The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by momay.ns, 2022-06-23 21:37:16

รายงานวิจัย การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

การสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมโดยเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

81

1
2

3
ภาพท่ี 23 การเรยี งเสน้ ดา้ ย

1. ผา้ รัง้ เอว
2. ทะติ ดงึ ผ้าใหต้ ึงอยใู่ กล้ตัวสุด เพอ่ื เก็บลายผา้ ทีท่ อแลว้ ผูกกับผา้ ร้งั เอว
3. เนอะแฉะ ดึงผ้าให้ได้ขนาดกวา้ งเทา่ กัน

4

ภาพท่ี 24 การดันลายผ้า
4. ทะแปะ เอาไว้ดนั ลายผา้ ท่ที อแลว้

5

ภาพท่ี 25 การดงึ แยกชนั้ บนและชนั้ ลา่ ง

82

5. แนโบ (เหลก็ สีดา) เพ่ือยกผา้ ให้เห็นชดั สาหรบั ผา้ ชิน้ ลา่ งและช้นิ บน

6

ภาพท่ี 26 การยกลายดอก
6. แนโบ (ไมก้ ลมขนาดเล็ก) สาหรับยกลายดอก

7

ภาพที่ 27 การค่นั ผ้าที่ยกดอก
7. ทะแปะโพ ค่นั ผา้ ท่ียกดอก

8
ภาพที่ 28 การดงึ ผา้ ให้ลายแนน่

83

8. กรู เอาไวร้ วมแนใหด้ งึ ลงมาให้มีลายแน่น
9
ภาพที่ 29 การดึงผ้าใหม้ ีขนาดเท่ากนั

9. ตะบิเ๊ คาะ ดึงเส้นฝา้ ยยดึ ไวต้ ้งั แต่แรก. ก่อนการทอเพ่อื ให้ได้ขนาดทีเ่ หมาะสม

ภาพท่ี 30 ลกั ษณะการเรียงอุปกรณใ์ นการทอผ้า (มองจากมุมบน)

ภาพที่ 31 จานวนของ แนโบ ทาใหร้ ถู้ ึงจานวนลายผ้า ในที่นี้เรยี กวา่ ลาย 10 เพราะมีแนโบ 10 อนั

84

ภาพท่ี 32 แนเพ่อื ขนึ้ ผ้านับลาย ถา้ มแี น 10 อนั ก็คือ ลายสิบ สิบเทา่ กับคร่งึ ของลายจริง

ภาพที่ 33 จอกวั เดอ สาหรับดึงเส้นฝ้ายออกจากใจฝ้าย แลว้ มว้ นเพอ่ื นาไปใช้ในการทอผ้า
2) สถานที่ทอ่ งเท่ยี วสาคัญ ของบา้ นหม่องวา

2.1) ถา้
นางจินตนา เวยี งชูเกียรติ เล่าวา่ บ้านหม่องวา มีสานักสงฆ์เลปู่ ที่ชาวบ้านมีความเคารพ

ศรัทธา เปน็ ที่พ่งึ ทางจิตใจ มีหลวงพ่อโสรถ เป็นเจ้าอาวาสสานักสงฆ์เลปู่แห่งนี้ บริเวณพ้ืนท่ีสานักสงฆ์เลปู่ มีถ้า
3 ถ้า แต่มีเพียง 2 ถ้าที่อยู่ใกล้กัน สามารถเดินทางขึ้นไปได้อย่างไม่ลาบากนัก ระหว่างทางเดินไปถ้าก็จะมี
สมุนไพรท่ีผูน้ าเทยี่ วจะบรรยายใหฟ้ งั ตลอดทาง

ภาพท่ี 34 ถา้ เลปู่

85

2.1.1) ถ้าเลปู่ หลวงพ่อโสรถ เล่าว่า สมัยก่อนพระลูกวัดได้ช่วยกันเข้าไปในถ้าเพ่ือ
สารวจหาทางว่าจะเป็นถ้าท่ีทะลุหรือถ้าที่ตัน พบว่า หากเดินลงในถ้าจะทะลุไปถนน หากเดินตรงไปกลางถ้า
กท็ ะลกุ ลางเขา หากไปหลงั พระพุทธรูปจะทะลยุ อดถ้า สมัยก่อนพบกระดูกฝังในหม้อดิน มีเชอื กผูก คาดว่าจะ
เป็นชาวละโว้ท่ีเคยผ่านมาเนื่องจากเป็นการฝัง แล้วไปฝังไว้ในถ้าได้ทดลองนามาเผาแต่กระดูกนั้นก็ไหม้สีแดง
เหมือนถ่านพอเย็นตัวก็ไม่ได้สลายไปกับอยู่สภาพเดิมกลายเป็นฟอสซลิ แล้ว ได้นากระดกู น้ีไปไว้ใต้กุฎิของครูบา
ผู้ทีส่ รา้ งสานักสงฆ์เลปู่ ไม่ไดน้ าไปทดลองกับราชการว่าอยู่ในสมยั ใด เพราะไม่อยากใหม้ าวุ่นวาย พน้ื ทน่ี ้ีเคยเป็น
ของอดีตหัวหน้าป่าไม้เก่า เคยขุดพบไหสามหูของจีน นาไปขายได้หลายแสน จากนั้นถ้าก็ถล่มไปเกือบครึ่ง
ปัจจบุ ันไม่ไดเ้ ขา้ ไปสารวจ ภายในถา้ อาจมรี ปู ร่างทีป่ รับเปล่ียนไปด้วยธรรมชาติเอง จะชมได้เพยี งบรเิ วณปากถ้า
เท่านนั้

2.1.2) ถ้าน้า (ถ้าค้างคาว) หลวงพ่อโสรถ เล่าว่า พระลูกวัดและชาวบ้านช่วยกัน
สารวจถ้าแห่งน้ี มีบ่อน้า 2 บ่อ ท่ีไม่เคยแห้ง ถ้าน้ีเป็นถา้ ตันไม่มที างทะลอุ อกไปทางใด ตลอดทางเดินขึ้นบนเขา
จะมีผ้าสบงของพระมัดไว้เป็นระยะเพ่ือบอกบ่งบอกเส้นทาง โดยภายในถ้าจะมีหินกากเพชร และมีลานกว้าง
ลักษณะของถ้าจะลึกลงไป พื้นดินภายในถ้าจะมีความช้ืน เปียกลื่น มีหินงอก คล้ายกากเพชร หินย้อย
เป็นระยะ ภายในถ้าด้านใน มีบ่อน้า 2 บ่อ ด้านขวามือจะพบบ่อน้าขนาดเล็ก ด้านซ้ายมือจะพบบ่อน้า
ขนาดใหญ่

ภาพที่ 35 ถา้ นา้ (ถ้าคา้ งคาว)
3) อาหารพ้นื ถ่ิน

3.1) โก๊ะเบอตาลา (ขนมสงกรานต์) โก๊ะเบอ แปลวา่ ขา้ วต้มมดั ตาลา แปลว่า สงกรานต์
สว่ นประกอบ
(1) แป้งขา้ วเหนยี ว (สมยั ก่อนจะใชแ้ ป้งท่ีตาเอง)
(2) น้าอ้อย หรือน้าตาลทราย
(3) ใบตองปา่
(4) มะพร้าวคัว่

86

ขนั้ ตอนการทา
คว่ั มะพร้าวใหห้ อมแลว้ ใสน่ ้าตาลทราย หรือน้าอ้อย แล้วใส่เข้าไปข้างในแป้งที่เรา
เตรียมไว้ เพ่ือทาเป็นไส้ของขนม แลว้ นาใบตองมาหอ่ แลว้ นาไปนงึ่ จนสุกใช้ในเทศกาล รดนา้ ดาหัวชว่ ง
สงกรานต์

3.2) โกะ๊ แฉะโซ (โกะ๊ แปลว่าขนม แฉะโซ แปลวา่ ทอด)
ส่วนประกอบ
(1) แป้งข้าวเหนียว (สมัยก่อนจะใช้แปง้ ทีต่ าเอง)
(2) นา้ มนั
(3) เกลือ (บางคร้งั จะนากล้วยสกุ มาผสม)

ข้นั ตอนการทา
ตง้ั กระทะ เทนา้ มันใส่กระทะ พอน้ามันรอ้ น ให้ใสแ่ ป้งท่ีเตรียมไว้ (ป้ันเป็นรปู ต่างๆตาม
ตอ้ งการ แตส่ ว่ นใหญ่จะป้นั เป็นรูปกลมๆแบนๆ) ทอดจนกว่าแปง้ จะสกุ ทากนิ เลน่ ยามว่าง

3.3) เหมแ่ คว้โซ (เปน็ ของหวาน) เหม่ แปลว่า ขา้ ว แควโ้ ซ แปลวา่ การคนของพร้อมกับกะทิ

ส่วนประกอบ

(1) ขา้ วสวย (2) กะทิ

(3) เน้อื มะพร้าวออ่ น (4) น้าตาลทราย

(5) เกลอื

ขั้นตอนการทา

ต้มน้ากะทิกับข้าวสวย ต้มจนกว่าเม็ดข้าวจะละเอียด และรอให้น้าแห้งให้ไปเลย รอจน

ก้นหม้อไหม้หน่อยๆ เพื่อให้มกี ลิน่ หอม แล้วโรยเน้อื มะพรา้ วอ่อนไวข้ า้ งบน ทากนิ เลน่ ยามว่าง

3.4) เหม่ต่อ (ขา้ วต้มมัดสามเหลยี่ ม) เหม่ แปลวา่ ขา้ ว ตอ่ แปลวา่ การห่อ
ส่วนประกอบ
(1) ข้าวเหนียวแชน่ ้า
(2) ใบตองกง (เคแมหละ)

87

ภาพที่ 36 ใบตองกง (แคแมหละ)

ขน้ั ตอนการทา
ตัวผู้ นาใบตองกงมาพับเป็นสามเหล่ียมด้านเท่า แล้วนาข้าวเหนียวที่แช่ไว้มาใส่จนเต็ม
แล้วม้วนปิดให้คล้ายข้อศอก ส่วนตัวเมีย นาใบตองกงมาม้วนเป็นสามเหล่ียมรูปกรวย แล้วนาข้าวเหนียวท่ี
แช่ไว้มาใสจ่ นเต็ม แลว้ มว้ นปิด แล้วนาไปต้มจนสุก ใช้ในเทศกาล มดั มือ พธิ เี รียกขวญั

3.5) เหม่โต๊ะปี่ (ข้าวบงึ า) เหม่ แปลว่า ขา้ ว โตะ๊ ปี่ แปลวา่ การตา
ส่วนประกอบ
(1) ขา้ วเหนียวนึง่
(2) งาคั่ว
ข้ันตอนการทา
ตาข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ กับงาค่ัว ให้เข้ากันจนละเอียดกลายเป็นเนื้อแป้ง ใช้ในเทศกาล

มดั มือ พธิ ีเรียกขวญั หรือทากินเลน่ ยามวา่ ง

3.6) ตะเยเ่ หม่ (ขา้ วผดั ลาบหรือข้าวผัดกะเหร่ียง)ตะเย่ แปลวา่ ลาบเหม่ แปลว่าข้าว

สว่ นประกอบ

(1) ลาบหมูทส่ี ุกแล้ว (2) ขา้ วสวย

(3) นา้ มนั (4) ผงขิง

(5) กระเทยี มทที่ อดกับนา้ มัน (6) เกลือ

(7) พริกแหง้ ทคี่ ั่วกับน้ามัน เพ่ือให้กรอบ (8) แคบหมู

ขน้ั ตอนการทา

นาส่วนประกอบต่างๆมาคลุกให้เข้ากัน ใช้ในเทศกาลงานมงคล เช่น งานแต่ง งานข้ึน

บ้านใหม่

88

2.5 ชมุ ชนบา้ นขะเนจอ้ื
ความเป็นมาของชุมชนบ้านขะเนจอ้ื หมู่ที่ 7 ตาบลขะเนจื้อ อาเภอแมร่ ะมาดจังหวดั ตาก นางสาว
พรี ภาว์ พนาขวญั แก้ว เล่าวา่ สมัยก่อนท่จี ะต้ังเป็นหมู่บ้านอย่างท่ีเป็นในปัจจบุ นั มคี รอบครัวอยู่ 5 ครอบครัวได้
ยา้ ยจากบ้านโน๊ะผะทอและบ้านดนิ แดงมาตั้งรกรากแรกเร่ิม ได้แก่ 1 ครอบครัวนายจ๊อหลู่ 2 ครอบครวั นายสะ
แหละ 3 ครอบครัวนางลู่กะ 4 ครอบครัวนายกุ้ยพอ 5 ครอบครัวนายจอหง่วย ท้ัง 5 ครอบครัวได้มีการขยาย
เครือญาติเพ่ิมมากเรื่อยๆ จนปัจจุบันในหมู่บ้านขะเนจ้ือได้มีครอบครัวท่ีตั้งถ่ินฐานอยู่ในหมู่บ้านกว่า 170
ครอบครัว ซึ่งร้อยละ 70 เป็นครอบครวั ที่มาจากต้นตระกูล 5 ครอบครัวท่ีกล่าวมาข้างต้น และการตั้งบ้านของ
แต่ละตระกูลน้ันตั้งอยู่เป็นโซนซึ่งสามารถแบ่งแยกได้ชัดเจน ส่วนที่เหลือที่ไม่ได้เป็นเครือญาติกับ 5 ตระกูล
ตามที่กลา่ วมานั้นไดม้ ีการย้ายเขา้ มาในชว่ งหลงั ๆ มีนายสแิ ฮ เป็นผใู้ หญบ่ า้ นคนแรก
นางสาวพีรภาว์ พนาขวัญแก้ว เล่าว่า บ้านขะเนจื้อมีเหตุการณ์สาคัญในหมู่บ้านในช่วงปี พ.ศ.
2521 สมเด็จพระศรีนครินทรา พระบรมราชชนนี ได้เสด็จพระราชดาเนินมา ณ หมู่บ้านขะเนจื้อ เพ่ือเยี่ยม
เยือนชาวบ้าน ออกหน่วยแพทย์พระราชทาน ในสมัยที่นายถาวร โพธิสมบัติ เป็นนายอาเภอแม่ระมาด และปี
พ.ศ. 2543 นิคมสหกรณ์แมส่ อด ไดอ้ อกรังวัดทด่ี ินในพน้ื ท่บี ้านขะเนจอื้ และได้ออกโฉนดชุมชน กสน.3, กสน.5
, โฉนดทีด่ ินในปี พ.ศ. 2548 ปจั จบุ ันเอกสารสทิ ธ์ทิ ด่ี นิ ของบา้ นขะเนจือ้ เป็น สทก.และโฉนดท่ีดิน
นางสาวกัณณิกา เจริญพากเพียร เล่าว่า บ้านขะเนจ้ือ มีวิถีชีวิตตามแบบชนเผ่าปกาเกอะญอ
ทอผ้าใช้ในชีวิตประจาวัน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และยังมีสถานท่ีสาคัญท่ีเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนขะเนจื้อ
รายละเอียดดังนี้
1) การทอผา้ และการแตง่ กาย

ภาพท่ี 37 ลายผ้าตา่ งๆ

89

ภาพที่ 38 ผ้าทอที่มีอายุ 100 ปี
การทอผ้าเป็นวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ ปัจจุบันเป็นการทอผ้าด้วยเส้นฝ้ายสีเคมี เน่ืองจาก
การปลกู ฝ้ายเพอ่ื นามาทอน้ันมีขัน้ ตอนยุ่งยาก การทอผา้ ออกมาได้ลวดลายตามที่ได้รับการสบื ทอดจากผเู้ ป็นแม่
แต่ลวดลายอาจเพ้ืยนไปจากบรรพบุรุษเนื่องจากไม่ได้มีการบันทึกไว้ ต้องใช้วิธีจดจาเท่าน้ัน จากการทอผ้า
จะตัดเย็บเป็นเสื้อ ผ้าซ่ิน ผ้าโสร่ง และกระเป๋าย่าม ในหมู่บ้านขะเนจื้อ ยังพอจะมีผ้าทอท่ีมีอายุเกือบ 100 ปี
ใหเ้ หน็ อยู่แต่ไมไ่ ดน้ ามาสวมใส่ จะพับเกบ็ ไวใ้ นตู้เปน็ อยา่ งดี
2) สถานท่ที อ่ งเทย่ี วสาคัญ ของบา้ นขะเนจ้ือ

2.1) พระธาตขุ ะเนจ้ือ

ภาพที่ 39 พระธาตุขะเนจื้อ
ตานานพระธาตุขะเนจ้ือ คนเฒ่าคนแก่ที่บ้านแม่จะเรา อายุประมาณ 78-88 ปี เล่าว่า
ได้ไปดูพระธาตุที่สร้างไว้บนดอยหลังหมู่บ้าน ซ่ึงสร้างโดยชาวขมุ อายุพระธาตุเท่าใด ไม่ปรากฏชัด
แต่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยท่ีมีชาวขมุอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งน้ี เพ่ือให้เป็นท่ีเคารพสักการะของชาวบ้าน
ขะเนจื้อ คาดว่าน่าจะมีอายุประมาณ 90 ปี ทุกปีชาวบ้านจะมีการทาพิธีรดน้าดาหัวพระธาตุ ในวันสงกรานต์
ในตอนทม่ี อี ายุ 11 ปี เคยมาแบกดินกี่ (อิฐ) ขึน้ ไปที่พระธาตุ และไดส้ อบถามผู้รเู้ ช่ือวา่ ขมุ (ขอม) มาสรา้ งไว้

90

ภาพที่ 40 นายพาครือ อาชาเผ่าพงษ์

นายพาครือ อาชาเผ่าพงษ์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน คนท่ี 5 ของหมู่บ้าน เล่าว่า วัดดอยพระธาตุขะเนจื้อ
แต่เดิมมีชื่อว่า โค๊ะป่อเหอ ต่อมาเปล่ียนชื่อเป็น โค๊ะโพโจ โดยมีครูบาแก้ว เป็นผู้ริเร่ิมโดยสมัยน้ัน นายพาครือ
อาชาเผ่าพงษ์ อายุ 10 ขวบ มีคนขะเนจือ้ ช่วยกันสร้างและแบกอิฐ หนิ ดิน ทรายขึ้นบนพระธาตุ พอสร้างเสร็จ
ก็ทาบุญเจดีย์ใหม่ มีคนกะเหรี่ยงและคนไทยใน ต.แม่ระมาด ต.แม่จะเรา ต.สองแคว มาร่วมกันทาบุญ มีธูป
เทียน ดอกไม้ อาหารหวาน/คาว และมีประเพณีจุดบ้องไฟ (พลุ) ทุกปีตั้งแต่น้ันมา ตามท่ีชาวบ้านเล่าว่า
สมัยก่อนน้ัน เมื่อก่อนถึงวันจัดงานขึ้นพระธาตุ จะมีเจ้าพ่อโมกขละกับเลกะต่ีมาทาบุญขึ้นพระธาตุก่อน มักจะ
ไดย้ ินเสียงตกี ลอง ตีโม่ง ทุกปี คนในหมบู่ ้านจะรูก้ นั ได้ว่าเจา้ พอ่ โมกขละกับเลกะต่ีมาถึงบนพระธาตแุ ล้ว โดยจะ
มแี สงไฟเป็นลกู ๆ บินมาใหช้ าวบ้านได้เป็นประจาทกุ ปี ในสมยั นั้นหมู่บา้ นมเี พยี ง 40 หลังคาเรือน

นางสาวพีรภาว์ พนาขวัญแก้ว เล่าว่า โค๊ะโพโจ (พระธาตุ) เป็นท่ียึดเหนี่ยวจิตใจของคนใน
พ้นื ท่ีท้ังคนปกาเกอะญอและคนไทยมาตัง้ แต่สมยั บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน และมีการสืบทอดประเพณีข้ึนธาตุน้ี
มาตลอด (โดยมีพิธีกรรมในการข้ึนธาตุ คือ ธูป เทียน ดอกไม้ ขมิ้น น้าส้มป๋อย ในการขอขมาพระธาตุ สงฆ์น้า
พระธาตุ และพระท้ังหมดของวัดดอยพระธาตุและมีการร้องเพลง ขับร้องเพ่ือเป็นการสักการบูชาของคนใน
พน้ื ที่ คาบชู าและคาขอขมาจะใชร้ อ้ งรากันระหวา่ งทาพธิ ขี น้ึ ธาตุ

“หมา่ บโู๊ คะ๊ พูโคะ๊ เดอะชู เหน้อะมบู ะกะจ้าแฮยู่”
“หมา่ บ๊โู ค๊ะ โพอะเดอบอ ต่าบอฮบู้ อเดอะตา่ ยอ”
บทกลอนนี้ เป็นบทกลอนสักการบูชาพระธาตุท่ีจะมีการกล่าวออกมาทุกคร้ังเวลา ขึ้นธาตุ
ในการทาบุญจะมกี ารจัดพิธใี นเดือนเมษายนของทุกปี และจะขึ้นพระธาตุไหวพ้ ระกันทกุ วันพระใหญ่ มีทัง้ คนใน
หมูบ่ า้ นและตาบลใกลเ้ คยี งร่วมกันตั้งแตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จุบนั
คาบูชาพระธาตุขะเนจ้อื โดยนางโกแฮ อนุตรธรรม (พีมมี ี)

“หม่าบู๊โค๊ะแควโค๊ะเค๊าะถิ แควแหนก่ า่ จา่ หล้อมี”
“หม่าบโู๊ คะ๊ พโี ค๊ะเดอะแหมะ๊ ตา่ เดบะหลอ่ ฉวดี ้าแว”
“หมา่ บ๊โู คะ๊ พโี ค๊ะเดอะพอ เนอมทู ้อบะกะจ่ากลอ”
“โค๊ะซยี หู้ ลอ่ มะจ่อเล เลอเปล่อต่ามูโค๊ะเต”
คาขอขมามารดา
“แดบะโมเลอป่าน่อฉิ หมา่ ลุ๊เก่เลอโค๊ะเคาะกิ

91

2.2) ถา้ น่อวาเล

ภาพที่ 41 ถ้านอ่ วาเล

ภาพที่ 42 นางโกแฮ อนุตรธรรม
นางโกแฮ อนุตรธรรม เล่าว่า เดิมถ้าแห่งนี้ไม่มีช่ือเรียกขานเรียกกันว่าถ้าเท่านั้น ต่อมาเมื่อ
สมัยสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ตามท่ีกล่าวขานกันมามีหญิงสาวช่ือว่า น่อวา หนีสงครามได้พลัดหลงกับสามี
นางได้ออกตามหาสามีแต่ไม่พบกัน นางจึงมาอาศัยหลบภัยอยู่ภายในถ้าแห่งน้ี ระหว่างหลบภัยนางก็ได้
ตั้งครรภ์ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในถ้าแห่งน้ีเพียงลาพัง บ้างก็เล่าว่านางอาศัยหลบภัยร่วมกันคนอื่นๆ ต่อมานางได้
ตกเลือดตาย บ้างก็เลา่ ว่านางตายท้องกลมในถ้าแห่งน้ี เลยเปน็ ที่มาของชอ่ื “ถา้ นอ่ วาเล”
จากคาบอกเล่าในถ้ามีเน้ือที่ด้านในเป็นลานกว้าง มีร่องรอยการอยู่อาศัย มีแกลบแต่คน
ในหมู่บ้านปัจจุบันก็ไม่มีใครกล้าเข้าไป ในยามวิกาลก็มักจะได้ยินเสียงร้องไห้บ้าง ได้ยินเสียงต่างๆ ในวัน
พระใหญ่ แสดงวา่ ดวงวิญญาณของนางน่อวายังคงวนเวียนเฝ้าถ้าแห่งนอ้ี ยู่ เป็นท่ีรูก้ ันของคนในชุมชน และไม่มี
ใครกล้าเข้าไปในถ้า ถ้าแห่งนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 5 กิโลเมตร ต้ังอยู่ในบริเวณของป่าชุมชน
บ้านขะเนจอื้

92

3) ปราชญท์ ้องถิน่ ดา้ นสมุนไพร และหมอเปา่

ภาพท่ี 43 นายลิโพ โพธ์แิ จ่มใส

นายลิโพ โพธิแจ่มใส เล่าว่า เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2486 เป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านการแพทย์
แผนโบราณ เร่ืองสมุนไพรเป็นการถ่ายทอดจากผู้ใหญ่ในหมู่บา้ นประกอบกับมีความสนใจเรือ่ งของสมุนไพรโดย
เริ่มเรียนเม่ืออายุได้ 35 ปีและได้เรียนกบั อาจารย์ถึง 3 ท่าน คือ นายพะเอะ นายพอเอ และนายพาดา ได้เรียน
เร่ืองสมุนไพรจากตาราโดยใช้วิธีการท่องจาเพียงอย่างเดียวไม่มีการจดบันทึก เน่ืองจากการท่องจาจะจาไว้ใน
หัวสมอง ส่วนการจดบันทึกจะทาให้ความจาลบเลือน ประกอบกับถ้ามาดูที่จดบันทึกไว้จะทาให้คาถาท่องจา
ไม่ขลัง ซึ่งเป็นการถ่ายทอดจากอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน การถ่ายทอดวิชาน้ันต้องมีค่ายกครูให้กับอาจารย์ด้วย
ส่วนลูกศิษย์จะตอบแทนอาจารย์อย่างไรก็แล้วแต่ เช่น ช่วยอาจารย์ทาไร่ทานา เป็นต้น ซึ่งอาชีพเป็นหมอแผน
โบราณน้ีไม่ไดส้ รา้ งรายไดห้ ลักแต่ทาไปเพราะใจรกั

ช่วงเวลาสืบทอด ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม คือ ช่วงแตงไทยออกดอกจะมีผู้ใหญ่
ถ่ายทอดให้เพราะมีความเชื่อว่าแตงไทยออกดอกแล้วจะติดลูกเหมือนกับเราเรียนวิชาแล้ววิชานั้นจะติดตัวไป
ตลอด คนสืบทอดวิชาน้ีไม่มีผู้สืบทอดต่อจากตน เน่ืองจากไม่มีการจดบันทึกต้องใช้ท่องจาเพียงอย่างเดียว
ประกอบกับคนปัจจุบันไม่มีผู้สนใจในการรักษาแพทย์แผนโบราณ อีกทั้งการรักษาด้วยสมุนไพรนั้นเป็นการ
รกั ษาเบื้องต้นรกั ษาตามความเชอื่ ไม่สามารถวิเคราะห์โรคได้

ข้อห้ามของการรักษา เม่ือหายแล้วต้องมายกครู โดยนาหมากพลูและเงินสดจานวนเงินแล้ว
แตโ่ รค โดยหา้ มทาการสะเดาะเคราะห์ในวนั พระ และในวนั พระห้ามออกนอกบ้านยกเว้นไปวดั

ตวั อยา่ งการรักษา
โรคปวดทอ้ ง ท้องเสีย ใชส้ มนุ ไพร ดังน้ี
(1) มะเห่ว (ยอด)
(2) มิยอโปโกละ
นาสมนุ ไพรทงั้ 2 ชนดิ มาตม้ กับนา้ สะอาดให้พอทว่ ม ต้มกิน 3 หมอ้
โรคไวรสั ตบั หรอื ดีซา่ น ใชส้ มุนไพร ดงั นี้
(1) กา 3 ปกี
(2) ไม้ตมุ้ น้าแก่น

93

(3) ไผส่ สี กุ
นาสมนุ ไพรทงั้ 3 ชนิด มาต้มกับนา้ สะอาดให้พอทว่ ม ต้มกิน 3 หมอ้

กรณีเป็นฝีถ้าเห็นฝีชัดเจนสามารถรักษาให้หายได้เลยโดยการใช้ยาสมุนไพรทั้งกินและ
ทาโรคที่ต้องรักษาทั้งยาสมุนไพรและการทาพิธีสืบชะตา กรณีท่ีเป็นโรคแล้วไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐแล้ว
ไม่หายผู้ป่วยกจ็ ะมาให้รักษาโดยอาศยั ความเช่อื เชน่ ต้องทาพธิ ีสบื ชะตาสะเดาะเคราะหแ์ ละกนิ ยาสมุนไพร

ในการรักษาผู้ป่วยทุกโรคนั้นผู้ป่วยต้องเสียค่าครูให้หมอ แต่ไม่มีการบังคับว่าต้องเสียเท่าไร
อยู่ที่ความเช่ือ ความศรัทธาของผู้ป่วยบางคนก็รักษาไม่หายหรือไม่ถูกกับโรคผู้ป่วยก็จะไปรักษาที่โรงพยาบาล
อกี ครั้งแต่สว่ นใหญจ่ ะให้ตง้ั แต่ 30 บาทขน้ึ ไป

ตัวอยา่ งสมุนไพรท่ีใช้ในการรักษา ไม่ได้ซ้อื แตเ่ ปน็ การเกบ็ จากในหม่บู า้ น
(1) บอระเพด็ (จงุ้ จะริน)
(2) เครอื หน่อแน่ (รางจดื )
(3) น่อตะลโู พ
(4) น่อจามา
(5) พอบือลอ
(6) น่อแกล่ ่ี
(7) น่อโจบ่ ี้ (หญา้ ข้าวตุม)
(8) ลากตี ้ี (ใชร้ ักษาภายใน)

นายลโิ พ โพธแิ จม่ ใส เล่าวา่ ตนนัน้ มคี วามร้ปู ราชญช์ าวบา้ นดา้ นการแพทย์แผนโบราณ เร่ือง
หมอเป่า ได้รบั การถ่ายทอดจากผเู้ ป็นพ่อ และได้มีการถา่ ยทอดไปยังรนุ่ หลงั คือ นายเสาวรส ไพรสาธรรมโชติ
(อยู่ระหว่างการถ่ายทอดวิชา)

การรักษาโรค
(1) โรคปวดหัว ใช้วิธีเป่า โดยเป่าไปที่หัวของผู้ป่วย ซ่ึงคนเป็นหมอจะมีคาถาอาคมสาหรับ
เป่าให้ผู้ป่วยโดยมีความเช่ือและศรัทธา และรักษาให้หายภายในคร่ึงชั่วโมง โดยสังเกตอาการผู้ป่วย ดังนี้ โรค
ปวดท้องชีพจรจะเตน้ เร็ว โรคปวดหวั ชพี จรจะเต้นช้า
(2) เจบ็ ทอ้ ง มนึ หวั หน้ามือตาลาย ผู้ปว่ ยจะต้องจดั เตรยี ม น้าสะอาด 1 ขวด โดยผู้ทาพธิ ีจะ
นานา้ สะอาดท่ไี ด้รับจากผูป้ ว่ ยไปไหว้พระในบา้ น เพือ่ ขอสิ่งศกั ด์สิ ิทธิ์ดลบนั ดาลใหน้ า้ ขวดนีร้ กั ษาผูป้ ่วยจนหาย
โดยผูป้ ่วยต้องดม่ื น้าเปา่ จนหมด และหา้ มใหค้ นอ่นื มากินน้าเปา่ มนต์ของตนเอง
คาถารกั ษาอาการปวดท้อง

อูเคล๊โดว่โถครยุ อูโคว่โด๊ะเคาครยุ ฯลฯ
คาถารักษาอาการปวดหัว

อหู ยา่ ลา้ หย่าโด้ว อูเหลอหล่อลิ ทหิ ลอโพล ฯลฯ

94

คาถารกั ษาเด็กรอ้ งไห้โยเย (เป่าเส้นฝา้ ยเอาไวค้ ล้องคอ)
อูโกโมโตเต เจอซีบ้านนา จเิ มเคล ฯลฯ

คาถารกั ษาผู้ใหญ่ทีน่ อนไม่หลับ
อูเคลวโดโซซี อูโคลโดวซาชี อูเคโมกิ อูเคพากิ อูตาละฮอฮะ ฯลฯ

การขน้ึ ครหู ลงั จากที่รักษาหายแล้ว ต้องนาหมาก พลู ยาสบู (บหุ รี่) เงิน 17 บาท (เปน็ การทา
ตามการสง่ั สอนไมร่ ูว้ า่ ทาไมต้อง 17 บาท) แล้วจะเตมิ เงินให้หมอเป่าเพ่ิมเติมได้

4) พิธีกรรม และความเชือ่
หมู่บ้านขะเนจ้ือ ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ และพ้ืนที่ส่วนใหญ่เป็นพ้ืนที่ป่า จึงทาให้มี

ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ ดังน้ี
4.1) การส่งเคราะห์คน (บ้านและคน) อุปกรณ์ท่ีใช้ในการประกอบพิธีกรรม ได้แก่ สะตวง

5 อัน ใส่ข้าว อาหาร ของหวาน ของคาว และเคร่ืองสืบชะตา จัดตั้งปรัมพิธีล้อมด้วยสายสิญจน์ ทาพิธีส่ง
เคราะหก์ ่อน แลว้ จงึ ทาพิธสี ืบชะตา นิมนต์พระมาทาพิธีเจริญพระพทุ ธมนต์ จานวน 5 , 7 , 9 รูป แล้วแตก่ าลัง
ศรัทธาของเจ้าภาพ

4.2) การเล้ียงผี (พิธีเล้ียงผีพ่อเจ้า) ทาพิธีที่ศาลเจ้าประจาหมู่บ้านในเดือนมิถุนายน โดย
คัดเลือกคนเฒ่าคนแก่ผู้ชาย 2 คน เป็นผู้นาในการทาพิธีเล้ียงผี คุยกับเจ้า มีการกล่าว คาโวหาร (จ๊อย) ภาษา
กะเหร่ียงเพื่อขอให้ส่ิงศักด์ิสิทธิ์ให้คุ้มครองคน สัตว์เล้ียง และหมู่บ้านมีความสงบสุข ขอให้การเพาะปลูกใน
ฤดูกาลนี้ได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ก่อนวันทาพิธีชาวบ้านจะนาเงินมารวมกันเพ่ือซ้ือหมูดา 1 ตัว ไก่ 1 คู่ เหล้า
และสิ่งของท่ีใช้ประกอบพิธีเพื่อเตรียมการเล้ียงผีในวันรุ่งข้ึน วันท่ีทาพิธีชาวบ้านจะมารวมตัวกันท่ีศาลเจ้า
ประจาหมู่บ้านเพ่ือทาพิธีเลี้ยงผี จะทาพิธีฆ่าหมูและไก่ที่บริเวณศาลเจ้าเพ่ือเป็นการเซ่นสรวงผีพ่อเจ้า การเล้ียง
ผีจะทาปีละครั้ง หลังเสร็จส้ินพิธีชาวบ้านจะนาหมูและไก่มาประกอบอาหารเพื่อใช้เลี้ยงคนที่เข้าร่วมพิธี อีกทั้ง
ยังเป็นสิริมงคลของชีวิต นอกจากการเลี้ยงผีพ่อเจ้าแล้ว บ้านขะเนจื้อยังมีการเล้ียงผีปลวก ผีต้นไม้ ผีแม่น้า
ซ่ึงพิธีกรรมจะแตกต่างกัน การเลี้ยงผีประการหลังนี้จะกระทาแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละครอบครัวไม่ได้เป็น
ความเชื่อของหมู่บ้าน เช่น ครอบครัวใดมีจอมปลวกขึ้นในท่ีดินและเชื่อว่าผีท่ีอยู่ที่จอมปลวกน้ันสามารถดล
บันดาลให้ครอบครัวมีความสุขไม่เจ็บไข้ได้ป่วยและการทามาหากินเป็นไปด้วยความราบรื่นครอบครัวนั้นก็จะ
ทาการเลย้ี งผที ี่สงิ สถติ ทีจ่ อมปลวกน้นั

4.3) การเล้ียงผีต้นไม้ก็เกิดจากความเช่ือเร่ืองที่มีผีหรือลูกค้าเทวดาที่สิงสถิตอยู่ท่ีต้นไม้น้ัน
จะสามารถดลบันดาลให้ครอบครัวมีความสุขไม่เจ็บไข้ได้ป่วยและการทามาหากินเป็นไปด้วยความราบร่ืน
ครอบครัวนนั้ จึงทาการเลีย้ งผที ส่ี งิ สถิตต้นไมน้ ัน้

4.4) พิธีกินผีเปรียบกับความเช่ือของคนไทยก็คือการเล้ียงพระภูมิเจ้าท่ีเล้ียงผีปู่ย่าการเลี้ยง
จะเตรียมหมูดา 1 ตัวไก่ 1 คู่ข้าวสุก 1 ถ้วยน้า 1 ถ้วยดอกไม้และคากล่าวโวหารต่อผีเพื่อขอให้ครอบครัวอยู่ดี
มีสขุ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บการเพาะปลกู ได้ผลผลติ ทีส่ มบรู ณ์และเพยี งพอในปนี ้ัน

95

4.5) การไหว้ผีจะไหว้ด้วยดอกไม้ (บอพอ) เนื่องจากอาจมเี หตุเภทภัยและสง่ิ ทีไ่ มด่ ีเกิดข้นึ ใน

หมู่บ้าน เช่น ภาวะแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล การเพาะปลูกผลไม่ได้ผลผลิตท่ีดี คนในหมู่บ้านเจ็บไข้ได้

ปว่ ย ฯลฯ ชาวบา้ นจึงทาพธิ ไี หว้เพื่อขอให้ผีท่ีตนนบั ถือเชน่ ผบี รรพบรุ ษุ ได้ช่วยดลบันดาลใหเ้ กิดความปกติขึน้ กับ

คนในครอบครัวและหมู่บ้านการไหว้ผีเมื่อได้ไปถาม (การดูหมอ) แล้วว่าเป็นเพราะอะไรจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้

เมื่อหมอได้บอกถงึ สาเหตุแล้วเช่นเกิดจากการที่ผีบรรพบุรุษไมพ่ อใจในการกระทาของคนในหมู่บ้านที่ไปทาการ

ลบหล่จู งึ ตอ้ งทาพธิ กี นิ ผเี พอื่ เป็นการบอกกล่าวขอขมาลาโทษแกผ่ ีนน้ั

4.6) การทาฮึดบ้าน ชาวกะเหรี่ยงเช่ือว่าเม่ือมีเหตุที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับบ้านของตนและได้ไปดู

เม่ือถาม (ดูหมอ) หมอแล้วก่อนที่จะทาพิธี เช่น การเลี้ยงผีบรรพบุรุษ การสง่ เคราะห์ การสืบชะตาคน หรือเมื่อ

มีการคลอดลูกใหม่ของผู้หญิงท่ีอยู่บ้านน้ัน จะมีการเอาไม้ไผ่ท่ีเหลาเป็นแท่งขนาดไม่เกิน 1 ไม้บรรทัดไปปักไว้

ที่หัวบันไดบ้าน เพ่ือเป็นการบอกกล่าวแก่แขกที่จะมาเย่ียมเยือนที่บ้านว่าจะมีการทาพิธีในบ้าน แขกจะไม่

สามารถข้ึนไปบนบ้านได้แต่หากข้ึนไปบนบ้านถือเป็นการผิดผีและจะต้องเสียผีโดยการไหว้ผีด้วยหมูหรือไก่

ใหแ้ กผ่ ีของบา้ นน้ัน

4.7) ประเพณีกี้จือชิมิลาขุ คือ การเรียกขวัญข้าวและเรียกขวัญคนหลังจากท่ีเก็บเก่ียวข้าว

ในนาเสรจ็ ชาวกะเหรีย่ งจะทาพิธีมัดมือเรียกขวัญให้กับคนในครอบครัว เม่ือทาการเพาะปลูกและเก็บเก่ยี วข้าว

เสร็จ เพื่อเป็นการขอบคุณแม่โพสพท่ีให้ผลผลิตข้าวท่ีดีและมีปริมาณที่เพียงพอท่ีจะได้กินได้ท้ังปี และเป็นการ

เรียกขวัญของคนในครอบครัวท่ีได้ช่วยกันทานาจนได้เข้าเพียงพอกินตลอดปีน้ัน เป็นการเรียกขวัญกาลังใจ

ท่ีจะทาการเพาะปลูกในปีต่อไป หลงั จากสมาชกิ ในครอบครัวมารวมตวั กันครบแล้ว ผู้อาวุโสท่สี ุดของครอบครัว

จะทาหน้าท่ีให้การเรียกขวัญและผูกข้อมือให้กับสมาชิกในครอบครัวจนครบทุกคน มีการกล่าวให้พรแก่กันใน

ขณะที่มีการผูกข้อมือโดยการผูกข้อมือไม่ได้จากัดว่าจะต้องเป็นผู้ใหญ่ผูกให้เด็กเท่าน้ั นเด็กก็สามารถผูกข้อมือ

ให้กับผู้ใหญ่ได้ระหว่างการผูกข้อมือก็มีการกล่าวอวยพรให้แก่กัน ในการผูกข้อมือนี้ถือเป็นกลวิธีที่ทาให้เกิด

ความรัก ความสามัคคีข้ึนกับคนในครอบครัว โดยใช้โอกาสการหลังการเกบ็ เก่ยี วผลผลิตทีท่ ุกคนเสร็จสน้ิ ภารกิจ

จากการทานาแล้ว

อุปกรณ์ท่ีใช้ทาสะตวง 9 ช่อง

(1) ข้าวดา 9 หยบิ (2) ขา้ วแดง 9 หยบิ

(3) หมากพลู 9 คา (4) ดอกไม้ 9 ชอ่
(5) เทยี น 9 เล่ม (6) พริก 9 เมด็

(7) มะเขือ 9 ลกู (8) ข้าวตอกดอกไม้ 9 หยิบ

4.8) การปลูกข้าวไร่ ข้ันตอนกระบวนการทาข้าวไร่ในการปลูกข้าวไร่ชาวกะเหร่ียงบ้าน

ขะเนจ้ือจะต้องทาการตัดหญ้าและต้นไม้บริเวณที่จะปลูกข้าวไร่ก่อนให้เรียบร้อยหลังจากน้ันก็จะทาความ

สะอาดพ้ืนที่ที่จะปลูกเพราะการปลูกข้าวไร่คือการปลูกข้าวบนท่ีดอนสูงๆต่าๆจึงไม่สามารถเตรียมดินได้

เหมือนกับการทานาดาซึ่งไม่มีน้าขังเป็นการปลกู โดยใช้น้าจากธรรมชาติเท่าน้นั นั่นก็คือน้าฝนและพันธ์ุขา้ วท่ีจะ

ปลูกนั้นจะต้องมีความอดทนต่อความแห้งแล้งและเป็นพันธุ์ท่ีมีอายุการปลูกที่สั้นและมีความทนต่อโรคและ

96

แมลงสูงซ่ึงพันธ์ทุ ่ีจะปลูกนั้นชาวกะเหรี่ยงจะต้องมีการคัดสายพันธ์ุท่ีเหมาะสมต่อพ้ืนท่ีน้ันๆสาหรับวิธีการปลูก
ข้าวไร่นั้น จะทาการเพาะปลูกเป็นระบบครอบครัว เช่น ถ้าครอบครัวมีพ่อ แม่ ลูก ก็จะมีวิธีการทา ดังน้ี
1.พ่อจะเป็นคนทาหลุมโดยใช้หลักไม้ปลายแหลมเจาะดินเป็นหลุมเล็กๆ ลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร ปากหลุม กว้าง
ประมาณ 1นว้ิ 2.แมจ่ ะเป็นคนหยอดเมล็ดพนั ธุ์ข้าวลงหลมุ โดยหยอดเมลด็ พนั ธุ์ประมาณ 3-5 เมลด็ ต่อหลมุ 3.ลกู จะ
เป็นคนกลบดินปากหลุม

4.9) การเล้ียงผีก่อนทาการเกษตรและการปลูกพืชทุกชนิดชาวกะเหร่ียงก่อนท่ีจะลงมือ
เพาะปลูกจะต้องมีการเล้ียงผี เช่น ผีนา ผีไร่ ผีฝาย เพ่ือบอกกล่าวแก่ส่ิงศักด์ิสิทธิ์ในที่แห่งนั้นว่าข้าพเจ้าจะทา
การเพาะปลูกพืชผลในท่ีแห่งน้ันและขอพรให้การเพาะปลูกในฤดูกาลนั้นได้ผลผลิตที่สมบูรณ์เพียงพอในการอยู่
กินในแต่ละปโี ดยไมห่ วงั ทจี่ ะขายผลผลิตดังกลา่ ว

4.10) การประกอบพิธีชาวกะเหร่ียงกอ่ นทจี่ ะเล้ยี งผที กุ ชนิดจะต้องไปถามหมอ (ดูหมอ) ผู้รู้
ในเรื่องพิธีกรรม ว่าวันไหนท่ีเหมาะแก่การเล้ียงผี หลังจากได้วันมาแล้วก็จะไปเตรียมเคร่ืองสังเวยซ่ึง
ประกอบด้วย เหล้า 2 ขวดไก่ 1 คู่ ถวายดอกไม้ และถ้าไปเล้ียงผีนาก็จะนาเคร่ืองสังเวยไปที่ศาลเจ้าท่ีท่ีอยู่
บริเวณนา หลังจากนั้นจุดธูปเทียน บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเพ่ือความเป็นสิริมงคลโดยกาหนดระยะเวลาประมาณ
1ก้านธปู หลังจากน้ันก็จะลาเจ้าท่เี จา้ ทางเพ่ือขอของไหวน้ ามารับประทาน ในบางทีก็จะประกอบอาหารใกล้ๆในที่แห่ง
นน้ั เพราะมคี วามเชอ่ื ว่าเจ้าท่เี จ้าทางจะได้กนิ ดว้ ย

4.11) การเล้ียงผีฝายจะมีความแตกต่างไปจากการเลี้ยงผีประเภทอ่ืนเน่ืองจากจะเล้ียง
ประมาณชว่ งกลางฤดูกาลเพาะปลูก และจะรวมกลุ่มกันทาหลายๆครอบครวั เพราะน้าท่ีใช้ในการทานาน้ันไม่ได้
ผ่านท่ีนาเพียงครอบครัวเดียวแต่ผ่านท่ีนาของหลายๆครอบครัว แต่ถ้าจะทาคนเดียวก็ได้ ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าว
แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวกะเหร่ียงเรอื่ งความรัก ความสามัคคี การประกอบพิธกี รรมน้นั อยู่ท่พี ชื ท่จี ะทา
การเพาะปลูกโดยไม่ได้กาหนดตายตัวเช่นการทานายปีก็จะประกอบพิธีเล้ียงนาในช่วงต้นเดือนมิถุนายนก่อนท่ี
จะเพาะปลกู พชื ดงั กลา่ ว

4.12) การทาบุญเจดีย์ทรายเป็นพิธีกรรมท่ีแสดงความเคารพและกตัญญูของชาวกะเหร่ียง
จะจัดพิธีทาบุญเจดยี ์ทรายขึ้นในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ซงึ่ จะจดั ในช่วงวันสงกรานต์หรอื หลังวันสงกรานตก์ ไ็ ด้
จากความเชื่อท่ีว่าในวันสงกรานต์จะมีการทาบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคลและมีการรดน้าดาหัวขอพร
ญาติผู้ใหญ่เพ่ือเป็นการแสดงความเคารพพระพุทธเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธ์ิท่ีชาวกะเหร่ียงให้ความเคารพ เช่น
แม่ธรณีเจ้าที่ แม่พระคงคา ชาวกะเหร่ียงจึงทาพิธีทาบุญเจดีย์ทรายเพื่อถวายเป็นสักการะแก่พระพุทธเจ้าและ
ส่ิงศักดสิ์ ิทธอิ์ นื่ ๆ โดยใชเ้ จดีย์ทรายเปน็ สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า

ก่อนวันท่ีจะทาพิธีผู้คนในหมู่บ้านจะมารวมตัวกันโดยแบ่งหน้าที่ผู้ชายจะเป็นฝ่ายท่ีเข้า
ป่าไปตัดไม้ไผ่เพ่ือนามาทาเป็นเสาธงและจัดตกแต่งสถานที่ที่จะทาพิธีโดยนาทรายมาก่อเป็นเจดีย์ทรายแบบ
เรยี บง่ายสถานที่ประกอบพิธีจะเป็นท่ีวัดหรือสถานท่ีศักด์สิ ิทธ์ิของหมบู่ ้านบางพื้นที่จะเลือกสถานท่ีประกอบพิธี
คอื ทางแยกกลางหมู่บ้าน ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายที่รบั ทอตงุ ซึ่งทอจากเสน้ ดา้ ย สชี มพู จะต้องทอใหแ้ ลว้ เสร็จภายใน

97

วนั ก่อนทจี่ ะทาพิธเี พ่ือใชเ้ ป็นเคร่อื งสักการะในการประกอบพิธแี ละอุปกรณ์ท่ีใชป้ ระกอบพิธี ได้แก่ ถวายดอกไม้
ธูปเทียน นา้ ขมนิ้ ส้มป่อย

ในวันท่ีจะทาพิธีชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านมีการจัดขบวนและตีฆ้อง
กลอง เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ท่ีบอกว่าขบวนแห่ตุงและส่ิงสักการะจะผ่านมาถึงบ้านแล้วชาวบ้านท่ีได้ยินก็จะพา
กันออกมาร่วมขบวนและจัดเตรียมของสักการะมาร่วมด้วยโดยขบวนแห่จะวนไปรอบหมู่บ้าน และแห่มาถึง
บริเวณท่ีทาพิธีเมื่อถึงบริเวณพิธีผู้เขา้ ร่วมขบวนแห่จะนาตุงและเครื่องสักการะไปวนรอบเจดีย์ 3 รอบ เพื่อเป็น
การระลึกถึงคุณของ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หลังจากน้ันอาจารย์ผู้ทาพิธีจะนาน้าขม้ินส้มป่อยมา
ประพรมท่ีตุงเป็นการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปและเป็นการขับไล่ส่ิงท่ีไม่ดีออกไปเสร็จแล้วชาวบ้านกล่าวคา
ถวายสักการะแก่พระพุทธเจ้าและส่ิงศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายหลังจากนั้นผู้ชายในหมู่บ้านจะนาตุงท่ีทองไว้มาผูกและ
แขวนไว้ท่ีเสาไม้ไผ่ท่ีเตรียมไว้ ความยาวของตุงก็ข้ึนอยู่กับความสูงของเจดีย์ หลังจากนั้นชาวบ้านก็จะทาพิธีจุด
ธูปเทียนอธษิ ฐานขอพรและนาไปปกั ทเ่ี จดีย์ทรายและจะมีการจอ๊ ย (คากล่าวโวหาร) รอบกองทรายโดยผู้อาวโุ ส
ของหมู่บ้านที่มีความชานาญในการจ๊อย การจ๊อยคือการกล่าวโวหารภาษากะเหรี่ยงลักษณะคล้ายบทสวดใน
ศาสนาพุทธเพื่อเป็นการถวายความเคารพต่อส่ิงศักดิ์สิทธ์ิและขอพรให้ดาเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข หลังจาก
การจอ๊ ย รอบกองทรายเสร็จแล้วถอื เปน็ การเสร็จพธิ โี ดยกองทรายทจี่ ะกอ่ ไว้จะไมม่ ีการลม้ กองทรายจะปล่อยให้
กองทรายทลายลงมาเอง

2.6 ชุมชนบา้ นห้วยปลากอง
ความเป็นมาของชุมชนบ้านห้วยปลากอง หมู่ที่ 12 ตาบลขะเนจ้ือ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก
นายสมพงษ์ พงศ์อภโิ ชติ เล่าว่า มีการตั้งรกรากอยู่กวา่ 100 ปี เรม่ิ ก่อตั้งมีชาวไทยภเู ขาเผ่ากะเหรี่ยง มาอาศัย
อยู่ 7 ครวั เรือน ภายหลังเริ่มมีการย้ายถ่ินฐานมาจากเมียนมาร์ โดยที่เรยี กชื่อหมู่บ้านน้ีว่าบา้ นห้วยปลากองนั้น
สบื เนอื่ งมาจากเมอ่ื สมัยก่อนน้ันมีลาห้วยหน่ึงไหลผ่านในพนื้ ที่หมูบ่ ้าน โดยลาหว้ ยมคี วามอดุ มสมบรู ณอ์ ยา่ งมาก
เต็มไปด้วยปลามากมาย ในช่วงน้าลดปลาจะข้ึนมากองริมห้วย เป็นจานวนมาก สร้างความประหลาดใจแก่
ชาวบ้านท่ีพบเห็น จึงเรียก ลาห้วยนั้นเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า เงี้ยมูโกล ซ่ึงแปลเป็นภาษาไทยว่า ห้วยปลากอง
ตอ่ มาจึงตง้ั ชื่อหม่บู ้านตามลาหว้ ยนี้
นางสาวดวงพร พงศ์อภิโชติ เล่าว่า บ้านห้วยปลากอง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอ
มีพ้ืนที่ติดกับประเทศเมียนมาร์ ใช้สะพานไม้ไผ่เดินข้ามกันเป็นวิถีชีวิตแบบบ้านพ่ีเมืองน้องสองแผ่นดิน
มีประเพณีร่วมกัน แต่ยงั คงมที หารคอยดูแลความปลอดภยั ให้กับประชาชน แบ่งรายละเอียดได้ดังนี้
1) การทอผา้ และการแต่งกาย

ปัจจุบนั น้ีไม่ได้มกี ารทอผ้ากะเหร่ยี งทุกหลงั คาเรอื น จะมีการทอผา้ กะเหรย่ี งบางส่วน สาเหตมุ า
จากการเคลื่อนยา้ ยอพยพของชมุ ชนจากฝั่งเมยี นมาร์ในสมัยก่อน ทาให้ผู้เป็นแมไ่ ม่มีเวลาสอน อีกทั้งการใช้ชวี ิต
ที่ปรับเปล่ียนไปจากเดิมทาให้การทอผ้าลดน้อยลงไป หรือการทอผ้าจากที่มีลวดลายก็ปรับเปลี่ยนเป็นการ
ทอผ้าพ้นื

98

ภาพท่ี 44 การทอผ้าพืน้ ดว้ ยกเ่ี อว แบบไมม่ ีลวดลาย
2) สถานท่ีทอ่ งเที่ยวสาคญั และประเพณีพื้นถิน่ ของบา้ นห้วยปลากอง

2.1) ต้นสกั คู่รัก และตน้ สักขพี ยาน

ภาพที่ 45 ตน้ สกั ขพี ยาน และต้นสักคู่รัก
ต้นสักน้ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ ท่ีจัดทาเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น มีหลายสาเหตุสาคัญ
เนอื่ งด้วยพ้นื ท่ีบ้านห้วยปลากองอยู่ตดิ กบั ประเทศเมยี นมาร์ หากมีการตัดแล้วลากไมข้ ้ามแดนไปกส็ ามารถทาได้
โดยที่ทางการไม่ทันได้รูเ้ หน็ จึงต้องทาให้เป็นจุดที่มีการพูดถึงบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ตน้ สักน้ีหายไป และอีกเหตุผลคือ
บ้านหว้ ยปลากองเปดิ เป็นหมู่บ้านท่องเทยี่ วทาให้ชุมชนต้องร่วมกันหาจุดทส่ี วยงาม มีเร่ืองราวท่ีน่าสนใจ ให้กับ
นักทอ่ งเท่ียว

99

2.2) กองหนิ อธิษฐาน

ภาพท่ี 46 กองหินอธิษฐาน
สมัยก่อนท่ีจะมีการตัดถนนผ่านหมู่บ้านห้วยปลากอง บริเวณน้ีเคยเป็นจุดเส้นแบ่ง
ระหว่างอาเภอท่าสองยางกับอาเภอแม่ระมาด เส้นทางน้ีเม่ือชาวบ้านได้สัญจรไป-มา และมักจะหยุดพักเพื่อ
อธิษฐานต่อเทพยดาอารักษ์และส่ิงศักด์ิสิทธิ์ท่ีอยู่บริเวณน้ีให้เดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยจะขอให้พบเจอแต่
ส่ิงดีโดยจะหยิบหินขนาดพอเหมาะมา 2 ก้อน และใบหว้า 1-2 ยอด เพื่ออธิษฐานแล้วโยนไว้แยกเป็น 2 กอง
ดา้ นซา้ ยและดา้ นขวา เสมือนว่าจะไปทางไหนก็ขอใหไ้ ด้พบเจอกบั สิง่ ทดี่ ี

2.3) ถ้าโมกขละ

ภาพที่ 47 บริเวณปากถ้าโมกขละ

บนดอยเลวาหรือดอยผาขาวหรือดอยพระเจ้า (ฝั่งประเทศไทย) เป็นดอยท่ีปรากฏถ้าท่ี
ชื่อวา่ ถ้าโมกขละหรือที่เดิมเรียกว่า ถ้าเมาะกะละ ตอนท่ีนายพะเม๊ียะยังอยู่เช่ือว่าดอย พระเจ้าหรือถ้าโมกขละ
เป็นทอี่ ยู่ของเจ้าพ่อโมกขละ

มีเร่ืองเล่าว่าในอดีตถ้าน้ีมีคนเข้าไปหลบในถ้าเป็นหมื่นๆ คน แล้วไม่ออกมาอีกเลย
ชาวบ้านจึงคดิ วา่ ในถ้ามีเมอื งลับแลอยู่ เพราะในคืนพระจันทร์เตม็ ดวงจะไดย้ ินเสียงกลองเสยี งร้องราทาเพลง

ยังมีเร่ืองเล่าอีกว่าชาวบ้านเข้าไปขุดเอาสมบัติพวกถ้วยชามออกมาใช้แล้วฝันร้ายมีคนมา
ทวงจงึ ต้องนาไปคนื หากไมน่ าไปคืนกจ็ ะเจบ็ ปว่ ยถงึ แกช่ วี ติ ได้

บ้างก็เล่าว่าเคยมีเศรษฐีนาสมบัติไปฝังบนเพดานและฆ่าลูกน้องให้เป็นผีเฝ้าสมบัติแล้ว
ตดั ตน้ โพธใิ์ นถ้าเพือ่ ไมใ่ หใ้ ครปีนขนึ้ ไปเอาสมบตั ิ ปัจจบุ นั ตน้ โพธกิ์ ถ็ กู ตดั แลว้

100

ภายในถ้ามีบ่อน้าท่ีชาวบ้านเช่ือว่าเป็นสิ่งศักด์ิสิทธิ์ โดยจะสามารถนาน้ามาด่ืมกินได้
เฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนเท่าน้ัน เพราะช่วงเดือนอื่นๆ น้าลดไม่สามารถลงไปตักน้าได้ และหาก
ตกลงไปกอ็ าจเกิดอันตรายได้ นอกจากน้ใี นถา้ ยงั เปน็ ทอี่ ยู่อาศัยของค้างคาว

ภายนอกถ้ามีหาดทรายอยู่ด้านหน้าทางเข้าถ้า ด้านบนของปากถ้าจะมีรอยลักษณะ
เหมือนรอยเท้า ชาวบ้านเช่ือว่าเป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ถัดออกไปก็พบท่อนไม้พาดอยู่ด้านบน
ซ่ึงชาวบ้านเรียกท่อนไม้น่ันว่าราวตากผ้าพันปี มีตานานเล่าว่าในอดีตเมื่อมีงานสาคัญชาวบ้านคนใดไม่มีเส้ือผ้า
ก็จะไปขอเสื้อผา้ ท่รี าวตากผ้า เชา้ วนั ตอ่ มาจะพบว่ามผี า้ แขวนไว้ที่ท่อนไม้น้นั เมอื่ ใส่เส้อื ผ้าเสร็จแล้วให้เอาไปคืน
แต่มีคนไม่เอาไปคืนทาให้ไปขอแลว้ ไม่ได้เส้ือผ้าอีกเลย เดิมทีท่อนไม้ราวตากผ้ามอี ยู่ 2 ท่อน แต่มีคนปีขึ้นไปตัด
จึงเหลอื แคท่ อ่ นเดียว

สมยั ก่อนจะมวี ันบูชาเทวดาอารักษ์หรอื การสบื ชะตาหมบู่ ้านปีละ 1 คร้ัง มีการสรา้ งเจดีย์
บริเวณถ้า การทาพิธีต้องกล่าวช่ือผู้ปกปักรักษาหมู่บ้านท้ังหมด ผู้ทาพิธีจะสืบทอดจากรุ่นปู่ พ่อ ลูก หลาน
แต่ปัจจบุ ันพิธีน้ีไม่ได้ทาแล้ว เพราะผู้ทาพิธีเห็นว่าเป็นส่ิงที่ยุ่งยาก ลาบาก เนื่องจากการทาพิธีแต่ละคร้ัง ทุกคน
ในตระกูลของผู้ทาพิธีต้องมาครบทุกคน ไม่ว่าอยู่แห่งหนใดก็ต้องกลับมา ผู้ทาพิธีจึงไปสักยันต์เพื่อตัดขาดจาก
การสืบทอดหนา้ ท่ีนี้ โดยจะเดนิ ทางไปสักกบั หมอผที ฝี่ ง่ั เมยี นมาร์ทกุ ปีๆ ละ 1 ครั้ง

ปัจจุบันชาวบ้านจึงสร้างเจดีย์สองแผ่นดิน (ฝ่ังไทย) เพื่อเช่ือมความสัมพันธ์ระหว่าง
ชาวบ้านห้วยปลากองฝั่งประเทศไทยกับชาวบ้านฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมาร์ โดยจะมีการสรงน้าเจดีย์น้ี
ในชว่ งเดือนเมษายนของทุกปี

2.4) ราวตากผา้ พนั ปี รอยพระพทุ ธบาท

ภาพที่ 48 ราวตากผา้ พนั ปี และรอยพระพทุ ธบาท บรเิ วณเหนือหนา้ ถา้

101

2.5) ลอ่ งเรอื ชมธรรมชาตสิ องแผน่ ดนิ ชมถา้ นา้ หยด

ภาพท่ี 49 ลอ่ งเรือชมธรรมชาตสิ องแผน่ ดิน ชมถา้ น้าหยด
2.6) จุดผ่อนปรน สะพานไม้ไผส่ องแผน่ ดนิ

ภาพท่ี 50 จดุ ผ่อนปรน สะพานไมไ้ ผส่ องแผน่ ดนิ

ภาพท่ี 51 ผนู้ าของสองหมู่บ้าน นายสมพงษ์ พงศ์อภิโชติ (เสือ้ มว่ ง)
ผู้ใหญ่บ้านห้วยปลากอง (ประเทศไทย) และนาย อู่หย่ี (โสร่งสีฟา้ ) ผใู้ หญ่บา้ นขอ่ โค๊ะ (เมียนมาร์)

จุดผ่อนปรนน้ี โดยปกติแล้วห้ามทาส่ิงท่ีก่อสร้างที่จะเช่ือมต่อระหว่างประเทศได้
แต่ทางการก็ได้ผ่อนปรนให้พ่ีน้องสองแผ่นดิน ทาสะพานไม้ไผ่เพื่อใช้เป็นเส้นทางเดินเท้าสัญจร ไป -มา
มีค่าธรรมเนียมในการข้าม 10 บาท/คน เมื่อถึงฤดูร้อนวิถีคนสองแผ่นดินก็เริ่มดาเนินขึ้นโดยมีการนัดหมายของ
ผู้นาทั้งสองแผ่นดิน ร่วมกันหาไม้ไผ่ที่อยู่ริมฝ่ังแม่น้าเมยช่วยกันสร้างสะพานไม้ไผ่ เม่ือถึงฤดูฝนมีน้าหลากสะพาน

102

ไม้ไผ่นี้ก็จะโดนกระแสน้าพัดพาไปตามกระแสน้า เสน่ห์อีกอย่างของบริเวณนี้ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน น้าบริเวณ
น้จี ะมสี ีเขยี วคล้ายสเี ขียวมรกต มปี ลาหลากหลายชนิดอยบู่ ริเวณใตส้ ะพานไม้ไผ่

2.7) เครอ่ื งดนตรี “เตหน่า” และ “แดะเบาะ”

ภาพท่ี 52 เคร่ืองดนตรี “เตหนา่ ”
นายสมพงษ์ พงศ์อภิโชติ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ท่ี 12 บ้านห้วยปลากอง เล่าว่า เตหน่า
เป็นเคร่ืองดนตรีของชาวปกาเกอะญอ ในอดีตชายหนุ่มชาวปกาเกอะญอจะต้องมีเตหน่าเป็นเครื่องดนตรี
ประจาตัวทุกคน เมื่อว่างเว้นจากการทาไร่ในช่วงเวลากลางคืนชายหนุ่มจะไปเที่ยวหาหญิงสาวท่ีตนชอบพอ
แล้วเล่นร้องเพลงเก้ียวพาจีบสาว หากชายใดไม่ต้องการมีคู่ครองหรือเป็นชายที่มีครอบครัวแล้วก็มักจะเล่น
เตหน่าท่ีบ้านของตนเอง นอกจากน้ีการเล่นเตหน่าของคนสูงอายุมักเป็นเพลงสอนใจลูกหลานให้รู้จักรัก
หวงแหนชนชาติพันธ์ุของตนเอง
ยังมีเร่ืองเล่าอีกวาสมัยก่อนในช่วงสงครามหากมีเหตุการณ์ท่ีคับขัน ผู้นาทัพกะเหร่ียง
ก็มักเล่นเตหน่า เสียงท่ีไพเราะนั้นทาให้ศัตรูน้ันหลงใหล หยุดการเคล่ือนไหว จนทาให้พาชาวบ้านหนีอพยพ
พ้นภัยสงครามไดเ้ ลยทเี ดยี ว
นายธนากร พงศ์อภิโชติ เล่าว่า สมัยก่อน เคร่ืองดนตรี “เตหน่า” ต้องใช้เวลานาน
โดยต้องไปหาไม้ “มะคี” เพ่อื มาทาตัวเตหนา่ ต้องเลือกหาไมใ้ นชว่ งวันเพญ็ เดอื นสิบสอง ด้วยความเชอื่ ทว่ี ่าหาก
ตัดไม้ท่ามกลางแสงจันทร์จะทาให้ไม้นั่นมีพลัง และมีสิ่งศักด์ิสิทธ์ิประทับอยู่ในลาไม้ต้นนั่น แล้วจะนาไปฝังดิน
ตรงทางสามแพร่งจนครบสัปดาห์จึงขุดไม้ มาขึ้นรูป ปีต่อมาค่อยทาคันโค้งงอ ก่อนข้ึนสายด้วยเส้นใยเถาวัลย์
หรือเอ็นสัตว์ ปัจจุบันนิยมใช้สายเบรกจักรยานยนต์ ด้วยเสียงที่ทาให้รู้สึกเยือกเย็น ฟังสบาย คล้ายเสียงพิณ
ของภาคเหนือ แต่ปัจจุบันจะหาคนเล่นเตหน่ามีน้อยมาก คนทาก็น้อยลงตามไปด้วย ไม่ค่อยมีคนสืบทอด
ลักษณะของเตหนา่ ก็ไม่ได้มคี วามพิถีพถิ นั ทาแบบเรียบงา่ ย

103

ภาพท่ี 53 การละเล่น “แดะเบาะ”

นายธนากร พงศ์อภิโชติ เล่าว่า เคร่ืองเล่น แดะเบาะ เป็นเครื่องเล่นของชาวกะเหรี่ยงเมียนมาร์
และการเล่นแบบกระทบไม้ไผ่ ตามจงั หวะ ลกั ษณะการละเล่นจะเปน็ กลอนกะเหรีย่ ง เลน่ ในเทศกาลรนื่ เริง

สว่ นที่ 3 ประเพณีวัฒนธรรม
ปฏิทนิ ประเพณี มีดังนี้
ชุมชนอาเภอแม่ระมาด มีประเพณีท้องถิ่นท่ีนับถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาในแต่ละเดือน

เป็นประเพณี ทสี่ มั พนั ธก์ บั ความเชื่อ วถิ ชี ีวิต และฤดูกาล ของชาวไทยพ้นื ราบ และชาวปกาเกอะญอ ดังน้ี

ตารางท่ี 1 แสดงข้อมูลพชื พันธุ์ วัฒนธรรม ประเพณีของชมุ ชนในรอบ 1 ปี ชาวปกาเกอะญอ

เดอื นสากล เดอื นปกาเกอะญอ พืชพนั ธุป์ กาเกอะญอ ประเพณปี กาเกอะญอ

มกราคม ตะหล่าลา พรกิ (เบมือ่ เก่) -ขน้ึ ปใี หม่

(ตะเหล่ลา) -การขอพรปีใหม่ข้าวโดยนาข้าว

ใหม่และอาหารไปไหว้ผี ไหว้ผู้

เฒ่าผู้แก่

-ระบาเกลียวเชือก

-กินขา้ วใหม(่ ออบรึซอโค๊ะ)

-เตะบอื ซอโค้ (แสะพอโค้) -

ทาบญุ ขา้ วเปลอื ก พธิ ีไม้พระเจา้

พธิ ีทาบุญข้าวหลาม (จะทาในวัน

เดยี วกัน)

กมุ ภาพันธ์ เคแผะ (เคแพะ) ขุดมนั สาปะหลัง -บุญข้าวทิพย์ / -รอเกบ็ เก่ยี ว

-ทอผ้า / -งานแต่งงาน

มนี าคม เคกู่ -ปีใหม่กะเหร่ียง

-มาบ๊โุ ค๊ะ

-ทาบุญคา้ ตน้ โพธิ์

-สืบชะตาหมบู่ ้าน

104

ตารางท่ี 1 แสดงขอ้ มูลพชื พันธุ์ วฒั นธรรม ประเพณขี องชุมชนในรอบ 1 ปี ชาวปกาเกอะญอ (ตอ่ )

เดอื นสากล เดือนปกาเกอะญอ พชื พันธ์ุปกาเกอะญอ ประเพณีปกาเกอะญอ
เมษายน
พฤษภาคม ตาลา หักขา้ วโพด -รดนา้ ดาหวั
มถิ นุ ายน
กรกฎาคม -เลี้ยงผปี ู่ยา่

สงิ หาคม -ขนึ้ ธาตุ (บา้ นตนี ธาตุ)

กนั ยายน เตญ้ าลา -หกั ข้าวโพด -ขอขมานา้
ตลุ าคม
พฤศจิกายน -ปลูกขา้ วไร่(พ.ค.-ธ.ค.) -เล้ียงฝาย
ธนั วาคม
ลานุย -ปลกู มนั สาปะหลงั -เลย้ี งผฝี าย (สู่ลอ่ื ทบี อ)

-ปลกู ข้าวโพดเล้ียงสตั ว์

(ม.ิ ย.-ต.ค.)

ลาเซาะ -เขา้ พรรษา / -เรียกขวญั ข้าว

-เลย้ี งฝาย / -เลี้ยงข้าวเขยี ว

- ทาพิธเี ล้ียงฝาย (ทีบอเกาะ)

ก่อนไถนาปลูกข้าว - วันเข้าพรรษา

(วอหนึ)

ลาขุ ปลกู ขา้ วโพด ปลูกบุก -พิ ธีกี้จือลาขุหรือพิ ธีผูกข้อมือ

เรยี กขวัญ ชาวกะเหรยี่ ง

-เรียกขวญั ขา้ ว / -เลย้ี งฝาย

- ตะ๊ แส๊ะบือละ (ผีไร)่ และ

แซะจิ (ผีนา) การเลี้ยงเจา้ ทน่ี า

(เลย้ี งผีไรผ่ นี า) ทาในนาช่วงก่อน

ข้าวตั้งทอ้ ง

ฉิมือ่ เก่ียวข้าว

ฉิชะ -วนั ออกพรรษา (วอเทอะ)

ลานอ (ลาพอ) หกั ขา้ วโพดไร่ -ทาพิธเี ร่มิ เก่ยี วขา้ ว / -ทอดกฐนิ

-งานลอยกระทง / -ลิเกเมียนมาร์

ลาปสื่อ เก็บถวั่ เขียว เกบ็ พรกิ -คริสมาสต์

-ตาเมโตปิ หลฮู่ อ้ บลอ / -เมตอ่

-ขา้ วจ่ี

-พธิ ีเลย้ี งผีไร่ (ตะม้ือก่า) ข้าวโพด

(หลงั เก็บเก่ยี ว) / -พิธีเรยี กขวัญ

ขา้ ว (ก๊อะเท๊าะทุ) (หลังเก็บเกี่ยว)

-พิธีแสกบือซะ (หลังเกบ็ เกย่ี ว

ขา้ ว) / -พธิ แี สกพอโค๊ะ (ทาบุญ

ยุ้งขา้ ว) / -ประเพณีออบือซอโคะ๊

(เผาขา้ วหลาม)

-พธิ ีกอ่ โท๊ะ (เก็บข้าวไว้ในยงุ้ ฉาง)

105

ตารางที่ 2 แสดงข้อมูลพืชพนั ธุ์ วัฒนธรรม ประเพณขี องชุมชนในรอบ 1 ปี ของชาวไทยล้านนา

เดอื นสากล เดือนล้านนา พืชพันธลุ์ า้ นนา ประเพณีล้านนา

มกราคม ส่ี กะหลา่ คะนา้ ผกั กาด -ซ้อนขวญั ขา้ ว (หลังเก็บเก่ียว)

-ต๋านขา้ วใหม่
-เดือน 4 จ่ขี ้าวหลาม (ข้าวใหม่)

กมุ ภาพนั ธ์ ห้า กวางตุ้ง บร๊อคเคอรี่ -ผ้าป่าสามัคคี

มีนาคม หก -ประเพณไี มค้ ้าสะหลี่

เมษายน เจ็ด ปลูกกล้วย -สงกรานต์ / -รดน้าดาหวั ผใู้ หญ่

-สรงน้าพระพุทธรปู หนิ อ่อน

พฤษภาคม แปด ข้าวโพด อ้อย
มนั สาปะหลงั

มิถนุ ายน เก้า -เล้ยี งผีปยู่ า่ / -ไหว้เจ้าพอ่ คาหมนื่

-พธิ ีแปลงขวัญข้าว (เรมิ่ ปลูกข้าว)
-เลี้ยงผปี ยู่ า่

กรกฎาคม สิบ ปลกู ข้าวปี -เข้าพรรษา
-แห่เทยี นจานาพรรษา

สิงหาคม สิบเอด็ ม ะ เขื อ ถั่ ว ฝั ก ย า ว
ผักบุ้ง กระเจ๊ียบเขียว
แตงกวา

กันยายน สิบสอง -กวนขา้ วทพิ ย์ / -ถวายขา้ วพระ
-พธิ ีเลี้ยงขา้ วเขียว(ตอนข้าวต้ังท้อง)

ตลุ าคม เกยี๋ ง ขิง ข่า ตะไคร้ ว่านชัก -ออกพรรษา / -ตักบาตรเทโว
ม ด ลู ก ว่ า น ม้ าข า ว -ทอดกฐิน / -ตานก๋วยสลาก

อญั ชัญ ใบเตย ขมนิ้

พฤศจิกายน ยี่ -ลอยกระทง / -ทอดกฐนิ

ธันวาคม สาม เกยี่ วขา้ วปี -ทาบญุ ส้นิ ปี สวดมนต์

หมายเหตุ 1) เดอื นทเ่ี ปน็ เลขคู่จะเปน็ เดอื นที่จดั พธิ มี งคล เช่น ขนึ้ บา้ นใหม่ แตง่ งาน

2) ชาวไทยพ้ืนราบ มีประเพณีแบบชาวล้านนา พูดภาษาคนเมือง (ภาษาเหนือ) เนื่องจากมีการย้าย

ถิ่นฐานมาจากจังหวดั ลาปาง ลาพูน เชียงใหม่

3) การเรยี กช่ือเดือนทางภาคเหนือจะแตกต่างกบั เดือนสากลและยงั นยิ มเรียกเดอื นตามประเพณี

เหนือ

106

ขอ้ สรปุ ผลการวจิ ยั ตามวัตถุประสงคข์ อ้ ท่ี 2
การศึกษา สารวจ สืบค้นข้อมูล เช่ือมโยงแหล่งท่องเที่ยว จานวน 6 บ้าน ประกอบด้วยบ้านตีนธาตุ

และบ้านป่าไร่เหนือ ตาบลพระธาตุ บ้านโฮ่ง ตาบลแม่ระมาด บ้านหม่องวา บ้านขะเนจ้ือ และบ้านห้วย
ปลากอง ตาบลขะเนจ้ือ อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก พบว่า มีหมู่บ้านที่เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ จานวน
5 หมู่บา้ น หมู่บา้ นท่ีเปน็ คนไทยล้านนา จานวน 1 หมู่บา้ น มีประวัติศาสตร์ เรอ่ื งราวในอดีตที่น่าสนใจ มีคุณค่า
ควรอนุรักษ์ให้สืบทอดต่อไป ยังมีเหตุการณ์ในอดีตท่ีเช่ือมโยงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น การก่อสร้างพระ
ธาตุโฆ๊ะเล บ้านตีนธาตุ ตาบลพระธาตุ กับพระธาตุขะเนจื้อ บ้านขะเนจื้อ ตาบลขะเนจื้อ โดยครูบาแก้วเป็น
ผรู้ ิเร่ิมก่อสรา้ งที่อาศัยความร่วมมือของคนในหมู่บ้านน้ันๆ เพื่อให้เป็นสถานท่ีเคารพบูชา และยึดเหนี่ยวจิตใจให้
ทกุ คนรักและสามัคคีกันไมว่ ่าเปน็ คนไทยหรือคนกะเหรีย่ ง และมกี ารนัดหมายทาบุญพระธาตทุ ุกปี ทาให้คนไทย
และคนกะเหร่ียง ได้มีโอกาสทาบุญร่วมกัน สามารถใช้ชีวิตร่วมกัน และมีการแบ่งปันอย่างเอ้ืออาทรได้
นอกจากน้ีเส้นทางการเดินทัพของชาวญ่ีปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากหลักฐานดังคาบอกเล่าว่ามีสิ่งของ
ชาวญ่ีปุ่นเคยใช้ถ้าท่ีบ้านป่าไร่เหนือเป็นคลังแสงในสมัยนั้น และญ่ีปุ่นต้องการใช้เป็นเส้นทางผ่านจากตัวเมือง
ตากผ่านไปอาเภอแม่ระมาด เพื่อบุกเข้าไปเข้าโจมตีประเทศเมียนมาร์ โดยจะมีการขุดเจาะภูเขาให้เป็นรูแล้ว
เอาระเบิดหย่อนเข้าไปแล้วจุดชนวนระเบิดทาลายถนน เปิดเป็นเส้นทางเดินทัพ เร่ืองราวประวัติศาสตร์
เหล่าน้นี ่าสนใจ และอาจมีข้อมูลที่ผิดเพ้ียนไปหาไม่มีการบอกเล่าเร่ืองราวให้กับคนรุ่นหลังได้ฟัง แม้กระท่ังการ
ทอผ้าด้วยกี่เอวของชาวปกาเกอะญอที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวปกาเกอะญอนับวันจะหาผู้ท่ีทอผ้าท่ีมี
ลวดลายสวยงามได้น้อยลงไป จาเป็นต้องมีการถอดองค์ความรู้มรดกวัฒนธรรม สร้างความตระหนัก อนุรักษ์
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้ไม่ให้ลบเลือนหายไปกับวิถชี ีวิตปัจจุบัน จากเร่ืองราวข้างต้นคนในชุมชนเองก็ได้เคยมีการทา
การท่องเที่ยวโดยชุมชนเช่ือมโยงการท่องเท่ียวจากการพัก โฮมสเตย์ท่ีบ้านโฮ่ง เยี่ยมชมวิถีชีวิตคนล้านนาท่ี
พอเพียงแล้วนานักท่องเที่ยวไปยังบ้านห้วยปลากอง ตาบลขะเนจื้อ หรืออีกเส้นทางไปยังบ้านตีนธาตุและ
บ้านป่าไร่เหนือ ตาบลพระธาตุ หรือการพกั โฮมสเตย์ท่ีบา้ นปา่ ไรเ่ หนอื เยี่ยมชมวิถีชีวิตคนปกาเกอะญอแล้วนา
ต่อไปยังบ้านตีนธาตุ เป็นการทาการท่องเที่ยวโดยชุมชนท่ีมีผู้จัดที่พักโฮมสเตย์เป็นผู้นาเท่ียวทั้งหมดไม่ได้
เป็นการส่งต่อนักท่องเท่ียว อาจเนื่องด้วยคนในพ้ืนที่แหล่งท่องเที่ยวไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่กล้าพูด ขาดการ
ส่งเสริมการบริการ ไม่มีการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างเป็นระบบ จากฐานข้อมูลองค์ความรู้
มรดกวัฒนธรรมข้างต้นจะนามาใช้เป็นฐานในการพัฒนาท่องเท่ียวโดยชุมชน ทาให้ทีมวิจัยชุมชนมีแนวคิดทา
การท่องเทย่ี วโดยชุมชนเช่ือมโยงกันเพ่ือหนุนเสรมิ ซ่ึงกันและกัน มุง่ ส่งเสริมให้การท่องเท่ียวโดยชุมชนเป็นแหล่ง
รายไดเ้ สรมิ ใหก้ ับคนในชมุ ชน โดยไมท่ าลายประเพณวี ฒั นธรรมด้งั เดิม

107

ผลการวจิ ยั ตามวตั ถุประสงคข์ อ้ ท่ี 3 ออกแบบและพฒั นาเส้นทางทอ่ งเทยี่ วเพ่อื ศึกษาเรยี นรู้
มรดกวัฒนธรรมชมุ ชน

ทีมวิจัยชุมชนได้ร่วมกันเก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษา สารวจ สืบค้นของดี เรื่องราวประวัติศาสตร์ รวมถึง
ทุนทรัพยากรชุมชนในด้านต่างๆ ท่ีมีอยู่ในพื้นที่เครือข่ายการท่องเที่ยวของอาเภอแม่ระมาดท่ีกระจายกันอยู่
แต่ละหมู่บ้าน มรี ะยะทางทไ่ี ม่ไกลกันมากนัก ได้เคยทาทดลองการท่องเท่ยี วมาบ้างแต่ทาการทอ่ งเท่ียวแบบไม่รู้
กระบวนการในการทางานให้เป็นระบบ ทาในลักษณะของคนเดียวหรือเฉพาะกลุ่มหมู่บ้าน อีกท้ังยังขาดการ
เชื่อมโยงส่งต่อนักท่องเท่ียว และการกาหนดกิจกรรมในเส้นทาง ยังรู้สึกกังวลในการกาหนดเส้นทางว่าควรเริ่มต้น
ท่ีจุดใดหรือนาไปท่องเท่ียวทางใดท่ีจะทาให้การท่องเท่ียวโดยชุมชนน่าสนใจ ทีมพ่ีเลี้ยงนักวิจัยจึงพาไปศึกษาดูงาน
รุ่นพ่ีเหนือล่าง ที่ได้รับทุนงานวิจัยจาก สกว. ผ่านกระบวนการพัฒนาการท่องเท่ียวโดยชุมชน และเปิดชุมชนเป็น
หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้ทีมวิจัยชุมชนอาเภอแม่ระมาด ได้มีความรู้ความเข้าใจในกิจกรรม กระบวนการ
ได้เห็นภาพกิจกรรม จากผ้มู ปี ระสบการณ์จริง เปน็ แนวทางพัฒนาการท่องเท่ียวโดยชมุ ชน โดยมกี ระบวนการ ดงั น้ี

1) ผลจากศึกษาดูงานรุ่นพี่เหนือล่าง ณ บ้านธงชัย ตาบลพะวอ-ด่านแม่ละเมา อาเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ระหวา่ งวันท่ี 29-30 พฤศจิกายน 2563 พอสรปุ ผลได้ดงั นี้

1.1) ได้เรียนรู้วิธีการต้อนรับนักท่องเท่ียว การบรรยายของไกด์หลัก รู้สึกประทับใจ มีวิธีการพูดท่ีมี
น้าเสียงน่าฟังดว้ ยน้าเสยี งของชนเผา่ ม้ง ฟงั เขา้ ใจง่าย สรปุ ภาพรวมกอ่ นนาเที่ยวได้ชดั เจน

1.2) แบ่งหน้าท่ีในการต้อนรับนักท่องเท่ียว เช่น คนดูแลห้องพัก คนดูแลน้า คนดูแลห้องน้า
มีผูด้ ูแลในถา้ ท้ังดา้ นและด้านหลงั ขบวนนกั ท่องเทียว เป็นต้น

1.3) การพาไปเรียนรู้ตามฐานในชุมชนท่ีเก่ียวข้องกับประวัติการก่อตั้งชุมชน เช่น ถ้าปาเด้แต๋งท่ีเคย
เป็นถ้าหลบภัยในช่วงสงครามการเมือง อีกท้ังกิจกรรมการเรียนรู้ในฐานการปักผ้า ที่ทาให้เห็นถึงวัฒนธรรม
ความเชอ่ื ของชนเผ่าม้ง เปน็ การนาของดีในชุมชนมาเป็นกิจกรรมตามฐานเรยี นรู้

1.4) สอบถามในส่ิงที่สงสัย แลกเปล่ียนเรียนรู้แง่คิดต่างๆ ได้รับรปู้ ัญหา อุปสรรค ในการดาเนินงานใน
รูปแบบต่างๆ กับคนในชุมชนและหน่วยงานท่ีเคยเข้ามาพัฒนาแต่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทราบถึงวิธีการ
แกไ้ ขปญั หา การมีสว่ นรว่ มของชุมชนเพื่อให้การบริหารจดั การท่องเที่ยวชุมชนโดยชมุ ชนดาเนินต่อไป

108

ภาพที่ 54 การศกึ ษาดงู านบ้านธงชยั

ภาพท่ี 55 มีวงสนทนาเพ่ือสรุปงานและแลกเปลย่ี นเรียนรู้รว่ มกัน
2) จากการศึกษาดูงานรุ่นพี่บ้านธงชัย ชุมชนได้เห็นรูปแบบการจัดกิจกรรมและเส้นทางท่องเทยี่ วแล้ว
เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะความสามารถของชุมชนในการสร้างกิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยว ได้นัดหมาย
จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 1-2 มีนาคม 2564 ชุมชนร่วมกันระดมความคิดเห็น ในการสร้าง
อัตลักษณ์ร่วม ของพ้ืนที่อาเภอแม่ระมาด จนได้ข้อสรุปที่ผ่านการประชุมหารือแลกเปล่ียนกับชุมชน ที่ประชุม
มมี ตริ ่วมกันกาหนดอัตลักษณ์ว่า ภาพลกั ษณท์ างการทอ่ งเทยี่ วของแมร่ ะมาด คอื

“มาวนั เดียวเท่ียวสองแผ่นดนิ ชมวถิ ีถน่ิ ลา้ นนา ปกาเกอะญอ”
“โฮมสเตย์อบอนุ่ สมดลุ สองแผ่นดิน เยอื นวิถีถิน่ ปกาเกอะญอ”

“จบิ ชาควายหาว ฟังเร่ืองเลา่ ปกาเกอะญอ”

109

นอกจากนี้ทีมวิจัยชุมชนร่วมประชุมหารือกับชุมชนเจ้าของพ้ืนท่ีที่จะร่วมพัฒนา CBT ถึงพันธกิจ
ท่ีชุมชนจะต้องดาเนินการเพ่ือพัฒนา CBT ให้เกิดมรรคผลจนสามารถกลายเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้
เสรมิ ให้กับชุมชนได้ ซง่ึ ไดข้ ้อสรุปดงั ตารางแสดงพนั ธกจิ และเปา้ หมาย

ตารางท่ี 3 แสดงพันธกจิ และเปา้ หมาย

พนั ธกิจ เปา้ หมาย

1. สง่ เสรมิ ให้ชมุ ชนมีความรู้ด้านการบริหาร 1. บ้านเมืองสะอาดน่าเทยี่ ว มคี วามปลอดภัย

จดั การท่องเทีย่ วโดยชุมชน มกี ารแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ

2. สรา้ งรายไดใ้ ห้ชมุ ชน 2. ใหค้ นในชุมชนมรี ายไดเ้ สริม
3. เกิดนักสื่อความหมายท้องถ่นิ

3. สง่ เสริม อนุรกั ษ์ภมู ิปญั ญาและประเพณี 4. เพ่อื ใหม้ จี ิตสานกึ รกั บ้านเกิด อนรุ ักษ์ภูมปิ ัญญา
พน้ื ถ่ิน วัฒนธรรมทอ้ งถ่ิน และประวัติศาสตร์ชุมชนมีการ
สืบทอดยังอยคู่ ู่กบั ชุมชน

4. ขยายเครือข่ายทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการ 5. มีการเชอื่ มเสน้ ทางเครือข่ายการทอ่ งเทีย่ ว

พัฒนาการทอ่ งเท่ยี วให้ครอบคลมุ มากขึ้น

ภาพที่ 56 ร่วมระดมความคิดเหน็ กาหนดอัตลักษณ์ เช่ือมโยงเสน้ ทางท่องเที่ยวและกิจกรรม

3) จากการสร้างอัตลักษณ์ร่วม ของพื้นท่ีอาเภอแม่ระมาด ได้นามาสร้างกิจกรรมและเส้นทางการ
ท่องเท่ียว โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามมาให้ความรู้เพื่อให้ชุมชนได้รู้ว่าการ
กาหนดเส้นทางการท่องเท่ียวควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น นาทุนท่ีผ่านการคัดสรรไปจัดฐานเรียนรู้
ในเสน้ ทางใหม้ ีความเฉพาะตวั ท่ีน่าสนใจ เปน็ ต้น การจดั อบรมเชิงปฏิบตั ิการในครั้งน้ีได้เชิญภาคีเครอื ขา่ ยท่ีจะ

110

ร่วมกันจัดเส้นทางการท่องเท่ียวมาเพิ่มเติมความรู้ โดยในช่วงการอบรมให้มีการทดลองกาหนดเส้นทาง
ได้ร่วมกันปรึกษาหารือขอคาแนะนาจากทีมวิทยากร ภายหลังเสร็จส้ินการลงมือปฏิบัติก็ได้นาเสนอผลงาน
ทีมวิทยากรประเมินผลงาน และได้ตัดบางส่วนท่ียืดเย้ือ หรือเติมบางอย่างที่ขาดหายไปในเส้นทาง
ในขณะเดียวกันก็ได้อธิบายให้ชุมชนได้รับฟังเหตุผลที่ต้องตัดหรือเติมเข้าไป จากการสังเกตทาให้เห็นว่าชุมชน
ยังไม่มีศักยภาพในเร่ืองการเป็นนักเลา่ เร่ือง นักส่ือความหมาย จาเป็นต้องได้รับการพัฒนา และยังต้องมีความรู้
ในเร่ืองของการบริหารจัดการ และการให้บริการจนในท่ีสุดชุมชนก็มีความสามารถในการพัฒนาเส้นทาง
ทอ่ งเท่ียวของตนเอง ทั้งหมด 5 เส้นทาง ดังน้ี

เส้นทางท่ี 1 วฒั นธรรมสองแผน่ ดิน เสน้ ทางน้ใี ชเ้ วลา 1 วนั
จุดท่ี 1 เวลา 13.00 น. เรยี นร้วู ถิ ีชาวลา้ นนา ปั่นจกั รยานชมบรรยากาศสองฝ่งั แม่น้าเมยที่จดุ ผ่อนปรน
ท่าลอ้ พักค้างคืนทโี่ ฮมสเตยบ์ ้านโฮ่ง
จุดที่ 2 เวลา 09.00 น. ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ อบต.ขะเนจื้อ เดินทางโดยรถยนต์ชุมชน ระหว่างทาง
มีนักเลา่ เร่ืองชุมชนเลา่ ประวตั คิ วามเป็นมาและสถานท่ีตา่ งๆ
จุดท่ี 3 เวลา 09.30 น. เรยี นรู้วถิ ชี าวปกาเกอะญอ ฝ่งั ประเทศเมยี นมาร์ ลงเรือที่หว้ ยงูเห่า
จุดท่ี 4 เวลา 10.00 น. จุดเช็คอนิ ตน้ สกั ขีพยาน และตน้ สกั คู่รกั
จุดที่ 5 เวลา 10.30 น. ต้อนรับเข้าสู่บ้านห้วยปลากอง รับฟังเรื่องราวถ้าโมกขละ รอยพระพุทธบาท
ราวตากผา้ พนั ปี และสักการะเจา้ พ่อโมกขละ ชมการแสดงเตหนา่ สกั การะเจดีย์สองแผ่นดิน
จุดท่ี 6 เวลา 10.20 น. เส้นทางสะพานสองแผ่นดิน ชมน้าร้อนผุดริมหาดทรายแม่น้าเมย ฝั่งประเทศ
เมยี นมาร์ ลวกไข่ออนเซนในวงบ่อทรายท่มี นี ้ารอ้ นผุด
จดุ ที่ 7 เวลา 10.30 น. สกั การะเจดยี ฝ์ ง่ั ประเทศเมียนมาร์
จุดที่ 8 เวลา 10.40 น. ล่องเรือชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้าเมย ชมบ่อน้ากินรี ชมถ้าน้าหยด สักการะ
เจดยี ์กลางน้า

ไกด์สง่ นกั ท่องเทีย่ วท่ี อบต.ขะเนจือ้ นกั ท่องเทยี วเดินทางกลับไปยงั บา้ นโฮ่ง
จุดท่ี 9 เวลา 12.00 น. พกั รับประทานอาหารกลางวนั วิถีชาวล้านนาที่บ้านโฮ่ง
จุดที่ 10 เวลา 13.00 น. เรียนรกู้ ารแปรรูปกล้วยนา้ ว้าในรูปแบบตา่ งๆ

ไกดส์ ่งนักท่องเท่ยี ว กลา่ วลา จบทรปิ
ส่ิงที่ต้องเตรียมในการชมถ้า ประกอบด้วย น้าด่ืมสะอาด , ยาทากันยุงหรือแมลง , ไฟฉายที่มี
ความสอ่ งสวา่ งสงู , ผ้าปดิ จมกู , รองเท้าทส่ี ามารถเดินดินทเี่ ปยี กล่นื

เสน้ ทางที่ 2 เสน้ ทางชมถ้า อบสมนุ ไพร เสน้ ทางนใี้ ชเ้ วลา 1 วนั
จดุ ที่ 1 เวลา 13.00 น. เรยี นรวู้ ิถีชาวล้านนา ปั่นจกั รยานชมบรรยากาศสองฝงั่ แม่น้าเมยที่จดุ ผอ่ นปรน
ทา่ ล้อ พักคา้ งคนื ท่ีโฮมสเตยบ์ ้านโฮง่

111

จดุ ที่ 2 เวลา 09.00 น. ต้อนรบั นักท่องเที่ยว ณ คริสตจักร ศูนยพ์ ัฒนาเด็กและเยาวชน บ้านหม่องวา
นักท่องเที่ยวทาภารกิจส่วนตัว จุดน้ีจะมีนักส่ือความหมายกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยว เล่าประวัติความเป็นมา
ของหมู่บ้าน เชญิ ชวนนักทอ่ งเท่ียวแตง่ กายชุดชนเผา่

จดุ ท่ี 3 เวลา 10.00 น. เรียนรธู้ รรมชาติบ้านหม่องวา
- สักการะพระพทุ ธรูปสานักสงฆ์เลปู่
- ชมถา้ เลปู่ อยู่ในบรเิ วณสานกั สงฆเ์ ลปู่
- ชมถา้ นา้ (มบี ่อนา้ ทีไ่ ม่เคยแหง้ )
- รับประทานอาหารกลางวนั วิถีชาวปกาเกอะญอ
- ชมถา้ เมน่

จุดที่ 4 เวลา 14.00 น. เรียนรูส้ มุนไพรอบตัว
- ชมการต้มสมุนไพร และอบสมนุ ไพร ผอ่ นคลายกลา้ มเนอ้ื
ไกด์สง่ นักทอ่ งเทย่ี ว กลา่ วลา จบทริป
ส่ิงท่ีต้องเตรียมในการชมถ้า ประกอบด้วย น้าด่ืมสะอาด , ยาทากันยุงหรือแมลง , ไฟฉายที่มี

ความสอ่ งสวา่ งสูง , ผ้าปดิ จมูก , รองเท้าทส่ี ามารถเดนิ ดินที่เปยี กลืน่

เส้นทางที่ 3 เสน้ ทางสกั การะสิ่งศักดิส์ ิทธ์ิ เสรมิ ดวงชะตา เสน้ ทางนใี้ ช้เวลา 1 วัน
จุดที่ 1 เวลา 13.00 น. เรียนรู้วิถีชาวล้านนา ปั่นจักรยานชมบรรยากาศสองฝั่งแม่น้าเมยท่ี จุดผ่อน
ปรนทา่ ลอ้ พักคา้ งคนื ทโ่ี ฮมสเตยบ์ า้ นโฮง่
จุดที่ 2 เวลา 09.00 น. ต้อนรับนักท่องเท่ียว บ้านขะเนจื้อ ณ โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ เรียนรู้ภูมิปัญญา
วถิ ชี าวปกาเกอะญอ
จุดท่ี 3 เวลา 09.10 น. ชมการแสดงระบาจ๊ิกกร๊ิ (ระบาไม้ไผ่) เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมระบาไม้ไผ่
เดนิ ทางดว้ ยรถอีตอ๊ ก
จดุ ท่ี 4 เวลา 09.30 น. สักการะพระธาตุขะเนจอื้ เดินข้นึ พระธาตเุ สริมดวงชะตา
จดุ ที่ 5 เวลา 10.30 น. ชมสาธติ การทอผ้าด้วยกเี่ อว เลือกซ้อื ผลิตภณั ฑผ์ ้าทอ
จุดท่ี 6 เวลา 10.50 น. ชมการทาอาหารพื้นถ่ิน และขนมพื้นถ่ิน พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน
เดินทางโดยรถยนต์ชมุ ชน
จดุ ที่ 7 เวลา 13.00 น. จุดเชค็ อิน ต้นสักขีพยาน และต้นสกั ครู่ กั
จุดท่ี 8 เวลา 13.30 น. ต้อนรับเข้าสู่บ้านห้วยปลากอง รับฟังเร่ืองราวถ้าโมกขละ รอยพระพุทธบาท
ราวตากผ้าพันปี และสักการะเจา้ พ่อโมกขละ ชมการแสดงเตหน่า สักการะเจดยี ์สองแผน่ ดนิ
จุดท่ี 9 เวลา 14.00 น. เส้นทางสะพานสองแผ่นดิน ชมน้าร้อนผุดริมหาดทรายแม่น้าเมย ฝั่งประเทศ
เมยี นมาร์ ลวกไข่ออนเซนในวงบอ่ ทรายที่มนี า้ ร้อนผดุ
จุดที่ 10 เวลา 14.30 น. สักการะเจดยี ์ฝง่ั ประเทศเมียนมาร์

112

จุดที่ 11 เวลา 15.00 น. ล่องเรือชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้าเมย ชมบ่อน้ากินรี ชมถ้าน้าหยด สักการะ
เจดียก์ ลางน้า (ประมาณ 1 ชัว่ โมง)

ไกดส์ ่งนักทอ่ งเท่ยี ว ณ บ้านโฮง่ กลา่ วลา จบทรปิ

เส้นทางที่ 4 เส้นทางวถิ ีล้านนา สู่วถิ ปี กาเกอะญอ เสน้ ทางนี้ใชเ้ วลา 1 วัน
จดุ ท่ี 1 เวลา 13.00 น. เรียนรวู้ ถิ ีชาวล้านนา ป่ันจกั รยานชมบรรยากาศสองฝงั่ แมน่ ้าเมยที่จดุ ผ่อนปรน
ทา่ ลอ้ พกั คา้ งคนื ทโ่ี ฮมสเตยบ์ า้ นโฮง่
จุดท่ี 2 เวลา 09.00 น. สกั การะพระพทุ ธรปู หนิ อ่อน
จุดท่ี 3 เวลา 10.00 น. เดินทางถึงบ้านห้วยปลากอง ค่าเช่ารถจากวัดบ้านห้วยปลากองไปยังถ้า
โมกขละ 300 บาท/คัน (10 คน) ชมถ้าโมกขละ สักการะเจ้าพ่อโมกขละ ชมราวตากผ้าพันปี ชมรอยพระ
พทุ ธบาท สักการะเจดยี ์สองแผ่นดนิ (ฝงั่ ประเทศไทย)
จุดท่ี 4 เวลา 10.30 น. สะพานไม้ไผส่ องแผ่นดิน น้าร้อนผุดทราย ชมฝงู ปลาธรรมชาติ สกั การะเจดีย์
สองแผน่ ดิน (ฝัง่ เมียนมาร์) ค่าบารงุ สะพาน 10 บาท/คน
จดุ ที่ 5 เวลา 11.00 น. ล่องเรือชมธรรมชาติสองแผน่ ดิน อ่างน้ากินรี เจดีย์กลางน้า ค่าเช่าเรือ 300
บาท/ลา (10 คน) ข้นึ ฝั่งรับประทานอาหารวถิ ีชาวปกาเกอะญอ
จุดที่ 6 เวลา 13.00 น. เดินทางไปยังบ้านขะเนจ้ือ ศูนย์เรียนรู้ผ้าทอ (ผ้าทอ 100 ปี) เลือกซื้อ
ผลติ ภัณฑผ์ ้าทอ
จุดที่ 7 เวลา 14.00 น. เดินข้ึนพระธาตุ สักการะพระธาตุขะเนจอ้ื

ไกด์สง่ นกั ทอ่ งเท่ยี ว กลา่ วลา จบทรปิ

เสน้ ทางท่ี 5 เส้นทางเดินทพั สงครามโลกครง้ั ที่ 2 เส้นทางน้ใี ช้เวลา 1 วัน
จุดที่ 1 เวลา 13.00 น. เรียนรู้วถิ ีชาวปกาเกอะญอ พกั คา้ งคืนท่ีโฮมสเตยบ์ า้ นป่าไรเ่ หนือ
จดุ ท่ี 2 เวลา 09.00 น. ชมบ้านภูมปิ ัญญา ชมลานวฒั นธรรม
จดุ ท่ี 3 เวลา 09.30 น. ชมตน้ สะดือ รับฟงั เรื่องราวต้นสะดือ
จุดที่ 4 เวลา 10.00 น. ชมถ้าซามูไร รับฟังเรื่องราวถ้าซามูไร คลังแสงชาวญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก
ครั้งที่ 2
จุดท่ี 5 เวลา 10.30 น. เดินขนึ้ พระธาตุ สกั การะพระธาตุ ธูปเทยี น 20 บาท/ชดุ
จดุ ท่ี 6 เวลา 11.30 น. รบั ฟังเรอ่ื งราวปางไมเ้ กา่ ณ ต้นไม้จอมพลผิน (ตน้ จามจรุ ียกั ษ)์
จุดที่ 7 เวลา 12.00 น. พักรับประทานอาหาร ณ ท่านา้ แมต่ ะลอ พกั ผอ่ นตามอัธยาศัย
จุดท่ี 8 เวลา 13.00 น. เดินทางรถยนต์ชุมชน (มีค่าเช่ารถ 1,500 บาท) เรียนรู้เส้นทางสงครามโลก
คร้ังท่ี 2 บนดอยเปก๊

ไกด์สง่ นกั ท่องเท่ียว กล่าวลา จบทรปิ

113

4) นัดหมายชุมชน ระหว่างวันท่ี 13-14 มีนาคม 2564 ทดลองเส้นทางโดยภาคีเครือข่ายเพื่อค้นหา
ศักยภาพของเส้นทางท่องเท่ียว จานวน 2 คร้ัง บางเส้นทางมีศักยภาพแต่ต้องตัดออกไป ไม่ได้ทาการทดลอง
เส้นทางด้วยเหตุผล ดังนี้ 1. เส้นทางมีความสัมพันธ์กับฝั่งชายแดนของประเทศเมียนมาร์ เกิดเหตุความ
ไม่สงบตามชายแดน 2. สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และ3.กิจกรรมที่ได้กาหนดไว้ไม่ได้อยู่ในช่วง
ฤดูกาลผลิต เช่น กล้วยอบน้าผึ้ง โดยพบว่ามีจานวน 2 เส้นทางที่มีศักยภาพสามารถนาไปเสนอให้กับ
นักท่องเท่ยี วได้ โดยได้รว่ มกนั ตง้ั ชื่อเส้นทางใหน้ ่าสนใจ ดังนี้

เสน้ ทางที่ 1 เรียนร้วู ิถีถ่นิ ก๋ินข้าวเมอื ง เช่ือมเร่ืองเส้นทางสงครามโลกครั้งที่ 2

จุดที่ 1 เวลา 13.00 น. เรียนรู้วถิ ชี าวลา้ นนา พกั คา้ งคนื ทโ่ี ฮมสเตย์บา้ นโฮง่
จุดท่ี 2 เวลา 09.00 น. สักการะพระพุทธรูปหินอ่อน ณ วัดดอนแก้ว นักเล่าเร่ืองกล่าวต้อนรับพร้อม
เลา่ เรอ่ื งราว
จดุ ท่ี 3 เวลา 09.30 น. เรียนรู้การตัดตุง เสริมดวงชะตา พร้อมนาถวายเพ่อื ศิริมงคล
จุดที่ 4 เวลา 10.00 น. เรียนรูส้ มุนไพรใกลต้ วั นามาทายาดม และยาหม่องสมุนไพรนากลับไปใช้ได้
จุดที่ 5 เวลา 11.00 น. รับประทานอาหารกลางวันวิถชี าวลา้ นนา

- นักท่องเท่ียวเดินทางด้วยรถยนตช์ มุ ชน มไี กด์คอยเลา่ เรอ่ื งราวตลอดการเดนิ ทาง
จุดท่ี 6 เวลา 12.00 น. ชมถ้าซามูไร บ้านป่าไร่เหนือ รับฟังเรื่องเล่าในช่วงสงครามโลกครั้งท่ี 2 ท่ีมี
ความเกยี่ วขอ้ งกับชาวญ่ปี นุ่
จดุ ที่ 7 เวลา 12.30 น. เดินขึน้ พระธาตุ สกั การะพระธาตโุ ฆ๊ะเล ดว้ ยพลังแหง่ จิตศรัทธาบ้านตนี ธาตุ
จุดท่ี 8 เวลา 13.00 น. เลือกซอ้ื ผลิตภัณฑ์ชมุ ชน สาธติ การทอผา้ ดว้ ยกเี่ อว ผา้ ทอ นา้ พริกกะเหรี่ยง
จุดที่ 9 เวลา 14.00 น. รบั ฟังการแสดงเตหนา่ เรียนรู้การทาข้าวยาปกาเกอะญอ พร้อมรบั ฟงั เตหน่า

สง่ นักท่องเที่ยวเดินทางกลบั ไปยงั วดั ดอนแก้ว ไกด์กลา่ วลา จบทริป

เสน้ ทางที่ 2 เชอ่ื มร้อยเส้นทางสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 กับการเรยี นรู้วิถีถน่ิ

จุดที่ 1 เวลา 13.00 น. เรยี นรู้วิถชี าวปกาเกอะญอ พักคา้ งคืนทโี่ ฮมสเตยบ์ ้านป่าไรเ่ หนอื
จุดท่ี 2 เวลา 09.00 น. ชมบ้านภมู ปิ ัญญา ลานวฒั นธรรม
จุดท่ี 3 เวลา 09.30 น. ชมตน้ สะดือ รบั ฟังเร่อื งเลา่ ความเชือ่
จุดท่ี 4 เวลา 10.00 น. ชมถ้าซามูไร รับฟังเรื่องเล่าในช่วงสงครามโลกครั้งท่ี 2 ท่ีมีความเกี่ยวข้องกับ
ชาวญี่ปุน่
จดุ ที่ 5 เวลา 10.30 น. เดนิ ขน้ึ พระธาตุ สักการะพระธาตโุ ฆะ๊ เล ด้วยพลังแหง่ จิตศรัทธาบ้านตีนธาตุ
จดุ ท่ี 6 เวลา 11.30 น. เลือกซือ้ ผลิตภณั ฑช์ มุ ชน สาธิตการทอผ้าด้วยก่เี อว ผา้ ทอ นา้ พริกกะเหร่ียง
จุดที่ 9 เวลา 12.00 น. รับฟังการแสดงเตหน่า เรียนรู้การทาข้าวยาปกาเกอะญอ รับประทานอาหาร
กลางวัน พรอ้ มรบั ฟังเตหนา่

114

จุดที่ 10 เวลา 13.00 น. สักการะพระพุทธรูปหินอ่อน ณ วัดดอนแก้ว บ้านโฮ่ง นักเล่าเร่ืองกล่าว
ตอ้ นรับพร้อมเลา่ เรือ่ งราว

จุดที่ 11 เวลา 13.30 น. เรยี นรกู้ ารตัดตงุ เสริมดวงชะตา พรอ้ มนาถวายเพื่อศิรมิ งคล
จุดที่ 12 เวลา 14.00 น. เรยี นรสู้ มุนไพรใกลต้ วั นามาทายาดม และยาหมอ่ งสมนุ ไพรนากลับไปใชไ้ ด้

ไกด์ส่งนักท่องเทย่ี ว กลา่ วลา จบทรปิ

ภาพที่ 57 แผนทีเ่ ช่อื มโยงเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน รูปแบบท่ี 1

ภาพที่ 58 แผนที่เช่อื มโยงเสน้ ทางท่องเทยี่ วโดยชมุ ชน รูปแบบที่ 2

115

5) ผลจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์ทดลองเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายชุมชน
คนแมร่ ะมาด (ทดลองเส้นทางทอ่ งเที่ยวโดยชุมชน) พอสรปุ ได้ดงั น้ี

5.1) ชุมชนมีความกระตือรือร้น ยินดีท่ีจะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เส้นทางมีศักยภาพ
แตบ่ างกจิ กรรมมมี ากเกนิ ไปสาหรับการท่องเท่ยี วเพียง 1 วัน

5.2) ถนนลาดยาง ปลอดภัยเขา้ ถึงทกุ จุด โฮมสเตย์สะอาด และอาหารพนื้ ถนิ่ มวี ธิ ีการทาที่สะอาด
5.3) บริหารจัดการการเป็นนักสื่อความหมายชุมชนมีเพียงผู้นาคนเดียว ชุมชนส่วนใหญ่ขาดการ
เป็นนักสื่อความหมาย สาเหตุมาจากชุมชนไม่ค่อยสนใจเรื่องราวในอดีต ความเป็นมาของหมู่บ้านตนเอง รับรู้
เพียงสิ่งทีเ่ ป็นปัจจุบนั
5.4) ไม่สามารถควบคุมเวลาตามกาหนดการ และไม่สามารถรวมกลุ่มนักท่องเท่ียวได้
อนั เนอ่ื งมาจากนักท่องเทย่ี วมีจานวนมากกวา่ การบริหารจดั การโดยผู้นาเพียงคนเดียวได้
5.5) รถนาเที่ยวมีความเหมาะสม ปลอดภัย แต่ระหว่างการเดินทางท่ีต้องไปยังชุมชนอ่ืนๆ ไม่มีผู้
เลา่ เรอื่ งราว ทาใหน้ ักท่องเท่ยี วรูส้ กึ เบือ่ หน่าย
5.6) หอ้ งนา้ ตามจุดหลักควรมีผดู้ แู ลตลอดการรับนักทอ่ งเที่ยว

จากผลการทดลองข้างต้นทาให้เห็นว่าชุมชนสามารถจัดกิจกรรมและเส้นทางได้ แต่ต้องพัฒนา
ทักษะ และเปิดมุมมอง หากมีโอกาสเรียนรู้แหล่งท่องเท่ียวอื่น จะเป็นการพัฒนามุมมอง และแนวคิดใหม่
อาจนามาปรับใช้ในการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน จึงได้นาชุมชนไปศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบท่ีมี
ประสบการณ์การต้อนรับนักทอ่ งเที่ยวอีกครง้ั

6) ผลจากการศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบเรียนรู้การบริหารจัดการและให้บริการ CBT แก่นักท่องเท่ียว
ณ ภแู กว้ รสี อร์ท อาเภอเขาค้อ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ ระหวา่ งวนั ท่ี 21-23 มีนาคม 2564 พอสรุปผลได้ดังน้ี

6.1) ชุมชนได้ทบทวนบทบาทของชุมชนในการจัด CBT รู้และเข้าใจหลักการ แนวคิด เทคนิค
ทักษะ มัคคุเทศก์ มีจิตบริการ และได้ร่วมกิจกรรมมนุษยสัมพันธ์ วิทยากรได้ให้ความรู้ มีกิจกรรมละลาย
พฤตกิ รรมของแต่ละชมุ ชน และแสดงลกั ษณะท่ดี ีของมคั คเุ ทศกใ์ ห้กับผเู้ ขา้ รว่ มอบรม

6.2) ชุมชนได้รู้จักการสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเท่ียว ได้ร่วมสาธิตการควบคุมความ
ปลอดภยั การปฐมพยาบาลเบอื้ งต้น ทาให้ชุมชนมีความมัน่ ใจในการ CPR หากมเี หตุฉุกเฉิน

6.3) ชุมชนทดลองนาเสนอการเป็นนักสื่อความหมายทางการท่องเที่ยวของแต่ละคน ได้มีการ
เปล่ียนสถานท่ีออกไปนอกห้องประชุมทาให้ชุมชนไม่เครียด รู้สึกผ่อนคลายสามารถเล่าเร่ืองราวและนาเสนอ
ของดขี องตนเองไดอ้ ย่างเป็นกันเอง

6.4) ดูงานบรหิ ารจัดการ CBT บ้านนายาว ชุมชนกังหันลม ชุมชนได้รับรู้เร่ืองราวความเป็นมาของ
การก่อตั้งชุมชนกังหันลม ได้เรียนรู้ทิศทางลมที่สามารถนามาเป็นพลังงานได้ รับรู้ถึงการต่อสู้ของชุมชนเพื่อให้
ได้มาซ่งึ ผลประโยชน์ชมุ ชนอยา่ งแทจ้ รงิ

116

6.5) ศกึ ษาดงู านสงั เกตศกั ยภาพทางการทอ่ งเท่ียวกระแสหลักของอาเภอเขาค้อ
6.6) ทักษะการส่ือความหมายจากเจ้าหน้าท่ีอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เป็นอุทยานแห่งชาติท่ีมี
ป่าไม้สมบรู ณ์ สถานท่ีนีม้ ีกฎระเบียบการใช้สถานท่ี มีไกด์นาเท่ียวท่ีมคี วามพร้อมในการต้อนรับนักท่องเท่ียวเพื่อเดิน
ชมป่าไม้ สร้างความประทับใจในวิธีการเล่าเร่ืองแบบผู้มีความรู้เรื่องราวน้ันๆ เล่าเรื่องราวได้น่าฟัง มีวิธีจูงใจ
นักท่องเที่ยวที่เริ่มเหนื่อยจากการเดินป่าให้สนุกสนาน เพลิดเพลิน จากการศึกษาดูงานทีมวิจัยชุมชน ได้เห็นการ
วิธีการเปน็ นกั สื่อความหมายท่ีดี
6.7) ศึกษาดูงานโครงการหลวง เป็นสถานท่ีพักผ่อน และเป็นแหล่งเรียนรูพ้ ืชพันธุ์ที่ปลูกในบริเวณ
ทมี่ อี ากาศเยน็

ภาพท่ี 59 ทบทวนกจิ กรรมในเสน้ ทาง และฝึกการปฐมพยาบาลเบื้องตน้

ภาพที่ 60 การศกึ ษาดงู าน อาเภอเขาค้อ จงั หวัดเพชรบรู ณ์

117

7) ชุมชนกลับมาทบทวนกิจกรรมและเส้นทาง โดยมีมติใช้เส้นทาง 2 เส้นทางที่ได้ผ่านการค้นหา
ศกั ยภาพของเส้นทางท่องเท่ียวแล้วต่อไป โดยขอความร่วมมือให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคระบาด
โควิด-19 อย่างเคร่งครัด อีกท้ังชุมชนได้ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น การจักสาน การคิดลายผ้าและ
ยังร่วมกันทาความสะอาดเพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเท่ียว นอกจากน้ียังมีแนวคิดสร้างภาคี
เครอื ข่ายภายนอกชุมชนทัง้ ภาครฐั และเอกชน เป็นพลังหนุนเสริมให้กับทมี วิจยั ชมุ ชน ผลจากการได้ศกึ ษาดงู าน
ชุมชนต้นแบบทาให้ชุมชนมีมุมมองใหม่ คิดสร้างสรรค์กิจกรรมในเส้นทางให้น่าสนใจ แบ่งเส้นทางเพ่ือให้เป็น
ทางเลอื กให้กบั นักท่องเทย่ี วและยังคิดปรบั อัตลกั ษณร์ ่วมใหน้ ่าสนใจ คอื

“โฮมสเตยอ์ บอนุ่ สมดุลสองแผน่ ดิน ถิ่นสุขสงบ”
ในครั้งนี้มีมติจัดทาโครงสร้างการบริหารกลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้การทางานร่วมกันอย่าง
เปน็ ระบบ

ภาพที่ 61 ชมุ ชนร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมกันทาความสะอาด

118

ข้อสรปุ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อท่ี 3
จากการสร้างภาคีเครือข่าย นักวิจัยชุมชนร่วมพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม

ชุมชน และทีมวิจัยชุมชนได้ร่วมกันศึกษา สารวจ รวบรวมองค์ความรู้ เร่ืองราวประวัติศาสตร์ และมีแนวคิด
ในการเช่ือมโยงแหล่งท่องเท่ียว จึงได้ร่วมกันกาหนดอัตลักษณ์ท่ีว่า “โฮมสเตย์อบอุ่น สมดุลสองแผ่นดิน
ถ่ินสุขสงบ” โดยได้ร่วมกันกาหนดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาดท่ีได้ผ่านการ
ค้นหาศักยภาพมาแล้ว จานวน 2 เส้นทาง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว อีกท้ังนักท่องเที่ยวสามารถ
ร่วมออกแบบกิจกรรมและเส้นทางที่ชุมชนได้ทาเป็นแบบร่างไว้ และยังมีโครงสร้างการบริหารกลุ่มการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชน เพ่ือให้ทางานอย่างเป็นระบบรองรับการท่องเท่ียวโดยชุมชน นักท่องเที่ยวที่มา
เยย่ี มเยือนเทา่ นั้นทจี่ ะเข้าใจวิถีคนสองแผน่ ดนิ

ผลการวจิ ยั ตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 พฒั นาและประเมนิ ศักยภาพการบรหิ ารจดั การและให้บริการ
1) ทีมวิจัยชุมชนได้ร่วมกันจัดทาโปสเตอร์ Info graphic เพ่ือนาเสนอไปยังภาคีเครือข่ายอ่ืนๆ เช่น

ททท. อปท. พัฒนาชุมชน นกั ศกึ ษาวทิ ยาลัยชมุ ชนตาก อาจารย์พิเศษวิทยาลยั ชุมชนตาก เปน็ ตน้

ภาพที่ 62 โปสเตอร์นาเสนอเสน้ ทางการท่องเทย่ี ว

119

ภาพที่ 63 Info graphic การทอ่ งเท่ียวชมุ ชนคนแมร่ ะมาด
2) จากการประชาสัมพันธ์ไปยังภาคีเครือข่ายได้รับความสนใจเส้นทางท่องเที่ยวมีการจัดต้อนรับ
นักท่องเที่ยว เดินทางมาจาก อาเภอเมืองตาก อาเภอแม่สอด อาเภอบ้านตาก อาเภอพบพระ และอาเภอ
แมร่ ะมาด ชมุ ชนมคี วามกระตอื รนื ร้น ต่นื ตวั ที่จะได้ต้อนรับนักทอ่ งเทีย่ ว

ภาพท่ี 64 นักท่องเท่ียวไดร้ ว่ มเรยี นรตู้ ามฐานตา่ งๆ

120

ภาพท่ี 65 เดนิ ทางไปตามฐานเรยี นรู้ต่างๆ
ภาพท่ี 66 การจดั เสน้ ทางท่องเที่ยวโดยชุมชน

121

ภาพท่ี 67 นักทอ่ งเที่ยวได้เรียนรวู้ ิถีชาวลา้ นนา
ภาพท่ี 68 เรยี นรสู้ มุนไพรใกล้ตวั โดยปราชญท์ ้องถิ่น ก่อนนากลบั ตดิ ตวั

122

ภาพที่ 69 มกี ารบริหารจดั การโดยไกด์ประจารถ
ภาพท่ี 70 นักท่องเที่ยวได้เรยี นรเู้ ส้นทางสงครามโลกคร้งั ท่ี 2

123

ภาพท่ี 71 นักท่องเที่ยวได้เรยี นรู้วิถีชาวปกาเกอะญอ
ภาพที่ 72 สรา้ งเพจท่องเทยี่ วโดยชุมชน คนแม่ระมาด

124

ภาพท่ี 73 กิจกรรมในเพจท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน คนแม่ระมาด

3) ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด (สาหรับ
นกั ท่องเที่ยว)
การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายชุมชนคนแม่ระมาด ทีมวิจัยชุมชนได้ใช้แบบสอบถาม

ความพึงพอใจของนักท่องเท่ียวท่ีเข้ามาใช้บริการในพ้ืนท่ีตาบลขะเนจื้อ ตาบลแม่ระมาด และตาบลพระธาตุ
สอบถามผู้ใช้บริการ จานวน 100 คน ท้ังท่ีมาจากการจัดท่องเท่ียวโดยชุมชนและมาท่องเท่ียวโดยบังเอิญ โดย
แบบสอบถามแบง่ ออกเปน็ 3 ตอนดังนี้

ตอนท่ี 1 ข้อมูลทวั่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม
ตอนท่ี 2 ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวตอ่ การท่องเทีย่ วฯ
ตอนท่ี 3 ข้อเสนอแนะ

ตอนท่ี 1 ข้อมูลทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

ตารางที่ 4 แสดงจานวนและร้อยละดา้ นเพศของผู้ตอบแบบสอบถาม

เพศ จานวน ร้อยละ

ชาย 48 48.00

หญิง 52 52.00

รวม 100 100.00

125

จากตารางที่ 4 พบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 52 คน (ร้อยละ 52.00) และ
เปน็ เพศชาย จานวน 48 คน (รอ้ ยละ 48.00)

ตารางที่ 5 แสดงจานวนและร้อยละดา้ นอายุของผ้ตู อบแบบสอบถาม

อายุ จานวน ร้อยละ

ต่ากว่า 15 ปี 0 -

15 - 25 ปี 12 12.00

26 - 36 ปี 34 34.00

37 - 47 ปี 29 29.00

48 - 58 ปี 19 19.00

59 ปขี ึ้นไป 6 6.00

รวม 100 100.00

จากตารางท่ี 5 พบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญม่ อี ายรุ ะหว่าง 26 – 36 ปี จานวน 34 คน (ร้อยละ

34.00) รองลงมาคือ อายุระหว่าง 37 - 47 ปี จานวน 29 คน (ร้อยละ 29.00) อายุระหว่าง 48 - 58 ปี

จานวน 19 คน (ร้อยละ 19.00) อายุระหว่าง 15 - 25 ปี จานวน 12 คน (ร้อยละ 12.00) อายุ 59 ปีขึ้นไป

จานวน 6 คน (รอ้ ยละ 6.00) ตามลาดับ

ตารางที่ 6 แสดงจานวนและร้อยละด้านสถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม

สถานภาพ จานวน ร้อยละ
โสด 58 58.00
สมรส 39 39.00
3 3.00
หยา่ ร้าง 100 100.00
รวม

จากตารางที่ 6 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่สถานภาพโสด จานวน 58 คน (ร้อยละ 58.00)
รองลงมาคือ สถานภาพสมรส จานวน 39 คน (ร้อยละ 39.00) สถานภาพหย่าร้าง จานวน 3 คน (ร้อยละ
3.00) ตามลาดับ

126

ตารางท่ี 7 แสดงจานวนและร้อยละด้านอาชพี ของผ้ตู อบแบบสอบถาม

อาชพี จานวน รอ้ ยละ
วา่ งงาน 13 13.00
รบั จา้ ง 14 14.00
ข้าราชการบานาญ 10 10.00
เกษตรกร 5 5.00
นักเรยี น/นักศึกษา 8 8.00
ค้าขาย/ธรุ กจิ สว่ นตัว 10 10.00
พนักงาน/ลกู จ้างบรษิ ัท 10 10.00
ข้าราชการ/ลูกจา้ งหนว่ ยงานรัฐ 30 35.00
รวม 100 100.00

จากตารางที่ 7 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ
จานวน 30 คน (ร้อยละ 30.00) รองลงมาคือ อาชีพรับจ้าง จานวน 14 คน (ร้อยละ 14.00) ว่างงาน จานวน
13 คน (ร้อยละ 13.00) ข้าราชการบานาญ ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว และพนักงาน/ลูกจ้างบริษัท จานวน 10 คน
(รอ้ ยละ 10.00) ตามลาดบั

ตารางที่ 8 แสดงจานวนและร้อยละจาแนกตามรายไดต้ ่อเดือนของผตู้ อบแบบสอบถาม

รายไดต้ ่อเดือน จานวน ร้อยละ
ต่ากวา่ 5,000 บาท 0 -
5,001 - 10,000 บาท 19
10,001 - 15,000 บาท 8 19.00
15,001 – 20,000 บาท 4 8.00
20,001 –25,000 บาท 15 4.00
25,001 –30,000 บาท 19 15.00
30,001 บาทข้ึนไป 11 19.00
18 11.00
ไม่มีรายได้ 100 18.00
รวม 100.00

จากตารางท่ี 8 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 - 10,000 บาท
และ25,001 –30,000 บาท จานวน 19 คน (ร้อยละ 19.00) รองลงมา คอื ไม่มีรายได้ จานวน 18 คน (ร้อยละ

127

18.00) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 –25,000 บาท จานวน 15 คน (ร้อยละ 15.00) รายได้เฉล่ียต่อเดือน
30,001 บาทข้ึนไป จานวน 11 คน (ร้อยละ 11.00) รายได้เฉล่ียต่อเดือน 10,001 - 15,000 บาท จานวน
8 คน (รอ้ ยละ 8.00) รายไดเ้ ฉลย่ี ตอ่ เดือน 15,001 – 20,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 4.00) ตามลาดบั

ตารางท่ี 9 แสดงจานวนและร้อยละดา้ นความถ่ีของการเดนิ ทางท่องเท่ยี วต่อปขี องผตู้ อบแบบสอบถาม

ความถ่ีของการเดนิ ทางท่องเท่ยี ว จานวน ร้อยละ

ไม่เคย 10 10.00

1-2 คร้ังต่อปี 41 41.00

3-4 คร้ังตอ่ ปี 17 17.00

5 คร้งั ข้ึนไปตอ่ ปี 32 32.00

รวม 100 100.00

จากตารางท่ี 9 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เดินทางท่องเท่ียว 1-2 คร้ังต่อปี จานวน 41 คน

(ร้อยละ 41.00) รองลงมาคือ เดินทางท่องเที่ยว 5 คร้ังข้ึนไปต่อปี จานวน 32 คน (ร้อยละ 32.00) เดินทาง

ท่องเที่ยว 3-4 ครั้งต่อปี จานวน 17 คน (ร้อยละ 17.00) ไม่เคยเดินทางท่องเที่ยว จานวน 10 คน (ร้อยละ

10.00)ตามลาดบั

ตารางท่ี 10 แสดงจานวนและร้อยละดา้ นประเภทแหล่งท่องเท่ยี วของผตู้ อบแบบสอบถาม

ประเภทแหล่งท่องเทีย่ ว จานวน ร้อยละ

แหลง่ ทอ่ งเที่ยวทางธรรมชาติ 100 26.81

แหล่งทอ่ งเทยี่ วทางวฒั นธรรม 85 22.79

แหล่งทอ่ งเทย่ี วเชิงนเิ วศ 42 11.26

แหล่งทอ่ งเทีย่ วศลิ ปะ 42 11.26

แหล่งท่องเท่ียวทาวประวตั ศิ าสตร์ 75 20.11

แหลง่ ท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ 27 7.24

แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเชงิ สขุ ภาพ 2 0.54

จากตารางท่ี 10 พบว่า ประเภทแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้ตอบแบบสอบถามช่ืนชอบ (เลือกตอบได้มากกว่า

1 ข้อ) ส่วนใหญ่ชื่นชอบแหล่งท่องเท่ียวทางธรรมชาติ จานวน 100 คน (ร้อยละ 26.81) รองลงมาคือ แหล่ง

ท่องเท่ียวทางวัฒนธรรม จานวน 85 คน (ร้อยละ 22.79) แหล่งท่องเท่ียวทาวประวัติศาสตร์ จานวน 75 คน

(ร้อยละ 20.11) แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งท่องเที่ยวศิลปะ จานวน 42 คน (ร้อยละ 11.26) แหล่ง

ท่องเที่ยวเพ่ือนันทนาการ จานวน 27 คน (ร้อยละ 7.24) แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จานวน 2 คน (ร้อยละ

0.54) ตามลาดับ

128

ตารางท่ี 11 แสดงจานวนและร้อยละด้านการเดนิ ทางมาในพนื้ ทตี่ าบลขะเนจ้ือ ตาบลแม่ระมาด และตาบล
พระธาตุ ของผตู้ อบแบบสอบถาม

การเดินทางมาในพ้ืนท่ี จานวน ร้อยละ

เคย 74 74.00

ไม่เคย 26 26.00

รวม 100 100.00

จากตารางที่ 11 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เคยเดินทางท่องเที่ยว จานวน 74 คน (ร้อยละ

74.00) รองลงมาคือ ไมเ่ คยเดินทางท่องเท่ียว จานวน 26 คน (ร้อยละ 26.00) ตามลาดบั

ตารางที่ 12 แสดงจานวนและรอ้ ยละการทราบข้อมลู เก่ยี วกับแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วจากสือ่ ใด ของผ้ตู อบ
แบบสอบถาม

การทราบข้อมูล จานวน รอ้ ยละ

เพอื่ น/ญาติ 38 28.79

ส่ือส่งิ พิมพ์ 0-

เอกสารเผยแพร่/แผ่นพับ 20 15.15

อินเตอร์เน็ต 64 48.48

วทิ ยุ/โทรทศั น์ 5 3.79

ศูนยข์ ้อมูลการท่องเท่ียว/ททท. 5 3.79

บริษทั ทัวร์ 0-

อ่นื ๆ 0 -

จากตารางที่ 12 พบว่า สื่อใดที่ผู้ตอบแบบสอบถามทราบข้อมูลแหล่งท่องเท่ียว (เลือกตอบได้มากกว่า

1 ข้อ) ส่วนใหญ่ทราบข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต จานวน 64 คน (ร้อยละ 48.48) รองลงมาคือ เพ่อื น/ญาติ จานวน

38 คน (ร้อยละ 28.79) เอกสารเผยแพร่/แผ่นพับ จานวน 20 คน (ร้อยละ 15.15) วิทยุ/โทรทัศน์และศูนย์

ขอ้ มูลการท่องเทยี่ ว/ททท. จานวน 5 คน (ร้อยละ 3.79) ตามลาดับ

ตารางที่ 13 แสดงจานวนและร้อยละการทอ่ งเท่ียวในครั้งนี้ ของผตู้ อบแบบสอบถาม

การทอ่ งเที่ยวในครง้ั นี้ จานวน รอ้ ยละ
มาส่วนตัว 34 34.00
0
มากับบรษิ ัทนาเทย่ี ว 32 -
มากบั กลุ่มเพื่อน 26 32.00
26.00
มาท่องเทีย่ วด้วยกนั เปน็ กลมุ่

129

อน่ื ๆ 8 8.00
รวม 100 100.00
จากตารางท่ี 13 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่การท่องเท่ียวในครั้งน้ีมาส่วนตัว จานวน 34 คน
(ร้อยละ 34) รองลงมาคือ มากับกลุ่มเพื่อน จานวน 32 คน (ร้อยละ 32.00) มาท่องเที่ยวด้วยกันเป็นกลุ่ม
จานวน 26 คน (ร้อยละ 26.00) อน่ื ๆ จานวน 8 คน (ร้อยละ 8 )ตามลาดบั

ตารางท่ี 14 แสดงจานวนและร้อยละการใชย้ านพาหนะเดินทางมายังแหลง่ ท่องเทยี่ ว ของผู้ตอบแบบสอบถาม

การท่องเท่ียวในครั้งน้ี จานวน ร้อยละ

รถยนต์สว่ นตัว 76 76.00

รถโดยสารประจาทาง 0-

รถยนตเ์ ช่า 12 12.00

อื่น ๆ 12 12.00

รวม 100 100.00

จากตารางท่ี 14 พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้ยานพาหนะโดยรถยนตส์ วนตวั จานวน 76 คน

(รอ้ ยละ 76.00) รองลงมาคอื รถยนต์เช่าและอ่นื ๆ จานวน 12 คน (ร้อยละ 12.00) ตามลาดับ

ตารางที่ 15 แสดงจานวนและรอ้ ยละการพักค้างคนื ของผตู้ อบแบบสอบถาม

การพักคา้ งคนื จานวน ร้อยละ

พัก 44 44.00

ไมพ่ ัก 56 56.00

รวม 100 100.00

จากตารางที่ 15 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่พักค้างคืน จานวน 44 คน (ร้อยละ 44.00)

รองลงมาคือ ไม่พักคา้ งคืน จานวน 56 คน (ร้อยละ 56.00) ตามลาดบั

ตารางท่ี 16 แสดงจานวนและร้อยละประเภทการพักคา้ งคนื ของผูต้ อบแบบสอบถาม

ประเภทการพักคา้ งคนื จานวน รอ้ ยละ
โฮมสเตย์ 16 16.00
กางเตน็ ท์ 4 4.00
บ้านญาติ 7 7.00
วดั /โรงเรยี น 0
0 -
บ้านพักรับรอง -

130

อนื่ ๆ 17 17.00
รวม 100 100.00
จากตารางที่ 16 พบวา่ ผ้ตู อบแบบสอบถามสว่ นใหญพ่ ักค้างคืนประเภทอ่ืนๆ จานวน 17 คน (ร้อยละ
17.00) รองลงมาคือ ประเภทโฮมสเตย์ จานวน 16 คน (รอ้ ยละ 16.00) ประเภทบา้ นญาติ จานวน 7 คน (รอ้ ย
ละ 7.00) ประเภทกางเต็นท์ จานวน 4 คน (ร้อยละ 4.00) ตามลาดับ

ตารางที่ 17 แสดงจานวนและร้อยละระยะเวลาการพกั ค้างคนื ของผู้ตอบแบบสอบถาม

ระยะเวลาการพักคา้ งคนื จานวน รอ้ ยละ

1 คนื 35 79.55

2 คนื 7 15.91

3 คืน 2 4.55

มากกวา่ 3 คนื 0-

รวม 44 100.00

จากตารางท่ี 17 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่พักค้างคืนระยะเวลา 1 คืน จานวน 35 คน

(ร้อยละ 79.55) รองลงมาคือ ระยะเวลา 2 คืน จานวน 7 คน (ร้อยละ 15.91) ระยะเวลา 3 คืน จานวน 2 คน

(ร้อยละ 4.55) ตามลาดบั

ตารางที่ 18 แสดงจานวนและรอ้ ยละวัตถปุ ระสงค์ท่ีท่านเลือกทอ่ งเทีย่ ว ของผตู้ อบแบบสอบถาม

วตั ถุประสงค์ท่ีทา่ นเลอื กทอ่ งเท่ียว จานวน รอ้ ยละ

พักผ่อน/ทอ่ งเทีย่ ว 62 56.36

เย่ยี มญาต/ิ เพื่อน 17 15.45

ทศั นศึกษา/แสวงหาความรู้ 31 28.18

ประกอบธุรกจิ 0-

ประชุม/สมั มนา 0-

อืน่ ๆ 0 -

จากตารางท่ี 18 พบว่า วัตถุประสงค์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกท่องเท่ียว (เลือกตอบได้มากกว่า

1 ข้อ) ส่วนใหญ่เลือกวัตถุประสงค์ พักผ่อน/ท่องเที่ยว จานวน 62 คน (ร้อยละ 56.36) รองลงมาคือ ทัศน

ศึกษา/แสวงหาความรู้ จานวน 31 คน (ร้อยละ 28.18) เย่ียมญาติ/เพื่อน จานวน 17 คน (ร้อยละ 15.45)

ตามลาดับ


Click to View FlipBook Version