The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

9สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าจังหวัดปัตตานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

9สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าจังหวัดปัตตานี

9สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าจังหวัดปัตตานี

Keywords: 9สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าจังหวัดปัตตานี,โบราณ,ปัตตานี,สำนักงานวัฒนธรรม,จังหวัดปัตตานี

(ศSาhลriเnจe้า)

การเดนิ ทางเขา้ มาของคนจนี ตัง้ แตส่ มัยอยธุ ยาจนถงึ สมยั รัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะ ในช่วงสมยั รัตนโกสนิ ทร์ ชว่ งทศวรรษท่ี
๑๙๓๐ ถงึ ก่อนสงครามโลกครัง้ ที่ ๒ มีคนจนี ในเมอื งไทยอยรู่ าว ๓ ล้านคน เวลานัน้ ประชากรไทยมีเพยี งราว ๆ ๑๕ ล้านคน เฉล่ยี แลว้
ในจํานวนคน ๕ คน ก็น่าจะมีคนจีนอยู่คนหนึ่ง นอกเหนือจากสิงคโปร์และมลายูแล้วเมืองไทยนับเป็นประเทศท่ีมีคนจีนอาศัยอยู่
เปน็ สัดส่วนมากท่ีสุด (อู๋จี้เยียะ, ๒๕๕๓, น.๔๒๙) ชาวจนี ท่ีอพยพเข้ามาส่วนใหญเ่ ดนิ ทางมาจากมณฑลฮกเกี้ยนและมณฑลกวางตุ้ง
ของประเทศจนี เมอ่ื ชาวจนี ไปอาศยั อยทู่ ี่ใดกม็ กั จะสรา้ งศาสนสถานทซี่ ง่ึ ใชป้ ระกอบพธิ กี รรมและบชู าเทพเจา้ ของตนเสมอ เปน็ ผลทาํ ให้
เกดิ การสรา้ งศาลเจา้ จนี กระจายทวั่ ไป คาํ วา่ “ศาลเจา้ ” มคี วามหมายอยา่ งไรจากคาํ วา่ “ศาล” ในพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ.๒๕๕๔ ใหค้ าํ นยิ ามว่า น. ทส่ี ิงสถติ ของเทวดา เทพารกั ษ์ หรือเจ้าผี เปน็ ตน้ เช่น ศาลเทพารกั ษ์ ศาลเจา้ ศาลเจา้ แม่ทบั ทิม
(ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๕๖, น.๑,๑๔๐) คาํ วา่ “ศาลเจา้ ” ในภาษาจนี เรยี กวา่ “เมย่ี ว”(廟) เดมิ ทหี มายถงึ สถานทท่ี ช่ี าวจนี ใชเ้ คารพบชู า
บรรพบุรุษ ในอักขรานุกรมจีน “ซัวเหวินเจี่ยจื้อ”《說文解字》อธิบายว่า “เมี่ยว” หมายถึง สถานที่ที่เคารพบูชาบรรพบุรุษ
ดังนัน้ ในประเทศจีนก็มคี ําว่า จเู่ มี่ยว (祖廟) หมายถงึ ศาล บูชาบรรพบุรษุ (Chai, J., Li, Zh.,๒๐๐๑, p.๕๓๕) และไท่เมี่ยว (太廟)
หมายถึง ศาลบูชา บุพการีของพระเจ้าแผ่นดิน (Xiao, Y., ๑๙๘๒, p.๑๙๘) สําหรับบทกวีซือจิง《詩經》ได้กล่าวถึงเมี่ยวว่า
มบี รรยากาศทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธิ์ เครง่ ครดั และหลงั คาํ เมยี่ วนนั้ กจ็ ะขยายความหมายทพ่ี ดู ถงึ ศาลเจา้ ทน่ี บั ถอื เทพเจา้ (Duan, L., ๑๙๙๖, p.๑๐)
สว่ นคําว่า “ศาลจ้าว” ๑ ตามกฎเสนาบดวี า่ ด้วยท่กี ุศลสถานชนดิ ศาลจ้าวมีความหมายวา่ “สถานท่ีกอ่ สรา้ งขึ้นเปนทรวดทรงสาํ หรบั
ประดิษฐานรูปเคารพ และกระทําพิธีกรรมตามลัทธิของคนบางจําพวก เช่น ชนจีน เป็นต้น และให้หมายความรวมถึงสถานที่ถาวร
ซ่งึ สรา้ งขน้ึ ประกอบกับศาลจา้ ว เชน่ โรงสาํ หรบั กินเจ เปน็ ตน้ ” (สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ๒๔๖๓, น.๔๐๕) ดงั น้ัน ศาลเจา้
จึงหมายถึง ศาลเจ้า โรงเจ และศาลบูชาบรรพบุรุษรวมกันตามการนิยามความหมายของอักขรานุกรมจีนและกฎเสนาบดีว่าด้วย
ทกี่ ศุ ลสถานชนิดศาลจา้ ว กระทรวงมหาดไทย

กระทรวงวฒั นธรรม 49

สำ� นกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั ปัตตานี

โดยคณะกรรมการคัดสรร
ได้ท�ำการคัดสรรสถาปัตยกรรมประเภทอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในพื้นท่ีวัด
หรือศาลเจา้ ประกอบด้วย
๑. หอฉัน วัดทงุ่ คลา้ ตำ� บลทุ่งคล้า อ�ำเภอสายบรุ ี
๒. ศาลเจา้ แมล่ ิ้มกอเหนยี่ ว ตำ� บลอาเนาะรู อำ� เภอเมืองปัตตานี
๓. ศาลาการเปรียญไม้ วัดปทมุ วารี ต�ำบลเตราะบอน อำ� เภอสายบุรี
ซงึ่ แตล่ ะสถาปตั ยกรรมมคี วามนา่ สนใจดังน้ี

50 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปตั ตานี

หอฉัน วดั ทงุ่ คลา้

“สถาปตั ยกรรม ภายใต้วสิ ุงคามสมี า”

หอฉัน วดั ทุ่งคล้า ตงั้ อยู่ที่ ตำ� บลทุง่ คล้า อ�ำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

สร้างด้วยไม้ คาดว่าสร้างข้ึนในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ อายุประมาณ ๘๘ ปี ตามตัวอักษร
ทร่ี ะบุไว้หน้าบัน โดยพระอธิการทอง อินุทสไร เจ้าอาวาสในสมัยน้ัน ร่วมกับประชาชน
ในละแวกนน้ั สรา้ งขนึ้ หอฉนั ดงั กลา่ วประกาศขน้ึ ทะเบยี นโบราณสถานในราชกจิ จานเุ บกษา
เล่มท่ี ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๕๒ ง หน้า ๔ วันท่ี ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ พ้ืนที่โบราณสถาน
ประมาณ ๖ ไร่ ๔๑ ตารางวา ปัจจุบันได้มีการบูรณะซ่อมแซมและใช้เป็น “หอฉัน”
อาคารส�ำหรับฉนั ภตั ตาหารของพระภิกษุสงฆ์

(พระครวู ิชิตเขตดารักษ์. รองเจ้าอาวาสวดั ทุ่งคล้า. ๒๕๖๔.)

กระทรวงวฒั นธรรม 51

สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ปตั ตานี

วัดในพระพุทธศาสนามีประวัติความเป็นมาตังแต่ เปน็ องคอ์ คั รศาสนปู ถมั ภกทส่ี ำ� คญั ของศาสนาพทุ ธและศาสนาอน่ื
สมัยพุทธกาล ส�ำหรับการสร้างวัดน้ัน วัดเวฬุวันมหาวิหาร ไดม้ กี ารสรา้ งวดั ประจำ� รชั กาลตา่ ง ๆ เปน็ จำ� นวนมาก ซง่ึ เรยี กกนั
ถือเป็นอารามหรือวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เดิมทีเป็น วา่ “วดั หลวง” เพราะการสรา้ งวดั จะตอ้ งใชก้ ำ� ลงั คนกำ� ลงั ทรัพย์
พระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ มากมายผู้ซ่ึงสร้างวัดต้ังแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมาจึงมักจะ
ซ่ึงได้ถวายพระราช-อุทยานแห่งนี้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา เปน็ กษตั รยิ ห์ รอื เศรษฐซี ง่ึ มฐี านะสงู ทงั้ ในสงั คมและทางเศรษฐกจิ
เป็นพุทธบูชา ด้วยทรงเห็นว่าเป็นที่สงบร่มรื่น เหมาะส�ำหรับ ดงั จะเหน็ จากพทุ ธประวตั ทิ ม่ี กี ษตั รยิ แ์ ละราชาในแวน่ แควน้ ตา่ ง ๆ
อยู่บ�ำเพ็ญธรรมของพระสงฆ์ เม่ือพระพุทธองค์ได้รับเวฬุวัน อกี หลายองคท์ รงไดส้ ร้างวดั ถวายหรอื ทรงเปน็ องคศ์ าสนปู ถมั ภ์
มหาวหิ ารแลว้ ก็ไดท้ รงอนญุ าตอารามแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลายโดยรบั สงั่ โดยปรากฏในอรรถกถาว่า ท่ีดินท่ีพระเจ้าแผ่นดินแบ่งจากบ้าน
แก่ภกิ ษวุ า่ “ดูกร ภิกษุท้ังหลาย เราอนญุ าตอาราม” นี่จึงเป็น โ ด ย ป ก ติ พ ร ะ ร า ช ท า น ใ ห ้ เ ป ็ น สิ ท ธิ แ ก ่ ผู ้ ใ ด ผู ้ ห นึ่ ง เ รี ย ก ว ่ า
พุทธานุญาตให้มีอารามหรือวัดได้เป็นคร้ังแรกในพุทธศาสนา “วิสุงคามสีมา” แปลว่าบ้าน ดังนั้น การท่ีพระมหากษัตริย์
ดังน้ัน จึงถือกันต่อมาว่าสถานท่ีนี้เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธ ซึ่งเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภ์ ก�ำหนดท่ีพระราชทานไว้เป็น
ศาสนา (พระสิธินิตธิ าดา, ๒๕๕๘) วิสุงคามสีมาเว้นจากการเก็บค่าสมพัตสรและอากร เพื่อสงฆ์
จะไดส้ มมตุ เิ ปน็ พัทธสมี า เพอ่ื ยน่ เขตสามคั คีใหส้ น้ั สำ� หรบั ประชมุ
ภายหลังจากนั้น บรรดากษัตริย์ พ่อค้า คหบดี สงฆ์ไดส้ ะดวก การทก่ี ษตั รยิ พ์ ระราชทานทด่ี นิ ใหเ้ ปน็ วสิ งุ คามสมี า
และประชาชนท่ัวไปจึงได้มีการสร้างวัดเพ่ืออุทิศถวายแก่ ตามพระธรรมวนิ ยั น้ีจงึ กลายมาเปน็ ธรรมเนยี มพระราชประเพณี
พระพทุ ธองคแ์ ละสงฆเ์ ปน็ การแพรห่ ลายทวั่ ไปจนเมอื่ ศาสนาพทุ ธ ในการทก่ี ษตั รยิ จ์ ะทรงพระราชทานพระบรมราชนญุ าตใหต้ ง้ั วดั
ได้เผยแผ่เข้ามายังสุวรรณภูมิอันเป็นดินแดนท่ีต้ังของ และการขอพระราชทานวิสุงคามสีมาในการสรา้ งพระอโุ บสถ
ประเทศไทยในปจั จบุ นั และไดร้ บั การยอมรบั จนกลายเปน็ ศาสนา และต่อมาได้ถูกก�ำหนดไว้ในหลักเกณฑ์การจัดตั้งวัดตามท่ี
ประจำ� ชาติไทย องคพ์ ระมหากษตั รยิ ข์ องไทยในแตล่ ะยคุ สมยั ได้ ปรากฏในกฎหมายคณะสงฆป์ จั จุบนั

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

ภาพหอฉนั
วัดทุ่งคลา้
จากภายนอก

อาคารโถงไมต้ ะเคียน (ไม้เนือ้ แขง็ ) ยกพน้ื ใตถ้ ุนสงู มแี ผนผังรูปส่เี หล่ยี มผนื ผ้า
กวา้ งประมาณ ๑๑ เมตร ยาวประมาณ ๔๐ เมตร

52 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคุณค่าจังหวัดปตั ตานี

หนา้ บนั มอี กั ษรระบุว่าสรา้ งข้นึ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

หลงั คาทรงจวั่ มงุ กระเบอื้ งดนิ เผาหางวา่ ว

กระทรวงวัฒนธรรม 53

ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี

่ถายเ ่ืมอ ิสงหาคม ๒๕๖๔

มีผนงั เปน็ ไม้และชอ่ งหน้าต่างเปน็ ลกู กรงเหลก็

โครงสรา้ งอาคารสว่ นใหญเ่ ปน็ เคร่ืองไม้ทีใ่ ชว้ ธิ ีการเขา้ ไมแ้ บบโบราณ ใต้ถนุ ยกพืน้ สูงมีฐานเสาหล่อดว้ ยปูน

54 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ คา่ จงั หวดั ปตั ตานี

ระฆงั โบราณ ที่ใชบ้ อกสัญญาณสำ� หรบั ฉนั อาหาร

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

สภาพภายในห้องฉันที่มีการแบ่งสดั ส่วนในการท�ำกจิ กรรมทีช่ ดั เจน

กระทรวงวัฒนธรรม 55

สำ� นักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี

่ถายเ ่ืมอ ิสงหาคม ๒๕๖๔

เพดาน มองเหน็ โครงไมแ้ ละการเรียงซ้อนของกระเบ้อื งดินเผา

56 การตกแต่งภายนอกตวั อาคาร

๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคุณค่าจงั หวดั ปตั ตานี

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

พื้นมีลักษณะการปูด้วยไม้แบบมรี ะยะห่าง เพอ่ื ความสะดวกในการทำ� ความสะอาด

พื้นท่สี ำ� หรบั ภิกษนุ ่งั ในการฉันภัตตาหาร กระทรวงวฒั นธรรม 57

ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวดั ปัตตานี

ศาลเจา้ แม่ลิม้ กอเหน่ียว
ตำ� บลอาเนาะรู อ�ำเภอเมอื งปัตตานี
“ศาลเจ้า แหง่ พระราชศรัทธา”

58 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปตั ตานี

ศาลเจา้ จนี ในสงั คมไทย มจี าํ นวน “...เสด็จพระราชดาํ เนริ ขึน้ จากแพ เสด็จเขา้ ประตบู า้ นจีนตรงไป
มากมายท่ีเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่ จนถึงศาลาเจา้ ซูกง๋ แลเปน็ ข้างตวนั ตก เพราะจนี ที่นต่ี ้องอยู่
มอี ายุมากเกิน ๒๐๐ ปี ซง่ึ มคี วามสําคัญ
ทางประวัติศาสตร์ ในบรรดาศาลเจ้าจีน ในเขตแดนต่างหาก พากไมพ่ วกแขกขม่ เหง แตเ่ ด๋ียวนค้ี ่อยยังชว่ั ขึน้
ทั้งหมดในประเทศไทยที่ได้รวบรวมข้อมูล จงึ ได้ต้งั ตลาดตดิ ไปตามริมน�้ำอิกแถวหน่งึ
พบว่าศาลเจ้าจีนท่ีมีอายุเก่าแก่ที่สุด คือ มตี ึกใหม่ ๆ สร้างขนิ้ อกิ บ้าง...”
ศาลเจ้าซูก๋ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งต่อมา (หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๗, น.๑๓)
ได้บูรณะศาลเจ้าซูก๋งใหม่ ต้ังช่ือใหม่ว่า
ศาลเจา้ เล่งจูเกียง (靈慈宮) หรอื หากแตใ่ นจดหมายเหตรุ ายวนั ของสมเดจ็ พระบรมราชปติ ลุ าธบิ ดี
ชาวบา้ นเรยี กวา่ ศาลเจา้ แมล่ ม้ิ กอเหนยี่ ว เจา้ ฟา้ มหาวชริ ุณหิศบนั ทกึ วันจนั ทร์ ที่ ๑๐ กันยายน ๒๔๓๑ ปรากฏช่ือ
ตามหลักฐานจารึกภาษาจีนท่ีอยู่ใน ของศาลเจา้ แห่งน้ี คอื “ศาลเจา้ ซูก๋อง” ความว่า
ศาลเจ้า บอกปีที่สร้างศาลเจ้าหลังนี้ว่า
ต้ังข้ึนเม่ือวันชัยมงคล ปีบวนและที่ ๒ “...เสด็จกลับจากวัด ลอ่ งมาประทบั ท่ีแพที่ช่วยกันปลกู ไว้รับเสด็จ
ศกั ราชวงศเ์ หม็ง ตรงกบั ปี พ.ศ.๒๑๑๗ เปน็ พลบั พลาหน้าบา้ น กัปตันจีน เสดจ็ เขา้ ประตบู า้ นจีน
ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา
แหง่ กรุงศรีอยุธยา (ทองแถม นาถจํานง ทรงพระดาํ เนนิ ไปจนถงึ ศาลเจา้ ซูก๋อง แล้วเสดจ็ ไปตามตลาด
และพรพล ปน้ั เจรญิ , ๒๕๔๔, น.๑๗) จะเสด็จไปทางไหนคนตามดูแนน่ ...”
โดยชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาในปัตตานี
ตามที่ในจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จฯ (มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๔๓, น.๒๒๑)
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ฯ ประพาส
แหลมมลายู คราว ร.ศ.๑๐๗ แล ๑๐๘
ก็ไดร้ ะบชุ อ่ื ศาลเจ้าแห่งน้คี วามวา่

กระทรวงวฒั นธรรม 59

ส�ำนักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ปตั ตานี

นอกจากนี้ยังเคยได้รับพระราชทานกระถางธูปจากพระราชวงศ์จ�ำนวน ๗ กระถาง
ประกอบดว้ ย

๑. กระถางธูปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ
พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู วั รัชกาลท่ี ๕
๒. กระถางธูปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รชั กาลท่ี ๙
๓. กระถางธูปพระราชของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา
ในรัชกาลที่ ๖
๔. กระถางธูปพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธวิ าสราชนครินทร์
๕. กระถางธูปพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
๖. กระถางธูปพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร
มหาวชิราลงกรณ พระวชริ เกลา้ เจ้าอยูห่ วั รัชกาลที่ ๑๐
๗. กระถางธูปพระราชทานของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนา
พรรณวดี

ภาพถ่าย ภายนอกศาลาเจ้าแมล่ ม้ิ กอเหน่ียว

60 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปัตตานี

หลังคาศาลเจ้าแม่ล้มิ กอเหนีย่ ว มงั กรสญั ลักษณ์แทนเทพเจา้

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

ภาพวาดตกแต่งแบบจีน บรเิ วณหลังคามมุ ตะวันออก

กระทรวงวัฒนธรรม 61

ส�ำนักงานวฒั นธรรมจงั หวัดปัตตานี

ป้ายบรเิ วณทางเขา้ ศาลเจา้ แมล่ ้มิ ก่อเหน่ยี ว

่ถายเ ่มือ ิสงหาคม ๒๕๖๔

ภาพวาด และรปู ป้นั นนู ต่ำ� บรเิ วณดา้ นขา้ งของศาลเจา้

62 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคุณคา่ จงั หวดั ปัตตานี

ถา่ ยเม่ือ สิงหาคม ๒๕๖๔

แทน่ กลาง มเี ทพเจา้ โจ๊วซูกง เป็นเทพประธาน และ เจ้าแม่ทับทิม

กระทรวงวฒั นธรรม 63

ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวดั ปัตตานี

เทพเจา้ ต่าง ๆ ภายในศาลเจา้

64 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคุณคา่ จงั หวัดปัตตานี

กรถางธูปพระราชทานของเชือ้ พระวงศ์ เจา้ แมล่ ิ้มกอเหนี่ยวและนอ้ งเจ้าแม่

ภาพจติ รกรรมพทุ ธประวัตแิ บบจีน ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

กระทรวงวฒั นธรรม 65

ส�ำนักงานวฒั นธรรมจงั หวดั ปัตตานี

ศาลาการเปรียญไม้ วัดปทมุ วารี

ต�ำบลเตราะบอน อ�ำเภอสายบรุ ี

“ศาลาการเปรยี ญไม้

แห่งการผสมผสานจิตรกรรมในราชส�ำนัก”

ศาลาการเปรียญไม้ วัดปทุมวารี ต้ังอยู่ท่ี ต�ำบลเตราะบอน อ�ำเภอสายบุรี
จงั หวัดปัตตานี มีอายุประมาณ ๑๒๗ ปี สร้างขึ้นเม่ือปี พ.ศ. ๒๔๓๗ โดยพระอธกิ ารแก้ว
ติสสโร ร่วมกับพระลูกวัดและชาวบ้านในท้องถ่ิน ได้ท�ำการฉลองสมโภชในปี พ.ศ. ๒๔๔๓
โดยมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นภาคใต้อันทรงคุณค่า และลักษณะของ
งานจิตรกรรมท่ีมีเอกลักษณ์แบบสมัยรัชกาลท่ี ๕ ผสมผสานกับรูปแบบศิลปกรรมพ้ืนถ่ิน
ภาคใต้

(สพุ ัตรา อนปุ ราโมทย์. อาสาสมคั รวัฒนธรรมประจ�ำอ�ำเภอสายบุร.ี ๒๕๖๔.)

66 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคณุ คา่ จังหวัดปัตตานี

ศาลาการเปรียญ :

ชอื่ เรยี กอาคารในงานสถาปตั ยกรรมไทยทม่ี ปี ระโยชน์ การสร้างศาลาการเปรียญ เร่ิมมีข้ึนต้ังแต่สมัย
ใช้สอยในลักษณะอาคารอเนกประสงค์ เป็นสถาปัตยกรรม กรุงศรีอยุธยาอย่างน้อยก็ในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรมลงมา
ท่ีได้รับรูปแบบและอิทธิพลจากราชส�ำนักไทย ตั้งแต่สมัย ดังกล่าวไว้ในบันทึกเม่ือคร้ังเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท
กรุงศรีอยุธยาและมีการพัฒนาเร่ือยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ ท่ี จ.สระบุรี ปี พ.ศ. ๒๑๔๙ ว่า
โดยเป็นอาคารที่พระภิกษุสงฆ์และฆราวาสใช้ท�ำกิจกรรม “…สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั อทุ ศิ ถวายวนาสณฑ์ เปน็ บรเิ วณ
ทางศาสนาร่วมกัน เช่น การท�ำบุญเล้ียงพระ การแสดง ออกไปโยชนห์ นง่ึ โดยรอบแลว้ ทรงพระกรณุ าใหช้ า่ งจบั การสถาปนา
ธรรมเทศนา ฯลฯ เปน็ มณฑปสวมพระพทุ ธบาท แล้วสร้างพระอโุ บสถ พระวิหาร
แรกเริ่มน้ันศาลาการเปรียญถูกสร้างข้ึนเพียง การเปรียญ ตึกกวา้ งกุฎิสงฆเ์ ป็นอเนกประการ...”
เพอื่ ประโยชน์ใชส้ อยเพยี งอยา่ งเดยี ว คอื ใหพ้ ระภกิ ษสุ งฆ์ใชเ้ ปน็ เนื่องด้วยศาลาการเปรียญเป็นอาคารโถงขนาด
ที่เรียนหนังสือ เพราะค�ำว่า “เปรียญ” มาจากภาษาบาลีว่า ค่อนข้างใหญ่ ต่อมาศาลาประเภทน้ีจึงถูกใช้ส�ำหรับสนองตอบ
“บาเรียน” หมายถึง “พระท่ีได้เรียน” หรือ “พระนักเรียน” ตอ่ ประโยชน์ใชส้ อยอยา่ งอ่นื ๆ ด้วย เช่น ใชเ้ ป็นที่เทศนาธรรม
ดังนั้นศาลาการเปรียญจึงหมายถึงศาลาหรืออาคารท่ีพระภิกษุ แกฆ่ ราวาส หรอื ใชเ้ ปน็ ทถี่ วายอาหารทำ� บญุ เลยี้ งพระ เปน็ ทป่ี ระชมุ
ใชเ้ ปน็ ทีเ่ ลา่ เรยี นนนั่ เอง คณะกรรมการวดั ตลอดจนเปน็ ทต่ี ง้ั ศพสำ� หรบั ประกอบพธิ สี วด
ศาลาการเปรยี ญจดั วา่ เปน็ ประเภทของศาลาชนดิ เดยี ว พระอภิธรรมเป็นต้น ดังน้ันภายในอาคารจึงมักจะมีธรรมาสน์
ทมี่ ลี กั ษณะและขนาดของอาคารแตกตา่ งจากศาลาประเภทอนื่ ๆ เทศน์วางอยู่ตรงส่วนท้ายของอาคารเสมอ ในบางแห่งก็มี
คือ เป็นอาคารค่อนข้างใหญ่ ท้ังน้ีเพราะต้องตอบสนองต่อ “ธรรมาสน์สวด” ส�ำหรับพระสงฆ์น่ัง ๔ รูปด้วย นอกจากน้ี
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของผมู้ าใชท้ ม่ี ลี กั ษณะเปน็ กลมุ่ ใหญ่ ซง่ึ โดยทวั่ ไป บริเวณชิดแนวผนังด้านซ้ายของอาคาร ก็จะยกเป็นต่ังไม้ยาว
จะมีขนาดกว้างประมาณ ๘.๐๐-๑๐.๐๐ เมตร ยาวประมาณ ส�ำหรับใช้เป็นอาสนสงฆ์เวลาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
๑๒.๐๐-๑๕.๐๐ เมตร มที งั้ ทเี่ ปน็ อาคารเครอ่ื งไมแ้ ละอาคารกอ่ อฐิ หรอื ทำ� บุญเลี้ยงพระ

การสร้างศาลาการเปรียญ จึงเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมท่ีมีการปรับเอารูปแบบการก่อสร้างตามพระราชนิยม
ในราชส�ำนัก โดยอาศัยการสร้างให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมในราชส�ำนัก ลักษณะดังกล่าวเป็นภาพสะท้อน
พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ต่อปวงราษฎรทุกหมู่ โดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้เป็นเน้ือนาบุญแห่งโลกและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ของคนไทยมาชา้ นาน

กระทรวงวฒั นธรรม 67

ส�ำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัดปตั ตานี

ลกั ษณะรปู ทรงตวั อาคาร
มีที่ตั้งปลายเสาให้เอนเข้าหากัน
เล็กน้อย เรียกตามภาษาถิ่นว่า
“ทรงช้างเยี่ยว” จะช่วยให้ฝาท่ีก้ัน
มลี กั ษณะสว่ นลา่ งคอ่ ย ๆ ผายออก
เลก็ นอ้ ย คณุ ลกั ษณะเชน่ นี้ ชว่ ยผอ่ น
การต้านลมได้ดียิ่งขึ้น ตัวอาคาร
แขง็ แรงมนั่ คง นอกจากนยี้ งั ชว่ ยกนั
ไม่ให้ฝนสาดเขา้ ใต้ถนุ อาคาร

่ถายเ ่มือ ิสงหาคม ๒๕๖๔

มีใต้ถนุ สูง มี “ตนี เสา” หรอื “ฐานเสา” หล่อดว้ ยปนู
สร้างตามแบบเรอื นไทยพืน้ ถิน่ ภาคใต้

หลังคาทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้อง
ดนิ เผา ชกั ชายคาปกี นกออกมาปกคลมุ พน้ื ท่ี
ใช้สอยโดยรอบกันฝนสาดฝา้ เพดาน

68 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคณุ คา่ จงั หวดั ปัตตานี

ฝา้ เพดาน มองเหน็ โครงหลงั คา ที่มีคาดไมแ้ กะเปน็ รอ่ งสำ� หรับวางแผน่ กระเบอ้ื ง

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

ภายในเปน็ หอ้ งโถง มีพ้นื ต่างระดบั

กระทรวงวฒั นธรรม 69

สำ� นักงานวัฒนธรรมจังหวดั ปัตตานี

่ถายเม่ือ ิสงหาคม ๒๕๖๔ ฝ้าเพดานบริเวณตรงกลางห้องโถง
ประดับตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรม
เขียนสีฝุ่น เขียนภาพพระอาทิตย์ ท่แี ขวนตะเกยี ง
พระจันทร์ ล้อมรอบด้วยเทพ เทพี
ลายประจำ� ยามเครอื เถา วิทยาธร รามสรู เมขลา

ภาพวาดเรอ่ื งราวพทุ ธประวตั ิ

70 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคณุ คา่ จังหวัดปัตตานี

ส ถ า ป ั ต ย ก ร ร ม ข อ ง ป ั ต ต า นี
ประเภทอาคารหรอื สงิ่ ปลูกสรา้ ง

ท่อี ยใู่ นพืน้ ทีม่ ัสยดิ

มัสยดิ

Mosque / Masjid

ศาสนาตา่ ง ๆ ยอ่ มมสี ถานประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา
แต่เน่ืองจากเป็นสถานศักดิ์สิทธ์ิและเป็นสถานท่ีสาธารณชน
ซ่ึงอาจต้องใช้เวลาร่วมกันจ�ำนวนมาก ดังนั้น จนต้องออกแบบ
พิเศษต่างจากบ้านเรือนท่ัวไป ทั้งน้ีเพ่ือความเหมาะสมและ
สอดคล้องกบั ประโยชน์ใชส้ อย ตามความเชอื่ และหลกั ปฏบิ ตั ขิ อง
ศาสนานนั้ ๆศาสนาอสิ ลามเปน็ ศาสนาหนงึ่ ทต่ี อ้ งมกี ารประกอบ
พธิ ภี ายใตค้ วามเชอื่ และบทบญั ญตั ขิ องศาสนา ทำ� ใหศ้ าสนสถาน
ของศาสนาอิสลามแตกต่างจากศาสนาอนื่ ๆ
อิสลาม เป็นศาสนาท่ีเชื่อในอำ� นาจสูงสุดของพระเจา้
หรอื พระอลั ลอห์ (Allah) มมี ฮู มั มดั (Muhammad) เปน็ ศาสนทตู
และพระศาสดา คัมภีร์หลักของศาสนาอิสลามคือคัมภีร์
อัลกรุอาน (Quran) ในคัมภีร์บัญญัติไว้ด้วยหลักศรัทธาและ
หลกั ปฏบิ ตั ิ หลกั ศรัทธาไดเ้ นน้ ใหน้ บั ถอื พระเจา้ องคเ์ ดยี ว ทตี่ อ่ มา
สง่ ผลตอ่ การจดั การสรา้ งสว่ นเปน็ ประกอบตา่ ง ๆ ของศาสนสถาน
ตลอดจนหา้ มทำ� รปู เคารพใด ๆ
ศาสนสถานท่ีส�ำคัญในศาสนาอิสลามคือ มัสยิด
สถานที่ประกอบศาสนกิจของมุสลิม เป็นที่โน้มกายลงพื้น
เพ่ือสักการะพระอัลลอฮ์ มัสยิดต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชนมุสลิม มัสยิดเป็น
สถานท่ีศักดิ์สิทธ์ิท่ีมนุษย์มีความส�ำคัญใกล้ชิดกับพระเจ้า
การประกอบพธิ ลี ะหมาดเป็นการระลึกถึงพระเจา้ จะชว่ ยใหจ้ ติ ใจ
สงบสขุ เข้มแข็งและบริสทุ ธิ์

72 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคุณค่าจงั หวัดปัตตานี

องคป์ ระกอบส�ำคญั ของมสั ยิด ๔. มินาเรส เป็นหอคอยท่ีโดดเด่นมากของมัสยิดมี
ลักษณะเปน็ ทรงกระบอกสงู ใชเ้ ปน็ ทก่ี ระจา่ ยเสยี งและเชญิ ชวน
๑. อ่างน�้ำ มีความจ�ำเป็นเพื่อช�ำระล้างร่างกาย
ก่อนท�ำพิธีละหมาด เข้าพธิ ลี ะหมาด
๒. ห้องพิธมี หิ รับ ชอ่ งเว้าท่ลี กึ ลงไปในผนงั ส่วนหนา้ ๕. โดม มีลักษณะเปน็ ทรงกลมมีความโดดเดน่ ที่สดุ
สดุ ของหอ้ งใหญ่ ของมัสยิด มีความเป็นเอกลักษณ์ของศาสนสถานของ
๓. มินบาร์ เปน็ ธรรมาสนท์ ี่ใช้เทศนาหรือสอนศาสนา
อสิ ลามกอ่ นละหมาด ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอสิ ลาม ถอื วา่ มสั ยดิ เปน็ สถานทอี่ นั ประเสรฐิ สดุ
เป็นสถานที่ของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นสถานที่ส�ำคัญท่ีจะท�ำให้
มนุษย์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าของเขา
มสั ยดิ เปน็ สถานทลี่ ะหมาดวนั ศกุ ร์ ซง่ึ การทำ� ละหมาดในวนั ศกุ รน์ ี้
ตอ้ งกระทำ� ในมสั ยดิ จะทำ� ทสี่ ถานทอ่ี น่ื ใดหาไมไ่ ด้ นอกจากใชม้ สั ยดิ
ท�ำละหมาดเป็นปกติในวันศุกร์แล้ว ยังจะได้ประโยชน์อ่ืน ๆ
จากการท�ำละหมาดอีกมากมายหลายประการ เช่น ได้พบปะ
สงั สรรค์ ไดร้ บั ความรทู้ างโลกและทางธรรมจากอมี า่ มและคอเตบ็
ประการส�ำคัญท่ีสุด คือ การท�ำละหมาดเป็นโอกาสที่มุสลิมได้
ร�ำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และได้ขอพรจากพระองค์ ความส�ำคัญ
อีกประการหน่ึงของมัสยิดก็คือ มัสยิดเป็นสถานที่ ๆ บุคคล
จะเข้าไปน่งั สำ� รวมจิตใจ และท�ำความสงบทางใจ ซ่งึ ท�ำให้จติ ใจ
บริสุทธิ์และเข้มแข็ง กล้าเผชิญกับปัญหาชีวิตทุก ๆ ด้าน
ด้วยความสุขุมรอบคอบ และเป็นช่วงหน่ึงของเวลาที่จะด�ำรง
โดยยึดมั่นในค�ำสอนของศาสนานอกจากน้ียังถือได้ว่า มัสยิด
เป็นศูนย์กลางแห่งความสามัคคีของมุสลิม เป็นศูนย์กลาง
แหง่ การศกึ ษาอบรมในดา้ นวชิ าการตา่ ง ๆ ทงั้ ศาสนาและทางโลก

กระทรวงวัฒนธรรม 73

ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ปตั ตานี

โดยคณะกรรมการคัดสรร
ได้ท�ำการคัดสรรสถาปัตยกรรมประเภทอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในมัสยิด
ประกอบดว้ ย
๑. อาคารละหมาด มสั ยดิ รายอฟาฏอนี ต�ำบลจะบังตกิ อ อำ� เภอเมืองปัตตานี
๒. อาคารละหมาด มสั ยิดบา้ นควนลังงา ต�ำบลทรายขาว อำ� เภอโคกโพธ์ิ
๓. อาคารละหมาด สเุ หรา่ อาโห ตำ� บลมะนงั ยง อำ� เภอยะหริง่

74 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจงั หวดั ปัตตานี

อาคารละหมาด มสั ยดิ รายอฟาฏอนี

ตำ� บลจะบังติกอ อำ� เภอเมอื งปตั ตานี

“มัสยิดท่สี ะทอ้ นความสัมพันธ์กบั ราชส�ำนกั ไทยในอดีต”

มัสยิดรายอปัตตานี เดิมเป็นมัสยิดแห่งรัฐของรัฐปัตตานี เริ่มก่อสร้างในสมัยเมืองปัตตานีเป็นเมืองหรือรัฐปัตตานี
ซ่ึงมีเจา้ เมืองปกครองตนเอง
ในรชั สมยั ตนกมู ฮู ำ� หมดั (ตนกบู อื ซา) เจา้ เมอื งปตั ตานรี าชวงศป์ ตั ตานจี ะบงั ตกิ อ ซงึ่ ครองราชยต์ อ่ จากราชวงศป์ ตั ตานี
กรือเซะ ตนกูมูฮัมหมัด (ตนกูบือซา) เสด็จพระราชด�ำเนินมายังเมืองปัตตานี ซ่ึงช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงท่ีปัตตานีว่างจาก
การมีสุลต่านปกครองรัฐ มีแต่เจ้าเมอื งซึ่งแต่งต้ังโดยประเทศสยาม (รัฐปตั ตานีมสี ภาพเป็นเมอื งขนึ้ ของแผน่ ดนิ สยาม)
เม่ือตนกูบือซาได้เสด็จมา จึงได้รับการอัญเชิญสถาปนาเป็น สุลตานมูฮ�ำหมัด และได้ทรงเลือกท่ีดินส�ำหรับ
สรา้ งพระราชวงั ท่ี Kampung jebak puyoh ท่เี รยี กว่าบา้ นจะบงั ติกอปจั จุบนั และไดม้ ดี �ำริสรา้ งมสั ยิดแห่งนี้

(ฮาซนี า โต๊ะเหม. อาสาสมคั รวัฒนธรรมประจ�ำอ�ำเภอเมอื งปตั ตาน.ี ๒๕๖๔.)

กระทรวงวฒั นธรรม 75

ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวดั ปัตตานี

ปัตตานีกับแผ่นดินไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในแผ่นดินพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช
เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้จะมีลักษณะความสัมพันธ์ที่สลับกันไปมาระหว่างการสวามิภักด์ิหรือการแยกตัว
จากแผน่ ดนิ ไทย ดงั เหตกุ ารณแ์ บง่ เมอื งปตั ตานี เปน็ ๗ หวั เมอื ง รชั กาลที่ ๓ ซง่ึ ตรงยคุ สมยั ในการกอ่ สรา้ งมสั ยดิ แหง่ น้ี
โดยมีพงศาวดารบันทกึ เหตกุ ารณ์ในชว่ งน้นั ไว้วา่

“...ภายหลังระดูปกั นล่ันพระยาตานเี ปน็ ขบถ กองทัพหลวงยกออกไปจบั ระตู
ปกั หลัน่ เขา้ มากรุงเทพฯ แลว้ โปรดเกลา้ ฯ ให้คนไทยที่เมืองสงขลา ชื่อก๋งชาย (ขวญั ซา้ ย)

ออกไปเป็นพระยาตานี ได้บงั คับเขตแดนไปตามเดิมทุกตำ� บล ไดส้ ่งต้นไม้ทอง เงนิ
เครอื่ งราชบรรณาการ ต่อมาจนพระยาตานถี งึ แกก่ รรม พอถงึ แผน่ ดนิ พระพุทธเลิศหลา้
นภาลยั โปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระยาสงชลา/จอ๋ ง) ออกไปแบง่ เขตรแดนเมอื งตานีออกเปน็ เจ็ดเมือง... ”

(“พงศาวดารเมืองต่าง ๆ ของสยามประเทศ”, ม.ป.ป. บ.๑๖/๒๓)

เม่ือพิจารณาจากพงศาวดารฉบับดังกล่าวจะพบว่าราชส�ำนักของไทยและราชส�ำนักปัตตานีมีความสัมพันธ์
มาอยา่ งยาวนาน ลกั ษณะเชน่ นช้ี ้ีใหเ้ หน็ การอยรู่ ว่ มกนั ตามรปู แบบบรบิ ทของสงั คมในยคุ สมยั นน้ั ซง่ึ เปน็ สง่ิ ทแี่ สดงใหเ้ หน็
ความเกย่ี วเนอ่ื งทางประวตั ิศาสตร์ของราชสำ� นกั ทัง้ สองแห่งอยา่ งเดน่ ชัด

76 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคณุ ค่าจังหวัดปตั ตานี

ถา่ ยเมอื่ สงิ หาคม ๒๕๖๔

บรเิ วณทางเข้าอาคารละหมาด

กระทรวงวัฒนธรรม 77

ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดปตั ตานี

่ถายเ ่ืมอ ิสงหาคม ๒๕๖๔

อา่ งน้ำ� โบราณ ใชส้ �ำหรับ
ช�ำระร่างกายกอ่ นเขา้ ละหมาด
กลองใหญ่ กลองไม้โบราณ
ทอ่ี ยูค่ ู่กบั มัสยดิ แห่งนี้

78 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปตั ตานี

หลังคาทรงป้ันหยานบั ไดว้ า่
เป็นเอกลกั ษณ์ของภาคใต้
และพบไดท้ ว่ั ไปในจงั หวดั ภาคใต้
โดยเฉพาะในจังหวดั ปัตตานี

ถ่ายเมอ่ื สงิ หาคม ๒๕๖๔

กระทรวงวฒั นธรรม 79

ส�ำนักงานวฒั นธรรมจังหวัดปัตตานี

ประตูทางเข้าท่ีกั้นพ้ืนท่ีด้านในกับด้านนอก
มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบมลายูและจีน
ผสมผสานกัน

80 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคุณค่าจงั หวดั ปตั ตานี

ลายพันธพุ์ ถกษา ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔
ทล่ี กั ษณะผสมผสาน

แบบมลายแู ละจนี
ผนังก้นั ขนาดใหญ่

ที่มกี ารแกะสลัก
ผสมผสานกนั

ระหว่างสถาปัตยกรรม
มลายูกบั จนี

กระทรวงวัฒนธรรม 81

สำ� นักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ปัตตานี

ลายพันธพ์ุ ถกษา
ทมี่ ีสีเขียวแบบเขยี วไข่กา

่ถายเ ่มือ ิสงหาคม ๒๕๖๔

ชอ่ งลมดา้ นขา้ งของกำ� แพงตวั อาคารมสั ยดิ จ�ำนวน ๘ ช่อง
ลกั ษณะคลา้ ยกับช่องลมตีระแนง

รั้วเหล็กของบา้ นสถาปัตยกรรมทรงจีนบริเวณยา่ นเมอื งเก่า ถนนอาเนาะรู

82 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ คา่ จังหวัดปัตตานี

อาคารละหมาด
มัสยดิ บ้าน
ควนลงั งา

ตำ� บลทรายขาว อำ� เภอโคกโพธิ์

“มสั ยดิ ทผ่ี สมผสานเอกลกั ษณ์แห่งราชส�ำนกั ไทย”

มัสยิดบ้านควนลังงา ตั้งอยู่ท่ี หมู่ ๔ ต�ำบลทรายขาว อ�ำเภอโคกโพธ์ิ จังหวัดปัตตานี อาจเป็นศาสนสถาน
ในศาสนาอสิ ลามเพยี งแหง่ เดยี วในประเทศไทย ทมี่ กี ารกอ่ สรา้ งแบบผสมผสานระหวา่ งสถาปตั ยกรรมแบบไทยและสถาปตั ยกรรม
ของมสุ ลมิ ทำ� ใหม้ สั ยดิ แหง่ นมี้ ลี กั ษณะคลา้ ยกบั ศาลาการเปรยี ญของไทย สนั นษิ ฐานวา่ นา่ จะสรา้ งในปี พ.ศ.๒๑๙๗ ในรชั สมยั ของ
ราชนิ รี าตอู งู ู บนิ สลุ ตา่ นมนั ซรู ซาห์ รชั กาลท่ี ๘ แหง่ ราชอาณาจกั รปาตานดี ารสุ สลาม ครองราชยร์ ะหวา่ งปี พ.ศ.๒๑๖๗ -๒๑๗๘)
ซึ่งในสมัยของราชินีราตอู งู ไู ด้เกิดสงครามข้ึนระหว่างปาตานดี ารุสสลามกบั ราชอาณาจกั รกรุงศรีอยุธยา

(มัทนา ทองบญุ เอียด. อาสาสมัครวฒั นธรรมประจ�ำอ�ำเภอโคกโพธ.์ิ ๒๕๖๔.)
อาคารละหมาดแหง่ นสี้ ะทอ้ นความสมั พนั ธก์ บั ราชสำ� นกั ไทย โดยการประยกุ ตร์ ปู แบบการสรา้ งใหม้ ลี กั ษณะแบบศาลา
การเปรียญทางพระพุทธศาสนาท่ีได้รับการถ่ายทอดจากราชส�ำนัก มาประยุกต์ใช้กับศาสนสถานของตนเอง ซึ่งเป็นการสะท้อน
ให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างกัน โดยมีสถาบันหลักของไทยเป็นตัวเชื่อมต่อ ภาพสะท้อนน้ีเป็นส่ิงแสดงความสัมพันธ์อันดี
และการประยุกต์ใชร้ ูปแบบทางวฒั นธรรมท่สี วยงามระหวา่ งศาสนาอย่างเด่นชดั

กระทรวงวฒั นธรรม 83

สำ� นักงานวัฒนธรรมจงั หวัดปตั ตานี

84 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปัตตานี

ภาพถ่ายภายนอกของอาคารละหมาด
มัสยดิ ควนลงั เป็นอาคารไม้แบบ
เรอื นทรงไทยมผี งั เปน็ รปู สเี่ หลยี่ มผนื ผา้

หลังคาทรงจั่วปกี นก สรา้ งขน้ึ จากไม้ที่ท�ำบันไดด้านขา้ ง

ถา่ ยเมือ่ สิงหาคม ๒๕๖๔

กระทรวงวฒั นธรรม 85

สำ� นักงานวฒั นธรรมจงั หวัดปัตตานี

ภายในอาคารละหมาด มสั ยิดควนลงั งา

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

แท่นส�ำหรบั
บรรยายธรรม
ศิลปะแบบมลายู

ท่ามกลาง
ศาลาการเปรยี ญ

แบบไทยพทุ ธ

86 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคุณค่าจังหวัดปตั ตานี

ถา่ ยเม่อื สงิ หาคม ๒๕๖๔

การประกอบยึดชิ้นส่วน
โครงสร้างอาคารท้งั หมด
เข้าด้วยกันนั้น ใช้วิธีการ
บากไม้ เขา้ หนา้ ไม้ ตอกยดึ
ดว้ ยลม้ิ ไมแ้ ทนการใชต้ ะปู
ตามวิธีการสร้างอาคาร
บ้านเรอื นในสมัยน้นั

กระทรวงวัฒนธรรม 87

สำ� นักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ปัตตานี

อาคารละหมาด
สุเหรา่ อาโห

ต�ำบลมะนังยง อ�ำเภอยะหร่งิ

88 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ คา่ จังหวัดปัตตานี

“สถาปตั ยกรรมท่บี อกเลา่ ปัตตานี : การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต
ความรม่ เยน็ ใต้รม่ พระบารม”ี พบว่าปัตตานีมีบทบาททางการค้าและการเมืองการปกครอง
เป็นเวลานาน มีท�ำเลที่ต้ังท่ีเหมาะสมบนคาบสมุทรมลายู
สเุ หรา่ อาโห ตามคำ� บอกเลา่ ของปราชญท์ อ้ งถน่ิ ซงึ่ เป็นคาบสมทุ รกลางระหว่างตะวนั ออกกบั ตะวันตก ไดแ้ ก่ จนี
เดิมทีสุเหร่าแห่งน้ีต้ังอยู่ในบริเวณริมคลองตันหยง กับอินเดีย รวมท้ังอาหรับและเปอร์เซีย ปัตตานีเป็นเมืองท่า
และมีสุเหร่าอีกแห่งต้ังขนานกันริมฝั่งคลองชื่อ สุเหร่า ท่ีมีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักอย่างกว้างขวางมาต้ังแต่สมัยลังกาสุกะ
สุไหงยาลอ แตส่ ุเหรา่ อีกแหง่ หนง่ึ ได้ ผพุ ังไปตามเงือ่ นไข ชอ่ื “ปาตาน”ี ในระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ - ๒๓ ปตั ตานีไดร้ บั
ตามกาลเวลา สาเหตทุ ส่ี เุ หรา่ ดงั กลา่ วตง้ั อยรู่ มิ นำ้� สนั นฐิ าน การกล่าวถึงว่าเป็นศูนย์กลางการค้าและเป็นเมืองท่านานาชาติ
ไดว้ า่ นา่ จะเปน็ เพราะการคมนาคม คา้ ขายทางนำ้� เมอ่ื ครง้ั แหง่ เอเซยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ประกอบกบั ทา่ เรอื ปตั ตานเี ปน็ ทา่ เรอื
ปัตตานีรุ่งเรืองมีการติดต่อระหว่างชวา และมะละกา ที่ใหญ่ที่สุดส�ำหรับการค้า และเป็นท่าเรือคู่ค้ากับเมืองท่าสุรัต
ต่อมาเม่ือกาลเวลาเปล่ียนแปลงผู้คนเริ่มสัญจรทางน�้ำ มะละกา กัวโคโรมันแดล และเป็นท่าเรือสองพ่ีน้องกับท่าเรือ
น้อยลงและหันมาใช้ถนนหนทางมากข้ึนท�ำให้ชาวบ้าน ฮริ าโดะของญป่ี นุ่ ปตั ตานีในระยะดงั กลา่ วมกี ารปกครองทเี่ ขม้ แขง็
ในขณะน้ันได้ย้ายสุเหร่าดังกล่าวที่อยู่ริมน้�ำมาต้ังไว้ มีการจัดเก็บภาษีท่ีเป็นระบบและเป็นธรรมกับพ่อค้าทุกชาติ
ในพ้นื ทป่ี จั จบุ นั มีการด�ำเนินการด้านการทูตกับประเทศต่าง ๆ เมืองปัตตานี
ในระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ - ๒๓ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวง
(รอกเี ยาะห์ สาแล๊ะ. อาสาสมคั รวัฒนธรรม ของชาวมลายแู ละเปน็ มหานครของภมู ภิ าคน้ี(ครองชยั , ๒๕๔๕)
ประจ�ำอ�ำเภอยะหร่งิ . ๒๕๖๔.)
ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองท่าปัตตานีในอดีต
มีบันทึกไว้ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์จ�ำนวนมากมาย
และเปน็ ทป่ี ระจกั ษแ์ กว่ งวชิ าการประวตั ศิ าสตร์ ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง
ดังกล่าวเกิดจากความสามารถในการเป็นเมืองท่าท่ีใช้รับรอง
และเปน็ แหลง่ ซอื้ ขายสนิ คา้ จากหลากหลายประเทศทว่ั คาบสมทุ ร
มลายู ความสามารถในการคา้ ขายไดอ้ ยา่ งสะดวกและเปน็ ระบบ
เกิดจากความสามารถในการปกครองของกษัตริย์ในพ้ืนท่ี
ท่ีไปพึ่งพิงพระบารมีของราชส�ำนักสยาม ซึ่งเป็นส่วนส�ำคัญ
ทท่ี ำ� ใหพ้ นื้ ทด่ี งั กลา่ วมคี วามสงบรม่ เยน็ สเุ หรา่ อาโห่ จงึ เปน็ ภาพ
สะท้อนของอดีตท่ีเคยเป็นสถานท่ีต้อนรับพ่อค้าจากต่างเมือง
มาประกอบศาสนกิจ อนั เน่ืองมาจากการค้าขาย ซ่งึ เปน็ ผลจาก
ความสงบสขุ รม่ เยน็ ภายใตร้ ม่ พระบารมขี องพระมหากษตั รยิ ์ไทย

กระทรวงวฒั นธรรม 89

สำ� นกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดปตั ตานี

ถา่ ยเม่อื สงิ หาคม ๒๕๖๔

ภาพถ่ายภายนอก สเุ หรา่ อาโห

90 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคุณคา่ จังหวัดปัตตานี

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

ภาพด้านขา้ ง สุเหร่าอาโห

กระทรวงวัฒนธรรม 91

ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ปัตตานี

ถา่ ยเม่อื สงิ หาคม ๒๕๖๔

กระเบอ้ื งดนิ เผา
ซ้อนกนั ตามรปู แบบ

การสรา้ งหลังคา
ในอดตี

ลกั ษณะการกอ่
เสาตอหมอ้
เพ่อื ป้องกัน

ความช้นื จากดนิ
และสะดวก

ในการเคลือ่ นย้าย

92 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจงั หวดั ปัตตานี

ถ่ายเมื่อ สงิ หาคม ๒๕๖๔

ภาพภายในสุเหรา่ อาโห

กระทรวงวฒั นธรรม 93

สำ� นกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดปตั ตานี

คานไม้ลักษณะ
การก่อสร้าง
แบบโบราณ

ไมม่ กี ารใชต้ ะปู
แต่เป็นการ
เข้าสกรู

ถา่ ยเม่อื สิงหาคม ๒๕๖๔

94 ๙ สถาปตั ยกรรม

ทรงคุณคา่ จงั หวดั ปัตตานี

ภาพสะทอ้ น
ของแสงไฟ
จากรปู แบบ
การสรา้ ง
เพ่ือระบายลม
และรับแสง

่ถายเม่ือ ิสงหาคม ๒๕๖๔

การแกะสลกั
ลวดลายพันธุพ์ ถกษา
บรเิ วณเหนอื ประตู
ทางเข้า

ประตทู างเขา้ ทคี่ งรูปแบบ
แบบในอดีต

96 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ คา่ จังหวัดปตั ตานี

สถาปัตยกรรมทรงคุณคา่
จงั หวัดปตั ตานี

ภาค
ผนวก

๑. ประกาศต่าง ๆ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับกิจกรรมอนุรักษส์ ถาปัตยกรรมทรงคุณค่า จงั หวดั ปตั ตานี
๒. กระบวนการด�ำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทรงคณุ ค่า จังหวดั ปตั ตานี
๓. สถาปตั ยกรรมที่ผ่านการคดั สรรในขั้นแรกของกจิ กรรมอนุรักษส์ ถาปตั ยกรรมทรงคุณคา่ จงั หวัดปัตตานี

กระทรวงวฒั นธรรม 97

สำ� นกั งานวัฒนธรรมจังหวดั ปัตตานี

๑. ประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกับกิจกรรมอนรุ ักษ์
สถาปตั ยกรรมทรงคณุ คา่ จงั หวดั ปัตตานี

98 ๙ สถาปัตยกรรม

ทรงคณุ ค่าจังหวดั ปัตตานี


Click to View FlipBook Version