาต่าง
ภาษาไม่ใช่ปัญหาเน่ืองจากทีมวิจยั ชุมชนพูดได้ทงั้ ภาษาถ่ินและภาษากลางการติดต่อประสานงานไม่ค่อยมปี ญั หานัก

61

แต่จะมีเพียงบ้านห้วยปลากองที่ยากต่อการติดต่อประสานงานเนื่องจากไม่มีไฟฟ้า และสัญญาณอินเตอร์เน็ต
มีจุดบริการน้อย ในการทาบทามเชิญชวนบุคคลเข้าร่วมทางาน ได้คัดเลือกทีมวิจัยชุมชนท่ีมีความสัมพันธ์กับ
กลุ่มเป้าหมายท่ีจะเป็นผู้ใช้เส้นทางร่วมกัน ต้องการให้แต่ละทีมมีสมาชิกที่หลากหลายและโดยไม่ได้มุ่งเน้นให้
แกนนาหมู่บ้านเป็นผู้ใหญ่บ้านเท่าน้ัน ขอให้เป็นผู้ที่มีความพร้อม เปิดใจในการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชน ซ่ึงผลการดาเนินการคัดเลือกเพ่ือสร้างทีมวิจัยชุมชน ก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว
จงึ จาเป็นต้องเลือกผู้ที่มีเปา้ หมายและอดุ มการณ์ร่วมกัน ดงั นั้นในกระบวนการสร้างภาคีเครือข่ายจงึ จาเป็นต้อง
มีการประสานความคิดและอุดมการณ์ที่จะทางานให้แก่สังคมร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างการมีส่วน
ร่วมของคนในพ้นื ท่ีท่ียนิ ดีและเต็มใจในการให้ขอ้ มลู เร่อื งราวในอดีตท่ีเกอื บจะเลือนหายไปแล้วจากความทรงจา
ทาให้ส่ิงเหล่านี้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง และยังเสริมสร้างรายได้เป็นอาชีพเสริมท่ีไม่กระทบกับอาชีพหลัก
จากการสังเกตทีมชมุ ชนมคี วามตื่นตัว ซ่ึงเป็นสิง่ ท่ดี สี าหรบั ร่วมกันสร้างเครอื ข่าย แหล่งท่องเท่ยี วเพือ่ การเรียนรู้
มรดกวฒั นธรรมโดยเครอื ข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จงั หวัดตาก

ผลการวจิ ยั ตามวตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ที่ 2 ศกึ ษา สารวจ เช่ือมโยง องคค์ วามรมู้ รดกวัฒนธรรมชมุ ชน
ทีส่ าคญั ทมี่ ศี กั ยภาพของชมุ ชนอาเภอแมร่ ะมาดท่ีจะใช้
เป็นฐานในการพัฒนาทอ่ งเทย่ี วโดยเครอื ขา่ ยนกั วิจัยชมุ ชน

ผลการวจิ ัยแบ่งเป็น 3 สว่ น
สว่ นที่ 1 อาณาเขตตดิ ตอ่
1.1 ขอบเขตพื้นท่ี

บา้ นตีนธาตุ หมทู่ ่ี 2 ตาบลพระธาตุ ประชากรสว่ นมากเปน็ ชาวไทยภเู ขาเผา่ กะเหรี่ยง
ทิศเหนอื ตดิ กบั อทุ ยานแห่งชาติขนุ เขาพะวอ
ทศิ ใต้ ตดิ กบั หมบู่ ้านจกปิ หมทู่ ี่ 3 บ้านปา่ ไร่เหนือ
ทศิ ตะวันออก ตดิ กบั หมู่บา้ นพะนิกี หมทู่ ่ี 7 บา้ นตนี ธาตุ
ทศิ ตะวันตก ตดิ กบั หมู่บ้านจกปิ หมทู่ ี่ 3 บ้านปา่ ไรเ่ หนอื

บา้ นป่าไร่เหนือ หมู่ท่ี 3 ตาบลพระธาตุ ประชากรส่วนมากเปน็ ชาวไทยภเู ขาเผา่ กะเหร่ยี ง
ทศิ เหนือ ตดิ กับ หมทู่ ่ี 8 บา้ นหว้ ยสลุง ตาบลพระธาตุ
ทศิ ใต้ ตดิ กบั หมทู่ ี่ 4 บ้านโก๊กโก่ ตาบลแม่กาษา
ทศิ ตะวันออก ติดกบั หมู่ที่ 2 บ้านตนี ธาตุ ตาบลพระธาตุ
ทิศตะวนั ตก ติดกับ หมูท่ ี่ 5 บ้านสนั ปา่ ไร่ ตาบลพระธาตุ

บ้านโฮง่ หมู่ท่ี 5 ตาบลแมร่ ะมาด ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยล้านนา
ทศิ เหนอื ตดิ กบั ชุมชนดอนแก้ว หมทู่ ่ี 6
ทิศใต้ ติดกับ ชุมชนนกแล หมทู่ ่ี 2
ทศิ ตะวนั ออก ชุมชนศรีบุญเรอื ง หมทู่ ี่ 4

62

ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านต้าคาก๋าง หมู่ที่ 8 โดยหากเดินทางไปที่บ้านท่าล้อ หมู่ท่ี 2 ติดกับรัฐ
กะเหรี่ยง สาธารณรฐั แห่งสหภาพเมยี นมา่ ร์ โดยมลี านา้ เมยเปน็ เขตแดน

บา้ นหมอ่ งวา หมทู่ ี่ 6 ตาบลขะเนจอ้ื ประชากรส่วนมากเป็นชาวไทยภูเขาเผา่ กะเหรย่ี ง
ทิศเหนอื ติดกับ บ้านห้วยปลู ิง หมทู่ ี่ 5 ตาบลขะเนจื้อ
ทิศใต้ ติดกบั บา้ นหนองหลวง หมทู่ ี่ 13 ตาบลขะเนจื้อ
ทศิ ตะวันออก ติดกบั บา้ นปา่ ไร่ หมทู่ ่ี 2 ตาบลขะเนจอื้
ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านนบุ อ หมทู่ ่ี 1 ตาบลขะเนจ้อื

บ้านขะเนจ้ือ หม่ทู ี่ 7 ตาบลขะเนจ้อื ประชากรสว่ นมากเปน็ ชาวไทยภเู ขาเผ่ากะเหรย่ี ง
ทิศเหนอื ติดกบั ทางหลวงแผ่นดินสาย 105 กม.41
ทศิ ใต้ ติดกับ บ้านป่าไร่ดินแดง
ทิศตะวนั ออก ตดิ กบั องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลขะเนจื้อ
ทิศตะวนั ตก ตดิ กับ บา้ นห้วยปลากอง หมทู่ ่ี 12 ตาบลขะเนจ้อื

บ้านหว้ ยปลากอง หมทู่ ี่ 12 ตาบลขะเนจ้ือ ประชากรสว่ นมากเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง
ทิศเหนอื ตดิ กบั ทางหลวงแผน่ ดนิ สาย 105
ทศิ ใต้ ตดิ กับ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมยี นมาร์
ทศิ ตะวนั ออก ติดกบั บา้ นขะเนจ้อื หมทู่ ี่ 7
ทศิ ตะวนั ตก ติดกับ ตาบลแม่หละ อาเภอท่าสองยาง

1.2 สภาพภมู ิประเทศ
ตาบลขะเนจ้ือ มีสภาพพื้นท่ีส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ป่าไม้และที่ดอน มีที่ราบสาหรับทานาเพียง

เล็กน้อยกระจายอยู่ท่ัวไป สว่ นท่ีดอนมีการปลูกพืชไร่ในฤดูฝนและไม้ผลไมย้ ืนต้น มีพ้ืนที่ทั้งหมด 102,694 ไร่
เปน็ พื้นท่ีทาการเกษตรประมาณ 19,239 ไร่ ทอี่ ยอู่ าศัย 785 ไร่ ท่ีตั้งของส่วนราชการประมาณ 390 ไร่ ทเ่ี หลือ
เป็นทีส่ าธารณะ ปา่ เส่ือมโทรม ป่าสงวน ฯลฯ ประมาณ 82,280 ไร่

ตาบลพระธาตุ สภาพพื้นท่ีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอาเภอแม่ระมาด มีพื้นท่ีเป็นท่ีราบสูง
สลบั ทล่ี มุ่ เหมาะสาหรบั ในการเพาะปลูก มีพน้ื ทท่ี ง้ั หมด 122.10 ตารางกิโลเมตร หรอื จานวน 76,312.5 ไร่

ตาบลแม่ระมาด สภาพพ้ืนที่เป็นที่ราบส่วนใหญ่ มีพ้ืนที่ทั้งหมด 39.2 ตารางกิโลเมตร มีเน้ือที่ใช้
ในการเกษตร 4,905 ไร่ มีพ้ืนท่ีนา 4,776 ไร่ ส่วนมากเป็นท่ีราบเชิงเขาซ่ึงเป็นพ้ืนที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูก
บริเวณลมุ่ นา้ ลาห้วยแมร่ ะมาด แมน่ า้ เมย มีพื้นทีอ่ าศยั 791 ไร่

63

1.3 สภาพภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศเปน็ แบบมรสมุ มี 3 ฤดู คือ
- ฤดูร้อน เริ่มต้ังแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม อากาศจะค่อย ๆ ทวีความ

ร้อนข้ึนตามลาดับโดยจะมีอณุ หภูมสิ งู สุดในเดือนเมษายนของทกุ ปี เฉลย่ี ประมาณ 39 องศาเซลเซียส
- ฤดูฝน เริ่มต้ังแต่กลางเดือนพฤษภาคม ไปจนถึง กลางเดือนตุลาคม จะมีฝนตกชุกที่สุดในช่วง

เดือนกรกฎาคมและสงิ หาคม ปรมิ าณนา้ ฝนมากทีส่ ุดเฉลยี่ 120 มิลลเิ มตร/เดือน
- ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ อากาศจะหนาวในช่วง

เดอื นธนั วาคมและมกราคม อุณหภมู ิต่าสุดเฉลย่ี ประมาณ 10 องศาเซลเซียส
1.4 นามเรยี กขาน (ปกาเกอะญอ)
นางสาวพีรภาว์ พนาขวัญแก้ว เล่าว่า ชาวกะเหร่ียงที่อาศัยในประเทศไทย นิยมให้เรียกว่า

ปกาเกอะญอ ไม่นิยมให้เรียก กะเหร่ียงหรือยาง เน่ืองจากเป็นคาเรียกท่ีทาให้รู้สึกโดนเหยียดหยาม กดข่ี
โดยคาเรียกว่า กะเหรี่ยงหรอื ยาง มักใช้เรียกชนเผ่ากะเหร่ียงท่ีอาศัยในประเทศเมียนมาร์ บางคนเลา่ ว่า ที่เรียก
แตกต่างกันเพราะตอ้ งการให้แยกออกว่าเป็นกะเหรีย่ งประเทศไทยหรือกะเหรย่ี งประเทศเมียนมาร์

สรุปได้ว่า อาเภอแม่ระมาดตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดตาก และทิศตะวันตกของอาเภอ
แมร่ ะมาด อยกู่ ับกับรฐั กะเหรีย่ ง ประเทศเมยี นมาร์ โดยมีลานา้ เมยเปน็ เขตเสน้ แดน ทาให้มีการคา้ ขายชายแดน
มจี ดุ ผ่อนปรนในการขา้ มประเทศ แบบบ้านพีเ่ มอื งนอ้ งเอือ้ อาทรและพ่ึงพาซ่ึงกันและกัน

ส่วนที่ 2 ประวตั ิความเป็นมา ศักยภาพของแตล่ ะพ้นื ที่ และความเชื่อ

2.1 ชมุ ชนบา้ นตนี ธาตุ
ความเป็นมาของชุมชนบ้านตีนธาตุ หมู่ท่ี 2 ตาบลพระธาตุ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก
นางสาวพิมเพ็ญ ทัพพ์อนันต์ เล่าว่า ประวัติ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 มีนายนุโพ เป็นผู้เข้ามาอาศัยคนแรกโดยได้
อพยพมาจากบ้านส่ือแพ มีจานวนหลังคาเรือน 10 หลัง บ้านตีนธาตุเดิมช่ือบ้านซอเหร่ปอย อยู่ในเขตการปกครอง
หมู่ท่ี 10 ตาบลแม่จะเรา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2534 ได้แยกออกจากหมู่ที่ 10 มาเป็นหมู่ที่ 14 โดยมีนายจักรกริช
กมลชาวไพร เป็นผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 ได้แยกหมู่บ้านจากตาบลแม่จะเรามาเป็นหมู่ท่ี 2 บ้านตีนธาตุ
มีนายจันทร์แล เน้ือเงินดี เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก แบ่งการปกครองเป็น 2 กลุ่มบ้านคือ บ้านห้วยแห้งและบ้าน
ตีนธาตุ มีจานวนหลังคาเรือน 122 หลัง มีประชากรชาย 273 คนหญิง 279 คนรวม 552 คน ประชาชนส่วนใหญ่
ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด พริก อ้อย เล้ียงวัว บางส่วนเปิดร้านขายของชา รับราชการ และ
รับจ้าง ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ มีโบสถ์คริสต์ 3 แห่ง ท่ีบ้านห้วยแห้งประชาชนจะเข้าโบสถ์ในทุกวัน
อาทิตย์วันละ 2 เวลาช่วงเวลา 09.30 น. และเวลา 14.00 น. และมีสานักสงฆ์ 1 แห่ง คือ สานักสงฆ์บ้านตีนธาตุ
ด้านการคมนาคมภายในหมู่บ้านจะเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนการติดต่อกับหมู่บ้านอ่ืนๆ จะมีถนนทางหลวง
สายอาเภอแม่ระมาด-ตีนธาตุตัดผ่าน สามารถติดต่อกับหมู่บ้านอื่นได้ตลอดทั้งปี ประชาชนเม่ือมีอาการเจ็บป่วย

64

เล็กน้อยจะซ้ือยาจากร้านค้าในหมู่บ้าน ถ้ามีอาการของโรคมาลาเรียจะไปใช้บริการที่คลินิกมาลาเรียบ้านจบปิ
ซึ่งที่นี่จะมีเจ้าหน้าท่ีมาลาเรียอยู่ประจา 1 คน คือ นายสันติ เขียวใจงาม เม่ือมีอาการป่วยมากข้ึนหรือป่วย
เป็นเวลานานๆ ประชาชนจะไปขอรับบริการที่สถานีอนามัยบ้านสันป่าไร่ คลินิกแพทย์แม่ระมาด คลินิกแพทย์
แม่จะเรา คลินิกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขแม่จะเรา โรงพยาบาลแม่ระมาด และโรงพยาบาลแม่สอด โดยสถานบริการท่ี
ประชาชนมาใช้บริการมากท่ีสุด คือ สถานีอนามัยบ้านสันป่าไร่ ส่วนการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคจะมีการใช้ว่าน
หางจระเข้ ตะไคร้หอม เป็นต้น มีผู้ท่ีคอยให้ความรู้เก่ียวกับสุขภาพอนามัยรวมถึงควบคุมและป้องกันโรคต่างๆ
ประชาชนทุกคนในหมู่บ้านจะมีบัตรสวัสดิการ (บัตรทอง) ครบทุกคนโครงสร้างองค์กร การปกครองในชุมชน
ประกอบด้วย ผู้นาอย่างเป็นทางการ คือ นายจันแล เนื้อเงินดี ผู้ใหญ่บ้าน นายแกมะดี ศรีคีรีราษฎร์ ผู้ช่วย
ผู้ใหญ่บ้าน นายพิชัย กมลชาวไพร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มีกลุ่มและกองทุนต่างๆ ในหมู่บ้าน ประกอบด้วย กองทุน
กขคจ. กองทุนเงินล้าน มีนายจันทร์แล เนื้อเงินดี เป็นประธานกลุ่ม กลุ่มแม่บ้านมีนางจันทร์ จรูญจ่านึกกรกุล
เป็นประธานกลุ่มสมาชิกองค์การบริหารส่วนตาบลพระธาตุ คือนายศรชัย ธนวิภาศรี และนายสุชาติ เน้ือเงินดี
กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข นางสาวชยาภรณ์ กรพนิ ธ์ภาณุสกุล เป็นประธานสถานสุขภาพของประชาชนบ้าน
ตีนธาตุ

นางบัวจันทร์ จรัสสกุลสุภัค เล่าว่า ยังมีเร่ืองราวประวัติเพิ่มเติมว่าเดิมหมู่บ้านน้ีช่ือบ้าน
ซอเหรป่ ลอ เป็นภาษาปกาเกอะญอ แปลว่า ถิ่นของจักจัน่ หรอื ที่ที่มจี ักจั่นอาศัยอยู่ ในอดีตชาวบ้านย้ายถิ่นฐาน
มาจากบ้านส่ือแพ เช่ือกันว่าบริเวณท่ีสร้างพระธาตุประจาหมู่บ้านมีรอยพระพุทธบาท ซ่ึงเป็นสิ่งศักด์ิสิทธ์ิที่
เคารพบูชาของชาวบ้านและหมู่บา้ นใกลเ้ คยี ง จึงเป็นที่มาของชอื่ หมบู่ ้าน “ตีนธาตุ”

นางบัวจันทร์ จรัสสกุลสุภัค เล่าว่า บ้านตีนธาตุมีทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่น่าสนใจ
มีประวัติศาสตร์อันยาวนานท่ีเก่ียวเนื่องกับวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ และสงครามโลก ครั้งท่ี 2
แบง่ รายละเอยี ดได้ดงั น้ี

1) เคร่ืองแต่งกาย หญิงสาวชาวปกาเกอะญอ นิยมทอผ้าด้วยก่ีเอวเป็นวิถีชีวิต ที่ได้รับการ
สืบทอดจากบรรพบุรุษ ส่งต่อจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก จะมีลวดลายที่สวยงาม เป็นลวดลายท่ีสื่อถึงธรรมชาติรอบตัว
ผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากผ้าทอ เช่น ย่าม ผ้าซ่ิน โสร่ง ผ้าพันคอ ผ้าห่ม ผ้าโพกหัว แต่ปัจจุบันการทอผ้าไม่เป็นที่นิยม
ของหญิงสาวรุ่นใหม่ เนื่องจากไม่อยากน่ังทอผ้า หากทอผ้าก็จะทอลายพื้นไม่มีลวดลาย ซึ่งการทอลายผ้า
ยากต่อการจดจา อีกท้ังต้องทาอาชีพหลากหลายอย่างเพ่ือเล้ียงชีพโดยการหาซ้ือเส้ือผ้าท่ัวไปเป็นไปได้ง่าย
ราคาไม่แพง

65

ภาพที่ 2 การแตง่ กายชุมชนบ้านตนี ธาตุ
2) สถานท่ที ่องเทีย่ วสาคญั และประเพณีพ้นื ถนิ่ ของบ้านตนี ธาตุ

2.1) ท่านา้ แมต่ ะลอ

ภาพท่ี 3 ท่าน้าแมต่ ะลอ
ท่าน้าแม่ตะลอ มีลาห้วยแม่จะเราไหลผ่าน แต่เดิมท่าน้าน้ีสมัยก่อนเรียกว่า ท่าน้า
แม่จะเรา ต่อมาชาวปกาเกอะญอเข้ามาในพ้ืนท่ีได้เรียกเพ้ืยนไปเป็น ท่าน้าแม่ตะลอ สถานที่แห่งน้ีเป็นสถานที่
พกั ผ่อนทางธรรมชาติ จะมีนา้ ไหลผา่ นปริมาณมากในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน โดยชมุ ชนบ้านตีนธาตุ หมู่ที่
2 ชุมชนบ้านป่าไร่เหนือ หมู่ท่ี 3 ชุมชนบ้านวัดทุ่งมะขามป้อม หมู่ที่ 4 และชุมชนบ้านสันป่าไร่ หมู่ท่ี 5
จะมาร่วมลงทุนกนั คนละไม่เกิน 1,000 บาท จดั จ้างทาร้านค้าและซุ้มท่นี ั่งดว้ ยไม้ไผ่ รายได้จากการจดั ทาแหล่ง
ทอ่ งเที่ยวท่าน้าแม่ตะลอ มาจากการให้เช่าทาเลรา้ นค้าขายของ หากเป็นทาเลท่ีดจี ะคิดค่าเชา่ 4,000 บาท/ครั้ง
หากทาเลไม่ดีจะคิดค่า 1,000-2,000 บาท/ครั้ง มีค่าบริการเช่าซุ้มไม้ไผ่ 3 ชั่วโมง 50 บาท ค่าเส่ือผืนละ
20 บาท/ผนื ค่าห่วงยางเลน่ น้า 20 บาท/ใบ มีค่าใชจ้ ่ายสาหรับการจ้างคนดูแลสถานท่ีวันละ 200 บาท จานวน
2-3 คน และจ้างคนเก็บขยะวันละ 200 บาท จานวน 2-3 คน หลังจากมีการจัดเก็บรายได้จากการให้
บริการแล้ว ชุมชนยังมีการจ้างผู้ดูแลบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพ่ือรวบรวมและทาการปันผลเม่ือเสร็จส้ินฤดูกาล
ทอ่ งเท่ยี ว

66

2.2) วัดพระธาตุ (โฆ๊ะเล)

ภาพที่ 4 พระธาตุโฆ๊ะเล

ประวัติองค์พระธาตุ
องค์พระธาตุถูกสร้างข้ึนประมาณ พ.ศ. 2472 ตามคาบอกเล่าของพ่อหลวงดี
ต๊ะแปงปัน ผู้เฒ่าวัย 94 ปี ผู้เคยร่วมก่อสร้างองค์พระธาตุ ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ตัวท่านเองได้มีส่วนร่วมในการ
เริ่มก่อสร้างองค์พระธาตุเม่ืออายุได้ 11 ปี ผู้ท่ีริเร่ิมก่อสร้างพระธาตุ คือ ครูบาแก้ว เป็นเจ้าอาวาสวัดสิทธิวาส
ท่านได้เดินทางมาจากอาเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลาพูน โดยท่านได้จาลององค์พระธาตุมาจากพระธาตุหริภุญไชย
จังหวัดลาพูน ในอาเภอแม่ระมาดได้สร้างไว้ 3 แห่ง ได้แก่ วัดสิทธิวาส (ตาบลแม่จะเรา) บ้านตีนธาตุ (ตาบล
พระธาตุ) และบ้านขะเนจ้ือ (ตาบลขะเนจื้อ) พระธาตุท้ัง 3 แห่ง มีความศักด์ิสิทธ์ิ องค์พระธาตุบ้านตีนธาตุ
ถูกสร้างขึ้นเพื่อครอบรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ภายในใจกลางพระธาตุจะบรรจุแก้ว แหวน เงินทอง
และของมีค่า ซึ่งเรียกว่า “หัวใจธาตุ” การก่อสร้างองค์พระธาตุบ้านตีนธาตุ ไม่มีหลักฐานท่ีถูกบันทึกไว้เป็น
ลายลักษณ์อักษรมีเพียงคาบอกเล่าของพ่อหลวงดี ท่านเล่าให้ฟังว่าในอดีตองค์พระธาตุมีสีขาว ภายหลังจาก
การบูรณะได้มีการทาสีทอง เม่ือประมาณ พ.ศ. 2472 ตอนนั้นพ่อหลวงดีได้เข้าเรียนโรงเรียนวัด
ท่านครบู าแก้วได้เกณฑ์นักเรียนไปขนดนิ กี่ (อิฐแดง) เพื่อใช้ในการกอ่ สร้างโดยขนมาจากบ้านสันป่าไร่ พ่อหลวง
ดีเล่าด้วยความสนุกสนานว่าทางข้ึนภาคสมัยนั้นไม่มบี ันไดเหมือนปัจจุบัน เด็กๆและชาวบ้านต่างช่วยกันขนดิน
กข่ี ึน้ ไปกองบริเวณท่จี ะสร้างองค์พระธาตุ เนื่องจากเปน็ ทางลาดชันเม่ือถงึ เวลาลงพ่ีนอ้ งชาวปกาเกอะญอกส็ ไลด์
ตัวลงมา เพ่ือนๆ พ่อหลวงดีพอเห็นก็ทาตามบ้างแต่แทนท่ีจะลงถึงอย่างปลอดภัยกลับสไลด์ไปด้านข้างทาให้
ไปติดอยู่ท่ีกอไผ่ด้านข้างแทน องค์พระธาตุสร้างแล้วเสร็จเมื่อพ่อหลวงดีอายุได้ 12 ปี นั่นคือใช้เวลาในการ
ก่อสร้าง 1 ปี พ่อหลวงเล่าว่าองค์พระธาตุมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักสามารถดลบันดาลฟ้าฝนให้หมู่บ้านได้ ทุกๆปี
หลังจากมีการสรงนา้ พระธาตุจะมีฝนตกทกุ ครั้ง และจากความเชื่อดังกล่าวได้เกิดพิธขี องหมู่บา้ นอีกหนึ่งพิธี คือ
“พิธีอุปคุต” หรือที่เรียกว่า พิธีแห่กฐินขึ้นผ้า และประเพณีสรงน้าพระธาตุ จากพิธีดังกล่าวได้มีความเชื่อท่ี
ต่างกัน คือ ชาวบ้านตาบลแม่จะเราเช่ือว่า พิธีอุปคุต เป็นพิธีที่ทาก่อนจะมีการจัดงานประเพณีต่างๆของวัด
โดยทาเพื่อให้การจัดงานต่างๆ ของวัดมีแต่ความสงบ ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่พ่ีนอ้ งบ้านตีนธาตุเชือ่ ว่าพิธีหาหิน
ข้ึนธาตุเป็นพธิ ีของฝน

2.3) ประเพณีสรงนา้ พระธาตุ
ชาวบ้านเรียกว่า “ประเพณีขึ้นธาตุ” เป็นประเพณีที่ทาขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ของ

ทุกปี โดยจะมีการจัดงานประเพณีสรงน้าพระธาตุ ณ สานักสงฆ์บ้านตีนธาตุ หมู่ท่ี 2 ซึ่งเป็นท่ีตั้งขององค์พระธาตุ

67

อันเป็นท่ีเคารพสักการะของชาวตาบลพระธาตุและตาบลใกล้เคียง เมื่อครั้งท่ีการคมนาคมยังไม่มีถนนลาดยาง
และยานพาหนะ ผู้เฒา่ ผแู้ ก่ เด็กๆ ในหมู่บา้ น รวมถงึ ชาวบ้านทกุ คนจากทกุ หมู่บ้านในตาบลพระธาตุ และตาบล
ใกล้เคียงจะเดินทางด้วยล้อเทียมเกวียน บ้างก็เดินทางด้วยเท้าจากหมู่บ้านของตนเองข้ามทุ่งนาทุ่งไร่
ขา้ มลาห้วยแม่จะเรา เพื่อเดินทางไปค้างแรมที่สานักสงฆ์บ้านตีนธาตุ โดยจะนาเส่ือ หมอน มุง้ และขนข้าวสาร
อาหารแห้ง เพ่ือนาไปประกอบอาหาร เมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ ชาวบ้านท่ีนาอาหารไปก็จะช่วยกันหุงข้าว ทาอาหาร
ถวายพระสงฆ์ และเล้ยี งผู้ทีม่ ารว่ มงาน เมอ่ื รับประทานอาหารเสรจ็ เรียบร้อยก็จะขึน้ ไปสรงน้าพระธาตุ

สมัยโบราณมักจะบูชาพระบรมธาตุด้วยเคร่ืองหอม และข้าวตอกดอกไม้ ตามปกติแล้ว
จะสรงน้าพระธาตุด้วยน้าสะอาด อาจเจือด้วยน้าหอม เนื่องจากองค์พระบรมธาตุส่วนใหญ่บรรจุอยู่ใต้ฐานพระ
เจดีย์ การสรงน้าจึงกระทาโดยการราดน้าไปบนองค์พระเจดีย์ พระธาตุบางองค์จะต้องใช้น้าจากแหล่งพิเศษ
เช่น การสรงน้าพระธาตุศรีจอมทองที่ใช้น้าจากน้าแม่กลางเจือด้วยน้าหอมหรือแก่นจันทน์ กล่าวได้ว่าคติการ
บชู าพระธาตุปีเกดิ และตานานทเ่ี กยี่ วข้องสะท้อนถึงการเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาในดินแดนไทยมาแต่โบราณ
นอกจากนี้การสร้างพระธาตุเจดีย์ยังสัมพันธ์กับการเกิดชุมชนเมืองต่างๆ อันก่อให้เกิดคติความเชื่อ และ
วัฒนธรรมร่วมกันของผู้คนหลากหลายชาติพันธ์ุ โดยเฉพาะในภาคเหนือของไทยท่ีมีกลุ่มชนมากมายอาศัยอยู่
โดยมีพระบรมธาตุเจดีย์ และส่ิงสาคัญของทางพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางแห่งจิตใจซึ่งไม่เพียงแต่จะไดอ้ ่ิมใจ
ในบุญกศุ ล ทว่ายงั ได้ชมศลิ ปะและสถาปตั ยกรรมอนั งดงามของแต่ละทอ้ งถนิ่ อีกดว้ ย

2.4) ตน้ ไม้ใหญ่จอมพลผิน (ต้นจามจรุ ยี กั ษ)์

ภาพที่ 5 ต้นไม้ใหญจ่ อมพลผนิ (ตน้ จามจรุ ยี ักษ์)
ต้นจามจุรี เป็นต้นไม้ใหญ่ ขนาด 14 คนโอบ อยู่ในสานักสงฆ์บ้านตีนธาตุ
หมู่ท่ี 2 ตาบลพระธาตุ จากคาบอกเล่าของนายเชาว์ สวัสดี ตาแหน่ง กรรมาธิการจังหวัดตาก ต้นไม้น้ีปลูกไม้
ในสมัยท่านจอมพลผิน ชุณหะวัณ ในสมัยที่ดารงตาแหน่งรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ประมาณปี
พ.ศ. 2496 ในสมัยสัมปทานค้าไม้สัก ใช้สานักสงฆ์น้ีเป็นปางไม้ ก่อนลาเลียงไม้สักลงไปขายที่กรุงเทพฯ
เปน็ ตน้ ไมอ้ ย่คู หู่ ม่บู า้ นและชาวบ้านอาศัยร่มเงาในงานประเพณสี รงนา้ พระธาตปุ ระจาปี ของชาวตาบลพระธาตุ

68

2.5) เสน้ ทางประวตั ศิ าสตร์ ถนนสายสงครามโลกคร้งั ท่ี 2

ภาพที่ 6 เสน้ ทางประวตั ศิ าสตรส์ งครามโลกครง้ั ท่ี 2

ถนนสายประวัติศาสตร์สงครามโลกคร้ังท่ี 2 เส้นทางบ้านตีนธาตุ หมู่ที่ 2 ผ่านบ้าน
ดอยเป็ก หมู่ที่ 7 ถึงอาเภอเมืองตาก จากคาบอกเล่าของนางคา ก๋าวงษ์ คุณยายวัย 87 ปี ภรรยา นายแก้ว
ก๋าวงษ์ (ปัจจุบันท้ังสองท่านเสียชีวิตแล้ว) บ้านแม่จะเรา หมู่ที่ 2 อดีตพ่อค้าท่ีนาวัวบรรทุกสินค้า (ชาวบ้าน
เรียกว่า วัวต่าง) ค้าขายผ่านถนนสายน้ี ระหว่างปี พ.ศ. 2490 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีพ่อค้าคนอื่นๆ
ทรี่ ่วมเดนิ ทางค้าขายด้วย เช่น นายหม่ืน เทพคาอ้าย อดีตผู้ใหญ่บ้านแม่จะเรา หมู่ที่ 3 โดยแต่ละคร้ังที่เดินทาง
จะมีฝงู วัว ประมาณ 30 ตวั เพือ่ บรรทุกสินค้าไปขายยังตวั เมืองตาก (เมอื งระแหง) โดยในฝูงวัว 1 ฝงู นั้นจะมี วัว
นาคือจ่าฝูง 1 ตัว โดยจะมีกระดิ่ง (ชาวบ้านสมัยน้ันเรียก ว่าเด็ง) แขวนไว้ท่ีคอและจะออกนาทางพาฝูงวัว
ท้ังหมด ออกเดินทางจากบ้านแม่จะเราไปยังเมืองตาก บนหลังวัวบรรทุก ทุกตัวจะมีเบาะรองหลังวัวแล้วพาด
ด้วยอาน เหมือนม้าแต่ละข้างจะมีภาชนะที่ใส่สินค้าเพื่อบรรทุกนาไปขาย วัวแต่ละตัวจะบรรทุกสินค้าได้เป็น
จานวนมาก สินค้าท่ีนาจากฝั่งน้ีไปขายคือ ข้าวสาร และหอม และเมื่อขายได้แล้วก็จะซื้อสินคา้ จากเมืองระแหง
กลับมา เป็นสินค้าท่ีซื้อกลับมาเป็นจาพวก ปลาทู ปลาร้า เม่ียง ปลาแห้ง ปลาช่อนแดดเดียวและเกลือในการ
เดนิ ทาง ไป – กลับแต่ละครั้ง จะใช้ระยะเวลาในการเดนิ ทางประมาณ 15 วนั แต่หากเปน็ ช่วงฤดูฝน หากเท่ียว
ใดเจอน้าปิงเอ่อนองล้นตล่ิง ก็จะใช้เวลาในการเดินทางเท่ียวละประมาณ 25 วัน โดยต้องรอให้น้าปิงลดลง
เนื่องจากในสมัยก่อนยังไม่มีสะพาน การขนสินค้าต้องลงเรือข้ามฝั่งไปยังตัวเมืองตากที่บ้านหนองตับ ตาบล
หนองบัวเหนือ ไปยังเมืองระแหง ในการเดินทางแต่ละครั้ง พ่อค้าต้องนอนรอนแรมกลางป่า ซ่ึงภาษาชาวบ้าน
เรียกปาง แต่ละปาง (เพิง) เปน็ จุดพักคนและพักวัวด้วย มีบางคร้ังถูกโจรดักปลน้ ขณะพักที่เพิงกลางป่า ขนเอา
ทรพั ย์สนิ เช่น เข็มขดั ที่ทาดว้ ยเงนิ และนาคไปทาใหท้ ุกครงั้ ท่ีพ่อคา้ ออกเดินทางตอ้ งพกปืนลูกซองตดิ ตวั ด้วยทุก
ครั้งเพ่ือป้องกันโจรขโมยดักปล้น จากคาบอกเล่าของ ยายคาและคนรุ่นเก่าบอกว่า นายแก้ว ก๋าวงษ์ และ
พ่อค้าคนอ่ืนๆ จะซื้อและขายเกลือ ท่ีเป็นสินค้าที่ขายดีในสมัยน้ัน กับพ่อค้าคนจีนฝั่งตัวเมืองตาก หรือเมือง
ระแหงช่ือเจ๊กกิ (ในสมัยน้ันชาวบ้านจะเรียกคนจีนว่า “เจ๊ก” ซ่ึงเป็นบิดาของนายอุดร ตันติสุนทร อดีต
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ซึ่งจากคาบอกเล่าถนนสายประวัติศาสตร์เส้นน้ีก่อสร้าง
โดยกองทพั ทหารญป่ี ุ่นเน่ืองจากญี่ปุ่นตอ้ งการใช้เป็นเส้นทางผา่ นจากตัวเมืองตากผ่านอาเภอแม่ระมาด เพือ่ บุก
เข้าไปเข้าโจมตีประเทศเมียนมาร์ โดยจะมีการขุดเจาะภูเขาให้เป็นรูแล้วเอาระเบิดหย่อนเข้าไปแล้วจุดชนวน
ระเบิดทาลายถนน เปิดเป็นเส้นทางเดินทัพ ปัจจุบันยังมีร่องรอยทิ้งไวท้ ่ีหน้าผา และในระหว่างการก่อสร้างที่มี
การขุดเจาะถนนสายนี้ ได้มีประชาชนชาวบ้านตาบลแม่จะเรา ในขณะน้ันหลายคน ได้ทาขนม พื้นบ้านมาหาบ
เรข่ ายใหก้ ับทหารกองทพั ญปี่ ุ่น เพ่อื สรา้ งรายได้ดว้ ย

69

3) อาหารพื้นถน่ิ

3.1) เหมโ่ ต๊ะปิ (ขา้ วตางา)

สว่ นประกอบ

(1) ข้าวเหนยี วน่ึงสกุ (2) งาดา คั่วสุก ตาใหล้ ะเอยี ด
(3) เกลือปน่ (4) น้ามนั พืช
(5) ใบตอง

ขั้นตอนการทา

นาข้าวเหนียวท่ีนึ่งสุกแล้วมาใส่ครกไม้ตาให้ไม่เห็นเมล็ดข้าว ให้มีลักษณะเหมือนแป้ง

ที่ผ่านการนวดแล้ว เม่ือตาข้าวได้ท่ีแล้วใส่งาดาท่ีตาละเอียด ใส่เกลอื ป่น ตาต่อไปให้เข้ากันดี หลังจากน้ันใช้มือ

สะอาดชดุ น้ามันพชื จบั ปน้ั ข้าวทีต่ าแลว้ วางลงบนใบตอง พรอ้ มเสริฟ

3.2) เหมบ่ ลอ (ขา้ วหลาม)

ส่วนประกอบ

(1) ข้าวสารเหนยี ว (2) น้าตาลทราย

(3) กะทิ (4) ถัว่ ตา่ งๆ (ตม้ สุก) (ถา้ มี)
(5) เกลอื ปน่ (6) ไผข่ า้ วหลาม
(7) กาบมะพรา้ ว หรือใบตอง

ข้ันตอนการทา

(1) นาไม้ไผ่มาตัดให้ยาวประมาณ 12 นิ้ว ล้างเฉพาะด้านนอกกระบอกให้สะอาด
คว่ากระบอกลง พักไว้ใหแ้ ห้ง

(2) อ่างผสมนานา้ ตาลทราย ผสมกะทิ และเกลือป่น คนใหเ้ ข้ากันจนน้าตาลทรายละลาย

พกั ไว้
(3) ล้างข้าวสารเหนียวให้น้าใส นาข้าวใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้า ใส่ถั่วต่างๆ แล้ว

คลกุ เคล้าให้เขา้ กัน

(4) ล้างนาข้าวสารเหนียวท่ีผสมถั่วต่างๆ ใส่ลงในกระบอกท่ีละน้อย และกระแทก
กระบอกไม้ไผ่เบาๆ อย่างแบบนี้สลับกันไปเรื่อยๆ จนเกือบเต็มกระบอก ส่วนบนให้ราดน้าหัวกะทิเล็กน้อย
ใหเ้ หลอื สว่ นบนไวป้ ระมาณ 2 น้วิ สาหรบั ปิดจกุ

(5) นากาบมะพร้าวหรือใบตองม้วนปดิ ปากกระบอกข้าวหลาม
(6) เผาข้าวหลาม ด้วยไฟอ่อนถึงกลาง คอยกลับด้านไม้ไผ่ให้โดนความร้อน ให้ทั่ว
สงั เกตกระบอกไม้ไผ่เปล่ียนเป็นสีเหลือง เปิดจุกข้าวหลามดูเน้ือข้าวหลามเมล็ดข้าวสีใส นาไม้ไผ่ออกมาวางพัก

ไว้ให้อุ่น ผา่ ไม้ไผ่ออก พรอ้ มเสรฟิ
3.3) ขา้ วยาปกาเกอะญอ

ส่วนประกอบ

(1) ขา้ วจา้ ว หงุ สุก (2) พรกิ กะเหรีย่ งคั่ว
(3) หมบู ดคัว่ สุก (4) น้ามันพชื

70

(5) กระเทียมเจียว (6) แคบหมู

(7) ผักชี (8) เกลอื ปน่

ขัน้ ตอนการทา

นาอ่างผสม ใส่ข้าวสุก หมูบดค่ัวสุก พริกกะเหรี่ยงค่ัว แคบหมู เกลือป่น คลุกเคล้าให้

เขา้ กันโรยหน้าดว้ ยกระเทียมเจยี ว ผกั ชี แคบหมู พร้อมเสริฟ

3.4) นา้ พริกมะเขอื (น้อกะหวอ่ )

สว่ นประกอบ

(1) มะเขือยาว (เผา) (2) พริกกะเหร่ียงคัว่

(3) เกลือป่น

ข้นั ตอนการทา

นามะเขือยาว ไปเผาไฟด้วยไฟกลาง ลอกเปลือกออก ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว

นาครกใส่พริกกะเหร่ียงควั่ ตาใหพ้ อแหลก ใส่เกลือป่น ตาคลกุ ให้เขา้ กัน พร้อมเสริฟ

2.2 ชุมชนบ้านปา่ ไรเ่ หนือ
ความเป็นมาของชุมชน บ้านป่าไร่เหนือ หมู่ที่ 3 ตาบลพระธาตุ อาเภ อแม่ระมาด
จังหวัดตาก นางสาววิดวงดอน ก๋าวงษ์ เล่าว่า หมู่บ้านป่าไร่เหนือ ผู้ท่ีมาอยู่เป็นคนแรกคือ นายหม่อต่า
ท่านย้ายมาจากหมู่บ้านปลอเด๊ะอุ๊ คือ ต้นน้าแม่จะเรา เมื่อคร้ังท่ีท่านยังเป็นหนุ่มยังแน่นท่านได้ไปทาไม้ที่
ประเทศเมียนมาร์และ ได้พบรักกับสาวชาวกะเหร่ียง คือ นางหวิแฮ (พีหวิแฮภรรยาพือหม่อต่า) เมื่อตอนอายุ
20 ต้นๆ ท่านตกลงแต่งงานกันและมาตั้งรกรากที่บ้านป่าไร่เหนือ แต่ก่อนนั้น พื้นที่น้ีอุดมสมบูรณ์มากเต็มไป
ดว้ ยแมกไม้ ป่าเขาและลาธาร จึงเหมาะแก่การต้ังทอ่ี ยู่อาศัย พือหมอ่ ต่า จึงเลือกพ้ืนที่นี้ตั้งรกราก และต่อมาได้
มีผู้คนที่รู้จักมักจ่ีกันย้ายมาอยู่ด้วยมากข้ึนเร่ือยๆ พอมีจานวนคนมากขึ้นทางหมู่บ้านจึงเลือกพือหม่อต่า เป็น
ผนู้ าหมบู่ ้าน และได้เรียกชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านหม่อต่า" แต่ในทางราชการนับเปน็ กลุ่มบ้าน บ้านหนึง่ ทีอ่ ย่ใู นพ้ืนที่
ของ หมู่ 5 บ้านสันป่าไร่ ตาบลแม่จะเรา อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก พือหม่อต่ามีบุตรและธิดา จานวน 7
คน ด้วยกัน ปัจจุบัน บุตรธิดาที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือเพียงแค่คนเดียวคือ บุตรธิดาคนท่ี 7 (นางพีซูแม) อายุ 90 ปี
จากคาบอกเล่าของลูกหลานพือหม่อต่า ท่านได้จากไปตอนอายุ 84 ปี ถือเป็นบุคคลสาคัญสาหรับหมู่บ้าน
หมอ่ ตา่ หรือบา้ นป่าไร่เหนอื ในปัจจบุ ัน
หลังจากที่นายหม่อต่าได้จากไปแล้วนั้น บ้านป่าไร่เหนือ ยังคงอยู่ร่วมกับหมู่ท่ี 5 บ้าน สันป่าไร่
ตาบลแม่จะเรา อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก มีนายแก้ว ชุมภู เป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้เลือกนายเพชร
พันธป์ ัญญากรกุล เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาในปี พ.ศ.2514 ได้แยกหมู่บ้านจากหมู่ท่ี 5 บ้านสันป่าไร่ มาเป็น
หมทู่ ี่ 10 บ้านปา่ ไร่เหนอื มีนายเพชร พันธป์ ัญญากรกุล เป็นผู้ใหญ่บา้ น การต้ังชอื่ หมู่บา้ นว่า“บ้านป่าไร่เหนอื ”
เนื่องจากในอดีตนั้นบริเวณหมู่บ้านมีไม้ไร่หรือไม้ไผ่ไร่จานวนมาก ขณะน้ันมีประชากร 60-70 ครัวเรือน
เม่ือผู้ใหญ่บ้าน (นายเพชร พันธป์ ัญญากรกุล) เกษยี ณอายุราชการ และได้มกี ารเลือกตั้งผ้ใู หญ่คนใหม่ ชาวบา้ น

71

จงึ ไดเ้ ลือก นายผว่ิ สันโดษวนาไพร เปน็ ผู้ใหญ่บ้าน ใน พ.ศ.2533 และต่อมาเม่อื พ.ศ.2539 ได้มีการแยกตาบล
แมจ่ ะเราบางส่วน เป็นตาบลพระธาตุ หมู่ที่ 10 บา้ นป่าไรเ่ หนอื ตาบลแมจ่ ะเราได้เปลี่ยนเปน็ หมทู่ ่ี 3 ตาบลพระ
ธาตุ ใน พ.ศ.2539 จนถึง ปัจจุบัน (พ.ศ.2564) ผู้ใหญ่ ผ่ิว สันโดษวนาไพร เป็นผู้ใหญ่คนท่ี 2 ในทาเนียบ
ผู้ใหญ่บ้าน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อาชีพหลักเกษตรกรรม มีการทอผ้าในแบบของชาว
กะเหร่ียงเปน็ งานอดเิ รก

นางสาวหล้า ชุมภู เล่าว่า บ้านป่าไร่เหนือมีประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกคร้ังท่ี 2 และยังคงวิถี
ชวี ติ ชนเผ่าปกาเกอะญอทเี่ รียบง่าย มธี รรมชาติทสี่ วยงาม ดังนี้

1) การแต่งกายดว้ ยวิถีชนเผ่า
การทอผ้าไว้ใช้ในเทศกาลสาคัญ เป็นการทอด้วยกี่เอว หญิงสาวจะหัดทอผ้าโดยการสืบทอด

จากผู้เป็นแม่ ลวดลายต่างๆ เกิดจากการจดจาและเรียนแบบธรรมชาติรอบตัว การทอผ้าน้ันจะทากันในช่วงที่
ว่างเว้นจากการทาไร่ หญิงสาวชาวปกาเกอะญอที่ยังไม่แต่งงาน จะแต่งด้วยผ้าทรงกระสอบสีขาว (เชวา)
มีลวดลายเล็กน้อย บริเวณหน้าอกจะมีการทาชายครุย นิยมใช้สีแดง เม่ือหญิงสาวแต่งงานแล้วจะใส่ผ้าถุงท่ีมี
ลายขวางตามตัว สวมเสื้อชนเผ่าพน้ื สดี ามีลวดลายจากการทอผ้า (เชโม่ซ)ู มีขอ้ หา้ มว่าหากหญิงสาวแต่งงานแล้ว
ห้ามกลับมาใสช่ ุดสีขาวอีกหากไม่เช่อื ฟงั จะมีอนั เปน็ ไป ผู้ชายจะสวมโสรง่ มีลวดลายนอ้ ย

ภาพท่ี 7 การแตง่ กายชมุ ชนบ้านป่าไรเ่ หนอื
2) แหลง่ ท่องเทยี่ วทสี่ าคัญและประเพณพี ื้นถิน่ ของบ้านปา่ ไร่เหนอื

2.1) ถา้ ซามไู ร

ภาพท่ี 8 ถ้าซามูไร

72

นางสาวอรณี กาญจนพันธ์ุบุญ เล่าว่า จากคาบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่าสืบ
ต่อกันมาว่าในอดีตถ้าแห่งน้ีในสมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสถานที่ท่ีทหารญี่ปุ่นได้นาอาวุธปืนมีดดาบ
มาเก็บไว้ในถ้าและต่อมาเมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามก่อนท่ีจะยกทัพกลับประเทศญ่ีปุ่นนั้นได้หาซื้อเกลือมา
โรยเพื่อทาลายอาวุธดังกลา่ วพร้อมท้ังได้ทาการระเบิดเพ่ือปิดปากถ้าไว้ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปในถ้าได้ และในอดีตจาก
คาบอกเล่าว่าเคยมีคนท่ีพยายามจะเข้าไปในถ้าเพื่อจะเข้าไปนาเอาสมบัติทรัพย์สินในถ้าออกมาแต่ก็ทาไม่ได้
และคนที่เข้าไปในถ้าก็จะมีอันเป็นไปต่างๆ นานา จึงทาให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปในถ้าอีกเลย จากการสารวจของ
คณะทีมงานจากอาเภอแม่ระมาดนาโดยนายวาทิต ปัญญาคม พร้อมด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตาบล
พระธาตุ , คณะผู้ใหญ่บ้านป่าไร่เหนือ , ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน , ทีมงานจากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก
และงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตาบลแม่จะเรา เมื่อวันท่ี 17 พฤษภาคม 2559 ได้ร่วมกันเข้า
ไปเก็บภาพภายในถ้าได้บางส่วน และเนื่องจากปากถ้าปิดจึงทาให้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าในถ้าน้ันมีอาวุธปืน
ของทหารญีป่ ่นุ จรงิ หรอื ไม่ แต่ก็เปน็ อกี จุดหนึง่ ทีน่ กั ทอ่ งเท่ยี วสามารถเข้ามาถ่ายรปู กบั สถานทแี่ ห่งน้ีได้

2.2) ดอยก่อหลา่ โจ

ภาพท่ี 9 ดอยก่อหลา่ โจ
ดอยก่อหล่าโจ ยอดดอยเป็นป่าชุมชน แหล่งต้นน้าของบ้านป่าไร่เหนือ เป็นสถานที่
ช่นื ชอบของนกั ท่องเท่ียวที่ชอบการเดนิ ป่า
2.3) ทิวไผ่งาม

ภาพที่ 10 ทวิ ไผ่งาม
ทวิ ไผแ่ หง่ น้ี เป็นไผร่ วก มีแนวทอดยาวเป็นความยาวประมาณ 30-50 เมตร อยู่ในพืน้ ท่ี
ของนางคา เทพคาอ้าย ปลูกมาเกือบ 20 กว่าปี การปลูกครั้งแรกมีความต้ังใจท่ีจะทาเป็นแนวร้ัว และได้เก็บ

73

ผลผลติ จากไผ่มาไว้ทาอาหาร โดยให้ผูท้ ี่เดินทางผา่ นไป-มา สามารถเก็บผลผลิตจากไผ่ได้ ต่อมาเม่ือลาไผ่เติบโต
กอปรกับการปลูกตามร่องถนนทาให้เป็นแนวยาวตามถนน ปลายไม้ไผ่ที่โค้งงอทาให้มีภาพคล้ายอุโมงค์ นับว่า
เป็นอกี จดุ ท่กี ลายเปน็ แหล่งท่องเทยี่ วของบ้านป่าไร่เหนอื

2.4) โฮมสเตย์

ภาพที่ 11 โฮมสเตย์บ้านปา่ ไร่เหนอื

โฮมสเตย์ท่ีบ้านป่าไร่เหนือ มีลักษณะบ้านหลังใหญ่พักได้ 6-7 คน บ้านหลังเล็กพักได้
2 คน เป็นโฮมสเตย์ที่ไม่ได้พักร่วมกับเจ้าของ เพ่ือให้เกิดความสะดวก บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยดอกไม้
พืชผักปลอดสารเคมีตามฤดูกาล มีชุดปกาเกอะญอให้เช่าสวมใส่ หากต้องการหลีกหนีฝุ่นควันท่อไอเสีย
โฮมสเตย์แหง่ นจี้ ะเปน็ อีกแหลง่ ท่อี ยากเชญิ ชวนใหไ้ ดม้ าสัมผสั วิถีชาวปกาเกอะญอ

2.5) ตน้ สะดอื
เป็นไม้ยืนต้นท่ีชาวปกาเกอะญอ มีความเชื่อในการนาสายสะดือของทารกคลอดใหม่

นาไปไวท้ ่ีต้นไม้น้ีจะทาให้เด็กแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย เหมือนเป็นการเรียกขวญั แต่ภายหลังเจา้ ของพ้ืนทีแ่ ห่งน้ี
ไม่ต้องการให้มีผู้คนเข้ามาในพื้นท่ีของตนโดยได้รับทราบเหตุผลเพียงว่าต้องการความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย
ปัจจุบันจึงไม่ได้จัดเป็นแหล่งท่องเท่ียว แต่ผู้เขียนต้องการนาเสนอถึงความเปลี่ยนแปลงของการจัดทาแหล่ง
ทอ่ งเที่ยวแหง่ นี้

2.6) ประเพณีสงกรานต์
จัดข้ึนในระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี ซ่ึงชาวบ้านจะได้กลับมาเยี่ยมบ้าน

เพือ่ ทีจ่ ะไดร้ ดน้าดาหัวพอ่ แม่ผู้หลักผใู้ หญท่ ่เี คารพนบั ถือ เพอื่ เปน็ ศริ ิมงคลในการดาเนินชวี ติ ให้มีความราบรนื่

2.7) ประเพณรี ดน้าดาหวั พระธาตุ
จัดขึ้นในระหว่างวันท่ี 20-25 ของทุกปี ซึง่ ชาวบ้านจะยึดถือปฏิบัติเป็นประจาเพ่ือขอพร

จากสง่ิ ศกั ด์ิสิทธิแ์ ละเปน็ ขวัญกาลังใจแกช่ าวบา้ นในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

2.8) ประเพณี ผกู ขอ้ มอื (กี้จือลาขุ)
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง การผูกข้อมือ ตรงกับเดือนสิงหาคม ข้ึน 15 ค่า หรือชาวกะเหรี่ยง

เรียกว่า "ลาขุ" ปู่ย่าตายายได้นาเอาอุปกรณ์ 13 อย่าง ได้แก่ จานไม้, ไม้พายข้าว 7 ปล้อง,ด้าวขาว,ข้าวสุก

74

7 คา,ข้าวต้มจอกตัวผู้และตัวเมีย,ข้าวเหนียวงา,น้า,กล้วยสุก,น้าอ้อย,ดอกลาขุ,เพี้ยะวัวดา,มะพร้าว,และ
เทียนข้ผี ึง้ มารวมกันเพ่อื ผกู ข้อมือใหล้ กู หลาน

2.9) ประเพณเี ล้ียงผปี ยู่ า่
เนื่องจากในอดีตมีจานวนหลังคาเรือนไม่มากนัก ทาให้ประชาชนมีความกลัว จึงได้

รวมกลุ่มตระกูลเดียวกันปลูกบ้านหลังเล็กๆ เพื่ออัญเชิญผีบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้วมาอยู่เพ่ือคอยปกป้อง
คุ้มครองลูกหลานให้มีความสุขความเจริญในอาชีพการงาน เม่ือครบรอบ 1 ปี ก็จะมีการเลี้ยงผีปู่ย่า 1 ครั้ง
โดยนาอาหารคาว เช่น หมู่ , ไก่ เลี้ยงที่บ้านต้นผี โดยจะไม่เลี้ยงในวันพระ (8 ค่า และ 15 ค่า )เพราะอาหารท่ี
นามาเล้ียงเปน็ สัตวซ์ ึ่งผเู้ ล้ยี งจะมีบาป หลังจากน้ันลูกหลานที่มาเลยี้ งผีป่ยู ่าก็ร่วมรับประทานอาหารทนี่ ามาเลี้ยง
ร่วมกนั

2.10) ประเพณีแตง่ งาน
ของชาวกะเหร่ียง ฝ่ายผู้หญิงจะเป็นฝ่ายไปสู่ขอผู้ชาย โดยใช้เหล้าเป็นพิธี โดยที่

ฝา่ ยชายจะตอ้ งดื่มเหล้าของฝ่ายผู้หญิงเพือ่ แสดงว่าฝ่ายชายยอมแต่งงานกับผ่ายหญิง ซึ่งฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ออก
คา่ ใช้จ่ายในงานแต่งงานท้งั หมด

3) อาหารพ้ืนถ่ิน
วฒั นธรรมด้านอาหารของชาวบ้านป่าไรเ่ หนือ เป็นอาหารท่ีมีความเป็นเอกลกั ษณเ์ ฉพาะของ

ชาวปกาเกอะญอ ท่ีเป็นอาหารข้ึนช่ือคือ ต้าแหยะเหม่ หรือ ข้าวยากะเหร่ียง ,น้าพริกกะเหรี่ยง (น้อกะหว่อ) ,
ขา้ วเบียหรอื ต้ากะเปอะ และอีกหลายอยา่ ง รสชาติของอาหารจะกลางๆ ไมเ่ ผ็ดมากและจะไมน่ ิยมปรุงรสหวาน
วตั ถุดบิ ทนี่ ามาปรุงอาหารก็จะเป็นพืชผักท่ีหาได้ตามธรรมชาติและตามฤดูกาล ซ่ึงจะเปน็ ไปตามวิถที ี่เรียบงา่ ย

ภาพท่ี 12 อาหารพื้นถน่ิ บา้ นปา่ ไรเ่ หนือ

ตน้ ควายหาว หรือภาษาปกาเกอะญอ เรยี กว่า ปาน่าต้าเดาะ เป็นพชื ยนื ต้น อาศยั อยู่ในป่า
ตามลาห้วย นายอดมารับประทานสดๆ หรือต้มจ้ิมกับน้าพริก ยังสามารถนามาอบแห้งทาเป็นชาความหาว ได้
อีกด้วย โดยจะเลือกใบแก่นาไปอบให้แห้ง แล้วนาไปค่ัวด้วยไฟอ่อน จะมีกลิ่นเหมือนข้าวโพดต้ม ชื่อชาควาย
หาวมาจาก กล่ินสดๆ จะเหมือนกล่ินของควายที่หาวออกมาทางปาก คาว่า ปาน่า แปลว่า ควาย ต้า แปลว่า

75

หาว เดาะ แปลว่าผัก ปาน่าต้าเดาะ คือ ผักควายหาว สรรพคุณทางยาเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับลม
คลายเมื่อย ชว่ ยผอ่ นคลาย ทาใหห้ ลบั สบาย

ภาพท่ี 13 ตน้ ควายหาว

4) ตานาน เรอ่ื งเลา่
“หนอ่ หม่ือเอ” มีนทิ านที่เกี่ยวข้องกับการทอผ้าของหญิงสาวชาวปกาเกอะญอ เล่าตอ่ กันมา

ว่ามีหญิงสาวชื่อหน่อหม่ือเอ แต่งงานกับนายซูลอเล อาศัยอยู่ด้วยกันตามปกติอยู่มาวันหนึ่งสามีของนางมีเหตุ
จาเป็นต้องเดินทางไกล ได้สั่งเสียคนรักไม่ให้ปล่อยหมูออกไปหากินนอกบ้าน แต่นางลืมคาสั่งที่สามีได้บอกไว้
นางออกไปตามพบเห็นงูใหญ่กาลังรัดหมูตัวน้ัน จึงรีบเอาไม้ใกล้ตัวตีจนงูปล่อยหมูไป แต่ว่างูตัวน้ันไม่ได้หนี
ไปไหน หวนกลับมารัดร่างของนางแล้วลากไปท่ีโพรง ขณะที่งูใหญ่กักขังนางไว้ในโพรงงูใหญ่ก็ได้บังคับให้นาง
ทอผ้า นางก็จาใจต้องทอผ้าโดยการทอของนางน้ันได้แกะลวดลายผ้าจากลายหนังงู จนกลายเป็นลวดลายหลัก
ของชาวกะเหร่ียงสืบมา นางถูกขังได้ 7 วัน นางก็ทอผ้าได้ 7 ลาย (งูใหญ่ที่กล่าวมานี้ บางคนก็เล่าว่าอดีตกาล
เคยเป็นคนรักเก่าของนางมาก่อน พอมาชาตินี้เลยตามมาจนได้พบเจอ งูใหญ่ตัวน้ีเคยได้พบกับสามีของ
นางมาแล้วและได้ขอเส้ือจาก นายซูลอเลแต่เค้าบอกให้ไม่ได้เพราะเป็นเสื้อท่ีคนรักเป็นคนทอให้สวมใส่
ในวันแตง่ งาน งใู หญ่จึงเกดิ ความเคียดแคน้ )

นายซูลอเลรู้ข่าวว่าคนรักโดนงูจับไป จากนกเขาตัวหน่ึงจึงรีบเดินทางไปช่วย เขาพยายาม
ขุดโพรงจนเสียมหักไปเจ็ดเล่มแต่ไม่ประสบความสาเร็จ จึงได้ขอร้องงูใหญ่ให้ปล่อยตัวคนรักโดยยอมแลกกับ
ทุกอย่างท่ีงูต้องการ งูใหญ่บอกว่าอยากด่ืมเลือด นายซูลอเลก็ได้ตัดน้ิวของตน แต่งูใหญ่กลับบอกว่าเลือดที่
อยากด่ืมนั้นต้องด่ืมเลือดจากคอเท่าน้ัน นายซูลอเล นาเลือดจากคอไก่ หมู วัว ควาย แต่งูไม่ยอมด่ืม ในท่ีสุด
นายซูลอเลจึงเชือดคอตัวเองจนตายไป งูใหญ่เห็นแก่ความรักท่ีนายซูลอเลมอบให้คนรักถึงขั้นยอมตายได้ จึง
ยอมปล่อยนางหน่อหม่ือเอ ขณะท่ีชาวบ้านช่วยกันเผาศพนายซูลอเลนั้น มีนกท่ีงดงามมาบินอยู่รอบๆ กองไฟ
นางหน่อหมื่อเอจึงเชญิ ชวนให้ชาวบ้านได้ดูนก จังหวะที่ชาวบ้านเพลดิ เพลนิ กบั การดนู ก นางก็ได้กระโดดเข้าไป
ในกองไฟ ตายตกไปพรอ้ มคนรกั ของนางหนอ่ หม่ือเอ

สรุปได้ว่าหมู่บ้านตีนธาตุ หมู่ที่ 2 และหมู่บ้านป่าไร่เหนือ หมู่ที่ 3 เป็นหมู่บ้านท่ีมีเส้นทาง
เชื่อมต่อกัน มีวิถีชาวปกาเกอะญอเหมือนกัน ดังรายงานที่ปรากฏข้างต้น ทาให้ทั้ง 2 หมู่บ้านมีเร่ืองราว
ทเี่ ก่ยี วข้องกับช่วงสงครามโลกคร้งั ที่ 2

76

2.3 ชมุ ชนบ้านโฮง่
ความเป็นมาของชุมชนบ้านโฮ่ง หมู่ท่ี 5 ตาบลแม่ระมาด อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก นายอุทัย
แก้วปาคา เล่าว่าเดิมทีเป็นที่อยู่อาศัยของชาวกะเหร่ียงมาเป็นเวลา 100 ปี ต่อมามีประชาชนในจังหวัด
ภาคเหนือหลายจังหวัด อาทิ ลาพูน เชียงใหม่ ลาปาง แพร่ น่าน พากันอพยพมาหาพ้ืนท่ีดินทากิน โดยอาศัย
ลาหว้ ยแม่ระมาดในการประกอบอาชพี และต้ังถน่ิ ฐานบ้านเรือน เน่ืองจากพื้นที่อดุ มสมบูรณ์ดี เม่ือมีผู้คนอาศัย
อยู่เป็นจานวนมาก ทางการจึงได้ตั้งเป็นหมู่บ้านและข้ึนกับอาเภอแม่สอด โดยมีขุนระมาดไมตรี (นายสอน
แก้วปาคา) เป็นกานันตาบลแม่ระมาดคนแรก และได้ยกฐานะเป็นก่ิงอาเภอเมื่อปี พ.ศ.2482 โดยมีการสร้าง
ที่ว่าการกิ่งอาเภอขึ้นที่ หมู่ 5 และแต่งตั้งให้ขุนโสภิตบรรณลักษณ์เป็นปลัดกิ่งอาเภอคนแรก และเมื่อวันที่
1 มกราคม 2549 ได้ยกฐานะเปน็ อาเภอ
บางคนก็เล่าว่าพ้ืนที่เดิมแถบตะวันตก น้ีจะเป็นพ้ืนท่ีอยู่อาศัยของชาวกะเหร่ียง มีการค้าขาย
ระหวา่ งคนลา้ นนาภาคเหนือและเมืองมะละแม่งประเทศเมียนมาร์ แม่ระมาดจึงกลายเป็นจดุ พักครึ่งทาง ต่อมา
มีการต้ังถิ่นฐานขึ้นท่ีนี่และมีการอพยพมาอาศัยอยู่เนื่องจากเป็นพ้ืนท่ีอุดมสมบูรณ์ โดยมีผู้นาคนแรก คือ
ขุนระมาดไมตรี เม่ือประมาณ 100 กว่าปมี าแล้ว
นายอุทัย แก้วปาคา เล่าว่า บ้านโฮ่งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเหมือนชาวล้านนาท่ัวไปใช้ชีวิต
เรียบง่าย ปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินเอง หากเหลือก็จะจัดจาหน่ายบริเวณหน้าหมู่บ้าน สามารถแบ่งรายละเอียดได้
ดงั นี้
1) การแตง่ กาย ท้งั ชายและหญิง นิยมแต่งกายด้วยผ้าหมอ้ ฮ่อม และเส้ือผา้ ตามสมยั ทัว่ ไป

ภาพที่ 14 การแตง่ กายชุมชนบา้ นโฮง่

77

2) สถานทีท่ ่องเท่ยี วสาคญั และประเพณีพืน้ ถน่ิ ของหมบู่ ้านโฮง่
2.1) วัดดอนแก้ว (พระพุทธรูปหนิ ออ่ น)

ภาพที่ 15 วัดดอนแก้ว (พระพทุ ธรปู หนิ อ่อน)
วัดดอนแก้ว ตั้งอยู่หลังท่ีว่าการอาเภอแม่ระมาดมีพระพุทธรูปแกะสลักซ่ึงเป็นพระ
ประธานองค์เดียวในประเทศไทยท่ีแกะสลักขึ้นด้วยฝีมือชาวกะเหรี่ยงเปน็ ปฏิมากรรมของเมียนมาร์ ได้แกะสลัก
ขึ้นพร้อมกัน 3 องค์ องค์ที่ 1 ประดิษฐานท่ีประเทศปากีสถาน องค์ท่ี 2 ประดิษฐานที่ประเทศอินเดีย และองค์
ที่ 3 ไดอ้ ัญเชิญมาจากเมอื งย่างกงุ้ ประดษิ ฐานที่วัดดอนแก้ว เมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2465 ซงึ่ เป็นพระพุทธรูป
ที่สวยงามมีขนาดหน้าตักกว้าง 50 น้ิว สูง 63 นิ้ว เล่ากันว่า ขุนระมาดไมตรี กานันของแม่ระมาดในสมัยก่อน
ได้เดินทางไปเที่ยวเมียนมาร์และพบพระพุทธรูปองค์นี้ จึงติดต่อขอบูชาจากชาวเมียนมาร์ด้วยราคา 800 รูปี
และอัญเชิญจากสถานที่ท่ีก่อสร้างมาทางเรือผ่านเมืองมะละแหม่งมาจนถึงท่าเรือจองโต ระหว่างขนย้าย
พระพุทธรูปลงจากเรือเพ่ืออัญเชญิ ขึ้นสู่เกวยี น ดว้ ยความท่ีเกรงวา่ องค์พระจะเสยี หายจงึ คว่าหน้าพระพทุ ธรปู ไว้
กับหาดทราย เม่ือถึงเวลายกพระพุทธรูปข้ึนกลับไม่มีผู้ใดทาได้ ขณะนั้นครบู าขาวปี เกจิอาจารย์ของภาคเหนือ
กาลังเดินทางไปเมืองจองโต ได้มาพบเหตุการณ์จึงทาพิธีอญั เชิญ คนงานจึงสามารถยกพระพุทธรูปข้ึนเกวียนได้
อย่างงา่ ยดาย เปน็ ท่ีอศั จรรยม์ าก เมอื่ ขา่ วนี้แพรส่ ะพดั ไปทั่วเมยี นมาร์ ชาวบ้านจงึ มากราบไหว้บูชา
2.2) กล้วยอบนา้ ผง้ึ

ภาพท่ี 16 กลว้ ยอบน้าผง้ึ

78

2.3) ขนมทองพับ ทองม้วน จากแป้งกลว้ ย

ภาพที่ 17 ขนมทองพบั ทองมว้ น จากแปง้ กล้วย
2.4) สบสู่ มนุ ไพรวา่ นม้าขาว

ภาพที่ 18 สบ่สู มนุ ไพรว่านมา้ ขาว
2.5) ผกั ปลอดสารพิษ

ภาพท่ี 19 แปลงผักปลอดสารพิษ แหลง่ อาหารปลอดภัย จัดจาหน่ายหนา้ หม่บู า้ น

79

2.6) โฮมสเตยบ์ ้านโฮ่ง

ภาพที่ 20 โฮมสเตย์บา้ นโฮง่
2.7) จดุ ผ่อนปรนทา่ ลอ้

ภาพที่ 21 จดุ ผอ่ นปรนทา่ ล้อ
- จุดผ่อนปรนท่าล้อนี้ เมื่อออกจากบ้านโฮ่ง หมู่ท่ี 5 เดินทางต่อไปยังบ้านต้าคาก๋าง
หมูท่ ี่ 8 (เป็นจุดทต่ี ั้งของคา่ ย ตชด.) แล้วเดนิ ทางต่อไปยัง บา้ นท่าล้อ หมูท่ ี่ 2 จะถงึ จุดผ่อนปรน ริมฝั่งแม่น้าเมย
(ท่าเมย-แม่ระมาด 2.519 กม.) มีค่านั่งเรือข้ามฝาก คนละ 20 บาท จุดน้ีมีเปิดให้ข้ามได้ต้ังแต่เวลา 06.00-
18.00 น. เม่ือเดินทางข้ามไปยังประเทศเมียนมาร์จะพบวัดท่าล้อ อยู่ในเขตบ้านท่าล้อ (ประเทศเมียนมาร์)
ไม่มีบ่อนคาสิโน พ้ืนท่ีนี้มีนายทหารดูแล ช่ือ ผู้พัน เอคี (กองกาลังทหารกะเหรี่ยง) อาชีพส่วนใหญ่จะทา
การเกษตร อาศัยอยู่กันเป็นป๊อก (เป็นกลุ่ม) บริเวณแถบนี้หากคนไทยจะข้ามไปทาการเพาะปลูกเองไม่ได้
แต่ต้องเชา่ พน้ื ที่และใหค้ นกะเหรย่ี งดูแล เมื่อถงึ ฤดกู าลเก็บเกย่ี วจะนาผลผลิตที่ได้ข้ามกลับประเทศไทยได้ 2 จุด
ตามทจี่ งั หวัดประกาศไว้ คือ ท่าหว้ ยปูแกง หมทู่ ่ี 2 และท่าลงุ ดี หมทู่ ี่ 2 (ทั้ง 2 ทีเ่ ป็นของเอกชน)

80

2.4 ชุมชนบ้านหม่องวา
ความเป็นมาของชุมชนบ้านหม่องวา หมู่ที่ 6 ตาบลขะเนจื้อ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก นางสาว
ปราณี โสภณพนิดา เล่าว่า มีประวัติการอพยพมาหนีความแห้งแล้งมาจากลาพูน เชียงใหม่ เนื่องจากไม่มี
อาหารเพียงพอ จึงเดินทางมาพบว่าดินบริเวณนี้ท่ีเป็นดินโปร่ง จะมีสัตว์มากินดินโปร่ง ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า
มอวา ตอ่ มาเรยี กเพยื้ นมาเปน็ หม่องวา
นางสาวปราณี โสภณพนิดา เล่าว่า บ้านหม่องวามีทรัพยากรธรรมชาติ และยังคงมีการใช้สมุนไพร
ใกล้ตวั แบ่งรายละเอยี ดไดด้ ังน้ี
1) การทอผ้าและการแต่งกาย

จากการสัมภาษณ์ นาง งา แก้วแสนปัน พบว่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง
มีวัฒนธรรมโดดเด่นด้านการทอผา้ ท่สี ืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ลวดลายแปลกตา สีสนั สวยงาม ชาวกะเหรย่ี ง
ได้ชื่อว่าเป็น “นักทอ” เพราะทอผ้ากันเป็นวัฒนธรรมประจาเผ่า และเป็นผลิตผลจากกี่เอว จากการบอกเล่า
สมัยก่อนหญิงชาวกะเหรี่ยงจะทอผ้ากันทุกบ้านจะได้รับการสอนทอผ้าจากผู้เป็นแม่ เม่ือว่างเว้นจากการทาพืช
ไร่ก็จะมานั่งทอผ้าด้วยก่ีเอว ที่สามารถม้วนพันเก็บไว้เคลื่อนย้ายและติดตั้งง่าย ทอผ้าให้กับทุกคนในบ้านใน
รปู แบบย่าม เส้ือกะเหร่ยี ง ผ้าซิน่ และโสร่ง ท่ีมีลวดลายหลากหลายแบบ ท้ังยากและง่ายคละกันไป ระยะเวลา
ในการทอข้นึ อยู่กบั ความชานาญและลวดลายในการทอหากชานาญมากใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน เส้อื หรือท่อน
บนของเคร่ืองแต่งกายไม่ว่าของชายหรือหญิงหรือเด็กกะเหรี่ยงมีรูปแบบเหมือนกันหมด ผิดกันก็แต่ขนาดสีสัน
และลายละเอียดตกแต่งเท่าน้ัน คือทาด้วยแถบฝ้ายสองชิ้นเย็บติดกัน เว้นตรงกลางไว้สวมหัว แล้วพับครึ่งเว้น
ตอนบนให้แขนลอด เย็บข้างลงไปถึงชายเสื้อ ตกแต่งขอบ คอขอบแขน และชายเสื้อด้วยลายปักประดับลูกปัด
และพู่ครุยสตี ัดกับผ้าพนื้ ชาวกะเหรยี่ งเย็บผ้าโชว์ตะเข็บใหร้ ิมเย็บเป็นสว่ นหน่ึงของลวดลายตกแต่งไปเลย เดิมที
ผ้ากะเหร่ียงนั้นทอผ้าจากด้ายฝ้ายซ่ึงปลูกกันเองถึงเดี๋ยวนี้พวกที่อยู่บนเขาห่างไกลความเจริญก็ยังป่ันและย้อม
ด้ายจากฝ้ายซ่ึงปลูกเองการทอก็ใช้ก่ีผูกเอวแบบง่ายๆ และใช้ด้ายยืนเดี่ยวเท่าน้ัน เมื่อถึงเทศกาลประจาปีก็จะ
สวมเสื้อผ้าใหม่ท่ีทอด้วยฝีมือของคนในครอบครวั ตัวเอง การทอผ้าน้ันก็เพ่ือใสเ่ อง แลว้ จะทอขายเมอ่ื มคี นส่ังซ้ือ
โดยสินค้าผ้าทอ ได้แก่ ยา่ ม เส้ือ ผ้าซนิ่ และโสร่ง มีการเรียกภาษาปกาเกอะญอ ตามตวั เลข ดงั นี้

ภาพท่ี 22 ลกั ษณะการนัง่ ทอผา้ ดว้ ยกเี่ อว


Click to View FlipBook Version