จสงัถหาปวัดตปยตกตรรามนที รงคณุ คา
กระทรวงวัฒนธรรม
สํานกั งานวัฒนธรรมจังหวัดปตตานี
๙
สถาปตั ยกรรมทรงคุณคา่
จังหวัดปัตตานี
ส�ำ นักงานวัฒนธรรมจงั หวัดปัตตานี
กระทรวงวฒั นธรรม
มรดกทางสถาปตั ยกรรมน้นั ไม่ไดว้ ดั กัน
ท่อี ายุอานามของสถานทนี่ ัน้ เพียงอยา่ งเดียว
แต่ผูกโยงไวก้ บั ความรูส้ กึ นกึ คิด
ของผ้คู นท่ีใช้ชวี ติ รว่ มดว้ ย
- Anonymous -
ปลัดกระทสรวางรวัฒนธรรม
จังหวัดปตั ตานี เปน็ ๑ ใน ๕ จงั หวัดชายแดนภาคใต้ ที่มพี ฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์และโบราณคดี มายาวนาน
หลายศตวรรษ ประชาชนในท้องถ่ินอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และยอมรับในความหลากหลายในวิถีวัฒนธรรม โดยมีสถาบัน
พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจด้วยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมอาณาประชาราษฎร์อย่างถ้วนท่ัว
รวมถึงจังหวัดปัตตานี ซ่ึงได้ช่ือว่าเมืองงามสามวัฒนธรรม ประกอบด้วย ไทย จีน และอิสลามสะท้อนผ่านสถาปัตยกรรม
ท่ีเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นท่ีประจักษ์ ได้แก่ มัสยิดกลาง มัสยิดกรือเซะ ศาลเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยว วัดช้างไห้
และท่ีอยู่อาศัย เป็นต้น
กระทรวงวัฒนธรรม ขอชื่นชมและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ท่ีได้จัดพิมพ์หนังสือ “๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคุณค่า จังหวัดปัตตานี” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสังคมพหุวัฒนธรรมภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย
อนั แสดงถงึ ภมู ปิ ญั ญา และความศรัทธาทปี่ รากฏผา่ นรปู ลกั ษณส์ ถาปตั ยกรรมอนั ทรงคณุ คา่ ของจงั หวดั ปตั ตานี ทส่ี บื ทอดจาก
รุ่นสู่รุ่น จากอดีตจนถึงปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ จะยังมีประโยชน์ต่อเยาวชน ประชาชน ในการศึกษาเรียนรู้เก่ียวกับพัฒนาการ
ของทอ้ งถ่นิ และร่วมกันอนุรักษส์ ถาปัตยกรรมอนั ทรงคุณคา่ นี้ ให้คงอยเู่ ป็นความภาคภมู ิใจของชาวปัตตานีตลอดไป
(นางยุพา ทวีวฒั นะกิจบวร)
ปลัดกระทรวงวฒั นธรรม
สารผวู้ ่าราชการจงั หวัดปตั ตานี
จงั หวัดปตั ตานมี ปี ระวัตศิ าสตรท์ ย่ี าวนาน เป็นสังคมทีม่ ลี กั ษณะพหวุ ฒั นธรรมทม่ี กี ารอยู่รวมกนั ของชาวไทยมุสลิม
ชาวไทยพทุ ธ และชาวไทยเชอื้ สายจนี ซง่ึ อยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งสนั ติ สงิ่ สำ� คญั ประการหนง่ึ ทหี่ ลอ่ หลอมใหผ้ คู้ นทม่ี คี วามหลากหลาย
อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข คือ การอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่ีโยงใยผู้คนเข้าด้วยกัน
อยา่ งแนบสนทิ ภาพสะทอ้ นอยา่ งหนงึ่ ทเี่ หน็ ไดช้ ดั จากสง่ิ ตา่ ง ๆ เหลา่ น้ี ปรากฏเดน่ ชดั จากสถาปตั ยกรรมในพน้ื ทจี่ งั หวดั ปตั ตานี
ซ่ึงมีความเกี่ยวเนื่องและใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์หรือลักษณะสถาปัตยกรรม
เช่น บ้านทรงจีน ของตระกูลเลาหกุล ที่สะท้อนภาพการเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารของชาวต่างชาติที่หนีร้อนมาพ่ึงเย็น
บ้านเจ้าเมืองสายบุรี ท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ เคยเสด็จพระราชด�ำเนิน มาว่าราชการ
ทีบ่ ้านหลังนี้ เม่ือคราวเสด็จประพาสหัวเมืองมลายู พ.ศ.๒๔๓๒ (ร.ศ. ๑๐๘) รวมถึงศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหน่ียว ท่ีสะท้อน
พระราชศรัทธาผ่านการพระราชทานกระถางธูป จากสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึง ๗ ใบ สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เหล่าน้ี
เป็นภาพสะท้อน พระมหากรุณาธิคุณภายใต้พระบรมโพธิสมภารของสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
จงึ ทำ� ใหม้ สี ถาปตั ยกรรมทท่ี รงคณุ คา่ หลากหลายและสวยงามอนั มคี วามเกยี่ วเนอ่ื ง อนั สะทอ้ นถงึ สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ไทย
ดังปรากฏในหนงั สอื เลม่ น ้ี
ขอขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรม และทุกฝ่ายท่ีมีส่วนเก่ียวข้องในการจัดท�ำหนังสือ “๙ สถาปัตยกรรมทรงคุณค่า
จังหวัดปัตตานี” เล่มน้ี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือน้ีจักเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวจังหวัดปัตตานี ผู้เป็นเจ้าของ
สถาปตั ยกรรมเหลา่ น้ีอยา่ งสงู สดุ
(นายราชิต สดุ พุ่ม)
ผวู้ ่าราชการจงั หวดั ปัตตานี
มหาวทิ ยสาลายั รสงรขอลางนคอรธนิ ทกิ ร์าวทิรยบาเขดตีปตั ตานี
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปตั ตานี ไดจ้ ดั โครงการ “ม.อ. ปตั ตานกี บั การขบั เคลอ่ื นศลิ ปะและวฒั นธรรม
เพ่ือการพัฒนา : วงแหวนพหุวัฒนธรรมเมืองปัตตานี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและบูรณาการกลไกการท�ำงานร่วมกัน
ของภาคีเครือข่ายโดยใช้ทุนทางศิลปะและวัฒนธรรม และยกระดับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของจังหวัดปัตตานีด้วยทุน
ทางวัฒนธรรมและแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยได้ก�ำหนดให้มีกิจกรรมการยกย่องเชิดชู “บ้านทรงคุณค่าปัตตานี”
ซงึ่ มกี ารยกยอ่ งเชิดชเู กียรติบา้ นในพ้ืนท่อี �ำเภอเมอื งปัตตานี จงั หวดั ปตั ตาน ี จ�ำนวน ๕ หลัง
จังหวัดปัตตานีโดยส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานีตระหนักถึงความส�ำคัญในวิธีคิดดังกล่าวที่จะส่งเสริม
การพัฒนาและต่อยอดทนุ ทางวัฒนธรรมเพื่อสรา้ งมลู คา่ เพม่ิ ทางเศรษฐกิจ ให้มีความตอ่ เนือ่ งอยา่ งย่งั ยืน จึงไดน้ �ำเอาแนวคดิ
“บ้านทรงคุณค่าปัตตานี” มาพัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็น “๙ สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าจังหวัดปัตตานี” กิจกรรมอนุรักษ์
สถาปัตยกรรมทรงคุณค่า ภายใต้โครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จังหวัดปัตตานี ประจ�ำปีงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยไดข้ ยายขอบเขตการพจิ ารณาจากสถาปตั ยกรรมในทกุ รปู แบบโดยไม่ไดจ้ ำ� กดั เพยี งแคบ่ า้ น และไดข้ ยายพน้ื ที่
จากในอำ� เภอเมอื งปตั ตานี ไปสทู่ กุ อำ� เภอในจงั หวดั ปตั ตานี เพอ่ื เปน็ การสนบั สนนุ นโยบายการดำ� เนนิ งานดา้ นการอนรุ กั ษม์ รดก
ทางสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าของจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจตามแผนงานของส�ำนักงานวัฒนธรรม
จงั หวัดปตั ตานี เพอื่ เปน็ ทนุ ทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการพฒั นาสร้างมลู ค่าเพ่ิมทางเศรษฐกิจของจังหวัดปัตตานี
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปตั ตานี ขอขอบคณุ จงั หวดั ปตั ตานีโดยสำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ปตั ตานี
ท่ีให้ความร่วมมือดว้ ยดีตลอดมา และหวงั เปน็ อย่างยิ่งท่จี ะได้รบั ความรว่ มมือทด่ี เี ช่นน้เี รอื่ ยไป เพือ่ พัฒนางานด้านวัฒนธรรม
ของจงั หวัดปตั ตานีใหค้ งอยสู่ ถาพรตลอดไป
(รองศาสตราจารย์อิ่มจติ เลิศพงษส์ มบตั ิ)
รองอธิการบดี
มหาวยิ าลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปตั ตานี
วฒั นธรรมสจังาหรวดั ปตั ตานี
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ปตั ตานี ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของสถาปตั ยกรรมในพน้ื ทจ่ี งั หวดั ปตั ตานี อนั เปน็ สถาปตั ยกรรม
ท่ีสวยงามและปราณีต มีเอกลักษณ์ท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมท่ีชัดเจน จึงได้มีการบูรณาการการท�ำงานกับ
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปตั ตานี โดยนำ� เรอื่ ง บา้ นทรงคณุ คา่ ปตั ตานี (Pattani Heritage House) ซงึ่ คณะผวู้ จิ ยั
ของมหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตปัตตานี ไดด้ ำ� เนนิ การไวแ้ ล้ว มาร่วมกนั เชิดชู ขยายผลและต่อยอด
หนังสือ ๙ สถาปัตยกรรมทรงคณุ ค่าจงั หวดั ปตั ตานี เล่มนีจ้ ดั ทำ� ข้นึ ภายใต้โครงการเสรมิ สร้างสังคมพหวุ ัฒนธรรม
ทเี่ ข้มแข็ง ประจ�ำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔ แผนบูรณาการขบั เคลือ่ น แก้ไขปญั หาจงั หวัดชายแดนภาคใต้ โดยแบง่ ประเภท
สถาปตั ยกรรม ออกเป็น ๓ ประเภท คือ
- ประเภทบ้านพัก ทอ่ี ยูอ่ าศยั
- ประเภทอาคารหรือส่ิงปลกู สรา้ งทีอ่ ยู่ในพ้นื ที่วัดหรือศาลเจา้
- ประเภทอาคารหรือส่งิ ปลกู สร้างทอี่ ยู่ในพนื้ ท่มี ัสยิด
โดยได้รับความกรุณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเช่ียวชาญด้านสถาปัตยกรรม มาร่วมเป็นคณะกรรมการคัดสรร ท่ีสุดแล้ว
คัดเหลอื สถาปัตยกรรม จ�ำนวน ๙ แห่ง ดังที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้
ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านตลอดจนผู้ครอบครอง
สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าท้ัง ๙ แห่ง เป็นอย่างสูงที่ให้ความร่วมมือสนับสนุนแก่ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี
ในการจัดทำ� หนังสอื ๙ สถาปตั ยกรรมทรงคุณค่าจงั หวดั ปัตตานี เลม่ น้ีจนส�ำเรจ็ ลลุ ว่ งไปดว้ ยดี
(นางศศเิ พ็ญ ละม้ายพันธ)์ุ
วัฒนธรรมจงั หวดั ปัตตานี
ค�ำ น�ำ
หนงั สอื “๙ สถาปตั ยกรรมทรงคณุ คา่ จงั หวดั ปตั ตาน”ี เลม่ นี้ จดั ทำ� ขน้ึ ตามแผนงานการบรู ณาการ
ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง
จงั หวัดปัตตานี ประจ�ำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ โดยการนำ� เสนอสถาปัตยกรรมภายในจงั หวดั ปตั ตานี ท่สี ะทอ้ น
พระมหากรุณาธิคุณของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ไทย ท่มี ีต่อปวงราษฎรในพนื้ ที่จังหวัดปัตตานี
โดยได้แบ่งสถาปัตยกรรมออกเป็น ๓ ประเภท ประเภทละ ๓ สถาปัตยกรรม รวมจ�ำนวนท้ังส้ิน
๙ สถาปัตยกรรม ซึ่งได้รับการคัดสรรจากคณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ตามประกาศจังหวัดปัตตานี
ที่ไดแ้ ตง่ ตงั้ “คณะกรรมการดำ� เนินงานกจิ กรรมอนุรกั ษ์สถาปัตยกรรมทรงคณุ ค่า ภายใต้โครงการเสริมสร้าง
สังคมพหวุ ฒั นธรรมท่ีเขม้ แข็ง จงั หวดั ปัตตานี ประจำ� ปี ๒๕๖๔” ลงวนั ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เพอื่ ให้ได้
สถาปัตยกรรมท่ีทรงคุณค่าและเป็นทยี่ อมรับของทุกภาคส่วน
ขอกราบขอบพระคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุนองค์ความรู้และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีคุณูปการ
ตอ่ การส่งเสริมและสนบั สนุนหนังสอื “๙ สถาปัตยกรรมทรงคุณคา่ จงั หวัดปัตตาน”ี จนส�ำเรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดี
ผู้จัดท�ำหนังสือหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มน้ีจะมีคุณค่าและเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างความตระหนัก
ถงึ คณุ คา่ ของสถาปตั ยกรรมทสี่ ะทอ้ นพระมหากรณุ าธคิ ณุ ของสถาบนั กษตั รยิ แ์ ละรากเหงา้ ของจงั หวดั ปตั ตานี
เพ่ือส่งเสริมการสืบสาน รักษา และต่อยอดองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมในจังหวัดปัตตานี ให้คงไว้
ซ่ึงความเปน็ อตั ลกั ษณส์ ืบตอ่ ไป
สำ� นักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี
สารบัญ ๒๗ ค�ำน�ำ
สารบญั
๕๑ ๑๓ ๙ สถาปัตยกรรมทรงคณุ ค่า
๕๘
จงั หวัดปัตตานี ภายใตร้ ่มพระบารมี
๗๕
๘๘ พระมหากษตั รยิ ์ไทย
สำ�นักงานวฒั นธรรมจังหวัดปัตตานี กระทรวงวฒั นธรรม ๑๔ ๙ สถาปตั ยกรรมทรงคณุ คา่ จงั หวดั ปตั ตานี
๑๗ สถาปตั ยกรรมจังหวัดปตั ตานี
ประเภทบา้ นพกั และทอี่ ย่อู าศัย (๑๗)
๒๖ บ้านเจา้ เมืองสายบุรี
๓๙ ๓๒ บา้ นทรงจีน ตระกลู เลาหกุล
๓๘ บ้านเลขที่ ๑๘๓ หม่ทู ี่ ๒ ตำ� บลสะก�ำ
อ�ำเภอมายอ
ประเภทอาคารหรือส่งิ ปลูกสร้าง
ทอ่ี ยู่ในวดั หรอื ศาลเจ้า (๔๓)
๕๑ หอฉัน วดั ทงุ่ คลา้
๘๓ ๕๘ ศาลเจ้าแมล่ ้มิ กอเหนี่ยว
๖๖ ศาลาการเปรียญไม้ วัดปทุมวารี
ประเภทอาคารหรอื ส่ิงปลูกสรา้ ง
ในมัสยิด (๖๙)
๗๕ อาคารละหมาด มสั ยิดรายอฟาฏอนี
๘๓ อาคารละหมาดมสั ยดิ ควนลงั งา
๘๘ อาคารละหมาด สเุ หรา่ อาโห
บรรณานกุ รม
10 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปัตตานี
ลวดลายประตูทางเข้าท่กี ้นั พื้นที่ด้านในกบั ดา้ นนอก
มลี ักษณะสถาปตั ยกรรมแบบมลายแู ละจีนผสมผสานกัน
สถานที่ : มสั ยดิ รายอฟาฏอนี
กระทรวงวัฒนธรรม 11
สำ� นักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี
แผนทแ่ี สดงที่ตง้ั สถาปตั ยกรรม
ทั้ง ๙ แห่งในจังหวัดปตั ตานี
12 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ คา่ จังหวัดปัตตานี
๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคณุ คา่ จงั หวดั ปตั ตานี
ภายใตร้ ม่ พระบารมี
พระมหากษัตริย์ไทย
๙ สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าจังหวัดปัตตานี พระราชดำ� เนนิ มาในจงั หวดั ปตั ตานขี องพระบาทสมเดจ็
เป็นภาพสะท้อนของความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ เมอ่ื ปพี ทุ ธศกั ราช
ในพื้นที่ที่มีลักษณะแบบพหุวัฒนธรรม กล่าวคือ ๒๔๓๒ และมกี ารประทบั และวา่ ราชการ ณ บา้ นเจา้ เมอื ง
มีทั้งวัฒนธรรมไทยมุสลิม วัฒนธรรมของไทยพุทธ สายบรุ ี หรอื ความเกยี่ วเนอ่ื งกบั สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์
และวฒั นธรรมของไทยจนี การมอี ยขู่ องความหลากหลาย ที่เป็นท่ีพ่ึงของชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะชนชาติไหน
ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความงดงามของวัฒนธรรม ก็ ต า ม เ ห มื อ น ที่ เ กิ ด ขึ้ น ใ น ก ร ณี ข อ ง บ ้ า น ท ร ง จี น
ในพ้ืนที่ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยมีจุด ของตระกูลเลาหกุล ที่หนีร้อนจากบ้านเกิดเมืองนอน
รว่ มกนั คือ การอยู่ใตพ้ ระบรมโพธสิ มภารของพระบาท มาพงึ่ เยน็ ในราชอาณาจักรไทย รวมถึงการผสมผสาน
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั แหง่ ราชอาณาจกั รไทย ทกุ พระองค์ ด้านสถาปัตยกรรมระหว่างท้องถิ่นกับราชส�ำนักไทย
ในอดีต ในอดีต ในกรณขี องศาลาการเปรียญไม้ เป็นตน้
จากสถาปัตยกรรมทั้ง ๙ สถานที่สะท้อน การมีอยู่ของ ๙ สถาปัตยกรรมทรงคุณค่า
ให้เห็นความยึดโยงกับสถาบันหลักของชาตินั้น คือ จงั หวดั ปตั ตานี จึงเป็นภาพสะท้อนพระมหากรณุ าธิคุณ
สถาบนั กษตั รยิ อ์ นั เปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจของคนไทยทงั้ ชาติ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยต่อประชาชนคนไทย
สถาปตั ยกรรมเหลา่ น้ี ต่างมปี ระวตั ิศาสตร์หรอื ลกั ษณะ ทุกหมู่เหล่าในชาติ เป็นการหลอมรวมความแตกต่าง
ทางสถาปัตยกรรมท่ีมีความเก่ียวข้องกับสถาบัน หลากหลายทางวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างสันติ
พระมหากษัตริย์ไทย อาทิ ความเกยี่ วเนื่องกับการเสด็จ ภายใตร้ ม่ พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตรยิ ์ไทย
กระทรวงวัฒนธรรม 13
สำ� นกั งานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี
๙ สถาปตั ยกรรมทรงคณุ ค่า
จังหวัดปัตตานี ๒๕๖๔
ความน�ำ
ดว้ ยสำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ปตั ตานี กำ� หนดกจิ กรรมอนรุ กั ษส์ ถาปตั ยกรรมทรงคณุ คา่ ภายใต้โครงการเสรมิ สรา้ ง
สังคมพหุวัฒนธรรมท่ีเข้มแข็ง จังหวัดปัตตานี ประจ�ำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ เพื่อเชิดชูบ้านเรือน และศาสนสถานในพ้ืนที่
จังหวัดปัตตานีที่ยังคงด�ำรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ และยังมีการใช้สอยอย่างต่อเนื่องต้ังแต่
อดตี จนถงึ ปจั จบุ นั สง่ ผลใหเ้ กดิ การสะทอ้ นการพฒั นาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในแตล่ ะยคุ สมยั รวมทง้ั เพอื่ เปน็ การรวบรวมองคค์ วามรสู้ ง่ ผล
ให้เกิดการศึกษาเรียนรู้และเกิดการตระหนักในการสืบทอดการด�ำรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เกิดเป็นมรดก
ทางวัฒนธรรมให้ชนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจ และเห็นถึงความส�ำคัญของคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมในพ้ืนท่ีที่บรรพบุรุษ
ไดส้ รา้ งสมผา่ นลกั ษณะของบา้ นเรอื นและศาสนสถานทมี่ สี บื ทอดมาจากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั โดยมกี ารคดั สรรบา้ นเรอื นและศาสนสถาน
เปน็ สถาปตั ยกรรมทรงคุณค่า โดยจ�ำแนกเปน็
๑) บา้ นพักที่อยอู่ าศัย
๒) ประเภทอาคารหรอื สิ่งปลกู สรา้ งท่ีอยู่ในพื้นท่วี ัด
๓) ประเภทอาคารหรอื สิ่งปลกู สรา้ งทีอ่ ยู่ในพื้นทีม่ สั ยดิ
โดยคัดสรรให้ได้ จ�ำนวน ๙ ผลงาน และน�ำผลงานการคัดสรรมาจัดท�ำหนังสือ ๙ สถาปัตยกรรมทรงคุณค่า
จงั หวัดปัตตานี เพ่อื ประชาสัมพันธ์ต่อไป เพอ่ื ให้การดำ� เนนิ งานเป็นไปดว้ ยความเรยี บรอ้ ยและบรรลเุ ปา้ หมาย จงั หวดั ปตั ตานี
โดยสำ� นักงานวฒั นธรรมจังหวดั ได้ด�ำเนนิ การ
๑. ประกาศจงั หวดั ปตั ตานี เรอื่ ง แตง่ ตง้ั คณะกรรมการดำ� เนนิ งานกจิ กรรมอนรุ กั ษส์ ถาปตั ยกรรมทรงคณุ คา่ ภายใต้
โครงการเสรมิ สร้างสังคมพหวุ ฒั นธรรมทเ่ี ข้มแขง็ จังหวัดปตั ตานี ประจ�ำปี ๒๕๖๔
๒. ประกาศส�ำนกั งานวฒั นธรรมจังหวดั ปตั ตานี เรื่อง กจิ กรรมอนรุ ักษ์สถาปตั ยกรรมทรงคณุ คา่ ภายใต้โครงการ
เสรมิ สรา้ งสังคมพหวุ ัฒนธรรมท่ีเขม้ แข็ง จังหวัดปตั ตานี ประจำ� ปงี บประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔
เพอ่ื ประชาสมั พนั ธเ์ ชญิ ชวนผสู้ นใจรว่ มสง่ ขอ้ มลู สถาปตั ยกรรมเขา้ รว่ มคดั สรร ทงั้ นี้ สำ� นกั งานวฒั นธรรมไดม้ อบหมาย
อาสาสมัครวฒั นธรรมอ�ำเภอพ้นื ทีด่ ำ� เนนิ การส่งขอ้ มูลเข้าร่วมการคดั สรรด้วยอกี ทางหนึ่ง
สำ� นักวัฒนธรรมจังหวดั ปัตตานจี ึงขอขอบพระคุณทุกทา่ นตามประกาศจงั หวดั ปัตตานีที่ไดแ้ ต่งตั้ง “คณะกรรมการ
ด�ำเนนิ งานกิจกรรมอนรุ ักษ์สถาปตั ยกรรมทรงคุณค่าภายใต้โครงการเสรมิ สร้างสังคมพหวุ ัฒนธรรมทเ่ี ข้มแข็ง จังหวดั ปตั ตานี
ประจำ� ปี ๒๕๖๔” ตงั้ แตว่ นั ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เพอื่ เปน็ กลไกในการสง่ เสรมิ การอนรุ กั ษอ์ าคาร บา้ นเรอื น และสงิ่ ปลกู สรา้ ง
14 ๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคุณคา่ จังหวดั ปัตตานี
ดง้ั เดมิ ทที่ รงคณุ คา่ ซงึ่ เปน็ รากฐานและสญั ลกั ษณท์ างสถาปตั ยกรรมทส่ี ำ� คญั อนั เปน็ มรดกทางศลิ ปะและวฒั นธรรมของจงั หวดั ปตั ตานี
และของชาตสิ บื ไป ซึง่ ประกอบดว้ ยคณะทปี่ รึกษาและคณะกรรมการดำ� เนินงาน ดงั รายนามต่อไปนี้
คณะที่ปรกึ ษา ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ปตั ตานี
๑. นายราชติ สดุ พมุ่ นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ปตั ตานี
๒. นายเศรษฐ์ อลั ยฟุ ร ี ขา้ ราชการบำ� นาญ (อดตี ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ปตั ตาน)ี
๓. นายวรี นนั ทน์ เพง็ จนั ทร ์ กรรมการผจู้ ดั การกลมุ่ อซี ซู หุ าดใหญ่
๔. นายอนพุ าสน์ สวุ รรณมงคล
คณะกรรมการด�ำเนนิ งานคัดสรรสถาปตั ยกรรมทรงคณุ ค�ำจงั หวดั ปัตตานี
๑. วา่ ทร่ี อ้ ยตรี ตระกลู โทธรรม รองผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ปตั ตานดี า้ นสงั คม ประธานกรรมการ
๒. นางศศเิ พญ็ ละมา้ ยพนั ธ์ุ วฒั นธรรมจงั หวดั ปตั ตาน ี รองประธานกรรมการ
๓. ดร.วสุ โปษยะนนั ทน์ สถาปนกิ เชยี่ วชาญ กรมศลิ ปากร กรรมการ
๔. รศ.อมิ่ จติ เลศิ พงษส์ มบตั ิ รองอธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลยั กรรมการ
สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปตั ตานี
๕. ดร.จเร สวุ รรณชาต อาจารยป์ ระจำ� คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร ์ กรรมการ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ชิ ยั
จงั หวดั สงขลา
๖. ผศ. ตรชี าติ เลาแกว้ หนู อาจารยป์ ระจำ� คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร ์ กรรมการ
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตตรงั
๗. นายราชติ ระเดน่ อาหมดั ประธานกรรมาธกิ ารสถาปนกิ ทกั ษณิ กรรมการ
(เขตภาคใตต้ อนลา่ ง)
๘. ผศ.ดร.พรปวณี ์ พมุ่ เกดิ ผอู้ ำ� นวยการสถาบนั วฒั นธรรมศกึ ษา กรรมการ
กลั ยาณวิ ฒั นา
๙. นายอนนั ต์ กาเดร์ สถาปนกิ กองกายภาพและสง่ิ แวดลอ้ ม กรรมการ
มหาวทิ ยาลยั สงขานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปตั ตานี
๑๐. นายไมตรี สรรพสนิ โยธาธกิ ารและผงั เมอื งจงั หวดั ปตั ตาน ี กรรมการ
๑๑. นางสาวสถาพร ไชยผลอนิ ทร ์ นกั วชิ าการวฒั นธรรมชำ� นาญการพเิ ศษ กรรมการและเลขานกุ าร
๑๒. นางสาวชลนภิ า ฉยุ โรจนธ์ รรม นกั วชิ าการวฒั นธรรมปฏบิ ตั กิ าร กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร
๑๓. นายพูนพิพัฒน์ ตั้งค�ำ นกั วชิ าการวฒั นธรรมปฏบิ ตั กิ าร กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร
กระทรวงวฒั นธรรม 15
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดปัตตานี
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันให้ค�ำปรึกษาและพิจารณาและยกย่องเชิดชู
๙ สถาปัตยกรรมทรงคณุ ค่าของจงั หวดั ปตั ตานี ดงั นี้
๑. ประเภทที่พักที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย
๑.๑ บ้านเจ้าเมืองสายบุรี ต�ำบลตะลบุ นั อ�ำเภอสายบุรี
๑.๒ บา้ นทรงจีน ตระกลู เลาหกลุ ต�ำบลตะลุบนั อ�ำเภอสายบรุ ี
๑.๓ บ้านเลขที่ ๑๘๓ หมูท่ ่ี ๒ ตำ� บลสะก�ำ อ�ำเภอมายอ
๒. ประเภทอาคารหรือสงิ่ ปลูกสรา้ งที่อยู่ในพื้นทีว่ ดั หรอื ศาลเจ้า
๒.๑ หอฉนั วัดท่งุ คลา้ ตำ� บลทุ่งคล้า อำ� เภอสายบรุ ี
๒.๒ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหน่ียว ตำ� บลอาเนาะรู อำ� เภอเมืองปตั ตานี
๒.๓ ศาลาการเปรียญไม้ วดั ปทมุ วารี ตำ� บลเตราะบอน อำ� เภอสายบรุ ี
๓. ประเภทอาคารหรือส่งิ ปลกู สรา้ งท่อี ยู่ในมสั ยิด
๓.๑ อาคารละหมาด มสั ยิดรายอฟาฏอนี ต�ำบลจะบังตกิ อ อำ� เภอเมืองปตั ตานี
๓.๒ อาคารละหมาด มัสยดิ บ้านควนลงั งา ตำ� บลทรายขาว อำ� เภอโคกโพธิ์
๓.๓ อาคารละหมาด สเุ หรา่ อาโห ต�ำบลมะนงั ยง อ�ำเภอยะหริง่
๙ สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าของจังหวัดปัตตานี เป็นภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ สังคมพหุวัฒนธรรม
อนั เปน็ สว่ นหนง่ึ ของชมุ ชนเปน็ ตวั ตอ่ สำ� คญั ในการกอ่ รา่ งสรา้ งตวั ตนของผคู้ นในพนื้ ท่ี ซงึ่ เรยี งรอ้ ยและเกย่ี วพนั กนั ผา่ นสถาบนั หลกั
ของชาติ คอื สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ อนั เปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจของคนทง้ั ชาติ สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ปตั ตานี ขอขอบพระคณุ
ทุกภาคส่วนที่ท�ำให้งานช้ินนี้ประสบผลส�ำเร็จตามความมุ่งหวังของส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ท่ีมุ่งหวังสะท้อนภาพ
การอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ตามโครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จังหวัดปัตตานี
ประจ�ำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
16 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคุณคา่ จังหวัดปตั ตานี
สถาปัตยกรรม
ของจังหวดั ปัตตานี
สถาปตั ยกรรมของปตั ตานี ถอื เปน็ หนงึ่ ในสถาปตั ยกรรมทสี่ วยงามและประณตี เปน็ เอกลกั ษณ์ ทช่ี ้ีใหเ้ หน็ ถงึ ความเปน็
พหุวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน เกิดจากการคิดค้นสร้างสรรค์ และฝีมือของเหล่าบรรพบุรุษที่ร่วมสร้างกันมาต้ังแต่สมัยอดีต
ทีเ่ มอื งปัตตานเี คยเป็นศูนยก์ ารปกครอง และการคา้ นานาชาติ ท่ีสำ� คญั มีการตดิ ต่อค้าขายกับหลายประเทศ เชน่ จีน อินเดยี
อนิ โดนเี ชยี และเปอรเ์ ซยี เปน็ ตน้ จงึ ทำ� ใหม้ กี ารถา่ ยทอดศลิ ปวฒั นธรรมจากชนชาตเิ หลา่ นนั้ มาผสมผสานกบั วฒั นธรรมดง้ั เดมิ
งานสถาปัตยกรรมได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และศาสนา รวมไปถึงงานศิลปะ
ทม่ี อี ตั ลกั ษณเ์ ฉพาะถนิ่ ของจงั หวดั ปตั ตานที ม่ี ปี ระชากรหลายเชอื้ ชาตทิ ง้ั ชาวไทยมสุ ลมิ ชาวไทยพทุ ธ และชาวไทยเชอื้ สายจนี
ท�ำให้การสถาปัตยกรรมมีความเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ท้ังด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะการตกแต่ง (ส�ำนักงานวัฒนธรรม
จังหวดั ปัตตานี, ๒๕๖๓.)
เพ่ือให้เห็นถึงการบรูณาการกันของพหุวัฒนธรรมในจังหวัดปัตตานี จังหวัดปัตตานีจึงได้คัดสรรสถาปัตยกรรม
ทม่ี คี วามทรงคณุ ค่า และสะทอ้ นความหลายหลายทางวัฒนธรรม แตก่ ็มีจดุ ร่วมกันได้อย่างสนั ตสิ ุข ผา่ นหลกั การสำ� คัญ คอื
“บวร” ตามพระราชดำ� รขิ องพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทที่ รงกลา่ วไวว้ า่
(ส�ำนกั งานปลัดกระทรวงวฒั นธรรม , ๒๕๖๒.)
หลกั “บวร” หมายถึง การน�ำสถาบนั หลกั ในชุมชนมาเป็นกลไกในการพฒั นา และสร้างชมุ ชนใหเ้ ข้มแข็งท�ำหนา้ ที่
เป็นแกนกลางในการพัฒนา ตัดสินใจ แก้ปัญหาตนเองและชุมชน ก�ำหนดแผนแม่บทชุมชนด้วยการร่วมกันคิด สร้าง
และบรหิ ารจัดการชุมชน ของคนในทอ้ งถิ่นท่ีรว่ มกนั เปน็ เจ้าของ โดย “บวร” มคี วามหมายตามตัวอักษร ดังน้ี
“บ” หมายถึง สถาบันครอบครวั (บา้ น) ประกอบดว้ ย ชาวบ้าน กลุ่มคนต่าง ๆ ในชมุ ชน
“ว” หมายถึง สถาบนั ศาสนา วดั มัสยดิ ประกอบด้วย เจ้าอาวาส พระภกิ ษุ สามเณร อบุ าสก อุบาสกิ า ผูน้ ำ� ศาสนา
สัปบุรุษ องคก์ รศาสนาตา่ ง ๆ ในชมุ ชน
“ร” หมายถึง สถาบันการศึกษา/ราชการ องค์กรทางการศึกษาต่าง ๆ หน่วยงานภาครัฐในชุมชน รวมทั้งกลไก
การบรหิ ารราชการ ท่ีมาจากภาครฐั ในรปู แบบอ่นื ๆ
กระทรวงวฒั นธรรม 17
สำ� นักงานวฒั นธรรมจงั หวัดปตั ตานี
จากหลกั การดังกล่าว จงั หวัดปตั ตานีโดยสำ� นักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ปตั ตานี จึงน�ำหลกั การดังกลา่ วมาบูรณาการ
ในโครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมท่ีเข้มแข็ง จังหวัดปัตตานี ประจ�ำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ และได้คัดสรร
สถาปัตยกรรมทรงคณุ คา่ จงั หวดั ปตั ตานี โดยไดแ้ บง่ ประเภทการคดั สรรออกเป็น ๓ ประเภท ประเภทละ ๓ สถาปตั ยกรรม
คอื
๑. ประเภททพ่ี ักทอ่ี ยูอ่ าศัย ประกอบด้วย
๑.๑ บา้ นเจ้าเมืองสายบรุ ี ตำ� บลตะลุบัน อำ� เภอสายบุรี
๑.๒ บ้านทรงจนี ตระกลู เลาหกุล ตำ� บลตะลุบนั อำ� เภอสายบรุ ี
๑.๓ บา้ นเลขท่ี ๑๘๓ หมทู่ ่ี ๒ ตำ� บลสะก�ำ อ�ำเภอมายอ
๒. ประเภทอาคารหรอื สิ่งปลกู สร้างทอ่ี ยู่ในพนื้ ท่ีวัดหรอื ศาลเจา้
๒.๑ หอฉนั วดั ทงุ่ คล้า ตำ� บลทุ่งคลา้ อำ� เภอสายบรุ ี
๒.๒ ศาลเจา้ แมล่ มิ้ กอเหน่ยี ว ต�ำบลอาเนาะรู อำ� เภอเมืองปัตตานี
๒.๓ ศาลาการเปรยี ญไม้ วดั ปทมุ วารี ตำ� บลเตราะบอน อ�ำเภอสายบุรี
๓. ประเภทอาคารหรอื สงิ่ ปลกู สร้างท่ีอยู่ในมัสยิด
๓.๑ อาคารละหมาด มสั ยิดรายอฟาฏอนี ต�ำบลจะบังตกิ อ อำ� เภอเมืองปัตตานี
๓.๒ อาคารละหมาด มสั ยดิ บ้านควนลังงา ต�ำบลทรายขาว อ�ำเภอโคกโพธิ์
๓.๓ อาคารละหมาด สุเหรา่ อาโห ตำ� บลมะนังยง อ�ำเภอยะหร่ิง
โดยมีรายละเอียดของ ๙ สถาปตั ยกรรมท่ีไดร้ ับการคดั สรร ของแตล่ ะสถาปัตยกรรม ดงั ต่อไปนี้
18 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคุณค่าจงั หวัดปัตตานี
ส ถ า ป ั ต ย ก ร ร ม ข อ ง ป ั ต ต า นี
ประเภทบา้ นพักทีอ่ ย่อู าศัย
กระทรวงวฒั นธรรม 19
ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจังหวัดปัตตานี
ประเภทบ้านพกั ท่ีอยอู่ าศัย
สถาปตั ยกรรมประเภทท่พี ักท่อี ยู่อาศยั ในพ้ืนท่จี ังหวดั ปตั ตานี สามารถจ�ำแนกได้ ๓ ประเภท ดังนี้
แบบมลายู๑.สถาปบตั ้ายนกเรรอืรมน
บ้านเรือนแบบมุสลิมหรือมลายูเป็นรูปแบบ ใช้กันมาต้ังแต่โบราณเน่ืองจากปัตตานีมีดินเหนียวคุณภาพ
สถาปัตยกรรมพื้นบ้าน มีวิวัฒนาการมาจากการสังสรรค์ ดีสำ� หรบั ใช้ท�ำกระเบือ้ งมุงหลงั คา
ทางวฒั นธรรม (Acculturation) คอื การท่ีไดร้ บั เอาวฒั นธรรม ฝาเรอื น ใชว้ สั ดตุ ่าง ๆ ในการทำ� ฝาผนังเรือนตาม
ในต่างสังคม ซ่ึงมีอิทธิพลต่อรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่มี ฐานะและประโยชน์ใชส้ อย เรอื นในชนบทฝาผนงั จะใช้ไม้ไผ่
ความหลากหลาย ซึ่งนอกจากจะปรากฏออกมาในการสร้าง หรอื หวายขดั แตะ เรอื นมฐี านะมกั ใช้ไมก้ ระดานตที บั ซอ้ นเปน็
รปู แบบท่ีอาศัย ซึ่งเปน็ เรอื นยกพื้นใต้ถุนสงู เพ่ือใชป้ ระโยชน์ เกล็ดหรือสังกะสีเคลือบสีส�ำเร็จรูปจะไม่ค่อยปรากฏว่ามี
ในด้านตา่ ง ๆ ซึง่ เปน็ ลักษณะรว่ มทางสถาปตั ยกรรมพนื้ บา้ น การใชผ้ นงั เรอื นทเี่ กา่ แกจ่ ะใช้ไมก้ ระดานแผน่ กวา้ ง แบง่ เปน็ ชว่ ง
ของภมู ภิ าคน้ี (เขต รัตนจรณ และคณะ , ๒๕๔๘) แบบลกู ฟักตกแต่งดว้ ยลายแกะสลักฉลุโปร่ง
หลังคา โครงสร้างของหลังคาส่วนมากจะใช้ พน้ื เรอื น ใช้ไมก้ ระดานปตู ามยาวของเรอื นพน้ื เรอื น
ไม้ระแนง เพราะนิยมมุงกระเบ้ืองดินเผาวัสดุที่ใช้มุงหลังคา ของผนังส่วนหน้าจะเป็นระดับเดียวกันตลอดส่วนพื้นเรือน
คอื จากสงั กะสี และกระเบอื้ งดนิ เผา ตามฐานะของเจา้ ของเรอื น ของผนังมักจะลดระดับลงไปเป็นส่วน บางเรือนจะใช้เส่ือ
หลังคาครัวมักนิยมท�ำหลังคาเล็กซ้อนเป็นช้ันเพื่อระบาย น้�ำมันปูทับพื้นเรือนส่วนหน้าอีกช้ัน พ้ืนครัวนิยมปูให้ห่าง
ควันการสรา้ งบ้านเรอื นปตั ตานนี ิยมมงุ หลงั ดว้ ยกระเบ้ืองดิน โดยเฉพาะเรอื นในชนบท เพ่อื สะดวกในการเทน้ำ� ทง้ิ และให้
เผา ซ่ึงได้จากโรงกระเบื้องในท้องถ่ินท่ีมีกรรมวิธีการผลิตที่ อากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก
20 ๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคุณค่าจังหวัดปตั ตานี
ลกั ษณะรปู ทรงหลังคา
โดยท่วั ไปหลังคาเรือนไทยในปัตตานมี ี ๓ ลักษณะ คอื
๑. หลงั คาปน้ั หยา หรอื หลงั คาลมี ะฮ์ ตามทช่ี าวบา้ น ทรงหลังคาท้ัง ๓ แบบดังกล่าว เมื่อเป็นเรือนแฝด อาจจะ
ใช้เรียกว่า ลีมะฮ์ แปลว่า ห้า หมายถึง หลังคาท่ีนับสัน ประกอบด้วยหลังคาแบบเดียวกันหรือต่างแบบกัน ซึ่งเป็น
หลังคาได้ ๕ สัน เป็นรูปทรงหลังคาท่ีได้รับอิทธิพลจาก ความสามารถของช่างสร้างเรือนจะเห็นสมควรและดูงาม
สถาปตั ยกรรมแบบอาณานคิ ม (Colonial Architectural Style) แปลกตา
ของชาวตะวนั ตก หลงั คาทรงปน้ั หยานนี้ บั ไดว้ า่ เปน็ เอกลกั ษณ์
ของภาคใตแ้ ละพบไดท้ ว่ั ไปในจงั หวดั ภาคใต้โดยเฉพาะจงั หวดั นอกเหนือจากน้ี ปัจจัยทางศาสนาและความเชื่อ
ปตั ตานี (ณายิบ อาแวบือชา , ๒๕๕๙.) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งท่ีเป็นตัวก�ำหนดรูปแบบและลักษณะ
๒. หลังคาจ่ัวมนิลา หรือชาวบ้านนิยมเรียกว่า ของงานสถาปัตยกรรมมลายู ซ่ึงสะท้อนออกมาในรูปแบบ
บลานอ ซง่ึ หมายถึง ชาวฮอลันดาหลังคาแบบลานอ เชือ่ ว่า ของลวดลายที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอิทธิพล
ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากสถาปตั ยกรรมของชาวฮอลนั ดา เปน็ หลงั คาทมี่ ี ทางความเชอ่ื ของศาสนาอสิ ลามในการหา้ มใชร้ ปู คนหรอื สตั ว์
โครงหลงั คาเชน่ เดยี วกบั หลงั คาปน้ั หยา แตเ่ ปน็ หลงั คาปน้ั หยา ในงานศลิ ปะ ทำ� ใหร้ ปู แบบของลวดลายท่ีใช้ในสถาปตั ยกรรม
ที่มีจ่ัวติดอยู่ เพ่ือระบายอากาศและดูงดงาม หลังคาแบบนี้ มลายมู กั จะเปน็ ลายพฤกษชาติ เรขาคณติ ลายท่ีเลยี นแบบ
จะมีรูปแบบท่ีสวยงามกว่าแบบอ่ืน เพราะจะมีจ่ัวอย่างน้อย จักรวาลและลายลักษณอ์ ักษรประดิษฐเ์ ป็นสว่ นใหญ่ รวมทง้ั
๓ จวั่ โดยมหี ลงั คาจว่ั แฝดและมจี วั่ ขนาดเลก็ สรา้ งคลมุ เฉลยี ง ยงั มคี วามเชอื่ ในศาสนาฮนิ ดู การสรา้ งเรอื น การดฤู กษด์ ยู าม
หน้าบ้านติดกับบันไดทางข้ึน เพ่ือใช้รองรับแขกอย่าง และการยกเสาเอก
ไม่เป็นทางการ นอกจากนั้นช่างไม้จะแสดงฝีมือเชิงช่าง
ในการประดษิ ฐ์ลวดลายจากการสลักไม้ปูนปน้ั หรอื แกะจาก ลวดลายประดับ ที่ประดับบนเรือนมลายูเป็นการ
สังกะสีเป็นลวดลายประดับยอดจ่ัว และมีการเขียนลาย ประดับยอดจั่ว ช่องลม และเชงิ ชาย มที ั้งลวดลายแบบแกะ
บนหนา้ จว่ั หรอื ตีไม่ใหม้ ลี วดลายเปน็ แสงตะวนั ซงึ่ เปน็ ทน่ี ยิ ม สลักและลวดลายฉลุ หรือบางคร้ังก็ผสมทั้งการฉลุและแกะ
อยา่ งแพรห่ ลาย สลักในงานช้ินเดียวกัน อิทธิพลทางความเช่ือของศาสนา
๓. หลงั คาจว่ั ชาวบา้ นเรยี กวา่ แมและ เชอื่ กนั ไดว้ า่ อิสลามมีผลอย่างมากต่อรูปแบบของลายประดับบนเรือน
ได้รับอิทธิพลจากเรือนไทยภาคกลางหลังคาจ่ัวนี้จะพบมาก มลายู ด้วยเหตุที่ความเช่ือทางศาสนาอิสลามมีการห้ามใน
ในชุมชนดั้งเดิม เช่น บ้านกรือเซะ ต�ำบลตันหยงลูโละ เร่ืองของการท�ำรูปปน้ั และวาดรปู คนและสัตว์ ลวดลายท่ีพบ
และตำ� บลบางปู บา้ นหลงั คาจวั่ มปี น้ั ลมปกี นกที่ไดร้ บั อทิ ธพิ ล ในเรอื นมลายจู งึ มกั จะเปน็ ลวดลายพฤกษชาติ ลายเรขาคณติ
จากรูปแบบสถาปัตยกรรมจากมาเลเซียไม่เหมือนปั้นลมไทย ลวดลายท่ีเลียนแบบธรรมชาติและลวดลายอักษรประดิษฐ์
ปลายปั้นลมทั้ง ๒ ข้างมีเหงาปั้นลมประดับอยู่ มีรูปคล้าย เสยี เป็นส่วนใหญ่
พญานาคซ่ึงเป็นลักษณะของเรือนไทยภาคกลาง เรือนที่มี
กระทรวงวฒั นธรรม 21
สำ� นกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดปัตตานี
แ บ บ ไ ท ย๒.สถาปบัต้ายนกเรรือรมน
ส ถาปตั ยกรรมไทยพทุ ธสว่ นใหญต่ วั เรอื นมลี กั ษณะคลา้ ยเรอื นไทยภาคกลางแตม่ ลี กั ษณะเฉพาะ
ทตี่ อ้ งกนั ความชน้ื เชน่ ตวั เรอื นตอ้ งไม่ใหญ่ ทรงเตยี้ กวา่ เรอื นไทยภาคกลางเพอื่ ลดแรงตา้ นลม
ในฤดูมรสุมยกพื้นไม่สูงนัก ประมาณก้มหัวเดินลอดได้พอให้ลมพัดผ่านได้สะดวก เพ่ือไล่
ความช้นื และเน่ืองจากฝนตกชุก พ้นื ดินชนื้ กวา่ ภาคอืน่ ทำ� ให้เสาเรือนผุง่าย จงึ แกป้ ญั หาดว้ ยการไมฝ่ ังเสา
ลงดนิ แตร่ บั ตนี เสาทำ� ด้วยหนิ ปะการงั หรอื ไม้ ภายหลงั ทำ� ดว้ ยปูนเปน็ ลวดลายต่าง ๆ
หลงั คา เปน็ หลงั คาจว่ั แต่ไมช่ นั มาก ยอดปน้ั ลมไมแ่ หลมเหมือนยอดปั้นลมเรือนไทยภาคกลาง
หางป้นั ลมไม่นิยมท�ำเปน็ ตัวเหงาแต่ทำ� เปน็ หางปลา
ฝาเรอื น นยิ มใช้ไม้ตีเกลด็ ตามแนวนอน หรือฝาสายบวั ในแนวตัง้ ประตูหนา้ ตา่ งใช้แกนหมนุ
วงกบเขา้ เดอื ย แกะสลกั เปน็ รปู ดาวหรอื ดอกไม้ บานประตหู นา้ ตา่ งเซาะรอ่ ง แกะเปน็ ลวดลาย บานหนา้ ตา่ ง
ทำ� เป็นลกู ฟัก กรอบบนและกรอบล่างฉลุโปรง่ เพ่ือระบายอากาศ
พื้นเรือน ปูด้วยไม้กระดานต่างระดับกัน พื้นเรือนนอนจะสูงกว่าระเบียงและชานบันไดเรือน
คล้ายบันไดเรอื นภาคอ่นื ๆ มตี ุ่มหรอื อา่ งใสน่ �ำ้ ลา้ งเทา้ เช่นกัน
22 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปัตตานี
เรือนไทยภาคกลาง นิยมสร้างเรือนนอนมีระเบียงตามยาวมีหลังคาคลุมต่อด้วยชานโล่ง
หากต้องการสร้างเรือนเพิ่มมักสร้างเป็นเรอื นคู่ เรือนเคียงเชื่อมดว้ ยชาน มเี รือนครัวขวางสกดั
จากการพจิ ารณาสภาพอาชีพ และสภาพแวดลอ้ ม ลกั ษณะของเรอื นโดยทว่ั ไปจะแบ่งออกเป็น
ทางสังคมแล้ว จะเห็นได้ว่า ความต้องการในการใช้พ้ืนท่ี ๑. เรือนเครื่องผูก
ใช้สอยและความเป็นอยู่ท่ัวไปคล้ายคลึงกับภาคอ่ืน ๆ ๒. เรอื นเครือ่ งสบั
คอื มกี ารสรา้ งที่พักอาศยั แยกเปน็ หลงั ๆ เม่อื มกี ารขยายตวั ๓. เรือนกอ่ อิฐฉาบปูน
ของครอบครัวและแยกครัวออกมาจากเรือนนอน โดยใช้
นอกชานเปน็ ตวั เชอื่ มแตล่ กั ษณะนอกชานของภาคใตม้ กั แคบ รปู แบบหลงั คาเรอื นภาคใตท้ ง้ั ๓ แบบ จะเหน็ ไดว้ า่
เพราะมฝี นตกชกุ ทำ� ใหก้ ารเดนิ ตดิ ตอ่ ระหวา่ งเรอื นแตล่ ะหลงั ทำ� การกอ่ สรา้ งเพอื่ ใหเ้ หมาะกบั สภาพภมู อิ ากาศ คอื สามารถ
สะดวกขึ้น บางท่ีส่วนนอกชานจะก่ออิฐและถมดินข้ึนให้ได้ กันแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลังคาปั้นหยา
ระดับกับระเบียงและใช้ปลูกต้นไม้ขนาดเล็ก จะมีความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคามากเป็นพิเศษ
ส่วนลักษณะของหลงั คาบา้ นเรอื นแบง่ ไดเ้ ปน็ ๔ ลกั ษณะ คอื เรอื นสว่ นใหญจ่ ะวางเสาไวบ้ นตนี เสา (ตอมอ่ ) ซงึ่ มกั จะกอ่ อฐิ
๑. หลังคาจั่ว และฉาบปูน ฉะนั้น เมื่อต้องการจะย้ายบ้าน ก็จะปลด
๒. หลังคาป้ันหยา กระเบ้ืองลงตีทแยงยึดโครงสรา้ งเสาเปน็ รปู กากบาท แล้วใช้
๓. หลงั คาบรานอร์ คนหามย้ายไปต้ังที่ต้องการแล้วน�ำกระเบ้ืองขึ้นมุงใหม่
๔. หลังคามนลิ า ก็สามารถเข้าไปอยู่ไดท้ ันที
หลังคา ๔ แบบน้ีจะมีอยู่ท่ัวไป เพียงแต่สัดส่วน
ของหลงั คาจะมที รงกรวด หรอื ทรงเตย้ี กข็ น้ึ อยกู่ บั ชา่ งกอ่ สรา้ ง
ในถิ่นน้ัน ๆ และข้ึนอยู่กับวัสดุที่มุงหลังคา ความลาดชัน
ของหลังคาก็ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะส่วนท่ีเป็นครัวมักจะท�ำ
การออกแบบเป็นหลังคาตั๊กแตน
กระทรวงวัฒนธรรม 23
ส�ำนักงานวฒั นธรรมจงั หวัดปตั ตานี
แบบจีน๓.สถาปบัตา้ ยนกเรรอืรมน
สถาปตั ยกรรมจนี มลี กั ษณะของการใชส้ อยของอาคารสว่ นมากมกั ปลกู อาคารเปน็ แบบสองชน้ั โดยชน้ั ลา่ ง
จะท�ำการค้าขายด้านหน้า ด้านหลังจะใช้เป็นครัวและรับประทานอาหาร ส่วนช้ันบนจะเป็นท่ีหลับนอน กล่าวได้ว่า
จะใช้อาคารเพื่อทางการค้าและพักอาศัยในหลงั เดยี วกนั
รูปแบบของอาคารยังคงด�ำเนินแบบแผนประเพณีด้ังเดิมตามคตินิยมของจีน โดยมีลักษณะเป็นตัวตึก
ชนั้ เดยี วและสองชนั้ แตส่ ว่ นมากจะสรา้ งแบบ ๒ ชนั้ อาคารแตล่ ะหลงั จะสรา้ งเปน็ ตวั ตกึ ขนาดกวา้ ง ๓ หอ้ ง (๓ ชว่ งเสา
ขนาดความกวา้ งของช่วงเสา ชว่ งละ ๔ เมตร) แต่ละผนังของหอ้ งข้างเคียงจะไม่ตดิ กนั มกั จะเวน้ พน้ื ทเ่ี ป็นทางเดนิ
ระหว่างอาคาร กว้างประมาณ ๑.๕๐ เมตร และก่อก�ำแพงมีบานประตูเปิดปิด ผังของอาคารเป็นรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า
หนั หนา้ ดา้ นแคบออกสถู่ นน รปู ทรงของหลงั คาเปน็ แบบจวั่ ยอดไมแ่ หลม จะปน้ั ปนู โคง้ มนหนั หนา้ เอยี งลาดของหลงั คา
ออกด้านหน้าอาคาร ผนังหน้าจ่ัวด้านสกัดก่ออิฐถือปูนฉาบผิวตกแต่งด้วยลายปูนปั้น ส่วนหลังคาก่ออิฐฉาบปูน
มลี กั ษณะแอน่ ลงชว่ งกลาง ปลายทง้ั สองขา้ งเชดิ ขน้ึ รบั ยอดรบั ยอดจว่ั ดา้ นหนา้ อาคารกอ่ อฐิ ยกพนื้ ขนึ้ จากระดบั ถนน
ท�ำเป็นลักษณะบันไดด้านหน้าและด้านหลังของอาคารจะท�ำเฉลียงท้ังช้ันบนและช้ันล่าง ประตูทางเข้าบ้านด้านหน้า
อยู่ตรงห้องกลางเป็นประตูไม้สูง ๒ เมตรข้ึนไปเปิดคู่เข้าด้านในผนังด้านหน้า ด้านหลังท่ีห้องทางซ้ายและขวา
จะเจาะหนา้ ตา่ งเพยี งหอ้ งละหนึ่งช่องเท่าน้ัน ดา้ นขา้ งอาคารไมป่ รากฏมีการท�ำหน้าต่าง แต่จะทำ� ชอ่ งระบายอากาศ
ขนาดเลก็ กรุกระเบ้ืองเคลอื บแบบจีน (วสนั ต์ ชีวะสาธน์ , ๒๕๒๙.)
24 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ คา่ จงั หวัดปตั ตานี
โดยคณะกรรมการคดั สรรฯ ไดท้ ำ� การคดั สรรสถาปตั ยกรรมประเภททพี่ กั ทอ่ี ยอู่ าศยั
ประกอบดว้ ย
๑ บา้ นเจ้าเมืองสายบรุ ี ตำ� บลตะลุบัน อำ� เภอสายบุรี
๒ บ้านทรงจีน ตระกูลเลาหกุล ตำ� บลตะลุบัน อ�ำเภอสายบรุ ี
๓ บ้านเลขที่ ๑๘๓ หมูท่ ี่ ๒ ตำ� บลสะก�ำ อ�ำเภอมายอ
ซงึ่ แตล่ ะสถาปตั ยกรรมมีความนา่ สนใจดงั นี้
กระทรวงวฒั นธรรม 25
สำ� นักงานวฒั นธรรมจงั หวัดปตั ตานี
บา้ นเจ้าเมอื งสายบรุ ี
“บา้ นทรงคุณค่า ทย่ี ึดโยงกับราชส�ำนักส่วนกลาง”
ภาพบา้ นเจา้ เมอื งสายบุรี จากภายนอก
ถา่ ยเม่ือ เดือนสงิ หาคม ๒๕๖๔
บ้านเจ้าเมืองสายบุรี ตั้งอยู่ บรเิ วณถนนสรุ ยิ ะสุนทร ตำ� บลตะลบุ ัน อ�ำเภอสายบรุ ี จงั หวดั ปตั ตานี
เดมิ เป็นวังของเจ้าเมืองสายบรุ ีในอดีต สรา้ งข้นึ เม่อื ปีพุทธศักราช ๒๔๒๘ โดยสถาปนกิ ชาวชวาและท้องถนิ่
ในอดีตเป็นที่พ�ำนับของเจ้าเมืองสายบุรี และเคยถูกใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการของพระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เม่ือคราวเสดจ็ ประพาสจังหวัดปตั ตานี เมอ่ื ปี พทุ ธศกั ราช ๒๔๓๒
ปจั จบุ นั เปน็ ทพ่ี กั อาศยั ของลกู หลานเจา้ เมอื งสายบรุ ี (กไู อนงุ สมาแอ. เจา้ ของบา้ นเจา้ เมอื งสายบรุ .ี ๒๕๖๔.)
26 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปัตตานี
การเสดจ็ ประพาสรอบแหลมมลายู งานจัดขึ้นอย่างย่ิงใหญ่ ราษฎรมารวมกันถึงกว่าสามพันคน
ของรชั กาลที่ ๕ ทรงฉายพระบรมฉายาลกั ษณร์ ว่ มกบั ขา้ ราชการสยาม ขา้ ราชการ
ปตั ตานที น่ี บั ถอื ศาสนาอสิ ลามและขา้ ราชการชาวไทยเชอื้ สายจนี
ในสมยั ตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ หวั เมอื งทตี่ งั้ อยู่ในบรเิ วณ เปน็ ภาพประวตั ศิ าสตรอ์ นั ทรงคณุ คา่ ทรงพระราชทานศลิ าจารกึ
แหลมมลายูนั้นได้ถูกแบ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็น ๒ เรื่องการสร้างศาลา และพระราชทานชื่อวัดเสียใหม่ คือ
อาณาเขต คือ หัวเมืองปกั ษ์ใต้ ไดแ้ ก่ หัวเมอื งที่อยบู่ ริเวณทาง วัดตานนี รสโมสร
ชายทะเลอ่าวสยาม คือ มณฑลชุมพร มณฑลนครศรีธรรมราช ลงไปทางทศิ ใต้สดุ เป็นท่ตี งั้ ของเมอื งสายบรุ ี ในอดตี
มณฑลปัตตานี และ หัวเมืองทะเลตะวันตกหรือหัวเมือง เป็นเมืองท่าชายทะเล ที่มีชาวต่างชาติมาค้าขายกันคึกคัก
ฝา่ ยตะวนั ตก ไดแ้ ก่ บรรดา หวั เมอื งซงึ่ อยชู่ ายทะเลอา่ วเบงกอล ปากน�้ำสายบุรี อ่าวตะลุบันและหาดวาสุกรี คือ เส้นทางที่เรือ
คือ มณฑลภูเก็ต นอกจากน้ี ยังมีหัวเมืองมลายูประเทศราช พระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล่นเข้า
คือ เมืองไทรบรุ ี เมอื งกลันตัน เมืองตรังกานู ซึง่ หวั เมืองต่าง ๆ สู่ตัวเมือง โดยมีเจ้าเมืองสายบุรี พระยาสุริยะสุนทรบวรภักดี
เหลา่ นเี้ ดนิ ทางไปไดย้ าก ตามพงศาวดารตงั้ แตค่ รงั้ กรงุ ศรอี ยธุ ยา มารบั เสดจ็ ถงึ ปากนำ�้ ระหวา่ งทางเขา้ เมอื ง ไดท้ รงแวะชมุ ชนชาวจนี
เปน็ ราชธานีน้นั ไมเ่ คยปรากฎเลยว่ามีพระเจ้าแผน่ ดนิ พระองค์ ซึง่ ปจั จบุ ันอยู่ในเขตเทศบาลต�ำบลตะลุบัน ชุมชนชาวจนี แห่งน้ี
ใดเสดจ็ ไปประพาส จวบจนถงึ รชั กาลท่ี ๔ แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ เกา่ แกร่ ว่ มสมยั เดยี วกบั ชมุ ชนชาวจนี ในเมอื งปตั ตานี เมอื งสายบรุ ี
มีเรือกลไฟเป็นพระราชพาหนะแล้ว พระบาทสมเด็จ จึงเป็นเมืองท่า ท่ีมีความรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง ศาลเจ้าเล่าเอี๊ยะกง
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จไปประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เปน็ ศาลเจา้ ประจำ� ชมุ ชน ยงั คงเกบ็ รกั ษากระถางธปู พระราชทาน
ถึง ๒ คร้งั เสดจ็ ไปจนถงึ เมอื งสงขลา พ.ศ. ๒๔๐๑ (ร.ศ. ๗๗) จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะเช่น
และพ.ศ.๒๔๐๖ (ร.ศ. ๘๒) จนถงึ เมอื งปตั ตานี (คณะผจู้ ดั ท�ำ เดียวกับ ศาลเจ้าเล่งจเู ก้ยี ง (หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๗.)
โครงการขมุ ทรพั ยข์ องแผน่ ดนิ พ.ศ. ๒๕๔๘ – ๒๕๕๐ , ๒๕๕๔) จากชุมชนจีน สมเดจ็ พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จมาถึง
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ เมืองหนองจิก ตานี ยะหริ่ง วงั ของเจา้ เมอื งสายบรุ ี มภี าพถา่ ยฝพี ระหตั ถท์ ที่ รงบนั ทกึ หนา้ วงั
และสายบุรี คือ ส่ีเมืองหลัก ท่ีพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้า เจ้าเมืองสายบุรี ปัจจุบันวังสายบุรี ยังได้รับการดูแลรักษาเป็น
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จประพาส เพ่ือเย่ียมเยือนวัง อย่างดี โดยทายาทช้ันเหลนของพระยาสุริยะสุนทรบวรภักดี
ของเจา้ เมอื งตา่ ง ๆ เจา้ เมอื งและทอดพระเนตรวถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยู่ ส่ิงส�ำคัญนอกจากความเก่าแก่ของอาคาร ท่ีนี่ยังเก็บรักษาของ
ของราษฎรในแต่ละเมือง เมืองตานีในสมัยน้ัน ยังคงมีรายา ส่วนตัวของเจ้าเมือง หน่ึงในนั้น เป็นกระบ่ีพระราชทานจาก
ปกครองเมือง คือ ตวนกอู ลั ดลุ กาเดร์ บนิ ตวนกู กอมารดุ ดิน พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เปน็ ของพระราชทาน
หรอื พระยาวชิ ติ ภกั ดี รายาคนสดุ ทา้ ยของเมอื งตานี วงั จะบงั ตกิ อ อันล�ำ้ ค่า
เป็นวังของพระยาพิชิตภักดี ปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ น้ีคือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ การเสด็จประพาส
ยังจดั แสดงสงิ่ ของสำ� คัญที่ในหลวงรัชกาลที่ ๕ พระราชทานแด่ เมืองปัตตานี โดยเฉพาะในอำ� เภอสายบุรี ของพระบาทสมเดจ็
ตวนกูอัลดลุ การเดร์ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เมอ่ื หนง่ึ ศตวรรษทผี่ า่ นมา เปน็ เรอื่ งราว
ในวันท่ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ีฉายให้เห็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อพสกนิกรเมืองปัตตานี
ทรงเสด็จพระราชด�ำเนินมาถึง เมืองปัตตานี มีงานฉลองวัด ไมว่ ่าจะนบั ถอื ศาสนาใด ๆ กต็ าม และสะทอ้ นใหเ้ หน็ ความเก่ียว
และรับเสดจ็ ทวี่ ัดตานนี รสโมสร หรือช่อื เดิม คือ วัดบางน้�ำจืด เนอื่ งกบั ราชสำ� นกั ส่วนกลางทม่ี ีตอ่ ชาวเมืองปตั ตานี
กระทรวงวัฒนธรรม 27
ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจังหวดั ปัตตานี
่ถายเ ่ืมอ ิสงหาคม ๒๕๖๔
บนั ไดทำ� จากปนู เปลอื กหอย โดยการน�ำเปลอื กหอย
มาบดละเอียดผสมกบั น�ำ้ ผ้ึงและนำ้� อ้อย
หลงั คาทรงป้นั หยา ลมี ะ แปลว่า “ห้า” หมายถึง
หลงั คา ทนี่ บั สนั หลงั คาได้ ๕ สนั เปน็ รปู ทรงหลงั คาทไ่ี ดร้ บั
อทิ ธพิ ลจากสถาปตั ยกรรมแบบอาณานคิ มของชาวตะวนั ตก
หลังคาทรงปั้นหยานี้นับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้
และพบไดท้ ว่ั ไปในจงั หวดั ภาคใต้โดยเฉพาะในจงั หวดั ปตั ตานี
28 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ คา่ จังหวัดปตั ตานี
บริเวณดา้ นบนหลังคา มีเสายอดจั่ว (บูวะหิมูตง)
เสากลึงทองเหลืองขนาดเล็กกลึง ด้านข้างเสาตกแต่ง
ลวดลายฉลุ ตรงขา้ งเสายอดจว่ั ทางเจ้าของบา้ นบอกว่าเป็น
รูปเหมือนมังกร เชิงชายใช้ทองเหลืองฉลุโปร่งมีลวดลาย
พถกษา
ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
บริเวณเหนือประตมู ชี อ่ งระบายท่ีฉลลุ วดลายพถกษาตามแบบศลิ ปะชวา)
กระทรวงวฒั นธรรม 29
ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวดั ปัตตานี
ผนังก้ันห้องท�ำจากไม้
ไมม่ กี ารใช้ตะปู แตเ่ ปน็
ในลักษณะของการอัด
ไม้ลงมาต่อกันเร่ือย ๆ
ตรงด้านบนจะเป็นช่อง
ระบายอากาศ มีการฉลุ
ลวดลายพถกษา
ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
แต่ละห้องแต่ละช่องลมจะมีลวดลายฉลุ
ลวดลายตา่ ง ๆ ไมว่ า่ จะเปน็ ลายพถกษาหรอื ลายสเี่ หลย่ี ม
เปียกปูนเพือ่ ความสวยงามและระบายอากาศ
30 ๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคณุ ค่าจงั หวัดปัตตานี
คานหลังคามีการใช้ไม้
เป็นคานอยู่ และไม่ได้
มีการใช้ตะปูหรือสกรู
เป็นการใช้ลิ้มไม้ในการ
เชอื่ มตอ่ กัน
่ถายเ ่มือ ิสงหาคม ๒๕๖๔
สภาพภายในบ้านเจา้ เมืองสายบรุ ีปัจจุบัน
กระทรวงวฒั นธรรม 31
ส�ำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัดปัตตานี
บา้ นเจา้ จีน ตระกูลเลาหกุล
“บา้ นทรงคณุ ค่า ท่ีสะทอ้ นการเขา้ มาพึ่งบรมโพธสิ มภาร”
ภาพบ้านทรงจีน ตระกูลเลาหกลุ จากภายนอก ตวั บ้านเป็นไม้ทั้งหลัง ลกั ษณะ
แปลนบ้านเปน็ ลกั ษณะของสเี่ หลีย่ มผืนผา้ ถา่ ยเมือ่ เดือนสงิ หาคม ๒๕๖๔
บ้านทรงจีน ตระกูลเลาหกุล ต้ังอยทู่ ่ี ถนนสายบรุ ี ต�ำบลตะลบุ นั อำ� เภอสายบุรี จังหวัดปตั ตานี
เป็นสถาปัตยกรรมโบราณท่ีเรียกว่า จินอก�ำปง หรือ บ้านคนจีนแบบชนบท สร้างโดย นายท้าย แซ่ต่าน
ต้นตระกูลเลาหกุล ที่อพยพมาจากประเทศจีน และมาต้ังรกรากท�ำการค้าในพื้นที่อ�ำเภอสายบุรี ปัจจุบัน
เป็นทเี่ ก็บป้ายชือ่ และรูปของบรรพบุรุษ (บรรจง เลาหกุล. เจ้าของบ้านทรงจนี ตระกูลเลาหกุล. ๒๕๖๔.)
32 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคุณค่าจังหวดั ปตั ตานี
“ชว่ งศตวรรษท่ี ๑๖-๑๗ มชี าวจนี จากฮกเกยี้ น หนุนเน่ืองสู่พ้ืนท่ีมากยิ่งขึ้น ท้ังจีนแคะ จีนแต้จิ๋ว
และกวางตุ้งเป็นจ�ำนวนมาก เข้ามาในปัตตานี บ้างก็มา หรอื จีนกวางตุ้ง โดยมักอาศัยอยตู่ ามสถานรี ถไฟจนกลาย
ท�ำการค้าเป็นครั้งคราว บ้างก็มาต้ังรกรากจนได้ยศ เป็นชุมชนชาวจีนบกุ เบิกรอบสถานี
ตำ� แหนง่ ในราชสำ� นกั เช่น ดาโต๊ะ และ เซรีนารา ชาวจีน โดยมีตระกูลของชาวจีนที่ส�ำคัญในจังหวัด
เหล่าน้ีท�ำการค้ากับพ่อค้าชาติอ่ืนท่ีเข้ามาในปัตตานี ปัตตานี คือ “ตระกูลคณานุรักษ์” ซ่ึงต้นตระกูลคือ
โดยน�ำสินค้าจากจีน เช่น ผ้าไหมและเครื่องถ้วยมาขาย นายปุ่ย แซ่ตัน ซึ่งได้รับพระราชทานต�ำแหน่งจาก
ด้วยความที่สินค้าจีนเป็นท่ีต้องการมากในขณะน้ัน พ่อค้า รชั กาลที่ ๓ ใหเ้ ป็น “หลวงสำ� เร็จกจิ กรจางวาง” ได้มา
ชาวยุโรปจึงเข้ามาซ้ือสินค้าจีนในปัตตานี ท�ำให้การค้า ตง้ั รกรากอยเู่ มอื งปตั ตานบี รเิ วณ “หวั ตลาดจนี ” ในปจั จบุ นั
ปัตตานีรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงปี ๑๕๕๐-๑๖๓๐ เปน็ ผขู้ อสทิ ธสิ์ มั ปทานเหมอื งแรด่ บี กุ ในเมอื งปตั ตานี ยะลา
ปัตตานีขณะนั้นเป็นท่ีรู้จักของชาวฮอลันดาในฐานะประตู และเมืองใกล้เคียงหลายแปลง หลายต�ำบล ทายาท
สู่จีนและญ่ปี ุ่น” (ปิยดา ชลวร, ๒๕๕๔.) ของหลวงสำ� เรจ็ กจิ กรจางวาง ไดร้ บั พระราชทานนามสกลุ
ชาวจนี ทเ่ี ขา้ มาอาศยั อยใู่ นพนื้ ทชี่ ายแดนใตต้ ง้ั แต่ “ต้นธนวัฒน์” ก่อนจะเปล่ียนมาเป็น “คณานุรักษ์”
อดตี จนถงึ ปจั จบุ นั มเี งอ่ื นไขปจั จยั แตกตา่ งกนั ตามยคุ สมยั จนเป็นหน่ึงในตระกูลที่มีบทบาทส�ำคัญร่วมสร้างบ้าน
แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเร่ืองของการอพยพหนีภัยจาก สรา้ งเมอื งปตั ตานี โดยยดึ หลกั “คณุ ภาพและคณุ ธรรม”
แผ่นดินเดิม มาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า หรือต้ังใจ สร้างผลงานดี ๆ ไว้มากมายจนเป็นที่ประจักษ์
ท�ำการคา้ ขายกอ่ รา่ งสรา้ งชวี ติ ใหม่ ใชค้ วามชำ� นาญเฉพาะ (สธุ วิ งศ์ พงศไ์ พบลู ย์และคณะ, ๒๕๔๔)
ตนทีม่ ี สว่ นใหญ่แลว้ ชว่ งแรกมักมาเปน็ กลุ กี รรมกรรบั จ้าง เมอื่ พจิ ารณาจากประวตั ศิ าสตรแ์ ละความเปน็ มา
ตามเหมืองต่าง ๆ ทั้งฝั่งไทยและมาเลเซีย เพราะพื้นท่ี ของการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของชาวจีนที่เข้ามาในพ้ืนที่
แถบนอ้ี ยู่ในแนวสายแร่ดบี ุกสายใหญ่ทส่ี ดุ ของโลก ตอ่ มา จังหวัดปัตตานี จะพบว่ามีสาเหตุการเข้ามาหลากหลาย
เมื่อคนจีนรู้ว่าที่ใดมีแหล่งแร่ดีบุกซ่ึงเป็นที่ต้องการ ประการ ไม่ว่าจะเป็นการหนีภัยสงคราม ความยากจน
ของตลาดมากในสมัยนั้น ก็จะท�ำการยื่นเร่ืองขออนุญาต หรอื การแสวงหาการคา้ ในพนื้ ทีใ่ หม่ การเขา้ มาดงั กลา่ ว
ทำ� เหมอื งแร่ ชาวจนี จงึ เปน็ ทง้ั เจา้ ของเหมอื ง ผคู้ วบคมุ ดแู ล เปน็ ภาพสะทอ้ นทเี่ ดน่ ชดั ของพระมหากรณุ าธคิ ณุ ทกี่ วา้ งขวาง
กุลีจีนกรรมกร ฯลฯ ต่อเมื่อสมัยยางพารากลายเป็นพืช และเปิดกว้างที่จะรับคนเหล่านี้เข้ามาเพื่อให้คุณภาพชีวิต
เศรษฐกิจส�ำคัญของโลก ชาวจีนจึงพากันอพยพบุกเบิก ดขี ึ้น โดยไม่มีการแบ่งแยกเช้ือชาติ และเป็นภาพสะท้อน
มาท�ำสวนยางพารากันมากข้ึน ประกอบกับเมอื่ นกั ธรุ กจิ ของความหลอมรวมท่ามกลางความหลากหลาย
ชาวจีนแคะมีโอกาสรับเหมาก่อสร้างทางรถไฟสายใต้- ของเชอ้ื ชาตใิ นแผน่ ดินไทย ภายใตร้ ม่ พระบรมโพธิสมภาร
กรงุ เทพฯ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๖๗) ชาวจีนโพน้ ทะเลจึง
กระทรวงวฒั นธรรม 33
สำ� นักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ปัตตานี
ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
ประตูทางเข้าบ้านสร้างตามความเช่ือ
แบบจีน คือมีประตูมังกร ในลักษณะที่หน้าต่าง
ท้ังสองด้านเปรียบเหมือนตามังกร สว่ นประตกู ลาง
จะเปรยี บเหมือนกบั ปากของมงั กร โดยมีความเชื่อวา่
จะช่วยปัดเป่าส่ิงชั่วร้าย และแสดงถึงความสุข
ความอดุ มสมบูรณ์ของบา้ น
หลังคาจั่ว
ปหู ลังคาดว้ ยกระเบ้อื งดนิ เผา
หางวา่ วเรียงซอ้ นกัน
34 ๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคุณคา่ จงั หวดั ปตั ตานี
กลอนประตู
จะใช้กลอนไม้
เขา้ ลิม้
ในการปิดประตู
พ้นื ปูดว้ ยอิฐแดง
ซึ่งเป็นลกั ษณะพืน้ บา้ น
ท่ใี ชก้ นั มากในชว่ งเวลาดงั กล่าว
ในการก่อสรา้ ง
ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
กระทรวงวัฒนธรรม 35
ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจังหวดั ปัตตานี
ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
ท่ีเก็บรูปของ
บรรพบรุ ษุ มกี ารเปดิ ใช้
บ้านเฉพาะช่วงเทศกาล
จนี สำ� คญั ๆ เช่นวันแห่
พระประจำ� ปี วนั ตรษุ จนี
และวนั เช็งเมง้ ลกั ษณะ
เช่นน้ีเป็นภาพสะท้อน
การแสดงความกตัญญู
ตอ่ บรรพบรุ ษุ ซงึ่ ถอื เปน็
เรอื่ งส�ำคญั ของชาวจนี
36 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ คา่ จังหวัดปัตตานี
่ถายเม่ือ ิสงหาคม ๒๕๖๔
ช่องลมท่ีฉลุเป็นรูปเรขาคณิต หรือลวดลายแบบจีน
คานหลังคามีการใช้ไม้เป็นคานอยู่และไม่ได้มีการใช้ตะปูหรือสกรูเป็นการใช้ลิ้มไม้ในการเชื่อมต่อกัน
กระทรวงวัฒนธรรม 37
ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดปตั ตานี
บา้ นเลขท่ี ๑๘๓ หมู่ที่ ๒
ต�ำบลสะก�ำ อ�ำเภอมายอ
“บา้ นทรงคุณคา่ ที่สะท้อนความเป็นอคั รศาสนูปถัมภก”
ตัง้ อยทู่ ี่ ตำ� บลสะกำ� อ�ำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี บ้านหลงั นี้สรา้ งขึ้นเมอ่ื ปพี ทุ ธศักราช ๒๔๑๔
อายปุ ระมาณ ๑๕๐ ปี ปจั จุบันเป็นทอี่ ยอู่ าศยั ของครอบครัว นางซัลมา นะมงิ
(ซัลมา นะมงิ . เจ้าของบ้านเลขท่ี ๑๘๓ หมู่ที่ ๒ ต�ำบลสะก�ำ อ�ำเภอมายอ. ๒๕๖๔.)
38 ๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคณุ คา่ จังหวดั ปัตตานี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก อันมีความหมายถึงผู้ทะนุบ�ำรุงศาสนาท้ังปวง โดยทรงเก้ือกูล
ค�้ำจุนทุกศาสนาภายใต้พระบรมโพธิสมภาร อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ท้ังศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู และศาสนาซิกข์ ด้วยทรงเช่ือว่าทุกศาสนาล้วนสอนให้ทุกคนเป็นคนดีและร่วมกันสร้างสรรค์ท�ำความดี
คือ การก่อเกิดสังคมทด่ี ี
นับเป็นเวลาหลายคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้การอุปถัมภ์กิจการของศาสนาอิสลาม ด้วยพระราชหฤทัย
อนั เขา้ ใจอยา่ งลกึ ซงึ้ ในความสำ� คญั ของศาสนาทรงพระราชอตุ สาหะเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปทรงเปน็ ประธานในการพระราชทานรางวลั
การทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับภาคใต้ และระดับประเทศรวมท้ังเสด็จพระราชด�ำเนินไปพระราชทาน
โลเ่ กียรตคิ ุณและเงินรางวลั แก่คณะกรรมการอสิ ลามประจำ� จงั หวดั และอิหมา่ มทม่ี ีผลการปฏิบัตงิ านดีเด่นอยู่เปน็ ประจำ� นอกจากนน้ั
ยงั มพี ระมหากรณุ าธคิ ณุ พระราชทานพระราชทรพั ยส์ ว่ นพระองค์ เพอ่ื สนบั สนนุ การดำ� เนนิ งานตา่ ง ๆ ของศาสนาอสิ ลามอยา่ งสมำ่� เสมอ
มาโดยตลอด (หนว่ ยราชการในพระองค์ , ๒๕๖๔)
ส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นการเปิดรับและการสนับสนุนความแตกต่างทางศาสนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทกุ พระองค์ในอดตี อนั เป็นส่วนส�ำคัญในการหลอ่ หลอมคนในสงั คมให้อยู่รว่ มกันได้โดยสันตสิ ขุ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในจังหวดั ปัตตานี
ท่ีมีความเป็นพหุวัฒนธรรม การเป็นอัครศาสนูปถัมภกของพระองค์จึงเป็นตัวกลางส�ำคัญในการยึดโยงความแตกต่างหลากหลาย
ให้อยู่รว่ มกนั ได้ ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร
กระทรวงวฒั นธรรม 39
ส�ำนกั งานวัฒนธรรมจังหวดั ปตั ตานี
่ถายเม่ือ ิสงหาคม ๒๕๖๔
หลังคามีสามจ่ัว เป็นหลังคา รมนิลา
(มลี กั ษณะท่ไี ดร้ บั การปรบั ปรุง ให้มคี วามเหมาะสม
กับสภาพภูมิอากาศมากขึ้น มีการเปิดหน้าจ่ัว
เพื่อระบายอากาศ พร้อมทั้งสามารถท่ีจะประดับ
ตกแต่งหลงั คาจัว่ ดว้ ยลายแกะสลกั สวยงาม หลงั คา
มกั มี ๒-๓ จว่ั และมรี างนำ้� ตรงกลาง หลงั คาประเภทน้ี
มักพบมากในเขตจงั หวัดปตั ตานี สตลู )
บริเวณหน้าจั่วมีลวดลายแกะสลักเป็นลวดลายพถกษา
40 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคุณค่าจงั หวดั ปัตตานี
เสาบา้ นเปน็ เสาไมต้ ะเคยี นวางบนตอมอ่ ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
หรอื บนเสาหรอื ฐานเสา ทที่ ำ� จากอฐิ หรอื ปนู
มบี นั ไดขน้ึ สองดา้ น คอื บนั ไดหนา้ บา้ นเปน็
บนั ไดทางขน้ึ ของผชู้ าย (ขนึ้ ไปจะเจอกบั หอ้ งละหมาด
และหอ้ งรบั แขก) สว่ นดา้ นหลงั บา้ นเปน็ บนั ไดทางขน้ึ
ของผ้หู ญิง (ขนึ้ ไปจะเจอหอ้ งครวั )
กระทรวงวฒั นธรรม 41
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจังหวัดปัตตานี
่ถายเม่ือ ิสงหาคม ๒๕๖๔
ภายในบา้ นมีการก�ำหนดเป็นพนื้ ทสี่ �ำหรบั ละหมาด
หอ้ งรับแขกส�ำหรบั ผชู้ าย ผหู้ ญงิ หอ้ งสำ� หรับเด็กเล่น
หอ้ งครัว
42 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ คา่ จังหวัดปัตตานี
ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
คานหลงั คามกี ารใช้ไมเ้ ป็นคานและไม่ได้มีการใชต้ ะปู บรเิ วณช่องลมเหลือผนังกั้น
หรือสกรู เป็นการใช้ล้ิมไม้ในการเชอ่ื มต่อกัน จะมกี ารฉลลุ วดลายตา่ ง ๆ
กระทรวงวฒั นธรรม 43
ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจังหวดั ปัตตานี
ถ่ายเมอ่ื สงิ หาคม ๒๕๖๔
บริเวณหน้าต่าง มปี ระตูแบบบานพับเขา้ หากัน เหนอื หน้าตา่ งมีการแกะสลกั ช่องเพื่อรบั แสง และลม มรี าวกัน้ เพ่อื ป้องกนั เด็กตก
44 ๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคุณค่าจงั หวัดปตั ตานี
ส ถ า ป ั ต ย ก ร ร ม ข อ ง ป ั ต ต า นี
ประเภทอาคารหรือสิ่งปลกู สรา้ ง
ที่อยใู่ นพื้นทว่ี ดั หรอื ศาลเจ้า
ประเภทอาคารหรอื ส่ิงปลูกสรา้ งท่ีอยู่ในพ้นื ที่
วัดหรอื ศาลเจ้า
วดั (Temple) วัดไทย มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยที่พระสงฆ์น�ำเอา
พระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย เข้ามาเผยแผ่ยังดินแดน
“วัด” โดยทั่วไปหมายถึง สถานที่ทางศาสนา ทเ่ี ปน็ สยามประเทศ ในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๙ - ๑๐ หรอื ตอนตน้
ส�ำหรบั ประกอบศาสนพิธตี า่ ง ๆ รวมทงั้ เปน็ ทพ่ี ำ� นกั ของสงฆ์ สมยั ทวารวดี พระสงฆท์ เี่ ดนิ ทางเขา้ มาเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนานนั้
และนกั บวช สว่ นคำ� วา่ “วดั ไทย” หมายถงึ วดั ทางพระพทุ ธศาสนา เม่ือไปถงึ เมืองใด ๆ และไดม้ ีโอกาสเผยแผส่ งั่ สอนผ้คู น ให้รจู้ กั
ในประเทศไทย ซึง่ ประชาชนสว่ นใหญ่นับถอื พระพทุ ธศาสนา เห็นความส�ำคัญของพระพุทธศาสนา และศรัทธาเช่ือถือ
นิกายเถรวาท นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังหมายความรวมถึง ในพระธรรมค�ำสั่งสอนเป็นท่ีมั่นคงแล้ว พระสงฆ์ก็จะจัดการ
วดั ทช่ี มุ ชนชาวไทยไปสรา้ งไว้ในตา่ งประเทศ เพอื่ เปน็ ทพ่ี ำ� นกั ใหม้ วี ดั ขนึ้ เปน็ “ศาสนสถาน” สำ� หรบั เปน็ ทพี่ ำ� นกั และปฏบิ ตั ธิ รรม
ของพระสงฆ์ไทย ที่ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา และเปน็ สถานที่ ของพระสงฆ์ รวมทั้งเป็นสถานที่ ส�ำหรับแสดงธรรมแก่ผู้คน
ประกอบศาสนพิธีของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่อาศัยอยู่ ในเมืองน้ัน ๆ ให้พระพุทธศาสนามั่นคงถาวรต่อมาเป็นล�ำดับ
ในประเทศนั้น ๆ แต่ในที่น้ีจะกล่าวถึงวัดไทย เฉพาะที่อยู่ ในการท่ีจะสร้างวัดข้ึนมา แต่ละแห่ง ๆ ย่อมต้องการที่ดิน
ในประเทศไทยเท่านน้ั ส�ำหรับปลูกสร้าง “เสนาสนะ” คือ ท่ีอยู่ส�ำหรับพระสงฆ์
46 ๙ สถาปตั ยกรรม
ทรงคุณค่าจังหวดั ปัตตานี
กบั “ศาสนสถาน” คอื สถานทสี่ ำ� หรบั ปฏบิ ตั กิ จิ ทางศาสนาในหมสู่ งฆ์ ตนเอง ชดใช้ให้เท่ากับจ�ำนวนวัน ที่ผิดอาบัติ วัดแต่ละแห่ง
และร่วมกับฆราวาส เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ มกั หนั หนา้ วดั ไปทางทศิ บรู พา หรอื ทศิ ตะวนั ออก ทง้ั นเี้ นอ่ื งมาจาก
และ “ปูชนียสถาน” คือ มณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูป สมัยที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้พระสัทธรรมนั้น เสด็จประทับ
หอพระธรรม หรือหอไตร ส�ำหรับเก็บรักษาคัมภีร์พระธรรม ใต้ต้นโพธ์ิ โดยบ่ายพระพักตร์ตรงไปทางทิศตะวันออก ทิศน้ี
พระสถปู เจดยี ์ หรอื พระมหาธาตเุ จดยี ์ ซง่ึ เปน็ ทบ่ี รรจุ และเกบ็ รกั ษา จงึ ถือวา่ เปน็ ทิศมงคลตามความเช่ือ ในบรรดาพุทธศาสนกิ ชน
พระบรมสารีริกธาตุ เพ่ือเป็นประโยชน์แก่การพระพุทธศาสนา พ้ืนที่ของวัดแต่ละแห่ง ส่วนมากมักเป็นพื้นที่รูปสี่เหล่ียม
ที่ดินส�ำหรับสร้างวัดแต่ละแห่งมักเป็นที่ดิน ท่ีเจ้าของบริจาค บรเิ วณชายพนื้ ทแี่ ตล่ ะดา้ น ในสมยั กอ่ นมกั ขดุ ดนิ ทำ� เปน็ “คนู ำ�้ ”
ถวายพระสงฆ์ไวเ้ ปน็ สทิ ธขิ์ าด เรยี กวา่ “ทกี่ ลั ปนา” ตามประเพณี ล้อมไว้โดยรอบ จัดเป็นเคร่ืองแสดงเขตวัดอย่างหนึ่ง ซ่ึงยังมี
นิยม และธรรมเนียมในอดีต ท่ีดิน หรือพื้นท่ี ท่ีจะสร้างวัด หลกั ฐานเหลอื อย่ใู หเ้ หน็ ตามวดั ทสี่ รา้ งในสมยั สโุ ขทยั สมยั อยธุ ยา
แต่ละแห่ง มักจัดแบ่งพ้ืนท่ีออกเป็นเขต ๆ ไม่ปะปนกัน ได้แก่ แม้กระท่ังวัดที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ยังมีให้เห็นเช่นกัน
เขตพุทธาวาส คือ พื้นท่ีส่วนหน่ึง ก�ำหนดให้เป็นท่ีต้ังเฉพาะ แตภ่ ายหลงั คนู ำ้� รอบวดั ไดถ้ กู ถมไปเสยี มากแลว้ บรเิ วณชายพนื้ ท่ี
ปูชนยี สถาน และศาสนสถาน เขตสงั ฆาวาส คอื พนื้ ทสี่ ว่ นหนง่ึ ของวดั ทอ่ี ยถู่ ดั รมิ คนู ำ้� เขา้ ไป มกั สรา้ งกำ� แพงกนั้ ซงึ่ กอ่ ดว้ ยอฐิ บา้ ง
ซงึ่ กำ� หนดใหเ้ ปน็ ทพี่ ำ� นกั สำ� หรบั ภกิ ษุ และสามเณร เขตทป่ี รก คอื ศลิ าแลงบา้ ง ขนาดความสงู พอบงั ตาคนยนื โดยสรา้ งบรรจบกนั
พนื้ ทสี่ ว่ นหนง่ึ ไมม่ สี งิ่ ปลกู สรา้ งอยา่ งถาวร มเี พยี งซมุ้ ทส่ี รา้ งขน้ึ ทุกด้าน เพ่ือก�ำหนดเป็นเขตแดนของวัด ตรงกลางก�ำแพง
ชว่ั คราวสำ� หรบั พระภกิ ษอุ าศยั ในเวลาอยู่ “ปรวิ าส” คอื อยชู่ ดใช้ แต่ละดา้ น มปี ระตเู ปน็ ชอ่ งทางเข้าออก อยา่ งนอ้ ยด้านละประตู
หรือเรียกเป็นสามัญว่า “อยู่กรรม” ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหน่ึง ประตูวดั ท่วั ไปมกั ท�ำ “ซมุ้ คูหา” แบบตา่ ง ๆ เป็นส่วนประกอบ
ทีพ่ ระภิกษผุ ู้ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทิเสส คอื ปฏบิ ัติผิดพระธรรมวินัย ของช่องประตู
ในข้ันปานกลาง แล้วปกปิดไว้ ต้องปฏิบัติเพ่ือเป็นการลงโทษ
สงิ่ ปลกู สรา้ งในเขตสังฆาวาส
ในเขตสงั ฆาวาสมีส่งิ ปลูกสร้างตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. กุฏิ คือ เรือนหรือตึกส�ำหรับเป็นท่ีอยู่ของพระภิกษุและสามเณร กุฏิท่ัวไปมีลักษณะคล้ายกับเรือนทรงไทย ปลูกเป็น
หลังยาว ๆ แลว้ กั้นฝาประจนั แบง่ เป็นหอ้ ง ๆ เพือ่ ใหพ้ ระภิกษหุ รอื สามเณรอยหู่ อ้ งละองคต์ ามวินยั บญั ญัติ กฏุ แิ ตล่ ะหลังมกั ปลูกข้ึน
เป็นหมู่ โดยหนั ด้านหนา้ เข้าหากันมชี านนอกเป็นพื้นโลง่ เชือ่ มถงึ หน้ากุฏิทุกหลัง พืน้ ท่ตี รงกลางชานนอกมักสรา้ งเรือนโถงขึ้นหลังหน่งึ
เรียกว่า “หอฉัน” ส�ำหรับพระภิกษุและสามเณรปฏิบัติภัตกิจแต่ละวัน กุฏิท่ีปลูกสร้างเป็นลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า “คณะหมู่”
นิยมสร้างขึ้นให้เป็นท่ีอยู่ส�ำหรับคณะสงฆ์ฝ่ายคันถธุระ คือ คณะสงฆ์ที่เล่าเรียนพระคัมภีร์หรือการศึกษาพระปริยัติธรรมกับกุฏิอกี
ลักษณะหนึ่งปลูกสร้างขึ้นแบบเรือนทรงไทย เป็นหลังโดด ๆ และมีขนาดเล็กมีพื้นที่ภายในกว้างพอส�ำหรับพระภิกษุรูปเดียวพ�ำนัก
อยู่ได้ กุฏิลักษณะนี้อาจสร้างข้ึนได้หลาย ๆ หลัง แต่จัดให้อยู่ห่าง ๆ กันในบริเวณเดียวกัน หมู่กุฏิลักษณะน้ีเรียกว่า “คณะกุฎิ”
นิยมสร้างข้ึนเพื่อให้เป็นที่อยู่ส�ำหรับคณะสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ คือ คณะสงฆ์ท่ีศึกษาด้านการเจริญวิปัสสนาหรือกิจการพระศาสนา
ในดา้ นการบำ� เพ็ญกรรมฐาน วัดแห่งหนงึ่ อาจมที งั้ คณะหมู่และคณะกฎุ ิ แต่บางวัดอาจมีเพยี งคณะเดยี วเทา่ น้ัน
กระทรวงวฒั นธรรม 47
ส�ำนักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ปตั ตานี
๒. ศาลาการเปรยี ญ คอื สงิ่ ปลกู สรา้ งลกั ษณะคลา้ ยเรอื นหลงั ใหญ่ ยกพน้ื สงู เสมอ ศรี ษะคนยนื
มีเฉลียงโดยรอบก้ันฝาแต่ละด้านเป็นฝาโปร่ง ๆ ภายในศาลาตอนที่อยู่ชิดฝาด้านหนึ่งท�ำยกพื้นเป็น
“อาสนส์ งฆ”์ สำ� หรบั พระสงฆข์ น้ึ นง่ั เจรญิ พระพทุ ธมนต์ ตรงหวั อาสนส์ งฆด์ า้ นหนง่ึ เปน็ ทต่ี งั้ พระพทุ ธรปู
และเครอ่ื งบชู าศาลาการเปรยี ญไดร้ บั การสรา้ งขน้ึ ดว้ ยวตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ใชเ้ ปน็ สถานทศ่ี กึ ษาพระพทุ ธศาสนา
ส�ำหรับพระสงฆ์ในวันธรรมดากับบรรดาพุทธศาสนิกชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการบ�ำเพ็ญกุศล
ในวนั ธรรมสวนะและวันสำ� คญั ทางพุทธศาสนา
๓. หอกลอง - หอระฆัง คือ ส่ิงปลูกสร้างที่มีลักษณะเป็นหอสูง ประกอบด้วยเสา ๔ ต้น
ต้ังข้ึนไปรับพ้ืนหอมีหลังคาคลุม ตัวหอเปิดโล่งท้ัง ๔ ด้านท�ำพ้ืนเป็นชั้นและท�ำบันไดขึ้นไปจนสุดช้ันบน
ทเี่ พดานชนั้ บนแขวนระฆงั ไว้ ๑ ลกู สว่ นชน้ั ลา่ งลงมาแขวนกลองขนาดยอ่ มไว้ ๑ ลกู บางวดั อาจสรา้ งหอขนึ้
ส�ำหรับไว้กลองโดยเฉพาะ หอกลอง - หอระฆังนี้ สร้างข้ึน โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานท่ีส�ำหรับ
ตีระฆังและตีกลองเพื่อแจ้งเวลาแก่พระสงฆ์ให้ทราบ ส�ำหรับท�ำ “วัตรปฏิบัติ” ประจ�ำวันตามปกติ
ในเวลากลางวนั จะตกี ลอง สว่ นกลางคนื จะตรี ะฆงั สาเหตทุ ต่ี อ้ งทำ� เปน็ หอสงู ๆ กเ็ พอ่ื ใหเ้ สยี งดงั ไปไกล ๆ
บรรดาชาวบ้านในละแวกวัด จะได้ทราบเวลาระหว่างวนั และคนื ด้วย
๔. ศาลาบาตร คอื ส่งิ ปลกู สรา้ งขนาดเลก็ มีลกั ษณะเป็นแคร่หรือฐานกอ่ อฐิ ยกพื้นมีความสูง
เสมอเอวและกวา้ งพอตง้ั บาตรได้ ความยาวไมจ่ ำ� กดั แตต่ อ้ งมหี ลงั คาคลมุ ตลอด ศาลาบาตรนม้ี กั สรา้ งไว้
ใกล้กับศาลาการเปรียญ ส�ำหรับเป็นท่ีต้ังบาตรเรียงรายเป็นแถว เพื่อรอรับบรรดาพุทธศาสนิกชน
มาตักบาตรในวันธรรมสวนะและวันสำ� คญั ทางพุทธศาสนา
๕. เวจกฎุ ี คอื สงิ่ ปลกู สรา้ ง ซง่ึ ใชเ้ ปน็ ทส่ี ำ� หรบั พระสงฆแ์ ละสามเณรถา่ ยอจุ จาระและปสั สาวะ
แตเ่ ดมิ สรา้ งขน้ึ ลกั ษณะคลา้ ยเรอื นทรงไทย โดยทำ� เปน็ หลงั ยาว ๆ ขนาดเลก็ ยกพนื้ สงู หนา้ เรอื นมรี ะเบยี ง
แคบทอดไปตามยาว ภายในเรอื นกน้ั ฝาแบง่ เปน็ หอ้ งเลก็ ๆ พอนงั่ ถา่ ยทกุ ข์ไดเ้ ฉพาะตวั ดา้ นหนา้ เปดิ เปน็
ชอ่ งประตแู ต่ไมม่ บี านปดิ มแี ตแ่ ผงไมข้ นาดสงู เสมอหัวเขา่ กนั้ ขวางไว้ เพอื่ กนั ไม่ให้คนภายนอกมองเหน็
คนทอี่ ยภู่ ายในได้ พื้นตรงกลางห้องเจาะทำ� ชอ่ งกลม ๆ ไว้สำ� หรบั ถ่ายอุจจาระ และมแี ผน่ ไม้เซาะเป็นราง
รองรับปัสสาวะให้ไหลไปตามราง ซ่ึงยาวลอดรูฝาด้านหลังไปตกข้างนอกห้อง ใต้ถุนเวจกุฎีก่ออิฐ
เป็นฝาล้อมไว้กนั อจุ าด เวจกุฎีลักษณะทีอ่ ธบิ ายมาน้ปี จั จุบนั ไม่คอ่ ยมีให้เห็น เนอื่ งจากเปลย่ี นมาใช้สว้ ม
แบบสมยั ใหม่กนั เป็นสว่ นมาก
48 ๙ สถาปัตยกรรม
ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปัตตานี